วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตรองสักนิด

สัปดาห์นี้มีคนไข้ท่านหนึ่ง ที่ห่างหายจากมูลนิธิไปประมาณครึ่งปีกว่า กลับมาอีกครั้งพร้อมคำถาม

เขาเป็นโรคไต ที่ตอนมา อยู่ในขั้นวิกฤต ต้องล้างไต สัปดาห์ละสองสามครั้ง

ผ่านการทานสมุนไพรระยะหนึ่ง ก็สามารถหยุดฟอกไตได้ และเมื่อทานสมุนไพรประมาณหนึ่งปี อาการทางไตของเขาไม่ปรากฎ เขาก็หยุดและไม่มามูลนิธิอีกเลยนับแต่นั้น

สมุนไพรน่ะ หยุดทาน ขณะที่พฤติกรรม เหมือนเดิม

วันนี้เขากลับมา พร้อมอาการหวนคืนของโรคไต

พร้อมกับคำถามว่า "ทำไม โรคไตของเขาจึงยังไม่หาย"

โลกนี้ไม่มียารักษาโรค


คำว่าโรค ถูกใช้กันมั่วไปหมด จนผิดเพี้ยนจากเดิม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คำว่าโรค นั้นมุ่งหมายถึง สิ่งที่เกิดแล้วทำให้เสียชีวิต

โรคจึงมักเกี่ยวกับคำว่า กรรมพันธุ์ อันหมายถึง เป็นกรรม ที่มาแต่เกิด เป็นตัวกำหนด ที่หากไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ โรคอันนี้ก็จะเป็น ตัวกำหนดพรหมลิขิต นั่นคือ เมื่อโรคแก่จะทำให้เกิดอาการของโรค และทำให้คนตายไปพร้อมกับโรค

ด้วยคำนี้ ทำให้พอเห็นเค้าลางถึงต้นเหตุแห่งโรค ที่แท้จริง ว่ามาแต่กรรม ส่วนอาการชั่วคราวที่เกิด เช่นหวัด อีสุกอีใส ... ประดานี้ ไม่เรียกว่าโรค

เพราะไม่มีอำนาจใดในโลกชนะกรรมได้ จึงกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า ความคิดของมนุษย์ ที่มีอำนาจกรรมดลบันดาล จะใช้เพื่อชนะกรรมไม่มีทาง ... ผลก็คือ ไม่มียารักษาโรคอย่างแน่นอน

สมุนไพรของพระภูมีก็เฉกเช่นกัน ไม่ใช่ยารักษาโรค

คำถามที่มักถามกันว่า สมุนไพรตัวนี้รักษาโรคอะไร ตัวนั้นแก้โรคอะไร คำตอบที่จะได้รับ คือ ไม่มี ...

สมุนไพรเป็นเพียงวัตถุดิบที่ทำให้ร่างกายฟื้นฟูอวัยวะ และสร้างภูมิ ทำให้ทนต่ออาการของโรคได้

คุณสมบัติพิเศษที่สมุนไพรของพระภูมีมี แต่หาไม่ได้ในยาเคมี นั่นคือ การไปรบกวน เหมือนกวนน้ำให้ขุ่น ทำให้โรคที่ยังไม่แก่ เกิดอาการขึ้นก่อน

จึงไม่ต้องแปลกใจเลย หลายคนที่ในตอนเริ่มต้น อาจมาด้วยโรคหนึ่ง หากแต่เมื่อทานสมุนไพรไปสักระยะ จะปรากฎอาการของโรคอื่นปรากฎขึ้นมา ...

แต่น่าเสียดาย แทนที่จะมองเห็นเป็นคุณ กลับบอกว่า ตัวเองไม่เคยเป็นโรคนี้ แต่พอมาทานสมุนไพรแล้วมีอาการเช่นนี้ปรากฎ

หลวงพ่อนิพนธ์เรียกคนประเภทนี้ว่า พวกอกตัญญู

ดังนั้น ด้วยความเป็นพหูสูตร การสร้างสูตรสมุนไพร ก็คือการทำให้โรคแสดงอาการ ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา เสมือนผลไม้เร่งแก่ อาการที่เกิดก็จะไม่รุนแรงมาก ขณะเดียวกัน ก็จะฟืนฟูร่างกาย และอาศํยอาการนี้สร้างภูมิ ผ่านความอดทน ทนเจ็บ ทนปวด ของอาการที่เกิดขึ้น

ผลก็คือ เมื่อร่างกายทนอาการของโรคได้ ท้ายที่สุด โรคเมื่อครบอายุขัย ก็จะตายไปก่อน ในขณะที่เจ้าของสังขาร ยังไม่ตาย นั่นคือการหายโรค

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็น เมื่อคนเรามีอายุขัย โรคก็เช่นกัน มีอายุขัย .. หลักการในการหายโรค ก็คือ ทำให้เรายังอยู่ได้ เมื่อโรค หมดอายุขัย

โรคจึงเป็นมาแต่กรรม ติดมากับยีน แต่เกิด ... นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความไม่มีโรค หรือการทานสมุนไพร มีคุณอย่างไร ไม่เพียงชาตินี้ เกิดชาติหน้าฉันใด ก็จะไม่มีกรรม ไม่มียีนที่เป็นโรค

อย่าไปโทษนั่น โทษนี่ ทำให้เป็นโรคเลย เขาเรียกว่า พวกรำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง

ความรู้ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้นี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า คนเราเลือกเกิดได้ อยากได้แบบไหน ก็ทำเอา ... อยากได้สังขารใหม่ไม่มีโรค ชาตินี้ก็ทำเอา

อย่าดิ้นไปหายารักษาโรคเลย หาให้ตายก็ไม่เจอ

และเมื่อรู้ว่าต้นเหตุแห่งโรค มาแต่กรรม แล้วไม่คิดเปลี่ยนพฤติกรรม ตามคำสอนของพระภูมี ... หนทางหายโรค .. ก็ได้แต่ฝัน ไม่มีทางสำเร็จ

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เหมือนแกล้ง

หลักของพระภูมี กำหนดให้มีวันทำกิจกรรม จนเป็นที่พุทธศาสนิกชน เรียกว่า วันพระ

ก็แล้วทำไมต้องมารวมตัวกันทำกิจกรรมด้วยเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เอกลักษณ์ของศาสนา หรือ แหล่งบุญ นั่นคือ ที่รวมของคนทุกข์

การให้สมุนไพร เพื่อรักษาโรค จึงเป็นที่สอง เพราะนั่นแก้ปลายเหตุ หากแต่การมาทำกิจกรรม ช่วยคนทุกข์ เพื่อเอาบุญ ล้างกรรม จึงจักเป็นปฐมเหตุแห่งการมา

คนทุกข์ที่มา ดูเหมือนแกล้ง ต้องมาแต่เช้า เดินไปเดินมา ต้องทนนั่ง ทนฟัง ทนร้อน .. สารพัด ยิ่งคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ด้วยแล้ว ยิ่งดูน่าเวทนา เหมือนเอามาทรมาน ยังไงยังงั้น

การมาก็เพื่อช่วยผู้อื่น แล้วสุขนั้นจึงจะย้อนคืนกลับมาหาตน มิฉะนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมา หากเอาแต่ตนแล้ว พ้นทุกข์ได้

นี่จึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมจึงไม่มียารักษาโรค อีกประการ เพราะจะแสวงหาสุขให้ตนสักฉันใด ไม่ได้เลย หากสุขนั้นหมายถึงสุขของวิญญาณ เมื่อวิญญาณถูกบีบเค้นด้วยกรรม ที่มีอำนาจเหนือมนุษย์

การเรียนรู้วินัยธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าชนะกรรมได้ แล้วมาปฏิบัติ เพื่อเป็นบุญ .... นั่นคือ การสร้างสุขให้ผู้อื่น แล้วสุขนั้นจึงย้อนมายังตน ... แลที่ใดเล่าที่มีคนทุกข์มากมายรอให้เราท่านมาให้สุข ... จึงเป็นเหตุให้เราท่านต้องมาที่นี่

การมายังแผ่นดินนี้ จึงไม่ใช่การแกล้ง ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล หมายความว่า มีผลแห่งการกระทำทั้งสิ้น

หลักการแพทย์ คนป่วยต้องนอนพักผ่อน หลักของพระภูมี ตรงกันข้าม ยิ่งป่วย ยิ่งต้องพยายามให้ร่างกายทำงานเหมือนปกติ หรืออาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้ำไป

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า การทำงานหรือเคลื่อนไหว จะทำให้อวัยวะตื่นตัว ที่สำคัญคือ อวัยวะต้องการพลังงาน มาชดเชย ดังนั้น ทำให้ต้องการอาหารมากกว่าการนอน

ผลแห่งการต้องการอาหารนี้เอง เมื่อทานสมุนไพรควบคู่ไปกับอาหาร สมุนไพรก็จะถูกนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ เรียกว่าเกาะอาหารไปยังอวัยวะนั่นเอง

ตัวอย่างหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็นความมหัศจรรย์ ในวิธีของพระภูมี ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาใช้ นั่นคือ ท่านทวี ผู้ซึ่งป่วยเป็นโรคโปลิโอ ขาลีบข้างหนึ่ง ท่านได้มาบวชในยุคที่หลวงพ่อนิพนธ์ยังเปิดสำนักรับพระที่ลพบุรี

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวกับท่านทวีว่า อยากหาย ก็ให้เดินธุดงค์ ท่านทวีก็รับและบวช จนได้เดินธุดงค์ในปีนั้น

เหมือนแกล้ง ธุดงค์ปีนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ กำหนดเดินระยะทางกว่า ห้าร้อยกิโลเมตร แถมยังต้องเดินขึ้นเขาอีกต่างหาก

ผลแห่งการเดินในครั้งนั้น กลับจากธุดงค์ ขาของท่านทวีที่เป็นโปลิโอลีบ ก็กลับมามีกล้ามเนื้อ มีน่องปูดแทบจะเป็นปกติเหมือนอีกข้าง แล้วก็ลาสึกไปเป็นกุ๊กใหญ่ในโรงแรมทางอีสาน มาจนทุกวันนี้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ สอนว่า หลักของพระภูมี คือการย้อนเกล็ดของกรรม กรรมทำให้พลังของเราท่านอ่อนลง วิธีแก้ก็คือ ใช้พลังที่เหลืออยู่ มาให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วเราท่านจะได้พลังกลับมา

แบบว่่าคิดไม่ออก ทำอะไรไม่เป็น คุณปรียานุช จากเดินไม่ได้ แต่งตัวเองไม่ได้ ก็อาศํยเคล็ดนี้ เริ่มจากพอมีแรง ก็เอาแรงไปขัดถู ล้างห้องน้ำ มาทำก่อนคนไข้มาหนึ่งวันทุกสัปดาห์ จนกลับมาเดินได้ ช่วยตนได้

น่าเสียดาย ที่หลายคน อ้างว่าพลังของตนน้อย ไม่มีแรง ทำไม่ไหว ... แม้นจะแบกสังขารของตนมา ถึงสถานที่แหล่งบุญ ก็หาได้ทำสิ่งใดเพื่อช่วยตนไม่ ... เรียกว่าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ รอคอยแต่สมุนไพร

เราจึงอยากกระตุ้นให้ทุกคน ... พยายามมา แล้วใช้พลังที่เหลือ ทำตามคำสอน อย่าปล่อยเวลาสูญเปล่า อย่ารอแต่สมุนไพร... เพราะนี่คือ หลักตนพึ่งตน ... อยากหายแค่ไหน ก็ไม่ได้ ถ้าไม่ทำ อยากช่วยแค่ไหน ก็ไม่เป็นผล เพราะใครทำ ใครได้

เมื่อทำแล้ว มีบุญแล้ว จึงใช้บทแผ่ส่วนบุญส่วนกุศล ให้เจ้ากรรมนายเวร เหมือนที่กล่าวตอนสวดมนต์ แก้ปฐมเหตุ คือ กรรม แล้วสั่งให้สมุนไพร แก้ไขโรคาพยาธิ ... การหายโรคก็เป็นเรื่องง่ายแล้ว

ที่นี่จึงเป็นที่เดียว ที่รวมคนป่วย หากแต่มองไปแล้ว จะไม่เห็นคนนอนรอความตาย ... ทุกคนจะทำงานเหมือนคนปกติ หากแต่ไม่ใช่เพื่อหาเงิน หรือเพื่อหาสุขแก่ตน แต่ทำเพื่อให้สุขผู้อื่น แล้วจะได้บุญมาให้สุขตน คือหายโรค

ดูเหมือนทรมานคนป่วย ... แต่นี่แหละการย้อนเกล็ดของพระภูมี

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ต้นแบบ

ตอนนี้ มีคนไข้มะเร็งมาพักกับหลวงพ่อนิพนธ์บ้างแล้ว ซึ่งบุคคลที่มาก็ล้วนแล้วแต่เข้าขั้นตรีทูต นั่นคือระยะสุดท้ายที่หมอไม่รับ

การจะฟื้นฟูตนสำเร็จหรือไม่ ก็คงไม่มีใครตอบได้ แต่สิ่งหนึ่งที่คนเหล่านี้ต้องพบเห็นแน่นอน นั่นคือ การจากไปของคนไข้บางคน

เมื่อไม่นาน ก็มีคนไข้มะเร็งตับที่มาอยู่กับหลวงพ่อนิพนธ์เสียชีวิตลง หลวงพ่อนิพนธ์ก็วิตกว่า การจากไปของคนไข้ท่านนี้ จะทำให้พวกคนไข้มะเร็งที่ยังอยู่ เสียขวัญ กำลังใจ

หากแต่เรื่องกลับตาลปัตร เพราะภาพที่คนไข้ที่มาอยู่ ทำให้พวกเขาประทับใจ จนคนไข้มะเร็งสมองท่านหนึ่งกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า หากเป็นมะเร็งแล้วต้องตาย และตายแบบคนไข้มะเร็งตับท่านนี้ เขาพร้อมจะตาย

ทำไมเขาจึงคิดเช่นนั้น เพราะหลายเดือนที่อยู่มาด้วยกัน มะเร็งตับคนที่จากไป ไม่เคยมีอาการปวดทุรนทุรายให้เห็นเลย และเมื่อถึงคราวสิ้นลม ก็ไปสบายนอนหลับอย่างปกติแล้วจากไป

การตายของคนไข้มะเร็งตับ จึงทำให้คนไข้มะเร็งที่อยู่ มีกำลังใจ และรู้ว่า หากพรหมลิขิตของเขาหมดสิ้นลงจริง อย่างน้อยการตายของพวกเขาเมื่อมาใช้หนทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ก็ไม่ปวด ทุรนทุราย จนขาดใจตายในสภาพที่น่าเวทนาแก่คนที่ยังอยู่

อ.อร่าม ก็ได้หยิบยกเรื่องที่เป็นต้นแบบ เยี่ยงนี้มาให้ฟังเช่นกัน นั่นคือ ที่ปรึกษาของมูลนิธิไทยกรุณา ผู้ที่ซึ่งเป็นกำลังหลักในการก่อตั้งมูลนิธิ และเป็นผู้ที่ซื้อที่ดินบริจาคให้แก่มูลนิธิ อันเป็นผืนแผ่นดินที่เราท่านทำกิจกรรมทุกวันนี้ นั่นคือ คุณบุญเติม ติวานนท์

อ.อร่าม เล่าว่า จำได้ดีว่าก่อนวันจากไป ในวันพุธ ซึ่งมูลนิธิมีกิจกรรม คุณบุญเติม ก็ได้มาร่วมทำกิจกรรมกับหลวงพ่อนิพนธ์และกรรมการ ตลอดวัน ด้วยสภาพเหมือนคนปกติ ไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้นบ่งชี้ให้เห็นเลยว่าจะจากไป

แม้กระทั่งเลิกกิจกรรม ก็ยังไปทานข้าวสังสรรค์พูดคุย กับหลวงพ่อนิพนธ์และกรรมการ

หากแต่ในตอนเช้าของวันพฤหัส ที่ซึ่งคุณบุญเติม และภรรยา ปกติจะต้องมาที่มูลนิธิ คุณวนิดา ก็ไปปลุกคุณบุญเติม ปรากฎว่า คุณบุญเติมร่างกายยังนิ่มอยู่ หากแต่ได้เสียชีวิตลงแล้ว เรียกว่า นอนหลับแล้วจากไปอย่างสบายๆ ด้วยหมดอายุขัย

คณะกรรมการ ต่างรู้สึกเสียใจในการจากไปของคุณบุญเติม ผู้ซึ่งเรียกว่าเป็นพี่ใหญ่ของคณะกรรมการ หลายคนก็ร้องไห้ ครั้นเมื่อคุยกันไปมา ต่างก็รู้สึกเหมือนกันว่า พวกตนจะมีวาสนาเยี่ยงนี้หรือไม่

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นี่แหละคือมนุษย์สมบัติ อยู่อย่างปกติสุข ไม่มีโรครุมเร้า จนหมดอายุขัย นอนหลับไป ก็เสมือนฝันไปเดินเล่นในส่วน ดูบ้านโน้นที บ้านนี้ที บ้านไหนเขาอัทธยาศัยดี ชวนเข้าบ้าน ชอบก็เดินเข้าไป ลืมตามาอีกทีก็เกิดมาในชาติใหม่แล้ว

ใครที่กล่าวว่า มนุษย์เลือกเกิดไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้เรื่องศาสนา แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนว่า ทุกคนสามารถที่จะเลือกได้ ว่าจะเกิดอย่างไร เป็นอะไร ... อยากได้แบบไหนก็ทำเอา ... สิ่งที่เราทำนั่นแหละจะเป็นตัวนำเกิด ... ซึ่งพระภูมีเรียกสิ่งนี้ว่า "ตัวกระทำนำเกิด"

ในกรณีตรงข้าม นั่นคือ เมื่อหลับก็เสมือนมีเสือ หรือ มีภัย ทำให้ต้องวิ่งหนี หัวซุก หัวซุน อยู่ในความมืด พอเห็นที่ใดมีแสง ก็รีบมุดเข้าไป โผล่ออกมาอีกที ก็เกิดในท้องสัตว์แล้ว ...

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นคุณของสมุนไพร ... ไม่ใช่เพียงแค่จบในชาตินี้ ยังให้คุณถึงชาติหน้าอีกด้วย ... คุณของสมุนไพรจึงมหาศาล จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม เวลาทานสมุนไพรที่นี่ จึงต้องไหว้ ...

ขอเตือนอีกครั้ง จำพวกที่เดินแกว่งถุงสมุนไพร แต่ประคองถุงหมู ... กลัวหมูตก แต่ไม่กลัวสมุนไพรตก ... ท่านกำลังจัดลำดับความสำคัญผิด หมูก็แค่หายหิว หากแต่สมุนไพรหมายถึงชีวิต ... พฤติกรรมของท่านกำลังดึงของสูงลงต่ำ แล้วสมุนไพรจะยกวิญญานที่กำลังตกนรกขึ้นที่สูงได้โดยวิธีใด ก็เล่นกดสมุนไพรจนต่ำกว่าหมูซะแล้ว

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ข้างหลังภาพ

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนไข้ที่มีฐานะท่านหนึ่ง ประสพปัญหา หมอนรองกระดูกทับเส้น มาหาหลวงพ่อนิพนธ์

เขามาตามคำบอกเล่า และก็ได้เห็นตัวอย่างของบุคคลที่ประสพผลสำเร็จ จากโรคเดียวกันมาแล้ว จึงแบกความหวัง ความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า คนทั่วไป ได้ยิน ได้เห็น แต่ไม่เคยได้รู้ว่า กว่าที่คนที่เห็นนั้นจะหาย เขาผ่านอะไรมาบ้าง

จึงหยิบยก ไฮโซระดับแนวหน้าของประเทศท่านหนึ่งให้ฟัง เป็นนักธุรกิจใหญ่ เจ้าของตึกย่านสีลม ที่ประสพปัญหานี้เช่นกัน

หมอวินิจฉัยแล้วให้ทางเลือกสองทาง นั่นคือ ทางแรก ต้องทนปวดอย่างนี้ไปจนตาย ทางที่สอง คือ ทำการผ่าตัด ตัดประสาทส่วนนั้นออก เมื่อผ่าแล้วจะไม่มีอาการปวดอีกเลย หากแต่เขาต้องเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต

บุญยังพอมี ครอบครัวของเขา เป็นแฟนตัวยงของคุณธานินทร์ฺ อินทรเทพ เรียกว่าร้องที่ไหน ต้องตามไปฟัง หรือไม่ก็ให้มาร้องที่บ้านเลย ... และวันหนึ่ง ก็ได้พูดเล่าอาการของตนแก่คุณธานินทร์ฟัง

คุณธานินทร์แนะนำมาให้ใช้แนวทางสมุนไพร มาฟังหลวงพ่อนิพนธ์วินิจฉัย แล้วพิจารณาวิธีการในการฟื้นฟูตน

สิ่งที่เขาต้องตัดสินใจ จากการฟังหลวงพ่อนิพนธ์คือ หากอยากจะหาย ต้องทนปวด แล้วทานสมุนไพร ทนจนกว่าร่างกายจะชนะความปวดอันนั้นได้

เขาตัดสินใจเลือกแนวทางสมุนไพร แต่ก็กลัวใจของตน ดังนั้น จึงกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ขอฝากกุญแจรถไว้กับหลวงพ่อนิพนธ์ เพราะกลัวทนไม่ได้ จะขับรถกลับ หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ทนไม่ไหวก็กลับไปให้หมอฉีดยา ฉีดปุ๊บก็หายปวดปั๊บ

คาถาที่ให้ท่อง คือ ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า ต้องผ่านประตูนรกก่อน จึงจะเจอประตูสวรรค์

ภรรยาของเขามาอยู่เป็นกำลังใจ

ผลของการใช้แนวทางสมุนไพร คือ สามวันแรก เขาปวดจนร้องไห้ คิดจะขับรถกลับหลายครั้ง แต่ภรรยาก็คอยให้กำลังใจ แลคำถามเดียวซ้ำๆ เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์เดินไปดู นั่นคือ เมื่อไหร่จะผ่านประตูนรกสักที อาการอย่างนี้จะเป็นอีกนานไหม

ถึงเช้าวันที่ ๔ เมื่อถึงประตูสวรรค์ อาการปวดของเขาลดน้อยถอยลง จนอยู่ในระดับที่พอทนได้ ไม่ถึงกับน้ำตาเล็ดเช่นสามวันแรก

เขาจึงมีกำลังใจ มุมานะทานสมุนไพร และทนปวดจนผ่านไปครึ่งปี เขาจึงฟื้นฟูตนจนสำเร็จ อยู่มาจนทุกวันนี้ก็ปีที่แปดแล้ว โดยไม่เคยปวดอีกเลย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า อย่าเพียงแต่ฟัง แต่สิ่งดีๆ เห็นคนโน้นหาย คนนี้หาย ก็คิดว่าตนต้องหายเหมือนเขา แต่ตั้งความหวังว่า เมื่อสมุนไพรดี การหายของตน จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาย ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่มีอาการใดๆ มาแผ่วพานเลย ... ไม่ใช่ ไม่ใช่

เพราะโรคเป็นตัวแทนแห่งกรรม การจะหายโรค ก็คือการใช้กรรม เมื่อกรรมทำให้เราต้องทุกข์ การจะหาย จึงต้องอาศัยน้ำอดน้ำทน ... ผ่านประตูนรก ... แล้วจึงจะเจอประตูสวรรค์

และที่เน้นย้ำ อย่าเห็นคนโน้นทำอย่างนี้ได้ ทำอย่างนั้นได้ ก็เอาอย่าง ... พึงระลึกว่า ต่างกรรม ต่างวาระ ... แน่ใจหรือว่า กรรมเราเหมือนเขา จึงเห็นเขาทำอย่างนี้ อย่างนั้น แล้วหาย เลยเอาอย่าบ้าง

เห็นคนนั้นทานสมุนไพรแล้วใช้ให้คนริน ก็หาย ตัวเองเอามั่ง ... ระวังไว้ ...

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ปีใหม่

วันนี้ วันดี ปีใหม่ ... เนื้อร้อง ทำนอง ที่คุ้นหู ของคนไทย หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเสมอว่า คำว่าปีใหม่ในพุทธกาล ย่อมหมายถึง ร่างกายที่ปลอดโรค แลนิสัยใหม่ๆ ที่เกิด

หากแม้น โรคยังรุมเร้าเหมือนเดิม นิสัยเดิมๆ .. ก็เรียกได้ว่า ใหม่แต่ปี แต่สภาพของเราท่าน ก็ยังเก่าอยู่ ยังเหมือนเดิม

ปีใหม่ในความหมายของพุทธกาล จึงเน้นที่การกลายเป็นคนไม่มีโรค หรือ โรคลดน้อยถอยลง ลดนิสัยตน สวนกับสิ่งที่ต้องมีเพิ่มขึ้น นั่นก็คือ นิสัยพระพุทธเจ้า มาแทนที่เป็นบางสิ่งบางอย่าง

ปลายทางของหลักสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า ... คือคนดี

หากแต่คนดีของพระภูมี ไม่จำเป็นต้อง ไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวเตร่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ หากแต่คนดีของพระภูมี คือ มีนิสัยให้สุขแก่ผู้อื่น ... สิ่งใดที่ให้ทุกข์แก่ผู้อื่น ไม่ทำ ส่วนเรื่องอื่นๆ ความชอบส่วนตน จักทำเช่นไร ไม่ว่ากัน

ตัวอย่างที่หยิบยกมาให้ฟังเสมอ ดังเช่นคุณธานินทร์ อินทรเทพ .. นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้หลักสมุนไพร ก็ยังคงเป็นนักทานกาแฟ นักสูบบุหรี่ นักดื่ม เหมือนอดีต ... ผ่านมาถึงปัจจุบัน ก็เข้าปีที่ ๑๕ แล้ว

หากแต่ตัวอย่างที่คลาสสิกกว่า อันได้แก่คนไข้อัมพฤกต์ท่านหนึ่ง ที่ได้เวียนมากราบหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อช่วงปีใหม่สากลที่ผ่านมา ถึงวันนี้ ก็ย่างเข้าสิบปีแล้วที่หายจากอัมพฤกต์ กลับไปทำนา ทำไร ที่บ้านแถบอีสาน

ก่อนหน้าจะเป็นอัมพฤกต์ เขาคือ นักแซ๊งค์ หรือ นักล้วง มือฉกาจน์คนหนึ่งในวงการ ทำมาตั้งแต่เด็ก จนเป็นอาชีพหลักในการดำรงชีวิต จวบจนอาการอัมพฤกต์มาเยือน เส้นทางนั้นจึงหยุดลง

การหายอัมพฤกต์ จึงเป็นปีใหม่ของเขา เพราะไม่เพียงหายโรค แต่นิสัยความเป็นนักล้วง นักแซ้งค์ ก็ยกถวายแม่ชีเมี้ยน ไปด้วย

สิบปีที่ผ่านมา กับการทำนา ทำไร ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ... นี่แหละปีใหม่ ชีวิตใหม่ ... ที่หลวงพ่อนิพนธ์ อยากให้เราท่านมี

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นเสมอ นั่นคือ อุปสรรคใหญ่ของการฟื้นฟูตน จึงไม่ใช่โรค หากแต่เป็นนิสัยต่างหาก จะหายได้อย่างไร ในเมื่อนิสัยยังคงเดิม และก็นิสัยเดิมนี้แหละที่ทำให้เกิดโรค ...

คนดีของศาสนา จึงต้องมีสติ แล้วคิดเสมอว่า นิสัยตนที่มี ให้ทุกข์หรือให้สุขแก่ผู้อื่น ...สิ่งใดให้ทุกข์ก็หยุดเสีย สิ่งใดไม่ให้ทุกข์อยากทำก็ไม่ว่ากัน ... ทานสมุนไพร จึงไม่จำเป็นหรอก ต้องหยุดเหล้า เบียร์ ... คนดีก็ทานได้ ตราบใดที่ทานแล้วผู้อื่นไม่เป็นทุกข์

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อย่ามั่ว

คนที่มาทานสมุนไพร ล้วนมุ่งหวังให้หายโรคกันทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่พยายามจะตั้งหน้าตั้งตาทานสมุนไพรเพื่อให้หายโรค

หากแต่ความเข้าใจผิด ประการหนึ่งที่เด่นชัด นั่นคือ เมื่อตั้งหน้าตั้งตาทานสมุนไพรแล้ว ก็โบ้ย มุ่งมาดวาดฝันเลยว่า ต้องหายโรคหรืออาการที่เป็นอยู่

หากแต่ความเป็นจริง สมุนไพรมิใช่ยารักษาโรค จึงจักได้ยินเสมอว่า เมื่อถามว่าสมุนไพรตัวนั้นตัวนี้ รักษาโรคอะไร คำตอบที่วิทยากรมักกล่าวเสมอคือ ไม่มี

สมุนไพรเป็นวัตถุดิบ ใช้ฟื้นฟูอวัยวะและระบบของร่างกาย ให้กลับมาทำงานได้ปกติ มิได้มีหน้าที่รักษาโรคแต่ประการใด

กระบวนการรักษาโรค เป็นหน้าที่ของร่างกาย ที่ปกติสามารถทำได้เองอยู่แล้ว แต่เพราะอวัยวะไม่ปกติ จึงแก้ปัญหาไม่ได้

เมื่อสมุนไพรแก้ปัญหาความผิดปกติของอวัยวะ ร่างกายก็ใช้อวัยวะที่ปกติ ร่วมกับปัจจัยอีกอย่าง คือ อาหาร ในการฟื้นฟูร่างกายให้หายจากโรค

นี่แหละคือกลไกที่ร่างกายใช้ ดังนั้น หลายคนที่มาใช้มาใช้แนวทางสมุนไพร ตั้งหน้าตั้งตาทานสมุนไพรอย่างเต็มที่ แต่ไม่ยอมทานอาหาร โดยเฉพาะเลือกทาน หรือทานไม่ครบ ๕ หมู่

ผลก็คือ ถึงร่างกายจะได้อวัยวะกลับมา แต่ไม่มีวัตถุดิบจากอาหารส่งเข้าไป เพื่อให้ร่างกายนำไปซ่อมแซม หรือแก้ไขปัญหา .. ก็จบ

เราท่านจึงมักได้ยินวิทยากรกล่าวเสมอว่า เมื่อใช้หลักการของแม่ชีเมี้ยน ต้องทานอาหาร และต้องทานให้ครบ ๕ หมู่ ดังนั้น วิธีการนี้จึงไม่มีของแสลง

โดยเฉพาะคนที่เป็นมะเร็ง ไม่ทานเนื้อ ก็จบเห่ คนเป็นเก๊าต์ ไม่ทานไก่ ไม่ทานเครื่องใน .. ก็ไปไม่รอด ไม่ว่าจะทานสมุนไพรสักฉันใด

ดังนั้นอย่ามั่ว หากต้องการจะฟื้นฟูตน มิเพียงทานสมุนไพรให้ได้ปริมาณ เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูอวัยวะได้ ยังต้องทานอาหารให้เพียงพอ ครบทั้ง ๕ หมู่

บทสรุป วิทยากร อ.อร่าม จึงมักกล่าวว่า พวก ชี มัง เจ ... หยุดไว้ก่อน ไม่ทานเนื้อ ร่างกายจะเอาพลังงานมาจากไหน ไม่ทันตายด้วยโรค ก็ตายเพราะขาดสารอาหารไปก่อนแล้ว

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เกร็ดความรู้

คำว่าสมุนไพรต้องการปริมาณ หมายความว่า เมื่อทานสมุนไพรไปแล้ว ร่างกายจักเก็บสะสมไว้ เมื่อได้ปริมาณก็จักแสดงคุณค่าในการแก้ไขปัญหาที่เกิด ดังนั้น จึงต้องใช้เวลา 

ตัวอย่างเช่น สมุนไพรพริกไทย ที่จัดให้แก่สมาชิกอัมพฤกต์ อัมพาต เมื่อทานแล้ว จักยังไม่เกิดผลในทันที หากแต่ร่างกายจักสะสมธาตุไฟนี้ไว้ เมื่อได้ปริมาณที่พอเพียง ก็จักทำให้ส่วนของเส้นเอ็นที่ตระคริว นิ่มอ่อนลง ทำให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม นี่แหละคือความจำเป็นว่าทำไมจึงต้องให้ทานให้ได้ปริมาณ ... เพื่อให้ผลเกิดนั่นเอง ... 

จึงอยากจะย้ำว่า หากจะช่วยตน สมุนไพรทุกชนิดที่ได้รับไป ต้องทานให้หมด ทุกชนิดในช่วงระยะเวลาของการมา เช่นสัปดาห์ละครั้ง ก็ควรทานให้หมดในหนึ่งสัปดาห์

พระมาลัยเขาช่วยตนอย่างไร

หลายคนฟังคนมาเล่า สมุนไพรที่โน่นดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ คนโน้นหาย คนนั้นดี ... แต่ไม่มีรายละเอียด ทำให้คนเหล่านี้ ปักใจไปที่สมุนไพร หากได้ทานต้องหาย เมื่อมุ่งมาก็ตั้งหน้าตั้งตา หวังเพียงสมุนไพรเพียงอย่างเดียว รายละเอียดใดๆ ไม่เรียนรู้ ไม่สน

ท้ายที่สุด ความหวังของคนเหล่านี้ ก็เลือนหาย เมื่อความเป็นจริง สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา สมุนไพรเป็นองค์ประกอบหนึ่ง เท่านั้น ยังต้องมีรายละเอียดอื่นให้ประพฤติปฏิบัติอีก

สัปดาห์นี้ ฟังคุณปรียานุชมาเล่า ก็ได้เห็นความชัดเจน ความจริง ว่าการจักประสพความสำเร็จ หาใช่จากการทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ... จุดหนึ่งที่เธอประสพ นั่นคือนิสัยของเธอที่เป็นคนเจ้าอารมณ์ โกรธง่าย และขี้เหนียว เรียกว่า ขึ้นชื่อเลยในกองถ่าย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงบอกกับคุณนุชว่า หากจักประสพความสำเร็จ สิ่งหนึ่งที่ต้องแก้ไขนั่นคือ ต้องฝึกควบคุมความโกรธ ... เธอจึงถูกสั่งให้นั่งเฉยๆ สงบสติอารมณ์ ตั้งแต่ สิบโมงเช้า ถึง สี่โมงเย็น ให้ฝึกเช่นนี้ ทุกครั้งที่มาหาหลวงพ่อนิพนธ์

เวลาผ่านไป สภาพในกองถ่ายก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบัน เสียงว่ากล่าวจากคูณนุช เลือนหายไป แถมยังกลายเป็นกองถ่ายที่มีขนมนมเนยให้ทานตลอด

ส่วนคุณธานินทร์ก็เล่าว่า ครั้งเมื่อรักษาตัว จนเรียกได้เข้าสู่ภาวะปกติ วันหนึ่งหลวงพ่อนิพนธ์สั่งคนให้มาบอกว่า มูลนิธิจัดงานที่โรงแรมของกรรมการท่านหนึ่ง ซึ่งก็ชื่อเล็กเหมือนกัน

หากแต่ ชายเล็ก กับ หญิงเล็ก สองคน เคยมีเรื่องมีคดีความกันมา คุณเล็กธานินทร์ จึงบอกว่า แม้นตายก็ไม่ไปงานที่โรงแรมของคุณหญิงเล็กนี้ อย่างเด็ดขาด

วันงานผ่านไป พร้อมกับการขาดคูณธานินทร์ที่ไม่ได้ไปร่วมงาน ไม่นาน คุณธานินทร์ก็มีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่าทานสมุนไพรอย่างไร ก็ไม่ดีขึ้น จนต้องขับรถตีด่วนจากกรุงเทพมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ในตอนดึก

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นคราวเคราะห์ หากคุณธานินทร์เชื่อ แล้วทำใจ ทำตามที่บอก ก็พ้นเคราะห์ได้ แต่นี่ทำไม่ได้ จึงต้องเจอเคราห์อันนี้

เผอิญ ในช่วงนั้น มีหมาตัวหนึ่งชื่อเจ้าเจมส์ เป็นหมาที่คนเอามาถวายหลวงพ่อนิพนธ์ รูปร่างใหญ่โต ด้วยความที่ศาลาเดิมอยู่ติดกับทางรถไฟ ในช่วงนั้นเอง เจ้าเจมส์ถูกรถไฟชน ตกลงไปในคูข้างราง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกกับคุณธานินทร์ ให้ช่วยดูแลเจ้าเจมส์ให้ที คุณธานินทร์ ก็กลับบ้านมาพร้อมเจ้าเจมส์ วันรุ่งขึ้น พามันไปหาสัตว์แพทย์เช็คอาการ สัตว์แพทย์บอก คงไม่รอด เพราะโดนกระแทกเข้าที่อวัยวะสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น เส้นเลือดใหญ่ฉีกขาด ทำอะไรไม่ได้

คุณธานินทร์ พาเจ้าเจมส์กลับมา แล้วก็จับเจ้าเจมส์ ป้อนยาเขียวเช้าเย็นทุกวัน อาการของคุณธานินทร์ กับเจ้าเจมส์ ก็ดีวันดีคืนทั้งคู่ เจ้าเจมส์จึงอยู่กับคุณธานินทร์มาได้อีก ห้าปี จึงจากไป

บทสรุปที่สองท่านบรรยาย จึงชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดให้ทำ มีผลต่อสุขภาพของพวกเขา ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย

คำแนะนำของทั้งสองท่าน จึงกล่าวว่า ทุกคำพูดทุกวลีของหลวงพ่อนิพนธ์ ล้วนมีผลแก่ผู้ที่ทำตาม การฟัง แล้วพิจารณา นำไปทำ ย่อมเกิดผลอันมหาศาลแก่ผู้นั้น

ผู้ที่ไม่ฟัง ไม่ทำตาม ... อาศัยการทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ยากที่จะประสพผลได้

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หลักตนพึ่งตน


ต้องยอมรับความเป็นจริง ว่าการจะหายโรค ไม่ใช่จบกันที่ยา ... หรือการทานสมุนไพร นี่จึงเป็นเหตุที่พูดได้เต็มปากว่า โลกนี้ไม่มียารักษาโรค

หากการจบโรค ทำเช่นนั้นได้ ที่นี่ก็คือแหล่งทำบาปแล้วไซร้ เพราะไปห้ามหรือกีดกันมนุษย์ ให้เสียโอกาสในการช่วยตน แต่ความจริงก็ปรากฎตามพุทธดำรัส โรคมีมูลเหตุมาแต่กรรม กรรมคือเจ้านายบันดาลโรคให้เกิด ตามพฤติกรรมที่ทำมา การจะหายโรคจึงมิเพียงแต่แก้โรค หากแต่ต้องแก้กรรม ซึ่งเป็นต้นอำนาจให้ได้ด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ทำไมที่นี่จึงไม่จำเป็นต้องมีหมอ มีพยาบาล มีเครื่องมือฉุกเฉิน ทั้งที่สถานที่นี้ คนส่วนใหญ่ที่มา เรียกได้ว่า อาการเลวร้าย หมอไม่รับ พร้อมที่จะหมดลมหายใจ หรือ เกิดอาการปัจจุบันทันด่วนได้ทุกเวลา

ก็เพราะกิจกรรมที่ทำ เป็นวินัยตามบัญญัติของพระพุทธเจ้า ทำแล้วเป็นบุญจริง จึงมีอำนาจลดกรรมที่ทำมาส่วนหนึ่ง เมื่อกรรมมันลดอำนาจลง โรคก็ลดอำนาจลงตาม จะไปเกิดอาการเลวร้ายได้อย่างไร

หากแต่การจะลดอำนาจกรรม ด้วยการสร้างบุญ ก็ต้องอาศัยตนเองเป็นผู้กระทำ ดังนั้น ผู้ป่วยไม่มาไม่ได้ การที่มาไม่ไหว ก็อาศัยผู้อื่นได้เพียงชั่วคราว หากแต่คิดอาศัยจนจบราว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ คำแนะนำที่มักได้ยิน จึงกล่าวว่า หากมาได้ให้มา เพราะบุญเสมือนกรรม อยากได้ต้องทำเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักยกตัวอย่าง ที่เห็นชัดเจนในหลักตนพึ่งตน นั่นคือ กรณีของคุณหมอนฤนาถ

หมอเป็นหมอแผนปัจจุบัน ที่สำคัญเป็นหมอรักษามะเร็ง โดยตรงอีกต่างหาก

หมอก็เหมือนหมอทั่วไป ย่อมมีความมั่นใจในความรู้ ในหลักวิชาการที่ตนร่ำเรียนมา ก่อนหน้าที่จะมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ความคิดด้านสมุนไพร ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นด้านลบเป็นธรรมดาวิสัย

จนกระทั่ง หมอมีคนไข้หญิงท่านหนึ่ง เป็นมะเร็งมดลูก ไปรักษาที่โรงพยาบาล และหมอนฤนาถเป็นเจ้าของไข้ รักษากับหมอมา จนถึงระยะสุดท้าย ภรรยาของหมอก็บอกหมอว่า ที่เป็นผู้ทำการตรวจวินิจฉัยภายใน กล่าวกับหมอว่า คนไข้เข้าขั้นวิกฤต ท้องแข็งจนกดไม่ลง มดลูกถูกทำลาย และบอกกับคนไข้ว่าต้องมาทำการตรวจทุกเดือน

หากแต่คนไข้หญิงคนดังกล่าว กลับหายไปไม่มาพบหมออีกเลย จนเวลาล่วงไป ๑ ปี เธอก็กลับมาให้หมอตรวจร่างกายอีกครั้ง หมอนฤนาถ ก็ได้กล่าวเตือนคนไข้ว่า การกระทำของเธอ คือ การไม่มาพบแพทย์ นั้น ทำให้การตรวจและรักษาไม่ต่อเนื่อง และหมอก็ไม่อยากที่จะรับคนไข้แบบนี้ไว้ดูแล แต่ก็ทนเซ้าซี้ของคนไข้ไม่ไหว ที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด จึงให้ภรรยาทำการตรวจ

ผลของการตรวจ สร้างความประหลาดใจแก่ภรรยา และหมอ ด้วยมดลูกของคนไข้ กลับมาปกติ อาการท้องแข็งก็หายไป ค่ามะเร็งก็กลับมาปกติ หากแต่คนไข้หญิง ไม่พูดอะไร ได้ผลตรวจเสร็จ ก็กลับบ้าน

เวลาผ่านไป ๖ เดือน คุณหมอนฤนาถ มีอาการโรคมะเร็ง ตรวจพบว่า ตนเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก อาการรุนแรง เข้าขั้นระยะสุดท้าย

วันหนึ่งภรรยาของหมอนึกได้ จึงกล่าวกับหมอถึงคนไข้หญิงที่เป็นมะเร็งมดลูก คุยกันแล้วลงความเห็นว่า สมควรไปถามคนไข้ว่าไปทำอะไรมา จึงค้นประวัติแล้วตามไปพบคนไข้หญิงที่บ้าน

คำตอบที่ได้รับจากคนไข้หญิง ก็คือ บอกไม่ได้ คนที่รักษาเขาไม่ให้บอก ภรรยาและคุณหมอ ก็ตามตื้อทุกวัน จนคนไข้หญิงใจอ่อน บอกว่ามาทานสมุนไพรของหลวงพ่อนิพนธ์ที่เมืองกาญจน์

คุณหมอและภรรยา มาพบหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วฟัง พิจารณาเหตุและผลที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ ก็ตัดสินใจที่จะทานสมุนไพร

พฤติกรรมหนึ่งที่หลวงพ่อที่หลวงพ่อนิพนธ์แนะนำแก่หมอนฤนาถ นั่นคือ หลักของสมุนไพร เป็นหลักพึ่งตนเอง ดังนั้น ยิ่งพึ่งตนเองมากเท่าไหร่ ยิ่งดี และยิ่งให้สุขแก่ผู้อื่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นบุญย้อนกลับมาช่วยตนเท่านั้น

นันจึงเป็นที่มาของภาพที่พบเห็นในเวลานั้น คือ ทุกวันอาทิตย์ หมอนฤนาถจะขับรถมา แล้วมานั่งเผาสมุนไพรมะพร้าวเอง ครั้งละ ๖ ลูก และรับปากหลวงพ่อนิพนธ์ จะเผาให้แก่ผู้อื่นอีก หนึ่งร้อยลูก ทุกสัปดาห์

สัปดาห์ต่อมาหลังจากนั้น หมอนฤนาถก็เปลี่ยนจากรถเก๊ง มาเป็นการขับรถกระบะมาแทน แล้วก็ขออนุญาตซื้อมะพร้าวมา ครั้งละร้อยลูกทุกสัปดาห์

ผ่านไปเพียงหกเดือน การช่วยตนของหมอนฤนาถก็สำเร็จ หมอไปตรวจเช็คอาการและเชื้อมะเร็ง ก็กลับเป็นปกติดี

จากบทเรียนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การที่ผู้ป่วยมะเร็ง จะมาเอาสมุนไพรมะพร้าวดังเช่นทุกวันนี้ จึงไม่สมควร ประการหนึ่ง สมุนไพรมะพร้าวที่ทำแจก ก็เป็นการต้ม เรียกได้ว่าประสิทธิภาพที่ได้ก็ไม่เต็มสูตร สู้การเผาลูกต่อลูกไม่ได้ ที่สำคัญสารสมุนไพรก็ไม่ครบเหมือนการเผา

ดังนั้น ผู้ป่วยมะเร็ง จึงควรพึ่งตนเองให้มากที่สุด หากเป็นไปได้ ก็รับลูกยามะพร้าวไป แล้วไปเผาทานเอง

ยิ่งพึ่งตนเองมากเท่าไหร่ ผลแห่งการทานสมุนไพร ก็มากเท่านั้น ใครเชื่อ ก็ลองไปทำตามดู

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ย้อนอดีต

เสาร์ที่ผ่านมา หลวงพ่อนิพนธ์เชิญชวนคนไปช่วยเก็บสมุนไพร โดยเฉพาะเหล่ากรรมการ รวมกับชุดอาสาของอาศํกดิ์ และอาเส่ย ขาประจำแล้ว ก็เป็น ๓๒ คน

สัปดาห์ที่ผ่านมา วันพฤหัส แจกยาเขียวไป ประมาณ ๗ พันขวด และวันอาทิตย์ ๕ พัน ๕ ร้อยขวด

จำนวนคนที่มากมายในวันเสาร์ หากแต่ปริมาณใบยาที่เก็บได้ ก็เพียงแค่ ๗๐ กว่ากิโลกรัมเท่านั้นเอง เทียบกับในฤดูฝน ที่ทีมของอาศักดิ์และอาเส่ย ประมาณสิบคนเก็บ ก็ปาเข้าไปสองร้อยกิโลกรัมขึ้น

นั่นหมายความว่า ความยากลำบากในการเก็บใบยามันมากขึ้น เพราะปริมาณที่น้อย และพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูง

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่ย่อท้อ แบกวัย ๗๐ กว่าๆ เดินขึ้นเขา เพื่อไปเก็บใบยามาให้เราท่านได้ทานไม่ขาด เพราะรู้ว่ามีความจำเป็น และขาดไม่ได้ ต้องทานอย่างต่อเนื่อง

ย้อนไปยังสมัยที่หลวงพ่อนิพนธ์พาพระไปหลบในป่า ที่ อ.บ่อพลอย อยู่ในที่ๆไม่มีคนไป และก็ขาดความเจริญ เพราะบริเวณนั้น แห้งแล้งมาก ขนาดปลูกพืชใดๆ ก็หาผลได้ยาก

จำได้ว่า เมื่อครั้งตอนไปซื้อที่แห่งนี้ นายอำเภอได้บอกกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า พื้นที่ตรงนี้ อย่าได้ลงทุนปลูกหรือทำอะไร เพราะจะเจ๊ง เป็นพื้นที่ที่มีค่าภาษีถูกที่สุดในประเทศไทย ทำอะไรไม่ได้

กระนั้นก็ตาม การซื้อที่ตรงนี้ไว้และให้พระมาพัก ก็ด้วยเหตุแห่งการเป็นแหล่งต้นยาธรรมชาติ นับพันต้น เพื่อสงวนไว้ให้คนป่วยได้มีทานนั่นเอง

แต่ความแห้งแล้ว ขาดน้ำของพื้นที่ ก็ทำให้เมื่อเข้าหน้าแล้ง ต้นยาก็ทิ้งใบหมด

ครั้นอนุญาตให้พระทำกิจกรรมแจกสมุนไพร ในขณะนั้น การแจกสมุนไพรให้แก่ผู้ที่มา ก็เพียงทานยาเขียวคนละแก้วเป๊กเท่านั้น และก็มีสมุนไพร มะกรูด และน้ำผึ้งให้คนละปั้น สำหรับผู้ป่วยไตมะเร็ง จึงมีมะพร้าวให้ทาน และก็ขาตั้๊งสำหรับอัมพฤกต์ คนละแก้ว

การทานสมุนไพรในตอนนั้น พระจึงร้องขอ ไม่ต้องเอาอะไรมาถวาย หากแต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องทำ นั่นก็คือ การหิ้วน้ำมา และไปช่วยกันบำรุงรักษาต้นยาเขียว

ภาพในอดีตวันนั้น หากใครไป จึงเห็นภาพที่ผู้คนหิ้วน้ำมา ขนน้ำใส่รถมา แต่เช้า แล้วมาพรวนดิน คนละต้นสองต้น ตามกำลังที่พอทำได้ หลังจากทานสมุนไพร ก็นำน้ำที่นำมา ไปรดต้นยา ทำให้มีใบยาทานกัน

หลวงพ่อนิพนธ์เห็นดังนั้น จึงดำริที่จะนำต้นสมุนไพรที่อยู่ในป่า ที่ไปมาลำบากย้ายเข้ามาในสวนสมุนไพร และรวมถึงมูลนิธิในปัจจุบัน

สถานที่ซึ่ง ดินน้ำ อุดมสมบูรณ์ หากแต่ภาพที่เราเห็นกลับตาลปัตร

เพราะคนที่มาที่นี่ ไม่เพียงไม่เคยเหลียวแลต้นยา ก็พอว่า หากแต่ไปจับจองเอาเป็นที่นอน กันไม่ให้คนดูแลมารดน้ำ พรวนดิน เสียอีก ...

ต้นยาที่นี่ก็เลยไม่สามารถแบ่งเบาภาระของหลวงพ่อนิพนธ์ได้ โดยเฉพาะในยามหน้าแล้งแบบนี้ได้ ... เราจึงเห็นหลวงพ่อนิพนธ์แบกสังขาร ขึ้นเขาเพื่อไปหาใบยามาให้เราท่านทาน ทั้งที่ไม่ควรจะเป็นเลย

ไม่สงสัยเลยว่า ... วันนี้ เวลานี้ .. มาตรการที่จะต้องถูกนำมาใช้ นั่นคือ เลือกเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ คุยกันรู้เรื่อง เดินไปในทิศทางเดียวกัน ...

คนที่ถูกคัดออก ก็ไม่ใช่เพราะไร้เมตตา แต่เป็นเพราะท่านไม่มีคุณสมบัติ .. แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสเรียกคนเหล่านี้ว่า ดิบเกินจะสอนให้เป็นคนดีได้ นั่นเอง

เรื่องสัพเพเหระ รู้หมด แต่เรื่องและการกระทำที่มีผลต่อชีวิต .. อ้างคำเดียว ไม่รู้ ไม่ดู ไม่เห็น ... กูไม่เกี่ยว กูจะนอนตรงนี้ ต้นยาจะตาย ใครจะลำบาก ... ไม่ใช่เรื่อง ...

นี่แหละหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า โรคอะไรก็ไม่ร้ายแรง ไม่เป็นปัญหาของที่นี่ แต่นิสัยของเราท่านนี่สิน่ากลัวกว่าโรคเยอะ

เปิดม่าน


ม่านของการต่อสู้เพื่อฟื้นฟูตน ไปสู่ความไม่มีโรค เริ่มด้วยกลุ่มคนไข้มะเร็ง และอัมพฤกต์ได้เปิดแล้ว

กระบวนการขั้นตอนแรก นั่นก็คือ การสร้างพื้นฐานของร่างกาย สมัยก่อนหลวงพ่อนิพนธ์มักเรียกว่า เป็นการปูพื้นให้ร่างกาย มีกำลัง

และในระหว่างนี้ ก็สร้างคุณสมบัติให้สอดคล้อง เพื่อไปถึงกระบวนการท้ายสุด คือ การทาน ยาตัด

การได้มีวันเวลาปูพื้นนานๆ หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า เสมือนกับการกวาดขยะรอไว้แล้ว เมื่อทานยาตัด ก็ไม่ต้องมาลอก ร่างกายก็สามารถรีดขับออกได้ นั่นหมายความว่า อาการที่จะพึงเกิดจากโรค ก็จักไม่รุนแรง จนทำให้เกิดจิตตก หวาดกลัว จนไม่กล้าทานยาตัด

การจัดสมุนไพรเสริมชุดแรก ของกลุ่มมะเร็ง หลวงพ่อนิพนธ์เพิ่ม สมุนไพรตัวแรก เข้ามาก่อนคือ ไพลน้ำ ซึ่งเป็นสมุนไพรที่หลายคนทานแล้ว หากแต่เป็นสิ่งที่ร่างกายไม่คุ้นเคย จึงปรากฎอาการเช่น ทานแล้วอาเจียน ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า สมุนไพรชนิดนี้ ทานครั้งละประม...See More

สำหรับผู้ป่วยอัมพฤกต์ หลวงพ่อนิพนธ์ ทำสมุนไพรพริกไทยให้ ทานก่อนนอนเช่นเดียวกัน แก้วละประมาณ ๒๐ ซีซี เช่นกัน ต้องเเขย่าขวดก่อนทาน รินออกมาแล้วรีบทานเลย อย่ารอให้ตกตะกอน หากตกตะกอน ต้องคนให้เข้ากันดีก่อนจึงทาน

สมุนไพรทุกชนิดที่ให้ไป ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าบุญที่เราท่านสร้างมากน้อยเพียงใด คงหวังเป็นหลักไม่ได้ ก็ต้องอาศัยปริมาณของสมุนไพรเป็นหลักก่อน ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำว่า สมุนไพรทุกชนิดที่ให้ไป ต้องทานให้หมดในช่วงเวลาที่ให้ไป

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็น ในคำพูดที่กล่าวกับทีมแพทย์ว่า รู้ไหมทำไมหมอจึงรักษาโรคไม่ได้ เหตุก็เพราะหมอเรียนแต่วิชารักษาโรค แต่ไม่ได้เรียนวิชารักษากรรม มันจึงแก้ไม่ได้ ... แลวิชานี้ ก็พึงมีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่รู้ ดังนั้น การจักรักษาโรค จึงต้องอาศัยภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้า และจักต้องดำเนินทั้งสองกิจกรรมไปพร้อมกัน คือ สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม

เมื่อจะเน้นเอาผล ... สมุนไพรก็จัดให้แล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่คุณสมบัติ นั่นคือ พฤติกรรม ใครทำตามได้ ก็เข้าทำนอง กิ่งทองใบหยก รับรองผลได้ หากใครไม่ทำตาม ก็อุปมา ขมิ้นกับปูน เข้ากันไม่ได้ .. ท่านก็ไม่เหมาะกับสถานที่นี้ เพราะไม่ว่าจะทานสักฉันใด .. ก็หาผลได้ยาก

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เริ่มหน้าประวัติศาสตร์



คงไม่เห็นภาพนี้ที่ใดในโลก เพราะคนที่จะทำได้ ย่อมต้องมีจิตเมตตาอันมหาศาลแก่เพื่อนมนุษย์ มากกว่าศักดิ์ศรี หรือ เกียรติที่มี จึงจะทำได้

นี่คือการขอเข้าศึกษาดูงาน ของแพทย์และคณะ ที่รับผิดชอบผู้ป่วยมะเร็ง หากแต่สิ่งที่ประสพ แทบจะเรียกได้ว่าวิชาการสมัยใหม่ นั้นล้มเหลวก็ว่าได้ ด้วยจำนวนผู้รอดชีวิต แทบจะไม่มีเลย

เมื่อมีผู้ป่วยระยะสุดท้าย มาประสพผลจากการทานสมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ด้วยจิตเมตตา อยากให้ผู้ป่วยของตนได้มีโอกาสบ้าง จึงร้องขอเพื่อร่วมมือกันกับหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งที่กลุ่มของตนดูแลนั้น ได้มีโอกาส ได้มีทางเลือก และมีสัดส่วนของการหายมากขึ้น

และที่ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ.ที่นี้ กับทีมแพทย์คณะนี้ นั่นคือ การได้ดำริโครงการปลูกสมุนไพรเพื่อเป็นวัตถุดิบให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ในเนื้อที่ ๑ พันไร่ ในความดูแลของโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นกระเทียมโทน ขิง ... ช่างน่ายินดีที่ประเทศไทยยังมีทีมแพทย์ดีๆ

กรณีนี้ต้องถือเป็นกรณีพิเศษ เพราะโรงพยาบาลตั้งอยู่เขตชายแดน ระยะทางห่างไกลจากมูลนิธิมาก การจะให้คนป่วยเดินทางมาเอง ก็เป็นเรื่องที่ยากลำบาก หลวงพ่อนิพนธ์ก็อนุญาตให้...

เมื่อผสมกันระหว่างการฟื้นฟูด้วยสมุนไพร และการแก้ไขอาการปัจจุบันทันด่วนด้วยเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่ ก็จักทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสประสพความสำเร็จสูงมากยิ่งขึ้น

อนาคตอันใกล้ เราท่านอาจจะได้เห็นโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย เกิดขึ้น

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวกับทีมแพทย์ว่า หากความฝันในการมีโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยเป็นจริง คำสั่งของแม่ชีเมี้ยนนั่นคือ การทำสมุนไพรเพิ่มขึ้นมา อีก ๑๒ สูตร เพื่อใช้ในโรงพยาบาล

ที่ซึ่งแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า สามารถทำให้โรงพยาบาลนี้ สู้กับโรงพยาลแทพย์แผนปัจจุบันได้อย่างสบาย ...

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ฝันต่อไปของท่านหลังจากการได้มีโรงพยาบาลแพทย์ นั่นคือ การตั้งโรงเรียนแพทย์แผนไทย

นั่นหมายความว่า อนาคตจะมีคลีนิคแพทย์แผนไทยกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งมีสมุนไพรประจำบ้าน แข่งกับยาสามัญประจำบ้าน

ก็คงต้องรอดูว่าฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่

ฟังมาเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายให้คนป่วยด้วยโรคปลายประสาทอักเสบ ถึงสาเหตุแห่งการเป็นว่าด้วยเหตุใด

ท่านกล่าวว่า เป็นเพราะการที่ผู้ป่วยกลัวตัวเลขไขมัน และคลอเลสเตอรอลมากเกิน ทำให้ไม่ยอมทานของที่มีไขมัน แถมยังกินยาลดไขมัน และคลอเลสเตอรอลอีก

ผลก็คือ ร่างกายต้องการไขมันไปหล่อเลี้ยง ส่วนต่างๆ เช่นไขข้อ รวมทั้งปลายประสาท ก็ต้องมีไขมันหล่อเลี้ยงไว้ เหมือนจาระบีหล่อเลี้ยงลูกปืน

เมื่อไม่มีไขมัน ก็กลายเป็นการเสียดสี จึงทำให้เกิดอาการปลายประสาทอักเสบขึ้นนั่นเอง

สิ่งที่ตามมา ด้วยวิชาการแพทย์สมัยใหม่แก้ไขสาเหตุไม่ได้ จึงใช้การระงับแทน นั่นก็คือ ใช้การมอมประสาทส่วนนั้นแทน

จึงไม่ต้องแปลกใจเลย เมื่อคนที่มีอาการประเภทนี้มาทานสมุนไพร สิ่งที่จะต้องเกิด ในระยะแรก คือกระบวนการที่ร่างกายต้องล้างสารเคมีออกให้หมด เหมือนล้างลูกปืนให้เกลี้ยง นี่ก็เจอกับลงแดงสารเคมี

เมื่อลูกปืนเกลี้ยง ยังไม่มีจารบี เฉกเช่นเซลล์ประสาทยังไม่มีไขมันไปเลี้ยง ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมมันปวดไปหมด ก็มันเสียดสีกัน

เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายสามารถนำไขมันไปหล่อเลี้ยงประสาทเหล่านั้นได้ อาการปวดก็จะหายไป

หากแต่ไขมันจะมาจากที่ใด ถ้าคนป่วยไม่ยอมทานอาหารที่มีไขมันเลย เพราะกลัวคำขู่ของหมอ กลัวตัวเลข

สมุนไพรเป็นสิ่งที่ช่วยให้อวัยวะของร่างกายกลับมาทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ หากแต่วัตถุดิบที่ใช้ ก็ต้องพึ่งจากสารอาหาร

การทานสมุนไพรให้ครบห้าหมู่ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการฟื้นฟู

บทสรุป สติที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้แก่ผู้ป่วยโรคนี้ นั่นคือ เมื่อเกิดอาการปวด นั่นย่อมแสดงว่า ประสาทมันฟื้น มันจึงปวด หากยังถูกกดด้วยฤทธิ์ยา แล้วไม่ปวด มันก็ดูดีในระยะอันสั้น หากแต่ส่งผลเสียในระยะยาว สู้ทนปวด ใช้กรรมประการหนึ่ง แล้วให้ร่างกายส่งไขมันมาเลี้ยง วันใดที่หายปวด นั่นก็คือการหายขาด

แต่เมื่อปวด จะเร่งให้หายปวดไวๆ เร่งสักฉันใด มันก็ไม่เร็วขึ้นหรอก เพราะทุกสิ่ง มันมีเวลา เกิดดับ ...

สิ่งที่จะนำมาใช้ได้ คือ สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ฝึก นั่นคือ การทำกรรมฐาน รักษาความสงบ ในตอนสวดมนต์นั่นเอง ที่จะนำมาใช้ในยามวิกฤตนี้ ... เหมือนสวดมนต์ เมื่อยแล้วเมื่อยอีก ปวดกระดูก ร้าวไปหมด แต่ก็พยายามรักษาความสงบ กรรมฐาน ไม่ให้แตก นั่นคือ ทุกข์แต่กาย ใจไม่ทุกข์ด้วย เพราะมีสติตามที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกคำตรัสสอนแก่สาวกทุกองค์ที่ว่า "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า ยอมทุกข์กับวินัย ดีกว่าทุกข์กับโรค" ...

เมื่อเชื่อกรรม แล้วยอมรับ ยอมใช้ ... มันต้องหมด ... หมดวันใด นั่นแลวันที่เราท่านเป็นไท ... คือ ได้รับรางวัล ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ

ฟังมาเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายให้คนป่วยด้วยโรคปลายประสาทอักเสบ ถึงสาเหตุแห่งการเป็นว่าด้วยเหตุใด

ท่านกล่าวว่า เป็นเพราะการที่ผู้ป่วยกลัวตัวเลขไขมัน และคลอเลสเตอรอลมากเกิน ทำให้ไม่ยอมทานของที่มีไขมัน แถมยังกินยาลดไขมัน และคลอเลสเตอรอลอีก

ผลก็คือ ร่างกายต้องการไขมันไปหล่อเลี้ยง ส่วนต่างๆ เช่นไขข้อ รวมทั้งปลายประสาท ก็ต้องมีไขมันหล่อเลี้ยงไว้ เหมือนจาระบีหล่อเลี้ยงลูกปืน

เมื่อไม่มีไขมัน ก็กลายเป็นการเสียดสี จึงทำให้เกิดอาการปลายประสาทอักเสบขึ้นนั่นเอง

สิ่งที่ตามมา ด้วยวิชาการแพทย์สมัยใหม่แก้ไขสาเหตุไม่ได้ จึงใช้การระงับแทน นั่นก็คือ ใช้การมอมประสาทส่วนนั้นแทน

จึงไม่ต้องแปลกใจเลย เมื่อคนที่มีอาการประเภทนี้มาทานสมุนไพร สิ่งที่จะต้องเกิด ในระยะแรก คือกระบวนการที่ร่างกายต้องล้างสารเคมีออกให้หมด เหมือนล้างลูกปืนให้เกลี้ยง นี่ก็เจอกับลงแดงสารเคมี

เมื่อลูกปืนเกลี้ยง ยังไม่มีจารบี เฉกเช่นเซลล์ประสาทยังไม่มีไขมันไปเลี้ยง ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมมันปวดไปหมด ก็มันเสียดสีกัน

เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายสามารถนำไขมันไปหล่อเลี้ยงประสาทเหล่านั้นได้ อาการปวดก็จะหายไป

หากแต่ไขมันจะมาจากที่ใด ถ้าคนป่วยไม่ยอมทานอาหารที่มีไขมันเลย เพราะกลัวคำขู่ของหมอ กลัวตัวเลข

สมุนไพรเป็นสิ่งที่ช่วยให้อวัยวะของร่างกายกลับมาทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ หากแต่วัตถุดิบที่ใช้ ก็ต้องพึ่งจากสารอาหาร

การทานสมุนไพรให้ครบห้าหมู่ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการฟื้นฟู

บทสรุป สติที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้แก่ผู้ป่วยโรคนี้ นั่นคือ เมื่อเกิดอาการปวด นั่นย่อมแสดงว่า ประสาทมันฟื้น มันจึงปวด หากยังถูกกดด้วยฤทธิ์ยา แล้วไม่ปวด มันก็ดูดีในระยะอันสั้น หากแต่ส่งผลเสียในระยะยาว สู้ทนปวด ใช้กรรมประการหนึ่ง แล้วให้ร่างกายส่งไขมันมาเลี้ยง วันใดที่หายปวด นั่นก็คือการหายขาด

แต่เมื่อปวด จะเร่งให้หายปวดไวๆ เร่งสักฉันใด มันก็ไม่เร็วขึ้นหรอก เพราะทุกสิ่ง มันมีเวลา เกิดดับ ...

สิ่งที่จะนำมาใช้ได้ คือ สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ฝึก นั่นคือ การทำกรรมฐาน รักษาความสงบ ในตอนสวดมนต์นั่นเอง ที่จะนำมาใช้ในยามวิกฤตนี้ ... เหมือนสวดมนต์ เมื่อยแล้วเมื่อยอีก ปวดกระดูก ร้าวไปหมด แต่ก็พยายามรักษาความสงบ กรรมฐาน ไม่ให้แตก นั่นคือ ทุกข์แต่กาย ใจไม่ทุกข์ด้วย เพราะมีสติตามที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกคำตรัสสอนแก่สาวกทุกองค์ที่ว่า "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า ยอมทุกข์กับวินัย ดีกว่าทุกข์กับโรค" ...

เมื่อเชื่อกรรม แล้วยอมรับ ยอมใช้ ... มันต้องหมด ... หมดวันใด นั่นแลวันที่เราท่านเป็นไท ... คือ ได้รับรางวัล ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

๓ เด้ง

ใกล้หน้าแล้งเข้ามาทุกที นั่นก็ส่งสัญญาณให้รู้ว่า ช่วงนี้ใบยาจะหายากยิ่งขึ้น เพราะต้นจะสลัดใบทิ้ง

มิเพียงเท่านั้น อุปสรรคของผู้เก็บใบยายังมีเพิ่มมาอีก จากคนที่เคยอาสาไปเก็บใบยา มาวันนี้ คนเหล่านั้น กลับกลายเป็นคนขุดต้นยาไปขาย ต้นยาที่มีก็เลยหายไปอีกส่วนหนึ่ง

ประการที่ร้ายกว่านั้น นั่นคือ ความเจริญและการบุกรุกป่า ทำให้บริเวณเดิมที่เป็นต้นยา กลับถูกบุกรุก กลายเป็นที่ทำกินบ้าง กลายเป็นถนนบ้าง

ดังนั้นงานการเก็บใบยาจึงยากเป็นทวีคูณ จากเดิมสามารถเก็บที่เดียวก็เพียงพอ จึงต้องตระเวณไปหลายๆที่ กว่าจะได้ใบยามา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเห็นควรว่า คนหานั้นรู้ค่า แต่คนกินหลายคนไม่รู้ค่า เข้าตำรา กินล้างกินผลาญ

ดังนั้น การสูญเสียไปกับคนเหล่านี้ ไม่ควรจะมีอีก จึงจำเป็นต้องคัดคนที่ไม่มีคุณสมบัติ อันหมายถึง ไม่มีเวลาให้แก่การกอบกู้ชีวิต ไม่ให้ความสำคัญ อยากมาก็มา อยากหยุดก็หยุด คนประเภทนี้ เรียกว่าประเภท ทานแบบไม่หวังผล ... เสียเวลาเปล่าทั้งผู้ให้ ผู้รับ เพราะท้ายที่สุดก็ไม่เกิดผล

แม่ชีเมี้ยนให้คำสอนเตือนสติว่า หลักของพระภูมี เป็นหลักปราชญ์ เลือกเฉพาะคนที่ฝึกได้ ... แลวันนี้ก็ถึงเวลานั้นแล้ว

จึงขอย้ำอีกครั้ง หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า สิ่งที่ท่านทำ เป็นสิ่งจำเป็น การคัดคนที่มีคุณสมบัติ จึงเป็นการทำตามพระภูมี ... เป็นการทำเพื่อเอาผล ใครไม่เอา ก็ถอยไป ... อย่ามาน้อยใจ เสียใจ ... ชวนชักให้กลับไปในสิ่งที่ชอบ ที่นี่ ไม่ตามนิสัยใคร ... เพราะต้องเดินตามแนวพระภูมีเท่านั้น ... จึงจักรอด


วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แค่คิด


วัยไม่ใช่ปัญหา ความสาหัสของโรค ยิ่งไม่ใช่ปัญหา ในการฟื้นฟูตน

พรหมลิขิต และคุณสมบัติต่างหากที่เป็นปัญหาหลักในการฟื้นฟูตน

ตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาให้พิจารณา ดูจากอาซิ้มอายุเลข ๗ ท่านนี้ ที่ตอนมาสมัคร ลูกเป็นคนมาสมัครให้ เพราะตัวเองมาไม่ได้

แม้นตัวเองจะมาไม่ได้ หากแต่คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์กลับไปถึงท่าน และซึมซับ ด้วยจิตใจที่สงสารลูกอยากช่วยตน เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกๆ จึงเริ่มทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์

ความคิดแรก นั่นคือ การที่จะทำตนเป็นพระมาลัย ดังนั้น ทุกกระบวนการขั้นตอน นับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ของปีที่แล้ว อาซิ้มก็ให้ลูกๆ ถ่ายภาพ เก็บข้อมูลทางการแพทย์ ดูผลแห่งการทานสมุนไพร และทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์

ตัวมาไม่ได้ แต่พฤติกรรมก็ยังเดินตาม ทุกครั้งที่มีโอกาส แกก็จะให้เงินลูก เพื่อซื้อสมุนไพร พร้อมคำบอกแก่ลูกว่า เราไม่ควรเบียดเบียนหลวงพ่อท่านจนเกินไป สิ่งใดที่พอทำได้ ก็ช่วยแบ่งเบาภาระท่าน

ช่วงระยะลงแดง คือ ประมาณเดือนที่สอง และเดือนที่สาม อาการลงแดงรุนแรงมาก จนลูกๆ อ้อนวอนให้อาซิ้มไปโรงพยาบาล หากแต่อาซิ้มปฏิเสธ ยกคำสอนหลวงพ่อนิพนธ์พูดกับลูกว่า หากมันถึงพรหมลิขิตยังไงก็ต้องตาย และหากต้องตาย ก็ขอตายไปกับสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนนี้แหละ

ผ่านการลงแดงมาได้ สภาพของอาซิ้ม เริ่มดีขึ้น วันนี้ผ่านไปหนึ่งปี อาซิ้มกลับมาช่วยตนเองได้ อาบน้ำเองได้ ทานข้าวเองได้ เดินเองได้ อาซิ้มจึงเขียนหนังสือ พร้อมแนบรูปถ่าย ประวัติทางการแพทย์ มาให้หลวงพ่อนิพนธ์ ด้วยหวังว่านี่คงเป็นสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์อยากเห็น

ในขณะที่อาซิ้มเป็นโรคพุ่มพวง ในวัย ๗๐ กว่า สามารถช่วยตนกลับมาปกติ หน้าใสปิ๊ง หากแต่สาววัยสามสิบ เป็นโรคพุ่มพวงอย่างเดียว หลวงพ่อนิพนธ์บอกกับแม่ของเธอว่า ต้องทำใจน่ะ เพราะมันเป็นพรหมลิขิตมาดับชีวิต เธอก็จากไปด้วยวัยสามสิบ สิ่งที่สมุนไพรทำได้ ก็คือ ให้เธอจากไปโดยไม่ทรมาน ...

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า การมาทานสมุนไพร มีจุดมุ่งหมาย ๒ ประการ หากยังไม่ถึงพรหมลิขิต สู้กันจนถึงฎีกา ชนะแน่ หากแต่ถึงหรหมลิขิตแล้วไซร้ ยังไงเสียก็ต้องตาย หากแต่การต่อสู้ ก็เรียกว่าไปแบบสบาย สัปดาห์นี้ก็มีคนมารายงานการเสียชีวิต ของสมาชิกมะเร็งสองท่าน แก่หลวงพ่อนิพนธ์ คนแรกสามีเป็นมะเร็งตับขั้นสุดท้าย มาทานสมุนไพรได้ ๖ เดือน เริ่มทานตั้งแต่อยู่ห้อง ไอซียู จนออกมา แล้วก็ช่วยตัวเองได้ วันสุดท้าย สามีและภรรยา สวดมนต์ตอนเช้าเหมือนอยู่ที่มูลนิธิ ภรรยาก็บอกสามีให้นอนพัก ตัวเองไปทำกับข้าว สามีก็กลับเข้าไปนอน แล้วก็เสียชีวิตไป ... ภรรยาจึงโทรมาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ พร้อมกับคำสั่งเสียที่สามีบอกเสมอนั่นคือ ให้มาขอบคุณ อีกท่านหนึ่ง เป็นบิดา ก็เป็นมะเร็งตับเช่นกัน มาทานสมุนไพรได้ประมาณ ๔ เดือน หลังจากมีอาการปวดเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้าย ลูกโทรมารายงานว่า พ่อเข้าห้องน้ำเสร็จ ก็พาพ่อเข้านอน แล้วก็เสียชีวิตไป

เป้าหมายของคนเหล่านี้ นั่นคือ การที่ไม่ทรมาน หรือวิญญาณถูกบีบเค้นจนตาย ... สมุนไพรทำได้แค่นี้ แต่ก็เรียกว่าไม่ได้ตายด้วยโรคเช่นกัน

เราจึงมองตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่กล่าวว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว แค่ความคิดที่จะทำตนเป็นพระมาลัย ต่อสู้เพื่อฟื้นฟูตน มีมานะอดทน ก็เป็นผลให้สำเร็จได้ ... เมื่อคนรุ่นหลังได้มาเห็น ได้มาเรียนรู้ ก็จะมีมานะ และความเชื่อมั่น ขนาดอาซิ้ม สารพัดโรค ภูมิแพ้ มะเร็งเม็ดเลือด เบาหวาน ... ยังทำได้ โรคของเราท่านขนาดนี้หรือเปล่า หนทางสำเร็จจึงเป็นไปได้ ไม่ใช่โกหาพกลม

ขอบคุณพระมาลัยท่านนี้ ... มา ณ.ที่นี้

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44