วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คำสอนสุดท้ายของปี

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ศาสน์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน มันผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก ทำให้การกระทำของมนุษย์ ที่หวังหนทางบุญ จึงทำผิดตามไปด้วย

สิงหนึ่งที่ยืนยัน นั่นคือ พระพุทธเจ้า ไม่ใช้ศีล หรือ พูดอีกนัย ว่า ศีล ไม่ใช่บทบัญญัติของพระภูมี

ความข้อนี้ ชี้ให้เห็นชัดว่า ผู้แต่งพระไตรปิฏก หาใช่พระของพระภูมีไม่ แต่หากเป็นหราหมณ์ ที่เขียนแต่งขึ้นมา เพื่อแปลงวินัยของพระภุมี ให้เข้ากับความต้องการของตน

เมื่อแต่งเรื่องเอง ข้อความจึงสับสน ขัดกันเอง

ดังความตอนหนึ่ง ในพระไตรปิฎก จักเห็นว่า เมื่อครั้งที่พระมารดาของพระพุทธเจ้า อยากมีบุตร สิ่งที่พราหมณ์แนะนำ คือ การให้ไปถือศิล นั่นหมายความว่า ศีล มีมาก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ

และสิ่งที่ยืนยันหนักว่า ศีล ไม่ใช่บัญญัติของพระภูมี ก็ด้วยเหตุที่วินัยของพระภูมี เป็นวินัย แห่ง บุญ ที่มีอำนาจเหนือ บาป หรือ กรรม

ในเมื่อ กรรม มีอำนาจ ทำให้ทุกข์ รูปของกรรมที่เด่นชัด สัมผัสได้ นั่นก็คือ โรค ที่ทำให้เราท่านทุกข์นั่นเอง

เอกลักษณ์ของบุญ คือ สุข ดังนั้้น พระของพระพุทธเจ้า จึงไม่มีองค์ใด ที่มีลักษณะของกรรม นั่นคือ ไม่มีลักษณะเดินหลังงอ ตามัว หูหนวก อ่านธรรม ฟังธรรมไม่ออก จนสิ้นอายุขัย

แต่เมื่อมองพระทุกวันนี้ ที่ถือศิล กลับไม่มีเอกลักษณ์ พื้นฐานเหล่านี้เลย สาวกของพระพุทธเจ้า ที่ประพฤติปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด หากมีสภาพเช่นนี้ พระภูมีจะเอาหน้าไปไว้ไหน

เพราะ ศีล ไม่ใช่บัญญัติของพระภูมีนั่นเอง ทำให้ผลการปฏิบัติ ไม่มีบุญ กลับมาเลี้ยงตน จึงต้องมีโรงพยาบาลสงฆ์ พระก็ไม่ดำรงหลัก "ตนพึ่งตน" เป็นอะไร ก็ต้องไปหาหมอ เช่นกัน

ความจริงข้อนี้ ช้าเร็วย่อมปรากฎ เมื่อพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ มาอุบัติ จึงมีหน้าที่หลักอันแรก คือ สังคายานา ธรรมวินัย พระที่บวชเข้ามาหาศาสนาหากิน ทำไม่ได้ ย่อมต้องลาสึกไป หรือแยกออกไปตั้งลัทธิของตนเองใหม่

แลนิทานศาสนา เรื่องหินดำ ที่ตั้งอยู่ในเมืองเมกกะ จะแตกออก เมื่อพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ปรากฎ เพื่อยืนยันว่า ทุกศาสนา ล้วนมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ด้วยจักปรากฎพระพุทธรูปสถิตย์อยู่ในหินดำนั้นเอง

วินัยหาบุญของพระพุทธเจ้า นั่นคือ การสร้างปูชนียบุคคล หาใช่ปูชนียวัตถุ ดังที่ถูกสอนให้ทำกันเกลื่อนกลาดทุกวันนี้

ผลการไปฝังลูกนิมิต หรือสร้างโบสถ์ ไม่ว่ากี่หลัง ก็จึงไม่เท่า มะกรูดลูกหนึ่ง ที่นำมาทำสมุนไพรให้ผุ้อื่นทาน เพราะวัตถุเหล่านั้น ไม่ได้ให้สุขแก่ผุ้ใดเลย แต่สมุนไพรทำให้ผู้ทานพ้นทุกข์จากโรค ....

และยิ่งปฏิบัติธรรม แม้นจักเพียงข้อเดียว เช่น ไม่โกรธ สักหนึ่งหรือสองชั่วโมง ก็ส่งผลให้สุขแก่คนรอบข้างมหาศาล

บทสรุปของบุญ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า พระภูมีทรงตรัสว่า หาบุญ อย่ามองไกล จับตนค้นตน แล้วจะพบ

ความสุขที่แท้จริง คือ การทานได้ นอนหลับ และจะมาได้ ก็ไม่ใช่แสวงหามาให้ตน หากแต่กลับได้มาจาก การให้สุขผู้อื่นต่างหาก

ปีใหม่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้ลองวางศีล มาใช้สัจจธรรม ของพระภูมี นำตน สักชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วดูผลที่ได้จากการทำ .....

แล้วจะพบว่า เมื่อทำตามธรรมวินัย ... ไม่ว่าโรคอันใด .. ก็กระจอก มองข้ามช็อตไปได้เลย



วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แสดงความพร้อม

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลพม่า ได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนให้เห็น ด้วยการนำคณะของผู้ใหญ่บ้าน ๒ หมู่บ้าน พร้อมลูกบ้าน มาเยือนที่มูลนิธิไทยกรุณา

ผู้ใหญ่บ้านทั้งสองหมู่บ้าน รับปากจะทำหน้าที่ในการปลูกสมุนไพรป้อนให้ พร้อมกันนี้ได้พาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านต้นไม้ชนิดต่างๆ มาเรียนรู้ศึกษาว่า สมุนไพรชนิดใด ที่เป็นที่ต้องการของที่นี่

พม่าเปิดอกแสดงความพร้อมในทุกด้านแก่หลวงพ่อนิพนธ์ และที่สำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่าทางรัฐบาลพม่าจะไม่ยึดพื้นที่คืน จึงได้ขอเอกสารเพื่อจัดทำบัตรประชาชนพม่า เป็นกรณีพิเศษแก่หลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อที่จะยกพื้นที่ทีมอบให้เป็นสิทธิ์แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ให้ครอบครองได้ตามกฎหมาย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้บอกแก่คณะของพม่าว่า มีความประสงค์ที่จะให้อาคารสถานที่แล้วเสร็จ ก่อนวันงานของแม่ชีเมี้ยน และเริ่มเปิดศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยเอดส์ และยาเสพติด ในลำดับแรก

คณะของพม่าแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้ได้จัดเตรียมผู้ป่วย ที่จะเข้าโครงการแรกนี้ไว้แล้ว จำนวน ๗๐ คน

เมื่อฟ้าเขาเปิดทางโล่งให้แก่สมุนไพร การอุบัติของโรงพยาบาลเมตตา และศูนย์ในพม่า จะทำให้โลกได้ประจักษ์ว่า สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ มีค่ามหาศาลเพียงใด มิใช่เฉพาะประเทศไทย หากแต่เป็นมนุษย์ทั้งโลก

คำเปรยๆ เบาๆ ที่เราได้ยิน ก็คือ "เสียดายที่คนไทยไม่เห็นค่า"

คนไทยที่ตายด้วยเหตุอันไม่ควรจากโรคเหล่านี้ น่าจะเป็นกำลังของชาติ แต่ด้วยความโลภของคน ทำให้หมดโอกาส ที่สำคัญ คนไทยก็ยังไม่ตื่นตัว .... เราจึงต้องเสียสิ่งดีๆ ให้แก่พม่าไป

ใครทำใครได้

ความยากง่ายในการฟื้นฟูตน ในหลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หาใช่ขึ้นกับรูปลักษณะอาการที่เป็นไม่ หากแต่อุปสรรคใหญ่นั่นคือ นิสัย และความเชื่อ ของบุคคลนั้นๆ

คำสอนที่เตือนสติที่มอบให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งอดีต และถูกถ่ายทอดมาหลายครั้งหลายคราว ชี้ให้เห็นพุทธประวัติ ที่ธรรมของพระภูมี แม้นจะดีสักฉันใด เมื่อนำไปวางในอินเดีย ที่มีผู้คนมากมายเป็นร้อยล้านคน ในสมัยนั้น จะหาคนเหลียวแลก็ยากยิ่ง คนอินเดียที่เชื่อ และทำตาม มีแค่หยิบมือเดียว ไม่ถึงแสนคน

หากเทียบแค่ประเทศก็ว่าน้อย หากเปรียบกับประชากรทั้งโลก ยิ่งน้อยกว่าน้อย ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมหมวดสมุนไพร ก็คงมีคนนิยมมากมาย หากแต่คนที่เชื่อ และทำตาม ก็คงมีหยิบมือเดียวเช่นกัน

หากแต่ผลที่เกิด ก็แยกกันเด่นชัด ระหว่างผู้ที่เชื่อ และทำตาม ไม่ว่าทางโลกจะบอกว่าอาการสาหัสปานใด แม้นพรหมลิขิตยังมี ก็ช่วยตนให้พ้นจากทุกข์อันนี้ได้

ตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้ฟัง ก็เปรียบระหว่างพระสองรูป ที่ผ่านเข้ามาใช้ธรรมหมวดนี้

พระทั้งสองรูปเป็นระดับอาจารย์สอน มีลูกศิษย์ เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่ของตน

รูปแรก อาพาธเป็นมะเร็งปอด หากแต่สุขภาพยังดีอยู่ ยังช่วยตนได้ แต่ก็เริ่มมีอาการทางปอดให้เห็น

รูปที่สอง อาพาธเป็นมะเร็งตับ สภาพเริ่มเข้าขั้นวิกฤต เริ่มเดินไม่ไหว ช่วยตัวเองไม่ค่อยได้ และสัญญาณที่เลวร้ายที่ส่อแววให้เห็นชัดนั่นคือ การโตของตับ

คำแนะนำเดียวกัน แก่พระทั้งสองรูปในการฟื้นฟูตน หากแต่รูปแรก ติดอุปสรรคมากมายจากสิ่งที่ตนเป็น จนไม่สามารถทำตามคำแนะนำใดๆได้เลย ในขณะที่องค์หลัง ยอมทิ้งทุกอย่าง แล้วทำตามคำแนะนำ

ผ่านวัน ผ่านคืน ผลก็เริ่มปรากฎให้เห็น พระองค์หลังที่ว่าวิกฤต วันนี้กลับมาเดินได้ แข็งแรง สภาพตับยุบ ในขณะที่องค์แรก เข้าขั้นวิกฤต เมื่อมะเร็งเริ่มกระจายจากปอดออกไป

ด้วยภาพที่ปรากฎชัดดังนี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า ธรรมหมวดสมุนไพร ใครทำ ใครได้ ไม่ใช่ให้ผลแก่ทุกผู้ทุกนามที่มาทาน นั่นคือ มาตรฐานหาใช่ดูจากการทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียวไม่ หากแต่ผลสุทธิ ย่อมต้องอาศัยพฤติกรรม ที่สอดคล้องกับธรรมคำสอน เป็นสำคัญ

คำเตือน ที่เริ่มได้ยินถี่ขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ สภาพความเลวร้ายที่แสนสาหัส กำลังจะมาเยือนมนุษย์ อันเป็นวัฐจักรของจักรวาล ที่เกิดขึ้น เพื่อรอพระพุทธเจ้ามาดับยุคเข็ญ

การทานสมุนไพร จึงหาใช่เพื่อยังประโยชน์ ในการหายโรค นั่นอาจเป็นความหวังที่พามายังสถานที่นี้ หากแต่ความมุ่งหวังในการทานสมุนไพร นั่นคือ การมาเพื่อปฏิบัติตามธรรมคำสอน แล้วทานสมุนไพร เพื่ออนาคตทั้งในภพนี้และภพหน้า

ด้วยความเชื่อที่ตายแล้วต้องเกิด พระภูมีจึงทรงสอนธรรมหมวดสมุนไพร เพื่อสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า อันเป็นดำรัสที่ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ที่สามารถตามติดเราท่านไปในภพหน้าได้

การมาปฏิบัติธรรม จึงเพื่อให้พ้นทุกข์ สร้างพรหมลิขิตที่ดีเป็นของตน ส่วนการหายโรคที่เป็นในปัจจุบัน เรียกว่าของแถม ที่พระภูมีใช้เป็นเหยื่อล่อให้มาปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นที่พึ่ง เป็นหลักยึดแห่งชีวิต

คำเตือนเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ หากแต่เรามองว่า สำคัญยิ่ง นั่นคือ ตัวแทนของศาสนาทุกยุค จักต้องมีนิสัยหนึ่งคือ "ความหยิ่ง" ด้วยเหตุที่ศาสนาพุทธแสดงตนให้เห็นว่า เป็นศาสนาที่ใครจะล่วงล้ำกล้ำเกินไม่ได้

นั่นหมายความว่า เมื่อวันใดที่สมุนไพรเขาเกิด คนที่จะเข้าไปสัมผัส จึงต้องมีคุณสมบัติ ต้องถูกเลือก เฉกเช่นเดียวกับพระภูมีเลือกบุรุษที่จะมาเป็นสงฆ์สาวก ฉันใดก็ฉันนั้น

ใครที่นึกว่า สถานที่นี้เป็นไก่รองบ่อน อยากมาก็มา ไม่อยากมาก็ไม่มา ... เราเตือนไว้ว่า ... ท่านกำลังจะปิดทางเลือกสายนี้ของท่านเอง ... วันหนึ่งอาจจะมาแล้ว แต่เข้าไม่ได้

ภาพนี้ในพุทธประวัติ นั่นคือ ยักษ์ที่นั่งหน้าวัดของพระภูมีนั่นเอง .. ที่ได้แต่ชะแง้มอง แต่ตนได้แต่เห็นแต่สัมผัสไม่ได้

วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พุทธประวัติ

หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็นเสมอว่า คำสอนหลักของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนทรงนำมา เน้นที่ "ตัวกระทำ"

คำขยายความ ผลของ "ตัวกระทำ" คือ ตัวกระทำไม่ตาย จะทำสักฉันใดไม่ตายเลย

ดังนั้น เมื่อผลของตัวกระทำบังเกิด จึงไม่มีอะไรมาลบล้าง นั่นจึงเป็นเหตุแห่งการยืนยันว่า เมื่อตัวกระทำเป็นกรรม ผลแห่งกรรมดลบันดาลให้เป็นโรค จึงไม่มียารักษาโรค และที่สำคัญ ไม่ว่าจะป้องกันสักฉันใด ก็ป้องกันโรคไม่ได้

การโทษนี่ โทษนั่น เป็นบ่อเกิดแห่งโรค จึงอุปมาเหมือน รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง ... ต่อให้อยู่ในห้องปลอดเชื้อทั้งชาติ กินแต่ของดีๆ ผ่านการตรวจ การฆ่าเชื้อ ถึงเวลาก็เป็นโรค .... ฝรั่งเขาลองมาแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เราพิจารณาว่า สิ่งที่เรากระทำ แล้วหวังผลในการทำนั้นๆ ต้องดูรายละเอียดว่า เป็นบุญจริงๆ ตามคำสอนของพระภูมีหรือไม่

มิใช่ว่า เมื่อทำแล้ว ก็ไม่สนรายละเอียด อ้างเหตุแห่งการทำ แล้วก็บอกหรือสรุปเองว่าสิ่งที่ทำเป็นบุญ

หลักแห่งการทำบุญ พระภูมีบัญญัติ มีมูลเหตุอย่างเดียว นั่นคือ "ทำกับมนุษย์และสัตว์"

นั่นคือ หากการกระทำนั้นๆ หามีผลให้สุขแก่มนุษย์และสัตว์ การกระทำอันนั้นก็หาบุญอันใดไม่ได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่างเช่น ลูกนิมิต ที่กล่าวกันว่าปิดทอง ๙ วัด ให้บุญหลาย ก็หินก้อนนั้น เมื่อปิดทอง แล้วถูกฝังลงดิน ยังประโยชน์ให้แก่มนุษย์หรือสัตว์ ใดบ้าง หามีไม่เลย แล้วจะมีบุญมาเยียวยาผู้ทำได้อย่างไร

เมื่อการกระทำเป็นลม ผลก็คือ ความเลวร้ายที่บังเกิดแก่ผู้ทำ จึงยังคงอยู่ เพราะมันเป็นบุญที่คิดนึกเอาเอง หาใช่ตามพุทธบัญญัติไม่

เมื่อสารพัดคำสอน ทำให้เราท่านเดินเลย สัจจธรรมความจริงข้อนี้ไป ไม่สนรายละเอียด ครั้นมาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ได้นำกลับมาให้ทำอีก จึงเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และมองข้าม

อุปมาเช่น การทานข้าวแกง ซื้อน้ำ ในสถานที่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์ยืนยันว่ามันเป็นบุญ ก็ด้วยเหตุแห่งพงศาวดารของมันนั่นเอง

เมื่อทานข้าวแกง กำไรที่ได้ ก็จะถูกรวบรวมเข้าเป็นกองทุนซื้อสมุนไพร และเมื่อนำไปปรุง ก็จะกลายเป็นสมุนไพรที่แจกให้คนทุกข์มากมายมารับไป ก่อให้เกิดกับสุขแก่มนุษย์ผู้ทุกข์ยากเหล่านั้น

อณูใดของสมุนไพร ที่มาจากกำไรของข้าวแกงจานนั้น ที่ไปสร้างสุข ย่อมต้องย้อนกลับคืนไปให้เจ้าของ เฉกเช่นเดียวกับกรรม ที่ก่อให้เกิดทุกข์ ก็ย้อนคืนไปให้ผู้ทำเช่นกัน

ที่สำคัญ เราท่านถูกหล่อหลอม ให้นึกฝันแต่การกระทำที่เป็นบุญใหญ่ หากแต่หลักพระภูมี ให้สิทธิที่เท่าเทียมกัน ให้ทุกคนได้มีโอกาสเช่นกัน เจดีย์ของพระภูมี จึงประกอบด้วยเม็ดทรายเล็กๆ มารวมกัน หาได้มาจากหินใหญ่ไม่

ค่าของข้าวแกง จึงไม่ได้อยู่ที่ความอร่อย แต่ให้ความซาบซื้งว่า เมื่อเราท่านทาน นั่นคือ เราท่านได้เดินตามพระภูมี เป็นพระเวสสันดร ให้สุขแก่ผู้อื่นต่างหาก ข้าวแกงที่ทาน จึงให้คุณค่ามหาศาล ทานเอาบุญ ไม่ได้ทานเอารส

การจะทำอะไร หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า พระภูมีสอนให้สาวพุทธประวัติ ว่ามีผลกับผู้ใด สิ่งใด ....

เรื่องในอดีตที่มักจะถูกหยิบยก ก่อนที่จะมาเป็นหมอสมุนไพร เมื่อครั้งถ้ำกระบอก ... จึงถูกนำมาเล่าให้ฟังเสมอ .. นั่นคือ ความนึกฝัน และความชอบปลีกวิเวก อันเป็นนิสัยส่วนตน ของสามเณรนิพนธ์

ครั้งนั้น สามเณรนิพนธ์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่นั่งความเพียร ได้ยาวนาน ไม่เป็นสองรองใครในถ้ำกระบอก ความชอบสันโดษ จึงมักไปนั่นบนเขา ทำความเพียร

วันหนึ่ง แม่ชีเมี้ยนจึงเรียกมาสอนว่า ในพุทธประวัติ ท่านเห็นฤาษีตนใดไปนิพพานหรือไม่ หามีไม่แม้นสักตนเดียว ก็ด้วยการนั่งบำเพ็ญเพียร ไม่เป็นบุญ นั่นเอง ฤาษีเหล่านั้น จึงไม่มีพาหนะบุญพาไปนิพพาน

ก็ด้วยบุญเกิดจาก มนุษย์และสัตว์ หากท่านจะแสวงหาบุญ ก็ต้องช่วยมนุษย์และสัตว์ที่ทุกข์ จึงจักได้บุญ

จากสามเณรนั่งความเพียร กลายมาเป็นสามเณรที่ต้องเดินเข้าป่าหาสมุนไพร มาช่วยคน นับแต่นั้นเป็นต้นมา

คำเตือนสุดท้ายในวาระปีใหม่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เมื่อเราท่านมาฟื้นฟูตน แลมีกำลัง การนำสิ่งที่ได้กลับคืนมาแล้วนั้น ควรพิจารณาให้ดีว่า สิ่งที่ไปกระทำ นั้นให้สุขหรือให้ทุกข์แก่ผู้อื่น ... เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่ส่งเสริมคนให้มีกำลังกลับไปเพื่อให้ทุกข์แก่ผู้อื่น


วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ชวนให้คิด

เมื่อมนุษย์นำสรรพสิ่งในโลกมาขาย ท้ายที่สุด ก็พบว่า สิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องซื้อ และยอมจ่ายเงินโดยไม่เกี่ยงงอน นั่นคือ ตัวมนุษย์นั่นเอง

เมื่อความโลภบังเกิด ด้วยเงินอันมหาศาลที่มองเห็น ทำให้ธุรกิจมนุษย์มันใหญ่เกินกว่าใครจะเอื้อมเข้าไปขัดขวาง หากแม้นจะคิด ก็ถูกกระแสความโลภกลืนเข้าไปในที่สุด

ความจริงอันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ผู้รับอาสาจากแม่ชีเมี้ยนชี้ให้พิจารณา เริ่มตั้งแต่โรคพื้นฐาน คือ การปวด ก็ต้องทานยาแก้ปวด

เมื่อเป็นยารักษา รักษาแล้วก็ต้องบรรเทาเบาบางลง และหายในที่สุด นั่นคือ ผลสุดท้ายแม้นไม่ทานยา ก็ไม่มีอาการปวด

แต่ความเป็นจริงที่สัมผัสหาเป็นเช่นนั้นไม่ เริ่มจากทานหนึ่งเม็ด ทานไปทานมาเป็นกำ แล้วก็จบด้วยการเอาอาการปวดไม่อยู่

หากพิจารณาตามคำโฆษณาชวนเชื่อ ของวงการแพทย์และยาแล้วไซร้ มียารักษาโรคมากมาย เต็มไปหมด ก็ล้วนแล้วมาในวัฐจักรเดียวกันกับยาแก้ปวด เป็นเบาหวาน ก็เริ่มจากยาหนึ่งเม็ด ทานไปทานมา ยาเม็ดเอาไม่อยู่ ก็ต้องฉีด ... แล้วก็ไปตามกระบวน สุดท้ายไม่ว่าโรคใด จบด้วยคำอมตะของหมอ

สิ่งนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นไม่ชัดเจนอีกหรือ ว่า นี่คือ การโกหกคำโต แท้จริงแล้วยารักษาโรค ไม่มีในโลก

หันมามองอีกฝั่ง โหมโฆษณากันมากมายในทีวีดาวเทียม เสนอตัวเป็นทางเลือก ที่ฉีกจากยาเคมี นั่นคือ อ้างสมุนไพร

มีตัวละครมาประกอบ เห็นผลในเท่านั้นวัน เท่านี้วัน ... เมื่อพิจารณาไปแล้ว ส่วนใหญ่ก็ประกอบด้วยเสตียรอยด์ ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันก็ชี้ให้พึงระวัง

แต่สิ่งที่ร้ายไปกว่านั้น ไม่เคยมีใครเตือน นั่นคือ การเติมเกสรฝิ่นเข้าไป เพื่อให้มีสรรพคุณในการกระตุ้นพลัง จะเรียกว่าโด๊ป ก็น่าจะได้ เพราะเมื่อทานเข้าไปแล้ว จะทำให้ดูเสมือนว่า ร่างกายแข็งแรงขึ้น หากแต่มันเป็นเหมือนเทียนวูบสุดท้าย ที่สว่างไสว บรรเจิด เพื่อรอวันดับ

หลัก "ตนพึ่งตน" ของพระภูมี จึงตอกย้ำ ในเหตุและที่มาของโรคว่า "โรคเกิดแต่กรรม" หากโรคนี้มีมนุษย์ผู้ใด สามารถทำยารักษาโรคได้ นั่นหมายความว่า มนุษย์ผู้นั้น มีอำนาจเหนือกรรม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกนี้เป็นโลกของกรรม ทุกสรรพสิ่ง ย่อมเป็นไปตามกรรม

บทสรุป ในคำสอนจึงชี้ให้เห็นว่า ไม่มียารักษาโรค อย่างแน่นอน ไม่ว่าโรคใด จะเว้นไว้ก็แต่อาการชั่วคราวที่มาเกิดแล้วก็จากไป หรือที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า โรคกรรมผ่าน หากแต่โรคตาย .... ไม่มียา นับแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ... รอไปเถอะ อีกกี่ปีก็ไม่มีทาง

ในขณะที่สูตรสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็หาใช่ยารักษาโรคไม่ หากแต่เป็นสมุนไพร ที่มีสารที่ร่างกายต้องการ นำไปใช้ในการฟื้นฟูอวัยวะ และสร้างภูมิของร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม ส่วนภาระการรักษาโรค เป็นธรรมชาติของร่างกาย ที่จะต้องรักษาสังขารไว้ ให้อยู่ได้ตามพรหมลิขิตนั่นเอง

ดังนั้น หากพรหมลิขิตยังมี นั่นคือ คำตอบที่ทำให้คนอยู่ได้ จะเว้นเสียก็แต่ คนผู้นั้นทำลายพรหมลิขิตตนเอง จากการทานเคมี จนร่างกายรับไม่ไหว

การดำรงได้ด้วยเคมี จึงกลายเป็นบาปเบิ้ล ด้วยเหตุแห่งการทำร้ายตับ ไต ไส้ พุง ของตนเอง จนบาปนั้นทวีคูณ ด้วยเหตุแห่งสังขารที่ตนใช้นั้นยืมเขามาแล้วไม่ดูแล สิ่งที่ต้องเผชิญ จึงมีทั้งโรค ทั้งบาปเก่า และบาปใหม่ จากการทำร้ายตน จนในที่สุด พรหมลิขิตของตนก็หักสะบั้น ตายทั้งที่ยังไม่ครบพรหมลิขิต

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เมื่อเหตุดังกล่าวเกิด ภาพที่จะพึงเห็นมากขึ้น นั่นคือ เด็กที่เกิดมาเพื่อใช้พรหมลิขิตให้ครบ จึงมีสภาพไม่สมบูรณ์ หรือ ตามตั้งแต่อายุยังน้อยมากขึ้น ... อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำสอนปีใหม่ ของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงทิ้งให้คิด โดยเฉพาะพวกที่ไปสารพัดม๊อบทั้งหลาย โดยอ้างประเด็น "กู้ชาติ" หากแต่ชาติ ล้วนประกอบด้วยเราท่านทั้งหลาย เมื่อเราท่านทั้งหลาย ทานสมุนไพร ประพฤติตามธรรมคำสอน ก็จะกลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ นั่นมิใช่การ "กู้ชาติ" หรือ ได้ทั้งพลเมืองที่ดี ประหยัดงบประมาณชาติ ที่สำคัญ เป็นพลังที่ให้สุขแก่บ้าน สังคม และประเทศชาติ

จะไปกู้ชาติ ก็แล้วแต่ ... แต่ไม่กู้ตนเองก่อน ... จะไปกู้ชาติได้อย่างไร

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ชาด้าน

มีคนเคยกล่าวว่า สิ่งพิเศษที่สัมผัสทุกเมื่อเชื่อวัน แม้นจะเป็นสิ่งวิเศษสุด ก็ดูเหมือนสิ่งไร้ค่า ไม่สามารถสร้างความซาบซึ้งดื่มด่ำ ให้แก่ผู้ที่สัมผัสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันได้แม้นแต่สักน้อย

และในที่สุด สิ่งพิเศษสุดก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับคนๆ นั้น ที่ไม่เคยคิดจะหวงแหน และรักษาไว้ จนวันหนึ่งเมื่อสิ่งพิเศษสุดได้จากไป ก็ร่ำร้อง ช่วยด้วยๆ อยากได้คืน ... แต่ก็ไม่รู้จะได้กลับมาหรือไม่

สิ่งพิเศษสุดที่กล่าวนั่นก็คือ ความสุข ที่แท้จริง จากการกินได้ นอนหลับ นั่นเอง

เมื่อใดที่ยังกินได้ นอนหลับ ก็ไม่ซึ้งถึงคุณค่า จนวันที่มันจะเริ่มจากเราไป เริ่มกินไม่ได้ นอนไม่หลับ นั่นคือ ถูกรุกรานด้วยโรคภัยไข้เจ็บแล้วนั่นเอง

สมุนไพรพระภูมีก็เฉกเช่นเดียวกัน คนทุกข์มา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ได้มาสัมผัส ยิ่งทุกข์มาก สัมผัสที่ดื่มด่ำก็ยิ่งมาก ยิ่งทุกข์น้อยความดีื่มด่ำก็น้อยลง จึงเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน แม้นจะเห็นคนหาย ที่ซึ่งหมอที่เก่งที่สุด หรือวิธีที่ว่าดีทั้งหลายในโลก เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ... ก็หมดทางช่วย ก็ไม่สามารถทำให้จิตใจซาบซื้งดื่มด่ำได้เลย

การกินได้ นอนหลับ เช่นวันวาน จึงยังไม่มีค่า จนกว่าจะเกิดทุกข์ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เกิดกับตน จึงเห็นค่า ฉันใดก็ฉันนั้น คนก็ชาด้าน ไม่ยอมที่จะคิด ไม่ยอมพิจารณา ทำจิตใจให้ดื่มด่ำซาบซึ้งในสมุนไพรและธรรมของพระภูมี เพราะการหายที่เห็น ยังไม่ใช่เป็นทุกข์ของตน นั่นเอง

หลายคนจึงทำตนรอ ภาษิต ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ความวิเศษของสมุนไพร การสวดมนต์ การรักษาความสงบ การฝืนนิสัย ... การทำตนเป็นผู้ให้ จึงยังไม่มีค่าที่ต้องเน้น ต้องให้ความสำคัญ

การชาด้านเช่นนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่า คนไทย มองสมุนไพร และหลักพระภูมี เป็นไก่รองบ่อน ทำตนอยู่ในสภาวะเป็นคนประมาท จะมาเร่งเร้า ตื่นตัว ก็ตอนที่ตนแทบจะไม่มีสภาพหรือหมดสภาพในการช่วยตนแล้วนั่นเอง

วันนี้ ภาพที่เห็น คนที่เดินมา จะหิ้วสมุนไพรมา จึงยากนัก หากแต่คนที่หิ้วมา ก็ล้วนแต่ถูกบีบด้วยสภาพที่สาหัสแล้ว จึงอยากทำ หากแต่สภาพก็เรียกว่าเรือใกล้จม ต้องแข่งกับวันเวลา ไม่รู้จะทันหรือไม่

สิ่งที่เรามองเห็นนั่นคือ โอกาสสุดท้ายที่หลวงพ่อนิพนธ์พยายามยื้อให้สิ่งดีงามอยู่ในแผ่นดินไทย ก็คือ การจัดเต็ม ไม่ว่าสมุนไพร และวินัยธรรม เริ่มจากปีใหม่นี้ จนถึงวันตัดสิน คือ วันงานแม่ชีเมี้ยน

หากความชาด้านจากคนไทยยังคงอยู่ นั่นคือ การจัดเต็ม จะดำรงอยู่ไม่ได้ ผลคือ วัตถุดิบจะขาด วินัยธรรม หรือ สัจจะ ไม่มีใครสนใจทำ การเป็นผู้ให้ เกิดในคนส่วนน้อย สรุปก็คือ กิจกรรมดำเนินต่อไปไม่ได้ ด้วยสภาพเช่นนี้

วันงานแม่ชีเมี้ยน ก็คงมีคำตอบว่า หลวงพ่อนิพนธ์ จะทนอยู่กับคนไทยที่ชาด้าน ที่มองสมุนไพรและธรรมพระภูมี เป็นไก่รองบ่อน หรือ ข้ามฟากไปพม่า ไปทุ่มเทให้คนที่เทิดทูนสมุนไพร และธรรมพระภูมี ดีกว่าไหม

ใครจะคิดอย่างไรกับเราก็ช่าง แต่เราคงจะเตือนบ่อยๆ ตามคำพระภูมีที่ว่า คนฉลาดต้องรู้จักรักษาตน .... เวลาที่มีอยู่นี้ รีบทำตนให้พ้นภัยซะ ....

เพราะดูแล้ว ประเทศไทยอนาคตมืดมน มันจึงทำให้สภาวะแวดล้อม และผู้คน ล้วนทำตนเป็นอุปสรรคซะเหลือเกิน .... สิ่งดีๆ เขาจึงต้องหลีกลี้หนีไป

ส.ส. และ ส.ว. ของพม่า กล่าวคำกระเซ้าเล่นว่า หากหลวงพ่อนิพนธ์ไปทำที่พม่า ในที่กำลังก่อสร้าง ต้องจัดหากล้องให้หลวงพ่อนิพนธ์สักตัวแล้ว เพราะหากมองด้วยตา หลวงพ่อนิพนธ์จะมองไม่เห็นคนไข้ด้านหลัง ด้วยเหตุที่คนมาจะมากมาย แค่คำร่ำลือที่กระจายไปทั่วรัฐทวายตอนนี้ ก็มีคนรอการแล้วเสร็จของศูนย์นี้เป็นหมื่นแล้ว ...

จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนระดับสูงของรัฐบาล จึงพยายามสั่งการ และให้การสนับสนุนเต็มที่ ด้วยกลัวหลวงพ่อนิพนธ์จะเหนื่อยเกินไป และต้องกังวลกับสิ่งต่างๆ จึงระดมทุกสรรพสิ่ง เพื่อให้หลวงพ่อนิพนธ์วางใจ ว่าหากกิจกรรมนี้เกิดในพม่า ภาระของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมีเพียงการทำสมุนไพร และให้คำชี้แนะ นอกนั้น ไม่ต้องห่วง

อย่างครั้งล่าสุด ในการไปตามคำเชิญของนายทหาร ให้ไปดูพื้นที่เพื่อจัดปลูกสมุนไพร ที่ใกล้กับชายแดนไทยพม่า มากขึ้น การผ่านด่านไทย ต้องทำตามระเบียบทุกประการ หากแต่ด่านพม่า ได้อำนวยความสะดวกให้ทุกประการ พร้อมทั้งจัดคณะอำนวยความสะดวก ตลอดการเดินทาง

ไม่ใช่เข้าข้างพม่า หากแต่สิ่งศํกดิ์สิทธิ์ สิ่งดีงาม ย่อมต้องอยู่ในสถานที่อันควร ... จึงกระตุ้นเตือนคนไทย ... ให้ช่วยกัน อย่าทำเฉย ไม่รู้ร้อน ... ตื่นตัว ชักชวนคนรอบข้าง เพื่อเก็บสิ่งดีๆนี้ไว้ เป็นทางเลือกในการช่วยตน และคนที่ตนรัก



กระโจมสำคัญไฉน

การอดทนต่อความร้อนของกระโจม เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งที่เมื่อผ่านแล้วให้คุณประโยชน์มหาศาล

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า โดยเฉพาะคนไข้ที่ผ่านการทานยาเคมีมานานๆ ทำให้รูขุมขนอุดตัน ร่างกายขาดความสามารถในการขับถ่ายของเสียออกทางผิว

ดังนั้น เมื่อเข้ากระโจม เซลล์ผิวหนังจะถูกกระตุ้น และขับดันสิ่งอุดตันเหล่านี้ออก ดังนั้น ในระหว่างการเข้ากระโจม จึงควรช่วยด้วยการถูตัว

ในขณะเดียวกัน สิ่งสกปรกที่คั่งค้างในตา ก็จะถูกขับออกมาด้วยกัน ดังนั้น การเข้ากระโจม จึงช่วยให้ตาดีขึ้น

ประโยชน์ของกระโจมมีอีกหลายประการ แต่ที่โดดเด่น ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักจะชี้ให้เห็น โดยเฉพาะสตรีที่ผ่านการมีบุตรในยุคนี้ มักจะใช้วิธีที่รวดเร็ว คือการผ่าตัด และเนื่องจากมีเวลาน้อย จึงไม่มีเวลาอยู่ไฟ ผลก็คือ ร่างกายจะมีเลือดเสียตกค้างในร่างกาย อันจะส่งผลให้เกิดอาการหนาวใน ร่างกายป่วยง่าย เมื่ออายุมากขึ้น

กระโจม สามารถแก้ปัญหานี้ให้สตรีที่ผ่านการมีบุตรเหล่านี้ ได้เป็นอย่างดี

เมื่อพิจารณาทุกกระบวนการของพุทธบัญญัติ ล้วนแล้วแต่เป็นวินัยทุกข์ทั้งสิ้น หากแต่วินัยที่ถึงพร้อมและให้คุณอันมหาศาล หาใช่เกิดเฉพาะทุกข์ทางกายไม่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นความไม่สมบูรณ์ขององค์ประกอบในการเข้ากระโจม ทำให้ผลที่ได้น้อยกว่าที่ควร เพราะปัจจุบัน เราท่านทั้งหลาย ยอมที่จะทำแต่ทุกข์ทางกายเท่านั้น คือ ความร้อนจากกระโจมนั่นเอง

หากแต่กรรมที่เราท่านทำ มันมีองค์ ๓ คือ กาย วาจา ใจ ดังนั้น วินัยทุกข์ของพระภูมีที่บัญญัติ ก็ต้องมีองค์ ๓ เฉกเช่นเดียวกัน เรียกว่า เกลือจิ้มเกลือ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

นั่งสวดมนต์ สงบกาย สงบวาจา และความคุมจิตใจ ฉันใดก็ฉันนั้น จึงเป็นกรรมฐานที่ครบองค์ การเข้ากระโจมก็เฉกเช่นเดียวกัน

หากจะให้ผลของการเข้ากระโจมมีฤทธิ์มหาศาล หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ต้องมีวินัยกำกับ วาจา ใจ จึงจักสมบูรณ์

ดังนั้น แม้นจะไม่เป็นการบังคับ หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ก็ได้ชี้แนวทางที่ถูกต้องให้แก่ผู้ที่หวังผล นั่นคือ หลังจากสวดมนต์เสร็จ ก็จะมีผู้นำให้ถวายสัจจะ เพื่อให้เราท่านประคอง วาจา ใจ ในระหว่างเข้ากระโจม มีระยะเวลาสั้นๆ

เมื่อกรรมทีจะบังเกิดในปีหน้ามันรุนแรงนัก ผู้อื่นไม่รู้ ไม่ตระหนัก หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์รู้ จึงเตือนให้เราท่านเตรียมพร้อม การกระทำเฉกเช่นอดีต หาพอที่จะสู้กับพายุกรรมที่กำลังจะมาถึงไม่

เมื่อกรรมแรง การต่อสู้ก็ต้องเข้มข้น สมุนไพรเข้มข้นขึ้น ปริมาณมากขึ้น ยังไม่พอ ทุกข์แต่วินัยกาย ก็ยังไม่พอ ต้องทุกข์วินัย วาจา และใจ ด้วยจึงจะพ้นภัย

วันเวลาไม่คอยใคร ใครทำ ใครได้ ดังนั้น จึงกระตุ้นคนที่อยากได้ คนที่อยากพ้นภัยกรรม เตรียมตัว เตรียมใจ และทำตาม วินัยพระภูมี ....

และเมื่อวันใดที่ภัยมาถึง เราท่านจะซึ้งสัจธรรมของพระภูมีที่ทรงตรัส ว่า "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า"

ส่วนคนกลุ่มที่มุ่งมาหาสมุนไพรเพียงอย่างเดียว หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ต้องทำใจ ... และกล่าวความจริงให้ทราบล่วงหน้า ... ว่า ... ท่านเหล่านี้ไปไม่ถึงฝั่งหรอก แต่ก็ไม่ห้าม อยากทานก็ทานไป แต่จะหวังผลโดยไม่ทำ ... ไม่มีทาง

การเข้ากระโจม ในวันนี้ ปีนี้ ปีก่อนๆ กับ การเข้ากระโจม ในปีหน้า ผลจึงต่างกันมหาศาล ...




อุณหภูมิธาตุ

ความรุนแรงหรือหายนะทางสุขภาพ ได้เริ่มส่งสัญญาณให้เห็น ดังนั้นหลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวย้ำในการสอนช่วงนี้ว่า ควรตื่นตัวและเตรียมพร้อม

สิ่งสำคัญประการหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ สารเคมีที่ตกค้างในเลือด อันมีคุณสมบัติเปรียบเสมือนน้ำแข็งแห้งก้อนเล็กๆ ที่อยู่ในระบบเลือด

เมื่อมีปริมาณมากขึ้น หากแต่สภาพภูมิอากาศยังอุ่นอยู่ก็ยังไม่แสดงผลมากนัก แต่เมื่อวันใดที่อุณหภูมิเย็นมากเข้า ร่างกายก็จะเกิดสภาพขั้วโลก นั่นคือเกิดความหนาวเย็น จนระบบการทำงานเสียไป ที่สำคัญ ตรวจจับด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ไม่ได้เลย

จึงจะเห็นจากโรคหลายชนิดที่หมอหาสาเหตุไม่ได้

และหากเกิดสภาวะอุณหภูมิโลกสูงขึ้น ก็จะเกิดสภาวะช็อดของเซลล์ที่มีสารเคมีนี้อยู่ เช่นกัน

การทานสมุนไพรที่มีอุณหภูมิธาตุสูง ประมาณ ๕๐ ถึง ๖๐ องศา เช่น สมุนไพรมะกรูด หรือ สมุนไพรน้ำผึ้ง ทำให้ร่างกาย มีอุณหภูมิความร้อน เมื่อเกิดสภาวะหนาวเย็น ร่างกายก็จะไม่ถูกกระทบ เหมาะแก่ผู้ที่อยู่ในอากาศหนาว

ในขณะเดียวกัน ในสภาวะปกติ เมื่อทานแล้วจะรู้สึกร้อน นั่นทำให้ร่างกายปรับ และสร้างภูมิให้คุ้นเคยกับสภาวะที่มีอุณหภูมิสูง ดังนั้นวันใดที่ร่างกายประสพเหตุ เช่น มีไข้สูง จากมาเลเรียขึ้นสมอง ที่ทำให้หมอมักกล่าวว่า เกิดอาการสมองไหม้ ในคนไข้บางราย ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะอุณหภูมิธาตุของสมุนไพรที่ทานเข้าไป มีความร้อนที่สูงกว่า เมื่อร่างกายคุ้นเคยและรับได้ ยามที่ต้องผ่านวิกฤต ก็จะทำให้ความร้อนจากเชื้อที่ขึ้นสูงนั้น ทำอะไรสมองของเราท่านไม่ได้

การทานสมุนไพร จึงหาใช่เป็นการทานเพื่อรักษาโรคที่เป็นอยู่เท่านั้นไม่ หากแต่เป็นการสร้าง เตรียมพร้อมร่างกาย ให้ป้องกันโรคที่จะพึงเป็นในอนาคตด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้เห็นชัดๆ ว่า ก็คนเป็นอัมพฤกต์ เส้นเลือดในสมองแตก คนเป็นมะเร็ง เขาเหล่านั้น มาทานฟื้นฟูตนยังหายได้ นั่นหมายความว่า คนที่ยังไม่เป็นเมื่อมาทาน ย่อมเป็นการป้องกันไม่ให้เป็นได้อย่างแน่นอน

จะเสียดายก็แต่คนทานไม่ยอมคิด จึงไม่เห็นค่า ไม่ให้ความสำคัญ ดั่งคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่ตรัสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า สมุนไพรเหมือนธรรมของพระภูมี เมื่อท่านนำไปทำ คนทั้งปวงเขามองเห็นว่า คนที่มาหาท่านหิ้วมะกรูด ดีปลี พริกไทย มะพร้าว ... มาให้ท่าน แต่คนเหล่านั้นเขาไม่เห็นว่า สิ่งที่คนที่มารับสมุนไพรของท่านไปทาน ได้อะไร ผ่านวิกฤตไม่ต้องเป็นมะเร็ง อัมพฤกต์ ... ได้อย่างไร นั่นคือ สิ่งที่ท่านทำ อุปมาเหมือน ปิดทองหลังพระ

หากแต่กว่าคนเหล่านั้นจะรู้ ก็เมื่อความจริงปรากฎ ในรุ่นลูกรุ่นหลานของพวกเขาแล้วนั่นเอง เพราะเมื่อพวกเขาที่อยู่ในวัยที่ยังมีลูกได้ และลูกไปมีหลาน ความจริงก็จะปรากฎว่า ตัวเขาได้ให้มรดกที่มีค่าที่สุดแก่ลูกหลาน นั่นคือ ร่างกายที่บริสุทธิ์ ไม่มีโรค

วันนั้นแล ความแตกต่างระหว่าง คนที่ยืนหยัดให้ความสำคัญในการทานสมุนไพร จึงจะซาบซึ้ง

แต่สำหรับผู้ทานแล้ว ปีหน้าเมื่อเภทภัยมาถึง ก็จะเริ่มเห็นผลของสมุนไพร ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างได้รับผลจากเภทภัย คนที่ทานสมุนไพรจะยังยืนหยัดได้ อุปมาดังคำโบราณ ที่คนทานเคมีเหมือนผู้ดี คนทานสมุนไพรเหมือนขึ้คลอก ที่สังคมไม่ยอมรับ แต่ภาพที่ปรากฎเห็นคือ ผู้ดีเดินตรอก ขึ้้คลอกเดินถนน ... เพราะผู้ดีต้องมีผ้าปิดปาก ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันภัยจากโรค ไปไหนก็โรค แต่ขึ้คลอกทานสมุนไพร ไปไหนก็ไม่ต้องกลัว

มารอดูว่า พุทธประวัติอันนี้จะย้อนมาจริงหรือไม่

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วินัยขนมชั้น

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวสอนเสมอถึงความสมบูรณ์ในการทำ หากแต่การใช้ความฉลาดแกมโกง หลบลี้ หนีเลี่ยง ย่อมทำให้สิ่งที่ทำเสียผลไป

ตัวอย่างที่มักยกมาให้ฟังเสมอ ก็เช่นอดีตเมื่อครั้งเป็นพระ ขณะอยู่ในกิจธุดงค์ วันหนึ่งเดินทางไกลเกือบสามสิบกิโล มาปักกลดที่หมู่บ้านเล็กๆ มีไม่ถึงสิบหลังคา

ด้วยความที่เหนื่อย และอยากได้ข้าวมาฉัน เมื่อถึงวัตรบิณฑบาตรพบว่า หมู่บ้านนี้ผู้คนตื่นสาย ทำให้หุงข้าว ทำอาหารใส่บาตรไม่ทัน พอคนเห็นพระจึงได้รีบทำ หากแต่ด้วยหมู่บ้านเล็ก เดินไม่นานก็สุดหมู่บ้าน

ด้วยความกลัวอด วินัยในการบิณฑบาตร ให้เดินปกติ โยมไม่นิมนต์ห้ามหยุด ก็กลายเป็นเดินทอดน่อง ด้วยหวังว่า บ้านแรกที่เห็นจะได้หุงข้าวและทำอาหารท่าน

กระนั้นก็ตาม เมื่อเดินกลับมากับข้าวก็ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ด้วยความกลัวอด ก็เลยหยุดรอ

จู่ๆ ก็มีหมาวิ่งมาไล่กัด จนต้องหนีกลับกลด

แม่ลูกเมื่อทำอาหารเสร็จ ก็ตามมาใส่บาตร พร้อมกล่าวว่า หมาบ้านอิฉันไม่เคยกัดใครเลยน่ะเจ้าค่ะ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การทำตามวินัย ย่อมต้องผจญมาร คือกิเลสนิสัยตนเป็นธรรมดา เมื่อแพ้นิสัยตน ก็เอาความฉลาดแกมโกงมาใช้ เลี่ยงวินัย โดยมักอ้างว่าไม่ผิด หากแต่แม้นจะไม่ผิดวินัยหลัก รายละเอียดของวินัย ก็เสียไป ผลก็คือ การกระทำก็ไร้ผล

การเข้าสวดมนต์ และนั่งฟัง คือ กรรมฐาน วินัยที่กำหนด คือสิ่งที่มานำ และควบคุมตนตามวินัยนั้นๆ และวินัยสิ้นสุดลงเมื่อ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวจบ และอนุญาติให้ออก หลายคนอุตส่าห์ทนสวดมนต์ ทนฟัง หากแต่ใกล้จบ ก็เลี่ยงออกก่อนบ้าง หรือ แกล้งลุกไปนั่งข้างนอก รอใกล้ๆจบแล้วค่อยเข้ามารับบัตร และออกไปบ้าง

สิ่งนี้ แม้นจะอ้างว่าสวดมนต์แล้ว หากแต่รายละเอียดไม่ครบสมบูรณ์ การกระทำกรรมฐาน ก็ไม่บังเกิดผล เสียแรง เสียเวลาเปล่า ... ช่างน่าเสียดายนัก

อันที่จริง หากไม่ชอบ ก็ไม่ควรมา เมื่อชอบอยากได้ มาแล้วก็ควรทำให้สมบูรณ์ เพราะสัปดาห์หนึ่ง มีวันเดียว ที่มาทำกิจกรรมแล้วมีผลต่อชีวิต ...

หลักของพระภูมี จำง่ายๆ ทุกสรรพสิ่งในการทำ ต้องมีผู้นำ ... หาใช่ทำตามนิสัยหรือตามใจตนไม่ มิฉะนั้นแล้วกระทำไปก็ไร้ผล

ห่วงหาอาทร

พฤหัสที่ผ่านมา ทางการพม่าได้ส่งรูป เพื่อแสดงความก้าวหน้าของโครงการที่กำลังดำเนินการ แจ้งให้หลวงพ่อนิพนธ์ทราบ

ในขณะเดียวกัน ได้ส่งคณะทหารพม่า ที่ควบคุมดูแลบริเวณชายแดน ติดกับไทย บริเวณด่านพุน้ำร้อน มาด้วยคณะหนึ่ง

พม่าแจ้งว่า ผู้ใหญ่มีความเป็นห่วงว่า โครงการที่บ้าน มิต้า ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยไป ๘๐ กิโลเมตรนั้น อาจจะสร้างความยากลำบากแก่หลวงพ่อนิพนธ์จนเกินไป

คณะทหารจึงได้สำรวจพื้นที่ในเขตควบคุม ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทยเข้ามาอีก ได้พื้นที่ที่เหมาะสม ห่างจากชายแดนไทยประมาณ ๓๐ กิโลเมตร

วันศุกร์นี้ คณะทหารพม่าจึงได้เชิญหลวงพ่อนิพนธ์เข้าไปดูพื้นที่ ดังกล่าว และแจ้งให้ทราบว่าสามารถใช้พื้นที่ได้ตามความต้องการ ทั้งนี้พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีทหารและหมู่บ้านเล็กๆอยู่ ซึ่งสามารถใช้เป็นกำลังพลในการปลูกและดูแลสมุนไพร ตามความต้องการได้

และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่หลวงพ่อนิพนธ์ คณะทหารได้จัดสร้างบ้าน เพื่อเป็นที่พักให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์และคณะไว้เรียบร้อย กระนั้น ท่าน ส.ว.แห่งรัฐทวาย ก็ยังไม่เบาใจ เกรงว่าอาจจะอำนวยความสะดวกให้ไม่เพียงพอ จึงได้สร้างบ้านพักหลังหนึ่ง ที่บริเวณชายแดนไทยพม่า เพื่อสะดวกในการต้อนรับ

ความห่วงหาอาทร ทุกข์ร้อนในสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กังวล นี่แหละเป็นคุณสมบัติที่สำคัญยิ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์เน้นและสอนมาตลอด

ศาสน์แห่งการดูคน ดูแวว ว่าคนประเภทไหน ที่เหมาะสมแก่ศาสน์สมุนไพรของพระภูมี หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ก็ดูจากความอาทรในกิจกรรมนี่เอง

เมื่อจิตใจเชื่อมถึงกัน ห่วงหาอาทรกัน ย่อมเกิดเป็นสายใยชีวิตที่แน่นเหนียว เรียกได้ว่า เป็นเครื่องหมายกาบนหัว ที่ทำให้ไม่ตายโหง ตายห่า อย่างแน่นอน

หลายคนให้ความสำคัญเฉพาะกับการรับและทานสมุนไพร ที่เป็นเหมือนสังขาร หากเทียบกับ ดินที่เขานำมาปั้น นำมาปั๊มเป็นรูปพระพุทธ จะมีค่าก็เพียงน้อยนิด

หากแต่เมื่อผ่านการปลุกเสก หรือ พุทธาพิเษกแล้วไซร้ กลายเป็นของขลัง มีคุณค่าสูงล้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น สมุนไพร หากได้รับการปลุกเสก จากพฤติกรรมของผู้ทาน ก็อุปมามีวิญญาณ มีฤทธิ์ มีเดช ต่อสู้กับโรคภัย อย่างมหาศาล

สิ่งที่ดูเล็กน้อย เช่นการหยิบมะกรูดติดมือมา ห้าลูกสิบลูก มะพร้าวสักทลายเล็กๆ พริกไทยสักขีด ดีปลีสักกำ ด้วยจิตสำนึกแห่งความอาทรแก่ผู้ทำ ไม่เบียดเบียนท่านจนเกินไป แค่ท่านนำสมุนไพรมาปรุงให้ ก็มีคุณมหาศาลแล้ว จิตเช่นนี้ ย่อมเป็นคุณสมบัติ กตัญญู ของเล็กน้อยราคาต่ำ จึงให้คุณค่าที่สูงยิ่ง

เพราะของเล็กน้อย ให้ชีวิตผู้อื่น ให้ความชุ่มชื่นแก่ผู้ทำ แถมยังได้คุณสมบัติที่ดี ตามหลักพระภูมี คือ พระเวสสันดร ... โรคอะไรก็ไม่เหลือ

หากแต่หยอดตา ได้ตาที่ดี เห็นช้อนตก ก็ช่างมัน ไม่ใช่เรื่อง เห็นน้ำรั่ว ก๊อกไม่ปิด ก็วางเฉย ได้สมุนไพร ได้กำลัง ก่อนกลับจะมีสำนึกว่า มาบ้านท่าน อย่านิ่งดูดาย เดินดู เก็บกวาด ปิดน้ำ ปิดไฟ ให้ท่าน ท่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องเสียอะไรโดยใช่เหตุ ... ก็ตัวใครตัวมัน กูไม่สน

จึงไม่แปลกว่าทำไมคนพม่า จึงหายวันหายคืน สมุนไพรประทับความดื่มด่ำให้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกลายเป็น สิ่งมีค่าอันสูงสุดที่เคยพบ แต่คนไทย การช่วยตน จึงอืดเป็นเรือเกลือ

จึงไม่แปลกที่ภาพ เก้าอี้ถูกวางทิ้ง ขยะเกลื่อนกลาด มีให้เห็นทุกวัน ต้นหญ้ารกชัด หามีคนมีน้ำใจมาช่วยกันดูแล ต้นสมุนไพรแห้งตาย ทั้งที่คนมาหลายพันคน

ทุกคนที่มา ร้องขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วย ... ซึ่งไม่เคยได้รับการปฏิเสธ แต่สถานที่ของท่าน สิ่งของของท่าน .... กลับถูกเมิน กูไม่สน กูไม่เกี่ยว ไม่ใช่บ้านกู

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้ดูว่า คนที่จะหาย เวลาได้สมุนไพร แล้วจะลากลับ ก็จะมีอาการพิรี้พิไร เหมือนชายหนุ่ม จะจากสาวคนรัก อ้อยอิ่ง และสำรวจแล้วสำรวจอีก ห่วงโน่น ห่วงนี่ กลัวคนรักจะลำบาก เหน็ดเหนื่อย ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่จะหาย ก็มักห่วงในกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์ ดูแล้วดูอีก เรียบร้อยไหม ขาดเหลืออะไร กลัวหลวงพ่อนิพนธ์จะกังวล ในสิ่งที่ตนดูแล อาทิเช่น ทำหน้าที่ดูแลห้องน้ำ ก็ตรวจตรา ก๊อกปิดหมดยัง ไฟปิดยัง มีอะไรเสียหายไหม ทำเสร็จ ไปรับสมุนไพร ก่อนกลับก็ยังเวียนมาดูอีก ... คนแบบนี้ โรคอะไรก็ไม่เหลือ หายแน่นอน

หลักของพระภูมี ทำอย่างไรได้อย่างนั้น อาทรเขาเท่าใด เขาก็อาทรเราเท่านั้น .... จะทานแต่สมุนไพรอย่างเดียว ฟังเขาเล่าว่าดี ... กล่าวได้คำเดียว ยาก...

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เรื่องเล่าจากอดีต

ในเมื่อเปิดยุทธวิธีแห่งการใช้สัจจะมานำตน ก็อยากจะเล่าอดีตของคนไข้ท่านหนึ่ง เมื่อครั้งถ้ำกระบอกให้พิจารณา

คนไข้ชายท่านหนึ่ง ป่วยด้วยโรคหอบหืด จนวันหนึ่งได้มีโอกาสไปถ้ำกระบอก

ความเลื่อมใสบังเกิด ทุกสัปดาห์ก็จะมาถ้ำ เพื่อใส่บาตร และรับสมุนไพรกลับบ้าน

กาลเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ผลของการทานสมุนไพร และใส่บาตร ให้ผลได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่เพียงพอในการแก้ไขวิกฤตของเขา

วันหนึ่ง ชายผู้นี้จึงเรียนถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ทำไมตัวเขาจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆที่เขาก็มีความศรัทธา และปฏิบัติตน มาใส่บาตร ฟังคำสอนทุกสัปดาห์

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า ก็ด้วยเหตุที่พฤติกรรมดูว่าถูก แต่จิตเจตนานั้นผิดเป้าหมาย เหมือนไม้หลักปักเลน จึงไม่เป็นแก่นสารให้ตนพึ่งได้นั่นเอง

การมาด้วยเจตนาเช่นที่ทำอยู่ จึงไม่มีคุณค่า หรือได้ก็ได้น้อย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า ให้กลับไปเริ่มใหม่ ด้วยใช้เหตุและผล คือ "สัจจะ" เป็นผู้นำในการมาของตน ว่า เราจะมาถ้ำกระบอก ทุกอาทิตย์ เพื่อมาใส่บาตร และฟังคำสอน หาใช่มาเพื่อรับสมุนไพรไม่ การรับสมุนไพรนั่นคือของแถม จากการทำตามสัจจะของเรา และให้มองข้ามโรคไปเลย ให้ทำตนเหมือนคนปกติ เมื่อวิญญาณเราวางไว้ที่สูง สิ่งศักดิ์สิทธิ ที่เรามาพึ่ง มาหา มาทำตามสัจจะนั้น ก็จะต้องยกกายเราให้สูงตาม ไปด้วย

ชายผู้นั้น ก็ทำตาม จนกาลผ่านไปประมาณสองเดือน ในคืนวันเสาร์วันหนึ่ง เขาเกิดอาการลงแดง โรคหอบหืด กำเริบหนัก หายใจรวยริน จนถึงเช้า อาการดูเลวร้ายมาก ลูกๆของเขา จะพาเขาไปโรงพยาบาล หากแต่ชายผู้นี้ปฏิเสธ และยืนยันที่จะรักษา "สัจจะ" ของเขาไว้

เขาจึงกล่าวกับลูกๆว่า หากเขาจะต้องตาย ก็ช่างมัน ขอให้ลูกๆ พาเขาไปถ้ำกระบอก เพื่อทำตามคำมั่นที่ให้ไว้

ลูกๆ ไม่อาจขัดใจผู้เป็นพ่อ จึงพาเขามายังถ้ำกระบอก และหามร่างไปหาหลวงพ่อนิพนธ์ หลวงพ่อนิพนธ์ทำสมุนไพรให้ทาน และนับจากวันนั้น เขาก็ไม่เคยมีอาการโรคหอบหืดอีกเลย

มาวันนี้ ชายผู้นี้มาเยี่ยมเยียนหลวงพ่อนิพนธ์ ด้วยวัย ๙๔ ปี และไม่เคยไปโรงพยาบาลอีกเลย นับจากวันนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์สรุปให้พิจารณาว่า การมาหาแม่ชีเมี้ยน จึงมาเพื่อเจตนาแห่งการมาทำตนตามพุทธบัญญัติ ลดนิสัยตน มาทำความดีตามรอย เป็นที่พึ่่งแห่งตน ฟ้าถล่ม ดินทลาย ก็ต้องมา ... สมุนไพร เป็นเพียงของแถม และเมื่อทำเช่นนี้ การทานสมุนไพร ก็ไม่จำเป็นต้องทานมาก เพราะตัวแปรแห่งผล คือ การปฏิบัตินั่นเอง

อธิบายให้ฟังง่ายก็คือ ผลแห่งตัวปฏิบัติของเราท่าน นั่นคือ การปลุกเสกฤทธิ์ของสมุนไพรนั่นเอง หลักของพระภูมี จึงเรียกหลักตนพึ่งตน ใครทำ ใครได้ ....

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยืนยันตลอดมาว่า ประเภทที่ฟังเขาเล่า ทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ โรคนั้นหาย โรคนี้หาย แล้วแห่กันมา ไม่ดูรายละเอียดเลยว่า คนที่หายเขาทำกันอย่างไร ... เมื่อมาก็จะเอาแต่สมุนไพรเพียงอย่างเดียว อย่างอื่นไม่สน .... คนเหล่านี้ ยากจะประสพผล

และยืนยันว่า หลักของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ต้องมีผู้นำ เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้นำ คำกล่าวของท่านนั้นคือ กุญแจ ที่ไขประตู เปิดให้เข้าไปยังหนทางบุญ

จึงไม่แปลกว่า พฤติกรรมที่บางคนทำ อาทิ นั่งฟังมาตั้งนาน แต่ทนนิสัยตนไม่ไหว แอบออกจากห้องก่อน หวังจะสบาย ได้เข้ากระโจมก่อน โดยไม่รอคำของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวให้ไปเข้ากระโจมได้ ... อุปมาเหมือนพวกที่ ไม่เข้าทางตรอก ออกทางประตู เรียกว่าลักขโมย ปีนรั้ว ผลแห่งการทนนั่งมาทั้งหมด ก็มลายหายสูญ การเข้ากระโจม ก็ไร้ค่า .... เพราะมันนำของมันเอง ความคิดมันช่วยตัวมันเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมาที่นี่แล้ว .... หลวงพ่อนิพนธิ์กล่าวเสมอว่า คนประเภทนี้ ท่านไม่รับผิดชอบ

วันนึง ก็จักเป็นเช่นอดีตถ้ำกระบอก เมื่ออาการปรากฎ จักใช้สมุนไพรมากสักฉันใด ก็หยุดอาการคนเหล่านี้ไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์มักใชัคำว่า เพราะท่านสั่งคนเหล่านี้ไม่ได้ นั่นเอง

ขอย้ำ ไม่ได้มาชักชวนให้ทุกคนเชื่อ และมาโต้แย้ง หรือ วัดผิดถูกกับใคร ... หากแต่คนที่พิจารณาแล้วเชื่อ ศรัทธา อยากทำตาม จักได้เดินถูกทาง



สัจจะ คือ อะไร

หลายปีแล้ว ที่หลวงพ่อนิพนธ์ไม่เคยกล่าวถึงคำนี้ และใช้สมุนไพรนำหน้า เรียกแขก

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า เมื่อกรรมมาถึงวันที่รวมตัวเป็นก้อนกรรม เรียกว่าเป็นของหนัก ลำพังสมุนไพรอย่างเดียวคงจะไม่สามารถพาไปให้ถึงฝั่ง คือ การอยู่รอดปลอดภัยได้

อุปมาให้ฟัง การหายโรค ก็เหมือน หนีเสือพ้น หากแต่ชีวิตก็หาปลอดภัยไม่ ด้วยเหตุที่ว่า ไม่ตายด้วยโรคไปตายด้วยอุบัติเหตุ ก็ตายเหมือนกัน ดั่งภาษิตว่า ไปเจอจรเข้กัดตายนั่นเอง

กระบวนการอันเบ็ดเสร็จ ของความสำเร็จ ในการดำรงตน จึงต้องหนีให้พ้น ทั้งเสือ ทั้งจรเข้ จึงจะเรียกว่า มีสุขอย่างแท้จริง

หากแต่ปัจจัยที่ใช้ในการสร้างกำแพงป้องกัน เสือและจรเข้ พระภูมีทรงตรัสว่า มีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือ กำแพงบุญ

คำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่ให้หลวงพ่อนิพนธ์มาปลุกปั่น ด้วยเห็นว่า การสร้างบุญนั้นถูกทำให้เพี้ยนไปจากเดิม นั่นคือ การถูกผู้ที่ต้องการนำศาสนามาหากิน ให้มนุษย์หลงไปในการสร้างวัตถุ บริจาควัตถุเงินทอง เป็นบุญ จนวัดล้นประเทศไปแล้ว

เหตุและผล ที่แม่ชีเมี้ยนหยิบยกมาให้พิจารณา นั่นคือ พระโคดมเป็นกษัตริย์ ทำความดีบริจาคทานสักฉันใด ก็หาบุญมาช่วยตนสักน้อยไม่ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ต้องการแสวงหาบุญ จึงต้องทิ้งเวียงวัง มาเดินกลางดิน กินกลางทราย แล้วเลิกใช้ความคิดความเชื่ออื่นใด มาใช้ "สัจจะ" นำตน

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้เห็นภาพง่ายๆว่า หากเงินทองสามารถสร้างบุญได้จริง ประเทศร่ำรวยก็เอาเงินมาทุ่มซื้อบุญไปหมดแล้ว

จึงหยิบยก อุธาหรณ์ชาดก ที่แม่ชีเมี้ยนเล่าให้ฟังเพื่อพิจารณา การกระทำ เมื่อครั้งพระโคดม ทรงโปรดสองสามีภรรยา ที่ศรัทธาในพระโคดม และทุกเช้าก็เตรียมสำรับ เพื่อใส่บาตรพระโคดมเป็นประจำ

หากแต่พฤติกรรมของสองสามีภรรยา ที่กระทบกระทั่งกันทุกวัน จนต้องด่าทอทะเลาะกันไม่เว้นวัน

วันหนึ่ง พระโคดม เดินมารับบาตรสองสามีภรรยา ขณะที่กำลังจะตัก พระโคดมก็กล่าวว่า ผลอันเกิดจากการใส่บาตรด้วยวัตถุนี้ จัดว่าเป็นทานชั้นต่ำ ด้วยเหตุที่ให้ประโยชน์อันน้อยนิด ชั่วครู่ชั่วยาม แล้วก็หมดไป ไม่ยั่งยืน

หากประสงค์จะได้ผลที่มหาศาลและจีรังยั่งยืน เป็นที่พึ่งแห่งตน ก็ควรนำนิสัยที่ไม่ดีของตนมาใส่บาตร วันใดที่เห็นนิสัยแห่งตนที่ไม่ดีแล้วไซร้ ก็นำมาใส่บาตร ผลอันมหาศาลก็จักบังเกิด แล้วก็จะได้ซึ่งความสุข

สองสามีภรรยา จึงขอนำนิสัย ไม่โกรธ ไม่ทะเลาะ ตบตีกัน ใส่ในบาตร นับแต่นั้น ครอบครัวนี้ ก็เป็นสุข ไม่เคยได้ยินเสียงทะเลา ตบตี กันอีกเลย

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่ให้ทุกข์แก่มนุษย์ พระภูมีทรงตรัสรู้เห็นแจ้ง ว่า มูลเหตุที่มาคือ นิสัยมนุษย์ หรือ นิสัยของโลกียะ อันเรียก กิเลส นั่นเอง

เมื่อจะหนีทุกข์ ให้พบสุข จึงต้องนำนิสัยของโลกุตตระ คือ สัจจะ มานำตน ไม่ควรจะใช้ความคิดตน เป็นผู้นำ

แม่ชีเมี้ยนจึงยืนยันว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ สำเร็จสัมโพธิญาณได้ด้วย การมี "สัจจะ" นำตน แล้วทำตาม นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบาย ให้ฟังง่ายๆ สัจจะ ก็คือ โลกุตตระ นั่นเอง ที่เราท่าน จะใช้มานำตน แทนนิสัยเดิม ผลแห่งการทำตามนิสัยเดิม เป็นบาป ผลแห่งการทำตามนิสัยของพระภูมี ก็เป็นบุญ

และก็ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด เพราะเราท่านไม่ได้มุ่งหวังนิพพาน หากแต่เพียงแค่ได้สัมผัสความไม่มีโรค และเป็นบุญเลี้ยงตนเท่านั้น แค่บางสิ่งบางอย่างก็เพียงพอแล้ว

อดีตถ้ำกระบอก คนไข้ยาเสพติด ทุกคน จึงต้องวางสัจจะ ไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่ส่งเสริม ยาเสพติดทุกชนิด

ไม่ทำลายพุทธศาสนา คือ ไม่นำของวัดกลับบ้าน ไม่ซื้อ ไม่ขาย รูปเหมือนของพระพุทธ ตลอดชีวิต

ส่วนคนไข้ทั่วไป ก็ต้องเริ่มจาก การวางสัจจะ "ไม่โกรธ" วันละหนึ่งชั่วโมง มีกำหนดเวลาตามแต่ละคน เป็นต้น

ดังนั้น หากผู้ใดต้องการผลที่แน่นอน การเดินสองขาอย่างสมบูรณ์ จึงรับประกันผลว่า สิ่งที่มุ่งหวัง ไม่เกินจะไขว้คว้า ไม่ว่า โรคอะไร ... ก็ไม่กลัว

ด้วยสองขาที่สมบูรณ์นี้ ในยุคแรกของการเปิดสำนักอีกครั้ง เมื่อปี ๓๐ คนไข้ที่อาการสาหัส จึงมักได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อนิพนธ์ ให้บนบวช

เพราะผู้ที่บวชและทำตามพุทธบัญญัติ นั่นคือ ต้องถวายสัจจะ ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น มีธุดงค์เป็นวัตร เงินทองไม่รับ ... เป็นปฐมของข้อปฏิบัติ

พระรุ่นนั้น ที่สึกไปหมดแล้ว ยังมีชีวิตอยู่มาจนทุกวันนี้ ไม่ว่า ท่านตอง ที่เป็นมะเร็งสมอง มีพี่น้อง ๕ คน ทุกคนเป็นหมด ปัจจุบันท่านตองเป็นราษฎรอาวุโส สอนจักสานแก่ชาวบ้าน ที่เขาค้อ ในขณะที่พี่น้องตายหมด หรือแม้นกระทั่ง ท่านวี ที่เป็นโปลิโอ เดินธุดงค์จากขาลีบ จนน่องโต ....

เมื่อกรรมแรง ก็ต้องใช้มาตรฐานของธรรมที่สูงขึ้น ใครสนใจ ก็ลองดู แล้วจะเห็นชัดว่า ผลแห่งการทานสมุนไพร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทาน หากแต่ขึ้นอยู่การปฏิบัติ เป็นสำคัญ ทำได้แค่ไหน ผลก็ได้เท่านั้น ... นี่แหละจึงเรียกว่า รู้ได้เฉพาะตน เพราะตนทำอย่างไร ไม่มีใครรู้ แต่ผลที่ออกมาจะเป็นคำตอบ


วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คนเก่าเล่าเรื่อง

คำพูดหนึ่งที่คนรุ่นเก่ามักจักเล่าให้คนรุ่นหลังฟังเสมอ เพื่อเตือนสติ นั่นคือ "ระวังตีนฟ้าไว้บ้าง"

อาเส่ย ชายสูงวัย ที่อดีตเป็นพระรับใช้แม่ชีเมี้ยน และเป็นพระหนึ่งเดียวในยุคถ้ำกระบอก ที่ติดตามหลวงพ่อนิพนธ์มาตราบทุกวันนี้ ผู้ที่มีหน้าที่เก็บใบยาเขียว และทำยา มานับตั้งแต่ปี ๓๐ เล่าให้ฟังว่า

หลังจากที่แม่ชีเมี้ยน ตักเตือนท่านจรูญไม่ให้รับรางวัลแมกไซไซไม่ได้แล้ว ผลก็คือ เกิดการก่อสร้างอาคารแมกไซไซขึ้น ที่ถ้ำกระบอก

และกิจวัตรของท่านจรูญ และท่านเจริญ อย่างหนึ่งในเวลานั้น คือ ทุกวันเวลาเที่ยงตรง พระทั้งสองรูปจักเดินไปตรวจการก่อสร้างอาคารหลังนั้น

ในช่วงเวลานั้นเอง มีพระรุ่นหนุ่มบวชใหม่องค์หนึ่ง เข้ามาในถ้ำกระบอก

แม่ชีเมี้ยนทราบจุดประสงค์ในการมาของพระองค์นี้ ก็ทรงเตือนด้วยความหวังดีว่า เจตนาที่จะเข้ามานั้น เป็นบาปมหันต์ อย่าทำเลย ให้รีบออกจากถ้ำกระบอกไป

ด้วยเหตุที่พระองค์นั้น รับจ้างบวชมาเพื่อทำลายถ้ำกระบอก จึงไม่ยอมออกจากวัดไป แม้นแม่ชีเมี้ยนจะทรงเตือนกี่ครั้งก็ตาม

จนมาวันหนึ่ง แม่ชีเมี้ยนตรัสกับพระเส่ยว่า จะขึ้นถ้ำไปเพื่อนั่งความเพียรช่วยท่านจรูญและท่านเจริญ โดยที่พระเส่ยก็ไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร

จนกระทั่งใกล้เที่ยง พระเส่ยก็เห็นแม่ชีเมี้ยนทรงอาเจียนมาเป็นโลหิต พร้อมกันนั้นก็มีเสียงระเบิดจากบริเวณก่อสร้างอาคารแมกไซไซ

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า เพื่อช่วยพระทั้งสองรูปจึงต้องรับผลอันนั้นไว้เอง ระเบิดจึงระเบิดก่อนเวลา คือ ๑๑.๕๕ น. ก่อนที่พระจรูญและพระเจริญ จะเข้าไปตรวจ

รอสักพัก ท่านจรูญก็ให้คนมาบอกว่า ตรวจดูความเสียหายแล้ว พระทั้งหมดปลอดภัย จะเว้นก็แต่พระหนุ่มรูปหนึ่ง ที่หาเท่าไรก็ไม่เจอตัว

แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสกับพระเส่ยว่า ให้วิ่งไปบอกท่านจรูญว่า ให้เปิดสังกะสีออกดู พระเส่ยจึงไปบอก ท่านจรูญจึงให้คนเปิดแผ่นสังกะสีออก พบพระหนุ่มรูปนั้น นั่งในท่าคุกเข่า แล้วมีคานทับ ทำท่าเหมือนแบกคานไว้ และถูกคานทับจนตาย

จึงไม่แปลกว่า พระถ้ำกระบอก จึงยึดมั่นคำสอนแม่ชีเมี้ยน มุ่งมั่นปฏิบัติสัจจะ ด้วยเหตุการณ์ที่พบเห็นมากมาย และรู้กันดีว่า หากไม่มั่นใจ ก็อย่าถวายสัจจะ และเมื่อถวายแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ เพราะเมื่อถวายแล้ว หากทำได้ ผลก็จักมหาศาล หากทำไม่ได้ พ่ายแพ้กิเลสตน ผลร้ายก็ทวีคูณเฉกเช่นเดียวกัน

ยิ่งพวกถวายแล้วมีพฤติกรรมเย้ย คนรุ่นเก่าอย่างอาเส่ย จึงมักพูดเตือนเสมอ แม้นไม่มีใครรู้ แต่ฟ้าดินเขามีตา หากเขาหมั่นไส้ ไม่รอกรรม สิ่งที่จะเกิด นั่นคือ โดนตีนฟ้าเข้า หนักกว่าตีนกรรมอีก จะบอกให้

พร้อมกับแถมท้าย ดูอย่างช่วงปี ๓๐ นั้น ที่มีพระบวชเข้ามาถือหลักกินมื้อเดียวกันหลายสิบรูป ครั้นยามธุดงค์ ไปปักกลดยังสวนมะม่วง พระองค์หนึ่งอยากฉันมะม่วง ก็เลยไปเด็ดมะม่วงมาเก็บไว้ในบาตร กะฉันตอนเช้า ฟ้าสว่างอยู่ดีๆ ก็มืด มีพายุมา และก็มีฟ้าฝ่าต้นมะพร้าวมาทับกลดพระองค์นั้น คลานออกมาอย่างทุลักทุเล

จึงขอย้ำว่า ศาสน์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แม้นให้คุณแก่ผู้ทำมหาศาล แต่ก็มีโทษอนันต์สำหรับผู้ที่ประพฤติตนไม่ควรในที่นี้ ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนเสมอ เว้นไว้สักที่ หากคิดจะทำบาปไปทำที่อี่นดีกว่า ทำที่นี่ไม่คุ้มเลย เพราะบาปมันเบิ้ล โดนทั้งตีนกรรม แถมด้วยตีนฟ้าอีก รับไม่ไหวหรอก หรือเชื่อว่าพรหมลิขิตท่านแข็งแกร่ง ก็ตามใจ...

เข้าสู่ mode ภาคบังคับแล้ว

ใครจะบ้าอะไรก็ว่ากันไป ใครจะมุ่งมั่นในสิ่งใด ก็แล้วแต่ใจคิด ใจชอบ หากแต่สถานที่นี้ คำสั่งสอนของบรมครูแม่ชีเมี้ยน ที่ทรงตรัสเตือน และให้หลวงพ่อนิพนธ์มายุยงปลุกปั่น ให้พี่น้องคนไทย กลุ่มหนึ่ง (ขอเน้นกลุ่มหนึ่ง...) ให้ตื่นตัว และเตรียมตัวกับสิ่งสำคัญที่กำลังจะอุบัติ นั่นคือ "การบังเกิดของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่"

ด้วยถึงกาลเวลาของยุคแล้ว ดังนั้น สิ่งที่จะปรากฎก่อนการอุบัติของพระพุทธเจ้า ที่มีคู่กันมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ กรรมที่มนุษย์ทั้งโลกสั่งสมกันมา หลังจากสิ้นยุคพระพุทธเจ้าองค์ก่อน จะรวมกันมาถาโถมเข้าใส่มนุษย์ นั่นคือ กลียุคจักบังเกิด เพื่อรอพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาดับยุคเข็ญอันนี้นั่นเอง

สัญญาณเตือนภัยที่กระชั้นเข้ามา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เห็นได้จากภัยพิบัติ และที่ส่งสัญญาณรุนแรง นั่นคือ หิมะถล่มอียิปต์ สิ่งเตือนภัยเหล่านี้ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนว่า ผู้ที่จะรอดจากมหันตภัย ก็คือ คนดี หรือ คนที่มีกรรมเก่ามาดี

ดังนั้น คนอื่นจะบ้าอะไรก็ช่างเขา หลวงพ่อนิพนธ์จึงชักชวนคนไทยกลุ่มหนึ่ง หันมาเปลี่ยนพฤติกรรม มาบ้าพระพุทธเจ้า ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ทานสมุนไพรของพระภูมี ทำตนเป็นคนดี เพื่อเตรียมรับภัยอันนี้

ผลจากการทำ หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า อุปมาบ้านอยู่เมืองกาญจน์ จะไปกรุงเทพฯ วันนี้เขาขับรถ ขึ้นรถโดยสาร ขี่มอเตอร์ไซด์ ปั่นจักรยาน แล้วแต่ความชอบ ความเหมาะสมของคนนั้นๆ แต่ที่นี่กำลังมาชวนให้เดินไป ... เพราะใช้หลักพึ่งตนเอง

ดังนั้นจึงไม่แปลกเมื่อมาใช้แนวทางนี้ ใครเห็นก็ต้องมองว่าผู้ทำบ้า มีของให้ใช้ไม่ใช้ เสือกมาเดินทรมานตัวเอง ชวนให้ขึ้นรถไปด้วยก็ปฏิเสธ คนเหล่านั้นจึงจากไปพร้อมตะโกนบอกว่า อย่าไปยุ่งกับคนบ้า

หากแต่สิ่งที่เราท่านกำลังถูกสอนให้ทำ เป็นความลำบาก เพราะต้องใช้ขาของตนเดินไปให้ถึง ย่อมต้องได้รับทุกข์เวทนา แต่ผลก็คือ ร่างกายที่แข็งแกร่ง

เมื่อวันเวลาผ่านไป คนที่หัวเราะเยาะเราท่าน จักถูกพายุ อุบัติภัย พัดล้มไปหมด แต่คนที่เดิน คนที่ถูกหาว่าบ้า จะมีภูมิต้านทานที่แข็งแกร่ง ยืนหยัด และถึงจุดหมาย อย่างปลอดภัย ในขณะที่คนเหล่านั้น แม้นจะรอดถึงจุดหมาย สภาพร่างกายก็ยับเยิน

คนที่ใช้แนวทางพระภูมี จึงถือคติ หัวเราะที่หลังดังกว่า

หากแต่วันวานที่ผ่านมา แม้นจะสอนจักบอกกล่าวว่า หลักตนพึ่งตนของพระภูมี ในการช่วยตน มีสองขา คือ สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม

ขาของธรรมหรือของบุญ ก็เรียกได้ว่า แทบไม่เคยถูกใช้เลย แถมขาของสมุนไพรก็แกนๆ เพราะไม่สมบูรณ์ ทำให้คนที่อาการหนัก ก็ยากจะฝ่าฟันให้เดินได้จนพ้นวิกฤต

ปีหน้า หลวงพ่อนิพนธ์่ชี้ให้เห็นว่า หายนะกำลังจะมา การจะใช้แนวทางเดิมคงฝ่าหายนะอันนี้ได้ยาก ดังนั้น จึงต้องปรับเปลี่ยนมาเดินตามแนวพระภูมี ให้มากขึ้น ที่สำคัญ ใช้ทั้งสองขา เพื่อความปลอดภัย

ขาของสมุนไพร ก็ต้องจัดเต็ม ทั้งความเข้มข้นและปริมาณ ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นที่ช่วงนี้จักต้องระดมทุน เพื่อเตรียมจัดซื้อสมุนไพร โดยเริ่มตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นไป การแจกสมุนไพรให้สมาชิก จะได้รับปริมาณและความเข้มข้นที่มากขึ้น เป็นประการแรก

ประการถัดมา ขาของบุญ ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า พระพุทธเจ้าใช้สัจจะ มานำตน จึงสำเร็จ ได้ทรงสอนให้พระถ้ำกระบอกปฏิบัติ และนำไปสอนญาติโยมให้ทำเป็นบางสิ่งบางอย่าง

อดีตถ้ำกระบอก จึงให้คนไข้ยาเสพติดทุกคน ต้องถวายสัจจะ ไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่เสพ ไม่ส่งเสริม ก่อนที่จะเข้าบำบัด

และเมื่อมาวันหนึ่ง มีคนไข้คนหนึ่งกลัวลงแดง จึงแอบซุกยาใส่ฟลอยด์แล้วยัดไว้ในก้น เข้ามาบำบัด ในวันที่สองเมื่ออาการลงแดงเกิด ก็นำออกมาเสพ ผลที่ปรากฎคือ เกิดอาการชัก น้ำลายฟูมปาก ตาย ตั้งแต่นั้นมา จึงเป็นที่เล่าลือว่า สัจจะ ของถ้ำกระบอกนั้น ผู้ใดทำได้ ก็ได้ผลอนันต์ หากแต่ผู้ใดทำผิด ก็ผลร้ายมหาศาลเช่นกัน

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องนำสัจจะ มาใช้อีกครั้ง เพื่อผลแห่งบุญอันเกิดจากการลดนิสัย ด้วยมีสัจจะนำนั่นเอง อันจะทำให้แก้ต้นเหตุคือ กรรม และส่งผลให้การฟื้นฟูตน รวดเร็ว และเห็นผล

นับจากปีใหม่ ก่อนจะเข้ากระโจม จักมีคนนำให้ถวายสัจจะ บางข้อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ

แล้วมาดูผลกันว่า เมื่อเราท่าน ปฏิบัติตามรอยพระภูมี มากขึ้น ผลจักบังเกิดกับตน เฉียบขาดหรือไม่ ...

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ใครทำได้ รับรองว่า การทานสมุนไพรจักบังเกิดผลมหาศาล เห็นชัด หากแต่ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ไม่ว่า ... จะทานแต่สมุนไพรเพียงอย่างเดียวก็ตามใจ แต่ออกตัวไว้ก่อนว่า ยากจักประสพผล

ที่สำคัญ เมื่อเราท่านได้ทำตามบัญญัติทั้งสองประการของพระภูมีแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวพร้อมยืนยัน เมื่อมหันตภัยมาเยือน ดูซิว่า คนที่มาบ้าพระพุทธเจ้า จักเป็นเหมือนคนที่บ้าอย่างอื่นไหม ... ใครจะได้เป็นเจ้าของเสียงหัวเราะ ในวันนั้น

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เข้มข้น


นับจากวันนี้ไป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งเลวร้ายกำลังจะเกิด เมื่อพลังบาปรุนแรง พลังของธรรมก็ต้องเข้มข้น เพื่อแก้ไขเช่นเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลง จึงเริ่มจากคำสอน ที่มีความดุเด็ดเผ็ดมัน เรียกว่า สอนไปด่าไปก็ว่าได้ ทั้งนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็ต้องทำตัวเป็นเหตุ ให้คนป่วยทำใจ ใครทำใจได้ ก็ฟังเหตุและผล เก็บเอาไปใช้ช่วยตน ใครทำใจไม่ได้ ก็จะคิดว่า เป็นการด่า เมื่อทำใจไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ก็ให้เขาหลุดไป

ต้นไม้ไม่เขย่า ก็ไม่รู้ว่าใบใดมีประโยชน์ ใบใด รอหลุดล่วง ฉันใดก็ฉันนั้น เวลานี้ ต้องการคนจริงที่มาเดินตามเท่านั้น นั่นคือ คัดเฉพาะคนที่หวังผลสำเร็จ นอกนั้น ต้องคัดออกไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เสียสมุนไพร เสียผล

ในขณะเดียวกัน สมุนไพรก็ต้องเพิ่มปริมาณ นับตั้งแต่คนไข้ใหม่ ก็ต้องได้รับปริมาณสมุนไพรที่เพิ่มขึ้น และหลังจากปีใหม่เป็นต้นไป สมุนไพรทุกชนิดจะต้องทำให้มีความเข้มข้นมากขึ้น และให้ทานปริมาณที่มากขึ้น เพื่อหวังผลในการทานที่มากขึ้น

ดังนั้นช่วงนี้จึงระดมทุน เพื่อจัดซื้อวัตถุดิบ และดูการตอบสนอง การนำวัตถุดิบมาให้ทำสมุนไพร แล้วไปตัดสินกันวันงานแม่ชีเมี้ยน

ดูว่าทานสมุนไพรมากขึ้น ผลจะเป็นอย่างไร ดูว่าคนไข้หนักสาหัส ให้เข้ามาแล้วหลวงพ่อนิพนธ์จะจัดสมุนไพรให้เป็นรายบุคคล ผลจะเป็นอย่างไร และที่สำคัญ ดูว่าคนไทยมีใจตอบรับสักเพียงไหน

ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาทอง ที่จะช่วยตน และคงหาโอกาสอย่างนี้ยาก โดยเฉพาะคนไข้หนัก

ก็ปรับตนให้เข้ากับสภาวะที่เข้มข้นนี้ ไม่เฉพาะการทานสมุนไพร หากแต่การกระทำของตนให้สอดคล้องตามด้วย แล้วจะเห็นปาฏิหารย์ ทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ นั่นคือ ช่วยตนให้พ้นจากโรค

คำเตือนเล็กๆ จากหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อพระภูมีให้สิ่งที่งาม แต่ท่านก็สาปธรรมท่านอันมหาศาล เฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือ ผู้ใดปรารถนาย่อมพานพบ ผู้ใดไม่ปรารภเหมือนกลบธรรม ....

อ้ายพวกที่มานั่งคุย นั่งเล่นโทรศัพท์ อ่านหนังสือ ... เรียกว่ามีการกระทำเย้ยหยัน .... ลำพังกรรมของมันก็กระอักเลือดแล้ว เสือกมาทำพฤติกรรมเลวๆกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขนาดเทวทัต พรหมลิขิตที่ว่าแน่ โดนเหยียบซะจมธรณี ...

คนประเภทนี้ เราดูแล้วบั้นปลายชีวิตน่ากลัวยิ่ง เพราะกรรมมันเบิ้ลแบบทวีคูณ กว่าจะตาย ดูไม่จืด ... จักทานสมุนไพรสักฉันใด ก็ช่วยไม่ได้เลย

ถึงวันนั้นสำนึกตนเสียใจ ก็สายไปเสียแล้ว

จึงอยากเตือนว่า ไม่เชื่อ ไม่อยากทำตาม ไม่เอากติกาของที่นี่ ... อย่ามาเลย ไปที่ที่ตนเองชอบ ดีกว่า อย่างน้อยก็ยังมีกุศล ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เก็บสมุนไพรไปให้คนที่เขาต้องการดีกว่า ....

พูดไปกระไรมี เพราะคนเหล่านี้ยังไม่เคยสัมผัสตีนฟ้า ... มันเลยเหิมเกริม ... หากแต่ด้วยสิ่งนี้เอง ที่ทำให้ลัทธิต่างๆทั้งอินเดีย ไม่มีใครกล้ายุ่งกับพระพุทธเจ้า ... จนเป็นที่มาของคำว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

วันนึงเมื่อบทพิสูจน์ความจริงมาถึง กรรมจะลอยมาตามลม ผุ้คนจะล้มเป็นใบไม้ล่วง แล้วมาดูว่า คนที่ศรัทธา ยืนหยัด ทานสมุนไพร และทำตามพระภูมี จักมีผู้ใดล้มลงหรือไม่ ... นั่นแลคือยุคที่พระภูมีตรัสว่า ผู้ดีเดินตรอก ขี้คลอกเดินถนน

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คำขอ


สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคำร้องขอสองรูปแบบ มาให้พิจารณา

คำขอแรก เป็นจดหมายจากเยอรมัน ๒ ฉบับ คนไข้มีอาการหนัก จนหมอปฏิเสธการรักษาทั้งคู่ และได้รับวาจาอมตะให้รอวันเหมือนกัน ... ทั้งสองได้รับข่าวจากเมืองไทย จึงเขียนจดหมายมาขออนุญาติเพื่อมารักษาตัว คำขอนี้ หลวงพ่อนิพนธ์อนุญาติ และกล่าวว่า คนป่วยลักษณะนี้ พูดง่าย พูดอะไรก็ทำตาม ไม่ดื้อ เพราะฝาโลงมันแง้มแล้ว ทำใจแล้ว ที่สำคัญ ใจสู้เต็มร้อย

คำขอที่สอง เป็นคำขอจากกรรมการเก่า ที่เคยมารักษาตน แล้วก็เลิกราไป จะด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่ หลายคนอาจเป็นเพราะชอบสมุนไพร แต่ไม่ชอบคนทำ เมื่อดีขึ้น ก็ทิ้งสถานที่นี้ไป ด้วยมั่นใจจากผลการตรวจร่างกาย และได้รับคำยืนยันจากหมอว่าปกติดีแล้ว เรียกได้ว่ามีพฤติกรรม ไปแบบไม่เหลียวหลัง

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้กล่าวเสมอว่า พฤติกรรมเยี่ยงนี้ เป็นเช่นดังคนอกตัญญู และชี้ให้เห็นว่า แม้นจะผ่านกรรมอันนี้ไปได้ ใครจะรู้ว่าอนาคต อาจจะมีกรรมอันใหม่รออยู่ การกระทำตน เหมือนขึ้นฝั่งก็ทำลายเรือ ทำลายท่าทิ้ง ยามที่กรรมใหม่มา จะมาพึ่งก็ไม่มีให้พึ่งเสียแล้ว

นั่นคือ หลายคนอายไม่กล้ามา แต่ด้วยการไปหาหมอช่วย หรือสิ่งอื่นใดช่วย ในที่สุด ก็หนีความจริงไม่พ้น อาการรุมเร้า และสาหัสขึ้นทุกวัน คนเหล่านี้วันนี้มาร้องขอ เพื่อกลับมาทานสมุนไพรใหม่

คำตอบคือ ยังไม่อนุญาต

ใครจะมองว่าอย่างไรก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ธรรมของพระภูมี เริ่มด้วยบทเมตตา หากแต่บุคคลบางจำพวก ก็ต้องทำใจ และใช้บทอุเบกขา

ท่านจึงสรุปชี้ให้เห็นว่า พวกที่มากินเล่น พวกที่มากินหวังหายเฉพาะหน้า ... เรียกได้ว่า ตีงู ตีไม่ตาย ... คนจำพวกนี้ พระภูมีเขาห้าม .... ต้องใช้อุเบกขา อย่าไปยุ่ง ....

คุณสมบัติจึงเป็นเรื่องสำคัญ .... ระวังตนให้ดี เพราะเจอบทนี้เมื่อไร ก็เหมือน ยักษ์หน้าวัด เห็นคนเข้าวัด แล้วหายออกไป ตัวของเราก็ได้แต่นั่งหน้าวัด เข้าไม่ได้ รู้ว่ามีสิ่งที่ช่วยตนได้ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ไขว้คว้า

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ขอบเขต


คนมากมาย หลายความคิด หลายความเห็น จึงไม่แปลก คนที่มาสถานที่นี้ จึงต้องมีทุกฝักทุกฝ่าย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ได้กำหนดเขต และร้องขอ ในพื้นที่นี้ วางสิ่งต่างๆ นั้นไว้ด้านนอกก่อน เข้ามาแล้วไม่มีสี ไม่มีฝ่าย วางโกรธ วางเกลียด กันไว้นอกกำแพง เข้ามาต้องรักกัน

หากแต่เมื่อออกไป ต่างฝ่ายจะไปทำตามความคิดตนอย่างไร ไม่ยุ่งเกี่ยว

จึงไม่แปลกว่า แดงแจ๋ เหลืองอ๋อย ก็นั่งอยู่รวมกัน สวดมนต์รวมกัน ช่วยกันทำกิจกรรม ได้อย่างปกติในสถานที่นี้

สถานที่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ต้องทำตัวเป็นกลาง ไม่ว่าใครมา สีใด ฝ่ายใด หากเชื่อ ศรัทธา ทำตามได้ ก็รับหมด เพราะเมตตาธรรม ไม่แบ่งแยก สีผิว ศาสนา เชื้อชาติ วรรณะ ...

จึงอยากเตือนว่า หากเห็นบุคคลใด ที่เป็นฝ่ายที่ตนไม่พอใจ ในสังคมภายนอก ก็ขอให้วาง ยกเว้นสถานที่นี้ไว้ที่หนึ่ง เพราะหลักของพระภูมี จะเติบโตได้ก็ด้วยเชื้อไฟ ที่มาจากไฟรัก สมัครสมานสามัคคี เท่านั้น หากเป็นไฟเกลียด อิจฉา ริษยา โลภ ... มีแต่ทำลายตน และส่วนรวม

จึงไม่แปลกที่แต่โบราณกาลของไทยในอดีต แม้นโจรหากหนีตำรวจ เข้าในเขตวัดได้ กฎหมายก็ละเว้น ...

ดังนั้น จึงขอเน้นคำหลวงพ่อนิพนธ์ หากจะประสพผล เมื่ออยู่ในที่นี้ ต้องวางสถานะตนข้างนอกไว้ก่อน เข้ามาแล้วเสมอกัน เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมื่อเดินออกไป จะไปฟาดฟันกันต่อ ก็ไม่ว่ากัน นั่นมันเรื่องของโลก ... ที่นี่ .. มันเรื่องของธรรม

ทิ้งทวนประเทศไทย


นับตั้งแต่เปิดรักษาอีกครั้ง เมื่อครั้นปี ๓๐ สิ่งหนึ่งที่จะเห็นได้ชัดนั่นคือ การพยายามปกปิด และเก็บตัว มาตลอด

คำร้องของคนป่วยและญาติ หลายต่อหลายครั้งที่มีความสัมพันธ์กับสื่อไม่ว่าแขนงใด ในการที่จะช่วยเผยแพร่กิจกรรมนี้ให้ออกไปในวงกว้าง ถูกปฏิเสธมาตลอด

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า จะทำให้โลกเห็นว่าที่นี่คือของจริง ทำได้ ไม่ว่าโรคอะไร ถ้าเชื่อ แล้วทำตาม มีสิทธิ์หายได้ทั้งสิ้น

และที่สำคัญ คนไทยตาฝ้าฟางมองไม่เห็นไม่เป็นไร ก็จะทำให้โลกเห็น ดังนั้น เมื่อส่งประกวดก็ต้องเป็นระดับโลก ข้ามเลยประเทศ เลยภูมิภาคเช่นแมกไซไซ ในอดีตของถ้ำกระบอกไปเลย

เมื่อเปิดหน้าสู้แล้ว ก็เปิดหน้าสู้กับกฎหมายของประเทศไทยด้วย ตอนนี้ คนไข้หนักที่หมอปฏิเสธ หากเป็นแต่ก่อน ก็ต้องปฏิเสธ เกรงกฎหมาย มาวันนี้ รับหมด หากไม่ติดที่อยู่ที่กิน มีสถานที่ให้พัก มีอาหารให้ทาน มีสมุนไพรให้ฟื้นฟู ฟรี ... มาวัดกัน

หลายคนถามว่าทำไม หลวงพ่อนิพนธ์ก็ตอบว่า ทำให้โลกเห็นว่า คำตรัสของพระภูมี ที่ว่า ความไม่มีโรค มีจริง และทำได้ ที่สำคัญ หากกฎหมายจะมาเล่นงาน พม่าก็เปิดประตูรับแล้ว มีที่หนี ที่หลบ ... ไม่จนตรอกเช่นแต่ก่อนแล้ว

เราจึงเห็นว่า ช่วงนี้จึงเป็นนาทีทองของคนไข้สารพันชนิด ที่หมอทิ้ง จะได้มีโอกาสทองในการฟื้นฟูตน เรียกว่า ถึงไม่หาย ก็ตายสบาย ไม่ทรมาน

และเผลอแป๊บเดียว คนไข้เหล่านี้ ก็นับได้กว่ายี่สิบชีวิตแล้ว ... โชคดีที่ว่า ในกลุ่มนี้ ตอนนี้ยังไม่มีใครเสียสักคนเลย

คนเหล่านี้เมื่อรอด ความซาบซึ้งก็ย่อมมากเป็นธรรมดา อย่างรุ่นพี่ คือ คุณก้อย หลานท่านชาติชาย ที่เป็นรูมะตอยด์ มือเท้าหงิก เดินไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ หมอทั่วโลกทิ้ง ให้รอวันจบ มาวันนี้ เดินปร๋อ ขับรถได้ เริ่มมาทำสิ่งที่ชอบได้อีก คือ แต่งตัว ออกสังคม เมื่อมีชีวิตกลับมาได้ ความสามารถของตน คือ การทำเบอเกอรี่ จากบอกให้คนอื่นทำ มาเป็นลงมือทำเอง กะว่า ให้อร่อยที่สุด ทำขายสมาชิก เรียกว่า ได้ทั้งอร่อย ได้ทั้งบุญ

ก็ดูรุ่นพี่ เขาทำอย่างไร คิดอย่างไร จึงได้สัมผัส ปาฏิหาริย์ ที่หมอทั้งโลกทำไม่ได้ เมื่อรุ่นพี่ทำได้ คนที่เดินตาม ก็ควรที่มีกำลังใจ และเชื่อมั่นว่า ตัวเองหากสามารถเดินตามรอย ย่อมมีโอกาสสัมผัสปาฏิหารย์นั้นเช่นกัน

หากแต่โอกาสอันดีนี้ ผ่านวัน ก็ใกล้จะปิดลง ... เราจึงคิดว่าทำให้เมืองไทยน้ำลายหก เสียดาย ก็ต้องใช้คำโบราณว่า ช้าไปต๊อย เพราะหลังจากวันงาน อยากช่วยตน ก็ต้องข้ามฟากไปพม่าโน่น

สัปดาห์นี้ ทางพม่าก็แจ้งว่า ความคืบหน้าของโครงการ ประมาณ เกือบสี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

เราจึงอยากบอกว่า รีบคว้าซะ เพราะไม่มีอีกแล้ว

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

รักษาไม่ได้มาทำไม


อาทิตย์ที่ผ่านมา มีพี่น้องของคนไข้กลุ่มหนึ่งขอเข้าพบหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อแจ้งการเสียชีวิตของพี่สาว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงถามว่า มาทำไม ในเมื่อคนไข้ไม่ประสพความสำเร็จในการช่วยตน

พี่น้องของคนไข้จึงเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ว่า พี่สาวของพวกเขาป่วยด้วยโรคมะเร็ง จนก่อนมาทานสมุนไพรอาการรุนแรงถึงขั้นฉีดเสตียรอยด์เอาไม่อยู่ มีอาการปวดทรมานมาก ที่สำคัญคือ จะมีอาการปวดแสบร้อนเหมือนโดนไฟไหม้ เมื่อสัมผัสกับสิ่งใดๆ

ดังนั้น จึงไม่สามารถโดนตัวพี่สาวได้เลย จนเมื่อสองเดือนที่แล้ว มีคนแนะนำให้มาทานสมุนไพรของหลวงพ่อนิพนธ์ อาการของพี่สาวก็เริ่มดีขึ้น

จนในช่วงเดือนสุดท้าย พี่สาวไม่มีอาการปวดใดๆ อีกเลย อีกทั้งสิ่งที่ทำให้พี่สาวดีใจมาก นั่นคือ อาการปวดแสบร้อนที่เกิดเมื่อโดนสัมผัส หายเป็นปลิดทิ้ง สิ่งที่อยากทำแต่ทำไม่ได้นั่นคือ การโอบกอดกันในหมู่พี่น้อง ก็กลับมาอีกครั้ง

กระนั้นพี่สาวก็รู้ดีว่า คงไม่อาจจะมีชีวิตยืนยาวได้อีก เพราะมารู้จักและทานสมุนไพรช้าไป แต่ก็มีความสุขในบั้นปลาย จึงสั่งเสียน้องๆว่า เงินที่เหลือจากงานศพของพี่ ให้ถวายหลวงพ่อนิพนธ์เพื่อซื้อสมุนไพรทั้งหมด

และในวันสุดท้าย พี่สาวก็คุยเล่นกับพี่น้อง แล้วก็บอกลา หลับไปด้วยความสงบ

หลังจากเสร็จงานพี่น้องจึงมาทำตามคำสั่งเสียของพี่สาว

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เมื่อมะเร็งมันมาด้วยถึงพรหมลิขิต อย่างไรก็หนีไม่พ้น หากแต่สิ่งที่สมุนไพรช่วยได้ และเห็นชัดนั่นคือ ไม่ได้ตายด้วยโรค อันจะเห็นได้จากคนป่วยไม่ทรมาน ปวด หน้าบิดหน้าเบี้ยว ตามด้วยความบีบเค้น หากแต่เมื่อถึงพรหมลิขิต เหมือนตะเกียงหมดน้ำมัน ก็บอกลา แล้วก็หลับ จากไปด้วยความสงบ เหมือนคนฝันดี

การทานสมุนไพร จึงไม่จำเป็นต้องรอด แต่ผลของสมุนไพร ... สุทธิคือ ความไม่มีโรค เพราะโรคเป็นสมบัติของวิญญาณ ที่ตามติดไปในชาติหน้า เมื่อเราท่านตายด้วยความไม่มีโรค ย่อมหมายถึง ร่างกายในภพหน้าที่สมบูรณ์ ไม่มีโรคนั่นเอง

พระภูมี จึงตรัสว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

การทานสมุนไพรจึงมีคุณค่ามหาศาล เพราะไม่ได้จบกันแค่ชาตินี้ หากแต่หมายถึงชาติต่อๆไป ที่เราท่านยังต้องมีสังขาร เวียนว่ายตายเกิด ก็จักมีสังขารที่ดี

จักเสียดายก็แต่ เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องเฉพาะตน ใครไม่เป็น ใครไม่โดนไม่รู้ และคนที่รู้ ก็กลับมาบอกไม่ได้แล้วนั่นเอง

คนที่ยังอยู่จึงประมาท ไม่เน้น ไม่ให้ความสำคัญ กว่าจะคิดได้ บางทีมันก็สายเสียแล้ว ... ดั่งสุภาษิต ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา

นับถอยหลัง


จากนี้ก็อีกประมาณ ๑๐๐ วัน นั่นคือวันงานประจำปีของแม่ชีเมี้ยน ที่จะเวียนมาบรรจบอีกครั้ง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ถึงวันนั้น ก็คงเป็นวันที่ท่านจะตัดสินใจว่า กิจกรรมของท่านในแผ่นดินไทย จะเป็นไปในรูปแบบใด

พูดให้ฟังง่าย ก็คือ นับถอยหลังการดูใจของคนไทยที่มีต่อศาสน์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมานั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้จึงรวดเร็ว นั่นคือ การเริ่มปรับให้เข้ากับระบบ ระเบียบที่แม่ชีเมี้ยน ทรงชี้ทางไว้ให้ เพื่อให้กิจกรรมดำเนินไปได้ และมีผลสำเร็จต่อผู้ทำและผู้ทาน

เมื่อประตูของพม่า เปิดและยอมรับในการทำตนตามแนวแม่ชีเมี้ยนแล้ว นั่นคือ ผู้มาต้องรับผิดชอบวัตถุดิบและสิ่งต่างๆ ผู้ทำรับผิดชอบในการปรุงสมุนไพร และยืนหยัดในแนวทาง การทำให้

ด้วยแนวอันนี้ ผลที่ได้คือ ปริมาณของสมุนไพร ที่ผู้ที่มารับจะได้ย่อมเพียงพอต่อความจำเป็นในการฟื้นฟูตน เรียกได้ว่าหากไม่ถึงพรหมลิขิต ย่อมไม่ยากเกินและไม่นานเกินรอที่จักประสพผลในการช่วยตนเอง

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องปรับเปลี่ยน ให้กิจกรรมในประเทศไทย สอดคล้องรับกัน นั่นคือ เริ่มจากการปรับการให้สมุนไพร ให้แก่สมาชิกที่มากขึ้น

และที่สำคัญนั้นคือ ต้องพูดและชักชวน ให้ผู้มาต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ในสมุนไพรที่จะมาเป็นวัตถุดิบ เพื่อจัดปรุงเป็นสมุนไพรให้พอแจก

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่นับจากนี้ไป เราท่านจะได้เห็นได้ยิน หลวงพ่อนิพนธ์ พูดย้ำในหน้าที่อันนี้ เพื่อสร้างคุณสมบัติแก่ผู้ทาน คือการเป็นพระเวสสันดร และด้วยผลอันนี้ จักย้อนมาทำให้ผู้ทาน ประสพความรวดเร็ว และสำเร็จในการฟื้นฟูตน

สรุปความได้ว่า วันเวลาที่เริ่มถอยหลัง คือวันที่หลวงพ่อนิพนธ์จะดูว่า ประเทศไทย คนไทย จะเห็นความสำคัญ รักษาสิ่งนี้ไว้ โดยดูจากพฤติกรรม ความร่วมมือ

หากขาดความร่วมมือ การจะฟื้นฟูตนให้ได้ผล ด้วยการมีปริมาณสมุนไพรที่มากพอ ก็จักทำไม่ได้ การจะขยายตัวก็จักทำไม่ได้ นั่นหมายความว่า สิ่งที่ทำไม่เป็นผล หรือได้ผลน้อย และในที่สุด มันต้องจบลงอย่างแน่นอน

ร้อยวันนี้ เราท่านจะเริ่มได้รับปริมาณสมุนไพรที่มากขึ้น และเข้มข้นขึ้น ก็ให้รีบฟื้นฟูตนซะ เพราะในความคิดของเรา ... คงยากในการทำให้คนไทยตื่นตัวมาร่วมมือ ... และได้เห็นกองสมุนไพรกองมหึมา ที่มารอแปรเปลี่ยน เพื่อช่วยพี่น้องผองไทย แข่งกับกองโลงศพ ของขุนรัตนาวุธ ที่ไม่เคยพร่องเลยแม้แต่สักวัน อันหมายความว่า วันเวลาของกิจกรรมในประเทศไทย ใกล้จะหมดลงแล้วนั่นเอง และหลังจากนี้ ก็ต้องดั่นด้นไปพม่ากันเอาเอง ...

หากแต่ร้อยวันนี้ อาจจะเป็นโชคดีของคนไข้หนัก เพราะหลวงพ่อนิพนธ์ ก็จะจัดเป็นกลุ่มและจัดยาให้เป็นรายบุคคล เริ่มจากมะเร็ง ... เพื่อทำให้เห็น .. และรู้ซึ้งถึงคุณค่า ... ทิ้งทวนตอบแทนแก่แผ่นดินไทย ก่อนไปพม่า

ท่านใดสนใจ ก็เข้าหาคุณดา เกาะรถขบวนสุดท้ายนี้...

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เหตุแห่งการเสพยา

จากอดีตนับแต่ถ้ำกระบอก มาจนปัจจุบัน มีคนไข้เข้ามาบำบัดยาเสพติดกันมากมาย หลายรุ่น

หากแต่เมื่อย้อนสอบประวัติไป ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน สาเหตุหนึ่งแห่งการเริ่มต้นใช้ยาเสพติด มีที่มาจากอาการของโรคประจำตัวนั่นเอง

เมื่อคนเป็นโรค ที่เมื่อปรากฎอาการแล้วมีความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวด หรือใดๆก็ตาม เมื่อใช้ยาแผนปัจจุบันไประยะหนึ่ง จนไม่สามารถระงับอาการนั้นๆได้ ก็จะเกิดสภาวะที่เรียกว่าหลอน คือกลัวอาการจนเป็นจิตระแวง

หนทางหนึ่งในการระงับอาการนั้นๆได้ ที่มักจะถูกแนะนำให้ใช้ นั่นคือ การหันมาใช้ยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้นจุดประสงค์ในการใช้ยาเสพติดแรกๆ จึงเป็นแค่บรรเทาหรือทำให้อาการที่ตนเองเป็นหายไป

หากแต่การใช้ยาเสพติดเป็นเวลานานๆเข้า แม้นจะช่วยลดอาการดังกล่าวได้ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาใหม่นั่นคือ การตกเป็นทาสยาเสพติดนั่นเอง

ในกรณีของคุณเจสัน คนไข้ชาวอเมริกันก็เช่นกัน ก็มีที่มาในแนวทางนี้ เริ่มจากการเป็นโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรง ทำให้เมื่อเกิดอาการจะปวดจนทนไม่ได้ ท้ายที่สุด ก็กลายเป็นสองแรงบวก คือ เป็นทั้งโรค และติดยาด้วยนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ในยุคถ้ำกระบอกนั้น แต่แรก สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนที่ให้ทำนั้น มุ่งเน้นการรักษายาเสพติดเป็นสำคัญ แต่จากการบำบัดผ่านไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า ก็พบว่า ผลพลอยได้อย่างหนึ่งจากการฟื้นฟูตนนี้ นั่นคือ โรคที่เป็นได้หายไปด้วย นั่นคือ การเคลียร์ทั้งระบบ

ข่าวนี้เป็นที่เล่าลือ จนมีคนไข้อยากจะมาทานยา แต่ไม่ติดยา ที่ได้รับการปฏิเสธจากพระในการรับเป็นคนไข้ ต้องหันไปเสพยาเสพติด เพื่อให้พระรับรักษา จนในที่สุดก็กลายเป็นรับรักษาโดยไม่ต้องเป็นผู้เสพยาในภายหลังนั่นเอง

ด้วยความโชคดีอันนี้เอง เจสัน เมื่อผ่านการทานสมุนไพร ผลก็คือ โรคสะเก็ดเงินที่เป็นแผ่นปื้นหนาๆ ตามตัว ก็ได้รับการฟื้นฟูด้วย จนลอกคราบออก ในปัจจุบันเหลือเพียงรอยจางๆ

และโชคดีชั้นที่สามของเจสัน นั่นคือ ตัวเขารักกับสาวไทยเชื้อสายอิสลาม คบกันมานานพอสมควร หากแต่ฝ่ายหญิงกล่าวต่อเขาว่า ตราบใดที่เขายังไม่สามารถเลิกยาได้ ก็จะไม่แต่งงานด้วย

พฤหัสที่ผ่านมา หลังจากการฟื้นฟูมาหนึ่งเดือน ฝ่ายหญิงก็เห็นว่า เจสันสามารถหยุดการเสพยาได้จริง และไม่มีอาการที่อยากยา จนต้องหวนกลับไปเสพอีก ทั้งคู่จึงได้ขอให้หลวงพ่อนิพนธ์เป็นเจ้าภาพ และจัดงานแต่งให้ ที่ชมรมคนรักสุขภาพ ในเช้าวันพฤหัสที่ผ่านมานี้เอง

ดังนั้นจักเห็นว่า ผู้เสพยามีหลายประเภท และบางประเภทนั้น คนที่หลงเดินทางผิด ก็อยากที่จะกลับตัวกลับใจ มาเป็นคนปกติ ซึ่งควรที่จะได้รับโอกาส

ผ่านประสพการณ์อันนี้ เจสัน จึงสมัครเป็นอาสาที่จะไปเป็นวิทยากร ในศูนย์บำบัดยาเสพติดที่พม่า ที่กำลังจะเปิด

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า วันใดที่เปิด ย่อมต้องมีผู้คนหลั่งไหลมา อันจักเป็นรายได้ของแผ่นดิน ความตั้งใจเดิมที่จะเป็นศูนย์ ไม่ว่ายาเสพติด หรือเอดส์ ในแผ่นดินไทย ก็เห็นว่า รายได้อันนี้จักตกเป็นของแผ่นดินไทย เป็นการตอบสนองพระคุณแผ่นดิน ตามคำสั่งของแม่ชีเมี้ยน

มาวันนี้ หนทางในแผ่นดินไทยมันมองไม่เห็น เมื่อพม่าเขาเปิดทางให้ อย่างน้อยก็ได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ ให้มีโอกาส โดยเฉพาะคนที่หลงผิดไปแล้ว อยากกลับตัว...






เกล็ดเล็กเกร็ดน้อย

คนไข้ท่านหนึ่ง โทรถามหลวงพ่อนิพนธ์ อันเนื่องจากลูกของเขาป่วยเป็นไข้เลือดออก มีอาการไข้รุนแรง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า อาการดังกล่าว แค่หาเกลือตัวผู้ ๗ เม็ด ละลายกับน้ำปูนใส ให้เด็กดื่ม สักพักก็จะหายไป

เฉกเช่นเดียวกับคนเป็นโรคหอบหืด ซึ่งเป็นโรคผดงค์ลม อันเนื่องจากมีลมเกิดขึ้น แล้วไปบีบหลอดลม ทำให้หายใจลำบาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องตกใจ ทานสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทลายลม จนร่างกายขับลม โดยการเรอออกมา อาการดังกล่าวก็หายไป

หากมีอาการแล้วไปหาหมอ ถูกอัดด้วยเคมี จะกลายเป็นเรื่องยาว ที่ร่างกายจะไม่สามารถช่วยตนได้ กลายเป็นโรคถาวร

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความสมบูรณ์


องค์ประกอบที่สมบูรณ์ของศาสน์แห่งสมุนไพร เป็นที่ทราบกันดีว่า มีสองส่วน คือ สมุนไพร และ บุญ

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา การทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว จึงเป็นการยากที่คนจะประสพผล

หากแต่กิจกรรมในพม่า ที่กำลังจะดำเนินขึ้น ฟ้าดินคงจะเล็งเห็นเช่นเดียวกัน วันนี้ จึงส่งพระพม่ามารูปหนึ่ง

เป็นพระที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของพม่า มีหน้าที่สั่งสอนพระไทย ที่ไปเรียนรู้ในพม่า

หลายปีก่อน ท่านป่วยด้วยโรค ตับอักเสบบี จึงรักษาด้วยหมอแผนปัจจุบัน จนล่าสุด หมอวินิจฉัยว่า กลายเป็นมะเร็งตับ

ด้วยความที่รู้จักกับพระไทย จึงเดินทางมาประเทศไทย พำนักกับพระที่รู้จัก ที่วัดในจังหวัดปทุมธานี ด้วยได้ยินข่าวเกี่ยวกับชมรม ที่แพร่หลายกันในรัฐทวาย

เมื่อท่านเดินทางมารักษาตน หลวงพ่อนิพนธ์จึงร้องขอให้ท่าน เป็นเจ้าอาวาสวัดในทวาย เพื่อดำเนินกิจกรรม โดยขอให้เปลี่่ยนวินัยปฏิบัติมาเป็น ดั่งแม่ชีเมี้ยน สอนพระถ้ำกระบอก นั่นคือ ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ

ก็ได้รับการตอบรับ เพื่อเป็นเจ้าอาวาสชั่วคราว จนกว่าจะได้พระใหม่บวชเข้ามาเพื่อรับช่วงต่อ

เหตุหนึ่ง ที่ตกลงเงื่อนไขนี้ ก็ด้วยการฟื้นฟูด้วยสมุนไพรของพระภูมี ย่อมต้องครบองค์ประกอบ สมุนไพร และ บุญ การมีพระปฏิบัติ ทำให้คนทานยอมรับได้ง่าย และที่สำคัญ คนไหนที่ถึงพรหมลิขิต นั่นหมายถึง การตาย ก็จะได้ไม่ต้องเป็นภาระแก่ลูกหลาน พระท่านสามารถช่วยในการทำศาสนกิจ และปลงศพให้ฟรี

และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งของแม่ชีเมี้ยนที่ตรัสว่า อย่าให้คนตาย เป็นเหตุแห่งการสร้างกรรมคร้ังสุดท้ายต่อลูกหลานอีก ด้วยการที่ลูกหลานต้องเป็นภาระ จัดงานเบียดเบียนผู้อื่น ใหญ่โต อันเป็นค่านิยมที่ผิด

พุทธประวัติ จึงมีเพียงกองฟอนที่ใช้เผาสรีระ ... แต่คนยุคหลัง ทิ้งไปหมดแล้ว

ก็ถือว่าคนพม่าโชคดี ที่การรับสมุนไพร ก็จะได้ผ่านมือพระ ที่อาสาบวชมาถือวินัยของพระพุทธเจ้า แม้นจักเป็นการชั่วคราวก็ตามแต่

เราจึงไม่สงสัยเลยว่า กิจกรรมในพม่า ต้องบูมอย่างแน่นอน แล้วรอดูกันว่า ฤทธิ์ของสมุนไพร จะโดดเด่นไปไกลกว่าจรวดจริงหรือไม่ ... จนทุกคนในโลก อยากมาดู ดั่งคำของแม่ชีเมี้ยนทรงตรัสในอดีต

เกร็ดความรู้


หลวงพ่อนิพนธ์ มักย้ำเสมอว่า การจะประสพความสำเร็จ ต้องมีองค์ความรู้ อันเป็นเหตุและผลประกอบ..

ทั้งนี้ เพื่อการเตรียมตัว เตรียมใจ รับสภาวะที่จะพึงเกิด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการ ลงแดง ของแต่ละโรค

เพื่อจะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที และผ่านวิกฤตอันนั้นได้ จึงกล่าวว่า ศาสน์นี้ เป็นการชิงไหวชิงพริบ ระหว่าง ธรรม กับ กรรม เพื่อแย่งชิงสาวก ก็ว่าได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่างให้เห็น ในคนไข้ เบาหวาน เมื่อถึงขั้นตอนลงแดง สุดท้ายสุด ร่างกายจะเคลียร์น้ำตาลในสมอง และเกิดอาการชั่วขณะ นั่นคือ มีอาการเป็นลม หน้ามืด

หากเราไม่เรียนรู้ แล้วพาคนไข้ไปหาหมอ ใช้เคมีช่วย น้ำตาลก็จะวกกลับไปค้างในสมองอีก ไม่สามารถหายจากเบาหวานได้

เมื่อเรียนรู้และเตรียมพร้อม รอรับวิกฤตอันนี้ ก็จะทำได้ง่ายๆ โดยการเตรียมสมุนไพรลูกกลอนดำ หรือ ลูกกลอนน้ำผึง ไว้ และเมื่อปรากฎอาการดังกล่าว ก็รีบชงกับน้ำอุ่นทานทันที่ เพื่อช่วยให้ร่างกายผ่านวิกฤติอันนั้น ปล่อยไว้สักพัก คนป่วยก็จะฟื้น และนั่นคือการหายโรคเบาหวาน

น่าเสียดายที่ การเปิดเป็นสถานพยาบาล ไม่สามารถทำได้ในประเทศไทย สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์อยากให้เกิด คือ การรวมกลุ่มคนที่เป็นโรคเดียวกัน เข้าไว้ด้วยกัน และบอกเล่าอาการให้ฟัง เพื่อเป็นองค์ความรู้ในการเตรียมตัว เตรียมใจ ที่สำคัญ คือ สร้างความมั่นใจว่า สิ่งที่เกิด เราท่านเดินมาถูกทาง จิตใจจะได้มั่นคง มีศรัทธา มานะ ขันติ อดทน ทานสมุนไพร ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงดำริว่า หากกิจกรรมในพม่า สามารถดำเนินการจนได้รับการยอมรับ และจัดตั้งโรงพยาบาลสมุนไพรได้ สิ่งหนึ่งที่จะทำ นั่นคือ การเขียนหนังสือ เพื่อให้คนไข้โรคนั้นได้อ่าน ว่า สิ่งที่จะต้องเผชิญในกระบวนการฟื้นฟูตน จนสำเร็จ ต้องผ่านอะไรบ้าง และด้วยองค์ความรู้นี้ จะทำให้คนป่วย มีสมาธิ ไม่ตกใจ ตี่นตูม ไปกับอาการที่เกิด

๘ ต่อ ๘


ความน่าเสียดายประการหนึ่งในการฟื้นฟูตนนั่นคือ การที่คนเหล่านั้นไม่สามารถมาใช้แนวทางสมุนไพรได้ตั้งแต่เริ่มรู้ว่าตัวเองมีปัญหา

ดังนั้นจึงหลงทางไปในวิธีทางที่ผิด กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ก็มักจะเข้าขั้นวิกฤต แล้วนั่นเอง

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนไข้หนักสองท่าน ที่หลวงพ่อนิพนธ์รับไว้ ท่านแรกเป็นคนไข้หญิง ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ได้รับคำแนะนำจากหมอว่า ให้ใช้กรรมวิธีที่ดีที่สุดในการผ่าตัด และตามด้วยเคมีบำบัด ก็จะให้ผล

เธอจึงเข้าผ่าตัด และผลจากการผ่าตัด ทำให้เกิดอาการของเนื้องอกเกิดเร็วกว่าเดิม และเปลี่ยนจากเนื้องอกกลายเป็นมะเร็ง

คำแนะนำของหมอ คือ การผ่าตัดซ้ำ และก็ทำเช่นนี้ทุกครั้ง จนล่าสุดคือ ครั้งที่ ๘ ร่างกายเธอก็บอบช้ำจนหมอกล่าวว่า ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้อีก

รวมเฉพาะค่าผ่าตัด เธอสูญเงินไปกว่าสิบล้านบาท ก็พอรับได้ แต่สิ่งสำคัญที่กำลังจะเสียนั่นคือ ชีวิต

เฉกเช่นเดียวกับคนไข้อีกท่าน เป็นชาวเยอรมัน ภรรยาเป็นคนไทย ประสพอุบัติเหตุที่ขา หมอทำการผ่าตัด โดยใช้อุปกรณ์เทียมเข้าช่วย

ผลปรากฎว่าเกิดร่างกายปฏิเสธสิ่งแปลกปลอมนั้น ทำให้เกิดเป็นหนอง และอักเสบ หมอก็ได้ทำการผ่าตัดซ้ำเพื่อแก้ไข

อาการดังกล่าวไม่หายไป แต่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนครั้งล่าสุด คือ ครั้งที่ ๘ เมื่ออาการดังกล่าวปรากฎอีก หมอก็บอกกับคนไข้ว่า ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้อีก นั่นคือ คนไข้ต้องเสียขาอย่างแน่นอนแล้วนั่นเอง

สิ่งเหล่านี้ มองดูแล้วจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เสียโอกาส เสียทรัพย์ และที่สำคัญ อาจต้องเสียชีวิตด้วย ทั้งๆที่ปัญหาสามารถแก้ไขได้ง่ายในช่วงเริ่มต้น

คนหลายคน อาจจะไม่เคยคิด เพราะว่าอาการของตนนั้นไม่สาหัส เช่น ความดัน เบาหวาน ... เมื่อมาทานสมุนไพร ก็คิดว่าประโยชน์ที่ได้รับน้อยนิดตามอาการที่เป็น

แต่แท้จริงแล้ว เมื่อสมุนไพรมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูคนป่วยโรงร้ายแรง นั่นหมายความว่า สำหรับคนที่ไม่เป็นหรือเริ่มเป็น ก็ยิ่งเป็นการดี นั่นคือ ป้องกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ คนที่ทานสมุนไพรได้ระดับ อาการโรคหัวใจ มะเร็ง อัมพฤกต์ ... ไม่เป็นแน่นอน

การทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงแนะนำว่า หากสามารถให้ลูกหลานทานได้แต่เด็ก ย่อมเกิดภูมิอันมหาศาลแก่ลูกหลาน เรียกได้ว่า โตมาไม่เคยเฉียดโรงพยาบาลเลย

น่าเสียดาย ที่คนไทยไม่เห็นค่า ไม่เก็บรักษาสิ่งนี้ไว้ในแผ่นดิน .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า อยากเจอเราไปทวายก็แล้วกัน





วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทุ่มสุดตัว

ช่วงนี้หลายท่านอาจจะพบเห็นชาวพม่ามากหลายเดินทางมายังชมรมคนรักสุขภาพ การตื่นตัว และเห็นช่องในการช่วยคนของเขา

สัปดาห์ที่แล้ว ทางการพม่าประชุมที่เนบิดอร์ ลงความเห็นว่า ประเทศกำลังจะเจริญก้าวหน้าขึ้น แต่หากพิจารณา ความเจริญที่มาจากตัวอย่าง อาทิ ประเทศไทย แล้ว ทางรัฐมนตรีสาธารณสุขแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า อัตราการนำเข้ายาเคมีของไทย ปัจจุบันมากกว่า สามแสนล้านบาท ต่อปีแล้ว หากนับมูลค่าที่ใช้ในกระบวนการสาธารณสุขทั้งหมด ก็คิดเป็นเงิน หนึ่งล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งรัฐบาลพม่าคงจะประสพปัญหาอย่างแน่นอน

ดังนั้น ที่ประชุมเมื่อได้รับการยืนยันจาก ส.ส. ส.ว. และบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่ของประเทศที่ได้ผ่านการฟื้นฟู โดยสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนมายืนยันแล้วว่า ทำได้จริง จึงลงมติเป็นเอกฉันท์ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ให้รัฐทวายเป็นรัฐตัวอย่าง และวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้ส่งคณะ ส.ส. ส.ว. มาอีกครั้ง กว่า ๒๐ ท่าน เพื่อมายืนยันแก่หลวงพ่อนิพนธ์ในการให้การสนับสนุนกิจกรรม

ในการมาครั้งล่าสุด คณะของพม่า ได้แจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้โครงการก่อสร้างอาคาร ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และอยู่ในกระบวนการเทเสาแล้ว และเชิญให้หลวงพ่อนิพนธ์ ในวันอังคารนี้ เข้าไปเพื่อชมความก้าวหน้าของโครงการ

ในขณะเดียวกัน แจ้งให้ทราบว่า ส.ส.ท่านหนึ่งของรัฐเนบิดอร์ ที่ได้รับการฟื้นฟูด้วยโรคเบาหวาน จากวิกฤตจนกลับมาเกือบปกติแล้วนั้น ได้เสนอยกที่ของเขาที่ติดกับพื้นที่โครงการ อีก ๑๒๐๐ ไร่ เพื่อเตรียมให้หลวงพ่อนิพนธ์เผื่อไว้ขยายในอนาคต

ทางคณะแจ้งให้ทราบว่า ตอนนี้รัฐบาลได้รวบรวม คณะผู้สนับสนุนกิจกรรมนี้ที่เป็นคหบดีของพม่า ที่ตอบตกลงเห็นพ้องด้วย จำนวนกว่า ๗๐ ท่าน

ทางคณะแจ้งเพิ่มเติมให้หลวงพ่อนิพนธ์ทราบว่า รัฐบาลกลางได้รับข้อเรียกร้องของหลวงพ่อนิพนธ์ทุกข้อ รวมทั้งการขอสัญชาติพม่าเป็นกรณีพิเศษ หากแต่รัฐบาลกลางอยากจะให้โอนเชื้อชาติด้วยจะได้หรือไม่

การร้องขอนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ปฏิเสธไป เพื่อให้สิทธิ์ของคนไทยยังคงอยู่นั่นเอง

และระหว่างดำเนินการสร้างอาคาร ทางพม่าก็ขอดำเนินกิจกรรมคู่ขนาน ที่ซึ่งในอดีตรัฐบาลได้ให้การสนับสนุน โครงการในรัฐทวาย เป็นศูนย์ผู้ป่วยเอดส์ ที่ซึ่งต้องซื้อยาเวชภัณฑ์จากไทยเพื่อสนับสนุน เดือนละสองแสนกว่าบาทนั้น มาเป็นศูนย์ทดลองการฟื้นฟูผู้ป่วยเอดส์ด้วยสมุนไพร

ฟังแล้วดีใจปนเศร้า เพราะแต่ไหนแต่ไรเราคิดเสมอมาว่า พี่น้องคนไทย ต้องเป็นคนกลุ่มแรกที่จะมีโอกาสได้ฟื้นฟู มาวันนี้กลับกลายเป็นพม่า ที่มีโอกาส

กิจกรรมนี้จะเป็นศูนย์แรกที่ทางพม่าจะจัดตั้งขึ้น ตามมาด้วยศูนย์บำบัดยาเสพติด

ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลพม่ากับหลวงพ่อนิพนธ์ ก็จะตัดสินด้วยผลของโครงการทั้งสองนี้ หากประสพผลสำเร็จ ทางรัฐบาลพม่า จะออกใบอนุญาติและจัดตั้งโรงพยาบาลสมุนไพรให้

ท้ายที่สุดของบทสนทนา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวแก่คณะของพม่าว่า กิจกรรมในอนาคต จะไม่ให้ทางรัฐบาลพม่าต้องมาเป็นภาระ โดยชี้ให้เห็นเฉกถ้ำกระบอก เมื่อผลงานที่ออกมาเป็นที่ยอมรับของโลก ย่อมต้องมีผู้ที่ต้องการและสนับสนุนอย่างแน่นอน

ยิ่งทำถูก ยิ่งสุข

จิตอาสาท่านหนึ่งถามเราว่า คนอเมริกาหนุ่มๆนั้นเป็นใคร ด้วยตัวเขาเพิ่งจะเห็นเป็นครั้งแรก และดูจากสภาพที่เห็น ก็ดูสภาพปกติดี เดินใส่หูฟัง ร้องเพลง อารมณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส ไปช่วยขายกาแฟ ที่ร้านคุณตั้ว

ก็ตอบไปว่า ชื่อ เจสัน มาบำบัดยาเสพติด ที่ติดอย่างรุนแรงจนหมอไม่รับ พร้อมกับมีอาการแทรกซ้อนจากโรค นับจากครั้งหลังสุดที่กลับมาก็สองอาทิตย์กว่า สภาพกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ

จากสภาพที่พลิกฟื้นมา เราก็มองว่า น่าจะเป็นจากความคิดของเขานั้นเอง ที่อยากจะช่วยตน เพื่อเป็นตัวอย่างหนึ่ง การมาทำกิจกรรมหนึ่ง พฤติกรรมที่เห็นชัดนั่นคือ เมื่อเดินทางจากที่พัก คือ โรงแรม มาถึงชมรม เขาจะทำสิ่งหนึ่งที่คนไทยหลายคนไม่เคยทำ นั่นคือ เดินเข้ามาในห้องสวดมนต์ เพื่อกราบหลวงพ่อนิพนธ์

เมื่อทำให้ผู้อื่น ก็เรียกว่ายาเสพติดชนิดหนึ่ง ดังนั้น สิ่งที่เจสันมอง และกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ ตัวเขาก็เรียกว่ามีฐานะไม่ว่าทางบ้าน ทางสังคม พอตัว พร้อมกับเข้าอินเตอร์เน็ต โชว์บ้านคฤหาสถ์กลางนิวยอร์ค ให้ดู พร้อมรูปถ่ายครอบครัว และเสนอว่า เขาขอตามไปพม่าด้วย เพื่อดูว่ากิจกรรมนี้ ตัวเขาเองจะช่วยทำอะไรได้บ้าง

อดีตไม่มีความจำเป็น หากแต่เมื่อเริ่มทานสมุนไพร แรงและชีวิตที่ได้กลับมาจะนำไปทำอะไร หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ .... และดูว่าคำตอบตรงกับเจ้าของคือพระภูมีอยากได้ หรือไม่

คำตอบสุดท้ายที่ทำให้ผลของสมุนไพรให้คุณอันมหาศาลจนเรียกว่ามหัศจรรย์ คือ คนดี ....

ก็ไม่น่าแปลกใจว่าเมื่อเจสันมีความคิด และทำ อาการจึงผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตัวเองยังงง เพราะไม่เคยผ่านอาการลงแดงได้เลย แต่วันนี้กลับผ่านได้ง่ายๆ และที่สำคัญไม่มีอาการเสี้ยนยาหลงเหลือ ยิ่งไปกว่านั้น สุขภาพก็ดี อาการของโรคที่เป็น ที่หมอปฏิเสธ ก็เบาบางลง

น่าแปลกใจว่า คนต่างชาติ กลับเรียนรู้และทำได้อย่างรวดเร็ว ผลก็มหาศาล .... หลวงพ่อนิพนธ์วิเคราะห์ให้ฟังว่า คำตอบเดียวคือ พวกเขามีพระเจ้าน้อย เมื่อพระเจ้าของเขาช่วยไม่ได้ และมาเจอพระเจ้าองค์ใหม่ที่ช่วยได้ ก็วางของเดิม มาทำตามพระเจ้าองค์ใหม่ ด้วยพิจารณาเหตุและผล ในขณะที่คนไทย พระเจ้าเยอะจนล้นหิ้ง แถมยังพระเจ้ายาเคมี เข้าทรง องค์เจ้า ... มันเลยผ่านยาก

คำเตือนเล็กๆ จากหลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า เครื่องหมายของคนดี คือให้สุขแก่ผู้อื่น คนที่มาทานสมุนไพร แล้วจะไปทำอะไร ไปร่วมกับใคร ไม่ห้าม แต่ไตร่ตรองก่อนว่า สิ่งที่ทำนั้น ให้สุข หรือ ให้ทุกข์แก่ผู้อื่น

เพราะเมื่อกรรมย้อนมายังตน ปวดก็ปวดคนเดียว เจ็บก็เจ็บคนเดียว ตายก็ตายคนเดียว ....

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ส่งเข้าประกวด

ลูกชายของคนไข้ไทยในอเมริกา ที่ประสพความสำเร็จในการฟื้นฟูจากโรคมะเร็ง และทำงานใน องค์กรสหประชาชาติ ได้แจ้งแก่หลวงพ่อนิพนธ์ตามเรื่องที่ขออนุญาต

แจ้งให้ทราบว่า ตอนนี้ ทาง CNN ได้รับเรื่องของมูลนิธิไทยกรุณา และแจ้งให้ทราบว่า ได้อนุมัติให้ทำเรื่องราวเป็นสารคดีสั้นๆ เพื่อส่งเข้าประกวดได้

ในการส่งประกวดแข่งขัน บุคคลหรือองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์คน ดีเด่นในภาคพื้นเอเชียแบซิฟิก ซึ่งจัดประจำทุกปี โดยปีที่แล้วรางวัลเป็นของประเทศอินเดีย ในโครงการสงเคราะห์เด็กกำพร้า

เมื่อลูกชายของคนไข้เห็นสภาพของคุณแม่ และคิดว่ากิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์น่าจะส่งเข้าประกวด เนื่องด้วยมีคุณค่ามากกว่า บุคคลหรือองค์กรใดๆที่ผ่านมาและได้รับรางวัลนั้นเอง และขออนุญาติยื่นเรื่องเพื่อให้ทาง CNN พิจารณา และผลก็ออกมาว่าได้รับการคัดเลือกให้ส่งประกวดได้

ดังนั้นวันนี้จึงมาถึงขั้นตอน การเสนอสารคดีสั้นๆเกี่ยวกับกิจกรรม เพื่อให้ทาง CNN คัดสรร กลั่นกรองอีกครั้งว่า กิจกรรม ของบุคคลใดหรือกลุ่มใด สมควรได้รับการเสนอเพื่อให้เข้าไปประกวดในรอบสุดท้าย อันจะเป็นการตัดสินเพื่อให้รางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด และได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิทั้ง ๕ ที่สนับสนุนการประกวดนี้ต่อไป

อ.อร่าม จึงแจ้งให้ทราบว่า ทางชมรมคนรักสุขภาพ จึงใคร่ขอความร่วมมือ สมาชิกที่มีความพร้อม เพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ประสพจากการฟื้นฟูด้วยสมุนไพร ในการให้สัมภาษณ์ และให้รายละเอียดในอาการ ตั้งแต่เริ่มจนสำเร็จ หากมีเอกสารทางการแพทย์ร่วมด้วย ก็จะดียิ่งขึ้น

สมาชิกท่านใดพร้อม สามารถแจ้งความประสงค์ เพื่อเข้าร่วมได้ที่ห้องบัตร (ห้องกระจก) ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ลูกชายของคนไข้แจ้งเพิ่มเติมว่า ในการประกวดครั้งนี้ ทางบิลเกตต์ ได้มาสังเกตการณ์ด้วย เพื่อให้การสนับสนุนโครงการที่ทางมูลนิธิของเขาเห็นสมควร ว่ามีประโยชน์ โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ

หากสารคดีสั้นๆชุดนี้ ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้าย ทาง CNN จะเดินทางมาทำสารคดีอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเสนอที่ประชุมให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมด

ก็ขอความร่วมมือมา ณ.ที่นี้ ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รับการสนับสนุน เพราะหากรอรัฐมาสนับสนุน ก็คงชาติหน้าตอนบ่ายๆ ... ไม่รู้จะมาถึงไหม

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เสียกรุงครั้งที่ ๓

ในขณะที่บ้านเมืองไทยกำลังวุ่นวายแย่งชิงกัน ช่วงชุลมุนนี้เอง พม่าก็กำลังวุ่นวาย หากแต่เป็นการยุติความขัดแย้ง แล้วแอบดอดมาเอาของดีของประเทศไทยไป

วันอาทิตย์ที่แล้ว องคมนตรีและรัฐบาล ได้ส่ง ส.ส. และ ส.ว. ของรัฐทวาย ๓ ท่าน มารายงานความคืบหน้า และย้ำความจริงจังในโครงการ ว่าทางรัฐบาลพม่าเอาจริง

หากแต่เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพม่าจริงใจ และรับข้อเสนอทุกอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด โดยไม่มีข้อแม้

วันพฤหัสที่ผ่านมา องคมนตรีและรัฐบาลพม่า ได้ส่ง ส.ว. และ ส.ส. จากรัฐบาลกลาง ๓ ท่าน มาอีกครั้ง และเชิญหลวงพ่อนิพนธ์ไปยังรัฐทวาย เพื่อลงนามกับรัฐบาลพม่า

ในวันนี้แล้วซิน่ะ เมื่อการลงนามแล้วเสร็จ นั่นหมายความว่า ของดีในเมืองไทย ที่เราคิดว่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ ที่เสียไปเมื่อครั้งกรุงศรีถูกตีแตก สองครั้งรวมกัน ยังไม่เสี้ยวหนึ่งเลย ก็จะตกเป็นของพม่าแล้ว

การมาของ ส.ว. และ ส.ส. จากรัฐบาลกลาง มาพร้อมกับแจ้งรายละเอียด สัญญา รวมถึงการแก้กฎหมายที่ไม่เคยมีเลยในประวัติศาสตร์ของพม่า นั่นคือ การยินยอมให้คนต่างชาติ โอนสัญชาติเป็นพม่าได้

พร้อมกันนี้ ได้นำข้อตกลงจากรัฐบาลกลาง ในการอนุมัติ โดยฉันทามติเป็นเอกฉันท์ ในการที่จะให้รัฐทวาย เป็นรัฐที่มีอำนาจเต็ม สามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้อย่างอิสระ อันจะเป็นรัฐต้นแบบด้านสาธารณสุข ของพม่า ทั้งนี้ หากเรื่องใดที่เสนอไป เพื่อขอความร่วมมือจากรัฐบาลพม่า ทางรัฐบาลจะให้การสนับสนุนเต็มที่ รวมไปถึงข้อกฎหมายต่างๆ ที่มี

เมื่ออาคารต่างๆ แล้วเสร็จ การเปิดบริการของศูนย์ที่ทวาย จะเปิดบริการทุกวัน นั่นหมายความว่า นับจากนี้ คงต้องนับถอยหลังวันที่หลวงพ่อนิพนธ์จะไปอยู่พม่านั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ที่นั่น จะมีโรงพยาบาลสมุนไพรที่เต็มรูปแบบ ให้บริการแข่งกับโรงพยาบาลสมัยใหม่ โดยไม่มียาเคมีใดๆเลย

ในการนี้ บทแนบในสัญญา คือการให้บริการคนไทยฟรี และ การยินยอมให้นำสมุนไพรจากฝั่งพม่า เข้ามายังฝั่งไทย ซึ่งรัฐบาลพม่า ได้ตกลงและอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ยังมีท่านอยู่ ก็รีบๆเข้า เรียนรู้และช่วยตน เพราะไม่รู้ว่าจะไปวันไหน ...

หากแต่สิ่งหนึ่งที่ให้คำมั่น นั่นคือ สถานที่นี้ยังคงอยู่ ยังคงแจกสมุนไพร แต่ไม่มีตัวท่าน....

ปีหน้า เราจะได้เห็นฤทธิ์ของสมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จากศูนย์สงเคราะห์ต่างๆ ที่ทยอยผุดขึ้น นับตั้งแต่ ยาเสพติด เอดส์ มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ....

ถึงวันนี้ วันที่คนไทยนับล้านๆคน แบ่งฝ่ายกำลังห่ำหั่นกัน เพื่ออะไรไม่รู้ .... หามีคนไทยกลุ่มใด ที่จะมายื่้อยุด ฉุดรั้งสิ่งดีๆนี้ไว้ในประเทศไม่มีเลย

เรามาคิดอีกมุม ก็ดีเหมือนกัน สิ่งที่สูงค่า ไม่ควรอยู่กับคนที่ไร้ค่า มีตาหามีแวว ... เพราะคุณค่าที่สูงส่ง ก็จะอยู่ในฐานะเช่น ไก่ได้พลอย สู้ข้าวเปลือกไม่ได้เลย

คำอุปมาของแม่ชีเมี้ยน ที่รำพึงรำพันเมื่อครั้งกระนั้น ยิ่งบาดลึกในใจเรา และ เห็นจริงแท้ และก้มหน้ายอมรับดุษฏีในคำตรัสของท่าน

คำตรัสนั้นคือ " ศาสน์ที่ท่านนำมา แต่คนไทยไม่เอา การสูญเสียศาสน์นี้ไป พิจารณาแล้ว น้ำตาของคนไทยรวมกัน บ่อกว้างยี่สิบวายาวยี่สิบเส้น ยังไม่ถึงครึ่งบ่อ หากแต่น้ำตาของท่าน ที่มีให้แก่คนไทยในการสูญเสียศาสน์อันนี้ บ่อกว้าง สี่สิบวา ยาวสี่สิบเส้น น้ำตาของท่านมากจนล้นบ่อ "

มาวันนี้ ได้เห็นแล้ว ... ว่าจริงดั่งที่ท่านตรัส และก็ได้แต่ปลง เพราะมองซ้ายขวา หาเพื่อนไทย แสดงพลังเพื่อฉุดรั้งสิ่งดีนี้ไว้ ไม่มีเลยนั่นเอง

เรา จึงได้แต่กราบน้อมส่งเสด็จ ให้ท่านไปประดิษสถานในที่อันควร ยังประเทศพม่าด้วยน้ำตา ไว้ ณ ที่นี้

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

โปรดทราบ - NO MOB AREA

คนไข้หลายฝ่ายหลายสี เสนอความเห็นว่า หลวงพ่อนิพนธ์ควรจะหยุดทำการชั่วคราว เพื่อให้พวกเขาไปร่วมม๊อบ ร่วมกลุ่มที่ตนชอบ

หลวงพ่อนิพนธ์ตอบว่า พวกท่านจะสีไหน จะทำอะไรข้างนอก ไม่ยุ่งเกี่ยว ขออย่างเดียว ในพื้นที่นี้ วางสิ่งเหล่านั้นไว้ก่อน เข้ามาแล้วต้องรักกัน ไม่มีสี ช่วยกันและกัน

ดุจดังวัดพม่า ที่ทหารพม่าและกะเหรี่ยงที่รบกัน ถึงเวลาทานข้าว วางอาวุธไว้แล้วเข้ามากอดคอทานข้าว คุยกัน ทานเสร็จออกไปยิงกันต่อ ก็ไม่ว่ากัน ....

นั่นคือ ต้องมีที่เว้น ที่วาง วันใดในวันหน้า หากมีปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าสีไหน ก็สามารถใช้สถานที่นี้ฟื้นฟูตนได้

AREA NO MOB 

โดนฝังชิป

วันก่อน ขณะที่หลวงพ่อนิพนธ์เดินออกมาส่งให้คนไข้เข้ากระโจม ผู้หญิงท่านหนึ่งค่อนข้างมีอายุ เรียนถามว่า ได้ไปตรวจสุขภาพมาสัปดาห์ก่อน ปรากฎว่า ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าก่อนมาอีก จะเป็นอะไรไหม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แล้วมีอาการอ่อนแรงไหม หน้ามืดไหม หรือ อาการของโรคเบาหวานปรากฎ เช่นก่อนกินสมุนไพรหรือไม่ เธอก็ตอบว่าไม่

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า คนพวกนี้อุปมาเหมือนคนโดนหมอฝังชิปในหัว ให้ยึดติดสุขภาพว่าดีหรือไม่ จากตัวเลขในการตรวจวัด

ทั้งนี้ ไม่พิจารณาเหตุและผล ว่าสิ่งที่เกิดเนื่องจากอะไร ระดับน้ำตาลที่ทานยาหมอ วัดได้ต่ำเพราะอะไร แต่ดีใจที่ค่าอยู่ในเกณฑ์ โดยไม่มองว่า คนที่มาก่อนหน้าก็ทำแบบนี้ ผลลงเอยเป็นเช่นไร ตัดขา ตัดโน่นตัดนี่ จนในที่สุดก็ตาย ใช่หรือไม่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนวิธีการดูว่า กรรมวิธีที่จะตรวจสอบว่า แนวทางที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานของเรานั้นถูกหรือไม่ ก็ให้พิจารณาจากบาดแผลนั่นเอง

เมื่อก่อนทาน เวลาเกิดแผล จะมีอาการเช่นไร แผลหายช้าใช่ไหม นั่นคือ ร่างกายขาดความสามารถในการฟื้นฟู เมื่อหายช้าหรือไม่หาย ในที่สุดมันก็ติดเชื้อ แต่เมื่อมาใช้กรรมวิธีทานสมุนไพรสูตรพระภูมี ของแม่ชีเมี้ยน

เมื่อเกิดแผล จะเห็นได้ว่า แม้นระดับน้ำตาลในเลือดจะสูง อันเกิดจากร่างกายรีดน้ำตาลจากกล้ามเนื้อไปไว้ในเลือด ร่างกายก็จักมีความสามารถในการฟื้นฟูตน แผลก็จะหายได้ไว ดังคนปกติทั่วไป นั่นเอง

และที่สำคัญ ต้องกลับมาทานหวานได้ เริ่มจากทองหยอดวันละ ๑ เม็ด ผ่านไปไม่กี่เดือน ก็ทานทุเรียนเป็นพูได้ เฉกเช่นคนปกติ แม้นว่าระดับน้ำตาลยังสูงกว่าเกณฑ์ก็ตาม นี่คือ เป็นเครื่องยืนยันว่า ร่างกายมีความสามารถขับน้ำตาลส่วนเกินออกได้แล้วนั่นเอง

ประการที่สำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์สรุปให้ฟัง การรีดน้ำตาลออก ก็ทำได้ทางเดียว คือผ่านไต เพื่อรีดให้ออกทางปัสสาวะ ดังนั้น คนเป็นเบาหวาน หากอยากหายเร็ว จึงต้องฟื้นฟูไต ด้วยการทานสมุนไพรมะพร้าวให้มาก ยิ่งไตแข็งแรงสมบูรณ์เท่าไร อาการเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือด ก็จะลดลงเร็วเท่านั้น

คนที่โดนฝังชิปไว้แล้วนั้น ยากที่จะใช้แนวทางนี้ เพราะจะเกิดโรคปอดแทรก นั่นคือ อาการปอดแหก ตาแหก ในตัวเลขที่เห็น และคำขู่ที่ได้รับ ท้ายที่สุดก็วิ่งกลับไปทานยาเม็ดเพื่อคุมค่า ให้ได้ตามต้องการ...

หากจะใช้แนวทางสมุนไพร รื้อชิปออก แล้วเรียนรู้ เมื่อรู้ โรคปอดก็จะแทรกไม่ได้ ... กรรมฐานก็จะไม่แตก

รุ่นทดลอง

ช่วงที่ผ่านมา เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์เปิดรับคนไข้เข้ามาฟื้นฟูตน โดยเฉพาะคนไข้หนักที่หมอปฏิเสธแล้ว เพื่อดูผลตอบรับในการทานสมุนไพร

สิ่งหนึ่งที่ปรากฎเด่นชัด นั่นคือ เมื่ออยู่ในที่ที่เหมาะสม เพื่อฟื้นฟูตนได้เต็มที่ การทานสมุนไพรอย่างเต็มที่ ในคนไข้ที่หมอกำหนดวันเวลามาแล้วนั้น อาทิเช่น ยาเขียว วันละขวด ยาไพล ยาลูกกลอนดำ สามเวลาหลังอาหาร เรียกได้ว่าวันละกระปุก ส่งผลให้คนไข้เหล่านั้นฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่ากลุ่มมะเร็ง หรือ อัมพฤกต์

ภาพที่ปรากฎนี้เอง ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ทุกคนมีโอกาส และเป็นไปได้ หากแต่สภาวะการณ์ที่ผ่านมา คนไทยไม่ให้โอกาส หรือให้การสนับสนุน ทำให้ผลของการทานสมุนไพรน้อยกว่าที่ควร จนหลายคนอดรนทนไม่ได้ ต้องย้อนกลับไปหาหมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงดำริกิจกรรมหนึ่งขึ้นมา แต่ในความคิดเราน่าจะเป็นการวัดใจคนไทยเสียมากกว่า นั่นคือ การจะตั้งภาชนะรองรับสมุนไพร อาทิ มะกรูด ดีปลี พริกไทย ไว้ให้คนไข้ที่มา ได้นำมาร่วมเพื่อจัดทำเป็นสมุนไพรให้ทานกันได้อย่างเต็มที่ นั่นคือ มากกว่าที่เป็นอยู่

ผลของกิจกรรมนี้ ในความคิดเรา น่าจะเป็นตัวชี้ขาดให้หลวงพ่อนิพนธ์ตัดสินใจว่า กิจกรรมที่ทำอยู่ คนไทยเขาเห็นเป็นอย่างไร หากจะยังคงอยู่ในสภาวะที่ผู้นำม๊อบเรียกว่า "ไทยเฉย" นั่นก็หมายความว่า คงยากจะประสพผลดังตั้งใจ

แรงบีบทางกฎหมาย และสาธารณสุข อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ ว่าไปแล้วก็ไม่สาหัส หากแต่ความร่วมมือร่วมใจในการทำตนเป็นทรายคนละเม็ด ที่มาร่วมก่อเจดีย์ต่างหาก หากไม่มีแล้วไซร้ เจดีย์ย่อมมีไม่ได้

เมื่อไม่มีวัตถุดิบ ก็ย่อมเป็นการยากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะการเดินสองขาในการใช้หลักพระภูมี ขาหนึ่งเรียกว่าเดี้ยงก็ว่าได้ ดันเท่าไหร่ก็ยากจะเดิน นั่นคือขาบุญ อันจะเห็นได้ว่า พูดมากี่ปี่ มากันกี่ปี่ ก็ยังหาความสงบไม่ได้นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงพยายามใช้ขาของสมุนไพรดัน นั่่นคือ การที่ผู้ฟื้นฟูต้องทานสมุนไพรให้ได้ปริมาณ ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ ดูแล้วว่าขานี้ก็ต้องเหนื่อย

เมื่อพิจารณานิสัยคนไทย ที่เป็นคนมีเมตตา โอบอ้อม อารีย์ ขี้สงสาร ใครป่าวประกาศอะไร ก็เฮโลไปช่วยกัน อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ทำไมเล่า กิจกรรมที่ป่าวประกาศ ให้หิ้วสมุนไพรมา เพื่อ่ช่วยกอบกู้ชีวิตตนและเพื่อนมนุษย์ มันจึงแร้นแค้นยิ่งนัก

คำตอบมีอย่างเดียว คือ กรรม กรรมมันบังตา บังใจ นั่นเอง

ทางพม่าก็เร่งเร้า หลวงพ่อนิพนธ์ก็อาลัย รักใคร่ในพี่น้องคนไทย อยากช่วย ดิ้นรนทุกรูปแบบ ... ก็รอดูผลตอบรับในกิจกรรมนี้ ... เราว่า ไม่นานคงมีคำตอบ

ระหว่างนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงเรียกคุณธานินทร์ มากล่าวว่า เล็กรักษาตัวมาที่นี้ก็เข้าปีที่ ๑๔ แล้ว ไม่เคยขออะไรหรือเรียกร้องอะไรเลย มาวันนี้ ถือว่าเป็นสิ่งตอบแทนที่ขอก็แล้วกัน

นั่นคือ ขอให้เล็กไปซ้อมร้องเพลง "ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก" วันใดที่ตัดสินใจแน่แล้ว เห็นแน่แล้วว่าคนไทยไม่เอาด้วย ก็จะหยุดกิจกรรม แล้วให้เล็กช่วยไปยืนหน้าคนไข้ แล้วร้องเพลงนี้ให้พวกเขาฟังหน่อย

เราก็คอยดูว่า ภาพที่เราจะเห็น มันจะเป็นมะกรูดเต็มตะกร้า หรือ จะเห็น คุณเล็กธานินทร์มาร้องเพลงให้คนไข้ฟังกันแน่ ....

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คิดได้


หนุ่มฝรั่งอเมริกัน ลูกชายของโปรโมเตอร์มวยอันดับสอง ของอเมริกา ผู้ซึ่งประสพปัญหาโรครุมเร้า บวกกับ การเสพติดยาเค ยาไอซ์ อย่างรุนแรง จนประสาทหลอน

ความรุนแรงทางสมอง เข้าขั้นวิกฤต นั่นคือ ความรู้สึกคิดฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่สำเร็จ จนคนวงการมวยด้วยกัน ที่เป็นคนไทย ได้แนะนำให้มาหาหลวงพ่อนิพนธ์

ความรุนแรงของอาการ ที่ผ่านการบำบัดด้วยวิธีต่างๆ มาแล้วทั่วโลก ก็เอาไม่อยู่ เมื่อมาที่นี่ หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ให้เข้าคอร์สเริ่มบำบัดฟื้นฟู

หากแต่การบำบัดยาเสพติด ก็จะมีช่วงระยะเวลาที่เรียกว่า ลงแดง กันทุกคน ซึ่งเกิดจากการขาดสารยา และมีการลอยตัวของสารยา ที่ซี่งสมุนไพรจะอาศัยช่วงเวลานี้ ในการรีดสารยาออกจากร่างกาย

ดังนั้น ปกติการบำบัดในช่วงนี้ จึงต้องมีการกักบริเวณ และรอจนกว่าสมุนไพรจะรีดสารยาออกจากร่างกายได้หมด การใช้ชีวิตจึงเข้าสู่ภาวะปกติ

หากแต่กรณีนี้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ให้อิสระในการพักอาศัย ไปมา ดังนั้น เมื่อถึงวันที่ ๔ เมื่อเกิดอาการลงแดง คนไข้ทนไม่ได้ หนีกลับเข้ากรุงเทพ เพื่อไปหาซื้อยามาเสพ ที่ซึ่งมีขายกันเกลื่อนกรุงเทพ ... อันน่าแปลกที่คนซื้อรู้ที่ แต่ตำรวจไม่รู้...

หลังจากอาการลงแดงหาย อันเนื่องจากได้เสพยา ก็ถูกนำกลับมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ใหม่ อยู่ได้ ๔ วัน ก็เหมือนเดิม หนีกลับไปซื้อยาเสพอีกครั้ง

หากแต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมนั่นคือ ขณะที่กำลังจะไปซื้อยาเสพติด เขาพบเห็นผู้เสพยาคนหนึ่ง ถูกตำรวจจับ ด้วยความกลัว จึงรีบกลับมาอีกครั้ง

หากในครั้งนี้ เขาเกิดความคิดที่ว่า ในเมื่อตัวเขาเองมีโอกาสในการบำบัด และเพื่อนร่วมชาติของเขาก็มีปัญหาเช่นนี้เหมือนกันมากมายในประเทศ อีกทั้งตัวเขาเองก็นับว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียง มีคนรู้จักมากมายในประเทศ ....

ทำไม เขาจึงไม่ทำตนเป็นตัวอย่าง... ว่าหากคิดบำบัดและฟื้นฟูตนนั้น ทำได้เล่า เพื่อให้คนเดินตาม คิดได้ดังนั้น จึงให้ล่ามบอกแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า ครั้งนี้ตัวเขาจะตั้งใจในการบำบัดและฟื้นฟูตน ให้สำเร็จ

และวันที่ ๔ ของครั้งนี้ เขากลับรู้สึกสบาย ไม่มีอาการเหมือนก่อน และอยากทำตนเป็นประโยชน์บ้าง

เราจึงเห็นเขามาช่วยขายกาแฟ ที่ร้านกาแฟคุณตั้ว ...

จึงอยากชี้ให้เห็นว่า แค่ความคิด และกระทำตน เพื่อเป็นคนดี ก็ช่วยให้อาการเบาลงไปเยอะแล้ว ...

สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงถูกโฉลกและไปฉลุย นั่นคือ ส่งเสริมคนอยากทำความดีนั่นเอง ... โรคอะไร ก็ไม่เหลือ

ใครว่างแวะไปทักทายเขาได้ที่ร้านกาแฟคุณตั้ว และอย่าลืมสั่งกาแฟด้วยหล่ะ .... ได้บริการจากเศรษฐีระดับโลกมาบริการด้วยตนเองเลยน่ะ จะบอกให้

ดูงาน


คณะจากรัฐบาลพม่า นำโดย ส.ว.รัฐทวาย โดยความเห็นชอบจากองคมนตรี ให้พา ๓ ส.ส. และคณะข้าราชการชั้นสูงอีก ๑๒ ท่าน เข้ามาศึกษาดูงาน ในชมรมคนรักสุขภาพ

ทั้งนี้ประการหนึ่งเพื่อเป็นข้อมูลนำไปจัดเตรียมในการดำเนินการของศูนย์ที่รัฐทวายประการหนึ่ง และในครั้งนี้ ได้แจ้งให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ทราบว่า รัฐบาลพม่าได้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ในกิจกรรมนี้ ทั้งนี้เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว ได้ส่งทีมวิศวกร จำนวน ๑๘ คน เพื่อควบคุมการดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยไว

อนึ่ง การมาครั้งนี้ ท่าน ส.ส. แจ้งให้หลวงพ่อนิพนธ์ทราบว่า ทางรัฐบาลพม่า พร้อมที่จะออกใบอนุญาติ ทั้งทางการรักษา และจัดตั้งโรงพยาบาล หลังจากตรวจสอบแล้วว่า โครงการที่ดำเนินการในขั้นต้น ประสพผลสำเร็จ

โดยเฉพาะโครงการบำบัดยาเสพติด และโครงการฟื้นฟูผู้ป่วยเอดส์ ที่ซึ่ง ทางท่าน ส.ว. ได้จัดกลุ่มทดลอง เพื่อติดตามดูผลในการบำบัดและฟื้นฟู

นั่นหมายความว่า หากกลุ่มทดลองดังกล่าวได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทางรัฐบาลพม่าจะให้การสนับสนุนเต็มที่ และออกกฎหมายรองรับเป็นกรณีพิเศษ

ท้ายที่สุด คณะ ส.ส. แจ้งให้หลวงพ่อนิพนธ์ทราบว่า ทางรัฐบาลพม่า ได้มอบสิทธิพิเศษสำหรับ หลวงพ่อนิพนธ์และคณะ ที่จะเดินทางไปทำกิจกรรมนี้ในพม่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก และง่ายต่อการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ จึงร้องขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ จัดทำสติกเกอร์ และแจ้งแก่ทางพม่าทราบ

และเมื่อโครงการในทวายแล้วเสร็จ โดยเฉพาะโรงพยาบาล หากคนไข้ของหลวงพ่อนิพนธ์มีความประสงค์ที่จะเข้าทำการรักษา ก็เพียงใช้บัตรประชาชน ทางพม่าจะออกใบผ่านแดนที่มีกำหนดประมาณ ๑๕ วัน ให้เป็นกรณีพิเศษ

ท้ายสุด อยากให้เห็นว่าคนพม่าเขาคิดอย่างไรกับหลวงพ่อนิพนธ์ อันดูจากรูป คนที่นั่งด้านขวาข้างโต๊ะ ติดกำแพง นั่นคือ น้องของนายกรัฐมนตรี อาสาทำหน้าที่เป็นล่ามให้ คนสามคนที่นั่งเก้าอี้ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว นั่นคือ คณะ ส.ส. จะเห็นได้ว่า การพูดกับหลวงพ่อนิพนธ์ทุกครั้ง คนเหล่านี้จะพนมมือ ให้ความเคารพอย่างสูง .....

แล้วเราท่านคนไทยหล่ะ ไม่ต้องถึงตัวบุคคลหรอก แค่สถานที่ เข้ามาแล้วให้ความเคารพ ลดกิริยา อยู่ในความสงบ ทุกวันนี้ยังทำไม่ได้เลย

นี่จึงเป็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดว่า ทำไมคนพม่าเมื่อทานสมุนไพร จึงฟื้นฟูตัวได้เร็ว กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ตราตรึงในใจของพวกเขา ....

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นี่เรียกว่า คุณสมบัติของผู้ทาน ... ที่ทำตัวเป็น กิ่งทอง ใบหยก นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กระตุกหน่อย

หลายคนที่มาที่นี่นานพอควร เรียกว่าทันยุคศาลาขนมไทย อาจจะเคยเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ทำหน้าที่เผายามะพร้าว ให้คนไข้ที่มาทาน และทุกครั้งที่มา ก็จะเป็นคนนำมะพร้าวติดมาครั้งละร้อยลูกทุกครั้ง

ชายคนนั้นเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ปัจจุบันหายแล้วและกลับไปทำงานแล้ว

หลายคนในวันนี้ อาจจะเห็นชายผู้หนึ่งเป็นสะเก็ดเงิน ลามขึ้นศรีษะและเข้าดวงตา มาหยอดตา จนตาดีขึ้น

ชายคนแรกคือ หมอรักษาโรคมะเร็งของโรงพยาบาลอันดับต้นๆ ของประเทศ ผู้ซึ่งไปอ้อนวอนคนไข้รายหนึ่ง ที่เป็นมะเร็งมดลูก ที่มารักษากับตน แล้วหายไปประมาณครึ่งปี กลับมาตรวจอีกครั้ง พบว่าเชื้อมะเร็งหายไป และมดลูกกลับมาแข็งแรง

ในขณะที่เวลานั้น หลวงพ่อนิพนธ์มีกฎห้ามบอกกับคนให้รู้ เพราะความไม่พร้อม จนสามคนพ่อแม่ลูก ต้องไปอ้อนวอนคนไข้ ให้พามา และคนไข้หญิงของหมอก็ใจอ่อน พามาในที่สุด

ชายคนหลัง คือ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลอันดับต้นๆ ของประเทศ

คำถาม ... หมอเป็น หมอวิ่งมาใช้วิธีฟื้นฟูตนด้วยสมุนไพร แล้วคนเป็น.... ควรจะวิ่งไปหาใคร ... วิ่งไปหาหมอหรือ ...

ช้างตายอย่าเอาใบบัวปิด


บทพิสูจน์ของแนวทางที่จะใช้ในการรักษาตน ย่อมดูจากธรรมชาติเดิม เป็นเกณฑ์นั่นเอง

วิทยาการทางการแพทย์ หรือศาสน์แขนงใด ที่อ้างว่าสามารถรักษาโรคได้ หากจะรู้ว่าจริงหรือไม่ ก็ต้องเอาธรรมชาติเดิมไปเทียบเคียง แล้วจะรู้ว่า สิ่งที่เชื่อ สิ่งที่ทำ นั้น รักษาได้จริงตามคำกล่าวอ้างหรือไม่

ยกตัวอย่างให้เห็นชัด อาทิเช่น คนเป็นโรคเบาหวาน แนวทางที่เลือกเพื่อใช้ฟื้นฟู แทนที่จะทำให้กลับมาทานหวานได้ กลับกลายเป็น บอกให้เราเลี่ยงอาหารหวาน นั่นคือ เริ่มจากห้ามทานของหวานมากๆ แล้วก็ห้ามทานข้าว ห้ามทานวุ้นเส้น จบลงด้วยทานได้แต่มันต้ม แล้วก็ตาย

หรือ เป็นโรคเก๊าต์ ก็เริ่มจากห้ามทานไก่ .... แล้วโรคก็พัฒนาจากเก๊าต์ เป็นรูมะตอยด์ รูมาติซั่ม แล้วก็ตาย

สิ่งเหล่านี้น่ะหรือที่เรียกรักษา แท้จริงแล้ว เป็นการปัดสวะ หลบเลี่ยง เพราะแก้ปัญหาไม่ได้ต่างหาก ผลก็คือ ธรรมชาติเดิม ที่สามารถทานได้ทุกอย่าง สิ่งอันใดที่ก่อปัญหา ก็ถูกตัด ถูกทอน เพื่อป้องกันอาการที่จะเกิด แล้วแก้ไม่ได้นั่นเอง หากรักษาได้จริง ต้องทำให้ธรรมชาติกลับมาดังเดิม

สมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงสวนทางกับวงการแพทย์และศาสน์อื่นๆ ในขณะที่คนอื่นห้ามทานโน่น ห้ามทานนี่ เมื่อมาใช้แนวทางฟื้นฟูตน เพื่อให้กลับธรรมชาติเดิม จึงมักได้ยิน อ.อร่าม กล่าวเสมอว่า อะไรที่หมอห้าม คนอื่นห้าม ทานก่อนเลย

เท่านั้นยังไม่พอ สิ่งที่หมอบอกว่าเป็นอันตรายหากทานเข้าไป กลับเป็นองค์ประกอบหลักของสมุนไพรที่ใช้ฟื้นฟูเสียอีก

อาทิ คนเป็นเก๊าต์ สมุนไพรก็ประกอบด้วยน้ำส้มสายชู คนเป็นไต สมุนไพรก็ประกอบด้วยเกลือ

ตัวเลขของผู้เสียชีวิตในโรคนั้นๆ ย่อมเป็นตัวบอกว่า คำกล่าวที่ว่ามียารักษาโรคนั้นโรคนี้ แท้จริงแล้ว เป็นคำโกหกพกลมทั้งสิ้น ชี้ให้ชัดขึ้น ก็ดูยาคีโมนั่นไง หากมันรักษามะเร็งได้จริง ประเทศผู้ผลิตคงไม่มีคนตายด้วยโรคมะเร็งเป็นแสนคนต่อปีหรอก รัฐบาลเขายอมหรือ ... ประชาชนเขาจะยอมหรือ ... ก็ต้องนำมาช่วยคนของตนก่อน จึงส่งให้ต่างประเทศ ไม่ปล่อยให้ตายเกลื่อนขนาดนี้หรอก

ถอด

ช่วงที่ผ่านมาไม่นาน คนไข้สองคน คนแรกเป็นกรรมการ คนที่สองเป็นจิตอาสา ทั้งสองมาทานสมุนไพรได้ระยะเวลาหนึ่ง ภาพที่เกิดขึ้นกับคนภายนอกนั่นคือ ประสพสภาวะเส้นเลือดในสมองแตก คนหนึ่งเป็นเจ้าชายนิทรา อีกคนหนึ่ง ยังรับรู้ได้

ภรรยาของกรรมการ ก็กล่าวโทษว่าเป็นเพราะการทานสมุนไพร สามีของเขาจึงเป็นเช่นนี้ และให้หยุดทานสมุนไพร

ภาพที่ปรากฎ ย่อมเป็นที่ตระหนักของคนที่ไม่รู้ ทราบแต่เพียงว่าคนสองคนนี้มาทานสมุนไพร แล้วเกิดอาการขึ้น

หากแต่เมื่อย้อนไป ก่อนที่อาการของคนทั้งสองจะปรากฎ หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวเตือนหลายครั้ง อธิบายไปก็มากหลาย ว่าพฤติกรรมของคนทั้งสองสุ่มเสี่ยง เพราะยึดติดกับตัวเลขของหมอมากเกินไป

ผลก็คือ เมื่อมาทานสมุนไพร โดยเฉพาะสมุนไพรดำ หรือ ลูกกลอนน้ำผึ้ง ที่ซึ่งมีสรรพคุณ ทางหลอดเลือด และความข้นของเลือด อันมักจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างความดันชั่วคราว เพื่อตรวจสอบสภาวะของหลอดเลือด

นั่นก็หมายความว่า เมื่อทานสมุนไพรตัวนี้แล้ว ความดันต้องสูงกว่าค่าปกติทั่วไปอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อคนทั้งสองยึดติดกับตัวเลข ผลก็คือ สมุนไพรตัวอื่นทาน แต่ตัวนี้ทานน้อยหน่อย หรือไม่ทานเลย และที่สำคัญคือ ใช้ยาควบคุมความดัน หรือ ยาหมอ เพื่อให้ตัวเลขความดัน อยู่ในเกณฑ์ จะได้สบายใจ

คำเตือนแก่บุคคลทั้งสอง ว่าพฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่ดูอันตราย นั่นคือ การมีความดันสูง กลับกลายเป็นปลอดภัย หากแต่สิ่งที่ดูปลอดภัย คือ การมีเกณฑ์ความดัน อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลา ผลก็คือ เส้นเลือดที่มีปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข และวันหนึ่ง ความดันที่ถูกสะสมไว้ เกิดทะลุปล้องขึ้นมา นั่นคือ ภาพปัจจุบัน

พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นอัมพฤกต์ อัมพาต ทั้งๆ ที่กินยาคุมความดันนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงอรรถาธิบายว่า หากเราอยากจะรักษาโรคความดัน เมื่อทานสมุนไพรดำ สิ่งแรกที่ร่างกายจะนำสมุนไพรไปใช้ นั่นคือ สร้างความหยุ่นเหนียวให้กับร่างกาย ไม่เปราะ ไม่แตกง่าย ด้วยกระบวนการสร้างความดันสูง ชั่วคราว เพื่อตรวจสอบระบบ

ดังนั้น เมื่อไปวัดค่า ความดันย่อมต้องสูงเป็นเรื่องปกติ หากแต่สิ่งนี้เองเป็นตัวตรวจสอบ และส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่า หลอดเลือดส่วนใดมีปัญหา เมื่อตรวจเสร็จ ร่างกายก็จะสลายความดันชั่วคราวนี้ทิ้งไป สังเกตได้จากการปัสสาวะแล้วมีฟองฟอดขึ้นนั่นเอง

เมื่อความดันสูงขึ้น บริเวณที่มีปัญหา อาทิ เส้นเลือดตีบตัน ก็ย่อมต้องมีอาการปวดเป็นธรรมดา นั่นแหละคือร่างกายรับรู้แล้วว่าส่วนนั้นมีปัญหา และส่งสัญญาณให้แก้ไข

การปวดหัวนั้นเมื่อทานสมุนไพร จึงเป็นคุณอย่างยิ่ง และทำให้เราเบาใจได้ว่า ร่างกายซึ่งเป็นหมอธรรมชาติ เจอสาเหตุ หรือต้นตอ หรือปัญหาแล้ว แต่หลายคนกลับมองเป็นโทษ และปฏิเสธ ไม่ยอมให้ปวด ไม่ยอมให้ความดันสูงขึ้น

แนวทางสมุนไพร ยิ่งมีอาการปวด ก็ยิ่งต้องทานอาหาร และสมุนไพร เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซม แก้ไข เมื่อสามารถแก้อาการปวด ซึ่งอาจจะมาเป็นรอบๆ จากปวดมาก ร่างกายเริ่มแก้ไข ก็ปวดน้อยลง จนในที่สุด ก็ไม่ปวดอีก นั่นคือ หาย

สิ่งที่เป็นคุณ กลับมองเป็นโทษ และปฏิเสธ นั่นจึงเป็นสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์พยายามชี้ให้เห็นว่า เกิดสภาวะถอดใจ หรือ ตื่นตูม กลัวตัวเลขจนลนลาน วิ่งไปหายาคุมความดัน และท้ายที่สุด ก็เป็นทั้งที่กินยาคุมนั่นเอง

ทั้งที่ความจริง มันเป็นอาการชั่วคราว มาเพื่อตรวจสอบ ไม่ทำอันตรายให้ถึงตาย หรือเป็นอัมพฤกต์ อัมพาต เพราะร่างกายของเราท่านรู้สภาพดีกว่าหมอ กว่าเครื่องมือใดๆ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า การเรียนรู้ เหตุและผล ทำให้เราสงบ ไม่ตื่นตูม และดำรงในแนวทางการฟื้นฟูสมุนไพรได้ หาไม่แล้ว ตัวเลขและความกลัว ก็จะหลอนในที่สุด ก็วิ่งกลับไปพึ่งยาคุมความดัน พึ่งหมอ อย่างแน่นอน

ตัวอย่างคนไข้ ที่ยืนหยัดในการทานสมุนไพร อย่างเช่น อ.อร่าม เคยวัดความดัน ถึงขนาดขึ้นไปสุดเสกลของเครื่อง หรือในกรณีของภรรยาท่านอัยการ ทะลุไปพันกว่า หมอวิ่งกันทั่วโรงพยาบาล แต่เธอก็บอกว่า ฉันปกติดี เดินมาหาหมอได้ ก็เดินกลับได้ แค่มาตรวจเท่านั้น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า โรคนี้ไม่น่ากลัว แต่มักจะมีโรคแทรกที่ทำให้ไม่ประสพผลในการช่วยตน นั่นคือ โรคปอดแหก ... กลัวตัวเลขจนต้องทิ้งสมุนไพรไปหาหมอนั่นเอง

คนที่ยืนระยะทานสมุนไพรดำได้เป็นเดือน หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ไม่มีทางที่จะเกิดอาการเส้นเลือดแตกอย่างแน่นอน ... อ้ายพวกที่เตือนแล้วไม่ฟัง อย่าไปกินยาคุม แถมเวลาทานยาลูกกลอนดำ ทานมั่งไม่ทานมั่ง อันนี้ไม่รับผิดชอบ

รู้หรือไม่ เส้นเลือดของคนๆ หนึ่งนำมาเรียงต่อกัน มีความยาวเท่าถึงสองเท่าของเส้นรอบโลก หากร่างกายไม่สร้างความดัน จะเข้าถึงเส้นเลือดฝอยเหล่านั้นได้อย่างไร และหากเส้นเลือดตีบตัน เหมือนท่ออุดตัน ก็ต้องใช้ความดันในการทะลวงให้โล่ง จริงหรือไม่ ในระหว่างทะลวง หากเป็นเส้นเลือดในสมอง ก็ย่อมต้องปวดเป็นธรรมดา หากไม่ยอมปวด ก็ต้องยอมให้มันตัน และปิด แล้วก็แตก ....

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

หลวงพ่อนิพนธ์เคยสอนให้พิจารณาดู สภาพของร่างกาย เพื่อวินิจฉัยว่า ร่างกายเรามีปัญหาหรือไม่ ก็โดยดูจาก เลือดที่คั่งค้างอยู่ตามส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะส่วนล่าง

คนที่ร่างกายเป็นปกติ ย่อมสามารถแก้ไขทุกส่วนของร่างกายให้เป็นปกติได้ดังเดิม

อนุมานได้ว่า ร่างกายเราเริ่มมีปัญหา เพราะถ้าส่วนที่คั่งค้าง อยู่ในอวัยวะสำคัญ ความอันตรายก็ยิ่งมาก

ไม่ต้องใช้เครื่องตรวจ ดูด้วยตา ก็บอกเค้าลางได้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมคนเป็นโรคเลือด ไม่ว่า เอดส์ มะเร็ง ... ตัวทำไมจึงดำ

นั่นหมายความว่า เมื่อเราเห็นเลือดที่กลายเป็นเลือดดำ คั่งค้างอยู่ อาทิเช่น ข้อพับขา หรือบริเวณส่วนใดของขา เป็นแล้วไม่หาย นั่นแสดงว่า ร่างกายขาดความสามารถที่จะนำเลือดดี ไปแก้ไขส่วนนั้นๆ ได้แล้ว

เลือดเสีย จะกลายเป็นเลือดดำ และเป็นเลือดหนัก มักจะต้องตกอยู่ที่ต่ำ ไม่สามารถไหลเวียนกลับไปฟอกได้ คนที่อาการเริ่มสาหัส จึงเริ่มมีสภาพดำคล้ำ เริ่มจากเท้าขึ้นมานั่นเอง หากเลือดดำถึงหน้า คนโบราณจึงบอกว่า คนๆนี้ ถึงฆาตแล้ว คือ ต้องตายนั่นเอง

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ทำไมพม่าจึงตื่นตัว

ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กิจกรรมทางพม่าได้พลิกผันรวดเร็ว ได้รับการตรอบสนองจากทุกภาคส่วน

ตัวแทนของพม่า ได้กล่าวผ่านล่ามให้หลวงพ่อนิพนธ์ฟังว่า เหตุผลหลักที่เป็นเช่นนั้น ปัจจัยหนึ่งที่คนเหล่านี้เคยมีร่วมกัน นั่นคือ รากฐานที่มาของความมั่งคั่งของพวกเขานั่นเอง

ที่ทุกฝ่ายรู้ดีว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ ชนชั้นนำของประเทศได้กดขี่ข่มเหงประชาชน มาเป็นเวลายาวนาน และก็ได้สร้างความมั่งคั่งให้แก่กลุ่มของพวกเขาอย่างมากมาย นับชั่วอายุคน

เมื่อบุคคลระดับสูง ที่ได้ผ่านการทานสมุนไพร พลิกฟื้นสภาพของตน อาทิเช่น คนที่เป็นโรคหัวใจ และอีกหลายโรค ที่หมอสั่งห้ามนั่งรถ ห้ามกระทบกระเทือนด้านอารมณ์ ต้องอยู่ในห้องพระตลอด ปัจจุบัน สภาพของเขาสามารถกลับไปเล่นกีฬาที่เขารักและชื่นชอบ นั่นคือ ยูโด จึงเป็นหัวขบวนที่จะนำคณะที่ผ่านการทานสมุนไพร พร้อมรายละเอียดทางการแพทย์ ของแต่ละคน เพื่อเข้าพบ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ของพม่า

ทางหนึ่งก็รวบรวมเหล่าคหบดี ทางหนึ่งก็ประสานทางการ จุดประสงค์หลัก ที่แฝงลึกในความรู้สึกของบุคคลเหล่านี้ นั่นคือ "ไถ่บาปกับประชาชน"

เมื่อทางที่ตนเองเดิน สามารถกอบกู้วิกฤตของตนและพรรคพวกที่เป็นชนชั้นสูง ทางเลือกสมุนไพร จึงจุดประกายความหวัง ที่จะทำเพื่อประชาชน ทั้งเป็นการช่วยชาติของตนอีกด้วย

การตอบรับ และรวมตัวกัน จึงเกิดทั้งจากภาครัฐ เอกชน ทหาร ตำรวจ ประชาชน รวมไปถึงแม้กระทั่งพระ ที่อยู่ในพื้นที่

ฝ่ายพม่าแจ้งว่า คาดว่าสิ้นปีนี้ จะทำอาคารให้แล้วเสร็จ ส่วนวัตถุดิบ ก็มีทหาร ประชาชน และพระ ทำหน้าที่ในการปลูกเพิ่ม ในส่วนที่ไม่มี อาทิ มะพร้าวน้ำหอม ดีปลี พริกไทย ... และขุดย้ายจากป่า เข้ามาอยู่ในพื้นที่

ขณะนี้ พม่าได้จัดตั้งมูลนิธิเรียบร้อยแล้ว ฝั่งไทยชื่อ ไทยกรุณา ฝั่งพม่า ชื่อ พม่าเมตตา เรียกง่ายๆว่า บ้านกรุณา กับบ้านเมตตา

และในระหว่างนี้ ทางมูลนิธิได้จัดทำเรื่อง ผ่านผู้ว่ารัฐทวาย ขอใบอนุญาติ ทั้งการจัดทำสมุนไพร การรักษา และสถานพยาบาล ส่งให้กระทรวงเพื่อการอนุมัติ

เมื่อแล้วเสร็จ ก็จะเปิดกิจกรรม ที่เมืองไทยไม่อนุญาติ ไม่สนับสนุน นั่นคือ โรงบำบัดยาเสพติด โรงพยาบาลของ ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยอัมพฤกต์ และผู้ป่วยมะเร็ง เป็นปฐมฤกษ์ก่อน

ที่นี้ใครอยากพักรักษาตัว ก็ข้ามแดนไป สามารถนอนและฟื้นฟูตนได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวกฎหมาย กฎหมู่ เหมือนเมืองไทยแล้ว

พม่าจึงกล่าวกับล่ามว่า เมื่อเขาได้พบหลวงพ่อนิพนธ์ จึงเหมือนอุปมาพบช้างเผือก และที่สำคัญ เป็นสิ่งที่บ้านเขาไม่มี และต้องการอย่างมาก เพื่อพัฒนาคนในประเทศของเขา โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข

และประโยชน์ที่ตามมา ที่พม่าไม่เคยทำได้ นั่นคือ การสงบศึกภายใน โดยเฉพาะในพื้นที่นี้ กิจกรรมนี้ทำให้ผู้นำทุกฝ่าย ทั้งพม่าและกระเหรี่ยง ชนกลุ่มน้อย สามารถมานั่งโต๊ะเจรจา และตกลงกันได้ อย่างง่ายดาย

ผ่านไปอีกไม่กี่ปี เราเชื่อว่า เราท่านต้องตอบคำถามลูกหลานไทยว่า ทำไมสมุนไพรไทย โรงพยาบาลแพทย์แผนไทย จึงต้องไปอยู่พม่า .... อย่างแน่นอน

คนเป็นล้านคน ที่กำลังสร้างม๊อบ หนุนม๊อบ อยู่ทุกวันนี้ ล้วนแต่อ้างว่ารักประเทศไทย ... ในความคิดของเรา สิ่งที่กำลังทำ ไร้สาระ ไม่เป็นแก่นสาร

กลุ่มของพม่าที่แตกแยกแล้วมารวมตัวกันทำกิจกรรมนี้ ... นี่แหละจึงเป็นแก่นสาร และตอบโจทย์ว่า พวกเขาซิจึงเป็นผู้รักชาติ ยอมเก็บความขัดแย้งไว้ข้างหลัง หันหน้ามาร่วมกันทำ เพื่อประชาชน เพื่อชาติ

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44