วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สิ่งที่เที่ยง

หลวงพ่อนิพนธ์ให้พิจารณาว่า สิ่งที่มนุษย์คิดนั้น ไม่ว่าสิ่งใด ด้วยความจำกัดของปัญญา จึงไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความเที่ยงเลย

จะดูโลกภายนอก ก็ดูกฎหมายที่สร้างขึ้นมา ตรามาแล้วก็บังคับใช้ไม่ได้ถ้วนทุกตัวคน แก้กันไป แก้กันมา ไม่รู้จักจบ

สิ่งประดิษฐ์ คล้อยหลังไม่เท่าไร ก็ตกยุค

แม้แต่ยาที่คิดค้นกัน ก็บอกว่ายังต้องพัฒนากันต่อไป

สรุปได้ว่า สิ่งที่เป็นความคิดความเห็นของมนุษย์นั้น หาความเป็นมาตรฐานไม่ได้เลยแม้แต่สิ่งเดียว

เมื่อมองหาในสิ่งที่เที่ยง มีมาตรฐาน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามวันเวลา ก็คงหนีไม่พ้น กรรม และ ธรรม นั่นเอง

กรรมเที่ยง ใครทำใครได้ ไม่มีใครแกล้งใคร ทำอย่างไรได้อย่างนั้น

ธรรมเที่ยง ใครอยากได้ ต้องพึ่งตนของตน โดยอาศัยธรรมของพระภูมีนำไปปฏิบัติ

และแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า สมุนไพรที่นำมา เป็นสูตรของพระภูมี ดังนั้น จึงเป็นสูตรที่สำเร็จเสร็จ ไม่ต้องปรับเปลี่ยน ปรับปรุง และที่สำคัญมีมาตรฐาน

มาตรฐานของสมุนไพรของพระภูมี ก็เหมือนกรรมที่ให้ผลตามที่ทำกรรม สมุนไพรก็ให้ผลตามธรรมที่ทำเช่นกัน ไม่ขาดไม่เกิน ทำอย่างไรได้อย่างนั้น และใครทำใครได้

เมื่อผลปรากฎ ก็เป็นเครื่องชี้ว่า สิ่งที่ผู้นั้นกระทำเป็นเช่นไร ผลผิดปรากฎ จะบอกว่าทำถูก สักฉันใด ก็คงฟังไม่ขึ้น หากผลถูกปรากฎ คนจะไม่ชอบ จะบอกว่าผิดสักฉันใด ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พุทธประวัติ จึงชี้ให้เห็น เมื่อชาวเมืองกบิลพัสด์ทั้งเมือง สาปแช่งพระโคดม ที่ทิ้งบ้านทิ้งเมืองไปบวช แต่ผลท่านกลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากแต่เทวทัตที่ตบตาคน อาศัยผ้าเหลือง ท้ายสุดก็ถูกธรณีสูบ เป็นเครื่องยืนยันว่า ผลถูกผลผิด ย่อมเกิดจากสิ่งที่ทำว่าถูกหรือผิด

จะพูดให้ตายว่าสิ่งที่ยึดถือ เลอเสิศสักฉันใด หากแม้แต่แค่ปวดท้อง สิ่งนั้นยังช่วยแก้ไม่ได้เลย ก็คงฟังไม่ขึ้น พระภูมีจึงเรียกว่า สิ่งที่ยึดถือนั้นเป็นลม ไม่มีตัวมีตน จึงไม่ให้ผลนั่นเอง

จดหมายน้อย

ช่วงนี้มีจดหมายน้อยมาหาหลวงพ่อนิพนธ์มากหน่อย อาจจะเนื่องจากต้องการให้กำลังใจ หลังจากที่มีจดหมายน้อยต่อว่ามาก็เป็นได้

ปกติแล้ว จดหมายน้อยก็มีมาเรื่อย แต่หลวงพ่อนิพนธ์มักไม่ค่อยนำมาอ่านให้คนป่วยฟังสักเท่าไร เพราะเกรงว่ายิ่งฟังมาก เดี๋ยวจะแห่กันมามาก หรือ กลายเป็นหน้าม้าซะปล่าวๆ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การนำจดหมายน้อยของผู้ที่ประสพผล มาเล่าก็เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ และแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่กำลังทำ เป็นไปได้จริง ไม่ใช่โกหกพกลม สร้างความฝัน

สัปดาห์นี้ ท่านจึงนำมาอ่านให้ฟังสองฉบับ ซึ่งบุคคลทั้งสองที่เขียนมาบังเอิญเป็นกรรมการทั้งสองท่าน

ท่านแรก คือ อดีตผู้การตำรวจนครบาล พล.ต.ท มานะ ได้เขียนเล่าว่า ตัวท่านเองมาชมรม เมื่อปลายเดือนมีนาคม ปี ๕๕ ด้วยอาการที่เป็นอยู่ คือ เบาหวาน ความดัน มะเร็งต่อมลูกหมาก ก็ทานสมุนไพรมาตลอด จนกระทั่งต้นเดือน กรกฎาคม ประสพอุบัติเหตุ ลื่นล้ม ทำให้กระดูกไหปลาร้าหัก

หมอให้ความเห็นว่า ตัวท่านสูงวัย ไม่ควรจะทำการผ่าตัด ประกอบกับดูประวัติว่าเป็นโรคเบาหวาน ด้วยเหตุผลว่า กระดูกคงยากที่จะสมานกลับมาปกติได้ จึงให้เข้าเฝือกอ่อน และงดใช้กำลัง เพื่อไม่ให้กระทบกับกระดูก

หลังจากเข้าเฝือก ก็กลับมาทานสมุนไพรตามปกติ โดยหลวงพ่อนิพนธ์ได้เพิ่ม สมุนไพรมะพร้าว และยาขาตั๊ง ให้

จนกระทั่ง วันที่ ๒๙ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ท่านนัดตรวจร่างกายประจำปีทุกปี จึงไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกาย

ผลการตรวจร่างกาย หมอบอกว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่กระดูกกลับมาเชื่อมและกลับเป็นสภาพปกติ รวมทั้งอาการที่เป็นอยู่ ก็กลับมาเข้าเกณฑ์คนปกติ ไม่ว่า เบาหวาน ความดัน และตรวจไม่พบเชื้อมะเร็งในต่อมลูกหมาก

อีกท่านหนึ่ง คือ คุณเนตร เล่าให้ฟังว่า เธอมีอาการ ก่อนที่จะมา คือ ความดัน เบาหวาน มะเร็งต่อมไทรอยด์แบบมีพิษ

เธอไปหาหมอครั้งสุดท้าย เมื่อ ๒ ปี กับ ๓ เดือนที่แล้ว และทิ้งมาทานสมุนไพรโดยไม่เคยไปหาหมออีกเลย

มาปัจจุบัน เธอพิจารณาว่าสภาพของเธอน่าจะเป็นปกติ จึงกลับไปหาหมออีกครั้ง เพื่อตรวจร่างกาย

ครั้นหมอพบเธอ ได้ว่ากล่าวและอบรมพักใหญ่ เพราะคิดว่าอาการของเธอคงรุนแรงถึงที่สุดแล้วนั่นเอง ด้วยว่าไม่ไปพบหมอเนิ่นนานกว่าสองปีแล้วนั่นเอง

หมอจึงสั่งให้เธอนอนที่โรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด สักคืนหนึ่ง

ผลการตรวจค่าทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมทั้งไม่มีเชื้อมะเร็ง

เมื่อหมออ่านผล ก็กล่าวว่าคงต้องมีการผิดพลาดอย่างแน่นอน จึงสั่งให้เธอนอนอีกคืนหนึ่งเพื่อตรวจซ้ำ

ผลการตรวจ ออกมาปกติเหมือนเดิม ทำให้เธอต้องตอบคำถามมากมายแก่หมอ ว่าไปทำอะไรมา

จากข้อความทั้งสองฉบับ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่วงการแพทย์ทำไม่ได้ และกล่าวว่าคงต้องอาศัยปาฏิหารย์ในการทำให้เกิดขึ้น หากแต่เมื่อมาพบสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ก็มีความเป็นไปได้ นี่และธรรมชาติทำได้

ทำไมทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ต้องเปลี่ยนนิสัย

หลายคน มักจะได้ยินได้ฟัง อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า โรคนี้อันตราย โรคนั้นร้ายแรง อย่างนี้อย่างนั้น และบทสุดท้าย ทำให้ตาย จนอกสั่นขวัญแขวง เป็นอะไรนิด ก็วิตกจริตตามนั้นไป

เหตุที่เป็นเช่นนั้น หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาให้ฟังว่า เหมือนกับคนที่ต้องเดินในความมืดนั่นเอง และที่สำคัญเขาไม่มีไฟส่องทาง ย่อมต้องหวาดกลัวเป็นธรรมดา และยากจะเดินได้ตลอดอย่างปลอดภัย

เมื่อมาพบหลักสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน แล้วเริ่มเรียนรู้ ก็อุปมาเหมือนหลวงพ่อนิพนธ์ได้จุดไม้ขีดขึ้น ให้ ที่เหลือก็นำไม้ขีดนั้นไปจุดไฟ เพื่อส่องทางให้แก่ตน

บทแรกที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็นก็คือ โรคมันเกิดจากกรรมที่เราทำมา แล้วโรคมันจะน่ากลัวได้อย่างไร ในเมื่อผลของโรคนั้นก็แค่ทำลายได้แค่ชีวิตเดียว

หากแต่นิสัยที่เรามีต่างหากที่น่ากลัว เพราะมันเป็นแหล่งกำเนิด ก่อกรรมอันมหาศาล สามารถฆ่าคนได้มากมายจนนับไม่ถ้วน ทุกวัน ทุกเวลานาที

โรคจะฆ่าคนใช้เวลาเป็นปีๆ แต่นิสัยฆ่าคนใช้เวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที

และยังชี้ให้เห็นอีกว่า นิสัยนี้ไปฆ่าผู้อื่นก็สาหัสแล้ว หากแต่นำมาฆ่าตนเองอีกนี่ซิ ยิ่งเป็นมหันตบาป จนเป็นบัญญัติหนึ่งของพระภูมีที่ห้ามฆ่าตนเอง

การพูดให้เข้าใจ ในเหตุและผล เพื่อให้หยุดทำร้ายตนเอง โดยเฉพาะการทานเคมี จึงถูกตอกย้ำทุกสัปดาห์

เมื่อเราเข้าใจ หรือที่หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า รู้เขา รู้เรา ก็จะเห็นว่า โรคที่หมอบอกร้ายอย่างนั้นอย่างนี้ กลายเป็นปัญหาที่เล็กไปเลย

ปัญหาที่ใหญ่ที่แท้จริง จึงกลับกลายเป็นนิสัยของตัวเราท่านเองนั่นแหละ

อุปสรรคใหญ่ คือ นิสัยเดิม ที่ถูกหล่อหลอมนั่นคือ การขอ เมื่อมาเจอหลักของพระภูมีคือ พึ่งตนเอง จึงเหมือนน้ำกับน้ำมัน

จึงไม่แปลกใจ หากเทียบยุคของกรรมกับยุคของพระภูมี แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า "กรรมเขาเป็นพี่ ธรรมเขาเป็นน้อง" ก็เพราะเราท่านสั่งสมนิสัยกรรมมา สองพันกว่าปี ในขณะที่ธรรมของพระภูมีที่ทรงสอนในแต่ละยุค ก็แค่สี่สิบปี

แม้นธรรมจะมีอำนาจเหนือกรรม หากแต่นิสัยเดิมนี้เป็นอุปสรรคใหญ่เพราะอยู่กับเรามานาน และที่สำคัญ หลักของพระภูมี อยากได้ต้องทำเอง ต้องทนทุกข์ในวันนี้ เพื่อสุขในวันหน้า

กระนั้นก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เกินกำลัง หากแต่ต้องอาศัยเหตุผล ความศรัทธา ขันติ อดทน เราจึงเห็นคนประสพผลนั่นเอง

โรคจึงไม่ใช่ประเด็น เพราะเมื่อเราเอาเหตุเอาผล นั่นคือยอมรับกรรม และใช้ ไม่ว่าด้วยการทานสมุนไพร หรือ การทำกิจกรรม และเมื่อใช้มันก็ต้องหมด เมื่อกรรมที่เป็นนายของโรคหมดอำนาจ โรคก็ต้องจากไปอย่างแน่นอน

แต่นิสัยที่สร้างกรรม อาจก่อให้เกิดโรคใหม่ หรือทำให้ตายด้วยเหตุใดก็ได้ พระภูมีจึงตรัสว่า หากไม่แก้นิสัย ก็เสมือน "หนีเสือปะจรเข้"

การเปลี่ยนนิสัย ด้วยการนำธรรมมาปฏิบัติ เป็นวิธีที่กำจัดต้นเหตุที่ดีที่สุด และให้ผลปลอดภัยแก่ชีวิตมากที่สุด

ดังนั้น แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสว่า สมุนไพรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ธรรม่ชาติ ผู้ทำก็ต้องมีคุณธรรม ผู้ทานให้ได้ผลก็ต้องมีคุณธรรม

จึงกลายเป็นคำกล่าวนับแต่สมัยถ้ำกระบอกว่า สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ไม่เพียงเปลี่ยนโรค แต่ยังเปลี่ยนนิสัยอีกด้วย

ไม้ขีดที่ให้แสงแห่งปัญญานี้ หากผู้รับไม่รีบนำไปจุดไฟของตน ช้าเร็วก็ต้องมอด เมื่อมอดดับ ก็คงยากที่จะเดินไปถึงจุดหมายในความมืดได้

จึงมักได้ยินหลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า การมาเพื่อทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ก็คงยากที่จะประสพผล

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวให้คิด คือ คนดี คนทำได้ เขาก็ไปนิพพานหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ล้วนแล้วแต่ผู้มีกิเลส ทำไมจึงไปเชื่อเขา ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ...

การสวดมนต์ และนั่งสงบ นั่นแหละบทเริ่มของการควบคุมนิสัยเราท่าน เมื่อคิดควบคุม แล้วจะได้เห็นฤทธิ์และอำนาจ ของมันว่า มีสักฉันใด

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เจตนา เจตสิก

ในอดีตที่ยังมีพระอยู่ หลวงพ่อนิพนธ์มักจะให้พระเป็นผู้จัดเตรียมสมุนไพร โดยเฉพาะสมุนไพรมะพร้าว ที่ต้องใช้การตำด้วยครก โดยจัดเป็นชุดๆ หนึ่งชุด ต่อมะพร้าว หนึ่งลูก

ท่านจึงมักสอนพระว่า เมื่อทำก็ควรใส่เจตสิกลงไปด้วย อันหมายถึงเจตนาในการทำ และพฤติกรรมขณะทำนั่นเอง

ดังนั้น ภาพในอดีตที่มักเห็นเวลาพระทำสมุนไพรมะพร้าว นั่นคือ การสวดมนต์ไปพร้อมกับตำยา และการพิจารณาผลของการตำยาอย่างพิถีพิถัน ว่าเนื้อยาละเอียดเข้ากันดีหรือยัง หากยังมีเส้นของขิง หรือเป็นเม็ดก็แสดงว่ายังใช้ไม่ได้

ด้านคนทาน ท่านก็จะสอนว่า ก็ให้ตั้งเจตนา ขอให้สมุนไพร ปรุงแต่งธาตุทั้งสี่ ให้สมดุลย์ เพื่อนำกำลังไปทำความดี ตามพุทธศาสนา

ต่างฝ่ายต่างยื่นมือ มาตบกัน เสียงจึงเกิด

หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด บิดเบี้ยว ทำให้มือทั้งสองไม่โดนกัน เสียงก็ไม่พึงบังเกิด

จึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมพระ ๗ สำนัก ที่แตกออกไป ทำสมุนไพรไม่ได้ผล ก็เพราะผิดเจตนา คนที่ทาน แล้วไม่ได้ผล ก็เพราะไม่คิดจะเปลี่ยนนิสัย เอากำลังที่ได้มาทำความดี ตามพระพุทธศาสนา นั่นเอง

เสียงจะดังกังวาน ก็ด้วยมือทั้งสองร่วมกัน

ผลของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงคาดคะเนได้ จากมือทั้งสองนี้เอง

มันจึงเป็นเรื่องที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การทานสมุนไพรแล้วเอาผล ก็ต้องเปลี่ยนนิสัยด้วย ...

แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสสอนหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ไม่ต้องกลัวหรอก ที่จะมีใครทำแข่ง และไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแอบกินลักกิน และก็ทำใจว่า คนที่ประสพผลคงมีไม่มาก เพราะสมุนไพรเขามีวิญญาณ รับรู้ ทั้งคนทำ และคนกิน

ความไม่รู้

คนที่ช่างสังเกต จะเห็นว่า สมาคมกีฬาของประเทศไทย ที่มาใช้บริการของชมรมคนรักสุขภาพ มีอยู่สองสมาคม คือ ยกน้ำหนัก กับ นักมวย

ก็ดั่งที่เคยเล่า โดยเฉพาะสมาคมยกน้ำหนัก ที่ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย หรือ เสธ.ยอด ได้กล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า สมุนไพรที่ใช้บำรุง หรือยาโด๊ป นั่นในอดีตล้วนแล้วมาจากแผ่นดินจีน ซึ่งมีราคาแพงมาก จนสมาคมรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว

และที่สำคัญ อาจมีสารตกค้างที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ การตรวจโด๊ป ทำให้เมื่อเวลาใกล้แข่งก็ต้องหยุด

ตอนนี้ ทางสมาคมได้หันมาทางสมุนไพรไทย ของชมรมคนรักสุขภาพ ในการฟื้นฟูบำรุงร่างกาย ทั้งให้แข็งแกร่งและไม่บาดเจ็บง่าย

หากด้วยความไม่รู้ของหมอ ซึ่งเกรงว่าอาจจะทำให้ตรวจโด๊ปไม่ผ่าน ดังนั้นในช่วงสองสามเดือนก่อนแข่ง จึงงดไม่ให้ทาน

สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เป็นสารธรรมชาติ ย่อมไม่มีผลก่อให้เกิดการตกค้าง หรืออันตรายแก่ร่างกาย การหยุดทาน ก่อให้เกิดความไม่ต่อเนื่อง ทำให้ผลที่ได้ไม่เต็มที่

จึงน่าเสียดาย ที่นักกีฬาทั้งสองชนิดนี้ ควรที่จะได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งอย่างเต็มที่ กลับด้อยลงด้วยความไม่รู้นี้

ในอนาคต เราจึงหวังและอยากเห็น นักกีฬาของเรา ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างเต็มที่ ได้รับการฟื้นฟูและเสริมสร้างจากสมุนไพรอย่างเต็มที่เช่นกัน เพื่อให้ชาวโลกได้ประจักษ์ว่า สมุนไพรไทยไม่เป็นสองรองใคร มีคุณค่าเอนกอนันต์ ทั้งคนปกติและคนป่วย

กระบวนการฟื้นฟูโรคไต

หลังจากเกิดโรคไต เมื่อทานยาเคมีไปสักพัก หมอก็จะเริ่มให้ฟอก ครั้นฟอกไปสักพัก หมอก็จะบอกว่าไตวาย ให้เปลี่ยนไต

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็นคือ กระบวนการให้โอกาสร่างกายได้ฟื้นตัว

ด้วยความโลภ ทำให้เมื่อเกิดอาการ ซึ่งอาจเกิดขึ้นชั่วขณะ เพราะร่างกายกำลังทำงานเพื่อแก้ไข เช่น ความดันขึ้น หรือไขมันในเลือดเพิ่มสูงกว่าปกติ ไตอักเสบนิดหน่อย ก็จะถูกสั่งให้ใช้เคมีทันที ไม่ให้โอกาสร่างกายต่อสู้เลย

ผลที่ตามมา ก็เลยกลายเป็นว่า จากที่ควรจะเป็นอาการชั่วคราวแล้วหายไป กลับกลายเป็นอาการถาวรไปเลย

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้เน้นย้ำก็คือ การวินิจฉัยที่ผิดพลาด พูดเกินจริง เน้นให้เกิดความกลัว ด้วยสร้างภาวะกังวลทางจิตว่า อาการที่เกิด อาจทำให้ตายได้

ตัวอย่างก็อาทิเช่น ลูกชายของ พ.อ.ณรงค์ กิติขจร ที่ถูกพามาด้วยสภาพตัวบวม และรายงานทางการแพทย์ว่า สภาพไตเหลือไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถฟอกไตได้แล้ว ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว

ก็ถ้าไตวาย หรือตายไปจริงแล้ว ของที่ตายแล้วก็ต้องเน่าเสีย จะคงอยู่ในร่างกายได้อย่างไร

ความเป็นจริงคือ ไตนั้นถูกสารเคมีน็อคจนสลบไป ไม่สามารถทำงานได้ต่างหาก

ดังนั้น เมื่อทานสมุนไพร แล้วร่างกายมีอาการตอบรับ ก็จะฟื้นฟูไตที่สลบอยู่ให้กลับมาทำงานได้

หมายความว่า เมื่อเราเริ่มทานสมุนไพรไปได้ระยะหนึ่ง เราต้องให้โอกาสร่างกายได้ทำงาน นั่นคือ ให้ลองยืดระยะเวลาในการฟอกไตออกไป เช่น เดิมฟอกทุกสองวัน ก็ลองดูว่า สามวันไหวไหม มีอาการบวมไหม ถ้าไม่มี ก็สี่วัน ห้าวัน หากผ่านไปเป็นสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ แล้ว ยังไม่มีอาการของการบวมน้ำ ก็แสดงว่าร่างกายเราทำงานช่วยตัวเองได้แล้ว ก็หยุดการฟอกไตได้

การทำเช่นนี้ใช้ได้กับยาเคมีทั่วไปด้วย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ต้องพยายามลดการพึ่งพาสิ่งอื่น และให้ร่างกายของตัวเองทำงาน

ในกรณีของลูกชาย พ.อ. ณรงค์ ท่านจึงบอกว่า ในระยะแรก หากถึงวันนัดฟอกไต ก็ไปฟอกก่อน หลังจากนั้น ก็ให้ยืดระยะให้นานที่สุด จากสองวันครั้ง กลายเป็นว่า ฟอกครั้งแรก ก็ยืดได้เป็นอาทิตย์ ครั้งที่สอง ก็สามารถหยุดฟอกได้

ผ่านไปสามเดือน สภาพไตฟื้นมากว่าครึ่ง สามารถเดินได้เอง ไม่มีอาการบวม

สรุปง่ายๆ คือ ยืดระยะออกไป ให้ยาวที่สุด ให้โอกาสร่างกายได้ทำงานและฟื้นฟู และในท้ายที่สุด ก็เลิกฟอกไป

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ความรับผิดชอบ

ชีวิตของเรา เราจะทำอย่างไรก็ได้ ใครอย่ามายุ่ง

คำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ ที่ฟังดูแล้วก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

แต่เมื่อเรียนรู้ศาสนา ก็ได้รู้ความจริงว่า หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

เพราะสิ่งที่เป็นของเรามีเพียงอย่างเดียว คือวิญญาณ ส่วนสังขารนั้นเราขอยืมมาใช้

หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวให้ฟังเสมอว่า ตราบใดที่เรายังมีกรรม นั่นหมายถึงเรายังต้องเกิด เพราะวิญญาณต้องเป็นผู้รับกรรมที่ทำมานั้นๆ หากแต่วิญญาณจะรับสุขหรือทุกข์ ก็ผ่านทางกายสังขาร นี่จึงเป็นเหตุว่า ทำไมต้องเกิด เพราะถ้าไม่มีสังขาร วิญญาณก็รับกรรมหรือสร้างกรรมไม่ได้นั่นเอง

คนปกติทั่วไป เมื่อแรกเกิด จึงได้ยืมธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาก่อเป็นสังขาร และธาตุที่ยืมมาเหล่านี้ ล้วนบริสุทธิ์ และครบถ้วนสมบูรณ์ เราจึงมีครบอาการ ๓๒ ประการ

ไม่ว่าจะปฏิเสธ หรือคิดอย่างไรก็ตาม ความจริงที่พระภูมีทรงชี้ให้เห็นนั่นคือ เมื่อเราตาย ต้องคืนธาตุทั้งสี่นี้กลับคืน

เราท่านจึงหนีความรับผิดชอบในการขอยืม และคืน ไม่ได้เลย

เมื่อยืมมา ด้วยความสมบูรณ์ แต่ตอนคืน สภาพกระรุ่งกระหริ่ง ไอ้โน่นโดนตัด ไอ้นี่เจ๊ง

ผลอันนี้แหละจะส่งผลให้เราได้สังขารใหม่ของวิญญาณ ที่ไม่สมบูรณ์ตามตัวกระทำที่เราทำนั่นเอง

ด้วยเห็นความจริงข้อนี้ และพระเมตตาของพระภูมีทุกพระองค์ จึงได้สอนให้ทำสมบัติที่สามารถติดไปกับวิญญาณได้ เรียก "มนุษย์สมบัติ" นั่นคือ หนทางแห่งความไม่มีโรคนั่นเอง

ผู้ใดทำได้ พระภูมีทรงเรียกสิ่งนี้ว่า "เป็นลาภอันประเสริฐ" เพราะสามารถเกาะติดวิญญาณไปทุกภพทุกชาตินั่นเอง

ศาสนาจึงกล่าวไว้ว่า มนุษย์เราวัดบุญวัดวาสนา จึงวัดกันที่ตอนตาย หาใช่ตอนมีชีวิตไม่

คนโบราณ รู้ความจริงนี้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร เมื่อยามชรา ก็รีบยกสมบัติให้ลูกหลาน แล้วตัวเองก็พาตนเข้าวัด เพื่อสร้างสมบัติของวิญญาณ

การทานสมนุไพร แล้วประสพผล นั่นจึงไม่ได้หมายความว่าต้องรอดเสมอไป

หากเราท่านหมดซึ่งอายุขัย ทานสมุนไพรสักฉันใดก็คงทำให้รอดไม่ได้อย่างแน่นอน

หากแต่ความรับผิดชอบ นั่นคือ คืนสังขารที่บริสุทธิ์ไม่มีโรค อันหมายความถึงต้องไม่ตายด้วยโรคนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผู้เป็นมะเร็ง ธรรมชาติต้องปวดจนขาดใจตาย เมื่อมาทานสมุนไพร และปฏิบัติตนถูกต้อง แม้นตายก็ไม่มีอาการปวด หากตายเพราะหมดอายุขัย ถึงเวลาก็ง่วงนอน แล้วก็หลับไป

นี่ก็เรียกได้ว่า ประสพผลแล้ว เช่นกัน

หากตายแล้วไม่เกิด ความรับผิดชอบต่อสังขาร ก็ไม่มีความจำเป็น กรรมก็ไม่มีอำนาจอะไร การทำความดีความชั่วก็ไม่มีความหมายเช่นกัน แต่ความเป็นจริงที่พระภูมีทรงตรัสรู้ แลตรัสว่า "มนุษย์เป็นไปตามกรรม"

ดังนั้นการกระทำจึงมีผล และความรับผิดชอบต่อสังขารจึงปฏิเสธไม่ได้เลย

ด้วยเหตุนี้เอง การทำร้ายตัวเอง หรือ ฆ่าตัวเอง จึงเป็นบาปที่ร้ายแรง มีอำนาจเหนือการทำความดีทั้งปวง เพราะมีผลต่อวิญญาณของตัวเองนั่นเอง

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนให้มาปลุกปั่น ก็เพื่อชี้ให้เห็นโทษที่กำลังเกิด เพราะการทานเคมี ซึ่งเป็นของไม่ธรรมชาติ ร่างกายย่อยไม่ได้ นั่นคือการทำร้ายตนเอง ก่อให้เกิดโรคภัยตามมา แม้นจะทำความดีสักฉันใดจึงไม่เป็นผลทำให้พ้นโรคได้เลย

วิชาที่โบราณยกย่อง จนกล่าวเป็นคำสอน นั่นคือ "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" เพราะถ้ารอดได้แสดงว่าความรู้นั้นถูกอย่างแน่นอน

บทเริ่ม - การคุยสำคัญกว่าการสวดมนต์งั้นหรือ

เมื่อความเข้มข้นในการรักษามากขึ้น นั่นคือการเน้นพฤติกรรมของผู้ทาน ให้อยู่ในครรลองของพระภูมี เพื่อให้การทานสมุนไพรบรรลุผล ดั่งที่ต้องการ

ช่วงนี้ เราจึงเห็นหลวงพ่อนิพนธ์ให้ความสำคัญ ในการเข้าสวดมนต์ และการสงบนิ่ง ในการร่วมกิจกรรมนี้ ไม่ว่า คนไข้ทั่วไป หรือแม้กระทั่งกรรมการ

เราจึงนึกย้อนไปถึงคำสอนของแม่ชีเมี้ยนที่เคยตรัสสอนไว้ว่า "เมื่อพบศาสนา ต้องลดกิริยา"

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การทานสมุนไพรให้ประสพผล นั่นคือการเปลี่ยนโรค จะเกิดขึ้นได้ ต้องประกอบกับการเปลี่ยนนิสัยด้วย

การกระทำใดขาดสติย่อมหวังผลได้ยาก

แม้แต่แม่ค้าหั่นผัก เพื่อทำอาหาร ยังต้องใช้สติไม่ให้บาดมือ ผักไม่เล็กไม่ใหญ่ และมีรูปร่างน่าทาน

หากแต่เมื่อเข้ามาทำกิจกรรมของชีวิต กลับไม่มีสติที่จะควบคุมนิสัยพฤติกรรม ปล่อยตามใจ ก็คงหวังผลอันใดไม่ได้เช่นกัน

พิจารณาแล้ว เรื่องของอาชีพยังมีสติในการทำมากกว่า เรื่องของชีวิต ผลที่ควรได้เพื่อใช้ไปกอบกู้ชีวิตจึงไม่มี การมาก็กลายเป็นเสียเวลาเปล่า

อย่าสร้างวิมาน โดยการฟังเขาเล่าว่า สมุนไพรดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ แล้วเหมาเอา โดยไม่ศึกษารายละเอียด และทำให้ถูกต้อง

ดูหนัง ดูละคร ตาสว่าง เพราะกรรมมันส่งเสริม

แต่ยามเรามากอบกู้ชีวิต เริ่มนั่ง ก็เริ่มง่วง เริ่มคุย และเริ่มหลับ รอแต่เมื่อไหร่จะจบว่า เบื่อเต็มที

จึงต้องใช้สติ และเหตุผล เพื่อบังคับฝืนนิสัย และลดกิริยา กระตุ้นตัวเอง ให้ฟังเหตุและผล เอาไปพิจารณาเพื่อช่วยตน

เมื่อตกม้าตายตั้งแต่เริ่ม ผลสุดท้ายย่อมคาดคะเนได้ไม่ยาก

ไม่ต้องเรียนวิชาหมอดูก็ทายได้เลยว่า ยามที่เราเข้าห้องสวดมนต์แล้วมองดู หากเห็นคนที่ปล่อยตัวไปตามใจตน ทำตามนิสัยตนมากเท่าใด ก็หมายความว่า ผู้ประสพผลคงมีไม่มากอย่างแน่นอน

หากแต่ถ้าภาพของคนร้อยคนพัน ที่มารวมกันในศาลาแม่ชีเมี้ยน แต่ทำตนประดุจคนๆ เดียว นั่งสงบนิ่ง นั่นก็หมายความว่า คนร้อยคนพันนั้นเข้าใจ และเดินทางบนเส้นทางที่แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "ศาสนาอุปมาเหมือนไม้ไผ่ลำเดียว" ย่อมประสพผลเหมือนกันทุกตัวคน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้นึกภาพ สาวกของพระภูมี ที่มารวมตัวกัน ฟังพระพุทธเจ้า ทรงสอน เสียงที่บังเกิดมีเพียงเสียงเดียว คือ เสียงของพระภูมี และสงฆ์สาวกที่นั่งกันมากมาย ทำตนสงบ นิ่ง และตั้งสติฟังคำสอน เงียบเหมือนพระภูมีพูดอยู่คนเดียว หามีสาวกนับร้อย นับพัน นั่งฟังอยู่ไม่

ก็หลักพระภูมีเขาเอา คนทำได้

คำตอบที่คนป่วยมักถามว่า รักษาได้ไหม จะหายไหม จึงปรากฎให้เห็นคำตอบอย่างเด่นชัด

เสียงคุยยิ่งดังมาก อาการหลุกหลิก ยิ่งเห็นเยอะ ก็อย่าไปหวังผล

หากภาพความเงียบสงบ ต่างคนต่างตั้งสติ ควบคุมลดกิริยาของตน และคอยฟังเหตุและผล เพื่อไปพิจารณาและปฏิบัติ เกิดขึ้นวันใด ผลของความสำเร็จของผู้มาย่อมมหาศาล

ก็เพราะหยุดกายมันง่ายที่สุด เป็นบทเริ่มต้นของการทำวินัยของพระภูมี หากยังทำไม่ได้ ก็คงยากที่จะไปทำใจให้ไปช่วยผู้อื่นอย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์มักให้สติว่า หากเสียงที่เราคุยนั้น ทำให้คนที่จะฟังแล้วรอดด้วยคำนี้ ประโยคนี้ แต่เขากลับไม่ได้ยิน ผลคือคนๆ นั้นตาย แล้วคนที่คุยจะปฏิเสธความรับผิดได้อย่างไร

ไม่ทำเพื่อช่วยตนก็แย่แล้ว แต่ยังทำกรรม "ฆ่าคนตายโดยเจตนา" เพิ่มอีก จะปฏิเสธก็คงหนีไม่พ้น

ก็ทุกคนรู้อยู่แก่ใจดีว่า ห้องสวดมนต์เขามีไว้ให้มาฟัง เพื่อนำไปช่วยตนให้รอด .... จะบอกไม่รู้ ไม่ได้ทำ ไม่ได้เจตนา สักฉันใด ก็คงฟังไม่ขึ้น

น้ำใจ - ขอขอบคุณ

สัปดาห์ที่แล้ว มีคนป่วยอัมพฤกต์ ได้ช่วยเขียนร้องเรียน เรื่องเจ้าหน้าที่ชลประทาน ร้องว่ามูลนิธิขุดดินของชลประทานไปขาย แก่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ก็ขอขอบคุณ คุณนพดล มาไว้ ณ ที่นี้

อย่างน้อยก็ได้แสดงให้เห็นว่า สถานที่นี้ยังมีผู้เห็นคุณค่า และอยากอนุรักษ์ไว้

หลวงพ่อนิพนธ์แจ้งว่า คณะกรรมการ โดยพลเอกวัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์ และ พ.อ.ณรงค์ กิติขจร ได้จัดทำหนังสือ และมอบให้ พลเอก สิทธิศักดิ์ ยื่นต่ออธิบดีกรมชลประทาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คาดว่า ปัญหานี้คงจะผ่านไปด้วยดี

Judgement Day

ย้อนอดีต สมัยถ้ำกระบอก เมื่อครั้งปี ๒๕๐๔ ในธุดงค์นั้นเอง คณะสงฆ์และแม่ชีเมี้ยน ได้ถูกคำสั่งของจอมพลสฤษด์ ธนะรัชต์ ทำให้หลังเหตุการนั้น ถ้ำกระบอกก็ได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

รอยอดีตที่เคยเป็น ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องเกิดกับชมรมคนรักสุขภาพ และมูลนิธิไทยกรุณาเช่นกัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สมาชิกที่เป็นทหาร ได้แจ้งแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า ตอนนี้เรื่องราวของชมรมได้เข้าไปถึงหูของผู้มีอำนาจและบารมีในวงการยาแล้ว

ทำให้เกิดมีการตั้งวงเพื่อหารือเรื่องนี้ในหมู่ของผู้มีอำนาจ และมีบทสรุปว่า "ให้ทำทุกอย่าง วิธีใดก็ได้ ให้ชมรมคนรักสุขภาพ หายไปจากเมืองไทย"

โดยจะเริ่มจากการใช้มาตรการทางกฎหมายก่อนเป็นอันดับแรก

สมาชิกสายทหาร จึงเรียนให้ทราบและถามว่า ได้มีการเตรียมตัวรับ และได้ทำให้ถูกต้องแล้วหรือยัง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็น และพร้อมจะต่อสู้ทุกรูปแบบ

เมื่อครั้งถ้ำกระบอก ก็ผ่านมาตรา ๒๑ ผ่านข้อหามากมาย มาแล้ว อันแสดงให้เห็นว่า กฎของคุณธรรม ต้องเหนือ กฎหมาย

หากการช่วยเหลือคน เป็นการผิดกฎหมาย ก็ไม่ว่ากัน

แต่สิ่งหนึ่งที่อยากร้องขอ ไม่ว่าจะต้องโทษประการใดก็ตาม ซึ่งจะขอรับแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือ ขอสื่อทีวีทุกช่องที่มี มารับฟัง และทำให้คนได้รับรู้ ว่าสิ่งที่ท่านทำเป็นอย่างไร ถูกหรือผิด ให้สังคมไทยได้พิจารณากัน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงฝากบอกมาว่า ตอนนี้เขายังไม่ปิด ยังไม่บังคับ ก็รีบๆ ทาน รีบๆ หาย เพราะอนาคตยังไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร

แต่ช้าเร็ว วันที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดเล่นๆ ย่อมมาถึง คือวันที่ ประเทศไทย ประกาศ "กินบรเพ็ดติดคุก กินพาราถูกกฎหมาย"

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เสียเวลาเปล่า

หลวงพ่อนิพนธ์เคยถามแม่ชีเมี้ยนว่า จำเป็นหรือที่จะต้องให้คนไข้ "สวดมนต์"

 แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า บทสวดมนต์เป็นสิ่งจำเป็น ที่พระภูมีทรงใช้เพื่อให้สาวกของท่านมีเพื่อคุ้มครองตน

บทสวดมนต์ร้อยหกสิบกว่าบท ของพระถ้ำกระบอก ที่ออกมาจากแม่ชีเมี้ยน ผู้ซึ่งไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่รวมกับบทสวดของฆราวาสอีกต่างหาก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การสวด จึงเป็นการมารับ หรือ มาทำมงคลให้ตนเอง อุปมาเป็นการปลุกเสกสมุนไพรของตนนั่นเอง

เพราะสมุนไพร หากไม่ได้รับการปลุกเสก ก็เสมือนมัมมี่ ทำอะไรไม่ได้

การมานั่งอดทนในการสวดมนต์ อันเป็นวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ นั่นคือการปฏิบัติธรรม เพื่อให้สมุนไพรมีวิญญาณ

การสวดมนต์ จึงมีความหมาย เป็นการทำเพื่อชีวิตของตนนั่นเอง

เมื่อไม่เห็นความสำคัญ ไม่ตั้งใจทำ ผลของการทำก็ไม่มี นั่นก็คือ ความสูญเปล่า

เพราะธรรม อุปมาเหมือนลูกปืน สมุนไพรเหมือนตัวปืน เมื่อปืนไม่มีลูกก็ทำอะไรไม่ได้

จึงควรพิจารณาแล้วเลือกตัดสินใจ เพราะเมื่อไม่เอาผลเสียแล้ว จะมาให้เสียค่าน้ำมัน เสียเงิน เสียเวลา ทำไม

การสวดมนต์ จึงมีชีวิตเป็นเดิมพัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำแล้วย้ำอีกว่า หากไร้เสียซึ่งวิญญาณสมุนไพรแล้วไซร้ ถึงจะทานมากมายสักฉันใด มันก็คงยากที่จะประสพผล

ที่นี่พูดเรื่องจริง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ดังนั้น อย่ามาเสียเวลาเลย ...

ไม่ใช่พ่อค้า คนมาเยอะๆ จะได้รับเงินเยอะๆ .... หลักของพระภูมี "เขาเอาคนทำได้"

น้ำมนต์ของใครดี

หลวงพ่อนิพนธ์ได้เล่า คำสั่งสอนที่แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสสอนไว้เมื่อครั้งเป็นพระถ้ำกระบอก เรื่องน้ำมนต์

อันเป็นตอนที่ท่านกำลังเฟื่องฟู มีลูกศิษย์ลูกหา มากมาย

วันหนึ่งได้มีพระไปรายงานแม่ชีเมี้ยนว่า ท่านนิพนธ์กำลังเล่นแผลงๆ แล้ว เพราะท่านเอาแก้วน้ำมาดื่มน้ำ แล้วก็บอกญาติโยมว่า น้ำที่เหลือให้ญาติโยมเก็บเอาไป เพราะเป็นน้ำมนต์

แม่ชีเมี้ยน จึงเรียกพระนิพนธ์มาแล้วตรัสสอนว่า ท่านกำลังทำบาป ทำให้คนเชื่อในสิ่งที่ผิด ที่สำคัญกำลังทำบาปต่อพระพุทธเจ้า เพราะพระภูมีสอนให้ใช้หลัก "ตนพึ่งตน"

แล้วยกว่า พระภูมีทรงสอนสาวก ว่า เมื่อญาติโยมมาหา ให้กล่าวว่า "พระมีแต่ธรรม" อยากได้อะไร ก็ให้นำธรรมคำสอนไปปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติได้ ก็จะได้สิ่งที่ขอนั้นเอง

เมื่อท่านให้น้ำมนต์แก่ญาติโยม หากเขานำไปแล้ว เกิดผล ก็จะคิดและยึดติด ว่าน้ำมนต์ของท่านศักดิ์สิทธิ์ มีปัญหา ก็ไม่คิดจะพึ่งตน ก็จะมาขอน้ำมนต์จากท่าน ไม่มีความคิดว่า ผลที่เกิด เกิดจากธรรมที่นำมาปฏิบัติ ต่างหาก

ดังนั้น การทำน้ำมนต์ จึงให้เขาทำเอง โดยสอนให้เอาธรรมไปปฏิบัติ เพื่อปลุกเสกน้ำมนต์ของตน ด้วยตนเอง

มิใช่ว่า ท่านทำน้ำมนต์ให้เขา พอเขาได้ไปก็ลำพองว่ามีน้ำมนต์ดี กลับบ้านไป ผัวก็ด่าเมีย เมียก็ด่าผัว หรือไปสู้รบกับผู้อื่น ด้วยทนงว่ามีน้ำมนต์ มีของดีนั่นเอง

ควรที่จะสอนธรรมให้เขาไปปฏิบัติ เพื่อทำน้ำมนต์ เคยด่าเมีย ก็ให้งดเว้น เคยด่าผัว ก็ให้หยุด ชอบโกรธ ก็งดเสียวันละ ๑ หรือ ๒ ชั่วโมง แล้วนำสิ่งที่ทำได้ไปปลุกเสกน้ำมนต์ของตน

เอกลักษณ์ของศาสนา คือ ผู้มีศาสนาอยู่ในหัวใจ ก็จะทำตนสงบ บ้านก็สงบ เมืองก็สงบ พยายามนำธรรมที่เรียนรู้ไปปฏิบัติ เพื่อให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วสุขนั้นจะย้อนมาสู่ตน ดั่งคำสอนของพระภูมี

การทำน้ำมนต์ให้ผู้อื่น จะเข้าตำรา "ไม้สูงกว่าแม่ มักแพ้ลมบน" เพราะท่านกำลังทำตนให้ผู้อื่นพึ่ง หักล้างคำสอนของพระภูมี ที่ทรงตรัสเป็นธรรมหมวดแรก คือ "ตนพึ่งตน"

จิตอาสา

ตอนนี้ สมาชิกชมรมคนรักสุขภาพที่มาในแต่ละวัน ก็สามพันกว่าคนต่อวันแล้ว

หากเราลองแอบไปดูบริเวณต่างๆ ก็จะเห็นจิตอาสาที่มาช่วยงานของชมรมกันมากมาย นับคร่าวๆ ก็ กว่าห้าร้อยคน ที่ใช้จัดเตรียมอุปกรณ์และสมุนไพร ในแต่ละวัน

จิตอาสา ส่วนใหญ่ ก็คือผู้ที่ผ่านวิกฤตของตัวเอง และอยากที่จะใช้กำลังของตนที่ได้กลับคืนมานั้น เพื่อให้สุขแก่คนอื่นบ้างนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เขาเหล่านั้นกำลังทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์

เพราะสิ่งที่เขาเหล่านั้นทำ ได้ผ่านการลองผิดลองถูก แล้วเดิน จนประสพผล นั่นคือ เกิดผลถูกแก่ชีวิต ปัญหาโรคที่เป็นจึงคลี่คลายและหายไป

การกระทำของเขา ทำให้คนรุ่นหลัง ได้มาเรียนรู้ แล้วเห็น ว่าทำได้ เป็นไปได้ เพราะคนที่มาก่อนเขาทำ และประสพผล มาให้เห็นเป็นตัวเป็นตน สัมผัสได้ กำลังใจก็จะเกิดมหาศาล

คนเหล่านี้ บางคนก็ได้ใช้สติปัญญา และกำลังของตน ในการมาทำร่วมกับชมรม อาทิเช่น คนไข้ท่านหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้เล่าให้ฟัง

คนไข้ท่านนี้ จะหิ้วน้ำนมข้าวโพดมาทุกสัปดาห์ แล้วมาให้ชมรมขาย นำรายได้เข้าชมรมทั้งหมด ประมาณต้นทุนก็สักพันบาท

จนหลวงพ่อนิพนธ์สังเกตเห็น แล้วจึงได้ถามรายละเอียด

เธอเล่าว่า เธอเป็นโรคกระดูก คือ กระดูกทรุด เคยผ่าตัดและดามเหล็กไว้บางจุด

จนในท้ายที่สุด หมอบอกกับเธอว่า อาการของกระดูกทรุดในส่วนที่ทำให้เธอปวด อยู่ใกล้เส้นประสาทมากเกินไป ถ้าหากการทานยาไม่สามารถช่วยได้ ก็คงต้องเลือกผ่าตัด แต่เธอก็จะเป็นอัมพาต ก็คงต้องเลือกเอา หากมันถึงที่สุด

เธอบอกว่า หลังจากมาทานสมุนไพรแล้ว อาการของเธอดีวันดีคืน และจากผลการตรวจของหมอล่าสุด บอกกับเธอว่า อาการกระดูกทรุดของเธอไม่มีแล้ว และบริเวณที่ดามเหล็กไว้ ก็มีสภาพดีมาก คิดว่าคงไม่ต้องผ่าตัดแล้ว

เธอคิดว่า เธอยังไม่มีความสามารถทำอย่างอื่นได้ และหลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่รับเงิน จึงใช้วิธีนี้เพื่อได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือชมรมนั่นเอง

สิ่งนี้แหละ คือวงจรของศาสนา อยู่ได้ด้วยการพึ่งกันและกัน ของมวลหมู่เหล่าสมาชิก โดยเฉพาะสมาชิกที่เข้าใจ เรียนรู้ แล้วทำตนเป็นพระเวสสันดร

ทำให้การดำรงอยู่ของชมรม ไม่ต้องพึ่งพาบุคคลหรือองค์กรอื่นใดภายนอก ก่อให้เกิดเงื่อนไขต้องทำตามความประสงค์ของคนเหล่านั้น อันขัดกับเจตนาเดิมของแม่ชีเมี้ยน

และแสดงภาพที่เด่นชัดของศาสนา ในการจัดจำพวกของคนที่อยู่รวมกัน ตามรอยอดีต นั่นคือ ในที่ที่เดียวกัน มีทั้งบุคคลที่อยากทำตนดั่งพระเวสสันดร และดั่งชูชก

หากแต่ฝ่ายพระเวสสันดร หรือ ผู้ให้ ก็ต้องมีจำนวนที่มากกว่าผู้รับ มิฉะนั้นแล้ว ก็ต้องไปร้องขอพึ่งผู้อื่น และต้องยอมอยู่ในอาณัติของผู้นั้นด้วยโดยปริยาย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เราควรช่วยกันทำให้ชมรมของเราอยู่ได้บนลำแข้งของตัว ไม่ต้องง้อภาครัฐ หรือใครอื่นใด และเมื่อนั้น ทุกคนก็จะได้มีโอกาสมาสัมผัสเท่าเทียมกัน และคงคุณค่าสมุนไพรไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ไม่มีเสื่อม

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ก็คงไม่ย้อนรอยถ้ำกระบอก อย่างแน่นอน

อุบัติเหตุ

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนไข้คนหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้เล่าให้ฟัง

เธอเป็นแพทย์หญิง อาการที่เธอเป็นคือ ตาบอด

เมื่อเธอได้พบหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อบอกอาการของเธอ หลวงพ่อนิพนธ์ได้วินิจฉัยและกล่าวว่า สิ่งที่เธอเป็นไม่ใช่เกิดจากโรค หากแต่เป็นอุบัติเหตุ

เธอจึงเล่าอาการของเธอให้ฟังว่า เธอมีปัญหาเกี่ยวกับตา เนื่องจากกล้ามเนื้อประสาทตา และวุ้นในตา เสื่อม ทำให้มีปัญหาในการมอง

เธอก็ได้ไปหาจักษุแพทย์ และรักษามาตลอด หากแต่สิ่งอาการที่เกิดและเป็นปัญหามากนั่นคือ อาการปวดลูกตา จนเธอทนไม่ไหว

จักษุแพทย์จึงได้ใช้วิธีฉีดเสตียรอยด์ เพื่อระงับอาการปวด

ผลของการฉีดนี้เอง ทำให้เสตียรอยด์ไปทำลายกล้ามเนื้อประสาทตาจนฉีกขาด เธอจึงกลายเป็นคนตาบอด

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ยกเรื่องนี้เป็นอุธาหรณ์ ให้พิจารณาถึง ผลแห่งการใช้เคมี คือระงับ หากแต่ผลที่จะพึงเกิดจากการใช้เคมีนั้น ใหญ่หลวงนัก และเป็นต้นเหตุแห่งการเสียชีวิต อันเป็นอุบัติเหตุชีวิต ที่ทำให้คนสมัยนี้ต้องไปก่อนพรหมลิขิต

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นความสำคัญของการหยุดยาเคมี ว่า "เป็นการทำบุญกับตัวเอง" และทำให้การแก้ปัญหาง่ายขึ้น

แล้วคอยดูว่า จักษุแพทย์ หรือตัวของเธอเอง รักษาเก่งกว่ากัน

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แพทย์แผนไทยสมัยนี้

หายไปนานมากมาย ประสบการณ์สิ่งที่ผมต้องการอยากได้คำตอบสมัยเรียน บางคนเดาไปต่างๆนานา จบไปแล้วทำนั้นได้ ทำนี้ได้..มากมายไม่ตกงานหรอก.... นั้นคือความเข้าใจของคนที่จะเข้ามาเรียน.. ผมเองเป็นคนตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา....ในฐานะศิษย์เก่ามมส.แพทย์แผนไทยประยุกต์ จบมาผมก็ได้ทำงานเลยนะ ผมเปลี่ยนงานมา 2 ทีก็ว่าได้... แบบว่าเลือกได้อ่ะน่ะ

ผมเองก็ค้นหาอีกว่า เราทำไรได้บ้างนอกจากการนวด แต่การนวดอีกนั่นแหละ ที่ทำให้เราไม่อยากทำ..เหนื่อยบ้างละคนดูถูกบ้างละ..หนักบ้างละ หมอนวดบ้างละ ศักดิ์ศรีไม่มีเลย.... หนี ฉันต้องหนีจากการเป็นหมอนวดให้ได้

การเริ่มงานครั้งแรก....ที่จะได้มาของเงินเดือนที่ถือว่ามาก ล่อใจหนัก......ไปเราไป..ไม่สนหรอก รพสต. รพช รพท..อะไรนวด นวดตามสั่งบ้อบอ.....นวดเอาใจ..คนมีตังอยากผ่อนคลาย..ผู้น้อยจบไหม่ทำไรได้..ขาดอำนาจการตัดสินไจ....... มาเอกชนดีกว่า

การทำงานอยากออกตั้งแต่วันแรกที่ทำเลย....ฉันเป็นคนสู้งานนะ..อดทนมากด้วยละ.. และสิ่งที่ทำให้ฉันอ่อนแอคือคำว่า "เพื่อนมนุษย์" การมีน้ำใจของคนไทย ฉันไม่สามารถทำแบบนั้นได้ มองการรักษาเป็นเงินเท่านั้น

ตาย ฉันตายแน่ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้สึกผิด ฉันกลับมานอนร้องไห้อยู่ รู้สึกแย่ที่สุดในชิวิต

พึ่งจะเข้าใจว่าสวรรค์ในอกนรกในใจเป็นอย่างไร จรรยาบรรณแพทย์ที่ฉันเรียนมาแบบท่องได้บ้างไม่ได้บ้าง กลับมาจำขึ้นใจว่ามันอยู่ในตัวฉันโดยที่ฉันไม่รู้ตัว....คำว่าหมอที่เขาเรียกเรา....ฉันลาออกมา....แบบไม่สนอะไรเลย...จบชีวิตการทำงานได้ 3 วันกับเอกชนแห่งหนึ่ง
... เอางัยดีละ..ตกงาน คำว่าจะไม่กลับหลังถ้ายังไม่ได้ดี ผุดขึ้นมาในสอง และสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนั้นคือ...กำลังใจจาก..เพื่อน ห้องเล็กๆ ที่นอนเบียดกันของแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่ตกงาน แต่เราทุกคนก็ยิ้มกันได้และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้กับการหางานอีกครั้ง

แต่ถึงเราจะนอนในห้องเล็กๆ ด้วยกันที่กรุงเทพฯ  แต่อบอุ่นมาก...เหมื่อนได้มาปรับทุกข์ดัวยกัน กับคนที่มีสถาพการณ์ตกงานเหมือนกัน..ไม่รู้จะทำอะไร..มองไปทางไหน ก็รับสมัครแต่นวด ...กินข้าวอย่างประหยัดใช้เงินทุกบาทต้องคิดเสมอ..ฉันลงทุนเดินหลายกิโลเพื่อลดเงินค่าเดินทาง.......และเมื่อหมดทางจริงๆ ครอบครัวคือสิ่งแรกที่ทำให้ฉันมีกำลังใจ ฉันได้ยินแม่บอกว่ากลับมาบ้านก่อนลูก..ค่อยเริ่มต้นใหม่นะ...น้ำตาฉันไหลออกมามากมาย... ฉันตัดสินใจกลับบ้านมาตั้งหลักหลังจากต้องหางานที่กรุงเทพฯ..ย้ำแผนไทยเราอึดอยู่แล้ว..

และแล้ว..รพสต..ก็เปิดรับสมัคร..นักการแพทย์แผนไทย มันคืออะไร?

อนามัย..ชัดๆ มันคืออะไรมีด้วยหรอ

เวลาคนถามฉันทำงานที่ไหนจะตอบว่าอย่างไรฦ ความเจริญ อยู่ไหนฦ  ใช่ว่ารพช.กับ รพท. หรือ รพศ.จะเปิดรับคุณซะเมื่อไรละ...คนเก่าๆ เขาก็มี....เราเด็กจบใหม่ดีที่มี รพสต..รองรับ..ไม่งั้นตกงานกันเพียบ อันนี้ยืนยันนั่งยัน..นอนยันตะแคงยัน ไม่จริงให้ดักตีได้
...และแล้วฉันก็มาทำงานใน รพสต..ที่ฉันเองไม่รู้จัก ไม่มีข้อมูล...ไม่รู้ว่ามันอยู่ไหน ทำงานยังงัย...มีหน้าที่อ่ะไร.....โชคดีที่ได้ฝึกงานที่กาบเชิง...ใช้สิทธิ์พาดผิงน่ะครับ อิอิ อยู่ที่นั่นได้รู้ว่า "ยา" "การรักษา" "ภูมิปัญญา" "ความเชื่อ" ... ยังมีคนตามหา....รักษาตัวอยู่ขอให้บอกเถอะที่ไหนดีที่ไหนดังรักษาโรคหายตามหาหมด อยู่ในป่าก็ไป

... ทำยังงัยดีละ....จะเปิดตัวยังไงดีในที่ๆ ไม่รู้จักหมอแผนไทยหรอ....ปิ้งขึ้นมาในสมองชาวบ้านและการบอกต่อ....มันคือหมอนวดมาใหม่...ดีฉันอยู่ภาคกลางเรียกว่าหมอจับเส้น.....555 ใจเย็นๆๆ ฉันจะแสดงให้ดูว่าฉันทำได้มากกว่านั้น... อิอิอิ วันหลังจะมาเล่าใหม่นะครับ

อายุเท่าไรทานสมุนไพรได้

หลายท่านที่มีลูกหลาน ก็เป็นกังวลว่าจะทานสมุนไพรได้ไหม

หลวงพ่อนิพนธ์ได้เคยอรรถาธิบายไว้ว่า ก็ทานได้ตั้งแต่อยู่ในท้องนั่นแหละ แม่ทานไปลูกก็ทานด้วย ผ่านทางสายสะดือ

และเมื่อเกิดออกมาแล้ว ก็สามารถทานได้เลยเช่นกันตั้งแต่วันแรก

โดยปกติ ท่านจะสั่งให้ป้อนยาเขียว โดยใช้หลอดดูด ที่เหมือนใช้ในการหยอดตา หรือ ไซริงฉีดยาเล็กๆ ประมาณ ๕ ซีซี

เวลาทานให้ใช้ฉีดเข้าไปที่บริเวณกระพุ้งแก้ม อย่าฉีดเข้าปากหรือคอ จะทำให้เด็กสำลักได้ และไม่ยอมทานอีกได้

สำหรับเด็กที่มีอาการภูมิแพ้ หรือ เป็นหวัดง่าย ท่านก็แนะนำว่าให้ทานสมุนไพรปอด ใส่ขวดดูดนม ทานแทนน้ำ

เด็กที่ทานสมุนไพรตั้งแต่แรกเกิด เมื่อโต ก็ประกันได้ว่า ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลหาหมอรักษาโรคอย่างแน่นอน

ตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้ฟัง ก็อาทิเช่น ลูกของคุณตู่ที่เป็นเจ้าหน้าที่เก็บใบยา ที่ภรรยาแท้งสองท้อง จนกลับมามีลูกชายได้สองคน ตอนนี้ก็อายุเข้าวัยรุ่นแล้ว

แม้นกระทั่ง ลูกหลานของคุณเส่ย ผู้ที่บวชเป็นพระรับใช้แม่ชีเมี้ยนและได้ติดตามหลวงพ่อนิพนธ์จนปัจจุบัน ไม่ว่าลูกและหลาน ก็ไม่เคยไปหาหมอแม้แต่คนเดียว

หากเป็นเด็กที่โต เริ่มรับรู้รสได้แล้ว คำแนะนำจากคุณเส่ย ก็แนะนำว่า อย่ารีบร้อนให้ทานสมุนไพร เพราะสมุนไพรทานได้ยาก ให้รอจังหวะ

นั่นคือ รอจนเด็กเกิดอาการจนที่สุดแล้ว จึงป้อนสมุนไพร

ทั้งนี้ ความสุขที่ได้รับจากสมุนไพรในการช่วยบรรเทาหรือทำให้อาการหายไป จะซึมซับ มากกว่ารสชาดที่ได้รับ เด็กจะไม่ปฏิเสธการทานในครั้งต่อไป

และที่สำคัญ เขาจะเรียนรู้ว่า เมื่อเกิดอาการขึ้นสมุนไพรช่วยเขาได้ ไม่ต้องรอเรียก เขาจะมาขอทานเอง

การดูอาการเด็กว่าถึงจุดที่ควรป้อนหรือยัง ก็ให้ดูว่าเด็กเริ่มโยเย แล้ว หรือร้องไห้ นั่นเอง

คำเตือนจากคนไข้

คนไข้ที่เป็นกรรมการท่านหนึ่ง ที่ผ่านการรักษาโรคด้วยหมอมาจนสุดทาง ได้เล่าประสพการณ์ให้ฟัง

ท่านรักษาตน จนหมดเงินไปรวมแล้วประมาณ ๓๐ ล้านบาท ก่อนที่จะมีเพื่อนแนะนำให้ลองมาใช้แนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนนี้

ท่านทำตามที่หมอบอก ยาอะไรที่ว่าดีที่สุด ก็เลือกใช้ยาชนิดนั้น

จนในช่วงสุดท้าย เมื่อถึงรอบเวลา จะมีอาการปวด หมอก็แนะนำยาที่ฉีดปุ๊บ หายปวดปั๊ป แต่เมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ก็จะเกิดอาการใหม่เพิ่ม และต้องใช้ยาพิเศษ ฉีดอีกเช่นกัน

ช่วงปีสุดท้ายที่รักษากับหมอ จะเป็นเช่นนี้เสมอ

จนวันหนึ่ง เพื่อนที่อยู่ในวงการยา กลับจากต่างประเทศมาเยี่ยม และบอกกับเขาว่า ปัจจุบันนี้ เขามียาระงับปวด ที่ให้ผลเฉียบพลัน แต่เมื่อใช้แล้วจะเกิดอาการใหม่ต่อเนื่อง และต้องใช้ยาพิเศษ ที่มีราคาแพงมาก เพื่อระงับอาการ

คนไข้ท่านนี้จึงรู้ตัวว่า ได้เจอกับตัวเองแล้ว

เพื่อนท่านนั้นได้บอกว่า ยาที่ใช้เป็นแค่ยาระงับ ไม่ใช่ยารักษา มีไว้เพื่อทำเงินให้เท่านั้นเอง

ท่านจึงได้เบนเข็มมาใช้แนวทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ตามคำแนะนำของเพื่อนอีกคนหนึ่ง

และก็พบความจริงว่า ตัวเองนั้นสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ โดยที่ไม่ต้องพึ่งเคมีเลยแม้แต่น้อย

จึงได้ถ่ายทอดประสพการณ์ที่ได้พบมาให้ฟังเป็นอุทธาหรณ์

กรรมติดจรวด

โรค ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ว่า เป็นสิ่งที่ติดมากับยีนจึงถูกกำหนดและเรียกว่า "โรคกรรมพันธุ์"

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายว่า นั่นคือ การกำหนดอายุขัยของมนุษย์ ดังนั้น จึงต้องมีวันเวลารอจนโรคแก่ เมื่อโรคตายเจ้าของสังขารของมนุษย์ก็ตายด้วย

การตายด้วยโรคอันเป็นผลเพราะถึงอายุขัย ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากแต่สิ่งที่เป็นไม่ได้เกิดจากโรคตายนี่ซิ เขาเรียกอุบัติเหตุ อันนี้ สามารถใช้สมุนไพรช่วยได้

เมื่อมนุษย์ขาดความรู้ของพระพุทธศาสนา จึงสร้างกรรมมากขึ้น เร็วขึ้น ผลก็คือ ไม่ทันเป็นโรค ก็เกิดอุบัติเหตุตายเสียก่อน

กรรมอันติดจรวดนี้ จึงไม่รอโรค แต่อาศัยอุบัติเหตุ ก่อให้เกิดสิ่งใหม่แทนโรค นั่นคือ "มะเร็ง"

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า "มะเร็ง" ไม่ใช่โรค หากแต่เป็นยีนที่เกิดความเครียด ทำให้ทำงานผิดปกติ

แลเมื่อวินิจฉัย ถึงต้นเหตุก็มาจากนิสัยที่ไม่ยอมรับกรรมเล็กกรรมน้อยของมนุษย์นั่นเอง

นิสัยนี้ ทำให้มนุษย์หันไปพึ่งยาเคมี เริ่มจากยาแก้ปวดเม็ดละบาท ปฏิเสธไม่ยอมปวด ไม่ยอมเมื่อย จนทำให้กรรมเล็กน้อยนั้น สะสมใหญ่ขึ้น และที่สำคัญมันมีดอกเบี้ย

แลด้วยนิสัยนี้ ก่อให้เกิดกรรมใหม่ที่ใหญ่หลวงนักตามมา นั่นคือ "กรรมทำร้ายตัวเอง"

อันเป็นผลจากสารเคมีที่ใช้ทำยานั้น เป็นสารหนัก ร่างกายไม่สามารถขับออกได้ จึงตกค้างอยู่ในร่างกาย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นภาพว่า ก็สารเคมีมันไม่มีชีวิต อุปมาเหมือนก้อนหิน เมื่อตกลงบริเวณใด ทำให้เซลล์บริเวณนั้นเกิดความเครียด เนื่องจากขาดออกซิเจนนั่นเอง

พวกที่โทษกินของไหม้ สูบบุหรี่ ทำโน่นทำนี่แล้วเป็นมะเร็ง หาใช่ไม่

เมื่อเริ่มจากหนึ่ง ทุกครั้งที่ทานเคมีเข้าไป จุดที่ตกเริ่มแรกนั้น ก็จะกลายเป็นที่สะสมเคมี เซลล์ที่เครียดก็จะเพิ่มปริมาณขึ้น จนในที่สุดก็จะกลายเป็นมะเร็ง

ฉายามะเร็ง นั่นคือกรรมติดจรวด ที่มาเป็นอุบัติเหตุทำให้เสียชีวิต ไม่ต้องรอให้โรคอันเป็นกรรมพันธุ์แก่แล้ว

คนที่เป็นมะเร็ง ยิ่งได้รับเคมีมากเท่าใด ก็ยิ่งเร่งอัตราการเกิดของมะเร็งมากเท่านั้น จึงเป็นเหตุที่ทำให้ การใช้ยาเคมีไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะช่วยในการรักษามะเร็ง

ด้วยวินิจฉัยอันนี้ คำแนะนำที่จะได้ยินจากวิทยากร ในการให้ทำเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ป่วย จึงมักให้หยุดต้นเหตุแห่งความเครียดของเซลล์ ที่ได้ยินทุกครั้งคือ "หยุดทานยาเคมี" ทั้งหมดให้เร็วที่สุด

ที่เหลือจึงเป็นภาคปฏิบัติ ในการเปลี่ยนให้เซลล์กลับมาไม่เครียด จากเซลล์ร้ายกลับมาเป็นเซลล์ดีอีกครั้ง

มะเร็งที่ดูร้ายแรง และเป็นที่น่าหวาดกลัวในวงการแพทย์ เมื่อเจอความรู้ของพระภูมี ก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่เกินกว่า เราท่านจะทำได้

ด้วยขาดความรู้ของศาสนา ทำให้ก่อกรรมอันมหาศาล จนเกิดอุบัติเหตุแห่งชีวิต ต้องตายก่อนพรหมลิขิต จึงต้องอาศัยความรู้ของศาสนา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นิสัย ให้เข้ารูปรอย แล้วมีชีวิตต่อไปจนครบพรหมลิขิต

อันเป็นเหตุว่า ทำไมต้องมีศาสนา ก็ด้วยเหตุประการที่เราใช้ในการแก้ปัญหาของชีวิตนั่นเอง

ส่วนปัญหาทำกิน การดำรงอยู่ ศาสนาไม่เกี่ยว จะบรรเลงกันอย่างไร ก็ว่ากันไป ตามปัญญาโลกที่มี

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตั้งมาทำไม

คนที่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับบริหารจัดการ มักจะพบเสมอว่า จุดประสงค์หลักประการหนึ่งของการทำธุรกิจ นั่นคือ "เพื่อความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้น Stock and Shareholder wealth"

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้ชี้ให้เห็นนั่นคือ แล้วธุรกิจยาที่จัดตั้งกันขึ้นมา ใช้งบลงทุนอันมหาศาล เปิดกันมากมายเป็นพันเป็นหมื่นแห่งนั้น ก็เดินสู่เป้าหมายนี้เช่นกันใช่หรือไม่

ตรรกะที่น่าคิดก็คือ ก็ถ้าหากยาเคมีที่ธุรกิจโรงงานเหล่านั้นผลิตขึ้น มีเป้าหมายเพื่อรักษาโรคจริงแท้

นั่นหมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี ผู้ที่เป็นโรคนั้นๆ และได้รับยาที่ผลิตขึ้นนี้ไปรับประทาน ย่อมต้องหายจากโรค จนในท้ายที่สุด ก็จะไม่มีคนเป็นโรคนั้นๆ อีกต่อไป

ผลที่ตามมา ธุรกิจโรงงานเหล่านั้น ล้วนต้องปิดตัวลงในที่สุด หรือไม่ก็มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เพราะจำนวนผู้ป่วยลดลงด้วยผลของยาเคมีที่ผลิตขึ้นมานั้นเอง

หากแต่ในความเป็นจริง สถิติจำนวนผู้ป่วยที่องค์การอนามัยโลกประกาศในทุกประเภท มีแต่สูงขึ้น จำนวนธุรกิจผลิตยา ก็โตขึ้นอย่างมหาศาล

นี่คือความจริงที่ควรขบคิด และหาคำตอบ ว่าแท้ที่จริงแล้ว ยาเคมีที่เราท่าน ถูกหมอสั่งให้ทานนั้น ทำหน้าที่อย่างไรกันแน่

ด้วยความน่าเชื่อถือ มีหลักวิชาการ คนที่เป็นเซลล์ก็มีดีกรี เป็นหมอ เป็นเภสัชกร เป็นหัวกะทิของประเทศ ทำให้ไม่มีใครกล้าโต้แย้ง

ยิ่งได้รับการยอมรับ การันตีทางกฎหมาย โดยองค์กรระดับประเทศ

ประเด็นปัญหานี้จึงถูกหมกเม็ดไม่กล่าวถึง และปล่อยให้คนทั้งประเทศ ทานตั้งแต่เกิด จนตายไป โดยไม่รู้ตลอดกาล

ตัวอย่างที่พอมีให้ได้เห็น ก็อาทิ ซุปไก่ยี่ห้อดัง แสนแพง ก็มีนักวิชาการบางท่าน ชี้ให้เห็นว่า สู้ไข่ไก่ฟองเดียวยังไม่ได้เลย แต่เสียงนั้นก็เหมือนลมแผ่วเบา ที่มาแล้วจางหายไป

ไปไหนมาไหน ดูทีวี ก็เห็นมีแต่คนบอกว่า รักชาติ รักแผ่นดิน แต่เรื่องนี้เงียบเป็นเป่าสาก จนกลายเป็นงบของแผ่นดินที่ต้องสูญเสีย ถึง ๒๐ เปอร์เซนต์ ต่อปี ไปแล้ว

เราจึงได้แต่หวังเล็กๆ ว่าพลังของคุณธรรมที่ยังพอหลงเหลือในเมืองพุทธแห่งนี้ จะดลบันดาลให้คนไทยกลับมาบนเส้นทางที่ถูกต้อง

แต่ฝันคงเป็นไปได้ยาก ก็เงินล้านยังฆ่ากันตาย เงินงบประมาณแต่ละปี ถึงห้าแสนล้าน ใครเข้าปากแล้ว ใครจะยอมอ้าปาก

แม่ชีเมี้ยน จึงสอนให้หลวงพ่อนิพนธ์เป็นคนกล้า ปลุกปั่นชาวประชาคนไทย ให้เห็นพิษร้ายของประเทศอันนี้ และรณรงค์ให้หันกลับมานิยมสมุนไพรไทย

ดังนั้น จงภูมิใจเถิด การทานสมุนไพร ไม่เพียงช่วยตน หากแต่ช่วยชาติ ประหยัดงบประมาณ

เราจึงเชิญชวนท่านทั้งหลาย นำความจริงนี้เผยแพร่ให้คนไทยได้พิจารณา

เศษกระดูกที่โยนมาให้คนบางกลุ่ม ทำให้เราต้องเสียงบประมาณปีละห้าแสนล้าน แถมยังได้สุขภาพที่เลวลงทุกปี เป็นของแถมอีก

นั่นคือเราเสีย สนามบินสุวรรณภูมิไปทุกปี เปล่าๆ

อ้อ ขอโทษที่ ละเมอไปอย่างนั้นแหละ ถึงไม่มีใครมาเดินตาม เราก็จะเดินตามหลวงพ่อนิพนธ์ไปอย่างแน่นอน

แล้วท่านหล่ะ จะเดินตามใคร .......

ต้นตำรับ

ความง่าย ทำให้คนไม่รู้จักค่า ฉันใดก็ฉันนั้น

คนที่มาทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ที่ชมรมคนรักสุขภาพ จึงไม่ค่อยเน้น ไม่ว่าพฤติกรรม หรือความคิด การกระทำ

สิ่งหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ได้พูดย้ำ และบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น นั่นคือ ต้นตำรับ เขากำลังจะมาแล้ว

พระพุทธเจ้าเขากำลังจะอุบัติ ที่ประเทศพม่า สมุนไพรทุกตัว ก็จะดังที่นั่น เป็นสมุนไพรสูตรเดียวกัน มีที่มาจากครูบาอาจารย์คนเดียวกัน

แลคนก็จะแห่แหนไป เพื่อขอสมุนไพร

หากแต่กว่าจะได้ ต้องต่อคิวกันมหาศาล รอกันเป็นอาทิตย์เป็นเดือน

สถานที่นี้ ได้สิทธิ์ เพราะท่านเป็นลูก

แลก็ไม่รู้ว่า สิทธิ์นี้จะดำรงอยู่หรือไม่

การกล่าวที่ดูเหมือนจะพูดเล่น นั่นคือ ตราบใดที่เขายังให้สิทธิ์อยู่ ก็รีบทาน รีบปฏิบัติ ทำตนให้หาย

หากถึงวันนั้น เขาให้สิทธิ์ทำต่อได้ ก็ดีไป หากเขาไม่ให้สิทธิ์ นั่นคือ ทุกคนที่อยากทาน ก็ต้องไปทานที่พม่า รอคิวเป็นเดือน อยากไปก็ต้องบินไป

เมื่อนั้นคิดเสียใจ ก็ไม่ทันแล้ว

การทานสมุนไพร และปฏิบัติธรรมของพระภูมี ในปัจจุบัน จึงอุปมาเหมือน ฝึกตนให้คุ้นเคย

วันใดที่พระพุทธเจ้าท่านประกาศตน เราท่านจะได้ทำได้ แม้นจะไม่เข้าใจภาษา แต่ก็รู้และเข้าใจ และปฏิบัติตามคำสอนของท่านได้

คำกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่เป็นจริงแท้แน่นอน เพราะเป็นพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยนที่ทิ้งไว้ให้ก่อนละสังขาร

ก็ฟังไว้พิจารณา ... จะทำอย่างไรก็ตามแต่

ชุมนุมศิษย์เก่า

จากอดีต จนมาเป็น "ศาลาขนมไทย" อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ลูกศิษย์และคนไข้ รู้กันดีว่า แหล่งรายได้ที่สำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาสนับสนุนกิจกรรม นับตั้งแต่ปี ๓๐ นั่นคือ การทำขนมนั่นเอง

ดังนั้น วัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา จนถือว่าเป็นประเพณี และกลายมาเป็นวันชุมนุมศิษย์เก่า ก็คือ เทศกาล ที่หลวงพ่อนิพนธ์จะใช้เพื่อขายขนม เพื่อเป็นรายได้นั่นเอง

นับจากอดีต ทุกคนจึงมีหน้าที่ และรู้ว่า เทศกาลขนม ไม่ว่า ปีใหม่ ที่หลวงพ่อจะจัดให้มีการทำกระเช้า ขนมไทย เทศกาลที่ใช้ขนมเทียน รวมไปถึง กระยาสารท จะกลายเป็นวันรวมพลโดยปริยายนั่นเอง

เราท่านจึงอาจเห็น ศิษย์เก่าเหล่านี้ ทีประสพผลไปแล้ว กลับไปดำเนินกิจการของตน เมื่อถึงวันเหล่านี้ เขาจะไม่ ไม่ฐานะคนมาช่วยทำขนม ก็ในฐานะคนที่ซื้อขนมนั่นเอง

ดังนั้น แม้จะไม่มี "ศาลาขนมไทย" แล้วก็ตาม แต่กิจกรรมนี้ก็ยังคงดำเนินต่อ

และด้วยกิจกรรมที่ทำ เป็นการทำเพื่อชมรม ดังนั้น จึงไม่จำหน่ายให้แก่บุคคลนอก การทำจะจำกัดเฉพาะเท่าที่คนในชมรมสั่งจองเท่านั้น

สัปดาห์นี้ หากเราสังเกต ก็จะเห็นภาพดังกล่าวที่เกิดขึ้นทุกปี นับแต่อดีต คนไหนมีใบตองก็นำมา คนไหนมีกำลัง มีเวลา ก็มาช่วยกันทำขนม

อันหมายความว่า เงินทุกบาทที่ได้มา จะมาด้วยกุศลจิต ที่ทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อนำไปเป็นทุนของชมรมคนรักสุขภาพนั่นเอง

แม้จะไม่มากมาย หรือเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่มีอยู่ แต่เป็นคุณลักษณะของพระเวสสันดร คือ การให้ ที่เด่นชัด และมีคุณค่าต่อตัวผู้ทำมหาศาล

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงยกตัวอย่าง อาทิเช่น คุณธานินทร์ อินทรเทพ ที่มีพฤติกรรม ในการมาช่วยทำขนมนี้เป็นประจำทุกปี สิ่งต่างๆ ก็ราบรื่นดี จนปีที่แล้ว ด้วยเหตุอันใดก็ตาม จึงไม่ได้มา ก็ประสพเหตุ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ในเมื่อสิ่งที่เราทำเป็นประจำ แล้วให้ผลดีแก่เรา ทำไมเราไม่รักษาและทำต่อเนื่อง อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะสิ่งนี้ทำให้เราพ้นเคราะห์พ้นทุกข์บางอย่างได้

ก็ผลจากการร่วมทำนี้ ไปเป็นสุขให้แก่ผู้อื่นอีกมหาศาลนั่นเอง แลสุขนั้นก็จะย้อนมาสู่ตนของเรา

การทำก็เหมือนสร้างเชือกขึ้นเส้นหนึ่้ง เราท่านยิ่งทำหลายสิ่ง เชือกชีวิตก็ยิ่งเหนียวแน่น ไม่เปื่อยยุ่ย คิดจะไปก็ไป ไม่ลาไม่ไหว้

โดยเฉพาะคนที่เรือชีวิตกำลังจม เชือกแม้เส้นน้อย ก็มีค่ามหาศาล

ด้วยเหตุผลนี้เอง ปัจจุบันเราจึงเห็นคนที่เรือกำลังจม ดังเช่น พวกมะเร็งระยะสุดท้าย ต่างสร้างเชือกของตนขึ้นมา ด้วยการทำซุ้มอาหาร หรือใช้ฝีมือที่ตนมี มาร่วมกิจกรรมกันมากมายนั่นเอง

สะเก็ดเงิน

ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของคนที่มีธรรม ที่แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ให้เห็น นั่นคือ "ความหยิ่ง"

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็ด้วยเหตุที่ พระภูมี ทรงสมถะ กินง่าย อยู่ง่าย และใช้หลักพึ่งตนเอง

แต่สิ่งที่ท่านมีเป็นสิ่งที่คนต้องการ และเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกไม่มีนั่นเอง

ความหยิ่งนี้เอง จึงทำให้เกิดความเสมอภาคในทุกตัวคน ในการมาพึ่ง ไม่ขึ้นกับวรรณะของผู้มา แต่ขึ้นกับการทำได้หรือไม่ของบุคคลนั้นๆ เป็นสำคัญ

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีต จึงไม่ได้ให้ความสำคัญอันใดแม้ผู้ที่มาขอพบเป็นกษัตริย์ หากแต่ผู้ใดที่ทรงพิจารณาว่ามีคุณสมบัติก็ทรงโปรดถ้วนทุกตัวคน

ด้วยหลักแห่ง "ตนพึ่งตน" นี้เอง การดำเนินการกิจกรรมของศาสนา จึงอาศัยหลักแห่งพระเวสสันดร คือ ผู้ให้ อันเรียกว่า "น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า หรือ หมูไปไก่มา"

เพื่อไม่ให้เกิดเป็นหนี้ซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างให้ในสิ่งที่ตนหามาได้ เพื่อเป็นกองกลาง และรับสมุนไพรไปทาน ส่วนที่เกินจากการนำมาก็ถือว่าเป็นทานแก่คนทุกข์

ภาพที่ศิลปินจำลองพฤติกรรมของศาสนาออกมา จึงกลายเป็นเจดีย์อันมหึมา ที่ประกอบด้วยเม็ดทรายเล็กๆ อันมหาศาลนั่นเอง

เมื่อเดินเข้าสู่ครรลองนี้แล้ว กิจกรรมของศาสนาก็ดำเนินไปได้ ด้วยศรัทธามหาชน หาใช่ต้องพึ่งเศรษฐีคนหนึ่งคนใด หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด แม้กระทั่งภาครัฐก็ตามที

เมื่อกิจกรรมของชมรมคนรักสุขภาพกำลังตั้งตัว หากแต่กฎหมายไทยก็ยังไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไร การกระทำที่ทำอยู่จึงหมิ่นเหม่

ความจริงนี้ ล้วนแล้วแต่มีคนเห็น และสบช่อง เสนอโอกาสให้หลวงพ่อนิพนธ์ ย้ายไปดำเนินกิจกรรมในบ้านเมืองของเขา พร้อมข้อเสนอ พลเมืองพิเศษ

อาทิเช่น ประเทศสิงค์โปร์ ที่มีแพทย์ใหญ่ของสิงค์โปร์ท่านหนึ่ง เป็นตัวตั้งตัวตี อันเนื่องจากหลานสาวของเขาเป็นโรคสะเก็ดเงิน ที่รุนแรง นั่นคือ มีอาการเป็นพิษผสมด้วยนั่นเอง

หลานสาวคนนี้ เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี ใช้วิธีการแพทย์ทุกอย่างที่มี ก็ไม่สามารถหยุดอาการได้ จนวัยเกือบ ๔๐ ปี อาการก็รุนแรงจนยาเคมีใดๆ ก็เอาไม่อยู่

ลุงของเธออีกคนหนึ่ง ทำธุรกิจข้ามชาติ ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนคนไทย จึงส่งเธอมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ หลังจากผ่านไปสองปี เธอสามารถกลับไปประกอบอาชีพ ทำธุรกิจข้ามชาติเช่นลุงของเธอได้ จวบจนทุกวันนี้

แพทย์ท่านนั้น กล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า โรคสะเก็ดเงิน สะเก็ดทองนี้ รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันไม่หาย เพราะทราบกันดีว่า ไม่มียาเคมีตัวใด ที่รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้นั่นเอง

โรคนี้เป็นกันมากในมาเลเซีย และสิงค์โปรฺ์ ด้วยความเป็นแพทย์ใหญ่ของสิงค์โปร์ จึงเสนอรัฐบาล และยื่นข้อเสนอพิเศษนี้แก่หลวงพ่อนิพนธ์

แม้หลวงพ่อนิพนธ์จะปฎิเสธไป แต่ข้อเสนอนี้ก็ยังคงอยู่ รอเวลาหากประเทศไทยไม่ให้การสนับสนุน

หลวงพ่อนิพนธ์มักพูดเสมอ การตั้งชมรมคนรักสุขภาพ ก็เพื่อนำตำราของแม่ชีเมี้ยน มาตอบแทนพระคุณแผ่นดิน

กระนั้นก็ตาม ก็ไม่มีความจำเป็นต้องงอนง้อ ไม่ว่าการสนับสนุนจากภาครัฐ เศรษฐี หรือแม้กระทั่งคนกิน

เพราะแม่ชีเมี้ยนทรงตรัสไว้ว่า ถึงแม้จะมีคนเชื่อแค่คนเดียวที่มาฟัง แล้วทำตาม จนประสพผลจากตำรานี้ ก็ถือได้ว่าประสพผลแล้ว

ไม่จำเป็นเลยที่ต้องมีคนมามากมาย หรือทั้งประเทศ และก็เป็นไปไม่ได้

ดังนั้น การดำรงของชมรมคนรักสุขภาพ ก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องป่าวประกาศ ชวนคนให้มากันมากมาย

ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่นี้ไม่ใช่ธุรกิจ ที่ค้ากำไร และไม่สิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีที่ไปก็หาไม่

คนทุกคนมีสิทธิ์มา และใช้เวลา ๑ เดือนในการตัดสินใจ

ถ้าชอบในเหตุและผล ก็เร่งทำตน ให้หาย โดยเร็วไว

ถ้าไม่ชอบก็ไปหาในสิ่งที่ตนชอบ ไม่ว่ากัน

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ชุมนุม เสือ สิงห์

ความจริงอย่างหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชื้ให้ทุกคนตระหนัก นั่นคือ การเป็นที่สาธารณะ ของชมรมคนรักสุขภาพ อันหมายความว่า จะพึงมีคนทุกประเภท

หลายคนคิดในแง่ดี ว่าสถานที่นี้คงจะ น่าจะ มีแต่คนคิดดี ทำดี

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อมีผู้คนมารวมกันอย่างมากมาย ย่อมหมายถึงแหล่งของผลประโยชน์นั่นเอง

มิจฉาชีพ จึงเห็นช่องทาง แล้วสวมรอยเข้ามา เพื่อแสวงหาซึ่งประโยชน์ตน

ไม่ว่าจะเข้ามาเพื่อรู้สูตรยา แล้วนำไปทำขาย ก็มีมาแล้ว

อยากรู้ว่าสมุนไพรตัวไหนเด่น จะได้ไปเอามาขาย เช่นนำต้นยาที่ใช้ทำยาเขียว มาขายก็เห็นให้บ่อย

มาตีสนิทกับคนไข้ แล้วอ้างชมรม รวบรวมเก็บเงิน ก็มีเยอะ

และอีกหลากหลาย ที่มีให้เห็น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเตือนสติว่า แม้แต่สมัยพุทธกาล คนที่มาหาพระพุทธเจ้า ก็มีบุคคลเหล่านี้แฝงเข้ามา ซึ่งพระภูมีก็ห้ามการมาของเขาไม่ได้

สิ่งที่เห็นทุกสัปดาห์ เป็นประจำ ก็คือ รองเท้าดีๆ ของคนไข้ หาย

ฉะนั้น จึงอย่าพึงวางใจ และไว้ใจ จนประมาท โดยเฉพาะ ทรัพย์สินมีค่า ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำมา แม้กระทั่งเงิน ก็ควรนำมาเฉพาะที่จำเป็นใช้ เพราะที่นี่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการรับสมุนไพรใดๆ ทั้งสิ้นอยู่แล้ว

การป้องกัน เป็นทั้งทำให้เราท่านไม่เสียทรัพย์สิน อีกยังไม่ส่งเสริมให้คนเหล่านั้นมาทำบาปในสถานที่นี้

เราจึงมักได้ยินวิทยากรกล่าวว่า หารองเท้าถูกๆ ใส่ท้ายรถ แล้วใช้เวลาอยู่ในชมรม พอจะกลับแล้วค่อยเปลี่ยน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเตือนว่า เราคงหยุดคนเหล่านั้นไม่ได้ หากแต่ช่วยป้องกัน และเป็นหูเป็นตา ซึ่งกันและกัน เท่านั้นเอง

เหตุรุนแรงที่เคยเกิด ก็เช่น ขโมยมอเตอร์ไซด์ งัดรถยนต์ ขโมยล้อ ซึ่งทางชมรมก็ได้ให้เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ เดินตรวจอยู่ แต่ก็ให้ช่วยกันระวังเองด้วยน่ะ...

ถูกหวย

อย่างที่ทราบ คนไข้ส่วนใหญ่ของชมรมคนรักสุขภาพ คือ คนไข้มะเร็ง

หากแต่ช่วงนี้ เราจะเห็นว่าคนไข้กลุ่มนี้คึกคักเป็นพิเศษ และกระตือรือล้นในกิจกรรมเป็นอย่างยิ่ง

ก็ด้วยเหตุแห่งการเห็นผลในคนไข้รุ่นพี่ จนเล่ากันไปเป็นไฟลามทุ่ง

อาทิเช่น คนไข้มะเร็งสมอง ที่หมอทิ้งแล้วกล่าวถ้อยคำสุดท้ายว่า ไม่ต้องมาหาแล้ว ตอนนี้อยากไปทำอะไรที่ชอบก็ไปทำเถิด

ทุกวันนี้ เขายังอยู่และกลายเป็นหัวหน้าแผนกทำสมุนไพรเขียว หรือยาเขียว

หรือจะมาดูฝั่งคนไข้ที่เข้ามาพักรักษาที่ชมรมเลย ก็เห็นรุ่นพี่ที่ดีวันดีคืน และเห็นเขาเมื่อมีกำลัง แล้วใช้ความสามารถในการทำอาหาร มาเปิดซุ้ม ผลที่ได้ก็ดีวันดีคืน จึงเกิดซุ้มของคนไข้มะเร็งมากมายในขณะนี้

และในมุมหนึ่งที่คนไข้ทั่วไปมักเดินไปไม่ถึง นั่นคือโรงน้ำ ที่ซึ่งตอนนี้ได้เห็นตัวอย่างคนไข้รุ่นพี่ ยิ่งทำให้มีกำลังใจเพิ่มพูน

คนไข้ชายท่านนั้น เล่าอาการที่เป็นให้ฟังว่า เขาเป็นมะเร็งที่อวัยวะเพศ

ครั้งสุดท้ายที่ไปพบแพทย์ แพทย์สั่งตัด และนัดวันเรียบร้อย

เขาได้ข่าวของชมรม จึงหนีการผ่าตัดแล้วมาทานสมุนไพร

ในขณะที่รอ ก็มีเจ้าหน้าที่มาเรียก ขออาสาสมัครเพื่อช่วยทำน้ำขวด จำหน่ายแก่เพื่อนสมาชิก

เขาจึงเข้ามาช่วยเพราะคิดว่าดีกว่านั่งรออยู่เปล่าๆ

ถึงวันนี้ของเขา ผลการตรวจล่าสุด ปรากฎว่า ไม่พบเชื้อมะเร็งแล้ว

เขาจึงบอกว่า ผลการตรวจครั้งนี้ ทำให้เขารู้สึกว่า เหมือนเขาถูกรางวัลที่ 1 เพราะก่อนมาหมอบอกว่าต้องตัดอย่างเดียว ทำอย่างอื่นไม่ได้

เขาจึงเป็นตัวเอกของโรงน้ำที่ถูกใครๆ คุยถึงเสมอ

ท่านใดที่อยากได้ประสพการณ์ในเรื่องโรคมะเร็ง ลองแวะเวียนไปคุยกับท่านเหล่านี้ดู เพราะสิ่งที่คนเหล่านี้ทำ ได้พิสูจน์ผลมาแล้ว

พวกเขาคือ ที่สุดของโรค ล้วนแล้วแต่ผ่านหมอทิ้งมาแล้วทั้งสิ้น

มะพร้าว

จากอดีต ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ให้คนไข้ได้มีส่วนร่วมในการจัดซื้อสมุนไพร จึงเปิดให้มีการซื้อมะพร้าว เป็นครั้งคราว

จากผลตอบรับ ทำให้มีกระแสตอบกลับมาว่า การกระทำเช่นนั้น ก็เหมือนขายสมุนไพรนั่นเอง ถึงไม่ขายโดยตรง ก็เป็นทางอ้อม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเห็นว่า ควรจะปิดช่องทางนั้นเสีย

แล้วใช้เงินที่ได้จากการจัดเก็บค่าที่จอดรถ มาเป็นค่าจัดซื้อมะพร้าวแทน ส่วนที่ขาดไป ท่านก็จะรับผิดชอบเอง

จึงขอแจ้งว่า ไม่มีการเปิดซุ้มเพื่อให้สมทบทุนซื้อมะพร้าวแล้ว

หากแต่คงมีการตักบาตรสมุนไพร ซึ่งจะจัดในวันออกพรรษา อันเป็นประเพณีแต่ครั้งพุทธกาล ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้นำกลับมาให้ได้ทำอีก เช่นดั่งครั้งถ้ำกระบอก

ท่านใดสนใจ ก็สามารถสอบถามสมุนไพรที่ใช้ได้จากประชาสัมพันธ์

หากแต่กว่าจะได้ทำ ก็ต้องรอถึงออกพรรษาโน่น ...

แต่สมุุนไพรสดทั่วไปที่ใช้ ก็สามารถนำมาร่วมได้ โดยดูจากบอร์ดของชมรม ที่แจ้งให้ทราบว่า ตอนนี้ต้องการชนิดใด ด้านหน้าตรงทางเข้าชมรม

คิดถูกแต่ทำผิด

หลังจากท่านจำรูญเปลี่ยนใจไปรับเงิน ทำให้ลูกศิษย์ของหลวงพ่อนิพนธ์ในขณะนั้น มีความคิดต่างๆนานา

หนึ่งในลูกศิษย์คนสนิท นั่นคือ ท่านเฉลียว มหาคุณ ซึ่งมีความคิดว่า อยากให้หลวงพ่อนิพนธ์และแม่ชีเมี้ยน ออกจากถ้ำกระบอกแล้วไปตั้งสำนักของตนเองขึ้นมาใหม่

ท่านเฉลียว จึงได้หอบเงินห้าแสน มาถวายหลวงพ่อนิพนธ์เพื่อการนี้

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "โยมจะมาทำลายพระกระนั้นหรือ" เพราะเงินเป็นสิ่งที่ก่อให้พระสามารถสนองกิเลสที่ตนมี หากเชื่อกันก็ขอให้นำกลับไป

ท่านเฉลี่ยว จึงกล่าวว่า ถ้ายังงั้นเงินจำนวนนี้จะนำไปฝากธนาคาร หากวันใดหลวงพ่อนิพนธ์ต้องการใช้ จะสั่งลูกหลานเอาไว้เพื่อเบิกมาให้

เพราะเงินนี่เองที่เป็นเครื่องมือ ทำให้กิเลสที่มีอยู่ สามารถบรรลุผล หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ถ้าพระคิดถึงโยมพ่อ โยมแม่ หากแต่อยู่ห่างกันร้อยกิโล มีเงินก็ขึ้นรถไปหา หากไม่มีเงินแล้วบอกว่า คิดถึงก็เดินไป แค่คิดว่าต้องเดินไปกลับสองร้อยกิโล กิเลสก็วิ่งป่าราบแล้ว

ข้อห้าม หรือ คำมั่นสัญญา ในการจะไม่นำสมุนไพรไปขาย จึงมีความสำคัญต่อคุณค่าสมุนไพรอย่างที่สุด

วันนี้ มีคนไข้จากสระแก้ว ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หมอกล่าวแก่คนไข้และภรรยาว่า คงอยู่ได้ไม่เกินสามเดือน หรืออย่างมากก็ไม่เกินห้าเดือน

คนไข้ท่านนี้ได้ข่าว ก็มาทานสมุนไพรที่ชมรมคนรักสุขภาพ จนปัจจุบัน ผ่านไปได้ปีกว่า สุขภาพแข็งแรงขึ้นจนทุกสัปดาห์นี้ สามารถขับรถมาเองได้

หากแต่ข่าวร้ายที่มาเยือนซ้ำ นั่นคือ ผลการตรวจของภรรยา ปรากฎว่าเป็นมะเร็งมดลูก

ด้วยความที่ประกอบธุรกิจ จึงไม่สามารถมาพร้อมกันทั้งสองคนได้

สามี จึงเดินทางมาคนเดียว และขอสมุนไพรไปให้ภรรยาทาน

จากผลที่ตัวเองได้รับ ก็อยากสนับสนุนกิจกรรมของชมรม จะซื้อสมุนไพร ตอนนี้หลวงพ่อนิพนธ์ก็ปิด จะบริจาคก็ทำไม่ได้

หากแต่เมื่อมีคนบอกว่า กำลังหาคนร่วมสมทบซื้อมะพร้าว

ด้วยความที่มีใจอยากช่วย จึงสมทบเงินไป จำนวน 500 ลูก

เขาทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การทำเช่นนั้นไม่ถูกต้อง เพราะคนที่ไปบอกแก่เขา เมื่อเขารับเงินไป ก็ไม่รู้ได้ว่าไปทำจริงหรือไม่

ถึงจะทำจริง ก็ไม่ถูกต้องตามครรลอง เพราะการจะทำใดๆ ท่านต้องเป็นผู้อนุญาต

การทำของคนไข้ท่านนี้ เริ่มจากความคิดที่ดี หากแต่การกระทำของเขาผิดมหันต์

สถานที่นี้มีคนหลายจำพวก เข้ามาด้วยความคิดต่างๆ กัน ซึ่งคงห้ามไม่ได้ บางคนอาจแฝงเข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์

การกระทำดังกล่าว จึงกลายเป็นช่องโหว่ ให้คนไม่ดีเหล่านี้ และในท้ายที่สุด ก็จะกลายเป็น การซื้อขายสมุนไพรในที่สุด

ผลที่ได้ กลายเป็นผู้ทำ เข้าข่ายเป็นผู้ทำลายสมุนไพร และผลจะย้อนทำให้สภาพของตัวเองและภรรยาแย่ลง กว่าจะรู้ว่าทำผิด ก็แก้ไขไม่ทันแล้ว

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักจะเตือนอยู่เสมอ ว่า ในสถานที่นี้ สงสัยอะไรให้ถาม สิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ เมื่อไม่รู้จริง ควรถามให้แน่ใจ อย่าคิดว่าเราทำแล้ว แล้วต้องได้ โดยไม่ดูรายละเอียด หรือผลของการทำเลย

อุปมา เราไปใส่บาตรให้แก่พระที่มีข้าวจนล้น แล้วรอผล หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แล้วเราจะเอาผลได้อย่างไร เพราะข้าวของเราเขาปล่อยทิ้งจนเสียก็ยังไม่ถึงคิวฉันเลย เพราะเขามีจนล้น

ส่วนผู้ทำก็บอกว่าทำแล้ว แล้วรอผล รอสักฉันใดก็ไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำแล้วทำไมจึงช่วยตนของเราไม่ได้เลย

เรื่องของทางโลก ทุกท่านอาจจะเชี่ยวชาญ ช่ำชอง หากแต่เรื่องของศาสนาที่แท้จริงนั้น เราท่านยังเสมือนทารก จึงเป็นเหตุที่หลวงพ่อนิพนธ์บังคับให้มาฟัง เพื่อไปพิจารณา แล้วจึงนำไปปฏิบัติให้เกิดผลแก่ตนนั่นเอง

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันเวลา

มุมมองของคน ย่อมต่างกันไปตามแต่พื้นฐานความคิด และข้อมูลที่ตนมี

หลายคนอาจจะสงสัย และคิดว่าการดำรงอยู่ของชมรมคนรักสุขภาพ อาจจะมีลับลมคมใน

สิ่งหนึ่งที่เป็นความจริง นั่นคือ ความลับไม่มีในโลก วันหนึ่งความจริงก็ต้องถูกเปิดเผย

คนโกง ย่อมใช้ยุทธศาสตร์ ตีหัวเข้าบ้าน เพราะเมื่อคนรู้แกว ก็คงทำไม่ได้อีก

ขณะที่กิจการของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่แม่ชีเมี้ยนมอบหมายมาให้นั้น ท่านว่า มันยิ่งใหญ่นัก และต้องเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ

เพราะเมื่อวันเวลามาถึง มันจะเร็วมาก ผู้คนจะหลั่งไหลกันมา ดั่งเช่นถ้ำกระบอกในอดีต

ดังนั้น สิ่งที่หลายคนเห็น จึงอาจมีเฉพาะชมรมคนรักสุขภาพ ที่ซึ่งดูแล้วก็มีคนมากหลาย ในสายตาแล้ว

แต่นี่ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หนังมันแค่เริ่มต้น ม่านที่แท้จริงยังไม่เปิดเลย

การเตรียมพื้นที่รองรับคนไข้ จึงได้ถูกจัดขึ้น อาทิเช่น ที่สวนสมุนไพร ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย นับร้อยไร่

การเตรียมพื้นที่ให้คนไข้เอดส์ ที่ อ.ศรีสวัสดิ์ ที่เริ่มจากพื้นดินเปล่าๆ มาจนทุกวันนี้ กลายเป็นป่า ที่แม้แต่แสงอาทิตย์แทบจะไม่ตกถึงพื้น

การเตรียมท่าเรือ เพื่อขนถ่ายคนไข้ ขึ้นไปยัง ศรีสวัสดิ์ เพราะถนนหนทางยังลำบาก ที่ ต.หม่องกระแทะ

การจัดหาพื้นที่รับซื้อสมุนไพร ที่ ต.พุน้ำร้อน ใกล้ชายแดนพม่า

ภาระหน้าที่เหล่านี้ คือภาพที่หลวงพ่อนิพนธ์มองเห็นว่า ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในอนาคตกาล

การดำเนินการของชมรมคนรักสุขภาพ ที่รวมคนนับหมื่น จึงเป็นแค่จุดเริ่มต้น

เมื่อวันเวลามาถึง วิทยาศาสตร์เริ่มถึงทางตัน แล้วหันกลับมาหาธรรมชาติ บทพิสูจน์ของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนเป็นที่ประจักษ์

เราท่านจะได้เห็นของจริง แห่งสรรพคุณของสมุนไพร และธรรมคำสอนของพระภูมี ดั่งเช่นในอดีตของถ้ำกระบอก

ภาพเล็กๆ ที่หลายคนเห็น อาจทำให้คิดได้ว่า ทำเพื่อประโยชน์ตน

หากแต่เมื่อเห็นภาพรวม จะพบ และไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม บัญชีของหลวงพ่อนิพนธ์จึงเป็นตัวแดงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เพราะสิ่งที่ใช้ในการเตรียมการตลอด ยี่สิบกว่าปีมานี้ เป็นภาระรับผิดชอบของท่านคนเดียวมาตลอดนั่นเอง

สิ่งนี้ หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า เราควรเชื่อมั่นในความดี ไม่ท้อถอย หากแต่ผลของความดี และความชั่ว มันมีวันเวลา

เมื่อถึงเวลา ภาพที่แท้จริงก็จะปรากฎ ว่าสิ่งที่ทำ ทำถูกผลถูกย่อมเกิด ทำผิดผลผิดย่อมสนอง

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวคือ คนทำผิด มันเป็นหนังสั้น คนทำถูกมันเป็นหนังยาว

หากพิจารณากันสั้นๆ คนทำความดียากที่หาผลมาให้ประจักษ์ได้ ดั่งแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "กรรมมันเป็นพี่ ธรรมเขาเป็นน้อง"

เราท่านทำกรรมมาก่อน ผลย่อมมาถึงก่อน ธรรมเราพึ่งจะตั้งไข่

คนมีธรรม จึงต้องเอาเหตุและผล ขันติอดทน รอวันเวลา

ดูผลสุดท้ายของพระภูมีและเหล่าสาวก ล้วนเป็นสุทธิได้มรรคผลนิพพาน

หากหวังผล ใน สามวัน เจ็ดวัน ย่อมเป็นไปไม่ได้

แลหากดูผลของการทำในระยะสั้น ก็คงได้ยินคำดั่งจดหมายน้อยที่เขียนต่อว่านั้นเป็นแน่แท้ ไม่ต่างกับคนในกบิลพัสด์ ที่ด่าว่าพระโคดมนั่นเอง

ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ ก็ขอให้ดูกันยาวๆ เพราะมิฉะนั้น มันจะเป็นบาปย้อนสู่ตน

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หนึ่งในร้อย

วันที่ถ้ำกระบอกใกล้แตก นั่นคือ ธุดงค์สุดท้าย พระได้แบ่งเป็นกลุ่มๆ

ฝ่ายท่านจำรูญกลุ่มหนึ่ง ท่านเจริญกลุ่มหนึ่ง และฝ่ายแม่ชีเมี้ยนซึ่งมีน้อยที่สุดอีกกลุ่มหนึ่ง

การธุดงค์ในครั้งนั้น แม่ชีเมี้ยนได้สั่งให้พระกลุ่มของท่านว่า ไม่ให้เดินตามทั้งท่านจำรูญ และ ท่านเจริญ

ครั้นวันออกธุดงค์ ท่านจำรูญได้เดินจากถ้ำแล้วเลี้ยวขวาตามถนน

แลท่านเจริญได้เดินเลี้ยวซ้ายตามถนน

พระของแม่ชีเมี้ยน ที่มีเพียง ๗ รูป จึงต้องเดินตรงไป ผ่านทุ่ง เพราะไม่มีถนน

หลังจากธุดงค์ แม่ชีเมี้ยนได้เรียกหลวงพ่อนิพนธ์กลับมาถ้ำกระบอกเพื่อสั่งเสีย และได้ฝากฝังพระนั้นให้ช่วยดูแล

แลท่านแม่ชีเมี้ยนก็ได้ลาสังขารในขณะที่อยู่ระหว่างกิจธุดงค์ปีนั้นนั่นเอง

ในบรรดาพระ ๗ รูป หลังจากถ้ำแตก ก็แยกย้ายกันไป สึกบ้างก็มี เมื่ออยู่จนครบสัจจะของตนที่วางไว้

ท้ายที่สุด ในบรรดาพระถ้ำกระบอกทั้งหมอ เหลือเพียง "ท่านเส่ย" ผู้ซึ่งเป็นพระรับใช้แม่ชีเมี้ยนในช่วงท้ายของถ้ำกระบอก เท่านั้น ที่ยังคงติดตามหลวงพ่อนิพนธ์มาจนทุกวันนี้

พระเป็นร้อย มีเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงอยู่ และรับใช้หลวงพ่อนิพนธ์ในการเก็บใบยา มาตั้งแต่ปี ๓๐

ทุกวันนี้ "ท่านเส่ย" ก็ยังคงทำหน้าที่ทำยาเขียว

ท่านใดว่าง ก็ลองแวะไปคุยได้ที่ร้านขายของเบ็ดเตล็ด ด้านหลังครัว ก่อนถึงห้องน้ำ

เวลาพิสูจน์คน เป็นคำกล่าวที่จริงแท้

หากแต่ฝ่ายลูกศิษย์เดิมที่ตามมา ก็มีเพียงไม่กี่ครอบครัว

แต่คำสอนที่คนเหล่านั้นมี มักจะฝังใจ อาทิเช่น พลเอกวัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์

ที่ซึมซับ และเกลียดยาเสพติดเข้ากระดูก จนในขณะที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาค ๓ ก็เรียกได้ว่า เป็นเบอร์ ๑ ที่ฝ่ายยาเสพติดหมายหัว

หากแต่สิ่งที่ประจักษ์ คนกลุ่มน้อยที่ติดตามมาเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพใดๆ เลย อันเป็นบทพิสูจน์หลักสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนได้เป็นอย่างดี

เราจึงอยากให้ได้พิจารณา และเชิญชวนมาเป็นชนกลุ่มน้อย หนึ่งในร้อย ที่ยืนบนหลักของพระภูมีกัน เพื่อความเหนียวแน่นของชีวิต ดังเช่น "ท่านเส่ย"

ไหนว่าเป็นโรคร้าย

ช่วงนี้ จะเห็นซุ้มอาหาร และขนม เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากคนไข้ที่เข้าพำนักในชมรมจัดทำขึ้นนั่นเอง

ส่วนใหญ่ของคนไข้เหล่านี้ คือ โรคมะเร็งระยะสุดท้าย

หากแต่คนอื่นที่เดินเข้ามาเห็นคนไข้กลุ่มนี้แล้ว ก็คงไม่เชื่อว่าเป็นโรคร้าย และอยู่ในระยะสุดท้ายเป็นแน่แท้ เพราะทุกคนจับกลุ่มคุย และเตรียมของไว้ขายวันทำการ หัวเราะ เฮฮา เหมือนคนปกติ

ภาพที่ต่างกันสุดขั้ว ของคนไข้ระยะสุดท้ายในโรงพยาบาล กับ ชมรมคนรักสุขภาพ อันบ่งบอกถึงแนวทางที่ใช้อย่างชัดเจน

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่คนไข้กำลังต่อสู้ ไม่เพียงโรค

ยังมี โรคจากความเครียดที่ความคิดหมกหมุ่นกับสิ่งที่เป็นหนึ่ง

โรคที่เกิดจากสารเคมี อีกหนึ่ง

และที่สำคัญนั่นคือ ความคิด ความเชื่อ

เราท่านไม่ได้ทำตนให้สู้ศึกด้านเดียว จึงพบความพ่ายแพ้

หลักของพระภูมี จึงจำต้องตัดศึกด้านอื่นๆ ออกเสียก่อน แล้วจึงมาวัดกันตัวต่อตัว จึงจะชนะได้

อันเป็นเหตุให้ต้องหยุดเคมี ต้องรวบรวม ความเชื่อ ความศรัทธา และปฏิบัติตามธรรมวินัย อีกทั้ง ทำตนเหมือนปกติชน

เมื่อทำได้ ก็จะเหลือแต่โรค เป็นศึกหน้าเดียว ที่ผลสุดท้ายย่อมไม่ยากที่เอาชนะได้

ภาพที่เห็น การหัวร่อต่อกระซิก จึงเป็นแนวทางที่คนไข้ระยะสุดท้าย ควรทำให้ได้ เมื่อทำได้ ก็ย่อมเป็นการลดทอนกำลังคู่ต่อสู้ โอกาสชนะศึกย่อมมากขึ้น

เห็นแล้วน่าสงสัย ว่าคนเหล่านั้นเป็นโรคร้ายแรงจริง หรือหน้าม้ากันแน่

เส้นทางของพระภูมี จึงเดินสวนทางกับโลกอย่างชัดเจน ยิ่งหมอบอก ให้พักผ่อนเยอะๆ พระภูมีบอกให้ออกกำลัง ร่างกายจะได้หิว สมุนไพรและอาหาร ก็จะเข้าไปในร่างกายได้เต็มที่

ไม่ออกแรง นอนอย่างเดียว ไม่หิว ไม่กิน แล้วจะมีกำลังไปสู้โรคได้อย่างไร

ไม่อยากเป็นแผล


หลายครั้งที่ได้ยินคนไข้ โดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิง อยากให้แผลที่เป็นหายเร็วๆ

หากแต่ในความเป็นจริง ในบางครั้ง ร่างกายก็ต้องอาศัยแผลนั้นเป็นทางระบายสิ่งที่เป็นโทษกับร่างกาย ออกเสีย

เมื่อเป็นเช่นนั้น บางคนอาจไปขอยามาทาเพื่อให้แผลปิด แต่พอสักพัก แผลก็ปะทุอีก ไม่หายสักที ก็ด้วยเหตุดังกล่าว

ความอยาก กับ ความจริง มันสวนทางกัน

ในขณะที่ร่างกายต้องการที่ระบาย แต่ใจอยากให้แผลหาย

จนมีหลายคนหยุดทานสมุนไพรไปเลย เพราะไม่อยากเป็นแผล ที่ให้ความรำคาญ เพราะน้ำเหลือง และอาจส่งกลิ่น

ก็คงต้องชั่งกัน ระหว่าง ยอมเป็นแผล แล้วหายขาด กับให้แผลหาย แล้วเก็บโรคไว้ในตัว

สังเกตุง่ายๆ หากพิษหรือโทษมันหมด แผลที่หายก็จะหายขาด ไม่กลับมาปะทุอีก หากยังปะทุอีก นั่นแสดงว่า ของที่เป็นโทษยังไม่หมดจากร่างกาย

ในอดีตมีคนไข้ที่เป็นมะเร็งอัณฑะ เมื่อทานสมุนไพร ร่างกายได้ปะทุและเกิดแผลบริเวณง่ามขา และทุกวันจะขับเลือดเสียออก ประมาณกระโถนเล็กๆ อาการเป็นลักษณะนี้ประมาณเดือนหนึ่ง แผลจึงหาย

การเป็นแผล จึงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะแนวทางสมุนไพร ต้องขับเชื้อออกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากร่างกายเลือกการเป็นแผล ย่อมเป็นทางที่ดีที่สุด เพราะหมอที่ดีที่สุดก็คือตัวของเราท่านนั่นเอง ใครจะรู้ดีไปกว่าตัวของเรา

ย้ายกองปราบ

คนรุ่นก่อนจะทราบดีว่า กองปราบปรามจะตั้งอยู่ที่สามยอด ก่อนจะกลายมาเป็นพลาซ่าในปัจจุบัน

หากแต่หลายคนไม่รู้ว่าเหตุใด กรมตำรวจในสมัยนั้นจึงต้องย้ายกองปราบด่วน

เหตุก็มาแต่สมัยปี ๐๔ นั่นเอง ที่มีคำสั่งให้ดำเนินคดีกับพระถ้ำกระบอก โดยจอมพลสฤษด์

ด้วยในขณะนั้นเอง กำลังอยู่ในช่วงกิจธุดงค์ ของพระถ้ำกระบอก ซึ่งมีวินัยว่า ไม่ขึ้นรถ ลงเรือ และไม่เข้าชายคา

พระ ๗๓ รูป ถูกนำไปกักบริเวณที่เกาะโพธิ์ ในวัดพระศรีมหาธาตุ ส่วนแม่ชีเมี้ยน ได้ถูกนำตัวมาไว้ที่กองปราบสามยอดในขณะนั้น

ด้วยวินัยดังกล่าว พระจึงได้ล้อมบริเวณเสาวิทยุของกองปราบ และจัดให้แม่ชีเมี้ยน อยู่ที่บริเวณนั้นเพื่อรอการสอบสวน

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวไว้ ในขณะที่ถูกสอบปากคำ นั่นคือ กรรมที่พวกท่านทำกับแม่ชีเมี้ยน ท่านกล่าวว่า รับรองได้ว่ากองปราบปรามต้องอยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน

หลังจากคดีสิ้นสุด ได้มีการปล่อยตัวแม่ชีเมี้ยน และพระทั้งหมดกลับสู่ถ้ำกระบอก

แม้นว่าจะไม่ใช่ฤดูฝน กลับปรากฎว่าฝนตกดั่งฟ้ารั่วที่บริเวณกองปราบปรามสามยอด และได้เกิดฟ้าผ่าจนกองปราบไหม้ทั้งหมด

กรมตำรวจ จึงได้ย้ายกองปราบปรามออกจากสามยอด นั่นคือสิ้นยุดของหน่วยปราบปรามสามยอด นับแต่นั้น

ย้อนยุคถ้ำ


สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาทำในปัจจุบัน นับว่ายังไม่ถึงครึ่ง

สมุนไพรอย่างหนึ่ง ที่พระถ้ำกระบอก ทำใช้กันเองทุกตัวคน นั่นคือ ยาสีฟัน

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์ได้ก้าวล้ำเข้ามาจนเสมือนความจำเป็น ที่ขาดไม่ได้

และความเชื่อจากวิทยาศาสตร์ ก็ได้ก่อกำเนิดภัย จากโรคทางปากอย่างมากมาย จนไปที่ไหนก็เจอคลีนิคหมอฟัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้อนอดีตให้ฟังถึงยาสีฟันของแม่ชีเมี้ยน อันมีองค์ประกอบคือ ดินสอพอง การบูร พิมเสน เกลือ บดเข้าด้วยกัน

หากแต่ใครมีปัญหาโรคเหงือก ก็ให้เพิ่ม กานพลู ลงไป

อันกานพลู หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า จะมียางที่ใช้ช่วยรักษาอาการ เราจึงเห็น ในกรณีที่พระของหลวงพ่อนิพนธ์ที่มีปัญหา ฟันเป็นรู ก็นำกานพลูมาบด แล้วอุดรูฟันนั้น

ความรู้ของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ จึงครอบคลุมอาการทุกอย่างที่พึงเกิด โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยหมอเลย

ดังนั้นนับแต่อดีต ความหมายของหมอ จึงเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นอุบัติเหตุ ไม่ใช่โรค

กล่าวโดยง่าย คือ ปัญหาเฉพาะหน้านั่นเอง

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แบบอย่างที่ดี

สิบกว่าปีก่อน มีคนไข้สาวจากนครสวรรค์ท่านหนึ่ง หมอไม่รับรักษาแล้ว ได้เดินทางมาหาหลวงพ่อนิพนธ์

สภาพของเธอตอนนั้น ก็คิดว่าเธอคงรอดยาก ในขณะที่ฐานะทางบ้านก็ย่ำแย่เพราะที่กำลังจะถูกยึด

หลวงพ่อนิพนธ์ได้รับรักษา และฟื้นฟูจนเธอกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

เธอลากลับบ้าน หลังจากที่ใช้เวลาสองสามปี ในการรักษาตน และพักอยู่กับหลวงพ่อนิพนธ์

สุขภาพที่กลับมา พร้อมแนวทางการประพฤติตนที่ได้รับจากหลวงพ่อนิพนธ์ เธอได้นำกลับไปใช้ในชีวิตของเธอ

ปัจจุบันเธอกลายเป็นแม่ค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง ในด้านการทำขนมของ อ.ลาดยาว

สามารถกอบกู้ที่ดินที่กำลังจะถูกยึด และซื้อที่เพิ่มได้อีกสองร้อยไร่

มาวันนี้ ฐานะครอบครัวของเธอมั่นคง กิจการเริ่มอยู่ตัว เธอได้กลับมาหาหลวงพ่อนิพนธ์

เราจึงได้เห็นซุ้มแม่ค้าขายขนมไทยดั่งเดิม และจะได้เห็นการทำขนมแบบมืออาชีพ โดยเฉพาะขนมเทียน ในปีนี้

เธอกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า นับแต่นี้ ทุกปีในช่วงเข้าพรรษา เธอจะมาช่วยทำขนม ที่เป็นรายได้หลักในอดีต ที่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้เป็นทุนในการซื้อสมุนไพรทุกปี

หากแต่คนไข้ท่านใด ที่ไม่มีอาชีพ เธอก็ยินดีถ่ายทอดสูตรของเธอให้ไปทำกินด้วย

เราจึงสงสัยนักว่า คนที่คิดว่า การมาที่นี่เสียนั่น เสียนี่ เขาคิดอย่างไร

เพราะภาพที่ปรากฎ ดั่งเช่นคุณเจี๊ยบนี้ จากสภาพที่ต้องเสียทุกสิ่ง ทั้งชีวิต และทรัพย์สิน แถมยังต้องมาพักรักษากับหลวงพ่อนิพนธ์อีกเป็นปีๆ กว่าร่างกายจะฟื้นกลับมา

วันนี้ของเธอ น่าจะเป็นบทสรุปให้เห็นว่า หนังชีวิตต้องดูกันยาวๆ หากมองสั้นๆ ก็เสียแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งเสีย ...

ถ้าคิดสั้น คุณเล็ก ธานินทร์ ก็คงไม่ยอมเสียรายได้ที่รับจ้างในแต่ละวัน เพราะหลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ให้มาพักฟื้นสัก ๖ เดือน เป็นแน่แท้

แลเมื่อถึงวันที่เราพร้อม เราควรที่จะนำกำลังนั้นกลับมาทำประโยชน์แก่แผ่นดินนี้ใช่หรือไม่

เธอจึงเป็นแบบอย่าง ที่เราอยากให้ลองพิจารณา ว่าคนที่ประสพผลสำเร็จ เขาคิดและทำอย่างไร

ฟ้องมั่ง

เคยได้ยินคนเรียกประเทศนี้ว่า สารขัณฑ์แลนด์ ก็ยังรู้สึกเฉยๆ

หากว่า มาวันนนี้ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

เมื่อพิจารณาที่ตั้งของชมรม ด้านหน้าติดกับทางรถไฟ ด้านหลังติดกับคลองชลประทาน

พื้นที่ทั้งสองส่วนเป็นของรัฐบาล

หากแต่ได้รับการอนุเคราะห์ให้ใช้ในการทำเป็นพื้นที่จอดรถ เพื่อบริการแก่คนไข้ได้

มาวันนี้ การรถไฟได้พิจารณาความจำเป็น และให้ความสำคัญ จึงอนุญาตให้จัดตั้งสถานีพิเศษขึ้นด้านหน้าของชมรม และจัดขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษเพื่อบริการคนไข้ที่ต้องการมาโดยเฉพาะ

เป็นควานอนุเคราะห์ที่น่าชื่นชม

ในขณะที่ด้านหลัง ที่ได้อนุญาตให้ทำที่จอดรถได้เช่นกัน หากแต่สภาพภูมิประเทศเดิม จะมีกองดิน และพื้นที่ไม่ราบเรียบ มีร่องน้ำ

ก็ได้ความอนุเคราะห์จากทหาร กองพล ๙ นำเครื่องมือ และรถดินมาปรับและถมดินเพิ่มให้กลายเป็นพื้นที่ราบ สามารถจอดรถได้

การประปา ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามคลอง ก็เดินท่อพิเศษข้ามมาให้ เพื่อบริการคนไข้ได้มีน้ำประปาใช้สอย การไฟฟ้า ก็มาปักเสาให้พร้อมเดินไฟ ๓ เฟส ให้ ล้วนแล้วแต่อำนวยความสะดวกตามแต่หน้าที่ตน

แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็เอื้อเฟื้อมาจัด และดูแลจราจร บริเวณทางเข้าออกให้ทุกวันเป็นอย่างดี

แต่ไม่น่าเชื่อ สารขัณฑ์แลนด์แห่งนี้ กลับมีเจ้าหน้าที่กรมชลประทานบางคน มาถ่ายรูปขณะที่กองพล ๙ กำลังปรับพื้นที่ พร้อมกับตั้งข้อหา ขโมยดินหลวงไปขายแก่ชมรม

และพื้นที่ที่ปรับ ก็เป็นพื้นที่ราบให้รถจอดเท่านั้น ก็แจ้งข้อหา สร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรซะงั้น

เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมประเทศนี้จึงไม่เจริญ

ไม่ได้โทษว่าเขาฟ้องร้อง หากแต่สงสัยว่า ประเทศนี้มีผู้ละเมิดกฎหมายเต็มบ้านเต็มเมือง เพื่อประโยชน์ส่วนตน ในขณะที่หลวงพ่อนิพนธ์ ร้องขอและทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

เรื่องนั้น ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ แต่เรื่องนี้กลับฟ้องเอาเป็นเอาตาย

จึงอยากจะถามคนเหล่านั้นว่า "ท่านคิดอะไรอยู่ และท่านทำได้อย่างไร"

ก็ท่านใดมีญาติอยู่ชลประทาน ช่วยไปบอกเขาหน่อยว่าที่นี่เขาทำอะไรกัน อย่าฟังแต่คำคน โดยไม่ตรวจสอบ

อดีต ท่านสฤษด์ ยังตัองอุทานว่า "เกือบฆ่าคนดีแล้วเสียเรา" จนต้องรีบส่งเสธทวี ไปเป็นมรรคทายก ถ้ำกระบอก แทบไม่ทัน

เหลือสิ่งดีงามไว้สักที่บนผืนแผ่นดิน ให้คนได้พึ่งพาเถิด ขอ...

ความเป็นธรรม

สิ่งที่คนยุคนี้ถูกทำให้เชื่อนั่นคือ ทำอย่างนี้ได้บุญ ทำอย่างนั้นได้บุญ อ้างบุญตลอด

เราจึงเห็นศาสนวัตถุ เต็มบ้านเต็มเมือง จนมีบางคนที่รวบรวมมูลค่าสิ่งเหล่านี้ กลายเป็นตัวเลขที่มหึมา นับเป็น ล้านล้านบาท

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้สติว่า เราเดินตามใคร

หากเดินตามพระภูมี ลองกลับไปดูอินเดีย หามีศาสนวัตถุใดๆ ปลูกสร้างไว้แม้แต่สิ่งเดียว

นั่นหมายความว่า "วัตถุไม่ใช่แก่นสาร"

ถ้าวัตถุเป็นแก่นสารในการสร้างบุญ พระโคดมจะสละบัลลังก์ ทำไม สู้นำเงินในท้องพระคลังไปซื้อบุญ เพื่อไปนิพพานไม่ดีกว่าหรือ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนได้ชี้ให้เห็น ความเป็นธรรมของศาสนา พระภูมี จึงบัญญัติว่า "วัตถุเป็นทาน นิสัยเป็นบุญ"

อันหมายความว่า วัตถุไม่ใช่แก่นสาร จะทำสักฉันใดก็เป็นได้แค่ทาน ตักบาตรข้าวพระ ก็เป็นทาน ด้วยเพียงเพื่อให้หายหิวชั่วขณะหนึ่ง ถึงเวลาก็หิวอีก

ด้วยบัญญัตินี้เอง จึงก่อกำเนิดสิ่งที่ศาสนาอื่นไม่มี อันก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกคน นั่นคือ "บาตร"

อันความหมายของบาตรนั้น แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า คือ หนทางแห่งบุญที่พระภูมี เปิดให้สรรพสัตว์ทุกชนชั้นได้ทำเท่าเทียมกัน นั่นคือ การนำนิสัยแห่งตนที่ไม่ดี มาใส่เพื่อเป็นบุญเลี้ยงตัวเอง

เหตุนี้เอง แม้จักสร้างวัด สร้างโบสถ์ สักฉันใด ก็หาบุญทำให้หายโรคไม่ได้เลย เพราะมันไม่เป็นบุญนั่นเอง

หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ผู้ที่เชื่อและศรัทธาในพระภูมี เมื่อมีโรคภัย ก็สามารถปลุกเสกวัตถุได้ด้วยตนเอง โดยการถวายนิสัย

ท่านจึงกล่าวว่า หากบังเอิญสมุนไพรเราหมด ก็นำน้ำไปตั้งหน้าหิ้งพระ แล้วประกาศแก่ฟ้าดิน ว่า เราจะถวายนิสัย อาทิเช่น "ไม่โกรธ" ๒ ชั่วโมง แล้วไปทำนิสัยนั้น

เมื่อครบกำหนด ก็มาอธิษฐาน เฉกเช่นตอนหลังสวดมนต์ เพื่อนำสิ่งที่ทำได้ นั้นมาแก้ปัญหาของเรา

ไม่ต้องขอน้ำมนต์จากที่ไหน ขอจากธรรมคำสอนที่เราทำได้นั่นแหละ ยิ่งถ้านำไปใช้กับสมุนไพรด้วยแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มะเร็งมันจะเหลืออะไร

เพราะบัญญัติของฟ้าดิน สมุนไพรเหมือนตัวปืน ธรรมเหมือนกระสุน เมื่อสองสิ่งมาบรรจบกันจึงเกิดผลมหาศาล

หากมีแต่ตัวปืน ก็กลายเป็นมัมมี่ อันเป็นเหตุที่กล่าวว่า ทานสักเท่าไรจึงไม่เป็นผล

นี่แหละความเป็นธรรมที่พระภูมีให้ นั่นคือ ทุกคนมีฐานันดรเดียวกัน อยากได้มารับธรรม ไปปฏิบัติ โดยนำนิสัยเดิมมาใส่บาตรท่าน ผู้ทำได้ จึงจะได้สัมผัสบุญของตถาคต

เงินในท้องพระคลังมันจึงช่วยอะไรไม่ได้ ...ด้วยเหตุแห่งนิสัยนี้แล

เหตุที่ดูร้ายแรง ดั่งเช่น คนไข้ที่เป็นมะเร็งไทรอยด์ ผู้ที่เขียนจดหมายน้อยมา อันโดนผลทั้งมะเร็ง และคีโม จนร่างกายทรุดโทรม ผอมแห้ง เดินแทบไม่ไหว ที่สำคัญโดนแดดไม่ได้ ดุจดังนรกแตก

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอไปไหนมาไหนไม่ได้

หากมาวันนี้ นิสัยเธอเปลี่ยน พฤติกรรมเธอเปลี่ยน สภาพเธอจึงเปลี่ยน

ของสองสิ่ง "บุญกับทาน" คู่กันมา หากแต่บุญเท่านั้น ที่ใช้ในการแก้ปัญหาของกายตน บัญญัติบุญใช้นิสัย ทุกคนจึงมีสิทธิื์เท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับใครทำได้เท่านั้นเอง ไม่ใช่ใครมีเงินแล้วมีสิทธิ์มากกว่า

อ้ายที่บอกอยากได้บุญเยอะๆ ให้บริจาคแยะๆ นั้นหนะ ผลสุดท้ายก็ฟ้องออกมาให้เห็นว่า ไม่มีผู้ใดประสพผลเลย

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

พิธีกรรม

เมื่อคิดเป็นสัดส่วนกันแล้ว ระหว่างบุคคลสองกลุ่ม นั่นคือ คนไข้ทั่วไป กับกรรมการ กลุ่มใดมีสัดส่วนในการหายมากกว่ากัน

หลายคนก็รู้และเห็นเสมอว่า คนที่เป็นกรรมการ จะได้รับสมุนไพรมากกว่าคนไข้ทั่วไป นั่นคือ ทานได้อย่างเต็มที่

ดังนั้นจึงไม่แปลก หากจะคิดว่า สัดส่วนของกรรมการ จะต้องหายมากกว่าอย่างแน่นอน

แต่ในความเป็นจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นเพราะเหล่ากรรมการทั้งหลาย เป็นบุคคลที่ชอบความสบาย จึงมักหลบเลี่ยงไม่เข้าพิธีกรรม คือ ไม่อยากสวดมนต์ ไม่อยากฟังคำสอน

พฤติกรรมจึงกลายเป็น มาสาย เข้ากระโจม รับสมุนไพรก่อน แล้วกลับเร็ว

ความเป็นจริงก็ปรากฎ ว่า "ไม่ใช่สมุนไพรอย่างเดียว"

นั่นจึงเป็นเหตุให้สัดส่วนการหายของกรรมการต่ำกว่าคนไข้ทั่วไป

ดังนั้น ใครที่คิดว่า อยากเป็นกรรมการ จะได้สมุนไพรเยอะ กลับไว แล้วดี คิดผิดอย่างแน่นอน

ช่วงนี้เราจึงเห็นว่า ในอดีตห้องหลวงพ่อนิพนธ์จะว่าง จนต้องนำคนไข้ทั่วไปเข้าไปนั่ง

หากแต่ในวันนี้ ห้องกลับเต็มไปด้วยเหล่ากรรมการ จนแน่นขนัด

เพราะความเป็นจริง องค์ประกอบในการช่วยตน ก็ต้องมีสองสิ่ง คือ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ใครจะทำตนเป็นคนฉลาด ไม่เอาพิธีกรรม ทำตนรอเข้ากระโจม ทานสมุนไพรมะพร้าว รับสมุนไพร กลับบ้าน ก็ตามแต่ไม่ว่ากัน แต่คงยากที่จะประสพผลสำเร็จ

ก็เพราะสมุนไพรของพระภูมี ไม่ใช่มัมมี่ ที่ไม่มีชีวิต หากแต่เขามีวิญญาณ รับรู้ใจคนทำและคนทานได้นั่นเอง

กรรมการ เขาเป็นคนมีความคิด เมื่อรู้เหตุและผล เราท่านจึงเห็นเหล่ากรรมการมาเข้าพิธีกรรมกันอย่างเนืองแน่น เพราะเขาหวังผลนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักย้ำ และร้องขอเสมอว่า "ไม่ชอบ ไม่อยากทำ อย่ามาเลย" เสียเงิน เสียเวลาเปล่า

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

จดหมายน้อย

วันพฤหัสที่ผ่านมา มีจดหมายน้อยถึงหลวงพ่อนิพนธ์อีกฉบับ

เขียนมาจากคนไข้หญิง ที่เป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ ผู้ซึ่งใช้แนวทางวิทยาศาสตร์ จนเมื่อถึงทางตัน

เธอจึงพาร่างที่ทรุดโทรม ผอมแห้ง อันเนื่องจากผลข้างเคียงในการรักษามะเร็งหลายปีที่ผ่านมา เปลี่ยนมาลองใช้แนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เมื่อปีที่ผ่านมา

มาวันนี้ ครบรอบหนึ่งปี เธอก็ไม่รู้ว่าเธอหายหรือไม่ หากแต่รู้ว่า ปัจจุบันนี้ เธอไม่มีอาการปวดร้าว จากใต้คางถึงใบหูดังเช่นในอดีตอีกแล้ว คงหลงเหลือแต่อาการตึงเท่านั้น

หากแต่สิ่งที่เธอเป็นสุขอย่างยิ่ง นั่นคือ สิ่งที่อยากทำในอดีต แต่ทำไม่ได้ ก็ได้ทำ อยากไปไหนก็ไปได้

ผ่านมาหนึ่งปี พร้อมกับการย้อนหวนนึกถึงในช่วงแรกที่มา นั่นคือ การที่ต้องผวา และฝืนทนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในการทานสมุนไพรมะพร้าว ซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรคของเธออย่างยิ่ง

ในที่สุด เธอก็ถามตัวเองว่า ตื่นแต่เช้า ออกจากบ้านตั้งแต่ตี ๓ กลับถึงบ้านประมาณ ๒ ทุ่ม เพื่ออะไร

แล้วก็ตั้งสติ ทำใจให้ชอบ ระลึกถึงคุณของยามะพร้าว จนวันนี้ เรียกได้ว่า ทานได้อย่างสบาย

ผลอย่างหนึ่งที่เธอไม่เคยคิดเลยว่า เธอจะกลายเป็นเช่นนี้ นั่นคือ "การให้"

เธอเล่าว่า เธอถูกสอนเสมอว่า ของฟรีไม่มีในโลก ด้วยฝังใจในคำสอนนี้ เธอจึงไม่เคยที่จะให้อะไรใครเลย

แต่หนึ่งปีที่ผ่านมา เธอได้รับสิ่งที่ดีที่สุด นั่นคือชีวิตที่เป็นสุข กลับมา โดยไม่ต้องเสียเงินเลย

พร้อมกันนั้น สิ่งใหม่ที่เกิดกับเธอ จนเธอเองก็แปลกใจ นั่นคือ วันนี้ เธอรู้สึกเป็นสุขกับการให้ โดยไม่รู้ตัว

วันนี้ เธอกลายเป็นจิตอาสา ทำหน้าที่ขายน้ำ ทำอย่างมีความสุข

ผ่านไปหนึ่งปี ไม่เพียงโรคร้ายที่เปลี่ยนแปลง นิสัยของเธอก็เปลี่ยนไป

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า หลักของพระภูมี การรักษาโรคกลายเป็นเรื่องง่าย เมื่อเราเปลี่ยนนิสัยเดิม หันมาใช้นิสัยของพระภูมี

โรคร้ายที่หมอส่ายหน้า จึงมีปาฎิหารย์เกิดขึ้นได้ หากแต่ปาฎิหารย์นี้ใครก็ช่วยทำให้ไม่ได้ นอกจากตนของเราเอง

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ขั้นสุดท้าย

ความแตกต่างของคำว่าขั้นสุดท้าย ของหมอ กับหลวงพ่อนิพนธ์ นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หมอวินัจฉัย หมายถึงอาการที่ปรากฎมันหนักเกินกว่าหมอจะช่วยได้ จึงเรียกว่า ขั้นสุดท้าย

หลวงพ่อนิพนธ์ วินิจฉัย หมายถึง คนที่พรหมลิขิตมาถึงแล้ว นั่นจึงเป็นขั้นสุดท้าย

ดังนั้นหลักของสมุนไพร ตราบใดที่ยังไม่ครบพรหมลิขิต นั่นคือวันเวลา นั่นคือโอกาส

ดังนั้นโรคที่เรียกว่าโรคทรมาน คนกลุ่มนี้มักมีพรหมลิขิตอีกยาว เพราะโดยลักษณะต้องทรมานกับโรคอีกนาน อาทิเช่น อัมพฤกต์ อัมพาต คนกลุ่มนี้จึงไม่ค่อยน่าห่วง เพราะมีเวลาให้ฟื้นฟู ถึงไม่หายขาด อย่างน้อยก็กลับมาช่วยตนเองได้

คนที่ถึงพรหมลิขิต จึงไม่ขึ้นกับอายุ ว่ามากน้อย การทำให้จากไปโดยไม่ทรมานก็ถือว่าประสพผลแล้ว

สำหรับอาการหนักหรือไม่หนักของหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่ได้ดูตามอาการที่ปรากฎ หากแต่เป็นผลตอบรับของร่างกายที่มีต่อสมุนไพรต่างหากเป็นเครื่องชี้

ตัวอย่างที่เด่นชัด อาทิโรเบิร์ต ที่เป็นมะเร็ง หมอบอกอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน ผ่าตัดหลายครั้งจนหมอบอกว่า ไม่สามารถผ่าได้อีกแล้ว และยาแก้ปวดใดๆ ก็ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องพึ่งมอร์ฟีนน้ำเพียงอย่างเดียว ในการระงับอาการปวด

แต่ผลตอบรับของร่างกายเขาที่มีต่อสมุนไพรนั้นดีมาก ทำให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูได้ในระยะเวลาอันสั้น

หากแต่บางคน อาการที่ปรากฎก็ยังไม่ร้ายแรง แต่ร่างกายไม่รับสมุนไพรเลย นี่แหละน่าห่วง อาทิเช่น คนไข้หญิงท่านหนึ่ง ที่เป็นมะเร็งตับ ระยะแรกๆ มุ่งหวังที่จะทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ไม่ทำกิจกรรมใดๆ เลย แม้เธอจะทานสมุนไพรได้ง่าย และมาก เพราะมีญาติเป็นกรรมการ แต่ร่างกายเธอก็ไม่ตอบรับสมุนไพร ในไม่นาน ก็เริ่มอาการท้องโต และเสียไปด้วยวัยไม่ถึง ๕๐ นั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผลสำเร็จขึ้นอยู่กับตัวผู้ทาน ว่ามีพฤติกรรม และความเชื่ออย่างไร เป็นตัวแปรที่สำคัญ อาการที่ปรากฎหนักเบาไม่ใช่ปัจจัยหลัก

เราจึงมักได้ยินว่า มีผู้ป่วยที่นอนห้อง ไอซียู รอวัน หลายต่อหลายราย ที่เมื่อญาตินำยาเขียวไปลองให้ทาน ก็กลับฟื้นลุกออกจากห้องไอซียูมาได้ จนหมองง อย่างมากมาย

ส่วนความเห็นเรา อาการหนัก ก็คือคนไข้ประเภทที่หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า "ผู้ดีตีนแดง" นั่นเอง ไม่ยอมทน ไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเลย อันนี้แหละ อาการหนักจริง เพราะสมุนไพรเขามีวิญญาณรับรู้ได้

ตราบใดยังไม่ถึงวันของพรหมลิขิต ทุกคนจึงยังมีโอกาสทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนได้ทุกตัวคน

มีครรภ์ - อันตรายจากการทานสมุนไพร?


การมีครรภ์ ไม่เป็นอุปสรรคในการทานสมุนไพร แต่ประการใดเลย เพราะในอดีตสมัยถ้ำกระบอก ก็มีคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานขึ้นสมอง และตั้งครรภ์ มารักษาเช่นกัน

คนไข้ท่านนั้นและบุตร ก็รอดปลอดภัยทั้งคู่

หากแต่สิ่งที่ต้องพึงระวัง นั่นคือ หากอายุุครรภ์ยังไม่ครบ ๔ เดือน ควรหลีกเลี่ยงการทานสมุนไพรมะพร้าวไว้ก่อน

เมื่อผ่านพ้น ๔ เดือน ให้พยายามทานสมุนไพรมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง

ผลที่ได้ เด็กจะแข็งแรง และไม่จำเป็นต้องอยู่ไฟหลังคลอดบุตร มดลูกก็เข้าอู่

เพราะการทานสมุนไพรมะพร้าว ยิ่งกว่าอยู่ไฟอยู่แล้ว เพราะไฟมันอยู่ข้างในร่างกาย

สิ่งที่คนตั้งครรภ์จะพบเสมอ เมื่อทานสมุนไพรมะพร้าว ในขณะตั้งครรภ์ นั่นคือ การถูกเด็กถีบ เนื่องด้วยสมุนไพรมะพร้าว จะทำให้เกิดความร้อนในตัว เด็กจะรับรู้ได้ และมักออกอาการเช่นนี้

อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่า แต่เดิมชื่อของสมุนไพรมะพร้าว แม่ชีเมี้ยนทรงเรียกว่า "ยากล่อมกุมาร" ดังนั้น สบายใจได้ ยิ่งทาน ทารกยิ่งแข็งแรง

สมุนไพรอื่นๆ ทานได้ทุกตัวอยู่แล้ว

โละ - สมุนไพรกับโรคภัยไข้เจ็บ


ลักษณะทางธรรมชาติที่พบเห็นของร่างกาย ในการรักษาตน นั่นคือการพยายามผลักดันเชื้อร้าย หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย

ความสามารถนี้เองที่ใช้ในการปกป้องตน และรักษาตนจากโรค ที่มีมาตามธรรมชาติในทุกตัวคนอยู่แล้ว

หากแต่ความสามารถนี้จะบกพร่อง หรือถูกทำลาย ก็เป็นเพราะอวัยวะของเราถูกทำลายลงนั่นเอง

นั่นจึงเป็นหน้าที่ของสมุนไพร ในการฟื้นฟูอวัยวะ ๓๒ ของเราท่าน

สมุนไพรนอกจากฟื้นฟูอวัยวะ ก็กระตุ้นภูมิต้านทาน และช่วยในการผลักดันเชื้อร้ายออกจากร่างกาย

ดังนั้น เมื่อทานสมุนไพร จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ที่จะมีอาการอันเนื่องจากการพยายามที่จะฟื้นตัวของอวัยวะ รวมทั้งการพยายามที่จะผลักดันเชื้อโรคร้าย และของเสียออกจากร่างกาย

บางท่านไม่อยากเข้ากระโจม อบตัว จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม นั่นทำให้ร่างกายไม่สามารถขับของเสียออกทางรูขุมขน ที่ถูกปิดตายด้วยสารเคมีได้

อาการที่หมอแก้ไม่หาย อันเนื่องจากสารเคมีหรือของเสียไม่สามารถถูกขับออกมา ทำให้ไหลย้อนกลับสู่ร่างกาย จนเป็นพิษ ก่อให้เกิด อาการ เช่น ไมเกรน ก็สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ โดยการเข้ากระโจม

ความไม่ชอบ ทำให้การแก้ไขปัญหา ลำบากขึ้น

บางท่าน อาจมีอาการไอกระแทก บางท่านอาจจะมีอาการถ่ายท้องบ่อย หรือปัสสาวะบ่อย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นช่องทางที่ร่างกายใช้ในการผลักดันเชื้อโรค และของเสียออกจากร่างกายทั้งสิ้น

หากแต่สิ่งที่อาการเหล่านี้ปรากฎ และแตกต่างจากอาการของโรคอย่างเด่นชัดนั่นคือ สภาพของร่างกายจะถูกฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อทานอาหาร และอาการนี้จะเกิดเป็นพักๆ ไม่ต่อเนื่อง ดั่งเช่นผลที่เกิดจากโรค

เรียกได้ว่าหมอใหญ่ คือตัวเราท่านเอง รู้ว่า ตอนไหนควรทำตอนไหนควรหยุด

ประเด็นสำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์มักจะเน้นอยู่เสมอ นั่นคือ ทานสมุนไพรครบ แล้วยังต้องทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ ตามที่ร่างกายต้องการด้วย

หากมิฉะนั้นแล้ว เมื่อร่างกายเสียพลังกาย และพลังงานที่สะสมในตัวไป อย่างเดียว ไม่มีสิ่งชดเชย ผลสุดท้าย ไม่ได้ตายด้วยโรค ก็ต้องแห้งตายแล้ว

คาถาที่วิทยากรมักจะให้ คือ กินให้หนักกว่าปกติ อันไหนหมอห้ามกินก่อนเลย

เพราะ "คนกินได้ ไม่ตาย แต่ไม่กิน ตายแน่"

ชนกลุ่มน้อย


ลักษณะที่เด่นชัดอันเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็นนั่นคือ การเป็นชนกลุ่มน้อย อันเนื่องมาจากการทำตามพระภูมี ต้องฝืนนิสัยเดิมอย่างมากนั่นเอง

ปัญหาที่อาจพึงเกิดขึ้นได้ และมักจะสร้างความหนักอกหนักใจให้แก่คนไข้ จนบางครั้งก็กลายเป็นจุดเปลี่ยน

นั่นคือ ความเชื่อของคนในครอบครัวที่แตกต่างกันนั่นเอง รวมไปถึงสถานะทางสังคมที่คนในครอบครัวดำรงอยู่

คนไข้หลายท่าน ที่เมื่อประสพผลในแนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เห็นซึ่งปาฎิหารย์ที่ตัวเองประสพผล ก็อยากให้คนที่รัก คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ได้รับบ้าง

หากแต่ความเข้าใจประการหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติ นั่นคือ เรื่องของวิญญาณ เป็นเรื่องของตัวตนเราท่านเพียงคนเดียว ไม่ผูกติดกับสิ่งใดเลย

นั่นหมายถึง สิ่งที่เราชอบรักและศรัทธา คนที่เรารัก ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องเหมือนเรา

เราจึงได้พบเห็นคนไข้ ที่ตัวเองเป็นหมอ ลูกก็เป็นหมอ หากแต่ปัญหาของตัวเองคือมะเร็ง มาถึงระยะสุดท้าย เรียกได้ว่า รอนับวัน การปรึกษาระหว่าง แม่ลูก ก็เห็นตรงกันว่า ลองใช้แนวทางของแม่ชีเมี้ยนดู

วันนี้ของหมอ นับจากวันที่บทสรุปว่าหมดหนทาง รอนับวัน ผ่านมาสองปี หมอยังอยู่ อาการปวดไม่มี สุขภาพแข็งแรงขึ้น จนอยากให้ลูกสาวที่เป็นหมอเช่นกันได้สัมผัสบ้าง

หากแต่สถานะของหมอลูกสาว ไม่เอื้ออำนวย แม้นจะเห็นผล และสนับสนุนให้แม่เดินทางนี้ ตัวเองก็ไม่สามารถเดินตามได้ เพราะถูกจำกัดด้วยอาชีพที่ทำอยู่

หมอผู้แม่ก็ต้องทำใจ สิ่งที่ทำได้ก็คือ ความคิดที่ว่า ลูกยังมีเวลา โรคที่เป็นยังเป็นแค่จุดเริ่ม ที่สำคัญ ก็ต้องหาจุดลงตัวทั้ง อาชีพและสุขภาพ ให้เจอเสียก่อน

หรือที่ร้ายกว่า อาทิเช่น เจ้าหน้าที่บางท่านเล่าให้ฟัง นั่นคือ ตัวเขาเองรอดจากโรคร้ายคือมะเร็ง ที่หมอวินิจฉัยว่า อย่างมากก็ไม่เกิน ๓ เดือน นี่ก็ผ่านมาเกือบ ๖ ปีแล้ว หากแต่ภรรยา กลับไม่ชอบแนวทางนี้เลย แม้จะได้สัมผัส ได้เห็นตัวเขาเองก็ตาม

ชนกลุ่มน้อย ที่เชื่อพระภูมี ต้องทำใจ และเข้าใจว่า สิ่งนี้เรียกได้ว่า "ชีวิตใคร ชีวิตมัน" เลือกกันเอาเอง โดยอาศัยสติที่พระภูมีทรงทิ้งไว้ให้คือ "รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดคน"

อย่านำชีวิตตนไปผูกติดกับใคร หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า เมื่อผูกติดแล้ว หากคนที่เป็นผู้นำ นำไปถูกก็ดีไป หากนำไปผิด ก็เสียไปทั้งครอบครัว

คนที่มาใช้แนวทางนี้ จึงอาจมีภาระหรือเหตุที่ต้องเผชิญ อีกอย่างหนึ่ง ที่ไม่เหนื่อยกายแต่เหนื่อยใจ นั่นคือ ต้องต่อสู้กับความคิดที่ต่างกันของคนในครอบครัว

ประโยคอมตะที่มักได้ยินบ่อยๆ ก็คือ "มันบ้าไปแล้ว" แล้วตามมาด้วยเหตุผล นานา เช่น เดี๋ยวนี้เขาไปดาวอังคารแล้ว หมอสมัยนี้เขาเก่ง เครื่องมือก็ทันสมัย ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า คนที่มาใช้เส้นทางนี้ จึงเรียกได้ว่าคนบ้า หากแต่สิ่งที่มาทำ มันมีต้นแบบมาจากพระภูมี

เมื่อผลสุดท้ายของแต่ละคนมาถึง คนที่มีสุข ก็คือคนที่บ้าตามพระภูมี นั่นเอง จนเกิดวลี ที่ว่า "หัวเราะทีหลัง ดังกว่า"

หากแต่ในปัจจุบัน เราท่านชนกลุ่มน้อย ก็ต้องเจียมตน ก้มหน้าก้มตาทำ รอผล และอดทนกับคำเสียดสีนั้นก่อน ก็กว่าจะถึงประตูสวรรค์ มันต้องผ่านนรกก่อน นี่นา


วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คำเตือน

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เมื่อเราประกาศตนว่า จะนำธรรมของพระภูมีมาลิขิต นั่นหมายถึงเหตุที่จะพึงมากระทบให้เลิกเสีย

หากแต่หลักของพระภูมีนั้นไซร้ มีฟ้าดิน เป็นพี่เลี้ยง ดังนั้น การกระทำของเราท่านที่ยึดธรรมเป็นแนวปฏิบัติ เมื่อมีข้อผิดพลาดหรือขาดสติ จึงมักได้รับคำเตือนจากฟ้าดินก่อน

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ยกอุธาหรณ์ของตัวท่านในเรื่องนี้ไว้สองกรณี

กรณีแรก คือ เมื่อครั้งเป็นพระถ้ำกระบอก แล้วทำกิจธุดงค์อยู่นั้น วันหนึ่งบิณฑบาตรได้น้อย แต่ต้องเดินถึง ๓๐ กิโลเมตร ครั้นวันรุ่งขึ้น เมื่อออกบิณฑบาตร เดินผ่านบ้านคน ด้วยความที่อยากรับบาตร หากแต่ชาวบ้านไม่ทราบว่ามีพระมา จึงเตรียมอาหารไม่ทัน

วินัยของพระภูมี กำหนดให้ยืนสักพักไม่เกินห้านาที หากไม่ได้ให้เดินต่อ ความอยากทานอาหารชดเชยวันก่อน จึงยืนสักพัก เมื่อยังไม่ได้ก็เดินต่อ

ชาวบ้านตามมายังที่ปักกลด หากแต่ได้เวลาฉันแล้ว ข้าวในบาตรก็มีน้อย หากแต่วินัยเวลาฉันห้ามพูด

ท่านจึงขยิบตาให้โยม เพื่อตักอาหารใส่บาตร โยมบังเอิญเข้าใจ จึงตักข้าวใส่บาตร และอาหารที่ทำมาก็คือ ปลาร้า และแกงเขียวหวาน

เพราะวินัย ฉันรวมในบาตร โยมจึงเทแกงเขียวหวานลงในบาตร ตามด้วยปลาร้า

ท้ายที่สุด ก็เป็นของหวาน คือสาคูเปียก โยมก็ใส่ลงบาตรด้วย

ตกลงวันนั้น เจตนาที่อยากทานอาหารชดเชย กลายเป็นฉันอาหารไม่ได้เลย

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ท่านยกมา เกิดในกิจธุดงค์เช่นกัน นั่นคือ เมื่อได้เวลาเย็น ท่านก็ทำการหยุดเพื่อปักกลด

ชาวบ้านเห็นพระ จึงนำน้ำตาลสดมาถวาย หากแต่วินัยของพระภูมีที่พระถ้ำกระบอกปฏิบัติ คือ ไม่ฉัน น้ำชา กาแฟ นอกเวลาฉัน

หากแต่ความอยากทานน้ำตาลสด เมื่อโยมกล่าวว่า ถ้างั้นจะทิ้งน้ำตาลสดทั้งหมดไว้ที่นี้ เพราะเช้าก็ต้องมาถวายอาหารอยู่แล้ว

ความอยากของตนจึงยอมให้วางไว้

ครั้นตกกลางคืน ปรากฎว่ามีหมากลุ่มหนึ่ง วิ่งเล่นไล่กัดกัน จนมาชนกระบอกน้ำตาลสดทั้งหมดหกรดใส่กลด

คืนนั้น จึงนอนไม่ได้เลย เพราะมดแห่กันเข้ามาทานน้ำตาลสดที่หกรดกลดนั่นเอง

การยืนรออาหาร เพราะอยาก จนหมาไล่กัด ทั้งๆ ที่หมาตัวนั้น ชาวบ้านบอก ธรรมดาไม่เคยกัดใครเลย แลการที่มดขึ้นกลด จนนอนไม่ได้ ท่านกล่าวว่า นั่นคือ คำเตือนของฟ้า

เมื่อจะเอาผล ย่อมต้องมีเหตุ ไม่ใช่ กล่าวว่า "จะไม่โกรธ" แล้วไปนั่งนอนอยู่ในห้องคนเดียว หลบเหตุ หาได้ไม่

เหตุ จึงเป็นเสมือนคำเตือน ให้มีสติ และทดสอบว่าเราทำได้แล้วหรือไม่

ก็บทสุดท้ายของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา คือ คนดี

การมาสถานที่นี้ คือบททดสอบ ท่านจึงต้องพบเหตุมากมาย เพื่อให้ทำใจ ขันติ อดทน บนฐานความเมตตา

ไม่ว่า ด่านรสของสมุนไพร ด่านวาจาของเจ้าหน้าที่ ด่านความร้อนของอากาศ ด่านสวดมนต์ เป็นต้น

นี่แหละเหตุ ที่ต้องผจญ หากผ่านได้ และเกิดผล ย่อมการันตีได้ว่้า ท่านเป็นคนดี ไม่ใช่ดีแต่ปาก

เพราะผลถูก ย่อมมาจากการทำถูก เมื่อผลถูกปรากฎ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันที่แน่ชัด และผลผิดก็เฉกเช่นกัน ย่อมเป็นเครื่องยืนยัน ในการกระทำว่า เราทำผิด แม้คนทั้งโลกจะเถียงว่าทำถูกก็ตาม

ท่านจึงให้สติว่า พระโคดมเดินออกจากวัง คนทั้งเมืองบอกท่านบ้า

แต่ผลที่ออกมา ท่านสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า

อันเป็นที่มาของคำว่า ให้เอาเหตุเอาผล อย่าเชื่อ ....

พระโคดมถูกเด็กเลี้ยงควาย เอาหินขว้างศรีษะ เกิดอารมณ์โกรธชั่ววูบ เมื่อคิดได้จึงเดินย้อนไปขอบคุณเด็กเลี้ยงความ ที่ทำให้ท่านรู้ว่า ท่านยังมีความโกรธอยู่

เมื่อผ่านเหตุแล้ว คิดได้ ควรที่จะขอบคุณเจ้าของเหตุนั้น และสลายโกรธด้วยเมตตาเขาและเรา ตามพระภูมีไม่ดีกว่าหรือ

หรือจะต่อกรรม จากเหตุนั้นเล่า แล้วก็บอกกับคนอื่นว่า เราเชื่อและศรัทธาพระภูมี ....

เหตุจึงเป็นเครื่องเตือนว่าสติเรายังไม่โต หรือไวพอที่จะดับเหตุไม่ก่อกรรมต่ออีก พูดง่ายๆ เรายังมีกิเลสนั่นเอง

อาการ ๓๒

สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมา ทำไมใช้ได้กับทุกโรค ก็ด้วยปฐมเหตุแห่งทุกตัวคนมีอาการ ๓๒ เหมือนกันนั่นเอง

พหูสูตรของพระภูมี จึงเป็นสมุนไพรเพื่อฟื้นฟู อาการ ๓๒ ดังกล่าว ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่โรค

เพราะธรรมชาติของร่างกายที่ปกติ ย่อมสามารถต่อสู้กับส่วนเกิน หรือสิ่งแปลกปลอม คือ เชื้อโรคที่เข้ามาสู่ร่างกายได้เองอยู่แล้ว

หากแต่สิ่งหนึ่งที่บางท่านอาจไม่รู้ นั่นคือ สมุนไพรที่เราท่านทานโดยปกตินั้น เป็นสมุนไพรในกลุ่มฟื้นฟูอวัยวะ ๓๒

ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีสมุนไพรอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้เพื่อบรรเทา หรือแก้ไขอาการที่พึงเกิด อาทิเช่น สมุนไพรบอระเพ็ด แก้อาการปวด สมุนไพรไข่ ใช้ทาฟื้นฟูผิวหนังที่ถูกไหม้ หรือ ใช้ปลูกผม สมุนไพรที่ช่วยในการแก้ปัญหาท้องผูก หรือที่คนทั่วไปมักเรียก ยาระบาย เป็นต้น

สมุนไพรกลุ่มที่ใช้แก้ไขอาการที่ปรากฎนี้นั้น เรียกได้ว่า แม่ชีเมี้ยนท่านให้มาครบทุกอาการที่จะพึงเกิดแก่คนไข้

หากแต่สมุนไพรกลุ่มนี้ เป็นสมุนไพรที่ใช้เฉพาะตน จึงต้องบอกกล่าวและร้องขอกันเอาเองส่วนตน โดยการเข้าพบคุณดานั่นเอง

สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ด้วยความที่ยังไม่พร้อม ทำให้สมุนไพรอีกมากมาย ที่หลวงพ่อนิพนธ์ยังไม่มีเวลาที่จะจัดทำ เพื่อแจกจ่ายให้แพร่หลาย โดยเฉพาะสมุนไพรในส่วนของการแก้ไขอาการดังกล่าว

เพื่อนสมาชิกท่านใดที่มีปัญหาในอาการ และคิดว่าที่นี่ไม่มีสมุนไพรเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ ทำให้เกิดความคิดที่จะใช้ยาเคมีช่วยในกรณีดังกล่าว อาทิเช่น เมื่อเกิดอาการที่คนไข้ไม่ถ่ายหลายวัน ก็หวั่นวิตก และใช้ยาระบายของหมอช่วยเลย

ความแตกต่าง ในส่วนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การถ่ายของสมุนไพร ร่างกายจะหายเพลียเมื่อทานข้าว หากแต่การถ่ายของการใช้เคมี ร่างกายจะเสียกำลัง ฟื้นฟูได้ยาก

ดังนั้นหากเกิดปัญหาด้านอาการ ระหว่างการฟื้นฟูอวัยวะ ๓๒ แล้วนั้น ควรที่จะสอบถามจาก แผนกประชาสัมพันธ์ เพื่อความเข้าใจในการแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี หรือ เข้าปรึกษาคุณดาในตอนเช้า จะเหมาะสมและดีกว่า หันกลับไปใช้ยาเคมี

สมุนไพรหลายตัวที่เราเห็นคนในอดีตใช้ หากแต่ปัจจุบันน้อยคนจะรู้จัก เช่นสมุนไพรแก้กลาก เกลื้อน สมุนไพรไข่ที่ใช้ทารักษาผิวหนัง แม้แต่คนที่ถูกลวกทั้งตัว ทาแล้วยังกลับมาผิวเนียนดังเดิมก็เคยเห็นมาแล้วเช่นกัน

จึงอยากให้ขอคำปรึกษา อย่าคิดเอง เออเอง หรือ อาจจะขอคำปรึกษาจากผู้ที่เคยผ่านอาการเช่นเรามาแล้วก็ได้ แม่ชีเมี้ยนมีดีมากมายที่เรายังไม่รู้อีกเยอะ ...

ที่เห็นในปัจจุบัน หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า เป็นเสี้ยวของท่านที่แบ่งมาให้เท่านั้นเอง

ของมีเจ้าของ

คำถามหนึ่ง ที่เณรนิพนธ์ถามแม่ชีเมี้ยน เมื่อครั้งเรียนสมุนไพร นั่นคือ

"หากมีคนมารู้สูตร แล้วนำไปทำ จะทำอย่างไร"

แม่ชีเมี้ยน ตรัสตอบว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขามีวิญญาณ และที่สำคัญ เขามีเจ้าของ

เมื่อฉันให้ท่านจรูญ ท่านจำรูญเป็นเจ้าของ จึงมีสิทธิ์ทำ และเมื่อทำแล้วสมุนไพรจึงมีอำนาจ

เมื่อท่านจำรูญผิดคำมั่นสัญญา ฉันก็ต้องเลิกสัญญานั้นเสีย เพื่อถอนอำนาจจากท่านจำรูญกลับมา

การเลิกสัญญา นั่นก็หมายถึงชีวิตฉัน จบลมหายใจ ก็คือสิ้นสุดสัญญา ท่านจึงต้องลาสังขารทั้งที่อายุยังไม่ครบตน เพื่อสิ้นสุดสัญญากับท่านจำรูญนั่นเอง

และเมื่อถอนมาแล้ว และให้สิทธิ์แก่หลวงพ่อนิพนธ์ไปทำ ก็ไม่ต้องกลัวว่า คนรู้แล้วเขาจะนำไปทำ เพราะเมื่อไม่มีอำนาจ ในการเป็นเจ้าของ สมุนไพรที่ทำก็อุปมาเหมือนมัมมี่ มีแต่ซากไม่มีวิญญาณ ทำอะไรไม่ได้

บทพิสูจน์นี้ ได้ถูกพระ ๗ สำนัก ที่ล้วนแล้วแต่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อนิพนธ์เมื่อครั้งถ้ำกระบอก แล้วแตกตัว ออกจากถ้ำไปตั้งสำนักของตนเอง และทำสมุนไพรเอง

มาวันนี้ ไม่ว่าแม่บทเอง คือ ท่านจำรูญ เสียด้วยเบาหวาน ท่านเจริญ เสียด้วยมะเร็ง และพระทั้ง ๗ สำนัก ล้วนเป็นโรคตาย ทั้งหมดทั้งสิ้น องค์สุดท้าย ที่พึ่งจบตำนาน ก็เสียด้วยโรคมะเร็ง

พระเหล่านี้ ล้วนมีตำราของแม่ชีเมี้ยนอยู่ในมือ ทั้งสิ้น หากแต่ตำรานั้นช่วยตนไม่ได้เลย

มาวันนี้ ถ้ำกระบอก อันเป็นแหล่งต้นกำเนินของสรรพวิชา กำลังประสพปัญหา นั่นคือ พระเป็นโรค และไม่สามารถแก้ไขได้ แม้นจะมีตำราของแม่ชีเมี้ยนเก็บไว้เต็มตู้ก็ตาม

วันหนึ่งเจ้าอาวาส ก็นิมิตเห็นแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ก็ของเขามีเจ้าของ แลตอนนี้ใครเป็นเจ้าของเล่า

เจ้าอาวาส จึงติดต่อเพื่อขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อให้อนุญาตให้พระทำ ยาเขียว และยามะพร้าว ใช้ในการฟื้นฟูสุขภาพของพระถ้ำกระบอกได้

แม้นแนวทางในการรักษาฝู้ป่วยยาเสพติด ก็หันกลับมาใช้การรักษาฟรี เฉกเช่นในอดีต

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติว่า ท่านที่มาแล้ว และไม่ชอบในกิจกรรมที่ทำ หรือสิ่งใดก็ตาม หวังแต่เพียงสมุนไพรเท่านั้น ก็คงยากที่จะประสพผลในการทานสมุนไพรเป็นแน่แท้

อย่ามาให้เสียเวลาเลย หันกลับไปในสิ่งที่ชอบดีกว่า

สมุนไพรเขามีวิญญาณ รู้คนทำ รู้คนทาน

ดูตำนานของพระ ๗ สำนัก นั่นเถิด แม้นจะมีตำรา ก็ยังช่วยตนไม่ได้เลย เพราะใจเขาไม่ซื่อต่อพระภูมีเสียแล้วนั่นเอง

ผ้าเหลืองที่คลุมกาย จึงไม่ช่วยอะไรเลย นอกจากหลอกญาติโยมไว้หากิน หากแต่ความจริงแล้ว เขาไม่ได้เดินในร่องของพระภูมีแล้ว ผลผิดที่เกิด แม้แต่สมุนไพรก็ช่วยเขาไม่ได้

ตราบใดที่ยังรับสมุนไพรฟรี ก็ทานไปเถิด หากผิดคำสัญญา เก็บเงินเมื่อไหร่ ท่านบอก ตัวใครตัวมัน ฉิบหายแน่



คบบัณฑิต

คำโบราณ ที่สอนกันมาว่าจะหาผล ย่อมต้องคบบัณฑิต

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า แล้วใครหล่ะคือบัณฑิต

พุทธศาสนา จึงกล่าวว่า บัณฑิต คือ ผู้ที่รู้ธรรมของพระพุทธเจ้า และเดินรอยตาม ปฏิบัติตามธรรมคำสอนนั้น นั่นเอง

ผลที่ได้ จึงไม่ได้หมายถึงความร่ำรวย อยู่ดีมีสุข มียศถาบรรดาศักดิ์

หากแต่ผลของการคบบัณฑิต อันเป็นผลของสมบัติของวิญญาณ อันทำให้วิญญาณเป็นสุข

และสุขพื้นฐานที่แต่ละคนสามารถแสวงหาได้ นั่นคือ ความไม่มีโรค ที่พระภูมีตรัสว่า "เป็นลาภอันประเสริฐ"

ลาภอันนี้ ถือเป็นสมบัติเพียงหนึ่งเดียว ที่สามารถติดวิญญาณของเราท่านไปทุกภพทุกชาติ

บทสรุปของความเจริญ จึงไม่ได้วัดกันที่ วัตถุ

ประเทศใดมีความศิวิไลซ์ จึงวัดกันที่ว่า คนในชาติของประเทศนั้นๆ มีคนที่มีวิญญาณ หรือ จิตใจสูง มากน้อยเท่าไรต่างหาก

คนอินเดียในสมัยพุทธกาล จึงทำให้ประเทศอินเดียเป็นแดนศิวิไลซ์ แม้จะไม่วัตถุ สิ่งก่อสร้างใดๆเลยก็ตาม

เมืองของคนศิวิไลซ์ จึงเป็นเมืองของบัณฑิต ที่มุ่งหมาย สร้างสุขให้ผู้อื่น เพื่อให้สุขนั้นย้อนมาหาตน

ภาพที่เห็นของบัณฑิต จึงแจ่มชัด ว่า

บัณฑิตที่ขายของในตลาด คงไม่กล้าเอาผักที่ตนขายไปแช่ฟอร์มาลีนให้คนกิน จนทำให้กัดกระเพาะคนกินจนทะลุเป็นแน่

บัณฑิต ที่ตั้งราคาของ คงไม่กล้าขายเกินกว่าความพอดี เพราะส่วนเกินของราคานั้น ย่อมก่อทุกข์ให้คนซื้อไม่มากก็น้อย เพราะส่วนที่เกินควรนั้น คนซื้อสามารถไปซื้อของอื่นมาได้อีก

เมื่อไม่มีธรรม ก็หาใช่บัณฑิต ย่อมจะหาผลจากการทำตามนั้นไม่ได้เลย

สติที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมาให้นี้ ทำให้ใครก็ตาม ที่จะทำตาม หมอดู หมอเดา เข้าทรง องค์เจ้า รวมถึงใครก็ตามที่อ้างเอ่ย ว่าช่วยเราท่านได้ ขออะไรได้หมด คนเหล่านั้น เข้าข่ายเป็นบัณฑิตหรือไม่ ด้วยเอาเหตุที่ว่าเขามีธรรม และประพฤติธรรม หรือไม่ อันจะเป็นแว่นที่ส่องให้เห็นว่า ผลของการทำตามคนเหล่านั้น จะเป็นเช่นไร

นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้เราไม่ประสพผล เพราะเราไปเชื่อคนพาลนั่นเอง ไม่ว่าเราจะหลอกตัวเองสักฉันใด ผลที่ปรากฎก็เป็นเครื่องยืนยัน

ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงมั่นใจว่า ยาเคมี ไม่มีทางพาไปหาผล ก็เพราะคนทำมันไม่ใช่บัณฑิตนั่นเอง

ทำไมมูลนิธิไม่มีเบอร์โทร

คำถามที่ถูกถามบ่อย "ขอเบอร์โทรมูลนิธิไทยกรุณาหน่อยค่ะ" "เบอร์โทรอะไร" "ทำไมมูลนิธิไม่มีเบอร์โทร" ขอถือโอกาสตอบตรงนี้ละกันนะ

เนื่องจากบริเวณที่ตั้งของมูลนิธิ อยู่นอกเขตเทศบาล ที่ยังไม่มีสายโทรศัพท์เข้าถึง

ปัจจุบัน ใช้โทรศัพท์ไร้สายขององค์การอยู่ แต่เบอร์ดังกล่าวใช้อยู่ในสำนักงานของชมรมคนรักสุขภาพ

ในวันปกติ จะไม่มีคนเข้าไปทำงานประจำ และในวันที่ชมรมเปิดทำการ ก็มีคนอยู่เฉพาะบางช่วง เพราะเจ้าหน้าที่ที่มาช่วย เป็นจิตอาสา และแต่ละท่านทำงานหลายหน้าที่ ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำคอยรับโทรศัพท์

ดังนั้น การติดต่อด้วยโทรศัพท์ดังกล่าว จึงยังไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อนัก

ชมรมจึงแก้ปัญหาโดย ในวันทำการ พฤหัส และ อาทิตย์ จะมีแผนกประชาสัมพันธ์เปิดให้สอบถามรายละเอียดทุกประเด็น เวลาประมาณ ๘ โมงเช้า ถึง ๔ โมงเย็น

สำหรับวันอื่น คุณปรียานุช ปานประดับ ได้จัดเจ้าหน้าที่ไว้ตอบข้อซักถาม ที่ บริษัทเป่าจินจง

ดังนั้น การสอบถามข้อมูลจาก เป่า จิน จง จะมีคนคอยตอบให้ตลอดเวลาทำการ ซึ่งสะดวกกว่า ชมรมคนรักสุขภาพ

หากมีข้อสงสัยในอาการ หรือสมุนไพร ท่านวิทยากร คุณณัฐนนท์ เลิศสัตยพร ก็ได้กรุณาเปิด facebook ให้เข้าไปสอบถามได้

สรุปได้ว่า ชมรมคนรักสุขภาพ ยังไม่มีความพร้อมในการจัดจ้างเจ้าหน้าที่มาประจำ เพราะตอนนี้ต้องแบกภาระในการพึ่งตนเอง ซึ่งยังไม่เข้าที่ดีนัก จึงจำเป็นต้องอาศัยจิตอาสามาช่วย เพื่อให้กิจกรรมเดินหน้าไปได้ในขณะนี้ ทำให้ส่วนนี้จึงยังไม่สมบูรณ์ เพราะยังมีคนไม่พอมาทำหน้าที่ประจำได้นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ประกาศตน

ในอดีต เราปล่อยตัวไปตาม "กรรมลิขิต" ก็ไม่เคยมีอะไรที่เรียกได้ว่า ฝืนความรู้สึกเลย เพราะเป็นไปตามนิสัยความชอบของเราท่านทั้งหมด ทั้งมวล

อยู่มาวันหนึ่ง ได้รับความรู้ของพระภูมี ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ จึงได้รู้ว่า สิ่งที่เราทำในอดีต เดินตามกรรมลิขิต ทำให้เราท่านในวันนี้ ทุกข์มันเกาะกินตนแล้ว

เมื่อเราท่านพิจาารณา เหตุและผล แล้วเชื่อในคำสอนของพระภูมี ก็ตัดสินใจ ประกาศตนว่า จะไม่เดินตามกรรมลิขิต จะขอใช้ "ธรรมลิขิต"

แค่นั้นแหละ ชีวิตเปลี่ยน เพราะสิ่งที่จะต้องทำ ต้องเดิน หลังจากวันนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่เคย นั่นคือ ต้องฝืนนิสัยเดิม ก็พอทน แต่สิ่งที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ ต้องเผชิญเหตุให้ได้ผล

ไหนจะเหตุจากความคิด ที่ตีกันเอง จากเสียงมากมายที่เข้ามา หลวงพ่อนิพนธ์ยกมาให้ฟัง อาทิเช่น เสียงหมอ ที่มีน้ำหนัก และความเชื่อดั่งเดิม อันมหาศาล เสียงของคนรอบข้าง ของสังคม นั่นก็ว่าใหญ่แล้ว แต่ที่ใหญ่กว่าใหญ่อีก นั่นคือ เหตุที่จะมากระทบกระทั่ง โดยอาศัยอะไรก็ได้เป็นเหตุ ให้เกิดเห็นผิด เบื่อหน่าย แล้วทิ้งความคิดที่จะใช้ "ธรรมลิขิต" นั้นเสีย

เราท่าน จึงต้องพบเหตุ จากเจ้าหน้าที่ จากรสชาดของสมุนไพร จากการต้องใช้ขันติอดทน ทำในสิ่งที่อาจจะถูกต้อง แต่ไม่ถูกใจ รวมไปถึง อดทนกับอาการที่จะพึงเกิด ในขั้นตอนสุดท้ายของสมุนไพร ก่อนจะหายขาด นั่นคือ "การลงแดง"

ความลำบากกับเหตุเหล่านี้ ก็จะมลายไปทันที ที่เราท่านละทิ้ง คำประกาศตน กลับไปใช้กรรมลิขิตเช่นเดิม

และสิ่งที่กลับมาเช่นกัน นั่นก็คือ สภาพชีวิตเช่นเดิม ที่ต้องผจญกับโรคภัย และดำรงอยู่ด้วยเคมีลิขิต แล้วตายไป

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ถ้าคิดจะประกาศตน ว่าเราท่านจะใช้ "ธรรมลิขิต" ก็หมายถึง การยอมรับที่จะต้องเผชิญเหตุนั่นเอง หากแต่จะเดินทางนี้โดยปฏิเสธเหตุ อันเป็นผลจากการทำของเราท่านในอดีต ย่อมเป็นไปไม่ได้ ปฏิเสธเหตุ ก็ไม่มีผล

แม่ชีเมี้ยนจึงมักให้สติสงฆ์ว่า "ทำอนาคตให้ดี ใช้อดีตให้หมดไป" นั่นคือสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า เมื่อยอมใช้ย่อมมีวันหมด และสิ่งที่คนไม่ยอมใช้ไม่รู้ นั่นคือ "กรรมมันมีดอกเบี้ย" เชื่อหรือไม่

ความคืบหน้ารถไฟมามูลนิธิไทยกรุณา


การรถไฟได้อนุมัติเที่ยวเดินรถพิเศษสำหรับคนไข้มูลนิธิไทยกรุณา เรียบร้อยแล้ว

ก็อดใจรอการก่อสร้างชานชลาด้านหน้ามูลนิธิไทยกรุณา แล้วเสร็จเมื่อไหร่ ก็สามารถให้บริการได้ทันที

สถานีต้นทาง คือ สถานีรถไฟบางกอกน้อย เปิดให้บริการทั้งเที่ยวไปและกลับ

การรถไฟแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมว่า รถไฟเที่ยวกลับ จะจอดรอคนไข้ด้านหน้าของมูลนิธิฯ และรอจนกว่าคนไข้คนสุดท้ายขึ้น จึงเคลื่อนรถ

ขอขอบคุณการรถไฟ และผู้ผลักดันโครงการนี้จนลุล่วง แทนเหล่าสมาชิกชมรมคนรักสุขภาพทุกคน ไว้ ณ ที่นี้

กฐินของพระภูมี

ในอดีตกาลสมัย แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสว่า ครั้นเมื่อถึงเวลา ออกพรรษา จะจัดให้มีกฐินขึ้น

หากแต่กฐินในสมัยนั้น ไม่ได้จัดเพื่อรับเงิน รับทอง ข้าวสาร อาหารแห้ง แต่ประการใด

หากแต่หัวใจของกฐินนั้นก็คือ การเตรียมความพร้อมของพระ เพื่อทำกิจที่สำคัญ นั่นคือ "การเดินธุดงค์"

การเดินธุดงค์ อุปมาเหมือน การสอบของพระนั่นเอง หลังจากได้เรียนธรรม เปรียบเทียบได้กับ ภาคทฤษฏี มาแล้ว ด้วยการปฏิบัติจริง ทำจริง

กฐินในยุคนั้น พระภูมีจึงจัดเพื่อเป็นให้ญาติโยมได้บริจาคหรือถวายสมุนไพร เพื่อให้พระได้ใช้ในการเตรียมร่างกาย ให้พร้อมในการทำกิจธุดงค์นั่นเอง

และสมุนไพรนั้น ไม่เพียงแต่เพื่อจัดให้พระเท่านั้น

กิจอีกอย่างหนึ่งที่พระต้องทำในการเดินนี้ นั่นคือ เตรียมสมุนไพรเพื่อไปแจกแก่ญาติโยม ในแผ่นดินที่ได้เดินผ่านไปนั้นด้วย

ย่ามของพระสาวกของพระภูมี นอกจากเครื่องใช้ ไม่มีปัจจัยใดๆทั้งสิ้น มีแต่ถุงสมุนไพร ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้แก่ญาติโยมที่ได้มาพานพบ

พระถ้ำกระบอก ในอดีตก็เฉกเช่นเดียวกัน ก่อนออกธุดงค์ จึงต้องฉันยามะพร้าวขนานใหญ่ เพื่อให้เส้นเอ็นแข็งแกร่ง ระบบอวัยวะแข็งแกร่ง ฉันขาตั๊งเป็นหม้อๆ เพื่อเตรียมไขข้อ

และเมื่อเดินธุดงค์ ทุกองค์ก็ตระเตรียมสมุนไพรมะกรูด และสมุนไพรน้ำผึืง ใส่ย่ามอีกองค์ละเป็นกิโล ให้แก่ตน และญาติโยมในที่ที่เดินไป

กฐินของพระภูมี ไม่ได้มีไว้เพื่อหาเงิน มิฉะนั้นแล้วคงไม่ต้องทิ้งท้องพระคลังมาบวช หรือไปนำจากท้องพระคลัง ดีกว่าต้องไปขอจากผู้อื่น

กฐินของพระภูมี ไม่ได้มีไว้ขอข้าว และอาหารแห้ง เพราะสิ่งเหล่านั้น ให้คุณก็แค่ประทังหิว

กฐินของพระภูมี จึงมีไว้ขอสมุนไพร เพราะสมุนไพร ให้ชีวิต ให้สุขแก่คนทุกข์ มีไว้เพื่อช่วยคน และคนคือสิ่งที่มีค่าสูงสุดในโลก

กฐินของพระภูมี จึงเป็นกฐินบุญ เพราะสิ่งที่ทำ ทำเพื่อให้สุขแก่คน นั่นและตามบัญญัติของพระภูมี ย้อนเกล็ดการทำบาป ที่ให้ทุกข์แก่คนเช่นกัน

ภาพย้อนยุคสมัยพุทธกาล หลวงพ่อนิพนธ์จึงอยากให้ปรากฎ การทำบุญกฐินที่ถูกต้องอีกครั้ง เราจึงเห็นกฐินสมุนไพรในโอกาสเข้าพรรษา และออกพรรษา ที่ชมรมคนรักสุขภาพ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอยากให้คิด ในสิ่งที่พระภูมีทรงตรัสชี้ทางบุญบาป ว่า "บุญและบาป ล้วนแล้วเป็นผลจากการกระทำต่อกันของมนุษย์"

จะทำสิ่งไร ดูพงศาวดารเสียก่อน ว่าสิ่งที่ทำไป มันมีผลกับใคร หรือไม่ อย่างไร แล้วจึงค่อยบอกว่า "เราทำบุญ"

เอาเงินไปถวายพระ แล้วรอบุญ มีแต่เพิ่มกิเลสให้พระ เท่ากับฆ่าพระองค์นั้นแล้ว แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า รอบุญให้ตายก็ไม่มีทางได้ มีแต่จะได้บาปจากการฆ่าพระองค์นั้นแล้วที่ไปรออยู่



วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ

อีกด้านหนึ่งที่น่าจะไม่ค่อยมีคนรู้ นั่นคือ การเตรียมการณ์ในอนาคตของหลวงพ่อนิพนธ์

หลังจากการทดลองนำคนไข้ โดยเฉพาะผู้ป่วยเอดส์ มาทานสมุนไพรสูตรที่แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสว่า ท่านจดไปเถอะ แม้นโรคนี้ยังไม่เกิดในปัจจุบัน แต่อนาคตอีก ๓๐ ปี ข้างหน้า โรคนี้จะบังเกิดขึ้น

ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการฟื้นฟูคนไข้เหล่านี้ นั่นคือ สภาพแวดล้อม อันได้แก่ธรรมชาติที่สะอาด สดชื่น

ด้วยเหตุนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้จัดซื้อที่บริเวณริมแม่น้ำ หลังเขื่อนศรีนครินทร์ อันเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลผู้คน และมีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อการณ์นี้ในอนาคต

พื้นที่ที่หาได้นี้ เดิมค่อนข้างจะเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างกันดารนิดหน่อย แม้จะติดน้ำ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีหินมาก

แม้จะแทบไม่มีต้นไม้อยู่มากนัก แต่ในหมู่นั้นก็ยังมีต้นมะขามป้อมป่า ท่านจึงตัดสินใจซื้อ

ด้วยเหตุที่พื้นที่เดิมมีหินมาก และไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ เลย การเริ่มบูรณะและจัดสรรพื้นที่ ก็ได้อาศัยแรงจากคนไข้ เพราะไม่มีเงินจ้าง

ภาพที่เห็น จิตอาสา ที่หลังจากได้รับการฟื้นฟูจากโรคภัย ก็มาช่วยกัน นั่นคือ การขึ้นลงจาก ท่าเรือ ไปศรีสวัสดิ์ ออกตี ๕ กลับมา ๒-๓ ทุ่ม เกือบทุกวัน

ขบวนรถกระบะของหลวงพ่อนิพนธ์ ๓-๔ คัน จะขึ้นลงเกือบทุกวัน เพื่อปรับปรุง จัดเตรียมพื้นที่ผืนนั้น

และทุกครั้งที่กลับมา หลวงพ่อจะให้คนที่มาช่วย ทานอาหารที่ศาลาขนมไทย ก่อนกลับบ้านทุกครั้ง

หากแต่เรื่องเล่าที่หมู่เจ้าหน้าที่ยุคนั้นมักแซวกันเสมอ นั่นคือ จิตอาสาที่มาทำอาหารในยุคนั้น เมื่อทำนานวันเข้า ก็คงเบื่อ ดังนั้น อาหารที่จะนำมาให้ทาน จึงมักจะเรียกได้ว่า "ต้องฝืนทานอย่างยิ่ง"

จิตอาสา ในยุคนั้นจึงคิดว่า กลับไปทานบ้าน หรือ ซื้อหามาทานเอง หรือไม่ก็ออกไปทานที่ตลาดกันบ่อยครั้ง

จนวันหนึ่ง จิตอาสา ที่มาทำอาหาร ทนไม่ไหว ก่อให้เกิดวาจา อันอมตะที่มาล้อกันในหมู่จิตอาสาที่มาช่วยนั่นคือ "แดกได้ก็แดก แดกไม่ได้ไม่ต้องแดก"

จากวันนั้น ทำให้จิตอาสาที่มาช่วยส่วนใหญ่ จึงมักไปหาทานเอง หรือกลับไปทานบ้านแทนการทานที่ศาลานั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในวันหนึ่งว่า การกระทำดังกล่าวของจิตอาสาที่มาช่วยไม่ถูกต้อง เพราะ การกระทำที่ถูกตามครรลองของพระภูมี นั่นคือ "ทำบุญแล้วต้องทำทาน" การที่มาร่วมกิจกรรม ถือได้ว่าเป็นการทำบุญ และการที่ทานอาหาร ถือว่าเป็นการทำทาน

ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ อาหารนั้นจะเป็นเช่นไร อันนั้นเป็นกรรมของเรา อุปมาเหมือนพระบิณฑบาตร เลือกไม่ได้ การทำเป็นของผู้ทำ แต่การทานเป็นของเรา แม้นจะไม่ถูกปาก ถูกใจ แต่ถูกตามครรลองคลองธรรม ถูกตามวินัย

หากไม่ทานอะไรจะเกิดขึ้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แล้วคนที่มาทำอาหารให้ หรือคนที่นำวัตถุดิบมา เขาจะได้แบ่งบุญจากเราตรงไหน

เมื่อไม่ได้ ไม่มี แล้วคนที่นำวัตถุดิบมา หรือคนทำ จะเอาบุญที่ไหนเลี้ยงตน

ทุกคนควรมีโอกาส ที่จะลบล้างนิสัย การที่เราไม่ทาน ทำให้คนเหล่านั้น ขาดโอกาส และเวลาที่ผลบุญจะกลับมาเกื้อหนุนให้เป็นคนดีได้

คนทุกคนมีนิสัย ซึ่งต้องใช้วันเวลาสะสมนิสัยใหม่ของพระพุทธเจ้า ช่วงที่กำลังทำ ด้วยนิสัยเดิมย่อมปรากฎ จวบจนวันเวลาและผลของการกระทำนิสัยใหม่ มาเกื้อหนุน จึงดลจิด ดลใจ ให้เปลี่ยน ตามศรัทธา ความเชื่อ ที่มีต่อพระภูมี

หลักของพระพุทธเจ้า จึงมีพื้นฐานบนเมตตา หากเราขาดเมตตา คนเหล่านี้ย่อมไม่มีโอกาสเลย ทั้งคนทำและคนกิน ก็ไม่ประสพผลทั้งสองฝ่าย

คนทำขาดโอกาส คนกินขาดเมตตา

ดังนั้น สิ่งที่กำลังทำ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนทรงเรียกว่า "ธรรมสามัคคี" ต้องช่วยกัน แม้ไม่ถูกใจ ก็ต้องอดทน เพราะทุกคนที่มา และทำ ตั้งอยู่บนพื้นฐาน วินัยของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มาเพราะความคิดตน และต้องรอผลมาเกื้อหนุนทุกตัวคน

หลักของพระภูมี เอาเหตุ เอาผล ขอย้ำ .. จะเอาแต่ผล ไม่เอาเหตุ จะเป็นได้อย่างไร เมื่อมาอยู่รวมกัน ทำตามวินัย ทุกคนจึงเป็นเหตุซึ่งกันและกัน ตามกรรมที่ทำมา จะปฏิเสธไม่ได้เลย หากแต่สติที่ต้องใช้ นั่นคือ ความขันติ อดทน และสงบ

คนที่มีสติใหญ่กว่า ก็พึงสงบก่อน หยุดก่อน เมื่อหยุดเหตุได้ บุญก็เกิด และเกิดทั้งผู้เป็นเหตุที่ขาดสติ และผู้หยุด

ผลที่คนมีสติใหญ่กว่าหยุดได้ ก็จะส่งให้เกื้อหนุน คนที่สติเล็กมีสติมากขุึ้น นี่แหละเมตตามาก่อน

เมื่อผลของความเมตตามากขึ้น สังคมก็จะสงบ เขาจึงเรียกว่าสังคมของคนเจริญ คือ เจริญด้วยสติ และปัญญา

ไปเจอจิตอาสาที่มีใจ แต่สติยังเล็ก ก็ต้องทำใจ รอวันเวลาที่เขาจะโตขึ้น

ไม่ว่าเราท่านจะชอบหรือไม่ สิ่งที่หลวงพ่อกำหนด นั่นแหละเป็นเหตุแห่งบุญ และเหตุนั้นย่อมสัมพันธ์กับใจเราท่าน ถ้าจะทำด้วยนิสัย ก็คงไม่ทำ ไม่ทน อย่างแน่นอน ดังนั้น จึงต้องพิจารณาเหตุและผล ให้จงดี แล้วการทำของเรา ก็จะสบายใจ ไม่ทุกข์ใจ เพราะมันตั้งบนฐานเมตตาเขาและเรานั่นเอง

คำพูดที่ไม่รื่นหูในสมัยนี้ กับตำนาน "แดกได้ก็แดก" ในอดีต คงไม่ต่างกัน มันคือบททดสอบ ความขันติ อดทน อดกลั้น ของเรา บนพื้นฐานแห่งเมตตาเขาเหมือนเมตตาเรา ที่หลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอดมาจากแม่ชีเมี้ยนให้เราปฏิบัติ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า ไม่ผ่านบททดสอบ แล้วก็เที่ยวพูดว่า ทำได้ กูแน่

แต่พอเจอจริงๆ จะรู้เลยว่า ตัวเรายังไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย กระทบนิด กระทบหน่อย ทุกสิ่งก็ขาดผึง อารมณ์ก็พุ่งปริ๊ด

ภาพที่เราเห็น นี่และกรรมฐานของจริง ไม่ใช่นั่งหลับตา ในห้องแอร์ หาเหตุอันใดมากระทบใจไม่ได้เลย นอกจากเมื่อย และว่วงนอนเท่านั้นเอง

จะเอ่ยอ้างสักฉันใดว่าเราเป็นคนดี มีธรรม ในหัวใจ แค่คำไม่รื่นหู ก็ล้มอุปาทานในการทำความดีแล้ว บุญที่จะพึงได้ก็มลายไป แล้วจะเอาบุญที่ไหนมาเลี้ยงตน

คนที่ผ่านได้ ทำได้ พระพุทธเจ้าจึงใช้คำว่า "รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดคน"

ยอดคนจึงไม่ได้มาจากความอยาก หรือนึกคิดเอาเอง หากแต่เกิดจากการทำได้ของคนคนนั้น ....

จึงไม่แปลกที่คนที่ผ่านคอร์สของพระภูมี จึงเรียกได้เต็มปากว่าคนดี มีศึลธรรม เพราะผ่านอุปสรรค เสือ สิงห์ กระทิง แรด มาแล้วนั่นเอง

ถ้าจะรอทำเฉพาะที่ชอบ เส้นทางนี้ก็คิดว่าคงเดินลำบากเป็นแน่แท้ เพราะนั่นคือการไม่เอาเหตุเอาผล หรือยอมที่จะเปลี่ยนตน ตามคำสอนของพระภูมีเลยนั่นเอง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44