วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เอาแต่ชอบ

หลักของพระภูมี เป็นหลักปราชญ์ อันหมายถึงต้องเอาเหตุเอาผล

หากแต่พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ มักจะโบ้ยปัญหาของตน ให้กับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นเป็นธรรมดา การมาทานสมุนไพรก็เฉกเช่นเดียวกัน หลายคนเมื่อมาแล้ว ก็ใช้นิสัย ความคิดเดิมๆ ถ้ายาดีต้องช่วยตนได้ นั่นคือ ตนไม่ต้องทำอะไร เป็นหน้าที่ของยา ที่ต้องช่วยตนให้หาย เพราะบอกว่าเป็นยาดี

พฤติกรรมแบบนี้ เรียกว่า เป็นการผิดซ้ำผิดซ้อน ผลก็คือ ยากที่จะช่วยตนให้พ้นโรคได้ ยิ่งถ้ายาทั่วไปนั้น อ้างว่า รักษาโรคได้ด้วยแล้ว ยิ่งไปคนละทิศละทางกับหลักของพระภูมีเลย

ท่านอาสิจึงมักชี้ให้พิจารณาความจริงของจักรวาลว่า โลกนี้เป็นโลกของโลกียะ นั่นหมายความว่า ทุกความคิด ทุกการกระทำ ล้วนแล้วแต่อยู่ในบงการของโลกียะ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีความคิดใดของมนุษย์ ที่จะนำมาซึ่งการชนะหรือเหนือ ผลแห่งกรรม ที่อุบัติเป็นโรคได้ แปลความง่ายๆ ก็คือ ถ้าเป็นโรคตาย หรือ โรคที่มาทำให้เราตายได้ นั่นย่อมไม่มียารักษาโรค นั่นเอง

พฤติกรรมที่คิดเอาเอง เชื่อเอง หลงคารมคนโลภที่อ้างสรรพคุณยา หรือ การกระทำใดๆ ว่า รักษาโรคได้ นั้นก็สาหัสแล้ว แต่ที่สาหัสยิ่งกว่านั่นคือ การไม่เรียนรู้ เตรียมตัวสู้กับโรค แม้นสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จะดีสักฉันใด ก็ยากที่จะช่วยให้พ้นโรคได้

วันนี้ หลายคนมีโอกาสมาทานสมุนไพร แต่คาดคิด เออเอาเอง สมุนไพรดี ต้องหายแบบสบาย ทานสบาย ไม่มีอะไรมาแผ้วพาน เหมือนเดินบนกลีบกุหลาบ

แต่ความเป็นจริง กรรมคือทุกข์ เมื่อโรคเป็นบริวารกรรม ย่อมมาเพื่อให้ทุกข์ อันเป็นสิ่งที่เราท่านทั้งหลายทำไว้แล้ว จะปฏิเสธสักฉันใดไม่ได้เลย แม้นสมุนไพรจะดี แต่การจะพ้นทุกข์ พ้นโรค ก็ต้องผ่าน กระบวนการคุ้ยอาการ และต่อสู้กับอาการ นั่นคือ "ลงแดง" ทุกตัวคน มากน้อยแล้วแต่บุคคล

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งในการรบ นั่นคือ "เสบียง" ต่อให้ขุนพลแข็งแกร่งมีฝีมือปานใด กองทัพใหญ่สักเพียงไหน ขนาดเสบียง ก็ขาดใจ ยิ่งถ้ายืดเยื้อด้วยแล้ว แพ้แน่นอน

หลายคนไม่คำนึง ไม่เรียนรู้ จึงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานของตน ให้สอดคล้องความเป็นจริง เอาแต่กินในสิ่งที่ตนชอบ พอใจก็กิน ไม่พอใจก็ไม่กิน ยิ่งจำพวกโรคมะเร็งด้วยแล้ว ไม่ยอมทานเนื้อสัตว์

ผลยังไม่ปรากฎในวันนี้ เพราะสมรภูมิยังไม่เปิด แค่เป็นกองโจร มีอาการเล็กน้อยประปราย เมื่อสมรภูมิเปิดวันใด ผลแห่งการรบ นั่นย่อมหมายถึง การสูญเสียที่มาก แล้วร่างกายจะเอาเสบียงที่ไหนมาชดเชย มาเป็นพลังให้แก่เซลล์ของตน เพราะในวันนี้ ไม่ยอมทาน ไม่สะสม ธาตุอาหารหลักทั้ง ๕ หมู่ ไว้ก่อน

บทสรุป ทำไมมีขุนพลดี มีทหารดี นั่นคือ มีอวัยวะที่ดี ด้วยมีสมุนไพรแล้วยังแพ้ ... ท่านอาสิชี้ให้พิจารณา ไม่ได้แพ้เพราะสู้ไม่ได้ แต่แพ้เพราะอดตาย นั่นเอง เพราะจะทำจะเอาแต่ที่ตนชอบ ไม่พิจารณาเหตุและผล

จะมาหายโรค ที่คนทั้งโลกไม่หาย คนที่หายต้องไม่ธรรมดา ต้องมีพฤติกรรมไม่เหมือนคนทั้งโลก แม้นแต่การทาน ก็ยังต้องเหนือกว่า คนทั้งโลกจะทานเอาแต่ที่ตนชอบ หากแต่คนที่อยากหายโรค ต้องทานตามเหตุตามผล ที่ร่างกายของตนต้องใช้ ไม่ใช่ตามความชอบ กินยาก ก็ต้องฝืนกิน ไม่อยาก ก็ต้องทาน หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติสงฆ์ที่อาพาธแล้วมาบวชเสมอๆว่า "กินได้ ไม่ตาย แต่ถ้าไม่ทาน น่ะตายแน่"

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สะดุดสักนิด


ความจริงตามธรรมชาติที่เห็นอยู่ แต่เห็นจนเคยชิน ทั้งที่เป็นสิ่งสำคัญ กลายเป็นปกติธรรมดา จะรู้อีกทีก็ต่อเมื่อเสียไป

ใกล้ตัวที่สุดสักเรื่อง ก็คือ ลืมตา เห็นโลก ก็มันเห็นทุกวัน มันจึงไม่รู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้สึกว่าตัวเรานี้มีโชค จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่ลืมตามา แล้วไม่เห็นโลก นั่นแล มนุษย์จึงรู้ค่าว่า การมองเห็น ดวงตา นั้นมีความสำคัญมากเพียงใด สำหรับตน

เฉกเช่นเดียวกัน มนุษย์ทั้งหลายไม่เคยสะดุดคิดสักนิดเลยว่า แท้จริงแล้วความสุขของตน อยู่ที่แห่งหนตำบลใดกันแน่ ใช้ชีวิตกันไป แล้วก็อ้างเอ่ย ทำสิ่งนั้นเป็นสุข ทำสิ่งนี้เป็นสุข ดิ้นรนไขว้คว้าเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนคิดว่า จะทำให้ตนเป็นสุข หลงลืมความสุขที่แท้จริง ที่ตนมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือ "กินได้ นอนหลับ" ไปทุ่มเทให้กับสุขอื่นๆ จนหมดสิ้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักให้ย้อนมอง ว่าตั้งแต่เล็กจนโต มาถึงทุกวันนี้ ทำอะไรไปบ้าง ทุ่มเทเรียน หางานดีๆ หาเงินทองเยอะๆ หารถ หาบ้าน เพื่อความสุข มาวันนี้ กรรมบันดาลโรค ทุกข์เกิดขึ้นแล้ว สิ่งต่างๆที่หามาทั้ีงชีวิต กลับให้สุขตนไม่ได้เลย ที่สำคัญ เพิ่งเห็นสัจจะธรรมความจริงว่า แท้ที่จริงนั้น สุขอื่นใดนั้นล้วนไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่สุขวิญญาณต่างหากที่เราท่านต้องการ แลนั่นมาจาก การ "กินได้ นอนหลับ"

หากย้อนพฤติกรรม ก็ลองดูว่า สิ่งที่ตนทำเป็นเยี่ยงไร ตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่ให้สุข นั่นคือ การกิน กินสิ่งที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย นั่นคือ อาหาร ขอเป็นเพียงอาหารที่มีคุณค่า จะกินน้อยก็ได้ กินอิ่มก็ดี กินมากก็ไม่เป็นไร ตุนไว้เป็นพุง ใช้ในวันหน้าได้

หากจะสะดุดคิด ความจริงข้อนี้ จักเห็นว่า สิ่งที่ทานแล้วเป็นคุณ จึงไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องระวังระไว

ก็แล้วทำไมจึงหันไปทาน ในสิ่งที่ต้องระวังระไว ทานน้อยก็ไม่ได้ ทานมากเขาก็บอกว่าอันตราย อันจักเห็นได้จากหลายสิ่งหลายอย่างที่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารบางชนิด อาทิ ครีมเทียม แลที่สำคัญนั่นคือ ยาเคมี

ก็คงห้ามไม่ได้ เพราะนั่นอาจเพราะความชอบ ในรสชาติ อยากกินเค้ก ก็เลยต้องกินครีม อยากทานไอติม หยุดความอยากไม่ได้ ในขณะที่ยาเคมี ก็เพราะไม่อยากเจ็บ ไม่อยากปวด ก็ห้ามไม่ได้อีกเช่นกัน

หากย้อนมาพิจารณาสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นั่นเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ทานน้อยก็ไม่เป็นไร ทานพอดี ก็สู้โรคได้ ทานมาก ก็เก็บตุนไว้ในร่างกาย เพื่อใช้ยามจำเป็น แลที่เหมือนอาหาร หรือข้าวมากที่สุดก็คือ ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้เฒ่า ล้วนแล้วแต่ทานได้ ไม่มีข้อจำกัดใดๆทั้งสิน

ข้อพึงระวัง ก็เฉกเช่นกันกับข้าว หรือ อาหารทั่วไป นั่นคือ ทานตอนใดจึงจะเหมาะสม ให้คุณค่ามากที่สุด เท่านั้นเอง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ ว่า สมุนไพรแต่ละชนิด ทำหน้าที่แบบไหน ทำงานอย่างไร จึงจะรู้ว่า ควรทานแบบไหน เวลาใด ส่วนการทานผิด ก็เพียงแค่ให้ประโยชน์น้อยลง

บทสรุป คิดสักนิด สิ่งใดที่มีข้อห้ามในการทาน โดยเฉพาะทานมากๆอันตราย แล้วทำไมจึงไม่หยุด ไม่เลี่ยง เอาแต่สุขเฉพาะหน้า หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักเตือนสติเสมอว่า "กันไว้ ดีกว่าแก้" ไม่ทานยาเคมี แค่ปวด แค่เจ็บ แต่ถ้าทาน จนเคมีสะสมในร่างกาย จนเกิดโทษ ทีนี้ตามแก้เหมือน "เข็นครก ขึ้นภูเขา" ก็ดูอย่างการทำคีโมนั่นสิ เห็นพิษของเคมีไหม ... ยาเคมีนั้น จึงถูกกำหนดให้ใช้เฉพาะฉุกเฉิน อุบัติเหตุเฉพาะหน้า ถูกยิง ก็ต้องใช้มอร์ฟีนช่วย ครั้นพ้นวิกฤต ขืนใช้อีก กลายเป็นติดมอร์ฟีนไป นั่นแลประโยชน์ของยาเคมี

หลายคน เมื่อดีขึ้น แล้วหยุดมาทานสมุนไพร ก็เห็นว่าตนยังอยู่ได้ สบายดี นั่นก็เพราะยังมีสมุนไพรตุนอยู่ในร่างกายนั่นเอง เสมือนพลุที่ยิงขึ้นไป ยังมีแรงส่ง ก็ไปได้อีก วันใดที่สมุนไพรในกายหมด ก็ย่อมต้องร่วงหล่นเป็นธรรมดา ดังนั้น อย่าประมาท เอาแค่อาการดี ก็วางใจ หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้สติว่า ควรจะตีงูให้ตายในคราเดียว มิใช่หยุดแค่ดีขึ้น ควรจะทำให้พ้นราว คือ หายโรค มิฉะนั้น โรคหวลกลับมา ทีนี้ ... กลายเป็นเรื่องยากแล้ว

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

บทพิสูจน์


ท่านอาสิชี้ให้เห็นว่า การปรากฎผลแห่งการกระทำ หาใช่ทำปุ๊บได้ปั๊บนั่นคือ ต้องรอวันเวลากว่าผลจะออก อาทิ ปลูกพริก ยังต้องรอ หนึ่งเดือนจึงได้พริกนั้นมาทาน
2 แต่มนุษย์ทั้งหลายชอบจะเอาตามนิสัยตน ตามความอยาก นั่นแลเป็นช่องทางของคนโลภ ที่มีปัญญา จึงผลิตยา มาให้ สนองความอยาก เอาแต่สุขเฉพาะหน้า ฝ่ายหนึ่งได้สุขวันนี้ อีกฝ่ายได้เงิน ล้วนแล้วแต่ไม่สน คนกินไม่สนวันหน้าจะเป็นเช่นไร คนขายไม่สนอ้างเอ่ยเกินจริง

ภาพที่เราเห็น หญิงท่านหนึ่งเป็นกระดูกทับเส้น มีเงิน มีความรู้ หมอบอกว่า ผ่าตัดได้แต่ไม่รับรองผล โชคดีก็กระทบน้อยหน่อย โชคร้ายก็อัมพฤกษ์ครึ่งท่อน แล้วเธอก็เลือกมาใช้หนทางศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

ภาพความร้าวฉานของครอบครัว เริ่มปรากฎ พี่น้องเริ่มทะเลาะกัน ทุกครั้งที่กลับไปรวมตัวกันบ้านพ่อแม่ โดยเฉพาะพี่สาว พี่เขย ที่เชื่อมั่นในวิทยาการสมัยใหม่ แลกอปรกับครอบครัวมีฐานะ มีการศึกษา เข้าถึงการแพทย์ที่ดี หมอที่เก่งๆของประเทศโดยง่าย

คำพูดซ้ำๆ ตลอดแปดปี คือ ความงมงายของเธอ ทำไมไม่ไปหาหมอ สมุนไพรจะช่วยอะไรได้ เสียเงิน เสียเวลา ไปนั่งสวดมนต์ เป็นจิตอาสา ทำสัจจะบ้าบอ ทำไมไม่เชื่อหมอ วนไปวนมา

ภาพที่ปรากฎ ผ่านวันเวลาในการเดินตามคำสอน ตั้งแต่ยุคหลวงพ่อนิพนธ์ แม้นดีขึ้น แต่ก็ไม่ขาด จนได้ไปปฏิบัติธรรม รับสัจจะ วันนี้ของเธอไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องทนปวด

ในขณะที่พี่สาว พี่เขย ที่ใช้วิทยาการสมัยใหม่ เริ่มจนแต้ม มีโรครุมเร้า และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด หมอก็แจ้งว่าหมดหนทาง

สองพี่น้องคุยกัน น้องที่โดนด่ามาตลอด ชวนพี่สาว พี่เขย มาทานสมุนไพร ลองสักตั้งไหม เมื่อหนทางเดิม หมอที่เก่งที่สุดของประเทศช่วยไม่ได้แล้ว จึงยอมโดยปริยาย

ผ่านไปสามสัปดาห์ พี่สาวกลับกลายเป็นคนชักชวนคนรู้จักมาทานสมุนไพรเป็นก๊วน ด้วยก้อนเนื้อที่หลังของตน ที่ปูดมาหลายปี ยุบลงอย่างน่าอัศจรรย์

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักชี้ว่า ดูรอยของพระโคดม ท่านทนคนด่าทั้งเมือง ทำตนเห็นแก่ตน ช่วยตนจนสำเร็จ เราท่านก็เช่นกัน ควรช่วยตนก่อน วันเวลาจะเป็นบทพิสูจน์ให้ผู้อื่นเห็น ถ้าเราท่านรอด ก็หาใช่แต่รอดเพียงลำพัง ยังทำตัวเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ ไปช่วยผู้อื่นที่ตนรัก ที่อยากช่วยได้อีก

แต่จะมีสักกี่คนที่ยืนหยัด รอผลที่ตนปลูกอันนั้นได้ หากแต่ผู้ทำได้ รสของผลที่ตนปลูกนั้นหอมหวานชื่นใจ ให้สุขยิ่งนัก

ดูความจริงสิ คนใหม่มาสมัครหลายสิบคน เหลือคนที่มาตลอดไม่ถึงห้าคน หากแต่ทุกคนปรารถนาหายโรคเหมือนหญิงคนนี้ แต่ใครจะอดทน ทำตนตามคำสอนแล้วสมปรารถนาได้เหมือนเธอ

วันนี้ของเธอ มิเพียงสุขสังขาร ครอบครัวกลับมามีสุขอีกครั้ง ภาพการทะเลาะกันหายไปแล้ว ผลของความสุขนี้ เธอใช้เวลาสร้างถึงแปดปี แต่มันคุ้มค่ามิใช่หรือ

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อำนาจสำคัญไฉน


ปัจจัยตัดสินผลแพ้ชนะ ไม่ได้อยู่ที่โรค หรือ อยู่ที่สมุนไพร แต่แท้จริงแล้วอยู่ที่อำนาจที่มองไม่เห็นนั่นแหละ ว่าอำนาจอะไรที่มีเหนือกว่ากัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณาว่า ทำไม เมื่อเป็นโรค หรือมีทุกข์ จะทำความดี หรือ กรรมดี สักฉันใด ก็ไม่สามารถบันดาลสุขให้เกิดกับตนได้ ก็เนื่องด้วย สถานะที่เท่ากัน ทำอะไรกันไม่ได้ ก้าวก่ายกันไม่ได้ ดังนั้น จะทำดีสักฉันใด บริจาคหรือช่วยคนสักฉันใด จึงช่วยตนให้พ้นทุกข์พ้นโรคไม่ได้ ด้วยเหตุที่ ณ.วันนี้ เราท่านอยู่ในปล้องกรรมชั่ว มาบันดาลทุกข์นั่นเอง

อำนาจมีผลอย่างไร หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ในปากของเราท่านมีเขี้ยว กรรมดี หนึ่ง กรรมชั่ว หนึ่ง เขี้ยวใดจะให้ผล เหมือน ผลบวก ผลลบ ก็ขึ้นกับอำนาจกรรมดลบันดาล จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมเศรษฐีกินอาหารดีๆ ท้องเสียได้ ในขณะที่คนบางคนเก็บเศษอาหารในถังขยะมาทาน กลับไม่เป็นอะไร นี่แหละทำไมเมื่อปล้องกรรมชั่วมา กรรมบันดาลให้เป็นโรค อาหารที่เคยทานแล้วดี กลับให้โทษเสียซะงั้น

กินข้าวมาชั่วชีวิต วันหนึ่งบอกกินข้าวแล้วเป็นอันตราย ทานน้ำตาลมาจนเคย วันหนึ่งบอก กินแล้วเป็นอันตราย ... ก็แล้วทำไมมันเพิ่งมาอันตรายเอาตอนนี้เล่า ถ้าเป็นสิ่งไม่ดี เริ่มกินมันก็ต้องอันตรายแล้ว เหมือนยาฆ่าหญ้า เป็นยาอันตราย กินตอนไหนก็ตายตอนนั้น

ความจริงอันนี้เอง เป็นสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ เน้นย้ำว่า สมุนไพรจะมีฤทธิ์สักฉันใด จึงต้องอาศัยคุณสมบัติ พฤติกรรม ที่ทำตามศาสนา ให้เป็นอำนาจ เพื่อมาแก้ไข ไม่มีอำนาจบุญ สมุนไพรก็ใบ้กิน เสมือนน้ำ กินผ่านมาก็ผ่านไป เฉกเช่นถ้ำกระบอกในวันนี้ ตำราสมุนไพรก็ตำราเดียวกัน คนสอนก็คนเดียวกัน หรือ อีกหลายสำนักที่แตกออกจากถ้ำกระบอก รู้หมด สมุนไพรตัวนี้ ใช้อะไรบ้าง แต่ทำแล้วทำไมไร้ผล เพราะขาดซึ่งอำนาจนั่นเอง

อำนาจ จึงเสมือนเสบียงที่ส่งให้ แต่ละฝ่าย ถ้าเราท่านไม่มีอำนาจบุญ อำนาจกรรม ก็ดลบันดาล เขี้ยวกรรมชั่ว ให้ทำงาน นั่นก็หมายความถึง โรคจะมีเสบียงกรัง จะมีสภาพเกื้อหนุนในการทำศึกที่ดีกว่า เซลล์ของร่างกายเรา นั่นเอง ในทางกลับกัน ถ้าเราท่านสามารถสร้างบุญ อำนาจบุญก็ดลบันดาล เขี้ยวกรรมดี ให้ทำงาน ผลก็คือ อาหารที่ทานเข้าไป ก็สามารถให้ผล เป็นกำลังแก่ร่างกาย สนับสนุนสมุนไพร ทำให้เซลล์แข็งแกร่ง มีภูมิต้านทานที่สูง สู้และขับไล่เชื้อโรคร้ายออกไปได้นั่นเอง

ภาพที่ อ.อร่าม มักจะนำมาฉายให้ฟัง ให้เห็น นั่นก็คือ คนป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม หลายต่อหลายคน ร่างกายและสมุนไพร ไม่ได้เดินหน้าฆ่าเซลล์มะเร็งแต่อย่างใด หากแต่ทำให้เซลล์มะเร็งถูกขับไล่ และแยกตัวออก จึงเห็นก้อนของเซลล์มะเร็ง ที่หลุดออกจากเต้านม เมื่อก้อนเซลล์มะเร็งหลุดออกแล้ว ก็ฟื้นฟูเซลล์บริเวณนั้นกลับคืนมาดังเดิม เป็นการฟื้นฟูที่สะอาดหมดจด ไร้เชื้อแน่นอน และจะไม่กลับมาเป็นอีก

หรือบางท่าน ที่เป็นมะเร็งมดลูก ก็ถ่ายหลุดออกมาเป็นก้อนเซลล์มะเร็ง ก็มีมากหลาย แต่จะผ่านกระบวนการแยกส่วนได้ ก็ต้องปวดกันพอสมควร ศัลยกรรมธรรมชาติ มีผู้เปรียบเปรยว่า คลอดลูกสามคน ยังปวดไม่เท่าตอนที่ก้อนมะเร็งมันแยกตัวออกเลย กว่าจะหลุดออกจากเต้านม หรือ ในกรณีมะเร็งมดลูก แทบจะต้องนอนกอดโถส้วม ชีวิตอยู่ในห้องน้ำแทบจะกล่าวได้ว่า กินนอนในห้องน้ำเลย จึงเป็นที่แซวกันเล่นๆ ที่ อ.อร่าม มักยกมากล่าวคือ ห้องน้ำจะกลายเป็นห้องที่ท่านคลุกคลีมากที่สุด และดูแลยิ่งกว่าห้องใดๆเสียอีก

บทสรุป อำนาจจึงเป็นผลชี้ชนะที่แท้จริง แลที่สำคัญ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า อำนาจกรรม จะดลบันดาลแก่ผู้ใด ด้วยการจดจำนิสัยคนผู้นั้น นั่นจึงเป็นเหตุที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดกิจกรรม เพื่อเปลี่ยนนิสัย พฤติกรรม ให้กรรมมันงงงวย จำไม่ได้ แล้วรีบสร้างอำนาจบุญ ด้วยเดินตามธรรมคำสอน มาดลบันดาล สนับสนุนสมุนไพร กว่ากรรมจะมาเจออีกที อวัยวะก็แข็งแกร่ง ภูมิต้านทานดีขึ้น เสบียงและอาหารบริบูรณ์ ด้วย กินได้ นอนหลับ นี่แหละ ทำไมศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ผู้ทำได้ จึงมีโอกาสหายโรคได้ ไม่ใช่แต่สมุนไพรดี ... ไม่ใช่ ... ไม่ใช่ .... จะมากินแต่สมุนไพร นั้นเข็นครกขึ้นภูเขา ยากจะชนะได้

หลายคนก็อ้างเอ่ย แล้วทำไมหลายคนทำตามแล้วไม่รอด บอกได้ไงว่าหายมะเร็ง หรือหายโรค หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้เห็นว่า นั่นเพราะเขาหมดพรหมลิขิต แต่การตายที่ปรากฎ ก็เห็นเด่นชัดว่า มิใช่การตายด้วยโรค อันจะเห็นได้ว่า คนป่วยมะเร็งหลายคน จากไปอย่างสบาย คือ ไม่มีภาพการปวดจนขาดใจ เหมือนคนป่วยมะเร็งทั่วไป ในระยะสุดท้าย ที่ทนปวดไม่ไหว แล้วต้องฉีดมอร์ฟีนช่วย จากวันละเข็ม เป็นชั่วโมงละเข็ม จนสิบห้านาทีเข็ม แล้วก็ยังเอาไม่อยู่ ปวดจนตาย ในขณะที่คนป่วยมะเร็งที่เดินตามศาสตร์พระภูมี ปวดก็อยู่ในระดับที่ทนได้ เพราะนั่นเป็นกรรมที่ทำมา จะไม่ปวดเลยนั้นไม่ได้ แต่ไม่ต้องใช้ยาเคมี มอร์ฟีนช่วยแต่อย่างใด มีสติ ช่วยตนเองได้ เข้าใจสัจจธรรม กรรมเราทำมาก็ต้องใช้ เมื่อใช้หมดก็หมดกรรม การตายจึงตายอย่างสงบ ด้วยใช้จนหมดแล้วนั่นเอง การตายจึงเรียกว่า ตายดี เพราะตายไปด้วยความไม่มีโรคติดตัวอีกแล้ว เพราะใช้หมดแล้ว เกิดชาติหน้า ก็ไม่ต้องมาเป็นโรคนี้อีก

แต่ถ้าบอกทานสมุนไพรแล้วต้องหาย ต้องไม่ตาย นั่นผิดแล้ว ก็ขนาดพระพุทธเจ้า ถึงอายุขัย ยังต้องดับขันธ์เลย อย่าเอามามั่ว ว่า สมุนไพรดี กินแล้วต้องไม่ตาย .... ครั้นพอตาย ก็บอกว่า สมุนไพรและธรรมไม่ดี ช่วยตนไม่ได้ ... นั่นคนไม่เอาเหตุเอาผล ...

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ที่เดียว


ท่านอาสิชี้ให้เห็นกระบวนการหรือหลักการในการฟื้นฟูตน เปรียบเทียบให้เห็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ชี้ว่าเป็นเหตุ นั่นคือเชื้อโรค แลหนทางที่จะรักษานั่นคือเดินหน้าฆ่าหรือกำจัด ด้วยกระบวนการต่างๆ ที่วิทยาการพึงทำได้

หากแต่ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ไม่ทำเช่นนั้น มองเหตุมาแต่กรรม หนทางรักษามิใช่ด้วยการเข่นฆ่า หากแต่อาศัยความแข็งแกร่ง ขันติ อดทน ในการแย่งพื้นที่ของตนกลับมา

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้กระบวนการฟื้นฟูให้เห็นภาพว่า ธรรมชาติทำอย่างไร โดยอุปมาตัวเราเสมือนมีห้องมากมายที่เซลล์ของเรายึดครองอยู่ เหมือนเมืองที่มีบ้าน เมื่อมีโรคคือผู้รุกราน มายึดบ้านที่เซลล์อยู่ จะกอบกู้โดยวิธีใด

วิทยาการปัจจุบันบอก ทิ้งระเบิดบอมบ์ให้เชื้อมันตาย แต่ก็ไม่รู้ตำแหน่งที่แน่ชัดทุกตัวตน อุปมาอเมริกาทิ้งบอมบ์เวียตนามที่รบแบบกองโจร แยกได้ยาก หาตัวก็ยาก

ผลก็คือ เชื้อโรคตายหมดหรือเปล่าไม่รู้ แต่บ้านและประชากรเซลล์ของเราท่านล้มหายตายจากไปด้วย แลพื้นที่นั้นก็ว่างลง

ถ้าโชคดี เชื้อร้ายตายกลี้ยงเซลล์เราท่านก็กลับมายึดพื้นที่ ฟื้นฟูสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ เหมือนดังเดิม แต่ถ้าไม่เชื้อโรคร้ายที่แข็งแกร่กว่าก็สามารถเข้ายึดได้โดยสะดวกขึ้นเพราะไร้การต่อต้าน

ผลที่ปรากฎก็คือ ในระยะแรกภาพจะดูเหมนดีขึ้น แต่พอโรคตั้งตัวได้จะขยายพื้นที่อย่างรวดเร็ว อาการจะหวนกลับและรุนแรงขึ้น

แถมยังได้พื้นที่ใหม่ที่แต่เดิมไม่มีเชื้อ แต่ด้วยไม่รู้ทิ้งระเบิดมั่ว กลายเป็นพื้นที่ว่างให้ยึดครองแถมมาอีก นั่นคือ ยิ่งรักษาโรคยิ่งเพิ่ม

จึงสรุปผลการรบได้ตั้งแต่แรก หากใช้วิธีนี้คือ ไม่มีทางชนะโรคได้เลย

วิธีของพระภูมีนั้นชาญฉลาดยิ่ง เพราะใช้กระบวนารเสริมสร้างเซลล์ของเราท่านให้แข็งแรง ล้อมเอาไว้ หลังจากนั้นก็ใช้ชี้เป้า อย่างในโรคเอดส์ หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า เดิมเซลล์จะแยกพวกไม่ได้ ทหารคือเม็ดเลือดขาว และประชาชนก็ไม่รู้ใครเป็นใครเหมือน อเมริกา แยกพวกเวียตกงไม่ได้ ไม่รู้คนไหนทหารคนไหนชาวบ้าน

หลังจากนั้นก็อาศัยความแข็งแกร่งของเซลล์ที่ฝึกมา สร้างสภาวะบีบคั้นเซลล์เชื้อโรค เช่นแย่งอาหาร ถ้าเชื้อชอบเย็นก็ใช้ไฟธาตุของสมุนไพรสุมเข้าไป เชื้อทนไม่ไหวก็ต้องถอยร่นออก เซลล์ร่างกายก็ต้อนไปให้ออกจากร่างกาย ไม่จำเป็นต้องฆ่า

บางส่วนก็เกลี้ยกล่อมจากเซลล์ร้ายให้กลับมาเป็นเซลล์ดี ถ้าทำได้ อาศัยความไม่เครียดไม่โกรธ เปลี่ยนสภาวะจากกรดให้เป็นด่าง

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไม อ.อร่าม มักยกตัวอย่างผู้หญิงวัยทอง ที่เป็นมะเร็งมดลูก จึงเกิดสภาวะเหมือนมีประจำเดือนอีก นั่นแหละเชื้อที่ถูกขับออกมา สูญเสียพื้นที่ครองให้กับร่างกายที่มีเซลล์ที่แข็งแกร่งกว่าแล้วนั่นเอง

การ ปวด ร้อน คัน อาเจียน ฉี่แตก อึแตก จึงเป็นภาพที่ชินตา เกิดขึ้นตลอด จนกว่าพื้นที่จะเคลียร์ได้หมด

หากใครเห็นภาพอดีตที่หลวงพ่อนิพนธ์รักษายาเสพติด จะเห็นเลยว่า ยาแก้วแรกที่คนป่วยทาน แม้แต่ยามะพร้าว ทานปุ๊บ อาเจียนปั๊บ ก็เพราะสารยาเสพติด อยู่ที่ปาก และ ลำคอ นั่นเอง พอแก้วสองก็ช้าหน่อย ไปเรื่อยๆ บางทีที่พระชอบพูดเล่น คือเล่นทั้งบนทั้งล่าง เข้าห้องน้ำแทบไม่ทันก็เห็นบ่อย

บทสรุป พื้นที่มีที่เดียว โรคเอาชนะเซลล์ได้ มิใช่โรคเก่งเหนือเซลล์ เพราะเซลล์ทหารคือเม็ดเลือดขาว นั้นเก่งกว่าอยู่แล้ว เราท่านจึงปลอดภัยเสมอมา แต่เมื่อมีอำนาจกรรมหนุน กอบกับความไม่รู้ ทำลายตนเองด้วยยาเคมีบ้าง อื่นๆบ้าง ทำให้พ่ายแพ้ การจะช่วงชิงคืน จึงทำโดยลำพังเซลล์ไม่ได้ นี่แลทำไมต้องทานสมุนไพร ให้เซลล์มีภูมิที่แข็งแกร่ง ก็ยังไม่พอต้องอาศัยอำนาจบุญหนุนหลัง เพื่อสู้อำนาจกรรมด้วย ผลจึงเบ็ดเสร็จ ชนะเด็ดขาดแน่นอน เสมือนชี้เป้าให้ทหารเซลล์เห็น เซลล์โรคร้ายที่ปลอมตัวมา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเรียกว่า “วิธี ตาต่อตา ฟันต่อฟัน“ ใครดีใครอยู่ ใครอึดกว่าชนะ เฉกเช่นถ้าเราท่านฝึกเข้ากระโจมจนเซลล์สมองคุ้นชิน ทนอุณหภูมิ 50-60 องศาได้ พอเป็นมาลาเรีย ที่สร้างอุณหภูมิ 40-41 องศาในสมอง แล้วทานสมุนไพรเหลือง สร้างไฟธาตุ 50 ไปที่สมอง ผลก็คือ มาลาเรียอยู่ไม่ไหว เซลล์สมองทนได้สบาย เหมือนนักกีฬาฝึกโหดมาแล้ว ไม่ต้องฆ่าเชื้อหรอก มันอยู่ไม่ไ้ด้ก็ไปเอง ร่างกายก็ไม่บอบช้ำ ไม่มีใครตาย มีแต่ปวดเข้าห้องน้ำถ่ายออกก็เท่านั้นเอง

มิต้องสงสัยเลย ทำไมหลักของพระภูมจึงเรียกหลักปราชญ์ อยากให้คนเช่าบ้านที่ไม่ดีออก ไม่ต้องฆ่าหรอก ตัดน้ำตัดไฟ ปิดหน้าต่าง มันอยู่ไม่ได้ก็ไปเอง

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ทวนน้ำ


คำสอนของแม่ชีเมี้ยนเรียบง่าย เข้าใจง่าย ทำได้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา คือ “ชอบไม่ทำ ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ

พูดฟังง่าย คือ อย่าปล่อยตามใจตน เพราะใจตนนั้นมันโง้นเง้นเอนไปหากรรม นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา เอาแค่การกิน ชอบทางไหน ใส่เต็มหรือจนล้น โดยไม่พิจารณาเลยว่า สิ่งใดที่แม้นตนไม่ชอบแต่จำเป็น ควรจะทาน

เอาแต่สุขตามใจตนในวันนี้ ดั่งจะเห็นได้ว่า จะสอนให้ทานผัก หลายคนก็ไม่เอา จะให้กินอาหารที่มีรสขม ก็ตักทิ้ง

ท่านชี้ว่า สารขมมีคุณมากมาย กระตุ้นเซลล์กระเพาะ ทำให้อยากอาหาร เป็นมอร์ฟีนธรรมชาติบริสุทธิ์ ที่มีฤทธิ์แก้ปวด ดีกว่าการสกัด หาศาล แถมยังไม่มีโทษ แลหน้าที่สำคัญที่มีผลต่อสุขภาพยิ่ง คือ ทำให้ต่อมไร้ท่อทั้งหลายทำงานได้ดี

วิทยาการสมัยนี้ที่ว่าล้ำ หากแต่ก็สามารถตรวจเฉพาะต่อมมีท่อเท่านั้นเอง เมื่อต่อมไร้ท่อผิดปกติ ตรวจไม่เจอ มีอาการแต่ไม่รู้เป็นอะไร ไม่รู้จะตรวจตรงไหน แก้ตรงไหน

นี่เองเมื่อมาทานสมุนไพรโดนจับย้อนศร ทวนน้ำ ได้สมุนไพรเขียว เป็นยาครู ทวนน้ำ ทวนนิสัย แบบขมปี๋ จัดเต็ม

บทสรุป จึงไม่ต้องแปลกใจเลย ทำไมสิ่งที่ศาสนากำหนด ต้องทำ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่คนทั้งหลาย ไม่ชอบ ไม่อยากทำ แต่ผู้ใดฟัง พิจารณา เชื่อแล้วทวนน้ำ ทวนนิสัยตนออกมาได้ เรียกว่า เหนือมนุษย์ จึงเหนือโรค หายโรคได้

ชั่วชีวิต แค่ของกิน เคยให้แก่ผู้อื่นที่ตนไม่รู้จัก ก็ยากแล้ว ยิ่งให้คนที่เกลียดด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึง คนที่เชื่อพระภูมี แล้วทำ จึงไม่ธรรมดา นี่แลเขาจึงพบปาฏิหาริย์ หายโรค ที่คนทั้งโลกไม่มีวันหายได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย พริกไทยขีดนึง มะพร้าวสองลูก หิ้วมา ค่าไม่ได้อยู่ที่ราคาของที่หิ้วมา แต่มันอยู่ที่นิสัย ที่ทวนกระแสสันดานตนต่างหากมันจึงมีความหมาย ช่วยตนได้

ก็แล้วโบสถ์ราคามากหลาย วัตถุมากมายที่ทุ่มเททำกัน แต่หาค่ากับมนุษย์ผู้ใดไม่ได้เลย ทำตั้งแต่เกิดจนตาย แค่ปวดท้องยังช่วยผ่อนลงสักนิดไม่มีเลย ศาสนาไม่ได้สอนอย่างนั้น “บุญ บาป ล้วนแล้วแต่คือผลที่ทำกับมนุษย์แลสัตว์ หาใช่วัตถุ

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ศาลมันเอียง


ความจริงที่ปรากฎ เมื่อคนทั้งหลายตัดสินในสิ่งที่ตนทำคำตอบที่ได้ ก็คงจะเป็นเอกฉันท์ คือ “ดีแล้ว“

ผลแห่งการตัดสิน จึงไม่แปลกที่การกระทำจึงเหมือนเดิม ก็ดีแล้วจะเปลี่ยนทำไม

ศาลที่ตัดสินคือใจตน แต่นั่นเป็นศาลเอียง มันไม่เที่ยง เมื่อผลที่ปรากฎ คำพิพากษา เอาตัวกระทำตัดสิน จึงมักตรงกันข้ามกับความเห็น หรือใจคนทั้งหลายเป็นธรรมดา

หลายคนก็อ้างเอ่ย ทำดีทำไมไม่ได้ดี หรือสิ่งที่ตนทำนั้นมากมาย ผลดีทำไม่ไม่ตอบสนอง ทำไมไม่หายโรค พ้นทุกข์พ้นโศกสักที

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ก็ศาลมันมองแต่สิ่งดีไม่เห็นสิ่งชั่วนั่นเอง เสมือนมองแต่รายรับที่เข้ามาในบ้าน แต่ไม่รู้เลยว่า รายจ่ายสูญเสียไปกับสิ่งใด พร่ำแต่บ่นว่า ทำไมติดลบทุกเดือน หรือไม่พอใช้ แม้นจะทำงานหนัก หรือรายได้มากมายก็ตามที

หลักของพระภูมี นั้นจึงให้ความสำคัญกับรายจ่ายเป็นสำคัญ เพราะเมื่อทำแล้วเป็นหนี้ ถ้าไม่ก่อก็ไม่มีหนี้ ถึงรายรับจะน้อยก็พออยู่ได้

บทสรุป แปลให้ฟังง่าย พิจารณาสิ่งที่ทำแล้วให้ทุกข์ แล้วหยุดเสีย ดีกว่าหลงตนว่าสร้างความดีมากมาย แต่สร้างทุกข์ที่มากกว่านั่นเอง นั่นคือภาพของหลายคนที่เป็นในมูลนิธิ คิดว่าตนมาเสียสละแรงกายแล้ว การกระทำนั้นใหญ่หลวง ละเลยไม่สวดมนต์ก็พอไหว แต่กลับไปชวนผู้อื่นคุย ทำให้ไม่ได้สวดด้วย หรือทำดีมาทั้งวัน แต่ในเขตที่เขาให้เว้น คือห้องสวดมนต์ ที่เขาอนุญาตให้พักผ่อนได้ กลับไปมีพฤติกรรม คุยกันขรม วิทยากรเขากำลังอธิบายให้ความรู้คนป่วยใหม่ไปช่วยตน ไม่กลัวหรือ ทำให้เขาเสียสมาธิ ฟังไม่รู้เรื่อง ช่วยตนไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นั่นเท่ากับฆ่าคนโดยเจตนาเลย จึงไม่แปลก ทำแทบตายตั้งแต่เช้า ผลที่ทำฉิบหายหมด ติดลบอีกต่างหาก ทำสักฉันใด โรคก็ตึ๋งหนืด ไม่พ้นเสียที

ไม่รู้วิธีสร้างบารมียังพอไหว ถ้ารู้ว่าไม่สร้างกรรมทำอย่างไร แล้วหยุดได้ แต่พวกศาลเอียง หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า มักอ้างว่าทำเยอะ แล้วก็สร้างกรรมหนักกว่าเดิม ถึงเวลาก็โบ้ยศาสนาทำไมทำดีไม่ได้ดี

จึงได้แต่เสียดาย หลายคนทำแทบตาย แต่วาจาตนทำลายสิ้น แล้วก็หวังว่าสิ่งที่ตนทำจะทำให้ปรารถนาตนจักเป็นจริง

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า พึงระลึกเถิด ว่าอ้ายคนที่อยู่มิมีดอกที่ดีแล้ว เพราะคนดีแล้ว คือพระพุทธและสาวก ไปนิพพานกันหมดแล้ว เราที่านทั้งหลายจึงต้องมองสิ่งชั่วในตนที่มี หาให้เจอแล้วหยุดเสีย จึงจะพัฒนาตนยกวิญญาณตนให้สูง แล้วปรารถนาที่ตนหวังจึงจักได้มาเอง

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เจอตอ


วัฐจักรเดิมๆ รายแล้วรายเล่า ผู้สอนจักสอนสักฉันใด ท่านอาสิจะชี้ก็ชี้ไป คนทั้งหลายก็ทำตนเหมือนละครว่า “คือมิได้นำพา” ท้ายที่สุดก็ชนตอ

 วันก่อนมีโอกาสเจอวีไอพีอาวุโสท่านหนึ่ง หายหน้าหายตาไปหลังจากสิ้นหลวงพ่อนิพนธ์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนมาหาก็ด้วยเป็นมะเร็งตับ ด้วยก่อนหน้า สูบและดื่มจัด แลกิจการก็รุ่งเรือง ไม่ค่อยพักผ่อน มีอาการความดันผสม

ตอนตรวจตับ หมอก็เลยให้ฉายปอดด้วย ปรากฏว่าปอดดำ หมอก็แจ้งว่า ควรเลิกสูบบุหรี่ อาการของมะเร็งไม่เท่าไหร่ เพราะยังไม่ปวด แต่ความดันนี่สิ เหมือนถูกบีบหัว ทนไม่ไหว แลก็มีคนแนะนำให้มามูลนิธิ

ทานสมุนไพร ตรวจไป เหมือนหลายคนที่ทำ ค่ามะเร็งลดลง จนอยู่ในระดับที่หมอพอใจ ขอตรวจปอด พยาบาลก็บอกครั้งก่อนฉายแล้วมันดำไงทั้งปอดแล้ว แต่ผลอกมาปอดสะอาด พยาบาลถามว่าไปทำอะไรมา ที่เขาบอกชอบมาก คือ หัวหายปวดแล้ว

ไม่ว่าด้วยเหตุใด เขาก็หยุดการมารับสมุนไพรไปทาน ผ่านไปสักปี อาการเริ่มหวน เริ่มจากความดัน กลับมาปวดหัวอีก ไปหาหมอ ทานสักเท่าไหร่ก็ไม่หาย แต่ก็กินยาหมอต่อ ทีนี้หมอความดันดูประวัติเห็นว่าเคยมีปัญหาที่ปอด เลยให้ยาฉีดเข้าปอดด้วยเลย

ยิ่งรักษาอาการยิ่งหนัก เลยเปลี่ยนหมอ หมอใหม่ขอดูยา ตกใจบอกว่าไปเอายาปอดนี้มาจากไหน นี่มันเสตียรอยด์ ฉีดเข้าไปปอดจะอุดตัน ความดันไม่หาย แถมโรคปอดมาด้วย สั่งหยุดยาทันที

บทสรุป นี่แลพฤติกรรมมนุษย์ เริ่มจากอาการเดียว ยิ่งรักษายิ่งเข้าตำรา “ดินพอกหางหมู” กลายเป็นโรคเพิ่ม ทีนี้เจอตอ เริ่มแค่ความดัน ไปๆมา เจอตอ มะเร็งปอด ไตวาย หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า หวังพึ่งผู้อื่น มิมีทางประสพผล ยิ่งแก้ยิ่งพัน มีแต่เดินตามรอยพระภูมี คือ “พึ่งตน” จึงจักได้

เอาแต่สมุนไพร จะไปได้สักกี่น้ำ ก็เหตุแห่งโรค คือกรรม ยังอยู่ พิสูจน์กันมารายแล้วรายเล่า ครั้นโรคย้อน ก็อายที่จะกลับมา จนไม่ไหว เจอตอ ทีนี้สำคัญนัก จะกู้ไหวหรือทันไหม

ชนะโรค มันไร้ค่า ถ้าไม่รู้และทำ เพื่อชนะกรรม ชนะกรรมได้ หายโรคนั้นของแถม

ก็เห็นๆกันอยู่ แล้วจะเดินตามเขาทำไม รู้ทั้งรู้ว่า ในที่สุดก็ต้องเจอตอ ลำพังสมุนไพรยากจะพ้น เพราะคิดจะตีงู ต้องตี ห้ตายในคราเดียวอย่าให้มันมาแว้งกัดภายหลังได้ ดีขึ้นหน่อยก็กระดี๊กระด๊า อ้างเหตุ ไม่มาแล้ว ไม่อยากทน ไม่อยากทำ แน่ใจน่ะ ว่าพ้นปล้องกรรม หรือไม่มีปล้องรออยู่ข้างหน้า

เราสู้กับกรรมน่ะ ไม่ใช่โรค จะไม่เอาธรรมของพระภูมี เบื่อหน่ายไม่อยากทำ หรือเดินตาม สุขก็เป็นแค่ฝัน ลืมตามาก็ร้องโอย ถ้ามันง่ายโลกใบนี้คงไม่มีใครเป็นโรคแน่

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เห็นแก่ตัว


ไม่ว่าไปที่ไหนในโลก คำสอนหนึ่งที่มักจะได้ยิน คือ “อย่าเห็นแก่ตัว

หลวงพ่อนิพนธ์ สอนพระเสมอว่า หากแต่เรื่อของศาสนา “ไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินลงโทษ

ไม่แปลกที่เราท่านฟังดูแล้วย้อนแย้งความรู้สึกตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณาว่า หากอยากจะช่วยคนอื่น ศาสนาชี้ว่าต้องช่วยตนให้ได้ก่อน จึงจะรู้ว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก เมื่อช่วยตนได้ จึงไปชี้ให้ผู้อื่นเดินตามได้

เฉกเช่นพระโคดม เมื่อออกผนวช คนทั้งหลายไม่เข้าใจ ด่ากันทั้งเมือง ทิ้งพ่อ ทิ้งลูก ทิ้งเมีย แต่ครั้นเมื่อสำเร็จป็นพระพุทธเจ้า จึงเสด็จกลับมาโปรดช่วยคนเหล่านั้น สำเร็จอรหันต์ทุกตัวคน

ก็แล้วเราท่านมามูลนิธิทำไม ปากบอกเพื่อช่วยตน แต่พฤติกรรมหาใช่ มาพบคนนั้นจะได้คุยกัน จะได้ทำธุระซึ่งกันและกัน กลายเป็น “ชีวิต” ที่เป็นสิ่งมีค่าที่สุด ถูกเบียดไปเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำให้

ท่านชี้ให้ดูเสมอว่า ดูสิ แม่ลูกบอกว่ารักกัน แทนที่จะเตือนกันให้ทำสิ่งที่ช่วยตนได้ เปล่าเลยกลับมาชวนกันคุย ชวนกันทำโน่นนี่นั่น ที่ไม่เป็นแก่นสารช่วยตนไม่ได้ ปากบอกรักกัน พฤติกรรมไม่เป็นเช่นนั้นเลย

บทสรุป การมาหาศาสนา แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า “เป็นเรื่องเฉพาะตัว” ตั้งใจมาหาเพื่อสร้างบุญทานบารมี และรับสมุนไพรไปช่วยตน ไม่เกี่ยวกับผู้ใด แต่ครั้นมาถึงจริงๆ กรรมคาบไปแดก บรรเลงตามนิสัย บังตา บังใจ กลายเป็นมาหาคนโน้น มาซื้อของถูก มาหาเพื่อนคุย มาทำธุรกิจ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณา สิ่งที่ทำ “ได้คุ้มเสียหรือไม่” อะไรมีค่ามากที่สุด มิใช่ชีวิตหรือ ทำไมจึงมาทำเช่นนั้น

พิจารณาดีๆ ตั้งสติ แล้วจึงเดิน มาทำไม สู้กับอะไร เห็นทางเดินแล้วยัง อุปสรรคมีมากมาย ถ้าคิดว่าชนะกรรมมันง่าย โลกนี้คงร้างผู้คน พระพุทธเจ้าพาไปนิพพานหมดแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คนที่จะสมปรารถนา จึงเรียก เหนือมนุษย์ เพราะหยุดทำตามนิสัยตนได้เป็นบางสิ่งบางอย่าง เอาเหตุเอาผล รู้หนทางหนีทุกข์ แล้วทำได้

ผู้ใดเห็นแก่ตน แล้วทำได้ ก็หายโรคได้ แล้วถ้าผู้นั้นไปชี้ให้ผู้อื่นเดินตาม เขาเรียกว่า นั่นทำตนเป็น “พระมาลัยโปรดสัตว์

กรรมน่ะกรรม จำไว้ให้ดี มีใครที่ไหนชนะกรรม ไม่มี แล้วจะมาชนะกรรมโดยไม่เอารอยของพระโคดม เราท่านจะไปกันอย่างไร แน่มาจากไหน เหมือนคนนั่งรอยารักษา รอไปเถอะ ไม่มีทางถึงฝั่งฝัน

คนที่เห็นค่าชีวิตตน ต้องเห็นแก่ตนก่อน ช่วยตนให้พ้นทุกข์ ถ้าตนยังไม่รอด คิดไปช่วยผู้อื่น ห่วงงาน ห่วงโน่นนี่นั่น ท้ายที่สุด เสียทั้งหมด หากเอาชีวิตไว้ได้ แม้นเสียบางสิ่งในวันนี้ ก็ยังเอากลับคืนมาได้ ตราบที่มีลมหายใจ และสุขภาพที่ดี

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ไม่รู้เลย

ถ้าพูดถึงการทำมาหากิน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า แต่ละบุคคลทำงานในสาขาที่ตนถนัด มีความรู้ความสามารถจนใช้ประกอบอาชีพหาเงิน แลบางคนก็ทำงานอย่างหนักทุ่มเท จนร่ำรวย

หากแต่ทุกคน ก็คงไม่ต่างกันนักคือกินแค่อิ่ม กระรั้นก็ยังพยายามแสวงหามาอีกหาพอทนโดยไม่เหนื่อยไม่ท้อ ทั้งที่ก็กินได้เท่าเดิม

นั่นแค่ความสุขทางกาย แต่ทุ่มเทสุดตัว เมื่อกรรมบันดาลทุกข์เกิดเป็นโรค วิญญาณเป็นผู้รับ ทีนี้จะมีมากสักฉันใด สุขกายก็หาไม่ได้แล้ว กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทีนี้ดิ้นหาวิธีแก้

หลายคนยังประเมินกรรมต่ำ จึงไม่ให้ค่า ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตนเป็นนั้น คนทั้งโลกไม่มีใครแก้ได้ เป็นแล้วก็ตายหมด จึงทำตนแบบชิวๆ มียาดี มีสมุนไพรดี โยนเข้าปาก เดี๋ยวมันก็หายเอง

จึงมาเพื่อเอาสมุนไพรอย่างเดียว แล้วก็อ้างเอ่ยสมุนไพรดี กินแล้วหายเอง โดยไม่เรียนรู้เลยว่า จะทานสมุนไพรให้หายต้องทำอย่างไร

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เราท่านกำลังมาทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ คือการหายโรค เป็นสิ่งไม่ธรรมดา การกระทำที่จะพ้นโรคจึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา ไม่คุ้นเคย ที่สำคัญคือ ไม่รู้เลย จึงต้องมาฟัง พิจารณา เชื่อแล้วทำตาม จึงจักได้

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดให้ทำจึงมีความหมายต่อการหายโรคทั้งสิ้น กลับไม่ยอมเรียนปิดหนทาง คือไม่ฟัง ไม่พิจารณา ว่าสิ่งนั้นช่วยตนได้ด้วยเหตุใด เอาแต่สมุนไพรถ่ายเดียว

มานานแล้ว รู้ไหม ฟังท่านอาสิมานับครั้งไม่ถ้วน ตอบได้ไหม สวดมนต์ที่นี่ช่วยตนได้โดยวิธีใด เป็นจิตอาสามีประโยชน์กับหายโรคตรงไหน ซื้อของทานอาหารต่างกับที่อื่นอย่างไร ทำไมมันช่วยหายโรคได้ เมื่อไม่ฟัง ไม่รู้ ก็ไม่ทำ กลายเป็นกติกาที่น่าเบื่อหน่าย ไม่อยากทำ ไม่สน

ก็ถ้าหายโรคมันทำง่าย เราท่านคงไม่ต้องมาที่นี่ หายกันไปหมดแล้ว ที่มาก็เป็นบทพิสูจน์ว่า สิ่งที่รู้ สิ่งที่ทำ มันช่วยตนไม่ได้ ก็แล้วทำไมจึงไม่ทำตนมาเรียนรู้ เป็นผู้ฟัง เอาความรู้ ไปพิจารณา แล้วช่วยตนเล่า

เห็นแต่มาจับกลุ่มคุย ทำในสิ่งที่ช่วยตนไม่ได้ แล้วมาเพื่อ ••• เสียดายเวลา และเงินที่เสียไป ปากพูดอยากพ้นทุกข์ แต่เอานิสัยตนมาบรรเลง เมื่อไหร่จะพ้นทุกข์ หายโรค

แม่ชีเมี้ยนจึงมักให้สติ “อย่าเห็นตนดีแล้ว” ก็เนื่องด้วยจะทำให้ตนประมาท ผลแห่งการกระทำยิ่งชี้ชัด ทำผิดผลผิดจึงเกิด ทำถูกก็เกิดผล นี่ยังช่วยตนไม่ได้เลย แต่ก็ยังทำตนเหมือนผู้รู้ ผู้ที่ดีแล้ว ฝันที่อยากหายโรคจึงเป็นแค่ปรารถนา ที่ห่างไกล

ถ้ากรรมไม่แน่จริง เราที่านไม่เป็นบริวารมาจนทุกวันนี้ แล้วจะมาหายโรค โดยทำตนเหมือนคนทั้งโลก ไม่มีทาง คนจะหายโรค ต้องทำตนเหนือมนุษย์ คือมีที่เว้น มีนิสัยพระพุทธ จึงได้สิทธ์ ไม่เป็นโรค หรือหายโรค ต่างจากคนทั้งโลก

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สัญลักษณ์


รูปทานตะวัน เป็นสัญลักษณ์ ที่เพื่อนเขียนเพจทำให้ เราชอบมาก เพราะสื่อความหมายได้ดี

สิ่งแรก ลพบุรี เป็นเมืองที่คนรู้จักกันดี หากเอ่ยถึงทุ่งทานตะวัน อันเป็นแผ่นดินเกิดของแม่ชีเมี้ยน ที่หนองแก้ว และที่สระแห่งนั้นเป็นที่วิ่งเล่นของท่านในวัยเยาว์

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ดวงอาทิตย์ เป็นเสมือนกระจกสะท้อน พฤติกรรมของมนุษย์ นั่นหมายความว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังมีนิสัย ยังเหลือมนุษย์อยู่บนโลก ดวงอาทิตย์ไม่มีวันสิ้นแสง ใครบอกว่าดวงอาทิตย์จะดับ นั่นมันรู้ไม่จริง

รู้ได้ไง ก็มนุษย์ทุกวันนี้ นิสัยใจคอร้อนนัก ด้วยห่างศาสนามานาน พระอาทิตย์จึงร้อน โลกจึงร้อน ไม่ใช่ด้วย กรีนเฮ้าส์ บ้าบอของฝรั่ง จึงเป็นสาเหตุให้ ฤดูกาลปรวนแปร เช่นทุกวัน

วันใดที่พระพุทธเจ้าอุบัติในพม่า แลประกาศตน เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย ได้ฟังคำสอนเชื่อแล้วทำตาม โลกจะกลับมาสมดุลย์อีกครั้ง ฤดูกาลก็จะกลับมาปกติ ในแผ่นดินที่คนเชื่อแล้วทำตาม คือมีสามฤดู

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่านี่แลบทพิสูจน์ของศาสนา และอำนาจ บุญญาธิการ ของพระพุทธเจ้า ที่ชี้ตรงประเด็น ตรงเป้า ปัญหาทุกสรรพสิ่งที่สร้างทุกข์ สามารถคลี่คลายได้ด้วยการสร้างและทำนิสัยของพระพุทธนั่นเอง

บทสรุป ทานตะวัน จึงหมายถึง ทานกรรม ทานนิสัยตน เดินสวนทางความอยาก ความชอบของตน ตามรอยพระพุทธนั่นเอง คือไม่ปล่อยตน ให้ทำตามความอยาก ความต้องการของตน จนเกินควรนั่นเอง

ก็แล้วจะมีกี่คนเล่าที่เดินตามคำสอนของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์จะชี้สอนสักฉันใด จะหาสุข มิใช่แสวงสุขมาใส่ตนจึงสุข แต่พระพุทธท่านชี้ ต้องให้สุขแก่เขา สุขนั้นจึงจะถึงตัว ก็ไม่นำพา นั่งรอขอพรอยู่นั่นเอง

คนที่จะพบสุขตลอดกาล จึงต้องมีนิสัยพระพุทธ คือ ให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย นี่แลทำไมพระของแม่ชีเมี้ยนจึงกินแล้วไม่นอน แต่กลับไปสร้างสุข ทำสมุนไพร ทำนิสัยพระพุทธ ให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วจะมาทุกข์กับโรคได้อย่างไร

คนมีธรรม มีนิสัยของพระพุทธ จึงไม่ต้องสงสัย ทำไมจึงได้หายโรคเป็นของแถม หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า คนมีสุขจะมีโรคได้อย่างไร นี่จึงเป็นหนทางที่พระพุทธเดินให้ดูเป็นตัวอย่าง ว่าหายโรคแท้ที่จริงหายด้วยอะไร หาใช่ลำพังสมุนไพรไม่ เพราะนั่นแค่ปลอดโรค แต่ไม่ได้บอกว่า ปลอดภัย ไม่ตายด้วยโรค เจออุบัติภัย มันก็ตายเหมือนกัน

ทานตะวัน จึงบอกเป็นนัยๆว่า อยากปลอดโรค ปลอดภัย ต้องทวนนิสัยตน มายืนหยัดท้ากรรม ด้วยนิสัยของพระพุทธนั่นเอง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44