วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำไมได้ก่อน และได้เยอะอย่างนั้น

สมาชิกหลายคน มองเห็นคณะกรรมการที่นั่งในห้องหลวงพ่อนิพนธ์ ก็อดคิดต่างๆ นานาไม่ได้ ...

อาจจะมีความคิดเลยเถิดไปก็มากหลาย

ในขณะที่วันพฤหัสที่ผ่านมานั้น ก็มีความคิดนี้เกิดขึ้น ในห้องกรรมการเช่นกัน

อันเป็นคำถามที่ยิงมาจาก ภรรยาท่านรัฐมนตรี ท่านหนึ่ง

ขณะที่ตัวเอง ต้องนั่งรอสมุนไพรในห้องหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นเอง

ภาพที่เธอเห็น นั่นคือ ชาวบ้านที่มาจากภาคใต้ กลับได้รับสมุนไพรก่อนเธอ และที่สำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์จะตรวจดูสมุนไพรของคนเหล่านั้น แล้วหยิบสมุนไพรเพิ่มเข้าไปอีก เกือบทุกคน

เมื่อมีโอกาส เธอจึงถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ตัวเธอเองเป็นคณะกรรมการ ทำไมถึงได้ทีหลังคนเหล่านั้น แถมยังได้สมุนไพรน้อยกว่าเสียอีก

ภาพที่เกิด พฤติกรรมที่เห็น มันฟ้อง

เมื่อคนทำ รวบรวมคนที่เชื่อได้ แล้วมาร่วมกันทำกิจกรรม โดยไม่หวังผลตอบแทน ที่เป็นตัวเงิน หรือสิ่งใด จะพึงหวังเพียงอย่างเดียวเพื่อเป็นที่พึ่งแห่งตน นั่นคือ "บุญ"

หากแต่ผลบุญที่จะได้ ย่อมเกิดไม่ได้เลย หากผลแห่งสมุนไพรไม่เกิดแก่ผู้ที่ทานนั้นๆ

เมื่อมีกลุ่มคนใด ที่ให้ความสำคัญ ทานเอาจริงเอาจัง หวังผลในการทานอย่างเต็มที่ ผู้ทำ ก็ต้องทุ่มเทไปในทางนั้น มากเป็นธรรมดา ก็เพราะหวังในบุญที่จะกลับมาเช่นกัน

สมุนไพร ไม่ใช่ไก่รองบ่อน ที่นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป อยากทานก็ทาน ไม่อยากก็เลิก

และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ต้องการปริมาณาคนทาน เพราะนั่นเป็นการเหนื่อยเปล่า อุปมาเช่น ปลูกข้าวบนพื้นปูน จะหาผลได้เช่นไร ลงแรงไปเท่าไร ก็สูญ

ความต่างที่เห็นได้ชัด นั่นคือ การฟังคำสอนแล้วนำไปปฏิบัติ

แค่ปฐมบท ในการครองสติ เมื่อเข้ามาในห้องสวดมนต์ ให้ลดกิริยา ควบคุม กาย วาจา ให้สงบ เพื่อช่วยตน พูดจนปากเปียก ปากแฉะ ภาพนี้ก็ยังไม่เกิด

ในขณะที่คนใต้ เงียบกริบ ตั้งใจฟัง ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่สักคน

ผลมันจึงเกิดแก่ชาวใต้มหาศาล แล้วจะไม่ให้ทำเหมือนลำเอียงได้อย่างไร

คนเหล่านั้น จึงสำคัญกว่าด้วยประการฉะนี้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ก็ด้วยเหตุที่คนเหล่านั้น เมื่อเห็นตัวอย่างของเพื่อนชาวใต้ ก็มุ่งมั่นทานสมุนไพร และปฏิบัติตน เรียกง่ายๆ ก็คือ "ทานอย่างเอาผล"

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องส่งเสริม เพราะเมื่อผลเกิดแก่เขา บุญก็ย่อมเกิดแก่ผู้ให้

ในขณะที่คณะกรรมการ หรือแม้กระทั่ง คนที่มา ณ ชมรมแห่งนี้ก็ตาม ส่วนใหญ่แล้ว เรียกว่า ทานเล่น ไม่หวังผล

เพราะตัวท่านเป็นผู้บริหาร สิ่งที่ผู้คนนำมา เพื่อก่อให้เกิดบุญ ไปเลี้ยงแก่คนเหล่านั้น และตัวท่าน

แม้ตัวคุณ จะเป็นท่านผู้หญิง เป็นภรรยารัฐมนตรี แต่ก็ยังทานแบบลังเล

เสียงสะท้อน

กลับจากทริปชุมพร ในตอน ๕ ทุ่ม คุณอ้อก็ยื่นจดหมายลงทะเบียนให้ฉบับหนึ่ง ซึ่งมาจากคนไข้

เจ้าของ ระบุว่า เขาขอเป็นตัวแทนส่งเสียงสะท้อนมายังหลวงพ่อนิพนธ์ พิมพ์มาหนึ่งหน้ากระดาษเต็มๆ

เนื้อหาทั้งฉบับ เขียนว่า คนไข้ส่วนใหญ่ไม่พอใจกับ ระบบ ระเบียบ วิธีการที่เป็นอยู่ของชมรม

สิ่งหนึ่งที่เน้นย้ำว่าต้องให้หลวงพ่อนิพนธ์เปลี่ยนแปลง นั่้นคือ การเข้าสวดมนต์ เพราะคนป่วยส่วนใหญ่ ไม่อยากเข้าร่วม

หรือ หากจะให้เข้าร่วม ก็ต้องไม่เกินสิบนาที

เหตุผลที่เขายกมา คือ หลวงพ่อนิพนธ์ นำคนป่วยมาทรมาน นั่งหลังขดหลังแข็ง ถึงสองชั่วโมง นานเกินไป และที่สำคัญที่เขาเน้น คือ หลวงพ่อนิพนธ์ พูดไม่รู้เรื่อง พูดซ้ำไปซ้ำมา ทำให้คนไข้จำนวนมาก เป็นลม ทุกครั้ง

และอื่นๆ อีกมากมาย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สิ่งนี้คงทำให้ไม่ได้ เพราะเป็นข้อกำหนดในการปฏิบัติ ของหลัก "ตนพึ่งตน"

หากแต่บุคคลดังกล่าว รวมทั้งกลุ่มคนป่วยทั้งหมด ที่ให้เขาเป็นตัวแทนในการเขียนมา มีความต้องการเช่นนั้นจริง ก็จะจัดโซนพิเศษให้ มีบัตรที่ไม่ต้องมาเข้าร่วมกิจกรรม สวดมนต์ นั่งฟังท่านพูด มาถึงก็สามารถ อบตัว ทานสมุนไพรมะพร้าว รับสมุนไพร กลับบ้านได้เลย

ขอให้รวมตัวกันมา แล้วยื่นรายชื่อให้หลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อขอสิทธิ์นั้น

หากแต่สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ออกตัวไว้ก่อน ต่อคนไข้กลุ่มนี้นั่นคือ อยากทาน ทานไป แต่ท่านจะไม่รับผิดชอบต่อผลของสมุนไพรใดๆ ทั้งสิ้น

ความรับผิดชอบ มีเฉพาะบุคคลที่เดินตาม เท่านั้น ... ไม่ก้าวข้ามไปยังบุคคลที่ไม่ยินยอมพร้อมใจ จะมาเดินตาม และไม่บังคับ เฉกเช่นพระพุทธเจ้า ที่ทำรอยไว้ "ธรรมของท่านใช้ได้กับสาวก แปดหมื่นสี่พันเท่านั้น" คนที่ไม่ชอบ ไม่เอา ก็ควรไปเดินในทางที่ชอบ จะดีที่สุด

เพราะทางเส้นนี้ ไม่มีวันที่ท่านจะประสพความสำเร็จอย่างแน่นอน

ทริป พอ.สว. (แผนไทย) ชุมพร

พอ.สว. (แผนไทย) ชุมพร
การออกไปให้บริการของชมรมคนรักสุขภาพ ณ ศูนย์ชั่วคราว "วัดถ้ำทะเลทรัพย์" จ.ชุมพร

นำโดยหลวงพ่อนิพนธ์ และผู้ติดตามประมาณ ๔๐ คน

อันได้แก่ คณะกรรมการ ที่ไปดูภาพ และเหตุการณ์จริง ณ ศูนย์แห่งนี้ นำโดย พลเอกวัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์ พลเอกณรงค์ จารุเศรณี และคณะ

ตลอดรายทาง ต้องแวะสถานที่ต่างๆ มากมาย กว่าจะถึงชุมพร

เนื่องด้วย เหล่าสมาชิกของชุมพร และบริเวณใกล้เคียง ได้เรียนขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ แวะเข้าไปยังที่ของพวกเขานั่นเอง

ด้วยพวกเขาเหล่านั้น ปรึกษาและเล็งเห็นว่า พื้นที่ของพวกเขา ส่วนใหญ่จะทำสวนปาล์มกัน ซึ่งเป็นพืชที่ใช้พื้นที่ระหว่างต้นมาก และจะมีร่องน้ำขนาดใหญ่

แม้นจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น หากแต่ในอนาคต เมื่อเหล่าสมาชิกทุกคน ร่วมมือร่วมใจ เราท่านคงได้เห็นโรงทานของชมรม ที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบ ที่มาจากมวลสมาชิก ตั้งใจปลูก แล้วเก็บมากองรวมกัน ในโรงทาน เพื่อแปลงเป็นสมุนไพร แจกจ่ายให้แก่คนป่วย ....

จึงตกลงกันว่า น่าจะใช้พื้นที่เหล่านี้ในการปลูกพืชสมุนไพรที่ชมรมต้องการ จึงร้องขอให้หลวงพ่อนิพนธ์เข้าไปยังพื้นที่ สวนปาล์มของพวกเขา เพื่อชี้กำหนดว่า ร่องไหนควรจะปลูกอะไรอย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงต้องพาคณะเข้าไปยังทุกพื้นที่ ที่เจ้าของสวนมีความประสงค์เช่นนี้ นับไปก็เกือบสิบสวน กว่าจะถึงชุมพร จึงเกือบเย็น ทั้งที่ออกจากเมืองกาญจน์ แต่เช้าตรู่

แม้นจะเหนื่อย แต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สมุนไพรมงคล ควรจะมีรากฐานที่มา จากการให้ จึงจะสมบูรณ์ที่สุด เฉกเช่นเดียวกับที่ชาวชุมพรให้มะพร้าว เมื่อนำมาทำเป็นสมุนไพรมะพร้าว แล้วให้คนป่วยทาน นั่นแหละ เป็นสมุนไพรมะพร้าวที่สมบูรณ์ ด้วยมีบทเริ่มจากการให้ของพระภูมี ถ่ายทอดมาโดยการให้จากแม่ชีเมี้ยน มาทำให้ด้วยมือหลวงพ่อนิพนธ์ .... อันเป็นรากฐาน บทเริ่มนิยามของคำว่า "เมตตา ค้ำจุนโลก" นั่นเอง

สมุนไพร ที่เกิดจากพลังเช่นนี้ แม่ชีเมี้ยนตรัสเรียกว่า "พลังสามัคคี" อันจะก่อให้สมุนไพร มีคุณค่ามหาศาล สุดประมาณ

สำนักพิมพ์แตก

ต้นเดือนที่ผ่านมา สำนักพิมพ์ที่มีชื่อของออสเตรเลีย ต้องรับโทรศัพท์จนเรียกว่า "สายแทบไหม้"

หลังจากบทความชื่อ "มหัศจรรย์วันสิ้นโรค" ได้ถูกตีพิมพ์ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

อันเป็นบทความที่ผู้เขียน ที่ซึ่งเป็นสมาชิกของชมรมคนรักสุขภาพท่านหนึ่ง ที่เป็นนักเขียนในสังกัดของสำนักพิมพ์แห่งนี้ ได้เขียนเล่าถ่ายทอด ประสพการณ์๋ และคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ตนเองได้รู้ ได้ยิน รวมทั้งสิ่งที่ตนเองได้ประสพ

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ทำให้เจ้าของสำนักพิมพ์ เมื่อรับทราบ ต้องการพิสูจน์ จึงบินมาจากออสเตรเลีย พร้อมบรรณาธิการ ที่เป็นด็อกเตอร์คนไทย เพื่อพิสูจน์

สิ่งที่คาดหวังว่าจะได้เห็น นั่นคือคนไข้ แต่สิ่งที่คาดไว้นั้น ผิดกับความเป็นจริงมากนัก เพราะจำนวนคนไข้ หลายพันคนที่หลั่งไหลมา ทำให้เขาทึ่ง

เจ้าของสำนักพิมพ์ จึงพยายามซักไซร้ทุกแง่ ทุกมุม และบทท้าทายก็เกิดขึ้นในความคิด

หลังจากเห็น คนไข้พาร์กินสัน ท่านหนึ่ง ที่กลับออกรอบตีกอล์ฟได้ เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อทราบถึงข้อมูล คนไข้พาร์กินสันชาวสวิส ที่ลาไปทำธุระ แล้วจะกลับมาในวันที่ ๘ มิถุนายน ศกนี้

เขาจึงติดต่อกับคนไข้สวิส เพื่อขอเริ่มโครงการ ในการจัดคนไข้กลุ่มนี้จำนวนหนึ่ง มาทดสอบ และตรวจวัดผลที่เกิด ตามระบบทางการแพทย์แผนใหม่

หลวงพ่อนิพนธ์ ก็อนุญาต และกำหนดระยะเวลาในการเข้าคอร์สดังกล่าวเป็นระยะเวลาสามเดือน เพื่อวัดผล

บทพิสูจน์ระดับโลก กำลังจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เคยเกิดเมื่อครั้งถ้ำกระบอก ที่อเมริกา ร่วมกับชาติยุโรป รวม ๕ ประเทศ นำรถโมบาย ๒ คัน พร้อมคนไข้ยาเสพติดจำนวน ๓๐ คน มาพิสูจน์ สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน

ทำไมต้องทำอย่างนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็เสียงของท่านมันไม่ดัง พูดเท่าไร คนไทยก็ไม่ซึ้ง สร้างความเชื่อมั่นให้เกิด ได้ยากยิ่ง แต่หากเป็นเสียงจากโลก ทั้งที่สิ่งที่ทำนั้นแค่เล็กน้อย คนไทยก็ฟังแล้วนั่นเอง

สมุนไพรแม่ชีเมี้ยนกำลังจะแสดงความโดดเด่นให้ชาวโลกได้เห็น .... จะจริงหรือเก๊ ... มารอดูกัน

ของหนัก

เอกลักษณ์ของศาสนาพุทธ ประการหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็น นั่นคือ ความเป็นหนึ่งเดียว หรือ การเป็นของสงวน มิใช่ใครก็ทำได้ ใครก็มีได้

นั่้นแสดงให้เห็นจากพุทธประวัติที่ในแต่ละยุค จะมีพระพุทธเจ้าองค์เดียว เป็นตัวแทนที่สร้างคุณสมบัติ จนได้รับสิทธิ์ให้เป็นผู้ถือธรรมอันศักดิ์สิทธิ์

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนประการหนึ่งที่ถูกหล่อหลอมกันมา นั่นคือ ความคิดที่ว่า พระพุทธเจ้าศักดิ์สิทธิ์

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนว่า ไม่ใช่ ไม่ใช่ สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา คือ ธรรม พระพุทธเจ้า สร้างคุณสมบัติของตนเอง จนได้รับสิทธิ์ให้เป็นผู้ถือธรรม เพื่อช่วยตนและสาวก

ดังนั้น การกราบไหว้แต่พระพุทธ จึงแทบไม่ช่วยอะไรเราท่านสักเท่าใด

หากแต่พระภูมีสอน เมื่อเราท่านเชื่อ จึงนำธรรมคำสอนมาปฏิบัติ จนเกิดผล เพื่อช่วยตน

คำถามที่มักถูกถามบ่อยๆ ที่มีต่อวิทยากร นั่นคือ "ขอบทสวดมนต์ไปสวดได้ไหม"

คำตอบที่ได้รับจาก อ.อร่าม นั่นคือ ไม่ควรทำ ยกเว้นแต่หลวงพ่อนิพนธ์อนุญาตเป็นรายๆไป

ก็เนื่องด้วย บทสวดมนต์นี้ เป็นธรรมคำสอนของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ จึงมีน้ำหนักมหาศาล เป็นของสูงที่จะดึงชีวิตของเราท่านขึ้นจากที่ต่ำ นั่นคือ เหวแห่งความทุกข์

แม้นการขอนี้ จะเป็นเจตนาที่ดีใดๆ ก็ตาม หากแต่ว่า คนที่ไม่รู้รายละเอียดเหล่านี้ จึงมีโอกาสที่จะทำสิ่งผิดพลาดได้ง่าย

นั่นคือ เมื่อนำไปบ้านแล้ว วางไว้ในที่ต่ำประการหนึ่ง คนที่ไม่รู้ ก็นำไปทิ้งขว้างประการหนึ่ง หรือ ... ที่ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรต่อของสูง

ผลก็คือ น้ำหนักอันมหาศาลจะกดทับ ทำให้คนเหล่านั้น ร้อนรน อยู่ไม่เป็นสุข โดยไม่รู้สาเหตุ

เอกลักษณ์สิ่งนี้ จึงปรากฎแก่เหล่าผู้ที่แตกจากถ้ำกระบอกก่อนใครเพื่อน ผู้ที่นำบทสวดไป หรือตำราสมุนไพรไป ล้วนแล้วแต่ต้องนำมาคืนหลวงพ่อนิพนธ์กันทั้งสิ้น ในท้ายที่สุด

รายล่าสุด ก็ลูกศิษย์ของพระชื่อดัง จ.นครปฐม ที่แตกออกมาจากถ้ำกระบอก มาตั้งวัดของตนเอง และมรณภาพด้วยโรคหัวใจ ไปเมื่อไม่นานมานี้

ลูกศิษย์วัดที่เก็บของที่พระรูปนี้นำมาจากถ้ำกระบอก ต้องรีบแจ้นนำกลับมาคืนหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง ไม่ว่าจะเป็นรูปแม่ชีเมี้ยน ตำราสมุนไพร และบทสวดมนต์ต่างๆ เพราะว่าพระทั้งวัดล้วนอยู่ไม่เป็นสุข จนลงความเห็นว่า น่าจะเกิดจากประการนี้เป็นแน่แท้

สิ่งของและสัญลักษณ์ของพระภูมี จะเพิ่มน้ำหนักอันมหาศาล เมื่อพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติขึ้น

จึงฝากคำเตือนมาว่า ใครที่ขายสัญลักษณ์ของท่านหรือจะวางจะทิ้งสัญญลักษณ์ของท่าน ในที่อันไม่สมควร พึงระวังไว้ให้ดี น้ำหนักอันนี้ จะกดทับตน สร้างทุกข์ให้โดยไม่รู้สาเหตุ และที่สำคัญเป็นทุกข์อันมหาศาล

ค่ารักษา

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีพานพุ่มดอกไม้ มาถวายแม่ชีเมี้ยน และหลวงพ่อนิพนธ์

จ้าของพานพุ่ม เป็นคนไข้ที่ไปรักษามะเร็งที่อเมริกา หมดเงินค่ารักษาไปหลายสิบล้านบาท จนท้ายที่สุดก็มาถึงวาจาอมตะจากหมออเมริกา

พอทราบข่าวจากเพื่อน ครอบครัวเขาก็ติดต่อมายังหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อขอเข้ารับการรักษาด้วยสมุนไพร

จึงเป็นที่มาของพานพุ่มนี้เอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า บทพิสูจน์ของการรักษา ที่แลกมาด้วยเงิน ไม่เคยจบลงด้วยการประสพความสำเร็จ นั่นคือ เรื่องของชีวิต ใช้เงินซื้อไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกคำกล่าวที่ได้กล่าวกับ คนไข้ชาวอังกฤษ คือ "โรเบิร์ต" ที่เป็นมะเร็ง ผ่าตัดฟรีจากสวัสดิการของรัฐ ผ่าแล้วผ่าอีก จนหมอบอกว่าไม่มีอะไรให้ตัดแล้ว และคงอยู่ได้อย่างเก่งก็ไม่เกินสามเดือนว่า

หากโรเบิร์ต คิดจะเอาเงินปอนด์มาเพื่อซื้อสมุนไพรรักษาตน ก็คงจะไม่รอด แต่ถ้าโรเบิร์ตทานสมุนไพรที่ไม่มีราคา ของแม่ชีเมี้ยน แล้วทำตามคำสอนที่แนะนำให้ปฏิบัติ ก็อาจมีทางเป็นไปได้ ที่จะสมหวัง

แนวทางนี้ ... พูดแบบวัยรุ่น ดีจัง หายแล้ว ตังค์ยังอยู่ครบ

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวกับภรรยาเขาว่า ไปรักษาที่อเมริกา จ่ายค่ารักษาด้วยดอลล่าร์ แต่มารักษากับท่านขอดอกไม้บูชาพระสักดอกก็พอแล้ว

แต่สมุนไพรฟรีสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มีโอกาสเป็นไปได้ และก็มีคนทำได้เดินให้เห็นกันมากมาย

สามเดือนให้หลัง จากความมุ่งมั่นของโรเบิร์ต เพื่อนที่ลงขันกันเป็นเงินสามแสนบาท ให้มาใช้ระหว่างรักษาตัว ได้ส่งเพื่อนมาสองคน เพื่อดูอาการ และพร้อมรับศพโรเบิร์ตกลับ

วันที่เพื่อนทั้งสองมาหาโรเบิร์ตที่ชมรม เมื่อเห็นก็ต้องตะลึง เพราะโรเบิร์ต ผู้ซึ่งแทบไม่มีแม้แต่แรงจะเดิน ในตอนมา รอวันตาย กลับไม่มีวี่แววของคนป่วยหลงเหลือเลย ซ้ำยังกล่าวเกทับเพื่อนอีกว่า ตอนนี้เขาสามารถไปว่ายน้ำ ซึ่้งเป็นกีฬาที่เขารัก ได้ในสระมาตรฐาน ไปกลับคร้้งเดียวได้ถึง ๒๕ รอบ

สำหรับศาสนา ทุกคนจึงเท่ากัน เพราะเงิน ฐานะ ไม่ใช่คำตอบ ... ใครทำ ใครได้

ก็ปรียานุช เพื่อช่วยตน ก็ทำตัวอย่างให้เห็น กลายมาเป็นคนทำห้องน้ำ ให้สุขแก่คนไข้ทุกคน จนตัวเองได้สุขกลับมาหายโรค...

สมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ไม่มีค่าสมุนไพร แต่มีค่ารักษาที่มากมายมหาศาล อันพึงประมาณไม่ได้ นั่นคือ ชีวิตของคน และครอบครัวญาติใกล้ชิด ที่ผูกพันกัน อันมองได้จากแววตา ยามเมื่อพ้นวิกฤตของโรคภัย

ค่ารักษานี้ จ่ายกันด้วยความกตัญญู ความดี ความขันติอดทน ท้ายที่สุด คือการเปลี่ยนตนเป็นคนดี ... ที่มีจิตใจมุ่งมั่น เผยแพร่คำสอนของพระภูมี พิสูจน์สัจธรรมคำสอน ที่ว่า "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"

มิใช่แค่สมุนไพร

ไม่ว่าใครจะกล่าวเช่นไร ใครว่าวิธีสร้างสิ่งต่างๆ มากันภัย ก็ทำไม่ได้หรอก อะไรไม่สามารถเป็นกำแพงกั้นกรรมเลย ให้ทุ่มงบมหาศาลเพียงใด ก็ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะอเมริกาเขาพิสูจน์มาแล้ว ลองมาแล้ว เจอเฮอริเคนวันใด ก็ฉิบหายวันนั้น ไม่มีอะไรหยุดได้เลย

ด้วยเหตุข้อนี้เอง การไปตั้งศูนย์ที่ชุมพร จึงมิใช่เพียงแค่อำนวยความสะดวกแก่ชาวใต้ สิ่งนั้นเป็นเรื่องรอง หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้เหตุผลข้อนี้ เพื่อนำสถานที่สร้างกำแพงบุญ ไปตั้งที่แผ่นดินทางใต้ของไทยต่างหาก ถ้าคนที่นั่นเชื่อและทำตามแนวทางของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา นั่นย่อมหมายความว่า ศูนย์ที่ตั้งขึ้นนี้ จะเป็นกำแพงกันพายุ และเภทภัยแก่คนพื้นที่นั้นได้เป็นอย่างดี รวมทั้งฝนฟ้า ก็จะกลับมีแต่คุณ ....

ความพิสูจน์ข้อนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงเลือกมาตั้งชมรมคนรักสุขภาพที่ จ.กาญจนบุรี ก็เพื่อให้น้ำหนักของบุญ ทับรอยเลือนที่นี่ไว้นั้นเอง จนปัจจุบันกลายเป็นรอยเลื่อนที่ไม่มีพิษไม่มีภัยใดๆ

อย่างน้อยแววอันนี้ก็ปรากฏในแผ่นดินชุมพรให้เห็น จากสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีผู้หญิงวัยกลางคนสองคนเดินจูงมือเข้ามาหาหลวงพ่อนิพนธ์

ทั้งสองเล่าประวัติว่า ครอบครัวของเธอทั้งสอง เรียกว่า เกาเหลาไม่กินเส้นกันมานานนับหลายสิบปี อันเนื่องจากมีที่ดินติดกัน และเกิดทะเลาวิวาทกัน ระหว่างครอบครัว กันมานานนม เหตุเพียงแค่การปลูกต้นไม้ หรือมีต้นไม้ ยื่นล้ำที่กันไปมา

ความรุนแรงเริ่มเพิ่มมากขึ้นกันทีละน้อย จนกลายเป็นความอาฆาตจ้องทำร้าย และระแวงซึ่งกันและกัน ในสองครอบครัว จนอาจถึงแก่การทำร้ายจนถึงชีวิตได้ในอนาคต เรียกว่า มองหน้ากันไม่ติด

หากแต่พรหมลิขิต อาจจะเล่นกลกับครอบครัวทั้งสอง เมื่อทั้งสองต่างก็มีโรค แล้วก็บันดาลให้มาตามเส้นทางของแต่ละคน ตามพวกของตนแนะนำมา สองครอบครัวมาเจอกันที่ชมรมคนรักสุขภาพ มาทานสมุนไพรหม้อเดียวกัน

ผ่านวัน ผ่านเดือนไป ของการทานสมุนไพร และฟังคำสอน ในที่สุด ทั้งสองครอบครัว ก็มาตกลงกัน ปรับเปลี่ยนท่าที เดินจูงมือมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วต่างอโหสิ ซึ่งกันและกัน ไม่ถือสาหาความ เรื่องต้นไม้ หรือเรื่องที่กระทบกระทั่งกันในอดีตอีก ต่อไป โดยให้คำสัญญาต่อหน้าหลวงพ่อนิพนธ์

เมื่อประกายความดี เริ่มจุดขึ้นจากจุดเล็กๆเช่นนี้ ในชุมพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวท้าทายว่า หากคนที่ชุมพรทำได้เช่นนี้ทั้งหมด กล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า จะไม่มีพายุใดแผ่วพานมายังศูนย์แห่งนี้ หรือ สภาพที่เลวร้ายของ ดินฟ้าอากาศ ที่ศูนย์แห่งนี้อย่างแน่นอน

และนี่่จะเป็นอิฐที่เกิดจากความดี ตามคำสอนของพระภูมี ที่จะเป็นกำแพงบุญอันแข็งแกร่งให้แก่ชาวชุมพร ได้พึ่งพิง ในอนาคต

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ ล้วนแล้วแต่มีคุณค่ามหาศาลยิ่ง เพราะมิใช่นำมาแค่สมุนไพร เพื่อให้เราสู้กับโรค

แต่สิ่งหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอน ว่าพระภูมีทรงชี้ให้เห็นว่า กำแพงกั้นกรรมที่ดีที่สุดนั่นคือ ความดี

สิ่งหนึ่งที่มีค่ามหาศาลที่มาคู่กัน นั่นคือ ธรรมคำสอนของพระภูมี อันจะเป็นสิ่งที่ให้เราท่านได้นำไปปฏิบัติ เป็นบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็น แก่ตน ครอบครัว และคนรอบข้าง จนในที่สุด เมื่อจำนวนคนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น นั่นคือ สังคมที่กว้างขึ้น จนกลายเป็นประเทศศิวิไลซ์ ที่คนในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนดี มีธรรม อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ฝนฟ้า ตกต้องตามฤดูกาล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกคำตรัสของแม่ชีเมี้ยน อันเป็นเคล็ดที่ทำให้นอนหลับ และไม่กลัวใครจะทำร้าย ดั่งเช่นพระพุทธเจ้าท่าน นั่นคือ ฟ้าดิน เขาชอบ และปกป้อง คนดี มีธรรม ....






กำหนดการเปิด พอ.สว.

กิจกรรมหยอดตา ก็จัดให้สมาชิกชาวใต้ เช่นเดียวกัน แต่คนหยอดเป็นกรรมการ อาจจะมือสั่นหน่อย ... ช้านิด ...
ชมรมคนรักสุขภาพ ได้จัดขบวน พอ.สว. ที่ วัดถ้ำทะเลทรัพย์

สถานที่ตั้งของวัด แยกเข้ามาจากสามแยกประทิว จ.ชุมพร ประมาณ 7 กิโลเมตร จะเห็นป้ายวัด เป็นแผ่นไม้ขนาดใหญ่ชัดเจน

พอ.สว. หรือ พอ.สว" ภาคประชาชน (แผนไทย)  ณ.วัดถ้ำทะเลทรัพย์ เริ่มเปิดให้บริการในวันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม 2556 นี้ โดยเริ่มเปิดให้สมาชิกยื่นบัตร และรับสมาชิกใหม่ เวลา 6 โมงเช้า

ทั้งนี้กระบวนการดำเนินงาน จะมีการสวดมนต์ และฟังคำสอนจากหลวงพ่อนิพนธ์ เหมือนที่ชมรม

แต่จะงดกิจกรรม ในการเข้ากระโจม เนื่องจากยังไม่พร้อม

จำนวนสมุนไพรที่จัดเตรียมไว้ สำหรับสมาชิกรวมทั้งเก่าและใหม่ จำนวน 800 ชุด

กรณีสมาชิกมีเกินจาก 800 คนให้ลงทะเบียนไว้ก่อน หลวงพ่อนิพนธ์แจ้งว่า เมื่อทราบยอด จะจัดเตรียมเพิ่มให้ในครั้งต่อไป

หากสมาชิกท่านใด ที่ประสงค์จะเข้ากลุ่มสมาชิกเฉพาะโรค คือ มะเร็ง หรือ ไต ต้องเตรียมเอกสารทางการแพทย์เพื่อยืนยันด้วย

สำหรับท่านที่จะมาสมัครใหม่ ให้เตรียมเอกสารเช่นเดียวกับการสมัครที่ชมรมคนรักสุขภาพ นั่นคือ รูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป และสำเนาเอกสารบัตรประชาชน

และในอนาตตอันใกล้ ชมรมแจ้งว่า คนไข้ที่เป็นหมอฟัน แจ้งความประสงค์ต่อหลวงพ่อนิพนธ์ว่า อยากจะมาร่วมในการออกบริการ พอ.สว. เพื่อบริการฟรีแก่คนไข้

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ และทำได้ดี นั่นคือ การศัลยกรรม ถือว่าเป็นการร่วมกันทำให้กิจกรรมในด้านสุขภาพ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

นั่นหมายความว่า ในอนาคต พอ.สว. (แผนไทย) ของชมรมคนรักสุขภาพ จะดำเนินกิจกรรมทั้งเพื่อสุขภาพกายและสุขภาพฟัน ให้ฟรี ควบคู่กัน








วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ผิดคิว

เมื่อมีคนทราบ อยากให้บุตรหลานมาเลิก จึงพามาที่ชมรม

ดั่งที่เคยกล่าว การรักษายาเสพติด นั่นเป็นจุดมุ่งหมายของหลวงพ่อนิพนธ์ ในการช่วยแก้ปัญหาของประเทศอยู่แล้ว

จึงเรียนให้ทราบว่า หากผู้สนใจไปสอบถามจากส่วนอื่น อาจจะได้รับคำตอบว่า ไม่รับ .... ทำให้เสียโอกาสไป


เพราะคนไข้กลุ่มนี้ หลววพ่อนิพนธ์ ต้องจัดพื้นที่แยกส่วนต่างหาก และจำเป็นต้องพักในสถานที่จัดให้ เป็นเวลาประมาณ ๑๕ วัน แล้วจึงมารับตัวกลับ


ให้ไปแจ้งความประสงค์ที่ประชาสัมพันธ์ เพื่อรอพบ อ.อร่าม โดยตรง


ดังนั้น ผู้ที่ต้องการพาลูกหลาน มาเลิกยา ไม่ต้องไปเข้าระบบสมัครสมาชิก เหมือนคนไข้ทั่วไป


นั่นหมายความว่า คนไข้ประเภทนี้ จะไม่อยู่ในระบบสมาชิกทั่วไป บางคนไปสอบถาม จิตอาสา ซึ่งอาจไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ ก็เลยทำให้ ไม่ได้เข้ารับการรักษา


แต่ด้วยคนไข้ในกรณีนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ได้ให้ อ.อร่าม เป็นผู้รับผิดชอบ โดยตรง

สิ่งที่ช่วย

คำโบราณ กล่าวไว้ "หมองู ตายเพราะงู" หมายถึงอะไร

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า ก็หมายถึงคนที่ชอบอวดอ้างว่า รักษาคนได้ รักษาโรคได้ นั่นเอง แลท้ายที่สุด คนๆ นั้น ก็ล้วนแล้วแต่ตายด้วยโรคทุกถ้วนตัวคน

ความจริงข้อนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักหยิบยก พุทธประวัติที่พระโคดม หาสาวก จากคนอินเดียที่มีมากเป็นร้อยล้านคนในสมัยนั้น แต่ก็ได้สาวกเพียงไม่ถึงแสนคน เท่านั้นเอง

หลักของพระภูมี จึงถูกย่อโดยแม่ชีเมี้ยน เป็นวลีสั้นๆ ว่า "ไม่ใช่ศาสนาขอ แต่เป็นศาสนาทำ"

คนที่มีความคิดว่า นั่งเฉยๆ สบายกว่า จะทำให้เหนื่อยทำไม

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า คนผู้นั้นหาเดินตามพระภูมีไม่ รอยที่เดินนั้น คือรอยของชูชก ต่างหาก

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยได้ จึงอุปมาเหมือนมือข้างเดียว ซึ่งไม่มีทางจะทำให้เกิดเสียงได้เลย ไม่ว่าจะแกว่งไกวสักฉันใด

หลักของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงมีบทกำกับ เพื่อให้ผู้ทำพิจารณา แล้วเดิน นั่นคือ พุทธพจน์ ที่ว่า "ตนพึ่งตน"

นั่นหมายความว่า ในเรื่องของชีวิต ไม่ว่าใคร ก็ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ อยากหาย ต้องทำเอง ช่วยตนเอง เท่านั้น

ดังนั้น สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ช่วย จึงมีความหมายว่า ไม่ได้ช่วยเราท่าน หรือรักษาเราท่าน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้

หากแต่สิ่งที่ทำได้นั่นคือ จัดสรรสมุนไพรที่จำเป็นในการช่วยตัวของเราท่าน ประการหนึ่ง

และให้ความรู้ อันเป็นบทที่พระภูมีบัญญัติ เพื่อใช้ในการช่วยตนของเราท่าน อีกประการหนึ่ง เท่านั้นเอง

หากจะพูดถึงผลสำเร็จ ตามความอยาก ผู้ให้ก็อยากช่วยทุกคนให้พ้นจากโรค ด้วยมโนธรรมที่มีในใจ แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะต่างคนต่างจิตต่างใจ

ผลของความสำเร็จ จึงปรากฏแก่ผู้ที่มีความอยากหาย แล้วมาเรียนรู้เพื่อปฏิบัติ ตามแนวทางพระภูมี เพื่อช่วยตน

ผู้ทำได้ คือ ผู้รอด ...

จนเป็นเคล็ดที่มาของการแสวงหาความสุข ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนกับหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งเป็นพระว่า "ท่านจะไปแสวงหาสุขจากที่ใด ในเมื่อยามทำบาป ท่านทำกับมนุษย์และสัตว์ แต่ยามหาบุญ ท่านกลับไปปลีกวิเวก ไม่มีทางหาบุญของพระภูมีเจอหรอก หากท่านจะหาบุญแล้ว ท่านต้องไม่เลยมนุษย์และสัตว์ ก็ด้วยบุญของพระภูมี ทรงตรัสว่า ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"

หากคิดจะช่วยตน ก็ต้องใช้มืออีกข้างของตัวเราท่าน เอื้อมไปร่วมกัน จึงจะเกิดเสียง ...

เมื่อท่านหาย ... ก็จึงเป็นเพราะตนของท่านช่วยนั่นเอง

และเมื่อไม่หาย ก็เพราะตนของท่าน อย่าไปตีโพยตีพายเลย




จดหมายน้อย จากเด็กหนุ่ม

พฤหัสที่ผ่านมา มีจดหมายน้อย จากเด็กชายคนหนึ่งเขียนถึงหลวงพ่อนิพนธ์

จดหมายที่เขียนมา เนื่องจากเป็นวันครบรอบวันเกิดของเขา อยากให้หลวงพ่อนิพนธ์อวยพรให้เขานั่นเอง

เนื้อความในจดหมาย กล่าวถึงประวัติตน ว่า ชื่อ .... นามสกุล ไกรเลิศ เห็นนามสกุลก็รู้ว่า อยู่ในแวดวงไหน

เขาถูกบิดาส่งไปเรียนที่อเมริกา จนกระทั่ง อายุ ๑๖ ปี อาการที่เป็นอยู่ตั้งแต่เด็ก ก็เริ่มรุนแรงขึ้น และในที่สุด หมอที่อเมริกาก็ลงความเห็นว่า ต้องผ่าตัดสมอง

หลังจากการผ่าตัดสมอง และเข้าคอร์สรักษา หมอก็ทิ้ง ... เพราะหมดทางรักษา

บิดาของเขาจึงพาเขากลับเมืองไทย ในสภาพเด็กชายนั่งรถเข็น ที่ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อส่วนใดๆ ของร่างกายได้เลย

นั่นคือ เขาต้องมีสภาพที่นั่งระทวยอยู่บนรถเข็น เดินไม่ได้ นั่งตัวตรงไม่ได้ และมีน้ำลายไหลย้อยตลอดเวลา

มีเพื่อนของบิดาท่านหนึ่ง ได้แนะนำให้พาเขามาชมรมคนรักสุขภาพ

ผ่านมาถึงวันที่เขาสามารถเขียนจดหมายฉบับนี้ได้ ก็เป็นเวลา ๒ ปีแล้ว

เขาเล่าว่า ตอนนี้ เขาสามารถควบคุมกล้ามเนื้อบางส่วนได้ นั่นคือ ไม่มีอาการน้ำลายไหล

ร่างกายสามารถตั้งตัวตรง เมื่อมีคนช่วยพยุงสามารถยกตัวยืน

ช่วงที่ผ่านมา เท้าขวาของเขา สามารถกลับมาทำงาน ได้เป็นปกติ

และที่จุดประกายความยินดีแก่ครอบครัวมาก คือ อาการที่ปรากฎในสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นคือ เขาสามารถเตะขา ข้างซ้ายได้ ในขณะที่นั่ง

นั่นหมายความว่า เขามีโอกาสที่จะกลับมาเดินได้อีกครั้งนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์อ่านแล้วกล่าวว่า นี่คือตัวอย่างของน้ำอด น้ำทน การยืนหยัดในการทานสมุนไพร

คนที่เอาแต่ใจตัว ไม่ดูว่าสิ่งที่ตนเองเป็นนั้นหนักหนาสักเพียงใด มาถึงก็ถามว่า อาการที่เป็น สัปดาห์นึงหายไหม เดือนนึงหายไหม

ทั้งที่ความเป็นจริง ตัวของเขาทานยาเคมีมาหลายปี ให้โอกาสยาเคมี ทั้งที่ไม่มี่วี่แววว่าจะทำให้หาย ก็ยังทาน

แต่กลับสมุนไพร เห็นตัวอย่างหายก็มากมาย แต่ไม่ยอมให้โอกาส ให้วันเวลา สำหรับสมุนไพรเลย

คนประเภทนี้ย่อมยากจะประสพผล

ตัวอย่างนี้ ก็เห็นได้ชัดว่า กว่าจะได้สิ่งที่ปรารถนา ต้องยืนหยัด ทุ่มเท สักเพียงไหน แต่กระนั้น สิ่งที่ทำ ก็คุ้มค่า และที่สำคัญ เป็นไปได้ กับคำว่า "หายโรค"

ขอเป็นกำลังใจให้น้องคนนี้ ยืนหยัดในแนวทางสมุนไพรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เพื่อเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลัง ให้ได้มีความขันติ อดทน ยืนระยะ จนประสพผลเช่นกัน

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

จะไปหาใครดี

ภาพที่ปรากฎในชมรมคนรักสุขภาพ ย่อมสะท้อนความจริงให้เห็นเป็นสัจธรรม

นั่นคือสมมุติฐาน ของการเป็นโรค ที่พระภูมีทรงตรัส ว่า "โรคคือตัวแทนแห่งกรรม ทำให้เป็นทุกข์"

อันเป็นเหตุที่ โลกนี้ไม่มียารักษาโรค และไม่มีมนุษย์คนใด จะสามารถค้นคว้า หายา หรือช่วยตนให้พ้นจากโรคได้เลย

เส้นทางเดียวที่พระภูมีทรงเมตตา ทิ้งไว้ให้ พิสูจน์มาแล้ว นั่นคือ ต้องอาศัยธรรมชาติ ที่เป็นผู้สร้างมนุษย์ โดยใช้สมุนไพร ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นำเอาธรรมของพระภูมีท่านไปใช้ในชีวิต เป็นบางสิ่งบางอย่าง

ภาพที่เราท่านเห็น หมอ เห็นพระ เห็นซินแส เห็นบุคคลทุกสาขาอาชีพ มาทานสมุนไพร ย่อมเป็นเครื่องบอกได้ ในคำถาม ที่เกิด "เมื่อเกิดโรค จะวิ่งไปหาใครดี"

นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ควรพิจารณา เมื่อมีปัญหาชีวิต จะได้ไม่วิ่งสะเปะสะปะ ไปชนปังตอ ให้เขาเชือด เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ที่สำคัญ อาจเสียทั้งชีวิต

โชคดีของคนไทย ที่บรรพบุรุษได้ทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้ ...

ฝรั่งมังค่าที่ว่าวิชาการล้ำเลิศ นั่นมันแค่เรื่องของโลก แต่เรื่องของชีวิต คนเหล่านั้น ไม่มีความรู้เลยแม้แต่น้อย ..

ที่อวดโฉมแข่งกันยามอยู่นอกบ้าน พอเข้าบ้านรีบคว้ายา แล้วลงไปนอนร้องโอย กันบนเตียง ...

เป็นคนไทย รักของไทย นี่แหละจึงเรียกว่า กต้ญญูต่อบรรพบุรุษ

คนโบราณ พอเข้าวัยชรา รู้เรื่องของชีวิตดี จากพระพุทธศาสนา ก็ยกสิ่งต่างๆให้ลูกหลาน ไปทำบุญทำทาน เพื่อชีวิตตน .... เข้าวัดเข้าวา นั่นแหละความศิวิไลซ์ของมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ไฮเทค

ยิ่งของดีๆ อย่างนี้ ต้องร่วมกันรักษาไว้ แม้นจะไม่งบ ๔๔ ล้านบาท เหมือนที่รักษา หมีแพนด้าไว้ ก็ตามที

เราจะได้กลับไปแก่ตาย แลเมื่อถึงวันเวลา ก็สั่งเสีย แล้วก็นอนหลับไป เหมือนรุ่นปู่ย่าของเรา ...



อยากเล่าบ้าง

จิตอาสาท่านหนึ่ง ป่วยด้วยโรคมะเร็งมดลูก ระยะสุดท้าย

ด้วยความที่เธอมีอาชีพเป็นพยาบาล ทำให้รู้ดีว่าหนทางเดินของเธอกำลังจะหมดลง เมื่อได้ข่าวของชมรมเธอจึงมาลอง

การมาของเธอ ก็ไม่ทำให้วันเวลาผ่านไปเสียเปล่า เธอได้เสนอตนเป็นจิตอาสา คอยดูแลคนไข้ที่มาใหม่ และจัดระเบียบคนไข้ ที่อาคารมูลนิธิ

วันเวลาผ่านไป หลายเดือน สิ่งที่เธอไม่เคยได้เข้าใจ เธอก็เริ่มได้สัมผัส นั่นคือ "การลงแดง"

อาการปวดของเธอเริ่มเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่อวัยวะต่างของเธอ กลับแข็งแกร่ง ทำงานเป็นปกติ

การเรียนรู้อาการของโรค และสภาวะที่จะพึงเกิด ในการเดินทางด้วยสมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจ รับสภาพ

จากเดิมที่วิชาการบอกว่า เป็นมะเร็งห้ามทานเนื้อสัตว์ แต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การไม่ทานยิ่งทำให้ร่างกายขาดกำลัง เมื่อเกิดวิกฤตก็ไม่มีกำลังเพียงพอในการต่อสู้ เธอก็กลับมาทานเนื้อ และอาหารทุกหมู่อย่างเต็มที่

จนกระทั่งเริ่มมีอาการลงแดง ระบบการทานของเธอ เริ่มมีปัญหา

จากการเรียนรู้ของเธอ ก็ไม่ปล่อยจนร่างกายทรุดโทรม เธอก็ไปให้เลือดเพื่อช่วยให้ร่างกายมีกำลัง

อาการลงแดงของเธอ เริ่มหนักขึ้น จนเธอไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ ก็อาศัยเพื่อนจิตอาสา นำสมุนไพรมาให้ทานแทน

วันเวลาชี้ชะตา หลอกหลอนอยู่ในความคิด ระหว่าง ความปวดที่เกิดนี้นั้น จะทนดี แล้วทานสมุนไพรไป หรือจะกลับไปหาหมอ เพื่อระงับอาการปวดนี้ดีกันหนอ

แต่ในที่สุด เธอก็เลือกการทนปวด ที่เคลื่อนไปตามส่วนของร่างกาย จนในตอนสุดท้าย ก็เคลื่อนจากศรีษะ ลงมาที่ช่วงอก

ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม กับการให้เลือดสองคร้้ง น้ำหนักลดไป ๑๖ กิโลกรัม ร่างกายเธอก็เริ่มฟื้น เธอเริ่มกลับมาทานได้มากขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับความปวดที่ลดลงไปเรื่อยๆ

วันนี้ เธอกลับมาช่วยบริการเพื่อนสมาชิกได้อีกครั้ง

บทเรียนที่ผ่านมา เธอกล่าวว่า มันน่าจะมีประโยชน์กับคนป่วยมะเร็งท่านอื่นๆ เธอจึงอยากเขียนเล่าอาการตั้งแต่ต้น จนผ่านพ้น เพื่อให้เพื่อนคนป่วยได้รับรู้และเตรียมตัว

หากแต่ความเป็นจริง อาการของแต่ละบุคคล แม้นดูว่าจะเป็นโรคเดียวกัน ก็ต่างกัน ไม่มีทางเหมือนกันอย่างเด็ดขาด

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ด้วยเหตุที่ "ต่างคน ต่างกรรม ต่างวาระ"

เรื่องราวการช่วยตน จึงเป็นเรื่องเฉพาะตน จะเอาเยี่ยงอย่างกันไม่ได้เลยนั่นเอง

หากแต่รูปรอยต่างหาก ที่จะพึงเดินตามกัน นั่นคือ การเรียนรู้ และเตรียมตัวเตรียมใจ อาทิเช่นจิตอาสาท่านนี้ เมื่อรู้ว่าศึกใหญ่กำลังจะมา ก็รีบปรับตัวในเรื่องการกิน ทานให้มาก เพื่อให้เตรียมสู้ศึก เพราะเวลานั้น อาการทานไม่ได้จะถามหา จะได้มีพลังไว้ต่อสู้

การเตรียมใจ ที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นในพรหมลิขิต ที่ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวทุกคนอยู่แล้ว ไม่ถึงที่ตาย ไม่วายชีวาวาตย์ แล้วทำจิดให้สงบ ต่อสู้อาการ รอจนร่างกายสร้างภูมิมาต่อสู้ จนสามารถกดอาการที่เป็นได้ นั่นแหละ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คือ "การหายโรค"

เราจึงขอแสดงความยินดีและขอยกย่อง ในการต่อสู้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนที่เดินตามมาว่า "สิ่งที่อยากได้ ทำได้ ทำมาแล้ว"

และเป็นเครื่องยืนยันว่า ทางเลือกสมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มีผู้รอด มาเดินกรีดกรายให้เห็นกันมากมาย ...

แม้นตัวอักษรที่เธอตั้งใจอยากจะเขียน อาจจะไม่มีประโยชน์มากนัก แต่ตัวเธอที่เดินให้คนได้เห็น ภาพจากอดีตจากวันที่มา จนปัจจุบัน ก็เป็นกำลังให้คนที่เดินตามมาได้เป็นอย่างดี

เราท่านได้คนที่รู้จริง จากประสพการณ์จริง อีกคนหนึ่ง สิ่งที่เธอบอก นั่นย่อมไม่ผิดพลาด เพราะเธอผ่านมาแล้ว ...

และความรู้นั้น "ใช้ชีวิตเธอเป็นเดิมพัน"





วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เหตุจากจดหมายน้อย

เด็กหญิงคนหนึ่งเขียนจดหมายน้อยส่งถึงหลวงพ่อนิพนธ์

เธอเล่าให้ฟังว่า แม่ของเธอป่วยด้วยโรคไตวาย โดยสภาพครั้งสุดท้ายก่อนมารักษาที่ชมรมคนรักสุขภาพ แม่ของเธอต้องเข้าการฟอกไต สัปดาห์ละ ๓ ครั้ง

สถานการณ์ของแม่ และครอบครัว ย่ำแย่พอๆ กัน..

เพราะแม่ทำงานไม่ได้ และต้องหาค่าใช้จ่ายในการฟอกไต รวมทั้งค่าหมอ ค่ายา ค่ารถ ...

แม่ของเธอได้รับข่าวของชมรม จึงหันมาใช้สมุนไพร และทานมาตลอดหลายเดือน แม่ค่อยๆ ลดการฟอกไตลง จนกระทั่งถึงปัจจุบันแม่ของเธอไม่ต้องฟอกไตอีกแล้ว

เธอรู้สึกดีใจมาก เพราะทุกครั้งที่ไปฟอกไต เพื่อนของคุณแม่ ที่เจอกันเสมอในวันฟอกไต มักจะทักว่า ทำไมหมู่นี้ แม่ของเธอดูหน้าตามีสีเลือด และอาการดีขึ้น แล้วก็ไม่ค่อยจะมาฟอกไต

ความดีใจของเธอ เธอจึงเล่าเรื่องของชมรมให้เพื่อนแม่เหล่านั้นฟัง และกราบเรียนมาเพื่อขออภัยที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อน

เพราะเธออยากเห็นเพื่อนของแม่ มีสภาพที่ดีขึ้นเฉกเช่นเดียวกับแม่นั่นเอง

จากจดหมายน้อยนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมีดำริ ที่จะเปิด แผนกคนไข้ โรคไต โดยเฉพาะขึ้นมา ในสัปดาห์หน้า เพื่อรองรับคนไข้ประเภทนี้ ให้ได้รับสมุนไพรที่เหมาะสมกับอาการ

ดังนั้น สมาชิกท่านใดที่เป็นโรคไต โดยเฉพาะอยู่ในขั้นที่ต้องฟอกแล้ว สามารถไปลงชื่อ เพื่อรับสมุนไพรที่เหมาะสมกับโรคไต และเพียงพอต่ออาการที่เป็นได้






สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน วัยไหนเขาทานกัน


สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน คนเหมาะแก่คนวัยไหน

หากเมื่อเราท่านเข้าไปดูที่ชมรมคนรักสุขภาพ จะเห็นตั้งแต่เด็กน้อยๆ ไปจนคนแก่เฒ่า อายุ เกือบร้อยปี

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สมุนไพรเป็นของธรรมชาติ ที่ร่างกายตอบรับอยู่แล้ว จึงทานได้ตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ จนกระทั่งแก่

เรามักได้ยินคนไข้ใหม่ ถามวิทยากรว่า "ถ้าทานมากไป จะเป็นอะไรไหม"

วิทยากร ก็จะแจ้งให้ทราบเสมอว่า สมุนไพรไม่ใช่ยาเคมี นั่นคือ แม้ทานมาก ก็มีแต่ผลดี นั่นคือ ได้ปริมาณเพียงพอ ส่วนที่เกินกว่าร่างกายต้องการ ร่างกายก็ขับถ่ายออก เหมือนทานอาหารนั่นเอง

เห็นเด็กๆ ที่พ่อแม่พามาทานสมุนไพร แม้วันนี้ของเขา ดูจะไม่ดีด้วยป่วยเป็นโรคแต่เด็ก

นั่นหมายความว่า อนาคตของชาติ ที่ดีกำลังจะเกิด เป็นกำลังสร้างอนาคตของชาติที่ดีนั่นเอง

คนที่รักลูกรักหลาน ก็กำลังเริ่มจะพาเด็กๆเหล่านี้ มาทานสมุนไพรให้เห็นกันมากขึ้น

นี่แหละ กู้ชาติ .... ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ อีกทางหนึ่ง

อนาคต งบหลายแสนล้านที่ต้องสูญเสียไปกับยาเคมี และเวชภัณฑ์ ก็จะลดลง เปลี่ยนไปเป็นงบพัฒนาด้านอื่นแทน

ไม่สงสัยเลยว่าทำไม พวกหากินกับชีวิตมนุษย์ จึงกลัวสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนกันนักหนา พยายามกลบ หรือ ปิดทุกวิถีทาง

แต่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า ความจริงก็คือความจริง

ในขณะที่ยอดความสำเร็จในการรักษาทางการแพทย์ ถูกฟ้องด้วยจำนวนคนตายเพิ่มขึ้น แต่คนรอดยังเป็นศูนย์อยู่

แนวทางสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แม้นจะไม่รอดทั้งหมด แต่ก็มีจำนวนคนรอดที่เพิ่มมากขึ้นให้เห็น...

หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า โรคกลับเป็นคุณ ด้วยเป็นเหตุที่ทำให้ได้มาทานสมุนไพร ยิ่งทานในวัยเด็ก การหายโรคย่อมเป็นเรื่องง่าย และก็ไม่ใช่ประโยชน์หลัก เพราะผลที่เป็นคุณมหาศาลนั่นคือ เมื่อภูมิร่างกายของเด็กแข็งแกร่ง เราจะได้เด็กที่มีคุณภาพ มีร่างกายที่ดี ไม่เป็นมะเร็ง หรือโรคร้ายแรงในอนาคต













ลงตัว

ก็เป็นอันที่แน่นอนแล้วว่า หลวงพ่อนิพนธ์จะจัดตั้งศูนย์ อันเป็นสาขาแห่งแรกที่ จ.ชุมพร

ประมาณการกันว่า การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ ก็คงประมาณครึ่งปี

ในระหว่างที่การก่อตั้งศูนย์ยังไม่แล้วเสร็จ ท่านเจ้าอาวาสวัด "ถ้ำทะเลทรัพย์" ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของชมรมคนรักสุขภาพ ก็ได้อนุญาตให้ใช้สถานที่่ ในการทำกิจกรรมแทนศูนย์ที่จะจัดตั้งขึ้น จนกว่าจะแล้วเสร็จ

ทางชมรมแจ้งแก่สมาชิกภาคใต้ว่า จำนวนที่รับไว้ในครั้งแรก หกร้อยกว่าคนนั้น เพื่อให้เพียงพออย่างแน่นอน จึงได้จัดเตรียมสมุนไพรลงไปให้บริการ จำนวน ๑๐๐๐ ชุด

พร้อมกันนี้ ก็อนุญาตให้เปิดรับจนครบจำนวน

ท่านใดอยู่ใกล้ หรือไปมาที่ศูนย์นี้สะดวก ก็สามารถไปสมัครเป็นสมาชิกได้ที่วัดดังกล่าว และสามารถสอบถามรายละเดียดได้จากทางวัดโดยตรง


โดยชมรมคนรักสุขภาพ แจ้งกำหนดการ การให้บริการที่ศูนย์ภาคใต้ ครั้งต่อไป ที่ จ.ชุมพร

ในวันเสาร์ที่ ๒๕ พฤษภาคม ศกนี้ ณ.ศูนย์ชั่วคราว วัดถ้ำทะเลทรัพย์

สมาชิกทางภาคใต้ และใกล้เคียง สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดวันรับสมัคร และการให้บริการ ได้จากวัดโดยตรง

สมาชิกที่มาใช้บริการ ก็ควรจะแวะไปดูที่ตั้งของศูนย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไว้ด้วย....



ภาพเก่ามันหลอน

คนไข้ท่านนึง มีสถานะทางสังคมเรียกได้ว่า ฐานะดี ความรู้ดี เพียบพร้อมทุกอย่าง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีลูกเป็นหมออีกต่างหาก

และก็เฉกเช่นคนทั่วไป โรคที่เป็นก็อาศัยเงินเป็นใบเบิก เพื่อไปให้ถึงฝั่งฝันคือการหายโรค แต่ผ่านวันผ่านคืน จากโรคเดียว ก็เพิ่มขึ้นเป็นสอง เป็นสาม เป็น...

วันนึง เมื่อหลายปีก่อน มีเพื่อนแนะนำว่า ลองทางแพทย์สมัยใหม่และวิธีอื่นมามากมาย หมดเงินไปก็มากมาย ไม่ประสพผล ทำไมไม่ไปลองทานสมุนไพร ของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ชมรมคนรักสุขภาพ เมืองกาญจน์ บ้าง เผื่อจะดีขึ้น

ทั้งที่ยังไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง เกี่ยวกับหลวงพ่อนิพนธ์ หรือ ชมรมคนรักสุขภาพ แม้กระทั่งเรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพรใดๆ เลย

เขาตอบกับเพื่อนคนนั้นว่า "โอ๊ยไม่เอาหรอก ยาหม้อไทย ทั้งสกปรก ไม่สะอาด ไม่รู้เอาอะไรมาให้กิน"

เขาพูดด้วยจินตนาการ จากภาพที่เคยเห็น และจากความคิดเห็นของตนที่มีต่อหมอสมุนไพรไทยของตน

เวลาผ่านไปอีกสองปีกว่า พร้อมกับสภาพที่ทรุดลงเรื่อยๆ จึงปรึกษากับลูก ได้ข้อสรุปที่ต้องทำใจรับว่าสภาพมีแต่ทรงกับทรุด

ลูกที่เป็นหมอจึงลงความเห็นว่า ให้ลองมาใช้แพทย์แผนไทยดู

วันนี้ของเขากล่าวให้ฟังว่า โชคดีที่เขาเปลี่ยนใจมาใช้แนวทางสมุนไพร ทำให้ปัจจุบัน อาการของเขาดีขึ้น จนแทบจะเกือบเป็นปกติแล้ว

พร้อมกับย้อนอดีตให้ฟังว่า ถ้ามาเมื่อหลายปีก่อน และไม่คิดไปเองว่า สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน จะโบราณ ไม่น่าเชื่อถือ ตัวเขาเองก็คงหายไปนานแล้ว แต่ก็ยังดีที่ยังมีวันเวลาให้ช่วยตนเองได้

ใครที่มีความคิด ติดตา ติดใจ มาจากหนัง ละคร ว่าสมุนไพรไทย ต้องต้มจนหม้อดำเขรอะ สกปรก ไม่รู้เอาใบอะไรมาใส่มั่ง มั่วหรือเปล่า มีมาตรฐานหรือเปล่า ...

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า พระภูมีเขาไม่ชุ่ยหรอก โดยเฉพาะเรื่องของชีวิต เพราะถ้าพลาด ผู้ทำย่อมได้รับบาป ....

เงินก็ไม่เอา แถมยังได้บาปอีก .... "ไม่ใช่ควายน่ะ... " จึงทำอย่างนั้น








วางใจได้

สมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า มีประวัติยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

ที่สำคัญ ผ่านการตรวจสอบมาแล้ว ทั้งสถาบันในประเทศ และสถาบันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อครั้งในอดีต ที่ประเทศอเมริกา ร่วมกับ อังกฤษ ฝรั่งเศส และกลุ่มประเทศยุโรป ส่งรถ Mobile Lab มายังถ้ำกระบอก พร้อมกับผู้ติดยา กลุ่มใหญ่ โดยทำการตรวจสอบทั้งสมุนไพร และอาการที่ปรากฎ รวมทั้งตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทุกขั้นตอน

หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียด จึงเป็นที่มาของงบประมาณสนับสนุน จากกลุ่มประเทศเหล่านี้ นับร้อยล้านบาทต่อปี อีกทั้งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ถ้ำกระบอกได้รับรางวัลแมกไซไซ ในเวลาต่อมา

ดังนั้น จึงวางใจได้ว่า สมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนำมา มีแต่คุณ ไม่มีโทษ

สิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระวังในความคิด ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักเตือนเสมอ อันจะก่อให้เกิดการเห็นผิด หรือ การอกตัญญู นั่นคือ อาการที่เกิดขณะที่ทานสมุนไพร

อย่าตีโพย ตีพาย ว่าสมุนไพรทำให้เกิด แล้วกล่าวโทษสมุนไพร เพราะอาการที่เกิดนั้น เป็นอาการของเราท่านที่มีหรือแฝงอยู่ เมื่อร่างกายมีภูมิ ก็จะคุ้ยออกเพื่อแก้ไขร่างกายให้กลับสู่สภาวะปกติ

เหตุและผล ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นเสมอนั่นคือ สมุนไพรหม้อเดียวกัน หากเหตุมาจากสมุนไพร ทุกผู้ทุกคน ที่มาทานต้องเกิดอาการเฉกเช่นเดียวกัน

หากแต่ความจริงที่ปรากฎ ต่างคน ต่างอาการ เพราะต่างคนต่างมีรายละเอียดของโรคต่างกัน ที่สำคัญโรคบางชนิด ยังไม่แก่ตัวพอที่จะทำให้เกิดอาการ เมื่อทานสมุนไพรร่างกายมีภูมิพร้อม ก็รีบจัดการเคลียร์เสียก่อน จึงเกิดอาการดังกล่าวปรากฎ บางคนก็ว่าไปนั่น "เมื่อก่อนไม่เคยเป็น พอมาทานสมุนไพรก็เป็นเลย"

ดังนั้น จึงพึงเรียนรู้ เหตุและผล เพื่อมิให้เกิดการกระทำและความคิดที่ผิด อันมีต่อสมุนไพร รวมถึงผู้นำมาและผู้ทำให้

และที่น่าเสียดาย บางคนเอาแต่ใจ เป็นโรคมานานเน แต่เวลาจะฟื้นฟู ช่วยตนเอง ใจเร็วด่วนได้ จะเอาเร็วๆ เจ็ดวันหายไหม เดือนนึงหายไหม เมื่อไม่ได้ดั่งใจ พอมีคนแนะนำว่าทำอย่างนั้นซิดี

ดั่งเช่นที่เป็นข่าว คนไข้ท่านนึง ก็เข้าทำนองนี้ เมื่อการฟื้นฟูตนไม่ทันใจ เมื่อได้รับคำแนะนำว่า "ไปทำดีทอกซ์ซิ ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้" และเขาก็ช็อคเสียชีวิตไป ในขณะการทำนั้นเอง

บทสรุปของสมุนไพรพระภูมี จึงต้องอดทนและรอ ดั่งคำกล่าว ตราบใดที่เรายังมีพรหมลิขิต และเดินถูกทาง ต้องเดินถึงจุดหมายอย่างแน่นอน



จะตีกันตาย


ในวันแรกของการรับสมัครสมาชิกที่ศูนย์ จ.ชุมพร หลวงพ่อนิพนธ์คาดว่า สมาชิกที่จะมาสมัครใหม่คงจะไม่มาก เพราะยังไม่เป็นที่รู้กัน

แต่การไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีผู้มาสมัครใหม่มาก จนเกินกว่าเอกสาร รับสมัครสมาชิกใหม่ที่เตรียมไปไม่พอ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้คนไปถ่ายเอกสารเพิ่มเติม จำนวน ๓๐๐ ฉบับ

หลังจากถ่ายเสร็จ กำลังจะจ่ายเงินค่าถ่ายเอกสาร เจ้าของร้านก็เหลือบไปอ่านรายละเอียดของเอกสารที่นำมาถ่าย

เจ้าของร้านจึงถามคนที่ไปถ่ายว่า มูลนิธิไทยกรุณา นี้ใช่ของหลวงพ่อนิพนธ์ที่เมืองกาญจน์หรือไม่ ที่เดียวกับที่ เจ้าอาวาสวัดถ้ำทะเลทรัพย์ ไปรักษาตัวหรือไม่

ก็ได้รับคำตอบว่าใช่

เจ้าของร้านถ่ายเอกสาร ก็รีบกล่าวว่า ถ้างั้นไม่คิดเงิน ถ่ายให้ฟรี

คนที่นำเอกสารไปถ่ายก็ไม่ยอม บอกว่าผมเป็นเศรษฐี มีตังค์ ไม่ยอมรับฟรี ยืนยันจะให้คิดเงินให้ได้

เถียงกันไป เถียงกันมา ก็ได้ความว่า เจ้าของร้าน เคารพนับถือเจ้าอาวาสมาก และเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิด เห็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ที่ไม่สามารถเทศน์ หรือสวดมนต์ ได้ และมีทีท่าว่าอาจจะร้ายแรงถึงขั้น ถึงแก่ชีวิต

แต่มาวันนี้ เจ้าอาวาส กลับแข็งแรง และสามารถเทศน์ สวดมนต์ ได้เหมือนเดิม จึงมีความยินดีมาก

และที่สำคัญ เมื่อได้ข่าวว่า เจ้าอาวาสอนุญาตให้ใช้พื้นที่เป็นศูนย์ชั่วคราวได้ ก็รอวันไปสมัครด้วยเช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ท่านได้อนุญาตให้ศูนย์ดังกล่าวเปิดรับสมาชิกได้ โดยในวันเสาร์นี้ ได้เตรียมสมุนไพรให้แก่คนป่วย จำนวน ๑๐๐๐ ชุด

ระหว่างที่ศูนย์กำลังดำเนินการ ใครที่อยู่ภาคใต้ ก็สามารถไปใช้บริการของชมรม ได้ที่ วัดถ้ำทะเลทรัพย์ จ.ชุมพร ชั่วคราวไปก่อน จนกว่า ศูนย์จะแล้วเสร็จ





วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ฟังจิตอาสาเขาคุยกัน

จิตอาสาสองท่านที่ทำงานร่วมกัน มีอาการโรคที่รุนแรงพอๆ กัน และก็มาเป็นจิตอาสาในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

หากแต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป กว่าขวบปี ที่คนทั้งสองได้มาเป็นจิตอาสา

คนหนึ่งมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จากสารพัดโรค มาวันนี้ ก็เหลือเพียงโรคเดียว

อีกคนหนึ่ง เป็นมะเร็งเพียงโรคเดียว มาจนวันนี้ อาการก็ยังไม่ดีขึ้น

จิตอาสาคนที่สอง จึงกล่าวด้วยความสงสัย เพราะเห็นเพื่อนจิตอาสาด้วยกัน ดีวันดีคืน จนปัจจุบันผลการตรวจร่างกายครั้งหลังสุด ก็เหลือโรคเพียงแค่โรคเดียว ว่าทำไมตัวเขาจึงไม่เห็นดีขึ้นเลย ทานสมุนไพรมาตั้งนาน

จิตอาสาคนแรก จึงถามคนที่สองว่า ทำไมถึงมาเป็นจิตอาสา คนที่สองจึงตอบว่า เพราะจะได้ขอสมุนไพรไปให้คนป่วยที่บ้านอีกสองคน ก็เท่านั้นเอง

จิตอาสาคนที่สอง ก็ถามคนแรกด้วยความสงสัยเมื่อเห็นพฤติกรรมของจิตอาสาคนแรก ที่ทุกครั้งต้องขึ้นไปกราบแม่ชีเมี้ยน และไปกราบหลวงพ่อนิพนธ์ทุกครั้งก่อนกลับบ้าน

เขาบอกกับจิตอาสาคนแรกว่า " ทำไมต้องไปกราบด้วย ท่านไม่ได้มีอะไรวิเศษเลย นอกเสียจากทำยาสมุนไพรเก่ง ก็เท่านั้นเอง"

จิตอาสาคนที่สอง ก็กล่าวอีกว่า ตั้งแต่มาตัวเขาเองยังไม่เคยขึ้นไปกราบแม่ชีเมี้ยนเลย จะมีก็แค่ครั้งเดียว คือ เมื่อวันงานระลึกคุณที่ผ่านมา เห็นคนเดินขึ้นไป ก็เดินตามไป เท่านั้นเอง

บทสนทนาของคนทั้งสอง ทำให้เราได้สิ่งยืนยัน ในคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวเสมอว่า "โรคไม่ได้จบด้วยสมุนไพรเพียงอย่างเดียว"

นั่นเองจึงเป็นเหตุที่ว่า ถึงแม้จิตอาสาคนที่สอง จะได้สมุนไพรไปทานอย่างเพียงพอ ตามที่ตนต้องการ แต่อาการของเขา ไม่ได้ดีขึ้นเลย อย่างเก่งก็แค่ทรง

หลวงพ่อนิพนธ์ และ อ.อร่าม จึงมักกล่าวว่า สถานที่นี้ ไม่ใช่วัด หากแต่สิ่งที่มี สิ่งที่เป็น ยิ่งกว่าวัดอีก .....

สมุนไพรหม้อเดียวกัน บางคนทานหาย บางคนไม่หาย ไม่ได้เนื่องจากสมุนไพร หากแต่เป็นด้วย พฤติกรรมของคน มันต่างกรรมต่างวาระ สมุนไพรจึงให้คุณหรือทำเฉย ตามการกระทำ

นี่แหละจึงเรียกสมุนไพรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีวิญญาณ รับรู้การกระทำของคนทาน .....

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงย้ำเสมอว่า อย่ามาเหมารวม ว่า สมุนไพรดี ทานแล้วต้องหายทุกคน ... ไม่ใช่ .... ไม่ใช่ ....

มันขึ้นกับ พฤติกรรมของคนทานด้วย ว่าทำตนเป็น ใบหยก หรือ ใบตำแย ที่จะมาเข้ากับกี่งทอง ..... หากไม่ใช่ใบหยกแล้วไซร้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ถึงจะทานเป็นแกลลอน ก็บ่มีไก๋ ... เหมือนทานน้ำ หาผลอะไรไม่ได้เลย



ความเชื่อมั่น

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มีทุกครั้งแก่สมาชิกใหม่ นั่นคือ การหล่อหลอมให้เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนมี ตนสร้าง นั่นคือ "พรหมลิขิต"

ด้วยเหตุผลที่สำคัญนั่นคือ ทำให้จิตสงบลง ไม่แตกตื่นไปตามคำขู่ของโลกปัจจุบัน ที่มักจะทำภาพให้ใหญ่โต ในอาการอันน้อยนิดที่เราท่านเป็น ฉายภาพให้ดูว่า "ตาย .......... ย" หากไม่เข้ารับการรักษาด้วยแพทย์สมัยใหม่

บทสนทนาสั้นๆ ที่อยากยกมา ที่หลวงพ่อนิพนธ์ มีแก่คนไข้มะเร็งตับระยะสุดท้าย ที่ยังอายุไม่มากท่านหนึ่ง

ท่านกล่าวกับคนไข้ว่า รักษาตัวมาก็นานหลายปี ผลที่ได้เป็นอย่างไร

คนไข้กล่าวว่า อาการก็หนักขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงปัจจุบัน หมอแนะนำว่าให้เข้าคอร์สพิเศษ จำนวน ๔ ครั้ง

ตอนนี้ผ่านมาได้ ๒ ครั้ง ใช้เงินไป กว่าแปดแสนบาท ผลที่ได้ อาการยังคงทรุดลงเรื่อยๆ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า ตัวคนไข้เองยังอายุไม่มาก พ่อและแม่ก็ยังอยู่ ไม่ได้มีฐานะถึงกับร่ำรวยอะไรนัก หากแต่ยังใช้วิธีนี้รักษาอยู่ ในไม่ช้า พ่อแม่ก็ต้องกู้ยืม เป็นหนี้เป็นสินมาเพื่อรักษาลูก

ท้ายสุด หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้เห็นความจริงของมนุษย์ ที่มีพรหมลิขิตเป็นตัวกำหนด หากถึงที่ตาย อย่างไรเสียก็ตาย หากไม่ถึงที่ตาย และไม่ทำตนให้เป็นอุบัติเหตุกรรม ด้วยยาเคมีแล้วไซร้ อย่างไรเสียก็ไม่ตาย

แล้วจึงให้คนไข้ตัดสินใจ เพื่อเลือกทางเดิน แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า ทางเลือกสมุนไพร แม้นต้องตายด้วยถึงคราว ก็ไม่ทิ้งภาระหนี้สินให้พ่อและแม่ อย่างน้อยก็ไม่ต้องพะวง ว่าเราได้สร้างทุกข์ทิ้งไว้ให้คนที่อยู่

ท้ายที่สุด คนไข้ก็ตัดสินใจเลือกทิ้งยาเคมี และเลิกเข้าคอร์สหมอ หันมาทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนเพียงอย่างเดียว

เผลอแป๊บเดียว ก็ผ่านมาเดือนนึงแล้ว คนไข้เริ่มมีสภาพตอบรับที่ดีขึ้น อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเคมี

ศาสตร์อันนี้แหละ ที่แม่ชีเมี้ยนให้หลวงพ่อนิพนธ์มาปลุกปั่น ให้มนุษย์ ไม่หลงในวังวนของพ่อค้า ชักศึกเข้าบ้าน ทำให้เกินกำลังกว่าร่างกายจะรับไหว เพราะต้องสู้ทั้งศึกใน คือ โรค และศึกนอกคือผลของยาเคมี ในที่สุด แม้นยังไม่ถึงกำหนดอายุขัย ก็โดนอุบัติเหตุจากยาเคมี ทำให้ตายไปเสียก่อน

การสร้างความเชื่อพื้นฐานอันนี้ ก่อให้เกิดศึก เหลือเพียงหน้าเดียว นั่นคือ โรค ทำให้ง่ายแก่การช่วยตน

แต่จะมีสักกี่คนเล่า ที่เชื่อมั่นในสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ที่ตนมี พออาการเกิด ก็ไม่อยากให้เกิด วิ่งแจ้นไปให้หมอฉีดยาระงับแล้ว

คนที่จะรอด จึงต้องหมั่นพิจารณาไตร่ตรอง ความจริงข้อนี้ให้มีน้ำหนัก เพื่อไม่ให้เกิดอาการตื่นตูม อาการที่ดั่งลูกตาลตก จนกลายเป็นฟ้าถล่ม จนพาชีวิตของตนไปวิบัติ


วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำไมต้องชื่อ พ.อ.ส.ว.



หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ขอใช้ชื่อ ในการดำเนินกิจกรรมของชมรมคนรักสุขภาพ และมูลนิธิไทยกรุณาว่า "พอ.สว."

โดยมีสร้อยลงท้ายว่า ภาคประชาชน (แผนไทย)

และที่สำคัญ จะได้เป็นประเทศไทยสมชื่อจริงๆ ไม่ใช่ฝรั่งเลิกผลิตยาเคมีเดือนหนึ่ง คนไทยก็ดิ้นตายไปค่อนประเทศแล้ว เพราะขาดยาเคมีไม่ได้ แล้วจะเรียก "ไทย" ได้อย่างไร

มองแล้วเห็นภาพ เมืองศิวิไลซ์ของพระภูมี .....

หากคนไทยหันมาทานสมุนไพร เป็นเรือนแสนเรือนล้าน ก็จะประหยัดงบประมาณเรื่องเวชภัณฑ์มหาศาล ซ้ำยังทำให้ได้คนที่มีคุณภาพ และตั้งใจเป็นคนดี ของสังคม มหาศาล

ทำให้เรานึกถึงคำหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนทรงสั่ง ก่อนลาสังขาร ที่จะให้นำสมุนไพร ไปเพื่อช่วยพี่น้องคนไทย และใช้กู้ชาติ

และในความเห็นของเรา นี่คือจุดเริ่มของขบวนการ กู้ชาติ นั่นเอง

ในไม่ช้า เราท่าน ก็จะเห็นขบวน "พอ.สว" ภาคประชาชน (แผนไทย) วิ่งไปทั่วประเทศ ให้คนไทยได้มีโอกาสเลือก

รูปภาพที่นำมานี้ ก็เป็นเมื่อครั้ง สมเด็จย่า ทรงเสด็จยังถ้ำกระบอกนั้นเอง

ความผูกพัน ระหว่างถ้ำกระบอก และ สมเด็จย่า จึงมีมายาวนาน และลึกซึ้ง โดยที่คนนอกไม่รู้

แลจีวรซิปข้างนี้ ก็ทรงรับมาจาก "สมเด็จย่า" ที่ทรงทำเองแล้วให้ท่านผู้หญิงมาถวายแม่ชีเมี้ยนใส่นั่นเอง

นับจากนั้นมา ลูกศิษย์ถ้ำกระบอก ก็จะแขวนรูปแม่ชีเมี้ยน ที่ทรงใส่จีวรซิปข้างนั้นไว้

หากแต่เมื่อแม่ชีเมี้ยน และหลวงพ่อนิพนธ์ ได้ไปขึ้นศาล ก็ยกฟ้อง ด้วยเหตุที่จีวรที่แม่ชีเมี้ยนทรงใส่ นั้นเป็นแบบมีซิปด้านข้าง ไม่เข้าข่ายจีวรพระ

ตอนจบของเรื่อง เพื่อรักษาหน้า จึงเหลือการฟ้องต่อแม่ชีเมี้ยน เฉพาะข้อหา "แต่งกายเลียนแบบสงฆ์" ที่ศาลสระบุรีเท่านั้น

จนท้ายที่สุด เรื่องก็จบลงด้วยดี ด้วยความร้อนรน ของคุณหญิงจงจินต์ ที่ต้องรอลูกชาย ในการนำคำสั่งยกเลิก จากชลบุรีมายังกรุงเทพ หลังจากมีคำสั่งให้ยิงเป้า แล้วนั้น

หากจะย้อนกลับไปวันวาน คนที่ไปถ้ำกระบอก และอยู่ในเหตุการณ์ที่ แม่ชีเมี้ยนและคณะสงฆ์ ถูกจอมพลสฤษด์ ดำเนินคดี ข้อหา อุตริมนุษย์ธรรม และมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

การใช้ชื่่อนี้ ก็เพื่อสืบสานปณิธานที่ให้การสนับสนุนของสมเด็จย่า ที่มีต่อถ้ำกระบอก

เหตุผลหนื่งที่เราคิดว่า หลวงพ่อนิพนธ์ขอใช้ชื่อดังกล่าว ก็สืบเนื่องมาจาก ความสัมพันธ์ในครั้งอดีต ของสมเด็จย่าและแม่ชีเมี้ยนแห่งถ้ำกระบอกนั้นเอง

และก็ได้รับพระบรมราชานุญาต

บิณฑบาต



หลวงพ่อนิพนธ์ ได้เดินทางลงบิณฑบาตร ที่ จ.ชุมพร กะว่า คงได้มะพร้าวจากสมาชิกที่คาดว่าจะรับ คือ ๕๐๐ คน

โดยขอบิณฑบาตร มะพร้าวจากสมาชิกคนละ ๑๐ ลูก ก็น่าจะได้สัก ๕๐๐๐ ลูก

เจ้าอาวาสวัดใหญ่ใน จ.ชุมพร ได้เอื้อเฟื้อ ศาลาวัด จัดสถานที่ให้ในการดำเนินกิจกรรม และเป็นที่รวบรวมมะพร้าว รวมทั้งสมัครสมาชิก เพื่อร่วมกิจกรรมในศูนย์ที่จะเกิดขึ้น

ผลปรากฎว่า วันแรก ก็มีสมาชิกมาเข้าร่วม ถึง ๕๖๕ คน ทะลุเป้า จนหลวงพ่อนิพนธ์ต้องขยายจำนวนที่จะรับในศูนย์ที่จะเกิดนี้ จาก ๕๐๐ คน เป็น ๖๐๐ คน

และสมาชิกที่มาก็ไม่ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ผิดหวัง เพราะรถหกล้อที่นำไปบรรทุกมะพร้าว ไม่พอใส่ จนชาวชุมพรต้องนำรถสิบล้อ ใส่มะพร้าวตามมาให้อีกคันรถ แถมมีมะพร้าวเหลืออีกกองใหญ่ รวมยอดมะพร้าวจากน้ำใจชาวใต้ ที่มาร่วมกิจกรรม ก็กว่าสองหมื่นลูก ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ช่วงนี้สมาชิกทุกท่านจึงควรทานสมุนไพรมะพร้าวให้มากกว่าปกติ ขอได้...

ที่น่ายินดี ในการจัดตั้งศูนย์นี้ เพราะได้รับความร่วมมือจากทุกคน ร่วมกัน เริ่มจาก การบริจาคที่ดินติดถนนเพชรเกษม ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยไม่เสียดายให้แก่มูลนิธิ คนต่อมา อ.บ.ต. เห็นว่าที่ดังกล่าวต้องถมปรับดิน ก็จะนำดินมาถมปรับให้ฟรี ผู้รับเหมาร่วมกับสมาชิก ก็จะดำเนินการก่อสร้าง และรับผิดชอบวัสดุให้

ในไม่ช้า สมาชิกภาคใต้ ก็คงได้ใช้ศูนย์แห่งนี้ ....

ขอขอบคุณน้ำใจ สมาชิกภาคใต้ทุกท่าน ที่ทำให้พี่น้องคนไทย ได้มีโอกาส สัมผัสทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ...

ขอพระคุ้มครอง

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การพิจารณาโรคของพระภูมี

แวะเวียนไปในโลกไซเบอร์ ที่ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดความเห็น ก็ได้เห็นว่า ชมรมแห่งนี้ คนรักก็เยอะ คนเกลียดก็มาก

สิ่งหนึ่งที่มักพบเห็นบ่อย สำหรับการนำมากล่าวอ้าง ในหมู่คนที่เกลี่ยดชมรมแห่งนี้ นั่นคือ "การตาย" ของคนไข้ ที่ได้ผ่านเข้ามาในสถานที่แห่งนี้

ความข้อนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบาย เพื่อให้เห็นความจริงที่ปรากฎ ว่าพระภูมีได้ทรงสอนเช่นไร

แม่ชีเมี้ยน กล่าวสอนว่า พระภูมี เป็นผู้ตรัสรู้แจ้งเห็นความจริง คือ ธรรมชาติของมนุษย์ ที่สำคัญคือ ความรู้เรื่อง กรรม

ท่านจึงตรัสว่า มนุษย์ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพียงอย่างเดียว และไม่ต้องไปหาที่อื่น เพราะสิ่งนี้ติดมากับตัว ตั้งแต่เกิด นั่นคือ กรรม หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่า "หรหมลิขิต"

จนเป็นคำกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์นี้ให้เข้าใจง่ายๆ ในการคุ้มครองตนว่า "ไม่ถึงที่ตาย ไม่วายชีวาวาตย์" นั่นเอง

ดังนั้น ศาสตร์ของพระภูมี ในการรักษาตนจากโรคภัยไขเจ็บ จึงสามารถวินิจฉัยว่า คนที่มานั้น ป่วยด้วยโรคอะไร เพียง ๒ ประเภทเท่านั้นเอง

ประเภทแรก คือ โรคพรหมลิขิต นั่นคือ กรรมดลบันดาลให้เป็นโรค เพื่อมาดับอายุขัยของคนผู้นั้น

หากเป็นโรคเช่นนี้ แม้แต่พระภูมีเอง ก็ช่วยไม่ได้ เพราะไม่มีวันเวลาเหลือแล้วนั่นเอง

การช่วยคนประเภทนี้ ก็คือ การทานสมุนไพรเพื่อช่วยให้ ไม่ทุกข์ทรมาน อาทิเช่น ลดอาการปวด ผลที่คาดหวังสูงสุด นั่นคือ การให้ผู้ป่วย จากไปเมื่อถึงอายุขัย อย่างสงบ ไม่ใช่ไปด้วยการบีบเค้นจากโรค เท่านั้นเอง

ประเภทที่สอง เรียกว่า "โรคอุบัติเหตุ" อันได้แก่ การมีพฤติกรรมที่ผิด จนเกิดโทษกับตน หากแต่ยังไม่ถึงอายุขัย

ประเภทนี้ สมุนไพร จึงเป็นทางเลือกที่จะทำให้ หลุดจากโรคภัยอันนี้ได้ และอาศัยคำสอน เพื่อปรับแต่งพฤติกรรม ที่ผิด ให้กลับมาอยู่ในร่องของพระภูมี เพื่อไม่ให้เกิดโรคใหม่อีก

หากบุคคล ที่อาศัยสมุนไพรช่วยตนแล้ว ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็จะเกิดโรคใหม่ เข้าตำรา "หนีเสือ ปะจรเข้"

เหตุนี้เอง พหูสูตรที่หลวงพ่อนิพนธ์ นำมาใช้ในการรักษาตน จึงสรุปเป็นคำขวัญ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม"

และก็เป็นคำตอบว่า ทำไมท้ายที่สุด ผู้ที่จะเดินทางเส้นนี้ จึงต้องเรียนรู้ธรรมคำสอนของพระภูมี เพื่อเปลี่ยนตน เป็น "คนดี"

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "เพราะดีของโลก กับดีของพระภูมี มันคนละเรื่อง"

หลายคนที่เป็นโรค แล้วกล่าวอ้างตนเสมอว่า เป็นคนดี ทำบุญมาชั่วชีวิต ไม่เคยฆ่าสัตว์ ไม่เคยทำร้ายใคร ทำไมถึงเป็นโรค

ก็นั่นมันดีของโลกนั่นเอง

ความจริงข้อนี้ เราท่านจะเห็นหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ โดยเฉพาะบทเริ่ม นั่นคือ "การฆ่าตนเอง หรือ ทำร้ายตนเอง โดยเจตนา" อันเนื่องจากการทานยาเคมีนั่นเอง

เมื่อพิจารณา วินิจฉัยทั้งสองกลุ่ม ก็จะรู้ว่า กลุ่มหลัง เข้าข่าย "ใครทำ ใครได้ หรือ ใครทำ ใครรอด" นั่นคือ มีโอกาสรอดได้ หากทำตามพระภูมี

ส่วนกลุ่มแรก ไม่ว่าหน้าไหน ก็ไม่รอด นับวันถอยหลังได้เลย ตามแต่อายุขัยที่เหลือ สิบวัน หนึ่งเดือน หรือ หนึ่งปี

หากแต่อย่างน้อย สมุนไพรและพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนมาทำตามพระภูมี จะไม่ทำให้คนกลุ่มแรกรอดได้ก็ตาม ก็ทำให้คนเหล่านี้ที่ทำตาม ไม่ตายด้วยความบีบเค้นจากโรค

ภาพที่เห็นได้ จากคำอธิบายของหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ เมื่อถึงเวลา คนเหล่านี้ ก็จะบอกว่า ง่วงแล้ว แล้วก็จากไปอย่างสงบ

ทำให้เรานึกถึงภาพอันนี้ได้ จากคนไข้หญิงท่านหนึ่ง ที่เธอผ่านหมอมาจนร่างกายไม่ไหว เป็นหลานสาวของท่านสังฆราชองค์ปัจจุบัน เธอมาพบหลวงพ่อนิพนธ์ ในขณะที่อาการของเธออยู่ในวิกฤต

เธอกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่รอดแน่ แต่ขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยเธอไม่ให้ทรมาน เหมือนที่เป็นเธอก็พอใจ

เธอทานสมุนไพร และทำตามที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกทุกประการ

อาการของเธอค่อยๆลด และหายไป จนวันสุดท้าย เธอตี่นขึ้นมาทานสมุนไพร ตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่ง แล้วโทรมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ กราบขอบคุณ และกล่าวลา บ่ายวันนั้น พี่สาวเธอโทรมาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ บอกว่า น้องสาวบอกว่า ง่วงแล้ว ขอหลับน่ะ ฝากกราบหลวงพ่อนิพนธ์ด้วย แล้วก็หลับ

นี่จึงเป็นภาพที่ คนไข้กลุ่มแรก พึงอยากได้ ไม่ใช่การรอด

ดังนั้น ใครจะเหมามาว่า มาทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนแล้วต้องรอด เมื่อไม่รอดก็โมเม ว่า "ไหนว่าสมุนไพรดี หรือ สมุนไพรทำให้ตาย" ก็ว่ากันไป แต่เราถือได้ว่า คนแบบนี้ คือคนไม่เอาเหตุเอาผล

ก็ถ้าสมุนไพร หลอกลวง ช่วยใครไม่ได้ ทำไมสมุนไพรหม้อเดียวกัน มีคนรอดให้เห็นเล่า ....

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงทิ้งท้ายเสมอว่า สำหรับเรา ไม่มีคำว่า โรคหนัก อาการหนัก สิ่งที่หนักมีเพียงประการเดียวนั่นคือ "นิสัยของคน"

หากเปลี่ยนความคิด ความเชื่อเขาไม่ได้ เพื่อให้มาอยู่ในร่องของพระภูมี นี่แหละเรียกว่า "หนัก" เพราะวันหนึ่ง เมื่อเขาไม่ประสพผล เขาจะย้อนมาว่าเรานั่นเอง ตีโพย ตีพาย เพราะไม่ยอมรับความจริง หรือ เหตุผล

ลอกมาจากเวปอื่น เผื่อมีประโยชน์


เป็นรายละเอียด ของท่านวิทยากร

ท่านอาจารย์อร่าม ศิริพันธ์ เป็นวิทยากรหลักของมูลนิธิ เป็นผู้ที่ให้องค์ความรู้ และบรรยายให้แก่ผู้ป่วยที่มาใหม่ทุกท่าน ใจดีมาก ที่อยู่

ติดต่อ หน่วยสารบรรณ งานบริหารและธุรการ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถนน อังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน
กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ 0 2218 7323 , 0 2218 7250-53
โทรสาร 0 22187256

เบอร์โทรตรง ของมูลนิธิ ยังไม่มีน่ะ เบอร์ เป่าจินจง โทรศัพท์ 029843186
เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 09:00-18:00 เสาร์ 09:00-18:00

อีกท่านหนึ่ง เป็นวิทยากรร่วม คือ อาจารย์สุนทร เฉลิมสันต์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 8
ภาควิชากฎหมายเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
โทรศัพท์ 3108193 ต่อ 2420 บุคคลทั้งสามท่านที่ได้เอ่ยนาม ล้วนแล้วเป็นคนไข้ที่ประสพความสำเร็จในการรักษาตนเองตามแนวทางแม่ชีเมี้ยนทั้งสิ้น สามารถให้องค์ความรู้ได้เป็นอย่างดี สำหรับทุกท่าน

ท่านใดอยากขอคำปรึกษา ก็ลองติดต่อดู ... ขอขอบคุณเจ้าของข้อมูล มา ณ ที่นี้ด้วย

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อาสา

ปัญหาสามชายแดนภาคใต้ ที่ครุกรุ่นมานาน ไม่มีทีท่าว่าจะดับลงได้

หลังจากที่มีการจัดตั้ง ขบวนแพทย์แผนไทยเคลื่อนที่ พ.อ.ส.ว. ขึ้น เพื่อที่จะเปิดให้บริการในพื้นที่ต่างๆ เริ่มจากที่แรก คือ ชุมพร แล้วนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้เสนอต่อ "ผู้ใหญ่ของแผ่นดิน" ว่า กระบวนการที่จะทำให้ไฟใต้ดับลงได้ แนวทางหนึ่ง นั่นคือ การจัดตั้งศูนย์ขึ้นที่ จ.ยะลา เพื่อรองรับผู้ป่วยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยเงื่อนไข การรับรักษา นั่นคือ ความสงบในพื้นที่

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้แสดงความเห็นในประเด็นนี้ว่า ไม่ว่าจะเป็นคนชนชาติไหน เผ่าพันธ์ใด ล้วนแล้วแต่ต้องมีปัญหาสุขภาพ และมีความรักต่อคนของตน

จึงสามารถใช้ช่องทางนี้ ในการดับไฟใต้ลงได้

แล้วเราท่านมาคอยดูกัน หากศูนย์แพทย์แผนไทย ที่ จ.ยะลา ได้มีโอกาสเปิดขึ้น แล้วมีขบวน พ.อ.ส.ว. เคลื่อนลงไปให้บริการ แผ่นดินนั้น จะสงบดั่งคำหลวงพ่อนิพนธ์หรือไม่...

ในความเห็นของเรา เชื่อมั่นว่า คุณธรรม ความดี เท่านั้นที่ค้ำจุนโลกนี้ และใช้ดับไฟนี้ลงได้อย่างแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สอบอาการ

คนป่วยหลายคน เมื่อมาที่ชมรมคนรักสุขภาพ ในครั้งแรก สิ่งที่มองหา นั่นคือ "สถานที่ตรวจอาการ"

หากแต่หาเท่าไร ก็ไม่พบ เพราะที่ชมรมคนรักสุขภาพ ไม่มี หรือ ไม่ต้องวินิจฉัยอาการของโรคนั่นเอง

หากแต่อยากยก ตัวอย่าง การสอบอาการของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มีต่อคนไข้ อันเป็นบทสนทนา มาให้ฟัง

คนไข้หญิงท่านหนึ่ง เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มาเล่าอาการของตนให้หลวงพ่อนิพนธ์ฟัง เพื่อให้วินิจฉัย

ขณะกำลังจะเริ่มเล่า หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า ไม่จำเป็นหลอก เพราะสิ่งที่เป็นนั้นปลายเหตุ

แล้วหลวงพ่อนิพนธ์ จึงหันไปถามญาติคนป่วยว่า พฤติกรรมของคนป่วยเป็นเช่นไร ได้ความว่า "เนื่องด้วยคนป่วยเป็นมะเร็ง ทำให้มีสภาพที่มีอาการเครียดตลอด และมีอาชีพเป็นครู ทำให้มักระบายอารมณ์ ดุด่านักเรียน พูดจาค่อนข้างก้าวร้าว"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวแก่คนไข้ว่า ทานสมุนไพรไป แล้วทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง อย่าไปเครียด เพราะหากไม่ถึงที่ตาย ยังไงก็ไม่ตาย มีสมาธิ ควบคุมกิริยาวาจาของตน เลิกดุด่า นักเรียน

หากเปลี่ยนพฤติกรรมได้ นั่นคือ ต้นสายของกรรม ที่ตนกำลังรับอยู่ เมื่อต้นสายไม่มี เหลือแต่ปลายสาย ก็ทานสมุนไพรไป รอวันเวลา รอร่างกายสร้างภูมิ แล้วสภาพก็จะดีเอง

วันหนึ่ง ก็มีเหล่านักเรียนกลุ่มใหญ่ ที่มีคนไข้หญิงท่านนี้เป็นครูประจำชั้น มาหาหลวงพ่อนิพนธ์

ตัวแทนนักเรียนกล่าวว่า พวกเขาอยากรู้ว่า ทำไมคุณครูของเขา จึงเปลี่ยนเป็นคนละคน จากครูที่สอนไปด่าไป กลายเป็นคุณครูที่ใจดี ไม่เคยด่าว่านักเรียน และตั้งใจสอน

เธอไม่เคยสนใจอาการที่เธอเป็นอีกเลย ตั้งหน้าตั้งตาทานสมุนไพร และเน้นควบคุมพฤติกรรมตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์

วันนี้ของเธอ เมื่อเวลาผ่านไป มะเร็งก็ผ่านไปจากตัวเธอเช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสรุปให้ฟัง ถึงเรื่องพฤติกรรมว่า เป็นดั่งเช่นที่ท่านผู้หญิงที่ได้กล่าวทวง สัจจะ เช่นดั่งเมื่อครั้งถ้ำกระบอก แต่นั่นคือ การทำตนให้หายขาดจากโรค แล้วอยู่ในสภาวะที่ปลอดภัย ไม่เป็นอีก

แต่นั่น ถือว่าเป็นการปฏิบัติตน ในระดับที่สูงขึ้นไป

ในเบื้องต้น การทานสมุนไพร ให้เป็นวินัย แล้วปฏิบัติตามข้อบังคับเล็กน้อย ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด เช่นสวดมนต์ หรือวัตรอื่นๆ ก็่ช่วยให้สามารถผ่านโรคได้

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ถึงแม้จะต้องเสี่ยง ที่หายจากโรคนี้แล้ว อาจจะไปเป็นโรคอื่นอีก ก็ตาม

ถึงกระนั้น ก็ได้แสดงให้เห็นว่า สูตรพระภูมี เป็นไปได้ หากมุ่งหวังที่จะหายจากโรคตลอดการ นั่นก็คือ ต้องขึ้นชั้น ไปปฏิบัติดั่งเช่น ถ้ำกระบอกในอดีต ที่ซึ่ง เป็นความต้องการของแต่ละบุคคลนั้นๆ ที่เห็นค่า แล้วอยากทำ ไม่เป็นการบังคับ

ต่างจิตต่างใจ

ขณะที่ชาวชุมพร มากมายรวมตัวกันเพื่อร่วมทำความดี ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

หากแต่เรื่องที่เหลือเชื่อ เพราะช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ นัดชาวชุมพรในการเตรียมการจัดตั้งศูนย์ ในวันศุกร์นี้

มีมือดี โทรหาชาวชุมพร และกลุ่มชาวใต้ต่างๆ แจ้งว่าหลวงพ่อนิพนธ์ยกเลิกกำหนดการ ไม่ต้องเก็บมะพร้าวแล้ว

ชาวชุมพร จึงโทรเช็คตรวจสอบกันมาที่ชมรมกันมากมาย เพื่อสอบทาน ผลก็คือ ข่าวดังกล่าวเกิดจากคนที่ไม่หวังดี ปั้นเรื่องขึ้นมา

เรื่องดังกล่าว ทำให้ตอกย้ำความจริงว่า แม้นสิ่งที่ทำจะเป็นสิ่งดีงาม ก็ยังมีคนเกลียด ไม่ชอบ ไม่อยากให้ทำ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงร้องขอว่า "อย่าทำเลย"

และแจ้งให้ทราบว่า ศูนย์จะตั้งขึ้น ใกล้กับแยก "ปฐมพร" ของ จ.ชุมพร โดยในเบื้องต้น จะรองรับสมาชิกจากภาคใต้ ประมาณ ๕๐๐ คน

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การพิจารณาโรคของพระภูมี

แวะเวียนไปในโลกไซเบอร์ ที่ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดความเห็น ก็ได้เห็นว่า ชมรมแห่งนี้ คนรักก็เยอะ คนเกลียดก็มาก

สิ่งหนึ่งที่มักพบเห็นบ่อย สำหรับการนำมากล่าวอ้าง ในหมู่คนที่เกลี่ยดชมรมแห่งนี้ นั่นคือ "การตาย" ของคนไข้ ที่ได้ผ่านเข้ามาในสถานที่แห่งนี้

ความข้อนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบาย เพื่อให้เห็นความจริงที่ปรากฎ ว่าพระภูมีได้ทรงสอนเช่นไร

แม่ชีเมี้ยน กล่าวสอนว่า พระภูมี เป็นผู้ตรัสรู้แจ้งเห็นความจริง คือ ธรรมชาติของมนุษย์ ที่สำคัญคือ ความรู้เรื่อง กรรม

ท่านจึงตรัสว่า มนุษย์ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพียงอย่างเดียว และไม่ต้องไปหาที่อื่น เพราะสิ่งนี้ติดมากับตัว ตั้งแต่เกิด นั่นคือ กรรม หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่า "หรหมลิขิต"

จนเป็นคำกล่าวถึงความศักดิ์สิทธิ์นี้ให้เข้าใจง่ายๆ ในการคุ้มครองตนว่า "ไม่ถึงที่ตาย ไม่วายชีวาวาตย์" นั่นเอง

ดังนั้น ศาสตร์ของพระภูมี ในการรักษาตนจากโรคภัยไขเจ็บ จึงสามารถวินิจฉัยว่า คนที่มานั้น ป่วยด้วยโรคอะไร เพียง ๒ ประเภทเท่านั้นเอง

ประเภทแรก คือ โรคพรหมลิขิต นั่นคือ กรรมดลบันดาลให้เป็นโรค เพื่อมาดับอายุขัยของคนผู้นั้น

หากเป็นโรคเช่นนี้ แม้แต่พระภูมีเอง ก็ช่วยไม่ได้ เพราะไม่มีวันเวลาเหลือแล้วนั่นเอง

การช่วยคนประเภทนี้ ก็คือ การทานสมุนไพรเพื่อช่วยให้ ไม่ทุกข์ทรมาน อาทิเช่น ลดอาการปวด ผลที่คาดหวังสูงสุด นั่นคือ การให้ผู้ป่วย จากไปเมื่อถึงอายุขัย อย่างสงบ ไม่ใช่ไปด้วยการบีบเค้นจากโรค เท่านั้นเอง

ประเภทที่สอง เรียกว่า "โรคอุบัติเหตุ" อันได้แก่ การมีพฤติกรรมที่ผิด จนเกิดโทษกับตน หากแต่ยังไม่ถึงอายุขัย

ประเภทนี้ สมุนไพร จึงเป็นทางเลือกที่จะทำให้ หลุดจากโรคภัยอันนี้ได้ และอาศัยคำสอน เพื่อปรับแต่งพฤติกรรม ที่ผิด ให้กลับมาอยู่ในร่องของพระภูมี เพื่อไม่ให้เกิดโรคใหม่อีก

หากบุคคล ที่อาศัยสมุนไพรช่วยตนแล้ว ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็จะเกิดโรคใหม่ เข้าตำรา "หนีเสือ ปะจรเข้"

เหตุนี้เอง พหูสูตรที่หลวงพ่อนิพนธ์ นำมาใช้ในการรักษาตน จึงสรุปเป็นคำขวัญ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม"

และก็เป็นคำตอบว่า ทำไมท้ายที่สุด ผู้ที่จะเดินทางเส้นนี้ จึงต้องเรียนรู้ธรรมคำสอนของพระภูมี เพื่อเปลี่ยนตน เป็น "คนดี"

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "เพราะดีของโลก กับดีของพระภูมี มันคนละเรื่อง"

หลายคนที่เป็นโรค แล้วกล่าวอ้างตนเสมอว่า เป็นคนดี ทำบุญมาชั่วชีวิต ไม่เคยฆ่าสัตว์ ไม่เคยทำร้ายใคร ทำไมถึงเป็นโรค

ก็นั่นมันดีของโลกนั่นเอง

ความจริงข้อนี้ เราท่านจะเห็นหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ โดยเฉพาะบทเริ่ม นั่นคือ "การฆ่าตนเอง หรือ ทำร้ายตนเอง โดยเจตนา" อันเนื่องจากการทานยาเคมีนั่นเอง

เมื่อพิจารณา วินิจฉัยทั้งสองกลุ่ม ก็จะรู้ว่า กลุ่มหลัง เข้าข่าย "ใครทำ ใครได้ หรือ ใครทำ ใครรอด" นั่นคือ มีโอกาสรอดได้ หากทำตามพระภูมี

ส่วนกลุ่มแรก ไม่ว่าหน้าไหน ก็ไม่รอด นับวันถอยหลังได้เลย ตามแต่อายุขัยที่เหลือ สิบวัน หนึ่งเดือน หรือ หนึ่งปี

หากแต่อย่างน้อย สมุนไพรและพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนมาทำตามพระภูมี จะไม่ทำให้คนกลุ่มแรกรอดได้ก็ตาม ก็ทำให้คนเหล่านี้ที่ทำตาม ไม่ตายด้วยความบีบเค้นจากโรค

ภาพที่เห็นได้ จากคำอธิบายของหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ เมื่อถึงเวลา คนเหล่านี้ ก็จะบอกว่า ง่วงแล้ว แล้วก็จากไปอย่างสงบ

ทำให้เรานึกถึงภาพอันนี้ได้ จากคนไข้หญิงท่านหนึ่ง ที่เธอผ่านหมอมาจนร่างกายไม่ไหว เป็นหลานสาวของท่านสังฆราชองค์ปัจจุบัน เธอมาพบหลวงพ่อนิพนธ์ ในขณะที่อาการของเธออยู่ในวิกฤต

เธอกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่รอดแน่ แต่ขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยเธอไม่ให้ทรมาน เหมือนที่เป็นเธอก็พอใจ

เธอทานสมุนไพร และทำตามที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกทุกประการ

อาการของเธอค่อยๆลด และหายไป จนวันสุดท้าย เธอตี่นขึ้นมาทานสมุนไพร ตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่ง แล้วโทรมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ กราบขอบคุณ และกล่าวลา บ่ายวันนั้น พี่สาวเธอโทรมาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ บอกว่า น้องสาวบอกว่า ง่วงแล้ว ขอหลับน่ะ ฝากกราบหลวงพ่อนิพนธ์ด้วย แล้วก็หลับ

นี่จึงเป็นภาพที่ คนไข้กลุ่มแรก พึงอยากได้ ไม่ใช่การรอด

ดังนั้น ใครจะเหมามาว่า มาทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนแล้วต้องรอด เมื่อไม่รอดก็โมเม ว่า "ไหนว่าสมุนไพรดี หรือ สมุนไพรทำให้ตาย" ก็ว่ากันไป แต่เราถือได้ว่า คนแบบนี้ คือคนไม่เอาเหตุเอาผล

ก็ถ้าสมุนไพร หลอกลวง ช่วยใครไม่ได้ ทำไมสมุนไพรหม้อเดียวกัน มีคนรอดให้เห็นเล่า ....

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงทิ้งท้ายเสมอว่า สำหรับเรา ไม่มีคำว่า โรคหนัก อาการหนัก สิ่งที่หนักมีเพียงประการเดียวนั่นคือ "นิสัยของคน"

หากเปลี่ยนความคิด ความเชื่อเขาไม่ได้ เพื่อให้มาอยู่ในร่องของพระภูมี นี่แหละเรียกว่า "หนัก" เพราะวันหนึ่ง เมื่อเขาไม่ประสพผล เขาจะย้อนมาว่าเรานั่นเอง ตีโพย ตีพาย เพราะไม่ยอมรับความจริง หรือ เหตุผล

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44