วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ให้ลูกหลาน

จุดประสงค์หลักประการหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยน ให้ศาสตร์นี้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ ตอบแทนพระคุณแผ่นดิน

นั่นย่อมแปลพยากรณ์อันนี้ได้ว่า คงอีกไม่นานนี้ ประเทศไทยต้องประสพวิกฤตอันมหาศาลอย่างแน่นอน แลความทุกข์ยากที่สำคัญประการหนึ่ง ที่จะไปเยือนทุกครอบครัวของคนไทย นั่นก็คือ โรคภัยไข้เจ็บ ด้วยทางเลือกอื่นๆนั้น ล้วนแต่ไม่สามารถช่วยตน แม้นกระทั่งการจะยื้อเวลาให้มีชีวิตยาวไกลไปอีก ก็ต้องใช้จำนวนเงินที่มหาศาล สูงขึ้นทุกวัน จนคนส่วนใหญ่คงมิกล้าแม้นแต่เดินเฉียดโรงพยาบาล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ทางเลือกด้วยศาสตร์สมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงเสนอตัว และเป็นคำตอบ ด้วยประการแรกคือ ประหยัดที่สุดแล้ว แลที่สำคัญคือ มีโอกาสประสพความสำเร็จ ในการฟื้นฟูตน ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมแห่งตนที่เปลี่ยนไปเดินในแนวทางที่มีนิสัยของพระพุทธเจ้านำตน ย่อมสร้างสุขทั้งแก่ตน ครอบครัว ลามไปถึงประเทศชาติได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ดังนั้น ความหมายของแม่ชีเมี้ยน จึงมิได้หยุดที่ตัวเราท่าน ไม่ใช่แค่การหายโรค แต่หากคนไทยรักษาสิ่งดีงามอันนี้ไว้ได้ นั่นย่อมเป็นสถานที่ที่จะให้ลูกหลานได้มาพึ่งพิง และพัฒนาตน พัฒนาชาติไทยของเราท่านในวันข้างหน้า

การกระทำของเราท่านในวันนี้จึงมีความหมาย การแสดงเอกลักษณ์ของพระพุทธเจ้า และทรงวินัยของพระพุทธเจ้า เพื่อช่วยตนให้หายโรค จึงเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ที่เป็นของแถม แต่การที่มารวมตัวกันแล้วทำ เพื่อเป็นรอยให้ลูกหลาน หรือคนที่เราท่านรัก ได้มีโอกาส เป็นทางเลือกในวันข้างหน้า นี่แหละคือใจความสำคัญ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า เมื่อมาแล้วก็ควรทำ ถ้าไม่อยากทำ ก็ไม่ควรมา เพราะการมาแล้วมีพฤติกรรมทำลาย มิเพียงช่วยตนไม่ได้ หากแต่เป็นเสมือนการทำตนเป็นด้ามขวาน มาตัดร่มโพธิ์ร่มไทรของศาสนาต้นนี้ คนละฉับสองฉับ วันหนึ่งข้างหน้า แผ่นดินลุกร้อนเป็นไฟ นี่คือร่มเดียวที่เหลืออยู่ แล้วเราท่านแทนที่จะช่วยกันดูแล ทนุบำรุงให้ลูกหลานได้พึ่งพิง กลับทำลายเสีย เท่ากับฆ่าลูกหลาน ของตน ด้วยหมดที่พึ่ง ... กรรมอันนี้ อุปมาเหมือนเทวทัต จะรับไหวหรือ

คำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่เราท่านพึงระลึกเสมอ อันเป็นความจริงของจักรวาลทุกยุคทุกสมัยของพุทธกาล อันจะก่อกำเนิดพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ก่อนที่จะประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้า ย่อมต้องเกิดกลียุค หรือ ยุคเข็ญ ทั่วทุกหย่อมหญ้า อย่างไม่ต้องสงสัย เพื่อให้พระพุทธเจ้าได้แสดงบุญญาบารมี ในการดับยุคเข็ญนั้น

หากเราท่านไม่คิด รักษาร่มโพธิ์ร่มไทรนี้ไว้ ก็อย่ามาตัด อย่ามาทำลาย ไม่ดีกว่าหรือ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ว่า หากไม่เชื่อพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ก็ทำตนรอดูเสียดีกว่า อย่ามาทำลายเลย .... อย่างน้อย หากโชคดี วันหนึ่ง สิ่งที่พยากรณ์เป็นจริง แลยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมาพึ่งพิงได้

คนที่จะประสพความสำเร็จในวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้ดูพฤติกรรม นั่นคือ "คนที่เล่นของขลัง แล้วไม่กังขา" เมื่อพิจารณาด้วยเหตุ ด้วยผลแล้ว ก็เชื่อสนิทใจ แล้วทำตาม ดังนั้น หากกังขา ก็ไม่ควรมาเล่น ไปยืนวงนอกก่อน ดูก่อน ดีกว่าไหม ไม่ว่ากัน

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ถูกต้องกับถูกใจ

สมัยเรียน มีวิชาหนึ่งที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาในทางบริหาร อาจารย์ที่สอนบอกให้นักศึกษาแบ่งกลุ่ม วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับศาสนาพุทธ แล้วก็บอกว่า สามารถแสดงความเห็นได้เต็มที่

ประเด็นหนึ่งที่ อาจารย์กำหนดนั่นคือ ให้วิจารณ์ลักษณะของพุทธศาสนา เข้าข่ายแบบระบอบใด เทียบเคียงกับที่ใช้ในปัจจุบัน บังเอิญกลุ่มเราสมาชิกติดภารกิจ จึงยกให้เราทำ ผลที่ออกมาคือ ทุกกลุ่มบอกว่า ศาสนาพุทธเทียบเคียงได้กับ ระบอบประชาธิปไตย มีกลุ่มของเราเพียงกลุ่มเดียว ที่แย้งว่า คือ เผด็จการ

ผลออกมา กลุ่มอื่นได้เกรดดีๆหมดทุกกลุ่ม ยกเว้นกลุ่มของเรา ได้เกรดต่ำสุด ทั้งๆที่อาจารย์บอกแสดงความเห็นได้เต็มที่

สิ่งที่เรากำลังชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ปากก็บอก.... แต่ผลของการตัดสินใจ ล้วนไม่ขึ้นกับความถูกต้อง แต่มักจะให้น้ำหนักความถูกใจมากกว่า

ยิ่งเรื่องของพระพุทธศาสนาด้วยแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็น จึงชี้ทางไว้ก่อนว่า ต้อง "เอาเหตุเอาผล" มิใช่เชื่อด้วยสิ่งต่างๆ ประการทั้งปวง

แต่เดิมเราก็เห็นว่า พุทธศาสนา น่าจะเป็นประชาธิปไตย แต่ครั้นได้เข้ามาเรียนกับหลวงพ่อนิพนธ์ เห็นได้ชัดว่า มีเพียงจุดเริ่มของการเข้ามาสู่พระพุทธศาสนา เท่านั้นเอง ที่เป็นประชาธิปไตย นั่นคือ พระพุทธเจ้า แสดงเหตุและผล ให้ฟัง พิจารณาแล้วตัดสินใจ เลือกหรือไม่เลือก ไม่ว่ากัน นั่นแลประชาธิปไตย ดังนั้น การมาใช้แนวทางนี้ ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า ผู้ที่มาต้องยินยอมพร้อมใจ

หากแต่เมื่อเข้ามาแล้ว ก็กลับตาลปัตร คือ เผด็จการ เต็มรูปแบบ นั่นคือ หากจะประสพผลสำเร็จ คือ พ้นทุกข์ หรือ ใช้นิสัย หรือ ความคิดของตน แม้นแต่น้อย ไม่ได้เลย วินัยของพระพุทธเจ้า บังคับเริ่มแต่กาย คือ ต้องโกนหัว ห่มผ้าเหลือง มีอัฐบริขารจำกัด ห้ามขึ้นรถ ลงเรือง ไม่รับเงิน รับทอง ฉันมื้อเดียว

การจำกัด เพื่อไปให้ถึงสุข แม่ชีเมี้ยนอุปมาวินัยของพระพุทธเจ้า ว่าเสมือน "ไม้ไผ่ลำเดียว" ดูไปคล้ายๆกับคอมมิวนิสต์ไหม เป็นรูปแบบเดียวที่พระพุทธเจ้า ทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว เมื่อเราท่านจะเดินก็เดินตามได้เลย

ปัญหาที่เหลือ จึงมีอยู่ประการเดียว ทางเส้นเดียวเส้นนี้ แม้นจะถูกต้อง ผู้ใดเดินตามแล้วทำได้ ย่อมประสพผลที่ตั้งใจ แต่มันไม่ถูกใจ เราท่าน หรือ สวนนิสัยเราท่านนั่นเอง หลายคนจึงไม่อยากทำ ไม่อยากเดิน

บทสรุป ท่านอาสิ ชี้หนทางที่หลวงพ่อนิพนธ์สร้าง นั่นคือ ไม้ไผ่ลำเดียว ให้เห็นชัดว่า เริ่มจากการเปลี่ยนตนเป็นพระเวสสันดร คือ ผู้ให้ แล้วพัฒนาเป็นผู้ให้สุขผู้อื่นเป็นอุปนิสัย คือ จิตอาสา แล้วท้ายสุดก็พัฒนาวิญญาณตน นั่นคือ การเดินตามวินัยของพระพุทธเจ้า บางสิ่งบางอย่างที่ทำได้

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า พิธีกรรม ที่กำหนด เหมือนเผด็จการ ไม่ทำไม่ได้ แต่ ไม่บังคับ ให้เหตุและผลในการทำ เพื่อพิจารณา หากเชื่อ ก็ควรทำตาม หรือ ถ้าไม่เชื่อ ก็ควรใช้สิทธิตั้งแต่เริ่ม แบบประชาธิปไตย คือ ไม่เอา ไม่ทำ ส่วนที่ครึ่งๆ กลางๆ อยากได้ แต่ไม่อยากทำ ท้ายที่สุด ก็ไม่ถึงฝั่ง เสียเวลา เสียเงิน เสียทอง ไม่ได้ผล มีแต่หลอกตัวเองไปวันๆ ว่าฉันจะถึง แต่ไม่มีวันถึงฝั่ง

เราจึงอยากบอกว่า ถ้าผ่านประตูประชาธิปไตย คือ เลือกที่จะทำ ทำไมเราท่านไม่ทำให้สุดๆไปเลย เดินให้ตรงลำไม้ไผ่ ขืนเบี่ยงไป เฉทางโน้นที ทางนี้ที ไม่ตั้งใจ ช้าเร็วก็ต้องตกจากลำไม้ไผ่ ข้ามทะเลกรรมไม่พ้น .. คำถามจึง ทำอย่างนั้น เพื่อ ...

เมื่อเข้าโหมดเผด็จการ ก็ไม่ควรลังเล เพราะไม่ใช่หนูทดลอง พระพุทธเจ้าแลสาวก ทำให้ดูแล้ว เกิดผลแล้ว มายุคนี้ แม่ชีเมี้ยน ก็ทำให้ดู มีคนประสพผลมากมาย แต่ก็นั่นแหละ กรรมอะไรเล่า ของที่ไม่เคยมีใครประสพผลเลย เดินเข้าหามออก กลับแห่แหน กลับเลือกเดินกันมากมาย แต่สถานที่นี้ หามเข้าเดินออก ... เราท่านกลับเกี่ยงงอน เล่นแง่ แม้นจะถูกต้อง แต่ไม่ถูกใจตน ... การกระทำเลยล่าช้า แต่ท่านทั้งหลาย หลวงพ่อนิพนธ์เตือนเสมอว่า ของเป็น ย่อมหมายถึง ทุกอย่างต้องมีวันเวลา สิ่งที่ทำ กำลังแข่งกับวันเวลา คือ เวลาที่กรรมเขาจะมาถึงตนของเรา ... จำไว้

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เหนือ

ความน่าอัศจรรย์เมื่อพิจารณาแล้ว จักไม่เห็นในลัทธิความเชื่ออื่น นอกจากศาสนาพุทธ นั่นคือ แม้นจักเพิ่งบวช คนทั้งหลายทั้งปวง ก็กราบไหว้ แลเห็นเป็นของสูง

ธรรมเนียมวัฒนธรรมนี้ ย่อมบ่งบอกถึง ความเชื่อถือ ศรัทธาที่มีต่อพระในพุทธศาสนา และองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ครั้งในอดีต ที่ประทับใจไม่รู้ลืมของคนในยุคนั้น จนสอนลูกสอนหลานให้ทำตาม จวบจนปัจจุบัน แม้นจะผ่านมากว่าสองพันปีแล้วก็ตาม

หากจะตั้งคำถาม ไหว้อะไร กราบอะไร .... และที่สำคัญ ทำไมต้องกราบ ต้องไหว้ แค่เปลี่ยนเครื่องทรง โกนหัว ห่มผ้าเหลือง แล้วดี บริสุทธิ์ในทันตา อย่างนั้นหรือ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักยกคำสอนมาให้พระบวชใหม่ฟังเสมอว่า สิ่งที่คนทั้งหลายกราบไหว้ ไม่ใช่ตัวเราที่เป็นพระ แต่กราบไหว้ กิริยา แลวัตรปฏิบัตรต่างหาก

ดังนั้น สงฆ์ของพระพุทธเจ้า จึงต้องมีกิริยา และวัตรปฏิบัติเหนือคนทั่วไป ตั้งแต่เริ่มบวชเข้ามา จึงคู่ควรกับการกราบไหว้ เพราะเป็นผู้อาสา มาทำและแสดงวินัยของพระพุทธเจ้า

ด้วยหากบวชเข้ามาแล้ว แต่หาได้มีการกระทำใด เหนือกว่าคนทั่วไป ก็ยังกินหลายมื้อ ก็ยังขึ้นรถ ลงเรือ เหมือนคนทั่วไป ก็ยังใช้เงินใช้ทอง .... แล้วมันจะต่างกันอย่างไร แค่เครื่องนุ่งต่างกันเท่านั้นเอง นิสัย ใจคอ กิเลส ล้วนเหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น ... จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เมื่อไม่มีอะไรเหนือกว่าคนทั่วไป บวชไปนานๆเข้า กายก็เจ็บ ก็เบียดเบียนผู้อื่นเอามาเลี้ยงตน

เพราะความไม่ธรรมดาของวินัยพระพุทธเจ้านี่เอง จึงหนีกรรมหนีเวรได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ก็แล้วฆราวาสเล่า หากไม่มีการกระทำอันใด เหนือคนทั่วไป แล้วจะเอาอะไรไปหนีเวร หนีกรรม หรือหนีโรคได้ คนที่จะพ้นทุกข์ได้ จึงต้องไม่ธรรมดา จึงต้องมีที่เว้น จึงต้องมีการกระทำที่ต่างจากคนทั่วไป

ศาสตร์สมุนไพร จึงใช้ไม่ได้กับทุกคน เป็นเรื่องเฉพาะ เฉกเช่นเดียวกับธรรมของพระพุทธเจ้า แม้นจะมีอำนาจสักฉันใด ก็ใช้ได้เฉพาะกลุ่ม นั่นคือ คนที่มาฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม

จุดมุ่งหมาย ก็ไปในทางเดียวกัน คือ อยากพ้นทุกข์

อุปสรรคใหญ่คือ คนไม่เห็นกรรม ยังไม่ซึ้ง ว่ากรรมมีอำนาจ กรรมมันใช้ กรรมมันสั่ง แล้วเป็นทุกข์ จึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแห่งตน ครั้นกรรมมาอุบัติ อยากทำก็ทำไม่ได้

คำถามที่ว่า " จะหายไหม " จึงไม่มีใครตอบให้ได้ นอกจากตนของตน .... ดูตนสิ ... มีอะไรเหนือกว่าคนทั่วไป ... บ้างไหม ที่สำคัญ ต้องมากพอ ที่กรรมเวรเขาจักเว้นให้

หายโรคง่ายนิดเดียว ให้สุขแก่เขา คิดแล้วทำ เป็นอุปนิสัย

ดังนั้น หากยังทำตนเหมือนคนทั่วไป ใช้นิสัยเดิมๆ อย่าหวังเลยว่าจะหายโรค ถึงหายจากโรคนี้ได้ หนีเสือได้ ... จรเข้ก็รองาบอยู่ข้างหน้า ... การกระทำก็สูญเปล่า

คนทั้งหลายจึงขนานนามสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ว่า "ยาเป็น" ด้วยที่รู้ใจคนทาน คิดอย่างไร ทำอย่างไร ผลก็เป็นอย่างนั้น ... ทำถูกผลถูกก็ปรากฎ ทำผิดผลผิดก็ปรากฎ .... ศาสตร์นี้จึงไม่ต้องมีคนคอยควบคุม ... ไม่กลัวการหลอกลวง ... มาหลอกกิน หายแล้วก็ไป ...

ดังนั้น อย่าโมเมว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำไมไม่ช่วยเรา แต่เป็นเราต่างหาก ที่ไม่ยอมพึ่งตน ทำตนขึ้นมาได้ หวังแต่จะพึ่งผู้อื่น มาช่วยตน เหมือนคนทั่วไป รอพึ่งยา พึ่งหมอ .. ก็เข้าตำราเดียวกัน ... เดินมาหามกลับ ... ไม่ต้องสงสัย ทั้งที่ทานสมุนไพรนี่แหละ

วันอังคารที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เป็นเด็ก


ความที่เราเห็นหลวงพ่อนิพนธ์ปฏิบัติ นับตั้งแต่เปิดสำนักลพบุรี นั่นคือ การเปิดโอกาสให้ทุกคน โดยไม่เคยซักถามประวัติ หรืออยากรู้เลยว่าคนผู้นั้นเป็นใครมาจากไหน ทำอะไร

สิ่งนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่า หากคนที่รับมานั้นมีนิสัยโจรเล่า หรือ ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเป็นอุปนิสัย แล้วเกิดกรรมทำให้เป็นโรค การที่หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยให้หายจากโรค มิเท่ากับช่วยโจร ให้มีกำลังกลับไปสร้างความเดือดร้อนอีกหรือ

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องปัจจุบัน การที่บุคคลเหล่านั้นทำในสิ่งผิด นั่นเป็นธรรมดาโลก ด้วยความไม่รู้เรื่องของศาสนา ศาสนาจึงถือว่า คนเหล่านั้น ทำโดยไม่รู้ อุปมาเหมือนเด็ก ที่ยังไม่รู้ภาษา จะเอามาเป็นเครื่องตัดสินไม่ได้

นี่แลคือ คุณูปการของศาสนา หากแต่เป็นส่วนเกินของโลก ของคนทั่วไป ด้วยปกติวิสัย ทุกคนก็มีกรรมดี กรรมชั่ว เป็นพรหมลิขิตแห่งตนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีศาสนา ชีวิตก็ดำเนินไป ทำไปโดยไม่รู้ คือคิดไปเองว่าสิ่งที่ตนทำ นั้นถูกแล้ว ดีแล้ว แต่วันหนึ่งเมื่อผลปรากฎ ก็จักรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกหรือผิด ที่สำคัญคือ ทุกคนต้องรับผลแห่งการกระทำของตน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นี่เรียกว่า "ตัวกระทำไม่ตาย ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น"

หากบุคคลใดมองว่าสิ่งที่ตนเผชิญอยู่เป็นทุกข์ หรือ อยากจะมีสุขสร้างสุขให้แก่ตน หรือแม้นกระทั่งอยากหนีวัฐจักรอันนี้ บุคคลนั้นจึงปรารถนา พบศาสนา แลเอาศาสนาเป็นที่พึ่ง เป็นผู้นำการกระทำแห่งตน บุคคลนั้นจึงพากายตนมาฟัง มาเรียนรู้ แล้วทำ เป้าประสงค์ คือ พัฒนาวิญญาณของตน จะได้ไม่ต้องไปทุกข์อย่างเดิมอีก คนที่เรียนรู้แล้ว คนโบราณจึงเรียกว่าเป็นคน "สุก" คือ รู้วิธีการดำเนินชีวิตที่ถูก กลายเป็นผู้ใหญ่
๖ ใครที่เรียนรู้เรื่องศาสนาจึงกลายเป็นปราชญ์ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อรู้แล้วทำได้ ก็จะกลายเป็นผู้ที่รู้รักษาตัวรอด พระพุทธเจ้าจัดว่าเป็นยอดคน

ดังนั้น ด้วยความเป็นเด็ก ไม่รู้ภาษา ศาสนาจึงให้โอกาส มาทานสมุนไพร พัฒนากาย ให้มีสติ เรียนรู้เรื่องศาสนา แล้วพัฒนาวิญญาณ กลายเป็นผู้ที่ทำแต่สิ่งที่มีคุณแก่ตน เป็นผู้รู้ ไม่ย้อนกลับไปทำบาป ทำกรรม เช่นอดีตอีก

บทสรุป เป้าหมายของศาสนา คือ การที่จะให้โอกาสพัฒนาวิญญาณของตนให้อยู่สูง ด้วยพระพุทธเจ้ารู้ว่า ตายแล้วต้องเกิด หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า การเกิดนั้น เป็นไปตามตัวกระทำ เรียก ตัวกระทำนำเกิด และตัวกระทำที่ว่านี้ คือ ตัวกระทำหลังสุด ก่อนตาย จึงยืนยันเสมอว่า ผู้ใดเรียนรู้เรื่องศาสนา ฟัง พิจารณา แล้วทำ ย่อมเลือกเกิดได้ อยากเป็นสิ่งใด ก็ทำสิ่งนั้น ให้เป็นตัวกระทำหลังสุด ก่อนตายนั่นเอง

ใจความสำคัญ ของทุกคน คือ อยากตายดี ก็ย่อมหมายถึง ตายแล้วไปเกิดดี ผลแห่งความสำเร็จในศาสน์สมุนไพร จึงการฝึกฝนตนให้สร้างการกระทำ หรือตัวกระทำสุดท้าย ตามครรลองของศาสนา คือ มีนิสัยพระพุทธเจ้า เป็นบางสิ่งบางอย่าง แม้นจะไม่สามารถรักษาชีวิตให้ยืนยาวต่อไปในชาตินี้ได้ แต่ผลแห่งการกระทำได้ในเวลาที่ยังเหลือ ก็จะสร้างภพชาติที่ดี คือ เกิดเป็นมนุษย์ที่มีสุขภาพดี กายดี ได้อีกในชาติหน้า

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย เมื่อมาเจอศาสนา มาเจอสมุนไพร จุดประสงค์ก็เพื่อ ให้เราท่านมีวันเวลาได้สร้างตัวกระทำท้ายสุดที่ดี เป็นอุปนิสัย ติดตัวไป นั่นคือ การสร้างกายมนุษย์ที่ดี ไม่มีโรค รอเราท่านในวันข้างหน้านั่นเอง

ไม่ว่า คนผู้นั้นจะเป็นใคร จะเป็นโรคอะไร จะสาหัสแค่ไหน หากเข้าใจในจุดประสงค์ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎ ไม่จำเป็นต้องบังคับ ว่ากันไปตามสมัครใจ แลเมื่อเรียนแล้ว มีปัญญา คนที่อยากได้ ก็จักพัฒนาตนเอง ตั้งใจฟัง พิจารณา แล้วทำ .... อยากได้แบบไหนก็ทำกันเอง ทำหรือไม่ ไม่ว่ากัน

แต่หากจะมาคิดทานสมุนไพรเพื่อหายโรคอย่างเดียว แถมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ สถานที่นี้แม่งโง่ฉิบหาย กูหายกูก็ไปแล้ว ทำตามนิสัย ไม่สนหรอกพัฒนาตัว ไร้สาระ ... หลวงพ่อนิพนธ์ก็เตือนว่า ... ตัวกระทำไม่ตาย การมาครั้งแรก เราท่านนั้นเป็นเด็ก ทำไปโดยไม่รู้ แต่เมื่อหายหรือดีขึ้นแล้วนั้น ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า เราท่านรู้เรื่องศาสนาแล้ว หากแม้นย้อนกลับไปทำผิดอีก ผลแห่งการทำผิด ดลบันดาลให้เกิดโรคอีกครั้ง นั่นเรียก เจตนา ตั้งใจทำจนเกิดผล ก็อย่าได้หวังเลยว่า จะมาใช้ศาสน์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ช่วยตนได้อีกครั้ง

ไม่เชื่อท่านก็ดู บรรดาวีไอพีที่ท่านรู้จัก พอหายหรือดีขึ้น ก็ตีปีก ฉันไม่สนที่นี่แล้ว ฉันดีแล้ว หายแล้ว ... หากร่วงมาเมื่อไหร่ อาการทรุดเร็ว ไปเร็วกว่าจรวดอีก สมุนไพรจะทานสักฉันใด หยุดไม่ได้เลย ถ้าไม่พัฒนาตนกลับมาให้ถูกร่องธรรมแล้วไซร้ อย่าหวังเลยว่าจะได้กลับไปตีปีกอีกครั้ง ไม่มีทาง ธรรมเขาไม่ช่วย แถมกรรมรอกระทืบซ้ำอีก

คนแบบนี้ หัวเราะก่อน แต่บทจบนั้น ดูไม่จืด มองยาวไป เกิดชาติหน้า ไม่อยากจะรู้ ที่สำคัญ ด้วยตัวกระทำในวันนี้ ตัวอกตัญญู ส่งผลให้ไกลศาสนา ... นั่นคือ วิญญาณต้องลำเค็ญไปนานแสนนาน จะช่วยตนอีกก็ไม่ได้ เพราะคงไม่เจอศาสนาที่ช่วยตนได้อีกแล้ว ด้วยตัวกระทำทีมีต่อศาสนาในวันนี้

เชื่อท่านอาสิเถิด .... เรื่องของศาสนาไม่ต้องรู้มาก ไม่ต้องมีสมองดีเลิศ ฟังปุ๊บ ก็ทำได้ปั๊บ ... แต่บทเริ่มของการปฏิบัติ จะจบสวยหรือไม่ กระไดขั้นแรก คือ ความกตัญญู

มาเอา ไม่อยากดูจะจบอย่างไร มาให้ ...ด้วยรู้กตัญญู หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า แค่กุ้งฝอย มีใจติดมะพร้าวลูก มะกรูดหน่อย แบบพกกุ้งฝอยมา ศาสนาก็ให้ปลากระพงกลับบ้านไป เป็นเครื่องตอบแทน

วันนี้ของเราท่าน ผ่านวัยเด็กแล้ว เรียนแล้ว รู้แล้ว เลือกเอา พรหมลิขิตในภายภาคหน้า อยากได้แบบไหน เลือกเอง ทำเอง

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนตรัสสอน กล่าวความจริงทุกอย่าง แม้นจะทำยาก แต่ก็ทำได้ มันจึงมีคนหายโรค เดินให้เห็น มากมาย และทุกโรค

ไม่สนหรอก ว่าเป็นโรคอะไร หายโรคนั้น ด้วยศาสน์นี้เป็นเรื่องกระจอก ... นิสัย เราท่านต่างหาก คือ โจทย์ใหญ่ อยากได้ แต่ไม่อยากทำ

วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ต่ำไป

สิ่งหนึ่งที่เกิดกับคนทั่วไป นั่นคือ การที่อยู่กับสิ่งใดนานๆ มักจะเกิดความเคยชิน และปรับตัว แม้นสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ตนไม่ชอบ แต่เมื่อวันเวลาผ่านนานเข้า ก็มักจะกลายเป็นเรื่องปกติ ทนได้ เนื่องจากทำใจได้ และยอมรับ

ความจริงข้อนี้ หลายคนอาจเห็นแย้ง แต่ก็ลองพิจารณา คนทั้งหลาย หากอยู่ในสภาวะปกติ เลือกได้ อาหารที่ทาน แม้นจะยังดีอยู่ ก็ทิ้งหน้าตาเฉย เพียงเพราะเบื่อ ไม่ชอบ ไม่อยากทานแล้ว แต่วันใดที่ชีวิตอยู่ในสถานะที่เลือกไม่ได้ ไม่มีแม้นแต่สลึงเดียวในกระเป๋า หรือ รายได้ที่พึงมีก็น้อยจนไม่พอ อันมองเห็นภาพนี้ชัด นั่นก็คือ สลัม ที่พบเห็นกันทั่วไป

อาหารที่ทิ้ง กลับกลายเป็นอาหารชั้นดี แลถ้าชีวิตตกลงไปอีก แม้นแต่อาหารจะทิ้งในถังขยะ ก็แสนจะมีค่า วันใดเจออาหาร ก็นับว่ามีโชค ไม่ต้องหิวท้องกิ่ว มีความสุข

แรกๆ ของสภาวะตกต่ำ ก็คงทำใจยาก แต่นานไป ก็เริ่มชิน รับสภาพ จนกลายเป็นปกติ ทีนี้ การทานอาหารดีๆ ในร้าน จึงเป็นเรื่องแปลก กลายเป็นเรื่องไม่คุ้นชิน แม้นว่าสภาพที่ว่านั้น คนทั้งหลายจะมองว่าดี แต่การเปลี่ยนกลับมาบางที กลายเป็นเรื่องทุกข์ไปเสียแล้ว

ย้อนกลับมา ทุกคนอยากมีสุข อยากเป็นคนดี รู้กันทุกตัวคน ทำดีได้ดี แต่เมื่ออยู่ในอำนาจกรรม แล้วทำตามกรรม ตามนิสัยตน ชีวิตตนก็ตกต่ำไปเรื่อยๆ ยิ่งผ่านภพผ่านชาติ นิสัยกรรมยิ่งพอกพูน ด้วยห่างศาสนา มาจนถึงวันนี้ สภาพของตน ก็คงไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในสลัม

สิ่งดีๆที่เคยเป็น คือ กินได้ นอนหลับ ไม่มีโรค มาวันนี้ กินได้บ้างไม่ได้บ้าง นอนหลับบ้างไม่หลับบ้าง แล้วก็มีโรคประจำตัว นั่นคือ ชีวิตที่ตกต่ำ หรือสภาวะที่อยู่ในสลัม เกิดกับตน กลายเป็นเรื่องเคยชิน กลายเป็นเรื่องธรรมดา ปกติ ถ้าไม่ทรมานจนทนไม่ได้ ก็คงหาใครยากที่จะดิ้นรน หนีจากสลัมนี้ ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เรียกว่ายอมรับชะตากรรม

บางคนโชคดี ได้มาเจอศาสนา เจอหลวงพ่อนิพนธ์ มีโอกาสเขียนพรหมลิขิตที่ดีแก่ตน นั่นคือ กลับไป กินได้ นอนหลับ ไม่มีโรค .... ตามที่บอกอยากได้ แต่พฤติกรรมกลับไม่เป็นเช่นนั้น ไม่คิดที่จะออกจากสลัม เอาแต่เพียงผลเฉพาะหน้า

บางคน กลับคิดว่า คนที่มูลนิธิมันโง่ สิ่งที่พูด สิ่งที่สอน เขาไม่สนใจแม้นแต่สักนิด มาเพื่อทานสมุนไพร หายแล้วเขาก็ไป ทำตามนิสัยเดิม

คนทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเป็นเชลยกรรม แม้นจะเจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ช่วยตนให้พ้นสลัมไม่ได้เลย มัวแต่ดีใจ ด้วยบุญเก่า ทำให้เจออาหารดี กินได้นาน แทนที่จะเอาเป็นทุนในการพัฒนาตน กลับไปอยู่สลัม นอนกินอาหารนั้น รอวันหมด เมื่อหมดแล้ว สภาวะของตน ก็ยังคงอยู่ในสลัมนั้นเอง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ร่ำรวยบุญ พร้อมแจกเงินบุญ คนทั้งหลายกลับไม่เอา จะเอาแต่อาหาร ไม่เอาเงินบุญ ไปสร้างฐานะแห่งตน ให้กลับมา กินเป็นสุข นอนเป็นสุข ไม่มีโรค อีกในวันข้างหน้า ...ก็เลยชวนสงสัย คนทั้งหลายที่คิดว่าตนฉลาด มาหลอกทานสมุนไพร หายแล้วเขาก็ไป คือ หยิบอาหารไปกินเฉพาะหน้า เพื่อให้ความหิวของตนประทังไป แต่มันจะกอบไปได้มากน้อยสักเท่าใด ช้าเร็วอาหารนั้นก็ต้องหมด แต่มันง่าย เพราะวางในโรงทาน ส่วนเงินบุญ ต้องทำแลกจึงได้ เขาจึงไม่เอา ตกลง ใครโง่กันแน่

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า สมบัติของศาสนา ที่กินไม่หมด คือ นิสัยของพระพุทธเจ้า เป็นเงินบุญ ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ติดตัวทั้งชาตินี้แลชาติหน้า อยากได้ต้องทำเอง ส่วนอาหารบุญ คือสมุนไพร ก็เพียงแค่ประทัง เฉพาะหน้า อยู่กับเราท่านไม่นาน ด้วยเหตุที่ภพหน้า ก็ยังไม่รู้เลยว่า เราท่านจะมีวาสนาพบเจอศาสนาอีกหรือไม่ อาหารบุญนี้ ที่เราท่านหอบ ไม่ว่าจะมาทานนานสักแค่ไหน หอบไปมากสักเท่าใด ช้าเร็วมันก็ต้องหมด คนที่คิดจะมาเอาแต่สมุนไพร ไม่ทำนิสัย จึงน่าเสียดายนัก คนมีปัญญา ไม่พึงกระทำ

แต่ก็ไม่ว่ากัน เพราะธรรมชาติ เมื่ออยู่สลัมเคย อยู่บ้านเก่าเคย บ้านใหม่แม้นจะดีกว่าเดิมสักฉันใด ก็ไม่คุ้นเคย ไม่อยากเปลี่ยนแปลงตน ... อุปมาเสมือนพ่อแม่ อยู่บ้านเดิมมาหลายสิบปี จะสร้างบ้านใหม่ให้ไปอยู่ ก็หาน้อยคนที่ไป แม้นว่าบ้านเก่านั้นจะซอมซ่อสักฉันใด

การมองแค่หายโรค มันจึงต่ำไป ให้สุขไม่นาน แต่ถ้ามองสูง พึงหาสุขนิสัย ต้องปรับเปลี่ยนความคิด การกระทำ นิสัย จึงจะพบสุขที่แท้จริง อยู่กับตนยาวนาน ทั้งภพนี้ภพหน้า

ทุกคนบอก อยากมีสิ่งดีๆในชีวิต แต่จะมีสักกี่คน ที่สร้างสิ่งดีๆให้ชีวิต ... เพราะกรรมมักดลบันดาลให้หลงผิด คิดว่า ฐานะดี มียศ มีเกียรติ จักสร้างสุข กว่าจะรู้ว่าผิดทาง ก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ นั่งก็ปวด นอนก็ปวด สิ่งที่มีช่วยตนไม่ได้เลย

คนที่ฝืนกระแสกรรมมาได้ จึงได้ชื่อว่าเหนือมนุษย์ ทวนนิสัยกรรม มาใช้นิสัยธรรมของพระพุทธเจ้า นำตนเป็นบางสิ่งบางอย่าง คนเหล่านี้จึงได้ สุขนิสัย และความไม่มีโรค

ส่วนคนที่ตามนิสัยกรรม หวังยารักษาโรค ... หลวงพ่อนิพนธ์ยืนยันตลอดมาว่า ... รอจนตาย เกิดอีกกี่ชาติ ก็ไม่มีวันเจอ เพราะโลกนี้ไม่มียารักษาโรค ถ้าเป็นโรคตาย จะรักษาโรค อย่าหวังพึ่งผู้อื่น ต้องพึ่งการกระทำของตนเอง ให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม หวังพึ่งผู้อื่น ได้แต่หวัง แต่ไม่เคยสมหวัง รายแล้ว รายเล่า จนเล่าขาน เดินเข้าแล้วหามกลับ แต่คนทั้งหลายทั้งปวงก็มองไม่เห็นความจริง ก็ยังเดินตามรอย พึ่งผู้อื่น นี่แลอำนาจกรรม บังตา บังใจ

ก็คนเขาชินกับบ้านเก่า มารับแต่สมุนไพร ... ก็อย่าหวังอะไรมาก ได้แค่ไหนก็แค่นั้น

หากจะมีคน ที่อยากได้บ้านใหม่ ไปเรียนรู้ แล้วทำนิสัย ถ้าทำได้ ไม่ว่าโรคอะไร ได้หายเป็นของแถมแน่นอน

วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รู้แล้วไง

คนทั้งหลายทั้งปวง ทั้งโลก คงจะหาคนที่ไม่ยอมรับในบุญญาธิการ และองค์ความรู้ของพระพุทธเจ้านั้น คงจะน้อยนัก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ สิ่งนี้ถูกเล่าขานสืบทอดมาชั่วลูกชั่วหลาน แม้นจะผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ว เรื่องราวก็ยังเป็นที่เล่าขาน ชวนชักให้คนมาค้นคว้า หาความรู้ ในศาสน์ของพระพุทธเจ้า อยู่นั่นเอง

การยอมรับ มิใช่ด้วยในเนื้อหาตำรา เป็นสำคัญ แต่ด้วยผลที่บังเกิดต่างหาก เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดเรียนรู้ แล้วทำตาม

กระนั้นก็ตาม คนทั้งหลายในโลก เมื่อได้รับรู้ แม้นจะยอมรับ แต่ผลที่มีต่อการกระทำของคนทั้งหลายนั้น กลับเป็นตรงกันข้าม คือ น้อยกว่าน้อย ที่เมื่อรู้แล้ว จะนำไปปฏิบัติ

ความจริงข้อนี้ เห็นเด่นชัด แม้นกระทั่งในยุคที่ยังมีพระชนม์อยู่ก็ตาม ก็มีสงฆ์สาวก แค่ไม่ถึงแสน แม้นในยุคนั้น เฉพาะคนอินเดีย ก็มีประชากรมากเป็นหลายร้อยล้านคน

นั่นคือธรรมชาติ ที่ต้องยอมรับ แลเมื่อย้อนมาดู มูลนิธิไทยกรุณา ก็คงตกที่นั่งเดียวกัน ผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ ผลงานของแม่ชีเมี้ยน สืบรุ่นส่งต่อหลวงพ่อนิพนธ์ จนกระทั่งท่านอาสิ คงจะหาคนที่จะบอกว่า ไม่ยอมรับ ก็คงจะยาก ด้วยมีผู้คนมากมายที่ประสพผลในการฟื้นฟูตน ด้วยศาสตร์ของพระภูมีนี้ มีให้เห็นมากมายจนปฏิเสธก็คงไม่ได้นั่นเอง

เมื่อมองในยุคนี้ ผลแห่งความสำเร็จ หรือช่องทางแห่งความสำเร็จ ถูกบีบแคบลง เหลือเพียงประการเดียวด้วยแล้ว คือ การทำนิสัย หรือ ลดนิสัยตน ให้เกิดการกระทำใหม่ หรือ นิสัยใหม่ อันเป็นนิสัยของพระพุทธเจ้าด้วยแล้ว

คนทั้งหลายที่มา ก็เสมือนถูกกำแพงมหึมา ที่ขวางตนไม่ให้ประสพผลเอาไว้ นั่นคือ นิสัยตน ดังนั้น ความรู้ต่างๆที่ได้ยินได้ฟัง มา หรือ เรื่องราวของศาสนา เอาเฉพาะที่ใช้ในการช่วยตน เมื่อเรียนรู้แล้ว .... ตัวเองทำอย่างไร

ในเมื่อปากของแต่ละคน ก็พร่ำเพ้อ อ้อนวอน ขอให้หายโรค แต่ความรู้ที่ได้ยินได้ฟัง ท่านอาสิ ชี้ว่า อยากได้ ต้องทำเอง

ความจริงที่ปรากฎ คือ รู้ว่าต้องทำเอง แต่ก็ไม่ทำ หรือ จะไปก็แบบเสียไม่ได้ ภาพที่ต่างกันอย่างเด่นชัดระหว่างคนสองยุค คือ ถ้ำกระบอก จากแผ่นดินที่มีแต่หินก่ายกอง หาที่ว่างเป็นดินได้น้อยกว่าน้อย กลายเป็นก้อนกรวดทำถนนให้เดินอย่างสะดวกสบาย แลมีผืนดินปลูกต้นไม้ สมุนไพร จนแทบไม่มีที่ว่างเลยก็ว่าได้ นั่นคือการทำเพื่อช่วยตน กับยุคนี้ ที่มีแผ่นดิน ที่แทบจะหาก้อนหินไม่ได้เลย แต่แผ่นดินก็ยังเป็นแผ่นดิน มิหนำซ้ำ ต้นไม้ที่มีอยู่เดิม กลับถูกปล่อยให้เหี่ยวเฉา ตายต้นแล้วต้นเล่า จนไร้ร่มให้พักพิง

ความรู้ที่มี จึงหาประโยชน์ไม่ได้เลย แม้นท่านอาสิจะพูดสักฉันใด ก็ไร้ค่า เพราะคนฟัง รู้แล้ว นิ่งเฉย ไม่สนหลัก "ตนพึ่งตน" ของพระภูมี รอคอยปาฏิหารย์ ไม่ต่างอะไรกับพวกที่สวดมนต์อ้อนวอนของพระเจ้าช่วย หวังว่าสมุนไพรจะช่วยตนได้ โดยที่ตนไม่ต้องทำอะไรเลย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักสอนผู้ปฏิบัติว่า นิสัยของคนไทยเป็นแบบนี้ ในยุคนี้ ท่านทั้งหลายอย่าได้มีจิตสงสาร เพราะหลักของพระภูมี ใครทำ ใครได้ ... อย่าทำตนเยี่ยงพระโมคคัลลา ที่เมตตาผู้อื่นจนตนตาย อย่าทำตนเข้าตำรา "หมูเขาจะหาม เอาคานไปสอด" ศาสตร์ของพระภูมี มิได้ให้ท่านเข้าไปช่วยคนเหล่านั้น อนุญาติให้แต่ส่งความรู้ แล้วให้ทำเอง คนที่จะรอด คือคนที่ทำได้

พูดฟังง่ายก็คือ สอนแล้ว รู้แล้ว ทำไม่ทำไม่ว่ากัน ไม่ทำก็อุเบกขา ทำก็ชี้แนะว่าควรทำอย่างไร จึงเกิดมรรคเกิดผลที่สมบูรณ์

สิ่งที่เราเห็นนับแต่อดีต แม้นศาสตร์นี้จะดีสักฉันใด สมุนไพรจะเลอเลิศสักฉันใด แต่ผลเลิศที่ว่า ก็บังเกิดแก่เฉพาะผู้ที่ทำได้ เท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่ามาทานสมุนไพรแล้วจะรอดทุกตัวคน ไม่ใช่ ไม่ใช่ .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า ถ้ามีคนฟังแล้วเชื่อ ทำตาม มาร้อยทำทั้งร้อย ก็รอดทั้งร้อย แต่ถ้ามาร้อย ทำแค่คนเดียว มันก็รอดแค่คนเดียว

จึงน่าสงสัย ถ้ามาแล้วไม่ทำ มาทำไม ... เสียเวลาเปล่า เอาเวลาไปทำสิ่งที่ตนชอบ อยากทำไม่ดีกว่าหรือ เพราะถึงอย่างไร รู้แล้วไม่ทำ ก็ไม่รอดอยู่ดี เก็บสมุนไพรให้คนที่อยากได้ อยากทำ อยากหาย เป็นทานดีกว่า

จึงไม่แปลกเลยว่า คนที่ทำได้ พฤติกรรมย่อมเหนือมนุษย์ วิเศษกว่ามนุษย์ทั่วไป เพราะทำยาก เมื่อทำได้ เขาจึงเหนือโรค พ้นโรคได้ อย่างแน่นอน

แค่เปลี่ยนตนจากผู้รับ เป็นผู้ให้ .... ก็ไม่ธรรมดาแล้ว

วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เหมือนจะรู้

คนไทยมักได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีประชากร นับถือศาสนาพุทธมาก แลก็ดูเหมือนว่า ศาสนาพุทธในประเทศไทยนั้นรุ่งเรือง

นั่นก็ทำให้เราท่านคิดได้ว่า คนไทยส่วนใหญ่น่าจะมีความรู้ของพระพุทธศาสนากันพอสมควร ในแต่ละบุคคล

ความรู้ที่สำคัญ ที่เราเห็นว่าคนนับถือพุทธ ควรจะรู้หรือต้องรู้ เพราะมีผลแก่ตนอันมหาศาล นั่นก็คือ เรื่อง กรรม เรื่อง บุญ นั่นเอง

แต่ครั้นเมื่อเข้าไปดูรายละเอียด แทบจะหาตัวคนที่มีความรู้เหล่านี้ จริงๆ ไม่ได้เลย หลายคนอาจโต้แย้ง เพราะประเทศนี้ มีเกจิคณาจารย์มากมาย หนังสือคำสอน ก็มากมาย แต่พิจารณาเถิดว่า สิ่งเหล่านั้น ความรู้เหล่านั้น เอามาช่วยตนไม่ได้เลย

ศาสน์เป็นหลักปราชญ์ สอนให้เราท่านเชื่อในเหตุและผล เราจึงอยากสะกิดว่า ผลแห่งการทำตามหนังสือ ตำรา ที่มีกันมากหลาย คำสอนที่มีดาษดื่นในประเทศนี้ สิ่งไหน อันไหน ที่เมื่อทำตามแล้ว ยังผลให้ทุกข์บรรเทาเบาบางลง ไม่ต้องมาก แค่โรคปวดท้อง โรคกระเพาะ .... ยังไม่ต้องว่ากันถึงเวรถึงกรรม

สิ่งนี้แหละ ทำให้ความจริงปรากฎ ว่า ประเทศที่ถูกขนานนามว่า พุทธศาสนาเจริญ แท้จริงแล้ว หาเนื้อหาสาระไม่ได้เลย สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มี น่าสงสัย ว่ามันคือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนใช่หรือไม่

เพราะธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มีอำนาจมหาศาล เหนือกรรม เหนือเวร ผู้ใดทำได้ อย่าว่าแต่หายโรคเลย พ้นโลก เหนือโลกีย์วิสัย ไม่ต้องเกิดอีกยังได้ ก็แล้วคำสอน ทุกวันนี้ ทำไมแก้ปวดท้องยังไม่ได้เลย มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ใช่หรือไม่

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า ความจริงจะปรากฎ เมื่อพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ อุบัติขึ้นและประกาศตนในประเทศพม่า วันนี้ เมื่อของจริงยังไม่มา ของปลอมก็สามารถอ้างเอ่ยว่า สิ่งที่ตนบอก สิ่งที่ตนกล่าว คือ ธรรมคำสอน แลก็ไม่มีใครที่จะมาบอกมายืนยันได้ว่า สิ่งนั้นปลอม แต่อย่างน้อยหลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์รู้ความจริงอันนี้ดี ว่าในเบื้องหน้าต้องเป็นแบบนี้ในปลายยุค พระองค์จึงให้แว่นส่องจักรวาล ไว้เพื่อดูศาสนาของพระองค์ ว่า "ที่ใดมีธรรมคำสอนของพระองค์ เมื่อทำแล้ว ที่นั่นย่อมปรากฎ ความไม่มีโรค ด้วยเป็นสิ่งตอบแทนเบื้องต้นที่ศาสนาพึงให้แก่ผู้ทำได้"

เสียดาย น้อยคนนักที่จะเอาเหตุเอาผล แม้นความจริงจักประจักษ์ว่า สิ่งที่ตนเชื่อแล้วทำนั้น ไม่มีผลแก่ตน แม้นแต่ปวดท้องก็ยังช่วยไม่ได้ แต่ก็ทำ ก็แสวงหา เพียงเพื่อความสบายใจ แต่สิ่งที่ทำแล้วช่วยตนได้ อย่าว่าแต่ปวดท้องเลย หายโรค ก็ยังได้ กับปฏิเสธไม่อยากจะทำ ไม่อยากเชื่อ ไม่อยากรับรู้ ซ้ำร้าย ไม่อยากสังฆกรรมด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจเลยในพฤติกรรม ของคนทุกวันนี้ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แม้นจะสอนสักฉันใดว่า "ตัวกระทำไม่ตาย ทำอย่างไรได้อย่างนั้น" ก็ช่วยคนเป็นอัมพฤกต์ คนเป็นมะเร็ง ให้หายโรค แล้วตนจะไปเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ... จึงสอนให้หิ้วสมุนไพรมา หรือช่วยกันปลูก ช่วยกันดูแล แล้วให้อัมพฤกต์ มะเร็ง ทาน ... ผลอันนี้จะได้ทำให้ตนของตน ไม่ต้องไปเป็นโรคนั้นๆ ก็หาคนเดินตาม ทำตามคำสอน แทบจะไม่ได้เลย

คนนับพัน หากระเทียมโทนมาทำยาไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไปใช้กระเทียมธรรมดา นี่สิเรื่องแปลกแต่จริง ก็ไหนทุกคนที่มาบอกอยากหายโรค ... พื้นที่มากมาย จะปลูกมะนาว มะกรูด มะพร้าว สักคนละต้น อาทิตย์หนึ่งมารดน้ำดูแล พรวนดิน ... เหมือนยุคถ้ำกระบอก ก็มองไม่เห็น ...

ไม่แปลกใจเลยที่มักได้ยินคำรำพัน "เราจะเดินกันไปอย่างไรหนอ เมื่อคนทั้งหลายทั้งปวง ไม่เอาธรรมของพระโคดมเลย" ครั้นพอผู้อื่นชวนสร้างโบสถ์ สร้างศาลา ก็แห่แหนกันไป ทั้งที่ช่วยคนให้หายปวดท้องสักนิดก็ไม่ได้ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ที่ตนปลูกช่วยผู้อื่น และตนได้ เขาไม่มอง

ถามใครเรื่องศาสนาก็บอกรู้ ... แต่จริงๆ แค่เหมือนจะรู้ ... พอให้ทำจริงเพื่อช่วยตน มันจึงไปคนละทิศ คนละทาง กับธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ผลก็คือ ช่วยตนไม่ได้ ท่านอาสิจะสอน จะพูดสักฉันใด ก็บอก รู้แล้ว รู้แล้ว ....

อย่าสงสัยเลย โรคน่ะกระจอก โค่นไม่ยากเลย แต่ที่หาทางแก้ไม่ตก ก็นิสัย ความเชื่อนี่สิ

วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ความไม่รู้

นิทานที่หลวงพ่อนิพนธ์มักจะหยิบยกมาให้ฟังเสมอ นั่นคือ กระต่ายตื่นตูม อันเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในการเปรียบเปรยพฤติกรรมของคนในยุคนี้ โดยเฉพาะเมื่อโรคเกิดกับตน

การขาดความรู้ หรือ ไม่ยอมเรียนรู้ ย่อมถูกชักจูงความคิดได้ง่าย เป็นธรรมดา แลจิตวิทยาในธรรมชาติของมนุษย์ ย่อมกลัวตายเป็นปกติ จึงเป็นที่มาของช่องทางการทำมาหากินกับชีวิตมนุษย์ ที่มีมูลค่ามหาศาล นับไม่ถ้วน

ท่านอาสิยกตัวอย่างในญี่ปุ่น ที่แพทย์ชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่ง ได้ชี้ให้เห็นกลไกอันนี้อย่างเด่นชัด นั่นคือ การปรับลดค่าที่บ่งชี้ในการที่บุคคลนั้นๆจะเป็นโรคความดัน ในตำราแพทย์ จากปี ๒๕๐๐ ที่มีเกณฑ์ที่ ๑๖๐ ค่อยๆลดลงมา จนเหลือ ๑๒๐ หรือ ๑๓๐ ในปัจจุบัน ทำให้คนญี่ปุ่นกลายเป็นโรคความดันเพียงชั่วข้ามคืน และต้องใช้ยาความดัน จากปีละ แปดแสนล้านบาท กลายเป็น หลายล้านล้านบาท ในปัจจุบัน

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า คำอมตะที่มักใช้อ้างกัน ทางการแพทย์ นั่นคือ "ถ้าปล่อยไว้ อาจเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายได้" ทำให้คนแตกตื่น แลบริโภคยาเข้าไปกัน อย่างบ้าคลั่ง จึงไม่แปลกเลยที่เฉพาะยาความดัน มูลค่าต่อปีก็มหาศาล สร้างความร่ำรวยให้แก่ผู้ผลิตยาอย่างมากมาย

ความไม่รู้ หรือไม่ยอมเรียนรู้นี่เอง ทำให้สถานะของเราท่าน ตกอยู่ในฐานะ ฆาตกร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อให้เกิดกรรมอันใหญ่หลวง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นั่นคือ "กรรมฆ่าตัวเอง" จากผลพวงในการทานยาเคมีนี้เอง

สิ่งสำคัญที่คนทั้งหลายตกในฐานะนี้ เพราะไม่รู้เรื่องของศาสนา โดยเฉพาะเรื่องของกรรม ที่เป็นตัวกำหนด ชะตาหรือพรหมลิขิตของเราท่านไว้

แค่มีความรู้พื้นฐานของศาสนาเพียงประการเดียว ที่กล่าวไว้ว่า ชีวิตย่อมเป็นไปตามพรหมลิขิตแห่งตน ที่ตนได้ทำไว้แล้ว หลวงพ่อนิพนธ์ขยายความว่า นั่นคือ หากไม่ถึงที่ตายก็ไม่วายชีวาวาตย์ หากถึงที่ตาย อะไรก็ขวางไม่ได้

การทำไปด้วยความไม่รู้นี้ ด้วยการใช้ยาเคมี จึงส่งผลให้พรหมลิขิตหักกลาง ไปไม่ถึงพรหมลิขิตแห่งตน ด้วยผลแห่งกรรมทำร้ายตน

บทสรุป โลกใบนี้ สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ก็คือ กรรม เมื่อไม่ถึงที่ตายจะทำสักฉันใดก็ไม่ตาย ใครจะมาทำให้ตาย ก็ทำไม่ได้ แต่พรหมลิขิตอาจหักได้ ถ้าตัวเราทำตัวของเราเอง

สิ่งนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์สอนให้เลิกยาเคมี ให้เร็วที่สุด ที่สำคัญ อย่าไปกลัวเลยความตาย ถ้าไม่ถึงที่ ยังไงก็ไม่ตาย แต่ถ้าถึงที่ ทำอย่างไรก็หาพ้นไม่

อยากหายโรค ก็ต้องรู้เรื่องกรรมก่อน รู้เขาก่อน รบอย่างไรก็ไม่แพ้ แต่ถ้ารบด้วยความไม่รู้ คือ แม้นแต่ยาเคมี มีไว้เพื่ออะไร มีขอบเขตจำกัดแค่ไหน ก็ไม่รู้ ก็ไม่น่าแปลก รบไปก็ตายศพแล้วศพเล่า ไม่มีทางชนะ

เรื่องที่ท่านอาสิสอน จึงเป็นเรื่องที่ต้องฟัง ต้องเรียนรู้ จะได้นำไปพิจารณา แล้วทำ คำขู่ของทางการแพทย์ ไม่ทำนี่ ไม่ทำนั่น ไม่รักษา ต้องตาย .... มันจะได้ ไม่ตามมาหลอกหลอน จิตจะได้ไม่หดหู่ กลัวตายจะเดินทางผิด ไปตามคำขู่นั้นๆ

ปากบอกอยากหาย แต่ไม่เรียนรู้ ถึงเวลาด้วยความอยากรู้สภาพตน ไปตรวจแล้วเจอตัวเลข เจอหมอขู่ ... ก็วิ่งแจ้นไปแล้ว ทิ้งสมุนไพร ไม่ต่างอะไรกับกระต่ายเลย

ที่สำคัญ เขาให้มาพิจารณาเรื่องที่พูด ไม่ได้ให้พิจารณาคนพูด

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44