วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

มูลนิธิไทยกรุณามีดีอะไร

จริงๆ แล้ว ที่มูลนิธิไทยกรุณามีดี คืออะไร ส่วนใหญ่คนทั่วไปคิดเหมือนกับเรา ก็คือ สมุนไพรดี แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป เรากลับพบว่า สมุนไพรของที่นั่น ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด ยังมีสิ่งอื่นอีกที่ดีกว่า เพราะอะไรหรือ เมื่อมาคิดดู การไปที่นั่น เพื่อรับสมุนไพร ต้องไปทุกสัปดาห์  เมื่อหายจากโรคปัจจุบันที่เป็นอยู่ ก็ไม่มีอะไรจะบอกได้ว่า อนาคตเราจะไม่โรคอื่นเกิดขึ้นกับเราอีก  หรือเราจะไม่พบอุบัติเหตุอย่างอื่น ที่ทำให้เราพิการหรือเสียชีวิต  ดังนั้น เมื่อมาถึงจุดนี้ สมุนไพรก็ถึงทางตัน เราจึงคิดว่า จะมีอะไรที่ตอบโจทย์ ให้เราปลอดภัยได้ในอนาคต แม้ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกก็ตาม  
เราจึงพบว่า ความรู้ที่หลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอดมาจากแม่ชีเมี้ยนต่างหาก เป็นสิ่งมีค่าที่สุดของที่นั่น เพราะอะไร ก็เพราะโรคเกิดแต่กรรม นั่นเอง แลทุกอย่างก็เกิดจากกรรม คำสอนของท่านที่ว่า หลักการที่แม่ชีเมี้ยนนำมา คือหลักตนพึ่งตน แลหลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อตัดกรรม อันเป็นหนทางที่ทำให้เราปลอดภัย แม้จะอยู่ที่ใดก็ตาม และกระทั่งที่ที่ไม่มีสมุนไพรทาน เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ชนะกรรม เราจึงเชื่อว่าสิ่งที่ท่านบอกและน่าจะเป็นการแก้ปัญหาทุกสิ่งในโลก ก็คือการรณรงค์ให้ทุกคนหันมาทำความดี ตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้านั่นเอง แลความดีนั่นแล จะเป็นตัวปกป้องให้แคล้วคลาด ปลอดภัย จากโรคและภัย ทุกสิ่ง
ดังนั้น เราจึงคิดว่า สิ่งที่ที่นั่นมี และมีค่าที่สุด จึงหาใช่สมุนไพรไม่ กลับเป็นคำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์ ถ่ายทอดมาจากแม่ชีเมี้ยน ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า สมุนไพร และสิ่งที่ท่านนำมาให้ คือหลักปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลนั่นเอง
สิ่งที่น่าเสียดาย คำสอนที่มีค่าอย่างนี้ บุคคลที่ทรงคุณค่ามหาศาลเหล่านี้ พวกเราคนไทย กลับไม่เห็นค่า ลืมเลือนทิ้งขว้าง ไปได้อย่างไร ...
ช่างน่าเศร้ายิ่ง

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

อาการสาหัสเพราะทานสมุนไพร ... เรื่องนี้จริงหรือ?

มีผู้คนในแวดวงการแพทย์สมัยใหม่ มีความเห็นว่า มูลนิธิไทยกรุณา เป็นตัวการในการทำให้ผู้ป่วยมีอาการสาหัส โดยดูจากคนไข้ที่ทางมูลนิธิไทยกรุณา ส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งล้วนแต่มีอาการสาหัส และบางรายก็ถึงแก่เสียชีวิต มุมมองที่ปรากฎนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ และตั้งคำถามหรือจะเรียกว่าตั้งข้อหาว่า ผลเกิดจากการทานสมุนไพร ทำให้คนไข้เหล่านี้ มีอาการดังที่ปรากฎ เสียงเหล่านี้เริ่มดังมากขึ้นในหมู่ของเหล่าแพทย์และพยาบาล ในบริเวณใกล้เคียง ที่ตั้งของมูลนิธิ เพราะมักจะเป็นที่ส่งตัวคนไข้กลุ่มนี้

ไม่แปลกที่บุคคลเหล่านั้นจะคิดเช่นนั้น

แต่ .... เราอยากให้มองความเป็นจริงลึกกว่าที่เขาเห็นสักหน่อย
ถ้าเราเข้าไปสัมผัสคนไข้ที่เข้ามาในมูลนิธิ ลองสอบถามและประมาณคร่าวๆ  จะเห็นว่า กว่าครึ่งแล้ว จะได้รับคำตอบว่า เป็นคนไข้ที่หมอทิ้ง หรือ พูดง่ายๆ ก็คือ หมอบอกว่า "รักษาสุดความสามารถแล้ว" หรือไม่ก็ "หมดตังค์ที่จะรักษาแล้ว"  พูดง่ายๆ ก็คือ แบกรับภาระหนี้จากการรักษาไม่ไหวแล้วนั่นเอง  หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า แพทย์หรือเคมีบำบัด ไม่มีทางรักษา หรือไม่เคยมีตัวเลขที่ประสพความสำเร็จในการรักษาอย่างแท้จริง ดูจากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของผู้ป่วยที่มากขึ้นจนล้นโรงพยาบาล  ไม่ว่าจะแย้งหรือโต้อย่างไร ตัวเลขของการเพิ่มขึ้นก็ยืนยัน ว่าเคมีบำบัดไม่เคยทำให้ตัวเลขของผู้ป่วยลดลงเลย

ย้อนกลับมา ในขณะที่งานของมูลนิธิไทยกรุณา มีผู้ประสพผลสำเร็จในการหายโรคคนแล้วคนเล่า ในขณะที่มีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่เวลาในการฟื้นฟู ไม่ทันกับการทำลายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะสาหัสเกินไป จึงปรากฎภาพนี้ขึ้น
จึงอยากให้ลองพิจารณาดูทั้งสองด้าน

เคมีบำบัด สร้างภาระให้ มูลนิธิไทยกรุณา  หรือ มูลนิธิไทยกรุณา สร้างภาระให้ เคมีบำบัด กันแน่

กล่าวง่ายๆ คือ คนไข้ที่เริ่มเป็น หรือระยะต้นๆ ไม่เคยมีปรากฎความเลวร้ายเพิ่มมากขึ้นเลย ในการมาทานสมุนไพรที่นี่ แล้วต้องไปพึ่งการแก้ไขโดยเคมีบำบัดในโรงพยาบาล

กลับกันคือ คนไข้ที่เริ่มเป็น และผ่านเคมีบำบัด จนเลวร้ายมากขึ้น และหันมาใช้สมุนไพรของที่นี้แทน เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จริงๆ แล้วเราคิดว่า คนกลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบัน ในการรักษาอาการปัจจุบันทันด่วน เช่น ต้องให้เลือด น้ำเกลือ หรือ ลดอาการเฉพาะหน้าที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต เพื่อให้มีเวลาในการทานสมุนไพรเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ดังนั้น จึงอยากบอกว่า เราทั้งหลายกำลังคิดอะไร ถ้าคิดที่จะช่วยคนเหมือนกันตามจิตวิญญาณที่มีอย่างแท้จริง การร่วมมือกัน จะสามารถช่วยคนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสรอดมากขึ้น ใช่หรือไม่

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

คนจริง…ชื่อและผลงาน ตำนานแด่คนรุ่นหลัง

ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ จะมีคนจริง ที่ปรากฎชื่อเป็นตำนานให้คนรุ่นต่อๆ ไป ได้อ่านคงมีไม่มากนัก เพราะอะไรหรือ ทั้งๆ ที่คนอยากเป็นมีมากมายเราคิดเอาเองว่า คงเป็นเพราะใจนั่นเอง จะหาคนที่มีใจเมตตา คิดถึงความถูกต้องมากกว่า ความลำบากของตนเองและครอบครัว คงหาได้ยาก  เนื่องจากเมื่อมาถึงจุดๆ หนึ่ง คนจะพบกับความท้าทาย ทั้งจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และภายใน แรงเสียดทานเหล่านี้ทำให้คนต้องเปลี่ยนไปตามกระแสในที่สุด ผู้ที่สามารถทานแรงเสียดทาน ก็ยากที่จะได้รับความยอมรับในยุคนั้น จวบจนความจริงปรากฎ ก็เหลือแต่ชื่อและผลงานที่เป็นตำนานให้คนรุ่นหลังได้อยากเป็นอยากทำมั่ง ก็แค่นั้น

ตราบจนวันนี้ เราเห็นหลวงพ่อนิพนธ์ ที่แบกรับแรงต้านจากรอบด้าน ในการเผยแผ่คำสอนของแม่ชีเมี้ยน เพื่อชักชวนคนให้หันกลับมาใช้หลักของพระพุทธเจ้า ดูแล้วช่างโดดเดี่ยว เพราะขาดซึ่งแนวร่วม คือ ขาดผู้ป่วยที่กล้าหาญชาญชัย จะมาเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้เดินตาม  กระทำตนเป็นประวัติศาสตร์ สิ่งเหล่านี้มันก็ยากอยู่ เพราะต้องท้าทายความคิดเดิมๆ อีกทั้งกระแสสังคม กระแสความโลภของทุน คงยากจะหาใครเสี่ยงมา อย่างไรก็ตาม เราเชื่อลึกๆ ว่า คนนับพันที่ผ่านการหายโรคจากแนวทางนี้ คงจะมีบ้างที่อาสามาเป็นต้นแบบให้คนรุ่นหลังได้ดู เป็นทางเลือก

เราคงไม่กล้าคิดว่า เส้นทางนี้ จะเป็นที่คลั่งไคล้ เหมือนคนชอบละคร ชอบดารา แต่อย่างน้อยก็คงมีคนกล้าเดินตามหลวงพ่อนิพนธ์ ที่จะประกาศให้โลกรู้ว่า แม่ชีเมี้ยน เป็นบุคคลที่ทรงคุณค่ายิ่ง และเป็นผู้ที่ชักชวนให้เราหันกลับมาใช้หลักของพระพุทธศาสนา นั่นคือ อย่างน้อยก็เป็นที่ประจักษ์ว่า กรรมมีจริง บุญมีจริง คำที่พระพุทธตรัส คือความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ทำได้จริง และยิ่งไปกว่านั้น คนเราเลือกเกิดและเลือกที่จะเป็นอะไรก็ได้ ตามการกระทำของเราเอง

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

การเรียนรู้...สมุนไพร กับธรรมะของพระพุทธเจ้า

หลักการของแม่ชีเมี้ยนที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาถ่ายทอดให้ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า กลวิธีการรักษาโรค ไม่ต้องใช้หมอ ไม่ต้องใช้เคมี และไม่มีหมอหรือใครจะช่วยเราได้ แต่กระบวนการรักษากลับต้องใช้ตัวของเราเอง ประกอบกับสมุนไพร และธรรมของพระพุทธเจ้า  สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ทุกคนต้องเรียนรู้วิธี เหมือนกลยุทธ์ รู้เขารู้เรา ต้องเรียนรู้ว่าโรคมาได้อย่างไร และจะกำจัดได้โดยวิธีใด  กระบวนขั้นตอนในการฟื้นฟูตัวเอง ต้องประสพกับอะไรบ้าง และการเอาชนะโรค หรือ การเป็นผู้ไม่มีโรค ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร  สิ่งเหล่านี้ จะถูกอธิบายให้เข้าใจ เพื่อที่จะให้เป็นเหตุเป็นผล นำไปวินิจฉัย และตัดสินใจว่าแนวทางนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ และเตรียมตัวเตรียมใจ เผชิญกับความทุกข์ที่จะต้องผจญ ในการใช้วิธีการนี้
การเรียนรู้สำคัญยิ่ง แต่ยิ่งไปกว่านั้น คือการนำไปปฎิบัติ เพราะผู้ทำได้เท่านั้น จึงจะประสพผลในการหายโรค มิฉะนั้น ถึงแม้จะทานสมุนไพรไปมากสักฉันใด ก็ไม่ประสพผล อย่างดีก็แค่ยื้อเวลาตายเท่านั้นเอง
ด้วยหลักของพระพุทธเจ้า ทำให้เราเข้าใจได้ถ่องแท้ ถึงสุภาษิต ตนพึ่งตน ทุกข์วันนี้สุขวันหน้า และการนำนิสัยของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ เช่น ความไม่โกรธ เป็นต้น  จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า คนในอดีตทำไมเขาจึง สอนลูกหลานให้ทำความดี และใกล้ชิดศาสนา เข้าวัดเข้าวา และมีอายุยืนยาว โดยไม่ต้องพึ่งหมอ หรือโรงพยาบาล อย่างคนที่เจริญแล้วในยุคนี้
ด้วยกระแสน้ำเชี่ยวของความโลภ ของนักธุรกิจค้ายาและเวชภัณฑ์ ทำให้เราตกเป็นทาสความกลัว หลงในคำชวนเชื่อ จึงต้องฝากชีวิตไว้กับหมอและเคมี กว่าจะรู้ตัว ก็เสียทั้งเงินและชีวิต โดยไม่พึงได้หวนคิดเลยว่า บุรุษที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น มนุษย์เหนือโลก คือพระพุทธเจ้า ได้บัญญัติอะไรไว้ ให้เป็นเครื่องมือของมนุษย์ในการดำรงอยู่ ก็ความดี นั่นไง
ก็ถ้าไม่มีแม่ชีเมี้ยน มาเผยแผ่ความจริงนี้ ให้เป็นทางเลือก เราคงจนตรอก ให้เขาสูบเลือด จนหมดเงิน และก็หมดลมไปคนแล้วคนเล่า ความจริงอันนี้ถ้าแพร่ออกไป ประเทศไทยเราคงไม่ต้องเสียปีละกว่าสามแสนล้านบาท ในการรักษาชีวิตและสุขภาพ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมสถานที่นี้ จึงไม่มีหน่วยงานใดกล้าเสนอหน้ามาสนับสนุน และคนที่มีคุณค่าขนาดนี้ ทำไมจึงไม่มีหน่วยงานใดมาอุ้มชู ก็ได้แต่กล่าวว่า เป็นไทยแต่ชื่อ ความจริงเมื่อลืมตา เป็นทาสฝรั่งผลิตยา ไม่ต้องมารบให้เสียเวลา แค่หยุดส่งยามาขาย ก็รอดตายไปค่อนประเทศแล้วน่ะพี่น้อง

วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

สิ่งที่น่ายินดี

สัปดาห์ก่อน มีคนไข้เข้ามารักษาสองท่าน นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ที่ท่านได้อนุญาต ให้นำประวัติของท่านมาเผยแพร่ได้  ความสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ทั้งสองท่านเป็นแพทย์ มีความเชี่ยวชาญในวิทยาการสมัยใหม่ ท่านหนึ่งเป็น แพทย์หญิง และเป็นคุณหญิงด้วย ท่านป่วยด้วยโรคมะเร็ง อีกท่านเป็น แพทย์ชาย ท่านเป็นเบาหวาน ทั้งสองท่านเรียกได้ว่า อยู่ในสภาพระยะสุดท้ายของโรค
เราหวังว่า บทพิสูจน์สัจธรรมของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ จะได้ประจักษ์เสียที เพราะท่านทั้งสองนี้ ล้วนแล้วแต่มีความรู้ ผ่านประสพการณ์ในการรักษาด้วย เคมีบำบัด มาอย่างมากมาย และผลก็ออกมาให้เห็น นับแต่นี้ไปท่านทั้งสองได้เปลี่ยนความคิด มาหาทางเลือกโดย พุทธบำบัด แนวทางของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนถ่ายทอดให้หลวงพ่อนิพนธ์  
บทพิสูจน์บทแรก เริ่มปรากฎ คือทั้งสองเริ่มมีอาการดีขึ้น โดยเฉพาะแพทย์ชาย จากที่เดินไม่ได้มา 18 เดือน แขนซ้ายขยับไม่ได้ ก็เริ่มเดินได้ และขยับยกแขนซ้ายขึ้นไหว้พระได้
สิ่งที่น่ายินดี ในอนาคตเราจะมีแพทย์ที่เข้าใจในหลักสมุนไพร และร่วมกันทำการช่วยเหลือผู้ป่วย ให้มีอัตราเสี่ยงน้อยในการเสียชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยหนักที่ต้องการความช่วยเหลือในเบี้องต้นของการรักษาโดยสมุนไพร ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ อาทิเช่น มีเสมหะติดคอ หรือ ที่ทานอาหารไม่ได้ ต้องให้อาหารทางสาย เป็นต้น
เราหวังว่า ด้วยแรงปรารถนาที่จะหายแล้วมาช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันของท่านทั้งสอง จะดลบันดาลให้ท่านหายวันหายคืน เป็นตัวอย่างทางเลือกของคนรุ่นหลัง และเราจะติดตามอาการมารายงานต่อไป

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44