วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

จับปลาสองมือ


สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่ในการช่วยตน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นคือ ความเชื่อ

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสอุปมา "นิสัยมนุษย์ น้ำใสไหนไหลมา ก็ไปตามน้ำนั้น"

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายให้ฟังความว่า เมื่อได้ยินได้ฟังคนั้นว่าดี คนนี้ว่าดี ก็แห่กันไปนั่นเอง

ไม่เอาเหตุเอาผล ไม่พิจารณา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น หมอ เป็นเข้าทรงองค์เจ้า เป็นลัทธิ พิธีกรรม หรือแม้นแต่ต้นไม้ สิ่งแปลกประหลาด ใครว่าดี อยู่ที่ไหน ไกลแค่ใด ก็ดั้นด้นไป

หากแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขามีเจ้าของ และจะมาสถิตย์ในโลกนั้น มีวันเวลาจำกัด ก็เฉพาะที่จะมาเพื่อสร้างพระพุทธเจ้า และพาพระพุทธเจ้าและบริวารที่ทำได้ไปยังโลกนิพพานเท่านั้นเอง

ในยามปกติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะมีเพียงอย่างเดียว นั่่นคือ พรหมลิขิต หรือ กรรมศักดิ์สิทธิ์ หรือ กรรมดี กรรมชั่ว ที่ตัวทำเท่านั้นเอง ที่จะพึงรักษาตัวเราท่าน ให้รอด หรือ ให้ทุกข์ แตกดับไปตามอายุขัย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำว่า มนุษย์ไม่จำเป็นต้องมีศาสนา ก็สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตน นั่นคือ กรรมศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครอง เป็นพรหมลิขิตอยู่แล้ว ดั่งคำ ไม่ถึงที่ตาย ไม่วายชีวาวาต โรคห่าอะไรจะพิฆาตไม่อาสัญ นั่นเอง

ศาสน์ หรือ ธรรมศักดิ์สิทธิ์ ของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเสมือนองค์กรที่สาม ที่ยื่นเข้ามา ให้มนุษย์ที่เบื่อ โลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงปรารถนาทำตน เป็นคนดีของศาสนา เพื่อพัฒนาตน ด้วยตั้งจิตปรารถนา มรรคผลนิพพาน เป็นที่พึ่ง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยืนยันเสมอว่า นอกจากธรรมของพระภูมีแล้ว ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใด ที่สามารถชนะกรรมได้เลย

ขยายความให้ฟังว่า นั่นก็คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีกันเกลื่อนโลก ล้วนแล้วแต่เป็นปัญญามนุษย์ที่สร้างขึ้น แลเมื่อปัญญามนุุษย์ มาจากกรรม จึงชนะกรรมไม่ได้ ความศักดิ์สิทธิ์นั้น จึงเป็นการนึกเอาเอง เมื่อถึงเวลากรรมมา มันจึงหยุดไม่ได้ เพราะไม่มีจริง

พระเจ้าจึงมีแต่พระพุทธเจ้า ที่เป็นของจริง ที่เมื่อปฏิบัติตามธรรมคำสอน แล้วมีผลช่วยตนได้ หากแต่พระเจ้าอื่น ไม่ว่า หมอ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือความเชื่ออื่นใด เจอกรรมก็เผ่นป่าราบหมด

ความรู้อันนี้เอง ที่เป็นเครื่องมือที่พระพุทธเจ้าให้มนุษย์ไว้พิจารณา ศาสน์ที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ก็เอามะเร็ง เอาเอดส์ เอาหัวใจ ... ไปถวายพระเจ้าองค์นั้นๆ สิ ดูซิพระเจ้าจะรับหรือเผ่นหนี ช่วยได้ หรือ ไปกี่คนก็ตายหมด

ศาสน์เมื่ออุบัติ จึงอยู่ท่ามกลางลัทธิความเชื่อเหล่านั้น ใครอยากพบ ก็ต้องแหวกความเชื่อ ที่ฝังอยู่ในตนออกมา ทวนกระแสโลก ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีคนทำได้

ภาพของศาสน์กับลัทธิความเชื่อ ไม่ว่าเชื่อหมอจริง หมอผี ลัทธิพิธีกรรม จึงแยกเด่นชัด ที่ หลัก "ตนพึ่งตน" นั่นเอง

หลักพระภูมี อยากได้ ต้องทำเอง และมีเพียงหลักเดียวที่เป็นเช่นนี้ ส่วนที่เหลือทั้งหมด ไม่วาเชื่อในหมอ หรือ ลัทธิ พิธีกรรมใดๆ ล้วนแล้วแต่ "ขอ" คือ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องควบคุมนิสัยตน ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย

เมื่อมนุษย์ไม่เอาเหตุเอาผล ครั้นมาเจอศาสนา ก็กลายเป็นคนจับปลาสองมือ สามมือ สมุนไพรพระภูมีก็ดี หมอก็แจ๋ว อาหารเสริมก็ดี พิธีกรรมแก้บนก็เยี่ยม

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นจุดตาย นั่นคือ เมื่อผ่านวิกฤตก็ไม่รู้อะไรช่วยตน ผลสุดท้าย สิ่งที่ปล่อยละเลย กลับเป็นศาสน์ที่ช่วยตน เพราะนึกว่าสิ่งที่ตนรอด เพราะทำตามหมอสั่ง หรือ รอดเพราะบนเอาไว้

คาถาที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเสมอ คือ คนหลายใจ ไม่ควรเล่นของกายสิทธิ์ เพราะเมื่อถึงยามคับขัน จิตจะสับสน ไม่รู้อะไรเป็นที่่พึ่งแห่งตน คว้าผิด คว้าถูก กว่าจะรู้ชีวิตก็แตกดับไปเสียแล้ว ว่าสิ่งที่ยึดถือ มันไม่มีตัวตน สิ่งที่มีตัวตน ก็ไม่ได้คว้าไว้

คำเตือนจากเรา เวลานี้ ถึงเวลาศาสน์เขาเล่นบทหยิ่งแล้ว เมื่อหมอสั่ง เจ้าพ่อ เจ้าแม่สั่ง เจ้าพิธีกรรมสั่ง มนุษย์ทำตามทุกระเบียด หากแต่ช่วยตนไม่ได้เลย มาวันนี้ เมื่อศาสน์เขากำหนดเขาสั่งบ้าง ใครไม่ทำตาม ถือว่าไม่ใช่พวกเขา

ฉะนั้น ไม่ใช่ไม่เมตตา หากแต่ว่าอยามาให้เสียเวลาตน และเสียสมุนไพรเปล่าเลย ชอบทางไหนไปทางนั้น ศาสน์จะเก็บที่ไว้ให้คนที่เอาเหตุเอาผล ฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ไม่มีเวลามาให้กับพวก ลิงหลอกเจ้า มาทำตนหลอกศาสนา เพื่อหลอกทานสมุนไพร อีกต่อไปแล้ว

จึงไม่ต้องแปลกใจ หลังวันงานแม่ชีเมี้ยน พวกลิงหลอกเจ้า จะถูกคัดออกไปเรื่อยๆ คนที่นี่จะน้อยลง จนเหลือแต่ผู้อยากได้ อยากช่วยตน อยากทำตนเป็นคนดี แล้วมาดูผลว่า หายโรคนั้นไม่ยากจริงไหม

คนจำพวก หมอก็ดี เจ้าก็เด่น พิธีกรรมก็เอา ... สถานที่นี้ไม่เป็นไก่รองบ่อน ไม่มีที่ให้อีกต่อไป

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หมดเวลาลองแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมาสามสิบปี นั่นเป็นกระบวนการลองผิดลองถูก ว่าหนทางในการดำเนินงาน ควรจะเป็นเช่นไร

บทเรียนความผิดพลาดที่สำคัญ อันเป็นเหตุที่ทำให้ท่านต้องประสพผลความเลวร้าย นั่นคือ ความเมตตาที่เกินเหตุ ทำให้ล่วงละเมิดกรรม เมื่อเห็นใครทุกข์ก็อยากช่วยไปหมด

คำชี้แนะที่แม่ชีเมี้ยนทรงให้ นั่นคือ การดำเนินตามรอยพระภูมี ต้องเลือกคน ที่มีคุณสมบัติเท่านั้น เพราะปัจจัยที่สำคัญในการประสพผลในการช่วยคนผู้นั้น นั่นคือ ต้องยื่นมือมาปรบด้วยกัน

จะไปล่วงละเมิด คนที่กรรมเขากำลังจะเล่น หมูเขากำลังจะหาม แล้วเอาคานไปสอด โดยที่คนผู้นั้นไม่ทำอะไรเลยเพื่อช่วยตน เช่นอดีต ไม่ได้อีกแล้ว

ผลแห่งการละเมิดกรรม นั่นคือ การริบอำนาจในการตัดสินใจช่วยผู้หนึ่งผู้ใดกลับไป กลายเป็นอำนาจส่วนกลางที่จัดสรรโดยฟ้าดิน ให้ตามตัวกระทำที่ทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ทำได้แค่ไหน ก็จัดสรรไปแค่นั้นแทน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ไม่ทำ จึงกลายสภาพเป็นภาระอันหนักอึ้งของที่นี่ ต้องรีบกำจัดหรือเอาออกให้ไวที่สุด เพราะพร้อมที่จะน๊อคได้ทุกเวลา ด้วยอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่เกื้อกูลแล้ว ที่สำคํญ ไม่มีทางประสพผลในแนวทางสมุนไพรพระภูมีอย่างแน่นอน

พยากรณ์ที่หลวงพ่อนิพนธ์แจ้งให้รู้ไว้ ว่า ในอนาคต ผู้ที่ทำตนเหมือนอยู่ใกล้แต่ไม่ทำอะไรช่วยตน นั่นแหละจะโดนก่อน เสมือนเชือดไก่ให้ลิงดู

ดังนั้นอย่าแปลกใจเลย ที่อดีตคนเหล่านั้นอาจหลบอยู่ใต้ร่มของหลวงพ่อนิพนธ์ กรรมเขาก็เล่นไม่ถนัด วันนี้ ร่มของหลวงพ่อนิพนธ์ไม่มีแล้ว จะมีก็แต่ร่มของตนที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้สร้างขึ้นด้วยตนเอง

นั่นคือ กิจกรรม จะเข้าครรลอง "ตนพึ่งตน" อย่างเต็มรูปแบบแล้วนั่นเอง ใครทำ ใครได้ พวกที่ไม่ทำ แล้วนึกไปเองว่าได้ อันนี้ เมื่อกรรมมาถึง ใครก็ช่วยไม่ได้ จะโทษว่าหลวงพ่อนิพนธ์ไม่เมตตา ก็ไม่ได้ เพราะแม้นแต่พระภุมี ยังทรงช่วยใครไม่ได้เลย หากผู้นั้นไม่ทำตามคำสอน

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ศาสตร์ที่วิทยาศาสตร์ไม่มีวันค้นพบ


วิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่จับต้องได้ สามารถสัมผัสได้ เป็นเหตุเป็นผล ทำกี่ครั้งเมื่อเหตุเหมือนเดิม ผลก็เหมือนเดิม

ศาสตร์ของพระภูมี มิเพียงล้ำกว่าในด้านความรู้เชิงวิชาการ ที่สัมผัสได้เท่านั้น หากแต่ยังล้วงลึกไปถึงกรรมอันเป็นต้นเหตุแห่งโรค

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า บัญญัติที่พระภูมีให้กระทำ จึงมิใช่จบที่สมุนไพร อันเป็นสิ่งที่จับต้องได้

เคล็ดประการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ นั่นคือ "แรงต่อแรง"

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า กรรมทำฉันใด ธรรมก็ทำฉันนั้น เพียงแต่ย้อนศร เสมือนปลาว่ายทวนกระแสน้ำนั่นเอง

เมื่อนิสัยกรรม เริ่มจากหนึ่ง แล้วก็ทำให้เกิดความอยาก ก่อสร้างกรรม แล้วก็เจ็บเพื่อใช้ แล้วก็สร้างกรรมอีกไม่รู้จบ

ดังนั้น เมื่อเราท่านสร้างนิสัยธรรมขึ้นประการหนึ่ง แทนที่จะอาศัยความอยาก ก็อาศัยความศรัทธา แล้วเอาแรงที่ได้จากสมุนไพรไปทำ ก็ลดความเจ็บ ได้แรงมากขึ้น ก็ทำต่อไป เป็นบุญไม่รู้จบเหมือนกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้เห็นว่า มนุษย์ที่เรียกว่าสัตว์ประเสริฐ เพราะเลือกได้นั่นเอง เลือกที่จะเอานิสัยกรรม หรือ นิสัยธรรมมานำตน สร้างเป็นกรรม เป็นบุญ ให้แก่วิญญาณ

ด้วยความรู้นี้ จึงไม่แปลกเลยว่า ลักษณะที่โดดเด่นของหลักพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนทรงนำมา แล้วเริ่มใช้กับพระ กับผู้ป่วย มาจนฆราวาส จนผู้คนในยุคถ้ำกระบอก เรียกกระบวนการช่วยตนนี้ว่า "หลักกินแล้วไม่นอน"

กรรมฐานของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยน นำมาสอน จึงมิใช่การนั่งหลับตา กรรมฐาน ที่ซึ่งเมื่อทำแล้วเสร็จ ลุกไป ไม่เกิดประโยชน์อันใด แก่ผู้ใดเลย หากแต่กรรมฐานของพระภูมีนั้น คือ การเอานิสัยธรรม นำตน แล้วไปทำ สิ่งที่ให้สุขแก่ผู้อื่น ต่างหาก

พรรษาที่ผ่านมา เมื่อแม่ชีท่านหนึ่ง มาร่วมบวช แล้วขอนั่งวิปัสนากรรมฐาน หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ถ้าชอบแบบนั้น ที่นี่ไม่มี กรรมฐานของพระพุทธเจ้า โน่น ถางหญ้า ปลูกต้นยา ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

ต้นเดือนธันวา เราท่านก็เห็นผลของกรรมฐาน นั่นคือ ข้าวร้อยกว่ากระสอบ ที่กองอยู่ในโกดัง รอที่จะแปรเป็นสุขแก่สรรพสัตว์ และมนุษย์

ดังนั้น คำถามที่ถามว่า จะหายไหม ในอดีตจึงถูกย้อนถามกลับว่า ตอนนี้ท่านสิ้นแรงจะทำบาปใดๆ แล้ว หากช่วยท่านมีแรงกลับมา ท่านจะเอาแรงนั้นไปทำอะไร

ศาสตร์แรงต่อแรงนี้ จึงเห็นภาพได้ชัด จากตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้ฟัง จากคนไข้มะเร็งที่แม้นแต่ยกมือยังลำบาก ก็อาสาไปล้างจาน ให้ลูกล้างเป็นหลัก ตนเองเริ่มจากล้างวันหนึ่งได้ไม่กี่ใบ จนวันนี้ เธอมีแรงสามารถล้างจานได้เป็นพันใบแล้วนั่นเอง

ภาพอันนี้ กำลังจะโดดเด่น ที่สำนักลพบุรี ที่ซึ่งคนไข้มะเร็งที่ผ่านการเรียนรู้ และอบรมจากหลวงพ่อนิพนธ์ ใช้เพื่อช่วยตน แต่ละคนล้วนแล้วแต่อยู่ในระยะที่หมอทิ้งมาแล้วทั้งสิ้น เอาแรงที่ได้คืนมา มาปลูกต้นยา มาทำยา

หากไม่ถึงพรหมลิขิตแล้วไซร้ มะเร็งที่ว่าเป็นแล้วตาย ยิ่งขั้นสุุดท้าย รายไหนรายนั้น เดินเข้าโรงพยาบาล หามออกทุกคน แต่สถานที่นั้น หามมา ประคองมา พวกเขาจะเดินออกอย่างสง่าผ่าเผย ให้เราท่านดู ว่าพวกเขาคือ ผู้รอด ผู้ทำได้

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ก้าวล้ำกว่าทางการแพทย์เยอะ

วงการแพทย์ใช้เวลาศึกษาร่างกายมนุษย์ หรือ ที่เรียกกันว่า กายวิภาค มานานหลายศตวรรษ เพื่อหาวิธีเอาชนะโรค

ท้ายที่สุด ความจริงก็ปรากฎ แต่ไม่ยอมเปิดเผยว่า ทำไม่ได้

หนทางที่พอทำได้ ก็มีเพียงแต่การระงับยับยั้งอาการ หรือ ที่ภาษาทางการแพทย์กล่าวว่า รักษาไปตามอาการนั่นเอง

บทสรุป ทางการแพทย์ ก็พบว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่ใช้ในการรักษาโรค คือ ภูมิของมนุษย์นั่นเอง

และนั่นก็คือทางตัน ของวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ไม่สามารถหาหนทางที่จะใช้ในการสร้างภูมิขึ้นมาได้ เพราะไม่รู้ว่าที่มาของภูมิคืออะไร

ความเป็นปราชญ์ของพระภูมี ก็ได้ทรงแยกแยะให้เราท่านได้รู้ว่า ภูมิ ก็คือ ธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ฟังว่า นี่คือธรรม่ชาติ การเกิดโรค ก็เนื่องมาด้วย ระบบของธาตุทั้งสี่ เสียสมดุลย์ไปนั่นเอง

หลายท่านอาจเคยได้ยิน ในระบบเครื่องยนต์ มีไอดี ไอเสีย เฉกเช่นเดียวกัน ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็มีดี มีเสีย เช่นเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น มีมาก มีน้อย อีกต่างหาก

หลายคนสงสัยว่า ทำไมคนเป็นโรคอะไร ก็ได้สมุนไพรคล้ายๆ กัน

ก็เพราะบัญญัติสมุนไพร ไม่ได้มีไว้เพื่อแก้โรค หากแต่มีไว้เพื่อปรับสมดุลย์ของธาตุทั้งสี่ ให้กลับมาปกติ แล้วร่างกายก็จะซ่อมสร้างอวัยวะ และสร้างภูมิ ไปต่อสู้กับโรคเองตามธรรมชาติ

ไม่ว่า มนุษย์ ผู้ใด ล้วนมีอวัยวะ ๓๒ ด้วยกันทั้งหมดทั้งปวง ไม่ว่า ชาติใด ภาษาใด ดังนั้น สมุนไพรที่พระภูมีบัญญัติ จึงรอบครอบจักรวาล ใช้ได้กับทุกคน และทุกโรคนั่นเอง

สิ่งที่ฟ้าดินสร้างเพื่อการดำรงชีวิต จึงมีครบปัจจัยสี่ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร หรือ อาหาร ที่ใช้ทานเพื่อดำรงชีวิต และที่สำคัญ ฟ้าดิน เขาให้ มีแต่พวกเรามนุษย์นั่นแหละ ที่เอามาขายกันเอง

สิ่งที่อาจจะต่างกันก็คือ อาหาร มนุษย์สามารถคิดค้นสูตรให้ถูกจริตของหมู่ตนได้ และยังให้คุณค่า หากแต่สมุนไพร หาเป็นเช่นนั้นไม่ ถึงรู้ว่ามีสารที่เป็นประโยชน์ ก็หานำมาเป็นประโยชน์ได้ไม่ เป็นความลับ ที่ไม่มีทางสืบค้นเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ยกตัวอย่าง ขิง วิทยาศาสตร์รู้ดีว่า มีสารไล่ลม อันเป็นประโยชน์แก่คนที่เป็นโรคลม หากแต่จะนำมาใช้อย่างไรไม่ทราบได้ ไพล เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ ทำได้แค่เป็นลูกประคบ หากแต่จะนำไพลเข้าสู่ร่างกาย ก็เป็นเรื่องอับจนหนทาง เพราะหากทานโดยตรง ก็ถ่ายออกหมด ร่างกายไม่ดูดซึม

แม่ชีเมี้ยน จึงไม่ธรรมดา เป็นผู้รู้ ผู้เห็น จึงนำสูตรของพระภูมีมาให้พระถ้ำกระบอกไว้ช่วยคน ไม่ต้องไปลองผิดลองถูก บอกปุ๊บ นำไปใช้ได้เลย และให้ผลที่เฉียบขาด

มันจึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ร่างกายมนุษย์ไม่คุ้นเคยสมุนไพร เมื่อทานแรกๆ ผลที่เกิดเหมือน ช้างชนกัน ระหว่างสมุนไพรกับโรคที่มี อาการที่เกิดกับคน จึงอาจจะดูรุนแรง เพราะไม่คุ้นชิน บางคนอาจเหมือนนรกแตกเลยก็ว่าได้ หากแต่เมื่อยืนระยะ จนร่างกายคุ้นชิน อาการก็จักเบาบาง จนหายไปเอง

เมื่อรู้ถึงสิ่งนี้ ก็จะรู้ดีว่า ทำไมยาเคมีจึงเป็นอันตรายต่อร่างกายเราท่านมหาศาล เพราะมันไม่ใช่ของธรรมชาติ ร่างกายไม่ยอมรับนั่นเอง ไม่ว่าจะย่อยสลายกากไม่ได้ แถมยังไม่สามารถขับออกได้หมด นั่นก็หมายความว่า มันจะต้องทิ้งตัวอยู่ในร่างกายเราท่านจุดใดจุดหนึ่งนั่นเอง

ยาเคมี จึงเปรียบเสมือนระเบิดเวลาดีๆ ที่ฝังอยู่ในตัว ความรุนแรงก็ว่าไปตามตำแหน่งที่อยุ่ ถ้าอยู่ในที่ไม่อันตรายก็พอไหว หากแต่อยู่ในอวัยวะสำคัญ เช่นหัวใจ สมอง ตับ ... อันนี้แย่แล้ว

หากเราท่านได้มีโอกาสไปศึกษาการทำยาเคมี ก็จะเห็นว่า องค์ประกอบของมัน ก็จะมีหินบดละเอียด เป็นหลัก

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า หินมีคุณสมบัติที่เก็บความเย็น เมื่อฝังอยู่ในร่างกาย ตรงบริเวณนั้น เซลล์ก็จะตาย เพราะขาดอากาศเนื่องจากถูกกดทับ และธาตุไฟจะเข้าไม่ถึง เพราะความเย็น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มหรือแหล่งที่เกิดอย่างดีของโรคนั่นเอง

ไม่ต้องแปลกใจเลย เริ่มจากทานยาเคมี แก้ปวดหัว ตามมาด้วยโรคกระเพาะ ต่อด้วยไต ไขข้อ ความดัน เบาหวาน หัวใจ ตับ และมะเร็ง แบบเป็นแพคเกจยกพวงมา ขึ้นกับว่า กากยานั้นจะไปตกตำแหน่งแห่งหนใดในร่างกายนั่นเอง

โบราณจึงว่า เมื่อคนตาย นั่นก็คือ ธาตุทั้งสี่สลาย

นี่จึงเป็นเหตุที่ว่า สมุนไพรสูตรของพระภูมีชุดเดียว ใช้ได้กับทุกโรค และทำไมที่นี่ไม่กลัวโรค ไม่ว่าโรคนั้น ในทางการแพทย์จะว่าร้ายแรงสักฉันใด ก็เพราะรู้สมุฐานที่มาแห่งโรค และมีหนทางแก้ที่พระภูมีทรงบัญญํติให้ไว้นั่นเอง

ที่ไหนที่คุยโม้โอ้อวด ว่ารักษาโรคได้ เชื่อก็ไปเถอะ แต่ที่นี่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ไม่ได้รักษาโรค แต่มีสูตรสมุนไพรที่ทานแล้ว ใช้ฟื้นฟูตน แลตนนั่นแลรักษาตน นั่นหมายความว่า หมอที่ดีที่สุดของตน ก็คือ ตนนั่นแล เพราะรู้ดีว่า มีวิกฤตอะไร และต้องใช้อะไรแก้ไข ขอเพียงส่งวัตถุดิบให้ถูกต้องและเพียงพอเท่านั้นเอง

แลที่สำคัญอีกประการ นั่นคือสมุนไพรไม่ใช่อาหาร จึงจำเป็นต้องทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ ให้ได้ปริมาณตามที่ร่างกายต้องการด้วย

ยิ่งพวกมะเร็ง วิทยากร ท่าน อ.อร่าม มักแนะนำเสมอว่า ช่วงที่ทานได้ ควรทานให้มากว่าปกติ ทำน้ำหนักเผื่อไว้เลย เพราะเมื่อเกิดการลงแดง จะทำให้ทานได้น้อย หรือแทบไม่ได้เลยระยะหนึ่ง ร่างกายจะได้มีกำลังพอสู้กับโรคและอาการได้

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แค่เริ่มก็ต่างกันแล้ว

คำถามที่มักเจ้าหน้าที่มักถูกถามบ่อย เมื่อแจ้งแก่สมาชิกว่า การมาสถานที่นี้ ในห้าครั้งแรกนั้นต้องมาติดต่อกัน

นั่นคือ แล้วหลังจากนั้น "หยุดได้ใช่ไหม" แล้วก็อ้างเหตุผลนานานัปการ ไม่ว่างบ้าง ติดธุระบ้าง ไกลบ้าง ...

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เราท่านกำลังทำ นั้นเป็นเรื่องของชีวิต คือ การกอบกู้ชีวิต ที่เราท่านใช้ร่างกายและปล่อยปละละเลย ไม่ดูแล จนเสียหาย

เวลาที่ใช้ส่วนใหญ่ในชีวิต ก็ดูแลธุรกิจ ดูแลหมูหมา ดูแล... แต่ยกเว้นอย่างเดียวคือ ไม่เคยดุแลตน

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า นี่คือปัญหาสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เป็นกรรมหนัก คือ กรรมฆ่าตนเองนั่นเอง

หลายคนบอกว่าในชีวิต ไม่เคยทำบาป แต่ไม่เคยดูแลตน รับผิดชอบวิญญาณของตนเลย อาจจะประสพความสำเร็จในชีวิตทางโลก หากแต่ชีวิตตนตกอยู่ในขุมนรก กินก็ไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ คฤหาสถ์ที่มีช่วยอะไรไม่ได้เลย

พระภูมีทรงตรัสว่า เราท่านก็ชีวิตหนึ่ง หนำซ้ำยังมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในสังขารที่ยืมมาใช้อีกต่างหาก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า พระภูมีจึงตรัสว่า หากจะช่วยผู้อื่น ต้องช่วยตนเองก่อน

ย้อนกลับมาในคราวที่ถึงเวลาต้องช่วยตน เมื่อทุกข์คือโรคมาถึงแล้ว ตนกลับบอกว่า ไม่มีเวลา มีข้ออ้างสารพัด

สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไข้ชาวอเมริกัน สามีของหมอใหญ่ ทำการตรวจร่างกายพบว่าตนเองเป็นมะเร็ง เข้าระยะอันตราย ภรรยาคุยกับสามี และหลีกเลี่ยงไม่ยอมรักษาในทางการแพทย์สมัยใหม่ หากแต่บินมาหาหลวงพ่อนิพนธ์เพื่อใช้แนวทางสมุนไพรแทน

ไม่น่าแปลกใจที่หมอใหญ่ และสามี จะตัดสินใจเช่นนั้น ก็คนไข้ของภรรยา เป็นเพื่อนสนิทกัน เป็นมะเร็งลำไส้ เป็นภรรยาของเศรษฐี ใช้กระบวนการทางการแพทย์สมัยใหม่ เรียกว่าแพทย์ระดับชั้นนำมาตลอด จนท้ายสุด เธอต้องถูกทำการผ่าตัดลำไส้ และเย็บปิดช่องกระเพาะอาหาร แล้วใช้สายสอดลงไปเพื่อให้อาหารแทน

จนท้ายที่สุด สภาพของเธอไม่ไหว และได้ข่าวจากเพื่อนในอเมริกา จึงให้เพื่อนหมอบินมาเป็นพี่เลี้ยงเธอ เพื่อลองใช้แนวทางสมุนไพร

เธอมาเช่าบ้านที่เมืองกาญจน์แบบรายเดือน และเดินทางมามูลนิธิทุกวัน เพื่อทานสมุนไพรและเข้าอบตัว ผ่านไปสองเดือน ผลการตอบรับของร่างกายดีมาก จากเดิมที่ใช้แต่อาหารเสริมวิตะมิน ที่สกัด ก็เลิก เปลี่ยนมาทานเนื้อที่ต้มสุก บด อาหารอ่อน ร่างกายก็เริ่มมีกำลัง กลับมาเดินได้ ทำกิจกรรมประจำวันได้ปกติ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้หมอพาเธอกลับอเมริกา เพื่อที่จะไปขยายช่องอาหาร เพื่อให้สามารถทานได้เยอะขึ้น และเมื่อเธอกลับไปทำตามคำหลวงพ่อนิพนธ์ สภาพร่างกายที่ได้รับอาหารมากขึ้นก็เริ่มดีวันดีคืน

เมื่อสามีของหมอ ตรวจพบมะเร็ง จึงไม่แปลกใจเลยที่หมอ จะตัดสินใจพาสามีมาหาหลวงพ่อนิพนธ์พร้อมคนไข้ของเธอ ที่ผ่าตัดและพักฟื้นแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ถามว่า สามีของหมอมีวันเวลาแค่ไหน

หมอแจ้งว่า บ้านที่คนไข้ของเธอเช่าไว้ ก็ยังไม่ได้คืน สามีของเธอขอวีซ่า ๓ เดือน เข้าประเทศไทย และหากการฟื้นฟูยังไม่เสร็จ ก็จะเดินทางเข้าออก อยู่ได้ครั้งละ ๓ เดือน ตอนนี้สามีเธอลางานมารักษาตัว ๑ ปี

คนไทย มาปุ๊บ ถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า กี่วันหาย อาทิตย์นึงหายไหม เดือนนึงหายไหม ฝรั่งไม่ถาม บอกว่า จะอยู่ไปจนกว่าหลวงพ่อนิพนธ์เห็นว่าสมควร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงประกาศแจ้งเตือนว่า หลังปีใหม่นี้เป็นต้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร ใครที่ปรับตัวไม่ได้ ทำไม่ได้ ก็ให้ไปหาวิธีการอื่นที่ชอบแทน ให้เหลือเฉพาะคนที่อยากช่วยตนจริงๆ เท่านั้น

ไม่มีอีกแล้วที่จะให้เจ้าหน้าที่มาเตือน ไม่มีอีกแล้วที่ต้องติดป้ายให้ทำ ไม่ใช่ลักษณะของแผ่นดินศาสนา ที่ซึ่งทุกคนที่มาต้องมีสติ และมีใจ

ใครไม่ทำ ใครไม่เอา ใครรับไม่ได้ ถอยไป เหลือคนกลุ่มน้อยๆ ที่อยากได้ แล้วมาสู้กับโรคกัน

ก็ยังไม่รู้ว่าหลวงพ่อนิพนธ์จะมีมาตราการใดบ้าง

นี่เป็นความจำเป็นประการหนึ่ง ทีเป็นคำเตือนของแม่ชีเมี้ยนที่มีแก่หลวงพ่อนิพนธ์ ในตอนที่ขอกลับมา ที่ทรงตรัสว่า "จะเอาแต่ความเมตตา ช่วยคนดะไปหมด เอาอำนาจไปขวางเขาหมด กรรมเขาเล่นคนนั้น คนนี้ ก็ขวางเขาไปหมด โจรมันก็ปนเข้ามา ไม่รู้ก็ช่วยเขา ไปทำบาปอีก แกจึงมีสภาพที่เห็น ต้องรับผิดชอบที่เข้าไปขวางกรรมเขา"

เราจึงอยากย้ำเตือน ช่องรอดที่แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ให้ว่า "อยากรอดต้องลดนิสัย เปลี่ยนตนเป็นคนดี"

วันเวลาของยักษ์หน้าโบสถ์มาถึงแล้ว ที่นี่จะไม่เป็นไก่รองบ่อน อยากมาก็มา ไม่อยากมาก็หยุด เล่นกันตามนิสัย อีกต่อไป

ข่าวร้าย

คนไข้หญิงท่านหนึ่งเป็นมะเร็ง เป็นคนไทยไปใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาหลายสิบปี รักษาตัวจนหมอทิ้ง ได้ข่าวจากเพื่อนคนไทย จึงบินกลับมาฟื้นฟูตนจนประสพผล

หากแต่สภาพที่เป็นหาใช่เธอคนเดียว สามีของเธอก็ป่วยด้วยโรคมะเร็งเช่นกัน หากแต่อาการสาหัสน้อยกว่าเธอ จึงให้เธอบินมาก่อน เมื่อเธอฟื้นฟูตนจนสำเร็จ ก็ให้สามีบินมาแล้วเธอก็กลับอเมริกา และสามีเธอก็ประสพผลเฉกเช่นเดียวกัน

สิ่งนี้สร้างความประทับใจแก่ลูกชายของพวกเขาที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอย่างมาก จึงพยายามสืบเสาะหาหนทางช่วยเหลือ และทราบว่า ทาง CNN มีการคัดเลือกโครงการในภาคพื้นเอเซีย ที่เป็นประโยชน์ และหากโครงการใดได้รับคัดเลือก ก็จะมีทุนสนับสนุนจากมูลนิธิระดับโลกให้

ซึ่งในปีที่แล้ว ประเทศอินเดีย ได้รับรางวัล ในโครงการช่วยเหลือผู้ยากไร้ เขาจึงขออนุญาตทำเรื่องส่งประกวด และได้รับการตอบรับอย่างดี จาก CNN

ทั้งนี้เพราะพิจารณาจากผลงาน นับตั้งแต่อดีตถ้ำกระบอก มาจนปัจจุบัน จนผ่านการคัดเลือกขั้นต้น เข้าประกวดรอบสุดท้าย

หากแต่วันนี้ ลูกชายเขาแจ้งมาว่า เนื่องจากตอนนี้ประเทศไทยถูกอเมริกาขึ้นเป็นประเทศต้องห้ามการช่วยเหลือ ดังนั้น ทาง CNN จึงต้องขอเก็บโครงการนี้ในการพิจารณารอบสุดท้ายของปีนี้ไว้ก่อน

ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะจะหวังรัฐของไทย ก็คงเป็นไปไม่ได้ หากแต่เราท่านช่วยกัน ก็คงพอที่จะหาสมุนไพรมาให้ครบตัวคน จะเสียก็แต่ที่ไม่สามารถขยายวงให้คนอีกมากมายได้มาเข้าถึง และมีโอกาสบ้างเท่านั้นเอง

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ย้อนดูต้นแบบ

แม่ชีเมี้ยนทรงนำต้นแบบของพระพุทธเจ้าสี่ยุค มาใช้ในการสอนพระ เมื่อครั้งถ้ำกระบอก อันได้แก่ พระกุสันโธ พระโคนาคม พระกัสปะ และพระโคดม

ความจริงข้อนี้ ก็มีให้เห็นในหลายสถานที่ โดยเฉพาะพม่า ที่ในโบสถ์ จะมีพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์นั่งหันหน้าไปสี่ทิศนั่นเอง

กับดักประการหนึ่งที่พราหมณ์วางไว้ นั่นคือเสกสรรปั้นแต่ให้ผู้ที่จะทำตนเป็นพระพุทธเจ้านั้นเลิศเลอสุดประมาณ จนคนทั่วไป หรือเรียกว่าทั้งโลก หาผู้มีคุณสมบัติที่จะทำตนเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย

หรือผู้ที่มุ่งมาดปรารถนา อยากทำตน ก็จะกลายเป็นว่า ทำเพื่อให้ตนได้เป็นพระพุทธเจ้า ในภายภาคหน้า

หากแต่พุทธประวัติ ของพระพุทธเจ้าในสี่ยุคหลัง แม่ชีเมี้ยนก็ทรงแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่จะทำตนเป็นพระพุทธเจ้านั้น มีทุกชั้นวรรณะ นั่นเอง หาใช่เฉพาะต้องเป็นกษัตริย์ไม่ ดูอย่างพระกัสปะ ก็เป็นชาวกระเหรี่ยง นุ่งกางเกงตูดขาด ยังทรงสามารถทำตนเป็นพระพุทธเจ้าได้เช่นกัน

หากแต่รูปแบบที่เหมือนกันทุกพระองค์ ไม่ว่าจะมาจากวรรณะใด ล้วนแล้วแต่มีสถานะเดียวกัน ในการเริ่มการตัดกิเลส นั่นคือ ทิ้งทุกอย่างทางโลกไว้ แล้วถือครองเพศบรรพชิตตลอดชีวิต กำแพงเดียว ที่จะต้องข้าม นั่นคือ นิสัยสันดานของตน นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า กำแพงเดียวที่เป็นอุปสรรคในการสร้างบุญ ก็คือ นิสัยสันดานเดิม ที่เราท่านสั่งสมกันมา นับล้านๆชาติ อันเป็นนิสัยกรรม ไม่ว่า จะกรรมชั่ว หรือ กรรมดี

ทางสายกลางในอีกความหมายหนึ่งของการปฏิบัติ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คือ ไม่เอาทั้งกรรมชั่ว และกรรมดี นั่นเอง สิ่งที่มุ่งหวัง คือ บุญ

จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์สร้างสถานที่นี้ นับตั้งแต่เริ่มปี ๓๐ ท่านจะกล่าวเสมอว่า ในเมื่อทำเพื่อช่วยคน เอาบุญมาช่วยตน ไม่ได้หวังลาภ ยศ สรรเสริญ ตามแนวทางของพระภุมีแล้วไซร้ จึงไม่มีความจำเป็น ต้องโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ลงไปถึงต้องติดป้ายใดๆทั้งสิ้น

แลเมื่อการดำรงชีวิต เป็นความต่อเนื่องไม่มีหยุด พูดง่ายๆ กรรมมันไม่มีวันหยุด การสร้างบุญเพื่อช่วยตน จึงไม่มีวันหยุดเช่นกัน สถานที่นี้จึงเปิดทุกพฤหัสและอาทิตย์ ไม่มีนักขัตฤกษ์

ความจริงที่ประจักษ์ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อต้นแบบพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แม้นบางองค์ จะมั่งมีสักฉันใด หากแต่วัตถุสิ่งของที่มี ไม่สามารถที่จะนำมาใช้สร้างบุญที่ต่อเนื่องถาวรได้ ก็ต้องทิ้งไป เหลือแต่สิ่งเดียวที่จะสร้างบุญได้ต่อเนื่องถาวร ทุกสถานที่ ทุกเวลา นั่นคือ นิสัย

เมื่อศาสตร์สมุนไพรเป็นบัญญัติของพระภูมี อาศัยขาบุญเป็นองค์ประกอบหลัก การฟื้นคืนกลับมาของหลวงพ่อนิพนธ์ คำฝากจากแม่ชีเมี้ยนที่ให้กลับมาบอกพี่น้องคนไทย นั่นคือ ทางรอดทางเดียว ในการเผชิญกับอุบัติภัยต่างๆ ที่ใกล้จะถาโถมเข้ามา ให้บอกแก่คนที่เชื่อ และทำตาม นั่นคือ "การลดนิสัย"

ต้นแบบพระพุทธเจ้า ท่านทำถึงมรรคผลนิพพาน จึงจำเป็นต้องตัดกิเลส ลดนิสัยกรรม จนหมดสิ้น หากแต่เราท่าน ทำแค่ระดับมนุษย์สมบัติ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ก็เอานิสัยธรรมบางสิ่งบางอย่างมาจำตน ก็เพียงพอ

นี่จึงเป็นเหตุที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้วิทยากร นำถวายสัจจะ เพื่อฝึกตน วันละสองชั่วโมง ในการมามูลนิธิ เมื่อทำได้ แลเห็นว่ากรรมที่ตนมีมันสาหัส ก็สามารถไปทำต่อเพิ่มเติมได้ตามกำลังขอตน

ยิ่งลดนิสัยตนเป็นบุญได้มากเท่าไหร่ การทานสมุนไพรก็ยิ่งประสพผลง่ายและเร็วเท่านั้น จนท้ายที่สุด ก็จักถึงขั้นบุญรักษา นั่นคือ จะทานสมุนไพรก็เฉพาะตอนที่เผชิญปล้องกรรมเก่าที่สาหัสเท่านั้นเอง นอกนั้น ด้วยบุญที่ทำได้ ก็สามารถใช้ขันติ อดทน ผ่านอาการได้แบบสบายๆ

นี่จึงเป็นเหตุที่ว่า ก็เมื่ออยากทำสมุนไพรช่วยเพื่อนมนุษย์ จึงมีขั้นตอนมากมาย ทำไมคนมาแล้ว ก็แจกๆไปเลยไม่ได้หรือ ทำไมต้องบังคับสวดมนต์ ทำไม...... อีกมากมาย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ศาสตร์สมุนไพร พิจารณาต้นเหตุ คือ กรรม การจะแก้ไข จึงไม่จบที่สมุนไพร ไม่ได้จบด้วยการเอาวัตถุสิ่งของ หรือ เงิน มาแก้ไข หากแต่จบด้วยสิ่งเดียว นั่นคือ "การลดนิสัย" นิสัยที่สร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่น เปลี่ยนมาเป็นนิสัยธรรม ที่สร้างสุขให้แก่ผู้อื่น ทำได้แค่ไหน ผลก็ได้แค่นั้น ใครทำ ใครได้

ไม่ได้หยิ่ง ไม่ได้สร้างพิธีรีตรอง หากแต่สมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นหลัก "ตนพึ่งตน" อยากได้ต้องทำเอง ใครก็ช่วยใครไม่ได้

พระโคดมและพระญาติ มีสมบัติมหาศาล ยังต้องทิ้ง เพราะเอามาสร้างบุญไปนิพพานไม่ได้ ก็เป็นต้นแบบให้เห็นอยู่แล้ว มันน่าสงสัยว่า กรรมอะไรมันบังตา จึงไปหลงเชื่อคำพวกเอาศาสนาหากิน จึงจะใช้เงินใช้สมบัติหาบุญ เดินไปคนละทิศกับพระพุทธเจ้าแล้ว

แลผู้มีบุญของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ดูที่ฐานะ ยศศักดิ์ หากแต่ผู้มีบุญ ย่อมมีลักษณะเด่นคือ กินเป็นสุข นอนเป็นสุข และมีความสุขกับนิสัยธรรมที่ตนมี พระพุทธเจ้าทุกพระองค์และสาวก เป็นประจักษ์ว่าเป็นผู้มีบุญ ไม่เห็นองค์ไหน มีฐานะ ยศศักดิ์ เลยสักองค์ ทำไมจึงหลง เลอะเลือนไปว่า คนรวย คนมียศ เป็นผู้มีบุญไปได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้ระวังระไว จะทำอะไร ดูต้นแบบเขาบ้าง สิ่งที่เราท่านเดิน มันเดินตามหรือเดินคนละทางกันแน่ เมื่อถึงเวลาจะโอดครวญว่า ทำไมบุญที่ทำไม่ย้อนมาช่วยตนเลย ก็นั่นมันบุญนึกเอาเอง ทำตามความเชื่อ ความชอบ ไม่ใช่ทำตามธรรมวินัย นั่นเอง อย่าบ่นเลย ทำดีไม่ได้ดี ไม่มีหรอก เพราะทำอย่างไรได้อย่างนั้นแน่นอน

คุณสมบัติประการแรกในการเดินในศาสตร์อันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า คือ "วันเวลา" อะไรสำคัญ เราท่านก็ให้วันเวลา หากชีวิตของเราท่านสำคัญ แลต้องการบุญกอบกู้ชีวิต วันเวลาในการสร้างบุญจึงจำเป็น ใครที่บอกว่าจะหายไหม ก็ถามตนก่อนว่า มีเวลาสร้างบุญไหม หากคำตอบคือ เดือนหนึ่งมาครั้งได้ไหม .... หรือหยุดได้ไหม ... อยากได้ผลแบบไหน ก็เลือกทำกันเอง เลือกสิ่งที่ตนเห็นว่าสำคัญ ทำแบบไหน ได้แบบนั้น ยืนยันแน่นอน

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทำไมต้องพึ่งศาสตร์สมุนไพร

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มนุษย์มีพรหมลิขิต เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์รักษาคุ้มตรองตนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีสมุนไพร มนุษย์ก็อยู่ได้ หากแต่ศาสตร์สมุนไพร มีไว้เพื่อมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่เบื่อหน่าย โรค และอยากปฏิบัติตนตามธรรมคำสอน ทำตนรอพระพุทธเจ้า เพื่อจะได้สัมผัสต้นอำนาจ และเข้าใกล้ศาสนามากกว่าเดิมนั่นเอง หากยุคใดเบื่อทางโลก ก็จะทำตนตามนิสัยธรรมพาตนไปมรรคผลนิพพานได้ง่ายนั่นเอง ดังนั้น คนดีของศาสนา จึงจำกัดความได้ง่ายๆว่า คือ "คนที่ปรารถนา มรรคผล นิพพาน หรือ สวรรค์ " แล้วทำตนนั่นเอง ค่อยๆทำไปตามกำลัง ผู้ที่ไม่ปรารถนา เมื่อไม่ปล่อยตนไปตามนิสัย ย่อมเป็นคนดีอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงไม่จำเป็นเลยที่ว่า ศาสตร์อันนี้จะเป็นของดี แล้วต้องให้ทุกคนในโลกมาชื่นชอบ แล้วทำตาม ไม่จำเป็น

ความต่างของคนสองจำพวกก็คือ คนทั่วไป ดำรงอยู่ในวัฐจักร เกิด แก่ เจ็บ ตาย หากแต่คนที่มีนิสัยธรรม แม้นชาติหน้าจักไม่มีสมุนไพรให้ทาน แต่ด้วยนิสัยธรรมที่มี ก็ทำให้อยู่ในวัฐจักร เกิด แก่ แล้วก็ตาย จึงเรียกได้ว่าผุ้ทำได้ ได้มนุษย์สมบัติ คือ ความไม่มีโรค ติดไปทุกภพทุกชาติ

การที่แม่ชีเมี้ยนให้มายุยงปลุกปั่น ก็เพราะสมบัติของพระพุทธเจ้าอันนี้ ผู้ทำที่ทำได้ สามารถนำติดวิญญาณไปได้ทุกภพทุกชาตินั่นเอง

ศาสตร์อันนี้ จึงไม่จำเป็นต้องโฆษณา ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศชักชวน ไม่ได้ทำให้มีชื่อเสียง ให้คนแห่แหนมา ด้วยธรรมชาติของศาสตร์ ย่อมมีผู้ที่นิยมชมชอบน้อยกว่าน้อย เพราะทำยาก แต่ผู้ที่ทำได้ ก็ได้ผลตอบแทนมหาศาล

และเราก็ไม่แปลกใจว่า ทำไมทุกยุคของพระพุทธเจ้า จึงมีสาวกอย่างแน่นอน ก็คนกลุ่มนี้ที่ทำตนรอ รอการอุบัติของพระพุทธเจ้า และวันที่พวกเขาเบื่อโลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้ว ก็ถาโถมไปหาพระพุทธเจ้านั่นเอง

เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศตน เผยแพร่คำสอน แล้วเราท่านจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว ไม่ว่าพระพุทธเจ้า พระเจ้าองค์ใดๆ ที่คนในโลกกล่าวถึง ล้วนมาต้นตอ คำสอน อันเดียวกัน และก็คือ คนๆเดียวกันนั่นเอง ศาสนาพุทธจึงไม่ปิดกั้นคน ไม่ว่า เชื่อชาติ ศาสนาใด ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน

ดังคำของไอส์ไตน์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า หากศาสนาที่จะเป็นหนึ่งเดียวของคนทั้งโลก และเป็นศาสนาที่แท้จริง ศาสนานั้นก็คงเป็นศาสนาพุทธนั่นเอง

เหมือนแต่ไม่เหมือน

ศาสตร์สมุนไพร แสดงให้เราเห็นว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มิเพียงมีเจ้าของ หนำซ้ำยังมีวิญญาณรับรู้การกระทำอีกต่างหาก

สิ่งของในโลก เมื่อรู้สูตร รู้วิธีการทำ เมื่อทำออกมา ย่อมเหมือนกัน หากแต่ศาสตร์สมุนไพร การรู้แต่เพียงเท่านั้นไม่เพียงพอ ในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพรให้คงไว้ได้

บทเรียนจากถ้ำกระบอก ก็สอนให้เห็นเป็นประจักษ์ ให้เราท่านเห็นยุครุ่งเรือง ที่ทำให้สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์จนมีชื่อโด่งดัง ไปจนถึงยุคเสื่อม ที่ทานไปก็ไร้ค่า ทั้งที่คนทำก็คนเดิม ตำราก็ตำราเดิม

มาถึงวันนี้ พฤติกรรมของมนุษย์กำลังทำให้สมุนไพรเสื่อมอีกครั้ง ความจำเป็นในการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้ซ้ำรอยถ้ำกระบอกอีกครั้ง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อสมุนไพรเป็นของสูง คนทำสมุนไพร ก็ต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจสูง จึงจะสมกัน นั่นคือ มือที่เหมาะแก่การทำสมุนไพร ต้องมาจากคนดี มีนิสัยธรรมนำตน ควบคุมตนได้ในระดับหนึ่งแล้วนั่นเอง

ย้อนกลับไปยุครุ่งเรือง การทำสมุนไพร จึงตกอยู่ในมือพระที่มุ่งมั่นตัดกิเลสนิสัย หรือแม้นอย่างน้อย ก็ต้องเป็นพระขอนิสัย

พฤติกรรมที่เห็นจนชินตาขณะทำสมุนไพร นั่นคือ การคุยธรรม หรือ การสวดมนต์ไปในระหว่างทำสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า อุปมาเหมือนปลุกเสก ด้วยกาย วาจา ใจ นั่นเอง หากใครยังทำอะไรไม่ได้เลย ก็สงบนิ่ง เป็นกรรมฐาน

จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมสมุนไพรจึงมีพลานุภาพมหาศาล

วันนี้ เมื่อผู้มาช่วยทำขาดความรู้ การทำสมุนไพร จึงกลายเป็นยักษ์ง่อย เพราะมีแต่พลังกาย ขาดพลังวิญญาณของคนทำ อุปมาดั่ง พระทีแม้นปั้นเป็นองค์ แต่ไร้การปลุกเสก

พลังที่เกิดจากสมุนไพรในยุคนี้ จึงแทบจะมาจากหลวงพ่อนิพนธ์ล้วนๆเลยก็ว่าได้

พฤติกรรมเช่นนี้มันผิดรูปผิดรอยของศาสนา เมื่อศาสนาอุบัติ จึงจำเป็นต้องจัดให้เข้ารูปเข้ารอย เพื่อให้พลังขอสมุนไพรกลับมาโดดเด่่น อีกครั้ง

ในไม่ช้า เราท่าน ก็อาจจะสบายแล้ว ไปมูลนิธิ รอรับสมุนไพรเพียงอย่างเดียว สมุนไพรก็ถูกโยกย้ายไปให้พระและฆราวาสที่ปฏิบัติตน มีคุณสมบัติ เป็นผู้ปลูก ผู้ทำแทน

คนที่มาพึ่งศาสตร์สมุนไพร ก็จะถูกจัดแยกเป็นสามกลุ่ม

กลุ่มแรก คือผู้ที่มุ่งทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ก็อาศัยพลังของสมุนไพรเพียงอย่างเดียว เรียกว่าเป็นการให้ทาน คนที่มาจะทำหรือไม่ทำตามคำสอน ก็ตามแต่ใจ ไม่กำหนด สามารถมารับสมุนไพรได้ที่มูลนิธิไทยกรุณา

กลุ่มที่สอง คนที่เริ่มมีใจอยากพัฒนาตน อยากปฏิบัติตามธรรมคำสอน ไม่ว่าจะในสภาพฆราวาส หรือ ผู้ปฏิบัติ หากได้รับอนุญาติ ก็จะให้มาปฏิบัติที่สำนักลพบุรี เน้นปฏิบัติเอาบุญเพื่อช่วยตนเป็นสำคัญ

กลุ่มที่สาม คือผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของศาสนาแล้ว รู้หนทางบุญ และปฏิบัติเพื่อสร้างบุญเป็นช่วยตนได้ ทีนี้ก็ถึงเวลา ล้างโรค แล้วลดการพึ่งพาสมุนไพร ก็ส่งให้หลวงพ่อนิพนธ์ กำหนดวัตรปฏิบัติ ทานสมุนไพรชุดพิเศษ ที่สร้างชื่อครั้งถ้ำกระบอก ครบจำนวนแก้วที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด มีสรรพคุณทั้งล้างโรค และตรวจเช็คร่างกายในตัว ทีนี้ก็จะกลายเป็นคนใหม่ที่ไม่มีโรค

จะว่าโชคดีก็ใช่ จะว่าโชคร้ายรึปล่าวก็ไม่รู้ เพราะผู้คนที่ผ่านกระบวนการนี้ ก็จักถือว่า เป็นผู้รู้ หนทางในอนาคต หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ต้องใช้แนวทางปฏิบัติสร้างบุญเลี้ยงตน เป็นหลัก หากมิใช่พรหมลิขิตเดิมทำให้เป็นโรคแล้วไซร้ จักใช้สมุนไพรไม่ได้เลย

เพราะความผิดที่จะพึงเกิด ย่อมเป็นผิดที่เกิดจากเจตนานั่นเอง

เรียกว่า เอาชีวิตแขวนไว้บนสะพานบุญ มีนิสัยธรรมนำตน หรือจะเรียกว่า ต้องเป็นคนดี อย่างเดียว มิฉะนั้น ชีวิตก็ดับสูญ

สมุนไพร มาจากหม้อเดียวกัน จึงให้ผลต่างกันไป ตามพฤติกรรมของคนทาน

แลสมุนไพร ก็จะให้ผลเฉียบขาด เต็มตามพุทธบัญญัติ เพราะผู้ให้และผู้ทำ มีพฤติกรรมสอดคล้องนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ประตูแรก ผู้คนใช้สมุนไพรนำตน ก็วัดไปตามบุญกรรมที่ทำมา หากกรรมไม่มากมายเกินไปนัก ก็พอไหว หากสาหัสเกินไป ก็คงได้แค่ยืด

ประตูที่สองนั้น ก็เชื่อได้ว่าผู้ที่ทำย่อมประสพผลการหายโรคได้ไม่ยาก หากยังมีพรหมลิขิตอายุขัย หากแต่รับรองไม่ได้ว่า อนาคตจะเป็นเช่นไร

ประตูที่สามนั้น ผู้ใดทำได้ ย่อมวางใจได้ว่า ไม่เพียงปลอดภัยจากโรคที่เป็นในปัจจุบัน หากแต่ในภายภาคหน้าทำตนตามวัตรที่ให้ไว้ได้ ชีวิตก็จะปลอดภัย ทั้งจากตายโหงและตายห่า ได้สัมผัสมนุษย์สมบัติอย่างแน่นอน เพราะผู้นั้นได้กระทำตนเป็นคนดีของศาสนาแล้วนั่นเอง

ใครขอบแบบไหน พอใจทำแค่ไหน ก็เล่นกันเอง ทำแค่ไหน ได้แค่นั้น

ในปีใหม่หน้านี้ ที่มูลนิธิ คงไม่มีเจ้าหน้าที่มาบังคับ สอนให้ทำนั่นทำนี่ เป็นที่รำคาญใจ หากคิดจะไปสำนัก แต่พฤติกรรมไม่เหมาะสม พระท่านก็เชิญออกจากสำนัก เมื่อนั้นผู้นั้นก็จะกลายเป็นยักษ์หน้าโบสถ์ในทันที

แล้วเราท่านจะเห็นว่า ยาเขียวขวดเดียวกัน คนสามกลุ่มทาน ผลที่เกิดมันจะแตกกันมหาศาล ตามพฤติกรรม

นี่แหละหลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำเตือนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง ใครทำ ใครได้ อยากได้ไม่ใช่ด้วยการร้องขอ แต่ด้วยตัวทำ

ใครที่บอกว่า กูไม่สน เรื่องของเขา ผลแห่งการกระทำมันจะฟ้องเอง ทำถูกผลถูกก็เกิด ทำผิดจะมาร้องเอะอะโวยวาย ศาสน์เขาก็วางเฉย อ้างไม่เมตตา ไม่ได้เลย

ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกธรรมของพระภูมีว่า ธรรมสายกลาง ไม่ว่า ราชา เศรษฐี คหบดี ยาจก มีโอกาสเท่ากันหมด ใครทำ ใครได้ ทุกคนมีต้นทุกเท่ากัน คือ นิสัยสันดาน ... ไม่ใช่ตึงไป หย่อนไป ที่หราหมณ์มันเขียนมั่วในพระไตรปิฏก

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กินกันไปทั้งชาติหรือ

คำถามหนึ่งที่มักถูกถาม หรือ มักจะถูกสงสัย ในการทานสมุนไพร นั่นคือ ต้องทานกันนานแค่ไหน ฤาจะต้องกินกันไปจนตายรึปล่าว

เพราะตอนช่วงแรกๆที่โรครุมเร้า ก็อยากทานเยอะๆ พอนานวันเข้า ร่างกายดีขึ้น คำถามนี้ก็เริ่มมีในใจ ยิ่งพอไปตรวจร่างกายแล้ว หมอบอกผลวินิจฉัยว่า สิ่งที่เป็นอยู่นั้น ไม่มีแล้ว

ความคิดที่แล่นเข้ามาในหัว ก็คือ ความเบื่อหน่าย ไม่ว่า จะด้วยภาระที่ต้องมาทุกสัปดาห์ พาลไปจนถึงสภาพที่ตนเองอาจรับไม่ได้ ไม่ว่าสถานที่ สภาพแวดล้อม รวมไปถึงคน

ใจก็คิดว่า ตอนนี้สภาพตนเองก็ดีแล้ว พ้นวิกฤตแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาแล้วก็ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ความรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่ทำให้เราท่านปฏิบัติได้ถูก รู้วิธีการที่จะรักษาตนรอด

สิ่งที่สำคัญ นั่นต้องยอมรับว่า คู่ต่อสู้ของเรา ไม่ใช่โรค แต่เป็นกรรม

ดังนั้น วิกฤตที่แท้จริงของเราท่าน จึงไม่ใช่อาการที่เกิดจากโรค ที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ หากแต่เป็นนิสัยต่างหาก ที่สร้างกรรม ทำให้เกิดโรค ทำให้ทุกข์

ดังนั้น พระภูมีบัญญัติธรรมหมวดสมุนไพร จึงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายให้คนหายโรค หรือ ไม่มีโรค อันนั้นมันแก้ที่ปลายเหตุ จึงเป็นเพียงของแถม

หากแต่ธรรมหมวดนี้ จุดมุ่งหมายให้แก้ที่ต้นเหตุ คือ นิสัยกรรม โดยการเปลี่ยนมาใช้นิสัยธรรมบางสิ่งบางอย่างที่จำเป็นแก่ตนแทน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอรรถาธิบายว่า สมุนไพร จึงเป็นเสมือนเครื่องมือ ที่ใช้ดึงดูดคนทุกข์เข้ามา แล้วให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงนิสัยเพื่อช่วยตน

เมื่อจุดใหญ่ใจความอยู่ที่นิสัยตน ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ยุติที่สมุนไพร หรือการหายโรค แล้วจบกันไปนั่นเอง

สมุนไพรจึงช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง หากกรรมที่ทำมาไม่สาหัสนัก ก็พอไหว สิ่งที่สำคัญคือ หากนิสัยเดิมยังอยู่ ก็จะไปสร้างกรรมใหม่อีก กลายเป็นสิ่งใหม่ที่จะมาใช้คร่าชีวิตแทน

ประเด็นที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้ระวังนั่นคือ กรรมมีอำนาจและรู้ หากรู้ว่าเราเมื่อยามทุกข์ก็จะวิ่งมาหาสมุนไพร ก็ปิดช่อง ไม่มาเป็นโรค ที่เราท่านอาจแก้ได้ และให้ผลช้า ทีนี้มันมาเป็นอุบัติเหตุแทน โครมเดียวจบ ไม่เปิดโอกาสให้แก้ตัวได้เลย

ดังนั้น ศาสตร์สมุนไพร ก็คือ การให้โอกาสเราท่านได้ฝึกนิสัยบุญ นิสัยของพระพุทธเจ้า เพื่อช่วยตนนั่นเอง

ยิ่งเราท่านฝึกนิสัยธรรมของพระพุทธเจ้าได้มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้พึ่งสมุนไพรน้อยลงไปเรื่อยๆ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า คนที่รุ้หนทางบุญ ทานยาแก้วเดียว ต่างกับคนที่คิดจะพึ่งแต่สมุนไพร ไม่ควบคุมนิสัยตน ผลที่ได้ ต่างกันราวกับฟ้าดิน

คนที่มีนิสัยธรรม สามารถสร้างบุญได้ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา เมื่อทานสมุนไพรจนช่วยตนได้พ้นวิกฤต ที่เหลือของชีวิต ก็ไม่จำเป็นสักเท่าไหร ไปอยู่ที่ไหน ก็ใช้นิสัยธรรม สร้างบุญ เลี้ยงชีวิตตน ปีหนึ่งก็มารำลึกคุณแม่ชีเมี้ยนในวันงาน ทานสมุนไพรสักแก้ว ก็อยู่ได้แบบคนไม่มีโรค

ส่วนคนที่เอาสมุนไพรดันเพียงอย่างเดียวให้พ้นวิกฤต โชคดีก็อาจประสพผล หากแต่ชีวิตก็อยู่บนความเสี่ยงจากนิสัยตน ที่จะทำให้ชีวิตประสพหายนะได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องจากโรคหรอก คนประเภทนี้ ศาสนาถือว่า ช่วยก็เหมือนไม่ได้ช่วย เพราะท้ายที่สุดก็ไปไม่รอด

หากคนผู้นั้นกลัว แล้วก็ใช้สมุนไพรประคองชีวิตตนไปตลอด นั่นคือ ทานสมุนไพรไปตลอดก็ตาม หากกรรมที่เผชิญมันสาหัส สมุนไพรก็ช่วยไม่ไหว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การมาสถานที่นี้ แท้จริงคือมาเรียนเพื่อทำนิสัยพระภูมี ไว้ช่วยตน โดยการปฏิบัติสัจจะ ใครที่สามารถทำสัจจะให้เป็นตนบุญได้ ยิ่งทำได้มาก การพึ่งสมุนไพรก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

คนบางคน หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สมุนไพรช่วยไม่ได้ ต้องอาศัยบุญที่ตนทำเพียงอย่างเดียว พูดให้ฟังง่ายคือ "อาศัยบุญเลี้ยง" นั่นเอง

เมื่อสร้างบุญเป็น ไปอยู่ไหนก็ได้ ในโลก

หากเลือกเดินทางด้วยศาสตร์สมุนไพร โดยไม่คิดจะทำนิสัย ก็ต้องกินกันไปจนตายนั่นแล แต่ก็ยากจะประสพผลในบั้นปลาย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ก่อนมาเราท่านสร้างกรรม ด้วยความไม่รู้เรื่องกรรม และธรรม เมื่อมาแล้ว เรียนแล้ว รู้แล้ว แต่ยังทำอยู่ กรรมในครั้งหลัง ย่อมสร้างด้วยเจตนา ... อันนี้แก้ยากแล้ว

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทำได้หรือ


หลวงพ่อนิพนธ์สอนอยู่เสมอว่า พระพุทธเจ้าแม้นมีอำนาจบุญญาธิการมหาศาล หากแต่จะไม่เข้าไปยุ่งกับผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติโดยเด็ดขาด

อันหมายถึง หากบุคคลผู้นั้นไม่ยื่นมือมาแล้วไซร้ พระพุทธเจ้าก็จักไม่ยื่นมือไปจับ เพื่อฉุดออกมาจากการเป็นบริวารกรรมนั่นเอง

คำอุปมาที่ใช้เปรียบเทียบ คือ ศาสนาเป็นกิ่งทอง หากเราท่านอยากเข้ามาอยู่ในร่มศาสนา ก็ต้องทำตนเป็นใบหยก จึงจะมีคุณสมบัติเข้ามาในร่มนี้ได้

ย้อนกลับไปในยุคถ้ำกระบอก ในการช่วยเหลือผู้เสพยาเสพติด ไม่ว่า ฝิ่น กัญชา เฮโรอีน ก็จะพบว่า ก่อนจะทำการรักษาฟื้นฟู พระต้องให้วางสัจจะ อันเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ หลายข้ออยู่

ข้อหนึ่งที่ทำให้เราสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ว่าคนยุคนี้จะทำได้หรือ นั่นคือ นับถือศาสนาพุทธตลอดชีวิต

และยังมีรายละเอียดอีกว่า จะไม่นับถือ กราบไหว้เกจิคณาจารย์ ใดๆทั้งสิ้น

สัจจะข้อนี้ ใช้กับพระ และฆราวาสบางคนที่อยากปฏิบัติตามก็รับไปทำตามความสมัตรใจ

มายุคนี้ เฉกเช่นอินเดียสมัยพระโคดม ลัทธี เกจิคณาจารย์มันเยอะเหลือเกิน จะมีสักกี่คนที่ฝ่าฟันกระแสความเชื่อนี้ เข้ามาถึงพระพุทธเจ้าได้

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า แม้นแต่วิชาการ หรือหมอ ก็เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิความเชื่อเช่นกัน

จะมาใช้ศาสน์สมุนไพรฟื้นฟูตน หากแต่พฤติกรรมตนนั้น หมอกล่าวอะไร เชื่อหมด ทำตามโดยเคร่งครัด เสียเท่าไหร่ก็รีบจ่าย ทั้งที่ไม่เคยมีหมอคนไหนรับรองเลยว่า รักษาแล้วหายร้อยเปอร์เซ็นต์

บ้างก็เข้าทรงองค์เจ้า แก้บน ... มาทานสมุนไพร แตบนไว้โน่น เจ็ดวัด สิบวัด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า สิ่งที่ท่านทำในอดีต มันเข้าข่ายละเมิดกรรม อ้างความเมตตา แล้วให้โอกาสทุกคน ช่วยหมด ทั้งที่คนส่วนใหญ่ที่ช่วยหาคุณสมบัติไม่ได้เลย

มาวันนี้ วิธีการใช้อำนาจจึงถูกเปลี่ยน ไม่ได้อยู่ในมือหลวงพ่อนิพนธ์อีกต่อไป ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ แล้วฟ้าดินจัดสรรอำนาจไปเกื้อกูลให้เอง

ด้วยเหตุนี้ ในไม่ช้ากระบวนการกรองคุณสมบัติ คงต้องเกิดขึ้นแน่ การที่จะได้เข้าถึงอำนาจ คือ หลวงพ่อนิพนธ์ ไม่ง่ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป

เริ่มจากการสร้างคุณสมบัติเบื้องต้นที่มูลนิธิไทยกรุณา หากไม่อยากสร้างคุณสมบัติ จะทานสมุนไพรอย่างเดียว ก็รับไป ตามความสมัตรใจ

หากทานไปแล้ว เกิดความเชื่อว่า ตนทำคุณสมบัติได้ ดูจากวันเวลา ความสม่ำเสมอในการมา อยากพัฒนาตนไปอีกขั้น

ก็ย้ายไปอยู่กับพระที่สำนักลพบุรี ให้พระแนะนำวิธีการสร้างคุณสมบัติที่ถูกต้อง ลองปฏิบัติดู

หากผ่านการพิจารณาของพระแล้วว่า พอจะมีคุณสมบัติ ก็ส่งต่อให้หลวงพ่อนิพนธ์ สอนในสิ่งที่จะทำแล้วช่วยตนแบบจริงจัง

ต่อแต่นี้ คงไม่มีอีกแล้ว เหมือนในอดีต เฉกเช่นนายพลท่านหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยมาตั้งแต่อยู่ไอซียู กลับมาเดินได้ ขับรถได้ แล้วเขาก็บอกขอลาสามเดือน ไปธุระ สุดท้ายภรรยาหลวงก็แอบมาบอกว่า แท้ที่จริงพาภรรยาน้อยไปแก้บน เพราะบนไว้ว่าถ้าหายจะไปแก้บนวัด ๗ วัด ทั่วประเทศไทย

หรือ อย่างคนไข้เศรษฐีท่านหนึ่ง ที่ป่วยรักษากับหมอ จนตัวเองช่วงล่างใช้การไม่ได้ หมอทิ้ง ทั้งที่ตัวเองเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของโรงพยาบาล บังเอิญรู้จักกับเพื่อนหลวงพ่อนิพนธ์ จึงแนะนำมา

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ค่อยๆฟื้นฟู จนกลับมาเดินไปเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ วันหนึ่งภรรยามาบอก พี่เขาไม่มาแล้ว เพราะไปหาหมอ หมอบอกว่า สภาพตอนนี้ทำกายภาพบำบัด แล้วทานยา รับรองหายชัวร์

คนเหล่านี้ ไม่มีคุณสมบัติ ไม่สนธรรมคำสอน ไม่คิดจะทำตนเอากำลังที่ได้ไปทำความดี ไม่ยอมเปลี่ยนนิสัยตน ท้ายที่สุด การช่วยคนเหล่านี้ ก็เสียเปล่า เพราะไม่รอด กลับไปตายเตียงเดิม โรงพยาบาลเดิมที่จากมา รายแล้วรายเล่า

บทสรุป ความเมตตา ของพระพุทธเจ้า ใช้เฉพาะคนที่มีคุณสมบัติเท่านั้นเอง ไม่หว่านไปทั่วจักรวาล ใครมาก็ช่วย เหมือนเกจิคณาจารย์หรอก เพราะมันละเมิดกรรม

นับแต่นี้ ใครจะเข้าถึงหลวงพ่อนิพนธ์ คงไม่ง่ายแล้ว แต่หากเข้าถึง แล้วทำตาม โรคที่เป็นไม่ว่าสาหัสสักเพียงไหน ก็ไม่ยากเกินกว่าจะช่วยตนหรอก

สำนักลพบุรี ก็คงจะไม่มีคนเดินเกลื่อน เหมือนมูลนิธิ หากแต่ใครได้ไปเดิน ก็เรียกว่าโรคหายไปกว่าครึ่งแล้ว

จะมีสักกี่คนที่ทิ้งเกจิ เจ้าลัทธิได้ .. นี่แล ศาสนาจึงเป็นเรื่องของคนหมู่น้อย

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หายไปไหน

สิ่งที่ติดมากับมนุษย์ทุกคน คือ นิสัย

จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมบางคนไม่เคยร่ำเรียนเลยในชาตินี้ แต่ทำได้ หรือที่เรียกกันว่า พรสวรรค์ นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ความจริงอย่างหนึ่งให้เห็น เมื่อถามว่า พระที่มีมากมายกลาดเกลื่อนในประเทศนี้ เป็นพระของพระพุทธเจ้าหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือ พระแท้ ใช่หรือไม่

คำอรรถาธิบายก็คือ พระพุทธเจ้าและสาวก หรือที่เรียก คนดี คนที่หมดกิเลส นิสัย เขาไปกันหมดแล้ว สำเร็จมรรคผลนิพพาน ก็ไปสถิตย์ยังโลกนิพพาน ไม่มีหลงเหลือในโลกนี้

หากแต่สิ่งที่เราเห็นและทราบกันดี ในอินเดีย หรือที่ต่างๆ ที่มีกันเกลื่อนกลาด นั่นคือ พราหมณ์ และฤาษี มีมากมายหลายสำนัก และถูกหยิบยกมาในพระไตรปิฏกก็มากมี

หากแต่มายุคนี้ คนเหล่านั้นหายไปไหนกันหมด มายุคนี้ ทั้งพราหมณ์ ทั้งฤาษี ผู้ทรงศีล ทั้งหลาย มีน้อยกว่าน้อย

มันก็แปลงมาห่มผ้าเหลืองนั่นแหละ แลนิสัยเดิม ก็เป็นผู้ทรงศีล สอนให้คนทำความดี จึงไม่แปลกเลย ที่คนเหล่านี้ จะกลายเป็นผู้มีคำสอนที่ดี แลมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เพียงแต่ถอดทรงฤาษี ชี พราหมณ์ นักบวชในอดีต มาห่มผ้าเหลืองเท่านั้นเอง

ก็แล้วมันต่างกันอย่างไง กับพระของพระพุทธเจ้า

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกคำตรัสของแม่ชีเมี้ยนให้ฟัง เมื่อครั้งถ้ำกระบอกว่า ความต่างของผู้ปฏิบัติเหล่านี้ นั่นคือ บุญ คนเหล่านั้น แม้นจะห่มผ้าเหลือง บำเพ็ญศีล ภาวนา เช่นอดีตที่ผ่านมา เขาก็หาบุญได้ไม่ สิ่งที่ได้ คือ อายุขัย เท่านั้นเอง

จึงไม่แปลกเลยว่า ผู้ทรงศีลเหล่านั้น ในยามชรา จึงหาพ้นโรคไม่ เพราะไม่มีบุญนั่นเอง

เรียกว่า ดี แต่เป็นดีของโลก ไม่ใช่ดีของศาสนา

นี่แลบัญญัติบุญ จึงเป็นของมีเจ้าของ เป็นของพระพุทธเจ้า อยากจะได้บุญ ก็ต้องเข้าหาพระพุุทธเจ้า เอาธรรมคำสอน มานำตน

ที่สำคัญยิ่ง แต่คนไม่รู้ ก็คิดว่า ธรรมนั้นสามารถแผ่ไปทั่ว แท้จริงแล้วมิใช่เลย การให้ของพระพุทธเจ้านั้น จำกัดวงอย่างยิ่ง มิฉะนั้น จะล่วงละเมิดกรรม

นั่นจึงเป็นที่มาของเขตพัทธสีมานัั่นเอง แล้วกำหนดวันพระ ให้คนที่อยากได้ อยากทำ เดินทางไปในเขตของท่าน รับธรรมแล้วปฏิบัติ จึงจะได้บุญ

ความจริงข้อนี้ปรากฏชี้ชัด หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่า ผู้ที่จะบวชแล้วสำเร็จมรรคผลนิพพานทุกองค์ จะต้องผ่านการบวชและอนุญาตจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้นนั่นเอง ไม่มีสงฆ์องค์ใดที่ไม่ผ่านการอนุญาติแล้วสำเร็จมรรคผลนิพพาน ไม่มีเลย ดังนั้น เมื่อสิ้นสุดพระพุทธเจ้า ก็หมดสงฆ์สาวก เฉกเช่นพระโคดม ก็มีสาวกแปดหมื่นสี่พันรูป แลทั้งหมดก็สำเร็จแล้วก็ไปแล้ว ไม่มีองค์ใดยังอยู่ในโลกนี้

ก็แล้วพระในยุคต่อมาหลังสิ้นพระพุทธเจ้า แม้นจะเป็นสงฆ์ที่พระอรหันต์บวชให้ ก็ไม่มีทางสำเร็จมรรคผลนิพพาน จึงเรียกว่า เป็นแต่เพียง การบวชเพื่อขอนิสัย เท่านั้นเอง

ใครจะบอกว่า องค์นั้นเป็นอรหันต์ ก็ว่ากันไป เพราะถ้าเป็นเช่น นั้น จะบอกว่า ผู้สำเร็จนั้น เป็นสาวกของใคร จะพระโคดมก็ไม่ใช่ เพราะท่านมีแค่แปดหมื่นสีพันองค์ สิ้นสุดเท่านั้น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผลแห่งการทานสมุนไพรประการหนึ่ง ก็คือ การทำตนเพื่อรอพระพุทธเจ้ามาอุบัติ แลเราท่านจะได้กราบไหว้ พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ สาวกของพระพุทธเจ้า นั่นเอง

ภาพที่เราท่านจะเห็น แลคนทั่วไปแม้นไม่นับถือ ก็ต้องยอมรับในบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า นั่นคือ ไม่มีพระของพระพุทธเจ้าแม้นแต่องค์เดียว ที่เป็นโรค ตาฟ้าฟาง เดินหลังโก่ง ไม่มี ไม่มี ทุกองค์ล้วนสามารถทำกิจธุดงค์ได้ จนวันตาย แม้นบางองค์จะมีอายุเกินร้อยก็ตาม

หลวงพ่อนิพนธ์สรุปให้ฟังว่า บุญหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขามีเจ้าของ ไม่ใช่ที่นั่นที่โน่นก็มี นั่นมันบุญเก๊ วันใดที่ทุกข์มาถึง บุญอันนั้นมันจึงช่วยตนไม่ได้ สิ่งศักดิ์สิทธิืที่อุปโลกขึ้นมาเอง ก็ใบ้แดก แบะๆ ช่วยตนของเราไม่ได้เลย หากไม่เชื่อ ก็ลองเอามะเร็ง เอาเอดส์ไปถวายสิ เผ่นป่าราบกันหมด ตายเกลี้ยง

แลยืนยันว่า พระไตรปิฏก พราหมณ์มันแต่งขึ้นมา มันจึงมีหมอชีวกพราหมณ์ มารักษาพระพุทธเจ้า เก่งกว่าพระพุทธเจ้านั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า บุญคือ พาหนะที่ใช้พาวิญญาณไปนิพพาน ด้วยเหตุนี้เอง ผู้บำเพ็ญศีล ภาวนา ฤาษี ชีพราหมณ์ หรือนักบวชทั้งหลาย ในโลกนี้ จึงไปนิพพานไม่ได้ เพราะไม่มีบุญนั่นเอง แม้นว่าบางคนสิ่งที่ทำอาจจะเคร่งกว่าพระพุทธเจ้าเสียอีก

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า พระพุทธเจ้าจึงทิ้งแว่นส่องจักรวาลให้มนุษย์ได้พิจารณา ว่า สิ่งที่พบเจอคือแหล่งบุญหรือไม่ ก็ให้พิจารณาในสิ่งทีมนุษย์ทำไม่ได้ หรือ กรรมดีแก้ไขไม่ได้ นั่นคือ ความไม่มีโรค นั่นเอง

ก็ด้วยเหตุที่ โรคเป็นบริวารของกรรม แลบุญเท่านั้นแล จึงจะหยุดกรรมได้

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า วันใดที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศตน เพื่อสังคายนาศาสนา พวกฤาษี ชีพราหมณ์ นักบวชทั้งหลาย ที่อาศัยผ้าเหลือง ย่อมต้องถูกเตะกระเด็นออกไป พระกว่าสามแสนรูปในประเทศไทย อาจจะแทบไม่เหลือเลยก็เป็นได้

เราจึงนึกถึงคำบอกของหลวงพ่อนิพนธ์ที่สอนเสมอว่า เรื่องของศาสนา เรื่องของบุญ เป็นเรื่องของวงแคบๆ คนกลุ่มน้อย ไม่เป็นที่นิยม คนทั้งโลกเขามีพรหมลิขิต มีกรรมดี กรรมชั่ว เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตนอยู่แล้ว ล้วนอยู่ได้โดยไม่ต้องมีศาสนา

ขนาดพระโคดม ที่ทรงเป็นพระพุทธเจ้าที่ฉลาดกว่าองค์ใด พร้อมด้วยประการทั้งปวง สาวกยังไม่ถึงแสนเลย ... พวกที่บอกมีคนนับถือเป็นแสนเป็นล้าน นั่นกรรมเขาส่งเสริม ไม่ใช่ศาสนาแน่นอน ยิ่งไม่มีวันที่จะแผ่ไปรอบโลก ไม่มีทาง

ก็ดูให้ดี พิจารณาให้เห็นชัด จะได้ไม่โมเมว่า ทำไมทำบุญมาตั้งมากมาย ไม่เห็นช่วยอะไรเลย ... ก็ไปทำบุญผิด ทำบุญนึกเอาเองนั่นแล มีแต่ความฝัน มีแต่ลม มันจึงไม่มีตนของบุญย้อนกลับมาช่วยตน กว่าจะรู้อีกที ก็กลับมาบอกคนข้างหลังไม่ได้แล้ว

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

จิต


สิ่งที่สำคัญของร่างกายในการต่อสู้ต่อโรคร้าย นั่นคือ "ภูมิ"

สมุนไพรมิใช่มีเพื่อรักษาโรค หากแต่ฟื้นฟูอวัยวะทุกสุ่วน หรือ พูดภาษาการแพทย์นั่่นคือ กระตุ้นอวัยวะให้สร้างภูมิขึ้นมานั่นเอง

ภูมินี้แหละจะใช้อาหาร ในการสร้างวัตถุดิบเพื่อต่อสู้กับโรค

ดังนั้น ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ในการฟื้นฟูจะพึ่งสมุนไพรเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ และบางครั้งต้องทานให้มากกว่าปกติด้วยซ้ำ เพื่อชดเชยสิ่งที่ร่างกายขาด หรือเตรียมไว้ในยามที่อาการของโรคปะทุ อันอาจทำให้เกิดการทานอาหารไม่ได้

หากแต่สิ่งที่สำคัญกว่า หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นั่นคือ พลังที่่ร่างกายใช้ในการช่วยตน ซึ่งก็คือ "พลังจิต"

ยามปกติ เราท่านอาจสามารถทำงานหรือสร้างความเครียดได้มากมาย โดยที่จิตยังรับไหว

แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดโรค นั่นแสดงว่า สิ่งที่จิตแบกรับมันมากเกินไปแล้วนั่นเอง

กลยุทธ์ที่พระภูมีนำมาใช้ จึงให้เราท่านทำตนเสมือนตาย เพื่อลดภาระทางจิตลง ไม่รับรู้เรื่องอื่น รวบรวมพลังมาไว้กับตน

ไม่เชื่อหรือ แค่ความคิดฟุ้งซ่าน หรือใช้ความคิดมากเกินไป ใช้อารมณ์มากเกินไป สิ่งเหล่านั้นจะสามารถหยุดระบบการทำงานของรางกายได้ เพราะจิตเมื่อเหนื่อยล้า ก็ไม่ทำงาน ระบบของร่างกายก็รวน จึงอาจได้ยินว่า "เครียดจนเป็นโรคกระเพาะ" หรือ อื่นๆ

ดังนั้นยิ่งสภาวะของเราท่านเลวร้ายมากเท่าใด หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า ต้องลดภาระของจิตลงให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ทิ้งทางโลกได้มากเท่าใด จิตยิ่งเบาสบาย เมื่อจิตสบายก็จะทำงาน ควบคุมระบบของร่างกายต่างๆ ได้ดี

แต่นิสัยมนุษย์ เสียน้อยเสียยาก ดังนั้น กิจกรรมที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด เพื่อให้ภาระของจิตน้อยลง และรวบรวมมาใช้ในการฟื้นฟูตน อันต้องฝืนนิสัย จึงถูกมองข้าม

วันพระที่ต้องทำตนเสมือนตายจากทางโลก ของหลวงพ่อนิพนธ์ คนส่วนใหญ่ไม่ยอมวาง การมาจึงเสียเปล่า

มาแล้ว ก็ยังมีธุรกิจต้องคุย ต้องคิด มาแล้วก็มียังมีหนังสือพิมพ์ ข่าวสารต้องอ่านต้องติดตาม มาแล้วก็มีเรื่องโน้นเรื่องนี้ มาวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีเวลาให้จิตสงบเลย

มาทั้งวัน จิต ได้พักครู่เดียวตอนสวดมนต์ เท่านั้นเอง ส่วนเวลาอื่น ก็มาเสียเปล่า

หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้รู้ว่า ทำไมจึงเป็นโรค ก็เพราะเมื่อมีอารมณ์โกรธ เกลียด ... จิตจะหยุดทำงาน นั่นหมายถึง ฮอร์โมนที่จะไหลผ่านต่อมไร้ท่อทั้งหลาย จะไม่หลั่ง เซลล์จะเครียด

อย่าไปโทษเลยว่า สิ่งโน้นสิ่งนั้นทำให้เราท่านเป็นโรค ทั้งที่ความจริงมาจากนิสัยของตนนั่นแหละ

ก็ทีนี้จะมาแก้ ไม่คิดจะควบคุมนิสัย ไม่คิดจะยอมเสียนิสัยตนไปเลยแม้นแต่สักวัน อยู่ข้างนอกอย่างไง มายังสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ก็ไม่ลด ไม่เปลี่ยน พกนิสัยมาเต็มที่ อย่างอื่นไม่สน กูจะเอาแต่สมุนไพร

งานในการฟื้นฟูตน หากทำตามธรรมคำสอนของพระภูมี ก็ไม่ยากจนเกินจะทำ ก็เลยกลายเป็นเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะวันพระที่เสียเวลามา แต่มาแล้วไม่ทำอะไรเพื่อช่วยตนเลย การมาก็เสียเปล่า

ทำเหมือนคนตาย คนตายไม่มีธุรกิจ คนตายไม่ญาติ โดดเดี่ยวแล้ว คนตายวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นไม่ได้ คนตายไม่สนข่าวสารแล้ว คนตายไม่ต้องหาพวก

วางนิสัยความอยากของตน ในวันพระ แล้วมองหากิจกรรมที่ช่วยตน สร้างบุญไว้ช่วยตน เพราะเวลาเราท่านมีน้อย ไม่กี่ชั่วโมง

พอก้าวออกไป จิตก็ต้องแบกภาระอันหนักอึ้งอีกแล้ว หากวางนิสัยบางสิ่งบางอย่างไม่ได้เลย ไหนเลยจิตจะมีพลังหลงเหลือเพื่อช่วยตน

ทางรอด ที่แม่ชีเมี้ยนตรัสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ มีทางเดียว คือ "ลดนิสัย" ใครทำได้ คนนั้นรอด ... ไม่สนหรอกโรคจะสาหัสสักเพียงใด

ใครจะมองว่าสัจจะที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ทำ ก็งั้นๆ พูดพล่อยๆ ไม่สน ไม่ทำ ก็ชางเขา หากแต่นี่คือหัวใจของการช่วยตน ที่ทำเพื่อสร้างให้จิตสงบ กลับมามีพลังอีกครั้งในการช่วยตน

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

โรค


ความรู้ที่ถูก เมื่อทำผลที่เกิดจึงถูก คือคำที่หลวงพ่อนิพนธ์ย้ำเตือนเสมอ

ปัญหาที่เกิดกับเรา ยังหาตัวตนต้นเหตุของปัญหาไม่เจอ แล้วก็ดิ้นรนแก้ไข ฟังเขาว่า แล้วก็ทำตาม ไม่ว่าคนที่ว่าจะน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่เมื่อทุกข์เกิดแล้ว ก็ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ดังนั้น แม้นต้นเหตุแห่งปัญหาจะน้อยนิด ท้ายที่สุด เมื่อแก้ผิด ปัญหาก็บานปลายกลายเป็นถึงแก่ชีวิตได้

คำอุปมาที่หลวงพ่อนิพนธ์มักหยิบยก นั่นคือ ร่างกายก็เสมือนรถยนต์ เมื่อเกิดปัญหา ก็ต้องหาช่างที่รู้และชำนาญ การแก้ไขจึงถูกจุดรวดเร็ว ไม่บานปลาย หากเจอช่างลอง มิเพียงเสียเงินเสียทอง ท้ายที่สุดรถก็พัง ร่างกายก็ไม่ใช่หนูทดลอง ลองผิดลองถูก ท้ายที่สุด อาจถึงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มีให้เห็นมากมาย

ยังไม่รู้เลยว่าคู่ต่อสู้คืออะไร ก็หายาแก้ หาให้ตายก็หาไม่ได้ เพราะยาแก้นั่นมันปลายเหตุ และที่หนักกว่าคือ ไม่รู้ว่าเหตุที่เกิด มันเป้นเรื่องของอำนาจกรรม ที่เหนือมนุษย์ หรือ ควบคุมมนุษย์อยู่ จึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่มนุษย์จะหาวิธีแก้ได้

บทเริ่มของการฟื้นฟูตัว จึงควรศึกษาคำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้พิจารณา นั่นคือ ทำจิตให้สงบก่อน แล้วพิจารณาตนว่า สิ่งที่เกิด แท้จริงมันคืออะไร อย่าตื่นตูม เหมือนกระต่าย แค่มะพร้าวตก ก็ว่าฟ้าผ่า ดินถล่ม โลกทลาย ผลก็คือ วิ่งกระเจิง ดิ้นรนหาทางแก้ หมอโน้นหมอนี้ พิธีกรรมโน่นนี่ ท้ายที่สุด ไม่ได้ตายด้วยมะพร้าวหล่น แต่ตายด้วยแตกตื่นวิ่งไปเจออุบัติเหตุตายแทน

ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี ให้คำจำกัดความของโรค สองประการ นั่นคือ โรคที่เป็นกรรมผ่าน ผ่านมาให้ทุกข์ถึงเวลา ก็ผ่านไป ไม่ได้มาเอาถึงตาย แลโรคที่เป็นกรรมพัก มาเพื่อพัก และเติบโต จนแก่ตาย แล้วก็แสดงอาการทำให้คนผู้นั้น ที่โรคฝังตัวอยู่ตายไปด้วยนั่นเอง

โรคตาย ก็แยกย่อยไปอีกหน่อย นั่นคือ มาแบบมีวันเวลา คือ มาเพื่อให้รับทัณฑ์ทรมานไปเรื่อยๆจนครบเวลา เช่นอัมพฤกต์ อัมพาต ไม่ตายปุ๊บปั๊บ กับแบบที่มาเพื่อจบ เรียกว่าเมื่อรู้ ก็กาวันที่นับวันถอยหลังเลยประมาณนั้น

เมื่อเราท่านสงบใจได้ ไม่ตื่นกลัวโรค ก็ค่อยๆเลือกวิธีที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนมาใช้กับตน

ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นเบาหวาน แลดิ้นรนกระวนกระวายกับตัวเลข อาการที่เสมือนลูกมะพร้าว ก็กลายเป็นตื่นตระหนก ทำทุกทางที่จะให้ตัวเลขค่าเบาหวานลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ เริ่มทานยาควบคุมน้ำตาลในเลือด นั่นคือเริ่มวิ่งหนีลูกมะพร้าว อุบัติภัยที่จะเจอข้างหน้า หลังจากทานยาคุมน้ำตาล ก็เริ่มหลั่งไหลมา

ทานไปนานๆ ไตมีปัญหา สารตกค้างจากยาเบาหวาน ไปทิ้งตัวตามข้อ โรคเก๊าต์ก็เริ่มมาเยือน ... และอื่นๆอีกมากมาย ท้ายที่สุด ไม่ได้ตายด้วยเบาหวาน แต่ตายด้วยโรคอื่นที่ตามเบาหวานมาแทน

ปัญหาเบาหวาน หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า จริงๆแล้วเป็นโรคที่แก้ได้ง่าย แค่ให้โอกาสร่างกาย โดยปรับสภาพการทานอาหารนิดหน่อย ประกอบกับการทานสมุนไพร ไม่นานร่างกายก็สามารถปรับสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกลับมาปกติเหมือนเดิมได้

จุดสำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า โรค มาเพื่อให้ทุกข์ ดังนั้น การแก้ปัญหาโดยมักง่าย ปฏิเสธทุกข์ ไม่ว่าจะด้วยเคมีหรือ วิธีการอื่นใด ย่อมผิดวิสัย ผิดธรรมชาติ นั่นคือ ทำตนเสมือนสร้างเขื่อนกั้นน้ำ ปฏิเสธทุกข์ ต้องปวดหัวครึ่งวัน ไม่ยอม ทานยาแก้ปวด ไม่ให้ปวด ทุกข์ก็สะสมไปเรื่อยๆ ที่นี้มาเป็นมะเร็งเลย

เมื่อโรคมาเพื่อให้ทุกข์ หลักการแก้ไข ก็คือต้องใช้ทุกข์อันนั้น โรคจึงหมดไป นั่นเอง หากแต่หลักสมุนไพร เปลี่ยนหรือไม่รอให้ทุกข์จากโรค รุมเร้าจนร่างกายทนไม่ไหว มาเป็นทุกข์กับสมุนไพร ทุกข์กับกิจกรรม ร้อนในห้องอบ ที่สำคัญทุกข์กับวินัย แทน นี่แหละหนทางนี้จึงไม่เรียกอุตรี

พวกหมอ หรือ เสก เป่า คาถา พิธีกรรม นั่นมันเลี่ยงทุกข์ จึงไม่มีทางรักษาโรคได้อย่างเด็ดขาด หากโรคนั้นมาเพื่อคร่าชีวิต

จะเหลือก็แต่โรคกรรมผ่าน ที่ทำให้หมอ หรือ พวกเสกเป่าคาถา พิธีกรรม มีคุณค่า เพราะเมื่อใช้บริการแล้ว ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือยิ่ง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นชัด โดยอุปมาว่า คนผุ้หนึ่ง มีกรรมที่ดลบันดาลให้ทุกข์ปวดท้อง ระยะเวลาหนึ่ง ช่วงแรกๆ ก็ไปหาหมอ หรือ วิธีการที่ตนชอบ จะไปสักฉันใด ก็ไม่ทำให้ปวดท้องหาย ไปได้ ก็เปลี่ยนไปเรื่อย เรียกว่า เปลี่ยนหมอ เปลี่ยนวิธีการ จนกระทั่งวันสุดท้ายของการปวดมาถึง บังเอิญไปหาหมอ หรือ ทำอะไรก็ตามแต่ เมื่อทำแล้ว ผลก็คือ กลับบ้านมามันหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะหมดปล้องกรรมแล้ว จิตก็จะยึดทันทีว่า หมอนี่เก่ง พิธีกรรมนั้นแจ๋ว คำที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ โรคเราไม่ถูกกับหมอนั้น ต้องหมอนี้จึงจะช่วยได้

วันใดที่ของจริงมา หมอเดิมที่เคยช่วยได้ ทีนี้ก็จะพบความจริง ว่า ช่วยตนไม่ได้เลย

บทสรุป จึงไม่อยากให้มานั่งเถียงกัน เพราะไม่เกิดประโยชน์ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวให้ฟังง่ายว่า หากไม่ใช่โรคตาย ไปเถอะที่ไหนก็ได้ ช่วยได้หมด และอาจจะมียารักษาโรคให้หาย หากแต่ถ้าเป็นโรค คือโรคจริงๆ ที่พระภูมีกล่าวถึง ที่มาเพื่อจบชีวิต อันนี้ ไม่ว่าวิธีการใดๆในโลกที่มนุษย์สร้าง ไม่มีทางแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด เพราะต้นเหตุคือ กรรม ที่ทำมา โรคเป็นแค่บริวาร ที่เป็นรูปธรรมของกรรมมาให้ทุกข์เท่านั้นเอง

แต่ที่สร้างเองไม่ใช่โรค นี่ก็อันตรายพอกัน ไม่ว่า ยาเสพติด มะเร็ง หรือ เอดส์ ... ซึ่งบ่อเกิดมาจากพฤติกรรม ฉะนั้น จะไปหวังยารักษา โดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย

สุดท้าย กรรมเขาสร้างโรคมาทำไม ... หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ก็เพื่อหยุดความอหังกาของมนุษย์นั่นเอง อันแสดงให้เห็นความมีอำนาจเหนือมนุษย์ เพราะไม่ว่าจะสร้างเครื่องป้องกันสักฉันใด อยู่ที่ไหน โรคก็ทะลุทะลวงไปถึง ให้ผลอย่างเท่าเทียมกันทุกผู้นาม ตามกรรมที่ทำมา และบีบเค้นมนุษย์ เพื่อให้ไปหาพระพุทธเจ้า จะได้สร้างกรรมดี โลกจึงมีสมดุลย์อีกครั้ง

กรรมจากภัยพิบัติหนึ่ง จากโรคหนึ่ง ... ล้วนเหตุมาจากนิสัยมนุษย์ที่ห่างศาสนา นี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมจึงต้องมีพระพุทธเจ้า ทุกยุคทุกสมัย มนุษย์จะได้กลับมาใกล้ศาสนา แล้วเปลี่ยนตนเป็นคนดี โลกก็จะไม่เอียง กลับเข้าสมดุลย์อีกครั้ง ภัยพิบัติก็จะมลายหายไป ฝนตกต้องตามฤดูกาล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำว่า นี่คือเหตุที่ทำไมศาสตร์สมุนไพร จึงจำกัดคุณสมบัติ ใช้ได้เฉพาะกับคนดี ที่นำธรรมคำสอนมาเปลี่ยนตนเท่านั้น

โรคอะไรที่ว่าร้าย จึงไม่น่ากลัวเลย เท่ากับนิสัย เพราะหากไม่เปลี่ยน ต่อให้ธรรมศักดิ์สิทธิ์เพียงไหน สมุนไพรเลอค่าสักฉันใด ก็จะถูกนิสัยคนผู้นั้น แปรสภาพ กลายเป็นของไร้คุณค่า ทานไปก็ถ่ายทิ้ง

แลเมื่อโรคอุบัติ ยิ่งดิ้น ก็เสมือนกระต่ายวิ่งหนีลูกมะพร้าว มีแต่จะเจอภัยที่สาหัสสากรรจ์มากยิ่งขึ้น จนถึงอาจเสียชีวิตทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเลย ก็มีให้เห็นมากมาย

เป็นโรค จึงอย่าไปโทษโน่นนี่นั่นเลย โทษนิสัยตนเองเถอะ และหากอยากฟื้นฟูตน ก็ไม่ต้องมองไกล มองที่นิสัยตนเองนั่นแหละ แก้นิสัยได้ ก็แก้โรคได้ อย่างแน่นอน

ท้ายสุด หลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนว่า ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน ทำไมเราท่านจึงเชื่อใบประกาศ คำคน หรือ ปริญญา ทั้งที่ไม่มีผลงานอันใดให้เห็นเลย เดินเข้าไปหา หามออกมาทุกราย ก็ยังเชื่อ พูดอะไรก็ทำตาม แต่ที่นี่ หาม่เข้ามา แล้วเดินออกไป มีให้เห็นดาษดื่น พูดแล้วทำไมไม่ทำ จะได้เดินออกไปเหมือนเขา ไม่มีหรอก รอดโดยไม่ต้องทำเอง

พวกหลักหนีทุกข์ โดยไม่ต้องทุกข์ นั่นมันอุตริแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ฝันไป นึกเอาเองว่าดี สักพักความจริงก็ปรากฎ

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ข้างหลังฉาก


หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า สิ่งที่ทำเป็นการปิดทองหลังพระ เพราะคนที่มาเขาไม่รู้ หรือ ไม่รับรู้ เขาไม่เห็น หรือ เขาไม่ได้คิดจะมอง ดังนั้น ความตกหนักจึงอยู่กับผู้ช่วย เพราะผู้ที่มาให้ช่วยไม่นำพาในการช่วยตน จึงไม่ยอมยื่นมือมา เพื่อที่จะช่วยกัน แถมบางครั้ง ยังทำตนเป็นตุ้มถ่วงอีกต่างหาก จึงยากที่จะช่วย แม้นจะมีใจอยากช่วยสักฉันใดก็ตาม

ประการแรกที่เราท่านไม่รู้ คือ ไม่รู้พรหมลิขิต ว่าจะอยู่ได้นานอีกสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนที่ยังไม่สาหัส ดังนั้น จึงตกอยู่ในความประมาท ไม่ยอมทำตน เพื่อช่วยตน ปล่อยวันเวลาเสียเปล่า

ไม่รู้พรหมลิขิตยังพอทน แต่ไม่ยอมที่จะรับรู้ว่า เรือของตนกำลังจม ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนจะจม จะเจอคลื่นลมมรสุมที่หนักหนาสาหัส อันเป็นเหตุให้เรืออัปปาง

เมื่อไม่ยอมรับ เพราะมรสุมยังมาไม่ถึง ตอนนี้ยามที่คลื่นลมยังน้อยอยู่ ไม่เสริมสร้างเรือให้แกร่งก็เสี่ยงแล้ว ยังทำตนให้เรือรั่ว เรือผุอีกต่างหาก นั่นคือ ไม่ยอมทิ้งนิสัยเดิมที่เลวร้าย หรือ หยุดนิสัยที่ร้ายตนลงเสีย

เมื่อยามมรสุมมา จึงต้องอัปปางลง จะมาอาศัยใจช่วยอย่างเดียว แต่ภาพความจริง เรือของตนทนมรสุมไม่ไหว ใจสู้ช่วยอะไรไม่ได้หรอก

ภาพหลังฉากของแต่ละคน คือ ภาพที่กรรมกำลังจะมารุมกินโต๊ะ ในขณะเดียวกัน หลวงพ่อนิพนธ์ก็สอนให้ใช้ ธรรม สร้างบุญ ไว้ล้างกรรม ใช้สมุนไพร ไว้ล้างโรค เป็นเครื่องมือต่อสู้มรสุม

สิ่งที่เราท่านมองไม่เห็น อยู่หลังฉากของแต่ละชีวิต นั่นคือ การฟาดฟันอย่างดุเดือด ของกรรมที่จะมาเอาชีวิต กับการต่อสู้เพื่อยื้อชีวิต โดยมีระยะเวลาเป็นเครื่องชี้ผลแพ้ชนะ ใครยืนหยัดได้มากกว่า ก็เป็นผู้กำชะตะชีวิตของเราท่าน

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ฟังง่ายๆว่า ทุกสรรพสิ่งมีวันเวลา กรรมเขาก็มีวันเวลาในการคร่าชีวิตเราท่าน ขอเพียงเรายืนหยัด ด้วยสองขา คือ ธรรมและสมุนไพร ใช้ต่อสู้ พร้อมด้วยขันติ อดทน และสติ เมื่อถึงเวลา กรรมเขาล้มเราท่านไม่ลง มันก็หมดฤทธิ์ และสลายไป นั่นคือ เราท่านประสพผลในการฟื้นฟูตน

ภาพที่หลวงพ่อนิพนธ์สร้างให้เห็น จึงทำให้รู้ว่า ศาสน์สมุนไพรของพระภูมี มีพื้นฐานความคิดต่างกับแผนปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ที่เน้นการพิฆาตเข่นฆ่า ทำลาย เชื้อโรค จนเลยเถิดกลายเป็นทำลายตน

หากแต่ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จะซ่อมสร้างปราการของเราท่านให้แข็งแกร่งด้วยสมุนไพร ป้องกันการโจมตี จากฤทธิ์ของโรค ที่เราท่านทำไว้แล้ว อันนี้อย่างไรก็ต้องเกิด ยิ่งสงครามใกล้จบ การฟาดงวงฟาดงาของโรค เสมือนรู้ว่าตนกำลังจะตาย กำลังจะแพ้ ยิ่งรุนแรง สภาวะนี้ หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า ลงแดง หากอวัยวะของเราท่านทนได้ ในที่สุดฤทธิ์ของโรคก็จักทำร้ายเราท่านไม่ได้เลย แม้นว่าจะยังคงอยู่ เพราะตอนที่ขึ้นสุดร่างกายยังทนได้ ภูมิยังเอาอยู่ ดังนั้น ตอนอ่อนแรง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

หลวงพ่อนิพนธ์ขยายภาพให้เห็นชัดๆ ก็คือ การสร้างอุณหภูมิธาตุให้ร่างกาย ในระดับความร้อนที่สูง ยามทานสมุนไพรมะกรูด การเข้ากระโจม การทานสมุนไพรมะพร้าว เมื่อร่างกายคุ้นชิน ยามที่โรคแสดงฤทธิ์ไข้ อุณหภูมิที่โรคสร้าง ก็ไม่สูงเท่าอุณหภูมิธาตุ ที่ร่างกายสร้างภูมิไว้ โรคจึงล้มเราท่านไม่ได้นั่นเอง

หากแต่ ตำราจีนเอ่ยอ้างว่า กองทัพเดินได้ด้วยท้อง ไม่มีเสบียงช้าเร็วกองทัพก็ต้องพ่าย ฉันใดก็ฉันนั้น พระภูมีเป็นปราชญ์ ย่อมเล็งเห็น ภาพนี้ เช่นกัน โรคคือกองทัพ ที่เป็นรูปธรรมของกรรม ฤทธิ์จะมากมาย ย่อมต้องการเสบียงคือกรรม เป็นเครื่องเสริม พระภูมีจึงบัญญัติ "ธรรม" เพื่อล้าง อันเป็นการตัดกำลังกองทัพโรค

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า การทานสมุนไพรอย่างเดียว ทำไมจึงเสี่ยง เพราะไม่รู้ว่ากองหนุนของโรค คือ กรรม มันมหาศาลสักเพียงใด จะต้านไหวหรือไม่นั่นเอง

การปฏิบัติธรรม ด้วยการลดนิสัย บางสิ่งบางอย่างลง ยิ่งทำมาก ก็เสมือนยิ่งทอนกำลังอำนาจกรรม ทอนเสบียงของโรคลง กองทัพโรค ก็ยากที่จะเอาชนะอวัยวะ ที่สมุนไพรได้สร้างปราการอันแข็งแกร่งให้แล้วได้

ศึกยิ่งยืดเยื้อ โอกาสแพ้ยิ่งมาก เพราะอ่อนล้า หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนให้ ตีงูตีให้ตายในคราเดียว และรวดเร็ว มิให้ตั้งตัว

แทนที่จะโดนกรรม เปิดศึกหลายด้าน โรคก็แรง อุบัติเหตุก็แทรก เคมีก็สร้างมลภาวะ นิสัยสร้างกรรมก็เยอะอยู่ มารุมกินโต๊ะกรรม โต๊ะโรคแทน ยิ่งรบนานกองทัพโรคยิ่งแข็งแกร่ง

แนวทางการตายก่อน จึงถูกนำมาใช้นั่นเอง หยุดวันเวลาโลก ทิ้งโลกกรรม มายังโลกธรรม แล้วใช้เวลาที่มีทั้ง ๒๔ ชัวโมง ปฏิบัติธรรม ไม่สนยาเคมี ทำตนให้สุขแก่ผู้อื่น สร้างกองทัพธรรมหลายๆด้าน รุมกินโต๊ะโรค ตอนที่มันยังไม่แข็งแกร่ง ตัดกองเสบียงนิสัยกรรม ไม่ให้ส่งเสบียงเพิ่ม แค่นี้โอกาสชนะย่อมสดใสอย่างแน่นอน

โลกใช้วิธีการเข่นฆ่า ในการรักษา พระภูมีใช้ขันติ อดทน ยอมรับในสิ่งผิดที่ทำไว้แล้ว เมื่อไม่ใช้ก็เสมือนเขื่อนกั้นน้ำไว้ จะกั้นได้นานสักฉันใด ท้ายที่สุดเมื่อน้ำยังทะลักเข้ามา เขื่อนย่อมแตก การใช้ขันติอดทน คือ การระบายน้ำออก การปฏิบัติธรรม คือ การหยุดการทะลักเข้าของน้ำ ในขณะเดียวกันก็ซ่อมปราการเขื่อนให้แข็งแรง และอดทนรอน้ำระบาย

บทสรุปสิ่งเดียวที่แข่งขันกัน ในฉากหลัง และเป็นตัวตัดสินเดิมพันชีวิตเราท่าน หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า คือ วันเวลา

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนว่า การต่อสู้นี้จะเสียเปรียบก็ตรงที่ว่า กรรมเขาเป็นพี่ เขามาก่อน สร้างมานานแล้ว ติดเป็นนิสัย หากแต่ธรรมเขาเป็นน้อง มาทีหลัง ไม่เคยมี หรือ ไม่เคยชิน ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ เพราะไม่คุ้นเคย

ฉะนั้น การต่อสู้ที่เข้มข้น เพื่อแย่งชิงชีวิต หรือสาวก เขาจึงให้ธรรมมีอำนาจเหนือกรรม ผู้ใดที่ได้ฟัง พิจารณา แล้วเชื่อ ธรรมคำสอน แล้วปฏิบัติ ยิ่งมีวันเวลามากเท่าไหร่ ทำได้มากเท่าไหร่ จึงไม่แปลกเลยว่า ที่หลวงพ่อนิพนธ์จะกล่าวว่า โรคอะไรก็ไม่น่ากลัว

เพราะเหมือนโรคคืองูเหลือมเจอธรรมคือ เชือกกล้วย นั่นเอง

เราจึงอยากเตือนว่า สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กำลังบอก นั่นคือ โอกาสในการช่วยตน ไม่ใช่เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างไรก็ได้ เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง เห็นคนอื่นทำแบบนี้ได้ ตนก็จะทำมั่ง

ถามตนเองซะก่อน รู้ได้ไงว่า พรหมลิขิตเรามีเวลาเท่าไหร หรือเหมือนเขา จึงจะทำตนแบบเขา

ยิ่งมาทำกิจกรรมนิดหน่อย พอแก้กรรมเล็กๆน้อยได้ พ้นอุบัติภัย รถไม่ชน แขนขาไม่หัก ก็ไม่รู้ว่าอะไรช่วยมา ทะนงตนว่า พรหมลิขิตดี ทำแค่นี้พอแล้วถามว่าทำไมไม่ทำ ดีแล้ว แค่นี้พอแล้ว นี่แหละพระภูมีจึงสอนให้อย่าดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ทำให้เยอะ ทำให้มากเข้าไว้ กันไว้ดีกว่าแก้

โดยเฉพาะโรคตาย ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า เขาขีดวันตายแล้ว ย่อมหมายความว่า วันเวลาเหลือน้อย หากแต่โรคพรหมลิขิตทรมาน เช่นอัมพฤกต์ อัมพาต นั่นมันไม่ใช่โรคตาย คนเหล่านั้นย่อมมีวันเวลาอีกยาวไกล

เวลาในการกอบกู้ก็น้อยอยู่แล้ว มามั่งไม่มามั่ง แถมมาแล้วยังไม่เน้น ยังไม่ทำเพื่อช่วยตน ... นิสัยก็คงเดิมหรือมากขึ้น ต่อให้สมุนไพรของพระภูมีดีสักฉันใด ก็ช่วยไม่ได้หรอก

แม้นแต่พระพุทธเจ้าเอง ยังช่วยใครไม่ได้ ศาสตร์อันนี้ จึงช่วยใครไม่ได้เช่นกัน หากแต่ฟัง พิจารณา แล้วเชื่อ เอาไปทำตาม ช่วยตนของตนได้ อย่ามาโมเม ยามชีวิตอัปปาง แล้วก็โทษ ไหนว่าสมุนไพรของพระภูมีดีไง ทำไมช่วยตนไม่ได้

ความหมายของศาสตร์สมุนไพร ก็คือ การทำให้เราท่านยืนหยัด ยังมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ตายไปตามอายุขัยของโรค ที่ซึ่ง คนทั่วไป เมื่อโรคตาย คนก็ตายตาม เมื่อไม่มีโรค หรือ โรคมันตายไปจากเราท่านแล้ว จึงเรียกว่าหายโรค

ใครหน้าไหนที่อวดอ้างว่ารักษาโรคให้ผู้อื่นได้ ... มันคือ โกหกคำโต ไม่มีหรอก แลยารักษาโรค ก็ไม่มีจริงในโลก ค้นหาให้ตายก็ไม่มีวันเจอ ... มันแค่ความโลภที่ใช้ความกลัวตายของมนุษย์หากินเท่านั้นเอง

อย่างดีสุด ก็แค่โรคกรรมผ่าน ที่มาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้มาเพื่อคร่าชีวิต นั่นแหละจึงมียารักษา หากแต่เป็นโรคมาเพื่อคร่าชีวิตแล้วไซร้ ใครก็ช่วยไม่ได้ นอกจากตนของตนเท่านั้นเอง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44