วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

เตรียมไว้ให้

แม้นจะสิ้นบุญไปแล้ว หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ได้วางรากฐานแนวการปฏิบัติในอนาคตของมูลนิธิไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

ประการแรก หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนยังทรงอนุญาตให้ทำสมุนไพรได้ แลยังคงมีฤทธิ์ ตราบใดเท่าที่ยังเป็นการทำเพื่อให้เป็นทาน

ประการที่สอง หลวงพ่อนิพนธ์ ได้เน้นย้ำถึงความเลวร้าย ที่ใกล้จะปรากฎ ดังนั้น จึงได้สร้างหลุมหลบภัยกรรมอันนี้ให้ ที่ลพบุรี

แลยิ่งไปกว่านั้น หลวงพ่อนิพนธ์ก็ได้เตรียมการ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ ที่จะให้คนป่วย ที่เมื่อเจอภัยกรรมอันนี้แล้ว ไม่มีที่จะไป หากมีคุณสมบัติ ก็สามารถไปอยู่ในแผ่นดินที่ท่านจัดเตรียมไว้ให้ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างไร

สถานที่ที่จัดเตรียมให้ ก็แยกเป็นกลุ่ม อาทิเช่น พวกที่ติดเชื้อเอดส์ คนเหล่านี้ ฟื้นฟูง่าย สิ่งที่จะเป็นสูงสุด นั่นคือ สถานที่โปร่ง และอากาศที่มีอ๊อกซิเจน มาก จึงจัดเตรียมที่ติดริมทะเลสาบศรีสวัสดิ์ หลังเขื่อนไว้ให้ พร้อมสร้างอาคารรองรับรอไว้ให้แล้ว

สถานที่นี้ เคยทดลองให้คนป่วยชนิดนี้ กลุ่มหนึ่งไปพักอาศัย ก็ให้ผลตอบรับที่ดี จนบางคนปัจจุบัน กลับไปมีครอบครัวมีบุตร

สถานที่ สำหรับคนที่ต้องแยก หรือห่างไกลผู้คนสักหน่อย ก็ไปอยู่บ่อพลอย หากแต่คนที่มีสภาพเลวร้าย แต่มีคุณสมบัติ ก็ไปอยู่ลพบุรี

มิเพียงจัดเตรียมสถานที่อยู่ หลวงพ่อนิพนธ์ยังจัดวงจรรอให้ เพื่อการดำรงชีพ นั่นคือ ผู้ป่วย ก็มีหน้าที่ดูแลสมุนไพร ส่วนหนึ่งที่สามารถปลูกมาใช้เองได้ แลอีกส่วนหนึ่ง ก็เป็นสวนผลไม้ ที่ปลูกเพื่อจำหน่าย เป็นทุนในการซื้อสมุนไพร ในอนาคต

หากแม้นผู้ใด เมื่อทานสมุนไพร แล้วมีจิตกตัญญู อยากตอบแทนหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ สนองความต้องการของแม่ชีเมี้ยน ของพระพุทธเจ้า ด้วยการพัฒนาตนเป็นคนดี นั่นเอง

การพัฒนาตน ก็ด้วยการเป็นจิตอาสา อาสาเป็นผู้แสดงนิสัยของพระพุทธเจ้า ด้วยการใช้สัจจะมานำตน แสดงให้คนทั้งโลกเห็น เริ่มจากเวลาที่น้อยๆ พอทำได้ และขยายไป ทั้งเวลา แล ข้อปฏิบัติ

เมื่อฝึกและทำไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆพัฒนาตนเป็นคนดีของศาสนา มากขึ้นเรื่อยๆ

หากทำได้ มิเพียงแสดงกตัญญู สิ่งที่ได้ตอบรับกลับมา ก็มิเพียงเป็นคนดี แต่ยังได้บุญ ตามธรรมคำสอน ด้วยเหตุ "บุญเกิดจากการทำนิสัย" และบุญเท่านั้นที่มีอำนาจล้างกรรมที่ทำมาได้ ... ผลที่แน่นอน ที่ผู้ทำได้พึงได้รับทุกตัวคน นั่นคือ การหายโรค

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำเตือนว่า สมุนไพรก็แค่ล้างโรค เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อยากจะให้ชีวิตปลอดภัย มีหนทางเดียว นั่นคือ ล้างกรรม ด้วยการล้างนิสัยเดิมของตน ให้น้อยลง หรือหมดไป ด้วยการทำนิสัยพระภูมี ด้วยการนำสัจจะมานำตน ค่อยๆฝึกไป ทีละข้อ ทีละชั่วโมง

ร่มโพธิ์ ร่มไทร ไม่มีแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หากจะรอด ก็ต้องสร้างร่มบุญของตนเองขึ้นมา นั่นคือ เข้ามาตรฐาน "ตนพึ่งตน" เต็มตัวแล้ว

ถูกต้องไม่ถูกใจ

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสเตือนสติสงฆ์ในยุคถ้ำกระบอก เมื่อฟังคำสอนของท่านแล้วเศร้าหมอง

ทรงชี้ให้เห็นเสมอว่า ธรรมของพระภูมี เมื่อฟังแล้ว ย่อมเสียดแทงความรู้สึก เปรียบให้ฟังว่า "ยิงปุทะละใจ"

ก็ด้วยเหตุที่ว่า ธรรมหรือนิสัย ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นของใหม่ แตกต่างจากนิสัยเดิมของตน การจะทำนิสัยของพระพุทธเจ้า จึงอุปมาต้องว่ายทวนกระแส จึงเป็นธรรมดาที่ตนของตนจะไม่ชอบ

ความรู้สึกเมื่อฟังธรรม จึงเป็นธรรมดา ที่ย่อมต้องเห็นผิดผู้สอน ด้วยเสมือนว่าตนกำลังถูกด่าว่านั่นเอง

หากแต่แม่ชีเมี้ยนทรงกล่าวว่า สิ่งที่กล่าวนั้น เป็นเรื่องจริง ไม่กลิ้งกลอก ไม่ได้พูดเพื่อหลอก หรือเพื่อหากิน หากแต่เป็นการพูด เพื่อให้สติ เป็นปัญญาให้พิจารณา และไตร่ตรอง แล้วเดินตามคำสอน

เมื่อย้อนกลับมาในยุคของหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงชี้ให้เห็นว่า การพูดเพื่อเตือนสตินี้ จึงเป็นการยากที่คนทั้งหลายจะเชื่อแล้วทำตาม แม้นจะมีเหตุผลสักปานใด ก็เนื่องด้วย เหตุมันยังไม่เกิด ทุกข์มันยังมาไม่ถึง

จะมีสักกี่คนเล่า ที่ควบคุมตน เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า การแสดงเอกลักษณ์ของพระพุทธเจ้า คือ ความสงบ นั้นมีความหมายนัก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในเขตที่กำหนด มีผลต่อชีวิต ช่วยให้พ้นทุกข์ คือ ลดกรรมได้

เพราะตอนนี้ทุกข์ยังไม่มาถึง จึงประมาทกรรม ไม่สนใจ ปล่อยนิสัยตน เล่นตามนิสัยตน คำสอน ที่จะมาเป็นสติ ก็ไร้น้ำหนักในการควบคุมตน

จึงไม่แปลก หลายคนที่หลวงพ่อนิพนธ์ทัก บอกให้ปรับเปลี่ยน เพราะเห็นกรรมที่กำลังจะมาถึง หลายคนก็ไม่ใส่ใจ เพราะตอนนี้สภาพของตนนั้นก็ดีอยู่ เป็นที่พอใจ

ครั้นทุกข์มาถึง กรรมตามมาทันแล้วงับเข้าแล้ว ทีนี้ก็ร้องช่วยด้วย ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ถึงตอนนั้นจะง้างให้ออกจากปากก็ยากแล้ว

บทสรุป คนที่พูดจริง จึงถูกมองกลายเป็นคนผิด และในที่สุด เมื่อบทเมตตา ผ่านไป กรุณาผ่านไป มุทิตาผ่านไป ท้ายที่สุด ก็คงได้แต่อุเบกขา

คนไทยวันนี้ เดินมาถึงอุเบกขาแล้ว นั่นคือ ไม่มีคนสอน คนเตือนแล้ว ศาสนาเขาวางไว้ ให้พิจารณา เหลือช่องเล็กๆ อยากได้ต้องทำเอา ที่สำคัญ ช่องที่จะทำเป็นบุญ ช่องอื่นๆถูกปิดหมดแล้ว เหลือช่องเดียวที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนท่านทรงให้ นั่นคือ ต้องทำนิสัยพระพุทธเจ้า เพียงอย่างเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ถูกกำหนดว่า นิสัยพระพุทธเจ้าที่จะทำ ต้องไปรับในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนเท่านั้นอีกต่างหาก

วันนี้จึงไม่ง่าย ทั้งคนที่นำคำสอนมาบอกต่อ หรือคนที่อยากจะทำ

ธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ณ.วันนี้ ความสำเร็จของผู้ที่จะมาใช้ จึงเป็นดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าว จะว่ายาก ก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย อยากได้ก็ทำเอา หมดยุคมากินบุญเก่า และอาศัยบุญส่วนกลางของหลวงพ่อนิพนธ์แล้ว เข้าสู่โหมด "ตนพึ่งตน" เต็มร้อยแล้ว

หากไม่ประสพผล อย่าโทษอื่นใด โทษตนของตนนั่นแหละ เพราะปล่อยโอกาสนาทีทอง ที่ศาสนาเขาให้ ในยามที่ยังมีบุญเก่า ด้วยคิดว่า มันจะดีขึ้น ดีขึ้น อย่างนั้นจนหาย โดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย .... วันหนึ่งก็พบสัจธรรมความจริง คนดี คนมีธรรมเท่านั้นแล ที่ศาสนาเขาจะยื่นมือมาดึงขึ้นที่สูง

หากไม่พาตนของตนเดิน ... มัวแต่หวังพึ่งร่มสมุนไพร ช้าเร็วกรรมมันก็ต้องเห็น ต้องเจอ จะหลบได้ก็แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นเอง คนมีปัญญา จึงพักร่มนี้ พอหายเหนื่อย มีกำลัง เห็นจุดหมายที่ปลอดภัย ก็รียจ้ำไปยืนที่ปลอดภัยแล้ว จะอยู่รอกรรมทำไมเล่า หรือจะรอจนกรรมมา งับจนเจ็บ ทีนี้จะออกเดิน ก็ยากแล้ว

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

ประกาศ


กำหนดสวดพระอภิธรรม หลวงพ่อนิพนธ์ กิติพันธ์ เป็นเวลา ๙ วัน เวลา ๑๘.๐๐ น. ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม

สถานที่ สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ต.โคกตูม อ.เมือง จ.ลพบุรี

1. ขอเชิญร่วมไว้อาลัยและน้อมระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ โดยการสวมชุดขาว ในวันทำการของมูลนิธิไทยกรุณา เป็นเวลา ๑๐๐ วัน สิ้นสุดวันอาทิตย์ที่ ๓๑ กรกฎาคม ฑ.ศ.๒๕๕๙

2. ขอเชิญร่วมพิธีบรรจุสังขาร หลวงพ่อนิพนธ์ กิติพันธ์ ในวันจันทร์ที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ณ.สถานปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ต.โคกตูม อ.เมือง จ.ลพบุรี

3. ในการนี้ จะมีพิธีบวชสามเณรีหมู่ ในเวลา ๐๖.๐๐ น.

4. ขอเชิญร่วม ทำบุญ ถวายภัตตาหารและมิตตาหาร แด่พระสงฆ์ และสามเณรี ในเวลา ๐๙.๐๐ น.

5. ขอเชิญร่วมพิธี เคลื่อนย้ายสังขาร หลวงพ่อนิพนธ์ กิติพันธ์ ในเวลา ๑๑.๐๐ น. และร่วมสวดมนต์ ถวายเป็นพุทธบูชา ในเวลา ๑๒.๐๐ น.

*** มูลนิธิไทยกรุณา จัดเตรียมอาหารตลอดงาน ให้แก่ทุกคนที่มาร่วมพิธีบรรจุสังขาร ***

ไม่เหมือนเดิมแล้วน่ะ

วันวานที่เราท่านยังมีครูบาอาจารย์ หลวงพ่อนิพนธ์ นั่นหมายถึงเราท่านยังมีตัวแทนแห่งอำนาจบุญ

อันหมายความว่า สิ่งใดที่ครูบาอาจารย์ กำหนด รับรู้ เมื่อเราท่านทำตามย่อมเป็นบุญ สามารถใช้เลี้ยงตนได้ โดยไม่ต้องทำนิสัย ไม่ต้องอาศัยสัจจะธรรมนำตน

มาวันนี้ ประตูนั้นก็ได้ถูกปิดลง นั่นหมายความว่า กิจกรรมเดิมที่เราท่านทำในแผ่นดินมูลนิธิไทยกรุณา ประตูบุญก็ปิดไปด้วย นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า แผ่นดินของมูลนิธิไทยกรุณา จะเหลือก็แต่การทำเพื่อเป็นทานบารมี เท่านั้น

หากใครปรารถนาบุญ เพื่อล้างกรรม เพื่อเลี้ยงตน จำต้องดั้นด้นไปยังแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ที่สำนักปฏิบัติธรรม แม่ชีเมี้ยนกรุณา เพียงอย่างเดียว

แผ่นดินของมูลนิธิ ก็เป็นได้ แต่เพียงฝึกพื้นฐาน หรือ สถานที่ทดลอง ในการจะทำนิสัยเพื่อสร้างบุญ โดยเริ่มจากการเอกลักษณ์ของศาสนา นั่นคือ ความสงบ แลการให้ หรือ การทำตนเป็นพระเวสสันดร

ส่วนการสร้างบุญ หลวงพ่อนิพนธ์ย้ำว่า ตอนนี้เหลือประตูเดียวที่แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ไว้ให้ นั่นคือ การลดนิสัยตน แล้วน้อมนำนิสัยของพระพุทธเจ้า คือ สัจจะธรรม มานำตน เท่านั้นเอง

วันวาน อาจจะทำกิจกรรม ได้บุญ ประกอบกับการทานสมุนไพร ก็พอเลี้ยงตน แต่วันนี้ เมื่อกลายเป็นทาน บางที ทำเหมือนเดิม แต่มันไม่เหมือนเดิมแล้ว อาจจะไม่เพียงพอในการเลี้ยงตน หรือ ฟื้นฟูตน ก็เป็นได้

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

เหลืออะไร

นับแต่ปี ๒๕๐๑ ที่แม่ชีเมี้ยนทรงเปลี่ยนเครื่องทรงจากแม่ชี เป็นการห่มสีกลัก ที่บริเวณพื้นที่ที่ตั้งของสำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ในทุกวันนี้ แล้วพาพระ ๖ เณร ๓ ขึ้นไปพำนักยังถ้ำกระบอก

ผ่านไป ๑๓ ปี ประเทศไทยก็ต้องสูญเสีย แม่ชีเมี้ยน

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า นับเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะนั่นคือ การสูญเสียสัญญาอรหันต์ อันหมายความว่า ประเทศไทยจะไม่มีพระอรหันต์ บังเกิดอีกแล้วนั่นเองในยุคนี้

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทรงเหลือไว้ให้ อันเป็นไปเพื่อการทดแทนแผ่นดินเกิด นั่นคือ อำนาจที่นำกลับมาจากการให้สัญญาแก่ ท่านจำรูญ และท่านเจริญ แล้วนำอำนาจนี้ไปยังพม่าแทน โดยทิ้งเพียงเสี้ยวของอำนาจมอบให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์

จนกระทั่ง ปี ๒๕๓๐ หลวงพ่อนิพนธ์ได้นำอำนาจนี้มาใช้อีกครั้ง ในการตั้งสำนัก "มนต์บาลี" ณ.ที่สถานที่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนอีกครั้ง

ผ่านมา ๓๐ ปี เราท่านก็ต้องสูญเสียหลวงพ่อนิพนธ์ไปอีกท่าน

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า อำนาจที่แม่ชีเมี้ยนทรงทิ้งไว้ให้ เรียกว่า บุญส่วนกลาง มีไว้เพื่อคุ้มครองตน เป็นหลัก แลเหลือจากนั้น ก็ใช้เพื่อช่วยผู้อื่น เป็นครั้งคราว ตามความจำเป็นที่เห็นสมควร

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า การจะนำบุญส่วนกลางไป ก็ต้องสร้างบุญกลับเข้ามา กระบวนการใช้ ก็เสมือนการให้ผู้คนยืมไปก่อน แล้วสร้างบุญกลับมาใช้คืนนั่นเอง

ดังนั้น วิธีที่แน่นอนที่สุด แลมั่นใจได้ว่า คนผู้นั้นจะสร้างบุญคืนกลับมายังกลองกลาง ก็คือ การให้คนผู้นั้นบวชในหลักธรรมโลกุตระ ของพระภูมีนั่นเอง

กระบวนการนี้จึงถูกนำมาใช้นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เป็นต้นมา คนป่วยที่ผ่านมือท่าน ไม่ว่าจะเริ่มจากยาเสพติด ไปจนกระทั่งโรคที่ร้ายแรง หมอไม่รับ อาทิ เอดส์ มะเร็งสมอง พากินสัน โปลิโอที่หนักจนกล้ามเนื้อลีบติดกระดูก .... ก็ฟื้นฟูตนจนสำเร็จ ด้วยกระบวนการนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น

ด้วยความไม่พร้อมของหลวงพ่อนิพนธ์ เนื่องด้วยขาดการสนับสนุน จำนวนพระก็มากขึ้น จำนวนผู้ป่วยก็มากทวีคูณ ในที่สุด เพื่อลดภาระ จึงได้ตัดส่วนของพระ ทำการปิดสำนักไป เหลือแต่คนป่วย

นีแลจึงเป็นจุดที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่าเป็นความผิดพลาด เพราะด้วยคิดว่า คนป่วยเหล่านั้น จะทำตนเหมือนพระของท่านในอดีต ที่นำบุญส่วนกลางของท่าน ไปช่วยแล้ว คนเหล่านั้น จะกตัญญู สำนึก แล้วทำตน เป็นคนดี สร้างบุญมาคืนท่าน

แต่คนที่ดำเนินตามรอยของพระน้อยกว่าน้อย แลหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ท่านก็ใช้บุญเพลิน เห็นคนนั้นหาย คนนี้หาย จนกระทั่งบุญนั้นหมดไป เพราะคนที่ช่วยไม่ทำบุญกลับมาคืนท่าน รู้ตัวอีกที บุญที่คุ้มครองตน ก็ไม่เหลือเสียแล้ว

เมื่อครบอายุขัย ในปี ที่สิริอายุ ๗๒ ปี ท่านจึงต้องสิ้นลงตามพรหมลิขิต แต่ด้วยภารกิจที่ดำเนิน ยังไม่ลุล่วง ท่านก็ขอแม่ชีเมี้ยน เพื่อกลับมาสานต่อ

การกลับมาครั้งนี้ จึงไม่มีพรหมลิขิตรองรับ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ลมหายใจของท่าน จึงขึ้นกับบุญที่คนของท่านสร้าง แล้วมาค้ำจุนท่าน

แลกรรมที่ท่านนำบุญส่วนกลางไปขวางไว้ ให้คนยืมไป แล้วคนเหล่านั้นไม่สร้างบุญมาคืนท่าน หลวงพ่อนิพนธ์ก็ต้องเป็นผู้รับ หลวงพ่อนิพนธ์จึงตกในฐานะ พระเยซู ไป หากอยากจะกลับมา

การฟื้้นกลับมาของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมีความประหลาด ที่หมอต้องพิศวงงงงวย เพราะ เมื่อตรวจความดัน แลความผิดปกติของอวัยต่างๆ ก็ปรากฎว่า ปกติดีทุกอย่าง แต่กลับปรากฎอาการของโรค มากมาย ไม่ว่า เบาหวาน มะเร็ง ไขข้อ ... กับหลวงพ่อนิพนธ์

การกลับมานี้ ประการหนึ่งของการอนุญาติของแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า จะได้รู้ว่าคนรัก คนที่เชื่อ ศรัทธา และทำตาม มีสักเท่าไหร่

ในที่สุด ความจริงก็ปรากฎ เพราะบุญจากคนที่รัก เชื่อ แลศรัทธา ไม่เพียงพอ จะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงลมหายใจของท่าน นั่นคือ ความจำเป็นต้องไปเกิดตามคำของแม่ชีเมี้ยน เพราะสังขารเดิม ป่วนปั่นจนอยู่ไม่ได้แล้วนั่นเอง

สิ่งที่เราท่านสูญเสีย นั่นก็คือ ตัวแทนแห่งอำนาจ บุญส่วนกลางที่ จะเป็นตัวช่วย ให้โอกาสเราท่าน ได้มีกำลัง ทำความดี สร้างบุญ จนกว่าจะเลี้ยงตนของตนได้นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เมื่อจะสิ้นท่าน ก็เก็บรวบรวมแหล่งบุญที่ท่านเคยกระจัดกระจาย มารวมอยู่ที่เดียว เหลือให้เราท่านได้พึ่ง นั่นคือ แผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ที่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ที่เดียว

ต่อแต่นี้ เราท่านทุกคน ไม่มีบุญส่วนกลาง หรือใบบุญของหลวงพ่อนิพนธ์ ช่วยแบ่งเบา แล้ว บุญที่จักบังเกิดเพื่อช่วยตน ต้องทำเอง

หนทางบุญ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนท่านทรงเหลือไว้ให้เพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ การไปรับสัจจะจากพระของหลวงพ่อนิพนธ์ ในแผ่นดินของท่าน แล้วนำไปปฏิบัติ

พูดง่ายๆ ก็ต้องกลายเป็นผู้อาสา น้อมนำเอานิสัยพระพุทธเจ้า ไปโชว์ให้สัตว์โลกได้เห็นนั่นเอง เริ่มจากน้อยข้อ น้อยชั่วโมง ตามแต่ทำได้

เราจึงขอย้ำเตือน ในคำของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ทิ้งไว้ให้ว่า สมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ยังคงมีฤทธิ์ แต่ก็ระดับช่วยได้ระดับหนึ่ง นั่นคือ ฟื้นฟุร่างกาย ให้กลับมามีโอกาสได้สร้างตัวกระทำที่เป็นบุญ หากกรรมที่มีไม่สาหัส ก็อาจเพียงพอให้หายได้ แต่ชีวิตก็ใช่ว่าจะปลอดภัย

หนทางที่ปลอดภัย เมื่อได้โอกาสจากสมุนไพรแล้ว อย่าปล่อยเลยไป ให้รีบเรียนรู้ นิสัยพระพุทธเจ้า จากพระของท่าน แล้วทำตนเป็นผู้อาสา น้อมนำนิสัยอันนี้ เป็นตัวแทนของพระภูมี ไปแสดงให้สัตว์โลก สร้างสุขให้สัตว์โลก เพื่อเป็นบุญย้อนมาช่วยตน

อย่าลืมคำที่ท่านสอนชี้ให้เห็นความจริงของธรรมหมวดนี้ ที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ที่ว่า "สมุนไพรเพียงล้างโรค แต่ธรรมของพระภูมีล้างกรรมได้"

ณ.ตอนนี้ จึงเข้าสู่เส้นทางที่จะต้องพึ่งตนของตนล้วนๆ ไม่มีแม่ชีเมี้ยน ไม่มีครูบาอาจารย์หลวงพ่อนิพนธ์ มาแบ่งหนักเป็นเบาให้แล้ว ... ใครทำ ใครได้ ใครทำได้ คนนั้นรอด

วันวานเราท่านยังได้พึ่ง บารมีแม่ชีเมี้ยน บารมีครูบาอาจารย์หลวงพ่อนิพนธ์ ถึงตอนนี้ ต้องอาศัยการทำสัจจะของตนเพียงอย่างเดียว หากจะอยู่ให้รอดพ้นภัยพิบัติที่ใกล้จะมาเยือนเต็มทีแล้ว เพื่อรักษาตนจนกว่าจะได้พึ่งบารมีของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ที่พม่านั่นเแล

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

คำสั่งสอนครั้งสุดท้าย

ความจริงแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์จักต้องลาสังขารก่อนถึงวันงานแม่ชีเมี้ยน หากแต่คำขอสุดท้ายก่อนละสังขาร หลวงพ่อนิพนธ์ก็อยากจะกล่าวคำสอนสุดท้าย ให้แก่สมาชิกที่มา

เราท่านจึงได้เห็น ได้ฟังคำสอนสุดท้ายของท่าน อันที่จริงก็คือคำเตือน ครั้งสุดท้ายก็ว่าได้

ประการแรก แม่ชีเมี้ยน ก็ยังไม่ตัดหนทางจนสิ้น นั่นคือ สรรพคุณของสมุนไพร ยังคงมีอยู่ ตราบใดที่ยังเป็นการให้

หากแต่ ลำพังฤทธิ์ของสมุนไพร ก็คงมีแค่ระดับหนึ่ง ถ้ากรรมไม่สาหัสจนเกินไปนัก

ช่องทางเดียวที่จะช่วยคนกรรมหนักให้พ้นได้ มีทางเดียว คือ ลดนิสัยตน แล้วน้อมนำนิสัยพระพุทธเจ้ามานำ

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ย้ำนักหนา นั่นคือ ภัยที่กำลังถาโถมเข้ามา ก่อนการประกาศตนของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ จึงสร้างร่มเล็กๆ ไว้ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน นั่นคือ สำนักสงฆ์แม่ชีเมี้ยนกรุณา

ใครที่มีใจรัก เคารพ ศรัทธา หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้จัดสังขารของท่าน ไว้ห้องด้านข้างของแม่ชีเมี้ยน ก็สามารถเวียนว่ายมาเคารพสักการะ แม่ชีเมี้ยน แลตัวของท่านได้

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

นาทีวัดใจ

ศาสนามาอุบัติ ก็ด้วยมีเหตุผลเดียว คือ "หาผู้ปฏิบัติ"

เมื่อแม่ชีเมี้ยน ไม่สามารถสร้างอรหันต์ได้ในแผ่นดินนี้ เนื่องด้วยผู้ปฏิบัติไม่นำพา จึงเป็นเหตุให้ต้องละสังขาร ไปหาผู้ปฏิบัติในแผ่นดินเดิมที่เคยไป แลมีพระพุทธเจ้าแล้ว นั่นคือ ประเทศพม่าแทน

ด้วยความต้องการทดแทนแผ่นดินเกิด จึงได้ทิ้งธรรมหมวดสมุนไพรไว้ให้แก่ลูก คือ หลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อเป็นเชื้อหน่อของพระพุทธศาสนา และใช้หนี้แผ่นดิน

แม้นจะเป็นเสี้ยวหนึ่งของธรรม แต่จุดมุ่งหมายก็ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ "หาผู้ปฏิบัติ" เพียงแต่ความต่างก็คือ มิใช่เพื่อบรรลุ อรหันต์ แต่ก็ให้มีนิสัยของพระพุทธเจ้า อันจักทำให้ผู้นั้น เป็นคนดีของแผ่นดินได้

สิ่งที่เราท่านควรรู้ นั่นคือ คนทุกคนล้วนอยู่ได้ด้วยพรหมลิขิต แลหลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า อันพรหมลิขิตของท่าน นั้นหมดลงแล้ว เมื่อเข้าวัย ๗๒ ปี แต่ท่านก็ร้องขอต่อแม่ชีเมี้ยน ด้วยเหตุที่ภารกิจที่มุ่งหมายนั้นยังไม่ลุล่วง

ด้วยความซื่อสัตย์ แลกตัญญูของหลวงพ่อนิพนธ์ แม่ชีเมี้ยนจึงอนุญาติ แต่ด้วยไม่มีพรหมลิขิตรองรับ การดำรงอยู่จึงขึ้นกับการทำได้ของผู้ปฏิบัติ ของบรรดาสมาชิก ที่หลวงพ่อนิพนธ์ รับไว้นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ศาสตร์สมุนไพร จึงมีอำนาจจำกัด ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แลมีไว้เพื่อเป็นพี่เลี้ยง ให้คนที่เวียนว่ายเข้ามา ได้พิจารณา แลเห็นต้นอำนาจ นั่นคือ "ธรรมคำสอนของพระภูมี" ได้มีโอกาส พิจารณา แล้วน้อมนำ มาปฏิบัติเพื่อช่วยตน

พูดให้ฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ลำพังสมุนไพรนั้น ยังไม่ทำให้ชีวิตเราท่านปลอดภัย เพราะเหตุแห่งทุกข์คือ กรรม ต้องอาศัยบุญ คือการสร้างนิสัยธรรม เท่านั้น จึงจะสามารถล้างกรรมทีทำมาได้ นั่นแลชีวิตจึงจะปลอดภัย

ปรัชญา หรือ ม๊อดโต้ หรือ ... ตามแต่จะเรียก จึงเห็นชัดว่า "สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม"

แต่ชีวิต มีตายอยู่สองแบบ นั่นคือ ตายห่า คือตายด้วยโรค แลตายโหง คือตายด้วยอุบัติเหตุ

สมุนไพรช่วยได้ครึ่งเดียวคือไม่ตายห่า ชีวิตจึงไม่ปลอดภัย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงพยายามสอน เพื่อให้เราท่านมีชีวิตที่ปลอดภัย นั่นคือ ควรจะแสวงหาบุญ เพื่อป้องกัน ตายโหงด้วยนั่นเอง

ชีวิตที่จะอยู่ต่อ จึงขึ้นกับผลแห่งการสอน ว่ามีผู้ทำตามจนชีวิตรอดปลอดภัยหรือไม่ เป็นสำคัญ เรียกว่า ลมหายใจของหลวงพ่อนิพนธ์ขึ้นกับผลงานนั่นเอง

แต่จะด้วยเหตุใดก็ตาม คนส่วนใหญ่ ล้วนหยุดที่การหายโรค จึงไม่พยายามแสวงหาบุญ ด้วยการปฏิบัตินิสัยของพระพุทธเจ้า จนชีวิตของตน มั่นคง ปลอดภัย

ผลที่ปรากฎ นั่นก็เสมือนว่า การดำรงอยู่ของหลวงพ่อนิพนธ์ แทบจะไม่มีผลงานอะไรเลย ที่เด่นชัด สภาพของหลวงพ่อนิพนธ์จึงป่วนปั่น หมดแรงกำลัง ตามการกระทำของเหล่าสมาชิก

เราจึงอยากจะกล่าวว่า หากเราท่านต้องการหลวงพ่อนิพนธ์ ให้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ได้สอนสั่ง ได้ชี้ทาง ได้พูดคุย ก็ต้องเรียกว่า ถึงเวลา "นาทีวัดใจ" สมาชิกทั้งหลายแล้ว

เคล็ดการสร้างบุญที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ผู้จะสำเร็จทางบุญ มีคำเดียว คือ "กตัญญู"

ด้วยสำนึก กตัญญูนี้เอง ที่ไม่อยากให้ แม่ชีเมี้ยน พระภูมี แลหลวงพ่อนิพนธ์ เสียน้ำพัก น้ำแรง แลสรรพสิ่งที่ทุ่มเทลงมา เพื่อให้ตัวเราท่าน พ้นบ่วงทุกข์ เริ่มจากทุกข์กาย ที่มาจากโรค จึงอยากเปลี่ยนแปลงตน สนองน้ำใจพวกท่าน ด้วยการเปลี่ยนตนเป็นคนดี มีธรรม มีนิสัยพระพุทธเจ้าอยู่ในตน

ไม่จำเป็นหลอกต้องตลอดเวลา ทุกนาที หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คนดี พระพุทธเจ้าท่านทรงหมายถึง "คนมีที่เว้น"

คนดี อยู่ทางโลกย่อมมีนิสัยโลก หากแต่เขาจะพยายามฝึกตน นั่นคือ หาวันเวลา เข้าไปในแผ่นดินบุญของศาสนา แล้วทำตามนิสัยของพระพุทธเจ้า ค่อยๆฝึก นิสัยของพระพุทธเจ้าก็จักโตขึ้น แลกลายเป็นคนดีในที่สุดนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนที่ลพบุรี เป็นแผ่นดินบุญ ผู้ใดมีกตัญญู อยากรักษาครูบาอาจารย์ อยากให้ลมหายใจท่านอยู่กับเราไปนานๆ ก็หาวันเวลาไปในแผ่นดินบุญ ไปทำนิสัยของพระพุทธเจ้ากัน

เริ่มด้วยนิสัย กาย นิสัย วาจา เมื่ออยู่ในแผ่นดินบุญ อยู่กับพระ ครั้นพอฝึกตน เวลากลับก็รับสัจจะ นิสัยใจ กลับมา หากมีความพร้อม ที่จะแสดงตน ว่าเราท่านคือ พุทธบริษัท ก็จะนำนิสัยใจ มาโชว์ให้คนภายนอกได้เห็น แม้นจะเพียงชั่วครู่ ชั่วโมงหรือสองชั่วโมง ในแต่ละวันก็ตาม

เมื่อเราท่านเวียนว่ายในแผ่นดินของศาสนา อย่ากล่าวอ้างแต่เพียงลมปาก นะโม เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปรารถนา มรรคผลนิพพาน กล่าวเสร็จ ก็จบ ไม่ทำอะไรเลย แล้วก็รอร้องขอ พระผู้มีพระภาคเจ้าช่วยด้วย

ก็ด้วยแม่ชีเมี้ยนเชื่อว่า คนไทยต้องทำได้ จึงทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้ แลวันนี เวลานี้ ก็จักเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่ามีสักกี่มากน้อยที่อยากได้ แล้วทำ

ผลแห่งการกระทำของเราท่าน ก็จะสะท้อนกลับไปยังหลวงพ่อนิพนธ์ ผู้ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้รับสืบทอดอำนาจมานั่นเอง

เราก็หวังแต่เพียงว่า คนไทยจะตื่นตัว แล้วเดินทางไปฝึกในแผ่นดินบุญของหลวงพ่อนิพนธ์ กับพระของท่าน แล้วรับสัจจะมาปฏิบัติ เป็นมรรคเป็นผล คุ้มครองตน แลคุ้มครองหลวงพ่อนิพนธ์

จะทำได้มากน้อย ไม่ว่ากัน เพราะทุกอณูที่เราท่านปฏิบัติตามวินัยธรรมของพระภูมี คนละเล็กละน้อย ตามที่ทำได้ สามวัน เจ็ดวัน รวมกันก็จะกลายเป็นอณูลมหายใจอันมหาศาลที่หล่อเลี้ยงหลวงพ่อนิพนธ์ได้

มะเร็งที่มีตอนนี้ ห้าร้อยคน ผลัดกันไปเป็นกลุ่ม กลุ่มละสิ่บคน ยี่สิบคน ก็ยี่สิบห้ากลุ่ม คนละสามวัน เจ็ดวัน เวียนกันไป เป็นสามัคคีธรรม เป็นสายธรรม ที่ไม่ขาดตอน นั่นก็เป็นลมหายใจที่จะหล่อเลี้ยงหลวงพ่อนิพนธ์ อย่างไม่ขาดตอนเช่นกัน

เราก็เชื่อว่า คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่เชื่อว่า คนไทยต้องทำได้ นั้นเป็นจริง

ฝันกลางวัน

ตัวเราเองหลายสิบปีมานี้ กินเป็นสุข นอนเป็นสุข ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน ไม่เคยหาหมอ ด้วยเดินตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์

แต่วันนี้ ครูบาอาจารย์ ที่ซึ่งมีคนมาขอพึ่งมากมาย ต้องการพลังชีวิต จากผู้ที่มาขอพึ่ง เมื่อได้พิจารณาคำสอน แล้วอยากได้ อยากปฏิบัติเดินรอยตามะรรมคำสอน กลับน้อยนิดจนเรียกว่า แทบจะหมดลม เวลาใดก็ได้

วันเวลาที่ขอกลับมาอีกครั้งจากแม่ชีเมี้ยน แทบจะหาช่วงเวลาที่กินเป็นสุข นอนเป็นสุข ไม่ได้เลย

แผ่นดินบุญ ของท่านที่สร้างไว้ แทบร้างผู้คน อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะภาพที่เห็น คนทุกข์ก็มากมี ในแผ่นดินประเทศไทยผืนนี้ ที่มาขอพึ่ง

เราจึงอยากฝันกลางวัน อยากจะเห็นเหล่าสมาชิก ไปกราบแม่ชีเมี้ยนในแผ่นดินของท่านที่ลพบุรี แล้วร่ำร้อง ว่าอยากได้ อยากทำ ตามคำสอน และอยากให้หลวงพ่อนิพนธ์อยู่เป็นมิ่งขวัญ กลับมา กินเป็นสุข นอนเป็นสุข เพื่อเป็นผู้นำให้เดินตามรอยของพระภูมี อีกนานแสนนาน

เราก็เชื่อว่า คนไทยต้องทำศาสนาของพระภูมีอันนี้ได้ ก็ได้แต่เฝ้ารอ อยากเห็น อยากให้ครูบาอาจารย์ยิ้ม ว่าคำสอนของตน ยังมีความหมายกับคนไทย

แลที่สำคัญ แม่ชีเมี้ยน ที่ประทับอยู่ฝั่งฟากโน้น ก็จักพึงได้เห็นว่า ศาสนาของพระภูมี ที่ทรงทิ้งไว้ให้นั้น มีความหมายกับคนไทย ที่จะรักษาไว้เป็นที่พึ่งแห่งตน โดยมีหลวงพ่อนิพนธ์เป็นผุ้นำ

ก็ได้แต่ฝันกลางวัน ว่า ตื่นขึ้นมา ได้ข่าว ได้เห็น ว่าคนไทย สมาชิกที่มาพึ่งสมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จะตื่นตัว และอยากได้ แห่แหนกันไปในแผ่นดินของท่าน แสดงตน ว่าอยากได้ อยากทำ

เราก็เชื่อในนิสัยกตัญญูของคนไทย แต่กรรมอะไรเล่าของคนไทย ที่บังตา บังใจ

ได้แต่ขออ้อนวอนแม่ชีเมี้ยน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้คนไทยได้ตื่น ให้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้มาเป็นผู้นำพี่น้องไทยที่ทุกข์ท้อทรมาน เดินตามรอยพระภูมี เพื่อช่วยตน

ฤาวาสนาคนไทยจะสิ้นเสียซึ่งศาสนาแล้ว

คำของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวเสมอ ในอดีตถ้ำกระบอก ว่าทำไมแม่ชีเมี้ยนต้องลาสังขาร ทั้งที่อายุยังไม่ครบตน นั่นคือ "สิ้นสุดลมหายใจ สิ้นสุดคำมั่นสัญญา" การละสังขารของท่านเพื่อทิ้งเสียสัญญาที่มีแก่ท่าน จำรูญ และท่านเจริญ แล้วมาอุบัติใหม่แก่หลวงพ่อนิพนธ์

ถึงจะฝันกลางวัน ก็ยังหวังอยู่ว่า หลวงพ่อนิพนธ์จะได้เห็นว่าคนไทยอยากได้ศาสนาเป็นที่พึ่ง แผ่นดินของศาสนา คราคร่ำไปด้วยผู้คน ที่อยากได้ อยากปฏิบัติ

หรือคนไทยที่อยากได้ น้อยกว่าคนในโรงลิเกเสียอีก ถึงวันนั้น ก็ต้องยอมรับชะตาแล้วว่า "สิ้นสุดลมหายใจ คือสิ้นสุดคำสัญญา" หากเสียสิ้นครูบาอาจารย์ เราท่านก็หมดเสียที่พึ่งแล้ว รอแต่กรรมมันใช้มันสั่ง ไม่มีหนทางสู้ ที่สำคํญมหันตภัยรออยู่อีกไม่นาน สิ้นเสียแล้วร่มโพธิ์ร่มไทร ที่กำบังกายา ยามพายุกรรมกระหน่ำ จะเป็นอย่างไรไม่อยากคาดคิด

ขอให้นับแต่วันพรุ่งนี้ ฝันของเราได้เป็นจริง สมใจครูบาอาจารย์สักทีเถิด

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

กระชั้นเข้ามาอีกนิด

หลวงพ่อนิพนธ์ย้ำหลายครั้งว่า ปีนี้เหตุการณ์ต่างๆ มันจะรุนแรง ไม่ว่าทางสังคม หรือ ทางภัยพิบัติ

แค่ไตรมาสแรก สัญญาณของการแผ่นดินไหว ทำลายชีวิต ก็มาขู่่ฟอดๆ บาดเจ็บล้มตายกันมากมาย

หากแต่นั่นเป็นเหตุที่เกิดเฉพาะจุด แต่ถ้าวันใดมาเป็นโรคที่แพร่กันได้ นี่สิน่ากลัว

อุณหภูมิที่ร้อนขึ้น ถึงจุดๆหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์เคยเล่า ซึ่งเราฟังแล้วก็คิดว่าแค่คุยเล่น นั่นคือ เชื้อที่ฝังอยู่ในดิน จะถูกฟักตัวแล้วพุ่งขึ้นในอากาศ

นั่นแลเป็นจุดเริ่มที่มา ของคำในอดีตพุทธกาล ที่พระภูมีทรงตรัสเรียกว่า "ยุคผู้ดีเดินตรอก ขี้คลอกเดินถนน"

อันหมายถึง เชื้อที่รุนแรง สามารถแพร่กระจายติดต่อกันทางการหายใจ แลแพร่ขยายออกไปในอากาศ ทำให้ผู้คน เป็นกันมากมาย

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายความให้ฟังว่า "ผู้ดี" แล ขี้คลอก" ไม่ใช่เฉกเช่นความหมายที่ใช้กันทั่วไป แต่เป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านอุปมา แบ่งประเภทของคน ที่ได้มาพบศาสนา

ด้วยศาสนาของพระภูมี ทำยาก ดังนั้น คนที่มีพฤติกรรม เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ จึงขาดความขันติ อดทน แลยืนหยัด ที่จะทรงวินัย นั่นคือ ทำตนเสมือนผู้ดีตีนแดง ตะแคงตีนเดิน นั่นเอง

แลคนอีกกลุ่ม ที่เรียนรู้เช่นกัน แล้วก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มาทำตามวินัย ที่ทำยากนี้ แม้นแต่พระของพระภูมี ยังทรงเรียก "พระกรรมกร" แล้วทำได้ นั่นคือ เปลี่ยนตน มาทำตนพึ่งตนเอง ทำตนเสมือนคนขี้คลอก ที่ต้องอดทน ทำงานหาเลี้ยงตน ด้วยความยากลำบาก

ผลแห่งการทำตามวินัย คนกลุ่มที่คำตนแบบขี้คลอก ก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนจากโรคภัยได้ พูดฟังง่าย ก็ร่างกายสู้โรคที่ร้ายแรงที่จะเกิดเหล่านั้นได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องระวัง ระไว ปิดปาก ปิดจมูก อยู่ห้องปลอดเชื้อ กินน้ำต้ม ไปไหนมาไหนได้ตามใจอยาก

ส่วนกลุ่มที่มีพฤติกรรมแบบผู้ดี จะทำอะไรก็ต้องระวัง กลัวติดเชื้อ ทำตัวเสมือนต้องหลบต้องซ่่อน เดินตามตรอก กลัวเชื้อโรคนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นี่แล การทานสมุนไพร แลทรงวินัยของพระภูมี บางสิ่งบางอย่างเป็นนิสัย จึงมีความหมาย

วันนี้ คนที่มาทานสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็จะถูกหลายคนที่รู้จัก คนรอบข้าง พูดเสียดสีเป็นธรรมดา แต่เมื่อวันที่พยากรณ์มาถึง คนที่ทำตามหลวงพ่อนิพนธ์ได้ ก็จะหัวเราะออก นี่แลจึงเป็นที่มาของพุทธพยากรณ์ว่า "หัวเราะทีหลัง ดังกว่า"

ท้ายที่สุด หลวงพ่อนิพนธ์จึงพูดกระเซ้าเล่นว่า หากว่าท่านอยากรวย ก็เตรียมทำโรงงาน อ๊อกซิเจนกระป๋องรอได้เลย วันหนึ่งเราท่านจะเห็นพวกผู้ดี เวลาจะไปไหน ก็ต้องมีหน้ากากครอบ ใช้อ๊อกซิเจนกระป๋อง เหมือนนักกีฬา เพราะคนเหล่านั้น กลัวเชื้อในอากาศ

เราจึงเตือนบ่อยๆ พิจารณาคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ให้ดี ถี่ถ้วน แล้วตัดสินใจว่า ควรจะเดินตาม หรือวิ่งตาม อย่าทำลอยชาย เพราะวันที่พุทธพยากรณ์ คงอยู่อีกไม่ไกลแล้ว ถึงเวลา อยากทำ ก็คงจะไม่ทันแล้ว

อย่าเพลิน คิดว่าโลกจะสวย เป็นเสมือนวันวาน อยู่เช่นนั้น ลืมตามาอีกวัน อาจเป็นกลียุค ของสงครามกลางเมือง หนึ่ง ก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุน แถมมีโรคระบาด อีกหนึ่ง ไม่พอ อุบัติภัยมาอีกหนึ่ง ....

ไม่เชื่อแม่ชีเมี้ยนพยากรณ์หรือ พระพุทธเจ้า อุบัติขึ้นเพื่อดับยุคเข็ญ .... แลนี่ก็ใกล้ยุคเข็ญเข้าทุกที ทุกที เพราะพระพุทธเจ้าทรงอุบัติมารอแล้ว ใครที่ไหนชะล่าใจ ก็ปล่อยเขาไป

ภาษิตของพระภูมี ที่พึงระลึก คือ "รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดคน" เราท่าน โชคดี มีแม่ชีเมี้ยน มีหลวงพ่อนิพนธ์ มาบอก มาสอนให้ทำตน เพื่อรอดก่อน ใครเชื่อแล้วทำตาม ก็ยิ่งกว่าถูกรางวัลที่หนึ่งเสียอีก แล้วไปรอพิสูจน์คำพยากรณ์ ในอีกไม่ช้า

ใครเชื่อก็รีบเร่งทำตน เปลี่ยนตน หากไม่เชื่อ ไม่สน ก็ถอยไปอยู่ในแดนตน ไม่ว่ากัน

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

รายละเอียด

คำสอนหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวถึงบ่อยๆ เพื่อเป็นสติในการสร้างตัวกระทำในศาสนา นั่นคือ แบบอย่างของคนโบราณา ในการทำของใส่บาตร

ปู่ย่าตายาย จึงมักสอนเสมอ ยามลูกหลานหิวโซ กลับมาแล้วไปเปิดตู้กับข้าว เพื่อหาอะไรทานแลของที่อยู่ชั้นบนมักเจอก่อน พอเห็นก็หยิบกิน แลมักจะถูกตีมือ พร้อมคำเอ็ดที่ว่า นั่นมันของพระ ทานไม่ได้ ของเอ็งอยู่ทางโน้น

คำสอนที่ถูกปฏิบัติสืบทอดกันมา ของพระ ต้องทำให้ดี ต้องทำก่อน แลต้องไว้ที่สูง จัดใส่ภาชนะที่สะอาด เก็บไว้อย่างดี ....

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า ตัวกระทำในศาสนา เน้นรายละเอียด ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นทางคือ จิตใจ ความคิด การกระทำ รวมถึง การเลือกทำ ว่าควรทำแก่บุคคลใด จึงจะเป็นผลย้อนมายังตน

เมื่อขาดองค์ความรู้ หรือ รู้แล้ว ฟังแล้ว แต่ไม่ใส่ใจ รายละเอียด หรือ สติ ในการสร้างตัวกระทำก็หายไป ผลที่เกิดจึงยากจะคาดเดา ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ทำ ให้ผลเป็นบุญจริงหรือไม่

หลวงพ่อนิพนธ์ยกตัวอย่าง คนผู้หนึ่ง อยากทำตนเป็นจิตอาสา เข้าไปทำสมุนไพร อาทิเช่น ทำยาเขียว

ใบยาที่เก็บมา ล้วนอยู่กับป่าเขา เป็นธรรมดาที่ต้องมีเปื้อนฝุ่น เปื้อนดิน แลก็หลายครั้ง ผู้เก็บอาจเก็บใบอื่นที่ไม่ใช่ใบยา ปะปนมาก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง เพราะดูไปดูมา ใบมันก็คล้ายๆกันไปหมด

คนที่มาทำสมุนไพร ก็ต้องคัด ต้องกรอง ต้องล้างให้สะอาด นั่นคือรายละเอียด

หากแต่ทำน้อยๆ ก็ละเอียดได้ แต่พอปริมาณมากๆเข้า บางครั้ง ก็ขาดสติ มีใบอื่นปนมาบ้างหล่ะ บางทีร้ายไปกว่านั้น มีเศษหิน ดินทราย ปะปน ตามมาด้วย เพราะอยากเสร็จเร็วๆ ก็โกยเอาโกยเอา เพราะคิดแต่จะทำให้เสร็จไวๆ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า เมื่อขาดสติ ผลที่เกิด ผู้ที่ทานสมุนไพรไป อาจะเกิดโทษ ด้วยผลแห่งการขาดสตินั้น ดังนั้น การเสียเวลา เสียแรงกาย มาเป็นจิตอาสา ทำสมุนไพรยาเขียว ที่หวังว่าจะเป็นบุญ กลายเป็นสร้างบาปแก่ตนไปเสียแล้ว

อย่าไปนึกเอาเอง ว่าทำแล้ว ย่อมได้บุญเป็นแน่แท้ น้ำใจที่ตนเองเสียสละลงไป จะเป็นอื่นไม่ได้ ... เรื่องของศาสนา ไม่ชุ่ยขนาดนั้น

ดังนั้นอย่าแปลกใจเลย ที่เราท่านมาเจอศาสนาของจริง กว่าจะได้บุญ ต้องทุ่มแรงกาย แรงวาจา แรงใจ แรงสติปัญญา แลเวลา ไปเท่าไหร่ เพื่อให้ได้บุญมาเลี้ยงตน ... พวกที่บอกว่า เอาเงินหย่อน ก็ได้บุญแล้ว มันไม่มีทางได้สัมผัสบุญเป็นแน่แท้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนว่า ทำสิ่งใดแล้วดี ต้องดูที่ผล หากผลออกมาดี ก็ทำไป หากผลออกมาไม่ดี จะปฏิเสธว่าทำดีแล้วสักฉันใด ก็ไร้ค่า ควรที่จะกลับไปพิจารณารายละเอียดของสิ่งที่ทำ ว่ามันผิดพลาดตรงไหน

การสวดมนต์ ของพระภูมี จึงมิใช่นั่งหลับตา เห็นโน่น นี่ นั่น แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนพระว่า ปิดตามันก็มืด หากเห็นอะไร นั่นมันคนบ้า ที่นั่งหลับตา ก็ให้พิจารณาสิ่งที่ตนทำมาแล้ว ว่ารายละเอียดมันผิดพลาด หรือ ถูกต้องไหม พิจารณาจากผลที่เกิด

ผู้ใดที่อยากช่วยผู้อื่น ก็นำผลแห่งการกระทำของตนที่ทำได้ ทำถูก พิจารณาแล้ว ไปสอน ที่ซึ่งย่อมไม่ผิดพลาดเป็นแน่แท้ เพราะลองทำมาแล้ว และผลถูกก็เกิดแล้วกับตนนั่นเอง

ดังนั้น ผู้ที่ช่วยตนได้ ฟื้นฟูตนเองได้ นั่นแลธรรมที่ทำได้ พิจารณาสิ่งนั้น ให้ถ้วนถี่ แล้วจึงนำไปสอนให้ผู้อื่นเดินตาม .... คนผู้นั้น ก็จะกลายเป็นผู้ที่ทำตนเป็นพระมาลัย โปรดสัตว์

ที่สำคัญ เมื่อนำไปสอนผู้อื่นแล้วไซร้ ย่อมไม่ผิดพลาดจากร่องธรรม มิใช่อย่างที่เห็นกันดาษดื่น อวดตนว่ามีธรรมกันมากมาย สอนคนโน้น คนนี้ แต่ตัวเอง ต่ำลง ๆ โรคงอม

นี่แล ศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงเรียกหลักปราชญ์ รู้ธรรม ก็รู้นิสัย แลรู้ความจริง ใครจะมาหลอก ยาก.....

พระไตรปิฏก ที่ว่ามีหมอชีวก ... มันจึงเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะแม้แต่พระภูมี ยังทรงตรัสว่า ช่วยใครไม่ได้เลย มีแต่คำสอน ให้ไปช่วยตน

ส่วนที่เห็นหายกันนั้น นั่นมันกรรมผ่าน ถึงเวลามันก็ไป เพราะพรหมลิขิตนั้นศักดิสิทธิ์ คุ้มครอง ดั่งคำกล่าวสมัยพุทธกาล ไม่ถึงที่ตาย ไม่วายชีวาวาตย์ โรคห่าอะไรพิฆาต ไม่อาสัญ ที่สมัยปัจจุบัน มันเพี้ยนมาเป็น ใครเข่นฆ่าไม่อาสัญ นั่นเอง

ท้ายสุด ย้อนคำสอนให้สติของแม่ชีเมี้ยนที่ทรงมีแก่หลวงพ่อนิพนธ์ ในการเป็นไข้ป่า เนื่องด้วยเข้าไปเก็บใบยาในป่า ที่รำพึงว่า ทำไมทำดีอย่างนี้ จึงเป็นเช่นนี้ได้ ที่ว่า "ท่านจำไม่ได้หรือ เมื่อท่านเป็นเด็กรุ่นๆ มีฝีมือทางยิงหนังสติ๊ก ชอบยิงหัวนก จับมาย่างกิน นั่นแลผลอันนั้นมันย้อนมายังตน ทนไปเถอะ สามวันก็จบ" แลครั้นพอครบสามวัน อาการก็หายเป็นปลิดทิ้ง แลไม่เคยปวดหัวอีกเลย

แล้วเราท่านเล่า เมื่อความเจ็บความปวดมา จึงพึงควรย้อนตัวกระทำแห่งตนในยามนั่งสวดมนต์ว่า การกระทำใดเล่าที่เป็นที่มาแห่งทุกข์ จิตจะได้จำ ใจจะได้สั่ง ให้มีสติ อย่าได้ทำอีก ทำแล้วมันทุกข์เยี่ยงนี้เอง

พิจารณาเช่นนี้ ก็อุปมาเสมือนระลึกชาติ ระลึกอดีตแห่งตนนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559

สงกรานต์


คำถามหนึ่ง เมื่อครั้งอดีตถ้ำกระบอก ที่หลวงพ่อนิพนธ์สงสัย ในวัตรของแม่ชีเมี้ยน จนอดไม่ได้ เมื่อเห็นว่าทุกครั้งที่ทานผลไม้เสร็จ แม่ชีเมี้ยนจะทรงเก็บเมล็ดผลไม้ที่มีรสชาติดีเหล่านั้นไว้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเอ่ยถามว่า ทำแบบนั้นทำไม จำเป็นหรือ

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสตอบว่า เก็บไว้เอาไปปลูก หลวงพ่อนิพนธ์ถามต่อว่า เราอยู่ในป่าเช่นนี้ จะปลูกเพื่ออะไร

แม่ชีเมี้ยนทรงตอบว่า ปลูกเอาไว้เผื่อคนหลงป่า แม้นไม่มีมนุษย์มา สัตว์ก็ได้กิน

เราปลูกไว้ เมื่อออกดอกออกผล ก็แจกจ่ายญาติโยมไปทานได้ ต้นไม้ก็ให้ร่มเงา ให้อากาศ

ตั้งแต่นั้นมา กิจวัตรอย่างหนึ่งของสงฆ์ถ้ำกระบอก นั่นคือ การเก็บเมล็ดและนำไปปลูก

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ถามอีกว่า แผ่นดินนี้มีแต่หินเต็มไปหมด จะเอาดินที่ไหนปลูก

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสตอบว่า พวกท่านก็กลิ้งหินใหญ่เหล่านั้นลงมา ด้านล่างเมื่อไม่มีหิน ก็คือ ดิน ส่วนหิน ก็นำมาย่อยเล็กๆ แล้วนำไปทำเป็นทาง

เราท่านในยุคต่อมาจึงเป็นวัตรในการย่อยหิน แลในยุคนั้น จากเขาหิน ก็กลายเป็น สวนน้อยหน้า แลสารพัดต้นไม้ จนต้องแย่งกันปลูก

แลด้วยวินัยอันนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เป็นบ่อเกิดของวันสงกรานต์ ที่อดีตคนในยุคพุทธกาล จะมาทำบุญตักบาตร ในวันขึ้นปีใหม่ พร้อมกันนั้น ก็นำดิน นำทราย มาถวายวัด ด้วยเกรงว่าตลอดปีในการมาของตน ดินทราย จะติดตัวของตนกลับบ้าน กลายเป็นบาป เป็นกรรมด้วยเอาของวัดกลับบ้านนั่นเอง

เมื่อมากันก็จะมีกิจกรรม ในการรดน้ำต้นไม้ ตามรอยพระ นัยว่าชีวิตจะได้ร่มเย็น นี่แลจึงเป็นที่มา กลายเป็นสงกรานต์ในปัจจุบัน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สงกรานต์ในอดีตพุทธกาล นั่นคือ การมารวมตัวกัน ดูแลรดน้ำต้นไม้ ตามอย่างพระ จนเลยมากลายเป็นรดน้ำคนไปด้วย

จึงไม่แปลกเลยว่า ไม่ว่าสถานที่ใด กันดารแค่ไหน เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ไปพักพำนัก สถานที่นั้น จึงเปลี่ยนกลายเป็นที่ที่อุดมไปด้วยต้นไม้ ก็เพื่อให้สรรพสัตว์ ได้มาอาศัย

จนวินัยข้อหนึ่ง ที่หลายคนรับไป แลฟื้นฟูตนได้ เริ่มจากหลวงตาตอง ที่เป็นมะเร็งสมอง แลต่อมาอีกหลายคน นั่นคือ "ต้นไม้รอด คนรอด"

วินัยอันนี้ จึงถูกนำไปใช้ที่บ่อพลอย ที่ซึ่งกันดารน้ำที่สุดในประเทศแห่งหนึ่ง ผู้ป่วยที่มาต่างติดน้ำมา แลเลือกต้นไม้ ต้นยา ทำการดูแลรดน้ำ พรวนดิน จนแผ่นดินบ่อพลอย กลายเป็นตำนาน ในการทิ้งไม้เท้าของเหล่าคนที่เป็นอัมพฤกต์ มากมายจนพระต้องนำมากองรวมแล้วเผาทิ้ง

เราจึงอยากให้สังเกต คนดูแลรดน้ำต้นยา คนเหล่านี้ หลวงพ่อนิพนธ์มัก บอกว่า ชีวิตเหนียวแน่น อย่างแน่นอน เพราะผลแห่งการกระทำ ให้สุขแก่ผู้คนมากมาย แล้วตัวเอง จะไม่สุขได้อย่างไร

เหล่ามะเร็งที่หมอทิ้ง แลมีความพร้อม หลวงพ่อนิพนธ์ให้มาดูแลรดน้ำต้นไม้ ในแผ่นดินของท่าน ไม่เห็นคนไหน มีแววว่าจะตายสักคน อยากเห็นไปดูที่สำนักลพบุรีได้

จึงไม่แปลกว่า ทำไมครั้งพุทธกาล สงกรานต์คนจึงแห่แหนกันไปวัด และทำกิจกรรมรดน้ำ เสียดายต้นตอของเทศกาลมันถูกลบเลือน เหลือแต่รดคนไปซะแล้ว กิจกรรมที่พระภูมีกำหนดทำเพื่อชีวิต เลยเหลือแต่ทำเพื่อความสนุกเฮอา เท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

รอยบรมครู

หลักของพระภูมี เชื่อในเรื่องตัวกระทำ นั่นคือ ตัวกระทำไม่ตาย จะทำสักฉันใดไม่ตายเลย

ความจริงนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า กรรมเขาเป็นพี่ เราท่านทำไว้แล้ว ตัวกระทำเป็นตนแล้ว จะปฏิเสธสักฉันใด ก็คงเป็นไปไม่ได้เลย

เมื่อตัวกระทำเป็นตน สั่งให้เป็นทุกข์ ด้วยการเป็นโรค เพื่อให้ทุกข์ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า จะปฏิเสธไม่ทุกข์ ไม่เจ็บ นั้นจึงเป็นไปไม่ได้

ยิ่งการจะพึ่งพาผู้อื่น ให้หายทุกข์ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะหากทำได้ คนผู้นั้นก็อยู่เหนื่อเวรเหนือกรรม ชนะกรรมได้นั่นเอง

ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี จึงใช้การทุกข์กับวินัย ทุกข์กับการทานสมุนไพร เข้ากระโจม สวดมนต์ เพื่อทอนทุกข์ที่จะเกิด

ความสำเร็จจึงอยู่ในรูป ทานสมุนไพรแล้วฟื้นฟูตน ให้ร่างกายทนต่ออาการได้ ไม่ใช่ให้ไม่มีอาการ ไม่เจ็บ ไม่ทุกข์อะไรเลย

หลายคนเลยพาลโทษ ทานสมุนไพรแล้วเจ็บอย่างนั้น ปวดอย่างนี้ คันตรงนั้น .... มากมาย ทั้งที่แท้จริงนั่นคืออาการของโรค ไม่ใช่เป็นเพราะสมุนไพร

ย้อนกลับมาถึงตัวกระทำ เมื่อในอดีตสร้างไว้ คงแก้อะไรไม่ได้ แต่อนาคต นั้นเราท่านมีโอกาสเขียนเองได้ นั่นแหละความต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์

เมื่อผลแห่งตัวกระ่ทำ ที่ให้สุขให้ทุกข์แก่ผู้อื่น จักย้อนมายังตน เมื่อกระทำสิ่งใด ก็อยากให้ผลเกิดแก่สรรพสัตว์ เป็นธรรมดา เพื่อให้มีผลย้อนมายังตนนั่นเอง

การกระทำใดๆ จึงมิใช่เพียงแค่ทำแล้วยังผล ไม่ใช่เอาเงินใส่ซองถวาย สังฆทานใส่ถัง ถวายแล้วจบ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี ต้องตามไปดูด้วยว่า คนที่รับรับไปแล้วทำอะไร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้อนอดีตสมัยถ้ำกระบอก ที่แม่ชีเมี้ยนทรงทำหน้าที่จัดอาหารให้พระ เป็นกิจวัตร

วันหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์ถามแม่ชีเมี้ยนว่่า พระไม่มีอาหารจะฉันแล้ว

แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ไปที่ผักเป็นเข่งที่คนเอามาถวาย หากแต่สมัยก่อนความกันดารยังมีมาก ผักเข่งนั้นก็เริ่มเน่าเสีย ด้วยไม่มีตู้เย็นเก็บรักษา

หลวงพ่อนิพนธ์ตอบว่า ผักเข่งนั้นมันเน่าแล้ว จะทานได้อย่างไร

แม่ชีเมี้ยนก็ให้ยกผักเข่งนั้นมา แล้วใช้มีดเล็กๆ หยิบผักออกมาทีละชิ้น ตัดส่วนที่เน่าเสียทิ้งไป เหลือแต่ส่วนดีๆ ทำเช่นนั้นจนหมดเข่ง ได้ผักที่มีสภาพดี มาทำอาหารให้พระกว่าเจ็ดสิบรูปได้ทาน

แล้วทรงตรัสสอนหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ผู้ทำนำผักมาถวาย แล้วก็ไปรอบุญที่บ้าน แต่มันจะเป็นบุญไปได้อย่างไร คนผู้นั้นก็เสมือน นาแล้งรอฝน สิ่งที่ทำไม่เป็นผล หากท่านนำฝักของเขาไปทิ้งเสียหมด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อเราท่านรักตัวกระทำขอตน อย่างให้เป็นผล ก็ต้องรักษาตัวกระทำของผู้อื่นให้เป็นผลด้วยเช่นกัน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า พระของพระพุทธเจ้า จึงยากที่จะเป็นเครื่องอัฐบริขาร ยิ่งหากของนั้นเป็นของพ่อแม่ด้วยแล้ว จีวร ใส่จนขาดแล้วขาดอีก ปะแล้วปะอีก จึงเป็นที่มาของฝืนนาบนจีวร ก็ด้วยอยากให้ตัวกระทำของคนผู้ให้นั้น เป็นบุญมากที่สุดนั่นเอง

เราท่านจึงควรรักษาตัวกระทำของตน แลของผู้อื่นให้เป็นผล นี่แลจึงต้องอาศัยเมตตาธรรม เป็นสติ มิฉะนั้น เราท่านก็จะถูกวัตถุทับตาย เสมือนผู้ที่ทำตนให้คนนับถือ แล้วนำของมาให้ ที่เห็นทั่วไปนั่นแล แล้วไม่รู้ว่า ในเมื่อตนทำความดี มีวัตรปฏิบัติ แล้วทำไมจึงเป็นโรค

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า เห็นช้อนตก ก็เก็บมาล้าง นำมาใช้ เจ้าของเขาจะได้บุญอีก เห็นน้ำหยด ก็ปิดก๊อก นี่แลใช้ตาทำบุญ เป็นโรคตา มันก็หายได้

ก็แล้วเราท่านจะไปกันอย่างไรหนอ คนปลูก คนรดน้ำ คนดูแลสถานที่ เขาทำให้ ตัวเราท่านมาถึง ไม่ช่วยก็พอทน แต่เล่นทำลายเลย จะปฏิเสธสักฉันใด ฟ้าดินก็บอกว่า นี่เจตนาทำลายตัวกระทำของผู้อื่น ต้องคดีอุปมาฆ่าคนตาย เพราะเมื่อไม่ยังผล คนที่สร้างที่ทำ ก็ไร้บุญไปเกื้อหนุน และต้องเสียชีวิตลงไป ด้วยการกระทำของเราทาน

ศาสตร์สอนให้คนเป็นปราชญ์ แลปราชญ์ย่อมไม่ทำสิ่งที่ทำลายตน อ.อร่าม จึงมักกล่าวเสมอว่า ทำผิดที่อื่น ผิดหนึ่งก็ผลหนึ่ง แต่สถานที่นี้ ทำถูกทำผิด ผลมันทวีคูณมหาศาล ใครอยากทำตามนิสัยอะไร ก็ทำไป แล้วดูผล

หลายคนมาบ่น ทานมาตั้งนานไม่หายสักที ก็จะหายได้อย่างไร เล่นทำลายตัวกระทำผู้อื่นทุกครั้งไป ไม่ต้องมาก แค่รับสมุนไพรไป กินทิ้งกินขว้าง อันไหนไม่ชอบก็ไม่เอา ไม่กิน ทิ้ง เพราะได้มาฟรี ... แม่ชีเมี้ยนจึงย้ำหนักหนา จำไว้น่ะ "ตัวกระทำไม่ตาย ทำสักฉันใดไม่ตายเลย ทำอย่างไรได้อย่างนั้น"

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559

เฉยมาก็เฉยไป

คำถาม ที่มักเจอทางตัน นั่นคือ ความเชื่อความฝัน ที่ไม่เหมือนความจริง ที่ปรากฎ นั่นเอง

เชื่อว่าผู้อื่นต้องช่วยตนได้ เขาบอกอย่างไร พูดอย่างไร ก็ทำตาม ทุกสิ่งอย่าง เชื่อว่าสิ่งที่ตนมี เงินที่ตนหามา ช่วยตนได้ และวันหนึ่งก็มาถึง เมื่อได้ยินคำอมตะ "ทำใจ" ก็ใจสลาย

เมื่อหนทางหรือประตูความหวังเริ่มปิดทีละบาน ละบาน ความหวังก็ค่อยๆ หรี่ลง หรี่ลง แลเมื่อมาพบทางเลือก สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เห็นความสำเร็จของผู้อื่น ไฟแห่งความหวังก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

แต่ทานสมุนไพร ไปเรื่อยๆ ก็อาจจะดี แต่ทำอย่างไงก็ไม่ดีพอที่ตนต้องการ นั่นคือ หายโรค

ทางตันที่เจอ เห็นความสำเร็จอยู่เบื้องหน้า แต่ไปไม่ถึง เสมือนเห็นดวงจันทร์ แต่คว้าไม่ได้ ทำตนมาถูกทาง แต่ไปไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เพราะขาดองค์ความรู้ของศาสนา เพื่อพาตนเดินไปให้ถึงนั่นเอง

องค์ความรู้ที่สำคัญประการหนึ่ง อันเป็นหลักเหตุและผล ของพระภูมี ที่ต้องนำมาใช้ในการช่วยตน แม่ชีเมี้ยนตรัสสั้นๆ กระชับว่า คือ "ตัวกระทำ"

อันตัวกระทำ จะเป็นตน ก็ต่อเมื่อผลแห่งตัวกระทำนั้นเกิด เป็นตน มิฉะนั้นแล้ว การกระทำ หรือ ตัวกระทำนั้น ทำแล้วก็สูญ

คิดจะตีหัวคน หาไม้มา เงื้อสุดแรง แล้วตีไป ไม่โดนใคร ตัวกระทำก็ไม่เป็นผล หากแต่โดนคนที่ตนหมายเมื่อไหร่ นั่นแล ตัวกระทำจึงสมบูรณ์

หลวงพ่อนิพนธ์ เรื่องของศาสนา ผลแห่งบุญ จะพึงเกิด ตัวกระทำต้องเป็นตน หรือ เป็นผลแล้ว

จะหวังใช้เมตตาโลก ก็ทำให้เฉพาะคนที่มีจิตผูกพันธ์ จึงต้องใช้เมตตาธรรม ให้สุขแก่ผู้อื่น สุขนั้นจะได้ย้อนคืนมายังตน

หลายคนฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วก็ทำตาม เอาโน่นมา เอานี่มา ที่ไม่มีจะเอามา ก็ใช้แรงไปทำ เป็นจิตอาสาบ้าง ตามถนัด

หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า บุญมันไม่ได้เกิดตรงที่ทำน่ะสิ มันเกิดตรงที่คนนำสมุนไพรไปทานแล้วเป็นสุข บรรเทาทุกข์ของตนได้

นี่หล่ะปัญหา คนที่ทำ คนที่เอามา จะได้บุญหรือเปล่า ก็ต้องผ่านด่าน คนเก็บปล่อยทิ้ง ปล่อยขว้างหรือไม่ วางทิ้งจนเสีย หรือ ไม่นำไปใช้ คนที่เอามาก็สูญ

คนที่ทำ ก็ไม่ใส่ใจ เห็นของมีส่วนเสียนิดหน่อยก็ทิ้ง คนเอามาก็สูญ

คนเอาช้อนมาให้ใช้ เอาขันมาให้ตัก คนใช้ใช้แล้วก็ทิ้ง ขันหล่นก็ไม่สน โดนเหยียบแตกก็ช่างมัน ไม่ใช่ของเรา

นี่แล กว่าจะได้บุญ ต้องอาศัย เมตตาธรรม ของทุกผู้คน ที่ผ่านเข้ามา จนกระทั่งท้ายที่สุด แม้นถึงมือผู้ทาน หลวงพ่อนิพนธ์ก็สอน ให้ทานด้วยสติ ด้วยกตัญญู ไม่ทานทิ้งทานขว้าง ได้มาฟรี ทานไม่หมดก็ปล่อยทิ้ง

หากไร้ซึ่งเมตตาธรรม คนที่หวังรอบุญ ก็รอไปเถอะ เพราะกว่าสิ่งที่ตนทำ จะให้สุขแก่ผู้อื่น มันต้องผ่านอีกหลายมือ หากคนผู้น้น ไม่มีเมตตาธรรม เขาก็จะไม่รักษาสิ่งที่ผู้อื่นนำมา แล้วประคองต่อให้เป็นผลบุญ นั่นคือ พยายามทำให้เกิดผลมากที่สุดนั่นเอง

จุดอ่อนประการหนึ่ง ที่กั้นไม่ให้หนทางการฟื้นฟูตนสำเร็จ ก็คือ ขาดสติ ไร้เมตตาธรรม จึงมีพฤติกรรมทำลายตัวกระทำผู้อื่น จะไม่เป็นตน ไม่ได้บุญ นั่นเอง

ใครว่า เมื่อทานแล้ว การยกเอาจานชาม ช้อนไปไว้ที่จุด ไร้ค่า ...

หากพิจารณาให้ดี จะเห็นว่า การรักษาของให้ใช้ได้ยาวนานที่สุด ผู้ที่นำมา ก็จะได้บุญมากขึ้นไปช่วยตน นั่นช่วยชีวิตคนคนหนึ่งเชียวน่ะ

ด้วยนิสัยเฉย หากไม่ใช่ของตน นี่แหละ จึงทำลายตน เพราะพฤติกรรมแห่งตน ทำลายตัวกระทำของผู้อื่นอยู่ร่ำไป

เมตตาธรรม จึงค้ำจุนโลก ด้วยประการฉะนี้ จะมัวดูแลแต่บุญแห่งตน คงยาก ก็ต้องเผื่อไปดูแลบุญของผู้อื่นด้วย จึงจะช่วยตนได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า การกระทำในสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ไม่ว่าสิ่งใด ย่อมมีความหมายต่อชีวิต

เห็นไฟเปิดทิ้ง แล้วปิด ก็ประหยัดไฟ ไปเป็นค่าสมุนไพร ได้นิสัย หากทำที่บ้านก็แค่ประหยัดเงิน ถ้าโชคดีไปกว่านั้น เงินที่นำไปซื้อสมุนไพรสตางค์นั้น คนทานแล้วกลับตนเป็นคนดี นี่เรียกว่า ยิ่งกว่าสามล้อถูกหวยอีก

หากพึงทำตัวเฉย ขาดสติ ไร้เมตตาธรรม ที่จะรักษาตัวกระทำทั้งของตน และผู้อื่น .... นั่นกำลังสร้างทางตัน ในการฟื้นฟูตน

ศาสนา จึงใช้เมตตาธรรม มิใช่เมตตาที่ให้แต่เฉพาะคนที่ตนรัก ถ้าไม่รัก ไม่ช่อบ กูก็เฉย ไม่รู้ไม่สน ... ขืนนำมาใช้ในโลกของศาสนา เฉยมาก็เฉยไป ไม่มีเมตตาธรรมแก่ผู้อื่น พระภูมีทรงเล็งเห็น ก็คงมีเมตตาธรรม มาช่วยคนนิสัยแบบนี้ยาก เพราะเท่ากับช่วยโจรนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559

บังตาบังใจ

อุปสรรคใหญ่แห่งตน ในวิถีทางแห่งการปฏิบัติตามธรรมคำสอน มิมีอื่นใดเลย นอกจาก "นิสัยตน" นั่นแล

หลายคนปราดเปรื่องในทางโลกอย่างชนิดยากที่จะหาใครเทียบได้ แต่หากเราท่านพิจารณา คนเหล่านี้เมื่อมาพบศาสนา ใบ้กินหมด กลายเป็นคนโง่เขลา เบาปัญญา เสมือนเด็กไม่รู้ภาษา อย่างน่าอัศจรรย์

เราท่านทั้งหลาย รู้วิธีการหาเงิน สร้างความร่ำรวย สร้างเกียรติยศ สร้างชื่อเสียง กันทุกตัวคน หากไม่รู้ ก็แสวงหาความรู้นั้นมาใส่ตน แต่วิชาทั้งหมด ทั้งหลายที่ทุ่มเทพากเพียร เรียน และทำมาตลอดชีวิต ใช้ในการกอบกู้ตนไม่ได้เลย

ครั้นมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ มาฟังวิชาสร้างบุญ ภาษาที่ใช้สอน ก็ภาษาไทย คำที่ใช้สอน ก็ไม่มีบาลี สันสกฤต ให้งงงวย ต้องแปล แปลแล้วก็แปลอีก ก็ยังไม่รู้เรื่อง อย่างที่คนอื่นเขาสอนกัน นั่นคือ ฟังแล้วเข้าใจ ปฏิบัติได้

แต่จะเป็นอะไรเล่า หากมิใช่ กรรม ที่ใช้นิสัยตน บังตา บังใจ ไม่ให้กระทำตามคำสอนนั้นๆ เพื่อช่วยตนเล่า

ยกคำสอนมาวรรคหนึ่ง อาทิเช่น หลักของพระภูมี อาศัยหลัก "ตนพึ่งตน" เราท่านก็ไม่ควรรอผู้อื่นมาให้ สิ่งใดที่ทำได้ ไม่ทำให้ตนเดือดร้อนจนเกินควร ก็ควรจะกระทำ อาทิเช่น การหิ้วมะกรูด มาคนละสามลูกห้าลูก พูดง่ายๆ ก็คือ เกินกว่าที่ตนกิน หรืออย่างน้อย ก็พอกับที่ตนกิน ก็ไม่ต้องไปเบียดเบียน หรือรอความช่วยเหลือจากใคร ก็มีสมุนไพรมะกรูดทานกันทุกตัวคน

แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะคนที่ทำตาม มันมีน้อย เพราะกรรมมันบังตา บังใจ ก็แค่มะกรูด ห้าลูก ไม่เห็นจะมีค่าใด สู้เอาเงินไปทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างศาลา ทอดผ้าป่า กฐิน ไม่ได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เพราะบุญเราท่านนึกเอาเอง หากแต่บุญที่แท้จริง ต้องดูผลจากการกระทำ ว่ามีผลต่อมนุษย์แลสัตว์ ประการใด มากน้อยเพียงใด ผลที่ได้ให้สุข จึงเป็นบุญย้อนกลับมายังตน

ศาลาที่สร้าง โบสถ์พันล้านที่เห็น ให้ประโยชน์ แก่สรรพสัตว์ เพียงใด ตุ๊กแกยังอยู่ไม่ได้เลย มีค่าแค่การทำพีธีในแต่ละวัน แล้วก็ปิดไว้

ย้อนกลับมายังมะกรูดห้าลูก เมื่อกลายเป็นสมุนไพรมะกรูดหนึ่งถุง ให้แก่คนป่วย อาทิมะเร็ง

ใครที่เป็นหรือมีญาติเป็น ย่อมรู้ดีว่า อาการที่ยากจะรับ ในการป่วยเป็นมะเร็งนั่นคือ ความทรมานจากอาการปวดนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้เห็นว่า มะเร็งเป็นเซลล์ไม่ใช่โรค ดังนั้นการดำรงชีพ จึงต้องอาศัยเลือดของเราท่านนั่นเองที่ไปเลี้ยงตัว

ยิ่งเลือดไม่ดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความเครียดให้เซลล์ มะเร็งก็ยิ่งเติบโต

เมื่อถึงระยะท้ายๆ ที่เซลล์มะเร็งมีมากมายมหาศาล นั่นหมายความว่าร่างกายต้องเสียเลือดไปเป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่คนเป็นมะเร็งจะแสดงอาการ ผิวดำ ตัวผอม แลปริมาณเลือดน้อยลงทุกที

เมื่อสภาวะของเลือดที่เป็นธาตุไฟ สร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายไม่เพียงพอ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า แก่นกายคือ ร่างกายก็จะอยู่ในสภาพเสมือนถิ่นหนาว มีความเย็นปกคลุม ยิ่งในสภาวะที่ร่างกายไม่เคลื่อนไหว คือ เวลานอน ทำให้เกิดอาการปวดกระดูกขึ้นในบริเวณที่เลือดไปเลี้ยงไม่พอนั่นเอง

ย้อนกลับมาสมุนไพรมะกรูด มีสรรพคุณธาตุไฟ ช่วยในการฟอกน้ำเหลือง ฟอกเลือด ที่สำคัญให้อุณหภูมิธาตุไฟ ที่อยู่ได้นาน

ดังนั้น ผู้ป่วยที่ขาดเลือด นั่นคือขาดธาตุไฟ สมุนไพรมะกรูดที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะภายใน ได้ตลอดคืน จึงประดุจสร้างสวรรค์ ให้แก่ผู้ป่วยเหล่านี้ ไม่ต้องปวดมาก หรือไม่ปวด ได้นั่นเอง

ค่าของความปวด แม้นแต่สักเสี้ยวนาที มีค่าประมาณใด หากเราท่านจะเอาเงินไปแลก คนป่วยมะเร็งหากทานสมุนไพรมะกรูดในยามค่ำคืน ในปริมาณที่มากพอ ให้ความอุ่นแก่ร่างกาย แทนเลือดที่ขาดหายไป แถมยังกระตุ้นให้สร้างเลือดใหม่ คุณค่านี้ เอาเบนซ์รุ่นล่าสุดมาแลกยังไม่ยอมเลย

เราจึงแปลกใจเมื่อเห็นคนที่หิ้วมะกรูดมาตามคำสอนในการสร้างบุญของหลวงพ่อนิพนธ์ น้อยนัก แต่ก็เข้าใจได้ว่า คนเหล่านั้นมองไม่เห็นบุญ ด้วยนิสัยตน กรรมมันบังตา บังใจ จิตจึงจดจ่อกับการสร้างวัตถุ แล้วคิดเองว่าได้บุญ

แต่มะกรูดห้าลูก ที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ตั้งเป็นสตินี่ต่างหาก คือบุญแท้ เพราะสร้างสวรรค์ให้คนป่วยมะเร็ง ทุกค่ำคืน นอนเป็นสุข ถึงจะหายไม่ทั้งหมด ก็บรรเทาเบาบางให้อยู่ในระดับรับได้

ศาสตร์ของพระภูมี เป็นหลักปราชญ์ มิใช่เพียงกล่าวอ้าง แต่เอาเหตุแลเอาผล มาให้พิจารณา

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกกรรมการท่านหนึ่ง ที่ไปสร้างธรรมจักรทองคำฝังเพชร ให้กับวัดวัดหนึ่ง หมดไปหลายสิบล้าน ผลบุญยังไม่ได้เสี้ยวของคนที่มีสติของศาสนา แล้วหิ้วมะกรูดมาให้ทำสมุนไพรมะกรูดแม้นเพียง ห้าลูกสิบลูกก็ตาม

อยากหายจากโรค มิใช่เรื่องยาก แค่พิจารณาคำสอน วรรคหนึ่งวรรคใด ที่ตนทำได้ แล้วหยิบเอามาเป็นสติ นำตน ให้ทำตาม เรื่องหนึ่งไม่พอ ก็สอง สองไม่พอก็สาม เสมือนทำใช้หนี้ทางโลกนั่นแล งานประจำไม่พอจ่าย ก็หางานพิเศษช่วย แลเมื่อใช้ย่อมต้องมีวันหมด

เรื่องง่ายๆ แม้นเป็นเพียงเงินบุญที่ไม่มาก แต่เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน สะสมเรื่อยๆ ก็มากโข พอเลี้ยงตนได้เช่นกัน ทำไมไม่ทำ .....

ก็คงตอบได้ประการเดียว ว่า กรรมมันบังตา บังใจ นั่นเอง

คนมามากมาย แต่วิทยากรประกาศ สมุนไพรขาด .... นั่นบอกอะไร

อยากหาย แต่ปฏิเสธทางบุญของพระพุทธเจ้า .... หรือแม้นกระทั่งเดินย้อนศรเลย เราท่านจะไปกันอย่างไรหนอ

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

เริ่มก็ผิดแล้ว

เรื่องทางโลก จะใช้วิธีใด ความคิดใคร ไม่มีปัญหา ว่ากันไปตามปัญญาแห่งตนที่พึงมี

แต่เรื่องของชีวิต หรือ เรื่องทางธรรม ที่ใช้ช่วยชีวิต หลวงพ่อนิพนธ์ เน้นย้ำว่า ปัญญาโลก หรือ ของมนุษย์ผู้ใด ลัทธิใด ใช้ไม่ได้เลย

เพราะปัญญาเหล่านั้น ล้วนแต่กรรมเป็นผู้สร้าง หรือ เรียก ปัญญากรรม นั่นเอง จะนำมาซึ่งการชนะผู้สร้างย่อมเป็นไปไม่ได้

นี่แหละทำไมมนุษย์จึงต้องการศาสนา ก็เพราะหากจะชนะหรือแก้ไขปัญหาแห่งชีวิต ย่อมต้องใช้ปัญญาเหนือโลก คือ ปัญญาของผู้ที่ไม่มีกิเลส นั่นคือ ปัญญาของพระพุทธเจ้า หรือ ปัญญาของศาสนา มานำตน จึงจะพ้นได้

แลนี่เอง ทำไม การมาที่นี่ จึงต้องเรียนรู้ เพราะเรื่องของศาสนา บางคนอาจไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยิน บางคนได้ยินมามากมาย หากแต่เรื่องที่ฟังมา ก็ผิดเพี้ยน บิดเบี้ยว หาเค้าโครงเดิม เพื่อนำมาปฏิบัติช่วยตน ไม่ได้

แค่ปฐมบทของศาสนา ที่ซึ่งคนไทยล้วนได้ยิน ได้ฟัง ได้เรียนรู้ แทบทุกตัวคน แต่พอมาปฏิบัติจริง กลับเดินไปคนละทิศ คนละทาง กับศาสนา อย่างไม่น่าเชื่อ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนให้เราท่านย้อนพุทธกาล ย้อนพุทธประวัติ ของพระโคดม ว่า หากต้องการบุญ เริ่มด้วยการทำเช่นไร ... ทิ้งเวียง ทิ้งวัง ทิ้งทรัพย์สมบัติ ทิ้ง.... แม้นแต่ม้าทรงโปรด หรือกระทั่งผม เหลือแต่ตนกับผ้าครอง แลเครื่องอัฐบริขารที่ใช้ดำรงตนเท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายเน้นย้ำว่า ภาพดังกล่าว สอนให้รู้ว่า พระโคดม แสดงหนทางแห่งบุญ จะใช้วัตถุสิ่งของ หรือ ผู้อื่นผู้ใด ไม่ได้เลย นอกจากตนของตน เท่านั้นเอง

วัตถุดิบเพียงอย่างเดียวที่ใช้ในการสร้างบุญ มีในทุกตัวคน คือ นิสัย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงเรียกว่า ทางบุญ เป็นทางสายกลาง ที่ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นยาจก หรือ ราชา ย่อมทำได้

ไม่ใช่อย่างในตำรา ตึงไป หย่อนไป ไม่รู้อะไรตึง อะไรหย่อน ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ทำไม่ถูก

ดังนั้น เมื่อเริ่มเข้ามาในทางเลือกสมุนไพรของพระภูมี หลายคนก็คิดจะพึ่ง เงิน .... พึ่งวัตถุ ... พึ่งอำนาจบารมีที่ตนมี .... เพื่อให้ได้มาซึ่งสมุนไพร เพื่อไปช่วยตน

พฤติกรรมเช่นนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า แค่เริ่มก็เดินผิดทิศแล้ว เพราะรอยพระโคดมที่ทำไว้ให้ .... ต้องเริ่มที่ลดนิสัย ลดพฤติกรรม

พฤติกรรมเช่นนี้ มักถูกใช้กับทางโลก อยากได้อาหารอร่อย ก็ใช้เงินซื้อ อยากได้เมือง ก็ใช้อำนาจยึด อยากอะไร ก็ใช้ในสิ่งที่ตนมี แสวงหามาเป็นของตน ... ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องข่ม นิสัยแต่ประการใด แต่ใช้ไม่ได้กับโรค จะเอาสิ่งที่ตนมี ต่อให้มากสักฉันใด ซ์้อยาที่ว่าดีที่สุด หาหมอที่ว่าเก่งที่สุด ไปรักษาที่ประเทศเจริญที่สุด ... สักฉันใด ความจริงก็ฟ้องว่า ... ช่วยบรรเทาทุกข์แห่งตนไม่ได้ แลจบด้วยการเสียทั้งเงิน ทั้งเวลา แลรวมไปถึงทั้งชีวิต

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สถานที่นี้ทุกคนมีโอกาส เท่าเทียมกัน เพราะสายกลางที่ใช้ ในการช่วยตน คือ นิสัย ที่จะทำเพื่อสร้างบุญ เป้นอำนาจให้สมุนไพร เพื่อช่วยตน

สิ่งที่ตนมี อาจจะปูทางให้เข้ามายังสถานที่นี้ได้ สะดวก และสบายกว่าผู้อื่น แต่สิ่งที่จะใช้ช่วยตน ให้พ้นทุกข์ พ้นโรค จะใช้สิ่งอื่นที่ตนมีไม่ได้เลย นอกจากนิสัยแห่งตนเท่านั้นเอง

ที่ไหนว่าของดี ต้องราคาแพง แต่ที่นี่ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ของศักดิ์สิทธิ์ ต้องให้ฟรี ไม่มีราคา

ใครที่บอกว่าอยากหาย ถามตนเองก่อนว่า เอานิสัยตนที่สร้างทุกข์ให้ผู้อื่น ถวายแม่ชีเมี้ยน ถวายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปบ้างหรือยัง แล้วน้อมนำนิสัยพระพุทธเจ้าที่สร้างสุขให้ผู้อื่น ไปทำบ้างหรือยัง ถ้าทำแล้ว และทำได้ หลวงพ่อนิพนธ์ยืนยันเสมอว่า ผู้ทำได้ รอดแน่

ไม่ต้องนำเงิน นำสิ่งของใดๆมา ... เพราะเริ่มผิด ก็เดินผิดทาง ไม่มีวันหายโรคดังฝันเป็นแน่แท้ มาเรียนรู้นิสัยพระพุทธเจ้า แล้วทำตนโชว์นิสัยพระพุทธเจ้า ต่อให้โคตรมะเร็ง โคตรเอดส์ ก็ต้องเผ่นป่าราบ

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

เพลิน

หลวงพ่อนิพนธ์มักอุปมา กรรมที่เราท่านทำมา ย่อมเสมือนน้ำที่ไหลบ่ามา

มีแห้งบ้าง น้ำน้อย น้ำหลาก ผันเปลี่ยนไป ตามกาลเวลา

หากเราท่านปล่อยตามธรรมชาติ นั่นก็หมายถึง อะไรมาก็ให้มันเป็นไป ก้มหน้ารับกรรม

ข้อดีประการหนึ่ง นั่นคือ น้ำจะไม่วันท่วมหลาก หรือ มีพลังอันมหาศาล ดั่งที่ถูกกักกัน จากฝาย หรือ คัน ไปจนถึงเขื่อน นั่นเอง

อุปมาอันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้เห็นภาพว่า คนในอดีต โรงพยาบาลไม่มี ไม่มียาเคมี แต่คนรุ่นก่อน ก็สามารถสืบสาวพงศาวดารมายังรุ่นของเราท่านได้ นั่นคือ มนุษย์ทุกรุปนาม มีพรหมลิขิต เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตนอยู่แล้ว

ดั่งภาษิต "ไม่ถึงที่ตาย ไม่วายชีวาวาต" นั่นเอง โรคภัยที่เป็น เสมือนน้ำหลากมา ถึงเวลาก็ผ่านไป ไม่มาเพื่อทำลายชีวิต

หากเราท่านปฏิเสธน้ำไหล น้ำหลาก ด้วยกลัวเปียก คือ กลัวเจ็บ กลัวปวด นี่สิน่ากลัว เพราะกำลังทำตนเสมือนฝาย คันกั้นน้ำ หรือเขื่อน

กรรมก็ถูกสะสม เสมือนน้ำหลังเขื่อน วันใดมีพลังมหาศาล เกินเขื่อนต้านไหว ก็พังเขื่อน สร้างความเสียหายเหลือคณานับ นั่นแลเรียกว่า เราท่าน ทำลายตน จนอยู่ไม่ถึงซึ่งพรหมลิขิตแห่งตน

วันนี้ เราท่านโชคดี อาศัยบุญเก่า เวียนว่ายมาเจอศาสนา ได้พบธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า เสมือนมีที่ระบายน้ำ สมุนไพรคล้ายๆ ทางน้ำล้น หรือช่องระบาย ทำให้เขื่อนไม่พัง

ปัญหาก็คือ ตอนที่มา น้ำมันใกล้เต็มเขื่อน แลเขื่อนก็ทำท่าจะไม่ไหว พอได้ช่องระบาย ระดับน้ำลดลง เขือนก็ปลอดภัย ทีนี้ก็เกิดความประมาท

หลายคนที่ได้มาใช้ทางเลือกสมุนไพร ความเลวร้ายก็ลดน้อยถอยลง หรือ อาจหายไป หรือ หายโรค ก็ยิ่งปล่อยตน ไปตามนิสัยแห่งตน ด้วยคิดว่า มีสมุนไพรช่วย เป็นอะไรก็ทานสมุนไพร

ชีวิตจึงเดินอยู่ในความเพลิดเพลิน ไม่คิดจะเปลี่ยนพฤติกรรมตนให้ลดลง บางครั้งอาจจะยิ่งใช้แรงที่ตนได้มาใหม่ ทุ่มเทหาเงินหาทอง ชดเชยช่วงที่ตนป่วยไข้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเตือนเสมอว่า คนเรามีกรรมเป็นปล้องๆ เมื่อพ้นปล้องทุกข์ปล้องเดิมมาด้วยสมุนไพร มาถึงปล้องกรรมดี ยิ่งปล้องนี้ยาวเท่าไหร่ คนก็ยิ่งประมาทเท่านั้น ทีนี้พอมาเจอปล้องทุกข์ ปล้องกรรมชั่ว ที่ใหญ่ สมุนไพรเกินกำลัง สิ่งทีทำ บุญที่สร้างไม่เพียงพอ ทีนี้แหละ มันพัดโครม

ผลก็คือ เป็นทั้งที่ทานสมุนไพรนี่แหละ ที่สำคัญ ไม่เปิดโอกาสให้ทำกิจการบุญใดๆอีกด้วย ที่ประสพพบบ่อยๆ ก็อาทิ เจออุบัติเหตุ จนเดินไม่ได้ เกิดอาการเฉียบพลัน ทำให้หมดสมรรถภาพ ไปไหนไม่ได้

จะทานสมุนไพรเพื่อฟื้นฟู มันก็เป็นทั้งๆที่ทานนี่แหละ จะหันกลับมาใช้เวลาสร้างกิจการที่เป็นบุญ เพื่อช่วยตน ก็ถูกตัดแข้งตัดขา ช่วยตัวเองยังไม่ไหวเลย

นี่แลคือคำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์ ว่าเป็นทางแห่งความประมาท

หนทางเดียว ที่ปลอดภัย แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ให้ คือ "ลดนิสัยตน มาใช้นิสัยพระพุทธเจ้า" เป็นบางสิ่งบางอย่าง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า การฟื้นฟูตน อุปมาเสมือนเจองู ต้องตีให้ตายในคราวเดียว มิฉะนั้นมันจะแว้งกัด

อย่าพึงประมาท เพลิดเพลินกับสภาพร่างกายที่ดีขึ้น แล้วปล่อยวันเวลาล่วงโดยไม่พัฒนานิสัย กว่าจะรู้ตัวอีกที โดนแว้งกัด อยากจะสร้างบุญ ร่างกายก็ไม่เอื้ออำนวย อยากจะสร้างนิสัย ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว

คนประมาท คือคนที่มักกล่าวว่า "ไว้ก่อน วันหลังค่อยมา วันหลังค่อยทำ .... ไม่เป็นไรหรอก..." หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า กรรมมันไม่มีวันพัก ถึงเวลาก็มารอแล้วที่หัวกระได เสมือนเจ้าหนี้ทวงหนี้ ไม่มี มันก็หักแข้ง หักขา ... ฉะนั้นจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท มิใช่เพียงทานสมุนไพร แต่ควรทำนิสัยพระพุทธเจ้าให้มาก เท่าที่ตนจะพึงทำได้ นั่นแลจึงปลอดภัย

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

อุบายกรรม

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เราท่านเห็นว่า ต้นเหตุแห่งโรคที่แท้จริง คือ กรรม

คำตรัสที่แม่ชีเมี้ยน สอนสงฆ์เสมอ คือ "กรรมมันใช้ กรรมมันสั่ง แล้วเป็นทุกข์"

เมื่อทุกข์คือ ตัวแทนแห่งกรรม หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อมาพบศาสนา พระภูมีก็สอนวิธีต่อสู้กับกรรม

เริ่ม ต้นด้วยทุกข์กาย อันเป็นทุกข์จากโรค ศาสนาก็ให้เราท่านใช้สมุนไพร

เมื่อทุกข์กาย ทำอะไรเราท่านไม่ได้ กรรมก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบ นั่นคืก ทำอย่างไรก็ได้ ให้เราท่านพาตัวออกห่างจากแผ่นดินของศาสนา

วิธีที่เราเห็นจนคุ้นตา ก็อาศัยกรรมของเราท่านที่มีมา ดลบันดาลให้เกิดการกระทำที่ใจเราท่านรับไม่ได้นั่นเอง

ภาพที่เด่นชัด อุปมาเสมือน เราท่านเดินอยู่ดีๆ หมาก็วิ่งมากัดซะงั้น เราท่าน ก็เกิดความกลัวหมากัด ไม่เดินผ่านทางตรงนั้นอีก

ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเราท่านมีกรรม คนอื่นที่มาก็มีกรรม มีนิสัย กรรมก็จัดสรร เอาคนทั้งสองมาเจอกัน ใช้นิสัยนั่นแล แว้งกัด

เราท่านจึงอาจเห็นภาพ เจ้าหน้าที่ หรือคนโน้น คนนี้ แม้นจะมีความอยากอุทิศตน มาเป็นจิตอาสาบ้าง เจ้าหน้าที่บ้าง แต่ด้วยนิสัยแห่งตน ก็กลับกลายเป็นเชลยกรรม ทำให้ผู้อื่นรับไม่ได้ ไม่ว่า ด้วยวาจา หรือ การกระทำใดๆก็ตาม เป็นธรรมดา

นี่แล หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นเสมอว่า ทำไมจึงต้องเรียนรู้ ทำไมจึงต้องสอนให้มี ขันติ อดทน ทำไมจึงต้องวางสัจจะ ไม่โกรธ ไม่เห็นผู้อื่นผิด

เพราะไม่ไว้วางใจในความเชื่อของเราท่านนั่นเอง ว่าเราท่านจะเชื่อว่า "กรรมมีจริง ตัวกระทำมีจริง" เมื่อกรรมมาถึง อาศัยผู้อื่นเป็นเหตุ สติความเชื่อเราท่านยังด้อย ก็ย่อมเกิดน้อยอกน้อยใจ

ผลที่ตามมา ก็คือ ทิฐิตัณหา มานะชั่ว กูไม่เอาแล้ว ไม่ทนแล้ว แม่งพูดจาหมาไม่แดก รับไม่ได้ ... โดยขาดสติ ลืมเลือนไปว่า นั่นมันกรรมของเราท่าน อาศัยคนผู้นั้นมาเป็นเหตุ

ท้ายที่สุด เราท่าน ก็โดนทิฐิ กระชากตนออกมาจากศาสนา กลับไปเป็นเชลยกรรม ด้วยความคิด ไม่เอาแล้ว ยอมตาย ไปที่อื่นที่สบายใจดีกว่า

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนว่า นี่แหละ สัจจะ จึงมีความสำคัญยิ่ง ทำให้เราท่านมีสติ มีเหตุ มีผล ไม่โอนเอียงตามกรรม ตามนิสัย ตามอารมณ์ เมื่อมีสัจจะเป็นสติ ก็จะทำให้ผ่านอุบายกรรม ที่มากระชากตนจากศาสนา นั้นไปได้

ท่านมาหาศาสนา มาหาแม่ชีเมี้ยน มาหาพระพุทธเจ้า มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ มิใช่หรือ คนที่เราท่านมาหา ยังไม่ได้ปฏิเสธเราท่านเลย ทำไมจึงเอาคนอื่น มาพิพากษาตน แล้วพ่ายแพ้ทิฐิแห่งตน จากศาสนาไป พร้อมกับความโกรธ ความแค้น แลบอกว่าที่นี่ไม่ดีเลย

กรรมเราทำมา จะหนีสักเท่าไหร่ ก็หาพ้นไม่ ... จะหนีเสียงครหา วาจาที่บาดหู ย่อมเป็นไปไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักสอนเราท่านว่า "ไร้เหตุ ก็ไร้ผล" จะหาบุญ โดยไม่เผชิญเหตุอันใดเลย จะเอาบุญที่ไหนเล่า

เราจึงอยากยกความตอนหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ทรงสอน ในวันรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน มาให้ฟังอีกครั้งว่า แม้นแต่องค์พระศาสดา เป็นถึงพระพุทธเจ้า เดินทางมาวางธรรมที่ถ้ำกระบอก ผ่านวัดคลองเม่า อันเป็นวัดที่แม่ชีเมี้ยน เปลี่ยนตนเป็นชี ยังต้องทรงเหยียบหนามไผ่ เลือดอาบ แล้วทรงนำใบไผ่ มาซ้อนปิดบาดแผล แล้วดำเนินต่อไปถ้ำกระบอกเลย

พร ะพุทธเจ้า ยังยอมรับ ในกรรมที่ตนทำมาเลย เดินมาทั้งๆที่รู้ ทั้งๆที่ระวัง

เมื่อกระทบเหตุ นั่นแล คือบททดสอบว่า เราท่านเชื่อพระพุทธเจ้าจริงหรือ เพียงแต่แค่กราบ "ตัวกระทำมีจริง ตัวกระทำไม่ตาย ทำสักฉันใดไม่ตายเลย" แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนสงฆ์

ผู้อื่นว่าเรา ก็กรรมอาศัยซึ่งนิสัยคนผู้นั้น มาสร้างทุกข์ให้เรานั่นเอง มีสติ มีขันติ มีอดทน หยุดพิจารณา หากพากายตนไปจากแผ่นดินนี้ เราท่านก็จะกลายเป็นเชลยกรรมถาวร นั่นคือ เราท่านพ่ายแพ้อุบายกรรมแล้วนั่นเอง

เคล็ดทีหลวงพ่อนิพนธ์สอน คือ "เราหยุดผู้อื่นไม่ได้ แต่เราหยุดตัวของเราได้" บทสุดท้ายแห่งธรรมคำสอน ที่ควรนำมาใช้ แทนการพรากตัวเราจากศาสนา นั่นคือ "อุเบกขา"

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44