วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รากเหง้าเดียวกัน


เรื่องของพระพุทธศาสนา อยากฟังของจริง ก็ต้องรอพระพุทธเจ้ามาสังคยานา เล่าให้ฟัง

ช่วงนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็เล่าเรื่องศาสน์ให้เราท่านฟัง เป็นบางสิ่งบางอย่าง จุดประสงค์ก็เพราะเราท่านห่างศาสนามานาน หรืออยู่ช่วงปลายสมัยของพระโคดม และกำลังจะเปลี่ยนผ่านพระพุทธเจ้าองค์ใหม่

นั่นหมายความว่า เรื่องของศาสน์ ถูกบิดเบือน บิดเบี้ยว จนคนส่วนใหญ่ไม่รู้เค้าเดิม นั่นก็หมายความว่า ไม่รู้ว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ

หลวงพ่อนิพนธ์อุปมา ให้เห็นว่า เสมือนหนึ่งของที่มีอยู่ในปัจจุบัน ล้วนเป็นของเท็จ ที่กล่าวอ้างกันว่าเป็นของจริง ร้องเร่ขายกันเกร่อ เราท่านก็ไม่รู้ได้ เพราะไม่เคยเห็นของจริงนั่นเอง วันใดที่ของจริงปรากฎ เราท่านก็จักรู้ได้ว่า อันไหนของปลอม

หากแต่ความเท็จก็หล่อหลอมเราท่านมาทั้งชีวิต เมื่อของจริงปรากฎ ก็จะเกิดอาฟเตอร์ช็อค ปรับตัวไม่ทัน นี่จึงเป็นความจำเป็นที่หลวงพ่อนิพนธ์ มาบอกเล่าเรื่องศาสน์เป็นบางสิ่งบางอย่าง ให้เราท่านค่อยๆปรับตัว ของจริงปรากฎ จะได้รับได้ ทำได้ง่าย

สิ่งหนึ่งที่มักเล่าให้ฟัง นั่นคือ ศาสน์ที่มีในโลก ล้วนแล้วแต่มีรากเหง้ามาจากพุทธศาสนาทั้งสิ้น ทั้งนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่อุบัติขึ้น คนทั้งโลก ได้ทราบข่าว สิ่งหนึ่งที่มักกระทำก็คือ ส่งตัวแทนของตนมาศึกษา และเรียนรู้ข้อปฏิบัติ บางสิ่งบางอย่างที่เหมาะสมกับชนเผ่าของตน แล้วนำกลับไปเผยแพร่ปฏิบัติ

วันนี้ก็เลยอยากเล่าประวัติศาสตร์ที่นักโบราณคดีค้นพบ นั่นคือ สาวประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ ด้วยเหตุที่เหมาะแก่เวลา ที่มีบอลโลก โดยเจ้าภาพคือบราซิล

ไฮไลน์ที่เจ้าภาพภูมิใจ และแสดงให้เห็นเสมอ นั่นคือ ความเป็นคริสต์ นับถือพระเยซูของชาวบราซิล อันจะถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่ นั่นคือ รูปปั้นพระเยซูขนาดมหึมา ที่ตั้งตระหง่าน ในเมืองที่เป็นที่ตั้งสนามฟุตบอลในนัดชิงชนะเลิศนั่นเอง

สิ่งที่ทำให้คนบางคนฉงน นั่นคือ คริสต์จักรตั้งอยู่ในยุโรป เหตุไฉนบราซิล จึงเป็นคริสต์ชนที่เคร่ง เมื่อสืบสาวลึกเข้าไปอีก กว่าชนชาวยุโรปจะมายังในดินแดนนี้ ที่นี่ก็เป็นชุมชนชาวคริสต์อยู่ดั่งเดิม แถมยังเป็นคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ หรือคริสต์ดั่งเดิมที่เคร่งครัด เสมือนนิกายหินยานของพุทธนั่นเอง

การมาของชาวยุโรป พร้อมคริสต์นิกายคาทอลิก จึงไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปยังชาวบราซิลได้เลย

นิยายประวัติศาสตร์เรื่องนี้ จึงถูกนักโบราณคดีสืบค้น สาเหตุแห่งความเป็นมา จึงพบว่า แท้จริงแล้วพระเยซู คือชาวซีเรีย และได้ไปศึกษาพุทธศาสนาในประเทศเนปาล ถึง ๕ ปี จึงนำกลับมาเผยแพร่ในประเทศตน

ความจริงที่น่าทึ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือ ในซีเรียยุคนั้นเอง กลับเป็นที่รวมของกลุ่มชนสองกลุ่ม นั่นคือต้นกำเนิดของทั้งชาวอิสลาม และชาวคริสต์

ครั้นเมื่อพระเยซูทราบดีว่าจะถูกตรึงไม้กลางเขน กลุ่มคนที่นับถือพระเยซู ก็แยกออกไป กลายเป็นอิสลาม และคริสต์ในปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่นักโบราณคดีสืบสาว นั่นคือ คัมภีร์ที่เป็นแม่บทที่พระเยซูใช้สอนสั่งสาวก

พวกเขาพบว่า พระเยซูและสาวก ที่มีอาชีพดั่งเดิมคือชาวประมง ดังน้้น พระเยซูจึงได้มอบคำสอนให้สาวกที่ใกล้ชิด นำออกไป

สาวกที่เคร่งครัดในคำสอน ได้เดินทางโดยเรือ ผ่านช่องแคบต่างๆ ไปยังจุดหมายใหม่ เพื่อสืบสานคำสอนของพระเยซู ... ดินแดนที่พวกเขาไป นั่นคือ บราซิล นั่นเอง

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเมื่อชาวยุโรปบุกไปถึงบราซิล คนพื้นเมืองที่นั่นจึงนับถือศาสนาคริสต์อยู่แล้ว

เหตุการณ์ที่สำคัญและตอกย้ำความจริงข้อนี้ ปรากฎขึ้นในปี 1945 ซึ่งก็คือปีที่เกิดสงครามโลก เมื่อบาทหลวงชาวยุโรปท่านหนึ่ง ไปพบคัมภีร์หนังแกะ ภาษา แอรูมาอิก อันเป็นภาษาดั่งเดิมที่พระเยซูทรงใช้ ในโบสถ์เก่าแห่งหนึ่งของบราซิล

จากการพบดังกล่าวสร้างความยินดีแก่บาทหลวงท่านนั้น หลังจากตรวจสอบ ว่าเป็นของจริง จึงได้จัดส่งให้แก่สำนักวาติกัน

แต่ท้ายที่สุดเรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไป ด้วยเหตุที่ว่า เนื้อหาในพระคัมภีร์เดิมนั้น ดั่งเช่นคำสอนของพุทธศาสนานั่นเอง

คำที่มีผู้กล่าวไว้และรอการพิสูจน์ นั่นคือ วันหนึ่ง หินดำที่เป็นที่นับถือ จะแตกออก และปรากฎพระพุทธรูป อยู่ภายใน

วันใดที่พระพุทธเจ้าปรากฎ วงล้อประวัติศาสตร์เยี่ยงนี้ ก็จักหมุนมาอีกครา เราท่านจะได้เห็น คนทุกชนชาติทั่วโลก ส่งตัวแทนมาเรียนรู้ หลักปฏิบัติจากพระพุทธเจ้า แล้วนำกลับไปเผยแพร่ในหมู่ของตน

และจะพบว่า ศาสนาพุทธในวันนี้ ล้วนแล้วแต่เท็จ จึงถูกเรียกว่า ศาสนาหากิน ทำให้มีผู้คนแอบเข้ามากันมากมาย วันใดที่ของจริงปรากฎ มันทำยากกว่า ธรรมหมวดสมุนไพรเสียอีก เพราะนี่เป้าหมายแค่หายโรค แต่ธรรมของพระพุทธเจ้า เป้าหมายถึงนิพพาน เจอวินัยของพระพุทธเจ้า พระเก๊กระโดดหนีหมด

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ของเก๊มันทำง่าย หลอกง่าย มีมาก แต่ของจริงขนาดพระพุทธโคดม ที่ถือได้ว่า เพรียบพร้อม ทั้งปัญญา และชาติวงศ์ ภาษาพูดที่เพราะพริ้ง ยังมีสาวกไม่ถึงแสน .... แต่ตอนนี้ พระมีเป็นหลายๆแสน

ไม่น่าแปลก ต้นตำหรับ ยังเก๊ ของที่ถูกนำไปใช้ จะถูกแปลงสาร ให้เก๊เหมือนกัน

ส่วนคัมภีร์คำสอนของพระเยซูอีกฟากหนึ่ง ก็ถูกเก็บซ่อนในหินดำนั่นเอง

ฤาษีแปลงสาร เพื่อหากิน จึงไม่ใช่มีแต่ในวรรณคดี ที่ไหนในโลกก็มี

ใครว่าวินัยที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาใช้ในวันนี้ ลำบาก ... เจอวินัยของพระพุทธเจ้า แล้วจะรู้ว่าหินกว่ากันเยอะ

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ธรรมจักร


สัญญลักษณ์อย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนา นั่นคือ ธรรมจักร

ส่วนความหมาย และที่มา ไม่ได้มาเถียงหรือถกกับผู้ใด ฟังหลวงพ่อนิพนธ์มาเล่าอีกที ให้พิจารณา

นั่นคือ เมื่อตัวแทนของต้นศาสนา เริ่มจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำตนของตนได้แล้ว นับเป็นจุดเริ่มของธรรมจักร คือ แกนกลาง

แล้วก็สืบสาน ให้มีผู้มาเดินรอยตามธรรมนั้นๆ อย่างต่อเนื่องไป ไม่ขาดสาย จนครบอายุขัยของศาสน์ที่มายังโลก รอยต่างๆที่เกิดนั่นแลธรรมจักร

มาวันนี้ รูปรอยเช่นเดียวกัน ถูกหลวงพ่อนิพนธ์นำมาใช้ เสมือนฉบับย่อ

สิ่งที่มาคู่กันกับธรรมจักร นั่นคือ พระมาลัยโปรดสัตว์นั่นเอง

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ประกาศตน นั่นหมายความว่า เปิดศึกสู้อย่างเต็มรูปแบบ จึงเป็นจุดเริ่มของการเคลื่อนธรรมจักร

จากอดีต ที่มีผู้ประสพความสำเร็จในการช่วยตน ด้วยธรรมหมวดสมุนไพร ก็จะจบการกระทำด้วยการจากลา นั่นคือ ขาดหายไปซึ่งการกระทำต่อ

มาบัดนี้ คนเหล่านั้น จะสามารถสืบสานตัวกระทำของตนต่อไป ด้วยการเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ เพื่อหาคนรุ่นต่อไป ขับเคลื่อนธรรมจักรต่อ

คนที่สำเร็จ ก็จะอาสาทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ มาให้ความรู้ รอยของการปฏิบัติที่ถูกต้อง เล่าปัญหาและสิ่งที่ตนประสพ เพื่อให้คนที่มาทีหลังได้เรียนรู้ และมีกำลังใจปฏิบัติ เพื่อช่วยตน

เมื่อคนรุ่นใหม่สามารถเดินตามและช่วยตนได้ พระมาลัยรุ่นแรกๆ ก็สามารถวางงาน แล้วให้พระมาลัยรุ่นต่อไปสืบสาน ธรรมจักร ให้ยังคงหมุนต่อไปได้

แม่ชีเมี้ยนเรียกกระบวนการนี้ว่า "ธรรมสามัคคี" นั่นคือ สามารถรวบรวมคนให้มากระทำดีตามธรรมคำสอนของพระภูมี จนเกิดพลัง และสามารถหล่อหลอมคนให้มาเข้าร่วม แล้วทำตนจนสำเร็จ ได้อย่างไม่ขาดสาย

บทสรุปโดยง่าย นั่นคือ นับตั้งแต่นี้ไป จะมีผู้ที่ทำตนจนสำเร็จ ในโรคต่างๆ ที่อาสาทำตนเป็นพระมาลัย มาโปรดสัตว์ นั่นคือ มาแสดงตน บอกเล่าประสพการณ์ กระบวนการที่ตนใช้ และที่สำคัญ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยให้คำปรึกษา แก่คนที่มาทีหลัง จนประสพผลเช่นเดียวกับตน แล้วสืบต่อความเป็นพระมาลัยไปเป็นรุ่นๆ นั่นเอง

กิจกรรมที่ดูเหมือนยาก เพราะมีคนหลั่งใหลมากันมากมาย อย่างเช่นการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดในอดีต ก็อาศัยกระบวนการเหล่านี้ มาพัน ได้มาสิบคน อาสามาบวชเป็นพระ แล้วช่วยกันดูแลพันต่อมา แล้วก็หาผู้มาบวชแทนตนสืบต่อ ... สายธรรมก็จะหมุนเคลื่อนไปได้เรื่อยๆ ... นี่แหละธรรมจักร

หากสังเกตให้ดี ธรรมจักรจะต่างกับล้อเกวียน ตรงที่มีปุ่ม อันหมายความถึงรอยตัวกระทำของพระมาลัย ที่ทำให้คนมาทีหลังได้เดินตามนั่นเอง

ภาพที่เห็นจึงทำให้เราท่านได้เข้าใจว่า บุญทานมันต่างกัน เยี่ยงนี้เอง ทาน เช่นข้าวที่ใส่บาตร ประทังความหิว ก็เพียงแค่มื้อหนึ่งก็จบไป แต่บุญที่ทำกับมนุษย์ แม้นเพียงผู้หนึ่ง ก็สามารถสืบสานยาวไกลไปไม่สิ้นสุด ยิ่งหากโชดดี ในรอยของธรรมจักรนั้น มีผู้หนึ่งผู้ใด สามารถทำตนจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ ผลยิ่งมหาศาล

ใครว่ามะพร้าวลูกหนึ่งไม่สำคัญ หากมะพร้าวลูกนั้น เป็นต้นพงศาวดารของธรรมจักร ด้วยผลแห่งมะพร้าวทำให้ผู้ทาน เกิดศรัทธา จากโรคที่เบาบางลง ทำตนช่วยตนจนสำเร็จ แล้วกลายเป็นพระมาลัย ต้นสายธาร แห่งพระอรหันต์ในอนาคต ... นี่แหละบุญของพระพุทธเจ้า

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ธรรมสายกลาง

ความหมายของธรรมสายกลางของพระพุทธเจ้า ที่หลวงพ่อนิพนธ์หยิบยกมาจากคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ให้ความกระจ่างชัด และมีความหมายยิ่ง

นั่นคือ ธรรมที่พระภูมีบัญญัติเป็นคำสอนให้ปฏิบัติ อันหมายถึงแนวทางบุญนั้น คือ "บุญบาปเกิดจากมนุษย์และสัตว์"

การกระทำใดก็ตามทีจะมีผลเป็นบุญบาป ย่อมหมายถึง ต้องมีผลกับมนุษย์และสัตว์ นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ ขยายความให้ฟังว่า นั่นหมายความว่า พระภูมี มิได้จำกัดว่า บุญต้องเป็นของเฉพาะผู้นับถือศาสนาพุทธ ไม่จำเป็นต้องนับถือตัวพระภูมีเอง การกระทำก็เป็นบุญบาปได้ ขอเพียงมีผลกับมนุษย์และสัตว์

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ฝรั่งมังค่า คนแอฟริกา หรือที่ใดในโลก ก็สามารถทำบุญบาปได้เช่นกัน

หากแต่ความเจริญของฝรั่ง นั่นเป็นเพราะคนเหล่านั้น เน้นการกระทำหรือให้ความสำคัญกับชีวิตมนุษย์และสัตว์ นั่นเอง จึงเป็นความดีที่ส่งผลให้

ความเจริญศิวิไลซ์ จึงหาใช่ดูจากวัตถุไม่ แต่พิจารณาจากจิตใจการกระทำของหมู่ชนนั้นๆ ว่าให้ค่าแก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์อย่างไร

เมืองไทย ที่บอกว่าเจริญในพระพุทธศาสนา มองแล้วน่าอนาถใจนัก ก็สถานที่นี้ เป็นสถานที่สร้างบุญ มีคนทุกข์มากมาย แต่ดูยามเข้าแถว ไม่ว่าจะตอนไหน ยิ่งตอนรับสมุนไพรด้วยแล้ว แก่งแย่ง เบียดเสียด หาน้ำใจแทบไม่ได้เลย ไม่สนคนแก่ คนทุกข์ เอาแต่ตน ดูแต่ตน ... ไม่ว่าหลวงพ่อนิพนธ์จะสอนสักเท่าใด

ฝันของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่จะเห็นความเกื้อกูล เอื้ออาทรในหมู่คนไข้กันเอง หรือหมู่คนทุกข์ด้วยกัน ยังยากยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงคนข้างนอก

หัวอกของครูบาอาจารย์ และแม่ชีเมี้ยน ที่มองภาพอย่างนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน จะทานได้สักแค่ไหน วันหนึ่งก็ต้องยอมแพ้ ยอมรับความจริง ว่าคนไทยมันด้าน สอนไม่ได้แล้ว

ภาพที่ครูบาอาจารย์ฝันให้เป็น คือ ความสงบ ความเอื้ออาทร ไม่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่มาบอกกล่าว ทุกคนรู้หน้าที่ คุมสติ คุมใจของตน ... อาจเป็นเพียงได้แค่ฝัน

คำของแม่ชีเมี้ยนที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมาให้คิด เมื่อครั้งถ้ำกระบอก ย้อนเตือนความจริง ในครั้งที่หลวงพ่อนิพนธ์สมัยนั้น เดินยิ้มมาหลังจากเทศน์สอนลูกศิษย์ที่มากันมากมาย ด้วยความภาคภูมิใจ หากแต่แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "ฉันไม่เห็นคนสักคน เห็นแต่ควาย" จนหลวงพ่อนิพนธ์ต้องอดถามไม่ได้ว่า เพราะเหตุใด คำตอบที่ได้รับกลับมา ก็คือ "ก็ไม่เห็นว่าคนเหล่านั้นฟัง แล้วจะเอาไปปฏิบัติสักคนนั่นเอง"

เห็นคนไข้ ยามนี้ พฤติกรรมเยี่ยงนี้ ทำให้เราอดสะท้อน นึกถึงใจครูบาอาจารย์ไม่ได้ ว่า ท่านช่างมีน้ำอดน้ำทนยิ่งนัก ภาพอย่างนี้มันสะท้อน ว่า สิ่งที่สอน แทบจะเรียกได้ว่าสูญเปล่า ...

คำที่หลวงพ่อนิพนธ์เตือนสติเสมอ พวกท่านแสวงหาบุญ ... ที่นี่คือแหล่งรวมคนทุกข์ ... เราท่านไปมองที่ใด

ฤาบุญของท่าน ต้องทำกับพระ กับโบสถ์ กับศาลา

แล้วไปบอกฝรั่ง ที่เขายืนเข้าแถว เอื้อเฟื้อคนแก่ ... ว่าคนเหล่านั้นหาบุญไม่ ...

แรงบันดาลใจ

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ตัดสินใจเดินหน้าเต็มตัว ในการรับคนไข้ พร้อมทั้งเปิดแผนกคนไข้ใน โดยเริ่มจากคนไข้มะเร็ง

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเสมอ แม้นจะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่ก็มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะกับคนไข้ที่อาการเข้าขั้นวิกฤต นั่นคือ การมีสติ ที่จะต้องแยกว่า สิ่งที่เป็นอยู่ เป็นเรื่องของกาย อย่าให้ลุกลามมายังใจ

หลายคน อาการทางกายไม่เท่าไหร่ แต่อาการทางใจล่มสลาย ตายไปก่อนกายเสียอีก เรียกว่า ใจตกจนทานไม่ได้ นอนไม่หลับ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่กว่ากายเสียอีก

ดังนั้น เมื่อคิดจะเปิดศึกกับมะเร็ง ทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหา ทำให้คนที่เป็นโรคนี้ หรือโรคอื่นที่ไม่ร้ายแรงเท่า มีจิตใจหึกเหิม สามารถยกระดับจิตใจขึ้นมาได้ ให้เหลือเฉพาะปัญหากายล้วนๆ แล้วมาสู้กัน นั่นก็คือ การสัมภาษณ์ หรือการมาเล่าประสพการณ์ให้ฟัง ของบรรดารุ่นพี่ๆ

นับจากนี้ไป หลวงพ่อนิพนธ์ก็จะให้คนป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะที่ผ่านอาการวิกฤตสาหัส และประสพความสำเร็จ มาพูดคุย ให้เพื่อนสมาชิกฟัง

ตัวอย่างหนึ่ง ก็ผู้ป่วยหญิงท่านหนึ่ง ที่เราท่านมักจะพบเห็นเธอเสมอๆ ที่ร้านขายปาท่องโก๊ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ อาการของเธอตอนมา นั่นก็คือ มีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด ตลอดเวลา ผ่านมาถึงวันนี้ ก็ ๔ ปี นับจากวันเริ่มต้น อยู่ดีมีสุข

ตัวอย่างเหล่านี้ จะทำให้ผู้ที่มาเดินตาม มีกำลังใจ และเห็นทางรอด จิตใจก็ไม่หดหู่ ... นั่นเท่ากับชนะไปเกินครึ่งแล้ว ที่เหลือก็อาศัยน้ำอดน้ำทน ยืนระยะ ทำตามรุ่นพี่

แต่ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมา หาใช่เพียงแต่ผู้ประสพผลไม่ หลากหลายเรื่องราว หลวงพ่อนิพนธ์ก็มักจะหยิบยก เรื่องของผู้ที่ล้มเหลวในการช่วยตน และวิเคราะห์ให้เห็นว่า เป็นเพราะเหตุใด

แม้นจะเล่าเรื่องมะเร็ง แต่ก็ใช้ได้กับทุกโรค ... จึงควรตั้งใจฟัง พิจารณา แล้วหยิบยกไปใช้ในการช่วยตน ความหวังก็จะเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น ไม่ต้องลองผิดลองถูกเองทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คุณลักษณะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์

นอกจากกรรมอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว สิ่งที่มีมาคู่กัน ก็มีเพียงหนึ่งเดียว และนับเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ คือ ธรรมอันศักดิ์สิทธิ์

ปัญหาที่ชวนคิด และถูกถามเสมอ เพราะถูกกล่าวอ้าง นั่นคือ ความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมนั้นมีกระจายอยู่ทั่วไป ทุกมุมโลกหรือ ไม่ว่าไปที่ใด ล้วนแล้วแต่อ้างเอ่ยเป็นดินแดนศํกดิ์สิทธิ์ ขอพรอะไรก็สมปรารถนา เต็มบ้าน เต็มเมือง เต็มโลกไปหมด

หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า อันนั้นมัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง เป็นที่พึ่งทางใจ หามีตัวตนที่แท้จริง ดังนั้น ยามที่เผชิญกรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นจึงช่วยไม่ได้เลย

หากแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ มีมาคู่กับจักรวาล คือ ธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นของโลกุตตระ เป็นหนึ่งเดียว พูดง่ายๆ นั่นคือ เป็นของเฉพาะส่วนตัว มีขอบเขตจำกัด

เมื่อผ่านพุทธกาลของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ คื่อ ๒๕๐๐ ปี โลกียะ เจ้าของโลกมนุษย์ มีกรรมเป็นอำนาจปกครองโลก จะเปิดให้ โลกุตตระ นำอำนาจธรรมมาให้มนุษย์พิจารณาเพื่อช่วยตน

การได้มาซึ่งอำนาจธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ จึงถูกมนุษย์คนหนึ่งซึ่งอาสาที่จะทำตนให้ได้มาซึ่งอำนาจ ผู้ที่ทำสำเร็จ เรียกว่ามีคุณสมบัติในการถืออำนาจ ด้วยการทำตนให้หมดกิเลส และมีสิทธิ์ใช้อำนาจนั้นแทนโลกุตตระ

แลนี่จึงเป็นคำยืนยันของแม่ชีเมี้ยนที่ให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า ในไม่ช้าก็จักมีผู้ทำตนจนสำเร็จ เป็นพระพุทธเจ้า มาสืบต่อจากพระโคดม

ในขณะที่พระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ แม่ชีเมี้ยนก็ให้หลวงพ่อนิพนธ์ มาปลุกปั่นพี่น้องคนไทย ให้ทำตนรอ และสามารถใช้อำนาจเสี้ยวหนึ่งของธรรม ให้ประจักษ์ในความจริงอันนี้ นั่นคือ ธรรมหมวดสมุนไพรนั่นเอง

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ หรือสาวก ก็ล้วนแต่พึ่งพาอำนาจธรรม เพื่อช่วยตน

นี่คือความจำเป็นที่ต้องมีพระพุทธเจ้า แล้วผู้ใดอยากได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ใด ไม่ต้องมาร้องขอ เพียงแต่ทำตามแนวทางที่ท่านถากถางมาให้เห็นแล้ว ก็จักประสพผล

นั่นคือ สร้างหรือปลุกเสกสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ให้มาอยู่กับตน ด้วยการใช้ธรรมไปปฏิบัติ เพื่อสร้างคุณสมบัติในการรองรับสิ่งศํกดิ์สิทธิ์มายังตนนั่นเอง

แลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนทำได้นี้แหละ ที่จะใช้เพื่อบรรจุเป็นวิญญาณของสมุนไพรที่เราท่านทาน

หมายความว่า สมุนไพรชนิดเดียวกัน หม้อเดียวกัน ผลของการทานจะไม่เหมือนกัน ขึ้นกับคุณสมบัติของผู้ทานนั่นเอง ...

เราท่านจึงมักได้ยินหลายครั้ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ผลแห่งการทาน ท้ายที่สุดไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ หรือชนิด แต่อยู่ที่คุณสมบัติ

เรื่องเล่าในอดีตถ้ำกระบอกจึงถูกหยิบยกมาให้ฟัง เมื่อครั้งที่วันหนึ่งมีญาติโยมมากันมากมาย ในขณะที่พระแทบไม่มีสมุนไพรทำให้ หลวงพ่อนิพนธ์วิตกมาก จึงไปเรียนแม่ชีเมี้ยนว่าจักทำอย่างไรดี คนมามากเหลือเกิน สมุนไพรก็ไม่มีจะให้

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า มันอยู่ที่คุณสมบัติของผู้ทาน หากเขาศรัทธา เชื่อมั่น ฉันอนุญาติให้ท่านใช้อะไรก็ได้

จึงเป็นที่มาของเรื่องเล่าขาน เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ในสมัยนั้นเดินออกมาโปรดโยม พิจารณาว่าสิ่งใดมีมากที่สุด มองไปแล้วเห็นต้นน้อยหน่าที่พระโยมช่วยกันปลูกหลายร้อยต้น จึงกล่าวกับโยมที่มาว่า วันนี้ไม่มีสมุนไพรให้ หากแต่ถ้าเชื่ออาตมา ก็ให้ไปเด็ดใบน้อยหน่ามาทานแทน

เริ่มจากคนไข้สองคนที่หามกันมา มีอาการไข้สูง เป็นประเดิมทานปุ๊บอาการไข้ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เท่านั้นแหละ ต้นน้อยหน่าทั้งหมดทุกต้นกลายเป็นน้อยหน่าไม่มีใบในพริบตา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า ไม่ต้องไปขอพร ไม่ต้องแสวงหาสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ที่ใดในโลก อยากได้ ให้นำธรรมของพระพุทธเจ้าบางหมวดบางตอนไปปฏิบัติ เช่นไม่โกรธวันละหนึ่งชั่วโมง สร้างคุณสมบัติของตนขึ้นมารองรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

เมื่อทำได้ นั่นเสมือนมียักษ์ในตะเกียงวิเศษ ทีนี้จะขออะไรเล่า ก็บอกกล่าวไป เหมือนตอนสวดมนต์จบ นั่นคือ ขออำนาจสิ่งศํกดิ์สิทธ์ที่ตนทำได้ ดลบันดาลให้ทำโน่นนี่นั่น จะแก้โรคาพยาธิที่ใด ก็ว่าไป...

ยักษ์จะโตใหญ่ จะฤทธิ์มากสักฉันใด ก็ขึ้นกับการทำได้ของตน

หลักนี้จึงเรียก หลักตนพึ่งตน ใครทำ ใครได้

อยากไปนิพพาน ก็ทำตนจนหมดกิเลส ยักษ์ก็พาไปนิพพานได้ แต่สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ มุ่งหมายแค่ ความไม่มีโรค จึงไม่ยากขนาดนั้น ทุกคนทำได้

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมี คนที่จักประสพความสำเร็จ ต้องใช้ในสิ่งที่ตนมี คือ นิสัย เป็นเครื่องมือทำตนเป็นคนดี ทุกคนจึงมีโอกาสเท่ากันหมด ไม่สนหรอกว่าจะหนักเบาตามหมอวินิจฉัย แต่จะหนักเบา ก็ด้วยนิสัยของตนนี้แหละ เปลี่ยนได้ไหม

ใครคิดจะเอาเงินมาทุ่ม มาหาทางลัด เพื่อให้ได้สมุนไพรเยอะๆ คิดผิดแล้ว ไม่มีวันประสพความสำเร็จอย่างแน่นอน ดีหน่อยก็แค่ยืดวันเวลา ยืดโอกาสเท่านั้นเอง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาดูที่คุณสมบัติ คือนิสัยธรรม ที่มีในตนของเราท่าน ว่าเพียงพอไหม เท่านั้นแล

คนที่มารับธรรมของพระพุทธเจ้า จึงอยู่มุมไหนของโลก เขาก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตน เพราะ เมื่อผู้นั้นเห็นธรรม ผู้นั้นก็เสมือนเห็นพระพุทธเจ้า อยู่แล้ว

อำนาจธรรม เขากระจายทั่วโลก เหมือนสถานีส่ง ผู้ใดมีธรรม ก็มีคุณสมบัติทำตนเป็นเครื่องรับนั่นเอง ....

สรุปโดยง่าย การไปหาพระพุทธเจ้า ก็เพื่อเรียนรู้ธรรม ที่จะใช้ในการทำตนเป็นเครื่องรองรับอำนาจธรรมนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อทำได้ พึ่งตนได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาบ่อย ถึงวันเวลา งานปีมาหนหนึ่งก็พอแล้ว เพราะสิ่งที่ทำพึ่งตนได้แล้วนั่นเอง

จะกังวลก็แต่พวกไม่ทำ ไม่ยอมพึ่งตนเอง จะเอาแต่สมุนไพร นั่นหมายความว่า คนพวกนี้หลวงพ่อนิพนธ์ต้องทำให้กินจนตายนั่นเอง นั่นไม่สำคัญ สำคัญที่ผลไม่เกิด การทำให้ก็ไร้ผล เสียปล่าวทั้งผู้ให้ผู้รับ เรียกว่ามาเบียดเบียน เป็นกรรมปล่าวๆ ... ไม่คิดช่วยตน ไม่อยากทำ ก็นึกว่าทำบุญครั้งสุดท้าย เก็บสมุนไพรไว้ให้คนที่อยากได้ อยากทำดีกว่า

รู้อย่างนี้ จะไปแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่มีวันเจอ หรือจะทำตนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเกื้อกูล ก็เลือกเอา

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มาเรียนกายวิภาคกัน

กายวิภาคฉบับพระพุทธเจ้า ไม่มีเขียนเป็นตำรา หากแต่ศึกษาโดยดูจากของจริงที่เกิด

ครั้งเมื่ออดีตถ้ำกระบอก สมุนไพรที่เรียกว่าสารสำเร็จทางธรรมชาติ ทานแล้วออกฤทธิ์เลย ไม่ต้องผ่านการย่อย ที่ทำให้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดี นั่นคือ "ยาตัด"

กายวิภาค ที่จะทำให้เราท่านได้รู้ว่า ทำไมยาเคมีหรือยาใดๆ จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของเราท่านได้ ก็ด้วยดูผลจากการทานยาตัดนี้เอง

คนที่ทานยาตัด โดยเฉพาะแก้วแรกๆ จักเห็นได้ชัดว่า มักจะมีเมือกเหนียว ออกมาอย่างมากมาย บางคนก็สีเขียวเหมือนตะไคร่น้ำ

เมือกเหนียวที่ว่านี้ บางคนเหนียวมาก ออกมาเป็นสายๆ อาเจียนออกมา สะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด ก็ยิ่งพยายามสะบัด นั่นจึงเป็นที่มาของฉายา "ช้างสะบัดงวง"

สิ่งนี้ ทำให้ได้รู้ว่า ภายในร่างกายเรา ผิวจะถูกปกคลุมไปด้วยเมือกเหนียวนี้ ทำให้ยาใดๆ ไม่สามารถผ่านเข้าไป และหากชั้นอวัยวะเป็นแผล นั่นจึงไม่มีวันรักษาหาย .... โรคกระเพาะที่มีแผล จึงไม่มีวันหายด้วยประการฉะนี้

นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่าทำไม ปฐมสมุนไพรตัวแรก ที่ทุกคนต้องทาน จึงเป็นยาเขียว ที่วิทยากรมักกล่าวว่ามีความสำคัญมาก เพราะในตัวสมุนไพร คือต้น พญามือเหล็ก มีสารที่เมื่อนำมาเข้ากับสมุนไพรอย่างอื่น จะออกฤทธิ์ ทำให้สามารถแทรกชั้นเมือกเหล่านี้ได้ นำพาสมุนไพรอื่นๆ เข้าไปยังเป้าหมายได้

กายวิภาคเรื่องนี้ สำหรับโรคอื่นๆ อาจจะส่งผลไม่มากนัก หากแต่คนป่วยที่เป็นอัมพฤกต์ อัมพาต นี่เรียกว่า เป็นเรีื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะอาจะป็นจุดวิกฤต ทำให้เกิดเป็นก้อนมาจุกที่หลอดลม และตัวเองไม่มีกำลังพอที่จะไล่ออกมา นั่นหมายถึงอาจทำให้เสียชีวิตได้

คนไข้ประเภทนี้ หากมีโอกาสได้ทานยาตัด จึงต้องพึงระวังอาการดังกล่าว หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูดเสมอ หากได้รับการช่วยจากวิทยาศาสตร์ นั่นคือ เครื่องดูดเสมหะ วิกฤตินี้ก็จะหมดไป

จากกายวิภาคอันนี้ และคุณสมบัติของยาเขียว จึงถูกนำมาใช้กับแผลภายนอกได้เช่นกัน เมื่อเป็นแผล ไม่ว่าแผลสด แผลเบาหวาน ก็อาจใช้ยาเขียวทาเพื่อรักษาแผลได้ เช่นกัน

วิธีการก็ง่าย ล้างแผลให้เรียบร้อย แล้วก็ทาด้วยยาเขียว เปิดแผลให้รับลม จะมีข้อยกเว้นที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเสมอ ในกรณีของเบาหว่าน นั่นคือ แผลที่ทา อาจไม่หายหรือปิดสนิท ตราบใดที่ร่างกายยังรีดน้ำตาลออกจากกล้ามเนื้อไม่หมด แต่ก็วางใจได้ว่าดีกว่ายาฆ่าเชื้อใดๆ หรือยาสมานแผลใดๆ แต่ถ้าจะเอาแบบทันใจ ก็ต้องยาแรง คือ ใช้ยาตัดทาเลย ก็เหมือนใช้ยาแดง กับทิงเจอร์ ฉันใดฉันนั้น ...

สิ่งที่ดีกว่า ยาเคมี เพราะยาเคมีจะมีส่วนผสมในยาทาแผลหลักๆ คือ ไซยาไนด์ ผลก็คือ จะก่อให้เกิดแผลเป็น เพราะเซลล์ตาย แต่ทาด้วยสมุนไพร เซลล์ไม่เพียงไม่ตาย แถมอาจได้กลับมาครบด้วย จึงไม่มีแผลเป็น

เหมือนชาวต่างชาติท่านหนึ่ง เป็นเบาหวานจนนิ้วกุด เล็บหลุด กลับมามีนิ้วเต็ม แถมมีเล็บอีกต่างหาก

บทสรุปของกายวิภาคนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้รู้ว่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมยาเคมีจึงต้องมีสารนำร่อง เพราะตัวยามันเข้าไม่ถึง แลเมื่อใช้สารนำร่อง ซึ่งเป็นสารหนัก ในขณะที่ตัวยาสลายได้ แต่สารนำร่องเหล่านี้ กลับทิ้งตัว รอร่างกายขจัดออก ซึ่งหากมีมากเกินร่างกายขับได้ไม่หมด มันก็จะทิ้งตัว ... นี่แหละเรียกระเบิดเวลา ทิ้งตรงไหน อวัยวะตรงนั้นพัง จึงเรียกผลข้างเคียง ก่อให้เกิดโรคใหม่ตามมานั่นเอง

อึ แห่งความหวัง

เผลอแป๊บเดียว คนไข้อเมริกัน มาใช้บริการครบหนึ่งเดือนแล้ว

อะไรทำให้เธอยืนหยัดทานสมุนไพร แม้นว่า เป็นความลำบากสำหรับเธอ เพราะความไม่คุ้นชิน แต่เธอก็ยืนหยัดฝ่าฟันมาพร้อมกับรอยยิ้มที่มากขึ้นทุกวัน

นั่นก็คือ สภาพตอบรับของร่างกาย โดยเฉพาะการเริ่มทานอาหารได้ในสัปดาห์ที่สอง หลังจากหมอไม่อนุญาติให้ทานอาหารใดๆเลย มาเป็นเวลาหลายปี ครั้งหลังสุด สิ่งที่เธอทานได้เพียงแต่โปรตีนที่ย่อยแล้ว ส่งผ่านตามสายยางเท่านั้น

ผลจากการปฏิบัติตามคำสั่งหมอ นั่่นคือ เธอไม่สามารถถ่ายเองได้เลย ทุกครั้งที่จะถ่ายใช้เวลาหลายวัน และต้องพึ่งการสวนทวารเพื่อช่วย

ผ่านการทานสมุนไพรรองพื้นหนึ่งสัปดาห์ หลวงพ่อนิพนธ์สั่งให้เริ่มป้อนอาหารเหลว เนื้อสัตว์บดที่สุกแล้ว ทีละนิด ให้ร่างกายปรับตัว

ความหวังของเธอถูกจุดประกาย เมื่อเธอมีอาการปวดอึ และสามารถถ่ายได้เองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นช่วงที่เธอต้องทำการเปลี่ยนท่อป้อนอาหารให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะระบบกระเพาะ ลำไส้ การย่อยอาหารของเธอเริ่มกลับคืนมา พร้อมกับความหวังที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

แม้นจักเป็นชาวต่างชาติ ฟังที่หลวงพ่อนิพนธ์รู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่เขาไม่ใช่คนโง่ มีหูตา สังเกต ความเป็นไปของที่นี่

จากคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย มีแต่คนทำให้ เพราะความมีฐานะ มาวันนี้ ทุกครั้งที่มาสถานที่นี้ เขาจะเดินไปห้องสมุนไพร ทำตนเป็นจิตอาสาปอกกระเทียม ...

ใครก็รู้ ฝรั่งเกลียดกระเทียม ... เพราะกลิ่นแรง

ความจริงที่ปรากฎแก่เขา ... มันเป็นเหตุ ผลจึงทำให้เขาทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เพราะสิ่งที่สัมผัส มันเป็นของจริง ช่วยตนของเขาได้

สิ่งที่เราคิด นั่นคือ เขาได้สัมผัสปาฏิหารย์ และเห็นแล้ว ...

แล้วเราท่าน ไปมองปาฏิหารย์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน เราจึงย้ำคำแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเสมอ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีวันแสดงปาฏิหารย์ โดยการเหาะเหิรลงมาโดยเด็ดขาด อยากเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องอาศัยเหตุและผล เมื่อเห็น เมื่อสัมผัส สิ่งที่มนุษย์ทั้งโลกทำไม่ได้ นั่นแลเราเห็นปาฏิหารย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว

นี่จึงเป็นแว่นส่องจักรวาล สิ่งใด อะไร ที่ไหน ที่เขาบอว่าศักดิ์สิทธิ์ ก็เอาเอดส์ เอามะเร็งไปถวาย เพราะคนทั้งโลกแก้ไม่ได้ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นแก้ได้ ก็พึ่งได้ นับถือไปเถอะ จะเห็นก็มีแต่ ไอ้ที่ว่าแน่ ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวเสมอ หากที่นี่ไม่มีสิ่งศํกดิ์สิทธิ์เกื้อกูล ลำพังตัวท่านเอง ไม่มีอะไร รับรองดูไม่จืด เดี๊ยวคนโน้นเป็นลม คนนั้นชัก คนนี้ตาย ... อย่างแน่นอน

ฝรั่งมาเดือนเดียว เขาเห็นแล้ว และก็เปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องแล้ว เราท่านมานานแค่ไหน .... เปลี่ยนอะไรมั่งหรือยัง

เขาใช้เงินสู้ หมดไปร้อยกว่าล้าน ทำทุกอย่างที่ว่าช่วยได้ .... ผ่านมาหมดแล้ว ไม่ประสพผล .... ถามคนไทยส้้นๆ มีเงินเยอะอย่างเขาไหมที่จะเอาเงินไปสู้กับโรค

ฝรั่งแค่ทำให้เขากลับมาถ่ายได้ ก็ตื่นเต้น เหมือนพบสิ่งมหัศจรรย์ คนไทย เห็นมะเร็ง เอดส์ ... หายเดินกันให้ไขว่ เฉย... ยังไม่ยอมเปลี่ยน แต่เห็นต้นไม้มีพวงมาลัย จะเดินผ่านยังต้องก้มเลย ... ไม่รู้กรรมอะไร

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เดินหน้าเต็มตัว

ด้วยวิกฤตของโรคภัย ที่คุกคามรุนแรงขึ้นทุกวัน หลวงพ่อนิพนธ์จึงคิดว่า ณ.วันนี้ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ที่จะเสนอตัวเป็นโอกาสหรือทางเลือกหนึ่ง ในการกอบกู้ชีวิต ที่สำคัญ มีโอกาสประสพความสำเร็จ

ระยะแรก ก็จักมุ่งเน้นไปที่โรคที่ร้ายแรงอันดับหนึ่งในปัจจุบัน นั่นคือ โรคมะเร็ง เป็นปฐมฤกษ์ในการเปิดตัว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเปิดรับคนไข้มะเร็ง ที่ปัจจุบันเป็นภาระของญาติ หรือ แม้นจะช่วยตัวเองได้ แต่มีสภาพร้ายแรง เข้ามาพำนักเป็นคนไข้ในอย่างเต็มตัว

จึงเป็นโอกาสอันดี ที่คนไข้มะเร็งที่จะได้มีทางเลือก และมีโอกาสในการรักษาชีวิต และกลับมาเป็นปกติ

แลวันใดที่อาคารผู้ป่วยมะเร็งแล้วเสร็จ ก็จะมีการเปิดอาคาร พร้อมกับคัดเลือกตัวแทน จากกลุ่มะเร็ง ๕ คน เป็นปฐมฤกษ์ ที่จะย้อนยุคในการรักษาเช่นถ้ำกระบอก นั่นคือ การใช้ยาสมุนไพรที่มีความโดดเด่น เห็นผลเร็ว อันได้แก่ "ยาตัด" หรือ "ยาอ้วก" นั่นเอง

เมื่อใช้วิธีนี้ สมุนไพรที่ใช้ก็ไม่จำเป็นต้องมากชนิด ทานยาตัดแล้ว ก็เสริมด้วย ยาเขียว ยาลูกกลอนน้ำผึ้ง ยาไพล ... ก็เพียงพอ

ใครที่สงสัยว่า ทำไมมะเร็ง ภาษาอังกฤษเรียก cancer ที่แปลว่าปู เมื่อทานยาตัด ภาพอดีตที่จะย้อนมาให้เห็น นั่นคือ ร่างกายจะรีดรังของมะเร็งมาไว้ที่กระเพาะแล้วอาเจียนออกมา .... ได้เห็นแล้วจะรู้ว่า มันเหมือนปูจริงไหม

เห็นเขาหายกัน ก็อยากหายมั่ง อยากทานยาตัดมั่ง แต่อดีตถ้ำกระบอก ก็เป็นตัวอย่างให้เห็น สมุนไพรอื่นๆ ไม่สนพฤติกรรม มาก็ให้ทาน แต่สมุนไพรนี้ หาเป็นเช่นนั้นไม่ เขาพิจารณาพฤติกรรมก่อนแล้วจึงให้ทาน ไม่ได้ทานกันง่ายๆหรอกน่ะ

ใครมีโอกาสได้ทาน ก็เตรียมเสื่อผืน หมอนใบ กระโถน กระติกน้ำ กระดาษทิชชู่ .... แล้วเลือกทำเลเหมาะๆ

ใครที่เคยเห็นแต่ในหนัง น้ำพุ ก็จะได้ดูของจริง หรือโชคดี ได้แสดงเองเลย

ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นหนูทดลอง อาทิตย์ที่จะถึงนี้ ก็จะมีเพื่อนมะเร็งสองสามีภรรยา มาเป็นเพื่อน นั่นคือท่านทูตไนจีเรียนั่นเอง

ว่าแต่ หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ที่นี่ไม่มีใบประกอบสถานพยาบาลน่ะ หากสาธารณสุขมาจับ ... กรุณาส่งโอเลี้ยงและข้าวห่อด้วย

แต่ก็เชื่อว่า "กฎหมาย หรือจะสู้ กฎแห่งธรรม" ก็เขาไม่มีทางรอดแล้ว จะนิ่งเฉยได้อย่างไร

พฤหัสที่ผ่านมา ก็สามคนพ่อแม่ลูก หมอให้วาจาอมตะแล้ว แบกหามกันมาจากลำปาง ... วันก่อน บินมาจากปัตตานี ... ตอนนี้ก็เป็นสิบแล้ว เผลอๆ ข่าวนี้กระจายไป อาจได้เห็นเมืองมะเร็งก็เป็นได้ ถ้าเขาไม่มาจับก่อน

ตอนนี้ ก็มีหัวหน้าหมู่บ้าน คือ หนุ่มมะเร็งตับ ที่ลามไปสมอง จนกดทับประสาทตามองไม่เห็นข้างหนึ่ง มาวันนี้ ตากลับมาเห็น ขับรถได้ ทำงานได้ ... เป็นหัวหน้า ดูแลสวนสมุนไพร แลก็เป็นตัวอย่าง หนักขนาดนี้ยังรอด แล้วทำไมเราท่านจะรอดแบบเขาไม่ได้ ... ว่าแต่ ทำแบบเขาได้ไหม

คุณสมบัติถึง ยาสมุนไพรถึง ... มะเร็งมันจะอยู่ได้ให้มันรู้ไป

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เล่าเรื่องอดีต

ประวัติศาสตร์ จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีคนศึกษาแล้วใช้เป็นเครื่องเตือนตน ยิ่งประวัติศาสตร์ที่เป็นความผิดพลาดด้วยแล้ว ยิ่งต้องใช้เป็นเครื่องเตือนสติ มิให้ผิดพลาดเช่นนั้นอีก

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวย้ำอดีตความล่มสลายของถ้ำกระบอก ให้เราท่านเป็นเครื่องเตือนใจ ถึงความผิดพลาด ไม่ว่าพฤติกรรมของพระ หรือญาติโยม เสมอๆ เพื่อให้สถานที่นี้ ไม่เป็นเช่นอดีต

นิยายถ้ำกระบอกจึงเป็นเรื่องที่เราฟังไม่รู้เบื่อ ทั้งยังเป็นเสมือนเครื่องเตือนภัย ให้ระวังตนอยู่เสมอ

เข้าพรรษานี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ได้หยิบยกเรื่องราวของพระในอดีตมาให้ฟังว่า ในครั้งนั้น มีพระรูปหนึ่ง เมื่อมาบวชที่ถ้ำกระบอก ด้วยความที่ชอบและเชื่อในการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ว่าเป็นบุญ ดังนั้น ทุกวันหลังจากฉันเสร็จ ก็จะไปที่่ถ้ำด้านหลังของวัด เพื่อนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ตามที่ตนชอบ

ทำเช่นนี้เรื่อยมา จนแม่ชีเมี้ยนเอ่ยปากกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ธรรมของท่านไม่สามารถโปรดพระรูปนี้ได้ ต้องอาศัยกรรมของเขาโปรดเอง

ความหมายของคำกล่าวนี้ ก็ยังเป็นที่สงสัยแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่าเป็นเช่นไร

จนกระทั่งพระรูปนั้น มีอาการปวดท้อง แต่ก็ยังมุ่งมั่นในการนั่งวิป้สสนากรรมฐานอย่างเคร่งครัด

ผ่านไปหกวัน อาการปวดท้องรุนแรงขึ้น จนไม่สามารถนั่งได้ จึงจำต้องหยุดวิปัสสนากรรมฐานของตน แล้วเรียนแม่ชีเมี้ยนปรึกษาอาการของตน

แม่ชีเมี้ยนไม่ได้ว่ากล่าวอันใด เพียงแต่ตรัสว่าในเมื่อท่านไม่สามารถนั่งวิปัสสนากรรมฐานได้ เวลาว่างหลังการฉัน ท่านก็ไม่นั่งตำสมุนไพร จัดสมุนไพรให้คนป่วยทาน

เพียงสองวันอาการปวดท้องอย่างรุนแรงที่เป็นอยู่ ก็หายเป็นปลิดทิ้ง

พระรูปนั้นจึงเรียนถามแม่ชีเมี้ยนว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบที่ได้รับคือ การไปนั่งเช่นนั้น ไม่มีประโยชน์กับสรรพสัตว์ ไม่ได้ให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วจะมีบุญย้อนกลับมาเลี้ยงตนได้เช่นไร พฤติกรรมเช่นนั้น เรียกว่าพวกเห็นแก่ตัว เอาตัวรอด ไม่เป็นบุญ จึงยกอดีตพุทธกาลให้เห็นว่า ฤาษีหลายตน เคร่งกว่าพระโคดมเสียอีก นั่งบำเพ็ญเพียรได้เป็นวันๆ โดยไม่ทานอาหารเลย แต่ฤาษีเหล่านั้น ไม่มีบุญ พาไปนิพพานได้แม้นแต่ตนเดียว

นี่จึงเป็นนิยาย การใช้กรรมโปรด ที่หลวงพ่อนิพนธ์เล่าให้ฟัง

คนที่มาหลายคน ก็เฉกเช่นเดียวกัน มีความเชื่อ มีลัทธิ มีเจ้าพ่อ เจ้าแม่ที่ตนนับถือ กันแทบทุกคน ล้วนแล้วแต่ศิษย์มีครูมีอาจารย์ และยึดมันในสิ่งเหล่านั้น ว่าสิ่งที่ตนยึดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอมา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ความเชื่อนี้หยั่งลึกยากที่จะถอน จนกว่าจะได้พบสัจจะธรรมความเป็นจริง ด้วยแว่นส่องจักรวาล นั่นคือ เมื่อกรรมมาถึง ดลบันดาลให้เป็นโรค แล้วเอาตัวเร่ไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเชื่อ ตนนับถือ ท้ายที่สุดแล้วก็จะพบสัจจะธรรมความเป็นจริง ว่าสิ่งนั้นไม่มีตัวตน ช่วยตนของตนไม่ได้เลย แม้กระทั่งเทพเจ้าที่มาแรงนั่นคือหมอและยาเคมี ก็ทำลายความหวังของตนจนหมดสิ้น

กรรมโปรดนี่แหละ ทำให้เราท่านมีโอกาสได้เวียนมาพบธรรม พบพระพุทธเจ้า พบแม่ชีเมี้ยน แล้วเรียนรู้ เพื่อเอาไปช่วยตน

มันคือบทพิสูจน์ว่า อำนาจที่แท้จริงในโลก หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลก มีเพียงสองสิ่งเท่านั้น ที่เป็นอำนาจตามธรรมชาติ มีคู่มากับโลก นั่นคือ อำนาจธรรม และ อำนาจกรรมเท่านั้น

คำตอบง่ายๆ ที่ทำไมโลกนี้ไม่มีผู้ใดเอาชนะโรคได้ ก็เพราะในโลกนี้ไม่มีใครรู้เรื่องกรรมนั่นเอง ผู่้เดียวที่เอาชนะได้ คือพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งตรัสรู้ความจริงของธรรมชาติ จึงเป็นผู้เดียวที่รู้เรื่องกรรม และเรื่องธรรม ที่จะมาสอนให้ใช้ธรรม เอาไปชนะกรรมที่ตนทำมา

นี่แหละคือความสำคัญของพระพุทธเจ้า

ด้วยรู้ธรรมชาติ พระพุทธเจ้าจึงไม่ละเมิด ไม่ล่วงล้ำกรรม อำนาจธรรมที่มี จึงใช้ได้เฉพาะกับคนที่เชื่อแล้วทำตาม ไม่ใช่หว่านไปทั่วโลก จึงไม่ต้องแปลกใจที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ มีเมตตาอันมหาศาล หากแต่ทำไมจึงมีสาวก หรือนำพาอรหันต์ไปนิพพานได้เพียงหยิบมือเดียว ก็เพราะคนที่เชื่อและทำตาม มันมีน้อย

ศาสน์จึงได้ถูกขนานนามว่า "เป็นหลักที่ดี แต่ทำยาก" คนส่วนใหญ่เขาไม่เอา

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า ศาสน์บุคคลิกเฉพาะคนอยากได้แล้วทำ คนใดที่ไม่อยากทำ ศาสน์อันนี้ก็หามีประโยชน์ไม่ พูดง่ายๆ แม้นธรรมจะมีอำนาจมหาศาลเหนือกรรม ก็ช่วยคนที่ไม่ทำตามไม่ได้เลย

ภาพของศาสน์จึงถูกหลวงพ่อนิพนธ์เปรียบเปรยให้เห็นชัด อุปมาตบมือให้ดัง ก็ต้องอาศัยมือทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งคือธรรมคำสอน อีกข้างหนึ่งคือมือของเราท่านนั่นเอง

เมื่อมาแล้วไม่อยากทำ จึงไม่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใดเลย เสียเวลา เสียเงินเปล่า ....

คาถาบุญง่ายๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ สิ่งที่ทำมีผลกับมนุษย์และสัตว์หรือไม่ ...

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เข้าพรรษาพุทธกาล

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าอดีตครั้งถ้ำกระบอก เมื่อแม่ชีเมี้ยนทรงอรรถาธิบายเรื่อง ที่มาของการเข้าพรรษา ให้ฟังว่า หาใช่เป็นดั่งที่เข้าใจในปัจจุบันไม่ ที่ว่าพระจะไปเหยียบพืชของชาวนา ชาวไร่

หากแต่วัตรปฏิบัติของพระสมัยพุทธกาล ข้อหนึ่งคือ ถือธุดงค์เป็นวัตร ดังนั้น ในเวลาปกติทั่วไป พระสมัยพุทธกาล จึงจาริกไปเรื่อยๆ ไม่พักเป็นที่นาน ไม่สร้างโบสถ์ วิหาร

เมื่อถึงฤดูฝน พระพุทธเจ้า ก็ทรงบัญญัติ ให้สงฆ์ทั้งหลาย ได้พักผ่อนฟื้นฟูร่างกาย ประการหนึ่ง เรียนธรรมประการหนึ่ง แลในระหว่างนี้นั้น ชาวบ้านที่รู้ ก็จะมีประเพณีที่ในยามปกติ จะใส่บาตรอย่างเดียว จึงถือโอกาสช่วงนี้ หิ้วสมุนไพรกันมาตามที่ตนหาได้ มาให้พระฟื้นฟูตนเอง แลพระท่านก็ทำสมุนไพรให้คืนกลับมาแก่ญาติโยมได้ฟื้นฟูตนด้วยเช่นกัน

ด้วยเพราะยามที่จาริกธุดงค์นั้น ก็ไม่สามารถทำสมุนไพรได้ จึงอาศัยโอกาสนี้นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็อุปมาเหมือนนักเรียนทั่วไปนั่นแล ระหว่างเข้าพรรษา ก็อุปมาเหมือนการเรียน และเมื่อเรียนจบ ร่างกายพร้อม ก็ต้องไปจาริกธุดงค์เผชิญเหตุ อุปมาเหมือนการสอบ เมื่อเวียนมาเข้าพรรษาใหม่ ก็ตรวจผลสอบ หากผ่านก็เรียนขั้นต่อไป ทำอย่างนี้จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

แลย้อนไปพุทธกาล แม่ชีเมี้ยน ทรงยกคำเทศนาในเรื่องบุญทานให้ฟังว่า ข้าวที่ญาติโยม หรือวัตถุใดๆ ที่นำมา มีอายุขัยสั้น ไม่ยืนยาว ผลที่ได้จึงน้อย เรียกว่าทาน

แลทานนั้น จะยังประโยชน์เหมือนบุญนั้นมิได้ ดั่งเช่นพระองค์สละราชสมบัติ ก็เป็นแค่ทาน จะมาเอาเป็นบุญพาไปนิพพานไม่ได้เลย

ส่วนบุญนั้น อยู่ที่มนุษย์แลสัตว์ อาศัยนิสัยของตนเป็นเหตุ สร้างสุขให้สุขนั้นจึงย้อนมายังตน

คนสมัยพุทธกาล ได้ฟังคำสอนนี้ จึงมีวัตรปฏิบัติ ในยามเข้าพรรษา ที่จะแสวงหาบุญประการหนึ่ง นั่นคือ การหอบหิ้วสมุนไพรมาถวายพระนั่นเอง

คำอรรถาธิบายที่แม่ชีเมี้ยนให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ตรัสว่า เพราะมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในโลก หากมนุษย์ผู้นั้น ได้รับสมุนไพรแลกลับกลายมาเป็นคนดี ผลที่ได้จึงมหาศาล เพราะนิสัยที่ดีของคนผู้นั้น ก็จะติดตามตัวไปทุกภพทุกชาติเช่นกัน การให้สมุนไพรแม้นจะดูน้อยนิด แต่ให้ผลมหาศาลและยั่งยืน บัญญัติเป็นบุญประการหนึ่ง

เข้าพรรษานี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้หยิบยกอดีตพุทธกาลมาให้เห็น ความสำคัญของสมุนไพร ไม่เชิญชวนให้สร้างวัตถุ ไม่ยินดีในทรัพย์ แต่น้อมรับสมุนไพรที่เราท่านนำมา และจักนำไปช่วยเพื่อนมนุษย์ หากมีผู้เข้าใจ และทำตนจนหายโรคเป็นคนดีได้ ผลบุญอันนั้นแลจักย้อนกลับมาหาต้นตอพงศาวดาร

ด้วยความมหาศาลในผลของการกระทำนี้ จึงทุ่มเท แม้นว่าในร้อยคนที่มา อาจจะได้สักห้าหรือสิบคน ก็เป็นบุญมากพอ ไม่จำต้องทั้งหมดหรอก ที่เหลือเขามาให้ทำใจ ... ก็ไปหาบุญจากการทำนิสัยทำใจแทน

แลวัตรสำคัญอันหนึ่งที่ปรากฎในเฉพาะช่วงเข้าพรรษา ที่ญาติโยมในสมัยพุ่ทธกาลได้มีโอกาสทำ นั่นคือ การวางสัญญา ที่จะมาปฏิบัติธรรมทุกสัปดาห์ ตลอดพรรษา ความสำคัญขอบการวางสัญญานี้ เป็นเช่นไร ใครที่ไปในช่วงนี้ ก็จะได้รับรู้ ... แลหากเป็นไปได้ ควรทำอย่างยิ่ง ... วันอาทิตย์ที่ผ่านมา คนแรกทีฟังแล้วคว้าหมับ ประกาศก่อนเลย คือ คุณศิรินทรา


วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เหตุแห่งการพ่ายแพ้

หลายคนเห็นการหายโรค และยังรำเรียนมาแต่น้อย เห็นความก้าวหน้าอันหน้าพิศวงของวิทยาศาสตร์ ทำให้ทึ่งแลเชื่อมั่นว่า ความก้าวหน้านี้ย่อมพาไปถึงฝั่งฝัน นั่นคือการมีอายุยืนและปราศจากโรค

แลอีหลากหลายวิธีการ ไม่ว่าหมอผี หมอเจ้า หมอพระ ซึ่งหลายครั้งก็ทำให้พิศวงที่อาการที่เป็นอยู่ หายไปได้

หลวงพ่อนิพนธ์เรียกวิธีการเหล่านั้นว่า การหากินกับพรหมลิขิต

ปัญหาที่สำคัญนั่นคือ ความวางใจในสิ่งที่สัมผัสว่าพึ่งได้ จิตจึงผูกพนและยึดเป็นที่พึ่ง

แต่ความจริงก็คือ ยาหรือวิธีการเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ช่วย การผ่านพ้นวิกฤตที่เกิด มาจากพรหมลิขิตยังเหนียวแน่นต่างหาก

เมื่อพรหมลิขิตยังมี หลวงพ่อนิพนธ์ยืนยัน โรคห่าอะไรมาพิฆาตไม่อาสัญ เพราะโรคที่มาเขาเรียก กรรมผ่าน มาให้ใช้กรรมแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้มาเอาถึงตาย

ความเคยชินและเชื่อมั่นในการผ่านโรคนี้เอง ปวดหัวตัวร้อน หยิบเข้าปากปุ๊บหายปั๊บ จิตจึงผูกพัน หากแต่วันหนึ่งเมื่อของจริงมา นั่นคือกรรมพัก หรือโรคที่มาทำให้เสียชีวิต

ก็ใช้พฤติกรรมแบบเดิมๆ ใช้เงินซื้อ พึ่งในสิ่งที่ตนยึดและเชื่อ ผลก็คือ ยิ่งนานวัน ไม่ว่าทุ่มเทสักฉันใด มีแต่ความเลวร้ายมากขึ้นทุกวัน

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นี่คือจุดอ่อน เพราะความฝังใจ แลไม่รู้ความจริงที่มาของโรค การชนะมาตลอดในอดีต ความเชื่อมั่นว่าหายได้ ผลก็คือ การตีค่า หรือประเมินศัตรู เป็นแค่โรคเอาชนะได้ง่าย นั่นแลพระภูมีเรียกคนประมาท

คู่ต่อสู้ที่แท้จริง คือ กรรม อันเป็นอำนาจสูงสุด เหนือมนุษย์ จะหาสิ่งใดมาป้องกัน หลบเลี่ยงไม่ได้เลย

ยิ่งไปหวังปัญญามนุษย์ ที่เรียกว่าปัญญากรรม เพรมะกรรมเป็นผู้สร้าง ย่อมมองไม่เห็นทางว่าจะชนะกรรมได้โดยวิธีใด

ดังนั้นรอไปเถอะ ตายอีกกี่ชาติ ก็ไม่มีวันพบยา หรือเครื่องมือใดมาช่วยรักษาโรคตายได้

พูดให้ฟังง่าย เราท่านประเมินโรค ประเมินกรรมต่ำ จึงคิดว่าปัญหานี้ หากมีเงิน มีหมอดีๆ มีเครื่องมือดีๆ ก็ช่วยได้ ผลก็คือ หาเงิน แต่ก็ยังคงพฤติกรรมเดิมๆ หายาโยนใส่ปาก มอบความรับผิดชอบโยนให้คนอื่นแก้ รายแล้วรายเล่า ไม่ว่ามีเงินสักเท่าไร หมอที่ว่าเก่งขนาดไหน เครื่องมือทันสมัยอย่างไร ล้วนปิดหน้าหมด ไม่มีผู้ใดประสพผลเลย

เมื่อพานพบหลักของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา สอนให้รู้ว่า คู่ต่อสู้เราท่านนั้นใหญ่หลวงนัก มีอำนาจเด็ดขาด จึงสอนไม่ให้ประมาท ตีค่าคู่ต่อสู้ให้สูง นั่นหมายความว่า การจะหายโรค จึงต้องใช้เกลือจิ้มเกลือ

การจะหายโรค จึงต้องใช้สิ่งสูง สมุนไพรจึงต้องดำรงเป็นของสูง ก่อนทานเราท่านจึงต้องไหว้ และมีพฤติกรรมการกระทำหรือนิสัยที่สูง ที่ดี จึงจะชนะได้

ความจริงนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นี่คือหลักตนพึ่งตน ที่นี่จึงไม่มีคนไข้ ไม่มีหมอ มีแต่ศิษย์กับอาจารย์ เพราะท่านช่วยใครไม่ได้เลย แต่มีความรู้ของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา สอนให้ไปช่วยตน แลอาสาปรุงสมุนไพรให้ เพื่อลดความลำบาก เพราะจะให้ไปทำเอง ก็คงยาก

คนที่จะหายโรค จึงต้องเป็นคนอยากได้ เรียนรู้ แล้วนำไปช่วยตน ใครทำ ใครได้ คนหายจึงมีน้อย เพราะคนทั่วไปอยากหายแต่ไม่อยากทำนั่นเอง

การทานสมุนไพรอย่างเดียว จึงยากที่จะหาย เพราะเข้าไม่ถึงอำนาจธรรม ที่จะไปหักล้างอำนาจกรรม อาจมีฟลุ๊คบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ได้แค่ประทังหรือยืดไปเท่านั้นเอง

ข้อสอบ ของผู้ที่จะประสพความสำเร็จ จึงวัดการที่ฟ้าดินพิจารณาว่าท่านเป็นคนดี

จะหลอกใครก็หลอกได้ จะทานสมุนไพรมากสักฉันใด ก็ไม่ช่วย เพราะกรรมการคือฟ้าดิน ที่เมื่อตัดสิน กรรมจึงยอม เพราะนั่นคือคนดีที่แม้แต่ฟ้าดินยังยอมรับ กรรมจึงให้อภัย หรือพ้นโทษได้ ปล่อยเราท่านกลับมาเป็นอิสระอีกครั้ง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า หากมองโรคเป็นโรค ไม่มีทางหาย หากมองโรคเป็นกรรมแล้วไซร้ จะทำให้เราท่านมีสติ มีความสงบ มีการควบคุมพฤติกรรม ทำตนเป็นคนดี แล้วทานสมุนไพร การหายโรคก็จักเป็นเรื่องง่าย

ผลแพ้ชนะ อยู่ที่ใจ เท่านั้นเอง

พระพุทธอุบัติมาไม่รู้กี่มากน้อย เราท่านยังถูกขังในโลกเวียนว่ายอยู่เลย ใครมันแน่ท้ากรรมก็ปล่อยเขาไป ส่วนพวกเราเชื่อหลวงพ่อนิพนธ์เถอะ อยู่ใต้ฟ้าอย่าท้าฝน เกิดเป็นคนอย่าท้ากรรม

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เรื่องเล่าชวนคิด

คนไข้สตรีท่านหนึ่งเป็นโรคที่ไม่สาหัสสากรรจ์เท่าใด หากแต่ความที่แก้ผิด จึงไม่ประสพผล แลก็ได้มีโอกาสมาพบหลวงพ่อนิพนธ์

สิ่งที่เธอยื่นให้หลวงพ่อนิพนธ์คือ บิลเงินสดค่ารักษา ครั้งหลังสุด ประมาณหนึ่งล้านบาท

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้ทานสมุนไพร และเลิกยาเคมี เธอก็ทำตาม และมีมานะในการทานสมุนไพร ผ่านไป ๘ เดือน โรคที่เป็นอยู่ก็หายไป

ตลอดระยะเวลา ๘ เดือน หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติเธอเสมอว่า เสียเงินล้านให้โรงพยาบาลแล้วได้สภาพแบบนั้นมา ยังเสียได้ ทำไมไม่ซื้อสมุนไพรเพื่อช่วยตนและผู้อื่นบ้าง เรียกว่าทำบุญไว้ช่วยตน กันไว้หน่อยก็ดีกว่าแก้

ไม่มีเสียงสัญญาณตอบรับจากเธอ หลังจากหาย เธอก็ไม่มาสถานที่นี้อีกเลย จนเวลาล่วงเลยไปสองสามปี เธอแบกสังขารกลับมาพร้อมกับโรคมะเร็งเฉียบพลัน ที่มีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว

หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า คงช่วยเธอได้แค่ระดับหนึ่ง เพราะกรรมเขาไม่ให้โอกาสแล้ว อาการทรุด มันทำให้ไม่มีเวลาเหมือนครั้งอดีต เธอร้องขอจะทำอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์เคยแนะนำ นั่นคือ ซื้อสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า มันไม่ทันแล้ว ... ผ่านไป ๑ เดือน เธอก็เสียชีวิต

คิดดี แต่ทำผิด

เรื่องของศาสน์ คือเรื่องของชีวิต ที่เกี่ยวพันถึงอำนาจสองอำนาจ คืออำนาจกรรม และคู่ปรับตลอดกาล คืออำนาจธรรม

ศาสน์ จึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม นั่นเพราะ มนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นอำนาจ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธฺิ์คุ้มครองตน ให้ครบอายุขัยอยู่แล้ว ผู้อื่นหรือสิ่งใดจะทำลายพรหมลิขิตอันนี้ไม่ได้ ยกเว้น ตนของตนเอง

แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่ง ที่อยากพ้นทุก หรือพูดง่ายๆ เบื่อโลก เบื่อกรรม อยากทำตน ให้วิญญาณสูง หนีกรรม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า วัฐจักรของจักรวาล จึงให้โอกาสทุก ๒๕๐๐ ปี ก็จักมีผู้ทำตนจนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ทำตนจนหมดกิเลส เป็นผู้ถืออำนาจธรรม มาสอนคนกลุ่มนี้ ให้พ้นอำนาจกรรม

เราจึงอาจพบเห็นพุทธประวัติ แม้นอาจจะเจือจาง เพราะห่างยุค ห่างสมัย ในแผ่นดินต่างๆ อย่างน้อย ก็ทำให้เราทราบได้ว่า ในยุคหมื่นปีที่ผ่านมา ก็มีพระพุทธเจ้าอุบัติมาทุกยุคทุกสมัย ๔ พระองค์ นับตั้้งแต่ พระกุสันโธ พระโคนาคม พระกัสปะ และองค์สุดท้ายคือ พระโคดม

นั่นหมายความว่า ศาสน์ มีวันเวลา มีอายุขัย ในโลกมนุษย์ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า รอบของศาสน์ คือ ๒๕๐๐ ปี ที่จะเปิดให้อำนาจธรรม ซึ่งเป็นอำนาจนอกโลก ให้เข้ามายุ่งกับอำนาจกรรม ซึ่งปกครองโลกอยู่ มีระยะเวลา ๑๐๐ ปี

ซึ่งก็หมายถึง อำนาจธรรมจะมาหามนุษย์ที่อาสาทำตนเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อหมดกิเลสนิสัย ก็จักมีคุณสมบัติถืออำนาจธรรม สั่งสอนมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่อยากพ้นเวรพ้นกรรมเหมือนตน เรียกว่า ระยะเวลาวางธรรม ตามประวัติก็มีเวลา ประมาณ ๔๐ ปี

เมื่อครบกำหนด ๑๐๐ ปี อำนาจธรรม ก็ต้องกลับไป เหลือแต่อำนาจกรรม ดังนั้น ๑๐๐ ปี ที่มีพระพุทธเจ้าและสาวก จึงเรียกช่วงศาสน์เฟื่องฟู แลหลังจากนั้น ก็เข้าสู่ความเสื่อมถอย จนมาถึงวันนี้ คือปลายสมัยของพระโคดม นั่นคือ ศาสน์เสื่อมโทรมถึงที่สุด เราท่านจึงเห็นคนเอาศาสน์มาหากินกันมากมาย เกลื่อนแผ่นดิน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า นี่คือความอันตราย เพราะความรู้ที่ผิด ทำให้เราทำผิด แลวันใดที่พระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาอุบัติ พฤติกรรมที่ผิดนี้ จะมีโทษทวีคุณ เพื่อให้เห็นซึ่งอำนาจของพระพุทธเจ้า เรียกว่า ทันตาเห็น นั่นคือเวลาที่พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ จะสังคายนาศาสน์ขึ้นมาใหม่

ความคิดของเราท่านหลายอย่างที่เชื่อกันว่าดี แท้จริงแล้ว เป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ มีมากมาย ผลผิดเหล่านี้จึงบังเกิดกับตน แลกลายเป็นคำตัดพ้อว่า ทำไมทำดี ไม่ได้ดี ก็เพราะคิดดี แต่ทำผิดนั่นเอง

การเรียนรู้ การฟังจากหลวงพ่อนิพนธ์ ทำให้เราท่านได้เรียนรู้ว่า ทำไมความคิดดีๆ ที่คิดแล้วทำ จึงเป็นผลผิดไปได้

เรื่องของศาสน์ จึงต้องมาเรียนรู้ เพราะถ้าขาดองค์ความรู้เสียแล้ว จักทำถูกเป็นไปไม่ได้เลย ยิ่งการกระทำเดิม ให้ผลผิดเป็นที่ประจักษ์แก่ตน เรียกว่า เกิดแก่ตนแล้วไซร้ จะเถียงอย่างไรก็ไร้ค่า เพราะผลมันเกิดแล้ว นอกเสียจากไม่เอาเหตุเอาผล

เรื่องของศาสน์ จึงเป็นเรื่องของเหตุและผล ไม่ใช่ความเชื่อลมๆแล้งๆ

ตัวอย่างที่เห็นชัด แลถูกหยิบยกมาให้ฟังเสมอ นั่นคือ ความสงสาร ที่หลายต่อหลายคน ที่เห็นพระขาดแคลน ลำบาก สงสารพระ ดังนั้น จัดไปชุดใหญ่ เอาเงินไปถวาย สร้างกุฏิ เห็นท่านเดินไปมา ลำบาก จัดไป รถคันหรู เห็นท่านมีจีวรเก่าหน่อย จัดไป จีวรถวายจนเต็มกุฏิ

หากย้อนกลับไปวันที่ชายหนุ่ม ที่มุ่งมั่น ศรัทธาในพระพุทธศาสนา โกนหัว เข้าโบสถ์ ก็หวังในการเป็นพระที่ดี เป็นที่พึ่งของญาติโยม แต่วันเวลาผ่านไป โดนความสงสารของญาติโยม ถาโถมเข้าใส่ จนเกินกว่าจะห้ามกิเลสของตนได้ ผลก็คือ แทนที่จะได้ เณรคำ ที่เคร่งวินัย ยันคระที่น่ากราบไหว้ ... กลายเป็นอะไรไปหมดแล้ว

จักบอกได้อย่างไรว่า พระเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ดี ก็แท้จริงแล้ว ความสงสารของญาติโยม เอากิเลสไปยั่ว เอาเงินไปถวาย จนท่านหยุดกิเลสไม่ได้ จากพระดี ปฏิบัติดี ก็เลยต้องนำเงินไปเที่ยวในที่กิเลสมันยั่ว อยากโน่นอยากนี่ ก็ตอนบวชใหม่ๆ บอกจะมาตัดโน่นตัดนี่ แต่เงินมันเต็มย่าม มันล่อใจ ... แทนที่จะได้พระดีๆไว้กราบไหว้ กลายเป็นทำลายพระไปหมดทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วจะเรียกว่า ทำบุญ ส่งเสริมพระพุทธศาสนาได้ฉันใด

แลด้วยความเป็นอำนาจนอกโลก ที่เข้ามายุ่งย่ามในโลกของอำนาจกรรม สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกกล่าว เขาอนุญาติแต่ก็มีวงจำกัด ไม่ใช่หว่านไปทั่ว

นั่นหมายความว่า อำนาจธรรม จึงเป็นอำนาจเฉพาะ เป็นของบุคคล ไม่ได้มีกันทั่วทุกที่ ทุกตัวคน เราท่านจึงได้ยินคำหนึ่งที่คุ้นเคย นั่นคือ เขตพุทธมณฑล ที่ในปัจจุบัน มักจะแสดงสัญญลักษณ์ คือ ลูกนิมิตนั่นเอง

การกระทำใดๆ เหมือนกัน แต่ผลไม่เหมือนกัน ใครจะบอกว่า ทำกิจกรรมอย่างเดียวกัน ที่ไหนก็เป็นบุญ หลวงพ่อนิพนธ์ยืนยันว่าไม่ใช่

แม้นแต่ตัวผู้ถืออำนาจเอง ก็หาใช่จะใช้ตามอำเภอใจไม่

ความตอนหนึ่งในคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มีต่อ เจ้าหน้าที่ดูแลห้องสวดมนต์ ครั้นเมื่อเห็นคนไข้จำนวนหนึ่ง นั่งอยู่บริเวณบันได ไม่ได้เข้ามาในห้องสวดมนต์ เพราะเจ้าหน้าที่เห็นว่า มันจะแออัดเกินไป

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเขาให้อำนาจขอบเขตไว้แค่บริเวณห้องสวดมนต์ แม้นจะแออัดสักเพียงไร ก็ต้องให้เข้ามา นอกเหนืองจากบริเวณนี้ แม้นจะทำเหมือนกัน แต่อำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่อนุญาติ การกระทำก็ไร้ผลซึ่งการปกปักรักษา หรือเป็นบุญย้อนกลับไปช่วยตน

จักเห็นได้ว่า ความคิดของเจ้าหน้าที่ แม้นจักดี แต่ก็ผิดมหันต์ เพราะขาดซึ่งองค์ความรู้นั่นเอง รวมทั้ง คนไข้ ทำให้การมาของเขาเสียโอกาส แม้นจะทำเหมือนคนอื่น แต่ผลที่ได้ต่างกัน

ความต่างในความเหมือนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เป็นผลแห่งอำนาจ ใครจะเชื่อหรือไม่ว่ามีอำนาจนี้จริงหรือ แต่ผลที่ประจักษ์ ก็ชี้ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นถ้ำกระบอก หรือ วัด ๗ สำนักเมื่อปราศจากอำนาจนี้แล้ว สมุนไพรที่เหมือนกัน สูตรมาจากคนเดียวกัน มนต์บทเดียวกัน ก็ช่วยอะไรใครไม่ได้เลย

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ นั่นคือ ความคิดดีๆที่เกิด นั่นควรจะทำให้เป็นผล มาที่นี่ มาทำไม มาหาใคร ... แลจะทำอะไร ต้องสาวพงศาวดารว่า ให้คุณให้โทษอย่างไร ไม่ใช่เอะอะก็บอกว่า ทำแล้ว ได้บุญแล้ว ไม่สนว่า สิ่งที่ทำจะไปทางไหน กับใคร อย่างไร ... ผลก็คือ ไม่เพียงไม่ได้บุญ ยังได้บาปมหันต์อีกต่างหาก

เรื่องของศาสน์ จึงจำกัดเฉพาะคนที่อยากยกวิญญาณ หรือ ชีวิตขึ้นสูง พ้นเวร พ้นกรรม ส่วนการหายโรค เรียกว่าของแถม ใครไม่อยากยก ไม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมตน แม้นอำนาจธรรมจะล้นเหลือ ชนะได้แม้นอำนาจกรรม ที่ไม่มีมนุษย์ผู้ใดต่อกร ก็ไร้ค่า ช่วยอะไรไม่ได้เลย การมาก็เสียเปล่า ความจริงข้อนี้ พระพุทธเจ้า จึงบัญญัติธรรมหมวดแรกว่า หลักของท่านเป็นหลัก "ตนพึ่งตน" ใครก็ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ต้องเรียนรู้ แล้วเอาไปทำเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า สิ่งศํกดิ์สิทธิ์มีจริง แต่ใครจะเข้าถึง สัมผัสได้ อยากรู้ว่าอยู่ที่ใด ก็ให้เอาแว่นส่องจักรวาลไปส่องดู นั่นคือ ความไม่มีโรค ที่ใดมีสิ่งนี้อยู่ นั่นแลที่สถิตย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์

หมอที่ว่าแน่ เจ้าที่ว่าเจ๋ง พระที่บอกว่าศักดิ์สิทธิ์ ก็ลองเอามะเร็ง เอาเอดส์ไปถวายซิ จะได้รู้ เพราะกรรมมันกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ความจริงข้อนี้ จึงท้าทั่วโลกกับหมอคนไหนก็ได้ว่า ยารักษาโรค (หมายถึงโรคที่ทำให้ตาย) ไม่ว่าโรคใดๆ ไม่มี .... อย่างเด็ดขาด เพราะกรรมมันไม่กลัวมนุษย์หรอก กรรมเขาปกครองมนุษย์ จะมีความคิดมนุษย์หน้าไหนที่เอาปัญญากรรมมาชนะกรรม ... เป็นไปไม่ได้

ศาสน์ จึงเป็นปัญญาเหนือโลก สามารถเอาชนะกรรมได้ จึงไม่ต้องแปลกใจ ผู้ที่เรียนรู้ศาสน์ แม้นเพียงน้อยนิด ก็เหนือผู้อื่นมากมาย เอาไปหลอกหากินได้สบาย จึงไม่ต้องแปลกใจ พระที่แตกจากถ้ำกระบอกไป จึงสามารถนำความรู้ ไปสร้างวัดของตนจนใหญ่โต มีคนเชื่อมากมาย ... สร้างวัดร้อยล้าน พันล้าน ได้ดั่งเนรมิต

แต่คำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่เตือนให้คิด ก่อนทำ .... ยิ่งให้ ยิ่งเจริญ ยิ่งขาย หรือเอาไปหากิน ยิ่งฉิบหาย ... นั่นหมายถึงอะไร เจ้าอาวาสถ้ำกระบอก และวัดทั้ง ๗ จึงอยู่ในสภาพที่เห็นที่ได้ยิน

ใครบอก กูฉลาด หนีไม่เข้าห้องสวดมนต์ได้ หรือไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้อื่น ได้นั่งสบาย ก็ตามใจ ... แต่เราเตือนไว้อีกครั้ง ... ในคำตรัสของพระภูมี ศาสน์ของท่าน ใครทำอย่างไร ได้อย่างนั้น เสียดายที่ผลของศาสน์ เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน คนที่เสียผล จะกลับมาบอกคนข้างหลังก็ไม่ได้เสียแล้ว

เปลี่ยนความคิดเสียเถอะ มารับสมุนไพรเยอะๆ ไปกิน จะได้หาย แม้นจะโชคดีที่หายได้ แต่ก็ไปไม่ตลอดรอดฝั่งหรก กรรมมันรอได้ มันแปลงได้ หนีโรคมะเร็ง ด้วยสมุนไพร มันก็ให้เพราะอนุญาติ แต่จะหนีจากอุบัติเหตุได้อย่างไร ลองคิดดู

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หลงทาง


ไม่น่าเชื่อว่า คนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ชื่อก้องโลก กลับมองเรื่องของชีวิตได้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะเรื่องนิสัยของมนุษย์ จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมไอไสตน์ เมื่อพบสูตรปรใมณูจึงปฏิเสธการให้ความร่วมมือในการสร้างให้ความร่วมมือในการสร้างระเบิดนี้ขึ้นมา

คำกล่าวถึงอนาคตที่เขาเป็นห่วง นั่นคือ วันใดที่เทคโนโลยี่เจริญมากเท่าใด มนุษย์ก็จักมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลงเท่านั้น นั่นคือ ต่างคนต่างอยู่ คำทิ้งท้ายที่ยังคงสร้างหวังในการแก้ปัญหา นี้ของเขา ฝากไว้กับสิ่งเดียวนั่นคือศาสนาพุทธ

เมื่อได้ยินได้ฟังก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่กล่าวมา สงสัยว่าเขามองเห็นอะไร

เพราะตั้งแต่เด็กก็ไม่เห็นแววว่าจักเป็นเช่นนั้นเลย คนในเมืองที่กล่าวกันว่าพระพุทธศาสนาเจริญที่สุด นับวันรั้วบ้านยิ่งสูง คนข้างบ้านยังไม่เคยคุยกันเลย

บุญของพระภูมี ที่ชี้ให้เห็นว่าเกิดจากการกระทำต่อมนุษย์แลสัตว์ ทำได้ทุกที่ทุกเวลา จึงถูกพวกเอาศาสนาไปหากิน จำกัดอยู่กับพระ กับวัตถุ โบสถ์วิหารไปหมดแล้ว

ความศิวิไลซ์ ควรจะเกิดจากจิตใจของคน ที่คนในสังคมทุกคนช่วยกันพัฒนาชีวิตตน ควบคุมตนเป็นคนดี สังคมเป็นสุข ไม่มีโจร ไม่มีโขมย เพราะกลัวบาป กลายเป็นเมืองที่ล้ำด้วยเทคโน จึงจะศิวิไลซ์ นั่นมันบ้าไปแล้ว หลงทางกันไปใหญ่ ท้ายที่สุดปัญหาก็เต็มบ้านเต็มเมือง ออกกฏแทบไม่ทัน ในการกันคนชั่ว

การแก้ปัญหาชีวิต หรือที่เรียกการแสวงหาความสุข หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนไม่ให้ดูตนเอง หรือญาติมิตร แแต่ต้องมุ่งให้สุขผู้อื่น แล้วสุขนั้นจึงย้อนมาหาตน

ความจริงข้อนี้ ได้ถูกหยิบยกในประวัติของพระโคดม ที่ต้องกลับมาทานอาหาร หลังจากอดเพื่อเข้านิพพาน แม้นจักหมดกิเลส ก็ยังทำไม่ได้ ต้องกลับมาหาบุญจากการสอนสั่งมนุษย์ ไว้เป็พาหะดพาไปนิพพาน

เราจึงเข้าใจในสิ่งที่ไอไสตน์กล่าว เพราะหากมนุษย์อยากหาบุญตามคำสอน ก็ต้องกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ จึงจักได้

และก็ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมฤาษี ที่อาจกล่าวได้ว่ามีพฤติกรรมที่เคร่งกว่าพระโคดมเสียอีก จึงไปนิพพานไม่ได้ ก็เพราะคนเหล่านั้น เลยมนุษย์ไปนั่นเอง เรียกว่าเห็นแก่ตัว จะเอาแต่ตนรอด ไม่สนใจผู้อื่น

อยากหายโรค จึงเป็นเรื่องไม่ยาก แค่เอาเคล็ดของพระภูมีไปทำ เลียนต้นแบบสมุนไพร คือทำให้ ด้วยความเมตตา ยิ่งคนไม่รู้จัก ผลยิ่งมหาศาล แลทำไปโดยไม่หวังผลตอบแทน อยู่บนฐานเมตตาธรรมค้ำจุนโลก คำพรที่แม่ชีเมี้ยนตรัส ยิ่งให้ยิ่งเจริญ

นี่แลคนดี คนแบบนี้กรรมยังกลัว โรคที่เป็นบริวารจะเหลืออะไร ทานสมุนไพรไม่เท่าไหร่โรคก็หนีหายแน่นอน

คนแบบนี้หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่าทานสมุนไพรเป็น ไม่ต้องทานมากก็หายแล้ว

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าว่า ความคิดที่ว่าทานมากแล้วจะหาย นั้นคิดผิด เพราะผลเกิดจากการทำได้ ทำอะไร ทำตนเป็นคนดีของพระภูมีนั่นไง

คนดี เขากลัวกรรม จึงใช้สติคุมตน แลหาบุญช่วยตนโดยการสร้างาขให้ผู้อื่น ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกบุคคล

เชื่อเถอะพระพุทธเจ้าไม่จำกัดบุญให้ที่วัตถุ และจำกัดบุญเฉพาะคนบางกลุ่มหรอก นั่นหมายความว่าบุญของพระภูมี อยู่ที่ไหนก็ทำได้ และทุกเวลา

บุญบาป อยู่ที่มนุษย์และสัตว์ อย่าหลงทาง ทำให้ตาย สร้างไปสิบโบสถ์ ก็หาบุญมาเลี้ยงตนไม่ได้เลย

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

น่าเชื่อถือ

ไอสไตน์ กล่าวไว้ว่า สิ่งที่น่าเชื่อถือและเป็นเหตุเป็นผลที่สุด นั่นคือศาสนาพุทธ

เราคิดว่า เหตุที่กล่าวเช่นั้น ก็ดูจากผลนั่นเอง

แม้น พระภูมี หยั่งรู้นิสัยคน จึงให้หลักกาลมสูตร เพื่อเตือนใจไว้ก็แล้ว คนยังงมงาย ไม่เอาเหตุไม่เอาผล นี่แหละกรรมมันบังตา

ยุคนี้ คนมีความเชื่อมากมาย โดยเฉพาะใบรับรอง ยิ่งมีมากยิ่งน่าเชื่อถือ ทั้งที่หาผลไม่ได้เลย

คนไข้หลานคน ที่หลงเชื่อกว่าจะรู้ตัว ก็ตอนได้รับวาจาอมตะ นั่นก็แทบทำอะไรไม่ได้แล้ว

ทั้งที่บางทีปัญหาที่เกิดไม่ได้สาหัส แต่เพราะเชื่อคนผิด ชีวิตจึงวิกฤต

ตัวอย่างล่าสุด คนไข้อเมริกัน ที่ตัดกล่องเสียงทิ้ง ทานไม่ได้ พูดไม่ได้ แถมหมอยังให้ยาเคมี จนท้ายสุดบอกว่า ไม่สามารถทานอาหารใดๆได้อีก เพราะร่างกายไม่หลั่งน้ำย่อย หากทานแล้วอาหารจะเน่า

แล้วก็เจาะท่อเล็กๆ ให้ป้อนโปรตีนที่ย่อยแล้ว ป้อนทีละนิด แล้วก็บอกว่าหมดทาง รอวัน

สัปดาห์แรกของการทานสมุนไพร เพราะอยากหาย ทานเต็มที่ แต่เป็นการทานที่ไม่ดูสภาพตน ทำให้ร่างกายที่ไม่คุ้นเคยสมุนไพร เกิดสภาวะที่รุนแรง ร้อนไปทั้งตัว ทุรนทุราย

สัปดาห์ที่สอง เริ่มรู้ และปรับการทานสมุนไพร ผลร่างกายรับผ่านตลอด หลวงพ่อนิพนธ์สั่งให้เริ่มป้อนอาหาร ที่บดละเอียด

สัปดาห์ที่สาม ทานอาหารได้มากขึ้น ร่างกายตอบรับดี จนหมดที่คอยดูแลวางใจ และพากลับไปเปลี่ยนสายยางให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ทานมากขึ้น

ก็ไหนว่ากระเพาะลำไส้ตาย ระบบเจ๊ง ความจริงคือ แก้ไม่ได้ต่างหาก

ช่างน่าเสียดาย คนที่ไม่มีผลงานให้เห็น คนกับวางใจ สั่งอย่างไรทำอย่างนั้น แต่คนที่มีผลงานให้เห็น พูดแทบตาย กับสงสัย แคลงใจ ยากจะเชื่อ

แต่ก็นับว่าเป็นโชคก็ได้ เพราะทำให้คนเหล่านี้ ไม่ไขว้เขว เพราะลองมาหมดแล้ว ในขณะที่คนยังไม่หนัก กลายเป็นปัญหา เพราะมีทางเลือก และยังมีเวลา

รายล่าสุด เศรษฐีใต้ เป็นอัมพฤกต์มาเกือบสามสิบปี ภรรยาพาไปหมด อะไรที่ว่าช่วยได้ หมอไหนแน่ เจ้าพ่อ พระไหนดี จนสิบปีหลังเขาไม่ยอมไปไหนเลย

สู้ด้วยเงิน หมดไปเป็นร้อยล้าน จนภรรยาได้ยินเรื่องหลวงพ่อนิพนธ์จากเพื่อน ก็เลยอยากทำบุญบ้าง ด้วยการซื้อมอเตอร์เครื่องจักรที่ใช้ทำสมุนไพรถวาย ๓ ตัว

บอกสามีว่าจะไปทำบุญกับหลวงพ่อนิพนธ์ ภรรยาตกใจ เมื่อสามีพูดออกมาว่า ไปด้วยๆ ทั้งที่ไม่เคยไปไปนมานับสิบปี

ทานสมุนไพรไปสัปดาห์เดียว รู้เลยว่ามีความหวัง เพราะร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยาตอบรับ

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น เหตุแห่งการตอบรับในคนเหล่านี้ ก็ด้วยสมุนไพร ต้องการจิตใจที่เป็นหนึ่ง คนที่หมดทาง ลองมาหมดแล้ว เมื่อมาทานสมุนไพร บอกอย่างไง ก็ทำตาม ผลจึงมหาศาล

นี่แหละปาฏิหารย์ แต่คนกลับไม่มอง รอปาฏิหารย์จากฟากฟ้าต้องเหาะลงมา หรือหายตัวมา ไม่มีทางได้เห็นหรอก

สิ่งที่ปรากฎ คนทั้งโลก ทำไม่ได้ อะไรที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ ถวายไปเขาก็ไม่รับ ยังทำให้เชื่อไม่ได้ ก็ไม่รู้กรรมอะไรแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงย้ำว่าที่นี่มีแม่ชีเมี้ยน มีธรรมคำสอนของพระภูมี มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง โรคอะไรมาก็ไม่กลัว กลัวแต่นิสัยเราท่าน มันจะดิบเกินสอนเท่านั้นเอง


วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แก่นหรือเปลือก


เรื่องเล่าครั้งถ้ำกระบอก เป็นเรื่องราวที่เป็นพงศาวดารที่ทำให้เราท่านเมื่อได้ฟัง ได้เรียนรู้ข้อผิดพลาด เพื่อที่จะได้ไม่ผิดอีก

ความตอนหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักยกมาเป็นอุทาหรณ์ให้เราท่านฟังเสมอ นั่นคือ การจดบันทึกตำราสมุนไพรของท่านจำรูญ จนเต็มตู้

ดังนั้น คำถามที่คาใจหลวงพ่อนิพนธ์จนอดไม่ได้ที่จะต้องถามแม่ชีเมี้ยน เมื่อท่านจำรูญเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยน ไม่ทำตามสัญญา แล้วสั่งให้หลวงพ่อนิพนธ์สึก พร้อมกับนำตำราออกจากถ้ำกระบอกไป นั่นคือ ก็ตำรายาของแม่ คนรู้มีมากมาย ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ที่มาช่วยกันทำ คนเหล่านั้นก็สามารถแตกออกไป แล้วนำตำราของท่านไปทำได้เช่นกันมิใช่หรือ

คำตอบที่ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์สบายใจ นั่นคือ สมุนไพรของฟ้าดิน หาใช่อยู่ที่สูตรไม่ แม้นจักเลียนสูตรกันได้ ทำเหมือนกัน หากแต่ผลที่ได้ก็ต่างกัน เพราะหัวใจของสมุนไพร อยู่ที่ "สัญญา" นั่นคือ "การทำให้"

ด้วยเหตุที่ผู้ทำ ต้องรักษาสัญญานี้เอง ผู้ทำจึงต้องมีคุณสมบัติที่จะต้องควบคุมจิตใจของตนให้ได้ ไม่ให้เกิดความโลภ ดังนั้น สมุนไพรของพระภูมี จึงหาคนทำแล้วมีฤทธิ์ ยาก เพราะคนทั่วไป หาได้มีจุดมุ่งหมายนี้ไม่

ภาพกาลต่อมา จึงเห็นได้ชัดในคำกล่าวนี้ ที่พระ ๗ สำนัก ที่แตกออกมา จึงไม่ประสพผลในการทำสมุนไพร และท้ายที่สุด เจ้าอาวาสทุกคน ก็ล้วนแล้วแต่ตายด้วยโรคกันทั้งหมด เพราะหาใครดำรงจุดมุ่งหมายไว้ไม่

เฉกเช่นเดียวกัน การหายโรค ผู้ทานสมุนไพรจึงต้องมีคุณสมบัติ จะเอาแต่ทานสมุนไพรอย่างเดียวแล้วหายโรค เป็นไปได้ยาก เพราะพระภูมีทรงบัญญัติธรรมหมวดสมุนไพร ก็ย่อมมีจุดมุ่งหมาย จะเรียกว่า หมูไปไก่มา ก็ว่าได้ นั่นคือ หากผู้ทานจะได้ซึ่งความไม่มีโรค ก็ต้องสร้างคุณสมบัติเป็นคนดี ตามบัญญัติ หรือจุดมุ่งหมายของพระภูมีให้ได้เช่นกัน

เพราะเหตุที่เราท่าน ไม่ว่าคนทำ คนทาน กำลังเผชิญ หรือ คู่ต่อสู้ที่แท้จริง นั่นคือ เวรกรรม ที่ใช้โรคเป็นเครื่องมือ บัญญัติธรรม จึงถูกนำมาใช้ แล้วมีสมุนไพรเป็นเครื่องมือ

หลวงพ่อนิพนธ์ขยายความให้ฟังว่่า แก่นของเรื่อง จึงเป็นเรื่องของอำนาจ ด้วยนิสัย สันดาน เป็นคุณสมบัติ ก่อให้เกิดอำนาจกรรม ทำให้เกิดโรค หนทางคำสอนของพระภูมี จึงใช้ธรรมบัญญัติ ให้สร้างนิสัยธรรม เป็นคุณสมบัติ ก่อให้เกิดอำนาจธรรม หรือที่เรียกว่า บุญ ไปหักล้างกรรม แล้วใช้สมุนไพรล้างโรค

แก่นของเรื่อง อันเป็นสาเหตุที่เราท่าน ต้องมาฟัง คือเรื่องของกรรม ว่ามันเกิดโดยวิธีใด แล้วการสร้างคุณสมบัติ ตามธรรมบัญญัติ ที่จำเป็นในการช่วยตน มีอะไรบ้าง ทำอย่างไร

ตามท้องเรื่อง วัตถุดิบสำคัญ จึงมีเพียงอย่างเดียว ที่เหมือนกันทุกตัวคน นั่นคือ "นิสัย" ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า ผลแห่งการช่วยตนจักสำเร็จหรือไม่

หลายคนจึงอาจหลงทาง คิดไปเองว่า ต้องมีเงิน ต้องบริจาคเยอะๆ แล้วจะได้บุญเยอะๆ เมื่อเราท่านเสียเงินแล้ว บริจาคเยอะๆแล้ว สิ่งที่เป็นอยู่ก็จะหายอย่างแน่นอน เพราะจะได้สมุนไพรไปทานเยอะๆ ...

นั่นคือความคิดที่ผิดมหันต์ ก่อให้เกิดความประมาท เพราะหาใช่คุณสมบัติตามธรรมบัญญัติไม่

อุปมาความตอนหนึ่งที่อรรถาธิบาย ผลแห่งการใส่บาตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่สองตายายที่ใส่บาตรพระองค์ทุกวัน หากแต่ก็มีเรื่องทะเลากันทุกวัน ที่ตรัสว่า ข้าวปลาที่ใส่บาตร ก็ระงับความทุกข์ของท่านได้วันหนึ่ง ก็หมดสิ้น แล้วก็หิวอีก ผลแห่งข้าวปลานั้นก็หมดไป หากแต่ถ้าโยมใส่นิสัยลงในบาตร ผลแห่งนิสัยนั้น ก่อให้เกิดสุขแก่ผู้อื่น ทุกเมื่อ ไม่รู้จักหมดสิ้น เป็นที่พึ่งได้

การให้ จึงเป็นคุณสมบัติเพื่อให้เราพึ่งตนเอง ไม่เป็นหนี้ผู้อื่น ทั้งนี้อาจจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา เช่น เราท่านไปนั่งศาลา เข้าห้องน้ำ โดยที่ไม่ได้มีน้ำเหงื่อน้ำแรงของตนเลย ก็เป็นหนี้เขา เราท่านจึงถูกสอนที่จะให้ มะพร้าว แก่ผู้อื่นทาน คืนกลับไปเช่นเดียวกัน จักได้ไม่เป็นหนี้กัน

เคล็ดของศาสนา จึงอยู่ที่การให้ไม่หวังผล จึงไม่คิดเป็นมูลค่า ต่างฝ่ายต่างให้สิ่งที่ตนมีตามอัตภาพ ก็ถือว่าเจ๊ากัน ไม่มีเวรต่อกัน

ศาสน์จึงสอนว่า เผื่อเหลือเผื่อขาด เป็นฝายให้ดีกว่า แล้วก็อุทิศที่เหลือเป็นทาน ด้วยประการฉะนี้

หากแต่เอาเป็นหลักไม่ได้ เพราะมีวันเวลาหมด จึงเสมือนไม้ดาม ถึงเวลาก็ผุกร่อนไปตามวันเวลา ใช้ชั่วคราวได้ ไม่ใช่แก่น สิ่งที่เป็นแก่นแท้ ทุกคนมี แลเสมอภาค นั่นคือ นิสัย ... นั่นจึงเป็นเหตุที่กล่าวว่า เรื่องของศาสน์ ทุกคนเหมือนกัน ไม่ว่าใคร เท่ากันหมด

สมุนไพรจึงเหมือนเชื้อไฟ หากแต่คุณสมบัติ คือ ศักยภาพ ที่จะบ่งบอกว่า ผลแห่งการทานสมุนไพรนั้น จะมากน้อยเพียงใด

หลักปราชญ์ สอนให้คนฉลาด คนฉลาดเมื่อได้ฟัง นำไปพิจารณา แล้วทำ ให้ผลเกิด ...

ทำไมเวลาเข้าฟัง เข้าสวดมนต์ จึงต้องใช้เวลานาน ก็เพราะแต่ละคน มีความสามารถไม่เท่ากัน เวลาที่เนิ่นนาน จึงทำให้คนที่สมาธิสั้น หรือ กรรมบันดาล ให้ง่วงเหงา หาวนอน มีโอกาสบ้าง นั่นคือ อาจจะมีสักช่วงหนึ่ง ที่อำนาจของสามัคคีธรรม เปิดช่องว่างให้คนเหล่านั้น มีสมาธิ ตั้งใจฟัง จับใจความได้ นำไปพิจารณา แล้วทำ นั่นเอง

การฟัง จึงมีความสำคัญ เพราะเป็นเหตุแห่งการสร้างคุณสมบัติตามธรรมบัญญัติ ดังนั้น ไม่ฟัง ไม่ได้ และไม่มีทางเลยที่จะประสพผลจากการทานสมุนไพร โดยไม่สร้างคุณสมบัติ

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ สูตรสมุนไพร ของที่นี่ และถ้ำกระบอก รวมทั้งพระ ๗ สำนักที่แตกตัวออกไป เหมือนกัน มาจากอาจารย์คนเดียวกัน แต่ผลที่ได้ มันต่างกัน นั่นเอง

สมุนไพร จึงเหมือนเหยื่อที่ล่อคน มาศึกษา แล้วพิจารณา แล้วทำ ตามธรรมบัญญัติ เพื่อสร้างความปลอดภัย ของวิญญาณ เป็นแก่นสารของชีวิต มีสมุนไพรแถมให้ ผลแห่งการทำได้ จึงได้ความไม่มีโรค เป็นของแถมนั่นเอง

ผลแห่งการมาเรียนธรรมบัญญัติ ผู้ทำได้ คือผู้บรรลุจุดมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า นั่นคือ การเป็นคนดี ที่กลัวกรรม ประกาศนียบัตรที่ประจักษ์ นั่นคือ ความไม่มีโรคนั่นเอง

ด้วยความจริงนี้เอง ทำให้เราท่านเข้าใจได้ว่า ทำไมโลกนี้จึงไม่มียารักษาโรค (หมายถึงโรคพัก หรือโรคที่ทำให้ตาย) ก็เพราะถ้ามันมี หมายถึง มันชนะกรรมได้ ... โลกนี้ก็ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้า และไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีแล้วนั่นเอง

เราจึงเชิญชวน ไหนๆก็มาแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุอันใด ... เรียนให้ถึงแก่น ตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า สิ่งที่ตนทำในอดีต ที่คิดว่ามันถูก แต่มันเกิดผลผิดกับตนเพราะเหตุใด แล้วจักแก้โดยวิธีใด

วันใดที่แก้ได้ ความรู้ที่ได้ นั่นแลความรู้ปราชญ์ ช่วยตนได้ จงภูมิใจเถิด เพราะคนทั้งโลกไม่มี ไม่รู้ ไม่ว่าด๊อกเตอร์ หรือ ที่คุยโม้ว่าไอคิวสูง คนเหล่านั้น แค่ปวดหัว ตัวร้อน แสบท้อง ก็วิ่งไปหาคนอื่นช่วยแล้ว จะเรียกว่าฉลาดได้อย่างไร เพราะความรู้ที่ว่ามีมาก ความฉลาดที่ว่าเหนือใคร ช่วยตนไม่ได้เลย

แลความรู้ที่ได้นี้ เป็นความรู้ที่ถูก ผลถูกจึงเกิดกับตน จึงเรียกธรรมบัญญัติว่า เป็นธรรมที่รู้ได้เฉพาะตน เมื่อนำไปสอนลูกหลาน ก็ไม่ต้องกลัวว่ามันผิด หรือให้โทษ อย่างแน่นอน

หลายคนที่คิด มาที่นี่ มาแอบทำตนเป็นจิตอาสา เพื่อเรียนรู้สูตรสมุนไพร ก็เลิกซะเถอะ ... เสียเวลาเปล่า ถ้ำกระบอกเขากอดตำราเต็มตู้ ของจริงทั้งนั้น ต้นตำรับอีกต่างหาก ยังเสร็จเลย

การฟัง จึงมีความสำคัญมาก ความสงบ จากการใช้สติควบคุมตน จึงมีผลอันมหาศาล ก่อให้เกิดสามัคคีธรรม ทำให้ผู้อื่นมีโอกาส อันหมายความว่า ความสงบที่เกิดนี้ให้ชีวิตคนได้ ในทางกลับกัน การคุย ก็ทำให้โอกาสของผู้อื่นหมดไป เพราะไม่ได้ยิน ไม่มีสมาธิ ก็เหมือนกับเจตนาฆ่าผู้อื่น จะปฏิเสธสักฉันใดก็หาพ้นไม่ .....

ความสงบจึงเป็นเอกลักษณ์ ของความเมตตา ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ผลแห่งความสงบจึงมหาศาล หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกเสมอว่า นี่แหละที่กรรมมันกลัว แล้วทำไมต้องให้ทำ

นี่จึงเป็นเหตุที่ว่า คนที่คุย จึงเป็นกลุ่มคนที่ไม่กลัวกรรม เมื่อเป็นเช่นนั้น คนเหล่านี้ ก็ปราศจากเกราะของธรรมคุ้มครอง พร้อมจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ เฉพาะกรรมของตนก็มากโข ยังมาสร้างกรรมฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาอีก จึงไม่ต้องแปลกใจ เจ้าหน้าที่ที่เขาเรียนรู้ จะกลัวคนเหล่านี้มาก เพราะหากเป็นอะไรขึ้นมา คนไม่รู้ก็จิตตก แต่ใครจะรู้ว่า คนเหล่านั้น เขาไม่กลัวกรรม แถมยังมีพฤติกรรมเย้ยธรรมอีกต่างหาก ... อะไรจะเหลือ เรียกว่า พร้อมน็อคได้ทุกเวลานั่นเอง .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า ... แน่มาจากไหน ที่ท้ากรรมท้าเวร ยังไม่พอ มาเย้ยธรรมอีก ... นี่แหละพวกเทวทัต ใครไม่กลัว แต่เจ้าหน้าที่เขากลัว ... เมื่อไม่ชอบ ไม่อยากทำ ... กรุณาเชิญที่อื่น ที่นี่ไม่ได้บังคับให้มา

ระหว่างที่ยังช่วยตนไม่ได้ นั่นคือสร้างคุณสมบัติไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้สร้างไม้ดาม ไม่ว่าจิตอาสา หรือ ที่ให้ผลมหาศาล นั่นคือ การไปเทปูน เพราะอย่างน้อย คนที่มาใช้ก็มากมาย กว่าศาลาจะผุพัง ก็นานพอที่เราท่านจะสร้างคุณสมบัติได้ ... ฟังแล้วพิจารณา ... หากเชื่อ ก็ทำตาม แล้วพิสูจน์กันด้วยผลแห่งการกระทำ

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44