วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ฝันไกลแต่ไปไม่ถึง

คนทั้งหลายที่มา ส่วนใหญ่ล้วนวาดฝันว่า การมาถึงที่นี่ตนเองต้องรอดเป็นประการแรก

ฝันนี้ไม่ไกลเกินไปนัก การได้มาก็อาจจะไม่ยาก

สิ่งสำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็น ว่าเป็นปัจจัยสำคัญ นั่นคือ วันเวลาในการสร้างบุญ เพื่อช่วยตน

ดังนั้น ด้วยเหตุแลปัจจัยที่กล่าวนี้ ดัชนีตัวแรกที่จะวัดว่าฝันจะไปถึงหรือไม่ ก็คือ การยืนระยะ

หากแต่การมาสัปดาห์ละครั้ง กว่าจะได้วันเวลา ก็ดูช่างเนินนนานเหลือเกิน จนบางคนท้อ

ตัวอย่างที่เห็นชัด ก็ดูอย่างโรเบิร์ต ที่มาฟื้นฟูตนด้วยโรคมะเร็ง หลังจากหมอที่บ้านเกิดไม่รับรักษาแล้ว ได้คำบอกเล่า ก็บินมาใช้เวลาทั้งหมดที่มีเพื่อการฟื้นฟู ช่วยตน ประมาณสามเดือน

คิดดูคร่าวๆ ก็เกือบร้อยวัน หากเราท่านมาสัปดาห์ละวันเพื่อฟื้นฟู เอาเป็นว่าใช้เวลาสร้างบุญเท่าโรเบิร์ต ก็เกือบสองปีจึงจะได้วันเวลาที่เท่ากัน นี่หมายถึงห้ามขาดแม้นแต่สัปดาห์

แต่ศาสน์ส่งเสริมคนดี เมื่อฟื้นฟูตนได้ ก็อยากให้ได้พรหมลิขิต เพื่อจะได้ทำความดีต่อ

แต่คนทั้งหลายทั้งปวงไม่คิดอย่างนั้น คิดแต่ว่าเมื่อหายโรคที่เป็นในปัจจุบันนี้ หมายถึงตนจะรอด และจะไม่เป็นอะไรอีก

ดังนั้นเมื่อฟื้นฟูตน จนอาการดี กลับเป็นปกติ ก็ถีบหัวเรือส่ง เมื่อขึ้นฝั่งได้ นั่นก็คือ เอาแค่นี้ไม่ทำแล้ว ลำบาก เสียเวลา มีธุระจำเป็น โน่นก็สำคัญ นี่ก็สำคัญ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นี่คือ ตำหนิหรือข้อเสีย ในสิ่งที่หลายคนทำในปัจจุบัน

หลายคนก้าวข้ามมาถึง วินัยของพระพุทธเจ้า ใช้เวลาเข้าพรรษา มาฟื้นฟูตน การฟื้นฟูตนก็รุดหน้า พ้นวิกฤตเข้าสู่สภาพที่ตนพอใจ เมื่อหมดพรรษา ก็วางแผนในใจจะไปทำในสิ่งที่ตนคิดว่าจำเป็น ไม่ว่า อาชีพ หรือสิ่งใด หลังจากนี้

แต่ความเป็นจริงไม่เป็นอย่างที่ฝัน สภาพที่เห็น มันยังไม่พ้นบ่วงกรรม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่ทำ อาจจะอยู่ได้สักปีนึง

แล้วหลังจากนั้น เมื่อหมดบุญ สภาพก็จะย้อนกลับเพราะยังหนีไม่พ้น

เราจึงคิดเสียดาย ไม่ว่าชีหรือพระที่บวชเข้ามาในพรรษานี้ แม้นจะช่วยตนได้ ในเวลานี้ แต่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า หากคนเหล่านี้มีวันเวลาให้ศาสนาอีกสักระยะ จนครบปีนึงหรือสองปี

พรหมลิขิตของพวกเขาก้จะอยู่รอดปลอดภัยไปได้อีกถึง สิบปี ยี่สิบปีเลยทีเดียว

ก็แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อคนเหล่านี้ไม่รู้พรหมลิขิตตน และไม่รู้ว่า สิ่งที่ทำให้ประโยชน์แก่ชีวิตมหาศาล เมื่อร่างกายดี สิ่งอื่นก็เลยกลายเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็น การกอบกู้พรหมลิขิต ก็ถูกตัดตอน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ไหนๆจะทำแล้ว ก็ทำให้จบราว นั่นคือ อยู่รอดปลอดภัยไปอีกนาน มิฉะนั้น สิ่งที่ทำก็สูญเปล่า เพราะไปได้ไม่ถึงไหน

ตอนนี้ เราท่านบอกไม่มีวันเวลาให้ศาสนา เพื่อฟื้นฟูตน ในไม่ช้านี้ ศาสนาก็จะไม่สน บัญญัติของพระพุทธเจ้าเลือกเอาเฉพาะคนอยากได้ ใครที่ไม่เห็นว่าชีวิตตนสำคัญ จะไม่ยุ่งด้วย

เพราะฉะนั้น นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ประตูของการบวชชีและพระ จะแคบลง เหลือให้แต่ผู้ที่อยากช่วยตน แลมีวันเวลาเท่านั้น นั่นคือ ใครอยากเข้าประตูนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีวันเวลาสองปี

ศาสนาไม่ใช่ขี้ข้าใคร ที่จะมาให้ช่วยแล้วก็ไป ไม่คิดจะทำตนเป็นคนดี จิตใจสูง ปรารถนามรรคผลนิพพาน

เราจึงจำคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่าที่เล่าให้ฟังว่า เมื่อคนป่วยไปหาแม่ชีเมี้ยน ไม่ต้องพูดอะไร ตอบคำถามเดียว ที่แม่ชีเมี้ยนทรงถามนั่นคือ บวชได้ไหม เท่านั้นปี เท่านี้ปี ตามกรรมที่ตนทำมา ถ้าไม่ได้ก็กลับไป ... ภาพนี้กำลังจะย้อนกลับมาให้เห็นอีกครั้ง

ส่วนพวกที่มาทานสมุนไพรอย่างเดียว อยากทานก็ทานไป ศาสนาเขาให้เป็นทานอยู่แล้ว แต่ผลจะได้สักเพียงใด ไม่รับรู้ แล้วแต่ผู้ทาน

ภาพอนาคตที่เราท่านจะได้เห็น นั่นคือ วันเวลาของหลวงพ่อนิพนธ์ กับฆราวาส จะน้อยลงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นยากที่จะพบ

เราจึงนึกถึงคำแม่ชีเมี้ยน ที่ตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เขาหยิ่ง ไม่สนหรอกว่าผู้ที่มาจะเป็นใคร เจ้าแผ่นดินหรือเปล่า คนที่พระพุทธเจ้าจะทรงคบหาด้วย มีแต่ผุ้ที่ปรารถนาถึงนิพพานหรือสวรรค์เท่านั้น ใครไม่ปรารถนา ท่านไม่คบด้วย ... เสียเวลาเปล่า

ทีนี้จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อสมุนไพรมีเจ้าของ แลรอเจ้าของสั่ง หากพระพุทธเจ้าไม่สั่ง หรือผู้แทนอำนาจไม่สั่ง กินสักฉันใดก็ไร้ค่า

นี่แหละ พิสูจน์ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเจ้าของ

ฝันอยากหายโรค หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย

เราท่าน หากไม่มีวันเวลาในการสร้างบุญแล้วไซร้ ฝันให้ไกลสักเพียงไหน ก็ไปไม่ถึง ไม่มีทางเป็นดาวค้างฟ้า กลายเป็นคนไม่มีโรคจนจบพรหมลิขิต อย่างดีก็แค่พลุ ที่ดูดีเพียงชั่วคราว หมดบุญที่ทำวันใด ก็อุปมาเหมือนหมดแรง ก็รอแต่ดิ่งลง

เหมือนกรรมการหลายคน ที่พอดี ก็ถีบเรือส่ง ไม่สน ไม่มา กูดีแล้ว หายแล้ว หมอบอกไม่เป็นไรแล้ว ผ่านไปปีสองปี ไม่โรคเก่าหวน ก็โรคใหม่มาเยือน ดิ้นไปหาหมอ เพราะอาย ท้ายที่สุดหมอก็ทิ้งอีก ทีนี้วิ่งมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ... คนเหล่านี้ล้วนแต่เจอบทอุเบกขาทั้งสิ้น เพราะไม่มีคุณสมบัติซะแล้ว ถึงทานไปก็มีแต่หน้าแหก

หมดเวลาโหมโรง นั่นคือ หมดโปรโมชั่น ที่จะทำอย่างไรก็ได้ ถึงเวลาเปิดโรงที่นี้ ศาสน์เขาจะเป้นผู้กำหนดให้เล่น ใครทำได้ ก็รอด ทำไม่ได้ หรือไม่ทำ เขาก็ไม่เล่นด้วย นี่จึงเป็นที่มาของสุภาษิตที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า หมูเขาจะหาม อย่าเอาคานไปสอด กรรมเขาจะเล่น เมื่อเขาไม่ยื่นมือมา พระพุทธเจ้าท่านก็ปล่อยผ่านไป ไม่ยุ่งด้วยนั่นเอง

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ยากกว่าอีก

ทุกคนย่อมรู้ดีว่า ต้นน้ำของสายบุญ คือ พระพุทธเจ้า

มา ณ.วันนี้ พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก หลายคนอาจมีความคิดว่า การได้กระทำสิ่งใดๆแก่พระพุทธเจ้า ย่อมบังเกิดบารมีอันแรงกล้ากว่าผู้ใดทั้งหมดทั้งปวง

หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวว่า แม้นข้าวเพียงถ้วย แกงเพียงขัน หากได้มีโอกาสถวายแด่พระพุทธเจ้าแล้วไซร้ เรียกได้ว่า แทบจะหายโรคเลยก็ว่าได้ ด้วยอานิสงฆ์แห่งผลบุญนั้น

ปัญหาก็คือ เราท่านจะได้มีโอกาสแบบนั้นหรือไม่

เรียกได้ว่า รู้ และอยาก แต่ทำไม่ได้ เข้าไม่ถึง นั่นเอง

หากใครมีวาสนาได้ทำตรงนั้น ก็เสมือนยิ่งกว่าถูกรางวัลที่ ๑ เสียอีก

เพราะทุกวันเวลานาทีที่ผ่านไป พระพุทธเจ้าจะมีไว้เพื่อสอนผู้ที่มีคุณสมบัติ ฝึกได้ แลอุปสรรคที่สำคัญประการหนึ่ง ก็คือ ภาษาที่ใช้ ไม่ใช่ภาษาไทย

บุคคลที่พระพุทธเจ้าแสวงหา นั่นคือ ผู้ที่อยากหลุดพ้น ทำตนเป็นพระอรหันต์

สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ นั่นคือ ผู้ที่จะสำเร็จได้ ก็ย่อมต้องเป็นชนชาติเดียวกับพระพุทธเจ้าเท่านั้น หลวงพ่อนิพนธ์เรียกสิ่งนี้ว่า ภาษาสำเร็จ นั่นคือ พระอรหันต์สาวกในยุคนี้ ก็จะมีแต่คนพม่าเท่านั้นเอง เราท่านจะปรารถนาถึงมรรคผลนิพพาน ก็ย่อมต้องรอพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป

เฉกเช่นครั้งพระโคดม สาวกก็ล้วนแล้วแต่เป็นชาวอินเดียทั้งหมดทั้งสิ้น

ดังนั้น หนทางแห่งการไปหาบุญกับพระพุทธเจ้า เรียกได้ว่า ยากยิ่งกว่า มาหาหลวงพ่อนิพนธ์มากยิ่งกว่ามาก

ประตูบุญที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้คนไทย เราจึงเห็นว่า เป็นพระคุณอันมหาศาล เพราะถึงแม้นจะไปถึงซึ่งนิพพานไม่ได้ในชาตินี้ หากแต่การไปถึง มนุษย์สมบัติ คือ ความไม่มีโรค ก็เรียกได้ว่า แม้นจะยาก แต่ก็เป็นไปได้

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้เราท่านเตรียมตัว เตรียมใจ แม้นจะฟังภาษาไม่รู้เรื่อง แต่ก็เป็นแนวเดียวกัน กระนั้น เราท่านถูกพราหมณ์ มันหล่อหลอมในสิ่งผิดมาเยอะ ครั้นพอเจอพระพุทธเจ้าจริงๆ ภาพที่ปรากฎ ย่อมไม่เหมือนที่คิดฝันไว้อย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าก็ไม่มีเกศ พระพุทธเจ้าเกิดมาก็ไม่ได้เดินได้เลย ที่สำคัญ พระพุทธเจ้าไม่ได้ใช้ศีล ในการตัดกิเลส หากแต่ใช้สัจจะธรรม นำตน

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรค ในตัวตนของเราท่าน จนบางคนยากจะปรับตัวปรับใจ เพราะซึมซับในสิ่งที่พราหมณ์เขียนในพระไตรปิฎก หรือฟังเขาเล่าเพี้ยนมา

หลวงพ่อนิพนธ์ ยืนยันหนักแน่นว่า พระพุทธเจ้า แลสาวก มีวัตรปฏิบัติ ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ อย่างแน่นอน เป็นเอกลักษณ์

แค่มีวาสนาอยู่รอ แลได้กราบไกลๆ ก็ถือว่าชาตินี้ไม่เสียชาติเกิดแล้ว หากมีวาสนาถึงขั้นเข้าใกล้ ได้ฟังธรรม ได้ใส่บาตร ก็เรียกได้ว่า ถูกแจ๊คพ็อต

แลหากรักษาชีวิตตนไว้ ชาตินี้ ก็ได้มีโอกาสกราบพระอรหันต์จริงๆ ไม่ใช่อรหมุนที่อุปโลกกันเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ในเวลานี้

ใครเขาบ้าดารา บ้าโน่น บ้านี่ หลวงพ่อนิพนธ์มาชวนเราท่าน บ้าพระพุทธเจ้า แลสาวก เพื่อช่วยตนกัน แล้วดูว่า บั้นปลายชีวิต เราท่านจะเป็นอย่างไร ...

นี่แลตัวกระทำไม่ตาย ในยุคหน้า เราท่านจะได้ไปเกิดในแผ่นดินของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป มีโอกาสที่จะเลือกทำตนให้ถึงมรรคผลนิพพาน

หากแต่ยุคนี้ แค่ทานยาเขียวของพระพุทธเจ้า หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า รอคิวเป็นกิโลแล้ว รอแล้วไม่รู้จะได้หรือปล่าว เพราะใครๆก็อยากพบพระพุทธเจ้ากันทั้งสิ้น

แต่อย่างน้อย เราท่านก็ได้สัมผัสธรรมที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เอามาลดนิสัยช่วยตน ให้พ้นโรคพ้นภัย ก็น่ายินดียิ่งแล้ว

นี่แลคือความเมตตาอันมหาศาลของแม่ชีเมี้ยน ที่ทรงทิ้งไว้ให้ ... แต่ให้เฉพาะคนที่ปรารถนา มรรคผลนิพพาน ทำใจให้สูง แล้วทำตนให้สูงตาม หายโรคนั่นน่ะเขาแถมให้ เพราะคนมีบุญ ย่อมมีสุข โรคจะมาเกาะให้ทุกข์ได้อย่างไร

มีแต่พวกอ้างตนว่ามีบุญ แต่อมโรค นั่นมันบุญเก๊

พระพุทธเจ้าแลสาวก ไม่มีทางเป็นโรคตายอย่างแน่นอน

ส่วนการกระอักพระโลหิต ก่อนปรินิพพาน นั่นเขาเรียกสรุปกรรมครั้งสุดท้าย หรือ เพื่อใช้กรรมครั้งสุดท้ายให้หมด พราหมณ์มันแต่งให้เหนือพระพุทธเจ้า จนมีหมอชีวก มารักษาพระพุทธเจ้า บอกนัยๆว่า พราหมณ์มันเก่งกว่า พระพุทธเจ้ายังต้องพึ่ง นี่แลพระไตรปิฎก จึงไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า พราหมณ์มันแต่งเอาศาสนามาหากิน

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความยาก


สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของศาสน์ นั่นคือ การเป็นเจ้าของอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ อำนาจธรรม นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าหรือผู้ที่ใช้อำนาจ แม้นจะมีอำนาจ แต่ก็ไม่ล่วงละเมิดอำนาจกรรม ที่ซึ่งปกครองโลกนี้เช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ฟังว่า ด้วยเหตุนี้ การที่จะใช้อำนาจ พระพุทธเจ้าหรือผู้ที่ถืออำนาจ จึงต้องเป็นผู้สั่ง

นั่นจึงไม่แปลก ที่เราท่านจะเห็นปกติทั่วไปว่า การกระทำแบบเดียวกัน เหมือนกันทุกอย่าง แต่ให้ผลแตกต่างกัน บางครั้งราวกับฟ้าดิน

ตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์หยิบยกมา แลเห็นได้ชัด นั่นก็คือ ผลแห่งการทานสมุนไพร แม้นถ้ำกระบอกจะเป็นต้นกำเนิด แลท่านจำรูญ แลท่านเจริญ ก็ได้จดตำราสมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนบอก ไว้เป็นจำนวนมาก เคยใช้ช่วยคนมาก็มากหลาย หากแต่ในวันนี้ สมุนไพรที่ใช้ตำรานั้น ไม่มีสรรพคุณช่วยใครได้เลย

สิ่งที่เรากำลังจะบอกก็คือ โอกาสที่เสียไป ในระหว่างช่วงโหมโรง หลวงพ่อนิพนธ์ ทำตนเป็นบุคคลที่คนทั่วไป สามารถเข้าถึงได้ง่าย ผู้ที่เข้าถึง แลได้คำสั่งในการจัดสมุนไพร จึงโชคดี แลฟื้นฟูตนได้ง่าย

แต่นับจากนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ ก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีก เพราะถูกกำหนดเฉพาะเจาะจง ว่าต่อไปนี้ การใช้อำนาจ ผู้ใช้จะต้องเลือกเฉพาะบุคคลที่มีคุณสมบัติ

บทสรุป ณ.วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ใครฟังเหตุและผลที่ให้ พิจารณา แล้วทำ คือพวกท่าน ใครไม่ทำ ถือว่าไม่ใช่พวก ก็ต่างคนต่างไป ไม่ยุ่งกัน

คุณสมบัติที่ว่า คือ ต้องเปลี่ยนตนให้เป็นคนใจสูง หวังมรรคผลนิพพาน หรือสวรรค์ แล้วก็กระทำตน เปลี่ยนพฤติกรรม ลดนิสัย บางสิ่งบางอย่างลง เป้าหมายคือ คนดี ในแบบของศาสนา

นั่นหมายความว่า การจะพบหลวงพ่อนิพนธ์ ในอนาคต จะยากยิ่ง โดยเฉพาะ ฆราวาสทั่วไป ส่วนคนที่จะเข้าไปใกล้ชิด ก็คือ คนที่อยากเป็นคนดี แล้วทำตน มาบวชพระหรือชี เดินตามนิสัยของพระพุทธเจ้า

แลสิ่งที่เราท่านจะได้เห็นว่า ผู้ใดเดินไปถึงจุดนั้นแล้วทำได้ ไม่ว่าโรคใด สาหัสเพียงใด หากไม่ถึงพรหมลิขิต มาร้อยก็หายทั้งร้อย อย่างแน่นอน ที่สำคัญ รวดเร็ว เฉียบขาด เพราะนั่นคือสายตรง ไม่อ้อมค้อม เหมือนเลี้ยงไข้ อย่างที่เห็นกันในมูลนิธิ กินกันเป็นปีๆ หลายปี

ทำให้เรานึกถึงภาพคนไข้เอดส์วัยรุ่นคนหนึ่งในอดีต ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาลองสมุนไพร แผลฉกรรจ์ลึกแบบลูกมะนาวใหญ่ๆยัดได้ เต็มตัว ก็ยังใช้เวลาไม่กี่เดีอน ... ในไม่ช้า ภาพอย่างนี้จะกลับมาให้เห็นอีกอย่างแน่นอน

เราท่านจะได้สัมผัส ว่า ธรรมของพระภูมี ความไม่มีโรค นั้น ทำได้จริง แม้นจะยาก แต่ก็มีคนมากมายที่ทำได้ หากคนเหล่านั้น หวังมรรคผลนิพพานจริง

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หมดเวลาโหมโรง

หากเปรียบกิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา กับการแสดงละคร ตั้งแต่ปี ๓๐ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ก็อุปมาเสมือนการโหมโรงของละครโรงใหญ่ ที่ใช้เรียกคนนั่นเอง

ช่วงโหมโรง ก็เป็นช่วงโปรโมชั่น ทั้งนี้ทั้งนั้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เพื่อแสดงให้เห็นว่า ศาสน์ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นของจริง และทำได้จริง นั่นเอง

แต่ ณ.เวลานี้ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ นั่นเป็นสัญญาณว่า ละครโรงนี้ได้เวลาเปิดม่านแล้ว หรือ หมดเวลาโหมโรงแล้วนั่นเอง

กิจกรรมที่จะดำเนินต่อไป จึงต้องอยู่ในรอยของศาสนา เป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกับของพระพุทธเจ้า นั่นคือ เพื่อสร้างคนดี

คนดี ในที่นี้ ไม่ใช่ความหมายเหมือนในโลกที่ใช้กัน หากแต่คือคนที่มีปรารถนา มรรคผลนิพพาน ถึงแม้นชาตินี้ยังไม่ได้ ก็หวังผลไปยังชาติหน้า

เพราะผู้ที่ไม่มีปรารถนา ย่อมไม่กระทำตน หรือ ควบคุมตน ให้เป็นคนดีอย่างแน่นอน

ดังนั้น นับต่อแต่นี้ ผู้ที่จะมาร่วมเดินทางสายนี้กับหลวงพ่อนิพนธ์ จึงจะถูกคัดกรองเหลือแต่ผู้ที่มาในความสามัคคี ยินดีแล้วจึงมา เท่านั้นเอง

แปลความได้ว่า หากไม่ปรารถนาเป็นคนดีแล้วไซร้ ที่นี่ไม่ต้อนรับ เพราะการมาก็ไร้ประโยชน์ทั้งผู้มาและผู้ให้

เมื่อจิตตั้งปรารถนาไว้สูง นั่นคือ ยกจิตให้สูง ก็จะเกิดสติ ควบคุมตน แล้วกระทำตน ให้ถึงซึ่งปรารถนาของตน

เมื่อจิตสูง ใจสูง คำโบราณกล่าวไว้ ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว

กายที่เป็นทุกข์เพราะโรค กำลังตกนรก ก็จะถูกยกสูงขึ้นตามด้วย

แลผู้มีธรรม ก็คือผู้มีบุญ แลสัญญลักษณ์ของบุญก็คือความสุข จะไปจมกับกองทุกข์คือโรคได้อย่างไร

ใครทำตนได้ จึงได้การหายโรคเป็นของแถม โดยอัตโนมัตินั่นเอง

ในไม่ช้า คำถามที่จะได้ยิน ก็จะย้อนยุคถ้ำกระบอกสมัยแม่ชีเมี้ยนนั่นคือ เป็นอะไรหรือ แล้วก็จะพิเคราะห์ความหนักเบาของกรรมที่ทำมา แล้วก็ถามกลับว่า บวชได้ไหม สักเท่านี้ปี เท่านั้นปี

คำถามที่มักถามว่า หายไหม ก็จะกลายกลับเป็นคำถามย้อนกลับมาว่า ทำได้ไหม ถ้าทำได้ ก็ได้ชีวิตและได้หายเป็นของแถม ถ้าทำไม่ได้ ก็กลับไป หาวิธีที่ตนชอบและทำได้

ในไม่ช้า คนที่มา จะต่างกับวันนี้ เพราะคนที่มาในอนาคต คือคนที่อยากได้ แล้วทำ นั่นเอง

ศาสน์ไม่ต้องการปริมาณ ต้องการคุณภาพ คือ คนทำได้

เราท่าน ถูกปล่อยให้ทำตามใจมานาน อยากมาก็มา มีธุระก็หยุด เดี๋ยวก็วิ่งไปหาหมอบ้าง เจ้าบ้าง เอาทุกอย่างที่คนบอกว่าดี

ณ.วันนี้ ถึงเวลาที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คนโลเล ไม่ควรเล่นของกายสิทธิ์

เราจึงมาเตือนว่า หากอยากเดินเส้นทางสายนี้ ต้องปรับตัว ปรับใจแล้ว ที่สำคัญ ในอดีตช่วงโหมโรง ท่านเป็นคนทำตามความอยากของตน มาวันนี้ ศาสน์ เขาทำตามความอยากของเขาแล้ว ปรับไม่ทัน ทำไม่ได้ ท่านก็จะกลายเป็นยักษ์หน้าโบสถ์ เช่นอดีตพุทธกาล ได้แต่อยาก แต่ทำไม่ได้ ก็เข้ามาไม่ได้

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ให้จนชิน


มีคนเคยกล่าวกับเราไว้ว่า เขาถูกคนผู้หนึ่งต่อว่า ที่ขอแล้วไม่ยอมให้

เรื่องก็มีอยู่ว่า คนที่เล่าให้ฟัง เห็นคนผู้หนึ่งมีฐานะต่ำกว่า ก็เลยมาขอความช่วยเหลือ และตัวเขาเองก็ให้ความช่วยเหลือตลอดมา เป็นระยะเวลาหลายปี

จนกระทั่งวันหนึ่ง พบว่า ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือนั้น เป็นคนที่ไม่ดีเอาเสียมากๆ ก็เลยบอกงดให้ความช่วยเหลือไป

คนที่ได้รับความช่วยเหลือ ก็มาต่อว่า ว่าทำไมแค่นี้จึงไม่ช่วย ถึงแม้นตัวเองจะไม่คิดช่วยตนให้ยืนได้ด้วยลำแข้งตน แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือตลอดมา จะมางดไม่ช่วยนั้น ไม่ได้

แลสิ่งที่ได้รับหลังจากงดการช่วยเหลือ นั่นคือคำกล่าวว่า ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือไม่ใช่คนดี มีเงินมีฐานะซะปล่าว แค่นี้ก็ไม่ยอมช่วย

เราได้ยินเรื่องเล่านี้ ก็ย้อนกลับมายังมูลนิธิไทยกรุณา สิ่งที่เห็นก็คล้ายคลึงกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ดิ้นรนทุกวิถีทาง เป็นเดือดเป็นร้อน กลัวคนไข้ที่มาไม่มีสมุนไพรทาน กลัวคนที่มาไม่มีร่ม ไม่มีความสะดวก กลัวไปหมด ... จึงพยายามที่จะทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

มาวันนี้ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ของให้เท่านั้นจึงจะเป็นมงคล

ก็ดิ้นรน หาผืนแผ่นดินเพื่อปลูก พริก ปลูกกระเทียม มะกรูด มะนาว สารพัด เพื่อที่สมุนไพรที่แจกจะได้มีมงคล

หากแต่ย้อนกลับไปยังผู้ที่มา หลวงพ่อนิพนธ์พูดแล้วพูดอีก ขอความร่วมมือ ในเรื่องที่เล็กน้อยมากๆ อาทิเช่นขวดน้ำ เพื่อจะได้ประหยัดค่าขวด เอาไว้ซื้อสมุนไพร

คำตอบที่ได้ยิน ฟังแล้วแสนจะสะท้านหัวใจ ก็เสือกให้เอง ก็หาเอง กูไม่สน

จึงไม่แปลกเลยว่า ในอีกไม่ช้า มาตราการที่จะต้องนำมาใช้ คือ การเลือกเอาเฉพาะคนที่อยากทำตนตามธรรมคำสอนเท่านั้นเอง

ส่วนคนที่ไม่อยากทำตน ก็จะเดินเข้าหมวดอุเบกขา ไม่สนเอ็งเหมือนกัน เพราะทำตนเสมือน ใบตำแย จะมาเข้ากับกิ่งทองของศาสนา ไม่ได้หรอก

เราจึงอยากเตือนท่านทั้งหลาย หมดเวลาให้จนเคยชินแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าท่านเกิดแล้ว ถึงเวลานี้ ผู้ที่จะเดินตามแนวทางนี้ ไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "ต้องลดนิสัย" เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ใครไม่เอา ก็ไม่ใช่พวก ควรให้เขาไปในทางที่เขาชอบ

เส้นทางนี้คนที่มา จึงมาด้วยความยินดี แล้วจึงมา หากจะมาหวังทานสมุนไพรหายแล้วก็ไปทำนิสัยแบบเดิม ... ณ.ตอนนี้ คงยาก

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ภัยใหญ่กำลังจะอุบัติ คนที่จะรอด ก็คือ คนที่ทำได้ ใครไม่ทำ ก็ให้เขาไปใช้วิธีของโลก ไม่ว่า หมอ เข้าทรงองค์เจ้า หรือศาสตร์ใดๆ ในโลกที่เขาชอบ เพราะเมื่อถึงเวลา จะได้ไม่มาโทษว่าหลอกลวงกัน

ความจริงมันฟ้อง เราท่านจะเดินกันไปอย่างไรหนอถ้าไม่เอาธรรมของพระภูมีมานำตน เป็นบางสิ่งบางอย่าง ลดนิสัยตน ... ขืนทำเช่นนั้น ก็เท่ากับฉ้อเขากิน มาทานเพื่อกลับไปเป็นโจรนั่นเอง ศาสน์เขาไม่เล่นด้วยหรอก เสียเวลาเปล่า

วันนี้ ต้องปรับเปลี่ยนฐานะตน จากผู้รับเป็นผู้ให้แล้ว โดยเฉพาะนิสัยที่ไม่ดีในตัวตน อันไหนยิ่งร้าย ยิ่งถวายใส่บาตรก่อนเลย ใครทำได้ หลวงพ่อนิพนธ์บอก นั่นแหละคือทางรอด ของเราท่าน ที่แม่ชีเมี้ยนเหลือไว้ให้

สถานที่นี้ เปิดทุกแง่ ทุกมุม ให้รู้ ไม่มีเหลี่ยมคูหลบซ่อน ไว้หากิน .. ผลที่จะพึงเกิด อย่าโทษใครเลย นั่นแหละคือผลแห่งตัวกระทำของตน ไม่สนหรอกว่าโรคที่เป็นจะร้ายสักแค่ไหน ร้ายแค่ไหนก็ไม่ได้ส่วนหนึ่งของนิสัยตน แก้นิสัยได้ โรคอะไรจะมาเหลือ

เพราะโรคที่เป็นทำร้ายแค่คนๆเดียว แต่นิสัยที่เลวร้าย ทำร้ายคนและสัตว์มากมายมหาศาลเหลือคณานับ

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความหวังกับความจริง


พระภูมี ทรงย้ำเตือนเสมอให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

แต่สภาพความเป็นจริงของคน ฟังแล้วก็ผ่านเลย เพราะยังไม่เห็นโลงศพ ก็ไม่หลั่งน้ำตา จะฟังสักฉันใด ก็วันนี้ฉันยังดีอยู่ ยังสุขอยู่ ธรรมของพระภูมี ก็เลยต้องเก็บเข้ากรุ ซ่อนไว้ลึกจนไม่รู้ จำไม่ได้ แลไม่เคยหยิบมาใช้นำตนเลย

ตัวอย่างที่เด่นชัด ก็คนไข้หนุ่มท่านหนึ่ง เรียนวิศวะไฟฟ้า ลาดกระบัง ดูอนาคตช่างสดใส มีแฟนที่หมายมุ่งจะแต่งงานกันในภายภาคหน้า หลังจากเรียนจบ

พอเรียนจบ ก็ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว ความหวังที่วาดไว้ ก็สวยหรู มีเงินเก็บเลี้ยงครอบครัวได้สบาย แลก็เตรียมตัวสร้างอนาคตครอบครัวกับแฟน

ใครจะรู้ว่า หลังจากจบเพียงสองปี ตัวเองก็เริ่มป่วยเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุเพียงยี่สิบกว่าๆ เงินที่เก็บก็เริ่มถูกนำมาใช้รักษาตัว

วันหนึ่งหมอบอกเขาว่า ต้องทำการผ่าตัดลำไส้นิดหน่อย ให้เขาลางานมา ตัวเองก็ไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่าคงไม่เท่าไหร่ ไม่นานก็กลับไปทำงานได้เหมือนเดิม หลังจากแผลหาย

แต่พอฟื้นจากยาสลบ พบว่า ลำไส้ที่ตัดไปนั้นไม่น้อย มิหนำซ้ำ ยังต้องนำลำไส้ใส่ถุง มาแปะไว้ที่หน้าท้อง นั่นหมายความว่า เขาจะไม่สามารถกลับไปทำงานได้อีกเลย

จากเงินที่มีเก็บ ก็ถูกนำมาใช้จนกลายเป็นสร้างภาระหนี้สินแก่ครอบครัว แฟนก็ต้องเลิกรากันไป จากสภาพที่ตนเป็นอยู่

เดินตามหมอจนหมดหนทาง ท้ายที่สุดก็ถูกหมอทิ้ง จนแม่ได้ข่าวหลวงพ่อนิพนธ์ พาลูกชายมาในสภาพที่แม้นแต่จะเดิน จะกินก็เข้าขั้นลำบาก

แต่ก็นับเป็นโชควาสนา ที่วัยยังน้อย แลด้วยสภาพบีบคั้น อยากฟื้นฟูตัว เพื่อกลับไปเป็นกำลังของครอบครัวอีกครั้ง เขาจึงพยายามทำตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน วันนี้ของเขาก็กลับมาขับรถ ทำงานปกติแบกหามทั่วไปได้อีกครั้ง

นี่แหละเรียกรรมมันบังตา บังใจ ทำให้เราท่านประมาท ยามที่ดีมีกำลัง หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้ทำสักฉันใด ก็นิ่งเฉย แต่พอทุกข์มาถึงตัว อยากจะทำสภาพของตนก็ไม่มีความพร้อมเสียแล้ว

หลายคนที่มาที่นี่ สภาพร่างกายก็ยังดีอยู่ เห็นได้จากการเดินไปหอบหิ้วซื้อของจากตลาดกันมากมาย หากแต่ไม่เคยคิดที่จะเอาแรงที่ยังพออยู่นี้ มาช่วยตนเลย พึงหวังแต่การทานสมุนไพร

เมื่อพบความจริง บุญเท่านั้นที่ล้างบาปที่ทำมาได้ สมุนไพรก็ได้แต่เพียงล้างโรค หากแต่ไร้ซึ่งบุญ จะล้างโรคนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะกรรมยังอยู่ ก็กลายเป็นโรคใหม่ได้ ตายเหมือนกัน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า เมื่อยังมีวันเวลา จึงควรนำธรรมคำสอนบางสิ่งบางอย่าง มานำตน ลดนิสัยตน เป็นบุญไว้เลี้ยงตน หากปล่อยเวลาผ่านไป เมื่อกรรมสรุปมาถึง ไม่มีบุญ คราวนี้อยากจะทำก็ไม่มีโอกาสแล้ว เพราะไม่มีแรง ไม่มีกำลัง ลำพังจะกินข้าวยังช่วยตนไม่ได้เลย

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ฟังเจ้าหน้าที่จิตอาสาแล้วก็หดหู่ เพราะคนที่มามากมายเหลือคณา แล้วก็บ่นว่า ทำไมแจกยาช้า เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า คนช่วยมันน้อย สมุนไพรทำเตรียมไว้ให้ครบหมดแล้ว แต่หาคนช่วยยกไม่มีเลย

กิจกรรมบุญนี้จึงน่าสงสัยว่ามันจะไปกันอย่างไรหนอ หากคนที่คิดจะเอาอย่างเดียวมันมากกว่าคนคิดจะให้มากมายปานนี้ คนไม่ทำก็นั่งติคนทำให้ได้ยินได้ฟังทุกวัน

จึงไม่แปลกที่หลายคนที่มาเป็นจิตอาสา ก็เปลี่ยนใจ ไปนั่งรอสมุนไพรเฉยๆดีกว่า ไม่ถูกด่า

ก็แล้วหากพระพุทธเจ้าได้ธรรมมาไม่เอามาสอนบ้างหล่ะ หรือหลวงพ่อนิพนธ์ ได้ศาสน์สมุนไพร แล้วนำไปใช้แก่พวกพ้อง ไม่นำมาให้คนทั่วไปได้สัมผัสบ้างหล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น

นี่แหละ ศาสน์จึงเป็นเรื่องของเมตตาธรรม อยู่บ้านท่านไม่นิ่งดูดาย ช่วยกันคนไม้คนละมือ งานที่หนักก็เบา และเสร็จได้รวดเร็ว

วันที่ยังดี มีกำลัง ไม่ทำ หลวงพ่อนิพนธ์บอกคนเหล่านี้ประมาท พอแย่แล้ว ไม่มีกำลังแล้ว เห็นโลงแง้มฝารอแล้ว ทีนี้มาร้องให้ช่วย ... เรื่องง่ายก็กลายเป็นเรื่องยาก เพราะศาสน์นี้ ใครทำ ใครได้

เราท่านจึงเห็นคนที่มาทำเป็นจิตอาสาให้พ่อแม่ จะทำสักฉันใด หากพ่อแม่ไม่ทำอะไรเลย ท้ายที่สุดก็ได้แต่หวัง เพราะความจริง ต้องทำเอง พึ่งคนอื่นตลอดกาลไม่ได้หรอก

หลักนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า พระภูมีสอนให้พึ่งตนเอง อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ หากแต่ชั่วครั้งชั่วคราวไม่เป็นไร อย่าเพลิน

ไม่ว่าจะเป็นหมอปัจจุบัน หากเป็นเหตุเฉพาะหน้า ก็พึ่งพาได้ แต่ไม่ใช่พึ่งตลอด... หรืออวดเก่งไม่พึ่งเลย เช่น ร่างกายทานอาหารไม่ได้ ขาดเลือด ไม่มีแรง ก็ต้องให้น้ำเกลือ ให้เลือด ไปก่อน รอจนร่างกายกลับมาทานได้ มีกำลังค่อยว่ากันใหม่

เราท่านชนกลุ่มน้อยตื่นตัวมาทำ ก่อนมหันตภัยจะมา นี่แหละเรียกไม่ประมาท เพราะเมื่อโรคร้ายแพร่ระบาด ก็จะมีภูมิต้านทานให้รอดปลอดภัย อยู่รอพระพุทธเจ้า

ส่วนคนที่ประมาท เชื่อวิทยาศาสตร์ เชื่อความสามารถ ปัญญาตน ปล่อยเขาไป วันใดที่ภัยมาถึง จะทำก็สายเสียแล้ว คนเหล่านั้นก็จะตายเป็นใบไม้ร่วง เกิดยุคเข็ญ รอจนพระพุทธเจ้ามาช่วยดับนั่นแล

นี่แหละจึงเรียกหัวเราะทีหลังดังกว่า เพราะคนที่รอด ก็คือคนที่พวกเขาว่าบ้า มาทานสมุนไพรในวันนี้ แต่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า นี่แหละคือความไม่ประมาท ทำในสิ่งที่พระภูมีบัญญัติ เมื่อภัยมา เราท่านจะปลอดภัย

วันใดที่ความเลวร้ายปรากฎ แม่ชีเมี้ยนพยากรณ์ เชื้อโรคร้ายที่ฝังตัวในดิน จะพุ่งขึ้นสู่อากาศ แลแพร่กันไปตามลมหายใจ เหมือนวัณโรค นี่แหละปรากฎการณ์ห่าลงเมือง ที่กล่าวกันในอดีต ผู้คนจะเจ็บป่วยล้มตายกันมากมาย

เราท่าน ทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน ก็จะได้อยู่ในร่มน้อยของพระพุทธศาสนา รักษาตนให้ปลอดภัย ไว้ยลโฉมพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้กันเถิด

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

รู้ได้ไง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า ศาสน์มีไว้ให้โอกาสแก่คนที่อยากเป็นคนดี มีธรรมเท่านั้น

ผู้ใดมีพฤติกรรมที่ไม่ดี จนผลแห่งการกระทำเป็นรูปธรรมเกิดเป็นโรคแก่ตนแล้ว จะมาหวังใช้ศาสน์สมุนไพร เพื่อจะได้มีกำลังไปทำพฤติกรรมแบบเดิมอีก ไม่มีทางสำเร็จ

ด้วยศาสน์แห่งสมุนไพร อุปมาเหมือนแว่นส่องจักรวาล เพื่อให้มนุษย์เห็นแสง หรือหนทางมาพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วฟัง พิจารณาเรียนรู้ หากเชื่อ ก็ทำตามเพื่อช่วยตน

เมื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครก็ตามที่มาทานสมุนไพร ผู้ทำจึงไม่จำเป็นต้องไปติดตาม ดูแล สอดส่องพฤติกรรมของคนทานแต่ประการใด เพราะสมุนไพรมีวิญญาณ รับรู้คนทานนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ผลแห่งการกระทำ เมื่อทานสมุนไพรก็จะปรากฎเป็นรูปธรรมให้เห็นเอง

การทานสมุนไพร ในปริมาณที่มาก อาจให้ผลในระยะแรก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ฟ้าดินเขามีเวลา ผลแห่งการทานสมุนไพร ก็จะขึ้นกับผลแห่งการกระทำ หาใช่ปริมาณที่ทานอีกต่อไป

เรียกว่า ระยะแรก คือ ระยะที่ฟ้าดินเขาให้โอกาส เพราะร่างกายไม่พร้อมจะปฏิบัติธรรม ด้วยสภาพของความเจ็บปวด ความทุกข์ทางกายมันรุมเร้า แต่เมื่อช่วยมาระดับหนึ่ง ต้องเดินต่อด้วยผลแห่งการกระทำของตนเอง

เราท่านที่มาใช้ศาสน์นี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า จะเลยไม่เอาธรรมของพระพุทธเจ้ามานำตน ลดนิสัย มิได้เลย

เพราะผลแห่งการทำนิสัยได้นี้แล จึงเป็นบุญที่ใช้เพื่อช่วยตน

คำอรรถาธิบายที่ฟังง่ายก็คือ ผลบุญที่ทำได้ ก็จะไปเป็นตัวที่ทำให้สมุนไพรเปล่งอานุภาพ มากน้อยตามผลที่ทำได้นั่นเอง

ภาพความจริงอันนี้ ปรากฎให้เราเห็นชัด จากแม่ชีรูปหนึ่งที่เป็นสะเก็ดเงิน มาทานสมุนไพรนับแต่ปี ๕๔

ตอนมาก็เป็นคนป่วยธรรมดา ยังสามารถเดินเหินได้ปกติ อาการของสะเก็ดเงินก็แค่มีตามทั่วร่างกาย

ผ่านมาจนถึงปี ๕๘ สภาพที่เห็นก็คือ เดินไม่ไหว ต้องใช้ไม้เท้า อาการของสะเก็ดเงิน ก็ลามขึ้นถึงทั่วศรีษะ

หลังจากหลวงพ่อนิพนธ์หาคนบวชพระแลชี คนไข้ท่านนี้ได้ฟัง เห็นช่องทางที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้นี้ ก็เข้าบวชชีด้วยรูปหนึ่ง

จากคนปกติ ต้องไปทานมื้อเดียว ต้องสวดมนต์เช้าเย็น ต้องวางสัจจะทุกวัน วันละสองชั่วโมง ต้องสละแรงกาย มาเดินตามนิสัยของพระพุทธเจ้าบางสิ่งบางอย่าง

มาวันนี้ กลายเป็นแม่ชี ที่เดินเร็ว จนพี่เลี้ยงบอกท่านช้าๆหน่อย เพราะจะเสียกิริยา แผลสะเก็ดเงินทั่วตัวก็หายไป ผลก็กลับมาขึ้นเต็มศรีษะ ร่างกายก็แข็งแรง

พิจารณาดูจะแลเห็นว่า สี่ห้าปีที่ผ่านมา การทานแลพฤติกรรม เป็นเยี่ยงไร แลแค่เข้าพรรษาเดียวนี้ที่ยังไม่ครบ พฤติกรรมของแม่ชีเป็นไปตามครรลองคลองธรรมใช่หรือไม่ ผลจึงปรากฎให้เห็นต่างกันราวฟ้าดิน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ศาสน์สอนให้คนเป็นปราชญ์ ไม่ว่าเราท่านจะพูดจะแสดงสักฉันใด ใครจะพูดว่าพฤติกรรมที่ทำถูกผิดอย่างไร ผลที่ปรากฎกับกายมันฟ้อง

คนทั้งหลาย จะบอกว่าตนทำดีมาตลอดชีวิต ไม่เคยฆ่าสัตว์ ทำบุญ สร้างวัดมาตลอด แต่ตอนนี้ตนกำลังเป็นโรคร้าย นั่นแสดงว่า สิ่งที่ทำมันผิด หรือ ทำในสิ่งที่ไม่มีบุญเป็นเครื่องตอบแ่ทนนั่นเอง มีแต่บุญนึกเอาเอง

นี่แล เมื่อเราท่านเจอศาสน์ที่ทำให้หายทุกข์จากโรคภัย นั่นแลเราเจอศาสนา เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ปัญหาของการหาย ก็เลยมีอยู่ประการเดียว คือ อยากหายต้องลดนิสัย จะเอาเงิน วัตถุสิ่งของใดๆมาแลก ไม่ได้เลย

นี่แลจึงเรียกศาสน์ของพระพุทธเจ้าว่าทางสายกลาง ไม่ใช่ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป ไม่รู้หมายความว่าอะไร หากแต่หมายถึง ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ว่า ผู้ดี เจ้า หรือ ไพร่ ใครทำ ใครได้ เงินทอง ทรัพย์สมบัติที่มี ช่วยไม่ได้เลย

ฉะนั้น ใครจะว่าผู้ทานสมุนไพรของพระภูมี ล้าสมัย บ้าสติไม่ดี สมัยนี้เทคโนโลยีไปถึงไหนแล้ว... สุดท้าย ก็ต้องดูที่ผล หัวเราะที่หลังดังกว่า เพราะคนที่พึ่งผู้อื่น ไม่เคยมีผู้ใดรอด

เมื่อผลผิดเกิด จึงควรสำรวจที่ตนเอง ว่าเดินตามรอยที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนหรือไม่ อย่าไปตีโพยตีพาย รำไม่ดี โทษปี่โทษกลองเลย

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ความไม่รู้

คำว่า "บุญ" ไม่มีบัญญัติในศัพท์ภาษาอื่นๆ ที่มิใช่ถิ่นของพระพุทธศาสนา

อาทิเช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือทางยุโรป จะไม่ปรากฎ เพราะไม่รู้ความหมายของมันนั่นเอง

หากแต่คนไทย ถ้วนทุกตัวคน ได้ยินคำนี้มาตั้งแต่เกิด ก็ไม่รู้ความหมาย แลที่มาเช่นกัน

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนโลภแต่ฉลาด จึงใช้หนทางบุญกล่าวอ้างหากินกันเรื่อยมา

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า บุญเป็นของนอกโลก เพราะโลกนี้มีแต่ กรรมดี กรรมชั่ว ดังนั้น บุญจึงมีเจ้าของ

เมื่อผู้ใดทำตนได้ เป็นพระพุทธเจ้า ก็ได้ถือซึ่งอำนาจบุญนี้

การกระทำใดจะเป็นบุญ ก็ต้องด้วยพระพุทธเจ้าเป็นผู้บัญญัติ ผู้ใดทำตาม ผู้นั้นก็ได้บุญ

หากแม้นการกระทำจะเป็นเช่นเดียวกัน แต่มิใช่มาจากพุทธบัญญัติ อย่างเก่งก็เป็นได้แค่กรรมดีเท่านั้นเอง

จึงไม่แปลกเลยที่ว่า คนที่ไกลศาสนา จึงไม่รู้จักหรือได้สัมผัสบุญเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า บุญหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เป็นของสาธารณะ มีกันเกลื่อน หากแต่แท้จริงแล้ว มีเพียงหนึ่งเดียว คือ พระพุทธเจ้า

และที่สำคัญ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ แม้นพระพุทธเจ้า จะมีบุญญาธิการมหาศาล แต่ก็กำหนดขอบเขตของบุญ หรือ ที่เรารู้จักกันในนามว่า เขตพัทธสีมา นั่นเอง

จะไม่ใช้อำนาจบุญ ก้าวก่ายอำนาจกรรมไปทั่วอย่างเด็ดขาด

พุทธประวัติ จึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนแต่ผู้ที่สมควรฝึกได้เท่านั้นเอง คนที่ไม่มีคุณสมบัติ ท่านก็ไม่ไปยุ่ง

คนที่มีคุณสมบัติก็คือ คนที่ปรารถนาถึง พระนิพพาน นั่นเอง ผู้ใดไม่ปรารถนา พระพุทธเจ้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย เพราะหากทำเช่นนั้น เท่ากับล่วงล้ำอำนาจกรรมที่มีต่อบุคคลนั้นๆ

เมื่อเราท่านจะหาบุญ จึงต้องหาพระพุทธเจ้า หรือตัวแทนแห่งอำนาจ แล้วเดินตามรอยที่ว่า "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว"

ท่านในที่นี้ ก็คือ พระพุทธเจ้า หรือตัวแทนแห่งอำนาจบุญนั่นเอง

ที่นี้ คำตอบก็จะมีแก่ตัวตนของเราท่านเอง ว่าสิ่งที่ทำเป็นบุญหรือไม่ ก็ตรองดูซิว่า พฤติกรรมที่เราท่านทำนั้น ให้สุขแก่ หลวงพ่อนิพนธ์ พระพุทธเจ้า หรือแม่ชีเมี้ยนหรือไม่

เราท่านอยากได้บุญ มาช่วยตน ก็ต้องสนองความอยากของหลวงพ่อนิพนธ์ พระพุทธเจ้า แม่ชีเมี้ยน ด้วยเช่นกัน เสมือน หมูไปไก่มา

ต้องให้สุขแก่ท่าน ด้วยการนำนิสัยธรรมมานำตน แลก็แสดงเอกลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม คือ ความสงบ ในเขตพัทธสีมาของท่าน ก่อน สุขนั้นจึงกลายเป็นบุญย้อนกลับมายังตน


ไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้ว แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ หากอยากได้บุญของพระพุทธเจ้า ต้องลดนิสัยตน แล้วมาใช้นิสัยธรรมของพระพุทธเจ้ามานำตน เป็นบางสิ่งบางอย่าง บางเวลา

ใครที่ไหน จะสร้างบุญกันอย่างไร ก็ว่ากันไป วัดกันว่า บุญที่ท่านชอบ บุญที่ท่านทำ แบบไหนจึงจะมีผลต่อการลดทุกข์ที่บังเกิดแก่กายในเวลานี้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า อำนาจบุญ ทำหนึ่งได้สิบ ได้ร้อย คนยุคก่อนเขาจึงสำเร็จด้วยการปฏิบัติธรรมในชาติเดียว ใช้กรรมที่สร้างมาเป็นสิบ เป็นร้อยชาติได้

อำนาจบุญพาไปนิพพานได้ กะแค่ให้หายโรค หากทำถูก ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้อย่างแน่นอน

เมื่อมาทำ ก็ต้องหมั่นทบทวน ว่าเราท่านทำแล้ว สิ่งที่ทำให้สุขแก่ หลวงพ่อนิพนธ์ พระพุทธเจ้า และแม่ชีเมี้ยนหรือไม่ หากคำตอบคือไม่ เราท่านก็ยังเข้าไม่ถึงบุญ มีแต่บุญที่คิดฝัน แต่ความจริง ไม่มีเลย เมื่อเจ็บมาถึงก็เจ็บ ทุกข์มาถึงก็ต้องทุกข์

การมาหวังแต่ทานสมุนไพร คงไปไม่ถึงฝั่งฝันที่จะหายโรค เพราะศาสน์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เขามีไว้ให้โอกาสแก่คนที่อยากเป็นคนดี มีธรรมของพระภูมีนำตน เท่านั้นแล

หากไม่คิดจะปฏิบัติ ก็เรียกว่ามาฉ้อเขากิน ... ศาสน์ คือ ปราชญ์ คงไม่ยอมให้โจรมาหลอกกินแล้วเอากำลังไปทำความชั่วอีกหรอก เป็นไปไม่ได้

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ตั้งมาทำไม

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยว่า สถานที่นี้หลวงพ่อนิพนธ์ตั้งมาทำไม

เพื่อหาเงิน หาชื่อ หาเสียง หาลาภยศสรรเสริญ ..... ไม่ใช่ ๆๆๆๆ

จุดประสงค์เดียวคือ การสานเจตนารมย์ของแม่ชีเมี้ยน ที่นำศาสน์ของพระพุทธเจ้ามาให้ นั่นคือ หาคนที่มีใจเดียวกัน

คนกลุ่มนี้ คือ คนที่ปรารถนา ใน มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ หรือ ปราราถนาว่า วันหนึ่งฉันจะได้ไปสวรรค์ กับเขาบ้างนั่นเอง

ก็แล้วศาสน์สมุนไพร มีที่มาอย่างไร ก็มีที่มาเพื่อเป็นเหตุให้คนที่อยากหายโรคได้เข้ามาสัมผัส เข้าใกล้สิ่งที่ดี

ก็กายเป็นของหยาบยังพัฒนาได้ วาจา แลใจเล่า หากอยากพัฒนาบ้าง เพื่อทำให้ตนเป็นคนดี หรือคนใจสูง มีเมตตา มีคุณธรรม

ก็กายเจ็บอยู่อย่างนี้ จะทำได้อย่างไร นี่แหละคุณของศาสน์สมุนไพร ทำให้เราท่าน ได้มีโอกาส เมื่อกายพร้อม อยากจะพัฒนาตน ก็สามารถพัฒนาวาจา และใจ ได้

พูดให้ฟังง่าย ก็เอาสมุนไพรล่อคน มาทำตนให้เป็นคนดีนั่นเอง

นี่คือจุดมุ่งหมายสูงสุด สถานที่นี้ต้องการโน้มน้าวคน ให้พัฒนาตนเป็นคนดี ตามศาสนาบัญญัติ

วิธีการเดียวที่ใช้ และสอน นั่นคือ ให้เราท่าน ลดนิสัยกรรม แล้วน้อมนำนิสัยธรรมของพระพุทธเจ้า บางสิ่งบางอย่างที่ทำได้ มานำตน

ภาพที่เด่นชัด จากเดิมที่มีนิสัยเป็นผู้รับ เอารัดเอาเปรียบ ก็กลายเป็นผู้ให้ มีเมตตา เผื่อแผ่แก่ผู้อื่นนั่นเอง

บทสรุป ใครไม่ปรารถนาไปสวรรค์ คนผู้นั้นก็ไม่คิดจะพัฒนาตน สถานที่นี้ไม่อยากคบ

ฉะนั้น ท่านใดไม่อยากทำตน ก็สามารถแสวงหาหนทางอื่นที่ตนชอบได้ ควรละทิ้งสถานที่นี้ไป เพราะถึงอยู่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ส่วนเรื่องโรค ไม่ว่าจะโรคอะไร สาหัสเพียงไหน ก็เป็นเรื่องเล็ก

เพราะหลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า เมื่อใจสูง กายก็จะสูงตามขึ้นมาเองได้ เพราะใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว

เป้าหมายหลักของที่นี่ คือ สร้างกลุ่มคนที่มีจิตใจดีงาม หรือที่เรียกว่า หมู่ชน ศิวิไลซ์ฺนั่นเอง

ย้ำเตือนว่า หนทางนี้ ไม่ใช่ทำด้วยเงิน ไม่ใช่สร้างด้วยวัตถุ หากแต่เป็นจิตใจ ที่มุ่งมั่นนำนิสัยพระพุทธเจ้ามานำตน ลดนิสัยของตนลง

ใครทำได้ โรคย่อมหายอย่างแน่นอน เพราะธรรมชนะกรรม โรคเป็นบริวารของกรรม .. ย่อมแพ้ผู้มีธรรมอย่างแน่นอน

เมือสถานที่นี้มีไว้ลดนิสัย หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หลายคนหลงทาง มาสถานที่นี้ ลืมเลือนเป้าหมายเดิมของตนที่จะมาเพื่อช่วยตน กลายเป็นมาหาผลประโยชน์ มาทำธุรกิจ มาเพื่อสิงอื่นๆ ... ช่างน่าเสียดายนัก เพราะคนเหล่านี้เห็นวัตถุ สิ่งของ เงินทอง สูง แต่ตีค่าชีวิตของตนต่ำติดดิน

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ข้อพึงระวัง

หลวงพ่อนิพนธ์ ย้ำเตือนหนักหนาในตอนนี้ว่า พระพุทธเจ้า ท่านอุบัติขึ้นแล้วในแผ่นดินพม่า

การกระทำใด ที่ส่งผลต่อพระพุทธศาสนา ย่อมมีผลอันมหาศาล ดีก็ดีใจหาย ร้ายก็เข้าขั้นฉิบหายเลยทีเดียว

แลศาสนาพุทธ มีเอกลักษณ์ที่สำคัญของอำนาจ นั่นคือ มีเพียงหนึ่ง

ดังนั้น อำนาจของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่แต่เดิมแม่ชีเมี้ยนให้ไว้ ณ.บัดนี้ กล่าวได้ว่า ไม่มีอีกแล้ว เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ ศูนย์รวมของอำนาจ จะถูกมอบให้แก่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ครอบครองแลใช้แต่เพียงผู้เดียว

นั่นหมายถึง บุญญาธิการของพระพุทธเจ้า ที่เมื่อผู้ใดฟัง พิจารณา เชื่อแล้วทำตาม ก็จะเกิดบุญ มาปกปักรักษาผู้นั้น

แผ่นดินเดิมของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ล้วนแล้วแต่มีผู้ที่ใช้ศาสนาหากิน ทำลายสิ้น ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า แม้นแต่แผ่นดินอินเดีย ที่เป็นต้นกำเนิดของพระพุทธเจ้าโคดม ทำไมจึงประสพความเลวร้าย

แม้นแต่พม่าเองที่เป็นถิ่มที่กำเนิดของพระพุทธเจ้ากัสปะ แลพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ก็หนีไม่พ้นเช่นกัน

คนในพม่าที่จะรอดพ้นภัยพิบัติ แม้นจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในยุคนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า ร่มโพธิ์ของพระพุทธศาสนา เขามีขีดมีวงจำกัด ไม่ก้าวก่ายรุกล้ำไปยังแผ่นดินกรรม ใครอยากปลอดภัย ก็ต้องเข้ามาในร่มของพระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติ ผู้นั้นจึงรอดเช่นกัน

แลย้อนมาประเทศไทย ประเทศที่เคยทำลายผู้ปฏิบัติ ที่จะทำตนเป็นพระพุทธเจ้า อันนี้โดนสองกระทงเลย เพราะมิเพียงทำลายผู้ปฏิบัติ แถมทุกชนชั้นยังมีพฤติกรรมตรงข้ามกับศาสนาอีกต่างหาก นั่นคือ การส่งเสริมวัตถุุ

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ศาสนามีไว้สร้างคน แต่คนไทยส่งเสริมสร้าง เจดีย์ใหญ่ที่สุด พระใหญ่ที่สุด โบสถ์ใหญ่ที่สุด เต็มแผ่นดินไปหมด แถมพระก็หาผู้ปฏิบัติไม่ได้เลย ในจำนวนสามแสนกว่ารูป กลายเป็นพระนักพัฒนาวัตถุไปหมด

วันใดที่พระพุทธเจ้าท่านประกาศตน นั่นหมายความว่าท่านกำลังจะสังคายนาศาสนาพุทธขึ้นมาใหม่ การกระทำที่ทำอยู่ในทุกวันนี้ ผู้ใดยังทำอยู่ ความเลวร้ายจะบังเกิดมหาศาล แลทันตาเห็น

ประเด็นที่สำคัญ ในการกลับมาอีกครั้งของหลวงพ่อนิพนธ์ คำสั่งของแม่ชีเมี้ยน จึงให้มาเตือนพี่น้องชาวไทย ...

อีกประการที่สำคัญ คือ คำกล่าวของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวว่า "ไม่เป็นไร" ก็อาศัยอำนาจของแม่ชีเมี้ยนที่ให้ ปกปักษ์รักษา คนผู้นั้น ในวันนี้ ไม่มีอีกแล้ว หนทางเดียวที่คนไทยจะได้สัมผัสอำนาจบุญ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า มีให้ช่องทางเดียว คือ "ลดนิสัย"

ร่มที่ให้หลวงพ่อนิพนธ์มา จึงเป็นร่มที่เล็กใหญ่ตามจำนวนคนลดนิสัย ที่หลวงพ่อนิพนธ์มีความสามารถในการปลุกปั่น

หากเราท่านมามูลนิธิ แล้วไม่ลดนิสัยอะไรเลย ก็หาผลบุญอะไรไปช่วยตนไม่ได้ แลหลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่มีอำนาจที่มาเผื่อแผ่ได้เช่นในอดีต การมาก็สูญเปล่า ทั้งผู้มาและผู้ให้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติว่า เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ นั่นหมายความว่า กรรมก็จะทวีคูณความรุนแรงสุดประมาณ สารพัดภัยพิบัติจะถาโถมเข้าหามนุษย์ เพื่อรอให้พระพุทธเจ้ามาดับยุคเข็ญ

ใครจะแน่ก็แน่ไป ใครจะบอกว่าเป็นผู้มีปัญญา วิทยาการเลิศก็ว่าไป สิ่งเหล่านั้นหยุดกรรมไม่ได้หรอก คนไหนอยากรอด เดินตามหลวงพ่อนิพนธ์ ไปตามช่องที่แม่ชีเมี้ยนชี้ไว้ให้ คนไหนไม่สน ไม่เชื่อ คิดว่าแน่กว่ากรรม ก็ทำตามนิสัยตนไป

ปี ๕๙ นี้แหละเราท่านจะได้เห็นว่า อำนาจกรรม เขาแน่ขนาดไหน เกินกว่ามนุษย์ผู้ใดจะต้านทาน เหล็กที่ว่าหนาเป็นนิ้ว ขาดง่ายเหมือนฉีกกระดาษ สถานที่ว่าฆ่าเชื้อ เชื้อจะทะลุทะลวงเข้าไป รีดจนมนุษย์ทั้งโลกต้องร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย

หากแต่สิ่่งที่มนุษย์ทั้งโลกนับถือว่า ศักดิ์สิทธฺิ์ ล้วนไม่มีจริง จึงช่วยอะไรไม่ได้ นั่นแหละ พระพุทธเจ้าองค์ใหม่จะประกาศตนให้รู้ แสดงบุญญาธิการให้โลกเห็น แม้นไม่นับถือ ก็ต้องยอมรับ

วันนั้นแล เราท่านก็จะได้อยู่ในสมัยของ พ.ศ.๑ ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

เรื่องใหญ่ขนาดนี้ หมอดูที่คุยนักหนาว่าเก่ง มันยังไม่รู้เลย เสือกดูดวง ทำนายทายทักไปโน่น ปี ๖... จะเกิดอย่างนั้น อย่างนี้ หลอกชาวบ้านที่ไม่รู้กินไปวันๆ ที่น่ารันทด คนใหญ่คนโตของบ้านเมือง ดันเชื่อหมอดูซะอีก เวรกรรมของประเทศแท้ๆ

วันใดที่เราท่านมีผู้นำที่เชื่อพระพุทธเจ้า ประเทศก็จะเจริญในทันที ... เราก็หวังซึ่งวันนั้น

แลก็ขอบคุณมหันตภัยที่กำลังจะมา หากไม่มีสิ่งนี้ ประเทศไทยไม่มีวันกลับมาเป็นเมืองพุทธที่ถูกครรลองคลองธรรม และ มีความเจริญอย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกให้พวกเราท่านทั้งหลายที่ ฟัง พิจารณา เชื่อ มาทำตาม เพื่อทำตน มีชีวิต รอกราบพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้กัน

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ร่มน้อย

หลายคนเห็นสิ่งที่เกิดกับหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วอาจจะสงสัยในภาพที่เห็น

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า ขณะนี้พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว นั่นหมายความว่า อำนาจธรรมที่แม่ชีเมี้ยนถือมาทั้งหมด จะถูกเรียกกลับและมอบให้พระพุทธเจ้า

แลอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือการสิ้นอายุขัยของตัวท่านเอง

การกลับมานี้ จึงเป็นกรณีพิเศษ ด้วยการร้องขอของหลวงพ่อนิพนธ์ แลความเมตตาแห่งแม่ชีเมี้ยน ในความซื่อสัตย์ของตัวหลวงพ่อนิพนธ์ที่มีต่อแม่ชีเมี้ยน

ความเมตตาอันใหญ่หลวงนี้ ทำให้ประเทศไทยยังมีสายบุญหลงเหลือ ไว้พึ่ง

กระนั้นก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ไม่เหมือนเช่นในอดีต ที่อาศัยอำนาจที่แม่ชีเมี้ยนให้ แต่สิ่งนั้น ถูกเรียกคืนไปให้แก่พระพุทธเจ้าแล้ว

การกระทำที่เป็นการล่วงละเมิด หรือล่วงล้ำกล้ำเกิน โดยอาศัยอำนาจที่ได้มา ไปขัดขวางหรือช่วยคน โดยที่คนเหล่านั้นบางคนไม่มีคุณสมบัติ ณ.วันนี้ ทำไม่ได้แล้ว

หากแต่ช่องทางที่แม่ชีเมี้ยนเหลือไว้ให้ กลายเป็นร่มน้อย นั่นคือ การจะสร้างอำนาจขึ้นมาอีกครั้ง ก็ด้วยการสอนคน ให้มีวินัยธรรม โดยมีตัวชี้วัดหนึ่งเดียว นั่นคือ การลดนิสัย

ยิ่งลดนิสัยทางโลกได้มาก มีนิสัยพระพุทธเจ้ามากเท่าใด ก็ได้อำนาจบุญไปปกปักรักษาเท่านั้น

ใครที่หวังจะมาทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว แล้วคิดว่าจะประสพความสำเร็จ ณ.ตอนนี้ ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำเตือนว่า เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ เจ้าของเขามาแล้ว การจะทำสิ่งใด ผลย่อมเกิดอันมหาศาล

นั่นก็คือ กรรมมันจะแรง ธรรมเขาก็แรง อุบัติภัยจะทวีคูณตามการกระทำของมนุษย์ ผู้ทีจะทำตนให้รอด ไม่มีหนทางอื่นใด นอกจากวินัยธรรมของพระพุทธเจ้า น้อมนำมานำตน ลดนิสัยกรรม

คำเตือนของครูบาอาจารย์ ที่เราอยากหยิบยกมาให้พิจารณา คือ ไร้ซึ่งกตัญญู ก็ไร้สตินำตน นิสัยเดิมก็ยากจะลด แลอาจเพิ่มทวีคูณ ถึงเวลาก็เตรียมตัวเตรียมใจเผชิญภัยพิบัติ

พระพุทธเจ้าเขาอุบัติในพม่า แต่ประเทศเรา กำลังทำลายพระพุทธศาสนากันมากมาย เอาศาสนามาหากิน ความฉิบหายเกินกว่าจะบรรยาย อย่างแน่นอน

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์รู้ แลมาเตือน ... ใครฟัง พิจารณา เชื่อ ก็รีบทำตนซะ เวลาเหลือน้อยแล้ว

ไม่มีทางรอดอื่นใด นอกเสียจาก ลดนิสัยตน แล้วนำนิสัยของพระภูมีมานำตน ใครทำ ใครได้ ...ทำได้ ก็คือทางรอดที่แม่ชีเมี้ยนทรงให้ไว้

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หัวใจ


ศาสน์ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มีต้นกำเนิดจาก เมตตาธรรม จึงนำมาส่งให้มนุษย์ผู้ที่อยากได้

ด้วยจำกัดความ "ผู้ที่อยากได้" นั่นจึงใช้ไม่ได้กับทุกคน แต่ทุกคนมีโอกาส

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า หากอยากจะได้สัมผัสอำนาจธรรม เพื่อมาช่วยตน จึงจำเป็นต้องสร้างคุณสมบัติ

แลกระไดขั้นแรก ของคุณสมบัติที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ ความกตัญญูู

เมื่อได้รับเมตตา เราท่านจึงได้สมุนไพรมาช่วยตน ให้มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรม เป็นบุญค้ำจุนชีวิต

การปฏิบัติจะลุล่วง ก็ต้องอาศัยพื้นฐานความกตัญญููนี้เอง

สิ่งนี้จะทำให้เราท่านมีสติ ยามที่มาปฏิบัติกิจ ไม่ว่าสวดมนต์ หรือ ทำสิ่งใด เมื่อมีสติ ก็จะเกิดขันติ อดทน เพื่อทำตนให้สำเร็จ

สถานที่นี้ จึงไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน หากแต่ผู้ใดทำได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นมีจิตกตัญญู จึงสามารถข่มกิเลส นิสัยตน ปฏิบัติตามคำสอน แลทานสมุนไพร จนเกิดผล

สิ่งนี้แลคือน้ำทิพย์ ที่จะพึงย้อนกลับไปยังหลวงพ่อนิพนธ์ ดีกว่าวัตถุ สิ่งของใดๆ

คำถามน้อยๆ ที่เราอยากถาม หลายคนคิดอยากจะไปที่ที่ตนชอบสักครั้งหนึ่งในชีวิต เรียกว่า ไม่ได้ไปนอนตายตาไม่หลับ

ท่านผู้กตัญญูทั้งหลาย จะมีความคิดสักนิดหรือไม่ ว่าชีวิตที่ได้มานี้มีค่ายิ่ง ไม่ว่ายากลำบากสักเพียงใด ต้องไปกราบสักการะแผ่นดิน ของท่านแม่ชีเมี้ยน ที่ลพบุรีสักครั้ง แสดงความกตัญญู แลเป็นมงคลแห่งชีวิต

หากสิ้นไร้ซึ่งกตัญญูแล้วไซร้ สิ่งที่ทำไม่ว่าจะดีเลิศสักปานใด ก็อุปมาเหมือนบ้านที่ฐานรากผุกร่อน หรือไม่มั่นคง เจอพายุวันใด ย่อมต้องพังพินาศเป็นแน่แท้

น่าใจหายยิ่งนัก คนทั้งหลายอยากรู้ นางเอกคนนั้น พระเอกคนนี้ หุ้นตัวนั้น ตัวนี้ ... เรื่องไร้สาระ ไม่ช่วยอะไรชีวิตเลย แต่สิ่งที่ควรรู้ นั่นคือ แผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนจริงๆ อยู่ตรงไหน ไปกราบ ไปสัมผัสหรือยัง ... หากไม่มีในความคิดเลย เรียกว่าตกกระไดกตัญญูู ซะแล้ว

แม้นพระพุทธเจ้าจะอุบัติ ก็ไม่รู้จะมีวาสนาได้เข้าถึงหรือไม่ พูดจาก็ต่างชาติต่างภาษา ... จะได้เข้าใต้ร่มโพธิ์หรือเปล่า แต่อย่างน้อยแม่ชีเมี้ยนก็ทิ้งร่มเล็กๆได้พึ่งพิง

สถานที่ไหนๆไม่ไปไม่เป็นไร หากแต่มีจิตกตัญญูู ต้องไปแผ่นดินของท่านสักครั้งในชีวิต ...

เพราะหากไม่มีแผ่นดินของท่านที่ลพบุรี ก็ไม่มีหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่มีไทยกรุณา แลก็ไม่มีเราท่าน ณ วันนี้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า กตัญญููจึงเป็นทางสายเดียว ที่จะทำให้รอด

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กำลังปรับเปลี่ยนระบบ


ตอนนี้ ทางมูลนิธิไทยกรุณา โดยท่านประธาน คุณประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ได้เข้ามาดูแลและจัดระบบการทำงานแล้ว

ระหว่างนี้ กำลังทดลองและปรับเปลี่ยน ดังนั้น จึงอาจจะมีความไม่สะดวก หรือ เปลี่ยนแปลงไปมา เพื่อหาจุดที่ลงตัว

ใครที่มีข้อเสนอแนะ ก็สามารถแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ จิตอาสา ได้

แลจะมีการสรุป ในแต่ละส่วนอีกครั้งในช่วงเดือนธันวาคม และจะแจ้งระเบียบ วิธีการ ดำเนินงาน ใหม่ โดยเริ่มใช้ในปีหน้า

จึงเรียนแจ้งมาเพื่อสมาชิกทราบ เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการ จากสัปดาห์ก่อนไป ในแต่ละแผนก นั่นหมายความว่า ช่วงนี้ สัปดาห์นี้ วิธีการอาจเป็นอย่างหนึ่ง สัปดาห์หน้ามา อาจเปลี่ยนไป

ในแต่ละส่วน ก็จะมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ใครสงสัย ก็สามารถสอบถามจาก คุณฝน หรือ ห้องยื่นกระเป๋า ว่าส่วนงานที่ทำอยู่ ใครเป็นผู้ดูแล เพื่อแจ้งปัญหาและข้อแนะนำ

คุณประสิทธิ์ แจ้งว่าจะจัดกล่องรับความคิดเห็นไว้ให้ ใครอยากเสนอแนะ ก็สามารถไปหย่อนได้

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44