วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ซ้ำรอยเก่า

ย้อนยุคถ้ำกระบอก เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์รักษายาเสพติด ความจริงก็คือความจริง คนชอบเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ

จึงไม่ต้องแปลกใจ สมัยนั้นกิจกรรมอย่างหนึ่งของพระถ้ำกระบอก ที่มีแต่คนในรู้ นั่นคือ การถูกวางยาพิษในอาหาร เรียกว่า กินเป็นขนมเลยก็ว่าได้

ใครอยากรู้ ไปถามอาเส่ย คนเก็บใบยา ไอ้ที่ว่า โดยยาพิษ จนต้องคลาน ตาแทบระเบิด รสชาดมันเป็นยังไง

ยิ่งกว่านั้น คำสอนของแม่ชีเมี้ยน ก็ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ในวัย ๒๐ ต้องชนกับพระระดับท่านสมเด็จ ทีเดียว ๕ รูป เรียกว่าโต้กันถึงพริกถึงขิง ขนาด ท่านสมเด็จโกรธจนลุกขึ้นมาจะเตะ

ดังนั้น วันนี้ก็ไม่แปลก ที่สิ่งเหล่านั้นจะกลับมาเป็นเช่นนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เรื่องที่บอก เรื่องที่เล่า ไม่ได้คิดจะล้มล้างใคร ถือว่าฟังเล่น เป็นนิทานก็แล้วกัน ใครจะรับหรือไม่รับ ก็แล้วแต่พิจารณา

แต่อยากเตือน เราท่านไว้ว่า สถานที่นี้ ย่อมหนีไม่พ้นรอยเก่า นั่นคือ คนชอบก็มีเยอะ คนเกลียดก็มีมาก ...

เพียงแต่ ตอนนี้ มะเร็งเป็นสิ่งที่ทางโลกเขาหมดปัญญาแล้ว การเปิดศูนย์มะเร็ง และรับผู้ป่วย แม้นจักผิดกฎหมาย เพราะไม่มีใบจัดตั้งสถานพยาบาล คนเหล่านั้น เขาก็แกล้งมองไม่เห็น ด้วยยังคงมีมโนธรรม

ดังนั้น วันใดที่เราท่านได้ยินเรื่องราว ที่ฟังแล้วทำให้ต้องทิ้งที่นี่ไป ก็คงช่วยไม่ได้ หากแต่ความจริง ตราบใดที่ยังมีคนหายโรค ... แสดงว่าสิ่งที่ทำยังคงถูกต้องตามบัญญัติของฟ้าดิน เป็นเพราะกรรมของเราท่านเอง

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ถ้ำกระบอกมีแม่ชีเมี้ยน มีบุญปกป้องพระในอดีต วันนี้ก็เช่นกัน ที่นี่ก็ยังคงมีบุญปกป้อง ... ใครจะคิดร้ายก็คงห้ามไม่ได้ หากแต่อดีตก็มีให้เห็น ปลอมมาเป็นพระ แม่ชีเมี้ยนให้สึกสักฉันใดก็ไม่ยอม ท้ายสุดก็โดนคานถล่มมาทับ ตายในท่านั่งแบกคานนั้นเอง

เฉกเช่นถ้ำกระบอก ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัส ใครก็มาทำลายไม่ได้ นอกจากตัวของพระเอง ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ที่นี่ก็เช่นกัน ไม่ชอบก็ต่างคนต่างอยู่ ปลอดภัยกว่า ... อย่าทำตนเป็นเทวทัต จะรับกรรมไม่ไหว

ประเภท เอาขวดน้ำใส่ยาฆ่าแมลง แล้วนำกลับมา ... กรรมอย่างนี้ทำไปทำไม

ลักษณะของพระ ของพระพุทธเจ้า

เมื่อครั้งแม่ชีเมี้ยน เกลี้ยกล่อมให้หลวงพ่อนิพนธ์บวชเป็นพระ ก็ได้พูดจาหลอกล่อ จากเริ่มต้นให้บวชแค่ ๑๕ วัน แล้วอนุญาตให้สึก

เวลา ๑๕ วัน ที่ยอมบวช แม่ชีเมี้ยนก็พูดสอน จนกลายเป็นบวชไม่สึก

ความแรก ที่เป็นข้อโต้เถียงกัน ระหว่างสามเณร กับแม่ชีเมี้ยน นั่นคือ การรู้ถึงความอยากของสามเณร ที่เพื่อนๆ ในกลุ่มที่มีหัวดี ชวนชักกันไปสอบเรียนแพทย์ ... คือประกายที่แม่ชีเมี้ยนนำมาจุดนั่นเอง

ทรงตรัสว่า การไปเรียนแพทย์ ก็หาช่วยคนให้หายจากโรคได้สักคนไม่ หากเณรอยากช่วยคนให้หายโรค ต้องเรียนวิชาสมุนไพรและธรรมของพระภูมี จึงจะเห็นคนหายโรค

การเรียนธรรมของพระภูมี ก็ต้องเอาวินัยที่บัญญัติไว้มาปฏิบัติ นั่นคือ ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ ถือธุดงค์เป็นวัตร

คำถามที่ถูกยิงจากสามเณรไปยังแม่ชีเมี้ยน จึงมีว่า ทำไมพระของพระพุทธเจ้า จึงต้องทำเยี่ยงนั้น

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสตอบว่า ก็ด้วยเหตุที่การตัดทรัพย์สินสิ่งที่มี หาเป็นบุญไม่ แม้นจะมากสักฉันใด เอาเงินทองหมดพระคลัง ก็หาบุญไปนิพพานไม่ได้ อันหมายความว่า อยากเห็นบุญ อย่ามองสูง ไม่มีทางเห็น ให้มองต่ำ

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ฟังว่า นั่นจึงเป็นเหตุที่ให้พระโคดม ทิ้งวัง ทิ้งราชรถ มาเดินกลางดิน กินกลางทราย แล้วใช้สมบัติที่ทุกคนมีอันมหาศาลมาแสวงหาบุญ นั่นคือ นิสัยสันดานของตน สร้างคุณสมบัติให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อหนุน จนหมดกิเลส

หากแม้นหมดกิเลสเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไซร้ บุญก็ยังไม่เพียงพอที่จะพาไปนิพพาน ด้วยเป็นเพียงไม่สร้างกรรมใหม่ หากแต่กรรมเก่าก็ยังอยู่ ความคิดที่จะอดพระกระยาหารเพื่อเข้านิพพาน ก็เลยเปลี่ยน ด้วยสติที่ฟ้าดินให้ว่า "โคดมเสมือนมีตำราขนมครก ยังไม่ไปทำให้ผู้ใดทานเลย ตำราก็หามีค่าไม่ เพราะฉะนั้น หากโคดมจะแสวงหาบุญพาไปนิพพาน อย่างเลยมนุษย์และสัตว์" เราท่านจึงได้เห็นสาวกนับแสน ที่มาเดินตามและสำเร็จอรหันต์ เป็นตำนานมาจนทุกวันนี้

วินัยของพระพุทธเจ้า แม่ชีเมี้ยนจึงเรียกว่า วินัยทุกข์ เพราะเราท่านมีกรรม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จึงบัญญัติวินัยธรรม นั่นคือ ให้ทุกข์กับธรรมวินัย ดีกว่าไปทุกข์กับกรรม แล้วให้แสวงหาสุข โดยการให้สุขแก่ผู้อื่น

พระของพระพุทธเจ้า เมื่อปฏิบัติธรรมวินัย จึงกลายเป็นเนื้อนาบุญ แล้วทำตนเป็นผู้ยากไร้ เพื่อเปิดโอกาสให้เราท่านได้มีโอกาส มาสนับสนุน เรียกว่าเกาะชายผ้าเหลือง

คำถามของสามเณร จี้ไปที่ว่า ทำไมต้องทำตนยากไร้ขาดแคลน อันหมายถึงการต้องไปบิณฑบาตร ก็เพื่อค่าของสิ่งของที่ให้จะได้มีค่าอันมหาศาลนั่นเอง อุปมาเหมือนเราท่านมีน้ำ ไปให้คนมีน้ำเป็นตุ่ม ค่าของน้ำก็น้อยนิด หากให้คนที่อยู่กลางทะเลทราย ต้องการน้ำเพื่อประทังชีวิต น้ำเพียงแก้ว ก็มีค่ามหาศาล

วินัยที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่สงฆ์สาวก เป็นอันดับแรก จึงตรัสว่า ธรรมของตถาคต มีไว้เพื่อสร้างปูชนียบุคคล มิใช่ปูชนียวัตถุ นั่นทำให้เราท่านไม่เห็นว่าอินเดียมีวัดวาอาราม เจดีย์ ให้เห็นเลยนั่นเอง

กระนั้นก็ตาม แม้นอาหารที่ใส่ในบาตรของพระอรหันต์ จะมีค่ามากมายสักฉันใด ก็มีข้อจำกัด เพราะสิ้นสุดแค่วันหนึ่งเท่านั้นเอง วันรุ่งขึ้นก็หิวอีก สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า เป็นสิ่งที่ถาวรกว่า นั่นคือ สมุนไพร และนิสัย

ดังนั้น โรงทานของพระพุทธเจ้าในครั้งเข้าพรรษา จึงเต็มไปด้วยสมุนไพรที่ชาวบ้านนำมาถวาย หาใช่อาหาร

และนิทานครั้งพุทธกาล ก็ถูกหยิกยกมาให้สามเณรฟัง นั่นคือ เมื่อครั้งพระโคดม พักอยู่ใกล้บ้านสองตายาย ที่เลื่อมใสในพระโคดม และทำข้าวมาใส่บาตรทุกเช้า หากแต่สองตายาย ก็ทะเลาะกันทุกวัน จนวันหนึ่ง พระโคดมจึงโปรดสองตายายว่า ข้าวที่ใส่บาตร ผลก็แค่อิ่มในวันหนึ่ง หาเป็นที่ประสงค์ไม่ ทำไมสองตายายไม่ใส่นิสัยลงมาในบาตร เอานิสัยที่จะไม่โกรธ ไม่ทะเลากัน ใส่มา นั่นแหละที่พระโคดมต้องการ

นับแต่นั้นมา ก็ไม่มีเสียงสองตายายทะเลาะกันอีกเลย

สัญญลักษณ์บาตรของพระพุทธศาสนา ที่อาจถูกมองว่าเป็นศาสนาขอทาน หากแต่จริงแล้วเป็นสัญญบลักษณ์ของบุญ ที่เมื่อใส่นิสัยลงไปแล้ว ก่อให้เกิดบุญได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา หาใช่เพื่อต้องการข้าวไม่

หากแต่บุญของพระที่ทำ ก็ได้มาด้วยความยากลำบาก พระจึงหวงบุญมาก ดังนั้น อัฐบริขารที่มี จึงมีน้อยแต่พอใช้ และรักษาให้ยาวนานที่สุด จักเปลี่ยนก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น กฐินผ้าป่า ในพุทธกาล จึงไม่ใช่มีทุกปี นานๆจึงจักมีสักครั้ง อันปรากฎให้เห็นว่าทำไมจีวรของพระ จึงกลายเป็นเสมือนผืนนา ก็เพราะปะแล้วปะอีก เย็บแล้วเย็บอีก ไม่ยอมเปลี่ยนง่ายๆนั่นเอง

พระของพระพุทธเจ้า จึงมีไว้เพื่อโชว์นิสัยของพระพุทธเจ้า หรือ นิสัยธรรม ... เป็นเนื้อนาบุญ แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า แม้นจะมีวัยสูงเกินร้อย ก็เดินหลังตรง ตาไม่ฝ้าฟาง ทำกิจธุดงค์ได้ทุกปี

พราหมณ์มันก็เขียน หมอชีวก มาให้ เพราะมันรู้ดีว่า สิ่งที่มันทำ แค่เอาเครื่องหมายศาสนามาห่ม มันจึงต้องเป็นโรคอย่างแน่นอน แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า สงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ ... ไม่เป็นโรคเช่นนั้นดอก เพราะโรคเป็นสัญญลักษณ์ของกรรม

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ อยากให้รอดู นั่นคือ พระพุทธเจ้าที่จะมาอุบัติ แล้วเราท่านจะได้เห็นว่า หามีปูชนียวัตถุใดๆไม่ เมื่อประกาศตนวันใด ย่อมหมายถึง การสังคายนาศาสนาพุทธ นั่นเอง ทีนี้ ใครที่แอบอ้าง ห่มแต่ผ้าเหลือง ... จะได้เห็นว่าบุญญาธิการของศาสนาเป็นเช่นไร ทำไมคนในอดีตแม้นไม่ชอบแต่ก็ยอมรับ มาจนทุกวันนี้

เมื่อธรรมหมวดสมุนไพร เป็น ๑ ใน แปดหมื่น .. พระธรรมขันธ์ การทำตนฟื้นฟูตน จึงมีความหมายแฝงว่า ได้ปฏิบัติธรรม และมีพฤติกรรม ตามคำสอน แม้นจะเพียงเสี้ยงหนึ่งก็ตาม หากแต่เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติวันใด การเข้าไปรับธรรม สิ่งนี้ก็จะเป็นไปเบิกทางให้ เพราะถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติ

โลกที่เจริญด้วยวัตถุ วันหนึ่งก็ถึงทางตัน เพราะเป็นโลกเจริญเทียม หากแต่โลกที่เจริญจากกลุ่มคนที่เจริญทางจิตใจ นั่นแลคือโลกศิวิไลช์ เพราะคนในแผ่นดินนั้น คิดแต่จะให้สุขแก่ผู้อื่น เป็นนิสัยนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชวนชักว่า การให้มาทานสมุนไพร ก็เพื่อทำตนรอพระพุทธเจ้านั่นเอง ... การหายโรคนั้นเป็นของแถม ชาติหนึ่งได้กราบพระพุทธเจ้า รับธรรมมาปฏิบัติ บางสิ่งบางอย่าง ชาตินี้ก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว

พระปัจจุบันที่เห็น แม่ชีเมี้ยนจึงกล่าวว่า พุทธกาล พระพุทธเจ้าเขาเรียกพระพวกนี้ว่า สมมุติสงฆ์ หากแต่สงฆ์สาวกของท่าน เป็นผู้ที่ต้องมีขันติอดทนต่อวินัยที่บัญญัติ จึงทรงเรียกสงฆ์ของท่านว่า "ขันติสงฆ์"

ก็ตัวท่านทิ้งเวียงวัง ราชรถไปเดิน เรียก จากทานช้อนทอง มาทานช้อนสังกะสี พระทุกวันนี้ จากทานช้อนสังกะสี นานกระต๊อบ มาทานช้อนทอง นอนห้องแอร์ นั่งรถเบ๊นซ์ ... แถมมีเงินซ่อนในกุฎิมากมาย .. สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

แล้วจะไปหาบุญกับพระ ... ก็พระยังต้องไปโรงพยาบาลสงฆ์เลย ... จะมีบุญให้ได้อย่างไร

เปิดอาคารมะเร็ง

กำหนดการเปิดอาคารมะเร็งของมูลนิธิไทยกรุณา คือ วันพฤหัสที่ ๒๗ พฤศจิกายน ศกนี้

ในโอกาสนี้ จะมีการย้ายการสวดมนต์จากอาคารเดิม ไปยังอาคารมะเร็ง เป็นกรณีพิเศษ ๑ วัน

ทั้งนี้ หลังจากการสวดมนต์ จะมีสมุนไพรที่จัดทำขึ้นพิเศษ เพื่อแจกให้ผู้ที่มาร่วมงานทานคนละ ๑ แก้ว

เนื่องจากคาดการณ์ว่าอาจมีผู้มาร่วมงานกันมาก คณะกรรมการจึงเรียนขอให้ผู้ป่วยวันอาทิตย์ เมื่อมาร่วมงานเสร็จ ก็ขอให้กลับบ้าน แล้วไปรับสมุนไพรในวันอาทิตย์ตามปกติ เพื่อไม่ให้วันดังกล่าวมีจำนวนคนมากเกินไป

ข้อกำหนดหรือกติกา สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง นั่นคือ การให้โอกาสในการฟื้นฟู จะให้เพียงครั้งเดียว ผู้ที่ขาดคุณสมบัติตามกฎเกณฑ์ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด ก็จะถูกตัดสิทธิ์ นั่นคือ หมดสมาชิกภาพทันที และจะไม่มีการรับเข้ามาอีก

ดังนั้น คนที่จะมาควรมีความพร้อม หากยังไม่พร้อม ก็ไม่ควรมา

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ตามหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

คุณค่าของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีมากมายเหลือคณานับ เรียกว่าดุจดั่งต้นกัลปพฤกษ์ ที่หากแม้นปรารถนาสิ่งใด ก็สอยเอาได้ดั่งใจ ด้วยเหตุนี้คนทั้งหลายทั้งปวงจึงต่างมุ่งแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ตนสมปรารถนา

นิทานศาสนายุคพระโคดม จึงถูกหยิบยกมาสอนสงฆ์เมื่อครั้งถ้ำกระบอก ครั้งพระโคดมยังทรงเป็นกษัตริย์หนุ่ม เมื่อถามคำถามนี้ ก็ได้คำตอบว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาไม่ลอยมาให้เห็นหรอก หากแต่ธรรมชาติของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั้นอยู่ที่ดิน

ความหมายของคำสอนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ฟังว่า หากจะมุ่งหมายหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ตน จะสมมุ่งหมายด้วยอาศัยทรัพย์สมบัติที่มีไม่ได้เลย หากแต่สมบัติที่มีค่าที่สุด อันติดวิญญาณและมีค่าในการแสวงบุญ นั่นต่างหากที่ใช้เป็นเครื่องหาบุญ

และบุญที่จะบังเกิด ด้วยหาใช่จากการสร้างปูชนียวัตถุไม่ หากแต่เป็นเพื่อการสร้างปูชนียบุคคล หนำซ้ำ กิจการแห่งบุญ มีรากฐานเริ่มที่การให้ ดังนั้น เมื่อเรียนรู้ศาสน์ของศาสนา แล้วนำไปสร้างบุญ บุญจักบังเกิด ผลจักบังเกิด จึงเกิดด้วยการให้นั้นเอง

ขยายความให้เห็นชัด นั่นคือเหตุที่อินเดียอันเป็นต้นศาสนาของพระโคดม หามีวัดวาอารามหลงเหลือให้เห็น และยิ่งไปกว่านั้น ธรรมของพระโคดมที่บรรลุมานั้น ก็แจกจ่ายสอนให้แก่สาวก โดยไม่คิดมูลค่าแต่อย่างใด

สิ่งที่เห็นเป็นประจักษ์พยานของศาสนา คือ ปูชนียบุคคล เรือนแสน ที่สำเร็จอรหันต์ หาใช่วัดวาหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆไม่

การแสวงหาบุญ จึงเป็นการกระทำที่ทุกคนทำได้ ดูเหมือนสิ่งเล็กน้อย แต่มีความสำคัญ เพราะเป็นการลดนิสัยกรรม สร้างคุณสมบัตินิสัยธรรม นั่นคือ การให้สุขแก่ผู้อื่น

ธรรมของพระภูมี จึงเรียกเป็นสายกลาง ขอย้ำ ไม่ใช่ที่กล่าวว่าตึงไป หย่อนไป นั่นมันมั่ว คำว่าสายกลาง หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า จึงหมายถึง ไม่สนว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร เชื้อชาติใด ศาสนาใด หากแม้นกระทำในสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ย่อมเป็นบุญ และทุกคนมีสมบัติที่ใช้ในการประกอบบุญ เท่ากัน นั่นคือ นิสัยของตนนั่นเอง

คำถามที่ย้อนกลับมายังแม่ชีเมี้ยน ก็แล้วทำไมวัตถุเงินทอง หรือ อาหาร จึงให้ค่าน้อย ถูกจัดแค่ว่าเป็นทาน อรรถาธิบายว่า เพราะเหตุแห่งผลของวัตถุ หรืออาหาร นั้นก็เพียงชั่วครู่ชั่่วยามนั่นเอง ไม่จีรังยั่งยืน

หากแม้นเปรียบข้าว ก็ประทังหิวแค่วันหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็หิวอีก หากแต่เมื่อเทียบกับสมุนไพร ทำให้คนหายโรค และมีกำลังกลับตนเป็นคนดี ค่าจึงต่างกันมากนัก มะพร้าวลูกหนึ่ง ที่มาเป็นสมุไพร จึงมีค่ามากกว่ากับข้าวอย่างดีทั้งสำรับ และมากกว่าโบสถ์ทั้งหลัง ด้วยเหตุนี้นั่นเอง

หากไม่มีสมุนไพร ก็ไม่มีคนหายโรค หากไม่มีคนหายโรค คนก็ไม่อยากปฏิบัติธรรม ด้วยไม่เห็นผลแห่งการปฏิบัติ แล้วจะมีพระอรหันต์ หรือคนดีๆ ได้อย่างไร

อยากสัมผัสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องเรียนรู้ ต้องฟัง แล้วนำไปพิจารณา ทำในสิ่งที่ตนทำได้ เริ่มทีละน้อย วันละหนึ่งชั่วโมง แล้วค่อยๆ เพิ่มไปตามกำลังที่ทำได้ ผลก็จะใหญ่ตามการกระทำที่ทำได้

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ตามหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แสวงไปทั่วโลก ก็หาไม่เจอ หากแต่อยากให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อหนุน ไม่ต้องไปตามหาที่ไหน สร้างคุณสมบัติ ตามบัญญัติของพระพุทธเจ้า แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเกื้อหนุนเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ช่องทางให้เห็นว่า ผู้ที่จะประสพผลในการทานสมุนไพร จึงต้องมีคำตอบกับตนเองว่า ชีวิตและกำลังที่ได้คืนมา นั้นเพื่อการใด ... หากคำตอบนั้นตรงกับคำตอบของฟ้าดิน ไม่ว่าโรคอะไรก็ไม่น่ากลัว เพราะคุณคือ คนดีตามบัญญัติของฟ้าดิน แม้นมีโทษตาย ก็ต้องยก

ก็กรรมฆ่าคนตายที่ว่าสาหัส ของท่านองคุลีมาร ยังพ้นโทษได้ กรรมของเราท่านนั้นน้อยนิดนัก ทำไมจึงพ้นโทษตายไม่ได้เล่า

บทส่งท้ายที่แม่ชีเมี้ยน ทรงชี้ให้เห็นการหลอกของพราหมณ์ นั่นคือ ต้องสั่งสมบุญมาจากชาติก่อน ... แล้วไซร้จึงจักสำเร็จ ... ท่านยืนยันว่าไม่ใช่ เรื่องของศาสนา เอากันชาติเดียว ขอให้เชื่อ ศรัทธา แล้วทำตาม จบกันในชาติเดียวนี้แหละ

อ้ายที่พราหมณ์มันเขียน เกิดมาแล้วเดิน ๗ ก้าว นั่นมันบ้า เพราะหากทำเช่นนั้นได้แต่เกิด พระโคดมก็ไม่ต้องไปบวชตัดกิเลสแล้ว เพราะมีมาแต่เกิด ... เหตุแห่งการเขียนเช่นนั้น ก็ด้วยพราหมณ์มันทำไม่ได้ มันก็ไม่อยากให้ใครทำ คนรุ่นหลังมา เกิดมาไม่มีใครเดิน ๗ ก้าว ก็จึงคิดว่าตนเองทำตนไม่ได้ จึงไม่มีใครอยากเป็นพระพุทธเจ้า

อีกไม่นาน พระพุทธเจ้าองค์ใหม่จะประกาศตน เพื่อสังคายนาศาสนาพุทธของพระโคดมทิ้งไป เริ่ม พ.ศ. ๑ ใหม่ แล้วคอยดูว่า เมื่อครั้งท่านเกิด จักเดิน ๗ ก้าวหรือไม่ แล้วจักต้องสร้างบุญมาเหมือนพระไตรปิฏกเขียนหรือไม่

ความตั้งใจประการหนึ่ง ของการชวนคนมาทานสมุนไพรของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็เพื่อทำตนรอพระพุทธเจ้านั่นเอง .. แล้วจะตาสว่างว่า ศาสน์ของพระพุทธเจ้า ที่ใช้ตัดกิเลส และบุญของพระพุทธเจ้า ไม่เป็นดั่งที่พระทั้งหลายทั้งปวง ในประเทศไทย สอนกันทุกวันนี้หรอก

นั่นมันบุญเก๊ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เก๊ มันจึงช่วยตนของเราท่านไม่ได้ บุญจริงๆ นั้น หากได้สัมผัส โรคก็รีบเผ่นป่าราบแล้ว เพราะของมันแพ้ทางกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะแสวงหาบุญ เพื่อหนทางแห่งนิพพาน เขาจึงทิ้งบ้าน ทิ้งทรัพย์ ทิ้งทุกอย่าง ... เหมือนพระโคดมทิ้งวัง เพราะมันใช้ไม่ได้... คำเตือนจากหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวว่า มาที่นี่ อยากหายโรค แล้วคิดจะเอาเงินมาซื้อโรค ... นั้นคิดผิด เพราะบาตรของพระ ไม่มีไว้ใส่เงิน มุ่งมาดปรารถนา อยากให้ใส่นิสัยกรรมของเราท่านที่มีไปต่างหาก จึงจักเป็นบุญ

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กว่าจะมาเป็นยาให้ทาน



หลายคนมารับสมุนไพรแล้วบอกว่า การมาที่นี่ลำบาก

วันนี้จึงอยากให้เห็นว่า คนที่ไปเก็บใบยา มาเป็นยาเขียว หรือที่เรียกว่า ยาครู เขาทำกันอย่างไร ... กว่าจะได้มาให้เราท่านทาน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า ควรทานให้รู้ค่า อย่าให้เสียเปล่า

แลเผื่อใครอยากมีใจไปสมทบ อยู่แถวลพบุรี สระบุรี ก็อาสาไปเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้

ภาพนี้แหละพิสูจน์ให้เห็นว่า คนป่วยไปหาพึ่งผู้อื่น ได้รับคำบอกว่าต้องพักผ่อนเยอะๆ อย่าทำงานหนัก แต่คนป่วยมะเร็ง หมอกำหนดวันตาย อย่างป้าแตน ป้าหนู ครูทัศน์ เจ้เล็ก .. หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า ให้มองข้ามตนเองไป อยากจะสุขพ้นทุกข์ ก็ให้สุขผู้อื่นซิ ไปเก็บยามาให้คนอื่นทานจนหายโรค แล้วตัวเองจะเป็นมะเร็ง เป็นโรคตายได้อย่างไร

มะเร็งปอดอย่างป้าแตน ตัดปอดไปข้างหนึ่ง ตัดลำไส้ไป จนหมอกำหนดวัน ผ่านมาถึงวันนี้ เกือบสิบปี ที่อาสามาเก็บยา จากเดินไปหอบไป เดี๊ยวนี้ขึ้นเขาสบาย

หลวงพ่อนิพนธ์สรุปให้ฟังว่า นี่แหละหลักของพระภูมี เรียก แรงต่อแรง เหมือนคนไข้ผู้หญิงท่านหนึ่ง เป็นมะเร็ง จนจะหมดแรง ฟังแล้วเข้าใจ แม้นตัวเองจะเหลือแรงน้อยนิด ก็อาสาไปล้างจาน จากวันแรก ลูกต้องช่วย ทั้งวันล้างได้แค่ ๗ ใบ ผ่านมาถึงวันนี้ ล้างจานได้วันละ สองพันใบ

จึงเป็นคำเตือนสติหลายคนได้ว่า หากนอนน่ะตายแน่ ควรทำตัวเหมือนคนปกติ ทำงานให้สุขแก่คนอื่น แล้วจะได้สุขสมหวัง อย่ามัวไปหาสุขมาปรนเปรอตนเลย ... อาหารดีๆ ที่นอนดีๆ ... เสียเวลาเปล่า เพราะมันให้สุขไม่ได้หรอก

เตรียมเข้าโหมดมาตรฐาน

หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า ธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมานั้น จัดว่าเป็นกระบวนการฟื้นฟูที่ให้ผลเฉียบขาด และรวดเร็วที่สุด

หากแต่สิ่งที่ทำให้กระบวนการฟื้นฟูล่าช้า ก็คือ ผู้ทำขาดมาตรฐาน หรือจะเรียกได้ว่าไม่มีมาตรฐานในการทำเลยก็ว่าได้ ผลที่ได้ออกมาจึงแตกต่างกัน หรือจะเรียกว่า คาดหวังอะไรไม่ได้เลย นั่นเท่ากับ การเสียเปล่าไปมากมายนั่นเอง เพราะส่วนใหญ่จะทำแล้วไม่เกิดผลนั่นเอง

เมื่อประกาศพร้อมรบ จึงต้องระดมทหาร แล้วคัดเกณฑ์ฝึกอบรม ทั้งนี้ก็เพื่อหวังผลในการรบนั่นเอง

การประกาศศึกกับโรคมะเร็ง เราท่านพึงระลึกว่า คู่ต่อสู้นี้ ไม่มีใคร องค์กรใด หน่วยใด หรือ ลัทธิ เกจิคณาจารย์ใดๆในโลก ที่สามารถเอาชนะได้

ดังนั้น การจะเอาชนะ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา ต้องอาศัยคุณสมบัติที่ไม่เหมือนกับคนทั่วไป ที่สำคัญเพื่อให้ผลบรรลุพึงเกิดแก่ทุกคน จึงต้องมีมาตรฐาน ที่สร้างความคิด สร้างพฤติกรรม ให้ตรงตามพุทธบัญญัติ ... ประการแรกที่พึงมี นั่นคือ ต้องเห็นชีวิตตนสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ตอนนี้ ยอดคนไข้มะเร็งที่มาใช้บริการของมูลนิธิ มีประมาณ ๑๗๐๐ คน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงคาดการณ์ว่า ปฐมฤกษ์ จะรับ ๒๐๐๐ คน แล้วหยุดไว้ก่อน ส่วนคนไข้อื่นๆ ก็อาจจะหยุดรับชั่วคราวไปก่อน แล้วมาพัฒนาคนที่รับไว้ ให้เข้ามาตรฐาน ซึ่งก็คาดการณ์ว่า อาจจะเหลือคนที่ทำได้ สักประมาณ ๕๐๐ คน

กติกา ข้อแรกที่จะประกาศใช้นั่นคือ สถานที่นี้จะให้โอกาสเพียงครั้งเดียว นั่นหมายความว่า เมื่อมาแล้ว ต้องมีความพร้อม ทำให้จบราวในคราวเดียว นั่นคือ หายโรค เพื่อให้คนใหม่ได้มีโอกาสมาใช้ทางเลือกนี้

ส่วนคนที่ไม่สามารถทำตามกติกา หรือ สามารถเข้ามาตรฐานได้ ก็จะถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ์ และจะไม่มีการรับเข้ามาอีก

การเปิดรับในคราวต่อไป ก็คือ เพื่อทดแทนปริมาณของคนที่ตนจนหายโรคได้แล้ว จนครบจำนวนเท่านั้น อันหมายความว่า ไม่ใช่อยากมาสมัครก็รับ ... ต่อไปนี้ ก็เพียงให้ลงชื่อ แล้วเมื่อถึงคิวก็จะเรียกไปตามลำดับ พูดง่ายๆก็คือ มีคนหายกี่คน ก็จะรับมาแทนเท่านั้น

คนที่เข้าคอร์สมะเร็ง หากอยู่ในขั้นวิกฤต สามารถพักได้ที่มูลนิธิ กินฟรี อยู่ฟรี มีสมุนไพรพร้อม ส่วนคนที่ไม่วิกฤต สามารถพักที่บ้าน หากแต่มูลนิธิจะจัดสายด่วนเพื่อให้คำปรึกษา ในกรณีฉุกเฉิน ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

ทั้งนี้ จะมีสมุนไพรบางตัวที่จัดทำขึ้นเพื่อช่วยผู้ป่วยมะเร็งโดยเฉพาะ เสริมจากปัจจุบัน

ข้อปฏิบัติข้อแรก หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นคือ ในวันเปิดอาคารผู้ป่วยมะเร็ง คนไข้มะเร็งทุกคนที่จะเข้าคอร์สต้องมา หากไม่มาถือว่าสละสิทธิ์ และไม่มีการรับเข้ามาอีกเป็นครั้งที่สอง อันหมายความว่า ถูกตัดออกจากการเป็นสมาชิกทันที

แล้วมาดูกันว่า โรคที่ทั้งโลกผวา เป็นแล้วตายสถานเดียว เมื่อมาอยู่ในมาตรฐานของฟ้าดิน ... ผลจักเป็นอย่างไร

เรื่องชีวิตเป็นเรื่องจริง เจ็บจริง ทุกข์จริง ไม่พร้อมอย่ามา เสียเวลาเปล่าทั้งคนช่วยและคนมา ที่สำคัญเสียดายสมุนไพร เก็บเอาไว้ให้คนที่อยากช่วยตนดีกว่า แลคนที่ต้องถูกอุเบกขาก่อนเพื่อนก็คือ คนที่เห็นสิ่งอื่นดีกว่าชีวิตตน ... ฟ้าบัญญัติว่า คนเหล่านี้ห้ามยุ่ง เพราะหมูเขาจะหาม อย่าเอาคานไปสอด ... ก็ขนาดพระพุทธเจ้ายังต้องทำใจ เพราะคนทั้งอินเดียเป็นร้อยล้านคน มีคนเชื่อแล้วทำตาม แค่แสน .. แต่บัญญัติฟ้า เขาดูที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ ต่อให้มีคนเดียวทำได้ หายแค่คนเดียว ก็ค่ามากมายมหาศาลแล้ว

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ครูพักลักจำ


จิตอาสา เรียนถามหลวงพ่อนิพนธ์ ถึงปัญหาที่เกิดว่าทำไมจึงล่าช้า หลวงพ่อนิพนธ์อรรถธิบายว่า หลักของพระภูมี เน้นที่ความสงบ การสร้างกรรมและสร้างบุญ มีหลักเหมือนกัน คือ กาย วาจา ใจ

เมื่อเราท่านมาสถานที่นี้ มาสมัครเป็นจิตอาสา ก็ควรมุ่งที่ความสงบ หากแต่อาจถูกโน้มน้าว กลายเป็นว่า ไปเป็นจิตอาสา จะได้มีเพื่อนเยอะ ได้คุยวิพากษ์วิจารณ์ .... นั่นหมายความว่า เจตนาที่จะมีการกระทำเป็นบุญ จึงถูกทำให้เสียไป ด้วยไม่ครบองค์สาม

เช่นทำไป ว่าคนโน้น ติคนนี้ไป ทำให้บุญเราเสียไปจนเหลือไม่พอมาแก้ไขปัญหาที่มีนั่นเอง ....

คำแนะนำจึงมีว่า ไม่ว่าจะอยู่สถานที่ใด บนรถ ในตลาด ก็ทำให้เหมือนอยู่ในโบสถ์คนเดียวหน้าพระประธาน รักษากิริยา ความสงบเข้าไว้ เหมือนคนไข้ท่านหนึ่ง พกยาดำติดตัว ขึ้นรถเมล์ ก็หยิบทาน หลับตา รักษากรรมฐานไว้ แม้นจะถูกเหยียบขา ก็ยังคงความสงบ นั่นเรียกว่า ทานถูกวิธี มิใช่ตนเป็นแม่ค้า ทานสมุนไพรไป ด่าลูกค้าไป ...

นี้เรียกว่า การทานของเราท่าน ยังทานไม่ถูกวิธี เมื่อทำไม่ถูก ผลก็เกิดไม่เต็มที่ ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่มีนั่นเอง หากทานถูกวิธีแล้วไซร้ หลักสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จะเป็นวิธีที่ฟื้นฟูตนได้อย่างเฉียบขาด และรวดเร็วที่สุด

ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง


เมื่อครั้งแม่ชีเมี้ยนมอบตำราสมุนไพรให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านอุปมาให้ฟังว่า สิ่งที่ให้ เหมือนดุจดั่งเมล็ดไทร

เม็ดอันน้อยนิดนี้ เมื่อนำไปปลูก กว่าจะตั้งตัวได้ ย่อมยากลำบาก แต่เมื่อเติบใหญ่ จะแผ่กิ่งก้านสาขา ให้เป็นร่มเงาอันมหาศาล

วันเวลาแห่งการตั้งตัวใกล้จะสิ้นสุดลง อันหมายถึงช่วงโปรโมชั่น ที่ต้องพยายามโน้มน้าวคนให้มาใช้ทางเลือกสมุนไพร นั่นเอง

วันเวลาดังกล่าว จึงต้องลดทอนกฎระเบียบให้หย่อนลง เพื่อเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากได้มีโอกาสมาสัมผัส และใช้เป็นทางเลือกประการหนึ่ง แล้วคัดสรรคนที่ทำได้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนเห็นว่า หลักของพระภูมีมีจริง ความไม่มีโรค นั้นทำได้จริง

หากแต่เมื่อถึงเวลา นั่นคือ ตั้งตัวได้แล้ว แสดงให้คนเห็นแล้ว ว่าสิ่งนี้มีจริง และทำได้ แม่ชีเมี้ยน ก็บอกว่า นั่นถึงเวลาที่จะต้องคัดสรรคน เลือกเฉพาะคนที่ทำได้ เพราะวันเวลามีน้อย คนที่จะทำแล้วเกิดผล นั่นคือ คนที่มีคุณสมบัติ

หลายคนมุ่งค้นหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเกื้อกูลชีวิต ตลอดทั้งชีวิต แต่ดิ้นรนสักเท่าไหร่ ก็ไม่เจอ สิ่งที่เจอ ก็มีเพียงแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์คิดเอาเอง มีแต่ลม ครั้นพอเจอกรรม ประสพปัญหาของชีวิต จึงแก้ไม่ได้

เมื่อมาเจอศาสน์ของจริง หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ช่องให้เห็นว่า การสร้างหรือค้นหาสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ โดยมนุษย์นั้นเป็นไปไม่ได้ หากแต่พระภูมีทำแนวทางให้เห็นว่า แม้นแต่ตัวท่านก็ไม่ใช่สิ่งศํกดิ์สิทธิ์ หากแต่ทำคุณสมบัติ จนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูล และใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้

นั่นคือ เราท่านไม่สามารถสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่สิ่งที่ต้องสร้างคือ คุณสมบัติ เพื่อให้เข้าเกณฑ์แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเกื้อกูลเอง

ดังนั้น หลักของพระภูมี จะสามารถสัมผัสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงผูกโยงกับพฤติกรรมของเราท่านเป็นสำคัญ ... จนมีคำกล่าวว่า ใครทำ ใครได้

การมาฟังหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมาเพื่อเรียนรู้เหตุและผลตรงนี้ และเรียนวิธีการสร้างคุณสมบัติ แล้วเอาไปทำในส่วนที่ทำได้นั่นเอง

เมื่อวาระมาถึง ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์กำหนดเริ่มตั้งแต่ วันเปิดปฐมฤกษ์ ของอาคารผู้ป่วยมะเร็ง ... นั่นหมายความว่า เมื่อวินัยกำหนดออกมา ใครทำไม่ได้ หรือไม่ทำ ก็จะถูกคัดออกไป โดยเฉพาะโรคมะเร็ง

ใครไม่มา มาไม่ได้ อันนี้เรียกว่าขาดคุณสมบัติร้ายแรง ไม่ให้ค่าแก่ชีวิต หรือวันแห่งชีวิต หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ฟ้าดินเขาถือ ก็จะถูกตัดสิทธิ์ไป ... ใครทำตามวินัยที่กำหนดได้ หากแม้นไม่ใช่โรคจากพรหมลิขิตแล้วไซร้ รับรองได้ว่า หายทุกคน

วันเวลาแห่งการฝึกหมดลงแล้ว คนที่ไม่เคยฝึกสงบ ในยามสวดมนต์ ฟังคำสอน ครั้นถึงเวลาจริง ก็จักอึดอัดมาก ทำได้ยาก ประเภทเข้าห้องปุ๊ป นั่งปั๊บ คุยทันที ... มันจะทำไม่ได้แล้ว และไม่มีโอกาสให้แก้ตัวแล้วเช่นกัน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของวินัย เพื่อให้เข้ากับบทบัญญัติของฟ้าดิน จะรวดเร็ว ... และเป็นการคัดสรรผู้ที่ทำได้ เพราะผู้ที่ทำได้เท่านั้น จึงจักประสพผล ... ไม่ใช่ประสพผลเพราะตัวของหลวงพ่อนิพนธ์ หรือ สมุนไพร

จุดใหญ่ใจความ ของการหาย จึงไม่ใช่อยู่ที่โรค แต่เป็นที่นิสัย พฤติกรรมต่างหาก ที่เป็นเครื่องชี้ผลว่า แพ้หรือชนะ

เมื่อผลแห่งโรคมะเร็งเกิดให้เห็นเป็นรูปธรรมคนแล้วคนเล่า โรคร้ายอื่นๆ ก็จักได้โอกาส โดยเฉพาะโรคเอดส์ และยาเสพติด ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ได้จัดเตรียมสถานที่ไว้รองรับอยู่แล้ว

ที่ไหนว่าแน่ พามะเร็ง พาเอดส์ ไปถวายเลย ... แต่ที่นี่ ไม่แน่ แต่ทำได้ แล้วทำไมต้องมาง้อ อ้อนวอนให้ทำเล่า .... มันหมดโปรโมชั่นแล้ว

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อาแปะมะเร็งจมูก

เรื่องเล่าที่มักถูกหยิบยกมาครั้งถ้ำกระบอกเสมอๆ นั่นคือ อาแปะ ที่แกมีเพื่อนเป็นผู้ติดยาเสพติด ครั้นพอเพื่อนไปเลิกยาที่ถ้ำกระบอก แกเป็นเพื่อนไปส่ง

ครั้นพอเพื่อนหายจากอาการยาเสพติด เพื่อนก็บอกแกว่า โรคต่างๆ ที่เป็น ก็หายไปด้วย ทำให้แกเกิดความคิดว่า ถ้างั้นยาตัดที่ให้พวกยาเสพติดทาน ก็สามารถรักษาโรคแกได้ด้วยซิ แกจึงรีบไปสมัคร แต่ถูกพระปฏิเสธ เพราะไม่ได้เป็นผู้ติดยา

กลับมา ให้เพื่อนสอนวิธีการเสพยา แล้วไปซื่อยามาสูบ ใช้เวลาประมาณ ๑๕ วัน
แกก็เสพยาเป็น แล้วกลับไปบอกพระว่า แกมาขอบำบัดยา
พระก็ให้ทำท่าวิธีการเสพให้ดู แกก็ทำให้ดู และได้เข้ารับการบำบัดสมใจ

วันที่ ๕ ของการบำบัด แกร้องตะโกนในห้องน้ำ พระรีบตามไปดู ปรากฎแกบอกว่า แกร้องเพราะดีใจ ที่ก้อนเนื้อมะเร็งในโพรงจมูกของแก หลุดออกมา

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเปรยว่า โรคอื่นๆ ที่ยังมีเวลา คนส่วนใหญ่ จึงมักไม่ค่อยเน้น มาเพื่อทำให้มันจบในเร็ววัน ทำตามนิสัย บางที อาจต้องจำกัดเฉพาะโรคตายกระมัง เริ่มจากทำ มะเร็ง ให้เปิ็นกิจลักษณะ เมื่อประสพผล ก็เพิ่ม โรคเอดส์ และยาเสพติดเข้ามา

นั่นหมายความว่า ในอนาคต ก็อาจจะรับแต่คนที่เป็นโรคเหล่านี้ เหมือนเมื่อครั้งถ้ำกระบอก เพราะเมื่อเป็นโรคตาย การพูดคุยแล้วทำตามก็จะง่าย

คำพูดเล่นๆ ก็คือ พวกโรคอื่น วันหลังอยากมารักษา ก็ต้องรอเป็น มะเร็ง เอดส์ หรือติดยา จึงจะรับ

และเช่นถ้ำกระบอก จำนวนที่รับได้มีจำกัด ดังนั้น คิวจึงยาวเป็นหางว่าว รอโรงเรือนว่าง จึงเรียกตามคิว

เมื่อมีโอกาสจึงควรเรียนรู้ แล้วช่วยตนให้แล้วเสร็จโดยไว. ไม่เพียงช่วยตน ยังทำให้คนอื่นได้มีโอกาส และเห็นรอยที่ได้ทำ อยากมาเดินตามบ้าง

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำไมต้องอุเบกขา


ศาสน์ มีต้นสายธารคือ ความเมตตา อันมหาศาล ก็แล้วทำไมเล่า จึงบัญญัติ อุเบกขามาด้วยเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ฟังว่า แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ให้เห็นว่า เมื่อพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เรื่องกรรม นั่นคือ มนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นอำนาจ

ดังนั้น การจะเปลี่ยนพรหมลิขิต หรือ ลิขิตกรรมของผู้ใด นั่นย่อมหมายถึง การใช้อำนาจธรรม เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพรหมลิขิตของคนผู้นั้นนั่นเอง ให้สามารถเลี่ยงกรรม หนีกรรม หรือใช้กรรม

การจะกระทำเช่นนั้น และประสพผล ดั่งเช่นพระภูมี สอนสาวกให้พ้นกรรม กลายเป็นพระอรหันต์ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด นั่นคือ พระภูมีจะกระทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของสาวกด้วย

ธรรมหมวดสมุนไพรก็เช่นกัน ไม่สามารถที่จะทำฝ่ายเดียว แล้วช่วยให้คนป่วย พ้นจากโรคได้ ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือของคนป่วย ประสานมืออย่างเหนียวแน่น และมั่นคง จึงจะฉุดจากเหวนรก คือ ความเจ็บ อันหมายถึง เลี่ยงกรรม หรือ หนีกรรรม หรือ ใช้กรรม แล้วได้ลิขิตใหม่ อันเป็น ธรรมลิขิต

ส่วนคนที่ไม่ยื่นมือมา นั่นหมายถึง คนเหล่านั้นย่อมไม่สามารถหนี อำนาจของกรรมได้ พระภูมีจึงตรัสว่า คนเหล่านี้ ตกในสภาวะ "หมูเขาจะหาม" แม้นจะอยากช่วยสักฉันใด ก็ต้องวางเฉย เรียกว่า "อย่าเอาคานไปสอด" มิฉะนั้น ก็กลายเป็นการก้าวล่วงอำนาจกรรม ผิดฟ้าบัญญัติ นั่นคือ หลักตนพึ่งตน

และเวลานั้นก็มาถึงแล้ว ในวันพุธที่ ๒๖ พฤศจิกายน ศกนี้ คณะกรรมการของมูลนิธิ จะจัดให้มีการเปิดอาคารโรคมะเร็งอย่างเป็นทางการ ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อนิพนธ์

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อจะเอาผลเบ็ดเสร็จ ก็ต้องเฟ้นหาคนที่มีใจ มาร่วมมือกันแก้ปัญหาชีวิตที่เกิด เพื่อให้ผลสำเร็จเกิด และรวดเร็ว

นั่นหมายถึงว่า บทเมตตา ผ่านกรุณา มุทิตา มาถึงอุเบกขาแล้ว คนที่จะใช้แนวทางนี้อย่างได้ผล จึงต้องเป็นผู้มีวันเวลา อันหมายถึง เห็นชีวิตตนสำคัญเหนืออื่นใด ... กฏข้อแรกที่จะถูกใช้นั่นคือ จนกว่าการรักษาจะแล้วเสร็จหายโรค คนป่วยต้องทำตามข้อปฏิบัติที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ต้องมาอย่างต่อเนื่อง ห้ามขาด ... ผู้ใดขาด ผู้นั้น ขาดคุณสมบัติ และถูกตัดสิทธิ์ทันที

เหตุผลก็คือ โรคร้าย อุปมาเหมือนงูพิษ หากจะตีต้องตีให้ตายในคราเดียว มิฉะนั้นจะแว้งกัดได้ การใช้แนวทางสมุนไพรก็เช่นกัน เมื่อเริ่มทาน ก็ต้องทำให้จบราวจนหายโรค เมื่อหายแล้วจะทำอย่างไรไม่ว่ากัน หากแต่ในช่วงที่ยังไม่หาย แล้วหยุดกลางครัน แม้นจะหวนมาทานใหม่ ก็เป็นการยากแล้ว เพราะโรคมันรู้ทางแล้วนั่นเอง

ประการถัดมา คนที่มีคุณสมบัติ หลังจากผ่านการทดลองทานสมุนไพรใน ๓ สัปดาห์แรกแล้ว และตกลงที่จะเข้าคอร์ส ก็จะได้รับสมุนไพรเฉพาะบุคคล เฉพาะอาการ อย่างเต็มที่ และเมื่อสภาพพร้อม คุณสมบัติพร้อม ก็จะปิดด้วย ยาตัด อันเป็นเครื่องการันตีได้ว่า หายแน่นอน

ในระหว่างการฟื้นฟู จะมีสายด่วนตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาในกรณีที่เกิดอาการปัจจุบันทันด่วน

เนื่องด้วยความจำกัดของกำลังในการช่วย ดังนั้น จะมีการกำหนดจำนวนที่จะรับ แล้วรับจนเต็มจำนวน คนที่มาทีหลังก็ให้ลงชื่อไว้ เมื่อคนเก่าหายแล้วกี่คน ก็รับคนใหม่มาแทนจนเต็มจำนวน

เมื่อเริ่มบทนี้ ... ภาพที่ได้แต่ได้ยิน วันนี้ก็จะได้เห็น นั่นคือ ยักษ์หน้าโบสถ์ ... คือคนที่อยากเข้ามา แต่เข้าไม่ได้เพราะไม่มีคุณสมบัติ ...

หมดยุคกินเล่น ทานเล่น ทำเล่น แล้ว .... ถึงเวลาโชว์ไทม์แล้ว

คนป่วยมะเร็งก็พึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ตามข้อปฏิบัติของหลวงพ่อนิพนธ์ ... นาทีนี้ เอาเฉพาะคนอยากได้ และทำได้ ... นั่นคือ คนที่จะประสพผล ทำได้ร้อยคน ก็หายร้อยคน ทำได้พันคน ก็หายพันคน ... นี่คือคำยืนยันจากหลวงพ่อนิพนธ์

คนไหนวิกฤตเข้ามาฟื้นฟูที่นี้ พอพ้นวิกฤตก็กลับไปฟื้นฟูที่บ้าน เพราะช่วงวิกฤตของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างกรรมต่างวาระ จึงต้องให้หลวงพ่อนิพนธ์วินิจฉัยและสั่งเป็นรายบุคคล

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า จำไว้ว่า "ไม่ผ่านประตูนรก ก็ไปไม่ถึงประตูสวรรค์ วันใดที่นรกแตก ความทรมาน ความปวดมาประดัง วันนั้นแหละ คือวันที่ประตูสวรรค์เปิดรอ ผ่านประตูนรกเมื่อไร ก็ถึงประตูสวรรค์ทันที" นั่นคือ การหายโรค

อุปมาเหมือน แม่คลอดบุตร เจ็บปวดสุดประมาณยามก่อนคลอด แต่สุขล้นปรี่ เมื่อได้ยินเสียงลูกร้อง

นั่่นหมายความว่า นับตั้งแต่วันเปิดเป็นต้นไป คนไข้มะเร็ง จะถูกจัดแยกจากคนไข้ประเภทอื่น ไปทำกิจกรรมเป็นกลุ่มต่างหาก ...ทำให้โรคอื่นดู ทำให้โลกดู ว่าหากทำตามรอยของธรรมบัญญัคิ ... และทำได้แล้วไซร้ มะเร็งนั้นไม่ยากเกินกว่าที่จะพิชิตได้

เมื่อเราท่านเปิดใจยอมรับ ยื่นมือไป ธรรมก็จะยื่นมือมาฉุดเราท่านขึ้นไป หากแต่ถ้าปิดใจ มือของธรรมก็คว้าลม ช่วยตนของเราท่านไม่ได้เลย และธรรมก็ไม่มาเสียเวลาคว้าไขว่ด้วย เราท่านอุเบกขา ธรรมเขาไม่เป็นไร แต่ถ้าธรรมเขาอุเบกขา เราท่านก็ปิดโอกาสที่จะช่วยตนทันที

สุดท้าย หลวงพ่อนิพนธ์ยกคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่ทรงตรัสว่า การหายโรค หรือเป็นโรค สำคัญไฉน ก็เพราะพระภูมีทรงตรัสรู้ว่า สิ่งนี้เป็นสมบัติที่ติดวิญญาณไปทุกภพทุกชาตินั่นเอง การหายหรือการมีโรค จึงไม่จบเพียงชาตินี้ ... ผลจักไปรอในภพหน้า จึงไม่ต้องแปลกใจ ทำไมเด็กเกิดมาปุ๊บ บอกมีเชื้อนั้นเชื้อนี้ติดมาด้วย ... อันเป็นต้นของคำว่า "กรรมพันธ์" นั่นเอง

ศาสน์เมตตา จะช่วยคนให้มากที่สุด จึงต้องอุเบกขาคนบางกลุ่ม ที่ขาดคุณสมบัติ คัดเฉพาะคนอยากได้ และทำได้ ... โอกาสมาแล้ว แต่มีครั้งเดียว

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แก้ยาก

ค่านิยม เมื่อมันฝังลึกลงไป แล้วก็ยากที่จะแก้ นี่กระมังจึงเป็นเหตุที่ทำให้พระโคดม ครั้งเมื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าจึงอยากละสังขารไปนิพพานเลย

มาวันนี้ คนทั้งหลายทั้งปวง เขาเชื่อวิทยาศาสตร์ เชื่อเครื่องมือ เชื่อดีกรี ยิ่งมีประกาศนียกบัตรมากมาย ยิ่งเชื่อ

หากแต่ความจริง ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน

หมอ พระ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่ใดที่ว่าศํกดิ์สิทธิ์ แม้นไม่เคยมีผลงานปรากฎเลย ก็ยังเชื่ออยู่

นี่แหละคือปัญหา เพราะเมื่อคนเหล่านี้มาใช้แนวทางสมุนไพร ซึ่งดูแล้วอันตรายเพราะต้องให้อาการเกิด แต่ความจริงแล้ว หนทางนี้แหละเป็นหนทางที่ปลอดภัย

ผลก็คือ คนบ้าตัวเลข ก็จ้องจะไปตรวจแล้วฟังคำหมอ ว่าค่ามันสูง อันตรายแล้วว หากปล่อยไว้ จะอย่างนั้นอย่างนี้

แม้นหลวงพ่อนิพนธ์จะบอกสักฉันใด ว่าไม่เป็นอะไร ไม่ตายหรอก ก็เก็บเอามาวิตก ตลอดเวลา

ยกตัวอย่างกรรมการท่านหนึ่ง ชอบตรวจนัก ทุกสัปดาห์เจอหน้าหลวงพ่อนิพนธ์ ต้องถามและเล่าอาการที่เป็น ตามด้วยบทสรุป คือ หมอบอกว่ามันอันตราย ผ่านไปสามเดือน ทำอย่างนี้ตลอด จนหลวงพ่อนิพนธ์ต้องหลบ

หมอบอกเธอว่า จะอยู่ได้ประมาณครึ่งปี เธอก็ทานสมุนไพร แล้วก็ไปตรวจ แล้วก็มาถาม แล้วก็บ่นว่าค่ามันสูง หมอบอกอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่หมอก็แก้ไม่ได้ จนมาวันนี้ ผ่านไป ๔ ปีกว่าแล้ว

คน่ช่วยพูดให้ตาย ก็ไม่วางใจ แต่คนที่ช่วยไม่ได้ ทำได้แต่ตรวจ ตรวจแล้วก็แบะๆ กลับไปฟัง ... เขาเรียกแกว่งตีนหาเสี้ยน

กรรมการรายท่านหนึ่ง เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทานสมุนไพรมาก็นานพอสมควร หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว

พูดกี่ครั้ง กรรมการก็ไม่วางใจ ท้ายที่สุดจึงตกลงไปเข้าคอร์สตรวจร่างกายเต็มระบบ แบบละเอียดถี่ถ้วน ที่แพงที่สุด ผลก็ปรากฎ ไม่มีเชื้อมะเร็ง ร่างกายเคลียร์ ทุกส่วน แล้วกลับมาบอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่าตัวเขาสบายใจแล้ว

คำถามก็คือ จะตรวจให้รู้ไปทำไม่ ในเมื่อรู้แล้ว คนตรวจก็ช่วยไม่ได้

คนช่วยไม่ได้พูดไม่เป็นไร กลับสบายใจ แต่คนช่วย ทำสมุนไพรให้ทาน แทบตาย พูดให้ตายชัก ก็ไม่เชื่อ บอกไม่เป็นไร ...พูดไปเถอะ

สมุนไพรคือ ธรรมชาติ ่ปล่อยไปตามธรรมชาติ เหมือนกินข้าวไม่เห็นต้องรู้เลยว่า ข้าวช้อนนี้ ไปสร้างกระดูกตรงไหน เนื้อตรงไหน ไขมัน เกินไปหรือเปล่า โปรตีนน้อยไปไหม ... ร่างกายเขาจัดสรรเอง

และการฟื้นฟู ร่างกายยังไม่เข้าที่ ก็ต้องเกินบ้างขาดบ้าง เป็นธรรมดา

บทสรุป สิ่งที่น่ากลัวจึงไม่ใช่โรคที่เป็น แต่เป็นนิสัยของผู้เป็นต่างหาก ,,,

ยิ่งนิสัยคนไทยด้วยแล้ว ... เขาบอกมาแต่โบราณ ยิ่งแก่ ยิ่งดื้อ

อันนี้หมดปัญญาแก้ ... คนฟังก็เบื่อ ...

เอาแค่หอมปาก หอมคอ ตรวจตอนเริ่ม กับตอนจบ ก็พอดีไหม ไม่ต้องไปรู้หรอกว่าระหว่างทางมัน ขึ้น มัน ลง เท่าไหร่ ... ตรวจรู้ อ้ายคนตรวจมันก็แก้ให้ไม่ได้

ของมีเจ้าของ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง หากแต่มีเจ้าของ ไม่ใช่ของสาธารณะ

คำกล่าวนี้ถูกพิสูจน์ ตั้งแต่เมื่อครั้งถำ้กระบอก ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเอง เพราะเขามีอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติ คุ่กับโลก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นเสมอว่า ที่ใดมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่นั่นย่อมมีคนทุกข์แห่แหนกันไปพึ่ง จึงเป็นที่รวมของคนทุกข์

ก็แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีมากมายเกลื่อนโลก นั่นมันสมมุติเอา พรที่ได้ก็มาจากกรรมดีของตนที่ทำมาดลบันดาล ยามใดที่กรรมมาถึง โรคร้ายถามหา ลองไปบนบานขอพรดู ก็ทีหวยยังให้ได้ ร่ำรวยก็ให้ได้ ขออะไรก็ได้ ขอให้หายโรคได้ไหมหล่ะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ... จะพบว่าไม่ว่าจะตระเวณไปที่ใด ก็ไร้ผล เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านั้น มนุษย์สร้างเอง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นของธรรมชาติ มีเพียงสองสิ่ง คือ กรรมศักดิ์สิทธิ์ และธรรมศักดิ์สิทธิ์ เมื่อแม่ชีเมี้ยนรู้ แล้วให้ท่านจำรูญ ก็ได้ใช้อำนาจอันนี้เกื้อกูล หากแต่ผู้ใช้ต้องมีคุณสมบัติตามบัญญัติฟ้าดิน เมื่อท่านจำรูญทำผิด จึงถูกริบสิทธฺ์อันนั้นไป ผลก็คือ สมุนไพรตัวเดิม สูตรเดิม นั้นไม่ให้ผลอีกต่อไป นั่นคือ ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูลแล้วนั่นเอง

ใจความสำคัญของสมุนไพรสูตรพระภูมี จึงอยู่ตรงนี้นี่เอง ผู้ใดได้รับอนุญาติให้เป็นผู้ถือ ผู้นั้นเป็นผู้สั่ง เมื่ออำนาจของตำราถูกถ่ายเทมาให้หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงเป็นตัวแทนแห่งอำนาจในการสั่งสมุนไพร ที่มีวิญญาณ

ความหมายก็คือ สมุนไพรที่เราท่านทาน มีปัจจัยสำคัญคือ ต่างกรรมต่างวาระ จะเอาเหมือนกันไม่ได้เลย คนนั้นเป็นแบบเรา ทานแบบนี้แล้วหาย ก็จะเอาแบบนั้นบ้าง แต่ผลคือ อาการของตนไม่หาย เรียกว่ากรรมหนักเบาไม่เท่ากัน เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง

ในรายของคนที่วิกฤต ช่วงแรกจึงเป็นช่วงทดลองทานสมุนไพร ว่าตัวเราท่านเองรับได้ไหม ทานได้หรือไม่ แต่หลังจากนั้น ก็เข้าสู่สภาวะที่จะต้องแก้ไขอาการ คนที่วิกฤตจึงไม่สามารถทำตามโรคทั่วไป เช่นเบาหวาน ความดัน ... ได้ ต้องอาศัยหลวงพ่อนิพนธ์ พิจารณาความหนักเบา และอาการที่จะพึงเกิด นั่นหมายความว่า ต้องการการรับรู้ในสิ่งที่เป็นจากหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อเน้นย้ำ นั่นคือ การสั่งจากหลวงพ่อนิพนธ์นั่นเอง

จักเห็นได้จากคนวงใน เมื่อรับสมุนไพรแล้ว ก็มีพฤติกรรมอย่างหนึ่งคือ เข้าหาหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วให้ท่านแตะ ... นั่นคือ การรับรู้ และอนุญาติ อันจะทำให้สมุนไพรที่รับมา ทำงานเต็มที่

ในกรณีของคนที่ไม่หนักหนา ด้วยอำนาจสมุนไพรเอง ก็อาจจะพอเพียงในการฟื้นฟูตน หากแต่สำหรับคนที่เข้าขั้นวิกฤติแล้ว จะละเลยไม่ทำสิ่งนี้ไม่ได้เลย แม้นจักทานสมุนไพรมากสักเพียงใด ก็ยากที่จะช่วยตนได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่างกรรมการท่านหนึ่ง มารับสมุนไพรทุกสัปดาห์ มีอาการเช่นไรก็ปรึกษาเพื่อนกรรมการ ขอสมุนไพรตัวโน้นตัวนี้ไปทาน แต่ไม่เคยบอกกล่าวหลวงพ่อนิพนธ์เลย ผลก็คือ อาการเลวร้ายลง จนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน ลูกสาวมาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านก็บอก กรณีอย่างนี้ จะทำเช่นคนอื่นไม่ได้เลย ต้องมาบอกกล่าวแล้วให้ท่านเป็นผู้สั่ง แล้วก็สั่งยาให้ลูกเอาไปให้พ่อทาน ผ่านไปสองอาทิตย์สภาพที่เลวร้ายก็ตีกลับ ดีขึ้นผิดหูผิดตา จนพ้นวิกฤต

เรื่องของกรรม เรื่องของชีวิต หากไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูล ทำไม่ได้โดยเด็ดขาด หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า อย่าทำตนเป็น เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ในเมื่อท่านเป็นตัวแทน แม้นไม่ชอบก็เก็บไว้ในใจ อย่ามีพฤติกรรมล่วงล้ำกล้ำเกิน ไม่ใช่ตัวท่านกำหนด แต่เป็นบัญญติของฟ้าดิน เก็บไว้ก่อน หายแล้วจะไปทำอะไรก็ช่าง เพราะได้ชีวิตกลับมาแล้ว แต่ตอนนี้ขอ

ของเขามีเจ้าของ สมุนไพรเขามีวิญญาณ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฟ้าดินสร้างมา คิดอย่างไรเขาก็รู้ ทำอย่างไรเขาก็รู้ ...ไม่จำเป็นต้องตามไปดู เพราะผลที่ปรากฎมันจะฟ้องเองว่า ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

คำพังเพยโบราณพุทธกาล จึงกล่าวไว้ว่า อยากจะประสพผล ก็ให้ "เข้าทางตรอก ออกทางประตู"

ใตรที่อาการของตน ทานสมุนไพรเท่าไหร่ก็ไม่หายขาดสักที ลองไปทำดู แล้วดูผล ว่าการรับรู้ แล้วให้ แล้วทานสมุนไพร ผลมันต่างกันขนาดไหน

และการที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้รับรู้ สิ่งที่จะได้กลับมาและสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง นั่นคือ พฤติกรรมอะไรที่ควรทำ และมีผลต่อการฟื้นฟูตนของเราท่าน ... อันจะเป็นบุญ และเข้าประเด็นตรงเป้า สมุนไพรล้างโรค บุญล้างบาป

หลายคนในอดีต ปัญหาที่เกิดแก้ไม่ตก หลวงพ่อนิพนธ์ได้ชี้ว่า เหตุก็มาจากการซื้อขายพระนั่นเอง หยุดซื้อขาย ที่มีก็ให้ แค่นี้อาการก็ดีวันดีคืนแล้ว

เรื่องทางโลกคนเก่งมากมาย แต่เรื่องชีวิต ไม่มีใครรู้ ว่าต้องแก้อย่างไร เราท่านจึงต้องฟัง พิจารณา แล้วทำตาม ... ใครที่บอกจะเอาแต่สมุนไพร ไม่อยากฟังคนพูด เห็นแล้วไม่ถูกชะตา .. ก็ควรเก็บไว้ หรือไม่อยากเก็บ ก็ควรไปที่อื่น เพราะคงไม่มีทางหายด้วยพฤติกรรมอย่างนี้แน่

ศาสน์ของพระภูมีจึงโดดเด่น มีแต่คนอยากพบอยากเจอ เพื่อฟังคำสอน ตอนนี้หลวงพ่อนิพนธ์เปิดเสรี คนทำเล่นจึงมีมาก วันใดที่เขาหยิ่ง อยากจะเข้าพบ โน่น รอคิวอีกสิบกิโล

โดยเฉพาะโรคตาย เช่นมะเร็ง เอดส์ ... หากไม่ใช้ยาสั่ง หนทางชนะไม่มีทางเลย ทานแบบมวยวัด อย่างเก่งได้ก็แค่ยื้อ หากจะเอาผลต้องเข้าหาประการเดียว

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จัดเต็ม

ความต่างของโรคที่เป็น โรคต่างๆ มักจะเป็นการทำลายภูมิของตน แล้วรอให้อาการอื่นมาซ้ำ ทำให้เสียชีวิต

ในขณะที่ที่มาของโรคอื่นๆ เริ่มจากเชื้อโรคชนิดนั้นๆ แต่มะเร็งกลับตรงกันข้าม เพราะมีจุดเริ่มจากสิ่งที่ทุกคนมี นั่นคือ เป็นเซลล์ที่มีอยู่ในร่างกายของทุกคนอยู่แล้วนั่นเอง

ความร้ายแรงของมะเร็ง จึงเป็นการทำลายอวัยวะที่เซลล์กลุ่มนี้ฝังตัวอยู่ แทนที่จะมุ่งทำลายภูมิของอวัยวะนั้นๆ เหมือนโรคชนิดอื่นๆ

ดังนั้น กว่าจะรู้ตัว ย่อมหมายถึงสภาพเลวร้ายต่ออวัยวะนั้นๆ ต้องเกิดและรุนแรงแล้ว ผลก็คือ แทนที่จะต้องต่อสู้กับโรคเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ต้องแข่งขันอีกอย่างหนึ่ง ที่สำคัญกว่าคือวันเวลาที่เหลือนั่นเอง

หากเป็นพรหมลิขิต การหายโรคก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ดีที่สุดก็คือ ไปสบาย หากแต่เป็นอุบัติเหตุ ยังมีวันเวลา แม้นจะหนักสาหัสปานใด หากคนป่วย ทำได้ ตามคำสอน คำบอก ของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็เชื่อได้ว่า โอกาสรอด หลวงพ่อนิพนธ์เชื่อมั่นว่า ทำได้ ร้อยคน ก็รอดร้อยคน แน่นอน

ประเด็นปัญหาก็คือ โรคนี้ ต้องได้รับการดูแลอย่างถึงพริกถึงขิง ตอนนี้ คนไข้ที่มา แม้นจะเป็นวันแรก ก็ต้องเข้าไปให้หลวงพ่อนิพนธ์พิจารณา และหากมีอาการ ก็ต้องรีบเรียนทันที เพราะถึงขั้นระดับมีอาการ ย่อมต้องการแก้ไข เรียกว่าให้ทันท่วงที เพื่อลดอาการนั้นลง ไม่ให้ก่ออาการข้างเคียง จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

โอกาสแรกที่คนไข้มะเร็งเหล่านี้ จะได้รับ นั่นคือ การที่จะได้สมุนไพร ในตอนเร่ิม ที่่มากกว่าปกติ เพราะต้องแข่งกับวันเวลานี้เอง

หากแต่ด่านแรก ที่คนไข้มะเร็งต้องเจอ นั้นคือ การทานสมุนไพรให้ได้ ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า วัดกันที่ ๓ สัปดาห์แรก หากผ่านด่านแรกได้ ช็อตต่อไป ก็คือ การแก้อาการไปตามสภาพที่เกิด นั่นคือ คนไข้หรือผู้ดูแล ก็ต้องมีหน้าที่ รายงานสภาพให้รู้ เพื่อปรับเปลี่ยนสมุนไพร ให้เหมาะสม

ส่วนคนไข้อื่นๆ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มันเป็นโรคที่ยังมีวันเวลา ดังนั้น หากคนเหล่านั้น สามารถมีพฤติกรรมแบบพวกพระมาลัย ความสำเร็จ ยิ่งเกิดง่าย และรวดเร็ว แต่น่าเสียดาย เพราะสิ่งนี้อาจเป็นดาบสองคม เพราะทำให้ คนไข้เหล่านี้ ด้วยยังมีวันเวลา ความเลวร้ายยังไม่รุนแรง จึงไม่เน้น ที่จะทำให้จบ เล่นไปตามนิสัยตน คือ อยากมาก็มา มีธุระก็หยุด ขาดความต่อเนื่อง ...

ภาพที่จะได้เห็นที่หลวงพ่อนิพนธ์ จะสร้างให้ดู นั่นคือ คนที่เลวร้าย หมอให้คำประกาศิต เมื่อทำถูก ทุ่มเท ผลสำเร็จก็จะมีให้ได้ดังหวัง ... ดังนั้น เมื่อภาพนี้เกิดขึ้น คนที่เป็นโรคที่ร้ายแรงน้อยกว่า ยิ่งเป็นเรื่องง่ายที่จะช่วยตน แต่.... ก็ขอเฉพาะคนที่พร้อม ประเภทมาตามความอยาก ก็จำเป็นต้องอุเบกขาไว้ก่อน พร้อมเมื่อไหร่ค่อยมา

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การเข้ามาเมื่อปรึกษา เป็นเรื่องสำคัญ อย่ารอให้เกิดความเลวร้ายมากจึงค่อยมา เพราะยิ่งหยุดอาการได้เร็วเท่าไหร่ ร่างกายก็ฟื้นเร็ว และมีโอกาสรอดมากเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

นิยายพุทธกาล

ครั้งถ้ำกระบอก สิ่งที่ทำให้พระทั้งหลาย เชื่อมั่นในแม่ชีเมี้ยน จนต้องท่านว่าหลวงพ่อใหญ่ ทั้งที่เป็นหญิง ยกให้เป็นครูบาอาจารย์ แม้นว่าแม่ชีเมี้ยนเองจะอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือ ก็ตามแต่คืออะไร

สิ่งนั้นก็คือ ความหยั่งรู้ หรือเป็นผู้รู้ ในภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้า นั่นเอง ทำให้พระและคนยุคนั้น นอกจากได้สัมผัสสมุนไพรสูตรพระภูมี จนเป็นที่ชื่นชอบ แต่ที่ชื่นชอบมากกว่า ก็คือ การที่ได้ฟังธรรมจากแม่ชีเมี้ยน โดยเฉพาะการเล่าเรื่องเมื่อครั้งพุทธกาล

หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า ทุกครั้งที่ลงประชุมสงฆ์ในครั้งถ้ำกระบอก ฟังธรรมจากแม่ชีเมี้ยน เล่าเรื่องครั้งพุทธกาล ช่างไหลลื่น เป็นเหตุเป็นผล ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวเมื่อครั้งพุทธกาลจะถูกเล่าออกมาไม่มีหยุด สิ่งหนึ่งที่คู่กันนั่นก็คือ ในขณะที่แสดงธรรมนั้น แม่ชีเมี้ยนจะทานหมากไป สอนไป การทานหมากของท่านนั้นเรียกว่า คำต่อคำ ไม่มีหยุด จะหยุดก็แต่เมื่อสอนจบแล้วนั่นเอง

เกร็ดที่เล่าสืบต่อกันมา ในการทานหมากของท่าน ที่ในยุคนั้นถือว่าเป็นของมงคลอย่างยิ่ง ดังนั้นชานหมากที่คายออกมา จึงเรียกว่า ต้องจองคิวกันยาวเหยียด ... โดยมีจุดเริ่มจาก การที่คนหนึ่งมีอาการรุนแรง แล้วแม่ชีเมี้ยนก็คายชานหมากที่เคี้ยวอยู่ให้ทาน อาการก็หยุดลงทันที

เฉกเช่นเฮียเส่ย ที่เป็นเจ้าหน้าที่ทำยาเขียวในปัจจุบัน อดีตเป็นพระรับใช้แม่ชีเมี้ยน เคยเล่าให้ฟัง ครั้งบวชอยู่ถ้ำกระบอก ด้วยความเป็นพระรับใช้นี้เอง ทำให้คนที่ไม่ชอบ จึงวางยาพิษให้ทาน ขนาดที่เรียกว่า อาเจียนไม่หยุด ถ่ายไม่หยุด จนต้องคลานไปกูฏิแม่ชีเมี้ยน ท่านเห็น ก็รีบคายชานหมากให้ทาน จึงรอดมาได้จนทุกวันนี้

อีกคนที่ยังมีตัวตนให้เห็นในปัจจุบัน ก็คือ เฮียตี๋ ที่มักจะขายน้ำให้เราท่าน ในยุคนั้นแม่ของเขาตั้งครรภ์เฮียตี๋ ไปมาหาสู่แม่ชีเมี้ยนที่ถ้ำกระบอกเป็นประจำ ขณะที่ตั้งท้องได้ ๗ เดือน ปรากฎว่า เด็กหยุดดิ้น จึงไปเรียนแม่ชีเมี้ยน แม่ชีเมี้ยน ก็คายชานหมากให้ทาน เด็กก็กลับมาดิ้น ครั้นเวลาคลอด ก็ปรากฎว่ามีชานหมากติดอยู่ที่สายสะดือ แม่ของเฮียตี๋จึงเก็บไว้มาจนทุกวันนี้

ก็แล้วที่มาของธรรมหมวดสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงเล่าประโยชน์ของธรรมหมวดนี้ให้ฟังว่า คนบางประเภท ธรรมของพระภูมี แม้นจักดีสักฉันใด แต่สอนหรือเปลี่ยนคนบางประเภทไม่ได้ อุปมาเหมือนคนในบัว ๔ เหล่า นั้นเอง

แต่โลกนี้ก็มีช่องทางที่บีบบังคับให้คนเหล่านั้นหันมาหาธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะความรักชีวิต นั่นก็คือ เมื่อคนเหล่านั้น เจอตอ หรือ กรรมที่ทำมา ตามมาทัน ก่อให้เกิดเป็นโรค ที่กำลังจะมาคร่าชีวิต

ยามปกติ แม้นพระภูมีจะสอนสักฉันใด ก็หาฟังไม่ แต่ยามที่ชีวิตประสพปัญหา ความรักชีวิต อยากกอบกู้ชีวิตตน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใด เพื่อตัว เพื่อครอบครัว เพื่อลูก ... ก็ตามแต่ ธรรมของพระภูมีจึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่กรรมเขาบีบให้มาพึ่ง

ใครพิจารณาตน น้อยใจ ว่าทำไมตนจึงต้องมาเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กลับชี้ให้เห็นว่า นี่แหละเรียกว่าวาสนา ที่จะได้เวียนกลับมาหาพระพุทธศาสนา ได้ทำตน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เดินย้อนกลับมา หลังจากหลงทาง ไหลไปตามกระแสกรรมเสียนานโข ด้วยห่างเหินพระพุทธเจ้านั่นเอง

ครั้นมาเจอแล้ว หลายท่านก็ยังมองว่า ตัวเองจน ไม่มีสมบัติ จะมาสร้างบุญเพื่อช่วยตน เหมือนดังเศรษฐีได้อย่างไร เพราะถูกกล่อมมาตลอดชีวิต ตั้งแต่เด็กว่า ทำบุญนั้น ยิ่งบริจาคเยอะ ยิ่งได้บุญมาก นั้นเอง หรือ ยิ่งสร้างโบสถ์ สร้างศาลา ยิ่งเป็นบุญใหญ่ หนักกว่านั้น สร้างพระประธาน พระองค์โตองค์ใหญ่ที่สุดในโลกไปเลยโน่น ... บุญมหาศาล

ในวาระออกพรรษา อันเป็นวันดี หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกคำสอนของแม่ชีเมี้ยน เมื่อครั้งถ้ำกระบอก เล่าให้ฟังว่า สิ่งหนึ่งที่พระยุคนั้นจะได้ฟัง คือ พุทธประวัติ ของพระภูมีทุกพระองค์ โดยเฉพาะ ๔ ยุค หลัง อันได้แก่ พระกุสันโธ พระโคนาคา พระกัสปะ และพระโคดม

ในส่วนของพระโคดมนั้น เราท่านรู้ดีว่าเป็นถึงกษํตริย์ มีสมบัติมหาศาล แต่ย้อนไปยุค พระกัสปะ ที่พระองค์เป็นชาวกะเหรียง เรียกได้ว่าจนแสนจน

เมื่อครั้งพระกัสปะจะออกบวช ก็รำพึงรำพันว่า ตัวเองนั้นจนยากไร้ แม้นแต่กางเกงที่สวมใส่ก็ยังต้องปะแล้วปะอีก จะสร้างบุญไปนิพพานได้อย่างไร

ศาสน์จึงตอบพระกัสปะว่า มนุษย์ทุกคน มีสมบัติติดตัวอันมหาศาล ที่ตามติดมาทุกภพทุกชาติ นั่นคือ นิสัย มีค่ามากกว่าสมบัติใดๆในโลกเสียอีก หากพระกัสปะตัดนิสัยได้ จึงเรียกว่า เป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ มากเสียกว่าการตัดสมบัติใดๆ บุญจากการตัดสมบัตินั้นน้อยนิด ทำสักฉันใด ก็พาไปนิพพานไม่ได้ หากแต่บุญอันเกิดจากการตัดนิสัยต่างหาก มีค่าอันมหาศาล พาไปนิพพานได้

คำอรรถาธิบายนี้เอง จึงทำให้พระถ้ำกระบอกยุคนั้นเข้าใจได้ว่า ทำไมพระโคดมจึงทิ้งเวียง ทิ้งวัง เพื่อมาแสวงหาโมกขธรรม

ก็แล้วเราท่าน จะไปหลงเชื่อพราหมณ์ ที่มันแต่งเรื่องมาเพื่อความสุขตนทำไม พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ทุกชีวิต เสมอกันหมด มีสมบัติเป็นทุนเท่ากัน คือ นิสัย ไม่ว่ายาจก เศรษฐี เมื่อมาพบพระพุทธศาสนา ได้ฟัง เชื่อ ศรัทธา แล้วทำตาม ใครทำ ใครได้

การซื้อมะพร้าว หรือสมุนไพร ที่หลวงพ่อนิพนธ์จัดขึ้น จุดประสงค์จึงทำขึ้นเพื่อให้เราท่านได้มีคุณสมบัติ เป็นผู้ให้ แสดงตนได้ตามกำลังที่ตนมี หาใช่ทำมากได้มากไม่ แต่ความมากน้อยของการได้แห่งผล ขึ้นกับความเข้าใจ และสภาวะจิตที่ทำต่างหาก ว่าทำไปเพื่อสร้างคุณสมบัติ ทำตามกำลังที่ตนมี แม้นจะแค่มะพร้าว ๒ ลูก ยี่สิบบาท หากแต่เมื่อเทียบกับผุ้ที่ให้แบบเสียไม่ได้ หรือ กลัวคนว่า เป็นหมื่นเป็นแสน ก็มากมายเหนื่อกว่าคณานับ

หลักของศาสน์ จึงมักอุปมาเหมือนสร้างเจดีย์ คนมีน้อยก็ทำตนเป็นเม็ดทราย คนมีมากก็ทำตนเป็นก้อนอิฐ มารวมตัวกันเป็นเจดีย์ หาใช่สร้างจากหินแกะสลักเพียงก้อนเดียวไม่ .... ธรรมของพระภูมี จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธรรมสามัคคี

ก็แม้นไม่มีอิฐ ไม่มีทราย ก็มาใช้แรงร่วมสร้าง สละแรงกายให้เป็นทาน นั่นคือ ที่มาของจิตอาสา

หากแต่พราหมณ์มันมั่ว จึงอ้างคำสอน แล้วชวนให้สร้างเจดีย์ สร้างโบสถ์ ซึ่งหาประโยชน์อันใดไม่ได้เลย เพราะต้นคำสอน เป็นเพียงอุปมาให้เห็นภาพเท่านั้นเอง

ความจริงอันนี้ แม่ชีเมี้ยนชี้ให็เห็น เมื่อมองไปในอินเดียอันเป็นต้นสายธารของพระโคดม หามีวัดสักวัดไม่นั่นเอง

คนที่มีทรัพย์สินมาก จึงประมาท เพราะคิดจะเอาสิ่งที่มีไปแลกบุญ ...

ไคลแมกซ์ของศาสน์ หรือ ผลแห่งความสำเร็จ จึงอยู่ที่คำเปรียบเปรย ที่ว่า "กิ่งทอง ใบหยก" ต้องมีสองสิ่งจึงเกิดผล หลวงพ่อนิพนธ์กำลังทำตนเป็นกิ่งทอง ส่วนเราท่าน ต้องทำตัวเป็นใบหยก .... จะรู้ได้ว่าต้องทำอย่างไร นั่นก็คือเหตุที่เราท่านต้องไปฟัง แล้วคิด พิจารณา เหตุและผล ว่าการเป็นใบหยก ต้องใช้คุณสมบัติอันใด

บทสรุป ที่หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ไปที่พระมาลัยท่านหนึ่ง ที่เป็นมะเร็งหมอทิ้ง และให้คำกล่าวสุดท้ายว่า คุณเหลือเวลาอย่างมากก็คือ ๘ เดือน หากแต่เธอมาใช้แนวทางสมุนไพร ทิ้งทุกอย่าง มา ณ.วันนี้ ผ่านไป ๒ ปีกว่าๆ เธอกลับมาแข็งแรง กลับไปทำงานได้ปกติ .. กลายเป็นพระมาลัย ที่เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่คนตามมาจะได้รู้ว่า การทำตนเป็นใบหยกเป็นอย่างไร ....

ผลจึงไม่ได้อยู่ที่ มีหรือจน แต่ผลอยู่ที่ใจ อยู่ที่นิสัยพฤติกรรม มาที่นี่ ไม่คุยเรื่องโรคมาก แต่ที่ต้องคุยมาก จึงกลายเป็นเรื่องของนิสัยเราท่านต่างหาก

ใครว่าเป็นโรคไม่ดี แต่หากโรคเป็นเหตุที่พามายังสถานที่นี้ กลับต้องขอบคุณทุกเช้าค่ำ มิฉะนั้นทุกวันเราก็เดินเลยคำสั่งสอนของพระภุมีไปไกลขึ้นทุกวัน ... และทำให้ได้รู้ ได้สัมผัส ว่า กรรมมีจริง และธรรมก็มีจริงเช่นกัน หากแต่สิ่งนี้ ใครทำ ใครได้

การทานสมุนไพร จึงมิใช่เพื่อฟื้นฟูตนเท่านั้น หากแต่ได้ทำตนรอพระพุทธเจ้าที่กำลังจะอุบัติ มาสังคายนาพุทธศักราชของพระโคดมนั้นเองด้วย ... แล้วจะเห็นว่า คนตัดกิเลส หรือ พระที่แท้จริง ไม่สอนอย่างทุกวันนี้หรอก เพราะวินัยของเขา ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ มีธุดงค์เป็นวัตร ไม่สร้างโบสถ์ สร้างพระประธาน สร้างศาลา ... ผิดกับภาพที่คนห่มเหลืองทุกวันนี้สอนแบบ หน้ามือ หลังมือ พระพุทธเจ้า ก็ไม่มีเกศ เกิดมาก็ไม่ได้เดิน ๗ เก้า เป็นมนุษย์ธรรมดา เหมือนคนทั่วไป แต่เป็นผู้ทำตนจนหมดกิเลส ตัวก็ดำเพราะเดินตากแดด

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำบุญสไตล์พระพุทธเจ้า


แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ใช้ศีลหรอก นั่นมันของพราหมณ์ ศีลเป็นของหนัก ไม่มีผู้ใดทำได้หรอก

เมื่อ เราทำไม่ได้ คนนั้นก็ทำไม่ได้ ก็ต่างคนต่างเฉย ... หลอกไปวันๆ ว่ารักษาศีลได้ ผลก็คือ ไม่ได้อะไรมาช่วยตนเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ช่องทางการสร้างบุญที่แม่ชีเมี้ยนนำมาสอนตามแนวพระพุทธเจ้า ว่า ทำตามกำลังที่ตนมี

เช่นวันนี้ จะไม่โกรธใคร ไม่ด่าเมีย ไม่ตีลูก ทำได้ ๑ ชั่วโมง ก็ถวายพระพุทธ ๑ ชั่วโมง ทำได้ แค่ไหนถวายแค่นั้น ค่่อยๆทำไป ลดนิสัยที่เสียของตน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เริ่มจาก ๑ ชั่วโมง แล้วค่อยๆ เพิ่ม ค่อยๆ ฝึก เริ่มจาก ๑ ข้อ แล้วค่อยๆ เพิ่ม ...

เมื่อทำได้ นั่นหมายถึงสติ ที่เมื่อเกิดเหตุ ก็จะมาเร็ว ทำให้ไม่ทำกรรมต่อตามนิสัยเดิม

การเริ่มก็ให้เริ่มที่หยุดกายก่อน แล้วค่อยไปวาจา ใจ .... อาทิเช่น เมื่อถวายไม่โกรธ เมื่อเหตุมา ใจหยุดไม่ไหว วาจาก็หลุดแล้ว ก็รีบพากายไปจากที่นั้นเสีย เป็นต้น กรรมที่เกิดมันก็ไม่สมบูรณ์ และไม่เป็นตน เพราะหยุดกายได้นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า บาตรของพระภูมี มิใช่มีไว้ให้ใส่ข้าว นั่นไม่ใช่ความประสงค์ หากแต่มีเพื่อให้ใส่นิสัยของเราท่านต่างหาก ... คนที่ไม่รู้ก็เห็นศาสนาพุทธเป็นศาสนาขอเขากิน เพราะไม่รู้นั่นเอง

ก็ยังทำวาจา ทำใจ ไม่ได้ ไม่เป็น จึงต้องเริ่มที่เป็นจิตอาสา ทำกายก่อนนั่นเอง

เมื่อทำกายได้ มันก็จะล้นไปเป็นการคุมวาจา และคุมใจ ในที่สุด

ที่มาของวันพระ

คนมากมายต่างหวังในผลบุญ และมั่นใจในสิ่งตนยึดมั่นและกระทำว่าเป็นบุญ ส่วนคนในโลกก็หวังในกรรมดี หรือสิ่งดีๆ ที่ตนทำ จะเป็นตัวนำความสุขย้อนมายังตน

แต่เมื่อพิจารณาสิ่งที่เห็น สิ่งที่ปรากฎ มันก็ได้แค่กรรมดี ส่วนบุญที่แท้จริงหาคนได้สัมผัสไม่

ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น ก็ด้วยเหตุแห่งผลที่ปรากฎ คนมีบุญ ย่อมมีความสุข แต่คนทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่า คนธรรมดา เศรษฐี ยาจก พระ ... ล้วนแล้วแต่มีชะตากรรม คือ เป็นโรค ทั้งสิ้น จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า หาบุญไม่

หลวงพ่อนิพนธ์ เล่าคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ในเรื่องบุญของพระพุทธเจ้า ว่า รอยที่พระโคดมทำไว้ คือ ทิ้งเวียง ทิ้งวัง มาแสวงหาโมกขธรรม คือ บุญ

นั่นย่อมหมายความว่า ทรัพย์ที่มี นั้นหากจะนำมาหาบุญ นั้นก็ได้เพียงน้อยนิด มิฉะนั้นพระโคดม ก็คงนำมาใช้พาไปนิพพานแล้ว

หากแต่สิ่งที่พระโคดมกล่าวว่า ทำแล้วเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ นิสัย ของตนนั้นเอง สิ่งนี้คือสิ่งเดียวที่ทำแล้วให้บุญอันยิ่งใหญ่ หาใช่การสร้างวัตถุไม่ ส่วนการให้บริจาค ก็เป็นเพียงได้แค่ทานเท่านั้นเอง

หากแต่ก็มีช่องแห่งวัตถุที่เป็นบุญเพียงประการเดียว นั่นคือ สมุนไพร ที่มีผลส่งเสริมคนที่จะทำตนเป็นคนดี โดยทิ้งตัว สร้่างภูมิ ให้ผู้ทาน ได้มีสุขภาพ มีกำลัง ทำความดี ประพฤติตามธรรมคำสอนได้ตลอดชีวิตนั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การตัดนิสัยของผู้สำเร็จ ต้องตัดจนหมดกิเลส ไม่เหลือเลย อันหมายถึงนิพพาน ด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ว่าสิ่งที่นำเกิดคือกรรม เมื่อหมดนิสัยกรรม ยังแต่นิสัยธรรม นั่นก็คือ หมดกรรม ก็ไม่ต้องเกิดอีก

คนที่สามารถทำตนจนหมดนิสัยกรรม มีแต่นิสัยธรรม คนทั่วไปจึงเรียก พระอรหันต์ หรือเราท่านจะเรียกว่า คนเหนือโลก ก็ไม่ผิด เพราะ ไม่มีนิสัยกรรม อยู่เหนือกรรมลิขิตนั่นเอง

เมื่อคนบางคนที่เชื่อ และทำตามคำสอน แต่ยังไม่อยากตัดกิเลสจนหมด นั่นคือ ยังไม่มุ่งหวังนิพพาน พระภูมี ก็ทิ้งธรรมหมวดสมุนไพร เพื่อให้ได้ถึงซึ่งมนุษย์สมบัติ นั่นคือ ความไม่มีโรค ไว้ให้

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติธรรม ก็เหมือน การสร้างกรรม ต้องอาศัย องค์ ๓ คือ กาย วาจา ใจ

หากแต่กายเป็นของหยาบ ทำได้ง่าย การเริ่มตัดกิเลส ของพระจึงเริ่มที่บังคับกาย ให้บวช ฉันมื้อเดียว เงินทองไม่รับ ไปไหนก็เดิน เพื่อตัดกิเลส

ยกตัวอย่างเช่น คิดถึงพ่อแม่ ใจอยากไปสักฉันใด แต่เมื่อความเป็นจริง วินัยบังคับอยากไปต้องเดิน แค่ดูจากระยะทางจากวัดไปบ้าน นับร้อยกิโล ความอยากก็หายไปแล้ว

รอยที่พระโคดมทิ้งไว้ให้ จักเห็นได้ชัดว่า สาวกทุกองค์ จึงต้องมีคำมั่นสัญญา คือ วินัย ไว้บังคับตน เริ่มจากกาย แล้ว ก็ไปทำ วาจา ทำใจ เป็นขั้นๆ ในที่สุด สาวกที่มุ่งมั่นนิพพานทุกคนจึงเริ่มที่การบวช

เมือ่บัญญัติธรรมหมวดสมุนไพร การมาปฏิบัติ เพื่อให้ได้กลับมาซึ่งชีวิตที่มีสุข ปราศจากโรค และปลอดภัยจากอุบัติเหตุ พูดง่ายๆ พ้นทั้งตายโหงและตายห่า จึงหนีไม่พ้นเลยที่จะต้องมีข้อบัญญัติเพื่อผูกมัด เป็นวินัย เช่นกัน

พุทธศาสนิกชน เมื่อได้รับสิทธิ์แตกต่างจากคนทั้งโลก พฤติกรรมก็ต้องต่างจากคนทั้งโลกเช่นกัน คนที่จะได้สิทธฺ์ หรือหลวงพ่อนิพนธ์มักใช้คำว่า ฟ้าเขากากบาทที่หัว ว่าเป็นคนของศาสน์ จึงต้องกลายเป็นคนสองโลก มีวันเวลาของโลก และมีวินัย คือ มีเวลาของการสร้างเสริมชีวิต ด้วยเช่นกัน

จากคำสอนนี้เอง คนที่เรียนรู้และเข้าใจ ในรอบสัปดาห์ เขาจึงมีการกระทำที่เหมือนกัน เมื่อตนของตนช่วยตนพ้น ด้วยศาสน์สมุนไพรแล้ว ก็มีการกระทำสร้างบุญไว้เลี้ยงตน ด้วยการใช้หนึ่งวันในรอบสัปดาห์ เพื่อมาทำบุญ หรือ ทำเพื่อชีวิต นั่นเอง

นั่นหมายความว่า หากคนผู้นั้น ทำตนเป็นคนที่มีพันธะ มีคำมั่นสัญญา ไม่ว่าฟ้าถล่มดินทลาย เมื่อถึงวันดังกล่าว เขาก็จะทิ้งทุกสิ่ง มาทำกิจกรรมเพื่อชีวิตนี้ ไม่มีขาด นั่นแหละคือวันพระ ที่ผู้รู้จักไม่ยอมขาด เพราะหมายถึงการเสียคุณสมบัติ และก็หมายถึงความปลอดภัยของชีวิต

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า คนที่ให้ความสำคัญเยี่ยงนี้ ฟ้าดินเขาเอาปูนป้ายหัว ย่อมกลายเป็นคนอภิสิทธิ์ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เพราะเมื่อถึงเวลา คนผู้นี้ ต้องมาทำกิจกรรมตามธรรมคำสอนของพระภูมี นั่นเอง จึงไม่มีอะไรที่จะมาหยุดได้

คนโบราณ จึงให้ความสำคัญกับวันพระมาก ... แต่ความหมายที่มา มันเพี้ยนไปหมด กลายเป็นเรื่องของพระไป ทั้งที่จริง มันคือ วันใดก็ได้ในรอบเวลา ที่คนผู้หนึ่ง จะมาใช้เวลาในการทำตามธรรมคำสอน เพื่อชีวิตตน จะได้กลายเป็นอภิสิทธิ์ชน พ้นทั้งตายโหงและตายห่า อยู่อย่างไร้โรค มีความสุข ตราบจนหมดอายุขัย

คนที่ยืนระยะได้ จึงต้องเป็นคนที่เข้าใจ และไม่ยอมขาดโดยเด็ดขาด ให้ความสำคัญเหนืออื่นใดในชีวิต

นี่แหละคือข้อสอบ ที่พระภูมีทุกพระองค์ใช้ และอีกไม่นานหลวงพ่อนิพนธ์ก็จักนำมาใช้ หากจะแก้ไขปัญหาชีวิต ไม่สนหรอกว่าโรคที่เป็น ปัญหาที่มีจักหนักหนาสักปานใด เพราะธรรมของพระภูมี มีอำนาจเหนือกรรมอยู่แล้ว แต่ ... แต่ ... มันใช้ไม่ได้กับทุกคน จะมีผลก็เฉพาะแต่ผู้ทำได้ ดังนั้น คนที่เมื่อถึงเวลาไม่มา นั่นก็หมายความว่า ไม่ให้ค่ากับชีวิต คนผู้นั้น ก็ต้องถูกอุเบกขา เรียกว่าฝึกไม่ได้ หรือดิบเกิน อย่างเก่งก็ได้แค่ประทัง หรือยืด เท่านั้น

วันใดที่ต้องเอาผล คนประเภทนี้ก็ถูกคัดออกไปอย่างแน่นอน ไม่ต้องมาเสียเวลาทั้งคนสอน และคนเรียน เพราะผลมันรู้กันตั้งแต่เริ่มแล้ว

เมื่อต่างคนต่างกรรม ต่างวาระ วันพระของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน บางคนอาจต้องสัปดาห์ละครั้ง บางคนสองสัปดาห์ครั้ง .... หรือหากแม้นรู้วิธีสร้างบุญได้ ก็ไปอยู่ที่ใดในโลกก็ได้ จะมีก็แต่วันรำลึกคุณของโลกุตระ ที่ไม่ว่าอยู่ที่ใด ก็ต้องกลับมารวมตัวกัน แสดงความกตัญญู

ผู้ใดที่คิดจะทานสมุนไพร จึงต้องเรียนรู้เคล็ดอันนี้ เพราะสิ่งที่เราท่านจะสู้ไม่ใช่โรค อันนั้นมันกระจอก คู่ต่อสู้ที่แท้จริงคือ กรรม ที่คนทั้งโลกไม่มีผู้ใดเอาชนะได้ นั่นคือ ไม่มียารักษาโรค ที่ช่วยให้พ้นโรคตาย อย่างแน่นอน ปัญหาชีวิต มีสิ่งเดียวที่ช่วยได้ คือ ธรรมคำสอน และสมุนไพรสูตรพระภูมี มีวินัย มีข้อปฏิบัติ ไม่สนองนิสัยเราท่านแน่นอน ... ไม่อยากทำ ไม่ให้ความสำคัญต่อวินัย ก็อย่ามาเสียเวลาในแนวทางหรือทางเลือกนี้เลย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า คนประเภทนี้ไม่มีทางประสพผลอย่างแน่นอน .... คนทำได้เท่านั้น จึงรอด ใครทำ ใครได้

หลวงพ่อนิพนธ์ยกตัวอย่างพระมาลัยท่านหนึ่ง ที่เป็นมะเร็งมดลูก ขนาด ต้องใส่ผ้าอนามัยทุกวัน ยืนเมื่อไหร่ เลือดไหลออกมา พร้อมชิ้นเนื้อ หมอวินิจฉัยว่ามดลูกถูกทำลายหมด มาวันนี้กลับเป็นปกติ ... แต่เขามาที่นี่ ๔ ปีกว่า หยุดแค่ ๓ ครั้ง ...

ไม่ต้องคุยเรื่องโรค ถามตัวเองก่อนว่า ทำได้แบบเขาไหม ... รอยที่เขาเดินให้เห็น มันบอกอยู่แล้วว่า ถ้าทำได้ ปาฏิหารย์ก็เกิดได้ เมื่อเราท่านเป็นคนที่มีพันธะ เป็นคนสองโลก ก็จักกลายเป็นอภิสิทธิ์ชน ไม่เป็นเหมือนคนทั้งโลก

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เลิกความคิดเสียเถอะ ที่จะใช้เงินมาแก้ไขปัญหาชีวิต ... คนที่รวยมหาศาล เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ต่อให้หมอที่ดีที่สุด เก่งที่สุด เกจิคณาจารย์ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ หมอผี แม่มด ... ไม่มีอะไรช่วยได้เลย .... อยากรอด เอานิสัยใส่พานถวาย แม่ชีเมี้ยน ถวายพระพุทธ ถวายพระธรรม ถวายพระสงฆ์ ... นี่แหละรอดแน่ ไม่ต้องเสียเงินสักบาท

รอดแล้วจะกลับไป นับถืออะไรก็ตามใจ แต่ตอนนี้วางไว้ก่อน มาตามธรรมคำสอน

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความเป็นพิษ

สารเคมี มีความเป็นพิษในตัว ดังนั้นเมื่อตกที่ใดในร่างกาย นั่นทำให้อวัยวะส่วนนั้นๆ เสียไป หรือ เป็นแหล่งที่พักของโรค

เมื่อหันมาใช้แนวทางสมุนไพร ร่างกายมีความสามารถและพร้อม ก็จะทำการให้สารเคมีเหล่านี้ลอยตัว อาจไปอยู่ในเลือด หรือ ออกทางผิว

ผลที่ปรากฎ และมักทำให้คนโทษว่าเกิดจากการทานสมุนไพร นั่นคือ อาการที่เกิดจากพิษของสารเคมีเหล่านี้ เช่น แสบร้อนไปทั้งตัว การพุออกตามผิว หรือ เป็นจ้ำๆสีม่วง เป็นดวงๆ เกิดขึ้น

แทนที่จะดีใจที่ร่างกายมีความสามารถในการไล่พิษเหล่านี้ ซึ่งบ่งบอกว่าร่างกายเราท่านมีความแข็งแกร่งเพียงพอ ที่จะรับอาการที่เกิด ไม่ให้เป็นโทษแก่ร่างกาย จะต้องทนก็เพียงแต่อาการพิษนั้นจะถูกร่างกายแก้ไข ซึ่งหากหมดลง ร่างกายก็จะเคลียร์ กลับเป็นปกติ

สิ่งที่ปรากฎ หลายคนมักไม่ยอมรับ ไม่ยอมให้เกิด และยิ่งไปกว่านั้น กลับบอกว่าเป็นสิ่งไม่ดี

คนที่คิดจะมาใช้แนวทางสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ต้องยอมรับความจริง กรรมที่ทำมา เราท่านต้องรับบ้าง จะปฏิเสธไม่รับเลย เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น การปฏิเสธไม่ยอมรับ ไม่ยอมให้เกิดเลย คิดว่า ทางเลือกนี้จะทำให้หายโดยสบาย ผลก็คือ เมื่ออาการเกิด ก็กลายเป็นอกตัญญู กับสมุนไพรที่กำลังให้คุณ เป็นโทษสมุนไพร เสียคุณสมบัติไป

พระพุทธเจ้าจึงให้สติแรก เมื่อมาใช้แนวทางสมุนไพร คือ "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า"

นี่แหละเป็นข้อพิสูจน์ว่า ทำไมการทานยาเคมี จึงตกในช่องกรรม ทำลายชีวิตตน ก็เพราะมันเป็นพิษนี้เอง เพียงแต่มองไม่เห็น กว่าจะรู้ อวัยวะก็พังแล้วนั่นเอง

อย่าสงสัยเลย ข้อปฏิบัติแรกในการทานสมุนไพร จึงชี้ไปที่การต้องหยุดทานยาเคมี

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เทียบปอนด์ต่อปอนด์

หากจะว่าไป แนวทางของโลก ที่ว่าดีที่สุดได้รับการยอมรับที่สุด ก็น่าจะเป็นวงการแพทย์ ที่จัดได้ว่ามีเครื่องมืออันทันสมัย น่าเชื่อถือ ยกเว้นเมื่อเอาไม่อยู่ หมอผี เข้าทรงองค์เจ้า เกจิคณาจารย์ ก็อาจถูกสอดแทรกเข้ามาเป็นตัวเลือก เอาเป็นว่า ให้วิชาการของวงการแพทย์เป็นตัวแทนก็แล้วกัน

ในทางธรรม ต้นสายธาร คือ องค์โลกุตระธรรม มีพระพุทธเจ้าเป็นตัวแทน บัญญัติธรรมหมวดสมุนไพร มาเป็นทางเลือก ให้มนุษย์ได้พึ่งพา ยามประสพปัญหาของชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่หวังถึงซึ่งนิพพาน อย่างน้อยก็ได้สัมผัส ความไม่มีโรค

ตัวแทนจากสองฝากฝั่ง คือ ทางโลก กับ ทางธรรม จึงถูกหลวงพ่อนิพนธ์หยิบยกมาเทียบ เพื่อให้เห็นได้อย่างเด่นชัด เพราะทั้งสองล้วนแต่เสนอตัวมาให้เป็นที่พึ่ง ยามที่ประสพปัญหาของชีวิต

เริ่มจากรากฐานที่มาขององค์ความรู้ ... ด้านของโลกก่อน นั่นคือการแพทย์ อาจจะมีความคิดเริ่มต้นจากความเมตตา อยากช่วยเพื่อนมนุษย์ แต่เมื่อหมอ กับ นักธุรกิจ มาเป็นคนคนเดียวกัน ความโลภบังเกิด จากความเมตตา ก็จักกลายเป็น ช่องทางของการสร้างความร่ำรวย จากชีวิตมนุษย์แทน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด นั่นคือ การที่พ่อค้านักธุรกิจยาเวชภัณฑ์ ได้ลงขันจ้างนักวิชาการ เพื่อให้บิดเบือนงานวิจัย และแก้มาตรฐานระดับในการบ่งชี้วัดว่า ผิดปกติ ทั้งในระดับความดันมาตรฐาน จาก ๑๕๐ มาเป็น ๑๐๐ หรือ ระดับของไขมันในเลือด ให้มีเกณฑ์ที่ต่ำลง ผลก็คือ เพียงข้ามคืน ปรากฎผู้ป่วยโรคความดัน และไขมันใสเส้นเลือด เพิ่มขึ้นทันที หลายร้อยล้านคน นั่นคือจุดเริ่มของธุรกิจยา ที่มีมูลค่าอันมหาศาล

ในขณะที่องค์ความรู้สมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ทรงตรัสว่า ผู้ที่จะรู้สูตรอันนี้ได้ ต้องมีญาน มีคุณธรรม มีเมตตา สูง และรู้ใจพระพุทธเจ้า นั่นคือ รู้เพื่อที่จะมาทำให้

ผลขององค์ความรู้ ในทางโลก ก็จะได้ยาที่มีมูลค่า อาจจะเป็นหลักแสนหรือหลักล้านบาท เช่น คีโม แต่ทั้งหมดล้วนแล้วด้อยคุณค่า เพราะผลที่ได้ ดีที่สุด คือ การระงับอาการ ไม่สามารถรักษาโรคได้ อันจักเห็นได้จากการที่เมื่อเริ่มทานแล้ว หยุดไม่ได้ มีแต่ต้องทานปริมาณเพิ่มขึ้น จนท้ายที่สุด ก็หยุดอาการไม่อยู่นั่นเอง

ส่วนองค์ความรู้ในทางธรรม เมื่อนำมาทำเป็นสมุนไพร ก็หามีราคาไม่ แต่คุณค่ามหาศาล เพราะผลที่ได้คือชีวิตมนุษย์ ที่หายโรค ซึ่งราคาของชีวิตมนุษย์นั้น สุดประมาณ

ลักษณะของยาทางโลก เรียกว่าเป็น ยาตาย หมายความว่า เมื่อจะใช้ จึงไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องทำอะไร ถึงเวลาก็หยิบมาทาน จะเก็บไว้ตรงไหนก็ได้ วางสูงวางต่ำไม่เป็นปํญหา ผลแห่งการทานไม่เปลี่ยนแปลง อุปมาเหมือนมัมมี่มีแต่ซากไม่มีวิญญาณ หากแต่สมุนไพรของพระภูมี หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นสมุนไพรมีวิญญาณ รับรู้คนทำและคนทาน ดังนั้น พฤติกรรมของคนทำและคนทาน จึงมีความสำคัญ หมายความว่า แม้นจะทานเหมือนกัน มาจากหม้อเดียวกัน สูตรเดียวกัน แต่ผลที่ได้จากการทำ และ การทาน ไม่เหมือนกัน เรียกว่า ต่างกรรมต่างวาระ เอาใครเป็นเกณฑ์ไม่ได้เลย พูดให้ง่าย ก็คือ ไม่ใช่ทานแล้วหายทุกคน แต่ทุกคนที่ทำได้ มีพฤติกรรมในเกณฑ์ที่ฟ้าดินกำหนด รับรอง หายทุกคน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงขยายความให้ฟังเสมอว่า ตำรานี้เกิดที่ถ้ำกระบอก แตกกระจายออกไปตามพระที่แยกตัวออกมา กลายเป็นตำรา ๗ เล่ม ในแต่ละสำนักสงฆ์ที่แยกตัวออกมา แต่เมื่อผู้ทำไม่มีคุณสมบัติ ผลคือ สมุนไพรของทั้ง ๗ สำนัก รวมถึงต้นตำรับ คือ ถ้ำกระบอก ก็หามีผลต่อผู้ทานไม่ ซ้ำร้าย ผู้ทำแต่ละราย ก็ล้วนแต่เป็นโรคตายทั้งหมดทั้งสิ้น จนปัจจุบัน พระในถ้ำกระบอกเอง ที่ในตู้มีตำราที่จดไว้มากมาย ถึงยามปวดท้อง ยังต้องวิ่งไปพึ่งโรงพยาบาลพระบาทเลย

คำของแม่ชีเมี้ยนที่เตือนสติหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งมอบตำรา นั่นคือ ตำรานี้ "ยิ่งให้ยิ่งเจริญ ยิ่งขายยิ่งฉิบหาย" ให้ดูตัวอย่างพี่ชายเอ็งไว้

ยามจะทาน ทางโลกไม่ว่าวิธีไหน บอกเป็นแสียงเดียวว่า ต้องพักผ่อนเยอะๆ หากพรหมลิขิตยังดีอยู่ ก็พอได้ หากแต่พรหมลิขิตเกิดอุบัติเหตุหักกลาง ยิ่งนอนก็ยิ่งทรุด ครั้นมาเจอสมุนไพรพระภูมี หลวงพ่อนิพนธ์กลับสอนว่า ให้ฟังคำตรัสของพระพุทธเจ้า ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว ขยายความให้ฟังว่า นั่นคือเคล็ดที่ควรใช้อธิษฐานตั้งจิต ใช้แรงต่อแรง คือหาความหมายให้ได้ว่า แรงที่จะได้มา ควรจะใช้ในทางใด

หนึ่งในพระมาลัยที่เขียนมาเล่าให้หลวงพ่อนิพนธ์ คือ หญิงวัยชราท่านหนึ่งเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หมอพิพากษา รอวันเวลา ตอนมาก็นั่งรถเข็นมา โดยมีลูกสาวเป็นพี่เลี้ยง ครั้นเมื่อเธอได้ฟังธรรมบทนี้จากหลวงพ่อนิพนธ์ แม้นว่าเจ้าหน้าที่ดูสภาพเธอแล้ว อนุญาติให้ลูกสาวมารับสมุนไพรแทนได้ แต่ตัวเธอปฏิเสธ บอกลูกสาวให้พาเธอมาทุกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ให้เข็นเธอไปยังที่ล้างจาน เธอเล่าว่า เธอจำได้แม่นว่า วันแรกที่เธอไปช่วยล้างจาน หลังจากทานสมุนไพรมาได้หนึ่งอาทิตย์ เธอล้างจานทั้งวันได้ ๗ ใบ อาการที่เกิดก็คือเหนื่อยสุดประมาณ แต่เธอก็ยังไปล้างจานทุกครั้งที่มา ผ่านเดือน ผ่านปี วี่แววการตายของเธอ ยิ่งวันยิ่งจางหายไป จนปัจจุบัน เธอรับหน้าที่ล้างจานอย่างเต็มตัว และสามารถล้างจานให้มูลนิธิได้ในตอนนี้ถึงวันละเกือบสองพันใบ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า คุณสมบัติของผู้หาย ที่พระมาลัยแต่ละคนเขียนเล่ามา ล้วนมีความคล้ายคลึงกันสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเหล่านั้นมี นั่นคือ ความที่พวกเขากลายเป็นคนสองโลก ทำตัวเหมือนมีพันธะผูกพันธ์ มีวันเวลาที่จะมาให้สุขแก่ผู้อื่น นั่นคือ เมื่อได้แรงและชีวิตกลับคืนมา หนึ่งวันในสัปดาห์ คนเหล่านี้ จะมาเสียสละ ช่วยทำงานเป็นจิตอาสาในมูลนิธิ โดยไม่มีค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่สิ่งที่พวกเขาได้ นั่นคือ บุญ ที่ไว้เลี้ยงตน ให้มีพลังทำงานในอีกหกวัน สำหรับภาระของชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ ว่า ครอบครัว หรือ อื่นใด

ท่วงทำนองในการเดิน พิจารณาแนวทางโลก ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก เพราะเหมือนโรยกลีบกุหลาย สวยงาม น่าเดินยิ่ง ปวดรึ กินปุ๊บหายปั๊บ ทันใจดีแท้ ไอ้โน่นเสีย ก็ตัดทิ้ง สบายและ ดูราวปาฏิหารย์ที่ช่างน่าพิสมัย หันกลับมาดูแนวทางสมุนไพร ที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนสติ ไว้แต่วันแรกว่า หนทางนี้นั้น ควรท่องเป็นคาถาคือ "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า" ต้องใช้ขันติอดทน อันมหาศาล เพราะต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ฝืนนิสัยเดิมของตน

ในขณะที่ทางโลกนอนสบายๆ แต่ทางธรรม ไหนจะทรมานกับโรคที่เป็น ยังต้องมานั่งตัวแข็ง ขาแข็งสวดมนต์ นั่งฟังอีก เมื่อยแล้วเมื่อยอีก หากแต่การทำเช่นนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็อรรถาธิบายให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า เมื่ออานนท์ทุกข์กับวินัยธรรมของพระองค์แล้ว ก็จักได้ไม่ต้องไปทุกข์กับกรรมที่ทำมา เพราะได้ใช้ทุกข์อันนั้นไปแล้วนั่นเอง พูดง่ายๆ ก็ปวดเมื่อย ทรมานกับการนั่งฟัง และสวดมนต์แล้ว ตามวินัยบัญญัติของพระภูมี เราท่านจะได้ไม่ต้องทุกข์กับโรคอีกนั่นเอง

จุดตายที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้แนะว่า ทำไมทางโลก จึงไม่มีทางประสพความสำเร็จในการรักษาโรค เพราะคนเหล่านั้นไม่รู้เรื่องกรรมนั่นเอง ที่ที่เป็นบ่อเกิดแห่งโรคทั้งหมดทั้งปวง เมื่อไม่รู้เหตุ ย่อมเหมือนช่างมั่ว ไม่รู้ว่าเสียตรงไหน ผลก็คือ หลักของทางโลก จึงเรียกหลักเพิ่ม ยิ่งทำยิ่งเพิ่ม จากหนึ่งโรคเป็นสอง สาม สี่ .. แล้วก็ตายไป แต่หลักของพระภูมี เรียกหลักลด เมื่อทำถูก จากหลายโรค ก็ค่อยๆ ลดลง จนในที่สุด ก็กลับเป็นปกติ

วิธีการของทางโลก ใช้แนวทางการหนีปัญหา ท้ายที่สุดแก้ไม่ได้ ก็ตัดปัญหาที่แก้ไม่ได้ทิ้ง อุปมาภาพให้เห็นชัดๆ ก็อาทิคนเป็นเบาหวาน จากให้ลดการทานอาหารหวาน เป็นลดน้ำตาล เป็นลดข้าว เป็นวุ้นเส้น แต่ก็หยุดไม่อยู่ หากขาเน่า รักษาแผลติดเชื้อไว้ไม่ได้ ก็ตัดทิ้ง นั่นเอง หากแต่วิธีตามพุทธบัญญัติ ใช้ขันติอดทน สู้ปัญหา จึงเริ่มด้วยการกลับมาทานทีละน้อย ค่อยๆเพิ่มขึ้น ให้อาการของเบาหวานเกิด แล้วร่างกายสร้างภูมิมาต่อสู้ จนชนะ ในที่สุดก็จักกลับมาทานหวานได้ตามปกติ เรียกว่าหายโรคนั่นเอง

รายละเอียดที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนมีมากมาย แต่เราท่านใจร้อน อยากหายในสามวันเจ็ดวัน ไม่เอาความจริง เพราะไม่ยอมให้อาการใดๆเกิดกับตน เรียกว่าจะหายโดยไม่ต้องรับกรรมที่ตนทำมาอะไรเลยนั่นเอง ซึ่งอยากแค่ไหนก็เป็นไปไม่ได้ ต้องค่อยๆเรียนรู้ และสู้ไป ถึงกระนั้นก็ตาม คนทำได้ ผลตอบแทนที่ได้ก็มหาศาล นั่นคือ การกอบกู้ชีวิตตน ให้มีอิสระอีกครั้ง กลับมามีความสุข อยากทานอะไรก็ได้ทาน

ยิ่งได้ฟังแถลงการณ์ของแพทย์ไทยเมื่อไม่กี่วันยิ่งฮา เพราะนั่นคือเรื่องโกหกพกลม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนสอนเมื่อครั้งถ้ำกระบอก ว่าสิ่งที่วงการแพทย์อยากได้มาก นั่นคือ วัคซีน เพื่อแก้โรคต่างๆ หากแต่การจะได้มาซึ่งวัคซีน ที่มีผล มาได้ทางเดียว นั่นคือ จากคนที่หายโรคนั้นๆ แต่ก็มีวงเล็บ มิใช่การหายด้วยยาเคมี ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่ว่า มียาเคมีที่ทำให้คนนั้นรอดจากโรค แต่ด้วยฤทธิ์ของยาเคมีไปทำลายโรค หากจะได้มาซึ่งวัคซีน ต้องให้คนเป็นโรคนั้นๆ ทานสมุนไพร แล้วรอให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ หรือสารต้านเชื้อโรคนั้นๆ ขึ้นมาต่อสู้ จนชนะโรคนั้น ผลที่ได้คือการหายโรค แต่ที่สำคัญกว่าคือ ในร่างกายของคนคนนั้น จะมีสารนี้หมุนเวียนเป็นเกราะป้องกัน เมื่อดูดเลือดคนที่หายโรคนี้ แล้วก็จะสามารถนำไปสร้างเป็นวัคซีนที่มีผลได้

คำกล่าวนี้จึงทำให้เราย้อนไปถึงคำพูดของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่เคยมาขอยาตากับหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วกระเซ้าหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ให้รักษาพวกที่หายจากโรคเอดส์ให้ดี เพราะนี่คือขุมทรัพย์อันมหาศาล เลือดของพวกเขาแต่ละคนมีค่ามาก เพราะนั่นคือ แหล่งของวัคซีนเอดส์นั่นเอง

และหากย้อนไปเมื่อครั้งแอฟริกา อ้างว่าได้ให้คนไข้เอดส์ทานสมุนไพรจนหาย นักวิชาการแพทย์อเมริกัน รีบจับเครื่องไปเพื่อพิสูจน์ โดยในการพิสูจน์ครั้งนั้น แม้นจะมีเอกสารให้ดูมากมาย แต่หาได้รับความสนใจอันใด เพราะทีมนักวิชาการต้องการเฉพาะผลเลือดเพื่อตรวจพิสูจน์ และความจริงก็ปรากฎว่า เป็นแค่เรื่องหลอกลวง เพราะไม่พบสารแอนตีบอดี้ หรือ ภูมิที่ต่อต้านเชื้อเอดส์ ใดๆเลยนั่นเอง

ความจริงข้อนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า ทำไมจึงเกิดคำกล่าวว่า หนีเสือ ปะจรเข้ นั่นก็เพราะคนหลายคนที่มาทานสมุนไพร อาจจะยอมเปลี่ยนพฤติกรรมชั่วคราว เพื่อให้ตนหายจากโรค ซึ่งก็สมใจ แต่เมื่อหายแล้ว ก็กลับไปมีพฤติกรรมเดิมอีก กรรมเขาจะบันดาลโรคเดิมให้ก็ไม่ได้ เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคเดิมแล้ว ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า เมื่อหายแล้ว มีภูมิแล้ว นั่นหมายความว่าคนผุ้นั้น จะไม่กลับมาเป็นโรคนี้อีกตลอดชีวิต แต่หลวงพ่อนิพนธ์สอนเสมอว่า กรรมมันแปรได้ เมื่อเอามะเร็งไม่ได้ ก็ให้เป็นอย่างอื่นได้ เพราะตายเหมือนกัน นั่นคือ หนีเสือมะเร็งได้ ไปตายด้วยจรเข้ไต นั่นเอง

บทสุดท้ายของความต่าง แนวทางโลก ไม่ต้องเปลี่ยนนิสัยอันใดเลย ภาพดูดี อุปมาเหมือนดอกบัวสวยงาม ให้หยิบชม แต่เมื่อเอื้อมเข้าไป กลายเป็นกงจักร ตัดนิ้ว ตัดมือ ตัดอวัยวะขาดวิ่น และอาจถึงกับตัดชีวิต แต่คนนิยมชมชอบ เพราะกรรมมันส่งเสริม แนวทางของพระภูมี ดูแล้วลำบาก ไม่อยากเลือก ผู้ที่เลือก จึงต้องเอาเหตุและผลอันมหาศาลของพระภูมี มาเป็นสติ ให้เดิน ดูแล้วเหมือนกงจักร หากแต่เมื่อเอื้อมมือคว้า กลับกลายเป็นดอกบัว ที่ส่งกลินหอม ให้สุขอันมหาศาล

สติที่แม่ชีเมี้ยนทรงเตือนหลวงพ่อนิพนธ์ด้วยรู้ใจ จึงยกพระโคดมให้ฟังว่า แม้นธรรมของพระองค์จักดีสักฉันใด คนอินเดียมีถึงร้อยล้านคน แต่สี่สิบปีที่พระโคดมทรงโปรด ก็ได้สาวกแค่เพียง เกือบแสนคน เท่านั้น การที่นำธรรมหมวดสมุนไพรมาทำ ก็คงเป็นเช่นนั้น แต่ผลแห่งการทำ ผู้ที่หัวเราะทีหลัง ก็คือผู้ทำได้นั่นเอง ซ้ำยังดังกว่า เป็นตำนานประวัติศาสตร์เล่าขานให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

บทสรุปของคำสอนทุกครั้ง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า พระภูมีทรงบัญญัติบุญของท่าน ไม่ใช่ที่วัด ที่โบสถ์ หรือเฉพาะกับพระ หากแต่บุญเกิดแต่การให้สุขแก่มนุษย์และสัตว์ ทำที่ใดในโลกก็ได้ นับถือศาสนาอะไรก็ได้ ไม่จำกัด ... การจักหายโรค จะพึ่งลำพังสมุไพรไม่ได้ เรียนรู้วิธีหาบุญ แล้วทำให้ถูก เพราะการหายที่สมบูรณ์ ต้องทำให้กรรมอันเป็นต้นเหตุหายไปด้วย ชีวิตจึงจักปลอดภัย ... เมื่อมีสตินี้แล้ว ทำตนหายแล้ว ไปอยู่ทีใด ก็สามารถทำตามคำสอนของพระภูมี มีบุญเลี้ยงตน อยู่ได้เป็นปกติสุข ... ที่สำคัญ ได้ชื่อว่าเป็นคนดี เพราะมีธรรม และประพฤติธรรมได้นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รอย


ความที่มาทีหลัง ทำให้การเดินตามนั้นสบายขึ้น เพราะเส้นทางมีคนทำรอยให้เดินนั่นเอง อุปมาเหมือนการเข้าสอบแต่รู้ข้อสอบก่อนนั่นเอง

สิ่งที่เราท่านได้ยินได้ฟัง จากประวัติของพระมาลัยแต่ละคน ที่หลวงพ่อนิพนธ์มาอ่านให้ฟัง ทำให้เห็นแนวข้อสอบ ที่คนจะเดินตาม ต้องเรียนรู้ และเตรียมตัว เตรียมใจ เพื่อรับมือ เมื่อถึงเวลา จะได้สามารถรักษากรรมฐาน ความสงบของตนไว้ได้

รอยแรก ที่มักถูกกล่าวถึง นั่นคือ การเลิกยาเคมี ทุกชนิด หยุดให้ได้เร็วที่สุด เพราะนั่นคือ การหยุดทำบาปกับตนเอง

รอยที่สอง คือ การทานสมุนไพร ที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามอาการ การได้เรียนรู้ว่า อาการใดจะเกิด และเมื่อเกิดแล้ว ไปเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อรับสมุนไพรมาแก้ไขอาการดังกล่าว ที่สำคัญคือ การเรียนรู้ว่า การทานสมุนไพร จะต้องมีอาการของโรค ที่เรียกกันว่า ลงแดง เกิด จะได้เตรียมใจ และมีขันติอดทน ยิ่งต้องรู้ว่า วันใดที่เกิด นั่นคือ กำลังผ่านนรก อันหมายถึงประตูสวรรค์ เปิดรอให้เดินเข้าไปเช่นกัน

รอยที่สาม คือ รอยบุญ ที่ต้องเรียนรู้ว่า จักสร้างโดยวิธีใด ที่สำคัญ บุญที่ได้จะเสียไปโดยวิธีใดเช่นกัน การเรียนรู้การสร้างและการใช้ที่ถูก หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เปรียบเสมือน เห็นเป้าหมาย เมื่อมีบุญ คือมีลูกกระสุน มีสมุนไพร อุปมาเหมือนมีปืน การยิงย่อมถูกเป้า และหวังผลได้นั่นเอง

จุดสำคัญที่พระมาลัยแต่ละคนชี้ให้เห็น บุญซื้อไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายเพิ่มเติม รอยที่พระโคดมทำไว้ แม้นเป็นกษัตริย์สมบัติมากมาย แต่เอาไปหาบุญไม่ได้เลย ต้องมาตัดนิสัย จึงเป็นบุญ และ หาบุญกับมนุษย์และสัตว์ จึงทิ้งวัง ... แล้วตัดนิสัย มาหาบุญด้วยการสอนสงฆ์สาวก จึงได้บุญไปนิพพาน แม่ชีเมี้ยนเคยสรุปให้ฟังว่า หากจะหาบุญ "อย่าเลยน่ะมนุษย์และสัตว์"

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดจิตอาสา อันดูผิวเผินเหมือนมาทำให้ แท้จริงแล้วทำเพื่อช่วยตนนั่นเอง เพราะสุขที่ทำให้ผู้อื่น จักย้อนคืนมาหาตน ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นย้ำว่า หากจะหาสุข ด้วยการทำให้ตนไม่มีทาง ตามพุทธดำรัส ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว ...

รอยที่พระมาลัยทุกคน เขียนไว้เด่นชัด นั่นคือ การรักษาความสงบ ในยามที่อาการเกิด เสมือนรักษากรรมฐาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง แทบทุกตัวคนของพระมาลัย เมื่ออยู่ในสภาวะนั้นๆ มักยอมที่จะตายไปเสียดีกว่า หากแต่สติที่นำมาใช้รักษากรรมฐาน บางท่านก็นำมาจากความรักที่มีต่อ พ่อแม่ ที่ยังต้องเลี้ยงดู หรือแม้นกระทั่ง ลูกน้อย ที่ยังเล็กๆ ยังช่วยตนไม่ได้ ความผูกพันธ์อันนี้ ถูกผลักหรือนำมาใช้ในการเผชิญวิกฤต สร้างกรรมฐาน ขันติอดทน จนผ่านวิกฤตได้ อันหมายความว่า ในยามวิกฤต กำลังใจจากคนรอบข้าง ย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด นั่นเอง

รอยอีกประการที่สำคัญ นั่นคือ ความกตัญญู ที่มักจะเป็นความมุ่งมั่นที่มีของแต่ละคน ในการที่จะใช้ชีวิตที่ได้คืนมา เพื่อตอบแทนศาสนา ตามกำลังของตนที่ทำได้ หลวงพ่อนิพนธ์มักจะพูดให้ฟังเสมอว่า อธิษฐานไปเลยว่า หากได้ชีวิตคืนกลับมา ๑ วันในสัปดาห์ จะเอาแรงที่ได้มาทำงานรับใช้ศาสนา เราท่านจึงเห็นจิตอาสา ที่ฟื้นฟูตนจนสำเร็จ มาเดินกันไขว่ ช่วยงานกันเต็มไปหมด ... ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาบ่อยๆ ก็อาทิ ป้าก้อย หลานคุณหญิงบุญเรือน ที่หายจากรูมะตอยด์ มาสอนคนไข้ให้ทำเบอเกอรี่ขาย ทุกวันนั่นเอง

ประวัติศาสตร์ หรือ รอยของพระมาลัย เหล่านี้ กำลังถูกรวบรวม มา ณ.วันนี้ ที่รวบรวมได้แล้วและมีความพร้อมในการให้คำปรึกษา เฉพาะโรคมะเร็ง ทำเป็นเล่มๆ เพื่อให้อ่าน และสอบถามได้ เล่มละ ๒๐ คน ตอนนี้ก็ได้เกือบ ๒๐ เล่มแล้ว

เมื่อได้เห็นรอยเหล่านี้แล้ว ก็นำไปเปรียบกับรอยที่ตนเองกำลังทำ ว่าอยู่ในแนวเดียวกันหรือไม่ รอยที่เราท่านกำลังทำ เชื่อว่าดี แต่ไม่รู้ว่าดีจริงไหม แต่รอยที่พระมาลัยทำมาแล้ว ผลที่ได้ ดีแน่ เพราะผลเกิดแล้ว เขารอดแล้ว ...

รอยต่างๆ ยังมีอีกให้เรียนรู้ แต่รอยที่สำคัญ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ว่าเป็นจุดตาย ส่งผลต่อความสำเร็จอย่างยิ่งยวด นั่นคือ ความเชื่อ ศรั่ทธา แล้วทำตาม มีหนึ่งไม่มีสอง

นั่นหมายความว่า พระมาลัยเหล่านี้ โดยเฉพาะคนที่หมอพิพากษาแล้ว ผ่านการทดลองแนวทางต่างๆมาแล้ว ไม่ว่า หมอสมัยใหม่ หมอผี เข้าทรง องค์เจ้า ฝังเข็ม หรือสิ่งใดที่ว่าช่วยได้ในโลก จนท้ายที่สุด มาเลือกทางนี้ รอยที่พระมาลัยเหล่านี้ทำให้เห็นนั่นคือ รวบรวมความเชื่อ ศรัทธา ที่แตกกระสานซ่านเซ็นเหล่านั้น วางสิ่งอื่นทั้งหมด แล้วมารวมไว้ที่แม่ชีเมี้ยน ที่พระพุทธเจ้า เพียงอย่างเดียว ไว้ก่อน ในยามนี้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนเสมอว่า ลองทีละอย่าง จะได้รู้ว่าสิ่งไหนช่วยได้ หากนำหลายสิ่งมาปนเป ก็ไม่รู้ว่า แท้จริงแล้วสิ่งไหนที่ช่วยเราท่าน หากจะช่วยตน ให้วางสิ่งที่ตนถือทั้งหมดไว้ก่อน แล้วถือแม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า ไว้ก่อนในยามนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องมานับถือศาสนาพุทธ เมื่อช่วยตนจนพ้นแล้ว จะไปถืออะไรไม่ว่ากัน แต่ยามนี้ไม่ได้ เพราะจะไม่รู้เลยว่าสิ่งใดที่ช่วยตน ... ยามขับขัน คว้าผิดคว้าถูก แล้วจะช่วยตนไม่ได้

เราจึงขอขอบคุณพระมาลัยทุกคน ที่เสียสละเวลา และอนุญาตให้เผยแพร่ สอบถามได้ ... อีกไม่นาน ภาพที่เราท่านจะเห็น ก็คือเมืองของมะเร็ง ที่ไม่ใช่มาเพื่อรอวันตาย แต่จะเป็นเมืองที่คนเป็นมะเร็ง แต่มีเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ... ที่สำคัญ คนเหล่านี้จากคนที่ไร้ค่า เป็นขยะของสังคม เปลืองงบประมาณ ทำลายล้างสร้างหนี้สร้างสิน เป็นภาระให้แก่ญาติ กลับกลายเป็นคนดี เป็นกำลังของชาติ ... มีจิตใจดีงาม เกรงกลัวบาป และจักช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์ เป็นอุปนิสัย

นี่แหละคุณค่าของศาสน์ มีไว้สร้างปูชนียบุคคล หาใช่ดังพราหมณ์มันเขียนมันแต่ง หลอกล่อให้สร้างปูชนียวัตถุไม่ เช่นที่เห็นกลาดเกลื่อนเมืองไทย แล้วอ้างว่าเป็นเมืองพุทธ ทั้งที่ต้นกำเนิดคือ อินเดีย ในพุทธประวัติ ก็เห็นชัดว่า ไม่มีเลย จักมีก็แต่ปูชนียบุคคล คือ สงฆ์สาวก เกือบแสนรูป นั่นเอง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44