วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สอนลูกหลาน

ศาสนา หรือ ลัทธิความเชื่อใดๆ ย่อมมีไว้เพื่อเป็นที่พึ่งของบุคคลที่นับถือนั้นๆ โดยเฉพาะในยามทุกข์

หากแต่ปัญหาหนึ่ง ที่หลายคนที่นับถือศาสนาพุทธ อาจจะสงสัย แม้นจะมีความเชื่อ ศรัทธา มากหลาย นั่นคือ การทำตน เพื่อเป็นคนดี ทำอย่างไร

แม่ชีท่านหนึ่ง กล่าวว่า เมื่อญาติของตนมายังแผ่นดินของศูนย์ปฏิบัติธรรม แม่ชีเมี้ยนกรุณา ประการหนึ่ง ก็เพื่อเยี่ยมท่าน ด้วยเพราะอาการของท่าน ทานสมุนไพรเพียงประการเดียว ที่มูลนิธิ นั้น ไม่เพียงพอ

เมื่อฟังท่าน อาสิ ก็เบนเข็มมาใช้หนทางในการปฏิบัติร่วมด้วย หากแต่ญาติก็ยังฟื้นฟูตน ที่มูลนิธิ

ญาติเห็นตัวท่าน มีสภาพดีขึ้นผิดหูผิดตา จึงถามท่านว่า อยากให้หลานวัยแปดขวบ ได้ปฏิบัติธรรมบ้าง แต่ญาติอีกคนก็กล่าวว่า ลูกของตน ไปเรียนวิปัสสนา กรรมฐาน จากวัดดัง ตั้งแต่เล็ก หากแต่เมื่อโตขึ้น กลับเกลียดวัดไปเลย

แม่ชีก็บอกว่า ที่นี่ ไม่มีวิปัสสนากรรมฐาน ไม่มีกติกาว่าต้องบวชมีใบสุทธิ ไม่ทำเหมือนที่อื่น และที่สำคัญท่านเองก็ไม่รู้ธรรมอะไรมากนัก แม้นจะบวชมาหลายเดือน รู้แต่ว่า ทำตามแม่ชีอ้อสอน ไม่ต้องสนอะไร พยายามถือสัจจะตามที่ให้ไว้ เท่านั้นเอง อาการของท่านก็ฟื้นฟูดีขึ้นเป็นลำดับ ไม่ต้องพึ่งยาเคมีใดๆอีก

ท่านจึงถามแม่ชีอ้อว่า แล้วหลานวัยแปดขวบ หากจะสอนธรรมเขาต้องทำอย่างไร ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้รู้ธรรมอันใด

แม่ชีอ้อจึงชี้ให้เห็นว่า เรื่องของศาสนา ไม่จำเป็นต้องรุ้ธรรมมาก เพราะศาสนา คือ เราทำ ขอเพียงทำตาม แล้วนำสิ่งที่ทำได้ ไปสอน นั่่นคือ ทำอย่างไรแล้วผลถูกเกิด ก็ว่าไป ทำอย่างไรผลผิดเกิด ก็ว่าไป เท่านัน พอ ไม่จำเป็นต้องรู้ธรรมมากมายเลย

เด็กวัยแปดขวบ ก็เสมือนตัวเรา หากมีวันเวลา ธรรมของพระภูมี ไม่ว่าจะเป็นประการใด ก็ล้วนเริ่มที่กายเป็นสำคัญ ต้องทำกายก่อน

ตัวเรายังต้องเริ่มที่การสละแรงกายทำงานเพื่อศาสนา อันเป็นปฐมแห่งการให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วทานสมุนไพร เด็กก็เช่นกัน เขามีวันเวลา ก็สอนเขาทำให้ผู้อื่น และ ทานสมุนไพร

เมื่อวันเวลาผ่านไป ทำถูกผลถูกย่อมเกิด วันเวลาจะเป็นบทพิสูจน์ เมื่อเด็กโตขึ้น ความแตกต่างระหว่างเขากับเพื่อนจะปรากฎ เพราะตัวเขาเอง จะเห็นเพื่อนป่วย ไปโรงพยาบาลกันประจำ ในขณะที่ตัวเอง นั้น ไม่เคยต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการป่วยเลย

ไม่ต้องสอน ผ่านวันผ่านเดือน เด็กก็จะรู้ได้ สัมผัสปาฏิหาริย์ ของแม่ชีเมี้ยน อันนี้ได้ และเขาก็จะรู้และเข้าใจ คำว่า ศาสนา คือ เราทำ ต้องลงมือทำเอง

คนทั้งหลายก็เช่นกัน มาหาศาสนา แต่ทุกที่มักสอนให้ก้าวกระโดด ให้ทำใจ ผลสุดท้ายก็ตกลงมา ศาสน์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เริ่มจากการทำ ทานบารมีก่อน เป็นสำคัญ ประกอบกับการสร้างบุญ ด้วยกาย วาจา เป็นปฐม โดยเว้นใจไว้ก่อน เพราะเป็นเรื่องที่มีรายละเอียด

การมาทานสมุนไพร และทำกิจกรรม จึงเป็นการเรียนรู้ มิใช่เพียงเพื่อตน เราท่านสามารถนำความรู้นี้ ไปสอนให้ลูกหลาน ช่วยตนของตนได้ เพราะผ่านการพิสูจน์ ด้วยตัวของเราท่านเองแล้ว ว่าถูก ผลถูกคือการหายโรค จึงปรากฎ

และก็เฉกเช่นเดียวกัน ท่าน อาสิ จึงชี้ว่า วันหนึ่ง เราท่านก็ควรขยับการเรียนของตน ให้ขึ้นชั้นไป เข้าหมวด บุญบารมี เป็นที่พึ่ง ด้วยการรับสัจจะ นำมาเป็นสติธรรมนำตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักอุปมาให้เห็นภาพของศาสนา เช่น เราท่านหิวข้าว จะมัวนั่งภาวนาสักฉันใด ก็หามีข้าวกินไม่ ต้องลุกขึ้นไป ตักข้าว ซาวน้ำ ตั้งหม้อ จุดไฟ เอากายไปทำ จึงได้ข้าวมากิน ฉันใดก็ฉันนั้น

วิปัสสนา กรรมฐาน จึงเป็นเพียงลม ลืมตามา ก็อยู่ที่เดิม ไม่มีประโยชน์แก่ผู้ใด แต่สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หากทำตาม แม้นจะเป็นเพียงมะกรูดห้าลูก เอามาทำสมุนไพรแจกคน ผลที่เกิดย่อมให้สุขแก่ผู้อื่น แลเป็นสุขย้อนมายังตน จึงหายโรค ไม่ใช่นั่งสวดมนต์อ้อนวอนของให้หายโรค

คำของแม่ชีอ้อ สอนแม่ชีท่านนั้น จึงชี้ให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องสอนธรรมอะไรให้หลานฟังเลย เพียงแต่ให้สอนให้เขาทำตาม ทำในสิ่งที่ให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วทานสมุนไพร เมือเวลาผ่าน เด็กก็จะรู้เองว่า ธรรมคืออะไร ก็เพราะเขาได้เรียนรู้แล้วว่า เมื่อเขาใช้กายทำ ให้สุขแก่ผู้อื่น ทานสมุนไพร ผลที่ได้คือสุขภาพที่ดี ... ก็แล้วถ้าวันหนึ่ง เขาพัฒนามาใช้วาจา และใจทำเล่า อะไรที่รอเขาอยู่

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงพูดอย่างมั่นใจว่า แม่ชีเมี้ยนมีปาฏิหาริย์ สมุนไพรของท่าน ช่วยให้หายโรคได้ ธรรมของท่านช่วยให้พ้นกรรมได้ ปัญหาก็มีเพียงประการเดียว คือ เราท่านเข้าถึงท่านหรือไม่ .... ก็ขึ้นกับตัวเอง จะเปลี่ยนแปลง ความคิด พฤติกรรม มาอยู่ในร่องธรรม และมีความขันติ อดทน สักขนาดไหน สร้างคุณสมบัติ รองรับปาฏิหารย์

หากสอนลูกหลานทำ แต่ผลที่ปรากฎไม่แก้ทุกข์ของเขาได้เลย ช้าเร็วเขาก็ต้องเบื่อและหันหลังให้ เป็นแน่แท้ แต่ถ้าเขาทำแล้ว แก้ทุกข์ที่มีได้ เขาย่อมซึมซับและอยากเข้าใกล้ เป็นธรรมดา เสมือนสมาชิกหลายท่าน ที่ให้ลูกหลานทานสมุนไพรเขียวแต่เด็ก จนเกิดสัญชาติญาณ วันใดเมื่อตัวมีไข้ เขาก็จะเดินไปหายาเขียว รินเอง ทานเอง โดยไม่มีวันนึกถึงยาเคมีแม้นแต่น้อย

วันใดที่เราท่านจากโลกนี้ไป ลูกหลานก็จักขอบคุณมรดกที่ล้ำค่านี้ มากกว่าทรัพย์สมบัติใดๆ

คำถามที่ควรคิด หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า เมื่อเราท่านมีวาสนามาพบ ทำไมไม่ทำ มิใช่แต่เพียงเพื่อตนของตน แต่เพื่อคนที่เราท่านรัก ลูกหลาน ได้มีหลักที่พึ่งพิง ฤาจะมาเอาแต่สมุนไพร ช่างน่าเสียดายนัก นั่นมันของแถม ธรรมของพระภูมีต่างหาก นั่นคือ ยอด ....

ท้ายที่สุด แม่ชีอ้อ จึงกล่าวว่า เสียดายสมาชิกผู้หญิงท่านหนึ่งเป็นมะเร็ง ท่านร้องขอให้มาเรียนรู้เรื่องศาสนา แล้วนำไปปฏิบัติ เธอตอบว่า ไม่มีเวลา ไว้มีเวลาจะมา นั่นคือช่วงที่หลวงพ่อนิพนธ์จากพวกเราไป มาวันนี้ เธอกลับมาหาแม่ชีอ้ออีกครั้ง บอกว่า อยากมา แต่สภาพของเธอตอนนี้ ถึงอยากมาก็มาไม่ได้แล้ว เพราะช่วยตัวเองยังไม่ได้เลย .... แล้วเราท่านคนไหนรู้บ้าง ว่ามีเวลาเหลือสักเท่าไหร่ จึงไม่คิดไปเรียน เพื่อมาปฏิบัติ นี่แหละอำนาจกรรม

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ตามฤดู

ตอนนี้ก็ย่างเข้าฤดูหนาว เวียนมาอีกครั้ง การมาก็มาพร้อมกับโรคหวัด

ธรรมชาติก็ให้สมุนไพรชนิดหนึ่ง ออกผลในยามนี้ นั่นคือ มะขามป้อม

เมื่อนำมาทำเป็นสมุนไพร ให้คุณค่าที่มากกว่าสมุนไพรมะนาว หลายประการ

น่าเสียดาย ที่แม้นจะมีสมาชิกมากหลาย ที่อาจต้องใช้สมุนไพรชนิดนี้ ในการแก้ไขอาการของตน แต่ก็กลายเป็นของขาดแคลนไปอย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วนหนึ่ง เพราะถูกส่งออก เพื่อไปทำสมุนไพร ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การจะได้รับสมุนไพรมะขามป้อม ของมูลนิธิ จะรอคนนำมาคงยาก ก็ต้องรอลูกผล จากต้นที่หลวงพ่อนิพนธ์ปลูกรักษาเอาไว้

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า แม้นจะเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณสูง แต่ไม่ค่อยได้ทำแจก กว่าจะได้แจก ก็ต้องรอถึงปลายปี ธันว่า หรือ มกราคม เท่านั้นเอง

เห็นอาการของคนทั่วไป ไอบ้าง มีเสมหะบ้าง หวัดบ้าง และได้สัมผัสลมหนาว ก็พาลนึกถึงสมุนไพรนี้ หากมีแจกให้สมาชิกได้ทุกคน รวมทั้งเผื่อไปยังลูกเด็กเล็กแดง ได้ก็คงดี

แต่วันอาทิตย์ที่ผ่าน ... แม้นหน้านี้มะขามป้อมจะออกผลแล้ว ก็มีปริมาณที่นำมาทำสมุนไพรแจกได้แค่ ประมาณสามสิบขวดเท่านั้นเอง

ทำให้หวนคิด คำของหลวงพ่อนิพนธ์ ว่า มูลนิธิเรานั้นโดดเดี่ยว ผู้คนก็ดูเสมือนมาก แต่ยังไม่มีน้ำจิตน้ำใจรวมกัน ลำพังกำลังของเรา ก็คงทำได้แค่นี้ แม้นอยากช่วย แต่ก็ยังไม่มีความสามารถ คนอื่นไม่สนับสนุน ก็ช่างเขา แต่คนของเรา สมาชิกของเรา ยังไม่ช่วยกัน นี่แหละคือปัญหาใหญ่ ที่เราจะก้าวเดินกันไปอย่างไร

บทสรุปที่ท้าทาย คือ การจะทำให้สมุนไพร กระจายเติบโตในหมู่คน คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากสภาพคนที่มาทาน ไม่ช่วยกัน แม้นสมุนไพรจะมีคุณค่าช่วยให้หายโรคได้ แต่จะหาที่ไหนให้คนเหล่านั้นทาน ....

ก็ดูแค่สมุนไพรมะขามป้อมนี้แหละ หลายคนมีความจำเป็น แต่ก็ทำได้แค่ให้สมุนไพรมะนาวไป เท่านั้นเอง

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บอกแต่ไม่สอน

ไม่ว่าเราจะมีความเชื่อในแขนงไหน หรือศาสนาใดในโลก ทุกคนก็พูดตรงกันหมด นั่นคือ ล้วนแล้วแต่สอนให้เป็น "คนดี"

การทำความดีจึงเป็นคำบอกที่มักถูกสอนกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า หากแต่เมื่อสืบสาวลงไป เพื่อหาเนื้อหากระบวนการ ในการเป็นคนดี หรือทำความดีนั้นๆ หารายละเอียดวิธีการ หรือ กระบวนการที่เป็นแก่นสารในการดำเนินรอยตาม กลับไม่มี

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมคนทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อ อยู่ในหลักคำสอน และปรารถนาที่จะเป็นคนดี จึงเป็นไม่ได้ดั่งใจคิด

เพราะเมื่อสาวลึกลงไป ไม่มีใครบอกถึงกระบวนการแห่งการเป็นคนดีได้เลย นั่นเอง จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ไม่สามารถการันตีได้เลยว่า หากเรามีความเชื่อ และทำตาม จะเป็นคนดีได้ ทุกคน

ความเชื่อ ไม่ว่า จะเป็นลัทธิ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ศาสนาใดๆ รวมทั้งพุทธศาสนา จึงถูกฟ้องด้วย การฉ้อฉลของผู้ปฏิบัติ ที่หลอกลวงนั่นเอง

ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุที่ ความเชื่อนั้นๆ เกิดจากความคิด ความอ่านของมนุษย์ สร้างเป็นกรอบ ประเพณี ปฏิบัติสืบกันมา เป็นเพียงกติกาที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข แต่ขาดสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็น นั่นคือ "อำนาจ"

คำถามคือ ทำไม จึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะ โลกนี้ มีอำนาจกรรม ปกครองอยู่ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามกรรม จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีความคิดกรรมใดๆ ที่จะสร้างการปฏิบัติมาเพื่อเอาชนะอำนาจกรรมนั่นเอง

นี่คือประเด็นที่หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ทำไมเราจึงต้องมีพระพุทธเจ้า ต้องอาศัยอำนาจธรรม ที่ซึ่งเป็นอำนาจนอกโลก เพื่อให้ความคิดที่จะมาใช้ในการดำเนินชีวิต ฉีกพรหมลิขิต หรือ กรรมลิขิตได้นั่นเอง

บรรพบุรุษ จึงสอนให้เราท่านทำตนรอพระพุทธเจ้า

ดังนั้น เมื่อเราท่านมาเจอธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่แท้จริงที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนว่า อย่าไปกังวลกับโรค ที่เป็นปลายเหตุ นั่นเป็นเรื่องเล็กน้อย ของชีวิต

แต่สิ่งที่ควรตระหนัก นั่นคือ การพิจารณาคำสอนของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แล้วนำมาเป็นความคิดในการประพฤติตน

สิ่งใดที่ทำแล้วผลถูกเกิด นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ถูก เราท่านก็จำไว้ทั้งข้อผิด ข้อถูก ทำไปจนกระทั่งช่วยตนประสพผล ความรู้ของเราท่าน ก็จะกลายเป็นตำราช่วยคน ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ไม่ใช่ลองผิดลองถูก เดาสุ่ม

แม้นการมายังมูลนิธิไทยกรุณาในวันนี้ จะเป็นแผ่นดินทาน ที่ใช้สร้างทานบารมีเป็นหลักก็ตาม แต่หากผู้ใดทำได้ คนผู้นั้น ก็พัฒนาตน จากผู้รับ ผู้ที่คอยเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มาจนกลายเป็นผู้ให้ เป็นพระเวสสันดร เป็นอย่างน้อย

แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ที่จะสร้างสุขในวันข้างหน้า นั่นคือ นิสัยที่สร้างสุขให้ผู้อื่นเป็นนิจ พร้อมกันนั้น ก็ได้ตำรา หรือ ธรรมหมวดสมุนไพรติดตัวไป อันตำรานี้ หากผุ้ใดมีจิตเมตตาอันมหาศาล ก็สามารถเรียบเรียง แล้วสร้างเป็นถ้อยคำ กระบวนการ แล้วทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ ไปสอนผู้อื่นต่อได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน เพราะตนของตน ทำได้ มาแล้ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สมบัติของศาสน์มีค่ามหาศาล ดูจากพุทธประวัติก็จักเห็นว่า มีค่ามากกว่าบัลลังก์เสียอีก ใครได้มาเรียน แล้วทำได้ ก็นำสิ่งนี้ไปสอนลูก สอนหลาน คนที่รัก เพื่อให้คนเหล่านั้น มีสุขเฉกเช่นตน ที่สำคัญสมบัติอันนี้ ติดตัวไปได้ทุกภพทุกชาติ

กระบวนการต่างๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด ล้วนแล้วเป็นบัญญััติของพระพุทธเจ้า ที่ใช้ในการพัฒนาวิญญาณของสาวก ให้กลายเป็นคนดี อันมีบทพิสูจน์มาแล้ว น่าเสียดาย ที่หลายคนกลับมุ่งแต่สมุนไพร ที่เป็นสมบัติต่ำค่าที่สุดของศาสนา

เราจึงขอเน้นย้ำในคำหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง หายโรคเป็นเพียงของแถมที่ศาสนาพึงให้แก่ผู้ปฏิบัติทุกรูปนาม อยู่แล้ว หากผู้ปฏิบัตินั้น พิจารณาคำสอน แล้วทำตาม ยกวิญญาณของตนให้อยู่สูงได้ เข้ามาตรฐาน เป็นนิสัย คือ ให้สุขแก่ผู้อื่น สุขนั้นกลับมาหาตน

หลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า มิใช่มีแต่เพียงคำบอก คำกล่าว ให้เป็นคนดี แต่มีขั้น มีตอน มีกระบวนการสอน ให้ตนของตนพัฒนาเป็นคนดี ขึ้นมาได้ ที่สำคัญ ทุกคนทำได้

ผู้ทำได้ตามบัญญัตินี้ การันตีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คนผู้นั้นเป็นคนดีแน่นอน เพราะคนผู้นั้น จะยินอยู่บนพื้นฐาน ของการกลัวกรรม เป็นนิสัย และจะพึงมีความคิดสร้างสุขให้ผู้อื่น หรือ สร้างแต่ตัวกระทำที่ดี ด้วยนิสัยของพระภูมีที่มี เป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะอยากให้ตนของตนมีแต่ความสุขรออยู่ในวันข้างหน้านั่นเอง

บทสรุป ทำไมเราท่านจึงไม่เรียนเพื่อช่วยตน และคนที่รัก แต่กลับมาเอาแค่กระพี้ คือสมุนไพรเพื่อหายโรค ช่างน่าเสียดายยิ่ง ในเมื่อ เราท่านทำแล้ว ยังช่วยตนได้ ทำในสิ่งที่คนทั้งโลกช่วยเราท่านไม่ได้ แล้วกลับทิ้งวิชาสุดยอดนี้ ไม่คิดทบทวน ตอกย้ำตน เพื่อให้เป็นที่พึ่งในภายภาคหน้า ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

มันถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่เราท่านควรจะบอกลูกหลาน ว่า เลิกกินยาเคมี เถอะ มาทานสมุนไพร เลิกดูละครสักนิด มาสวดมนต์กันสักหน่อย เลิกโกรธ เกลียด และใช้นิสัยตนกันลงสักนิด เพื่อให้สังคมครอบครัวเป็นสุข ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

หรือจะเอาแค่เพียงหายโรค เพื่อที่จะมีแรงกลับไปด่าผัว ด่าเมีย ด่าลูก หรือเพื่อทำลายผู้อื่น เอาเปรียบเขาอีกกระนั้นหรือ

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ด้าน ได้ อาย อด

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า การใช้บัญญัติสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมานั้น อุปมา เสมือน "บ่งหนาม ย่อมเจ็บเนื้อ"

จึงเห็นได้ว่า ทุกกระบวนการล้วนแล้วแต่ต้องใช้ขันติ อดทน เริ่มตั้งแต่ รสชาดของสมุนไพร การเข้ากระโจม เรื่อยมา...

ที่สำคัญที่เป็นสุดยอดของเรื่องราวในแต่ละคน คือสภาวะในช่วงของการฟื้นฟู ย่อมมีสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า อาการลงแดง

หรือแม้นกระทั่งผลกระทบ ที่แม้นไม่เป็นอันตราย แต่หลายคนก็ยากจะรับได้ เพราะอาการเหล่านั้น สร้างความอายให้เกิดขึ้น

เราจึงอยากยกตัวอย่าง ผู้หญิงวัยกลางคน ที่ทำงานมีหน้ามีตาในสังคม ท่านหนึ่ง ที่บังเอิญเป็นโรคเบาหวาน ตั้งแต่เริ่มสาว รักษาตนมานานปี ด้วยทางเลือกอื่น แต่ก็ไม่ประสพผล จนอาการของเธอเข้าขั้นวิกฤต

เธอก็ยังมีวาสนา วันหนึ่งเธอเวียนว่ายมาพบทางเลือกสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน และเธอก็ทิ้งทุกแนวทาง ที่เคยผ่าน มาลองใช้ทางเลือกอันนี้ดู

ผ่านวัน ผ่านคืน ไม่ว่าสภาพใดๆ ที่เกิดขึ้น เธอก็ทำใจรับสภาพ ใช้ขันติ อดทน ผ่านมาได้หมด ยกเว้นประการเดียว ที่ทำให้เธอกังวล นั่นคือ ในขณะที่อาการของเธอเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ผิวเธอที่เป็นคนขาว ค่อยๆ เริ่มดำคล้ำขึ้นทุกวัน จนไม่ว่าใครๆ ก็ทัก และเริ่มซุบซิบว่า สงสัยเธอน่าจะเป็นเอดส์ เพราะสีผิวของเธอดำคล้ำมากขึ้นทุกวัน

บังเอฺิญเธอมีโอกาสได้คุยกับเรา แลเล่าทุกข์อันนี้ระบายให้ฟัง

เราจึงชี้สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ และวิทยากร ท่าน อ.อร่าม มักกล่าวเตือนเสมอว่า คนป่วยเบาหวาน วิทยาการสมัยใหม่ มุ่งไปที่ตัวเลขของปริมาณน้ำตาลในเลือด ต้องอยู่ในเกณฑ์นั้น นี้ ...

แต่จะทำอย่างไรเล่า ที่จะเอาน้ำตาลส่วนเกินออกจากตัวคนป่วย เมื่อทำไม่ได้ วิธีการเดียวที่ใช้ก็คือ บังคับให้น้ำตาลในเลือด เข้าไปฝังตัวในกล้ามเนื้อ นั่นเอง

ทีนี้ คนป่วยก็สบายใจเพราะค่าน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นั่นกลายเป็นสร้างวิกฤตอันใหญ่หลวง แก่ร่างกาย และชีวิต

เมื่อใช้สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็นว่า น้ำตาลที่อยู่ในเลือดต่างหาก เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด คืออันตรายน้อยสุด

เมื่อร่างกายได้สมุนไพร และอาหาร มีความพร้อม ก็ต้องรีบดึงน้ำตาล ที่ถูกกดในกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ออกมา ให้อยู่ในเลือด เพื่อรอการขับออก ทางไต

ผลก็คือ ด้วยปริมาณน้ำตาลที่สูง ทำให้บริเวณผิวของเรา เปลี่ยนสีกลายเป็นสีดำ คล้ำขึ้น ตามปริมาณน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง แต่เป็นผลข้างเคียงชั่วคราว ที่ไม่อันตรายใดๆเลย

เราจึงบอกคนป่วยว่า ถ้าหากเราอาย และทนคำวิพากษ์วิจารณ์ ที่บางคนเห็นไม่รู้ ก็บอกว่าเราเป็นเอดส์บ้าง โน่นบ้าง นี่บ้าง แล้วเราก็หยุดทานสมุนไพร หยุดพฤติกรรมในการฟื้นฟูตนเสีย สิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็สูญเปล่า

เราอาจจะได้ผิวขาวกลับมาในทันทีที่กลับไปทานยาลดเบาหวาน แต่เราจะไม่มีโอกาสหายจากโรคเบาหวานเลยในชีวิตนี้ และที่สำคัญ คงหนีการตายด้วยโรคเบาหวานไม่พ้น

คนป่วยท่านนั้น กลับไปพิจารณา แล้วก็บอกว่า เขาจะยอมรับความอายแก่สังคมนี้ให้ได้ เพื่อตัวของเขาเอง ที่อยากหายเบาหวาน

จากวันนั้น สภาพผิวที่ดำขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปหลายเดือน วันก่อนได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง เธอบอกว่า ตอนนี้ผิวของเธอกลับมาขาวเหมือนเดิมแล้ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ว่า การจะใช้แนวทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน จึงจำเป็นต้องอาศํยขันติ อดทน มิเพียงแต่อาการ ในบางครั้ง ก็ต้องทนเสียงของผู้คนอีกต่างหาก แต่ ... ทั้งนี้ทั้งนั้น "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า "

วันนี้ของคนป่วยท่านนั้น จึงบ่งบอกว่า โรคเบาหวานกำลังเดินจากเธอไป การฟื้นฟูตนของเธอ ใกล้จะบรรลุผลแล้ว ความขันติ อดทน ต่อความอายของเธอ คุ้มค่ายิ่ง ชีวิตที่เหลืออีกหลายสิบปี โดยไม่มีโรคเบาหวาน คือรางวัลแห่งความขันติของเธอ

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ยากกว่าโรค

เราท่านมักจะได้ยินหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า การหายโรคนั้นไม่ยาก

แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่ ที่ทำให้การหายโรคกลายเป็นเรื่องยาก คือ นิสัยสันดาน และความเชื่อ

คนป่วยที่มาใหม่ และฟังวิทยากรอบรม ประโยคหนึ่งที่มักจะได้ยินวิทยากรแนะนำ นั่นก็คือ การใช้แนวทางของพระภูมีที่แม่ชเีมี้ยนนำมา ต้องพึ่งพา มิเพียงแต่สมุนไพร หากแต่ต้องให้ร่างกายได้รับอาหารครบทั้ง ๕ หมู่

เป็นการปฏิบัติที่ดูแล้ว พื้นๆ ใครใครก็ควรจะทำได้

แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลายคนมีความคิด ความเชื่อ เป็นทุนเดิม สร้างเป็นกำแพงแน่นหนา กลายเป็นอุปสรรคใหญ๋ ที่ทำให้การหายโรคกลายเป็นเรื่องยาก

อาทิเช่น คนป่วยที่เป็นโรคกระดูก ต้องอาศัยยาขาตั๊ง ซึ่งทำมาจากหมู บังเอิญ ตนเองเป็นอิสลาม ก็บอกว่า ทานไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ว่า ก็ท่านจะเป็นคนดีของพระเจ้า แต่ตอนนี้ท่านป่วย ท่านไม่ทานวัตถุดิบสมุนไพรเข้าไปให้ร่างกายซ่อมแซม แล้วท่านจะมีชีวิต มีสังขาร ไปทำกิจของพระเจ้าของท่านได้อย่างไร ยากระดูกหมู หรือ ขาตั้ง ก็ควรมองให้เป็นยาที่ทำให้เราท่านได้มีโอกาสไปทำความดีตามคำสอนของพระเจ้าต่างหาก

แต่ที่หนักกว่า ก็คือ พวกเป็นโรคมะเร็ง แต่มีความเชื่อว่า ทานมังสวิรัติบ้าง เจบ้าง ... หนักกว่านั้นคือพวกที่ แม้นแต่ข้าวก็ไม่ทาน ไปโน่นเลย ลัทธิ กินถัว กินแต่ผัก ว่าเข้าไป ...

ที่ซึ่ง เมื่อปฏิบัติในระยะแรก มะเร็งมันอาจตั้งตัวไม่ทัน เกิดการหยุดชะงัก ก็ดูเหมือนร่างกายของตนจะดี แต่พอครั้นมะเร็งปรับตัวได้ ทีนี้ สองเด้งเลย ไหนจะมะเร็ง ไหนจะขาดอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกาย จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมอาการทรุดรวดเร็ว รู้ปุ๊บ ก็แทบไม่เหลือเวลาแล้ว

อีกสายหนึ่งที่มักพบเจอ ก็คือ มีความเชื่อว่าต้องนั่งวิปัสสนา กรรมฐาน ทำสมาธิ ทำจิต ทำใจ หวังว่า เมื่อไม่เครียด แล้ว จะช่วยอาการของตนได้ ผลก็คือ ตายไปรายแล้วรายเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให็เห็นแนวทางของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาว่า การทำจิตทำใจ นั่นคือ การที่จะให้สุขแก่ผู้อื่น ที่สำคัญ ชีวิตจะดำรงอยู่ได้ด้วยการกิน เป็นสำคัญ

ดังนั้น บัญญัติของพระภูมีในธรรมหมวดสมุนไพร จึงแฝงมากับการสร้างทานบารมี โดยให้ทำตนเป็นจิตอาสา เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว เซลล์ทุกกลุ่มถูกบังคับให้ทำงาน กระตุ้นให้เกิดความล้า

ศาสตร์อันนี้จึงตรงกันข้ามกับวิทยาศาสตร์โดยสิ้นเชิง ที่มักให้ผู้ป่วยพักผ่อนเยอะๆ นอนเป็นหลัก

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ เซลล์ทุกส่วนของร่างกาย หลังจากการทำงาน ย่อมต้องการพลังงาน สมองก็สั่งงาน ให้ต้องการอาหาร บวกกับสมุนไพรเขียว ที่ไปกระตุ้นต่อม ให้อยากอาหาร และช่วยในการดูดซับสารอาหาร ทำให้ผู้ป่วย ทานอาหารได้มาก เซลล์ทุกกลุ่มก็มีวัตถุดิบ ทั้งอาหาร และสมุนไพร เพื่อฟื้นฟู

บทสรุป หลายคนอาจจะบอกว่า บัญญํติของพระภูมีนั้นเป็นการหลอกให้ไปทำงานให้ จะทำไปทำไม นั่งเฉยๆ รอสมุนไพรไม่ดีกว่าหรือ ไม่เหนื่อย แต่ความเป็นจริงแล้ว บัญญัติที่ให้ผู้ป่วยเป็นจิตอาสา ทำงานเพื่อศาสนา แท้จริงแล้วทำเพื่อช่วยตน ต่างหาก

สิ่งหนึ่งที่มักจะได้ยินวิทยากร อ.อร่าม พูด คือให้ทานอาหารทุกชนิด ยิ่งเป็นอาหารที่หมอห้าม เช่น เบาหวาน ต้องทานหวาน เก๊าต์ ต้องกินสัตว์ปีก ก็เพื่อให้อาหารเป็นตัวนำสมุนไพรไปยังแหล่งต้นเหตุของโรค แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าทานอาหารไม่ได้ หรือ ไม่เพียงพอ

เราท่านก็จะมองเห็นภาพปืนใหญ่สมัยโบราณ ที่มีแต่ลูกกระสุน ไม่มีดินปืน หรือ ดินปืนน้อยไป จะไปไม่ถึงเป้าหมาย หรือถึงเป้าหมายก็หมดกำลังในการทำลายล้างเสียแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น สมุนไพรเสมือนลูกปืน ที่จะทำลายล้างต้นเหตุ แต่ทานสักฉันใด ก็ไปไม่ถึง เพราะไม่มีอาหารเป็นตัวนำพาพาไปยังที่เกิดเหตุ

ผลก็คือ หลายคนคิดว่าทานสมุนไพรเยอะๆ แล้วจะช่วยตนของตนได้ จึงคิดผิด เพราะสมุนไพรที่ทาน มันไม่ได้ไปไหนเลย เพราะไม่มีพาหะคืออาหาร

หากแต่คนที่เชื่อหลวงพ่อนิพนธ์ แม้นเริ่มแรก แรงจะเหลือน้อย แต่ก็ฝืนทำตนเป็นจิตอาสา ขยับร่างกาย ก็เริ่มจะทานอาหารได้มากขึ้นทีละนิด สมุนไพร ก็จักทำงานได้เพิ่มตามปริมาณอาหารที่ทาน กำลังก็จะเพิ่มขึ้น เวียนเป็นวัฐจักร

จึงไม่ต้องแปลกใจเลย เมื่อตอนที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ผู้ประสพผลในด้านมะเร็งมาเล่าประวัติ ยายท่านหนึ่งจึงบอกว่า ท่านเชื่อหลวงพ่อนิพนธ์จึงไปทำหน้าที่เช็ดจาน โดยบอกลูกสาวให้ไปช่วยกัน จากวันแรกที่เช็ดทั้งวันได้ ๒ จาน ผ่านวัน ผ่านเดือน ผ่านปี ในที่สุด ยายก็สามารถเช็ดจานได้ถึงวันละ สองพัน จาน พร้อมกับการหายมะเร็ง

คำที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดฟังดูเหมือนพูดเล่น ที่มักกล่าวกับคนไข้เสมอ ที่ควรนำไปพิจารณา "กินได้ไม่ตาย แต่ถ้าไม่กินน่ะตายแน่" แต่จะทำอย่างไรให้กินได้เพิ่มขึืน .... ก็จิตอาสาไง นี่แหละทำไมจึงต้องมีโรงทาน ทำไมจึงต้องชวนให้ทุกคนมาเป็นจิตอาสา ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตนของเราท่านนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อทำตามบัญญัติของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ได้บุญ ได้ทาน บารมี และได้ของแถมคือหายโรค ก็ด้วยเหตุนี้นั่นเอง

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สติ และ ปัญญา

สิ่งที่ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมศาสนาพุทธ จึงเป็นศาสนาที่อัลเบิร์ต ไอไสตน์ กล่าวว่่า จะเป็นศาสนาเอกของโลก ก็ด้วยหลัก เหตุ และผล อันสอนให้ทุกผู้คนอย่าพึงเชื่อ จงไตร่ตรองด้วย สติ และปัญญา พิจารณาก่อน แล้วจึงทำ

ประเทศไทย ได้ชื่อว่า มีคนนับถือพุทธศาสนามาก หากแต่พฤติกรรม กลับสวนทางกับคำสอนอย่างสิ้นเชิง

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า กลยุทธ์การโฆษณา หรือสร้างความน่าเชื่อถือ จึงถูกนำมาใช้ และได้ผลอย่างยิ่งกับคนไทย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอน ให้เราท่านฝึกสติ ยิ่งเป็นสติของพระพุทธศาสนา ยิ่งมีความสำคัญ มีความหมายยิ่ง เพื่อที่มาพิจารณาเหตุและผล ให้เกิดเป็นตัวปัญญา

ท่านจึงชี้ให้ดูว่า กระบวนการใดๆ ที่จะมาใช้ในเรื่องของชีวิต และสุขภาพ หากดูตามกระแสของคนไทย ย่อมผิดพลาดได้ง่าย หากแต่ดูจากประเทศที่ถูกกล่าวว่าเจริญแล้ว ก็จะเห็นเด่นชัด

หากหนทางนั้นๆ ใช้ได้ผล ประเทศที่เจริญ คือประเทศที่กังวลในสุขภาพของประชาชน ย่อมนำไปใช้แก่หมู่ชนของเขา และส่งเสริมให้กว้างขวาง

ดังนั้น เราท่าน อาจจะได้ยินสูตรยา สารพัด อ้างเป็นสมุนไพร อ้างเป็นวิทยาการชั้นเลิศ ก็ถ้ามันดีจริง มีหรือประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านั้น จักไม่นำไปใช้ในคนของเขา

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกตัวอย่างเช่น การใช้คีโม ฉายแสง ในผู้ป่วยมะเร็ง หากมันดีจริง ประเทศต้นคิด ทำไมยังมีผู้ป่วยมะเร็งตายกันมากมายอวดตัวเลขกันอยู่

ย้อนกลับมาประเทศไทย มีตำราโน่นนี่นั่น มีผู้คนไปลองทำ แล้วก็บอกว่า ดี กินแล้ว ดี ทำแล้วดี เผยแพร่กันใหญ่ ก็ถ้ามันดีจริง ต่างประเทศเขากอบโกยไปหมดแล้ว เพราะคนของเขามีค่า

ยกตัวอย่างเช่น ใบกระท่อม ประเทศไทย ยังจัดว่าเป็นยาเสพติดอยู่เลย หากแต่ประเทศญี่ปุ่น กลับไปจดสิทธิบัตร เป็นยาแล้ว ทั้งๆที่คนในหลายพื้นที่ของไทย ปลูกไว้ทาน ใช้แก้ปวด แก้สารพัด แต่ถูกจับ อนาคต ต้องซื้อยาญี่ปุ่นทาน นี่สิน่าขำ

หากแต่ สารพัดสูตร ที่อ้างกัน มีหรือต่างชาติเขาจะไม่ลอง ไม่พิสูจน์ แต่ผลมันไม่มี เขาจึงไม่สน ยิ่งเรื่องของสมุนไพรแล้ว คนไทยบอกว่าเป็นเมืองสมุนไพร แต่วงการวิทยาศาสตร์เขารู้กันว่า ไม่มีพืชสมุนไพรตัวใด ตัวหนึ่ง ที่สามารถให้ฤทธิ์ทางการรักษา โดยลำพังของตัวมันเอง

จึงไม่แปลก เมื่อต่างชาติเห็นคนไทย แห่ซื้อสมุนไพร ต้นโน้น ต้นนี้ แล้วไปทาน จะหัวเราะ ก็ขนาดขิงที่นักวิทยาศาสตร์ หรือ แม้นแต่ชาวบ้าน รู้ดีว่า มีสารไล่ลม รักษาโรคลมได้ ยังทำได้แค่ต้มน้ำขิง ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้สารในขิง จะแสดงฤทธิ์เพื่อขจัดโรคลมได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า อย่าไปเสียเวลาเลย ที่สำคัญ ยิ่งไปบอกสิ่งผิดๆกับผู้อื่น ผู้อื่นทำตาม แล้วเกิดผลเสีย กรรมอันนั้นจะเลี่ยงได้อย่างไร เมื่อโรคเป็นตัวแทนแห่งกรรม มีหรือ กรรมเขาจะให้ปัญญา มาเพื่อพิชิตตัวของกรรมเอง เป็นไปไม่ได้

ศาสตร์สมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงไม่ใช่ด้วยคิดเอง หากแต่มีอำนาจ แลเห็น ก็นำมาบอก เราท่านจึงไม่ต้องลองผิดลองถูก มิหนำซ้ำ ยังผ่านร้อน ผ่านหนาว มากว่าครึ่งศตวรรษ มีผู้คนหายให้เห็นกันมากมาย

สุดท้าย จึงอยากทิ้งคำของหลวงพ่อนิพนธ์ให้เราท่านพิจารณา ลำพังกรรมของเรา ก็มากโข ยังไปสร้างกรรมเพิ่ม ด้วยให้ความรู้ที่ผิด ที่ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นถึงชีวิต เท่ากับเจตนาฆ่าคนตาย ทำไปทำไม ถ้าไม่มีเจตนาจะหลอกเขากิน ก็ไม่มีเหตุที่จะทำให้เป็นเวรเป็นกรรม

ป้ายโฆษณา จึงเห็นคำว่า หายแน่ รักษาได้ .... เพื่อชวนเชิญ แต่กลับกัน พระพุทธเจ้ามีบุญญาธิการมหาศาล ยังไม่กล้าพูดเลย อย่างดีก็แค่ มีหนทาง มีธรรมคำสอน และสมุนไพร แต่จะหายได้ ต้องอาศัยตนของตน ใครทำ ใครได้ แล้วเราท่านแน่มาจากไหน ไปบอกผู้อื่นว่า ทานนี่สิ ทำแบบนี้สิ เขาบอกมา ว่าดี หายจริงๆ ... แล้วจะหนีผลแห่งการพูดพ้นหรือ เพราะเราท่านทำเข้าทำนอง ไม้สูงกว่าแม่ ก็ขนาดพระพุทธเจ้ายังไม่กล้าพูดเลย แต่เราท่านกลับพูดแถมยืนยันหนักแน่น ให้ผู้อื่นทำตาม .... ดูแล้วน่ากลัวยิ่ง

ไม่เห็นหรือ คนที่โฆษณา ว่าสร้างวัด สร้างโบสถ์ แล้วเป็นบุญ เขาห่มผ้าเหลือง พูดไปพูดมา พูดจนโรคงอม .... มันบอกอะไร ทำถูกผลถูกก็เกิด ทำผิด ผลผิดจะไปไหน ใครพูด ใครชวน

หรือมองข้ามฝั่งไปดูประเทศที่ส่งออกยาเคมีมากที่สุด แต่กลับออกกฎหมาย ห้ามประชาชนซื้อยาเคมี โดยพลการ หากจำเป็นต้องใช้ ให้ใช้ร่วมกับสมุนไพร โดยสัดส่วนยาเคมีต้องไม่เกินครึ่ง มีนัยยะอะไร

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เสียน้อยเสียยาก

คำกล่าวที่ได้ยินได้ฟัง แทบทุกครั้งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้นำให้คนป่วย อุทิศเวลามาทำกิจกรรม และเดินตามรอยศาสนา ที่ฟังจนชินคือ ไม่มีเวลา มีความจำเป็น ต้องรับผิดชอบโน่นนี่นั่น ....

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อกรรมที่ทำมา ดลบันดาลให้เกิดทุกข์ นั่นก็หมายความถึง ต้องสูญเสีย

หากแต่มนุษย์ปฏิเสธทุกข์ ปฏิเสธกรรม คิดเข้าข้างตัวเอง เราท่านจึงเห็นการกระทำที่จะไม่ยอมสูญเสียใดๆเลย แถมยังคิดจะเอาแต่ได้อีกต่างหาก

จึงไม่ต้องแปลกใจเลย คนมาหาศาสนา ก็หวังจะมาเอาสมุนไพร ไปทำให้ตนหายโรค แล้วก็ไปทำตามความอยากของตนต่อ หรือไม่ก็มาขอ ให้ความประสงค์ของตนสำเร็จ ค้าขายร่ำรวย มั่งมีศรีสุข ไม่เจ็บไม่ไข้ ตราบชั่วชีวิต

ศาสนา แม้นมีบุญญาธิการ มีเมตตาอันมหาศาล แต่ก็ไม่ก้าวล่วงอำนาจกรรม จึงไม่เคยมีผู้ใดสมหวัง ด้วยการขอเช่นนั้นแม้นแต่สักรายเดียว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกคำสอนของแม่ชีเมี้ยนให้ฟังว่า "ศาสนา คือ เราทำ" อยากได้ ต้องเรียนรู้ พิจารณา แล้วไปทำ ทำแค่ไหน ได้แค่นั้น

หลายคนดีดลูกคิด พิจารณากิจการของตนเอง อย่างละเอียดรอบคอบ ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ยอมให้ผิดพลาด นั่นหมายถึง จะกระทำสิ่งใด ย่อมหวังผลเลิศ กำไรงาม คำถามก็คือ แล้วเรื่องของชีวิตเล่า

หากเราท่านมีปัญหาของชีวิต กรรมมาเป็นโรครุมเร้าแล้ว กลับคิดหยาบๆ ทานสมุนไพร แล้วหาย ... หากเป็นเช่นนั้น จะเรียกว่ากรรมมีอำนาจได้อย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้หนทาง ให้แก่คนป่วยในยุคปี ๓๐ ที่เปิดสำนักมนต์บาลี ที่ลพบุรี อันเป็นสำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนในวันนี้ ว่า ทำไมไม่หยุดทางโลกไว้สักขณะ แล้วมากอบกู้ชีวิตของตนให้ดีขึ้นก่อน เพื่อที่ชีวิตที่เหลือ จะได้ไม่เลวร้าย

ตัวอย่างที่เราเห็น เด็กหนุ่มวัยเรียนคนหนึ่ง ป่วยด้วยโรคน้ำเหลืองเป็นพิษ ร่างกายเป็นแผลพุพอง คล้ายคนเป็นฝีดาษ แผลนั้นก็ยากจะหาย หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกพ่อแม่เด็กว่า หยุดเรียนไปก่อน มาบวชสักระยะ ปีนึง เพื่อฟื้นฟูร่างกาย

ยอมเสียน้อย เวลาปีเดียว แลกกับชีวิตที่เหลืออีกหลายสิบปี ไม่ดีกว่าหรือ

พ่อแม่ของเด็ก ก็ตกลงปลงใจ เด็กหนุ่มนั้นก็ได้บวชในหลักธรรมโลกุตระของแม่ชีเมี้ยน จากเดิมที่ตั้งไว้ แค่ปีเดียว เขากลับบวชต่อ เพื่อแทนคุณศาสนาในการฟื้นฟูตนของเขา จนครบสามปี

เด็กหนุ่มคนนั้น ก็กลับออกไปเรียนหนังสือ และกลายเป็นผู้จัดการแบงค์ อยู่อย่างมีความสุข ร่างกายแข็งแรง จนทุกวันนี้ ผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลอีกเลย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ จับปลาหลายมือ ทางโลกก็จักรักษาไว้ ชีวิตก็จะเอา ท้ายที่สุด อาจจะไม่ได้ปลาเลยสักตัว ก็เห็นมามากมาย

คำถามที่หลวงพ่อนิพนธ์มักให้คิด ... "อะไรมีค่าที่สุด" ... ก็ชีวิต แลสุขภาพ มิใช่หรือ มีชีวิต มีสุขภาพดี อยากจะไปทำอะไรก็ได้ ทำแล้วก็เป็นสุข ... แล้วทำไม ไม่ทุ่มเทให้ชีวิต และสุขภาพก่อน ยอมเสียซะบ้างเถอะ .... แล้วจะรู้ว่ามันแสนคุ้ม ดีกว่าไม่ยอมเสียอะไรเลย ท้ายที่สุด กลับต้องเสียทุกอย่าง รวมทั้งชีวิต

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ตัวเราหล่ะ

สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมักจะเป็น คือ หากสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดี ที่ตนชอบ ก็มักจะคิดว่าสิ่งนั้นต้องอยู่กับเราตลอดไป

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้เสมอว่า นั่นคือ ความประมาท

จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน เราจึงเห็นคนมากมาย โดยเฉพาะคนที่มาเป็นพี่เลี้ยงคนป่วย ที่ยังมีสุขภาพดีอยู่ ทั้งๆที่เห็นคนป่วยมากมาย รวมทั้งคนป่วยของตน

และก็เห็นกิจกรรมที่คนป่วยใช้ช่วยตน แต่คนทั้งหลายทั้งปวง กลับคิดว่าตนไม่เป็นอะไร ซ้ำร้าย คือคิดว่าตนจะไม่ป่วยแบบคนทั้งหลายที่ตนเห็น

จึงไม่แปลกเลยว่า คนเหล่านั้น จะวางเฉย ไม่สนในกิจกรรมของศาสตร์พระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

อาทิเช่นที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมาให้ฟังว่า ชายผู้หนึ่ง พาภรรยาที่เป็นมะเร็ง และลูกสาว ๒ คน ที่ยังเล็กมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ให้ช่วย

หลวงพ่อนิพนธ์เห็นว่าหากไม่ช่วยภรรยา ครอบครัวนี้ก็คงแตก เพราะในไม่ช้าภรรยาก็คงเสียชีวิต และพ่อก็คงมีภรรยาใหม่ ลูกสองคนก็คงลำบาก จึงรับไว้

ฝ่ายชาย ทำทุกสิ่งอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์บอก ด้วยความรักภรรยา แต่ไม่ใช่ด้วยศรัทธาที่ตนมี การกระทำจึงเป็นแต่เพียงกาย

จะมีก็แต่ภรรยาที่มี่ใจศรัทธา ขันติ อดทน และในที่สุด ภรรยาก็หายจากโรคมะเร็ง เลี้ยงลูกสาวทั้งสองจนจบปริญญา และได้อยู่เลี้ยงหลาน

แต่วันหนึ่ง ฝ่ายสามีเกิดอาการแน่นหน้าอกกระทันหัน และถูกนำส่งโรงพยาบาล แล้วก็ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลจุฬา ด้วยเคสกรณีฉุกเฉินทางด้านหัวใจ

จุฬาแจ้งอาการให้ทราบว่า เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ด้วยกล้ามเนื้อบางส่วนหยุดทำงาน หรือตาย ต้องเปลี่ยนหัวใจเพียงอย่างเดียว และเร่งด่วน ให้ลงชื่อขอบริจาคหัวใจไว้ แต่ไม่รู้จะได้หรือไม่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเรียกมาและสอน ให้เปลี่ยนความคิด พฤติกรรม แล้วไปพิจารณา เชื่อก็ทำตาม แล้วจะไม่ต้องเปลี่ยนหัวใจ

ชายผู้นั้นตกลง ที่จะทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ไปดูแลสถานที่ และต้นยา ที่ศรีสวัสดิ์ให้หลวงพ่อนิพนธ์

ทั้งๆที่อาการของเขา หมอบอกออกแรงไม่ได้ แต่สภาพพื้นที่ที่ไปดูแล เป็นเนินเขา

ชายผู้นั้น ก็ค่อยๆทำงานรดน้ำ เหนื่อยก็พัก ดูแลตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่งอย่างดี แล้วเขาก็กลับมามีหัวใจที่แข็งแรง ทำงานได้ปกติ โดยไม่ต้องเปลี่ยนหัวใจ พร้อมกับไปยกเลิกคิวการขอรับบริจาค

บทสรุุป ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เราท่านทุกคน ล้วนมีกรรม แม้นวันนี้ยังไม่ปรากฎ ก็หาใช่จะไม่มี ช้าเร็วก็ต้องมา แต่ทำไมเล่า หลายคนจึงประมาท ทั้งๆที่เห็นสิ่งที่ทำ ทำแล้วแม้นแต่คนป่วยยังหาย ทำไมจึงไม่ทำไว้ช่วยตนก่อน

นี่แลจึงเสมือนคำสาป ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา เราที่เป็นคนป่วย ทำตามคำสอนแล้วดีวันดีคืน ทำไมจึงไม่ชักชวน ให้คนที่เป็นญาติ ที่พาเราท่านมา ทำให้แก่ตนไว้บ้าง เวลากรรมมา จะได้มีทุน ผ่อนหนักเป็นเบา หรือพ้นกรรมอันนั้นได้

แต่ใครหล่ะจะเชื่อว่าตนจะเป็นโรค ก็วันนี้ร่างกายตนยังดี นี่แลพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เราท่านมักตกอยู่ในความประมาท ตอนดีๆ ก็ไม่ทำบุญบารมีสะสมไว้ กว่าจะรู้ตัว อยากจะทำ โรคมันก็รุมเร้า กรรมมันก็ทำให้เราท่านทำอะไรไม่ได้แล้ว

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44