วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561

วัดอยู่ตรงไหน หายโรคได้ตรงนั้นแล


ประเทศของคนที่บอกว่านับถือพุทธศาสนา เดินไปในทุกถิ่นฐาน เห็นวัด เห็นพระพุทธรูป นั่นเป็นสัญลักษณ์  แลทุกคนก็ไปเข้าวัด กราบไหว้ แล้วก็บอกตนว่า เป็นคนพุทธ บูชาพระพุทธเจ้า

ถ้าพิจารณาการกระทำ ที่ทำมากันตั้งแต่เด็ก จนทุกวันนี้ เมื่อกรรมมาถึงตน มาเป็นทุกข์ มาเป็นโรค ทำไมไม่มีผลช่วยตนไม่ได้เลย แม้นแต่ช่วยให้หายปวดท้อง 

เกิดอะไรขึ้น ในเมื่อ ไปที่ไหน มรรคธายก หรือพระ ก็ชี้บอกว่า เป็นบุญเป็นทาน แล้วสิ่งที่ทำ ทำไมไม่ย้อนมายังตน ช่วยตนในยามทุกข์นี้บ้าง

อย่าว่าแต่เราท่านที่ไม่ประสพผล แม้นแต่ผู้ปฏิบัติ หลายท่านก็บวชมาแต่เล็ก หากแต่ท้ายที่สุด ต้องนอนในโรงพยาบาลสงฆ์ จนวาระสุดท้าย 

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า พระของพระพุทธเจ้า ไม่เป็นเช่นนั้นดอก

ด้วย ต้นแบบคือพระพุทธเจ้า ผลแห่งการปฏิบัติ หนีกรรม หนีเกิด พบมรรคผลนิพพาน

มันจึงชวนน่าสงสัยไหมว่า สิ่งที่เราท่านทำ ฤามันเดินมาผิดรอยที่พระพุทธเจ้าทำไว้หรือไม่

แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า "การบูชาพระพุทธศาสนา ถ้าไม่ลดกิริยา ก็หาบูชาพระพุทธศาสนาไม่"

ย้อนภาพในอดีต อันเป็นเอกลักษณ์ของศาสนา นั่นคือ ความสงบ ร่มเย็น เป็นสุข 

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า เพราะไม่มีธรรม จึงต้องหาสิ่งอื่นมาลวงล่อ สร้างวัตถุ สร้างโบสถ์ สร้างศาลา มีหนัง มีดนตรี ครั้งพุทธกาล คนไปหาพระพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรม ที่ซึ่งเป็นสุดยอดที่คนอยากได้ ฟังเพื่อนำมาช่วยตน พระพุทธจึงไม่จำเป็น ต้องสร้างวัด ต้องมีงานรื่นเริง เพื่อเชิญชวนคนมา

บทสรุป ชาวพุทธในวันนี้ หลงทางไปไกลหรือเปล่า ไปวัดเอาวัตถุ บอกไปทำบุญ ทำทาน แต่กิริยาไม่ลดเลย กลับมายังด่าผัวด่าเมีย นี่แลทำไมทำมาตั้งแต่เด็กช่วยตนไม่ได้เลย ไปวัดกลับมาก็ยังเบียดเบียนผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ไม่มีเชื้อหน่อเนื้อของพระพุทธเจ้าติดตัวกลับมา คือ ให้สุขแก่ผู้อื่น เพื่อสุขนั้นจะได้ย้อนมายังตน พูดง่ายก็คือ ไม่ได้ไปวัดเพื่อลดนิสัย ลดกิริยานั่นเอง

พระพุทธไม่สร้างวัด แต่วัดแลธรรม อยู่ที่ผู้ปฏิบัติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธ อยู่แห่งหนตำบลใด เห็นก็ปฏิบัติตน ควบคุมกิริยาตน ตรงนั้นแลวัด เป็นบุญช่วยตนได้

แผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ที่ลพบุรี ผู้ปฏิบัติจึงสอนให้เราเห็น ด้วยสัจจะ ทำที่ไหนตรงไหนของโลกก็เป็นบุญ ลองไปเรียนรู้แล้วดูผล ว่าทำแล้วช่วยตนได้จริงไหม หายโรคได้จริงไหม

ถ้าไปวัดเพื่อลดนิสัยตน ยิ่งลดลงเท่าใด มีนิสัยพระพุทธเจ้ามากเท่าใด นั่นแลชีวิตใหม่ ปีใหม่ของชีวิตตน ที่มีแต่สุข สุขใจด้วยนิสัยพระพุทธเจ้า สุขกายด้วยหายโรค แลไม่กลับไปเป็นอีก เป็นของแถม

ไปวัด ถามตนสักนิด วัดอยู่ตรงไหนแน่ เพื่อวันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องมาร้องว่า ทำไมทำดี ไม่ได้ดี ก็เพราะสิ่งที่ทำมันไม่ใช่รอยพระภูมีนั่นเอง ทำสักเท่าใดไม่เป็นผล

ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ว่า หากแต่วันใดอยากทำแล้วเอาผล ลองมาทำตามรอยพระภูมี แบบแม่ชีเมี้ยน ที่ลพบุรี แล้วแถมหายโรคให้ถ้าทำได้

หากแต่อย่ารอจน ทำไม่ไหว เดินไม่ได้ กินไม่ได้แล้วค่อยมา ไม่มีแรงทำช่วยตน

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561

โรคกรรมตาย หรือ กรรมผ่าน?


อยากหายโรค เริ่มให้ถูก ใคร อะไร ช่วยตนของตนให้พ้นโรคได้ 

ถ้าเป็นโรคกรรมผ่าน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า จะยาชุดละสองบาท หรือชุดละหมื่นบาท ก็หายเหมือนกัน หรือแม้นแต่จะใช้คาถา พิธีกรรม ความเชื่อใด เมื่อพ้นปล้องกรรม ล้วนแล้วแต่หายทุกตัวคน 

ถ้าเป็นโรคกรรมตาย คือมาเอาถึงตาย ทีนี้แหละจะเป็นบทพิสูจน์ ว่า ความเห็น ความเชื่อ ลัทธิ พิธีกรรม ที่ตนทำ ที่เคยเชื่อ เคยทำแล้วหายโรค ยาที่เคยกินแล้วหาย จะเริ่มเอาไม่อยู่ หยุดโรคที่เป็นไม่ได้เลย
ที่สำคัญ ดั่งแพทย์ญี่ปุ่นชี้ นั่นคือ ยิ่งทำยิ่งเป็นโทษ ไม่ทำ ปล่อยตามธรรมชาติ อายุจะยืนกว่าเสียอีก สำคัญกว่า คือ ตายสบายกว่า

นี่เป็นบทพิสูจน์ ว่าต้นเหตุมิใช่เชื้อโน่นนี่นั่น แต่ศาสนาของพระภูมี ชี้ลึกไปกว่า คือ "กรรม" แลคนเดียวที่จะช่วยตน นั่นคือ ตนนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็น วิธีการที่เฉียบขาดแลเห็นผลไว ที่แม่ชีเมี้ยนตรัสสอน ที่ซึ่งแก้ที่ต้นเหตุของโรค ทั้งแก้ไขและป้องกัน นั่นคือ "เปลี่ยนนิสัยตนที่มี มาใช้นิสัยของพระภูมี ทำให้เที่ยง คือพูดแล้วทำ ในสิ่งที่ตนพอทำได้ ในเวลาที่กำหนดโดยการถวายสัจจะ เป็นคำมั่นสัญญา"

บทสรุป ารหายโรคที่ว่าง่าย ก็ด้วยการพัฒนาจิตวิญญาณตนให้สูง เมื่อใจสูง กายก็สูง พึ่งตนเอง อย่าหวังพึ่งผู้อื่น ไม่ว่า ยาเคมี ลัทธิ ความเชื่อ พิธีกรรม 

ไม่ได้ว่า ไม่ได้ห้าม ถ้าจะทำ แต่ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เสนอตัวเป็นทางเลือก เมื่อหนทางอื่นช่วยไม่ได้ให้มาลองทำแล้วดูผล โดยวางความเชื่อ ความเห็นเดิม แม้นกระทั่งยาเคมี 

แต่ถ้าโน่นก็ดี นี่ก็เอา เหยียบเรือสองแคม ก็ไม่ควรมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า คนแบบนี้ไม่ควรเล่นของกายสิทธิ์ หาผลได้ยาก เสียเวลา เสียเงิน ทั้งตนเองแลมูลนิธิ ด้วยมาทำแบบไม่เอาผลนั้นเอง 

ดังนั้น "พร้อมแล้วค่อยมา" สถานที่นี้ยังอยู่รอ พร้อม แต่อยากได้คนอยากหายโรค ที่มิใช่มาเอาสมุนไพรเพื่อหายโรค นั่นไม่พอ เพราะกรรมที่ทำ ไม่ได้มีปล้องเดียว ดับไฟมิใช่แค่ทำให้ไม่มีควัน ควรดับที่ต้นเพลิงคือนิสัย ที่ก่อกรรม ก่อโรคด้วย จะได้หายแล้วไม่เป็นอีก

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561

คนพูดมีมาก คนทำมีน้อย


ในโลกแห่งความจริง คนรู้ คนพูด มีมากมายนับไม่ไหว แต่คนทำนั้นมีน้อย
 
ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องศาสนา ก็มีคนรู้มากมาย ไปที่ไหนก็เจอ แต่คนที่ทำตามคำสอนน้อยกว่าน้อย โลกมันจึงเป็นแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้น คำสอนที่เดิน ของเกจิ คณาจารย์ ที่ว่าไว้ หรือของพระโคดม

เมื่อไม่ทำย่อมไม่ได้ แต่ถ้าทำแล้วทำผิด ก็ไม่มีผลเช่นกัน 

แม่ชีเมี้ยนสอนสงฆ์ การกระทำถูกผิด ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์เหตุ ให้ดูผล ทำผิดผลผิดเกิด ทำถูกผลถูกเกิด คนที่ทำแล้วไม่เกิดผล ช่วยตนไม่ได้ แล้วมาบอกทำดีไม่ได้ดี นั่นเพราะสิ่งที่ทำมันไม่ใช่คำสอนที่แท้จริง นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักชี้ว่า หากทำถูก ทุกสิ่งอย่างย่อมมีผลถูกตอบแทน รอที่กระไดบ้าน ใส่บาตร ดูก่อน พระรูปนั้นเอากำลังไปทำอะไร ทำทานดูก่อน มีผลแก่สรรพสัตว์หรือไม่ แลถ้าเทียบกันแล้ว สิ่งที่กำหนดกิจกรรมที่ให้ทำที่มูลนิธิก็ไม่ยากหรือหนัก ผู้ใดทำได้ หายโรคได้ มีให้เห็น จะบอกว่าผิด ได้อย่างไร

บทสรุป เรื่องศาสนา ถูกผิด รู้ได้ด้วยตนเอง ทำแล้วผลเกิดกับตนอย่างไร เป็นที่พึ่งของตนได้ไหม ที่สำคัญ ต้องเล่นเอง ทำเอง ไม่ใช่ชี้นิ้วสั่ง หรือร้องขอพร

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ออกดอกออกผล


เห็นกล้วยไม้ออกดอกสวยให้คนชม ที่มูลนิธิ นึกถึงคำสอนของแม่ชีเมี้ยน

คนมากหลายมักอ้างว่าทำโน่นนี่นั่น ที่สำคัญเมื่อทำแล้ว ก็มักคิดว่าต้องได้ โดยเฉพาะ ทำบุญ ทำทาน

แม่ชีเมี้ยน ชี้ว่า การกระทำเหมือนต้นไม้ ความสำเร็จมิใช่การปลูก หรือดูแลให้เจริญเติบโต หากแต่ ไม้นั้นต้อง ออกดอกออกผล นั่นต่างหาก อันหมายถึง มีประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือสรรพสัตว์นั่นแลคือผลที่จะย้อนกลับมายังตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า การกระทำใดที่ไม่เกิดผล ย่อมเป็นการเสียเปล่า อุปมา เสมือนปลูกข้าว แต่หว่านลงปูน แล้วรอรวง จะรอสักฉันใดก็ไม่มีผลคืนมา 

ฉันใดก็ฉันนั้น ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี แม้นแจกฟรี แต่หวังผล คือให้เพื่อเป็นโอกาสได้ทำความดี ทำนิสัยพระพุทธเจ้า ไว้เป็นที่พึ่งแห่งตน

หากผู้ทาน ทานแล้วหายแล้ว ไม่ทำเสมือนไม้ไร้ดอกผล คนที่มาช่วยแลศาสนาก็เสียผล ผู้ที่มีกตัญญูจึงทำตนให้เป็นดอกผล พัฒนาวิญญาณตนให้มีจิตใจสูง เป็นเครื่องตอบแทนศาสนา

เพราะรู้ความจริงว่าทำอย่างไรได้อย่างนั้น ทำตนรู้คุณ ย่อมได้สิ่งนี่คืนกลับมายังตน ได้ความสุขความเจริญแก่ชีวิต

บทสรุป คนมากมายไม่ประสพผลเพราะ ทำแล้วไม่ดูผล ไม่เอาผล คิดว่าทำแล้วต้องได้ ที่สำคัญ จะทำแล้วให้ผลเป็นบุญทานบารมี ท่านอาสิชี้ ต้องทำเหมือนพระพุทธเจ้าคือ ไม่หวังผลตอบแทน

ดูสิ เขาสอนสร้างโบสถ์ใหญ่โต พระใหญ่ ให้ประโยชน์แก่สรรพสัตว์ตรงไหน เท่าใด แล้วจะหวังผลอะไรคืนมายังตน เทียบกับมะกรูดผลมะพร้าวลูก เช้าหิ้วมา เย็นคนหิ้วยากลับ ทานแล้วหายทุกข์หายเจ็บหายโรค ผลไปรอที่กระไดบ้านแล้ว

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เรื่องกาก - กากสมุนไพร เคล็ดลับหายโรค


ความรู้ความเข้าใจมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของชีวิต แลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาด้วยแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคย

จึงไม่แปลกทำไมครูบาอาจารย์จึงต้องพูดซ้ำๆ ประการแรก ไม่มีใครที่ฟังแล้วเข้าใจหมดได้ในครั้งเดียว นั่นคือฟังแล้วเก็บไปพิจารณา ตรงไหนติด คราวหน้ามาฟังใหม่เหมือนต่อจิ๊กซอว์ จนเต็ม เข้าใจถูก ทำถูก ผลถูกก็เกิด

นี่เองทำให้ความสงบมีค่า เพราะวลีที่กล่าวมีผลกับชีวิตตนแลผู้อื่น อย่าให้คนอื่นพลาด แล้วช่วยตนไม่ได้เพราะเราคุย หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ว่า เราพูดนานสองนานซ้ำไปซ้ำมา เพื่อให้คนแค่จับเอาวลีหนึ่งไปทำแล้วช่วยตนได้ นั่นเพียงพอสำหรับคนนั้นไปแล้ว เพราะธรรมไม่จำเป็นต้องรู้หมด ขอเพียงรู้จริง เอาที่พอทำได้ ช่วยตนได้ แค่นั้นก็พอ การพูดจึงหว่านไปทั่ว ไม่ใช่ทุกคนต้องทำทั้งหมด ต่างคนต่างกรรมต่างวาระ เอาที่ตนทำได้ ธรรมจึงมี กว่าแปดหมื่นขันธ์ ให้เลือกทำ อันนี้เหมาะกับเขา ไม่จำเป็นว่าต้องเหมาะกับเรา ไปช่วยทำยาไม่ได้ ล้างห้องน้ำก็ได้ จัดเก้าอี้ก็ได้ จัดรถก็ดี เอาที่ตนทำได้

ประการที่สอง ท่านว่าเมื่อเอาไปทำย่อมมีอุปสรรคหรือมารผจญ การฟังซ้ำๆ นั่นเพื่อให้เกิดปัญญาพิจารณาเหตุและผล เพื่อดับหรือผ่านปัญหานั้นๆ ไปให้ได้ พูดง่ายๆ ยอมรับว่า "กรรมเราทำมา ศาสนาก็สอนให้เป็นคนจริง ยอมใช้" นั่นคือ ฟังให้เกิดขันติ และอดทน เพราะมาใช้ย่อมต้องมีมาร เมื่อยอมใช้ย่อมต้องหมด จิตใจจึงยอมรับและสงบ ด้วยเชื่อว่า "ทุกข์วันนี้สุขวันหน้า" ก้มหน้าทำไป ไม่ใช่มีเสียงมากระทบ กูไปแล้ว

ทีนี้เมื่อย้อนมาถึงการฟื้นฟูตนด้วยสมุนไพร ที่ท่านอาสิมักชี้ว่า "รู้เขารู้เรา" นั่นต้องรู้ธรรมชาติของร่างกายตน เป็นสำคัญ จึงจะมีโอกาสชนะได้สูง

ท่านมักชี้เสมอว่า ปัจจัยหลักของชีวิต "กินได้ไม่ตาย" ประเด็นก็คือ เมื่อเรากิน ร่างกายจะนำไปใช้ได้โดยวิธีใด โดยการย่อย แล้วดูดซึม รู้แบบนี้แปลว่า "มันต้องให้เวลา"

พฤติกรรมการทานสำหรับคนป่วยมันจึงต้องพิถีพิถันกว่าปกติ เพราะการดูดซึมยิ่งดีเท่าไหร่ โอกาสรอดและหายก็ยิ่งดีเท่านั้น ความสำคัญจึงอยู่ที่การประวิงเวลาให้อยู่ในระบบนั่นเอง หากเป็นน้ำก็ควรจิบทีละน้อย แต่สิ่งที่ช่วยชลอได้ดี นั่นคือ "กาก"

ถ้าคุณเชื่อฝรั่งหรือคนขายเครื่อง คุณก็คั้นน้ำผลไม้ดื่ม ไม่เอากาก ดื่มเข้าไป ร้อยได้คุณค่าไม่ถึงครึ่ง ดูส้มเป็นตัวอย่าง แต่ถ้าคุณทานส้มพร้อมเส้นใย นั่นแหละคุณค่าเต็มๆ ที่ได้จากส้ม

ทีนี้มาดูยาเขียว ก็ไม่ต่างกัน ท่านจึงสอนคนทำยาว่า เวลาคั้นอย่าใช้ตะแกรงที่ถี่เกินไป ต้องให้มีกากเหลือไว้ ชลอการไหลไปของยาเขียว ให้อวัยวะได้มีเวลาดูดซึมเอาไปใช้ประโยชน์

เสียดาย หลายคนไม่เอากาก ไม่ทานผักอาหารที่มีเส้นใย ไม่เรียนรู้สิ่งที่ร่างกายต้องการ ทำแต่สิ่งที่ตนชอบ กินเหล้า จิบเบียร์ มีเวลานั่ง จะทานสมุนไพร รีบเหมือนไฟไหม้ ชอบนักสารสกัด

ความไม่รู้ เลยพาลด่าคนทำอีก ทำไงวะกากเพียบเลย ใช้มือหรือใช้ตีนทำ ว่าไปนั่น

บทสรุป สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ทำ ทุกสิ่งอย่าง ล้วนต้องมีผลดี ทำแล้วเป็นคุณแก่ผู้ทำ ผ่านการไตร่ตรอง พิจารณามาแล้วอย่างดี ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่ดูแล้วให้ทุกข์ อาทิ ที่มักได้ยินคนป่วยหรือญาติพูดบ่นเสมอ แม่งเอ๋ย คนป่วยก็เดินจะไม่ไหว หรือลำบากอยู่แล้ว แทนที่จะให้นั่งสบาย นอนสบาย หรือเอายามาให้ เสือกให้เดินไปโน่น ไปนี่ ทรมานคน บาปกรรม หารู้ไม่ ถ้าร่างกายคนไม่เคลื่อนไหว ระบบการย่อย การดูดซึม จะทำงานน้อยลงไปเรื่อยไป หรือไม่ทำงานเลย การเดินคือการกระตุ้นที่ดีที่สุด

แลที่คนไม่รู้ ยิ่งถ้าเป็นการทานมื้อเดียวด้วยแล้ว ร่างกายยิ่งต้องฟื้นฟูระบบดูดซึมและย่อย ให้กลับมาสมบูรณ์ที่สุด คนป่วยบางคนในอดีต หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้ไปรับสัจจะทานวันละมื้อกับพระ ในเทศกาลต่างๆ อาทิ เข้าพรรษา ธุดงค์ แต่วิธีนี้เหมาะกับคนที่ยังทานอาหารได้ปกติ ไม่ใช้กับคนที่ทานได้น้อย หรือทานไม่ค่อยได้ และสอนพระว่า ทุกมื้อควรมีผัก

ก็ไม่แปลกทำไมพระโคดม ถึงคิดอดอาหาร หลังจากบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ อดก่อนบรรลุ เหมือนตำราว่า ก็พูดมากมนุษย์ก็บ่นรำคาญน่าเบื่อ ไม่พูดก็ไม่รู้ ทำผิดช่วยตนไม่ได้ เห็นนิสัยมนุษย์ดูแล้วหาคนทำยาก เรื่องของศาสนา มันจึงต้องอาศัยการพิจารณา สร้างความเชื่อ ความศรัทธา แล้วเดินตาม จะให้อธิบายหมด ทุกตัวคน คงเป็นไปไม่ได้ ใครเชื่อก็ตามแม่ชีเมี้ยนมา ใครทำได้ คนนั้นได้เปลี่ยนตนเป็นคนมีจิตใจสูง หายโรคนั้นแถมให้


วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เมื่อเรือออกจากฝั่ง - ความเชื่อกับการหายจากโรค


ความเชื่อ ความเห็น ความจำเป็น ถูกสร้างและปลูกฝังผูกติดกับวิญญาณ หากขาดพิจารณา ขาดปัญญา หรือผู้รู้บอกสอน ทุกตัวคนย่อมยึดถือไว้แน่นเหนียว และคิดเอาเองว่า สิ่งนี้ดี ช่วยตนได้

หากแต่สิ่งเหล่านี้เป็นเงามายา ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีอำนาจจริง คล้ายดั่งผืนน้ำที่เราท่านมองเห็น อยู่บนพื้นถนน ครั้นรถแล่นเข้าไปใกล้ ผืนน้ำนั้นก็หายไป

เราคิดเอาเอง เออเอง ว่าดี ไม่รู้เลยว่า สิ่งดีๆที่เกิด นั้น ผลกรรมดีของเราท่านที่ทำไว้แล้วต่างหาก ที่ช่วยตนของเรา

แม่ชีเมี้ยน ชี้ว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีเจ้าของ ไม่มาก้าวก่ายเหนืออำนาจกรรม ยกเว้นบุคคลผู้นั้นจะฟัง พิจารณาในสิ่งที่ศาสนาสอน แล้วทำได้จึงเกื้อกูล”

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าเรื่องขำที่ท่านพบให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งนั่งเรือไปในทะเล เกิดคลื่นพายุ และฝนกระหน่ำน่ากลัว คนในเรือต่างตื่นตระหนก ด้วยกลัวเรือล่ม ร้องกันเซ็งแซ่ มีชายผู้หนึ่งตะโกนขึ้นว่า ไม่ต้องกลัว เขามีวิธีทำให้พายุแลฝนสงบลงได้ 

หลวงพ่อนิพนธ์ฉงน เลยเดินตามชายผู้นั้นไป ชายผู้นั้นเดินไปด้านหน้าเรือถอดกางเกงในมากวัดแกว่ง ผ่านไปสักเท่าใด ก็ไม่มีทีท่าว่าลมฝนจะเบาหรือหยุดเลย ครั้นผ่านเหตุการณ์นั้นเรือเข้าท่า ถามชายผู้นั้น เขาตอบว่า เขาเคยทำเช่นนี้ ทุกครั้งมันก็ใช้ได้

นี่แลความเชื่อ ขาดพิจารณา แทบสังเวยด้วยชีวิต กว่าจะรู้ว่ามันไม่ใช่ 

การรักษาโรคก็ไม่ต่างกัน มากไปด้วยความเชื่อ ความเห็น ที่บอกต่อกัน กินอันนั้นสิดี ทำแบบนั้นสิหาย แถมวลีเด็ด ฉันลองมาแล้ว ที่ซึ่งมันจะต่างอะไรกับกลาสีเรือคนนั้น ที่เคยแกว่งกางเกงในแล้ว ลมฝนมันหยุดทุกที ก็พรหมลิขิตยังมี มันผ่านปล้องกรรมชั่ว มันก็ต้องหายทุกตัวคนนั่นแหละ ไม่ว่าวิธีใด เพราะกรรมที่มาไม่ได้เอาถึงตาย 

ครั้นมาเจอของจริง กรรมตาย มันมาเอาตาย ทุกข์เกิดเป็นโรคตาย นั่นเรือออกจากฝั่งแล้วทีนี้แหละ จะรู้ว่าแคมเรือที่เหยียบอยู่ มันเหยียบแคมเรือจริงหรือคิดเอา ตอนอยู่ที่ฝั่งเหยียบฝั่งคือกรรมดี ก็นึกว่าแคมเรือ น่าเสียดายคนส่วนใหญ่กว่าจะรู้ ตัวก็ตกน้ำเสียแล้ว

บทสรุป ศาสตร์สมุนไพร ที่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้ มาจากผู้รู้คือแม่ชีเมี้ยน ไม่ได้นึกเองเออเอง ลองผิดลองถูก ท่านจึงว่า ทำไมจึงไปเชื่อปัญญามนุษย์ นั่นปัญญากรรม กำเนิดจากความโลภ ไม่มีทางชนะกรรม ชนะโรคได้แน่นอน

ท่านจึงชี้เสมอว่า ยารักษาโรค ไม่มีในโลก ยิ่งบอกว่าสมุนไพร ตัวนั้นดี ตัวนี้ดี ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะสมุนไพรตัวเดียวไม่มีฤทธิ์ ต้องมีคู่ของเขา มารวมกัน ด้วยสัดส่วนที่พอเหมาะ จึงเกิดฤทธิ์ 

ไม่ต้องพูดถึงยาเคมี ที่มีฤทธิ์ เพียงระงับยับยั้งอาการ ยิ่งไม่มีทางหายโรค แลบทพิสูจน์จะมาถึง เมื่อเรือชีวิตของเราออกจากฝั่ง เจอลมฝน นั่นคือ กรรมเราทำมา มาทวง อะไรก็หยุดทุกข์อันนี้ไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจ นี่แลศาสนาแม้นมีอำนาจ ก็ก้าวก่ายไม่ได้ ถ้าผู้นั้นไม่มีคุณสมบัติ คือ เป็นคนดี ตามธรรมคำสอน ทำธรรม จนเป็นอำนาจ ไปแก้ไขอำนาจกรรมที่ตนทำมา ไม่ใช่เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เกจิคณาจารย์ใดที่ช่วยได้ ไม่เชื่อเอามะเร็งไปถวายสิ เผ่นป่าราบหมด ดูแต่ประเทศที่ผลิตคีโมรักษามะเร็งขาย ประเทศนั้นๆมีคนตายด้วยมะเร็งเป็นล้านคน ทำไมไม่เอาคีโมไปช่วย

ไม่ได้ด่า ไม่ได้ว่าใครทั้งนั้น แค่อยากสะกิดจิตอาสาเท่านั้นแล ก็เห็นมาช่วย ทำสมุนไพร แล้วทำไมไปเดินแจก เดินบอกคนเขา กินนั่นสิ กินนี่สิ นี่เลยไข่ผ่านพิธีมาแล้ว ฉันเอามาฝากกินแล้วแข็งแรง นี่ใบนี่ดี แถมเอามาปลูกในมูลนิธิชวนคนกิน บางคนเชื่อ หยุดกินสมุนไพร ไปกินใบนี้ อยากหายเร็วจนลิ้นชา เกิดอาการแทบไม่รอด ถามว่าหายไปไหนไม่มารับสมุนไพร บอกไปกินใบนั้นมากไป นอนโรงพยาบาลเกือบไม่รอด 

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติสงฆ์ ยิ่งทิ้งความเชื่อ ความยึดถือ ความเห็นได้มากเท่าใด เหลือพระพุทธเจ้า แล้วเดินตาม โรคอะไรก็ไม่น่ากลัว 

แต่ถ้าไม่ กินยาพระพุทธเจ้า เวลาหาย กลับไปแก้บน นั่นเรือกำลังออกจากท่า เจอลมฝนวันใด เรือผุพัง จะกลับเข้าท่า ก็ทำลายไปเสียแล้ว พระพุทธเจ้าเขาใช้ อุเบกขา ไม่อยากคบ 

หนทางเดียว ที่แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ “นิสัย” อย่ามัวไปนั่งขอ หรือเชื่อเขาว่า ทำนิสัยพระพุทธเจ้านี่แหละ วิญญานจะได้พัฒนาขึ้นที่สูง แล้วหายโรคจะแถมมา

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ความจริง - ถูกหรือผิด วัดกันที่ผลลัพธ์


แม่ชีเมี้ยนชี้ให้พิจารณาว่า ศาสนาของพระภูมี ใช้ความจริง มิใช่ความเชื่อ ความเห็น ความชอบ ความจำเป็น

จึงไม่แปลกที่คนทั้งหลาย จึงมักกล่าวว่า ศาสน์อันนี้ดี แต่ไม่เอา ไม่ทำ

หากมาพิจารณาเฉพาะเรื่องใกล้ตัว 

ถ้าร่างกายท่านต้องการแคลเซียม เสริมสร้างกระดูก ท่านนึกถึงอะไร คนทั้งหลายบอกดื่มนม โดยไม่เคยรู้เลยว่านมที่ดื่มมาอย่างไร มีอะไรมาด้วย ที่สำคัญเคยศึกษาไหมว่า มันเหมาะกับร่างกายมนุษย์อย่างเราหรือไม่ ย้อนไปถามบรรพบุรุษ ไม่สอน ไม่เคยบอกให้ดื่มนม แต่หาฝรั่งมาให้กิน ลองไปเทียบกันดู คุณค่า ความจริง ไม่ว่าจะแง่ไหน ฝรั่งให้คุณค่าและปลอดภัย กว่านมเยอะ แต่คนสมัยนี้ไม่เอาความจริง เอาที่ตนชอบ 

ถ้าเราทำอาหาร คนสมัยนี้ใช้น้ำมันพืช กันแทบทุกครัวเรือน โดยไม่เคยถามหรือค้นคว้าดูว่า มันมีที่มาอย่างไร ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยมี แต่มันเกิดขึ้นเพราะความตกต่ำของราคา และการผลิตที่มากเกินไป จากเดิมที่ปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม จึงถูกบิดเบือน แล้วเบียดสิ่งที่บรรพบุรุษสอนให้ใช้ให้กิน ที่มีคุณค่า นั่นคือ น้ำมันหมู 

ยิ่งมาถึง ความเชื่อถือ ยิ่งหลงเล่ห์คนฉลาด สร้างโน่นนี่นั่นมากันมากมาย ศักดิ์สิทธิ์นักหนา เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ตามความปรารถนาของคน ดูจตุคามสิ ในอดีต มาถึงวันนี้ ขายกันเกลื่อนตามช่องทีวี ไม่คิดสักนิด ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซื้อได้ เจ้าชายจะทิ้งวังออกบวชทำไม

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณาว่า "ให้ดูผล" แล้วจะรู้ว่า เหตุนั้นถูกหรือผิด ถ้าผล ผิด เกิดขึ้นจะบอกอย่างไรว่า ถูก เฉกเช่นสิ่งที่ตนทำมาตลอดชีวิต ผลผิดมันเกิดแล้วในวันนี้ อุบัติเป็นโรคให้ทุกข์ นั่นแล ทำผิด ก็แล้วทำไม จะมาทานสมุนไพรเพื่อกลับไปทำแบบเดิม ไม่ยอมเรียนนิสัยของพระภูมี ไปเปลี่ยนการกระทำของตนให้ถูก

ไม่แปลกอะไร ทำไมคนมาทานสมุนไพรหายโรค แล้วไม่นาน ก็เป็นอีก นั่นแหละเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ตนทำมันผิด 

ปัญหาก็คือ แล้วทำไมกลับมาทานสมุนไพรอีกมันจึงยาก หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ก็มาคราวแรก ความผิดที่ทำ ทำโดยไม่รู้ ไม่เจตนา โทษมันจึงเบา มาเจอศาสนา สอนให้รู้ แต่ไม่อยากฟัง ไม่อยากทำ ไม่อยากแก้ไข จะขอหายแล้วไปทำแบบเดิม ทีนี้มันเรียกว่าสร้างกรรมโดยเจตนา ทำไปทั้งที่รู้ สมุนไพรอย่างเดียวจึงยากที่จะงัดแล้ว 

จะเดินต่อโดยไม่เอาธรรมของพระภูมี ศาสนา เขาไม่ใช่ขี้ข้าใคร ให้โอกาสก็เพียงหนเดียว อุปมา ตีงูต้องตีให้ตายในคราเดียว ไม่เอานิสัยพระภูมีมาทำ อย่าหวัง 

เพราะความจริง เวลาทำกรรม ใช้ กาย วาจา ใจ ไปเบียดเบียนเขา แต่เวลาจะมาหนีกรรม จะมานั่งขอพร จะล้างกระปุก ล้างขวด สมุนไพรที่ตนทาน หรือช่วยทำ จะได้ไม่เพิ่มการเบียดเบียน เพิ่มกรรม ยังไม่ได้ ขอให้ตาย อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าไม่ช่วย ชายตาแลยังไม่มีเลย ด้วยเขาช่วยเฉพาะคนเอาธรรม และทำได้

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เรียนอะไร - เปลี่ยนให้พ้นทุกข์หรือให้หายโรค


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า คนมาหาศาสนาเพราะเป็นทุกข์ อยากพ้นทุกข์ นั่นคือ เรียนความรู้เพื่อมาทำให้พ้นทุกข์ มิใช่หายโรค นั่นของแถมสำหรับผู้เรียนแล้วทำได้ พัฒนาวิญญาณตนขึ้นที่สูงได้

บทสรุป ท่านอาสิจึงชี้ว่า ปีใหม่ จึงมิใช่หมายถึงปี แต่หมายถึงชีวิตใหม่ที่มีกายดี มีนิสัยที่ดีของพระพุทธเจ้า นั่นแหละปีใหม่

ดังนั้น การมาแล้วถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ว่า บุญ ทาน บารมี ทำอย่างไร ทำทำไม มาเอาแต่สมุนไพร ชีวิตก็คงมีใหม่แต่ปี แต่ไม่มีปีใหม่ที่มีนิสัยดี กายดี

ไม่สงสัยบ้างหรือ ทำไมสิ่งที่ตนทำช่วยตนไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นไปตามคำสอนของพระที่บอกว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติ นี่แหละทำไมต้องไปเรียน จะได้รู้

สนใจอยากรู้ โน่น สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณามีคำตอบ

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ทำไมต้องให้ - หายโรคได้ด้วยการให้


ศาสนา สอนหนทางแห่งสุข คือ “การให้” ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว ไม่ใช่แสวงหาสรรพสิ่งให้ตนแล้วจะสุข

สิ่งที่แฝง ท่านอาสิชี้ แต่หลายคน อาจยังไม่เคยพิจารณา นั่นคือ “มันไม่ใช่ของเรา”

แปลความว่า ไม่รู้ว่าวันไหนต้องเสียไป และแม้นไม่อยากเสีย ไม่อยากให้ แต่ก็รักษาไว้ไม่ได้

ศาสนาย่อ ผู้ที่มาเอา เปรียบเป็นชูชก เป็นตัวแทน ที่บอกเราท่านว่า จะยอมให้หรือไม่ยอม ฉันก็จะเอา

การฝึกให้ คือ การฝึกยอมสูญเสีย ฝึกทำใจ เมื่อใดที่เกิดสูญเสีย จะได้ไม่ทุกข์จนเกินไป 

แม่ชีเมี้ยน จึงมักตรัสให้สติเสมอ “กรรมน่ะกรรม จำไว้ให้ดี กรรมมันใช้กรรมมันสั่งแล้วเป็นทุกข์

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณา ผู้ที่เป็นผู้ให้สุขแก่ผู้อื่น ย่อมเชื่อในผลแห่งการกระทำ เชื่อกรรม จึงมีมานะทำ ครั้นวันหนึ่ง กรรมมาถึง ต้องเสีย ก็มักจะทำใจได้ ไม่ทุกข์จนเกินไป 

อาทิ คนขับรถมาชนรถเรา ก็เชื่อว่า กรรมมาต้องเสียทรัพย์ ทำใจได้ ก็ไม่ต้องต่อกรรม ทะเลาะกับคู่กรณี หรือที่เห็นมากมายในข่าว ไม่เชื่อหรือว่าบางทีท่านอาจต้องยกลูกให้ชูชก เมื่อวันหนึ่ง ลูกท่านเกิดลูกหลง เขาทะเลาะกันถูกยิงตาย ไม่ว่าท่านจะยอมให้หรือไม่ เขาก็เอาลูกท่านไปแล้ว 

บทสรุป การให้ คือ การเตรียมตัว เตรียมใจ ว่าเราท่านต้องสูญเสีย การทำใจยอมเสีย ยอมให้ ให้ใครก็ไม่รู้ มันคือการเสียก่อน และเสียด้วยความเต็มใจ ผลที่ได้จึงมหาศาล อย่าไปรอ ที่ต้องให้ แม้นจะไม่ยอม
หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า การไม่อยากเป็นโรค จึงมีหนทางง่ายๆ คือ ไม่อยากเป็นมะเร็ง ก็ไปช่วยเหลือคนเป็นมะเร็ง ไม่อยากเป็นโรค ก็ไปช่วยคนเป็นโรค การให้สมุนไพร การเก็บใบยา จึงมีความหมาย 

หลายคนเมิน การให้ แต่เรากลับเห็นคนที่ไม่เป็นโรค มามูลนิธิ ซื้อยาสระผม กลับมองเห็นค่า บอกกับเราว่า เห็นคนป่วยแล้วอยากให้ แต่ที่นี่ไม่รับเงิน เขาซื้อยาสระผมไปช่วยขาย เขาเก็บมะกรูดที่บ้านมาให้ ตามที่มี ซื้อพริกไทยมาให้ จึงนึกย้อนคำหลวงพ่อนิพนธ์ คนพวกนี้ ไม่ได้หยอดตา กลับมองเห็น คนที่หยอดยาตาเรา กลับตาบอด สงสัยนัก เอาตาที่ดี ไปเพื่ออะไร ในไม่ช้า หยอดสักเท่าไร ก็หาประโยชน์กับตาได้น้อย

ไม่ได้ว่า ถ้าไม่ให้ แต่ติงไว้ แน่ใจน่ะ ว่าพรหมลิขิตท่านดี จะไม่มีการสูญเสีย ถึงเวลา ทำใจให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ จะสร้างกรรมต่อ ใหญ่โตมหาศาล

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เที่ยงแท้ - หากเหยียบเรือหลายแคม


ผลแห่งการกระทำ แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า "ทำอย่างไรได้อย่างนั้น" 

หลายคนมักสงสัย เห็นคนบางคนมามูลนิธิ ดูแล้วเป็นคนที่เชื่อมั่นศรัทธา ทุ่มเท วันหนึ่ง เกิดเสียชีวิต จึงมักเกิดความลังเล ทำไมจึงเป็นแบบนั้น 

แต่สิ่งที่คนทั้งหลายไม่รู้ไม่เห็น คือการกระทำของคนผู้นั้น ซ่อนอะไรอยู่ ที่สำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้พิจารณา คือ "น้ำไหนใสมาก็ไปกับน้ำนั้น" อันหมายถึง อะไรที่เขาว่าดี เอาหมด ทุ่มเททำทุกสิ่งอย่าง
ภาพที่เห็นจึงเป็นความทุ่มเท หากแต่ความจริงเขาทุ่มเทกับทุกสิ่งที่เชื่อ

มันจึงเป็นพฤติกรรมเหยียบเรือหลายแคม 

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า วันหนึ่งเรือทุกลำต้องออกจากฝั่ง ต้องเจอพายุ หากเหยียบเรือหลายแคม ช้าเร็วเรือก็ต้องแยกจากกัน เราก็หนีไม่พ้นต้องร่วงหล่นน้ำ

ผลที่เกิดนั้นเที่ยงแท้ ไม่มีหรอกที่ฟ้าดินเขาแกล้ง แม้นแต่น้อยเดียว 

บทสรุป การฝึกนิสัยนี้ไว้ วันใดที่กรรมหนัก มาถึง ชีวิตจึงเกิดความเสี่ยง คว้าถูกคว้าผิด หลายคนบอกเชื่อมั่นสมุนไพร ครั้นพอวิกฤติ ด้วยนิสัยนี้ จึงมักพาไปในสิ่งที่เอาง่าย โดยเฉพาะที่ติดวิญญาน นั่นคือ ยาหมอ จะใช้ความขันติ อดทน สติของศาสนา มิได้เลย เพราะความกลัว ทั้งของตนแลคนใกล้ชิด
ด้วยเหตุเดียวคือ ไม่เชื่อเรื่องกรรม 

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติว่า ศาสน์นี้คนกังขาไม่น่าเล่นของกายสิทธิ์ เพราะยามวิกฤติ ยิ่งต้องจับให้มั่น อย่าเปิดตา สร้างความคิด ความเห็น จะเกิดความกลัว แล้วปล่อยมือ 

เพราะฉะนั้น หากสืบความจริง จะพบว่า คนเหล่านั้น ปล่อยมือจากศาสนา หรือคว้าผิด สิ่งที่ตนยึดถือ หรือคิดว่าจะช่วยตนได้ ไม่มีตัว ไม่มีตน ช่วยตนไม่ได้แต่จะรู้ก็ต่อเมื่อ ฝาโลงแย้ม

ไม่แปลก ที่หลายคนบอกขอลากับหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อตนกำลังจะหายดี ขอไปแก้บน ขอไปทำบุญที่โน่นนี่นั่น ทั้งที่คนตำยานั่งอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าตาย โบ้ยว่า ทานสมุนไพร

อยากเห็นก็ดูบางคน สมุนไพรก็ทาน ในขณะที่ทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เขาก็ทานยาอื่น ไปวัด ไปเป่าหัวพรหมน้ำมนต์

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กตัญญู ก็แล้วไง


หลายคนบ่นท่านอาสิ พูดอยู่นั่นแหละกตัญญู ก็แล้วไง ไม่สนหรอก ฉันจะมาเอาสมุนไพรแค่นั้นเอง หายแล้วก็ไป ทางใครทางมัน จะแม่ชีเมี้ยน จะหลวงพ่อนิพนธ์ ก็แค่คนแจกยา เท่านั้นเอง ที่ไหนก็มี คนแจกฟรี ไม่เห็นเขาต้องให้ทำเลย

มันทำให้เรานึกย้อนวันแรกที่คุยกับหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านว่าปัญญาทางโลกของเราอาจจะดีเลิศ แต่ทางศาสนานั้น ควายดีๆนั่นเอง 

ทำไมหรือ ก็เพราะเข็มทิศของชีวิตมันผิด สิ่งที่ทำ ยิ่งทำยิ่งหลงทาง ก็บอกมาหาศาสนา บอกอยากมีสุข แต่หนทางหาสุข กลับแสวงหา ลาภยศ เงินทอง หวังจะให้สุขกับตน สวนทางคำสอนของพระพุทธเจ้าสิ้น 

การกระทำของพระพุทธเจ้า พิสูจน์แล้วว่า วัตถุ สิ่งของ เงินทอง ให้ได้แค่สุขกาย แต่ให้สุขวิญญาณไม่ได้เลย โดยเฉพาะยามเจ็บ เจ็บคนเดียว ยามตายก็ตายคนเดียว

หาสุขแบบนั้นไม่มีทางถึงสุข

พระภูมีชี้ว่า "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว" 

แล้วไง ศาสนาจึงเริ่มที่กตัญญู ด้วยเป็นผู้มีคุณ น่าจะให้ตอบแทนคุณโดยง่าย แต่การให้ที่เป็นสุดยอด ให้แก่ทุกตัวคน แม้คนนั้นจะไม่ดี ก็ให้ เฉกเช่นพระเวสสันดรให้ชูชก 

แล้วจะไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร ก็คนมีคุณ ให้เพื่อความกตัญญูยังไม่ได้เลย จะไปถึงจุดสุดยอดให้ชูชกได้โดยวิธีใด ยิ่งถ้าคนผู้นั้นด่าเราท่าน เกลียดเราท่านทุกเมื่อวัน จะให้ได้หรือไง 

ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะให้ท่านอาสิอธิบายทั้งหมดคงยาก จึงให้มองที่ผล ทำแล้วดี ก็ควรทำไป 

กว่าจะไปถึงสุข จึงต้องเริ่มที่กตัญญู หยุดกาย ลดกิริยา คุมตนให้อยู่ในความสงบ 

ในบางเวลา หยุดกายได้ หยุดวาจาได้ หยุดใจได้ ไม่มีความคิด ไม่มีความเห็นผิด มันจึงให้ชูชกได้ 

ดูสิ วันนี้แค่ขอทานบางทียังว่า งอมืองอเท้า นั่นขอเงิน ชูชกขอลูกเราท่านเลยนะ จะให้ได้หรือ 

ถ้ากระไดกตัญญู ยังให้สุขไม่ได้ หวังสุขก็เป็นแค่ลม ไม่มีทางเป็นจริง


วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ปฏิบัติธรรม..วันนี้หรือวัน(ชาติ)หน้า?


คนทั้งหลายมักจะตอบ คำนี้ เมื่อคนรู้ ชี้ช่องว่า ควรจะหาเวลาไปปฏิบัติธรรม เพื่อช่วยตน เดินหนีกรรม
แต่คนทั้งหลายไม่มีใครรู้ ว่า “มันจะมีจริง” กว่าจะรู้ก็ใกล้ตาย หรือฝาโลงแย้มนั่นเอง

นับแต่อดีต เพื่อนหลวงพ่อนิพนธ์ อาน้อย มาหา ท่านเห็นลักษณะ ก็บอกว่าดูไม่ดี น่าจะหาเวลามาทานสมุนไพรบ้าง

คำตอบก็คือ ไว้วันหน้าแล้วกัน ตอนนี้ยังไม่พร้อม เวลาผ่านไป ด้วยความรักเพื่อนและมีความห่วง ท่านหอบหิ้วยาไปให้ถึงบ้าน คำตอบคือ วันหน้าแล้วกัน จะไปทานที่วัดเลย และอีกไม่นาน วันหน้าของอาน้อยก็หมดลง ไปอย่างกระทันหัน

บทสรุป ท่านอาสิจะพูดสักฉันใด คนส่วนใหญ่ก็กอดสมุนไพรแน่นเป็นที่พึ่ง ทั้งๆ ที่ชี้ว่า นั่นมันเครื่องช่วยเดิน แต่พาเดินไม่ได้ แต่คนทั้งหลายกอดไว้ไม่ยอมเดิน หนีกรรม ผลสุดท้าย กรรมตามเจอ เสร็จทุกราย 

การมาทานสมุนไพร ก็แค่ยืดวันเวลา หนีไม่พ้น นั่นเพราะนิสัยไม่เปลี่ยน วิญญาณไม่ยอมพัฒนาดีขึ้น ก็ไปทำแบบที่ตนชอบเหมือนเดิม ทั้งๆ การทำแบบนั้น การใช้นิสัยนั้น สร้างกรรมสร้างทุกข์ให้แก่ตน 

ศาสนา จึงยังผลแก่ผู้ที่เชื่อแล้วทำ ไม่ใช่ทุกคน และสอนไม่ให้ประมาท ต้องมีธรรมนำหน้า สมุนไพรเดินตาม

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

รอยถูก..ผลถูก "ถ้าไม่เอารอยพระโคดม จะเดินกันไปโดยวิธีใด"


หากจะถามว่า เดินธุดงค์ของพระพุทธเจ้า เพื่ออะไร คำตอบคือ "จับตนค้นตน พิจารณานิสัยตน" เมื่อมีเหตุมากระทบ ตนคิดอย่างไร ทำอย่างไร ที่สำคัญ ทำตามใคร ตามใจตน หรือวินัยที่ตนประกาศไว้

มันจึงเป็นบททดสอบ เป็นวัตรที่พระที่เดินตามรอยพระพุทธเจ้า ต้องปฏิบัติ เพื่อทดสอบตัวกระทำของตน ที่บอก ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง นั้นนั้นจริงไหม 

ดังนั้น แต่ละก้าวย่างของการเดินธุดงค์ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า มีค่ามหาศาล ก้าวหนึ่งมีค่าเงินบุญหนึ่งตำลึงทอง ถ้าเดินในวินัยแล้วทำได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ช่อง ว่าอานิสงส์นี้มากนักหากใครเดินตามรอยนี้ ชนะโรคนั้นง่ายเลย จึงมักใช้บ่อยๆตั้งแต่ปี 30 โดยเฉพาะคนไข้หนัก

วันนี้ เราเห็นคนป่วยมะเร็งท่านหนึ่ง ที่หลายปีก่อนมาทานสมุนไพรกับเพื่อน ระดับของอาการคือ หมอให้กลับไปตายบ้านทั้งคู่ เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ให้บวช แม่นวยเชื่อก็ทำตาม ส่วนเพื่อนขอไปรับยาแจกหมอที่กำลังดัง เวลาผ่านไปเพื่อนก็จากไป แม่นวยยังอยู่ ยังมาเสียสละแรงกาย บวชบ้างตามโอกาส เพราะต้องกลับไปทำงานใช้หนี้ที่มีมาก่อน วันนี้ของแม่นวย คนป่วยมะเร็งที่หมอทิ้ง เดินตามพระครบ 7 วัน กว่าร้อยกิโล แบบสบายๆ 



บทสรุปที่เห็น พระเดินตามรอยพระภูมี ยิ่งนานวันวัตรปฏิบัติยิ่งน่ากราบ ข้าวที่ใส่บาตรท่าน มีผลตอบแทนที่ดีแน่นอน คนที่เดินตามรอยที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ ก็ประสพผลไม่ต่างกัน ขอชีวิตเพื่อพัฒนาวิญญาณตนให้สูง ชีวิตมิใช่มีแต่ทำเพื่อตน หาแต่เงินทอง มีเวลาทำเพื่อวิญญาณ ดูรอยนี้ของแม่นวยแล้ว มะเร็งคงทำอะไรเธอยากแล้ว

แม่ชีเมี้ยนจึงมักให้สติสงฆ์เสมอ "ถ้าไม่เอารอยพระโคดม จะเดินกันไปโดยวิธีใด" ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าไม่เอารอยของหลวงพ่อนิพนธ์ จะถึงสุขโดยวิธีใด สมุนไพรหรือ นั่นของแถม ไม่ใช่แก่นสาร ไปไม่ตลอดรอดฝั่งหรอก เหมือนวีไอพีหลายท่าน ที่เอาแต่สมุนไพร ในยุคหลวงพ่อนิพนธ์ นั้นอาจพอ แต่วันนี้ทานสักฉันใด เริ่มเห็นความจริง มีแต่ทรงกับทรุด 

รอยแม่นวยที่เดินตามคำสอน นั้นแหละที่จะทำให้สมหวัง ได้เป็นคนดี ได้หายโรคเป็นของแถม ส่วนที่อยากหายหนี้ ก็คงได้ ด้วยมีกายที่ดีแล้ว เงินที่หาได้ก็ไม่ต้องถูกค่ายากินหมด



น่าเสียดาย คนทั้งหลายบอกอยากได้บุญ ที่ไหนเขาบอกไปหมด ทำหมด แต่นั่นเป็นลมช่วยตนไม่ได้ บุญของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนของจริง ช่วยตนได้ น้อยคนอยากทำ 

ไม่ว่ากัน ชอบแบบไหนทำแบบนั้น แต่วันเวลาจะพิสูจน์ คนป่วยหมอยังไม่ทิ้ง กับแม่นวยที่หมอทิ้ง ใครจะอยู่ ได้หัวเราะทีหลัง แลดังกว่า ดูสิ ปีหน้าเราเชื่อว่าเห็นแม่นวยแน่ แต่คนอื่นเราไม่รู้

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บุญและทาน...รู้ไหมอันไหนจริง?


สิ่งที่คนในประเทศนี้มุ่งมั่นทำทั้งบ้านทั้งเมือง ด้วยเหตุที่อ้างว่า ประเทศนี้เป็นเมืองพุทธ นั่นคือ “บุญและทาน”

เคยมองไปในโลกกว้างแล้วถามไหม แล้วประเทศอื่น ภูมิภาคอื่น ทวีปอื่น ประเทศเหล่านั้นมีบ้างไหม
ก็ถ้าไม่มี แล้วเขาอยู่โดยวิธีใด เมื่อไม่มี ที่สำคัญ คนไร้บุญ ไร้ทาน ไม่แม้กระทั่ง เคยได้ยินคำนี้ น่าจะป่าเถื่อน ไม่เจริญ

แต่มองไปทางไหนรอบประเทศนี้ กลับล้วนแล้วแต่เจริญ บ้างก็ยิ่งเจริญมากกว่าจนไม่น่าเชื่อ

ถึงเวลาหรือยัง ที่ควรหันมามองตน สิ่งที่ตนรู้ว่าทำแล้วเป็นบุญทาน ไม่ว่า เขาเล่าว่า คนนั้นบอก คนนี้บอก นั้น “จริงไหม”

มาวันนี้ ทำไมทำแล้วช่วยตนไม่ได้

คำถามสั้นๆที่ทำให้เราต้องไปหาศาสนา นั่นคือ “บุญทาน” ที่แท้จริง ทำอย่างไร อะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าทำแล้วใช่

บทสรุป แม่ชีเมี้ยน สอนสงฆ์ ชี้ให้เห็นว่า เรื่องของศาสนา เป็นสายกลาง นั่นก็คือ ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษา ทุกวรรณะ ล้วนทำได้ ใครฟัง พิจารณา นำไปทำแล้วทำได้ ช่วยตนได้ ที่สำคัญ ยิ่งทำยิ่งเจริญ
หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้พิจารณา อยากรู้ ว่าทำถูกหรือไม่ “ให้ทำทีละอย่าง แล้วดูผล” อันไหนไม่ใช่ก็ทิ้งไป อันไหนทำแล้วดี ก็ทำต่อ

ประเทศนี้ เอาแต่เขาเล่าว่า เขาบอกว่า ไม่แปลก น้ำส้วมมันจึงเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปได้ 

พุทธ เป็นศาสตร์ เหตุและผล ถามตนสักนิด สิ่งที่ตนเชื่อ รู้ได้อย่างไรว่าถูก เขาว่าเป็นบุญ เป็นทาน ก็แห่กันไป มันจึงตกเป็นเหยื่อของคนโลภ เมื่อก่อนเต็มบ้านเต็มเมือง ตอนนี้ขายไม่ออก ไปโน่นเลย ต่างประเทศ ทัวร์บุญ 

พระพุทธเจ้า คงต้องน้ำตาตก ดีไม่ดี โดนด่าว่า เพราะคนจนคงฟ้องฟ้าว่า บุญท่านต้องบินไปที่โน่นนี่นั่น แล้วคนจนอย่างพวกเขา จะทำโดยวิธีใด ทำไมบัญญัติบุญแบบนี้เล่า ท่านเจ้าขา

ลองถามตนเอง ตกลง บุญทาน ทำอย่างไรแน่ รู้ไหม แลทำแล้ว บุญทาน ได้อะไร

คนไทยอยากสร้างเมืองให้เจริญเหมือนต่างชาติ คนที่ไม่มีบุญทาน มองกลับมา คนที่บอกรู้จักบุญทาน ทำกันทั้งเมือง ดันไม่เจริญ ฤา สิ่งที่เราท่านรู้ เราท่านทำ มันหลงทาง ผลจึงกลับตาลปัตร ไหนว่าเมืองพุทธ ต้องเจริญ เป็นเมืองในฝัน ใครก็อยากอยู่ เป็นเมืองศรีวิไล

แค่ประโยค ทำบุญต้องทำกับพระ ... แค่นี้ก็ขัดกับสายกลางมากโข คนเจ็ดพันล้านคนบนโลก คนที่เจอพระ มีสักเท่าไร คนเหล่านั้น ย่อมไม่มีโอกาสสร้างบุญ จึงไม่แปลก กิจกรรมที่มูลนิธิ คำสอนของท่านอาสิ คนจึงเมิน เพราะมันไม่มีพระ ไม่มีบุญ

หลวงพ่อจึงมักให้สติว่า “ถ้าสิ่งที่บอกที่สอน ทำแล้วไม่มีผล” การเอาคนป่วยมาทรมาน คนสอนต้องรับกรรมอันนั้น แต่สิ่งที่เราท่านเห็น มีคนหาย มีคนประสพผล แล้วจะบอกว่า ไม่มีได้อย่างไร

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทวนกระแส..สู่“ความไม่มีโรค”


คนทั้งโลก สอนลูกสอนหลานให้เรียนสูงๆ ให้ขยันทำงาน หาเงิน หาความร่ำรวย นั่นเรียกประสพความสำเร็จในชีวิต

หากแต่พระโคดม ผู้ที่มีความสุขมากที่สุดในโลก ทิ้งความร่ำรวย ยศศักดิ์ ลดนิสัย ตัดกิเลส จนพบโมกข์ธรรม

ก็แล้วเราท่าน คนทั้งหลายทั้งปวง บอกอยากมีสุข แต่การกระทำ สอนลูกสอนหลาน มุ่งสู่ทุกข์ เพราะสิ่งแวดล้อม ย่อมเสมือนลมแรง ผู้ใดที่มิเคยฝึกสติธรรม ย่อมพ่ายแพ้โดยง่าย ผลสุดท้าย ย่อมตกในวังวนของทุกข์ในบั้นปลายทุกตัวคน ต้นชีวิตถูกลมพัดหักโค่นลง ยิ่งสูง ยิ่งโลภ ยิ่งโกรธ ยิ่งหลง

คนทุกข์มาหาศาสนา แม้นว่าเริ่มที่อยากได้สมุนไพร ครูบาอาจารย์ สอนความรู้เรื่องศาสนา สอนให้ปฏิบัติ จึงไม่แปลก น้อยคนจะทวนกระแส มาทำ แค่สวดมนต์ ทำตนเป็นจิตอาสา ยังยาก จะให้มาปฏิบัติ ถือสัจจะฝึกตน แล้วไปสอบด้วยธุดงค์ ยากยิ่งกว่าเข็นครกเสียอีก เราจึงไม่แปลกใจ ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงมั่นใจว่า ผู้ใดทำได้ ช่วยตนได้ทุกตัวคน เพราะมันทำยาก

บทสรุป คนทั้งหลายเห็นวินัยพระภูมี ใครทำเป็นคนบ้า ไปเดินตากแดดทำไม ทรมานตนทำไม หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติว่า ทุกคนล้วนเป็นคนบ้า แต่บ้าอะไรเท่านั้นเอง คนที่มาบ้าตามพระโคดม เดินตามรอยที่แม่ชีเมี้ยนสอน ท่านว่า “ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า” คนมากหลายหัวเราะเยาะ เสียเงิน เสียเวลา แต่เมื่อผลของความบ้าปรากฎ นั่นแหละเป็นบทพิสูจน์ 

ท่านว่า หัวเราะทีหลังดังกว่า เพราะผู้ที่บ้าตามพระโคดม จักมีสุข กินได้ นอนหลับ ได้ลาภอันประเสริฐ คือ “ความไม่มีโรค”

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หมอเหลือม


ค่ำคืน วันที่ 26 พฤศจิกายน 2485 ท่ามกลางการทิ้งลูกระเบิดในช่วงสงครามโลก ครั้งที่สอง และเกิดน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ เสียงหวอดังลั่น นางเมี้ยน ปวดท้องจะคลอดลูก จะจุดไฟก็ไม่ได้ เพราะถูกห้าม การไปตามหมอตำแยก็จึงเป็นเรื่องที่ทุลักทุเล ขณะที่รอ ก็มีงูเหลือมตัวเท่าน่องเลื้อยพาดผ่านท้องนางเมี้ยน เด็กชายนิพนธ์ก็คลอดออกมาในวันนั้นเอง 

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าย้อนประวัติตนที่มาเกิดจากคำบอกของแม่ชีเมี้ยนว่า แม่ชีเมี้ยนพายเรือไป เห็นดวงวิญญาณดวงหนึ่งเดินมา พิจารณาดูเป็นวิญญาณของทหารเสนารักษ์ ที่กอดกระโดงเรือยอมตายไปพร้อมกับเรือ ที่ถูกระเบิดกำลังจะจม เห็นว่าใจเด็ดและมีจิตเมตตาชอบช่วยคน จึงเก็บมาใส่ท้อง ท่านจึงเป็นลูกที่ไม่เหมือนคนอื่นครั้นถูกแม่ชีเมี้ยนหลอกมาบวช ก็รับคำด้วยเป็นแม่ บอกบวชสัปดาห์เดียวน่ะ เพราะจะไปสอบหมอกับเพื่อนๆ ครั้นพอครบ แม่ชีเมี้ยนก็ให้ต่อไปทีละอาทิตย์ จนในที่สุดท่านก็บอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ไปเป็นหมอน่ะ ท่านไม่อาจสมหวังในการช่วยคนได้หรอก แต่ถ้ามาเนียนสมุนไพรกับท่าน นั่นแหละช่วยคนได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงตกลงบวชต่อเพื่อเรียนสมุนไพร นั่นจึงเป็นที่มา ที่พวกเพื่อนที่ไปเรียนหมอ บอกว่า เราเป็นหมอ แต่นิพนธ์มันเป็นหมอผี

วิชาสมุนไพรที่เรียนจากแม่ชีเมี้ยน นั้นชี้ว่าสมุนไพรเป็นของเป็นมีวิญญาณ ปลุกเสกด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้า นั่นทำให้ต้องอาศัยคุณสมบัติของผู้ทานเป็นสำคัญ ใครยิ่งมีนิสัยพระพุทธเจ้ามากเท่าไรสมุนไพรยิ่งมีฤทธิ์มากเท่านั้น ไม่ขึ้นกับปริมาณ 

บทสรุป นี่แลทำไมจึงต้องทำนิสัย แลการทำนิสัยของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เท่าธุดงค์ จึงไม่แปลกหากใครได้เห็นรูปหลวงพ่อนิพนธ์ในยุคนั้น ลูกศิษย์เดินตามยาวเกินกิโลเมตรอีก

เสียดาย วันนี้วันดี ที่ท่านอาสิกำหนดเป็นวันออกธุดงค์ แต่มีไม่กี่คนที่เชื่อว่า โรคเกิดจากกรรม แลต้องล้างด้วยธรรม คือมีนิสัยของพระพุทธเจ้า สร้างให้เกิดในตน ยิ่งมากยิ่งดี ธุดงค์คือการสร้างนิสัยตามรอยพระภูมีที่ยิ่งใหญ่ เขาจึงไม่สน

 
เราเคยเห็นหลวงพ่อนิพนธ์ทำให้ดู รักษาคนป่วยท่านหนึ่ง ท่านบอกเขาโชคดีมาตอนพระธุดงค์ ไม่ต้องให้สมุนไพรทาน ถ้าเชื่อ เดินตามพระ ยกน้ำปูเสื่อ เดินไหวก็เดิน ไม่ไหวนอนในรถ ถึงเวลาพระท่านพักขา ก็คอยปูเสื่อยกน้ำ เขาเชื่อและทำตาม เดินจากศาลาขนมไทย ตามพระทุกวัน จนถึงศรีสวัสดิ์ โรคของเขาก็หายโดยไม่เคยทานสมุนไพรใดๆเลย

น่าเสียดายโอกาสทองอย่างนี้ ไม่เชื่อหรือ มารับสมุนไพรไปทานเป็นปีได้ สู้มาใส่บาตรเดินตามพระในธุดงค์ไม่ได้เลย เพราะคนทำได้ ต้องขันติอดทน มหาศาล ฝืนความอยากของตน ที่ไม่ยอมร้อน ไม่ยอมเหนื่อย อยากจะสนุกครึกครื้นประจำวัน

หมอเหลือมทำคลอดให้ชีวิตเด็กชายนิพนธ์ หลวงพ่อนิพนธ์ทิ้งธรรมและธุดงค์ เพื่อให้ชีวิตคนทุกข์ แต่คนทั้งหลายส่วนใหญ่เขาจะเอาแต่สมุนไพร

เมื่อผลปรากฎ คนเหล่านั้นก็จะรู้ว่า ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะเขาจะเดินไปทางไหน ไปกันอย่างไร ถ้าไม่เอาธรรมของพระภูมี มาทำ รอยที่เดินเดินตามใคร

ธุดงค์นี้แหละที่หมอผี ใช้ช่วยคนมานักต่อนัก

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทำทำไม



วัตรที่สำคัญประการหนึ่งของถ้ำกระบอก นั่นคือ ธุดงค์

สำคัญไฉน ท่านอาสิชี้ว่า เข้าพรรษาอยู่วัด นั่นเรียนธรรม แต่จะเอามรรคผลนั้นยังไม่ได้ เพราะเหตุมันน้อยหรือไม่มี เมื่อไม่มีเหตุมันจึงหาผลไม่ได้นั่นเอง

การธุดงค์ คือการสอบ นำเอาสิ่งที่เรียนไปทำให้เกิดผล

การมามูลนิธิ ท่านอาสิสอนให้หยุด ลดกิริยา เป็นบุญ ถ้ามองเหตุก็เพียงตนเองนั่นแหละเป็นเหตุ ที่ไม่อยากทำ

ครั้นจะเอาผลเป็นกอบเป็นกำ คงยังไม่ได้เช่นกัน เฉกเช่นเข้าพรรษา โน่นจะเอาผลต้องไปในโลกแห่งตน อยู่ข้างนอกแล้วหยุดได้

เมื่อวันผ่าน แล้วย้อนดูเหตุ ใกล้ตน เอาลอยกระทงนี่แหละ ที่เราท่านฝึกหยุดที่มูลนิธิ มันหยุดความอยาก ความคิด ความเห็น ความจำเป็นของตนลงได้ไหม แล้วถามตนเรามามูลนิธิ เพื่ออะไร “ชีวิต” ที่เราท่านบอกสำคัญที่สุด ก็แล้วทำไมจึงหยุดกิจกรรมอื่นสักปีสองปี มาทำสิ่งทีบอกว่าสำคัญมิได้ ฤาสิ่งเหล่านั้นสำคัญกว่าชีวิต

บทสรุป การฝึกหยุด เจอบททดสอบ ลอยกระทง ใครหยุดมาทำเพื่อชีวิตได้ นั่นแลผลมหาศาลที่ช่วยตนได้ หยุดความอยากไม่ได้เลย ก็จะเอาอะไรไปหยุดกรรม หยุดโรค

ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ว่า แต่ก็ทำใจไว้ก่อน ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น สิ่งที่เราท่านสู้ ไม่ธรรมดา คือ “กรรม”

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักพูดว่า ตีงูตีให้ตายในคราเดียว อดเปรี้ยวไว้กินหวาน การหยุดความอยากของตน ใครทำได้ ผลตอบแทนค่ามหาศาล คุ้มแสนคุ้ม ที่สำคัญจะได้อยู่ทำสิ่งที่ชอบไปอีกนาน นี่แหละปราชญ์ เลือกเสียน้อย ไม่ลอยสักสองสามปี ได้ลอยอีกนับสิบปี

นี่แลทำไมจึงสอนให้หยุด หยุดความอยากได้ หยุดกรรมได้ หายโรคนั้นแถมให้

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

พระถ้ำกระบอก เป็นพวกนอกรีตจริงหรือ



ชนวนเหตุสำคัญประการหนึ่ง ในยุคต้นของถ้ำกระบอก ที่ทำให้คนบางคนบางกลุ่มไม่พอใจ นั่นก็คือ การไม่ขึ้นกับกรมศาสนา ยิ่งไปกว่านั้น วัตรปฏิบัติของพระ ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ที่ผู้คนได้พบเห็น ล้วนเลื่อมใส ศรัทธา ก่อให้เกิดการหลั่งใหลของผู้คน พระที่เคยบวชเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งๆในยุคนั้น มีผู้คนแห่แหนมาถ้ำกระบอก เป็นเรือนหมื่น ทุกวัน

ถ้ำกระบอก จึงเป็นสำนักสงฆ์ ตลอดมา ไม่อนุญาตให้ตั้งเป็นวัด ตราบจนท่านจำรูญ และท่านเจริญ ละสังขาร

ความเข้มข้น ในพงศาวดารตอนหนึ่ง ที่ถูกเล่าขานมานั่นคือ การจับพระถ้ำกระบอก ไปไว้ที่วัดพระศรีมหาธาตุ ดอนเมือง แล้วตั้งพระระดับสมเด็จ มาสอบ หลวงพ่อนิพนธ์ ที่เป็นตัวแทนพระถ้ำกระบอก

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าให้ฟัง ความตอนหนึ่งว่า พระเหล่านั้น แจ้งข้อหา ว่าวัตรปฏิบัติของพระถ้ำกระบอก นั้นเป็นพวกนอกรีต เพราะ “ใช้สัจจะ” ไม่ใช้ศีล หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายแย้งว่า ศีล นั้นเป็นของพราหมณ์ มีมาก่อนพระพุทธเจ้าจะประสูตเสียอีก พระไตรปิฎกที่อ้างกัน ก็เขียนชัด ว่าให้ พ่อและแม่ของท่าน ไปถือศีล เพื่อให้สมปรารถนาในการมีบุตร ใช่หรือไม่


นั่นยังไม่ใช่ประเด็น ที่สำคัญกว่า บุคคลที่รับศีล เมื่อทำไม่ได้ ย่อมผิดข้อมุสาด้วยใช่หรือไม่ คือ พูดแล้วทำไม่ได้ หรือไม่ทำ ก็แล้วมาสอนให้รับศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ที่ซึ่งแม้นแต่พระพุทธเจ้ายังทรงทำไม่ได้ แม้นจะทรงมีสติระมัดระวังสักฉันใด เดินทางไปไหน ในอดีต ล้วนต้องเหยียบใบไม้ ก็แล้วใต้ใบไม้มีตัวอะไร สัตว์อะไร ระวังสักฉันใด ก็อาจพลาดเหยียบตายได้ มิผิดศีลไปแล้วหรือ

พระถ้ำกระบอก พิจารณาคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ว่า พระพุทธเจ้าใช้ “สัจจะ” คือ พูดและทำในสิ่งที่ตนพอทำได้ แล้วทำตาม แทนที่จะรับศีลไม่ฆ่าสัตว์ที่หาคนทำได้ไม่ มารับเป็นไม่ฆ่าสัตว์ใหญ่ เป็นต้น อันนี้แหละพอทำได้จริง แทนที่จะรับ “ไม่มุสา” ถามหมอสิ วันหนึ่งมุสากี่รอบ ถ้าบอกแล้วคนไข้อาจรับไม่ได้ แต่ถ้าหมอ รับสัจจะ ไม่ติเตียนใคร นี่หมอพอทำได้ ที่ซึ่งพระเห็นพ้องกันว่า เป็นสิ่งที่ตนพอทำได้ และน่าจะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า มากกว่าด้วยเหตุว่า พิจารณาผลแห่งการกระทำ ถ้าทำได้ ลดนิสัยของตนลงได้จริง

การยกอดีตมาเล่านี้ ไม่ได้มุ่งหมายจะ ขัดแย้ง โต้แย้ง หรือ ว่าคำสอนใดถูกผิด เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า ทำไมพระถ้ำกระบอก จึงทำเช่นนั้น ส่วนท่านใดจะเลือกทำแบบไหน ชอบแบบไหน ก็ทำกันไป

นี่แล จึงเป็นที่มา ว่า ทำไมการมามูลนิธิครูบาอาจารย์ท่านอาสิ จึงสอนให้สร้างบุญ ด้วยการทำสัจจะ เพราะเชื่อว่า “การลดนิสัยตน แล้วมาใช้นิสัยของพระพุทธเจ้า บางสิ่งบางอย่าง เมื่อพูด แล้วทำได้ นั่นเป็นบุญ” การสวดมนต์ จึงเริ่มที่กล่าว ให้คำสัญญา มีดินฟ้าอากาศ เป็นพยาน เมื่อพูดแล้วทำ เมื่อทำได้ เกิดเป็นบุญ จึงเอามาช่วยตนได้ อุทิศได้ ปลุกเสกสมุนไพรของตนได้

ใครจะว่านอกรีต ไม่เป็นไร หลวงพ่อนิพนธ์บอก “ให้ดูผล” ก็ในเม้่อทำแล้วเกิดผล ช่วยตนได้ จะบอกว่าไม่ดีได้อย่างไร เมื่อดีแล้วควรหรือไม่ที่จะทำต่อ รักษาสิ่งดีๆไว้กับตน

บทสรุป ศาสตร์พระภูมี มีอ้างเอ่ยมากมาย จนหาแก่นให้พบ นั้นยาก แต่ศาสตร์นี้เป็นหลักปราชญ์ ของปลอมจะปลอมเนียนเสิ่นเจิ้นสักฉันใด แม่ชีเมี้ยนชี้ “ให้ดูที่ผล ใช่กับตนได้” นั่นแหละของจริง

หลายคน ถามว่า สมุนไพรที่ทาน ทานมานานแล้ว แรกๆก็ดี หลายปีเข้า ตอนนี้เริ่มจะเอาไม่อยู่ ปัญหานี้เราเคยถามหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านตอบให้พิจารณาว่า “สมุนไพรนั่นแค่มัมมี่ จะมีฤทธิ์ก็จำกัด ต้องปลุกเสกด้วยบุญญาธิการที่ตนทำ ทำได้แค่ไหน มีฤทธิ์เท่านั้น” นี่แลทำไมศาสตร์นี้ไม่กลัวคนขโมยสมุนไพร เพราะเอาไปก็ไร้ผล ด้วยต้องใช้ “ธรรม” นำหน้า





นี่แลทำไมต้องมาหาศาสนา มารับสัจจะ เพราะคำที่ไม่มีหาไม่ได้ในโลกคำเดียว นั่น คือ “บุญ” ที่ใครมีช่วยตนพ้นทุกข์ได้




จะทำแบบไหนก็ไม่ว่ากัน จะบอกว่าคำสอนนี้ผิด ก็น้อมรับ หนังนี้เป็นหนังยาว ไม่รู้ก็ถอยออกไป ยืนดูศาสนา เมื่อวันเวลา ถึงก็รู้เอง รอพระพุทธเจ้าอุบัติในพม่า นั่นแหละของจริงปรากฎ ก็จะรู้ว่าคำสอนแม่ชีเมี้ยน ถูกหรือผิด นอกรีตหรือไม่

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ไม้ตาย ในโลกแห่งความจริงของชีวิต


ตอนเด็กๆเราชอบดูหนังจีน หนังการ์ตูนตูนญี่ปุ่น ที่ชอบและมักจดจำมาเล่นกับเพื่อนๆ ที่เรียกว่า “ท่าไม้ตาย” ที่ฝ่ายพระเอกใช้ปุ๊บชนะผู้ร้ายทุกทีนั่นเอง แล้วพอมาเล่นกับเพื่อน ทะเลาะกันประจำ เพราะต่างคนต่างใช้ แล้วต่างคนก็ไม่ยอมตาย นั่นเอง ดีแต่ว่า เถียงกันไปแล้วก็ลืม พรุ่งนี้ก็เล่นใหม่ เถียงกันใหม่

มาวันนี้ในโลกแห่งความจริงของชีวิต ที่การต่อสู้กับโรค หนทางมันเปลี่ยนไป ทั้งกรรมและธรรม ไม่มีใครคิดว่า ล้วนมีท่าไม้ตายของตนเอง ที่ไร้เทียมทาน เดิมพันกันด้วยชีวิต คือ ไม่รอด ก็ตาย ตายแล้วเอาใหม่แบบตอนเด็กๆไม่ได้แล้ว

เมื่อวิทยาการของโลกเจริญรุดหน้า แทบจะทุกตัวคนเชื่อมั่นว่า ทุกความฝันสามารถเป็นจริงได้ โดยเฉพาะการรักษาโรค ที่ทุกวันนี้ สามารถวิเคราะห์ได้ถึงระดับ โครโมโซม หรือ ดีเอ็นเอ อันเป็นรหัสพันธุกรรม สามารถตัดต่อยีน ที่มักจะเห็นกระทำในพืช เอายีนด้อยออก เอายีนเด่นใส่เข้าไป ที่เรียก พืช GMO ยิ่งทำให้เชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้ มนุษย์จะมีชีวิตยืนยาว เพราะจะรักษาได้ทุกโรค ปลูกถ่ายอวัยวะได้ หรือฝันไปจนถึงการเป็นอมตะ ไปโน่นเลย

พูดฟังง่ายก็คือ จะมียารักษาโรค ได้ทุกโรคนั่นเอง

แต่มนุษย์ลืมไป หรือไม่เชื่อ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส “มนุษย์มีกรรมเป็นนาย” หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า “ความคิดมนุษย์จึงเหนือกรรมเป็นไปไม่ได้” แปลความให้ฟังว่า เมื่อมนุษย์ท้าทายกรรม คิดว่าตนเหนือ โรคอะไร ก็คิดค้นยามาต่อสู้ ซึ่งแรกๆก็ดูดี โรคนั้นได้ โรคนี้ได้ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ แต่วันหนึ่ง กรรม ก็จะใช้ท่าไม้ตาย เหมือนหนังจีน คือ “ใช้แบบเดียวกันคืนกลับมา” นั่นคือ “การดื้อยา” มาทำลายมนุษย์นั่นเอง

แล้วมาดูกันว่า สถิติ ที่คนตายด้วยโรคในวันนี้ ไม่ว่ามะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ...ที่ว่าแน่สูงลิ่วในไม่ช้า จะถูกทำลายลงแบบราบคาบ ด้วยโรค “ดื้อยา” นี้เอง ที่จะมาทำลายความเชื่อมั่นของมนุษย์ ว่าจะมียารักษาโรค ทีนี้จะทำอย่างไร เป็นโรคจะทานยาหนีโรค แต่ก็แพ้ยาที่ทาน ตายด้วยยาแทน

บทสรุป แม่ชีเมี้ยน จึงชี้ว่า ศาสนามีไม้ตาย แก้ได้ทุกโรค นั่นคือ “ธรรม” ที่ซึ่งมีอำนาจเหนือกรรม เหนือโรค ผู้ใดได้ฟัง เอาไปพิจารณา เชื่อแล้วทำตาม ทำได้หายได้ทุกโรค

ประเด็นก็คือ ที่ไหนที่มีธรรม ที่มีอำนาจ ทำตามแล้วชนะกรรมได้

เพราะมนุษย์ทุกวันนี้ ถูกคนโลภหลอก เอาศาสนาหากิน บอกที่นี่มีธรรม ที่นี่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เต็มบ้านเต็มเมือง เต็มโลก แทบจะเรียกว่า ในตำบลหนึ่งๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เดินชนกันตาย เกลื่อนไปหมด ไม่เชื่อลองพิจารณารอบๆ บ้านท่านสิ

แม่ชีเมี้ยนตรัสชี้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง ไม่มีตัวไม่มีตน ผลก็คือ สิ่งมี่ตนเชื่อ ตนทำ มันจึงไม่มีผลตอบแทน ช่วยตนไม่ได้ ก็แล้วที่ขอแล้วได้ในอดีตหล่ะ แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า นั่นกรรมดีที่ทำมามันส่งผล แล้วเราท่านก็เออออคิดไปเอง ว่าสิ่งที่ตนเชื่อ ตนนับถือ นั้นดลบันดาล

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า หากไม่ถึงที่ตาย จะกินยาชุดละหมื่น หรือยาหมอตี๋ ชุดละสองบาท มันก็หายเหมือนกัน เมื่อหมดปล้องกรรม แต่เราท่านไปเชื่อเอง ว่าหมอเก่ง ยาดี ครั้นเจอของจริง ก็จะพบความจริงว่า ช่วยตนไม่ได้ กว่าจะรู้ ก็อาจสายเกินไปแล้ว เสียเงินพอว่า เสียชีวิตไปด้วยความไม่รู้ หรือเชื่อผิด

ไม่ต่างอะไรกับหมอสมุนไพร ที่หากินกันมากมาย อ้างสรรพคุณโน่นนี่นั่น เอาคนนั้นมาให้ดูกินแล้วหาย โอ้โหแค่ไม่นาน โรคที่เป็นหายเป็นปลิดทิ้ง ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ โม้มากมาย แต่ท้ายที่สุด ต้องแอบพูดเบาๆ ไม่มีสรรพคุณทางการรักษาโรค ให้ทานควบคู่กับยาหมอ นี่เรียกตีเนียน คือ หากมึงตาย กูก็พ้นผิด พิสูจน์ไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า ท่าไม้ตายของศาสนา ในเรื่องศาสตร์สมุนไพร ดูที่ “ยาตา” จะบอกว่าสมุนไพรของตนแน่ ลองทำยาตามาหยอดให้คนทุกคนดูสิ เพราะตา เป็นอวัยะที่บอบบาง เรียกว่า หากผิดนิดเดียว ตาก็บอดโดยง่าย หรือสถานเบา ตาก็แดง อักเสบ หยอดปุ๊บเห็นผลปั๊บ ดูตัวอย่างน้ำหมักที่คนเชื่อ เอามาหยอดสิ หรือไม่ก็เลี่ยงบาลี ทำสมุนไพรกินบำรุงสายตาแทน

ท้ายที่สุด หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักให้สติว่า การฟื้นฟูตนที่ให้ผลชงัดนั่นจึงต้องใช้ “ธรรมนำหน้า สมุนไพรเดินตาม” ใครที่ว่ามันแน่ ชนะกรรมชนะโรคได้ ก็ให้เขาคุยไปโม้ไป มียาดี รักษาทุกโรค พูดกันไป ศาสตร์ของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา บอกเสมอ ช่วยใครไม่ได้ แต่มีธรรมคำสอน และสมุนไพร ที่ใครมาฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ใครทำได้ ช่วยตนพ้นโรคได้ทุกโรค

แล้วท่านแน่มาจากไหน มาแล้วไม่ฟัง หลวงพ่อนิพนธ์มักพูดเล่นว่า คิดว่าตนแน่กว่ากรรม ประมาทกรรม ก็เล่นไปคนเดียวเถิด คนที่จะชนะกรรม เขาเดินตามพระพุทธเจ้า คือ “กลัวกรรม” ก็ถ้าความคิดความเห็นของตนดี ช่วยตนได้ เหมือนทำตนน้ำเต็มแก้ว มาที่นี่ จะเอาสมุนไพร ... จะเดินไปทางไหน ชนะกรรม ชนะโรคโดยวิธีใด ที่นี่ไม่เล่นด้วย ไม่เป็นเชลยใคร ถึงเวลา จะมาบอก ไหนบอกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนดี ทำไมช่วยไม่ได้ ... ดีน่ะดีจริง ช่วยน่ะช่วยได้ แต่เฉพาะคนที่ฟัง แล้วทำได้

ใครเมื่อเดินถึงท่าไม้ตายของกรรม ทีนี้ก็ใบ้กิน ทานยาก็ไม่ได้ นั่นทางตันแล้ว

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

“ไม่เจอธรรม” ทำเสียเปล่า "ไม่ได้ทำธรรม” ก็มีแต่ลม


นั่งนิ่งๆ ทำใจให้สงบ แล้วทบทวนพฤติกรรมแห่งตนที่ผ่านมา ที่หลายคนบอกว่า ฉันทำบุญทำทานมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก จำความได้ มากจนจำไม่ได้ว่า ตนเองไปวัด ไปสำนักปฏิบัติธรรม กี่วัด กี่หน นั้น... ไปทำไม เพราะอะไรจึงไป ไปแล้วทำอะไร

สมัยเรายังเล็ก วัดของเราที่จะทำให้อยากไป คือ งานวัด มีหนังกลางแปลงให้ดู มีดนตรีลูกทุ่ง ที่คอยฟังเขาคุยกัน ว่าคืนนี้เก็บค่าตั๋วกี่แสน มีขนมที่หากินไม่ได้ยามปกติ มีการแสดงที่ชอบมาก คือ อับดุล ที่มักจะจบด้วยการขายพระ

โตมาหน่อย ตรุษจีน เขาบอกว่า ต้องปิดทอง 7 วัด เพื่อนๆก็รวมกลุ่มชวนกันไป

ส่วนที่นับครั้งได้ ก็ตามแม่ไป เอาของไปถวายวัดในป่า ที่คนมักไปไม่ถึง ถนนหนทางไม่สะดวก พระจะบิณฑบาต ก็ไกลหมู่บ้านนัก

แต่ตั้งแต่จำความได้ รู้แต่ว่าไม่ว่าไปวัดใด ไม่เคยเจอเจ้าอาวาสสักครั้ง จะเห็นก็แต่พระมานั่ง พรมน้ำมนต์ รอถวายสังฆทาน เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เราพิจารณา อะไรคือ สุดยอดของวัด นั่นคือ “พระธรรมคำสอน” ที่ควรไปฟัง เอามาพิจารณา แล้วปฏิบัติ เพื่อช่วยตน

ท่านจึงชี้ว่า เมื่อวัดไม่มีธรรม ที่ทำแล้วช่วยตนได้ ผลสุดท้ายจึงต้องพึ่งวัตถุพิธีกรรม ดังที่ปรากฎทุกวันนี้ โบสถ์ร้อยล้าน พระพุทธรูป ใหญ่ที่สุดในโลก พิธีสะเดาะเคราะห์ แจกตะกรุด ผ้ายันต์ ไปจนกระทั่ง เครื่องรางของขลัง เช่าพระ ใบ้หวย
ที่สำคัญยุคนี้ ชวนให้มาขออย่างเดียว กลัวไม่มา ต้องมีพระทันใจ แบบว่า ขอปุ๊บได้ปั๊บ

มันจึงไม่แปลก ที่สิ่งที่ตนทำมานั้น เมื่อยามทุกข์มาอุบัติ ไม่ว่ารูปใด หรือเป็นโรค หาผลจากสิ่งที่ทำมาช่วยตนไม่ได้เลย

บทสรุป ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงบอก ท่านไม่กลัวโรค จะเป็นโรค ไรก็ไม่กลัวหนักแค่ไหนก็ช่าง เพราะเชื่อว่า “ธรรมชนะกรรม” แลธรรมของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นของจริง ผู้ใดทำได้ช่วยตนได้ ด้วยพิสูจน์มาแต่ครั้งถ้ำกระบอกแล้วนั่นเอง

นั่นคือ สิ่งที่เราท่านควรคิด การมาหาแม่ชีเมี้ยน ควรได้อะไร สมุนไพร ได้เพื่อนคุย ได้ซื้อของถูก ได้... ล้วนแล้วแต่ไร้ค่า หากแม้นปราศจากการได้ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ แล้วเก็บมาพิจารณา และทำเพื่อช่วยตน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะสมุนไพร หรือสิ่งอื่นใด อยู่กับเรา ให้สุขเราชั่วครู่ชั่วยาม เอาติดตัวติดวิญญาณไปไม่ได้ นั่นเอง

น่าเสียดาย จิตอาสาหลายคน หลงทาง เอาแต่ทาน คือการสละแรงกาย ผลทานนั้นกินแป๊บเดียวก็หมด ผลแห่งธรรมต่างหาก ที่ถ้าผู้ใดทำจนเป็นนิสัย สร้างผลบุญแก่ตน ติดวิญญาณ กินไปทุกภพทุกชาติไม่มีหมด จึงไม่ฟังคำสอนของท่านอาสิ เพื่อเก็บมาทำช่วยตน พอใจกับทานที่ตนทำ และคิดว่าดีแล้ว พอแล้ว

จึงอยากยกคำเตือนสติของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ว่า “มาวัด มาฟังธรรม มาฝึกปฏิบัติ เอาไปช่วยตน” นอกนั้นเป็นของแถม

ถ้าไปแล้ว “ไม่เจอธรรม” ไปเสียเปล่า ยิ่ง”ไม่ได้ทำธรรม” บุญทานที่นั่งรอ ก็มีแต่ลม

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทำกับ เลิกทำ


หลักพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์พูดเสมอ มันฝืนนิสัยคน คนไม่คุ้นชิน จึงไม่แปลก ไม่ว่ายุคสมัยของพระพุทธเจ้าองค์ใด คนชอบมีมากมายแต่คนทำได้มีน้อย

บทเริ่ม หลายคนเจอเข้าก็หงายเก๋ง ด้วยคำที่ว่า “อยากได้ต้องทำเอง หรือ ใครทำใครได้” มิแปลกใจเลยที่ฟังเสียงบ่นเสียงด่าจนชินชา คนป่วยก็แย่อยู่แล้ว ดันเสือกต้องให้มาเอง มาแล้วแทนที่จะรีบแจก ดึงไว้ขายของหละสิ แทนที่จะแจกเยอะให้นิดเดียว ไม่รู้หรือว่าคนเขาเสียค่ารถ ค่ารามา งานการก็ไม่ได้ทำ ... มากมายคณานับ ฟังมาเยอะ แลเลยไปแม้กระทั่ง จะให้เขามากันทำไม ไหนบอกว่าแจกฟรี ก็บอกสูตรให้ไปทำกินเองเลยสิ

แค่การมาก็สร้างปัญหาให้คนเหล่านั้นมหาศาล แต่ถ้าไปหาหมอ ไม่เคยบ่น ไปหาหวย แค่ไหนไกลสักเท่าไร ก็ไปได้ นี่มาหาชีวิตน่ะ ไหนบอกชีวิตสำคัญ ก็คนที่เคยไปหาก่อนหน้า เขาช่วยไม่ได้ใช่ไหม แต่เขาบอกอย่างไรก็ทำตามทุกกระเบียด พอมามูลนิธิ ทำแล้วช่วยตนได้ กลับมีเงื่อนไข มีโน่นนี่นั่น นี่แหละอำนาจกรรม หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักบอก คนพวกนี้เหมือนผีสิง จะเข้าเขตวัด ผีในตัวมันกลัว เพราะถ้าเข้ามาได้มันก็อยู่ไม่ได้ ต้องไป จึงสร้างความเห็นความจำเป็น จะได้ไม่มา

ครั้นผ่านด่านการเข้ามาแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เคยถามตัวเองไหม ที่มามาหาใคร หาแม่ชีเมี้ยน ใช่ไหม ท่านก็ยินดีต้อนรับ ให้โอกาสทุกตัวคน มาเรียนคำสอน มารับสมุนไพร ไว้ช่วยตน ไม่เคยปฏิเสธ ไม่เคยไล่ แต่พอมานานเข้า คนส่วนใหญ่ก็ลืม ว่าที่ตนมา มาทำไม มาทำอะไร อำนาจกรรมจึงมีช่อง อาศัยนิสัยตน ของคนเหล่านั้น ฟังเสียงคนนั้น ดูคนโน้น แล้ววิพากษ์วิจารณ์ ในที่สุด เกิดความคิด ความเห็น แล้วก็เบื่อ โทษคนนั้น คนนี้ พากายตนกลับออกไป ไม่คิดเลยว่านั่น กรรมของตนทำมา อาศัยคนผู้นั้น นิสัยแบบนั้น ย้อนมายังตน ท้ายที่สุด อุตส่าห์มาถึง ก็ต้องหลุดออกไป

รวมไปถึง คนที่ขาดพิจารณา ทานสมุนไพรไปเกิดอาการของโรค ที่สมุนไพรคุ้ยเขี่ย เพื่อฟื้นฟู ก็โทษสมุนไพร ทิ้งไปก็มีเยอะ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่สำคัญ คือการฟัง แล้วพิจารณา ให้เกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้อง ว่าเรานั้น “สู้กับกรรม ไม่ใช่โรค” การจะมาหรือยืนระยะ ใช้หลักเหตุหลักผล มาหาแม่ชีเมี้ยน เป็นเรื่อง “หนึ่งต่อหนึ่ง” คนอื่นไม่เกี่ยว ช่วยตนของเราไม่ได้ ไม่ควรมาดู มาฟังผู้อื่น อันเปิดช่องให้กรรม ทำให้เกิดความคิดความเห็น มาเพื่อดับทุกข์ จะไปก็เมื่อทุกข์ดับ อย่าไปหรือมา ด้วยคนนั้นคนนี้ หนทางประสพผลจะห่างไกล หรือเป็นไปได้ยาก ไม่ชอบคนนั้นกูไปแล้ว ไม่ถูกชะตาคนนี้ กูไม่มาแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติ พิจารณาน่ะ “เวลาเจ็บ เจ็บคนเดียว เวลาตาย ตายคนเดียว ผู้อื่นมาทำให้ไม่ได้ จะมาทำลายเราก็ไม่ได้ นอกจากตัวของเราเอง”

หลายคนโทษคนนั้น คนนี้ แท้ที่จริง ตนของตนนั่นแหละ ทำลายตนเอง การกระทำของผู้อื่น เขาทำเขาก็ได้ เจ้าหน้าที่บางคน หลายคนบอกปากหมา สันดานต่ำ เขียนโพสต์ด่ากัน นั่นเขาทำเขาได้ แต่เราท่านทำอะไร นั่นเราท่านได้ มาหาแม่ชีเมี้ยน แต่กลับไปฟังผู้อื่นแล้วไม่มา นั่นตนทำตนเอง แต่กลับโทษแม่ชีเมี้ยน บอกที่นี่ไม่ดี จะถูกหรือ

ที่สำคัญ ไม่เชื่อหรือ เราท่านก็มีกรรม เจ้าหน้าที่ก็มีกรรม .... มาวัด เขาเรียกเขตอภัยทาน ด้วยรู้ว่าต่างคนต่างมีกรรม หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เอาเมตตา ให้อภัยเป็นที่ตั้ง เมื่อไม่ทำตามคำสอน จึงด่ากันไปด่ากันมา จะกราบแม่ชีเมี้ยนสักฉันใด ก็ไร้ผล เพราะขาดตนทำ ไม่มีสติลดกิริยาของตนเลยแม้นแต่สักน้อย ช้าเร็ว ก็หลุดลอยตามกระแสกรรม หาผลไม่ได้ทั้งสองฝ่าย

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสชี้ว่า “ธรรมยุคนี้ เป็นธรรมสามัคคี ต้องช่วยกันจึงประสพผล” ถ้าสองฝ่าย ตั้งอยู่บนคำสอนนี้ ฝ่ายหนึ่งขาดสติ อีกฝ่ายก็หยุด นั่นคือรอดทั้งคู่ แต่ถ้าทั้งสองฝ่าย จ้องแต่มองมึงนั่นแหละผิด ก็ฉิบหายทั้งคู่นั่นแหละ นี่แลหลวงพ่อนิพนธ์จึงพูดสอนเสมอ มาที่นี่ อย่าด่ากันน่ะ ให้อภัยกัน ช่วยกัน ให้สุขแก่กัน ที่ท่านอาสิชอบยกมาพูด

จะปฏิเสธสักฉันใด ถ้าคนผู้หนึ่ง ต้องออกจากศาสนา หรือเข้ามาไม่ได้ ด้วยคำแห่งเรา แล้วตายไป ว่าเราไม่เกี่ยว คงหนีไม่พ้นกรรมอันนี้แน่ ...

จะเอาแต่ชอบ ที่ช่วยคน แล้วปฏิเสธ ที่ฆ่าคน เป็นไปไม่ได้ นี่แลแผ่นดินศาสนา ทำถูกผลถูกก็มหาศาล ทำผิดก็ทวีคูณ เห็นคนทำผิด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงว่า ควรที่จะสงสารคนผู้นั้น ที่โง่เขลา เบาปัญญา แผ่นดินนี้ควรมาเพื่อทำถูก ทำตามคำสอน ส่วนทำผิด ควรไปทำที่อื่นดีเสียกว่า

ทำหนึ่งก็ผิดหนึ่ง จะมาทำผิดหนึ่งได้ผิดร้อยในแผ่นดินศาสนา ตามนิสัยตนนั้นไม่ควร แต่ก็ต้องทำใจ พุทธประวัติว่าไว้ มีคนกล้า คนไม่กลัวกรรม พวกเทวทัตนั่นไง เราท่านเจอ ก็ควรอุเบกขา

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่าฉงน


ในโลกธุรกิจ เมื่อคนผู้หนึ่งทำกิจการใดๆ ย่อมต้องลองผิดลองถูกเป็นธรรมดา ผลแห่งการทำสิ่งใดผิด ทำแล้วขาดทุน หรือไม่มีกำไร ย่อมต้องปรับเปลี่ยนหนทางใหม่ ทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอหนทางที่ใช่ คือ มีกำไร อยู่ได้ เมื่อเจอแล้วคนทั้งหลายก็มักพยายามขยายกิจการนั้นๆ เพื่อพอกพูนกำไร เห็นจนชินตา

กว่าจะถึงวันนั้น เจอสิ่งที่ใช่ ย่อมสามารถนำมาเล่าขานให้คนรุ่นหลังได้ว่า ผ่านความยากลำบาก ล้มลุกกี่ครั้งกี่หน กว่าจะมีวันนี้ และก็คงไม่มีใครที่จะทิ้งหนทางทำกินที่ดี กลับไปเดินทางเก่าอย่างแน่นอน

เมื่อหันกลับมามอง กิจการชีวิต ก็คงไม่แตกต่างกัน ทุกคนอยากมีสุข มีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยไข้ จนไม่สามารถช่วยตนหรือทำอะไรได้ ทุกตัวคน ทุกคนจึงหาหนทางให้กิจการชีวิตของตนมั่นคงที่สุด เท่าที่จะทำได้ อาทิ กินดี อยู่ดี ออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพ หาซื้อโน่นนี่นั่นที่เขาว่าดีมีประโยชน์มาทาน หากแต่คนทั้งหลาย ก็ยากที่จะทำให้กิจการของตนประสพผล หนีเจ็บ หนีป่วย หนีทุกข์ไม่พ้น จะเอาสิ่งใดมาช่วยฟื้นกิจการ ยิ่งทุ่มยิ่งใส่ลงไป อาจจะยิ่งล้มเหลว ถึงกับฉิบหาย ครอบครัวเป็นหนี้ ก็มีให้เห็นมากมาย บางทีครอบครัวอาจต้องแตก หลายคนถูก ทอดทิ้ง บ้างทำใจไม่ได้ก็ฆ่าตัวตาย

คนกลุ่มหนึ่ง เลือกมาฟื้นฟูด้วยศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ที่ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ชี้หนทางในการฟื้นฟูกิจการชีวิตของตน สิ่งที่ทุกคนทำ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ แต่เพื่อชีวิตก็ทำตาม แลคนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่า ตนนั้นเสีย เสียเวลา เสียรายได้ เสียค่าเดินทาง เสียโน่นนี่นั่น อยู่ในใจเป็นธรรมดา

แต่เมื่อทำตาม ยืนระยะได้ เกิดผลตอบแทน กิจการของชีวิต ที่ตกอับถูกรุมเร้าด้วยโรคทั้งหลายทั้งปวง เริ่มคลี่คลาย บ้างก็หายไป

ความคิดถึงการสูญเสีย จะกลับมามีพลังแรงขึ้นเป็นทวีคูณ

หลวงพ่อนิพนธ์มักให้สติว่า ถ้าสิ่งที่สำคัญที่สุดของเราท่านคือชีวิต การทำสิ่งใดตามคำสอนแล้วเกิดผลดีต่อชีวิต ก็ควรทำต่อไป รักษาไว้ หรือทำให้ดียิ่งขึ้น ชีวิตจะได้ ปลอดโรค และ ปลอดภัย

แต่สิ่งที่น่าฉงน หลายคนเมื่อทำตาม สภาพชีวิตดีขึ้น กลับทำตรงข้าม นั่นคือ ลดทอนการทำกิจกรรมความดีที่ช่วยตนลง หันกลับไปทุ่มเทกิจการ ที่ทำลายชีวิตอีกซะงั้น จึงไม่แปลก ที่เห็นบางคน มาแรกๆ อาการสาหัส บอกให้มาสองวัน ทั้งพฤหัสและอาทิตย์ ก็มาได้ แม้นจะบอกว่าให้ไปพักอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนก็ยอม วันเวลาผ่านไป สภาพเริ่มดีขึ้น นั่นเจอหนทางที่ดี กิจการที่ทำแล้วชีวิตดีขึ้น แทนที่จะมุ่งมั่นทำ หรือรักษาไว้ เปล่าเลย ค่อยๆลดลง ห่างไปเรื่อยหรือทิ้งหน้าตาเฉย

บทสรุป นี่แหละเป็นบทพิสูจน์ ว่าคนทั้งหลายไม่เชื่อกรรม เขาจึงคิดว่า หายในวันนี้ กูก็กลับไปลั้นลาทำที่ตนอยาก หาเงิน หาทอง ไม่สนกิจการชีวิตอีก เพราะเชื่อว่าหายแล้วจะไม่มีอะไรมาแผ่วพานอีก ไม่ต้องมาทนสวดมนต์ ทนทำสุขให้ผู้อื่นอีก ไม่เชื่อว่าตนจะมีกรรมรออยู่อีก แต่รุ่นพี่ๆทั้งหลายก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ชีวิตตนหาใช่ดาวค้างฟ้าไม่ เป็นเพียงพลุส่องแสง วันใดที่ผลความดีที่ตนทำหมด พลุนั้นก็ร่วง ชีวิตตนก็อับเฉาอีก

เรื่องน่าฉงน จึงเป็นคำถาม ก็ไหนบอกว่าชีวิตสำคัญที่สุด เจอหนทางบุญ ทำแล้วช่วยตนได้ เจอะเจอกับตัว เกิดกับตัว แต่กลับไม่เอาไปใช้ ไม่อยากทำ ทิ้งหน้าตาเฉย นี่กรรมอะไรเล่า เบาปัญญา น่าใจหาย

ดูรึ เวลาไปกินเหล้า เมายา เล่นการพนัน ดูหนัง ดูละคร หรือเบียดเบียนผู้อื่น นั่นกรรมชัดๆ แต่เต็มใจ รื่นเริง บันเทิงใจ แต่พอจะมาทำธรรม โอยไม่ไหว นั่งนานไม่ได้ ไม่มีแรง บอกเพลีย จะปลอกมะกรูดลูก ให้ผู้อื่นยังไม่ได้เลย ไม่ไหว. ฉงนยิ่งนัก ไหนบอกอยากสุข ทางสุขที่แม่ชีเมี้ยนชี้ ไม่เอา ไม่ทำ แล้วจะสุขโดยวิธีใด นั่งร้องขอพร ขอสุข แล้วจะได้กระนั้นหรือ ไม่มีทาง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ “ถ้าแผ่นดินนี้ช่วยไม่ได้ ก็ไม่มีแผ่นดินใด ยาใด พรใด ช่วยท่านได้อย่างแน่นอน”

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

กรรมมีจริง ท่านตายแล้วต้องเกิด


ไม่แปลกใจที่คนส่วนใหญ่ มักทำตามนิสัยตน ไม่ว่าใครก็ห้ามไม่ได้ ฉุดไม่อยู่ เราจึงได้ยินคำพูดเหล่านี้เสมอ “ไม่ต้องมายุ่งกับผม เรื่องของฉัน คนอื่นไม่เกี่ยว กูเลือกทางเดินของกูเอง”

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณา ความเป็นจริง ทำไมคนอื่นต้องเกี่ยว เพราะเราท่านไม่ได้เกิดมาเอง ล้วนมีพ่อมีแม่ ไม่ได้เกิดมาก็ช่วยตนเองได้ ย่อมต้องมีผู้อุปการะอุปถัมภ์มาทั้งสิ้น ที่สำคัญ การกระทำของตนมาจนถึงวันนี้ ล้วนก่อให้เกิดเจ้ากรรมนายเวร มากมายมหาศาล นี่แลทำไมคนจึงเป็นสัตว์สังคม ศาสนาชี้ก็เพราะผูกกรรมกันมา

จุดใหญ่ใจความสำคัญ ที่คนมาหาศาสนา ก็เพราะต้องเกิดนี่เอง ถ้าตายแล้วจบ จะมีศาสนาไปทำไม เล่นบรรเลงไปตามนิสัยสันดานแห่งตน ถ้าต้องทุกข์ในวันนี้ ไม่ชอบชีวิตในวันนี้ ก็จบชีวิตตน ไม่ต้องทุกข์ แล้วๆ กันไป

แต่ศาสนาชี้ว่า มันไม่จบ มันต้องเกิด เกิดมารับผลกรรมที่ทำมา ไม่ว่าดีหรือชั่ว ทุกตัวคน ประเด็นก็คือ แล้วเอาอะไรไปได้บ้าง อะไรที่เป็นของเรา ถ้าอยากมีสุข ทุกภพชาติ หรือมีทุกข์น้อยๆหน่อย ทำอย่างไร นี่แหละความจำเป็นของศาสนา

อันจะเห็นว่า ไม่ใช่ทุกคนอยากพบ อยากเจอ อยากได้ศาสนา พระภูมี จึงชี้ว่า ศาสนาเป็นขวัญใจของคนทุกข์ ศาสนาจึงเป็นที่รวมของคนทุกข์ ที่อยากพ้นทุกข์ ไม่ว่า จะเป็นพ้นโรค พ้นภัย หรือที่สุดคือพ้นกรรม ใครที่บอก จะให้ศาสนาแผ่กว้างไกลไปทั่วโลก อันนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ ดูเยี่ยงพระโคดม ผู้มีวาทะศิลป์และศักดิ์ วรรณะสูง ยังทำให้คนเชื่อและเดินตาม ได้ไม่ถึงแสนคนเลย

ท่านอาสิจึงชี้ว่า หายโรค มันก็จบแค่ชาตินี้ ชาติหน้าไม่รู้ สิ่งที่สร้างสุขนิรันดร์ เอาติดวิญญาณไปได้ คือนิสัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง

บทสรุป แม่ชีเมี้ยนตรัสชี้นิสัยมนุษย์ ชอบเอาแต่สุขเฉพาะหน้า คือเอาแต่สุขในวันนี้ วินัยของพระภูมี จึงไม่อยากทำ 

แต่จำไว้น่ะ “กรรมเราทำมา กรรมมันใช้ กรรมมันสั่งแล้วเป็นทุกข์” ตายไปก็ไปเกิด ดังนั้น ท่านจึงให้สติสงฆ์ว่า “อยู่ใต้ฟ้า อย่าท้าฝน เกิดเป็นคนอย่าท้ากรรม”

ศาสนามีไว้ทำไม “มีไว้เลือกเกิดได้ เลือกที่จะสุข หรือทุกข์ได้ พรหมลิขิตเราท่าน มิใช่ฟ้ากำหนด เราท่านนั่นแหละ เป็นผู้เขียน” ศาสนาจึงมีคำสอน ให้เราท่านเขียนพรหมลิขิตที่ดี รอเราท่านอยู่วันข้างหน้า ส่วนหายโรค นั้นของแถม สมุนไพร เป็นรูปธรรม ไว้ให้คนเห็น เห็นไหม ทำแล้วหายโรคได้ สิ่งที่สอน ทำแล้วเป็นผล

เพราะศาสตร์ของแม่ชีเมี้ยน เป็นของจริง พูดความจริง ทำแล้วจึงไม่เป็นเหมือนคนทั้งโลก เชื่อได้ไง ก็ทำผิดผลผิดยังเกิดกับตน แลทำตามแม่ชีเมี้ยน อาจไม่ถูกใจ แต่ทำแล้วผลถูกเกิด จะบอกว่าคำสอนผิดได้อย่างไร ส่วนที่อ้างโน่นนี่นั่นสอน ลองไปทำสิ ดูสิจะรอดไหม แล้วจะบอกว่าถูกได้ด้วยเหตุผลใด ก็เห็นอยู่ทำผิดผลผิดจึงเกิด ไม่ว่าจะดูน่าเชื่อถือสักฉันใด ความจริงมันก็ฟ้อง

คนเป็นปราชญ์จึงดูที่ผล ไม่เชื่อเพราะเขาว่า เขามีปริญญา เขาน่าเชื่อถือ เขาพูดดีมีหลักการ เขาแต่งตัวดี

ฤาท่านไม่เชื่อว่า “กรรมมีจริง ท่านตายแล้วต้องเกิด” ความจริงนี้ทุกคนจะรู้ เมื่อใกล้ตายนั่นแล ตัวกระทำอะไรรออยู่

ศาสนาชี้ว่า “หัวใจธรรมดี ก็มีกายเป็นคนอีก ถ้าหัวใจธรรมไม่มี ก็กลายเป็นสัตว์” ไม่ต้องแปลกใจ กินเข้าไปเถอะ เป็ดไก่ ไม่มีวันหมด เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อกรรม ไม่กลัวกรรม ไม่เอาศาสนา แล้วคนทั้งหลายก็ไม่เชื่ออีก ว่าสัตว์นั้นก็มนุษย์นั่นแหละ มันมาคลุกคลีกับเราท่าน เราไม่รู้หรอกว่าเป็นใคร แต่สัตว์นั้นรู้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเลี้ยงสัตว์ และสอนให้บริจาคทานแก่สัตว์ เพราะถ้าพ่อแม่เราตาย การกระทำพลาดต้องกลายเป็นสัตว์ ก็หวังให้มาเกิดใช้ในแผ่นดินอภัยทานของศาสนา จะได้อยู่ใช้จนครบอายุขัย แล้วไปเกิดเป็นคนอีก ไปดูบ่อปลาของท่านสิ ยื่นหน้าไป ปลาพ่อแม่เห็นเรา ก็โผล่มา ให้เราเลี้ยง เราเลี้ยงบ้างคนอื่นเลี้ยงบ้าง ไม่ต้องโดนจับกินก่อนครบอายุขัย ต้องไปเกิดเป็นปลาให้ครบ มัวแต่คดข้าวใส่ชาม ตั้งหน้าหิ้ง นั่นจะได้กินได้ฉันใด ตกเย็นก็เททิ้ง นั่นแลที่มาของเขตอภัยทาน

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

มิสงสัยหรือ


คนเป็นพันล้านคนในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะอยู่สถานะอะไร มิมีใครสงสัยบ้างหรือ ทำไมต้อง เจ็บ แล้วตาย ไม่มีใครพ้น

เขาสอนว่า กินอาหารดี สะอาด ดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย จะห่างไกลจากโรค

แต่มิว่าทำสักฉันใด ทุกคนก็หนีไม่พ้น ทั้งๆที่ไม่มีใครอยากเจ็บ

นี่แหละทำไมเราท่านจึงควรไปหาศาสนา เพราะศาสนารู้ เหตุแห่งความเจ็บ ยิ่งไปกว่านั้น รู้หนทางที่จะทำให้เหนือมนุษย์นั่นคือ ไม่เจ็บได้ โลกนี้จึงต้องมีศาสนา ให้คนที่เบื่อเจ็บ เบื่อวัฐจักรอันนี้ ได้แก้ไข

มันก็จึงไม่แปลก ว่าสิ่งที่ศาสนาของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงเป็นคำสอนที่ คนทั้งโลกเขาไม่ทำกัน เดินย้อนนิสัย คนที่จะทำจึงไม่คุ้นชิน เลยกลายเป็นของยาก ผู้ใดทำได้ จึงเรียก มีการกระทำเหนือมนุษย์ ตามรอยพระภูมี สิ่งที่ได้จึงมีค่ามหาศาล นั่นคือ ไม่เจ็บแบบคนทั้งโลก ไม่เป็นไปตามวัฐจักรของโลก ยิ่งถ้าทำตนพ้นกิเลส พ้นโลก ไม่มีนิสัยโลกเหลืออยู่ จึงเรียกคนเหล่านั้นว่า คนเหนือโลก เช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์

บทสรุป เราท่านเป็นไปตามโลก เพราะโลกเป็นไปตามกรรม เพราะคนทั้งหลาย ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า จึงไม่เชื่อว่ากรรมมีจริง จึงไม่เชื่อว่า เจ็บหรือเป็นโรค นั่นกรรมเราท่านทำมา ด้วยพิจารณาสิ่งที่เกิดผิด สมมุติฐานผิด การแก้โดยยา การร้องขอพร พรมน้ำมนต์ พิธีกรรม มันจึงไม่เกิดผล เมื่อเจอศาสนาที่แท้จริง เขาจะสอน ให้แก้ที่เหตุ คือ “นิสัย” ที่เป็นต้นเรื่องของกรรม ของโลก ทำได้ก็ชนะกรรม ชนะโรคได้

รู้ความจริงนี้ จึงเข้าใจว่า ทำไมสมุนไพร จึงทานยาก ทำไมต้องยอม “ลงแดง” ทำไมต้องเปลี่ยนพฤติกรรม หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ นั่นใช้กรรมเก่า และไม่สร้างกรรมใหม่ ใครทำได้ โรคอะไรก็หายได้

แม่ชีเมี้ยนจึงสอนสงฆ์เสมอว่า “ จงพยายามน่ะ ขันติ และอดทน “

ใครที่บอกว่าแน่ มียารักษาโรค วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ คนผู้นั้นจะตกในวังวนคำสาป “หมองูตายเพราะงู”

ถ้าไม่เชื่อ ก็ถอยไปยืนดู รอดูพระพุทธเจ้าอุบัติในประเทศพม่า แล้วฟังคำสอนเหมือนที่แม่ชีเมี้ยนสอนไหม

คนมีปรารถนาโน่นนี่นั่น แต่เราอยากบอกว่า สิ่งที่ควรปรารถนาที่สุด คือ ได้อยู่ดูศาสนาพระอริยเจ้า ได้ฟัง ได้ทำตาม เพื่อสุขแห่งตน

ส่วนพวกเหลือบศาสนา ก็เตือนไว้ วันนี้ของจริงเขายังไม่ปรากฏ จะบรรเลงตามนิสัย ก็คงพอทน วันใดที่พระพุทธเจ้าอุบัติ แล้วลองผิด พุทธบัญญัติสิ เราท่านจะได้เห็น “ธรณีสูบ” เป็นเช่นไร นั่นแลบุญญาธิการของศาสนา ที่ครั้งอินเดีย เจอมาแล้ว

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หลักเหตุผล


ศาสนาพุทธ ทำไมถึงคนหลายคนไม่ชอบ แต่ก็ต้องยอมรับ ก็ด้วยเป็นหลัก เหตุและผล ที่ซึ่งพิสูจน์ได้นั่นเอง

เมื่อเหลือบศาสนาเจริญรุ่งเรืองแฝงเข้ามาในศาสนา สิ่งที่ทำพิสูจน์ไม่ได้ ก็อ้าง “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ทั้งที่พระพุทธ ไม่เคยเอ่ยไม่เคยอ้าง มีแต่บอกอย่าเพิ่งเชื่อ ควรพิสูจน์ พิจารณาให้เห็นจริงก่อน แล้วจึงเชื่อ จึงทำ

ใครที่บอกบ้านเมืองนี้เป็นพุทธ นั่นอ้างตำรา เขาว่ากัน หากแต่ลองไปฟังนักวิชาการ ที่ชี้ให้เห็นว่า บ้านเมืองเรายามนี้ ไม่ใช่พุทธ แต่เป็นพราหมณ์บวกผี ต่างหาก มันจึงไม่แปลก มีผีบ้านผีเรือนสารพัน มีพิธีกรรมมากมาย บอกพิธีทางพุทธ แต่ให้พราหมณ์ทำก็เห็นกันมากมาย

ไม่ได้มาถกว่าอันไหนดีไม่ดี แต่กำลังชี้ว่า ถ้าเป็นยามปกติ จะทำอย่างไรไม่ว่ากัน แต่หากเป็นเรื่องของชีวิต ยิ่งตอนมีกรรม มีโรคด้วยแล้ว สิ่งที่เดิมพัน คือชีวิต ควรหรือที่จะไม่ใส่ใจในรายละเอียด ไม่พิสูจน์หรือทำให้เห็น แล้วจึงเอาชีวิตไปฝากกับสิ่งนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา เรื่องของชีวิต “เหยียบเรือสองแคมสามแคมไม่ได้” เพราะจะไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ช่วยตนได้แท้จริงคืออะไร ไม่วิกฤตก็พอทน วิกฤติมาวันใด คว้าฉวยผิด นั่นชีวิตน่ะ ที่ต้องเสียไป เหมือนพระในคอ ใครที่แขวนหลายองค์ก็พึงระวัง ถ้ามีองค์เดียว ก็รู้ได้ ถ้าพ้นภัยก็นี่แหละพึ่งได้ ถ้าไม่พ้นก็ทิ้งเสีย หาที่พึ่งใหม่

สมุนไพรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ว่าต้องพิสูจน์ให้คนทั้งหลายเห็น ไม่ใช่มาทานเพราะเขาเล่าว่า เขาอ้างว่าดี แล้วจึงมา จนถึงวันนี้ จึงไม่กลัว ใครอยากตรวจมา ใครอยากพิสูจน์มา

หากแต่เราแปลกใจในพฤติกรรมของหลายคน ไม่ต้องอื่นไกล แม่ของเพื่อน เป็นมะเร็ง หาหมอก็มีแต่ทรงกับทรุด ต้องผ่าต้องตัด ก็ยังไปหา เขาบอกมียาแจกที่โน่น ก็ไปกับเขาเลิกหมอ ไปกินยาแจกกินไปกินมา จากลำไส้ นี่ลามไปตับ เห็นก็เห็นว่าแม่ไม่ดีขึ้น แต่ก็ยังไปอยู่ ถ้ามาทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ใจสู้ไม่ถอยแบบนี้ ผลก็คงอยู่ไม่ไกล เสียดายคนที่มาส่วนใหญ่ ยืนระยะไม่ได้ จะเอาแต่ใจตน หายไวๆ คนที่ยืนระยะกลับไม่ชอบสมุนไพร นี่แหละหนากรรม จับคู่ไม่ได้ ผลก็ไม่มีทั้งสองแบบ

บทสรุปนที่จะรอด ต้องศึกษา คุ้ยขุดให้เห็นจริง เมื่อนั้นจึงเกิดความเชื่อ ศรัทธา จึงมุ่งมั่นทุ่มเททำ และยอมรับความจริงว่ามันต้องใช้เวลา ถ้าหวังปาฏิหาริย์ เจอยาดี หมอดี ไม่มีทางช่วยตนได้ หาไปเถอะไม่มีวันเจอ สิ่งที่เจอก็เหมือนศาสนาพุทธในวันนี้ คือเหลือบที่หากินกับชีวิตมนุษย์เท่านั้นเอง ทั้งที่ช่วยไม่ได้ ก็บอกได้ ถ้าไม่ยอมเชื่อ ก็เอาความตาย ความทรมานมาขู่

ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ว่า หากจะเลือกแบบไหน เป็นสิทธิ์แห่งตน ชีวิตตน หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา ควรทำแบบคนฉลาด นั่นคือ อย่ามั่ว เลือกทำทีละสิ่ง พิสูจน์ให้เห็นชัด ไม่ใช่ก็ทิ้งไป อันไหนใช่ ก็คว้าให้มั่น เพียงสิ่งเดียว มิใช่เจออะไรก็เอาหมด อันไหนว่าดี เขาบอกต้นนั้นดี ก็ไปหามาทาน เขาบอกหมอนั้นดี ก็ไป เขาบอกเจ้านั้นดี ก็ไปพบ เขาบอก ... มีแต่เขาบอก นี่แลจึงยิ่งดิ้นยิ่งเหมือนลิงแก้แห ท้ายที่สุดตายไปจึงรู้ว่าสิ่งที่ตนทำล้วนพึ่งไม่ได้ ไม่เป็นแก่นสาร จะกลับมาบอกลูกหลานก็ไม่ได้

ที่สำคัญ พลาดเพียงคนเดียวก็พอไหว นี่พาลูกหลานหลงทาง ไปด้วย นอนตาหลับหรือ ยิ่งก่อหนี้ทิ้งไว้ ให้ลูกหลาน หนังเศร้ารันทดยาวไม่จบ ลำบากดิ้นรนใช้หนี้ แล้วเขาจะคิดถึงเราแบบไหน. อ้างกตัญญูคำเดียว สร้างภาระให้ลูกหลาน

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทำน้อยแต่ทำได้


ศาสตร์พระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า สอนให้ทำ ทำเท่าที่พอทำได้ ไม่ว่าสิ่งที่ทำนั้นจะน้อยสักเพียงใด หากทำได้ก็เสมือนน้ำหยดน้อยๆ ทำบ่อยๆหยดบ่อยๆ ก็ช่วยตนได้

หลายคนบอก อยากขอบทสวดมนต์ไปสวดที่บ้าน แต่เราจำได้ตั้งแต่เล็ก พระยุคถ้ำกระบอก ไม่ให้ บทสวด ให้เพียงคำสวดเพียงคำเดียว เรียกในสมัยนั้นว่า “พระคาถา” จากบทสวดใดก็ตามที แล้วเขียนส่งให้ รับไป ท่องจนขึ้นใจ ก็เอาใบนั้นกลืนลงไป ใช้ทุกกรณี ตั้งแต่ทานสมุนไพร เดินทาง หรือจะทำสิ่งใด

หรือถ้าเป็นคนเลิกยา ในยุคแรกๆ ก็ใช้คำ “งะ กา สะ มา” เป็นพระคาถา หลังเลิกยา

จวบจนยุคหลังที่มีชมรมคนรักสุขภาพ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้เปลี่ยนมาใช้ พระนามของโลกุตระ เป็นพระคาถา มาจนทุกวันนี้ สำหรับใครที่ต้องการ

บทสรุป แค่คำเดียว หากใช้เป็นสติ ลดกิริยา ลดพฤติกรรมของตนลงได้ เป็นเครื่องระลึก เป็นเครื่องเตือน ว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชน เราต้องกลัวกรรม เมื่อร้อน พระคาถาคำเดียวนี้ก็เสมือนน้ำทิพย์ ราดรดใจให้เย็นลง ไม่สร้างกรรมสร้างเวรได้แล้ว ไปอยู่ ที่ใดก็สร้างบุญทานบารมีช่วยตนได้

มาวันนี้ อย่าว่าแต่พระคาถาเลย นั่งอยู่ต่อหน้าแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ ยังหยุดพฤติกรรมอะไรไม่ได้เลย แค่สงบยังไม่ยอม นับภาษาอะไร เมื่อออกไปเจอเหตุจะหยุดตนเองได้

ดูสิบอกมาก็หลายปี โดนปาดหน้านิดเดียว ไล่เอาคืนกันมาหลายสิบกิโล ถึงที่ ฉิบหายแล้ว มามูลนิธิเหมือนกันนี่หว่า นี่แหละ “หมิ่นเงินน้อย” คือเห็นว่าพฤติกรรมเล็กน้อย แค่เงียบสงบ จิ๊บจ๊อย ไม่สำคัญ ก็จิ๊บจ๊อยหยุดไม่ได้ กรรมมา นั่นพายุ จะเอาอะไรไปหยุด ถ้าจิ๊บจ๊อย หยุดกาย วาจาใจชั่วครู่ชั่วยามได้ ฝึกทุกวัน ก็ลดพายุหนักเป็นเบา เบาก็หายไปได้ ดีน่ะไม่เกิดอุบัติเหตุชนกัน ยิงกัน นี่ก็บ่งบอก หลายปีที่ผ่าน ไม่เอา ไม่ทำสิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนเลย การมาก็เสียเปล่า สิ่งที่ได้ แรงกายที่ทำ นั่นมัน “เป็นทาน” แต่ทานแก้กรรมไม่ได้น่ะ

ใครว่าเงียบจิ๊บจ๊อย เชื่อหรือไม่หยุดมะเร็งได้ ถ้าหยุดตนได้

ก็ถ้าหมิ่นเงินน้อย สิ่งที่ทำหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า การมา การทานสมุนไพร ก็ได้แค่ประทัง หรือหายโรคนี้เป็นโรคนั้น เท่านั้นเอง ก็เงินน้อยนิดนี่แหละ คนทำได้หายกันมานักต่อนักแล้ว เพราะจะเริ่มหาเงินเป็นได้ทีละมากๆ ก็เริ่มจากเงินน้อยนี่เอง

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กูทำแล้วกูต้องได้


หลายคนเชื่อว่า เมื่อตนเองทำสิ่งใด ย่อมต้องได้ผลตอบแทน และที่ไปไกลกว่านั้นคือ ผลต้องเป็นตามที่ตนคิดตนหวังอย่างแน่นอน จึงไม่ต้องแปลกใจ ทุกแห่งทุกหน เช้าๆก็เห็นคนใส่บาตร กรวดน้ำ ไปไหนก็เห็นตู้บริจาค แลก็มีคนบริจาคกันมากมาย แล้วภาพชินตา ก็คือ จบแล้วจบอีก ขอนั่นขอนี่ และคิดว่าต้องได้ตามที่ตนทำ ตนหวัง

แต่ไม่เคยมีใครสงสัย มีใครถาม ว่าพ่อแม่เรา ปู่ย่าตายายเราที่ทำมาก่อนหน้านั้น หลายคนทำมาแต่เล็กแต่น้อย. แล้วทำไมวาระสุดท้ายที่เห็น ไม่น่าดูเลย อมทุกข์ อมโรค นานปี กว่าจะเสีย ช่างน่าขัดกับพฤติกรรมที่ทำนัก จนหลายคนอดคิดไม่ได้ว่าทำดีไม่ได้ดี

ย้อนยุคถ้ำกระบอก มีโยมคนหนึ่งนำข้าวสารมาถวาย 5 กระสอบ ท่านตรัสกับสงฆ์ว่า ท่านใดทำที่ปรารถนาของเจ้าของได้ก็นำไปทานได้ เมื่อถามว่าเจ้าของข้าวปรารถนาอะไร ท่านตอบว่า เขาขอรางวัลที่ 1 ข้าวเหล่านั้นจึงไม่มีองค์ไหนกล้านำไปทาน

แปลว่าอะไร หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณา ว่าผลของสิ่งที่ทำขึ้นกับผู้แปรไข หรือ ผู้ที่รับ เป็นสำคัญ ว่านำสิ่งนั้นไปทำอะไร เกิดประโยชน์มากน้อยเพียงใด. อุปมา ข้าวของโยม บอกว่าถวายพระ แล้วผลที่จะได้ ถ้าพระนั้นฉันแล้วไปช่วยคน สอนธรรมให้คนเป็นคนดี ผลที่คืนมาก็มหาศาล หากฉันแล้ว ไปใบ้หวย ทำตะกรุดผ้ายันต์ หลอกคนทั่วไปคิดเอา ว่าผลที่ย้อนมาจะได้อะไร เพราะทำให้คนหลงงมงาย ในสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร

บทสรุป ฉะนั้น แม้นการกระทำแลเจตนาจะดี หากจะหวังผลต้องดูผลของการกระทำนั้นๆด้วย จึงต้องเลือกว่าจะทำกับใคร ไม่ใช่ใครก็ได้ แล้วเหมาเอาว่า ทำแล้วตนต้องได้ ก็ย้อนดูพุทธประวัติ พระภูมียังต้องเลือกบุรุษที่สามารถฝึกได้ มิฉะนั้นคำสอนของท่านก็จะเสียผลได้

ก็แล้วมูลนิธิเล่า จะเอ่ยอ้าง สมุนไพรดี ช่วยได้ทุกคน ย่อมเป็นไปไม่ได้ ท่านอาสิ จึงชี้ว่า เฉพาะคนที่ฟัง พิจารณา เชื่อแล้วทำตาม ก็ถ้าคนมาแล้วไม่ทำ การชวนคนมาช่วยเก็บใบยา ทำยา เอามะกรูด มะนาว มะพร้าว จะหวังผลอะไรเป็นแก่นสาร หรือช่วยตน ย่อมไม่มีหรือมีน้อย

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ช่วยเขาแล้วเราตาย...กตัญญูมีบ้างไหม?


ศาสนาของพระภูมี ละเอียดอ่อน เป็นศาสนาพิจารณาแล้วทำ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่าทำไม จึงเริ่มที่ความกตัญญู แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า เป็นศาสนาที่ต้องมีครู ไม่ใช่รู้เอง เพราะมีครูสอน จึงรู้ว่า ก ไก่ ข ไข่ เขียนอย่างไร เมื่อรู้แล้วต้องทำเอง เขียนเอง จึงเรียกตรัสรู้ นั่นคือ ทำจนรู้ ด้วยตนเอง สิ่งที่รู้จึงช่วยตนได้ ช่วยผู้อื่นที่เชื่อแล้วทำตามได้

จุดใหญ่ใจความของเนื้อหา จึงพูดแต่เรื่องกรรม เรียก “กรรมอุปาทาน” แล้วชี้ว่า “กรรมนี่แหละนำเกิด” วิชาที่เรียน จึงมุ่งไปที่ “นิสัย” ที่สร้างกรรมเป็นหัวใจ

ประเด็นก็คือ ตัวเรา เกิดเพราะมีกรรม จะมาบอกว่าตัวเราเป็นของเราโดยลำพังไม่ได้ เพราะไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ หากแต่ผูกกรรมกันมา สังขารตัวเรา ท่านชี้ว่า “กระดูกของพ่อ เลือดเนื้อของแม่” สิ่งที่เราท่านทำ ทุกสิ่งอย่างในศาสนา จึงส่งถึงพ่อแม่โดยอัติโนมัติจึงมีคำว่า เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้นกว่าจะโตมา ย่อมต้องมีผู้อุปการะ ผู้อุปถัมภ์ มีเจ้ากรรมนายเวร อย่างแน่แท้ ที่การกระทำของเราท่านย่อมมีผลต่อคนเหล่านั้น

หลวงพ่อนิพนธ์แปลความให้ฟังว่า หมายความว่า ถ้าเราท่านมีความกตัญญู ย่อมต้องควบคุมพฤติกรรมเพื่อให้ผลที่ส่งไปแก่คนเหล่านั้นแลแก่ตน เป็นผลที่ดี นี่แลทำไมจึงต้องทำความดี แลตัวกระทำไม่ตาย เมื่อเราท่านเปลี่ยนสถานะเป็น พ่อแม่ ผู้อุปถัมภ์ ผู้อุปการะ เจ้ากรรมนายเวร ย่อมได้รับสิ่งเดียวกันกับที่ทำมาแล้วนั่นเอง

ครั้นวันนี้ มาหาศาสนาของแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์มักพูดเสมอ ให้กราบไหว้ แม่ชีเมี้ยน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ให้คำสอนเราท่านมาช่วยตน ส่วนตัวท่านไม่จำเป็น แต่ฟ้าดินเขาถือสา เพราะเป็นตัวแทน ใครกราบไหว้ย่อมหมายถึงจิตกตัญญู เป็นตัวเริ่มในการพยายามทำความดีนั่นเอง พูดง่ายๆเป็นเครื่องเตือนใจตนให้ทำดีนั่นเอง

แล้วถ้าไม่ทำหล่ะ ไม่กตัญญูหล่ะ จะไปทางไหน นั่นก็หมายความว่า สิ่งที่ศาสนาหรือหลวงพ่อนิพนธ์ให้ ไม่ว่าคำสอนหรือสมุนไพร รับมาแล้วทำให้กลับมามีกำลัง เป็นปกติได้ หากแต่เอาสิ่งที่ได้ไปทำบาปอีก คนที่ถูกกระทำย่อมฟ้องฟ้าดิน ไปช่วยเขาทำไม ฉันจึงถูกทำร้าย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ท่านเป็นตัวอย่างให้ฟังว่าทำไมจึงต้องถูกตัดขา มิใช่กรรมของท่าน หากแต่คนที่ท่านช่วยเป็นเบาหวาน กำลังถูกตัดขา ท่านเมตตาช่วยเขา หวังว่าช่วยแล้วคงสามารถสอนให้กลับมาเป็นคนดีได้ ครั้นคนผู้นั้นหายเบาหวานไม่ต้องตัดขา มีสุขภาพดี แข็งแรง กลับเอาแรงที่ได้ไปปลุกปล้ำผู้หญิง ผลจึงย้อนมาหาท่านนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คนทั้งหลายที่มา มาเพื่อให้ช่วย หากแต่ช่วยแล้ว ผลย่อมตกกับผู้ช่วยเป็นแน่แท้ กระไดกตัญญูจึงสำคัญยิ่ง หากคนผู้นั้นไม่มี ช่วยแล้วไปทำแบบชายที่เป็นเบาหวาน ช่วยแล้วเอาแรงที่ได้ไปให้ทุกข์ผู้อื่น ไปด่าเขา ไปเอารัดเอาเปรียบเขา ไปเบียดเบียนเขา ผลย่อมย้อนมาหาผู้ช่วยเช่นกัน

ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าช่วยแล้ว คนผู้นั้นเกิดกตัญญู ก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมแห่งตน ให้เป็นคนดีตามคำสอน เพื่อให้ผลดีย้อนกลับไปหาผู้ช่วยเพื่อตอบแทน

จึงอย่าแปลกใจเลย คนที่กตัญญูจึงมักเริ่มที่การกราบไหว้ แล้วก็มุ่งมั่นดำรงวินัย ตั้งปณิธานจะเป็นคนดี คนผู้นั้นจึงสงบเงียบ ปฏิบัตตามคำสอน มุ่งให้สุขแก่ผู้อื่น จากแรงที่ได้มาตามที่ตนพอทำได้

ภาพที่ปรากฎ เราท่านจึงสูญเสียหลวงพ่อนิพนธ์ไป เพราะคนส่วนใหญ่ หายแล้วก็กลับไปสร้างกรรมเหมือนเดิม ท่านจึงพูดว่าเข้าตำรา “ช่วยเขาแล้วเราตาย” วันนี้ ก็ยังคงเป็นแบบเดิม คนส่วนใหญ่ ไม่เชื่อกรรม ไม่คิดจะทำตนเป็นคนดี ไม่แม้นจะหยุดสักชั่วโมงนาที แสดงกตัญญู หยุดว่าร้าย หยุดนิสัยตน ชั่วครู่ชั่วยามไม่มีเลย

เราจึงสงสัยว่า ไม่ต้องท่านอาสิ เอาแค่คนที่เขามาช่วย ทำยา เก็บใบยา เอามะพร้าวมา เอามะกรูดมา มุ่งหวังช่วยคน ให้พ้นโรค ให้เป็นคนดี หวังว่าผลแห่งการกระทำของเขาจะได้ผลบุญผลกรรมดีมาช่วยตน แต่ความเป็นจริงสงสัยจะได้ตัดขาแบบหลวงพ่อนิพนธ์ซะมากกว่า เพราะคนที่ช่วยเขาไม่กลัวกรรม ไม่คิดจะเป็นคนดี ลานบุญของแม่ชีเมี้ยน ที่ควรจะเห็นรอยอดีตครั้งพุทธกาล ที่คนลดกิริยา สงบ ไม่มีเสียงพูด มีแต่เสียงสวดมนต์ มีแต่เสียงธรรมคำสอน มันจึงกลายเป็นเสียงตลาดแตก คนทั้งหลายมาบรรเลงแต่นิสัยตน ติคนนั้น ว่าคนนี้

คำถามก็คือ ควรที่จะทำต่อ หรือทำไปทำไม ...

บังเอิญท่านอาสิมีเมตตา ให้โอกาส แต่เราเห็นว่า วันหนึ่งก็ต้องเปลี่ยน. เลือกเฉพาะคนที่อยากได้ ทำได้ ดีกว่าไหม คนที่มาอาสา มาช่วย เอามะกรูด มาให้ เขาจะได้รับผลจากผู้กตัญญูทั้งหลาย ที่รับแล้วทำตนเป็นคนดี หรือจะรอให้เสียท่านอาสิไปอีกคน ฤา สถานที่แห่งนี้ต้องปิดเพราะไม่มีคนทำ ไม่มีคนอยากเป็นคนดี ไม่มีคนกตัญญูรู้คุณ แล้วจะทำไปทำไม ปิดให้ท่านอาสิ ยังคงอยู่ ไปทำสำนักสงฆ์อย่างเดียวดีกว่า ย้อนรอยแม่ชีเมี้ยนดีกว่า ใครอยากหายโรค บวชได้ไหม ไม่ได้ก็กลับบ้านไป บ้านใครบ้านมัน

ไม่ใช่ใจร้าย ขาดเมตตาแต่เพราะคนทั้งหลายไม่เชื่อว่า “โรคเกิดจากกรรม เปลี่ยนโรคต้องเปลี่ยนนิสัย” และบทเริ่ม คือความกตัญญู

ก็ทางโลกเขายังว่า กตัญญูพ่อแม่ “ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้” เลย นี่ศาสนา นี่พระพุทธน่ะ ถ้าไม่เอา ไม่ทำ ก็บ้านใครบ้านมัน ถ้าไม่คิดจะให้สุขย้อนไปยังครูบาอาจารย์ ก็ไม่ควรให้กรรมของตนย้อนไปให้ท่าน

คนเขามา เห็นพฤติกรรม เขาไม่ว่าเราท่าน แต่เขาจะว่าเจ้าอาวาส นี่หรือคนที่ท่านอยากช่วย ถามสักนิด ช่วยคนอกตัญญูทำไม ให้มีแรงไปสร้างบาปสร้างกรรม ปล่อยมันตายไปดีกว่าไหม

แลมองเลยไปข้างบน แม่ชีเมี้ยน พระพุทธ ก็ย่อมน้ำตานอง นี่หรือคนที่ท่านช่วย

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561

รู้หรือจำ


ประวัติศาสตร์จีนบันทึกการรบตอนหนึ่ง อันเป็นที่มาของคำกล่าวว่า “แม่ทัพบนกระดานหมาก”

อันหมายถึง คนผู้หนึ่งที่รู้กลศึก สามารถโต้ตอบแก้ไขได้อย่างยอดเยี่ยม จนหาผู้ใดเปรียบได้ นั่นคือ บนกระดานหมากล้อมสามารถอ่านทะลุปรุโปร่ง แลมิเคยพ่ายแพ้ผู้ใด หากแต่มิเคยทำการรบแม้นแต่ครั้งเดียว ครั้นถูกแต่งตั้งด้วยคำร่ำลือที่ชมเชยกันทั่วหน้าให้เป็นแม่ทัพใหญ่ กลับกลายเป็นผู้ที่ทำให้อาณาจักรของตนล่มสลาย ด้วยพ่ายศึกยับเยิน

ฉันใดก็ฉันนั้น นี่คือสิ่งที่คนทั้งหลายเดินรอยตามในวันนี้ เรียนรู้ ฟังสรรพสิ่งมากมาย ถามมา ตอบไป ยิ่งกว่าอับดุล ไม่ว่าทางโลก ทางธรรม รู้ไปหมด ถ้าไม่รู้บอกรอเดี๋ยวถามอากู๋ในโทรศัพท์แป๊บ แล้วก็มาตอบเป็นฉากๆ ล้วนแล้วจำมารู้ทั้งสิ้น

แต่ครั้นให้ไปรบจริง ผลที่ปรากฎ นั่นคือ พ่ายศึกยับเยิน ชีวิตต้องเผชิญทุกข์แสนสาหัส ด้วยโรคนี้โรคนั้น บางคนก็ต้องย่อยยับถึงชีวิต ก็มากมาย คำถามคือ แล้วสิ่งที่รู้มา มีประโยชน์อันใด ช่วยตนไม่ได้เลย เพราะไม่ได้รู้ด้วยทำมา

แม่ชีเมี้ยนสอนขันติสงฆ์ของท่านว่า การเรียนรู้ หรือจำเขามารู้ มันเลยไม่รู้ว่าใช้ได้หรือไม่ ศาสนาจึงไม่มีพระไตรปิฏก แต่สอนให้ทำ ชี้ให้พิจารณา เมื่อทำเอง ทำได้ จึงรู้ สิ่งที่รู้จึงเอาไปช่วยตนได้ การไปท่องตำรา เสียเวลาช้าไปเปล่าๆ ต้องเปรียญเก้าประโยค นักธรรมโน่นนี่นั่น ถามสิ ปวดท้องทำอย่างไร แก้ไม่ได้ ปากไปโน่น สอนนิพพาน เต็มบ้านเต็มเมือง

น่าเสียดาย คนทั้งหลายที่มา จะเอาหายโรค หายทุกข์ หลวงพ่อนิพนธ์ก็สอนให้ทำ หลายคนไม่อยากทำ ไม่อยากรู้ จะเอาแต่สมุนไพร ทำให้หายโรค ผลก็คือ บางคนโชคดีได้หายโรค แต่หายแล้วไม่รู้เลย ตนหายด้วยวิธีใด จึงไม่แปลก ในไม่ช้าก็เกิดโรคหวน หรือเป็นโรคอื่น ถ้าทำแล้วรู้ ว่าสิ่งที่ตนทำมีความหมายเช่นไรกับตน เมื่อหาย ก็เหมือนเรียนจบหมอด้วยตนเองทำมา ความรู้ที่ได้มิเพียงช่วยตนช่วยผู้อื่นที่ตนรักก็ได้ด้วย อุปมาพระมาลัยโปรดสัตว์ นั่นเอง

วันนี้ไม่มีหลวงพ่อนิพนธ์มาชี้ให้ทำโน่นนี่นั่นแล้ว จะทำแบบเดิมก็ไม่ได้ จะเอามรรคผล ก็ไม่รู้อันไหนบุญ อันไหนทาน อันไหนกรรมดี เพราะไม่ได้ทำเองมาแต่ต้น ไม่ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนทำ เขาว่ามาก็ทำ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า การหายโรค ต้องเอาธรรมนำหน้า สมุนไพรเดินตาม คำถามก็คือ ทำอะไรแล้วเป็นธรรมช่วยตน ทำไมสิ่งที่เขาทำกันทั้งเมือง ดูก็คล้ายกัน บางทีเคร่งกว่าด้วย ทำแล้วไม่ช่วยตน นั่นคือสิ่งที่เรามาเรียน แล้วทำให้รู้ เพื่อหายโรคแล้วจะได้ไม่เป็นอีก ความรู้นี้ช่วยตนได้ก็ช่วยผู้อื่นได้ นี่สิรู้จริง พูดบอกใครก็ไม่กลัวผิดเพราะทำมาเอง รู้จากสิ่งที่ทำจนรู้ ว่าสิ่งใดทำแล้วเป็นผล สิ่งใดทำแล้วเป็นลม มิใช่ไปบอกคนจากเรื่องที่จำเขามา กินนี่สิ ช่วยโรคนี้นั้นได้ ทานนี่สิ เขาว่าดี ไม่รู้ว่าเขานั้นคือใคร เที่ยวบอกเที่ยวสอนชักชวนให้เขาทำ ถ้าผิดเขาถึงกับชีวิตจะปฏิเสธได้อย่างไร ไม่รู้นี่ก็เขาบอกมา เสมือนใบอะไรที่กำลังฮิต ชวนกันกิน บางคนกินจนชาปาก เกิดอาการ รู้หรือไม่มันเป็นใบไม้ที่มีพิษ

ก็ดูเอา บอกสวดมนต์ ตอบว่า ฉันอยู่บ้านสวดทุกวัน สวดเป็นชั่วโมงเลย ไปสวดที่วัดเป็นประจำ มิสงสัยบ้างหรือ ทำไมสวดที่นี่มันช่วยหายโรค ไอ้ที่สวดมาแต่อ้อนแต่ออกมากมาย ยิ่งสวดยิ่งเป็นโรค นี่แลจำเขามา เขาว่าสวดมนต์ดีโน่นนี่นั่น แล้วทำ ผลจึงไม่เกิด ก็แล้วมาสวดที่มูลนิธิ ที่สถานปฏิบัติธรรม ก็ไม่เรียนรู้ว่าสวดแล้วมีผลเพราะอะไร จะสวดให้เกิดผลต้องสวดแบบไหนจึงไม่ต้องแปลกใจ ที่คนส่วนใหญ่เขาจะไปสวดออกพรรษา บอกบุญใหญ่ ทั้งที่สวดมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งสวดยิ่งเป็นโรค สวดที่มูลนิธิเขาบอกว่ากระจอก ไม่ได้บุญ ก็แล้วมันมีผลให้คนอื่นหายโรคโดยวิธีใด

ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่เหลือที่ให้น้ำของศาสนาเลย อะไรก็รู้แล้ว รู้มากกว่า ทั้งๆที่สิ่งที่รู้ ช่วยตนไม่ได้ ก็ไม่สงสัย ก็รู้หมด ที่นี่จะไปช่วยอะไรได้ เพราะเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าพฤติกรรม ความเห็น ความเชื่อ

มันวิปริตไหม ชวนไปรุมโทรมสาว พากันไปเป็นสิบ หน้าชื่นตาบาน ทำแล้วทำอีก นั่นทำแล้วกรรมรออยู่น่ะ ชวนไปปิดฝาขวดยาเขียว หายากยิ่งกว่างมเข็ม นั่นทำแล้วให้สุขตนน่ะ

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสชี้ว่า ไม่แปลก เมื่อเขาไม่เห็นค่าในสิ่งที่ตนทำ เขาก็ไม่ซึ้ง ไม่ศรัทธา ไม่อยากทำ เขาจะเอาแต่หายโรค ไม่รู้ไม่สนว่านั่นกรรมเราทำมา เจ้ากรรมนายเวรเขารออยู่ แล้วมีอะไรให้เขา ใช้เขา ให้หายโรค มีแต่ลม ไม่มีตัวกระทำใดทำใช้เลย มันจะหายโดยวิธีใด

นี่แลยุค เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นดอกบัวเป็นกงจักร ศาสนาทำ ไม่มีใครแล ศาสนาขอ เจริญรุ่งเรือง หายโรคที่ว่าง่ายมันจึงเป็นเรื่องยาก

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44