วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คนชอบวิจารณ์

ผู้คนมากมายมีนิสัยชอบวิจารณ์ โดยไม่มีความรู้อย่างแท้จริงในสิ่งนั้นๆ เลย บ้างก็ฟังเขาเล่ามา บ้างก็รู้นิดหน่อย ก็คิดเอง เออเอง
คนที่ไม่เชื่อคนง่ายๆ เป็นสิ่งดี แต่ถ้ารู้จริงว่าสิ่งนั้นไม่ดี แล้วนิ่งเฉย ก็ไม่น่าจะใช่คนดีมั๊ง  จริงน่ะ เราอยากให้คนที่เขาบอกว่าเขารู้ว่า สถานที่นี้ไม่ดีอย่างไร ช่วยหน่อยเถอะ ช่วยเอาความจริงมาทำให้ปรากฎ ว่าสิ่งที่ท่านกำลังพูดอยู่เป็นจริง  อย่าเรือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำเลย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
และที่ซ้ำร้าย เมื่อกล้าวิจารณ์ ก็ไม่ต้องกลัวไฟ แสดงตัวออกมาให้เห็นกันเลย คนเขาจะได้สนับสนุน อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล
แต่ถ้าสิ่งที่ท่านกล่าวเป็นเท็จ ขอเตือนว่านรกกำลังมาเยือน
ขอย้ำ ถ้าท่านพิสูจน์ได้ และกล้าแสดงตัว เราจะยืนข้างท่าน และอวยพรให้ประสพสุข แต่ถ้ามาเพื่อทำลาย โดยปราศจากข้อเท็จจริง บิดเบือนให้ผู้อื่นเสียหาย เราก็ไม่รู้ว่าท่านทำไปทำไม หรือรับใช้ใคร แต่เราเชื่อสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว เมื่อให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นก็ถึงตัวเช่นกัน
เราก็เชื่อว่า กรรมมีจริง ใครทำอย่างไรได้อย่างนั้น และวันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าเป็นทองแท้หรือทองชุบ

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บรรพบุรุษของเราเขาอยู่กันอย่างไร

ถ้าจะนับย้อนไป ไม่ต้องไกลสุดกู่ แค่ร้อยสองร้อยปีที่ผ่านมาก็พอ เราๆ ยังคงนึกภาพได้ว่า บรรพบุรุษของมนุษย์ดำรงชีพมาได้ โดยไม่มีหมอ ไม่มีโรงพยาบาล เพราะอะไร ....
สิ่งที่น่าแปลกประหลาด ในยุคปัจจุบัน ที่ชาวตะวันตกเข้ามามีบทบาท ทางความคิด ยัดเยียด สิ่งที่เรียกว่าหมอ และโรงพยาบาลมาให้ จนทุกวันนี้ มหันตภัยใหญ่ของมนุษย์ มิใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ภัยที่แฝงมากับความเจ้าเล่ห์ของพ่อค้ายา คือ การที่มนุษย์ทั่วโลกติดยา จนกล่าวได้ว่ายากที่จะมีคนในยุคปัจจุบันคนใดอยู่โดยการไม่กินยาเคมี ไม่มีเลย เรียกได้ว่า ขยันทำงานเพื่อเก็บเงินส่งให้พ่อค้าหมดในบั้นปลาย มิหนำซ้ำต้องสังเวยชีวิตไปด้วย โดยที่ไม่เคยมีใครร้องอุทธรณ์ ในผลของการกินยาเคมีนั้นๆ เลยก็ว่าได้
หรือเราลืมบางสิ่งบางอย่างที่คนในอดีตเขาทำกัน ทำให้ไม่ต้องพึ่งยาเคมี หรือหมอ หรือโรงพยาบาล สิ่งนั้นคืออะไร แม่ชีเมี้ยนจึงบอกว่า มนุษย์ลืมคำสอนของพระพุทธเจ้าไป ลืมเรื่องกรรมเรื่องเวร จึงคิดให้คนอื่นมาช่วยให้ตนหายโรค หรือให้ตนประสพความสำเร็จสมหวัง ท้ายที่สุดกว่าจะรู้ว่าเดินทางผิด ก็ต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปจนหมด
ทางที่จะพิชิตโรค ไม่ไกลเกินฝัน ไม่ต้องพึ่งใคร สามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยการเอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ เพราะท่านเป็นมนุษย์เหนือโลก หรือเหนือกรรม ผู้ใดเชื่อและนำไปปฏิบัติ ย่อมเกิดผล เพราะท่านได้รู้แจ้งถึงสัจจะธรรมของมนุษย์ที่ว่า ผู้ใดทำกรรม ผู้นั้นต้องแก้ การจะวิ่งโร่ไปให้ผู้อื่นแก้ให้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงไม่น่าแปลกที่ในอดีตไม่มีหมอ ก็เพราะพวกเขามีธรรมนั่นเอง

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ใครกันที่พึ่งได้

เมื่อมนุษย์เชื่อว่า จะมีผู้ที่มีความสามารถในการคิดค้นหาตัวยาเพื่อการรักษาได้ ก็เฝ้ารออย่างมุ่งมั่นและศรัทธาในความเชื่อนั้นว่าจะต้องเป็นจริง แต่ถ้าเขาเหล่านั้นยอมรับในเหตุในผล เหมือนอย่างที่อ้างว่ามีความรู้ ร่ำเรียนมามาก แต่กลับมีคำถามว่าทำไมเขาจึงไม่ยอมรับผลที่ปรากฎ ตัวเลขสถิติของผู้เป็นโรคเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทั้งที่ความเจริญเพิ่มมากขึ้น การศึกษาดีขึ้น คนตื่นตัวรักษาสุขภาพกันมากขึ้น การตรวจประจำปีก็ทำกันอย่างแพร่หลาย แต่ผลกลับตรงกันข้าม สิ่งเหล่านี้ยังเป็นบทสรุปให้แก่คนทั่วไปคลายความศรัทธาในวิชาแพทย์ไม่ได้เลย ยังมีความหวังเต็มเปี่ยม และก็หวังที่จะพึ่งพาคนเหล่านั้น จนตายไปคนแล้วคนเล่า กับวลียอดฮิต "หมอช่วยจนสุดความสามารถแล้ว"
ว่ากันภาษาง่ายๆ ก็ประเทศที่ผลิตยา ผลิตแพทย์เก่งๆ วิทยาการล้ำยุค ปริมาณของผู้ป่วยยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง หรือขอแค่คงที่ ยังทำไม่ได้ จนมีโฆษณามาล้อเลียน คนนี้ลาผ่าตัด คนนั้นบอลลูน คนนี้ฟอกไต ฯลฯ จริงหรือไม่
ทำไมเป็นเช่นนั้น แม่ชีเมี้ยน กล่าวว่า ก็เพราะเขาเหล่านั้นไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ถ้าเขาเชื่อ เขาก็ต้องเชื่อว่า โรคเป็นตัวแทนจากกรรม เกิดจากเราทำกรรม ก็แล้วจะไปเร่ให้ผู้อื่นแก้ให้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นไปไม่ได้ ใครทำคนนั้นต้องแก้เอง มหาบุรุษผู้นี้ได้รับการยอมรับจริงหรือเท็จ ภาพมันฟ้อง ว่าคนที่กล่าวว่า นับถือพระพุทธเจ้า แต่เดินสวนกับคำสอนของท่านตลอด มีอยู่มากมาย คนเหล่านั้นจึงไม่มีทางสำเร็จการหายโรคได้เลย เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ทุกสิ่งเกิดจากกรรม ก็แล้วอะไรหล่ะที่พิสูจน์ว่าสามารถชนะกรรมได้ สิ่งเดียวเท่านั้นที่คนทั้งโลกยอมรับ ก็คือธรรมของมหาบุรุษนั่นเอง
ดังนี้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำว่า แม่ชีเมี้ยนกล่าวว่า สมุนไพรกับธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสิ่งคู่กัน ที่พระพุทธเจ้าใช้กับสาวก จะขาดสิ่งใดไม่ได้ คนที่กินสมุนไพรแล้วประสพผล จึงต้องเปลี่ยนเป็นคนดีด้วย มิฉะนั้นการกินก็ไร้ผล เพราะสมุนไพรของพระพุทธเจ้า คงไม่ช่วยคนเลวให้มีกำลังกลับไปทำเลวได้อีกอย่างแน่นอน และก็ไม่ต้องแปลกใจ ใครที่หวังพึ่ง สมุนไพรและธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ต้องได้สัมผัสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางธรรมชาติ และมีโอกาสที่จะหายโรคอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร เพราะต้นเหตุของโรคมาจากกรรมนั่นเอง ก็แล้วท่านหล่ะคิดว่าจะพึ่งใคร

สมุนไพรกู้ชาติ

ตำราสมุนไพร และหลักการ "ตนพึ่งตน " ที่แมีชีเมี้ยนนำมา ท่านกล่าวว่า ในอนาคตสิ่งนี้จะช่วยกู้ชาติไทยของเรา
สมัยนั้นยังมองไม่ออก ว่าสิ่งนี้จะช่วยได้โดยวิธีใด จนบัดนี้ ความกระจ่างเริ่มปรากฎ ทั้งนี้เนื่องจากคนไทยยุคปัจจุบัน หลงลืมวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของบรรพบุรุษ ที่ทำให้ชาติเราดำรงอยู่ได้ นั่นคือ ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ลืมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปหมดแล้ว  ดังนั้นปัญหาที่ตามมา ที่จะต้องประสพก็คือ มหันตภัย ไม่ว่าจะเป็นด้านใดๆ จนเชื่อได้ว่าในอีกไม่กี่ปี สถาณการณ์ของประเทศไทยจะต้องจนตรอกอย่างแน่นอน
กระบวนการที่พอจะมองเห็น จากคำกล่าวของแม่ชีก็คือ ช่องทางในการหารายได้เข้าประเทศ และการลดค่าใช้จ่ายอันมหาศาลของประเทศ โดยการนำหลักการที่ท่านทิ้งไว้มาใช้
ตัวอย่างที่เราพอจะเห็นเด่นชัดคือ อาจารย์อร่าม และอาจารย์สุนทร ท่านเป็นข้าราชการของแผ่นดิน ในอดีตก่อนที่จะมาร่วมในกิจกรรมของชมรม ท่านเคยบรรยายว่า ท่านจะต้องส่งบัญชีให้กองคลังสำหรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของท่านเดือนละประมาณสองหมื่นบาท แต่แปดปีที่ผ่านมาในการมาใช้หลักการนี้ของแม่ชีเมี้ยน ท่านไม่เคยส่งบัญชีอีกเลย
เราลองคิดดูว่า ปัจจุบันมีข้าราชการเท่าไร เฉพาะลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประเทศก็มีเงินเพิ่มขึ้นมานับแสนล้านต่อปีแล้ว และถ้าคนทั่วไปมาร่วมด้วย ย่อมประหยัดค่าใช้จ่ายที่สาธารณสุขแจ้งว่า คนไทยใช้จ่ายด้านสุขภาพ เฉพาะยาและเวชภัณฑ์ ปีละสามแสนล้านบาท
ยิ่งไปกว่านั้น เราจะได้คนดีกลับเข้ามาในสังคม และคนที่มีคุณภาพคืนมา มองแค่สั้นๆ นี้ ไม่ต้องนับคนที่จะแห่มาเหมือนยุคถ้ำกระบอก ก็ทำให้รู้ได้ว่า ทำไมท่านจึงตรัสเช่นนี้
สิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง คนที่มีคุณประโยชน์มากมายมหาศาลต่อโลก ทั้งในยามมีชีวิต และแม้แต่สิ้นไปแล้วเช่นนี้ มองไปหาคนไทยรู้จัก หรือซาบซึ้งพระคุณแทบไม่มี ก็เลยไม่แปลกใจว่า เพราะคนไทยยุคนี้ ขาดกตัญญู จริงๆ
หรือท่านคิดว่า โลกนี้มีสิ่งใดพึ่งได้ ในเรื่องชีวิตและสุขภาพ 
อนามัยโลก ยังประกาศยอมรับว่าวิทยาการที่มีไร้ประสิทธิภาพ และร้องขอผู้มีภูมิปัญญา ด้านแพทย์ทางเลือกให้มาร่วมกอบกู้โลก
แต่ทุกวันนี้ หมอและผู้ผลิตยา ยังมอมเมาคนไทยอยู่ ทั้งที่ประเทศยุโรปในปัจจุบัน ต้องออกกฎหมายบังคับใช้สมุนไพรกันแล้ว หรือข่าวเหล่านี้เป็นเท็จ

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เหตุและผล - ธรรมและกรรม

นักวิทยาศาสตร์ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ล้วนไม่มีสิ่งใดจะเหนือกรรมไปได้ จึงไม่มีทางที่จะรักษาโรคได้อย่างแน่นอน

ท่านจึงให้สติว่า ทำไมเราไม่เชื่อมหาบุรุษ ผู้ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า เป็นผู้เดียวที่สามารถชนะกรรมได้ และสิ่งเดียวที่ใช้ในการเอาชนะก็คือธรรมของท่านนั่นเอง ดังนั้น พหูสูตของท่านที่กล่าวไว้ คือ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" จึงเป็นหลักการในการรักษาโรค กล่าวคือ ต้องใช้สมุนไพร เพื่อให้ท้องย่อย แล้วนำไปสร้างภูมิ เพื่อรักษาตัวผู้ทานเอง ถ้าเทียบเคียงกันก็คือ โรคเป็นตัวแทนแห่งกรรม ที่เป็นรูปธรรม สมุนไพรก็เป็นตัวแทนแห่งธรรมที่เป็นรูปธรรม ส่วนกรรมเป็นนามธรรม ก็เฉกเช่นธรรมที่เป็นนามธรรมเช่นกัน ทั้งสองคู่นี้ จึงเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ เพราะตั้งอยู่บนหลักการเดียวกัน นั่นคือ ผู้ผูกย่อมต้องเป็นผู้แก้ จะให้ใครมาทำแทนไม่ได้

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกเลย ที่หลักการนี้จึงมีคนนิยมน้อย เพราะต้องมารับสมุนไพรเอง มาเข้ากระโจมเอง แถมยังต้องรับธรรมไปปฏิบัติเอง คนมารับก็ว่าน้อย คนที่ประสบผลก็ยิ่งน้อยกว่าน้อย แต่ผู้ทำได้ย่อมประสบผลสำเร็จในการหายโรคอย่างแน่นอน และสิ่งที่แถมมาด้วย คือคนผู้นั้นจะกลายเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ เพราะเขาจะมีธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ อย่างน้อยก็หมวด "ตนพึ่งตน" "ให้สุขแก่ท่านสุขนั้นถึงตัว" และ "ทุกข์วันนี้เพื่อสุขวันหน้า" คนเหล่านี้คงไม่คิดที่จะกลับไปสร้างกรรมอีก เพราะเขาเชื่อแล้วว่า โรคเกิดจากกรรม ไม่ใช่ไปโทษการกินโน่นกินนี้ ทำอย่างนี้อย่างนั้น

ผู้ที่ประสบผลในยุคถ้ำกระบอก จึงมีแค่หลักแสน เท่านั้นเอง

บทสรุป ไม่มีหมอรักษาโรค ในโลกนี้ นอกจากตัวเอง
ไม่มีใครจะหายจากโรค โดยไม่เอาธรรมของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ

โรคที่ลุกลามเป็นปัญหาระดับโลกทุกวัน ก็เพราะขาดธรรมของพระพุทธเจ้านั่นเอง วันใดที่ธรรมของพระพุทธเจ้ากลับมาเบ่งบาน ย่อมดีกว่า ประกันภัย ประกันชีวิต หรือ ยาใดๆ อย่างแน่นอน เพราะ ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม แล้วท่านเชื่อเรื่องกรรมหรือไม่

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ดารากับการรักษาด้วยสมุนไพร

คนบางคน กล่าวร้ายป้ายสี โดยที่ไม่เคยได้ไปสัมผัสกับสิ่งที่พูดเลย ไม่ทราบเหมือนกันว่า เขาพูดหรือวิจารณ์สิ่งที่ไม่รู้ได้อย่างไร ไม่กลับบาปปากหรือ  สถานที่ของแม่ชีเมี้ยนเป็นมงคลสถาน ให้แต่สุขแก่ผู้มาเยือน ไม่ต้องโฆษณาหรือชวนเชื่อให้แห่กันมา เพราะไม่มีผลประโยชน์จากคนมา ไม่มีการเรียกเก็บเงิน มีแต่ชวนกันมาทำบุญ ทำทานแก่คนทุกข์คนยาก โดยวิธีต่างๆ บนหลักการของพระพุทธเจ้า คือ "ตนพึ่งตน" และ "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว"  การจะใช้ดารามาเรียกแขก ที่นั่นเขาไม่ทำกันหรอก เพราะหลักของพระพุทธเจ้า ในอดีตของยุคพระโคดม ก็เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่า คนอินเดียมีกี่ร้อยล้าน แต่สาวกของท่านมีแค่แปดหมื่นกว่าเท่านั้นเอง เพราะเหตุที่หลักของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ศาสนาขอ แต่เป็นศาสนาทำ คือ ต้องทำด้วยตนเอง พึ่งตนเอง จึงทำได้ยากและไม่เป็นที่นิยม สู้ไปขอจากผู้ที่ตนเองคิดว่าศักดิ์สิทธิ์ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ดีกว่า ขอปุ๊บ ได้ปั๊บ อยากนั้นแหละคนเขาชอบ แต่ที่เขานำดารามาให้ดูเป็นตัวอย่าง เพราะคนเหล่านี้เป็นที่รู้จัก จะได้เกิดความมั่นใจ และมีความหวัง  ไม่ใช่ มาทานสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน แล้วตายทุกราย หรือรอดทุกราย เขาเอาคนทำได้ ใครทำได้ ไม่ว่าเป็นขี้ข้า ยาจก คนธรรมดา แม่ค้า ดารา หรือ เศรษฐี ก็ล้วนแล้วมีสิทธิ์หายจากโรคได้ทุกคน ก็หายได้เพราะสมุนไพรฟรี หายได้เพราะปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเขาเหล่านั้นทำได้ ก็มีสิทธิ์หายได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร แต่ถ้าไม่ทำ ก็ได้แต่ฝันว่าจะหาย แต่เมื่อลืมตา โรคก็ยังอยู่กับเรา
ที่นั่นไม่มีหมอ มีแต่สมุนไพร และองค์ความรู้ของแม่ชีเมี้ยน ให้ไปรับมาทำ
ดังนั้น การที่จะนำดารามาโปรโมท ให้มาทานยาสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน คงไม่มีประโยชน์ อันใดกับชมรมไทยกรุณา หรือ มูลนิธิไทยกรุณา ทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้อะไรแน่ เพราะมาช่วยกันทำโดยไม่มีค่าจ้าง เงินเดือนอยู่แล้ว ส่วนที่เห็นดาราเดินกันไขว่ ก็เพราะเพื่อนดาราเขาประสพความสำเร็จ จึงมีผู้อยากมาลองเดินตามบ้าง ดาราที่ไม่ประสพผลก็มีมากหลาย
อดีตยุคถ้ำ ลองกลับไปถาม คุณปวีณา คุณอภัสรา หงสกุล ว่าสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนเป็นอย่างไร ทานไปแล้วยังสวยอยู่มาจนทุกวันนี้ และในปัจจุบัน ก็ลองถาม คุณธานินทร์ อินทรเทพ คุณปรียานุช ปานประดับ คุณแชมเปญ เอ็กซ์ หรือแม้กระทั่งคุณทูน หิรัญทรัพย์ ที่ตาใกล้บอด แต่มาได้สมุนไพรหยอดตาของแม่ชีเมี้ยน จากหลวงพ่อนิพนธ์ ทำให้กลับไปเล่นละครได้
จึงขอให้ผู้ที่คิดจะว่ากล่าว ไตร่ตรองให้ดี ลองไปสัมผัสเสียก่อน แล้วค่อยมาวิจารณ์ก็ยังไม่สาย ก็ขนาดพลเอกสฤษดิ์ ยังกลับตัวเมื่อรู้ความจริง แล้วท่านหล่ะ

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สี่ขุนพล ผู้ปกป้องสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน

ในช่วงของการเปิดรับรักษายาเสพติดของถ้ำกระบอก สิ่งหนึ่งที่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ผู้ที่ต้องการล้มสำนักสงฆ์แห่งนี้เสีย นั่นคือ ผู้ที่เสียผลประโยชน์อันมหาศาลในการค้ายาเสพติดนั่นเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในยุคแรกๆ ที่พระยังขาดประสบการณ์นั่นคือ การถูกวางยา ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยจนนับไม่ถ้วน หรือที่ร้ายแรงก็ถึงขั้นวางระเบิด

ในยุคนั้นเองก็มี นักเรียนนายร้อยผู้ที่ศรัทธาต่อหลวงพ่อนิพนธ์ อันเนื่องจากได้เห็นด้วยตนเอง ในการพาบิดา มารดา หรือญาติมารักษาตัว จนรักใคร่ในตัวหลวงพ่อนิพนธ์มาก อาทิเช่น ร้อยตรีวัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์ และเพื่อนรวมสี่คน จะมีหน้าที่เฝ้าอารักขาความปลอดภัยให้แก่ หลวงพ่อนิพนธ์ จนรู้กันว่า ไม่ว่าหลวงพ่อนิพนธ์ไปไหน จะมีนักเรียนนายร้อยทั้งสี่นี้ ตามติดอยู่ข้างกายไม่ห่าง

เหมือนหนังฉายซ้ำ การดำเนินการของหลวงพ่อนิพนธ์ ในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่เริ่ม จนถึงชมรมคนรักสุขภาพ กระทั่งเปลี่ยนเป็นชมรมไทยกรุณา ก็ยังคงสภาพนี้อยู่เช่นกัน

มีเรื่องจริงที่ปรากฏ ไว้เล่ากันเล่นในหมู่ของพวกชมรม คือ เมื่อครั้งไปเปิดการแจกสมุนไพร ที่ ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย นั้น ในละแวกนั้นเอง จะมีร้านขายยาอยู่ร้านเดียว เป็นร้านที่ขายดีมาก หลังจากการเปิดตัว รายได้จากการขายยาก็เริ่มตกลง จนในที่สุดก็ไม่มีคนมาซื้อยาเลย  เจ้าของร้านต้องใช้รถขยายเสียงไปโฆษณาที่สวนสมุนไพร ว่าอย่ามากินเลย เพราะมีผู้ทานแล้วกระเพาะทะลุ และอื่นๆ  เขาทำเช่นนี้ไม่นาน ก็ถูกแม่ซึ่งเป็นอัมพฤกษ์ด่าว่า เพราะไม่สามารถมาทานสมุนไพรได้ ด้วยความรักแม่ ชายผู้นี้จึงเลิกกิจการขายยา เปลี่ยนมาขายของชำ และพาแม่มารักษา จนหาย

จึงไม่น่าแปลกใจเลย ถึงแม้สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาเผยแพร่ จะผ่านการพิสูจน์มาเนิ่นนาน ทั้งในและต่างประเทศ แล้วก็ตาม ก็ยังหาหน่วยงานไหนกล้ามาสนับสนุน คิดไปคิดมา ก็น่าจะเกรงกลัวมาเฟีย ด้วยประการฉะนี้

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พลังศรัทธา ยุคแรก


ช่วงปี 2502 ยุคแรกเริ่มของการรักษาผู้ป่วยยาเสพติดของถ้ำกระบอก ซึ่งเป็นยุคที่จอมพลสฤษด์ ประกาศทุบบ้องฝิ่น อันหมายถึง ผู้สูบฝิ่นทั้งหลายกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายไปในข้ามคืน ปัญหาใหญ่ที่ประสพแก่พระคือการขาดซึ่งแหล่งน้ำ เพราะต้องลงมาแบกน้ำที่ด้านล่าง ซึ่งต้องเดินถึงสองกิโลเมตร ครั้งนั้น แม่ชีเมี้ยน หรือที่พระถ้ำกระบอกเรียก หลวงพ่อใหญ่ ได้เลือกทำเลบริเวณเชิงเขา และให้พระและเณรขุดลงไป ท่านกล่าวว่า น้ำจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วยยาเสพติดในการช่วยลดอาการจากการลงแดง ซึ่งภาษาพระเรียกลักษณะนี้ว่า "ชนน้ำ" จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น หลังจากขุดลงไปได้ไม่ลึกนั ก็เจอปัญหาใหญ่คือ ด้านล่างเป็นหินดา

ในครั้งนั้นเอง มีเจ้าสัวใหญ่ ผู้ซึ่งชอบพระป่า ได้เข้ามาดูกิจกรรมของพระถ้ำกระบอก คือ เจ้าของบริษัท เอื้อวิทยา อันได้แก่คุณณรงค์ เอื้อวิทยา ได้ขอความเห็นจากพระว่า เขาจะให้ลูกน้องมาเจาะหินและระเบิดหิน แล้วให้พระขนหินออก ทุกสามวันจะมาระเบิดให้ จนถึงตาน้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณณรงค์ ได้เอ่ยถามพระคือ ท่านแน่ใจหรือว่าด้านล่างมีตาน้ำ เพราะเขาสำรวจมาแล้วว่าไม่มี พระจึงตอบว่า ท่านเชื่อมั่นในหลวงพ่อใหญ่ จะต้องมีอย่างแน่นอน ในการระเบิดครั้งที่ห้า ก็ปรากฏน้ำพุ่งออกมา และท่านแม่ชีได้ตั้งชื่อ "บ่อแก้วพิศดาร" อันเป็นแหล่งน้ำที่ใช้สำหรับถ้ำกระบอกนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งทำให้เกิดความศรัทธาแก่พระและศิษย์ถ้ำกระบอกในยุคแรก มากยิ่งขึ้น

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มูลนิธิไทยกรุณา ไม่เก็บเงินจริงๆ หรือ

เมื่อไม่มีการรับเงินจากผู้ป่วย แต่เมื่อมาเห็นคนและกิจกรรมของชมรมแล้ว ทุกคนต้องสงสัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ชมรมนี้อยู่ได้อย่างไร เพราะมีค่าใช้จ่ายมากเหลือเกิน โดยไม่มีหน่วยงานของรัฐใดๆ เข้ามาดูแลเลย

บางคนก็ว่า น่าจะมีนักการเมืองหนุน บางคนก็ว่า สงสัยที่ว่าไม่มีการเรียกเก็บเงิน คงจะไม่จริงกระมัง  

บางคนก็ว่า ........ ไปตามแต่ละคนจะคิด

เมื่อลองเข้าไปสัมผัส เราจะเห็นบุคคลที่เป็นคนไข้ มีสองกลุ่มคือ

กลุ่มแรก คนไข้ทั่วไป บุคคลกลุ่มนี้จะเข้ามาทำกิจกรรม โดยไม่มีการเรียกเก็บเงินใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นบางกรณี เช่น การระดมทุนเพื่อกักตุนสมุนไพร อาทิเช่น พริกไทย หรือการร่วมบริจาคกับมูลนิธิฯ ในโอกาสวันครบรอบดับขันธ์ของแม่ชีเมี้ยนเท่านั้น จึงไม่เห็นมีกล่องหรือจุดรับบริจาคเงินใดๆ ในพื้นที่ของชมรมเลย

กลุ่มที่สอง กลุ่มนี้ มักจะเป็นบุคคลที่มีฐานะหน่อย ที่เข้ามารับการรักษา แล้วมีอาการตอบสนองเป็นที่พอใจ จึงผันตัวเข้ามาเป็นกรรมการ โดยบุคคลกลุ่มนี้จะบริจาคช่วยมูลนิธิฯ และในบางครั้งก็จะร่วมรับผิดชอบค่าก่อสร้างสาธารณูปโภคที่จัดสร้างขึ้น

ถึงแม้จะเป็นกรรมการ แต่สิทธิและขั้นตอนในการรับยา ยังคงเป็นเช่นเดียวกัน และต้องทำกิจกรรม เช่นการสวดมนต์ เหมือนกลุ่มแรก จะผิดกันก็แต่ว่า อาจจะได้รับความสะดวก เช่นที่จอดรถ หรือ กระบวนการยื่นบัตร ที่จัดให้ต่างหากเท่านั้นเอง โดยไม่สามารถเรียกร้องตามความต้องการ และอ้างการเป็นกรรมการใดๆ ได้

ที่สำคัญที่แตกต่างจากมูลนิธิอื่นอย่างเห็นได้ชัด คือ การรับบริจาคเพื่อช่วยกิจกรรมของมูลนิธิ ไม่เปิดให้คนนอกทำโดยเด็ดขาด ความหมายของคนนอกในที่นี้คือ ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนในการรับผลประโยชน์จากชมรม เช่น ไม่ได้มารับยา หรือเป็นญาติผู้ป่วย ก็จะไม่มีการรับโดยเด็ดขาด 

เพราะเหตุใด จึงมีกฎเช่นนี้ เท่าที่ทราบ เพราะในอดีตเคยมีนักการเมือง เสนอตัวมาเป็นผู้จัดหาทุน แต่ทางชมรมต้องตอบสนองความต้องการบางประการ ซึ่งไม่ตรงวัตถุประสงค์ของทางชมรม ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ก็เป็นได้

ความขาดแคลนนำสู่การกำเนิดของ มูลนิธิไทยกรุณา

แม้ว่า จะได้ใบประกอบโรคศิลป์แล้วก็ตาม ปัญหาที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากคลื่นมหาชนที่โถมเข้ามาทั้งที่ ศาลาขนมไทย และสวนสมุนไพร คือ ความขาดแคลนสมุนไพร ที่จะตอบสนองความต้องการ  ยิ่งไปกว่านั้น คือ หลวงพ่อนิพนธ์เอง ท่านไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไหว เพราะกิจกรรมทั้งหมด ไม่มีการเก็บเงินใดๆ ทั้งสิ้น รายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายขนมของศาลาขนมไทย และอีกส่วนหนึ่งได้รับจากกรรมการชมรมคนรักสุขภาพเท่านั้น
ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีความเห็น ให้ยุบการแจกสมุนไพรที่สวนสมุนไพรไปก่อน และคงเหลือการแจกเฉพาะที่ศาลาขนมไทยเท่านั้น  ปัญหาที่ตามมา คือ คนจากสวนสมุนไพรจำนวนไม่น้อย ย้ายมารับสมุนไพรที่นี่แทน ในขณะที่พื้นที่ของศาลาก็มีจำกัด ต้องรองรับคนจำนวนเป็นพัน การดำเนินการยิ่งทุลักทุเล ทำให้ต้องดำเนินการตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปสองสามทุ่ม จึงเป็นปัญหาแก่คนไข้ในการไปมาที่ไม่สะดวก
การประชุมของคณะกรรมการชมรม มีความเห็นว่า การดำเนินการในรูปแบบของชมรม ไม่เหมาะสมอีกต่อไป น่าจะมีการจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมา เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของสมุนไพรแทนหลวงพ่อนิพนธ์ เพราะรายได้จากร้านขายขนมก็ไม่มากเท่าใด อีกทั้งสามารถดำเนินการทางกฎหมายได้สะดวกกว่า จึงริเริ่มที่จะจัดตั้งมูลนิธิขึ้น โดยใช้ชื่อ "มูลนิธิไทยกรุณา" เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านการจัดสร้างสาธารณูปโภคที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเรื่องสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบ และได้เปลี่ยนชื่อ ชมรมคนรักสุขภาพ มาเป็น "ชมรมไทยกรุณา" แทน
ด้วยความเอื้อเฟื้อจาก คุณบุญเติม ติวานนท์ ได้จัดซื้อพื้นที่ด้านหลังเพื่อดำเนินกิจการของชมรมเพิ่มเติม มีการจัดสร้างอาคารเพื่อใช้ในกิจกรรมขึ้นหลายอาคาร

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สาธารณสุขยกทีมตรวจสวนสมุนไพรที่กาญจน์

กาญจนบุรี กระทรวงสาธารณสุข ยกทีมแพทย์ตรวจสอบสวนสมุนไพรชมรมคนรักสุขภาพ ดาราดัง พิศาล อัครเศรณีร่วมทีมรอรับการตรวจสอบเก็บข้อมูลเพื่อเสนอให้ใบประกอบโรคศิลปะ หลังจากการที่ได้นำเสนอข่าวประชาชนแห่รับการรักษาที่สวนสมุนไพรชมรมสุขภาพ อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี

วันนี้ (7 ธ.ค.49) เวลา 06.00 น. ชาวบ้านจากทั่วสารทิศจำนวนกว่า 3,000 คนเดินทางไปที่ สวนสมุนไพรชมรมคนรักสุขภาพ บ้านสลัดได หมู่ 1 ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เพื่อรอรับบัตรคิวเพื่อรับยาจากการรักษาของหลวงพ่อฉลอง จากวัดเพชรสมุทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเจ้าหน้าที่ชมรมได้เริ่มแจกบัตรคิวตั้งแต่เวลา 07.00 น.

จากนั้นเวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่ชมรมเริ่มเรียกผู้ป่วยที่รับบัตรคิวตั้งแต่ลำดับที่ 1 ถึง 100 เข้ารับการแจกยาน้ำและนั่งดื่มโดยให้กล่าวคำสวดมนต์เพื่อรำลึกถึงพระรัตนตรัยและบุญคุณของเจ้าของสูตรยา คือ แม่ชีเมี้ยน และหลวงพ่อนิพนธ์  ต่อจากนั้นเข้ารับการหยอดยาที่ตาทั้งสองข้าง เวลา 10.30 น.จำนวนผู้รับบัตรคิวเริ่มมีจำนวนมากขึ้นรวมประมาณเกือบ 2,000 ราย

เวลา 11.00 น. นายแพทย์สุรวิทย์ ศักดานุภาพ ผู้อำนวยการ รพ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรีได้เดินทางพร้อมคณะเข้ามาในสวนสมุนไพร โดยนายแพทย์สุวิทย์ ได้เดินถามชาวบ้านที่มารอการรักษาและยืนรอคณะขอเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาการ แพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุขที่จะเดินทางมาสมทบ

นายแพทย์สุรวิทย์ เปิดเผยว่า ตนเคยเดินทางมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่งและได้เข้าทำการรักษาตามขั้นตอนของสวน สมุนไพร โดยมาถึงรับบัตรคิวและจากนั้นรอการเรียกแล้วให้ดื่มยาน้ำสมุนไพร จากนั้นก็หยอดตาข้างซ้ายให้ 1 ครั้งเสร็จ ในครั้งนั้นตนได้เก็บตัวอย่างยาไปแล้ว

ต่อมาเวลา 11.10 น. นายพิศาล อัครเศรณี ดาราชื่อดังได้เดินทางมาที่บริเวณสวนสมุนไพรดังกล่าว โดยนายพิศาล เป็นที่ปรึกษาชมรมรักสุขภาพดังกล่าวด้วย โดยนายพิศาล ได้เดินเข้าไปที่บริเวณอาคารแรกที่แจกบัตรคิวแล้ว และได้ยืนสังเกตการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ชมรม

เวลา 11.30 น. นายสุทน ภรบัณฑิตปัทมา นักวิชาการ 7 กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกพร้อมคณะเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาการ แพทย์แผนไทยจำนวน 10 คน เดินทางโดยรถตู้สีขาวจำนวน 2 คันมาที่สวนสมุนไพรและสมทบกับคณะของนายแพทย์สุรวิทย์

ต่อมาเวลา 11.50 น. นายแพทย์บุญนำ ชัยวิสุทธิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรีพร้อมคณะได้เดินทางถึงที่สวนสมุนไพรเช่นกัน และได้สมทบกับคณะที่รอการเข้าตรวจสอบข้อมูลการเปิดรักษาโรคของสวนสมุนไพรดังกล่าว โดยคณะของกระทรวงสาธารณสุขได้เดินเข้าไปพบนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ประธานชมรมคนรักสุขภาพและนายพิศาลได้ให้การต้อนรับคณะของแพทย์ทั้งหมด จากนั้นนายประสิทธิ์ได้อธิบายคณะแพทย์เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการดำเนินการของสวนสมุนไพรฯ และได้พาคณะทั้งหมดดูกระบวนการปฏิบัติต่อผู้ที่มารับการรักษา

จากนั้นนายพิศาลได้พูดคุยกับกลุ่มผู้บริหารชมรมว่า ตอนนี้คงต้องหาเงินมาช่วยเหลือที่นี่อีก นายพิศาลกล่าวอย่างติดตลกว่า ผมคงต้องปล้นแบงก์มาช่วยที่นี่

หลังจากนั้น ผศ.อร่าม ศิริพันธิ์ ประธานที่ปรึกษาชมรมคนรักสุขภาพ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การที่ชมรมคนรักสุขภาพมาซื้อที่ดินเพื่อจะหาสมุนไพรและมีชาวบ้านที่สนใจเข้ามาช่วยพระสงฆ์ที่มาดำเนินการตรงนี้ หลังจากที่มาช่วยพระสงฆ์ปลูกยาเก็บยารักษายา พระสงฆ์ก็ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพให้ จากปากต่อปากได้มีคนมาเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นบางหมู่บ้านมีคนมารักษาอัมพฤกษ์ 2 คน รักษาอยู่ไม่นาน จากเป็นมา 8 ปี 10 ปีมารักษาประมาณ 3 อาทิตย์ก็สามารถเดินได้ ความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านมากันจำนวนมากจากหมู่บ้าน หนึ่งสู่อีกหมู่บ้านหมู่หนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าทำมานานหรือยังและรักษาโรคอะไรบ้าง ผศ.อร่าม ตอบว่า มาตั้งไม่นาน ไม่กี่เดือน ไม่เรียกว่าเป็นการรักษา แต่เป็นฟื้นทั้งระบบ เราไม่เรียกว่าเป็นการรักษา เหมือนกับเราทานข้าวปลาอาหารเข้าไปเพื่อที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงเติบโต เมื่อเราเจ็บป่วยไข้ไม่สบาย ร่างกายต้องการของอย่างเดียวกันเช่นข้าว ปลาอาหาร แต่ร่างกายต้องการมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นยามเราเจ็บป่วยเราต้องการสารกระเทียมมากกว่าปกติมากเป็น100 เท่า เราต้องการสารพริกมากเป็น 100 เท่า เราต้องการสารสิ่งที่เราขาดไม่ได้เช่นไพรซึ่งเป็นสิ่งที่เราทานกันไม่ได้ แต่ว่าในสูตรของสมุนไพรก็จะเกิดการปรุงทำให้สามารถรับสารตัวนี้ได้ แล้วร่างกายก็นำไปผ่านระบบพลังงาน

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า การเข้ารับการรักษาต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่ ผศ.อร่ามตอบว่า ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าแล้วทางชมรมเอางบประมาณมาจากไหน ผศ.อร่ามตอบว่า บรรดาคนที่รักษาหายก็เข้ามาช่วยกันดูแล ส่วนใหญ่เป็นการดูแลในเรื่องเอาวัตถุดิบ เช่น มะพร้าว เอามะกูด เอากระเทียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสมุนไพรมาให้  โดยหลักแล้วเราไม่รับเป็นเงิน รับเป็นตัวสมุนไพรที่เป็นหลักจริงๆ ผู้ที่มารับการรักษาจะไม่เสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว เราใช้คำว่าเราช่วยฟื้นฟูภูมิ ไม่ใช้คำว่ารักษาโรค ตนสอนหนังสืออยู่ที่รัฐศาสตร์จุฬา

ด้าน นายสุทน ภรบัณฑิตปัทมา นักวิชาการ 7 กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณะสุข ได้เปิดเผยการเข้ามาตรวจสอบว่า ประชาชนต้องการที่จะเข้ามาดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรือแบบธรรมชาติที่เป็นแบบวิถีชีวิตของชาวบ้านอยู่แล้ว มันก็เป็นบทบาทเรา การทำในลักษณะนี้ที่เขาให้บริการอยู่ เราก็มาดูทั้งหมดอยู่ 4 เรื่องหลักๆ

ส่วนที่ 1. เราจะดูสภาพแวดล้อมบริบทของชุมชน โดยจะสัมภาษณ์ที่อยู่รอบบริเวณนี้ เขามีการยอมรับเป็นการรักษาแบบนี้มากน้อยแค่ไหน หรือการเป็นหมอในการรักษามากน้อยแค่ไหน

ส่วนที่
2 จะดูตัวหมอว่าหมอคนนี้มีการรักษาอย่างมีคุณธรรมหรือมีจริยธรรมพอที่จะรับรอง สถานภาพการเป็นหมอพื้นบ้านที่จะดูแลสุขภาพของชาวบ้านได้หรือไม่ มันก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

ส่วนที่
3 ก็จะดูในส่วนของคนไข้ ในส่วนนี้จะดูตัวอย่างประมาณ 20 เคส เพื่อเป็นข้อมูลยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่า มีข้อมูลบันทึกไว้จริง และผลการรักษาของเขาได้ผลดีในกระบวนการรักษา

ส่วนที่
4 จริยธรรมคุณธรรมของหมอจะต้องไม่มีเก็บการรักษาและคนไข้จะต้องไม่เสียชีวิตหรือพิการจากการรักษานี้ อันเป็นจุดมุ่งหมาย ซึ่งถ้าเข้าแนวคิดนี้ของเราแล้ว ก็จะทำการเสนอต่อกองประกอบโรคศิลปะ เพื่อจะให้เขาได้ใบประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยเกี่ยวกับงานการแพทย์ พื้นบ้านเพื่อจะเป็นการันตีการปลอดภัยให้กับเขาเพราะเคยมีเคสตัวอย่างแล้ว

คนที่บำเพ็ญประโยชน์ของสังคมในลักษณะนี้ถูกทางโรงพยาบาลฟ้องร้องหาว่าเป็น หมอเถื่อน ไม่มีสิทธิ์รักษา ไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ อันนี้ถ้าเขาดีเราก็จะให้ประกอบโรคศิลปะเขา โดยหลังจากเราเก็บข้อมูลเหล่านี้แล้ว เราจะเอาข้อมูลเหล่านี้เสนอ จะมีกรรมการชุดหนึ่งจากกองประกอบโรคศิลปะจะลงพื้นที่มาสุ่มพิสูจน์ว่าข้อมูลที่เราให้ไปเป็นความจริงหรือไม่ จะมาสัมภาษณ์หมอ มาสัมภาษณ์ชาวบ้าน มีคุณธรรมจริยธรรมตามกฎเกณฑ์ตามที่เราตั้งพรบ.ตามนี้หรือเปล่า

หลังจากคณะของกระทรวงสาธารณสุขใช้เวลาในการตรวจสอบที่สวนสมุนไพรชมรมคนรักสุขภาพนานกว่า 1 ชั่วโมง จึงเดินทางกลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศแวดล้อมของชาวบ้านที่เห็นการเข้าพื้นที่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ มาตรวจสอบสวนสมุนไพรฯในครั้งนี้รู้สึกพอใจและพร้อมที่จะให้ข้อมูลการรักษา ของสวนสมุนไพรฯ ว่าได้ผลในการรักษาอย่างไรอย่างเต็มใจ

มีรายงานข่าวว่า ชมรมคนรักสุขภาพจัดตั้งสวนสมุนไพรในครั้งนี้ได้ติดเอกสารประกาศมีวัตถุประสงค์ของชมรมคนรักสุขภาพว่า
1. เป็นการรวมตัวกันของสมาชิกเพื่อฟื้นฟูสุขภาพด้วยการอบสมุนไพร ทานสมุนไพร
2. เพื่อให้สมาชิกเข้าใจแนวทางในการดูแลสุขภาพตามหลักธรรมชาติ รักษาธรรมชาติ
3. เพื่อให้สมาชิกของชมรมได้เกื้อกูลซึ่งกันและกันโดยไม่มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไร และ
4. ไม่มีการเรียกเก็บเงินใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะเปิดรักษาโรคในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ แค่ 2 วันเท่านั้น

มีรายงานข่าวว่า คณะกรรมการของชมรมคนรักสุขภาพมีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนที่ปรากฏชื่อเป็น ทั้งที่ปรึกษาและกรรมการชมรมดังกล่าว เช่น ศิลปินชื่อดังอย่าง พิศาล อัครเศรณี, ธานินทร์ อินทรเทพ, สุเทพ วงศ์คำแหง รวมถึงนายทหาร และนักวิชาการและนักธุรกิจร่วมอยู่ในทำเนียบที่ติดประกาศไว้ในบริเวณอาคาร อำนวยการของสวนสมุนไพรฯดังกล่าว

ที่มา: ข่าว นสพ.ผู้จัดการ

การขอใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ

จากการตรวจสวนสมุนไพร ที่ ต.หนองกุ่ม ในครั้งนั้น (7 ธ.ค.49) และการประสานงาน จากคุณศันสนีย์ นาคพงศ์ ได้ดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทเวชกรรมไทย โดยความร่วมมือจาก น.พ.วิชัย โชควิวัฒน์ ซึ่งเป็นเจ้ากรมการแพทย์แผนไทยขณะนั้น นำมาซึ่งการออกใบอนุญาต ให้หลวงพ่อนิพนธ์ เลขที่ พท.ว.๑๖๒๑๐  

การในครั้งนั้นน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับคนไทย แต่น่าเสียดาย ที่ น.พ.วิชัย ซึ่งเล็งเห็นคุณค่าในกิจกรรมของชมรมคนรักสุขภาพ และคิดจะสนับสนุน เพราะก่อนหน้านี้ได้ปลอมตัวมาเป็นคนไข้ ศึกษาอยู่ก่อนหน้าถึง ๓ เดือน เพื่อเก็บข้อมูล  ในการครั้งนั้น ได้กล่าวว่า ตัวท่านเองเป็นเจ้ากรมมา ๕ ปี อยากจะมีผลงานก่อนเกษียณอายุราชการ แต่ยังไม่พบผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริง ตัวกรมเอง มีงบประมาณอยู่ ๕๐๐ ล้านบาท จึงไม่เคยนำออกมาใช้ คิดว่าครั้งนี้จะได้ทำและได้ผลเป็นแน่ แต่ปรากฏการณ์ของเมืองไทย เกิดฟ้าผ่ากลางวัน ท่านจึงถูกย้ายในทันที ทำให้ความฝันของท่านที่จะช่วยคนไทยก็หมดไปด้วย

ก่อกำเนิด ชมรมคนรักสุขภาพ

ในการมาของ คุณเปี๊ยก พิศาล อัครเสนี ซึ่งรู้จักกับหลวงพ่อมานานแล้ว ได้พาเพื่อนสนิท คือ คุณธานินทร์ อินทรเทพ ซึ่งหมอนัดทำบายพาสหัวใจ ตอน ๗ โมงเช้า คุณพิศาล ได้ไปนำตัวจากเตียงคนไข้ตอน ๖ โมง และพามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อรักษา  หลังจากนั้นไม่นาน ก็ตามติดมาด้วย อาจารย์สุนทร เฉลิมสันต์ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งคุณพิศาล ได้ไปเรียนที่นั้น จึงแนะนำมา จนมาถึงอาจารย์อร่าม ศิริพันธ์ ซึ่งสอนรัฐศาสตร์จุฬา คุณบุญเติม ติวานนท์ เจ้าของกิจการสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ย่านนนทบุรี คุณประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ซึ่งเป็นนักเล่นหุ้นหนุ่ม ที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของเมืองไทย รวมถึงกลุ่ม คุณสุเทพ วงศ์กำแหง คนเหล่านี้ได้มารวมตัวกันทานสมุนไพร และมีแนวคิดที่จะขยายขอบเขตการให้การรักษา แนวทางของแม่ชีเมี้ยน ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงได้ริเริ่มจัดตั้งชมรมคนรักสุขภาพขึ้น และเริ่มเปิดให้การรักษามากยิ่งขึ้น โดยยังใช้สถานที่ คือ ศาลาขนมไทย เป็นที่ดำเนินการอยู่  จนต่อมาได้มีการขยายไปยัง ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย จึงต้องมีการย้ายพระจากศรีสวัสดิ์ มาจำวัดที่หนองกุ่ม เพื่อเป็นผู้ดำเนินการ แค่เพียงไม่กี่เดือน สถานที่กลางป่า ที่ไม่มีคนคิดแม้แต่จะเดินผ่าน ได้กลายเป็นเมืองที่มีผู้คนนับพัน มารวมตัวกันอย่างไม่น่าเชื่อ

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การย้ายสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก

หลังจากการเปิดสำนักที่ลพบุรีได้ไม่นาน จำนวนผู้คนที่แห่มารักษาโรคได้ทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนรอบด้านสำนักสงฆ์ เต็มไปด้วยร้านค้า และที่พัก เพื่อบริการให้แก่ผู้ป่วย มีการมาตรวจสอบโดยสาธารณสุขหลายครั้ง หลายครา เพื่อพิสูจน์สมุนไพร ว่ามีอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ มีสารสตียรอยด์หรือไม่ และมีการจะให้ปิดสำนักอยู่หลายครั้ง ด้วยเหตุเดียวคือ ไม่มีใบอนุญาต หรือที่เรียกกันว่า ใบประกอบโรคศิลป์  ผลการตรวจทุกครั้ง ก็ไม่เคยมีปัญหาใดๆ และเนื่องจาก มีประชาชนจำนวนมากที่มารับการรักษา และได้ผล ทำให้สำนักสงฆ์แห่งนี้ยังคงเปิดอยู่ได้

กระนั้นก็ตาม สิ่งที่เป็นปัญหาอีกประการก็คือ วัตรปฏิบัติของท่าน ทำให้วัดข้างเคียงได้รับผลกระทบ จนประกาศไม่รับบวชพระให้แก่สำนักสงฆ์นี้ และที่สำคัญ พระที่จะบวชวัดนี้ส่วนใหญ่แล้วล้วนแล้วแต่พระอาพาธ หรือไม่ก็ติดยาเสพติดมาก่อนล้วนแล้วทั้งสิ้น จึงเป็นเหตุให้ปฏิเสธโดยง่าย

ฟ้ามีตา สำนักสงฆ์แห่งนี้ จึงได้อุปัชฌาย์ที่เป็นกำลังหลักที่สำคัญ คือ พระครูสุวรรณเจดีย์ แห่งวัดสุวรรณเจดีย์ ต.มหาราช อยุธยา ท่านได้เล็งเห็นคุณค่าในสิงที่หลวงพ่อนิพนธ์ทำ จึงอนุญาตให้ผู้ป่วยที่เลิกยาเสพติดแล้ว หรือเริ่มฟื้นตัวและมีความประสงค์จะบวช มาบรรพชาได้ที่วัดของท่าน  สำหรับผู้ป่วยที่ยากจนก็บวชให้ฟรี บางครั้งท่านเจ้าอาวาสเองก็จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ท่านกระทำอย่างนี้ จนปัจจุบัน มีตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัด ก็ยังทำให้อยู่ โดยไม่เคยมีพระที่ท่านบวชให้สำนักสงฆ์แห่งนี้ ทำให้เสื่อมเสียถึงตัวท่านแม้แต่สักครั้ง  ท่านถึงกับกล่าวว่า ท่านไม่นึกว่า สถานที่นี้จะช่วยคนมากมายถึงขนาดนี้ ไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อนในชีวิต ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนกิจกรรมของที่นี่

กระนั้นก็ตาม เพื่อหลีกเลียงการกระทบกระทั่งกัน ในที่สุด หลวงพ่อนิพนธ์ จำต้องย้ายสำนัก ไปที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี กระนั้นก็ตาม ก็จะมีชาวกระเหรี่ยง มอญ และชาวบ้านแถวนั้น มารับการรักษามากมายเช่นเดิม

หลังจากการย้ายสำนักจากศรีสวัสดิ์ กลับมาที่ลพบุรีอีกครั้ง ก็ไม่มีการเปิดรับรักษาเป็นทางการ จะมีก็แต่ลูกศิษย์เพียงไม่กี่สิบครอบครัว ที่ยังเวียนไปมา และแนะนำผู้ใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ติดยาเสพติดมาเลิก และเริ่มมีผู้ป่วยเอดส์เข้ามา  ในยุคแรกๆของผู้ป่วยเอดส์นี้ หลวงพ่อจะทำการรักษาจนฟื้นตัว และให้บวชทุกคน  ผลที่ปรากฏ พระรุ่นนั้น เมื่อสึกแล้วยังมีชีวิตอยู่ครบทุกคน แถมบางรายกลับไปแต่งงานมีลูกได้เป็นปกติอย่างน่าอัศจรรย์  ส่วนตัวหลวงพ่อนิพนธ์เอง ก็ย้ายจากบ้านที่ตำบลท่าเรือ มาเริ่มสร้างศาลาขนมไทย เพื่อขยายการรักษาให้เพิ่มมากขึ้น  โดยอาศัยการขายขนมไทย และขนมในเทศกาลต่างๆ เป็นหลัก ในการนำมาจัดซื้อสมุนไพรให้ผู้ป่วย และต่อมาอีกไม่นาน พระก็ย้ายกลับไปยังศรีสวัสดิ์อีกครั้ง เพื่อเตรียมสร้างสถานที่ไว้รองรับผู้ป่วยในอนาคต โดยมีเหตุผลหลักคือ เพื่อให้ผู้ป่วยเอดส์มีสถานที่ที่เหมาะแก่การฟื้นฟูสุขภาพ ในช่วงนี้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้รับผู้ป่วยเอดส์กลุ่มหนึ่ง ทดลองให้ไปอยู่ ณ.สถานที่นี้ ซึ่งดูแล้วจะโหดร้ายเพราะเป็นเขา และห่างไกลผู้คน แต่ผู้ป่วยเหล่านั้นกลับมีอาการดีวันดีคืน และได้แยกย้ายกลับบ้านบ้าง จะยังคงมีเหลือมาช่วยงานของชมรมจนปัจจุบันอยู่บ้างไม่กี่คน ซึ่งถ้าไม่บอก คงไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเหล่านั้นได้เคยประสพอะไรมาบ้าง

เรื่องของชีวิต อาศัยหลักพุทธศาสนาและสมุนไพรเท่านั้น

คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถ่ายทอดมา โดยแม่ชีเมี้ยน ได้สาบสูญไปอย่างน่าเสียดาย ที่มีอยู่ก็เล่นแร่แปรธาตุเพื่อประโยชน์ส่วนตน หาได้นำแก่นมาเผยแพร่ให้ชนชาวไทยมาปฏิบัติให้เกิดความร่มเย็น สมกับที่กล่าวว่าเป็นเมืองพุทธ ที่น่าเสียใจที่สุด คือ การเสียสละของแม่ชีเมี้ยนทั้งชีวิต เพื่อให้เมืองไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง ไม่เป็นผล และไม่มีผู้ใดกล่าวถึงอีกเลยแม้แต่น้อย

สิ่งหนึ่งที่เป็นพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ได้กล่าวก่อนการละสังขาร คือ "จะมีพระพุทธเจ้ามาสืบศาสนาต่อจากพระพุทธโคดม ในประเทศพม่า ในอีกไม่นานนี้" ในอีกไม่กี่ปีนี้ คำกล่าวนี้ก็จะพิสูจน์ตัวเอง และเมื่อนั้นจะมีการสังคยานาพระพุทธศาสนา เราจะได้เห็นของจริงว่าเขาทำกันอย่างไร ตรงตามที่แม่ชีเมี้ยนได้เคยสอนสั่งพระที่ถ้ำกระบอกให้ทำหรือไม่  ว่าพระพุทธกาล เขากินมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ เดินธุดงค์เป็นวัตร และกระทำตัวเหมือนพระกรรมกร  คนที่อยากได้อะไรเมื่อไปหา พระของพุทธศาสนาก็จะบอกว่าไม่มีหรอก อยากได้ก็เอาธรรมไปปฏิบัติ ถ้าทำได้ก็จะได้ตามปรารถนา

ถึงวันนี้ สิ่งสุดท้ายที่แม่ชีเมี้ยนเหลือไว้ให้ คือ สูตรสมุนไพร ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้นำมาใช้อีกครั้ง เพื่อยืนยัน หลักธรรมชาติของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้  คือ หลัก "ตนพึ่งตน" อันเป็นสัจจะธรรมที่ทิ้งไว้ให้แก่มนุษย์ จะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ให้ชาวไทยและชาวโลกได้เห็นว่า เรื่องของชีวิต ต้องอาศัยหลักของพระพุทธศาสนา และสมุนไพร เท่านั้น จึงจะกอบกู้ได้ หาใช่วิทยาศาสตร์ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เกจิใดๆ แม้กระทั่งหมอ

แต่ถ้าเรื่องอื่น เราก็ต้องยอมรับว่าวิทยาศาสตร์เขาเก่ง สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ ปัญหาที่ท้าทายสิ่งนี้ คือ จำนวนของผู้เป็นโรคที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ในแต่ละประเภทของโรค และมีแต่คำกล่าวจากอนามัยโลกว่า ยังไม่สามารถรักษาได้ และมหันตภัยที่กำลังถาโถม คือ ยาเสพติด และโรคเอดส์ ถ้าคนเหล่านี้ลุกฮือขึ้น เพื่อให้รัฐบาลตอบสนองความต้องการ จะทำอย่างไร

แม่ชีเมี้ยนจึงกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ตำราที่ฉันให้ จะมีประโยชน์แก่ประเทศไทย ในอีก ๔๐ ปีข้างหน้า
ปี ๒๕๓๐ เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ตั้งสำนัก จึงได้ลองรับผู้ป่วยประเภทนี้มารักษา และประสพความสำเร็จหลายราย บางรายกลับไปแต่งงานมีลูก ก็ไม่มีเชื้อแต่อย่างใด  บางคน โรงพยาบาลพระบาท ได้แนะนำมาให้หลวงพ่อรักษาตัว และอยู่มาจนทุกวันนี้ เป็นกำลังอุทิศตัวช่วยกิจกรรมของชมรมไทยกรุณา โดยที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้เลยว่า คนเหล่านี้ผ่านวิบากจากโรคนี้มาเพียงใด เพราะแข็งแรงจนน่าตกใจ  เวลา จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่า คำกล่าวของแม่ชีเมี้ยน จริงหรือไม่

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44