วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ขออะไร


หากให้ท่านทั้งหลายไปนั่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สักวันหนึ่ง แล้วพิจารณาสิ่งที่คนทั้งหลายทั้งปวงทั้งโลกเขาขอกัน แล้วพิจารณา

จักเห็นได้ชัดว่า ตราบใดที่ยังไม่มีโรคไม่มีทุกข์ คนทั้งหลายก็จักขอให้ตนร่ำรวย มีคนรัก กิจการการงานรุ่งเรือง หากแม้นวันใดที่มีทุกข์ คนก็จักร่ำร้องให้หายทุกข์ หายจากโรคภัย หรือแลกเปลี่ยนอยากรับแทน อยากตายแทน

แลเห็นกันทั่วไป สำหรับคนที่ชีวิตตกระกำลำบากแสนสาหัส มักจะโทษฟ้าโทษดิน โทษโน่นนี่นั่น ทำให้ตนเป็น แลลงท้ายก็ตัดพ้อ ทำไมชีวิตตนจึงอาภัพสักปานนี้ พาลไปโน่นเลย ฟ้าไม่ยุติธรรม แล้วก็เลยไปถึง "ทำไมตนทำแต่ความดี ไม่ได้ดี ส่วนคนชั่วที่ตนเห็น ยิ่งเลวร้ายยิ่งได้ดี"

มันจึงเป็นเรื่องธรรมดา วัดหรือศาสนสถาน จึงมักมีเอกลักษณ์พิเศษที่สถานที่อื่นไม่มี อันไม่ใช่ วัตถุ สถานที่โอ่อ่า หากแต่เป็น "คนทุกข์" ที่มารวมตัวกัน เพื่อขอในสิ่งที่ตนต้องการนั่นเอง

การเป็นวัด หากมองด้วยตามนุษย์ ยิ่งสมัยนี้ จึงมุ่งไปที่โบสถ์ วิหาร แต่นั่นไม่ใช่วัดของพระพุทธเจ้า ดั่งที่ท่านอาสิชี้ให้เห็น วัดของพระพุทธเจ้า มีองค์ประกอบ คือ ความสงบ พระธรรมคำสอน แล้วก็คนทุกข์

ดังนั้น หลายคนเข้าใจผิด เมื่อฟังว่า ไปวัดแล้วได้สมประสงค์ ก็พาลนึกไปว่า ไปวัดแล้วขออะไรก็ได้ ตามประสงค์ จึงไม่แปลกที่ ศาสนพาณิชย์ จึงต้องมีสิ่งสารพัน ไม่ว่าอะไรก็ได้ ที่มากราบไหว้ขอพร แล้วได้สมประสงค์ สถานที่แบบนี้ มีทั่วโลก และทุกที่ก็เชื่อว่า สิ่งที่ตนมีนั้น ศักดิ์สิทธิ์

หากแต่วัดของพระพุทธเจ้า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ พระธรรมคำสอน ที่สอนให้ทำ ทำแล้วจึงได้ตามคำสอน แลสิ่งที่สอน เป็นสิ่งที่โลกมนุษย์หรือโลกโลกียะ ไม่มี นั่นคือ บุญและทาน ที่ซึ่งในโลกนี้ มีแต่ กรรมดี กรรมชั่ว เท่านั้นเอง

การขอจักสมประสงค์ได้ ในวัดของพระพุทธเจ้า ก็ต้องทำในสิ่งที่พระพุทธเจ้าขอเช่นกัน ท่านอาสิเรียกว่า ศาสนา "หมูไปไก่มา" ไม่มีอะไรได้มาฟรี นั่นคือ ต้องทำนิสัยธรรม ก่อน แล้วเอานิสัยนั้นไปสร้างบุญทาน ตามนิสัยที่มีที่ทำได้

ประเด็นก็อยู่ตรงที่ว่า มันจะเกิดบุญเกิดทานได้โดยวิธีใด ... ในเมื่อคนทั้งหลายต่างเชื่อว่า ทำแล้วเป็นบุญ ทำแล้วเป็นทาน อาทิ เอาเงินใส่ซองแล้วเป็นบุญ สร้างโบสถ์สร้างศาลาแล้วเป็นบุญ ทำกันมากมายทั่วประเทศ แทบทุกแห่งหนตำบล ไม่มีที่ไหนไม่มีวัด ไม่มีโบสถ์ แต่ผลที่ได้ ทำมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น เข้าวัดมานับครั้งไม่ถ้วน กราบพระพุทธมานับล้านครั้ง แต่มาวันนี้ ทุกข์มาถึง โรคมาปรากฎแก่ตน ทำไมบุญทานที่ทำ จึงไม่มาช่วยตนเลยแม้นแต่สักน้อย บรรเทาปวดสักนิดก็หามีไม่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า นั่นเพราะเราท่านเมื่อเจอศาสนาแล้ว ขอผิด ทำผิด นั่นเอง ผลผิดจึงเกิด ตัวกระทำที่มีจึงมีแต่ลม ไม่เป็นตน ช่วยตนให้พ้นทุกข์ไม่ได้

ศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงชี้แนวทางที่ถูกให้พิจารณา แล้วขอใหม่ การมาวัด เพื่อขอนิสัยของพระพุทธเจ้า เป็นเบื้องต้น จึงต้องมาจนเป็นนิสัย ไม่ใช่มาตามความอยาก ด้วยเหตุว่า มาเพื่อทำให้ชีวิตมีความหมาย ไม่เห็นอะไรสำคัญกว่ากิจกรรมของวิญญาณ ไม่ใช่อยากมาก็มา ไม่อยากก็ไม่มา หรือมาเพื่อสมุนไพร แต่มาเพื่อทำนิสัย ของพระพุทธเจ้า

ยิ่งไปกว่านั้น มีนิสัยแล้วเป็นบุญทานหรือยัง หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่ายัง นี่แหละคือความสำคัญว่าทำไมต้องมาวัด แม้นว่าการทำนิสัยของพระพุทธเจ้าทำที่ใดก็ได้ แต่องค์ประกอบในการสร้างบุญทาน จักหาที่ใด เพราะต้องอาศัย "มนุษย์และสัตว์" ที่ทุกข์ มาเป็นเครื่องมือ

เอกลักษณ์ของวัด จึงมิใช่โบสถ์ ศาลา พระพุทธรูป หากแต่เป็น ความสงบ เพื่อสร้างนิสัย มีพระธรรมคำสอน เป็นสติ และก็มีคนทุกข์มารวมกัน เพื่อให้นิสัยที่มีที่สร้างได้ นำไปสร้างสุขให้แก่ สรรพสัตว์ ไม่ว่า "มนุษย์หรือสัตว์" ด้วยตั้งอยู่บนรากฐาน คำสอนที่ว่า "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"

วัดเป็นที่รวมของคนทุกข์ การมาหาบุญทานที่เป็นกอบเป็นกำ จึงทำได้ง่าย การมาวัด เพื่อขอจึงสมประสงค์ เพราะมาแล้ว ทำนิสัย ทำบุญทำทาน แก่ผู้ทุกข์ ได้ตามนิสัย ตามกำลังของตน

มะกรูด สักลูกสองลูก มะพร้าวสักทะลาย จึงมีความหมาย สละแรงกายไปช่วยทำกิจกรรม ไม่ว่าทำสมุนไพร หรือช่วยคนที่ทุกข์ที่เดินเหิรลำบาก จึงมีความหมาย การสงบเงียบของตน จึงมีความหมาย เพื่อหยุดนิสัยกรรม อาทิ วาจาว่าร้ายผู้อื่น สร้างนิสัยธรรม จึงมีความหมาย การมามูลนิธิจึงมีความหมาย เพื่อนิสัยธรรม เพื่อบุญทาน แล้วได้สมุนไพร ได้สุขภาพเป็นของแถม

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า หากผู้ใดพิจารณาแล้วเห็นว่านี่คือวัด ลดกิริยาบาป สร้างกิริยาบุญ แล้ว เอานิสัยธรรมนำตน ไปสร้างสุขให้แก่ผู้อื่น นั่นแลคือ การเปลี่ยนพรหมลิขิต เขียนพรหมลิขิตใหม่แห่งตน คือ ปีใหม่ ศักราชใหม่ของตน ที่จะได้ไม่ต้องทุกข์เหมือนในอดีตอีก ไม่ใช่ใหม่แต่ปี แต่นิสัยสันดาน พฤติกรรมเหมือนเดิม มาเอาสมุนไพรมุ่งแต่หายโรค นั่นน่าเสียดาย ได้สิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร ไม่จีรังยั่งยืน หายแล้วก็เป็นอีก

คำที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติพึงระลึกเสมอ ว่า การสร้างบุญทาน จะเลยมนุษย์และสัตว์ไม่ได้เลย วัดของท่านก็รวบรวมคนทุกข์มาอยู่ด้วยกัน เปิดโอกาสให้ใช้นิสัยธรรมที่ตนพึงมี สร้างบุญทาน กอบโกยให้มากที่สุด เท่าที่พึงมีกำลังและสติปัญญา บุญทานต้องสร้างด้วยสองมือ หาใช่ด้วยวัตถุสิ่งของเงินทองไม่ นี่แหละคือทางสายกลาง ใครก็ทำได้ ไม่ว่ายากดีมีจน เมื่อทำได้ ก็สมประสงค์ในสิ่งที่ขอได้ ... คือศาสนา ทำ ใครทำ คนนั้นก็ได้ เมื่อทำนิสัยของพระภูมีได้ นั่นแหละคือคนดี ที่มีนิสัยให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ศาสนาก็แถมสุขภาพให้เป็นรางวัล ไม่ต้องขอ เขาก็ให้ เพราะโลกนี้จะมีสักกี่คน ที่ฟัง พิจารณา แล้วทำได้ คนทำได้ จึงเป็นคนพิเศษ เรียกว่า เหนือมนุษย์ สุขภาพหรือความไม่มีโรค จึงเป็นเครื่องหมายของคนดี ที่ทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้นั่นเอง

ท้ายสุดหลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า คนทั่วไปพบศาสนา กลับขอสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร สิ่งที่เป็นแก่นสาร เป็นสมบัติติดวิญญาณไปทุกภพทุกชาติ สร้างสิ่งดีๆรอตนในวันข้างหน้า คือ นิสัยของพระภูมี กลับไม่อยากได้ ไม่อยากทำ นี่แหละกรรม ทำให้คนทั้งหลายทั้งปวง หวังแต่สุขเฉพาะหน้า ใครเล่าที่จะทวนกระแส มาคว้าเอานิสัยของพระพุทธเจ้า ทำจนเป็นอุปนิสัย มีน้อยกว่าน้อย คนผู้นั้นทำตนเหนือมนุษย์ ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมที่มีผลต่อวิญญาณ มีความรับผิดชอบต่อสังขาร โรคอะไรก็ไม่กลัว มิหนำซ้ำ อุบัติภัยก็ไม่กล้ำกราย ปลอดโรค ปลอดภัย นี่แหละทำไมคนทั้งหลายทั้งปวงในโลก แม้นจะไม่นับถือพระโคดม เพราะทำไม่ได้ แต่ก็เห็นและเชื่อในบุญญาธิการของพระโคดม ยอมรับว่า ศาสนานี้ดี ใครทำได้ ไม่ธรรมดา

วันนี้มีความพร้อมจะทำนิสัยของพระภูมีได้ กลับไม่ทำ ผลัดวันประกันพรุ่ง เห็นสิ่งอื่นสำคัญ ท่านอาสิก็ชี้ว่า ถึงวันที่อยากจะทำเพื่อช่วยตน ก็ไม่มีความสามารถแล้ว นี่แหละคือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า "ใช้ชีวิตประมาท" วันที่อยากทำ ก็เดินไม่ไหว กินไม่ได้ หมดกำลัง ... ความอยากทำให้ คำขอเป็นจริงไม่ได้ เพราะมันเป็นลม คำขอจะเป็นจริงได้ ก็ต้องอาศัยมือทำ .... วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อยากหรือนิสัย

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นความต้องการของศาสนาพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาอย่างชัดแจ้งว่า คือ "สร้างนิสัย" อันเป็นนิสัยของพระภูมี ให้บังเกิดแก่ตน เพื่อเป็นที่พึ่งแห่งตนในภายภาคหน้า

ด้วยนิสัยสามารถติดวิญญาณ เป็นสมบัติประการเดียวที่ติดวิญญาณไปได้ทุกภพทุกชาติ

การมามูลนิธิไทยกรุณา นั่นคือ การสร้างคุณสมบัตินี้ ให้เกิดแก่ตน ให้จงได้ จึงจะเป็นเครื่องการันตี ชีวิตในภายภาคหน้า ย่อมอยู่ดีมีสุข ปลอดทั้งโรค ไร้ทั้งภัย มาแผ่วพานชีวิต ไม่เฉพาะชาตินี้ แต่ถึงภพหน้าทุกชาติไป

เมื่อคนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจ ไม่ย่อมพิจารณา เจตนา เนื้อหาของศาสนา ที่หลวงพ่อนิพนธ์พยายามสอน สร้างให้ทำ ให้เกิดแก่ตน ด้วยติดอยู่สุขเฉพาะหน้า คือ หายโรค จึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะไม่เห็นค่าของศาสนาที่มีแก่ตนที่แท้จริง ทำให้พฤติกรรมยังไม่ถูกกับร่องกับรอยศาสนาที่แท้จริง

เพราะฉะนั้น คำถามในวันนี้ พฤติกรรมในวันนี้ ที่มายังมูลนิธิ จึงเสมือนเส้นบางๆ ระหว่าง ความอยากกับนิสัย

การมาเพื่อหายโรค จึงมาตามความอยาก อยากมาก็มา อยากหยุดก็หยุด หาความมาตรฐาน เพื่อให้เกิดนิสัยไม่ได้เลย เห็นชัดว่า เมื่อใดที่อาการของตนดี หรือหาย ตามที่ตนพอใจ การมาหรือไม่มาก็ไม่สำคัญสำหรับตนแล้ว บางคนอาจจะหายไปเลย จะเห็นอีกที มาประจำอีกที ก็เมื่ออาการหวน หรือมีโรคใหม่ เช่นที่ท่านอาสิกล่าวนั่นเอง

หากผู้ใดพิจารณาเหตุผลของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงเปลี่ยนความคิด ความเห็นของตน ในการมาอย่างสิ้นเชิง ลืมเรื่องโรค ที่ท่านอาสิสอนว่าเป็นบริวารกรรม มาเพื่อโค่นตัวแม่ คือ นิสัยกรรม แล้วสร้างนิสัยธรรมให้เกิดแก่ตนให้จงได้ เพื่อเป็นที่พึ่งแห่งตนในภายภาคหน้า ส่วนหายโรคนั้น ได้เป็นของแถม

การมาเป็นนิสัย เสมือนชีวิตบางคน ตื่นมาต้องดื่มกาแฟ ตื่นมาต้องทำกิจวัตรประจำวัน ไม่ว่าจะเร่ง จะรีบ สักฉันใด ก็ไม่เคยขาด นั่นแลนิสัย คนที่มาเป็นนิสัย จึงมาด้วยเหตุผล ว่าเรามีเวลาในการสร้างนิสัยนี้แค่สัปดาห์ละครั้ง จึงต้องเน้น จึงต้องให้ความสำคัญไม่มีอะไรที่จะทำให้ไม่มา เพราะไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่าชีวิตนั่นเอง การมาทำนิสัย คือมาทำเพื่อชีวิต มิเพียงหายโรคในชาตินี้ แต่เพื่อสร้างสุขไปยังทุกภพทุกชาติ ตามติดวิญญาณไปด้วยนั่นเอง

แลเมื่อมาด้วยเหตุและผล พฤติกรรมก็จะเดินตามครรลองคลองธรรม รู้ว่าทุกวินาทีมีค่า อยากที่จะสร้างสุขให้ผู้อื่น เพราะนั่นคือพรหมลิขิตที่สุขของตนในภายภาคหน้านั่นเอง ทำอะไรก็ได้ เท่าที่ตนจะพอทำได้

ท่านอาสิชี้ให้เห็นชัด บุญ ต้องทำถึงพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ ดังนั้น เริ่มใหม่ๆ อาจจะไม่พร้อม ไม่ครบ ก็ไม่เป็นไร เสมือนต้นไม้ เพิ่งงอก ก็ต้องรอเวลาเติบโต สักวันก็ต้องออกดอก ออกผล นั่นคือ สามารถรู้และทำ ให้เกิดเป็นบุญ ช่วยตนได้ นั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า มาตามความอยาก ตามอารมณ์ อยากเก่งก็ได้หายโรค น่าเสียดายไม่เจอ ไม่ได้ของดี นั่นคือ พรหมลิขิตที่ดี ที่ตนมีโอกาสเขียนด้วยตนเอง ถึงรอดวันนี้ได้ ไม่ช้าก็เจอพายุอีก ยากจะรอดตลอดรอดฝั่ง ที่สำคัญ ชีวิตผูกติดกับสมุนไพร ขาดเมื่อไหร่ ชีวิตก็มีปัญหาเมื่อนั้น หากแต่มาเพื่อทำนิสัย เมื่อทำเป็น สมุนไพรเป็นพี่เลี้ยง ครั้นยืนได้เองเมื่อใดอีกครั้ง ทีนี้ ชีวิตมั่นคงแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องพึ่งสมุนไพรอีกต่อไป พึ่งการกระทำด้วยนิสัยของพระภูมีที่ตนมีนั่นแล ช่วยตนได้ ตามหลัก "ตนพึ่งตน"

ถ้ามองว่า โรคคือโรค ก็มักจะมาตามความอยาก ไม่เน้น ไม่ให้ความสำคัญ ถ้ามองว่า โรคคือกรรม การมาจึงมีความหมายแก่ตน นั่นคือ นิสัย ที่ไม่มีอะไรจะมาสำคัญกว่า จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้ความสำคัญ ไม่เคยหยุดกิจกรรมนี้เลย ไม่ว่าจะวันหยุด นักขัตฤกษ์ใดๆ ด้วยนิสัยจะเกิดขึ้น อย่างที่ท่านอาสิชี้ ต้องทำซ้ำๆ ทำให้เกิดความเคยชิน จนซึมซับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทำโดยอัตโนมัติ ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรสำคัญกว่า เพราะนี่คือเรื่องของชีวิต เรื่องของวิญญาณ ที่เราท่านต้องรับผิดชอบ

วันหยุดยาว จึงเสมือนข้อสอบของคนป่วยที่มาในแผ่นดินนี้ ... ใครสอบตก สอบผ่าน ก็รู้แก่ตน ผลสอบก็บอกแก่ตนเองว่า ตนนั้นจะหายโรคหรือไม่

วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เพื่อ


หลักพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า "ตัวกระทำมีจริง ตัวกระทำไม่ตาย รอคอยเราอยู่วันข้างหน้า"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนสงฆ์เสมอว่า สิ่งที่เราท่านทำ มันจะเป็นผลกลับมาหาตัวของเราท่านในวันข้างหน้า ดังนั้น บุคคลที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ย่อมสร้าง "บุญบาป" ได้มากที่สุดเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เป็นผู้นำ แล้วมีคนมาฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ผลที่เกิดกับผู้นั้นย่อมมหาศาล ถ้าทำถูก ผลถูกก็มหาศาล ทำผิด ผลผิดก็มหาศาล

มูลนิธิไทยกรุณา หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ผู้คนที่มาล้วนแล้วแต่หวัง มาเพื่อทำในสิ่งที่ช่วยชีวิตตน ให้พ้นทุกข์

ดังนั้น ทุกการกระทำ ที่บอกสอนให้ทำ จึงต้องระมัดระวัง ต้องมีผลที่ดีตอบสนองแก่ผู้ทำ หากทำแล้วให้ทุกข์ หรือไม่ให้สุข นั่นคือ ทำแล้วไม่ได้อะไรตอบแทน ผู้สอนผู้บอก ย่อมต้องรับผิดชอบการสอนนั้นๆ เป็นธรรมดา ด้วยกติกา แห่งตัวกระทำไม่ตายนั่นเอง

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า การกระทำทุกอย่าง ทุกกระเบียด ย่อมถูกไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี ว่า ทำเพื่ออะไร ... มีผลดีต่อผู้ทำประการใด เพียงแต่อาจจะไม่ได้บอกกล่าว บรรยายให้ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน ว่าเหตุใดจึงต้องทำเท่านั้นเอง

มิใช่เลื่อนลอย เพราะจะเห็นได้ว่า คนที่ฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม มากมายที่ประสพผลสำเร็จ แม้นว่าคนบางคนอาจจะถูกพิพากษาแล้วว่า เท่านั้นวัน เท่านี้เดือน เขาต้องตายก็มีให้เห็นมากมาย

เสียดาย หลายคนเห็นว่า การกระทำนี้นั้น ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องเน้น ไม่เชื่อว่าวันนี้ในรอบสัปดาห์ของหลวงพ่อนิพนธ์ เป็นวันพิเศษ เป็นวันที่มาทำเพื่อมีผลแห่งการช่วยตนพ้นทุกข์ ในทุกการกระทำที่ท่านกำหนด คิดแต่เพียงว่า ที่นี่มีสมุนไพรดี

บทสรุป คนที่รู้ค่า คือคนที่เรียนรู้ อยากรู้ ว่าการกระทำนี้ การกระทำนั้น ทำเพื่อสิ่งใด มีผลอะไรต่อชีวิต มีค่ามหาศาลต่อตนเพียงใด จึงควบคุมพฤติกรรม การกระทำของตนให้สอดคล้อง กับสิ่งที่ตนรู้ แลช่วยตนได้ แต่คนที่ไม่ยอมเรียนรู้ หรือที่ท่านอาสิเรียก คือ ไม่เปิดใจ ไม่รับรู้ ไม่สน แก้วมณี ก็กลายเป็นก้อนกรวด ที่ไร้ค่า เขาไม่สนใจ จะทำตาม เพื่อช่วยตน มีแต่ปรารถนา ไม่มีตัวกระทำที่ช่วยตน ท้ายที่สุด ก็ยากที่จะสมปรารถนา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า อย่างดีก็แค่ยืด โชคดีหน่อย หายโรคนี้ สักพักก็ไปเป็นโรคนั้น หรือ ประสพอุบัติเหตุ หนีกรรมไม่พ้น

หลักของพระภูมี เป็นหลักปราชญ์ ผู้สอนจึงไม่โง่ สอนสิ่งที่กระทำแล้วไม่เกิดผลแก่ผู้ใด เป็นแน่แท้ ก็แล้วทำไมคนมากหลายเขาไม่ทำ เพราะขาดพิจารณานั่นเอง เมื่อไม่พิจารณา ว่า เอ.. เขาให้หิ้วสมุนไพรมาทำไม เอ... เขาให้สละแรงกายทำไม เอ... เขาให้ทำนิสัยทำไม ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพื่อ ... เพื่อ... เพื่อ .. ก็เลยบรรเลงตามนิสัยตน ชอบแบบไหน ทำแบบนั้น

คนส่วนใหญ่จึงตาบอด ตามองแต่มองไม่เห็น มองเท่าไหร่ สถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ไม่เป็นวัดขึ้นมาได้ บอกตัวเอง วัดต้องมีโบสถ์ ต้องมีวิหาร ต้องมีศาลา แต่พระพุทธเจ้าบอก "วัด" คือสถานที่ที่มาทำนิสัยของพระพุทธเจ้า ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ ไม่ต้องมีโบสถ์ มีศาลา

วัดพุทธกาลจึงเป็นที่รวมคนทุกข์ ให้คนอยากได้สุข มาสละแรงกาย สละนิสัยทำเพื่อตน มาให้สุขผู้อื่น เพื่อผลสุขย้อนมาหาตน การกระทำทุกสิ่งอย่าง ที่่วัด คือ การกระทำเพื่อคนทุกข์ จึงมีผลกลับมายังตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติเสมอว่า จะทำอะไรคิดก่อน ว่า ทำเพื่อ .. มีผลแก่ใคร แก่สรรพสัตว์ไหม ด้วยบุญของพระพุทธเจ้า จะเกิดผล ย่อมต้องมี มนุษย์และสัตว์ เฉกเช่นเดียวกับกรรม ไม่ใช่วัตถุ จึงอย่าแปลกใจเลย หากคิดว่า ทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างศาลา มาตลอดชีวิต ทำไมไม่มีผลบุญมาเกื้อหนุนตนในยามนี้เลย เพราะนั้นไม่ใช่บุญของพระพุทธเจ้า

ลองเปลี่ยนมาฟัง พิจารณา ในสิ่งที่ท่านอาสิสอน แล้วคิดว่า ถ้าเราทำตาม จะมีผลกับสรรพสัตว์ และมนุษย์ไหม ถ้ามี นั่นแหละบุญ

ยิ่งนิสัยด้วยแล้ว ผลย่อมชัดเจน ทำปุ๊บ แค่ไม่โกรธตัวเดียว บ้านก็เปลี่ยนจากนรกเป็นสวรรค์แล้ว ... แล้วทำไมไม่ทำ ทำไมไม่อยากทำ ... นี่แหละกรรม มันบังตา บังใจ ไม่อยากให้เราท่า ผู้ใดทำได้ จึงเรียกว่า "เหนือมนุษย์" คือ ทำในสิ่งที่คนทั้งหลายไม่ทำ หรือทำไม่ได้

พิจารณา " ปัญญาเกิด" ... เราจะเห็นค่าของศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แล้วเราจะอยากทำ ไม่ใช่เพราะเขาบอกให้ทำ แต่รู้แล้วว่า ทำเพื่อ.... สุขของตน มิเพียงวันนี้ แต่เพื่อวันหน้า ไปถึงชาติหน้าด้วย ... นี่แลทำไมเรียกว่า หลักปราญช์ ก็การกระทำที่ใครๆสอน ใครๆบอก จะมีผลมหาศาลเพียงนี้ ... ไม่มีเลย จึงไม่ต้องสงสัย ทำไมปู่ย่าตายาย จึงสอนลูกจูงหลานเข้าวัด

ถ้าไม่ทำ ไม่มีใครว่า แต่อย่าบ่นน่ะว่า "ทำไมฉันจึงทุกข์ หาสุขไม่มีเลย"

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กงจักร ดอกบัว


คำโบราณ สอนไว้ว่า "มนุษย์มักเห็นกงจักรเป็นดอกบัว" มันคืออะไร

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบาย ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ทั่วไป มักไม่เอาเหตุ เอาผล มาพิจารณา จะเอาแต่สุขเฉพาะหน้า ดั่งที่แม่ชีเมี้ยนสรุปนิสัยให้ฟังว่า "อยากกินเป็นหน้า อยากสุขเป็นสะพาน อยากจะสุขสันดาน ให้ครึกครื้นประจำวัน"

หรือที่หลายคนชอบพูดว่า วันหน้าจะเป็นอย่างไรก็ช่าง วันนี้ข้าขอมันก่อน สนุกให้เต็มคราบ ไม่สนอะไรทั้งสิ้น

ยิ่งรวมกลุ่ม รวมพวกแล้วด้วยไซร้ ก็ยิ่งยากที่จะชนะใจ คือ พิจารณาผลแห่งการกระทำ จึงไม่แปลก ที่รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังอดไปรุมโทรมหญิงกับเพื่อนไม่ได้ อดไปรุมตีเขาไม่ได้ อดกินเหล้าจนเมาปลิ้นไม่ได้

หรือ จะแสดงว่าตนมีระดับ ด้วยความมีเงินแห่งตน ทำอะไรก็ได้

แล้วก็อ้างเอ่ยว่านั่นคือ ชีวิตที่มีความสุข

หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า หากจะพิจารณาชีวิตมนุษย์แล้วไซร้ อะไรคือ ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ "การกินได้ นอนหลับ" นั่นแหละสุขที่แท้จริงของมนุษย์

เมื่อเปรียบเทียบสองฝั่ง การทำตามนิสัยตน ที่บอกว่าดีสุด สนุกสุดเหวี่ยง ได้ตามใจปรารถนา เหมือนอยู่แดนสวรรค์ มองพฤติกรรมนี้ว่า คือ "ดอกบัว" เป็นสรวงสวรรค์ในแดนมนุษย์ หากแต่วันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ยิ่งทำ ยิ่งนานวัน สุขที่แท้จริง ก็จะค่อยๆเลือนหายไปจากตน กว่าจะรู้ตัวอีกที "กินลำบาก นอนลำบาก" ถึงตอนนั้นจะร้องให้ใครช่วย สิ่งที่บอกว่าช่วยได้ ไม่ว่า หมอ พระ เจ้าลัทธิ .... ล้วนส่ายหน้าทั้งหมดทั้งสิ้น

หากแต่วินัยของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา คนทั้งหลายต่างกล่าวว่า "เป็นวินัยทุกข์" ทำแล้วมีแต่ทุก กินก็ต้องกินมื้อเดียว ขึ้นรถ ก็ไม่ได้ รับเงินก็ไม่ได้ บวชแล้วนอนเฉยๆก็ไม่ได้ กินแล้วห้ามนอน แม้แต่เป็นฆราวาส ก็ยังต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นิสัยตน ที่ดูแล้วฝืนกับตนเองยิ่ง ทำแล้วอึดอัดเป็นทุกข์ แต่วินัยทุกข์ของพระภูมีนี้ เมื่อทำแล้ว ผ่านเวลายิ่งเนิ่นนาน ผลที่เห็นก็คือ "กลับมากินเป็นสุข นอนเป็นสุข" อีกครั้ง

บทสรุป คำตรัสของพระภูมี ที่ว่า "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า อย่าท้อใจ" ที่มนุษย์มองว่าเป็นกงจักร กลับให้คุณมหาศาลในภายภาคหน้า และจะทำให้ถึงสุขที่แท้จริง ที่พระภูมีปรารถนาให้มนุษย์ได้สัมผัส นั่นคือ "สุขนิสัย" อันเป็นสุขที่เกิดจาก การให้สุขผู้อื่นเป็นอุปนิสัยใหม่ ที่บังเกิดแก่ตนนั่นเอง

เรื่องของศาสนา แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า "วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์" ผู้ที่ปรารถนาสุข จึงต้องเป็นผู้ที่ทำตนเหนือมนุษย์ คือมีที่เว้น บางสิ่งบางอย่าง เป็นวินัยทุกข์เพื่อตัดลดนิสัยกรรมแห่งตน แลสร้างนิสัยธรรมให้เกิดแก่ตน อาทิที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ฝึก คือ ไม่โกรธ วันละหนึ่งชั่วโมง ผลที่ทำได้นี่แหละ เป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นตัวสร้างสุขแก่ตน ในภายภาคหน้า ... เป็นบุญบารมี ที่เสมือนเงาติดตามผู้ทำไปทุกหนทุกแห่ง แม้นกระทั่งภพหน้า

ใครจะบอกว่า ชีวิตต้องใช้ให้สนุกสุดเหวี่ยง อยากทำอะไรทำ นั่นไม่ว่ากัน แต่คนดีมีธรรม จะต้องควบคุมนิสัยตน ยิ่งนิสัยที่สร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่นมหาศาลด้วยแล้ว ทำไม่ได้ ต้องหยุดตัวเองให้ได้ เมื่อวันเวลามาถึง คนทั่วไป ก็ตกอยู่ในวัฐจักรของจักรวาล เมื่อสิ้นวาสนา เกิดแล้ว แก่แล้ว ทีนี้แหละผลแห่งการกระทำจะบังเกิด นั่นคือ ความเจ็บ ที่จะมาทำให้ถึงแก่ความตายอย่างทรมาน แต่ไม่ใช่สำหรับคนดีมีธรรม ที่เดินตามวินัยทุกข์ของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งจะไม่เจ็บ แลตายอย่างสบาย ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ... ชีวิตมนุษย์ จึงวัดกันที่ตอนตาย

คนที่ปล่อยตนตามนิสัย เห็นสิ่งที่ตนทำเป็นดอกบัว ท้ายที่สุดจักพบความเป็นจริง ผลแห่งตัวกระทำแห่งตน จักกลายเป็นกงจักร ตัดใส้ ตัดพุง ตัดปอด ตัดหัวใจ สร้างทุกขเวทนาให้ตน ทรมานจนตาย กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นกงจักร ก็บอกใครไม่ได้ เพราะเห็นเมื่อเวลาตนจะตายแล้วนั่นเอง

หากแต่ใครที่เดินตามรอยพระภูมี อันเป็นวินัยทุกข์ที่ผู้อื่นมองเป็นกงจักร เมื่อยามตาย จะรู้ตนว่า .... ทำไมพระภูมีจึงตรัส "ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" เพราะอยู่ก็สบาย "กินได้ นอนหลับ" ถึงตายมิเพียงสบาย แต่ยังสามารถเลือกที่เกิดได้อีก เชื่อหรือไม่

ใครหลอกใคร

ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ยิ่งเรียน ยิ่งศึกษา ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งฉลาด เพราะเป็นหลักปราชญ์

เรื่องของชีวิต เป็นเรื่องของของเป็น เพราะสิ่งเป็นจึงมีชีวิต เมื่อยังมีชีวิต จึงหมายความว่า ยังไม่ตาย แต่ที่เห็นไม่กระดุกกระดิก ไม่ได้แปลว่าตาย แต่มันแค่สลบ หรืออยู่ในสภาวะจำศีล เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายความจริงนี้ ให้พิจารณาว่า ทำไมศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงฟื้นฟูร่างกายได้

ยกตัวอย่างเช่น คนเป็นโรคไต ไปหาหมอ หมอก็บอกว่า ไตเสียไปแล้วเท่านั้นส่วน เท่านี้ส่วน แล้วก็บอกถึงวิธีพยายามที่จะทำให้ไตเสื่อมน้อยลง จนไม่ไหว ก็ต้องฟอกไต แล้วก็วายในที่สุด ... แล้วก็บอกว่านั่นคือวิธีรักษา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ แล้วไตจะวายจะเสียได้อย่างไร เพราะของเน่าเสียกับของดีมันอยู่ด้วยกันไม่ได้ อย่างเช่นเนื้อที่เริ่มเน่า ก็มีแต่จะทำให้เนื้อทั้งหมดเน่าไปอย่างรวดเร็ว จะมาอยู่กันค้างวัน ค้างเดือน ค้างปี นั้นไม่ได้ นั่นคือไม่มีชีวิต

ความจริงที่เกิด คือ ไตส่วนที่บอกว่าเสียนั้น ถูกเคมีกดทับ ทำให้ทำงานไม่ได้ เสมือนกับนำก้อนหินไปทับหญ้าฉันใดก็ฉันนั้น หญ้าไม่ตาย แต่ไม่โต ใบสังเคราะห์แสงไม่ได้ เพราะไม่เจอแสง แต่มันไม่ตาย

ทีนี้พอเราเอาก้อนหินออก นั่นแหละหญ้าได้น้ำได้แสงก็กลับมาโตได้อีก นี่แหละธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต

หลักการของสมุนไพร ไม่ใช่ยารักษาโรค แต่เป็นการทำหน้าที่เสมือนยกหินออกจากหญ้านั่นเอง คือไปกระตุ้นเซลล์ให้เกิดความรู้สึก จะด้วยความร้อนจากธาตุไฟ อันเป็นผลจากการทานสมุนไพรมะพร้าว จนขยับสลัดเคมี ที่ร่างกายสกัดไม่หมดแล้วตกค้างที่ไต เหมือนตัวเราที่อยู่ในที่ร้อนมากมาก แล้วไม่สบายตัว ต้องขยับปาดเหงื่อ ถอดเสื้อประมาณนั้น เมื่อเคมีหลุดออก เซลล์ไตตรงนั้นได้อาหาร ก็กลับมาทำงานได้อีก

ปัญหาก็ตามมาอีก เมื่อเซลล์มีปฏิกิริยา พร้อมกันหลายล้านเซลล์ ผลก็คือ อาการ คนทั้งหลายทั้งปวงกลับบอกไม่อยากมีอาการ ปฏิเสธเสียอีก ไม่อยาก ร้อน ไม่อยากปวด ไม่อยากคัน อาทิที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักแซวคนไข้ท่านหนึ่งที่เป็นผู้มีความรู้ดี ขี้สงสัย เป็นไซนัส จนโพรงจมูกไม่รับรู้กลิ่น หรือสัมผัสใดๆ วันหนึ่งก็มาโวยกลับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ทานสมุนไพรแล้ว ตอนนี้รู้สึกเหม็นไปหมด ได้กลิ่นอะไรก็เหม็น ก็แสบ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า นั่นแหละเซลล์สัมผัสกลิ่นของจมูก มันเริ่มทำงาน มันเสมือนเด็กอ่อน ยังทนต่ออะไรไม่ค่อยได้ เป็นเรื่องดี สมัยก่อนที่ทนอะไรก็ได้หน่ะ นั่นมันเซลล์มันถูกยาเคมีน็อค ไม่รับรู้

เราจึงไมแปลกใจเลยว่า ทำไมคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงพยายามที่จะให้เลิกยาเคมี ให้เร็วที่สุด

บทสรุป หมอให้กินยาเคมี กินแล้วสภาพมีทรงกับทรุด แต่ไม่มีอาการคนชอบ แล้วบอกว่านี่คือการรักษา หลวงพ่อนิพนธ์ให้ทานสมุนไพร ทานแล้วสภาพร่างกายดีขึ้น แต่มีอาการ โน่นนิด นี่หน่อย ตลอดเวลา กลับบอกว่าไม่ดี เลยไม่รู้ว่า ใครหลอกใคร กันแน่ เพราะทานสมุนไพรแล้วดี แต่ทำตนเบื่อหน่าย มาก็อยากกลับไวๆ ฟังก็ไม่อยากฟัง ทำก็ไม่อยากจะทำ แล้วบอกอยากเจอของดี อยากเจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติว่า อย่าทำตัวเป็น "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง" อยากได้สมุนไพร แต่ไม่เอาคนสอน ไม่เอาวิธีการ จำไว้น่ะ "ตัวกระทำไม่ตาย" ศาสนาเขาให้โอกาสครั้งเดียว หลายคนทำเชิด มาแบบรีบทาน รีบหาย จะได้ไปให้พ้นไวๆ ทำตัวเบื่อหน่าย ไม่อยากมา ไม่อยากทำ หายแล้วก็หายลับ แต่กรรมมันไม่ได้มีปล้องเดียว พ้นปล้องนี้ ปล้องหน้าก็รออยู่ ตัวกระทำในวันนี้ เท่ากับตัดสะพาน วันหน้าเรือชีวิตประสพเหตุอีก จะเข้าท่าก็ไม่ได้แล้ว เพราะทำลายสะพานนั้นลงเสียแล้ว

ที่สำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้ระวังว่า การฟื้นฟูครั้งแรกนั้นเป็นเรื่องง่าย เพราะคนที่มาทั้งหลาย ทำกรรมด้วยความไม่รู้่ คือ ยังไม่รู้เรื่องศาสนา เรื่องตัวกระทำ แต่เมื่อมาแล้ว ฟังแล้ว หายแล้ว แสดงว่ารู้แล้ว การกระทำต่อมา แล้วยังทำให้เกิดโรค นั่นเรียกว่า "ทำโดยรู้ โดยเจตนา" ทีนี้แหละเป็นงานช้างแล้ว ยิ่งจะมาหวังสมุนไพรแต่เพียงอย่างเดียวเหมือนก่อน ... หนทางคงยากยิ่ง เพราะทำตัวทำตนสวนเจตนาของศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา นั่นคือ มาฟื้นฟูตนเพื่อเป็นคนดี ให้สุขแก่ผู้อื่น แต่จะมาเพื่อกลับไปใช้นิสัยสันดานเดิม สร้างกรรม สร้างโรคอีก มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะเกื้อหนุน ให้โอกาสอีกเป็นซ้ำสอง ถ้าเป็นเช่นนั้น .... คงมีคนไปฟ้องฟ้าดิน ถามว่า "ทำไมให้อำนาจท่านอาสิ มาช่วยโจรให้มีชีวิต มาเบียดเบียนพวกเขาได้อีก ปล่อยให้มันตายเสียวันนั้น วันนี้มันก็ไม่มาโกง ไม่มาฆ่าใคร ไม่มาให้ทุกข์ใครได้อีก"

ฤาถุกหลอก หรือหลอกเขา มาจนชิน เลยมาหลอกศาสนา ร้องช่วยด้วย ช่วยด้วย พอพ้นก็ไปละเลงนิสัยตน สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นอีก อย่างนั้นหรือ อย่าเลย.. เสียดายชาติเกิด ที่ได้มาพานพบศาสนา เพราะไม่รู้ว่า ชาติหน้า ชาติไหน จะได้เจออีกไหม

เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องของความจริง ใช้ใจต่อใจ ไม่มีหลืบมีมุม ต่อกันและกัน ผู้ใดทำได้ จึงได้สมปรารถนา คือ สุข ที่แท้จริง กินเป็นสุข นอนเป็นสุข

ของจริงบอกว่าหลอก แต่ที่หลอกว่าช่วยได้ เดินเข้าไป แล้วหามออกรายแล้วรายเล่าจนทำลายสถิติทุกปี กลับบอกว่าดี น่าเชื่อถือ ... นั่นกงจักรชัดๆ เข้าไปมีแต่ตัดอวัยวะ โน่นนี่นั่น จนไม่มีให้ตัดแล้วก็ตาย กลับเห็นเป็นดอกบัว ของหลอก ทำโดยไม่คำนึงถึงชีวิต คนนี้ตาย เดี๋ยวคนใหม่ก็มา เอาเงินมาให้แถมต้องกราบต้องไหว้อีก ของจริงคือศาสนา ... ชีวิตมนุษย์นั้นมีค่านัก จักช่วยได้ ก็ด้วย "การให้" เพราะตีราคาเป็นเงินทองไม่ได้

ยอดมวย


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า เราต้องรู้เขารู้เรา จึงจะมีโอกาสชนะสูง ในการต่อสู้

สิ่งที่เราท่านกำลังต่อสู้ ถ้าใช้ตามองก็ว่า คือโรค ถ้าพิจารณาให้ดี พระภูมีชี้ว่า คือ กรรม

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า คือ สิ่งที่คนทั้งโลก เอาชนะไม่ได้ เพราะคนที่ชนะได้ ไปกันหมดแล้ว การจะชนะ จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

การจะชนะ จึงต้องอาศัยอำนาจธรรม เป็นพี่เลี้ยง ยิ่งไปกว่านั้น ต้องอาศัยตนกระทำของตน เต็มร้อย จึงจะชนะได้

ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่ากำลังสู้กับยอดมวย ที่ล้มมาหมด เริ่มตั้งแต่หมอตี๋ หมอสมัยใหม่ หมอผีหมอพระหมอ.... ดังนั้นจึง ไม่เน้นการกระทำตามคำสอนของท่านอาสิ หวังว่ามันจะเป็นปาฏิหาริย์ สมุนไพรดี กินแล้วต้องหาย ไม่ต้องพึ่งการกระทำแห่งตน นั่นผิดมหันต์

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ว่า มีแต่ต้องเต็มร้อย ยื่นมือประสานกับธรรม จึงจะพ้นหล่มกรรมขึ้นมาได้ มิฉะนั้นอย่าหวัง อย่างดีก็หายโรคนี้ เป็นโรคนั้น

ความจริงที่แน่แท้คือ ทุกคนยังไม่หวังนิพพาน แปลว่ายังต้องเกิด จะทำเพื่อวันนี้หายโรค ช่างน่าเสียดายนัก ท่านอาสิชี้ว่า ศาสนามีไว้ ให้สร้างนิสัยพระพุทธเจ้า สร้างพรหมลิขิตที่ดีในวันข้างหน้า หรือเลยไปภายภาคหน้า ชาติหน้านั่นเอง

เมื่อชะล่าใจ ปล่อยวันเวลาผ่าน กว่าจะรู้ จะมาทำก็ไม่ทันหรือไม่มีโอกาสแล้ว ที่สำคัญเชื่อหรือ ว่าชาติหน้าจะได้เจออีก

คำของหลวงพ่อนิพนธ์ พึงพิจารณา ตัวกระทำไม่ตาย ตายด้วยโรค ชาติหน้าก็ได้โรค ยิ่งไปกว่านั้น เจอศาสนาแล้วไม่ทำ ชาติหน้าคงห่างไกล ทีนี้เหมือนคนทั้งโลก อยากหายโรค อยากพ้นทุกข์ แต่ไม่มีที่ใดจะช่วยให้พ้นทุกข์จากโรคได้เลย

หากเราเชื่อและทำตาม ตัวกระทำก็พาเวียนวนให้เจอศาสนาเป็นที่พึ่งแห่งตนอีก วันนี้ไม่อยากไปนิพพาน วันหน้าอาจอยากก็ได้

การชนะโรคชนะยอดมวยตัวแทนกรรม จึงมีความหมาย มากกว่าแค่สุขจากการหายโรคในวันนี้ การมาแล้วไม่ทำก็เช่นกัน เท่ากับถีบตนให้ห่างศาสนาในวันหน้าเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในโลก

น่าเสียดาย คนส่วนใหญ่เอาแค่สุขเฉพาะหน้า คือ หายโรค จึงไม่พบของดีของศาสนา และยิ่งประมาทกรรม ของดีไม่เจอ ไม่ได้ โดนน็อคอีกต่างหาก เพราะไม่ทำ รอแต่ปาฏิหาริย์

วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

รวดเร็ว เฉียบขาด


หลายคนมักมีคำถามว่า ทำไมทานสมุนไพรมาตั้งนานยังไม่หายสักที หรือ ทำมาตั้งนานยังไม่หายสักที

สมบัติของศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า มี ๓ ประการ จากต่ำสุด คือ มนุษย์สมบัติ อันได้แก่ความไม่มีโรค มาสวรรค์สมบัติ คือ มิเพียงไม่มีโรค แต่มีทั้งทรัพย์ทั้งสติปัญญาสมบูรณ์ จนสูงสุด คือ นิพพานสมบัติ

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนรู้ พระพุทธเจ้าใช้เวลา หกปีสี่เดือน จึงสำเร็จมรรคผล ได้นิพพานสมบัติ หากแปลความก็จักเห็นว่า อำนาจของศาสนาผู้ใดฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตามอย่างจริงจัง ตามคำสอนแล้วไซร้ ผลสำเร็จนั้น รวดเร็ว และเฉียบขาด

แล้วทำไมทุกวันนี้ เราท่านทั้งหลาย แค่มนุษย์สมบัติ มันจึงยากเย็นแสนเข็ญ ไม่พ้นทุกข์พ้นโรคกันสักทีเล่า นั่นเป็นเพราะ เราท่านทั้งหลาย ยังไม่รู้ หรือ รู้ แต่ยังไม่ยอมทำ หรือ ทำ แต่เอาแบบที่ตนชอบนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ชัด ก่อนลาสังขารว่า หนทางแห่งการพ้นทุกข์ ให้ถึงซึ่งมนุษย์สมบัตินั้น แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า ในยุคนี้มีประการเดียว คือ ทำนิสัยของพระพุทธเจ้าให้เกิดแก่ตน ละนิสัยสันดานเดิมที่ให้ทุกข์ผู้อื่นลง

เมื่อท่านอาสิชี้ พูดให้ฟัง จะด้วยกรรม จะด้วยเวรอันใด บังตา บังใจ ปากบอกอยากได้มนุษย์สมบัติ อยากหายโรค แต่ไม่ทำ และศาสนาก็ชี้ชัดว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" นั่นย่อมแปลได้ว่า ใจอาจยอมรับสมุนไพร แต่ใจนั้นไม่ยอมรับคำสอน ไม่สนใจ จึงไม่บังคับกายให้ทำ

บทสรุป ศาสนาพุทธท่านอาสิก็ชี้ชัดว่า เป็นประชาธิปไตยในการเลือกทำคือไม่บังคับ แต่เป็นเผด็จการเมื่อท่านจะมาทำ ต้องเดินในร่องของศาสนาเท่านั้น ใช้ความคิดตนไม่ได้เลย คนที่ทำได้เท่านั้น จึงจักพบปาฏิหารย์ ด้วยการสร้างคุณสมบัติรองรับอำนาจธรรม ผู้ใดทำได้ ผลจึงเฉียบขาด รวดเร็ว

ก็แล้วท่านจะมาทำแบบว่ากำหนดเอง เดินเอง เอาแค่นี้พอ ไม่เชื่อคนรักษา นั่นจึงไม่แปลกว่า ทำไมผลมันจึงช้า อืดเป็นเรือเกลือ จนบางทีนานจนท้อ เลิกราไปเสียก็มาก

เอาไม่เอา ว่ากันมา ถ้าไม่เอา ก็ไปทางอื่นที่ตนชอบ ถ้าเอา ทำไมไม่ทุ่มทำตามท่านอาสิชี้ เดินสองขา ใช้ทั้งสมุนไพร และธรรมนำตน แล้วจะได้สมปรารถนา หายทุกข์ หายโรค รวดเร็ว ดั่งปาฏิหารย์

ประเภท มาเป็นสิบปี แค่มนุษย์สมบัติ ยังเดินไม่ถึงเลย มันต้องมีอะไรผิดพลาดแล้ว ฉุกคิดแล้วหันมาสำรวจตน จะได้ช่วยตนได้ สมปรารถนา อย่าปล่อยวันเวลาผ่าน .... เชื่อหรือ ว่าตนจะมีเวลาอีกนาน มั่นใจหรือว่าพรหมลิขิตของตนเหนียวแน่น นั่นคือคนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตกอยู่ในความประมาทแล้ว

รีบมา รีบทำ ช่วยตนได้ ก็จะได้กลับไปทำในสิ่งที่ตนชอบ และก็เป็นแบบอย่างให้คนเขาเดินตาม ดีกว่าไหม

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ธุรกิจดาวรุ่ง


หลายคนกำลังกังวลกับลูกหลาน หรือแม้นกระทั่งตนเองว่าจะทำอะไรกินดี จะทำงานอะไร จะหาเงินจากไหน ด้วยความยากลำบากในการทำกินของทุกวันนี้ ปรากฎไปทั่วทุกหัวระแหง

ผลการสำรวจธุรกิจดาวรุ่งที่มีอนาคตมากที่สุด ติดอยู่ในสิบอันดับแรก นั่นคือ ธุรกิจเกี่ยวกับดวงชะตา ไม่ว่าจะสายบุญ หรือสะเดาะเคราะห์ เครื่องลางของขลัง ที่คำนวนดูโดยรวมมูลค่านับแสนล้าน หรือ ล้านล้าน

ไม่ว่าในประเทศใด ธุรกิจนี้กำลังถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อดึงดูดคนทั้งหลายให้ไปเยือน ไม่เว้นแม้นกระทั่งประเทศจีน ที่เปิดให้มีวัด รวมไปถึงรื้อฟื้นประเพณีท้องถิ่น หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนพื้นถิ่นเคารพนับถือในอดีต และถูกห้ามไปหลายสิบปี กลับมาใหม่

แอบไปดูญี่ปุ่น เกาะเล็กๆแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ที่เรียกกันว่า "เกาะเทพเจ้า" อันเชื่อว่าเป็นสถานที่กำเนิดของศาสนาพุทธนิกายเซนในญี่ปุ่น จะพบเห็นศาลเจ้าหรือวัดถึง ๑๕๙ แห่ง แออัดทุกตรอกซอกซอย ในเกาะเล็กๆแห่งนี้ และรัฐบาลญี่ปุ่นพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวดึงดูดคนให้มาเยือน และทำบุญในเกาะแห่งนี้

ทุกสารทิศ ล้วนอ้างเอ่ยในความศักดิ์สิทธิ์ในเทพเจ้า ในความเชื่อที่ตนมี ว่าของตนนั้นมีจริง ขออะไรก็ได้ ขอลูกได้ลูก ขอรวยได้รวย ขอคู่ได้คู่ .... แล้วก็ไม่แปลกที่มีผู้คนหลั่งใหลกันไปอย่างมืดฟ้ามัวดิน ไม่เว้นแม้นกระทั่งประเทศอินเดีย อันเป็นแหล่งเริ่มต้นของพุทธศาสนาในยุคของพระโคดม ก็ไม่เว้น

หากผู้หนึ่งผู้ใด ลองมองไปแล้วพิจารณาว่า หากพระพุทธเจ้าทรงเห็น ท่านจะเสียพระทัยสักเพียงไหน ไม่ต้องพูดถึงคนที่นับถือศาสนาอื่น เพียงแค่ชาวพุทธนี่แหละ

ทั้งที่ปากบอก มือไหว้ แต่การกระทำสวนทางกับพระธรรมคำสอนอย่างสิ้นเชิง เพราะอย่างที่ท่านอาสิชี้ ศาสนาของพระภูมี คือ ศาสนาทำ ไม่อ้างอิงกับวัตถุสิ่งของ สร้างคน ไม่สร้างวัตถุ ไม่มีพรแต่สอนให้ทำ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า เมื่อวันเวลาตัดสินมาถึง แต่ละคนก็จะอ้างเอ่ยว่า ตนนั้นกราบไหว้นับถือพระภูมีมาแต่อ้อนแต่ออก ทำบุญสร้างโบสถ์ศาลา กฐิน ผ้าป่า มาไม่รู้สักเท่าไหร่ ถวายสังฆทานก็มากมี แล้วทำไมพระภูมีจึงไม่ช่วยตนบ้างเล่า ความดีที่ทำไปไหน นี่แหละทำบุญ ทำตน ไม่อยู่ในร่องธรรม ผลที่ทำจึงเป็นลม ไม่มีผลใดย้อนกลับมาช่วยตน

ท่านอาสิก็ชี้ว่า สมุนไพร คือธรรมหมวดหนึ่งของพระภูมี มีทำไม ก็มีไว้ให้คนดีที่เดินผิด จนผลผิดเกิด คิดว่าสิ่งที่ตนทำมานั้นถูก เมื่อได้ฟังเรื่องราวคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงที่แม่ชีเมี้ยนนำมา พิจารณา เชื่อแล้วทำตาม จะได้ช่วยตนให้มีการกระทำที่ถูก จะได้ผลถูกเกิดขึ้น ได้เป็นคนดีสมใจ ได้หายโรคเป็นของแถม

อย่าแปลกใจเลย ว่าทำไมธุรกิจนี้จึงเจริญ ศาสนาวัตถุจำพวกนี้ รู้ใจตอบสนองความอยากของมนุษย์ ที่อยากได้ ก็ขอเอา นั่นเอง จะรู้ว่าทำผิด ก็สายไปเสียแล้ว กลับมาบอกคนข้างหลังไม่ได้ จะมาทำศาสนาที่แท้จริง ที่ต้องทำเอง ก็ไม่ชอบ ไม่อยากทำ

ดูกร สาวกของพระภูมี ในยุคพระโคดมที่ว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่ทรงมีปัญญามาก วาทะศิลป์เป็นเลิศ ยังไม่ถึงแสน แต่บรรดา วัดวาอาราม ศาลเจ้าเหล่านั้น มีสาวกเป็นล้าน ก็มีให้เห็น เอาแค่คนกราบไหว้ต้นไม้ ศาลเจ้า ในประเทศไทย ก็มีจำนวนมากกว่าสาวกของพระพุทธเจ้าเสียอีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ใครคนใดที่ฝ่ากระแสเสมือนว่ายทวนน้ำ มาทำนิสัยของพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่า ทำตนเหนือมนุษย์ คนผู้นั้นจึงได้หายโรคเป็นของแถม

ดูซิ คนแห่แหนกันไปดูบอลทุกสัปดาห์ มีเป็นร้อยเป็นพันล้านคน ต่อสัปดาห์ ใครเล่าจะทวนกระแส พาตนไปทำนิสัย ทุกสัปดาห์ มีสักกี่คน ไปดูบอล คอนเสริตซ์ หน้าตาบานเป็นกระด้ง ตื่นเต้น ไปทำนิสัย หน้าตาเหมือนตูด เมื่อไหร่จะเสร็จๆ จะได้รีบกลับ

นี่แลทำไมกรรมจึงยอม เพราะคนที่ฟังคำสอน พิจารณา แล้วทำได้ มันมีน้อยกว่าน้อย คนที่ทำได้จึงไม่ธรรมดา จึงได้สัมผัสปาฏิหารย์ของศาสนา คือ ได้ความไม่มีโรค เป็นปฐม

วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ที่ใดที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ ย่อมคลี่คลายทุกข์ได้ เมื่อเราท่านเป็นทุกข์ โรคมาเบียดเบียน ที่ที่ว่าศักดิ์สิทธิ์นั้น ไม่มีที่ไหนช่วยตนของเราท่านได้เลย เมื่อก่อนขออะไรก็ได้ ทำไมวันนี้ ขอสักเท่าไหร่ ทุกข์ก็ไม่ลดเลย นั่นเขาหากินกับพรหมลิขิตที่ดีของเราท่านต่างหาก เราท่านมีพรหมลิขิตที่ดี จึงเกิดผล ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นดลบันดาล เขาไม่ได้ช่วยไม่ได้ทำ เพราะเขาไม่มีตัวไม่มีตน เราท่านนึกคิดเอาเอง วันนี้ ทุกข์มาแล้ว ขอสักเท่าไหร่ ก็จึงไม่เป็นผล

คำเตือนสติของหลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า "หิวข้าว ไม่เอามือไปหาหม้อ หาข้าวแล้วตั้งไฟ จะพนมมือขอสักเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางมีข้าวกิน นอกจากใช้มือของเรานั้นทำเอา"

วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สิ่งศักดิ์สิทธิ์


คนทั้งโลก ล้วนแล้วแต่ปรารถนาพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อถึงคราวทุกข์ คราวซวย เคราะห์หามยามร้าย เข้ามาผจญกับชีวิตด้วยแล้ว

จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมวัดวาอารามศาลเจ้า จึงเต็มไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะยามที่บ้านเมืองลำเค็ญ คนทุกข์เข็ญเดินกันเกลื่อน ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หรือพ้นโรคภัย

ปัญหาโลกแตกก็คือ ไม่มีใครรู้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง อยู่ตรงไหน ดูได้โดยวิธีใด ก็จึงไม่แปลกที่คนโลภ เห็นช่องทาง ก็ย่อมต้องยก ต้องสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาเพื่อสนองความต้องการของคนทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะลัทธิ ศาสนาใด ล้วนเฉกเช่นเดียวกัน

ภาพที่เห็น เพื่อสร้างความเข้มขลัง ให้คนทั้งหลายท้้งปวงเชื่อว่ามี ทั้งที่ความเป็นจริงไม่มีเลย จึงต้องเน้นที่วัตถุเป็นหลักเป็นธรรมดา แล้วก็ตกแต่งเรื่องราว ให้เห็นว่ามีผู้คนได้รับ ปาฏิหารย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ

หลวงพ่อนิพนธ์ยกเรื่องราวของท่านในวัยเด็ก ที่พำนักในตรอกไผ่สิงห์โต ย่านคลองเตย ไว้ตอนหนึ่งว่า ปกติกิจประจำวันของท่าน ก็คือการเดินกลับบ้าน ผ่านต้นไม้ใหญ่ และก็แวะฉี่บริเวณต้นไม้ใหญ่ทุกวัน ทำเช่นนั้นมาเป็นปีๆ

อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้คนเอาผ้าเจ็ดสี พร้อมศาลไปตั้งที่ต้นไม้ใหญ่นั้น เมื่อท่านเดินผ่านมา ก็ไม่กล้าไปฉี่รดต้นไม้นั้นอีก เพราะคนเขาบอกว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์

และก็เปลี่ยนจากการที่แวะฉี่ทุกวัน กลายเป็นวิ่งผ่าน ด้วยความกลัวประสาเด็ก นั่นเอง

ครั้นบวชที่ถ้ำกระบอก แม่ชีเมี้ยน รู้ดีถึงความกลัวผีของหลวงพ่อนิพนธ์ ดังนั้น ครั้งหนึ่งในธุดงค์ จึงให้ท่านแยกเดินไปลำพัง โดยไม่บอกอะไร หลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องออกเดินไปลำพัง จนวันหนึ่ง เดินกระทั่งมืดค่ำ มองเริ่มไม่เห็นทาง จึงคิดปักกลด เห็นเนินแห่งหนึ่ง ใกล้ทางสามแพร่ง กำลังดี เหมาะกับการปักกลด จึงปักกลดพำนักบนเนินแห่งนั้น

เช้ามา มีผู้คนมากันมากมาย จนทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ประหลาดใจ เพราะเหตุใด ถามไถ่ว่าผู้ที่มา นำมาโดยผู้ใหญ่บ้าน พร้อมลูกบ้าน นำข้าวปลามาถวาย ขอบคุณหลวงพ่อนิพนธ์

จึงถามเรื่องราว ผู้ใหญ่บอกทางแยกนี้ผีดุ หลอกหลอนผู้คนมานาน เป็นผีผู้หญิงตายท้องกลม ดีที่ท่านมาโปรด ทำให้ต่อไปชาวบ้านจะได้ไม่ต้องหวาดผวาอีก แล้วก็ชี้ไปตรงที่หลวงพ่อนิพนธ์ปักกลด กล่าวว่า ตรงที่ท่านปักกลดนั่นแหละ คือหลุมศพของหญิงสาวคนนั้นที่กล่าวถึง

หลังจากธุดงค์นั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงรู้ว่า แม่ชีเมี้ยนกำลังสอนว่า ผีไม่มีจริง แลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในต้นไม้ที่กลัวในวัยเด็ก ก็ไม่มีจริง ไม่มีตัวไม่มีตน ช่วยใคร หรือ หลอกใครไม่ได้

แล้วแม่ชีเมี้ยนก็ตรัสสอนว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก่อนจะปรินิพพาน จึงสอนสาวก โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ปรารถนาในนิพพาน ว่า การจะหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็โดยใช้แว่นส่องจักรวาล คือ ความไม่มีโรคนั่นเอง ที่ใด สามารถทำให้ถึงสิ่งนี้ได้ ที่นั่นแหละมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณาว่า อยากรู้ที่ไหนอะไรศักดิ์สิทธิ์ ก็เอาคนเป็นโรคไปถวายสิ เพราะโรคคือตัวแทนแห่งกรรม คือทุกข์ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีจริง ย่อมคลี่คลายทุกข์อันนั้นลงได้ ลองเลย มะเร็งเอย เอดส์เอย เอาไปถวาย ใครที่ไหนช่วยได้ นั่นแหละสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ปัญหาก็คือ เมื่อมนุษย์ทั้งหลายเจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เก๊ อวดอ้างสรรพคุณแห่งตนกันมาจนเคยชิน สอนการขอ แล้วจักสมปรารถนา อาทิ จากพระธรรมดา ก็พัฒนาเป็นปางประทานพร วันนี้ ไม่ได้แล้ว กลายเป็นพระทันใจไปเสียแล้ว เพื่อตอบสนองความอยากนั่นเอง

แต่วันใดที่ของจริงปรากฎคือ ทุกข์สังขารด้วยโรค จะไปขอที่ใดก็ไร้ผล ทีนี้เวลามาเจอศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเม่ี้ยนนำมา เป็นของจริง สอนให้ทำเพื่อช่วยตน เพราะหลักพระภูมีเป็นหลักตนพึ่งตน ก็เลยทำไม่ได้ เพราะติดนิสัยขอ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ฉันใดก็ฉันนั้น เขาวาดภาพพระพุทธเจ้าให้คนลุ่มหลง ว่ามีบุญญาธิการ เดินเจ็ดก้าว ตัวสีเหลืองอร่ามดังทอง ใบหน้าเปล่งปลั่ง มีรัศมี วันใดที่พระพุทธเจ้าอุบัติในพม่า ไปเจอตัวจริง กลับตาลปัตร ตัวดำเป็นเหนี่ยงเลย เพราะเดินธุดงค์ตากแดด ยามชรา หนังก็เหี่ยวย่น เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ อาจรับไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติว่า ศาสน์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่ได้มาเพื่อเป็นขี้ข้า คือ ใครขอก็ให้ ไม่ใช่ ไม่ใช่ เขามาเพื่อสอน แล้วให้เราท่าน พึ่งตัวกระทำของตนเอง ที่ทำได้ตามคำสอน จึงเรียกศาสนาของพระภูมีนี้ว่า "ศาสนาทำ" ไม่ใช่ ศาสนาขอ เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมทั้งหลายที่มีในโลก ที่คนโลภใช้คำชวนเชิญ มาสิ ท่านศักดิ์สิทธิ์ ขอลูกได้ลูก ขอรวยได้รวย ขอหายโรคได้หายโรค ... ถ้าขอได้จริง โลกใบนี้คงไม่มีคนจน ไม่มีคนเจ็บ ไม่มีคนตาย จริงหรือไม่

ก็แล้วทำไมมนุษย์จึงชอบทำเช่นนั้น ก็เพราะไม่เชื่อว่า "กรรมมีจริง" นั่นเอง เมื่อทุกข์มาถึงตน จึงปฏิเสธ ไม่ยอมรับ ไม่อยากได้ จะเอาเฉพาะสิ่งดีๆ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาน่ะ "ตัวกระทำ มันไม่ตาย" จะปฏิเสธสักฉันใด ก็ไม่พ้น จะทำสักฉันใด ก็ต้องรับ ... ไม่ว่ารวยจน กฎแห่งกรรม เขาเว้นให้เฉพาะคนที่เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง คือ ศาสนา เมื่อฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำได้ นั่นแหละ จึงจะหนีจากเวรกรรมที่ตนทำมาได้ ด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้าที่ตนสร้างได้นั่นเอง

ไม่เชื่อ ก็ลองเอาคนเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ ไปถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเชื่อ หรือเขาว่าใช่ดูสิ ไม่ว่าหมอศักดิ์สิทธิ์ พระศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ลัทธิศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ...อย่าว่าแต่ผู้อื่นเลย แม้นกระทั่งตัวของเขาเอง ยังหนีไม่พ้นเลย นี่แหละ เขาจึงมีภาษิต "หมองู ตายเพราะงู" อวดศักดิ์สิทธิ์ เป่าคาถา เสกน้ำมนต์ มียาวิเศษ ล้วนแล้วแต่ไปจบที่ห้องไอซียู ก็มีมากมายให้เห็นมิใช่หรือ

ก็แล้วเมื่อเจอของจริง ทำไมนิ่งเฉย ทำไมนั่งขอพร ไม่สร้างตัวกระทำดั่งที่ท่านอาสิสอน เพื่อช่วยตนเล่า แล้วจะแหกปากร้องขอ ช่วยด้วยๆๆๆๆๆๆ ร้องให้ตาย ก็ไม่มีใครช่วยได้ หรือให้ตามคำขอหรอก "อยากได้ ต้องทำเอง"

ที่ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แท้จริง จึงไม่จำเป็นต้องเน้นสร้างวัตถุปัจจัยใดๆ แต่เน้นที่การสร้างนิสัย พฤติกรรมของคน เพราะใจความสำคัญที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยากได้ คือ ช่วยคนดี ที่หลงผิด เข้าใจผิด จึงมีการกระทำที่ผิด ให้กลับตน มามีนิสัย พฤติกรรมที่ถูกต้อง ตามรอยพระภูมีนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า อยากเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใช้ตามองไม่มีวันเจอ ใช้สติปัญญา พิจารณา จึงจักเห็นได้ ที่ใดทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ ทำให้หายทุกข์ได้ ที่นั่นแหละมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ที่ไหนอยู่ในเมือง ช้างเผือกมันต้องอยู่ในป่า

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

รักษา ...

สิ่งที่ยากที่สุดในการรักษา นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ผิด ให้หันมาทำในสิ่งที่ถูก

ความเป็นจริงที่ปรากฎ ไม่ว่าหลวงพ่อนิพนธ์จนสอน จะชี้สักฉันใด จิตที่ซาบซึ้งกับยาเคมี หรือ การร้องขอพร ก็ยากที่จะจางไปจากใจของคนทั้งหลาย ทั้งปวงยากยิ่ง เห็นได้จาก การที่ต้องไปหาหมอ การไม่ยอมทิ้งยาเคมี การบนบานศาลกล่าวขอให้หาย นั่นเอง

ยิ่งเรื่องยาเคมีด้วยแล้ว จิตของคนมันซาบซึ้งและตรึงใจว่า เป็นยาที่ทานแล้ว อาการของตนมันหายรวดเร็วทันใจ ในอดีตนั้น เช่นปวดหัว ทานยาแก้ปวดหัว ทานปุ๊บหายปั๊บ เป็นความดัน ทานยาลดความดันอึดใจเดียว ความดันลดสมใจ

แล้วก็โมเมเอาว่า นั่นคือ การรักษา

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ถ้ามียารักษาได้ นั่นแสดงว่า ผู้ใดทานแล้ว ก็ต้องหาย และไม่จำเป็นต้องทานยานั้นอีก ในไม่ช้า แต่ภาพความเป็นจริงที่ปรากฎ มาจนวันนี้ ก็ยังต้องทานยาต่อเนื่อง จนกลายเป็นติดยา ขาดยาไม่ได้

แลหลายโรค ก็ยิ่งแปลกใหญ่ นั่นคือ บอกว่ารักษาได้ แต่เป็นเก๊าต์ ห้ามทานสัตว์ปีก เป็นไต ห้ามทานเค็ม เป็นโน่น ห้ามนี่ ..... หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เคยคิดบ้างไหม ห้ามทำไม ทำไมต้องห้าม ในเมื่อการรักษา ถ้ารักษาได้ ก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ คือ ทานทุกอย่างที่อยากทานได้ เพราะนั่นคือ ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์

การห้ามทาน นั่นก็คือ ปฏิเสธหรือตัดเหตุที่จะทำให้เกิดอาการนั้นนั่นเอง

ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มิเพียงไม่ห้าม แถมยังบังคับในสิ่งที่หมอห้ามว่าต้องทานอีกต่างหาก ดังที่ได้ยินวิทยากร ท่าน อ.อร่าม กล่าวในทุกครั้ง

บทสรุป อยากรู้ว่าหนทางใด รักษาตนได้ ก็ดูได้ง่าย นั่นคือ กลับมาทำตามปกติวิสัยของมนุษย์ อันมีสุขจากการอยากกินอะไรก็ได้กิน นั่นแหละ รักษาได้ ไม่ใช่ รักษาได้ แต่ห้ามทานโน่น ห้ามกินนี่ จริงหรือไม่ แต่พอแอบกินเข้าไปเท่านั้นแหละ โลกแตก ความเป็นจริงปรากฎ หามเข้าห้องไม่ทัน แล้วบอกว่าหาย ไม่เป็นแล้วได้ไง

เป็นเก๊าต์ ไม่กินสัตว์ปีก ก็ไม่รู้ว่าตนหาย เป็นไต ไม่ทานเค็ม จะรู้ได้ไงว่าไตดีแล้ว ... รักษาได้ ก็คืนความสุข นั่นคือ ดำรงชีวิตได้เป็นปกติ ทานอาหาร ๕ หมู่ ฤาจะเอาแบบ รักษาได้ แต่ห้ามทานโน่นนี่นั่นตลอดชีวิต หยุดยาไม่ได้

จึงไม่ต้องสงสัย ทำไมศาสตร์ของแม่ชีเมี้ยน จึงต้องให้ทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ นั่นแหละเครื่องตรวจที่ดีที่สุด ว่าหายหรือยัง ดีขึ้นหรือไม่ ไม่ต้องเสียตังค์เข้าอุโมงค์ เจาะเลือด

แลคุณประโยชน์อันมหาศาลในการทานของที่หมอห้าม นั่นคือ เป็นตัวนำร่องที่ดีที่สุด เข้าถึงเหตุแห่งโรคได้ตรงและเร็วที่สุด ช่วยให้สมุนไพรทำงานได้ดีที่สุด เป็นเบาหวานจึงต้องทานน้ำตาล เป็นไตต้องทานเค็ม เป็นมะเร็งต้องทานเนื้อสัตว์ .... ถ้าอยากหาย วันใดที่ทานเหมือนคนปกติ แล้วอาการปกติ นั่นแหละเรียกรักษาหายแท้จริง

วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

โกหกคำโต


จุดอ่อนประการหนึ่งของมนุษย์ คือ ความกลัว ยิ่งเป็นความกลัวตาย กลัวเจ็บ ด้วยแล้ว ไม่มีใครปรารถนาเลยก็ว่าได้ เรียกว่า จะแลกด้วยอะไรที่มีก็ยอม

คนโลภย่อมเห็นช่องทางอันสดใสในการกอบโกยจากความกลัวอันนี้มหาศาล

โลกใบนี้ มีกรรมเป็นอำนาจ ทุกคนอยู่ใต้อำนาจกรรมทั้งหมดทั้งสิ้น นั่นหมายความว่า คงเป็นไปไม่ได้ ที่จะเอาความคิดที่กรรมสร้างมาชนะอำนาจกรรม นั่นคือ จะคิดค้นหายา มาเอาชนะโรคกรรม โรคเวร ที่ซึ่งมาเพื่อให้มนุษย์รับกรรม และเอาชีวิตได้ นั่นเอง

พระยุคถ้ำกระบอกอยากรู้ว่า ยาเคมีมีที่มาอย่างไร แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า เกิดจากมนุษย์คนหนึ่งที่มีความสามารถมาก ทั้งเป็นหมอ เป็นเภสัชกรที่เก่งกาจ มิหนำซ้ำยังมีหัวทางการค้ายิ่งยวด ครั้งหนึ่งเมื่อคิดค้นตัวยาเพื่อช่วยอาการหนึ่งได้ และทราบว่า ยานั้นมีผลข้างเคียง ก่อให้เกิดอีกโรคหนึ่ง จึงเกิดความคิด เพื่อทำเป็นธุรกิจ และคนก็แห่ทำกันมากมาย เพราะมีผลประโยชน์ที่มากมายมหาศาล ยั่วใจ แม้นจะแลกกับชีวิตผู้อื่น ด้วยรู้แก่ใจว่า ยานั้นมิใช่ยารักษาโรค แต่ก็เอาความกลัวของมนุษย์มาใช้ เพื่อความร่ำรวยแห่งตนและพวกพ้อง

ศาสตร์ของมนุษย์ จึงต้องใช้จิตเวชเป็นตัวนำ ถ้าไม่ทาน ถ้าไม่รีบรักษา ตาย ... ตาย ... ตาย ... วัฐจักรนี้จึงเริ่มที่ ความดัน ทานยาความดันทีนี้ ไตพัง เบาหวาน มะเร็ง สารพัดตามมาเป็นขบวน จึงไม่แปลกว่า ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ถ้ามียารักษาโรคจริง บริษัทยาเจ๊งไปหมดแล้ว เพราะคนหายกันหมดไม่มีคนทานยา ไม่มีคนต้องไปหาหมอ ไม่จำเป็นต้องมีโรงพยาบาล

หากแต่ศาสตร์ของพระภูมี เป็นพหูสูตร รู้ความจริงที่แน่แท้ จึงชี้ให้เห็นว่า กายของเราท่านทั้งหลาย ล้วนสร้างขึ้นเอง นั่นหมายความว่า หมอที่ดีที่สุด สำหรับตน มีคนเดียว คือ ตนของตน นั่นเอง ยิ่งพึ่งคนอื่น ยิ่งพัง เพราะจะมีใครรู้ดีกว่าตนเองเล่า

ศาสตร์นี้ จึงชี้ให้เห็นว่า หากร่างกายมีอวัยวะ ๓๒ ที่แข็งแกร่ง ได้ภูมิกลับคืนมา สามารถฟื้นฟูตนได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยหมอที่ไหน ไม่ต้องตรวจวินิจฉัยให้เสียเวลา เพราะร่างกายมีระบบการตรวจละเอียดกว่าเยอะ

บทสรุป ใครจะเชื่อหมอสมัยใหม่ หมอสมุนไพร หมอผี หมอพระ หมอ... ก็ไม่ว่ากัน แต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า หมอที่ดีที่สุด คือ ตัวของเรา นั่นเอง แต่ก็ต้องมีวัตถุดิบ คือ สมุนไพร และอาหาร เป็นกองหนุนที่ดี อาทิ อยากหายโรคกระดูก แต่ไม่ชอบทานอาหารที่มีแคลเซี่ยม แล้วกระดูกจะมาจากไหน

เรื่องอื่นในชีวิต จะพึ่งอะไร อาศัยใครไม่ว่ากัน แต่เรื่องของสุขภาพ เรื่องของชีวิต ... พระภูมีชี้ชัด อยากประสพผลต้องอาศัย "ตนพึ่งตน" เท่านั้นเอง อย่าไปหลงลมคนขายยาเลย ตัวเลขคนเป็นโรค และคนที่ตายมันก็บ่งชี้อยู่ จริงหรือไม่

ปีใหม่


คำถามที่ท่านอาสิ ฝากให้คิด เมื่อหลายคนถามว่า เขาแค่อยากหายโรค ทำไมต้องให้เขาเปลี่ยนนิสัย

นั่นคือ ท่านเชื่อหรือว่า พ้นปล้องกรรมนี้จะไม่มีปล้องกรรมทุกข์ ที่รออยู่ข้างหน้าอีก

โดยเฉพาะเมื่อนิสัยสร้างกรรมยังอยู่กับตน

คำว่าปีใหม่ แท้ที่จริงจึงมีเฉพาะคนที่มีนิสัยใหม่ของพระภูมี บางสิ่งบางอย่าง เกิดขึ้นแทนนิสัยสร้างกรรม กับตนเท่านั้นแล เพราะสิ่งที่จะรออยู่คือพรหมลิขิตใหม่ ที่ตนเขียนเปลี่ยนบทขึ้นมาเอง

บทสรุป หากนิสัยยังเหมือนเดิม พรหมลิขิตก็เดิมๆ จะใหม่ก็แต่ปี แม้นโชคดีพ้นโรคในวันนี้ แต่นิสัยเดิมก็สร้างโรคใหม่ได้ นั่นยังพอทน แต่ถ้ากรรมเปลี่ยนเป็น อุบัติภัย ก็คงไม่ให้เวลาแก้ไขเป็นแน่แท้ ที่ว่าปีใหม่ก็ไม่มีอะไรที่ใหม่เลย ที่เกิดกับตน การมาพบศาสนาก็ไร้ค่า ช่วยตนไม่ได้

ท่านอาสิ จึงชี้ให้พิจารณาว่า สุขใดจะเท่าสุขที่พระภูมีแสวงหานั่นคือ “สุขนิสัย” ที่ให้สุขทั้งภพนี้ แลตามไปทุกภพทุกชาติ

นี่แลทำไมแม่ชีเมี้ยน จึงอยากให้ทำ เพราะมันคือสุขนิรันดร์ ที่ทุกคนอยากมี แต่คนได้ คือ คนทำ ท่านอาสิจึงปลุกปั่นให้เราทำ และต้องทำ มิใช่ร้องขอ


วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เป็นหรือตาย


หลายคนมักปฏิเสธว่า การเป็นโรค มีเหตุที่มา คือ กรรม

แล้วก็อ้างเอ่ยสาเหตุ ว่ามาจากพฤติกรรมผิดๆบ้างหล่ะ

แล้วก็ไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อ้างว่ากินของทอดไหม้เกรียม ก็เลิกทาน อ้างว่า กินนอนไม่เป็นเวลา ก็ไปปรับเปลี่ยน อ้างกินอาหารขยะ พวกฟาสต์ฟู๊ด ก็เลิกทาน แล้วมีใครรอด หายโรค อย่างเก่งก็แค่ยื้อ

นี่แหละ ของเป็นของตาย มันต่างกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ของตาย เมื่อทำสิ่งใด ผลก็ย่อมเป็นที่แน่นอน เรากดเปิดไฟ ไฟมันก็เปิด เรากดปิดไฟ ไฟมันก็ปิด ถ้ามันทำงานถูกต้อง แลก็จะเป็นเช่นนั้นตลอดกาล นี่แหละของตาย ให้ผลที่แน่นอน ส่วนของเป็นนี่ คือ คาดเดาผลไม่ได้เลย เช่นมนุษย์ เรายิ้มให้ ไม่ได้บอกว่า คนผู้นั้นจักต้องยิ้มตอบ มีปัจจัยมากมายหลายอย่าง นอกเสียจากคนผู้นั้น มีนิสัยที่ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบ

หากโรคเป็นของตาย กระบวนการแก้ไขก็คงง่าย นั่นคือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน ก็จบ ไม่เกี่ยวกับเวรกรรม แต่ความเป็นจริง มันเป็นของเป็น เกี่ยวกับเวรกรรม คือ การกระทำของคน เป็นสำคัญ ตราบใดที่นิสัยสันดานยังคงอยู่ อุปมาเสมือนรากเหง้ายังอยู่ ทำสักฉันใด ไม่ว่า จะตัด จะฉายแสง คีโม มันก็สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ได้ ทำสักฉันใดวิธีใด ยาตัวไหน ก็โค่นไม่ลง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า เราท่านอย่าเสียเวลาไปหายารักษาโรคเลย ไม่มีหรอก เชื่อพระพุทธเจ้า แล้วแก้ที่ต้นเหตุ คือ รักษาใจ สร้างการกระทำใหม่ โดยใช้นิสัยพระพุทธเจ้า นั่นแหละ จึงทำลายรากเหง้าที่มาของโรคที่เกิดกับเราท่านลงได้อย่างราบคาบ

หากเข้าใจ การฟื้นฟูตน ทำตามศาสนาสอน เริ่มที่ความกตัญญู แล้วแสดงพฤติกรรม ไปลามาไหว้ แค่นี้หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า โรคหายไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะนี่คือคุณสมบัติเบื้องต้น

แต่ไม่ใช่ด้วยการยกมือ ....

หากแต่ทำด้วยนิสัย การมา คือ เอานิสัยพระเวสสันดรมาไหว้ คิดถึงผู้อื่น ให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย เราท่านก็ควรมาแล้วไหว้ แม่ชีเมี้ยน พระพุทธ ครูบาอาจารย์ ด้วยมีสติ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ว่า ระหว่างสัปดาห์ เห็นขวดเปล่า ก็ล้างมาใส่สมุนไพร เห็นมะนาว พริก มะกรูด ที่บ้านมี ก็หยิบมาลูกสองลูก ทำสมุนไพรให้ตน จะได้ไม่เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป เหลือก็บริจาคเป็นทาน นี่แหละคือการมาไหว้ เอานิสัยพระเวสสันดรมาใส่บาตรของศาสนา หรือไม่ ก็ไหว้ด้วยพฤติกรรม รักษารูปรอยของศาสนา มีที่เว้น แลอยู่ในความสงบ ไม่ใช่เอานิสัยสันดานมาบรรเลงในแผ่นดินของเขา ครั้นจะกลับ มาลา ก็เอาสิ่งที่ทำได้ประจำวัน มาลาแล้วขอให้สิ่งที่ตนทำได้ ช่วยให้สมปรารถนา หากมีสิ่งใดผิดพลาดพลั้งก็ขอขมาลาโทษ ในตอนลานี้เอง

คำชี้แนะของหลวงพ่อนิพนธ์ อันเป็นเคล็ดที่สำคัญ ท่านมักบอกเสมอว่า การลาที่ดี ก็คือการลาที่วางปณิธาน ในการได้กลับมาทำความดี ตามคำสั่งสอนของพระภูมีอีกครั้งในวันหน้านั่นเอง เป็นสัญญา ที่จะรักษาตัวเราท่านให้รอดปลอดภัย ได้กลับมา ทำพฤติกรรมตามรอยศาสนา เพื่อช่วยตนอีกนั่นเอง

ท่านอาสิ ก็ชี้แนะให้เห็นชัดว่า เรื่องของศาสนา เป็นเรื่อง "หมูไปไก่มา" ไม่ใช่การมาขอพร การไปมาลาไหว้ มิใช่ด้วยมือเปล่า นั่นเอง มาทำแล้วสิ่งที่ทำได้นั่นแหละ จะย้อนกลับมายังตนให้ตนสมปรารถนา มามือเปล่าก็กลับมือเปล่า นั่งปล่อยเวลาเปล่า ก็ได้แต่ลม จะหาอะไรเกื้อกูลชีวิต คงไม่มี

ใครจะว่า โรค มาจากเชื้อโรคนี่นั่น มาจากพฤติกรรมนี่นั่น ก็ว่าไป และมียารักษา ก็รอไป ..... โรค ไม่เกี่ยวกับเวรกรรม ... ก็แล้วแต่ หากแต่ตัวเลขของการตายด้วยโรค ย่อมสะท้อนว่า วิธีที่คนทั้งโลกใช้ มันผิด ผลถูกคือหายโรค มันจึงไม่มี ตัวเลขมันจึงมีแต่เพิ่มทุกปี

ไม่เห็นหรือ คนกราบไหว้ พระพุทธทั่วแผ่นดิน มีใครได้สมปรารถนาบ้าง นี่แหละ เพราะไม่รู้ จึงไหว้เขาไม่ถูกในร่องธรรม มันจึงเป็นความจำเป็นที่เราท่าน ต้องมีครูบาอาจารย์ มีท่านอาสิ คอยชี้แนะ ฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วก็ทำตาม ถูกผิดวันเวลาจักเป็นเครื่องพิสูจน์ ทำถูกผลถูกย่อมเกิด .... ก็เมื่อทำแล้ว ช่วยให้กายโรคได้ จะบอกว่าผิดได้อย่างไร ส่วนที่บอกว่าถูก เพราะมันถูกจริต น่าเชื่อถือ แต่ทำแล้ว ไม่เคยมีคนรอด ..... กลับไม่เห็น นี่แล... กรรมบังตา บังใจ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นดอกบัวเป็นกงจักร

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44