วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561

ได้ที่หนึ่ง

หลายคนสงสัยว่า ทำไมถ้ำกระบอกที่ได้ชื่อว่า เป็นแหล่งรักษายาเสพติด หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป การตั้งสำนักของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ ต.โคกตูม ลพบุรี ในปี ๓๐ จึงมีการรักษาโรคทั่วไปด้วย
เหตุประการหนึ่ง ด้วยคนทั่วไปสนใจแต่ยาเสพติด นั่นเอง แลการรักษาโรค ก็เป็นคนส่วนน้อย ที่ซึ่งมักจะเป็นหน้าที่ของหลวงพ่อนิพนธ์ ผู้เป็นน้อง ต่างกับท่านจรูญแลท่านเจริญ ที่รับหน้าที่คนป่วยส่วนใหญ่ คือ ยาเสพติดนั่นเอง

คำสั่งเสียประการหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนมีต่อหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งต้องออกจากถ้ำกระบอกในปี ๒๕๑๐ ท่านกล่าวว่า ตำราสมุนไพรที่ฉันให้ รวมถึงโรคที่ยังไม่มีในวันนี้ แต่จะบังเกิดเป็นที่รู้จักในอีก ๒๐ ปี ข้างหน้า นั่นคือ โรคเอดส์ ท่านจึงแนะนำหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ถ้าจะเอาผล นั่นคือ โรคที่คนป่วยมักจะให้ความร่วมมือ ก็ควรเลือก คนป่วยยาเสพติด และ เอดส์ นี้แหละ เพราะทั้งสองโรคนี้ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ที่สำคัญ มีผลต่อชีวิตอย่างใหญ่หลวง อันจะทำให้ผลสำเร็จเกิดได้ง่าย

หากแต่ ด้วยความมีเมตตาของหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงยังคงรับโรคทุกชนิด เฉกที่เคยทำในยุคถ้ำกระบอก นั่นจึงเป็นงานที่ยากเย็นแสนเข็ญ โดยเฉพาะไม่ใช่โรคตาย หรือที่เรียกโรคทรมาน เป็นแล้วยังอยู่ได้อีกนาน อาทิ อัมพฤกต์ เบาหวาน โรคไต ... ทำให้คนเหล่านั้น ยากที่จะร่วมมือ ร่วมใจ เดินตามแนวทางให้พ้น ด้วยยังมีทางเลือก ยังมีพรหมลิขิต ยังมีวันเวลา คนเหล่านี้จึงประมาท ไม่กระตือรือล้น
แลกล่าวว่า ตำราที่ฉันให้ ให้เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน

มาวันนี้ สถิติก็ชี้ชัด ประเทศไทย มีสถิติผู้ป่วยเอดส์ มากที่สุดในอาเซียน นั่นคือ นับล้านคนแล้ว เรียกได้ว่า จากคนที่เดินผ่านกันไปมา ทุก หกเจ็ดสิบคนที่สวนกัน จะมีผู้ติดเชื้อหนึ่งคน นั่นเอง แลสถิติล่าสุด เฉพาะในเขตกรุงเทพ ก็มีเกือบแสนคน นั่นยังไม่สำคัญ เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว แต่สถิติที่น่ากลัวนั่นคือ ในกรุงเทพ จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากประมาณการณ์ในปีนี้ กว่าสองพันคน ...

คนทั้งหลาย กลัวลูกติดเกมส์ กลัวลูกติดยาเสพติด กลัวลูกไปแว้น .. หากแต่มีน้อยคนจะคิดว่า ลูกเราจะเป็นหนึ่งในสองพันนั้นหรือไม่ เพราะนั่นคือ หายนะของอนาคตในชีวิตของลูกเราท่านนั่นเอง ที่ต้องสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย เช่น คุณแก้ว

ความทุ่มเทอุตสาหะตั้งใจ มุ่งมั่นเรียน เพื่ออนาคต กลับต้องมลายหายไป ด้วยภัยมืด ที่ผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง ไม่มีใครกระตุ้นเตือนให้พึงระวังระไว นี่คือ หายนะของบ้านเมือง เป็นระเบิดเวลาที่รออยู่
หลวงพ่อนิพนธ์เคยพูดเล่นๆเสมอว่า วันหนึ่งที่บ้านเมืองประสพวิกฤต สภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ ขาดเงินคงคลัง นั่นย่อมหมายถึง ความพึ่งพาของคนเหล่านี้ การเข้าถึงยาของคนเหล่านี้ ที่เคยได้ในยามเศรษฐกิจดี จะหดหาย ลดน้อยถอยลง แลคนเหล่านี้ เสพติดยา จนเรียกว่า ขาดไม่ได้ ด้วยเชื่อในหมอ ในวิทยาการสมัยใหม่ เรียกได้ว่า แค่ CD4 ค่าเดียว ก็สร้างโรคประสาทเพิ่มขึ้นแก่คนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย

คำถามง่ายๆ แต่เป็นเรื่องไม่ง่าย จะทำอย่างไร ถ้าคนเหล่านี้ออกมาเรียกร้อง มาเดินถนน พร้อมกัน แลถ้าสิ่งที่เรียกร้องไม่ได้ อาจจะมีเหมือนกรณีในอดีต นั่นคือ เอาเข็มแทงตัวเอง แล้วไปจิ้มใส่คนอื่น
เราก็อยากจะบอกคนเหล่านั้นว่า อย่าทำเช่นนั้นเลย วันนี้ ท่านทั้งหลายที่เป็น อาจจะเชื่อมั่นในหมอ ในวิทยาการ ทั้งๆที่ไม่เคยมีคนประสพผลสำเร็จ ไม่เคยมีใครหาย อย่างดีก็อยู่ได้ในสภาพที่ตนรับได้ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ทำให้เห็น ว่าสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แลธรรมคำสอนของพระภูมี สามารถเปลี่ยนพรหมลิขิตอันนี้ได้ หากเชื่อ พิจารณา แล้วทำตาม

บทสรุป น่าเสียดายที่วันนี้ ไม่มีแม้นแต่คนเดียว ที่มีอำนาจ วาสนา คิดจะช่วย แต่แม่ชีเมี้ยน พร้อม ที่จะช่วยคนเหล่านี้ เสมือนครั้งหนึ่ง ที่เคยช่วยประเทศ ในการแก้ปัญหายาเสพติด ที่สำคัญ สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ มิเพียงแต่ได้คนหายโรค ได้ทรัพยากรบุคคลของประเทศที่ดี กลับคืนมา ที่สำคัญกว่าคือ ได้คนดี
ก็ยังคงกล่าวคำเดิม น่าเสียดาย คนที่เป็นแล้วหาย เขาก็ไปกันหมดแล้ว ไม่มีใครรู้จัก คนที่เป็นที่รู้จักเป็นโรคนี้ ก็ยังไม่มีใครอาสามาทำตนรอด ให้คนทั้งหลายดู แต่ก็นั่นแหละ วันเวลาย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ วันนี้ มันไม่มี เพราะผลประโยชน์มันใหญ่ แต่วันหน้า เมื่อผลประโยชน์มันไม่มี ด้วยขาดเงิน งบประมาณแต่ผลทุกข์ของคนเหล่านี้ จะเป็นตัวพามาหาสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนเอง สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้ ก็คงได้ตอบแทนคุณแผ่นดิน

วันนี้ ก็ตัวใครตัวมัน ลูกใคร หลานใคร เอาแค่กรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในสองพัน เสี่ยงกันเอง
ใครหน้าไหน ว่ามียาดี ก็ว่ากันไป ใครหน้าไหนรอยารักษา ก็รอไปเถอะ ไม่มีวันถึง น่าสงสัย ทำไมเชื่อหมอ เชื่อยา แต่ไม่เชื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า นี่แหละกรรม

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

รู้ทำ

คนมากมายบอกตนว่า ชอบทำบุญ แลเมื่อวันหนึ่งทุกข์มาถึงตน ตีโพยตีพาย ทำไมบุญที่ทำจึงไม่ช่วย แล้วก็พาลว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วเลยดีกว่า เมื่อดีไม่ได้

ก็ไม่แปลกที่คนทั้งหลายจะคิดแบบนั้น เพราะดูผิวเผินเป็นเช่นนั้นจริงๆ คนแล้วคนเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะ บุญ ที่ทำ เป็นบุญนึกเอาเอง เป็นบุญที่คนเขาอ้างเอ่ยแล้วก็ทำตาม หาใช่ทางบุญของพระภูมีไม่

ดูเขาเชิญชวน เทศกาลบุญใหญ่ กันมากมายในทุกที่ ทุกวัด ทุกศาลเจ้า ทุกตำบล นี่ก็ทอดกฐิน บุญใหญ่ กำลังมาแล้ว ไม่คิดบ้างหรือ ทำไมรถกฐินมันคว่ำ ไปทำบุญ บุญไปไหนไม่คุ้มครอง

ที่ยิ่งมั่วไปใหญ่ เรียกว่าตามน้ำเลย คือมั่วกรรมดี กับบุญ หรือกับทาน จนคนงง ตกลงที่ทำนั้นกรรมดี หรือเป็นทาน หรือเป็นบุญ ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น ไม่รู้เลย ทำไปก็บอกเป็นบุญ นี่แลผลออกมา จึงร้อง บุญไม่ช่วย

มันจึงเป็นความจำเป็นที่ต้องหาผู้รู้ ผู้ปฏิบัติ ศาสน์ของพระภูมีที่แท้จริง เรียนให้รู้ก่อน ทำแบบนี้ ผลจะเป็นอย่างไร แลทำอย่างไร เรียกว่าทาน แบบไหนเรียกว่าบุญ แลสิ่งที่จะตอบแทนกลับจากผลการกระทำนั้นๆ เป็นอย่างไร

ถ้าไม่เรียน ไม่รู้ แล้วทำ ต่อให้สร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างพระ ทอดกี่สิบกฐิน แค่ทุกข์ปวดท้อง ยังแก้ไม่ได้เลย

บทสรุป แม่ชีเมี้ยนจึงสอนสงฆ์ให้รู้ก่อน แล้วทำ เมื่อทำได้มันจึงเป็นธรรม มีผลช่วยตน ฉันใดก็ฉันนั้น สมุนไพร ก็ไม่ต่าง มีคนอ้าง สรพคุณกันมากมาย ไม่รู้เลยว่า สมุนไพร มีไว้ทำไม ทำอย่างไรจึงทานแล้วเกิดผล ที่ไหนว่าดี ก็คว้าหมด กินสักฉันใด ก็ยากจะช่วยตน ท้ายที่สุด ก็พ่ายแพ้ เลิกรา

แม่ชีเมี้ยนตรัสชี้การกระทำของเราท่านว่า ที่ทำแล้วไม่เห็นผล ก็ด้วยทำไม่ถูกต้องในร่องธรรม นั่นเอง
เชื่อหรือไม่ “ธรรมมีชีวิต มีวิญญาณ สมุนไพรก็มีชีวิต มีวิญญาณ” จะเอาผล ต้องมีคุณสมบัติ ตามฟ้าดินกำหนด

ถามตนสักนิด ทางที่เดิน สิ่งที่รู้ เดินตามใคร

คนโลภสร้างยา เดินตามแล้วจะหายโดยวิธีใด คนไม่เอาธรรม ชวนสร้างวัตถุ แล้วจะถึงบุญทานโดยวิธีใด หลวงพ่อนิพนธ์อุปมา สิ่งที่ทำเหมือนหว่านข้าวบนปูน แล้วรอผล หาผลไม่ได้เพราะมีแต่นกมาจิกกิน รอจนตายก็ไม่มีรวงมาเป็นข้าวให้กิน ทำสักฉันใด มันจึงแก้ปวดท้องยังไม่ได้เลย นี่แลทำไปโดยไม่รู้ ...
ถึงเวลาหรือยัง ไปเรียนรู้แล้วทำ อย่าว่าแต่ปวดท้องเลย มะเร็งยังไม่กลัวเลย

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2561

รอยอดีต


ผู้ป่วยในอดีตของถ้ำกระบอก ในยุคของแม่ชีเมี้ยนยังอยู่ หลังจากหลวงพ่อนิพนธ์ออกจากถ้ำกระบอกในปี ๒๕๑๐ ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นพวกยาเสพติด

แลคนทั่วไป ก็อาจไม่เคยรู้เลยว่า ผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอายุน้อยที่สุดในยุคถ้ำกระบอกนั้น อายุยังไม่ถึงสิบขวบ

แม้นแต่พระในยุคนั้นยังสงสัย เด็กเล็กนิดเดียวติดฝิ่นได้อย่างไร คำตอบก็คือ บ้านของเขาเป็นกระต๊อบเล็กๆ แลมีพ่อที่สูบฝิ่น ไม่ต่างกับโฆษณาสมัยนี้ ที่ชี้ให้เห็นโทษของการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะในที่สาธารณะแบบปิด เช่นห้องอาหาร

กระนั้นยังมีกลุ่มคนน้อยๆ ที่มารักษาโรคอื่นๆ ที่ซึ่งมักอยู่ในความรับผิดชอบของแม่ชีเมี้ยนโดยตรง ในคนกลุ่มนี้ ก็รวมถึง เสธทวี ที่มักจะมาพร้อมภริยาคือ คุณหญิงอารีย์ แลก็ทำให้คนใกล้ชิดได้เวียนมา อาทิ เจ้ากรมประสิทธ์

หากใครในยุคนั้นยังอยู่ ก็มักจะได้เห็นพฤติกรรมประการหนึ่ง ของคนกลุ่มนี้ ที่กระทำกันเป็นประจำจนชินตา นั่นคือ การขับรถพาครอบครัวมายังถ้ำกระบอก ในเย็นวันศุกร์ แลกลับกันเช้าวันอาทิตย์ หลังใส่บาตรเสร็จ

สิ่งนี้หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า คนเราถ้าจะเอาปลอดภัยในชีวิต ก็ย่อมต้องมีวันพระ นั่นเองจึงเป็นปกตินิสัยของสาวกฝ่ายฆราวาส ที่ส่งผลให้ หนึ่งสัปดาห์มีวันพระหนึ่งวัน เพื่อที่จะไปทำนิสัย ทำบุญทำทาน ใช้หนี้กรรมหนี้เวรที่ทำมา ให้ลดทอนลง หรือ เหลือเก็บไว้ในภายภาคหน้า

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า สมุนไพร จะมีฤทธิ์ ก็ต้องปลุกเสก ด้วยการกระทำของตนที่ทำได้ พิธีกรรมนี้ คนยุคถ้ำกระบอกใช้กันมากมาย แลเห็นผลกันจนเล่าลือ และทำตาม จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมถ้ำกระบอก ที่ไปมาลำบาก และเปลี่ยว จึงมีผู้คนมาเรือนหมื่นทุกสัปดาห์

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ว่า ศาสตร์สมุนไพร ใช้ธรรมนำหน้า สมุนไพรเดินตาม ผลจึงมหาศาล คนยุคก่อนเมื่อปฏิบัติจึงมีคุณสมบัติ แค่ทานยาตัด ครบ ๕ แก้ว ไม่ว่าโรคใด ล้วนแล้วแต่หายเป็นปลิดทิ้ง จนผู้คนยอมรับ

เสียดาย วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ทิ้ง สำนักปฏิบัติธรรม หรือ แผ่นดินบุญไว้ให้คนไปพึ่ง ผู้ใดอยากได้ ก็เดินตามรอยยุคถ้ำกระบอก แต่ดูแล้ว คนยุคนี้ เขาเอาแต่ที่ชอบ เอาสบาย เอาแต่สมุนไพร ไม่เอาธรรมของพระโคดมเลย แต่อยากหาย เราเลยไม่รู้ว่า ที่คนทั้งหลายบอก ชีวิตสำคัญ แต่ตอนทำ กลับไม่ให้ค่าในสิ่งที่จะทำแล้วช่วยชีวิตตน ... กลายเป็น งานหาเงินสำคัญ โน่นก็สำคัญ นี่ก็สำคัญ แต่สิ่งที่ทำแล้วช่วยตนได้ บอก ไม่มีเวลา

ก็ไม่ว่ากัน เพราะไฟยังไม่ลนก้น ทุกข์ยังน้อยอยู่ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ทุกสิ่งอย่างจะเอาผล ต้องใช้วันเวลา ถึงตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่า จะทำทันหรือเปล่า

ท่านจึงมักเตือนขันติสงฆ์ของท่านว่า เลือกเอา "สุขวันนี้ ทุกข์วันหน้า หรือจะเลือกทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า" วันใดที่ภัยพิบัติมา วันนั้นแหละคือวันตัดสิน ว่าสิ่งที่ตนเลือก ถูกหรือผิด

คนรอด คือ คนที่มีวันพระ ... แล้วดูกัน ถึงวันนั้นตนไม่รอด ก็อย่าโทษใคร

คนยุคนี้ แค่เอาตนมายังไม่ได้ ภาพอดีตที่พาครอบครัวมา ... มาทำไม เขาเห็นอะไร แล้วทำไมคนในวันนี้ไม่เห็น ไม่อยากทำ คำตอบก็คงเห็นชัด เพราะคนยุคนี้ไม่เอาธรรม ไม่เห็นค่าของธรรม ถ้าสาวลงไปอีก ก็ชี้ชัดได้เลยว่า คนยุคนี้ ไม่เชื่อ "กรรมมีจริง" ธรรมจึงไร้ค่า เอาแต่สุขเฉพาะหน้า คือ หายโรค

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

พริกก็ยังไม่ได้เลย


คนมากหลายมามูลนิธิไทยกรุณา ด้วยได้ยินได้ฟังหรืออาจได้เห็น คนที่ประสพความสำเร็จ แล้วก็อยากมา อยากหายบ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น วาดฝันตั้งความหวังของตนไว้สูงยิ่ง นั่นคือ สมุนไพรดีต้องทานง่าย ต้องหายได้เหมือนปาฏิหารย์ เสมือนเส้นทางการพ้นทุกข์จากโรคภัยของตนนั้น ต้องเดินอยู่บนกลีบกุหลาบ โดยไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ตนเผชิญนั้นคือ กรรม

ที่สำคัญที่สุดคือ หายโดยไม่ต้องทำอะไร

หลวงพ่อนิพนธ์สอนสงฆ์เสมอว่า ศาสนาใช้ได้กับเฉพาะคนเอาเหตุเอาผล เท่านั้นแล นั่นคือต้องดูความจริง และยอมรับความจริง สิ่งที่เราเป็นสิ่งที่เราเจอนั้นมันมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้รู้ ได้ประเมินว่า หากจะเอาผลแล้วไซร้ ต้องใช้กำลัง ความเพียร มากมายสักฉันใด

ถ้าอาการเราไม่มาก เสมือนต้องการแค่พริก ถ้าอาการเราสาหัส อาจจะเสมือนต้องใช้มะม่วง นั่นก็แสดงว่า แต่ละคน ต่างกรรมต่างวาระ จะเอาเหมือนกันไม่ได้ แค่พริก สามสิบวันก็เก็บได้แล้ว แต่ถ้ามะม่วง นั้นต้องหลายปี กว่าจะยังผล

ขยายความให้ฟังว่า คนทั้งหลายมีความอยาก ทานสมุนไพรปุ๊บก็อยากหายปั๊บ นั่นแหละสมุนไพรดีของเขา เหมือนที่โฆษณากันมากมายในสื่อต่างๆ ล้วนแล้วแต่จับจุดนี้ของคนทั้งสิ้น แต่สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นของจริง ว่ากันตามจริง จะฟื้นฟูสุขภาพ ก็ต้องค่อยๆไปทีละน้อย ช้าเร็วแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะเร่งสักฉันใด ก็ไม่ได้ ไม่เป็นไปตามปรารถนาหรอก

สิ่งที่เราเห็น นั่นคือ คนใหม่ที่มาแต่ละครั้งก็มากอยู่ แต่ที่จะยืนระยะให้ได้ นั้นน้อยกว่าน้อย เพราะไม่ทันใจเขา อยากได้ยาเยอะๆ อยากหายไวๆ อุปมาอยากได้พริก แต่ปลูกปุ๊บจะเอาผลปั๊บ สามสิบวันยังรอไม่ได้เลย โดยไม่รู้เลยว่า ร่างกายของตน บอบช้ำจากพฤติกรรมเดิมของตนมาเท่าไหร่ คอยแต่เร่งวันเร่งคืน อยากหายเร็วๆ ทั้งที่ร่างกายต้องฟื้นฟู ปรับสภาพตนให้พึงได้ก่อน ขืนทานสมุนไพรที่มีฤทธิ์แรง ก็มักจะเกิดการแหยงยาขึ้นมาได้ ดูอาทิคุณธานินทร์เล่าเรื่องคุณมนู เคยกล่าวว่า ผมเป็นคนใต้ ทานแกงเลียงที่ชอบทุกวันยังไม่ไหว นี่ต้องมาทานสมุนไพรมะพร้าวตลอด มันยิ่งไม่ไหว กลายเป็นตั้งป้อมรังเกียจสมุนไพรมะพร้าวไปอีก ทั้งที่อาการของตน ต้องพึ่งสมุนไพรมะพร้าวเป็นหลัก

บทสรุป แค่ด่านแรก คือ ทานสมุนไพรให้ได้ ก็นับเป็นเรื่องยากแล้ว เพราะจะเอาแบบ ทานปุ๊บหายปั๊ม ไม่ให้วันเวลาเลย แต่จะเอาผลแล้ว น้ำอดน้ำทนแบบนี้ แค่ปลูกพริก แล้วรดน้ำพรวนดิน ให้ได้กิน ยังไม่ได้เลย

คนที่จะประสพผล จึงเกิดเฉพาะคนที่ ยืนระยะได้ มีขันติอดทน เท่านั้นแล ก็ขนาดลูกพี่ลูกน้องเรา เป็นโรคลม หลวงพ่อนิพนธ์บอกต้องทานยามะกรูดเยอะๆ นี่ทานมาหลายปี ยังทานสมุนไพรมะกรูดไม่ได้เลย กระปุกนึง ทานเป็นเดือนๆ มิใช่ไม่อยากทาน หากแต่ทานเยอะ อาการออกทันที ลมตี ยิ่งตอนเริ่มทานใหม่ๆ แค่แตะ เหมือนน้ำมันเจอไฟ ก็แล้วอยากหาย แต่ไม่ให้วันเวลาแก่ร่างกายเลย ถึงเป็นโรคที่ต้องการแค่พริก ก็ยากจะหายได้ เพราะทานสักอาทิตย์สองอาทิตย์ ก็ไม่มาแล้ว ไม่เอาแล้ว นั่นเอง

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

ไม่คุ้ม


คนทั้งหลายทั้งปวง ใช้ชีวิตสิ้นเปลืองไปกับสิ่งต่างๆมากมายสารพัน หากแต่นั่นเป็นสิ่งที่ตนชอบ ตนจึงไม่เสียดาย ยกให้เห็นชัดๆที่คนทุกวันนี้ ยัดใส่มือลูกหลาน นั่นคือ การศึกษา ที่ต้องใช้เวลา ถึง ยี่สิบปี แลกกับปริญญาใบหนึ่ง หมดเงินหมดทองไปเท่าไหร่ไม่ว่า ให้ได้มา แล้วก็คิดว่าคุ้มค่า

วันนี้ของหลายคน มามูลนิธิไทยกรุณา นั่งดีดลูกคิด แล้วถามตน คุ้มไหม เสียเงิน เสียเวลาในการทำมาหากิน มารับสมุนไพร ดูแล้วก็นิดเดียว แรกๆก็สู้เพราะอาการของตนสาหัสแล้ว หมอไม่รับแล้ว ครั้นพอดีขึ้น ก็มักจะกลับมาหวนคิด แล้วก็สรุปว่า "ไม่คุ้ม" แล้วก็ไม่มา พาตนไปหาเงิน หาในสิ่งที่ตนชอบ อยากทำ คิดเอาเอง แค่นี้พอแล้ว

แต่ใครเล่าจะรู้พรหมลิขิต กระนั้นก็ตาม ด้วยพฤติกรรมที่ทำอยู่ ก็พอจะเห็นเค้าลางว่า ภายภาคหน้าจะเจออะไร ก็ด้วยนิสัยในอดีต ทำให้ทุกข์ ทำให้เกิดโรคในวันนี้ แลวันนี้ ก็ยังกลับไปทำนิสัยเดิม พฤติกรรมเดิมๆอีกอยู่อย่างนั้น

ก็ไม่ว่ากัน ชอบแบบไหน ทำแบบนั้น เพราะศาสนา เป็นเรื่องของความสมัครใจ

หากแต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม เมื่อรัฐบาลในยุคนี้ ข้าราชการในยุคนี้ มีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า เงินของประเทศนั้นน้อยลง การจะจัดสรรย่อมต้องคิด แลที่คิดได้อยากจะตัด หรือ ลดภาระ นั่นคือ โครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค ชี้ให้เห็นว่าเป็นภาระของรัฐบาล ปีหนึ่งต้องเสียงบประมาณ แสนสี่หมื่นล้านบาท โดยที่การของบเพิ่ม จากงบกลางทำได้ยาก ในขณะที่งบรักษาของข้าราชการ ตั้งไว้ สี่หมื่นล้านบาท แต่สามารถของบกลางได้แบบไม่มีจำกัด ปี่ที่ผ่านมา ก็ขอเพิ่ม สามหมื่นล้านบาท จึงเป็นที่มาของการออกกฎหมาย ที่ประชาชนจะต้องจ่ายเพิ่ม ๑๐ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของค่าใช้จ่าย ในวันนี้ แลนั่นแลเห็นเค้าลาง ที่ทุกคนจะเห็นว่า เงินที่ตนเสียมาในการมาทานสมุนไพร มันเริ่มจะคุ้มแล้ว แลคุ้มมากเสียด้วย ตัวอย่างที่ทาง สปสช ยกให้ฟัง ในกรณีของคนไข้โรคหัวใจ ต้องใช้สายสวน เส้นหนึ่ง ก็ราคา แปดหมื่นบาท ตีบสี่เส้น แบบคุณธานินทร์ ก็คงต้องมีค่าใช้จ่ายครึ่งล้านบาท เพื่อช่วยตน นั่นคือ ทุกคนต้องเสียเงินอย่างน้อย ก็ประมาณหนึ่งแสนบาท นั่นเอง ถ้าเป็นมะเร็ง ก็สาหัสกว่าอีก

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวทุกครั้ง การมาทานสมุนไพร มิเพียงช่วยตน แลยังช่วยประเทศชาติ ประหยัดงบประมาณ เงินที่เราท่านต้องเสียมานั้น น้อยกว่าน้อยเสียอีก ในการฟื้นฟูตน ที่สำคัญ เสียแล้วได้ชีวิต ได้สุขภาพกลับคืน สามารถไปทำเงิน ไม่เป็นภาระใคร แต่เงินที่เสียไปกับทางอื่น ... เสียเงินพอว่า เสียชีวิต ที่สำคัญเสียบุคคลากร กำลังของประเทศไปด้วย

บทสรุป พิจารณาให้ดี ว่าเสียในวันนี้ มันเสียน้อย หรือ เสียมาก การไม่ยอมเสียในวันนี้ เข้าตำรา เสียน้อยเสียยาก วันข้างหน้า อย่าพลาด วันใดเกิดอาการฉับพลัน ลืมตามาอีกที หนี้บาน แล้ววันนั้น มีเท่าไหร่ ต้องเสียหมด ดีไม่ดี ต้องเป็นหนี้เป็นสิน จะกลับมาก็ไม่ได้แล้ว เพราะสภาพสังขารไม่อำนวย
ว่างๆ ก็ลองไปค้นดู ถ้าเป็นโรคนั้น โรคนี้ ต้องเตรียมเงินสักเท่าไหร่จึงจะพอ (ไม่ได้บอกว่าจะหาย) แล้วจะรู้ว่า ความเมตตาของแม่ชีเมี้ยนนั้นมหาศาลเพียงใด สิ่งที่เสียในวันนี้ของคนทานสมุนไพรนั้น น้อยนิดจริงๆ เทียบกับสิ่งที่ได้

เราจำคำที่คุณนพพลแลปรียานุช เล่าให้หลวงพ่อนิพนธ์ฟังในงานศพ ของคุณพ่อได้ว่า ป๋าเป็นโรคคนแก่ มีอาการไม่ดีนำส่งโรงพยาบาล แลก็หัวใจหยุดเต้น ธรรมดาหมอก็ต้องปั๊มหัวใจ แลทำสุดความสามารถของเขา ตามที่เล่าเรียนมา แต่ป๋าก็หมดอายุขัย จากไป เพียงแค่ไม่กี่วันของป๋าในโรงพยาบาล บิลมาประมาณ หนึ่งล้านบาท จึงรำเพยกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า สมัยนี้ "ค่าการตายแพงจัง"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้พิจารณาว่า โรคให้ทุกข์กับตน ก็หนักหนาสาหัสแล้ว ตนของตน ยังทิ้งภาระหนี้สินให้ลูกหลานอีก อ้าง กตัญญู โดยที่ตนสามารถช่วยตนได้ ด้วยการกินสมุนไพร แต่ไม่ทำ อ้างเสียเงิน เสียเวลา ... ทำแบบนี้ ตายตาหลับ หรือ สู้มาทานสมุนไพร แล้วก็ตายไป ไม่เป็นภาระแก่ใคร แค่นี้ก็เกินคุ้มแล้ว บางทีอาจไม่ตาย กลับไปทำเงินได้ด้วย

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561

หาบุญ หาทาน


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาผู้คนที่หลั่งไหลมานับแต่ถ้ำกระบอก จะหาคนดีมีสุขเวียนว่ายเข้ามานั้นยากยิ่ง คนที่มาล้วนแบกความทุกข์ ของตนและครอบครัว มาด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะคนป่วยยาเสพติด ที่มิเพียงให้ทุกข์แก่ตน หากแต่พ่อแม่ญาติที่พามาล้วนเป็นทุกข์

คนรุ่นเก่าท่านหนึ่งเล่าให้ฟัง ว่าตนครั้งไปถ้ำกระบอก ก็นับว่าเป็นคนนึงที่สร้างทุกข์ให้แก่พ่อแม่มหาศาล เรียกว่าจัดเต็ม ทั้งเล่นยา การพนัน ทุกสิ่งอย่าง แม่ร้องไห้แล้วร้องอีกนับครั้งไม่ถ้วน ครั้นวาสนาพามาเจอแม่ชีเมี้ยน รักษาตนจนหาย ก็มีโอกาสได้บวช ได้รับใช้ใกล้ชิด ได้ฟังคำสอน กลับตัวกลับใจ เป็นคนดี แลตนก็กลายเป็นสื่อให้พ่อแม่ได้เวียนว่าย มาหาศาสนา รวมทั้งพี่น้อง ด้วยต้องมาใส่บาตรตนนั่นเอง
ท่านอาสิจึงชี้ให้เห็นว่า ทุกข์ที่เกิด กลายเป็นคุณ เป็นสื่อให้มาเจอสิ่งดีๆ ต้องขอบคุณอีกต่างหาก

สิ่งสำคัญประการหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น ในการสร้าง บุญ ทาน นั่นคือ ต้องดูผล จึงอุปมาให้ฟัง น้ำแก้วนึง ให้แก่คนกลางทะเลทรายย่อมมีค่ามหาศาล นั่นหมายถึง ชีวิต แต่น้ำแก้วเดียวกันส่งให้คนในเมือง อาจเททิ้ง แลตำหนิว่า ไม่สะอาดบ้าง ภาชนะไม่น่าใช้บ้าง เพราะเขามีเหลือเฟือ และมีสิ่งอื่นเลือก ผลของน้ำที่ให้ก็ด้อยค่า

พระพุทธทุกพระองค์ จึงไม่สร้างโบสถ์ สร้างวัดใหญ่โต เพราะหาประโยชน์ได้น้อย แต่สร้างโรงทาน ไม่ว่าอาหาร หรือสมุนไพร ช่วยคนทุกข์ ด้วยแผ่นดินของท่านเป็นที่รวมของคนทุกข์ จึงไม่แปลก ผู้ใดมาร่วมมาทำ ผลจึงมหาศาล หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า คนให้อาจถูกหวยเบอร์ใหญ่ ถ้าคนที่ทุกข์นั้น ที่ตนช่วย มีจิตอยากบวชและทำตนได้

บทสรุป ทุกข์พามาเจอศาสนา นับว่าเจอขุมทรัพย์ แต่น่าเสียดาย คนส่วนใหญ่เอาแต่สุขสังขาร หรือสุขเฉพาะหน้า คือหายโรค ทั้งนี้ทั้งนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เพราะเขาไม่เชื่อ ว่ากรรมมีจริง ตัวกระทำมีจริง ธรรมจึงไร้ค่า ทำไปก็ไม่รู้ ว่าตนพ้นโรคโดยวิธีใด จึงไม่แปลก ที่กลับไปก็จะทำพฤติกรรมเดิมที่ตนชอบ ที่สร้างทุกข์ในวันนี้ อันหมายความว่า ในไม่ช้า ทุกข์ก็จะหวนคืนมาอีก คือ หายโรคนี้ ก็ไปเป็นโรคใหม่
เมื่อไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อตัวกระทำมีจริง เขาจีงไม่เชื่อว่า มะกรูด มะพร้าว ลูกนึง ช่วยตนได้ ไม่เชื่อว่าขวดน้ำใบหนึ่ง หายโรค ได้ ด้วยเขาคิดว่าจะสร้างแต่บุญใหญ่

ตัวแปรของ บุญทานและบาป ไม่เชื่อหรือ อยู่ที่คน ที่สัตว์นั่นแหละ ไม่ใช่วัตถุ

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561

เกินคาด

เมื่อวิทยาการเจริญรุดหน้ามากขึ้นเท่าใด ก็ย่อมสร้างความมั่นใจให้แก่มนุษย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้นในการตามล่าความฝัน ที่ตนอยากให้มากๆยิ่งขึ้นไป

จนวันนี้มนุษย์ก็เหิมเกริมยิ่ง กล้าประกาศท้าฟ้าท้าดินท้ากรรม จะสร้างสะพานที่ไม่มีวันพัง ทนคลื่นลมได้ในจีน จะสร้างปราการป้องกันสึนามิ ในญี่ปุ่น จะสร้าง... ทั่วทั้งโลก

แต่นั่นเป็นวาทะกรรม ที่ไม่มีทางเป็นไปได้ แม้นแต่วาทะกรรมที่ว่า มนุษย์ไปดวงจันทร์ ก็เป็นแต่เพียงวาทะกรรม ที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ เป็นแต่เพียงนิยายโกหกพกลม ไว้สำหรับคุยหลอกคนเท่านั้นเอง
หลวงพ่อนิพนธ์เตือนสติสงฆ์เสมอ "อยู่ใต้ฟ้าอย่าท้าฝน เกิดเป็นคนอย่าท้ากรรม" เพราะเขามีอำนาจเหนือ เป็นผู้ที่ให้ เพราะฉะนั้น ความคิดมนุษย์ นั้นกรรมเขาสรรสร้าง หลอกให้มนุษย์ เพลิดเพลินเจริญใจ เป็นความคิดกรรม มันจะเหนือกรรมโดยวิธีใด เป็นไปไม่ได้

แม่ชีเมี้ยนพยากรณ์ ครั้งถ้ำกระบอกว่า ด้วยนิสัยนี้แหละของมนุษย์ ที่ท้ากรรมท้าเวร ทำอะไรไม่กลัวกรรมไม่กลัวเวร มากยิ่งขึ้น รวมกันเป็นกรรมหมู่ ผลที่เกิดจะมหาศาล ย้อนกลับมาทำลายมนุษย์เอง และที่สำคัญ มนุษย์กลับหลงงมงายว่า ด้วยปัญญาที่มีอยู่ สามารถสร้างเครื่องมือต่อกร และสามารถพยากรณ์ด้วยสถิติ ความน่าจะเป็น สามารถสร้างแบบจำลอง สามารถควบคุม ภัยทั้งหลายทั้งหมดทั้งปวงได้ นั่นประมาทกรรม แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า กรรมหมู่อันนี้ เหนือคำพยากรณ์ทั้งหมดทั้งปวง ไม่มีสถิติใดจะสามารถคาดคำนวนได้ สร้างความเสียหายมหาศาลแก่มนุษย์ มาเพื่อสยบมนุษย์ แสดงให้เห็นว่า "กรรมมีจริง ตัวกระทำมีจริง"

ภัยพิบัตินี้ จะทำให้มนุษย์ทั้งหลายได้เห็น ได้คิด ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลัทธิ ความเห็นที่ตนมี นั้นช่วยตนไม่ได้ แม้นกระทั่งพระพุทธศาสนาที่เบี้ยวบูดทุกวันนี้ ก็ช่วยไม่ได้ ... แลนั่นจะปรากฎผู้ที่ทำตนเป็นพระพุทธเจ้า อุบัติขึ้น เพื่อชี้ช่องให้มนุษย์ทำเพื่อช่วยตน ให้พ้นภัยพิบัตินั้นๆ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณา ผลแห่งการทานสมุนไพรและปฏิบัติ วันนี้อาจยังไม่เห็นค่า ในสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ แต่วันใด ที่บทเริ่มแห่งหายนะของมวลมนุษย์มาถึง เริ่มจากเชื้อโรค ที่เคยหายสาบสูญ กลับฟื้นมาคร่ามนุษย์ ภัยพิบัตินานาชนิด วันนั้นแหละ คนที่ทำได้ ยืนหยัดได้ จะได้หัวเราะ คนที่เคยหัวเราะตนในวันนี้ ว่า หลงงมงาย ทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เสียเงิน เสียเวลา

ไม่เชื่อหรือ ว่ายุคของพระโคดม กำลังหมดลง พระพุทธเจ้าองค์ใหม่กำลังจะอุบัติ ในประเทศพม่า วันใดที่ภัยถาโถม ท่านจะปรากฎ ประกาศตนให้ชาวโลกได้เห็น

พวกที่อ้างศาสนาหากิน ว่าสำเร็จ ... พิจารณาเอาเถิด เขาเป็นสาวกใคร สำเร็จเองโดยไม่ต้องมีพระพุทธเจ้า ...ได้หรือ อรหันต์ยุคพุทธกาล ล้วนแล้วแต่พระพุทธเป็นผู้อนุญาติบวช สิ้นสาวกองค์สุดท้าย คือ แปดหมื่นสี่พัน ก็ไม่เคยมีอีกเลย แล้วทำไมท่าน มาวันนี้ จึงเชื่อว่าพวกนั้นสำเร็จได้ ก็ขนาดตอนมีพระอรหันต์ หลังสิ้นพระพุทธเจ้า ยังไม่มีใครสำเร็จได้เลย ใช่หรือไม่ ผ่านมาสองพันกว่าปี ก็ไม่มี แล้วไหงจะมามีเอาในวันนี้

มาทำตนรอพระพุทธเจ้ากัน วันใดที่ปรากฎ แล้วดูพวกที่ใส่ผ้าเหลืองหากิน อ้างทำอย่างโน้นอย่างนั้นเป็นบุญ ... ดูสิ ของจริงเขามา ถ้ายังไม่รีบถอดจีวร ยังกล้าทำอีก บางที ภาพเทวทัต ถูกธรณีสูบ อาจจะมีให้เห็นในยุคนี้ก็เป็นได้ แล้วดูกัน ว่าจะเหลือสักเท่าไหร่ สามแสนในวันนี้ เราว่า ไม่เกินสิบ
ถึงวันนั้นจะรู้ว่า "ทำไมโลกนี้จึงต้องมีศาสนา" แลได้รู้ว่า "บุญญาธิการของศาสนาเป็นเช่นไร" ทำไมผ่านมากว่าสองพันปี คนทั้งโลกยังยอมรับ แม้นจะไม่นับถือพระโคดมก็ตามที

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

ทำดี ก็พอ


คำสอนที่มักจะได้ยินเสมอๆ นั่นก็คือ ขอให้เราท่าน "คิดดี ทำดี" ก็พอ

คำถามที่ไม่มีใครถาม แต่เราอยากถาม นั่นคือ "ก็พอ" คือ พอสำหรับอะไร

เพราะความเป็นจริงที่ประจักษ์ หลายต่อหลายครั้ง คนที่เราท่านเห็น ประสพพบเจอ พิจารณาแล้ว ก็เห็นว่าคนผู้นั้นเป็นคนดี แต่ต้องประสพเคราะห์กรรมสาหัส พร้อมกับคำรำพึงของคนบางคนว่า "คนดีดีอย่างนี้ ไม่น่าเลย" เสียดาย

จนบางครั้ง คนมากหลาย ก็รำพึงว่า ทำดีไม่ได้ดี ถ้างั้นก็ทำเลวเสียเลยดีกว่า มีให้ยินให้ฟัง เสมอมา

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ...

แต่ประการที่สำคัญกว่า แลคนทั้งหลายสำคัญผิด นั่นคือ ความดี กรรมดี ที่เราท่านสร้าง ไม่ใช่ "บุญ"

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "บุญ" เป็นของนอกโลก เป็นมือที่สาม จึงไม่แปลกว่า ทำไม คำคำนี้ จึงไม่มีในบัญญัติศัพท์ ของชนชาติอื่น หรือ ลัทธิ ความเชื่อ ศาสนาอื่น เพราะไม่รู้จัก

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณาว่า โลกนี้ เป็นโลกโลกียะ อันหมายความถึง สิ่งที่คนจะกระทำ นั่นคือ "กรรม" เท่านั้นเอง จะทำสักฉันใด ก็เป็นกรรม แต่จะเป็นกรรมชั่ว หรือ กรรมดี เท่านั้นเอง

ดังนั้น ความเป็นจริงที่ฟ้อง หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ในเมื่อเป็นกรรมเหมือนกัน ดังนั้น "กรรมดี" จึงแก้ "กรรมชั่ว" ไม่ได้ และที่สำคัญไม่ก้าวก่ายกัน ผลก็คือ ผลแห่งการกระทำกรรม จึงเป็นปล้อง ตามตัวกระทำนั่นเอง จะเสวยกรรมใด นานแค่ไหน ก็แล้วแต่ว่า ทำมาเช่นไร

พระภูมีทุกพระองค์ทรงค้นพบความจริงว่า "ผลแห่งตัวกระทำที่ทำไว้แล้ว ผู้ใดจะทำลายไม่ได้ รอเราอยู่วันข้างหน้า"

ฉะนั้น ยามนี้ที่เราท่านทุกข์ ท่านอาสิจึงชี้ว่า เป็นผลจากตัวกระทำที่เราท่านทำไว้แล้วนั่นเอง ที่สำคัญ จะปฏิเสธสักฉันใดไม่ได้เลย แลด้วยเหตุนี้ ศาสตร์ของพระภูมี จึงไม่ได้ทำให้ทุกข์นั้นหายไป ไม่ว่าทานสมุนไพร ก็ไม่ทำให้ทุกข์นั้นหายไป ก็ยังคงปวด คงเจ็บ เหมือนเดิม แต่ทำให้ร่างกายมีภูมิ ทนต่อการเจ็บ การปวดนั้นได้ ต่างหาก อุปมา เสมือน คนไม่เคยวิ่งมาราธอน จับไปวิ่งทันที ก็อาจตายได้ แต่ถ้าฝึกฝน ก็ทนได้ วิ่งได้ทุกตัวคน หรือ ถ้าไม่อยากทุกข์กับโรค ก็ต้องทุกข์กับวินัยธรรม

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ศาสตร์ของพระภูมี เป็นวินัยทุกข์ เมื่อทำแล้วได้ "บุญ" ใช้หนี้กรรมได้ จึงหายโรคได้ แต่การทำความดี ไม่มีผลต่อการหายโรค เพราะสิ่งที่ทำ ก็จะกลายเป็นปล้องกรรมดี รออยู่วันข้างหน้าเท่านั้นเอง แก้ไขทุกข์ หรือ เปลี่ยนแปลงทุกข์ในวันนี้ไม่ได้เลย

นี่แหละหลวงพ่อนิพนธ์จึงทิ้งสำนักสงฆ์ แลผู้ปฏิบัติไว้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า "กรรมดี" ไม่ใช่ "บุญ" แลก็สอนให้ได้รู้ว่า ทำอย่างไร จึงเป็นกรรมดี ทำอย่างไร จึงเป็นบุญ อยากรู้ก็ไปเรียน อยากได้ก็ไปทำ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณา ว่านี่จึงเป็นความเสมอภาค หาไม่แล้ว คนที่มั่งมีทรัพย์สิน ยามที่กรรมชั่วมาอุบัติ เป็นโรคให้ทุกข์กับตน ก็เอาสมบัติไปทำความดี ล้างโรค ล้างทุกข์ที่ตนทำ มันจึงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งจะใช้วิทยาการใดๆ ก็ไม่ได้ อะไรจะมาล้างกรรมชั่วที่ตนทำไว้แล้ว ไม่ได้เลย จึงกล่าวอย่างมั่นใจเสมอว่า "โลกใบนี้ ถ้าเป็นโรคตายแล้ว ไม่มียารักษาโรค ไม่มีการกระทำใดช่วยให้หายโรค" นอกเสียจาก "ธรรม" ของพระภูมีเท่านั้นแล

ถ้าจะถามว่า "วัดของแม่ชีเมี้ยน ต่างจากวัดอื่นอย่างไร" คำตอบคือ "ชี้ให้เห็นว่า บุญบารมี ทานบารมี เป็นอย่างไร ทำอย่างไร" ให้พิจารณา เชื่อ แล้วก็ทำตาม อยากรู้ว่าจริงหรือไม่ ก็ดูผล เพราะผลถูก ย่อมเกิดแต่เหตุที่ถูก ทำถูก

ก็ถ้าทำแล้วช่วยตนหายโรคได้ จะบอกว่า คำสอนผิดได้อย่างไร

เพราะ "บุญ" คือ "สุข" ผู้ใดมีบุญ ผู้นั้นมีความสุข ก็โรคทำให้ทุกข์ ถ้ามีโรคแล้วบอกผู้มีบุญ เป็นไปได้อย่างไร

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า "พระของศาสนา แม้นอายุร้อย ก็ยังหลังตรง แบกกลดเดินธุดงค์ได้ จะอมทุกข์ เป็นโรค นั้นไม่มี" นี่แหละคนทั้งหลาย ถึงไม่ชอบ แต่ก็ยอมรับ ในบุญญาธิการ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติ "กรรมดี มันไม่พอ" ยิ่งถ้าจะหนีทุกข์ หนีโรค ดังนั้น แผ่นดินศาสนา จึงเป็นที่รวมของคนทุกข์ ได้มาเรียน วิชา "บุญ" วิชา "ทาน" เอาไปหนีทุกข์ ส่วนสมุนไพรนั้น พระภูมีให้ไว้ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นของแถม ถึงเวลาก็ต้องทิ้ง แล้วสร้าง "บุญ" "ทาน" เป็นที่พึ่งของตน ทั้งในวันนี้ และวันหน้า ... พระภูมี จึงเรียกลาภอันประเสริฐ เพราะมันจะติดตัว ติดวิญญาณ ไปทุกภพทุกชาติ สร้างสุขให้ตน

ท่านจึงบอกว่า คนโง่ จึงมาเอาแต่สมุนไพร ทำไมจึงโง่ เพราะมันไปได้ไม่ไกล เจอคลื่นลมแรงๆ เรือก็แตกได้ เสมือนแค่อุดชันเรือใหม่ เท่านั้นเอง หาใช่สร้างเรือที่แข็งแกร่งทนพายุ ทนลม ทนฝนได้

จึงอย่าแปลกใจเลย พวกคนโลภ อาศัยศาสนาหากิน แล้วอ้างเอ่ยว่าการสร้่างบุญ โดยเฉพาะสร้างวัตถุ สร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างพระ ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ทำให้ตาย หาบุญมาเยียวยาชีวิต แม้นแต่แก้ปวดท้องยังไม่ได้เลย ... ไม่สงสัยหรือ

เสมือนสมุนไพร คนโลภก็อ้างเอ่ยสรรพคุณ ตัวนั้นดีอย่างนั้น ตัวนี้ดีอย่างนี้ แล้วสกัดมาขาย ก็ดูเอาเถิด แม้นแต่ขิง ที่มีสรรพคุณ แก้โรคลม หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา กินตั้งแต่เด็ก ยังเป็นโรคลมเลย ทำไมหรือ ก็เพราะสมุนไพร ตัวเดียวโดดๆ มันไม่มีฤทธิ์ มันต้องมีคู่ของเขา ต้องมีสัดมีส่วน ปัญหาก็คือ ใครจะรู้ ... คนโลภแบบนั้นหรือ ควรรุ้

ศาสตร์ของพระภูมี สอนให้เป็นปราชญ์ สิ่งดีๆ สิ่งมงคล เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอยู่กับคนโลภ คนมีกิเลสหนา

จำไว้น่ะ "สมุนไพรของพระภูมีมีวิญญาณ รับรู้พฤติกรรมของคนทำ และคนทาน"

ทำไมถ้ำกระบอกจึงล่มสลาย ... ทั้งที่เป็นต้นตำรายา คนสอนก็คนเดียวกัน ตำราก็ตำราเดียวกัน ... ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ทำแล้วช่วยคนได้ ... พิจารณากัน แล้วจะเกิดปัญญา อะไรควรเชื่อ

ถึงเวลาที่ควรจะไปเรียน วิชา "บุญ" วิชา "ทาน" แล้วหรือยัง ฤาจะเอาแต่สมุนไพร

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

ไม่เคย ไม่รู้


เราได้ยินได้ฟังหลายต่อหลายคน กล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ อ้างเอ่ยเสมอว่า การกระทำของตน สำรวจดูแล้วไม่เคยสร้างบาปสร้างกรรมอันใดเลย

มิหนำซ้ำตลอดชีวิต ที่มีอาชีพสุจริต ไม่เคยปล้นชิง คดโกงผู้ใดแม้นแต่ครั้งเดียว แถมยังช่วยเหลือสังคม บริจาคการกุศลสารพัดสารพัน ที่ผ่านมาไม่ว่า วัดวาอาราม ก็ทำมากจนจำไม่ไหว

แล้วทำไม ตนเองจึงมาเป็นโรค เช่นนี้ได้ ในเมื่อสร้างความดี สร้างบุญ ช่วยเขาก็มากมาย สิ่งที่ทำไปไหน ไม่มาช่วยตนในวันนี้เลย

ยิ่งเรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีเลยแม้นแต่มดยังไม่กล้า ถือศีล ภาวนา เป็นอาจิณ เรียกได้ว่า ตัวแม่เลยก็ว่าได้

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ด้วยความไม่รู้ในเรื่องของศาสนา นั่นเอง สิ่งที่ทำจึงหาผลตอบแทนได้เพียงน้อยนิด แม้นจะทำมากสักเท่าไหร่

คนทั้งหลายไปวัด ไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตน ไปทำตามความเชื่อของตน แล้วก็เหมาเอาเองว่า ... ทำแล้ว ต้องได้

ไม่เคยรู้เลยว่า ผลถูก ย่อมมาจากเหตุที่ถูก นึกทึกทักกันเองว่าการกระทำของตนถูก แล้วผลถูกต้องบังเกิดกับตน

นี่แหละหลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ทำไมต้องมาวัด ต้องมาหาผู้ปฏิบัติ แลผู้ปฏิบัตินั้น ก็ต้องเป็นผู้ที่เดินตามรอยของพระพุทธเจ้า ชี้หนทางที่ถูก มาวัด มาเรียนรู้ เรื่อง "บาป เรื่อง กรรม เรื่อง บุญ" ว่ากระทำโดยวิธีใด

พระพุทธพยากรณ์ ทรงเล็งเห็น จึงให้สติ ในเรื่อง "ความเชื่อ" แลทุกตัวคนก็รู้ แต่จะมีคนไหนหละที่พิสูจน์ เดินตาม ล้วนแล้วแต่เขาอ้างเอ่ยว่าดี ก็ทำตาม ยิ่งถูกจริตตนด้วยแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์ยกเรื่อง อาทิ การสร้างพระ สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ที่คนไทยชอบกันหนักหนา อ้างกันหนักหนาว่า "บุญใหญ่" แล้วให้ย้อนไปดูอินเดีย มีที่ไหน พระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลก โบสถ์ใหญ่ที่สุดในโลก วิหารใหญ่ที่สุดในโลก ไม่มีเลย แม้นแต่แห่งเดียว ถามเถอะแล้วเราท่านกำลังเดินตามใคร หลงทางหรือไม่

บทสรุป ถ้าไม่ไปเรียนรู้ เรื่องของศาสนา "บุญ บาป" แท้จริงเป็นเช่นไร มาจากไหน เกิดโดยวิธีใด แล้วมานั่งทำตามความเชื่อ ความเห็น ของตน ก็อย่ามาร้องเลย ว่าตนไม่เคยทำบาป ตนสร้างแต่บุญ ที่ไหนได้กว่าจะรู้ตัว บาปก็รวมกันมาเป็นโรค เป็นตัวเป็นตนให้ทุกข์แล้ว บุญที่บอกว่าสร้างมามากมาย กลายเป็นลม ช่วยตนไม่ได้แม้นแต่น้อย

ยิ่งเห็นหลายคน มามูลนิธิ ท่านอาสิ ก็พยายามโน้มน้าว ชี้ช่อง ก็หาฟังไม่ ทำตนเป็นแก้วคว่ำ รอฝน แล้วก็บ่น ว่าทำไมสภาพตนยังไม่ดีขึ้นเลย ในขณะที่คนอื่น แย่กว่าตนอีก ดูสิอย่างคุณแตน มะเร็งปอด หมอตัดปอดไปข้างหนึ่ง ลามไปลำไส้ หมอตัดลำไส้ไปเป็นเมตร ต้องห้อยถุงหน้าท้อง ทุกวันนี้ ใช้ชีวิตปกติ จนหมอให้เป็นกรณีตัวอย่าง และมักแซวเสมอ รุ่นเดียวกันเขาตายกันไปหมดแล้ว โดยที่หมอไม่รู้เลย เธอไม่เคยทานยาหมออีกเลย ตั้งแต่มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ไปหาหมอ ก็แค่ตรวจเท่านั้นเอง

สิ่งที่ควรคิด ก็แล้วคุณแตนทำอะไร ทำอย่างไร ทำตามใคร

จำคำท่านอาสิไว้ "รู้เขา รู้เรา" นี่จะไปรบ เขาก็ไม่รู้ เราก็ไม่รู้ ไม่ใช่ไม่มีคนรู้ ไม่มีคนสอน แต่ไม่เข้าไปหาต่างหาก จึงไม่รู้ แล้วก็มาบ่น ทำไมไม่หายสักที หรือ หวังแต่ปาฏิหารย์ โดยไม่ทำอะไร ไม่แก้ไขตนสักสิ่งอย่าง ... มันจะเป็นไปได้ อย่างเก่ง ก็หนึ่งใน... ท่านจะเฮงเป็นคนนั้นหรือ

วัดแถวบ้าน ศาลเจ้าแถวบ้าน เข้ามาตั้งแต่เด็ก จนทุกวันนี้ ช่วยตนไม่ได้ ก็ยังบอกตนต้องไป แต่วัดของหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่เคยไป ไม่คิดจะไป แต่ไปแล้ว เรียนแล้ว ช่วยตนได้ ไม่เรียกกรรมบังตา บังใจ ก็ไม่รู้เรียกอะไร ... นี่แหละอำนาจกรรม

แม่ชีเมี้ยนชี้ให้พิจารณา พระโคดมพิจารณามนุษย์ ในเรื่องการทำทาน เห็นพฤติกรรมแล้วเสียดาย ที่คนทั้งหลายปรารถนาทาน แล้วทำ แต่การกระทำของตน ทำไปโดยไม่รู้ ผลแห่งทานที่ตนทำของคนส่วนใหญ่ ก็ได้เพียงส่วนเดียว จะหาคนได้ถึงสี่ส่วนก็น้อยนิด ยิ่งถึงแปดส่วนแทนนับตัวคนได้ ไม่ต้องพูดถึงสิบส่วนเลย หาไม่ได้ ด้วยไม่รู้เรื่องของทานนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงทิ้งสำนักสงฆ์ไว้ให้ ให้เป็นองค์ความรู้ ที่คนอยากได้ อยากทำให้ถูกต้องในร่องธรรม ไปเรียนจากผู้ปฏิบัติ เพื่อให้ผลแห่งการกระทำของตน สมบูรณ์ผล ย้อนมาช่วยตนได้ เสียดาย คนทั้งหลายกลับบอก ไม่มีเวลา .... แล้วก็ถ่ายรูปเซลฟี่ ดิดแฮชแท็ก ว่ากำลังไปเที่ยวที่โน่นนี่นั่น

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ไม่เอาผล



หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่จะประสพความสำเร็จในศาสตร์ของพระภูมี ไม่ว่าจะเป็นการหายโรค หรือการจะมีได้ซึ่งนิสัยของพระพุทธเจ้า อันจักทำให้ตนเป็นคนดีในแบบพุทธศาสนา คุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ "การเป็นคนจริง"

คนจริงเป็นเช่นไร หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาคือ บุคคลที่เอาเหตุแลเอาผลนั่นเอง และที่สำคัญกว่า คือ ยอมรับ และแก้ไขในสิ่งผิดของตน
หากแต่คนทั้งหลายทั้งปวง มักจะไม่เอาผล หรือปฏิเสธผล ที่ตนไม่ชอบ พูดฟังง่าย ท่านก็ชี้ว่า ผลดีเอาเข้าตัว ผลชั่วกูไม่รับ

ท่านอาสิก็อธิบายให้ฟังว่า ดูสิคนทั้งหลาย หากถูกรางวัล หวยเบอร์ใหญ่ หุ้นขึ้น ปรับเงินเดือน ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ไม่ยอมรับเลยแม้นแต่น้อย ต้องรีบหายากิน ยาใดที่ทำให้หายได้เร็ว ยานั้นก็กลายเป็นพระเจ้าสำหรับตน หมอใดแก้ให้หายได้ หมอนั้นก็กลายเป็นผู้วิเศษสำหรับตน ไปจนกระทั่ง พิธีกรรม ความเชื่อใด ที่ทำให้ตนหายได้ ก็พร้อมยินดี

มันจึงไม่แปลก ที่ในวันนี้ เขาอ้างว่า อยากหายโรค มาอมหัวแม่ตีนกูสิ แล้วมึงจะหาย คนแห่แหนกันไปเข้าคิว แน่นขนัด

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณา ว่า "ผลย่อมเกิดแต่เหตุ" ลำพังปฏิเสธผล คือปฏิเสธกรรมชั่วที่ตนทำไว้แล้ว นั่นเอง ก็สาหัส แต่ยังไม่ยอมแก้สาเหตุ ปล่อยให้สร้างกรรมต่อ นี่ยิ่งสาหัสกว่า

ท่านจึงชี้ให้ดูว่า สมัยถ้ำกระบอก คนพันคน หาคนเป็นมะเร็งสักคน ก็ยากยิ่ง สมัยนี้คนพันคน มะเร็งกว่าครึ่ง เพราะอะไร เพราะมนุษย์สมัยนี้ ปฏิเสธผล กรรมปวดเล็กๆน้อยๆ ไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วัน ไม่เอาไม่รับ กินยาแก้ปวด รวมกันไป รวมกันมา เสมือนน้ำขังไว้ในเขื่อน วันหนึ่งเขื่อนพัง มันไม่มาปวดหัว เล็กๆน้อยๆแล้ว ทีนี้มันมาเป็นมะเร็งเลย

บทสรุป เมื่อแม้นแต่ผลเล็กน้อยยังปฏิเสธ จะหาคนจริงที่ยอมรับก็ยากแล้ว ทำจริง ก็ยอมรับ ยอมใช้ ยิ่งจะหาคนที่จะสาวพฤติกรรมอันเป็นเหตุที่มาแห่งผล เพื่อแก้ไขยิ่งยาก แต่ก็นั่นแหละ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "กรรมมันเกิดจากนิสัย" หากจะจบแค่สมุนไพร ไม่ดับที่ต้นเหตุคือนิสัย วันหนึ่งมันก็จะย้อนคืนมาอีกเป็นแน่แท้

ใครที่ไหน วัดไหน ความเชื่อไหน ลัทธิใด จะสอนวิธีสะเดาะห์เคราะห์เยี่ยงไร หาพ้นไม่ ถ้าไม่แก้นิสัย ทิ้งนิสัยเดิม แล้วน้อมนำนิสัยของพระภูมีมาใส่ตน สะเดาะห์ให้ตายก็ไม่พ้นเคราะห์ ทำเท่าไร ก็ไม่หายโรค

เพราะสิ่งที่สู้ ท่านอาสิชี้ ไม่ใช่โรค แต่มันคือ "กรรม"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นในคำพังเพย "หมองู ตายเพราะงู" แปลความให้ฟัง คือ คนที่สอนให้สะเดาะห์เคราะห์ รักษาโรค แบบนั้นแบบนี้ ท้ายที่สุด ตัวมันเองนั่นแหละ ยังเอาตัวไม่รอดเลย มิใช่แช่ง แต่ผลกรรมที่ทำนั่นแหละจะย้อนกลับไป ด้วยสอนผิด ผู้อื่นเชื่อ ทำตามแล้วไม่เป็นผล ผลอันนั้นแหละจะไปฆ่าหมองู

สถานที่ของแม่ชีเมี้ยน จึงพูดความจริง ไม่มีเหลี่ยม ไม่มีมุม แต่ก็ไม่บังคับใคร ให้เชื่อ ให้ทำตาม ฟัง พิจารณา ถ้ามีเหตุมีผล เชื่อ ก็ทำตาม แล้วดูผล

ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งในสาม ของการฟื้นฟู หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คือการทำตนเป็นคนจริง เราทำไว้แล้วเราต้องรับ นั่นคือ ต้องขันติ อดทน ต่ออาการที่พึงเกิด มิใช่ด้วยผลแห่งสมนไพร แต่เป็นผลจากโรค จากกรรมที่ทำไว้แล้วนั่นเอง ใครทนได้ ผ่านได้ ก็หายโรคได้

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เชื่อตรงไหน



หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่าศาสตร์สมุนไพรและธรรมคำสอนของแม่ชีเมี้ยน กว่าท่านจะเชื่อ ต้องผ่านการพิสูจน์มากมาย แลเห็นเป็นประจักษ์แล้วจึงเชื่อ

อาทิเช่น สมุนไพรเขียว ก็เริ่มจากคนป่วยหญิงท่านหนึ่ง ที่ต้องออกจากโรงพยาบาลมิชชั่น พร้อมคำกล่าวของหมอว่า "ให้พากลับไปตายที่บ้าน ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว" สภาพที่ปรากฎ คือ ร่างกายทุกส่วนแข็งตัวหมด แม้นแต่กลืนอาหารยังไม่ได้ ญาติก็พาใส่เปลไปถ้ำกระบอก เพื่อหาแม่ชีเมี้ยนให้ช่วย แต่ก็ถูกปฏิเสธ ครั้นพาลงจากถ้ำ สวนกับหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ต้องมารดน้ำต้นไม้ และแปลงผักทุกวัน เห็นก็ถาม รู้ความแล้ว ด้วยความอยากช่วยหนึ่ง ที่สำคัญคือ อยากลองวิชาของแม่ชีเมี้ยนหนึ่ง ที่ตนร่ำเรียนมา ยังไม่เคยได้ใช้

การฟื้นฟู จึงเริ่มด้วยการบอกให้เณรไปแจ้งแก่แม่ชีเมี้ยนว่า รับมาแล้ว แม่ชีเมี้ยนจึงเรียกไปถามว่า ท่านรับมาได้อย่างไร หลวงพ่อนิพนธ์ก็ตอบว่า คนป่วยหญิงนี้ อายุก็ยังไม่มาก ในเมื่อท่านบอกว่า ศาสตร์สมุนไพร ช่วยคนได้ ธรรมเปลี่ยนพรหมลิขิตคนได้ แล้วก็อ้างอีกว่า ท่านให้ผมมีหน้าที่ในการหาเสบียง ด้วยขณะนี้มีคนป่วยยาเสพติดมาก อาหารไม่พอเลี้ยง นี่ไงเสบียงผม ถ้าศาสตร์ของท่านดีจริง ช่วยคนนี้ได้จริง ผมจึงจะเชื่อ แม่ชีเมี้ยนจึงให้สูตรสมุนไพรเขียว แล้วมาทำให้คนป่วย พร้อมบอกว่า ถ้ารอดอยู่ถึงเช้า คนนี้ก็รอด หลวงพ่อนิพนธ์ ก็รีบไปเก็บใบยา มาทำให้ คนป่วยทานไม่ได้ ก็ต้องลูบคอ ง้างขากรรไกร กรอกยาลงทีละน้อย ทุกชั่วโมง ในที่สุดคนป่วยท่านนั้นก็รอด แลอยู่มาจนทุกวันนี้ นั่นจึงเป็นความมั่นใจของหลวงพ่อนิพนธ์ในศาสตร์สมุนไพร

แลธรรมของพระภูมี ก็ทำให้คนป่วยยาเสพติดทั้งหลาย เปลี่ยนตนเป็นคนดี จนแม้นจะเจอคดี ส่องสุมผู้คน กระทำตนเป็นคอมมิวนิสต์ ของจอมพลสฤษดิ์ ในเวลาต่อมาก็ตาม ผลของการตรวจประวัติ พระในถ้ำกระบอกขณะนั้น กว่าเจ็ดสิบรูป มีทั้ง เสือร้ายที่ดังที่สุดในยุคนั้น อย่างเสือเอี้ยง มีทั้งนักเลง รวมไปถึงราชนิกูลหลายท่าน ที่ได้เข้ามาบวช จนต้องถอนข้อหานี้ไปในที่สุด

ดังนั้น กว่าจะทำให้คนเชื่อ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องผ่านการพิสูจน์ จากคนมากหลาย แลที่สำคัญ คือ ผลงาน ต้องมีเป็นที่ประจักษ์ให้ยอมรับ อาทิเช่น อเมริกา อังกฤษ ส่งรถโมบาย มาอยู่ที่ถ้ำกระบอก คัน ในเวลานั้น พร้อมคนป่วยยาเสพติด ชุดละ สามสิบคน สองชุด ผ่านการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทั้งก่อนและหลังการบำบัด ในที่สุดก็ยอมรับ และให้การสนับสนุนกิจกรรมของถ้ำกระบอก ในเวลาต่อมา

แต่เราสงสัยว่า สิ่งที่ผ่านการพิสูจน์นี้ คนบางคนยังคลางแคลง ลังเล ตั้งข้อรังเกียจ ทั้งที่กระบวนการทำ และวัตถุดิบ ล้วนเห็นด้วยตาตน ว่า เป็นของธรรมชาติทั้งสิ้น แลก็เห็นผลที่เกิดกับคนมากหลาย ก็ยังยากทำใจยอมรับ

ในขณะที่ เวลาไปใช้วิธีอื่นๆ ที่ตนชอบ ไม่เคยรู้เลยว่า สิ่งที่เขาเอามาให้ทาน นั้นมาจากอะไรบ้าง มีของที่เป็นอันตรายแก่ตนหรือไม่อย่างไร รู้แต่ว่า เขามีปริญญา เขาน่าเชื่อถือ แต่ไม่คำนึงว่า "เขาไม่ใช่คนทำยา แลคนทำยาก็ไม่ใช่คนรักษา" หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักชี้ให้พิจารณาว่า แล้วมันจะเหมาะกับแต่ละบุคคลได้โดยวิธีใด จึงไม่แปลก ที่จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า ร่างกายได้รับยาน้อยไป ไม่พอสู้โรค หรือมากไป จนเกิดอันตราย เป็นธรรมดา

อุปมาทางโลก เอาเงินไปฝากกองทุน กองทุนเป็นใคร ก็ไม่รู้ ไม่เคยบอกเลยว่า ใครคนไหน กลุ่มไหน เป็นผู้บริหาร มีประวัติน่าเชื่อถือหรือไม่ ล้มบนฟูกมาหรือเปล่า แค่พะยี่ห้อ แล้วก็บอกว่าผลตอบแทนสูง กระโดดเข้าไปแล้ว

ฟังหมอดีๆ พูดบ้าง "คอเลสเตอรอลจำเป็นต่อร่างกายมาก ยิ่งมากยิ่งดี บริษัทยามีอิทธิพลต่อการกำหนดค่าคลอเลสเตอรอล ว่าต้องไม่เกินเท่าไหร่" ..ดำรงค์ เชี่ยวศิลป์

"คลอเลสเตอรอลไม่ใช่สาเหตุการอุดตันในเส้นเลือดหัวใจ

Dr.Dwight Lundell ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด เคยผ่าตัดหัวใจมากว่า ห้าพ้นรายในสหรัฐ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ว่า พระภูมีสอนให้เป็นปราชญ์ เชื่อในเหตุและผล พิจารณาผลแล้วจึงเชื่อ เชื่อแล้วทำ แล้วนำผลที่เกิดกับตน คือ ผลถูก ไปสอนผู้อื่น ไม่ใช่ เล่ากันมา บอกกันมา แล้วบอกต่อ หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติสงฆ์เสมอว่า สิ่งที่บอก คนเขาเชื่อแล้วไปทำตาม ถ้าบอกถูก ก็เป็นบุญมหาศาล ถ้าบอกผิด ก็กรรมมหาศาลเช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ ศาสตร์ของท่านไม่ได้มาให้เชื่อ แต่เสนอตัวมาให้พิสูจน์ ถ้าทำแล้วดี ก็ทำต่อไป ถ้าไม่ดี ก็ทิ้งเสีย
แต่ชี้ให้คิดว่า แค่จุดเริ่มที่มาของสิ่งต่างๆ ศาสตร์ของแม่ชีเมี้ยน เริ่มที่การให้ ไม่หวังผลตอบแทน ... แต่ศาสตร์ของมนุษย์ เริ่มด้วยความโลภ จึงไม่แปลก ที่ตำราหมอ ที่หมอบางท่านกล่าว ยุคผมเรียน ความดันโน่น ร้อยสี่ห้าสิบ ผ่านมามันก็ลดเหลือ ร้อยยี่สิบ ตอนนี้มันบอกร้อยสิบ ก็สูงแล้ว มันเปลี่ยนเพราะอะไร คนหรือ

คนมากหลายรู้ตำราพระพุทธเจ้า กาลามสูตร ให้พิจารณาในการเชื่อ แต่รู้ไปก็เท่านั้น เพราะรู้แล้วไม่นำมาทำ จึงช่วยตนไม่ได้ กรรมมันจึงบังตา บังใจได้ เห็นดอกบัวเป็นกงจักร ส่วนกงจักรที่เข้าไปใกล้แล้ว ตัดโน่นนี่ขาดหมด กลับชอบ

จำไว้น่ะ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ สังขารนี้ เราท่านยืมเขามา ตอนยืม ครบ สามสิบสอง ตอนคืนเล่า .... รุ่งหริ่ง แล้วยามจะยืมใหม่ มันจะได้แบบไหน ... ถ้าคุณเป็นคนให้ยืมช่วยตอบหน่อย

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เหาะลงมา



คนไทยดูหนังจักรๆวงศ์ๆ และมีวรรณกรรมมากมาย เกี่ยวกับเทวดา นางฟ้า ผู้มีฤทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดูแล้วก็อิน คือ จดจำฝังใจ ยิ่งไปกว่านั้น ใฝ่ฝันได้เจอ แล้วก็สร้างภาพไปตามสิ่งที่ได้ดู ได้ฟัง ได้อ่าน

นั่นคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีจริง ต้องเหาะเหิรเดินอากาศลงมาให้ตนเห็น ต้องหายตัว ปรากฎตัว แบบล่องหน มีไม้เท้าเคาะกระบาลตน บันดาลสิ่งที่ตนต้องการ

ที่สำคัญยิ่งก็คือ ปรารถนาของตน ได้มาด้วยการขอ

แม้นแต่ในพระไตรปิฎก ที่พราหมณ์แต่ง ยังมีร่องรอยสิ่งเหล่านี้ ให้คนทั้งหลายเชื่อฝังใจ ทั้งๆที่โลกนี้ไม่เคยมี แต่ก็ไม่มีใครค้าน
ครั้นมาเจอศาสนาที่แท้จริง เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง แม้นจะดีแค่ไหน อยากเจอ อยากได้สักเพียงใด ก็เข้าไม่ถึง ด้วยหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นของจริง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คนปรารถนาอยากได้ ขอไม่ได้ ต้องทำเอง

หลายคนเฝ้าแต่การเหาะลงมาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ศาสนาของพระภูมี ถึงทำได้ก็ไม่ทำเช่นนั้นหรอก เพราะเป็นศาสตร์แห่งปัญญา นั่นคือ การมองเห็นมิใช่ด้วยสัมผัส ของหู ตา จมูก .... แต่ด้วยปัญญา เพราะคนที่พระภูมีทุกพระองค์อยากได้ คือผู้มีปัญญา เห็นแล้วอยากได้ จึงเข้ามาใกล้

ดังนั้น สิ่งที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะแสดงให้คนทั้งหลายทั้งปวงดู จึงเป็นสิ่งไม่ธรรมดา ที่คนทั้งโลก ไม่ว่าใคร ไม่ว่าหน้าไหน ประเทศใด ก็ทำไม่ได้ คนมีปัญญามอง จึงเห็นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ วิเศษสุด เขาจึงเกิดความเชื่อ ความศรัทธา อยากได้ อยากมาฟัง แล้วทำ เพื่อให้ปรารถนาของตน เป็นจริง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า คนไทยเหมือนต้องคำสาป แค่คนผู้นั้น กลุ่มนั้นน่าเชื่อถือ บอกว่า สิ่งนี้ สิ่งนั้น รักษาโรคได้ เพียงแค่เขามีปริญญา มีความน่าเชื่อถือ ก็แห่กันไป เชื่อสนิทใจ หลงใหล โดยไม่พิจารณาเลยว่า ผลมันเกิดจริงหรือไม่ มีให้เห็นเป็นตัวเป็นตน หรือมีแต่เขาเล่าว่า ในขณะที่แม่ชีเมี้ยน ทำให้เห็น เดินตัวเป็นๆ หรือ จะแค่เอาคนป่วยเป็นร้อยเป็นพันมารวมตัวกัน แถมยังให้นั่งสวดมนต์ โดยไม่กลัวว่าจะน็อค ในขณะที่คนปกติ มารวมตัวกัน ที่ไหนๆ ก็ต้องเตรียมหยูกยา หมอ พยาบาล รอเลย นี่เรียกธรรมดาหรือ ลองไปถามสิ ใครที่ไหนกล้า

พระภูมีทรงเล็งเห็น ทุกยุคทุกสมัยก่อนดับขันธ์ จึงให้แว่นส่องจักรวาล อยากรู้ที่ไหนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ให้เอาคนใกล้ตาย คนเป็นโรคสาหัส ที่คนทั้งโลกเมิน หมอบอกตายแน่ ไปถวาย แล้วช่่วยได้ นั่นแลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เห็นแล้วเฉย เหมือนลิงได้แก้วมณี นั่นก็กรรมบังตา บังใจแล้ว
ถามตัวเอง อะไรสำคัญที่สุด ... ชีวิตตนมิใช่หรือ แต่ครั้นท่านอาสิ ชี้หนทางให้ช่วยตน กลับบอกไม่มีวันเวลา ถามตัวเองหน่อยเถอะ "อะไรแน่ที่เป็นของเรา" เจอคำตอบแล้วค่อยทุ่มเททำ

เฉกเรื่องราวเศรษฐีจีน วัยสี่สิบกว่า ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ภรรยาบอกให้หยุดพักบ้าง บอกไม่ได้ จนเสียชีวิต ทิ้งทรัพย์สมบัติ กว่าสองหมื่นล้านบาทไว้ให้ภรรยา ที่ซึ่งเดือนต่อมาก็แต่งงานกับคนขับรถ ... สิ่งที่เศรษฐีทำ มีอะไรเป็นของเขาบ้าง

ยอดเจดีย์



ศาสตร์ชี้ให้เห็นความจริงประการหนึ่ง คือ "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้พิจารณา ผลแห่งตัวกระทำหรือการกระทำของเราท่านในวันนี้ ย่อมแสดงออกถึง "ใจ" ของเราท่านนั่นเอง ว่ามีแบบไหน เยี่ยงไร การกระทำก็ทำแบบนั้น ผลแห่งการกระทำจึงเกิดให้ผลในวันนี้

แล้วก็ชี้ว่า สมุนไพร เป็นศาสตร์ที่แก้ไขปลายเหตุ เป็นเรื่องเฉพาะหน้า เพื่อแก้ไขไม่ให้ทุกข์จนเกินไป จนไม่สามารถปฏิบัติ หรือ กระทำสิ่งใด เพื่อช่วยตนได้ อุปมาเสมือนไม้เท้าค้ำยัน ยามเราเกิดเหตุ ถึงเวลาก็ต้องวางลง แล้วเดินเอง

ดังนั้น ยอดเจดีย์ที่สำคัญที่สุด อันจะมีความหมายถึงสุขแลทุกข์ที่จะได้รับ นั่นคือ "ความเชื่อ และศรัทธา" ที่มีของเราท่านนั่นเอง
สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ จึงให้เราท่านพิจารณา ความเชื่อ ความคิด ความเห็นที่ถูกย่อมนำพามาซึ่งตัวกระทำที่ถูก เมื่อทำถูกผลถูกก็ย่อมเกิด นั่นคือ ผลของการกระทำ ย่อมเป็นเครื่องชี้ว่า ยอดเจดีย์ของตนที่มี นั้นถูกหรือผิด

ศาสนาพุทธที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นหลักปราชญ์ จึงชี้ให้พิจารณา แล้วเลือก สิ่งใดไม่ดีก็ทิ้งไป สิ่งใดดี ก็ทำต่อ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คนทั้งหลาย มักเหมารวม ไม่ยอมแยกแยะ อะไรก็เอาหมด คว้าทุกสิ่งมาเก็บไว้ หากไม่ถึงคราวคับขัน ก็พอไหว แต่ยามคับขัน ทุกข์สาหัสเกิดขึ้นกับตนแล้ว ก็ไม่รู้จะคว้าสิ่งใดที่มาช่วยตน เพราะมีมากเหลือเกิด ไม่รู้อันไหนถูก อันไหนผิด ถึงวิกฤต ดันไปคว้าสิ่งที่ไม่มีตัว ไม่มีตน ช่วยตนไม่ได้ ชีวิตก็สูญไป แล้วก็พร่ำบ่น บางคนพาลไปว่า "ทำดี ไม่ได้ดี" งั้นก็ทำชั่วซะเลยดีกว่า เอาเงินเป็นพระเจ้าก็มากมี แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เชื่อนั้นผิด ทำสักฉันใด ก็ไม่มีผลช่วยตน เฉกเช่นคนไทยมากหลาย เชื่อว่าสร้างวัด สร้างโบสถ์ กฐิน ผ้าป่า นั้นบุญมาก ทำตั้งแต่เล็กจนโต แล้วก็หามีผลต่อตน ในยามทุกข์ที่มาเยือนตนในวันนี้นั่นเอง

พระทุกรูปแลพระพุทธเจ้า ล้วนโกนผม แล้วยอดแหลมๆ บนเศียรพระพุทธคืออะไร คือ ยอดเจดีย์ของพระพุทธ คือ ความเชื่อ ความศรัทธาของพระพุทธ ... ที่มีหนึ่งเดียว กับสิ่งใด...

นับถือศาสนาพุทธ ก็คือเดินตามพระพุทธ ค้นหาสักนิด ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วเดินตาม ... จำไว้น่ะ หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติ อยากรู้ความเชื่อใดถูก ดูผล ทำแล้วเกิดผลดี นั่นแหละถูก หากทำแล้วช่วยตนไม่ได้ จะบอกสักฉันใดว่าสิ่งที่เชื่อนั้นถูก มันก็ฟังไม่ขึ้น ... ที่สำคัญ ความเชื่อที่ถูก ใครทำมันก็ถูก ไม่จำเป็นหรอก ต้องคนพุทธ คนไหนๆ ทำมันก็ต้องถูก

ยอดเจดีย์ของพระพุทธ มีให้มนุษย์ทุกรูปนาม ไม่สนชนชาติใด นับถืออะไร หากเชื่อ แล้วทำตาม ผลถูกย่อมเกิด ช่วยตนได้ นี่แลทำไม ทุกยุคของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ แม้นคนมากหลายในโลก จะไม่ยอมรับนับถือในตัวพระพุทธเจ้า แต่ก็ต้องยอมรับในธรรมคำสอนของท่าน เพราะทำแล้วมีผลทุกตัวคนนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ไม่สอด



ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่มักเกิดในหมู่ของคนที่ได้เวียนว่ายมาในศาสนาของแม่ชีเมี้ยน นั่นคือ อยากช่วย

นั่นคือ การที่อยากจะแนะนำใคร หรือบอกใคร ให้มาทำช่วยตน ด้วยเล็งเห็นผลว่า จะช่วยคนผู้นั้นได้ อันเห็นผลจากตน หรือ ประจักษ์ผลแก่ตน ว่ามีผู้ทำได้ นั่นเอง

เราก็เช่นกัน เมื่อเห็นหลวงพ่อนิพนธ์ช่วยผู้ป่วยเอดส์ บางรายจำได้ติดตา อาทิเช่น ลูกเรือชายคนหนึ่ง อายุก็แค่ประมาณสามสิบ ติดเชื้อมาจากการเสพยาร่วมกับเพื่อนลูกเรือ แม่เช่ารถกระบะ ใส่ลูกนอนเปลมาด้านหลัง ตอนนั้น ยังมีศาลาขนมไทย ด้านหน้า ที่ปัจจุบันรื้อไปแล้ว และจะปรับปรุงให้เป็นที่นั่งรอของคนป่วย แต่การรถไฟบอกว่า ไม่ได้ และสั่งฟ้อง ในขณะที่ถัดไปอีกนิด สร้างเพื่อการค้า สร้างได้ซะงั้น หลวงพ่อนิพนธ์สั่งให้เผายามะพร้าว ก็นั่งเผาด้านหน้าศาลา แม่คนป่วยมาถึง คนขับจอดรถ หิ้วเปลมาวางข้างๆ บอกฝากไว้ก่อน แล้วก็เข้าไปหาหลวงพ่อนิพนธ์ บอกกับท่านว่า "อิฉันยกให้ท่าน" แล้วก็เปิดแนบหายไป แบบไม่เคยมาหาลูกอีกเลย

จากซากศพในเปล ไม่มีใครอยากได้ หลวงพ่อนิพนธ์ทำให้เห็นว่า ศาสตร์สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน แลพระธรรมคำสอน สามารถเปลี่ยนพรหมลิขิตคนได้ ชายผู้นั้นก็ดีวันดีคืน แข็งแรง กลายมาเป็นคนกวนกระยาสารทให้หลวงพ่อนิพนธ์ แลทำหน้าที่ในการติดเตาห้องอบให้คนป่วย

แลเห็นอย่างนี้ ความอยากช่วยคนก็บังเกิด แต่คิดเอาว่า ชายผู้นี้ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่มีประวัติ มีแต่คนใกล้ชิดเห็น ไม่สามารถชักจูงให้คนเชื่อได้ พอดีจังหวะนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแก้ว กำลังเป็นข่าว เราก็ไปอ่านประวัติ เห็นชอบแบบธรรมะด้วย คิดเอาเองว่า ถ้าหลวงพ่อนิพนธ์ช่วยคนนี้ได้ ผู้หญิงคนนี้ ก็สามารถจะเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ เป็นตัวอย่างให้คนที่เป็นแบบเดียวกัน เดินตามช่วยตนได้ จึงได้เข้าเวปของเขา เพื่อเชิญชวน

คำตอบที่ได้จากคุณแก้ว บอกกับเราว่า เขาผ่านคนแบบเรามามาก ล้วนแล้วแต่เอาตัวเขาเพื่อประโยชน์ตน แลที่สำคัญ เวลานั้น เขาไม่มีความเชื่อถือสมุนไพรอีกแล้ว เขาเชื่อในยาเคมี และหมอ จึงปฏิเสธ

เราถามหลวงพ่อนิพนธ์ ว่า การไปชวนเขานั้นถูกหรือไม่ ท่านตอบว่า "หมูเขาจะหาม อย่าเอาคานไปสอด" คนทั้งหลายล้วนมีกรรมเป็นของตน ศาสนาเป็นส่วนเกิน ที่ไม่มีความจำเป็นแก่คนทั่วไป ถึงแม้นจะดีสักฉันใด ช่วยได้ หากแต่ต้องเกิดจากความยินยอมพร้อมใจ เป็นสำคัญ นั่นหมายความว่า ศาสนาจะมีค่า ก็แต่เฉพาะคนที่อยากได้ เท่านั้นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า ศาสนาเน้นเรื่องการทำนิสัย ของพระภูมี เป็นสำคัญ ที่ซึ่งไม่มีใครรู้นอกจากตนของตนเท่านั้นเอง ดังนั้น การเชิญชวน บังคับ ขู่เข็ญ เพื่อให้มา นั้นจึงไม่สมควร แม้นแต่พระภูมี ยังไม่ทำเลย ไม่เอาธรรมไปหว่านให้คนทั้งหลาย แม้นจะเมตตาสักฉันใด เพราะไม่มีประโยชน์ หากแต่ผู้ใดมาถาม อยากได้ ก็จะโปรดให้ นำไปทำช่วยตน

นี่แล นับแต่ยุคถ้ำกระบอก ซึ่งเริ่มจากยาเสพติด ก็จึงต้องเริ่มที่ความสมัครใจของผู้เสพเป็นสำคัญ จะบังคับมา แม้นจะบำบัดให้หายได้ แต่ท้ายที่สุดก็กลับไปเสพอีก

ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่ถูกบังคับมาให้ฟื้นฟู หรือ มีความจำเป็น ก็มักจะฟื้นฟูได้เฉพาะกาย ไม่มีการพัฒนานิสัยตน ท้ายที่สุด การช่วยก็เสียเปล่า เพราะหายโรคนี้ ก็เป็นโรคอื่นได้ หรือ พบอุบัติภัย นั่นก็หมายถึงช่วยตนไม่ได้เช่นกัน

มาวันนี้ ไม่มีหลวงพ่อนิพนธ์แล้ว เราก็ได้แต่นั่งมอง ใครหนอ อยากจะโปรดสัตว์ อยากจะช่วยคน มาทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ ทำแบบอย่างให้คนดู ว่า ศาสตร์สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน และธรรมคำสอน ผู้ใดฟัง พิจารณา ทำ ช่วยตนได้ .... รอแล้ว รอเล่า มีแต่คนมาเอาประโยชน์ตน กูหาย กูก็ไปแล้ว กูไม่สน หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คนเหล่านี้ ทำตนเสมือน มาซ่อมเรือตน พอเรือดี ออกจากท่าได้ ถีบท่าทิ้งเลย
เสียดายคนอย่างคุณแก้ว แต่ก็คงไม่ชวนใครอีกแล้ว หากแต่ลึกๆ ก็คิดว่า เมืองไทยต้องมีคนที่มีกตัญญูบ้างแหละ ที่อาสามาทำตน เป็นแบบอย่าง เก็บทุกรายละเอียดของตน มาเขียน มาทำ มาเล่า ให้คนรุ่นหลัง เอาเป็นแบบอย่าง ว่า "ความไม่มีโรค" ทำได้โดยวิธีใด อันเป็นบทพิสูจน์ คำสอนที่ว่า "ใจสูง พากายสูง"

แต่ก็คงรออีกนาน ท่านอาสิจะชี้สักฉันใด คนทั้งหลายทั้งปวง ก็บอกว่า ไม่มีวันเวลา ไม่สะดวก ไม่... เราจึงไม่แปลกใจเลย ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ว่า ทำไมคนที่มาทำตน โดยเฉพาะการบวช ถือหลักสัจจธรรมของแม่ชีเมี้ยน รอดทุกตัวคน ก็เพราะมันหนึ่งในล้าน ที่จะพาตนแหวกว่ายทวนกระแส นิสัย ความอยาก ความเห็นของตน มาได้ มันลำบาก เขาไม่ชอบ คนทั้งหลายเขาจะเอาแบบ หายแบบสบายๆ แลก็เอาแต่ตน ไม่สนผู้ใด

ไม่รู้เราจะมีวาสนาเห็นดังคำที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวไว้หรือไม่ "ถ้ามีคนเชื่อพันคน ทำได้พันคน ก็รอดทั้งพันคน" แต่พอลืมตา ไม่มีใครสักคนเอาธรรมของท่านเลย เขาจะเอาแต่สมุนไพร ไม่มีใครอยากเป็นพระมาลัยเลย ก็เลยงง........ ไหนมนุษย์บอกอยากเจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อยากช่วยตน อยากมีสุข

จะสุขแบบไหน จะไปกันอย่างไร ถ้าไม่เอาธรรมของพระโคดมเลย

ประวัติศาสตร์ของคนตาย มีให้อ่านกันมากมาย แต่ประวัติศาสตร์ของคนรอด อยากรู้ว่าใครจะเป็นคนเขียน เป็นวิทยาทานให้คนรุ่นหลังได้อ่าน และได้คิด เพื่อรู้ว่า โลกใบนี้ยังมีหนทางที่ทำให้รอด มิเพียงหายโรค แต่เปลี่ยนลิขิต เปลี่ยนตนเป็นคนดีได้ด้วย


วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เรียนแต่ไม่ยอมรู้ รู้แต่ไม่ยอมทำ



สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการใช้ศาสตร์สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ไม่ใช่โรค แต่เป็นการที่เรียนแล้วไม่ยอมรู้ นั่นก็คือ การทำตนเสมือน แก้วคว่ำที่อยู่ท่ามกลางฝน ไม่ว่าจะตกสักฉันใด แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า หาน้ำในแก้วไม่ได้เลย

เมื่อไม่รู้ การทำผิดย่อมง่ายดาย การกระทำจึงหวังผลอะไรไม่ได้เลย ยิ่งเรื่องของชีวิตด้วยแล้ว

หากแต่หลายคน อยากเรียนรู้ พยายามฟังเพื่อให้ตนรู้ แต่น่าเสียดาย ที่ความรู้ที่ได้ ไม่ได้มีไว้เพื่อทำเพื่อช่วยตน หากแต่เรียนรู้ไว้เพื่อคุย ว่าตนรู้เท่านั้นแล

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ตัวอย่างให้พิจารณา อาทิ ความรู้ในการฟื้นฟูผู้ป่วยเบาหวาน ที่กระบวนการสมุนไพร ในศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เล็งเห็นแล้วว่า น้ำตาลที่ถูกบีบอัดไปในกล้ามเนื้อและกระดูกนั้น หรืออวัยวะต่างๆ ล้วนแล้วแต่อันตรายมหาศาล แต่ถ้าถูกขับออกมาอยู่ในเลือด นั่นแลปลอดภัย

ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อทานสมุนไพร จนร่างกายมีความสามารถฟื้นฟูตน ทุกตัวคน ย่อมมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดที่มากมาย หากแต่ไม่มีอาการของเบาหวานปรากฎ แต่ด้วยความอยากรู้ ทั้งๆที่รู้ ก็ต้องพาตนไปตรวจ แล้วก็ต้องถูกหมอตำหนิ ว่าปล่อยให้น้ำตาลสูงอย่างนี้ได้อย่างไร ต้องรักษาด่วน

หลายคนจึงถูกจับฉีดอินซูลินทันที แลก็หลายคนที่เกิดอาการช็อคอินซูลิน บางคนก็ถึงขั้น การเดินผิดปกติ จะฟื้นฟูอีกทีก็ยากยิ่ง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า "เล่นของขลัง อย่ากังขา พวกกังขา ไม่น่าเล่นของกายสิทธิ์" การเรียนรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ที่สำคัญกว่า คือ รู้แล้วทำให้ได้

คนที่รู้แล้วทำได้ บางคนเล่าให้ฟังว่า เมื่อหมอจะจับฉีดอินซูลิน เขาก็บอกหมอว่า "เขามาให้ตรวจระดับเบาหวาน ไม่ได้มาให้รักษา แค่อยากรู้เท่านั้นเอง ว่าระดับน้ำตาลของตนเป็นเช่นไร" บางคน ก็ใช้วิธีหนีกลับดื้อๆ ก็มี

ท่านอาสิ ชี้ให้เห็นว่า "รู้เขา รู้เรา จึงจะชนะ" ก็อยากหายโรค รู้อะไรบ้าง ที่สำคัญกว่า รู้แล้วทำรึปล่าว ถ้ารู้แล้วไม่ทำ การกระทำของตนทั้งหมด "ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปกลายเป็น..." เสียเงิน เสียทอง เสียเวลา พอไหว แต่ต้องเสียชีวิตด้วยนี่สิ คุ้มไหม

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เชื่อหรือว่ามี


ครั้งหนึ่งมีพระบวชใหม่ และวันเดียวกันมีวัยรุ่นอายุ 18 ปี ติดยาเสพติด แม่พามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อฟื้นฟู
หลวงพ่อนิพนธ์บอกพระรูปนั้นว่า “ผมยกให้ท่านดูแล”
การฟื้นฟูก็เริ่มขึ้นจากการรอให้ขาดยา แลมีอาการลงแดง แล้วก็เริ่มให้สมุนไพร ผ่านไปด้วยดี อาจจะด้วยอายุยังน้อย เสพมาไม่นาน ผ่านไปจนรุ่งเช้า อาการก็ดูดี ตื่นเช้ามาพระรูปนั้นก็พาคนป่วยอาบน้ำ ทานสมุนไพร และให้ทานข้าวเช้า คนป่วยก็เหมือนคนป่วยอื่นทั่วไปเมื่อเริ่มฟื้นนั่นคือ กินเป็นพายุ เริ่มคุย แลอาการลงแดงก็น้อยลง ไม่สร้างความทรมานเกินไปแล้ว
หลังทานข้าวเสร็จ พระรูปนั้นก็ฝากโยมให้ช่วยดูคนป่วยหน่อย เพื่อไปลงฉันเช้า แลคนป่วยบอกปวดท้องถ่าย พระก็หยิบกระโถนให้ แล้วไปลงฉัน
ขณะลงฉันพระยังมากันไม่หมด โยมวิ่งมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ บอกว่าคนป่วยเสียชีวิตแล้ว พระรูปนั้นรีบเดินตามหลวงพ่อนิพนธ์ไปดูคนป่วย ภาพที่ปรากฎคือ คนป่วยเสียชีวิตข้างกระโถนถ่าย โดยทวารเปิดเป็นรู ขนาดข้อมือเด็ก
หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า “ธาตุลมแตก” คือลมออกหมดตัว เนื่องจากทวารไม่ปิด
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณาว่า หมดพรหมลิขิต กรรมเขาไม่ยอม จึงหมดโอกาส แลชี้ว่า เขาอายุยังน้อย แต่ไม่มีวันเวลาให้ทำช่วยตนเลย ในขณะที่หลายคน อายุมากหลาย ก็ยังเชื่อมั่นว่าตนมีพรหมลิขิต มีวันเวลาในกาลทำมากมาย จะให้มาทำเพื่อช่วยตน จึงบอก ไว้วันหลัง ยังไม่พร้อม
บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้และเตือนเสมอ ว่า “กรรมหมู่ กำลังมา” ลำพังกรรมเฉพาะตนก็แย่แล้ว ควรหรือที่จะประมาท รีบทำตุนไว้ก่อน จะร้องสักฉันใด ก็หาคนฟัง แล้วทำยากยิ่ง เพราะเขาเชื่อว่า เขายังมีวันเวลา นั่นเอง เมื่อกรรมมาถึง ก็อย่าร้องให้ศาสนาช่วย หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ว่า “คนไทยจะล้มตายมหาศาล” คนจะวิ่งหาศาสนา ว่าแต่ “ใครจะยังอยู่” นี่แลการทำตามคำสอนในวันนี้ จุดใหญ่ใจความคือ “ทำตนรอ ดูศาสนา”
คนไม่รู้ ก็แล้วไป แต่คำเตือนนี้ ฟังแล้วฟังอีก ยินแล้ว ไม่ทำ … นึกเสียใจ ก็ทำไม่ทันแล้ว จะเอาแต่หายโรค ไม่ได้บอกว่าจะรอด

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คิดเอง


หลายคนมักอุทธรณ์ “ทำดีไม่ได้ดี” แล้วก็อ้าง ตนไม่เคยทำบาป ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้วทำไมตนจึงเป็นเช่นนี้ ได้รับทุกข์เวทนาเยี่ยงนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณาว่า ผลย่อมเกิดแต่เหตุ นั่นหมายความว่า สิ่งที่ตนทำ แล้วคิดว่าดี ว่าถูกว่าดี นั้นคิดเอาเอง หากแต่ความเป็นจริง การกระทำนั้นไร้ผล หรือ ทำผิดโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง
ความจำเป็นอย่างหนึ่ง ที่มักถูกหยิบมาให้พิจารณา นั่นคือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือ “พระเจ้า” ที่มักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหากิน คนมากหลายหลงไปในวังวนนี้ เชื่อ ศรัทธา ทำตามมาชั่วชีวิต กว่าจะรู้ว่า สิ่งที่ตนคิดตนเชื่อ ไม่มีตัว ไม่มีตน ช่วยตนไม่ได้ ก็สายเสียแล้ว
หรือแม้กระทั่ง สิ่งที่ส่งเสริมให้ทำกันในวันนี้ นั่นคือ “มูลค่าเพิ่ม” ทำอย่างไร ให้สินค้าตนมีราคา ขายได้แพงๆ ส่งเสริมให้รวยกันมากมาย ทั้งที่แต่โบราณ บรรพบุรุษไม่สอนให้ทำอย่างนั้นเลย ขายบ้างแจกบ้าง ดูชาวประมง จับปลาก็พอกินพอขายเลี้ยงชีพ ทุกวันนี้ ปลาเล็กปลาน้อยจับหมด มีไข่ก็ไม่รอด แล้วก็อ้างอาชีพสุจริต
บทสรุป ถึงเวลาหรือยัง ที่ต้องคัดต้องเลือก สิ่งที่ทำ สิ่งที่คิด สิ่งที่เชื่อ นั้นถูก ไม่ใช่ก็ทิ้งไป ชีวิตจะได้เป็นอิสระ ผลที่ทำจะได้เกิดแก่ตน ก็รู้ทุกตัวคน ตามคำสอนที่ว่า “อย่าเชื่อ•••”
ปราชญ์ จึงสอน “ให้ดูผล” เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งที่ตนทำ ตนเชื่อ ตนคิด “ทำถูกผลถูกก็เกิด” หากผลผิดเกิด จะบอกได้อย่างไรว่าดี ว่าถูก ไม่ต้องมาเถียงกัน ว่าของใครดีกว่า หรือจะเอาแบบพวกหากิน “ดีหมด” ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561

แล้วแต่ชอบ


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นหนทางในการฟื้นฟูตน ด้วยศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาว่า องค์ประกอบพื้นฐาน ๓ ประการ นั่นคือ

๑. การทานสมุนไพรให้ได้ปริมาณ และต่อเนื่อง เพื่อปรุงแต่งธาตุทั้งสี่ให้ได้สัดส่วน ใช้ฟื้นฟูอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย

๒.การทานอาหารให้ครบหมู่ โดยเฉพาะสารอาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในการฟื้นฟูอวัยวะนั้นๆ ตามแต่ที่แต่ละคนเป็น รวมไปถึงการทานอาหารตุนเผื่อไว้ในอนาคต โดยเฉพาะพวกมะเร็ง

๓.เมื่อร่างกายพร้อมอวัยวะแข็งแกร่ง อาหารเสบียงพร้อม ร่างกายก็จักเริ่มสังคายนาตัวเอง นั่นคือเริ่มกระบวนการ คุ้ยโรคเพื่อไล่ออกจากร่างกาย ผลก็คือ เกิดสิ่งหนึ่งที่ยุคถ้ำกระบอกเรียกว่า อาการ "ลงแดง" อันเป็นอาการของโรค ที่พยายามสร้างให้เกิดความทุกข์ทรมาน แล้วส่งผลให้ผู้เป็น ทนไม่ได้ จนต้องหยุดการฟื้นฟู โรคก็จะอยู่ต่อไปได้นั่นเอง สิ่งนี้รวมไปถึงอาการเบื่ออาหาร ในผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเป็นเหตุที่วิทยากร อ.อร่าม มักพูดถึงเสมอว่า ควรจะทานอาหารตุนไว้ในขณะที่ยังทานได้ ตอนอดร่างกายจะยังคงมีกำลัง และต่อสู้ จนพ้นวิกฤตได้ ไม่ต้องห่วงอ้วน เพราะน้ำหนักจะลดลงบางทีนับสิบกิโลกรัมเลย หรือมากกว่า ก็มีให้เห็น หากไม่ทานเตรียม ยังไม่ทันตายด้วยโรคมะเร็ง ขาดสารอาหารตายก่อน

ปัจจัยที่สามคือการลงแดงนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เป็นสัญญาณของการหายโรค นั่นคือ ร่างกายสามารถรับรู้ และสร้างภูมิขึ้นมาสู้ได้แล้วนั่นเอง

ประเด็นก็คือ นานแค่ไหนกว่าจะถึงวันนั้น หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็นว่า หากเราท่านรีบเร่ง ด้วยการปฏิบัติทุกวัน นั่นคือ การบวชมักจะไม่เกินหนึ่งปี ดังนั้น ในยุคที่ตั้งสำนัก คนไข้หนัก ที่พร้อมใจ ก็มักจะทำการบวช ๑ ปี เป็นอย่างน้อย ในการฟื้นฟูตน แลผลที่ปรากฎ ก็ดั่งคำของหลวงพ่อนิพนธ์ การใช้วิธีนี้ ให้ผลที่เฉียบขาด แน่นอน ไม่ว่าโรคอะไร ท่านชลอก็มักเล่าว่า มีทั้งมะเร็งสมองอย่างท่านตอง มีเอดส์แบบท่านเสรี มีโรคน้ำเหลืองเป็นพิษอย่างท่านโอ๋ มีโรคเส้นอย่างท่านอยู่ มีโปลิโอ มี... มากมาย ที่หายให้ท่านเห็นด้วยวิธีนี้ ส่วนการบวชหลังจากหนึ่งปีนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ปีแรกนั้นทำใช้ ปีต่อมา คือ ตอบแทนคุณศาสนา แลสะสมบุญไว้ในภายภาคหน้า

หากแต่วันนี้ สิ่งที่หลายคนใช้ นั่นคือ การมาสัปดาห์ละครั้ง นั่นหมายถึง การกระทำที่น้อยกว่า ผลที่จักบังเกิดย่อมล่าช้าเป็นธรรมดา หลวงพ่อนิพนธ์บอก เหมือนเดินอ้อมเขา ด้วยอยากเดินสบาย ก็ไม่ว่ากัน เรียกว่าทยอยใช้ น้อยหน่อย ก็นานหน่อยกว่าจะหมดหนี้

วันก่อนชายผู้หนึ่งเป็นเบาหวาน บอกว่ามาที่นี่สามปีแล้ว สองปีแรกไม่เกิดอาการอะไรเลย มาปีนี้ จึงเริ่มมีอาการคัน ดั่งที่ท่านอาสิและวิทยากรบอก ก็ทำใจ อดทนต่ออาการ และดีใจว่า ตนนั้นใกล้หายแล้ว

บทสรุป วันเวลาที่เนิ่นนาน ด้วยการเดินทางอ้อม จักมีสักกี่คนที่ยืนระยะได้ เพราะคนสมัยนี้ใจร้อน จะมาเอาแต่เร็วๆ รับยาก็เอาเร็วๆ ครั้นบอกเอาเร็วก็ไปเป็นผู้ปฏิบัติ ก็ทำไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้พิจารณาว่า "ต่างคนต่างกรรม ต่างวาระ" นั่นคือ จะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ไม่ได้เลย ว่ากี่วันหาย จะมีอาการมากน้อยเพียงใด หากแต่ใครจะเลือกหนทางใด ก็ตามแต่ใจตน หากหวังผล ยืนระยะให้ได้ ทำได้หรือไม่ โดยเฉพาะการเดินทางอ้อม เวลายิ่งนานยิ่งกัดกร่อน ปณิธาน น้อยคนจึงยืนหยัดไม่ถึง แค่ดีขึ้นก็ชะล่าใจ ทิ้งแล้ว โดยไม่รู้หรอกว่า หากงูที่ขว้างไปไม่พ้นคอ แว้งกลับมากัดตนได้ ครานี้มันจะกัดเต็มเขี้ยว ยากจะรอดได้ หลายคนจึงรู้ว่า เมื่อโรคหวนกลับคืนมา ทีนี้ สมุนไพรก็ยากจะกอบกู้ จะไปบวชปฏิบัติก็ทำไม่ได้

เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องสมัครใจ ไม่บังคับใคร หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ตีงูตีให้ตายในคราเดียว ทำไมไม่ยอมเสียน้อย ไปบวชปฏิบัติ ทำตนให้รอด เสียเวลาแค่ปีเดียว เสียไม่ได้ มาใช้ทางอ้อม เดินไปเดินมาก็อ่อนล้า ทิ้งเสียด้วยไม่เห็นปลายทาง บางทีเดินมาหลายปี กลับมาที่เก่าซะงั้น เสียมากกว่าเดิมเสียอีก

ภาพที่เห็นมาตลอดนับแต่ปี ๓๐ คือ "ไม่มีใครบวชแล้วตายด้วยโรค แต่เห็นคนตายด้วยโรคเพราะไม่บวช มากมายนับไม่ถ้วน"

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ของจริงหรือไม่


โลกทุกวันนี้มันอยู่ยาก เพราะเราท่านไม่รู้เลยว่า สิ่งใดเป็นของจริง สิ่งใดเป็นของปลอม หรือ ที่พบเจอพบเห็นเชื่อ นั้นล้วนแล้วแต่ของปลอมทั้งหมดทั้งมวล

บทพิสูจน์ที่เห็นชัดในยุคจรวด หรือ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย มีเฟสบุ๊ค มีไอจี มีไลน์ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ การทำโพรไฟล์ของตน ให้ดูดี น่าติดตาม ก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหลายคน ไม่ว่าจะเป็นแอฟที่สามารถตกแต่ง ไปจนกระทั่งการเรียนรู้ในการเมคอัฟแต่งหน้าผม แต่งองค์ทรงเครื่อง จนวันนี้ บางทีแทบไม่รู้เลยว่า ไหนชายไหนหญิง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้พิจารณาเสมอว่า ไม่ต้องไปดูที่เหตุ เถียงกันว่าเหตุไหนดีกว่ากัน ดูให้ชัดว่าจริงแท้ ควรพิจารณาดูที่ผลอันเกิดจากเหตุนั้นๆ ย่อมเป็นเครื่องประจักษ์ยืนยัน ว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนปลอม

หากแต่คนมากหลาย มักเชื่อในสิ่งที่ตนชอบ จึงไม่พิจารณาผล หรือไม่ก็เข้าข้างตนเอง เลือกที่จะเชื่อสิ่งที่ตรงกับความคิดตรง ปัญหาที่ตามมา นั่นคือ ความสับสนในความเชื่อ หากเกิดกับคนปกติธรรมดา ก็ไม่มีอะไรสักเท่าไหร่ แต่หากคนผู้นั้นตกอยู่ในกรรม ทำให้เกิดโรค แลยิ่งสาหัส อันหมายถึงพลังแห่งวิญญาณของตน เริ่มเสื่อมโทรม จิตของตนอ่อนล้า สิ่งนี้มีความหมายยิ่งนัก ด้วยวันนี้จะช่วยตนได้ ก็ต้องพึ่งผลที่ถูกเพียงประการเดียวเท่านั้น

จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมคนทั้งโลกไม่หายโรค หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ก็เชื่อผิด ทำผิด ด้วยคิดว่าสิ่งที่ตนเชื่อ สิ่งที่ตนทำ มีผลตอบแทน หรือพึ่งได้ กว่าจะรู้ตนอีกที ก็เวลาตายมาถึงแล้ว ว่าสิ่งที่ทำ สิ่งที่เชื่อ นั้นไม่มีผลอะไรแก่ตนเลย จะกลับมาบอกก็ไม่ได้แล้ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า เมื่อเราท่านปรารถนาสุข ก็ควรที่จะพิจารณา สิ่งที่ตนเชื่อ สิ่งที่ตนทำ มีผลจริงแท้แน่นอนหรือไม่ สิ่งใดที่ทำแล้วไม่มีผล ช่วยตนไม่ได้ ก็ควรตัดทิ้งไป ไม่ให้เป็นภาระแก่จิต แก่วิญญาณ ด้วยยึดถือไปก็มีแต่ลม ท่านจึงยกตัวอย่างในวัยเด็กของท่าน ครั้งยังอยู่ที่ตรอกไผ่สิงโต ในย่านคลองเตย ที่ซึ่งบ้านของท่านจะอยู่ประมาณกลางซอย ในวัยเด็ก มักเที่ยวซุกซน จะกลับบ้านก็มืดค่ำ แลก่อนจะถึงบ้านก็มีต้นมะขามใหญ่ ริมคลอง อันจะต้องเดินผ่านทุกวี่วัน แลกิจวัตรประจำวันก็คือ แวะฉี่ก่อนถึงบ้าน ทำเช่นนี้มาหลายปี วันหนึ่งก็มีคนนำศาลพระภูมิมาทิ้ง และก็เริ่มเยอะขึ้น ท่านก็ยังแวะฉี่เหมือนเดิม จนกระทั่งมีคนนำผ้าเจ็ดสีมาคล้อง และมีคนมากราบไหว้ บอกว่า มะขามต้นนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ด้วยความเป็นเด็ก จากแวะฉี่ก็เลยต้องรีบวิ่งผ่าน แลวันหนึ่งท่านก็คิดว่า ถ้ามันมีจริง ท่านก็คงไม่รอดมาจนถึงวันนี้ได้ ผ่านคราใดก็ไม่กลัว ยืนฉี่เหมือนเดิม เมื่อมาบวชท่านจึงรู้ว่า เพราะคนมันสร้างขึ้นมาเอง ไม่มีตัว ไม่มีตน มันจึงไม่ให้ผลประการใด ทั้งคุณทั้งโทษ ไม่มีเลย

ของจริง มันต้องเป็นสากล ใช้ได้ทุกตัวคน ไม่แบ่งแยก แบ่งเขา แบ่งเรา แบ่งเชื้อชาติ แบ่งศาสนา นี่แล ศาสนาพุทธในอดีต จึงเป็นที่ยอมรับ หากแต่ปัญหาที่ท่านทั้งหลาย ต้องขบคิดนั่นก็คือ คำสอนพุทธกาลนั้นเป็นเยี่ยงไร ทำอย่างไร ... มิใช่เอาแต่เพียงเขาเล่าว่า เขาสอนว่า แล้วทำตาม ดูผลของผู้ทำ ผู้สอนสักนิด ว่าทำแล้วเป็นเยี่ยงไร

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็น จึงมอบแว่นส่องจักรวาล ให้มนุษย์ในภายหน้าได้ส่องเพื่อมองหาศาสนา อยากรู้ว่าศาสนาอยู่ที่ใด ก็ให้มอง เอกลักษณ์ของศาสนา แมื่อ ทำแล้ว ทำได้ ได้ลาภอันประเสริฐ คือ "ความไม่มีโรค" อยากรู้ที่ใดมีธรรมของตถาคต ก็เอาคนเป็นโรค ที่คนทั้งโลกช่วยไม่ได้ ไปถวายสิ ที่ใดช่วยได้ ที่นั่นแลมีธรรม

ไม่เชื่อหรือ ว่าโรคเกิดจากกรรม ไม่เห็นหรือว่า ไม่มีใครในโลกนี้ชนะกรรมได้ โรคตาย มันจึงรักษาไม่ได้ ไม่มียารักษาโรค จะใช้วิธีของคน ไม่ว่าวิธีใด ที่ซึ่งอยู่ในนิสัยกรรม มาชนะกรรม เป็นไปไม่ได้

ผู้ที่อ้างเอ่ยตนว่ารักษาโรคได้ มียารักษาโรค พิจารณาเอาเถิดว่าเป็นคนประเภทใด ... ตัวเลขคนตายด้วยโรค มันฟ้อง ด้วยมีแต่เพิ่ม ไม่มีลด

เอาแค่โรค ไม่ต้องพูดถึงภัยพิบัติ ที่อ้างกันนัก อ้างกันหนา ที่นั่นศักดิ์สิทธิ์ ที่โน่นศักดิ์สิทธิ์ ใครมเดียว ระเนระนาด ก็เห็นๆกันอยู่

สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก แม่ชีเมี้ยนชี้ ผู้ใดเดินอยู่ในวินัยของพระโคดม ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นหรอก สงฆ์ของท่านไม่มีหรอกเป็นโรคตายน่ะ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวอย่างมั่นใจเสมอ ผู้ใดมาธำรงวินัยของพระภูมีครั้งพระพุทธกาลที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ไม่ตายด้วยโรคแน่ จึงไม่แปลก ไม่ว่าใครมาด้วยโรคอะไร สมัยปี ๓๐ หากเชื่อ ยอมบวช ไม่มีใครตายด้วยโรคสักคน

อยากมีสุข หาของจริงให้เจอ แล้วจะได้สุข เมื่อเห็นผลสุข นั่นก็ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า เหตุ หรือ ความเชื่อ การกระทำ ที่ทำอยู่นั่นแลของจริง ... หากแต่สุขที่ว่า มิใช่เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่เป็น "กินเป็นสุข นอนเป็นสุข" ที่ซึ่งเป็นสุขที่แท้จริงของมนุษย์ทุกตัวคน

หากไม่ยอมพิจารณา แลทำตามความคิด ความเชื่อ ก็ไม่ได้ห้ามอันใด แต่อย่าร้องให้พระภูมีช่วย หรือขอสวดมนต์อ้อนวอน ไม่มีทางสมปรารถนา ทำเหมือนคนทั้งโลก ก็ได้แบบคนทั้งโลก

เพราะคนทั้งโลก เขาก็ล้วนบอกว่าเขามีของดี กันทุกตัวคน คนที่จะต่าง ย่อมต้องสวนกระแส ไม่ทำแบบคนทั้งโลก เหมือนพระโคดม ทิ้งความเป็นเจ้าชาย ทิ้งสมบัติ ทิ้งลาภ ยศ สรรเสริญ ฉันใดก็ฉันนั้น นั่นแหละรอยที่ทิ้งไว้ อยากได้ก็เดินตาม

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44