วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ยุคที่ ๓ ของไทย

การจากไปของหลวงพ่อนิพนธ์ และทิ้งอำนาจไว้ให้ท่านอาสิ ผู้ซึ่งเป็นลูกชาย ให้สืบต่อปณิธาน ในการเผยแผ่ศาสนาพุทธในแผ่นดินไทย

อ.อร่าม เรียกว่า เป็นยุคที่ ๓ ของคนไทย

ภาพที่เห็นที่หลวงพ่อนิพนธ์เคยอุปมา เมื่อเทียบกับครั้งถ้ำกระบอก คือ ทองคำที่อยู่บนพานทอง ด้วยธรรมคำสอน อยู่กับผู้ปฏิบัติที่เป็นพระ

ครั้นแม่ชีเมี้ยนมอบให้แก่ตัวท่าน หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า เสมือนทองคำอยู่ในส้วม ด้วยสภาพที่ตัวท่านก็นุ่งกางเกง มีการดำเนินชีวิตเสมือนคนทั่วไป ยากแก่การทำใจของหลายคน

แลมาวันนี้ ศาสน์ก็ให้ผู้ถืออำนาจ ถอยไปอีก ดุจดั่งจะลงโทษคนไทย ที่มีของดีแต่มองไม่เห็น มีของดีแต่ไม่เอามาทำ เพื่อช่วยตน ด้วยผู้ที่ถืออำนาจ มิเพียงนุ่งกางเกง หากแต่ยังมีวัยวุฒิที่ยังน้อยในสายตาคนทั่วไป

อ.อร่าม จึงกล่าวว่า ภาพนี้ยิ่งทำให้คนเข้าถึงยากขึ้น ต้องทำใจมากขึ้นหากอยากได้ สิ่งดีๆของศาสนา มาช่วยตน

นั่นหมายความว่า การได้มายิ่งยากขึ้น แลในทางกลับกัน ผู้ที่ทำได้ ผลที่ได้ย่อมมหาศาล เช่นกัน

หากจะให้กลับเป็นบุญอีกครั้ง ก็ต้องเข้าหาท่านอาสิ ให้รับรู้อนุญาต

ด้วยศาสนา เป็นศาสน์ที่มีเจ้าของ มีตัวแทนเป็นผู้ถืออำนาจ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวตนของเราท่าน เมื่อการณ์เปลี่ยน ทำใจได้ไหม

ผลก็จะเป็นเครื่องชี้เองว่า ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะ ผลแห่งการฟื้นฟูตน ย่อมทำให้ผู้ทำรู้ได้เองว่า เป็นจริงดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวหรือไม่ ที่ว่า สถานการณ์เปลี่ยน จักทำเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว

บทสรุป ที่ศาสน์ให้ภาพสวย คือ ไหว้ผู้ปฏิบัติแต่เป็นหญิงคนไทยไม่รับ กลายเป็นไหว้คนนุ่งกางเกง ก็ยังไม่ตื่นตัว วันนี้ ต้องมาไหว้ มิเพียงแต่นุ่งกางเกง แต่ยังด้อยวัยวุฒิ เสียอีก .. เราก็รอดูว่า คนที่ผ่านได้ ทำใจได้ ผลจักเป็นเช่นไร

เราจึงอยากชี้ช่อง การกระทำที่เคยเป็นบุญในอดีต ที่หลวงพ่อนิพนธ์เคยบอกให้ทำ ในการเป็นจิตอาสา แล้วทำใจไม่โกรธ แลสิ้นสภาพการทำแล้วเป็นบุญไป พร้อมกับการลาสังขารของหลวงพ่อนิพนธ์

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เหนื่อยแน่

การมอบตำราสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ สิ่งหนึ่งที่ได้เตือนและแนะนำแก่หลวงพ่อนิพนธ์ ให้เป็นตัวเลือก นั่นคือ ประเภทของคนที่จะช่วย และสถานที่ตั้ง

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า หากสถานที่ตั้งอยู่ที่ลพบุรี ท่านก็จะดำเนินงานไปได้สะดวก หากแต่ถ้าจะเลือกไปยังกาญจนบุรี ทางของท่านก็ยากลำบาก และด้วยความที่หลวงพ่อนิพนธ์มีนิสัยเป็นนักสู้ ชอบท้าทาย จึงเลือกกาญจนบุรี ในที่สุด

แลยิ่งไปกว่านั้น แม่ชีเมี้ยนยังกำชับอีกว่า หากท่านจะเลือกช่วยคนให้ได้ผล และไม่เหนื่อยมาก ก็ควรเลือกบุคคลที่ไม่ใช่โรค งานของท่านก็จะง่ายไม่ลำบาก

แม้นว่าในขณะที่มอบตำรานั้น โรคชนิดนั้นยังไม่ปรากฎ แต่แม่ชีเมี้ยนก็บอกว่าท่านก็รอไปอีก๒๐ ปี

นั่นคือ การให้เลือกที่จะเปิดบำบัดยาเสพติด และโรคที่ทราบในภายหลังที่เรียกกันว่า "เอดส์" นั่นเอง

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า โรคทั้งสองนี้ ด้วยความที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรค หากแต่มนุษย์ไม่รู้วิธีแก้ที่ถูกต้อง จึงเสมือนเส้นผมบังภูเขา การช่วยก็ทำได้ง่าย ด้วยหนึ่ง ผู้เป็นอับจนหนทาง แลมีความอยากหายเป็นกำลังเสริมนั่นเอง บอกสิ่งไรก็ปฏิบัติตามโดยง่าย

แต่ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงละเลยคำเตือนเหล่านี้ ด้วยหวังว่า คนทุกข์ยากทุกข์หมู่เหล่าจะได้มีโอกาส แม้นจะยากลำบากสักเพียงไหน ก็จะอดทนสู้ เพื่อให้คนเหล่านั้นได้มีโอกาสมาเจอะเจอศาสนา และช่วยตน

แล้วในที่สุด ก็เป็นดั่งคำของแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์จึงตกในสภาวะ "ช่วยเขาแล้วเราตาย" ดั่งที่พระอาสิได้กล่าวในวันงาน ด้วยความเมตตา ทำให้หนทางแต่เดิมที่ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี ๓๐ คือ ใครเป็นอะไรไม่สน ขอให้บวชแล้วสอนให้ทำตน หากผู้ใดทำได้คนนั้นก็รอด

มาในยุคหลังหลวงพ่อนิพนธ์ก็โอนอ่อนผ่อนตาม ด้วยเมตตา และให้โอกาส ยังไม่ต้องบวช หวังว่าสักวันหนึ่งคนที่ช่วยไว้ จะสำนึ่กในคุณที่ศาสนาช่วย กลับมาทำตนในศาสนาบ้าง แต่ยิ่งนานวัน ก็หาเห็นไม่

วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงแยกแผ่นดิน ให้เห็นเด่นชัด ใครไม่ไปแผ่นดินบุญ ไม่คิดทำตน ไม่ว่ากัน แต่จะทำให้ดูว่า แผ่นดินทาน ที่มีสมุนไพรเป็นพี่เลี้ยงนั้น เป็นได้แค่เพียงที่หลบภัย แต่หาปลอดภัยไม่

ด้วยกรรมที่ทำมา ผลยังไม่เกิด เราท่านทั้งหลายจึงประมาท การจะพัฒนาตน แล้วไปเรียนวิชาบุญมาทำ เพื่อทำพรหมลิขิตใหม่แห่งตน ให้ปลอดภัย จึงเป็นไปได้ยาก ครั้นกรรมมา ร่างกายสภาพไม่พร้อม อยากจะไป ก็ทำไม่ได้แล้ว หรือไม่ทันแล้ว

ยุคนี้จึงกล่าวได้ว่า เป็นยุคที่คนไทยเหนื่อยแน่ เพราะไร้ซึ่งต้นบุญต้นอำนาจ มาสั่งการทำให้เป็นบุญ ต้องอาศัยสติปัญญาของตน แหวกพรหมลิขิตเดิม ความเห็นเดิม เพื่อพาตนไปพัฒนานิสัย เอานิสัยพระพุทธเจ้ามานำตน ลดนิสัยเดิมให้เป็นบุญ

นั่นหมายความว่า กรรมมันแรง แต่หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้เห็นว่า อำนาจธรรมเขาเหนือกว่าอำนาจกรรม ดังนั้น ผู้ใดที่แหวกมาถึงแผ่นดินศาสนา แล้วทำตนได้ บุญที่ได้ย่อมแรงนัก ไม่ว่าโรคอะไร หนักสักเพียงไหน ย่อมหายได้อย่างแน่นอน

เราก็รอดูว่า จะมีสักกี่คน ที่ผ่านกรรมของตน แลทำตนจะชีวิตปลอดภัย และก็เชื่อว่า ต้องมีคนไทยที่ทำได้อย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เหมือนกัน

โลกขอกกรรม หรือ โลกโลกียะ มีเช่นไร โลกของธรรม หรือ โลกของโลกุตระ ก็มีเหมือนกันเช่นนั้น

โลกของกรรม มีกรรมชั่ว ให้เลือกทำ ก็มีกรรมดีให้เลือกทำ แล้วแต่ใครจะเลือก

สิ่งที่ควรรู้และต้องรู้ นั่นคือ เมื่อเป็นกรรมเหมือนกัน ศักดิ์จึงเท่ากัน ไม่ก้าวก่ายกัน หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า "กรรมดี" จึงแก้ไข "กรรมชั่ว" ที่ดลบันดาลให้เกิดโรคแก่เราท่านได้

สิ่งที่จะแก้ไขโรค อันหมายถึง โรคตาย หรือ โรคที่มาเพื่อดับชีวิต จึงไม่สามารถใช้กรรมดีได้ และยิ่งไม่สามารถใช้ความคิด ที่มีใดๆในโลก ซึ่งเป็นความคิดกรรม มาแก้ไขได้เช่นกัน
จึงนั่งยัน ยืนยัน นอนยัน ได้เลยว่า ไม่ว่าเวลาผ่านไปสักฉันใด จะไม่มีทางค้นพบยารักษา หรือวิธีใด ที่มาแก้ไขโรคตายเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน

เพราะนั่นเป็นการเอาความคิดกรรม มาชนะกรรม ที่ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน ได้แต่ขายฝัน หรือ บิดเบือน ให้เข้าใจผิด หลงผิดเท่านั้นเอง

ศาสนา หรือ อำนาจธรรม หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เป็นอำนาจนอกโลก ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เราท่านจึงสามารถใช้ความรู้นี้ และอำนาจนี้ในการช่วยตน ให้พ้นโรคได้นั่นเอง

แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ และไม่เคยได้ยิน นั่นคือ อำนาจของศาสนา เมื่อทำถูก ผลถูกก็มหาศาล หากแต่ถ้าทำผิด ผลผิดก็ทวีคูณเช่นกัน นั่นก็คือ มีทั้งคุณและโทษ เหมือนอำนาจกรรมนั่นเอง

องค์ความรู้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่เราท่านต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะได้นำไปพิจารณา แล้วเลือกที่จะทำ ในสิ่งที่ช่วยตน

อย่าไปหลงตาม ความเชื่อเดิมๆ และกระทำแบบเดิมๆ เพราะสิ่งที่เราท่านทำมาในอดีต ความเชื่อเหล่านั้น ไม่มีอำนาจจริง การกระทำจึงไม่มีผล จะไปวัด แล้วร้องรำทำเพลง คุยตลก โปกฮา ไม่ว่าวัดใดในโลก สักฉันใด ก็ทำได้ เพราะนั่นมันสิ่งศักดิ์สิทธิ์คิดเอาเอง หากแต่อยู่ในแผ่นดินหรือวัดของแม่ชีเมี้ยน ขืนไปทำอย่างนั้น สภาพคงไม่น่าดู

แผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน การกระทำใดๆ ทำแล้วมีผล นั่นแสดงว่า มีอำนาจจริง จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมแค่สวดมนต์ ทำกิจกรรม และเปลี่ยนพฤติกรรมบางสิ่งบางอย่าง คนทั้งหลายจึงสามารถหายโรคได้

แต่ก็อยากเตือนสติไว้ว่า ทำถูกผลถูกก็เกิด หากทำผิด ปล่อยตามนิสัยตนแล้วไซร้ ผลผิดก็เกิดเช่นกัน หากไม่ชอบ ก็ทางใครทางมัน อย่าเอานิสัยตน มาใช้ที่นี่ มันน่ากลัวกว่าโดนกรรมเสียอีก

เพราะไม่ว่ากรรมใดที่ทำในโลกใบนี้ ยังไม่เคยมีใครถูกธรณีสูบ แต่กรรมที่ทำกับศาสนา ในประวัติศาสตร์ก็มีจารึกให้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง มาแล้วว่า แม้นแต่ธรณียังรับไม่ไหว