วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วันสิ้นปี - สวดมนต์ข้ามปีกับไทยกรุณา

ทุกปี เมื่อถึงวันสิ้นปี นับตั้งแต่ยุคถ้ำกระบอก จะมีกิจกรรมที่ทำกันเป็นประจำทุกปี นั่นคือ การฟังธรรม และสวดมนต์ รับอรุณ

หลังจากสิ้นยุคถ้ำกระบอกแล้ว กิจกรรมนี้จึงได้ลดลงมาทำกันเฉพาะในกลุ่มของผู้ติดตามหลวงพ่อนิพนธ์กลุ่มเล็กๆเท่านั้น

แต่ปีนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ได้เชิญชวนสมาชิกชมรมคนรักสุขภาพ มาร่วมกิจกรรมดังกล่าว นับได้ว่าเป็นการเปิดสู่วงกว้างเป็นครั้งแรก ทำให้สมาชิกทั่วไปมีโอกาสได้เข้าร่วมในกิจกรรมนี้

ในช่วงเวลาของกิจกรรมนี้ ถือได้ว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง โอกาสหนึ่ง เพราะจะเป็นโอกาสที่สมาชิก จะได้มีโอกาสได้ฟังเสียงของท่านแม่ชีเมี้ยน ที่ได้แสดงธรรมสอนพระถ้ำกระบอก เมื่อครั้งในอดีต นั่นเอง

คำสอนที่ไม่มีที่ใดเหมือน ไม่มีในตำราเล่มใดๆ เป็นคำสอนที่ทำได้รับการยอมรับจากพระถ้ำกระบอกในยุคนั้น จนเป็นที่มาของข้อหา "ผู้หญิงทำตนให้พระไหว้"

ดังนั้น โอกาสนี้ เราจึงคิดว่า สมาชิกน่าจะเข้าร่วมกิจกรรมนี้อย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ย้อนยุคไป และทำให้รู้ว่าทำไมพระในสมัยนั้นจึงยอมรับและกราบไหว้ท่านได้อย่างหมดใจ ที่สำคัญจะได้รู้ว่า ศาสนาที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เขาทำกันอย่างไร

ใครอยากเข้าร่วม ก็เตรียมตัวให้พร้อม กิจกรรมก็คงจะเริ่มตอนค่ำๆ ฟังธรรมคำสอนจากแม่ชีเมี้ยน และอธิบายโดยหลวงพ่อนิพนธ์ และร่วมสวดมนต์รับอรุณในช่วงก่อนปีใหม่ จนข้ามอรุณรุ่งวันใหม่

ในวันนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า จะเป็นวันที่ท่านแม่ชีเมี้ยนมาเพื่อดูว่า สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้ มีประโยชน์แก่ผู้ใดบ้าง พร้อมกับพรอันเป็นมงคล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเชิญชวนให้ลองมาทำกิจกรรมอย่างนี้ และดูความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น ใครสนใจก็เชิญเข้าร่วมได้

กิจกรรมนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ไม่ได้บังคับให้ทำ แล้วแต่บุคคลจะพิจารณา

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ธรรมขันธ์แรก

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ตอกย้ำอยู่เสมอ ถึงความจำเป็นในการนำธรรมของพระพุทธเจ้า มาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อใช้กรรมที่ทำมา ซึ่งท่านมักเรียกว่า เป็นเสมือนเทคนิค ที่ใช้ในการรักษาโดยสมุนไพร ที่เป็นปัจจัยหลัก ในการทำให้ผู้มาทานสมุนไพร ประสพผลอย่างแน่นอนถ้าทำได้

แม่ชีเมี้ยน ได้ชี้ให้เห็นว่า บุญหรือ อำนาจ หรือ ความศักดิ์สิทธิ์ ของพระพุทธศาสนา อยู่ที่พระธรรม ไม่ใช่พระพุทธ หรือ พระสงฆ์ จึงเห็นได้ว่า ทั้งพระพุทธ และ พระสงฆ์ ล้วนแล้วต้องปฏิบัติธรรม เพื่อให้ได้ซึ่งบุญ มาห่อหุ้ม พาไปนิพพาน

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ขยายความให้เห็นในเรื่องนี้ว่า การปฏิบัติธรรม ก็คือ การสร้างคุณสมบัติ หรือ การนำเอานิสัยของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ จนกลายเป็นนิสัยมาตรฐาน พูดง่ายเข้า ก็เปลี่ยนจากสันดานกรรม มาเป็นสันดานธรรมนั่นเอง

ธรรมขันธ์แรกที่ทรงตรัสรู้ คือ "ธรรมหมวดตนพึ่งตน" อันเป็นเทคนิค ที่ถูกนำมาใช้ในการทานสมุนไพร ที่สมาชิกทุกท่าน ต้องแสดงเอกลักษณ์ในธรรมหมวดนี้ให้เห็นอย่างเด่นชัด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า มันเป็นความจำเป็น ที่จะต้องบังคับให้สมาชิก มารับสมุนไพรเอง หรือ ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้การกระทำดังกล่าว อาจดูเป็นการโหดร้าย ทรมานคนป่วย แต่ก็ต้องทำ เพราะเมื่อทำแล้ว ก็จะเข้าพุทธดำรัสที่ว่า "ทุกข์วันนี้ เพื่อสุขวันหน้า"

เราจึงได้ยินวิทยากรให้ความรู้ทุกครั้งว่า มาเอง รับสมุนไพรเอง รินเอง กินเอง เรื่องอื่นยังพอให้ผู้อื่นช่วยได้ แต่เรื่องของชีวิต ที่กำลังกอบกู้ ถ้าทำได้ต้องทำเอง อย่าใช้คนอื่น สิ่งนี้แหละคือเอกลักษณ์ของ ธรรมและสมุนไพรของพระพุทธเจ้า

แม่ชีเมี้ยน จึงดักคอหลวงพ่อนิพนธ์ไว้ก่อนว่า เมื่อท่านเรียนวิชาสมุนไพรของพระพุทธเจ้าแล้ว แม้ว่าจะดีสักเพียงใด ช่วยชีวิตสรรพสัตว์ได้จริงสักฉันใด ก็จะมีคนนิยมชมชอบจริงไม่มากนัก ดั่งเช่นธรรมของพระโคดม ที่มีคนชอบแค่แปดหมื่นกว่า ทั้งที่ในอินเดียมีคนเป็นร้อยล้าน ฉันใดก็ฉันนั้น ด้วยเหตุแห่งการต้องทำด้วยตนเอง ตามหลักตนพึ่งตน นั่นแล

หลวงพ่อนิพนธ์ เคยถามว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แม่ชีเมี้ยนได้อรรถาธิบายว่า ก็มนุษย์มันชอบศาสนาขอ เมื่อได้ยินได้ฟังว่า ศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้น อย่างนี้ ไม่ได้ดูในรายละเอียด ก็แห่กันมา เมื่อมาพบของจริง อยากได้ต้องทำเอง ก็หันกลับไปหาพระศิวะ พระนารายณ์ ดีกว่า ขอปุ๊บได้ปั๊บ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงดักคอล่วงหน้าว่า ในปีหน้า ท่านจึงคิดว่า น่าจะถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องคัดคนดังกล่าวออกเสีย เพราะคนที่แห่มาตามกระแส ไม่คิดเรียนรู้ และทำ ย่อมไม่มีทางประสพผลในแนวทางนี้อย่างแน่นอน เป็นการเสียเวลาเขา และเสียสมุนไพรเปล่า คาดว่า คงต้องมีกฎใหม่ๆ ออกมา เพื่อให้เหลือเฉพาะคนที่จริงจัง มุ่งหวังผลสำเร็จ

ในอดีต ก็มีคนป่วยหลายราย ที่ได้แสดงเอกลักษณ์นี้อย่างโดดเด่น เรียกได้ว่า "หนามบ่งหนาม" เลย อาทิเช่น คนไข้รายหนึ่ง เป็นช่างเชื่อมท่อแก๊ส ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ยากที่สุดของสาขานี้ ทำงานอยู่กับบริษัทน้ำมัน มีหน้าที่เชื่อมท่อแก๊ส วันหนึ่ง ขณะที่กำลังเชื่อมท่อแก๊สอยู่นั้น ปรากฎว่า มีอุบัติเหตุจากการเชื่อมในจุดที่อยู่ถัดไปประมาณสองกิโลเมตร เกิดการระเบิตขึ้นของท่อแก๊ส ส่งผลให้ลามมายังจุดที่เขาทำงาน ผลจากแรงอัดในครั้งนั้น ทำให้ประสาทการมองเห็นของเขาสูญเสียไป จนเหลือแค่เห็นแค่ความสว่างกับความมืด ไม่สามารถมองเห็นภาพใดๆ

เมื่อเขามาเป็นคนไข้ของชมรมคนรักสุขภาพในอดีต ที่ยังให้บริการอยู่ที่ศาลาขนมไทย ด้านหน้าถนนใหญ่ คือ ถนนแสงชูโตสายใหม่ นั่นเอง ในขณะนั้นได้มีการเริ่มก่อสร้างพื้นที่ด้านหลัง ซึ่งเป็นอาคารมูลนิธิไทยกรุณาในปัจจุบัน ด้วยเหตุที่ตามองไม่เห็น พี่เลี้ยงจึงพามานั่งที่อาคารหลังนี้ ที่กำลังขึ้นโครงหลังคา เพื่อรอสมุนไพร

ด้วยเหตุที่มีความชำนาญด้านการเชื่อมมาก เขาสังเกตจากการฟัง ทราบว่า ช่างที่มาทำงาน ในการเชื่อมโครงสร้าง ไม่มีความชำนาญในการเชื่่อมนัก เขาจึงเสนอตัวเพื่อทำงานดังกล่าว แทนที่จะนอนรอสมุนไพร เนื่องจากตาที่มองไม่เห็นนั้นเอง

ด้วยเหตุที่ช่างที่ทำงาน ล้วนแล้วแต่เป็นอาสาสมัครที่มาช่วยกัน ดังนั้น จึงให้เขาลองทำดู เขาใช้ประสาทส่วนที่เหลือทั้งหมด และความชำนาญที่สั่งสมมา ปีนขึ้น ปีนลง และทำการเชื่อมโครงหลังคาของอาคารมูลนิธิไทยกรุณาทั้งหมด

งานดังกล่าวใช้เวลาสามเดือนจึงแล้วเสร็จ เริ่มจากตาที่มองเห็นว่า เป็นกลางวันหรือกลางคืนเท่านั้น หลังจากวันที่งานเสร็จ เขากลับบ้าน และในคืนนั้้นเอง เขาโทรมาบอกหัวหน้าช่างที่คุมงานว่า "พี่ช่าง ผมอ่านหนังสือพิมพ์ได้แล้ว"

ความพยายามที่จะใช้ตา เพื่อทำให้ผู้อื่น ส่งผลให้ตาของเขากลับมาปกติอีกครั้ง เป็นปาฏิหารย์ที่เหลือเชื่อ แต่สิ่งเหล่านี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับผู้พยายาม

เราจึงเห็นภาพอย่างนี้ เกิดขึ้นมากมาย อาทิเช่น คนที่เป็นพาร์กินสัน เดินสั่นไป เก็บขยะ ในพื้นที่ชมรม ทีละชื้น เหนื่อยก็หยุด จากวันที่เขานั่งรถเข็นให้สามีเข็น กลายมาเป็นเครื่องช่วยเดิน จนวันนี้แม้ยังไม่สมบูรณ์ เขาก็ช่วยตัวเองได้ และยังคงเดินเก็บขยะอย่างไม่ย่อท้อ

คนที่พยายามใช้หลัก ตนพึ่งตน แล้วประสพผล มีให้เห็นมากมาย ในขณะที่มีมากมายเช่นกัน ที่เราได้ยินได้ฟัง เขาเหล่านั้นพูดว่า "รอให้หายก่อนแล้วจะทำ" คนเหล่านี้ เราไม่เคยเห็นเขาประสพผลจากการทานสมุนไพรเลย

สิ่งที่เราเห็น ทำให้ภาพความเด่นชัด ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักเปรียบเทียบให้ฟังว่า มันเป็นความแตกต่าง ของที่นี่ กับที่อื่นๆ นั่นคือเทคนิคของพระพุทธเจ้า หมวด "ตนพึ่งตน" นั่นเอง

ผู้ที่มาแล้วมุ่งหวังจากเสียงเล่าลือ ทานแล้วหาย ดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ เมื่อมาพบความจริงดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจ บางคนมาทาน ไม่กี่ครั้ง ยังไม่หาย ก็ทิ้งไป บางคนมาทานเป็นปีๆ ไม่เรียนรู้ ไม่ทำอะไร ไม่เอาธรรมของพระพุทธเจ้า ไปทำเลย ก็บ่น กินตั้งนานทำไมไม่หายสักที

ปีใหม่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงกล่าวว่า อยากให้สมาชิก เป็นคนใหม่ มีพฤติกรรมใหม่ คือมีธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วจะได้กลายเป็นคนใหม่อย่างแท้จริง นิสัยก็ใหม่ ร่างกายก็ใหม่ ไม่มีโรค ปีใหม่จึงจะเป็นปีใหม่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ใหม่แต่ปี นิสัยก็ํยังเหมือนเดิม โรคก็เหมือนเดิม

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เราฉลาดหรือโง่กันแน่

บทสนทนา ของหลวงพ่อนิพนธ์ กับพระหนุ่ม ผู้ซึ่งจบมหาวิทยาลัย ในคณะที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเรียน เมื่อครั้งที่มีโอกาสได้เข้ามาบวช ในสำนักของท่าน คำสอนแรกที่เอ่ย คือ "ความรู้ในทางโลก ท่านจัดว่าเป็นคนฉลาด แต่ ความรู้ในทางธรรม ท่านจัดว่าเป็นควาย คือ ไม่รู้อะไรเลย"

คำกล่าวนี้สร้างความงุนงงให้แก่พระหนุ่ม ที่ซึ่งเพิ่งมาบวชใหม่ ด้วยความคิดที่ว่า เราก็เรียนรู้เรื่องพระพุทธศาสนา ได้ยิน ได้ฟัง มาก็ไม่น้อย ทำไมท่านจึงกล่าวเช่นนั้น และคำถามที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวให้เห็นในความจริงข้อนี้ก็คือ "ถ้าท่านมีความรู้ของพระพุทธเจ้าบ้าง ผลที่เกิดกับท่านก็จะไม่เป็นเช่นนี้ เพราะความเชื่อที่ผิด ผลที่เกิดออกมาจึงผิด ความเชื่อที่ถูก ผลที่ออกมาจึงจะถูกต้องได้" ในขณะที่ความรู้ทางโลกของท่าน ก้าวหน้า ความรู้ของพระพุทธเจ้าท่านไม่มี ผลที่ปรากฎฟ้องออกมาก็คือ "สถานะทางโลกท่านกำลังเฟื่องฟู ในขณะที่สภาพร่างกายกำลังถดถอย พูดให้เห็นภาพคือ วิญญาณท่านกำลังตกต่ำ หาทางขึ้นที่สูงไม่ได้เลย"

ด้วยคำสอนในปฐมบทนี้เอง ในเมื่อผลมันฟ้อง ไม่ว่าจะใครจะบิดเบือนอย่างไร สร้างภาพสักฉันใด ว่าเป็นคนดี มีศีลธรรม สักปานใด เมื่อบทสรุปที่ตกแก่วิญญาณปรากฎ ว่าวิญญาณกำลังทุกข์เวทธนา จากผลการกระทำในอดีต ย่อมหมายชัดได้ว่า "การกระทำที่แล้วมา เราทำผิด ผลผิดจึงมาสนองเราแล้ว"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวสอนว่า เมื่อบุคคลใดมาพบพระพุทธศาสนา ศาสนาจะไม่สนใจเรื่องในอดีตของเขาเหล่านั้น เพราะยังเป็นบุคคลที่ไม่รู้เรื่องศาสนานั่นเอง ทุกคนจึงมาเริ่มต้นใหม่ เริ่มเรียนรู้ ใช้เหตุและผล พิจารณา และนั่นแหละจะเป็นตัวตัดสินว่า คนไหนเป็นคนฉลาด หรือ คนโง่ ที่แท้จริง

คนฉลาด เมื่อเรียนรู้ และเข้าใจเหตุและผล ก็จะน้อมนำเอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ เพราะที่แล้วมาล้วนแล้วแต่ใช้นิสัย สันดาน กรรม มานำชีวิต ก่อให้เกิด "กรรมลิขิต" เมื่อพบธรรมแล้ว จึงเปลี่ยนแปลง มาใช้ นิสัยของพระพุทธเจ้า ก่อให้เกิด "ธรรมลิขิต" เมื่อทำได้ อำนาจของพระธรรม จะก่อให้เกิด "บุญคุ้มครอง" ผลจากการทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านเรียกว่า เป็นการพัฒนาวิญญาณ ให้ขึ้นที่สูง นั่นคือ "สุขวิญญาณ"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ชี้ให้เห็นว่า วิญญาณของท่านจะสุขได้อย่างไร หากกายของท่านเป็นทุกข์ จากโรคภัย ไข้เจ็บ ผลที่ตามมาจากการปฏิบัติธรรม ทำให้วิญญาณเราเป็นสุข มันจึงต้องฉุดกายของเราให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บไปด้วยนั่นเอง ท่านจึงเรียกว่า เป็นของแถมที่พระพุทธเจ้าให้แก่สาวกนั่นเอง

เมื่อเรามาใช้แนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ก็เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จากรูปกรรมที่เกิด เพื่อให้มีวันเวลา ในการเรียนรู้ จากคำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์ ถ่ายทอดมา ตั้งแต่ยุคถ้ำกระบอก จนปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่ชี้นำ ให้แก้ที่ต้นเหตุ ดั่งที่พระพุทธเจ้าสอนสาวก นั่นคือ เน้นการพัฒนาวิญญาณ โดยนำธรรมของท่านบางหมวด บางตอน มาพระพฤติปฏิบัติ ให้เกิดผลแก่วิญญาณ ท่านจึงให้มองข้ามเรื่องโรคไป และตั้งใจทานสมุนไพร เพื่อให้มีวันเวลาในการปฏิบัติธรรม กลายเป็นนิสัยใหม่ คือ นิสัยพระพุทธเจ้า เมื่อทำจนเกิดผล โรคอะไรจะมาเหลือ เมื่อบุญเขาส่งให้วิญญาณ เรามีสุข กายจะทุกข์เป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงเรียก ลาภจากการประพฤติธรรมว่า "ความไมมีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ"


สรุปคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ในผลการกระทำ ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาเล่า ได้ว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

ในเมื่อวิธีต่างๆ ในโลกล้วนแล้วแต่มาจากปัญญากรรม จะทำให้วิญญาณสูงเป็นไปไม่ได้เลย แม่ชีเมี้ยนจึงย้ำเสมอว่า "โรคเกิดแต่กรรม" พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ดังนั้น ความรู้หรือผลผลิต การกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้น จึงช่วยไม่ได้เลย หากแต่มีบุคคลเดียวที่เอาชนะกรรมได้ เรียกได้ว่าเป็น "มนุษย์เหนือโลก" ที่ได้ใช้อำนาจธรรม เอาชนะกรรมได้ ทำให้เป็นที่ประจักษ์ และได้ทิ้งไว้ให้

แม่ชีเมี้ยนท่านเห็น จึงหยิบมาส่งให้ ทุกคนมีสิทธิ์รับไปปฏิบัติ และมีสิทธิที่จะได้สัมผัส บุญของพระพุทธเจ้า มีโอกาสพัฒนาวิญญาณ ผู้ทำได้ เรียกผู้นั้นว่า "ผู้เจริญ" และเป็นคนฉลาดอย่างแท้จริง

คนฉลาดทางโลก ทุ่มเททำตามหมอผี เกจิ พระเก๊ หมอสมุนไพร หมอแผนปัจจุบัน ตามความเชื่อ และเห็นว่าดี สุดท้ายเสียเวลา เสียทรัพย์ และที่สำคัญเสียชีวิต คนฉลาดทางธรรม ทุ่มเททำตามธรรมของพระพุทธเจ้า เงินไม่ต้องเสีย ชีวิตยืนยาว ปลอดภัยจากเภทภัยทั้งปวง

วันนี้ เรามีพระจันทร์โดดเด่น ในยามค่ำคืน ส่องแสง ให้เราเห็นทาง ไม่ต้องเข้ารกเข้าพง จนชีวิตบาดเจ็บ หรือล้มตาย แสงจันทร์ของแม่ชีเมี้ยน สาดส่องด้วยความเมตตามาให้ เมื่อเรามีวาสนาได้พบเห็น ก็ควรพิจารณา แล้วเลือกเดิน ที่จะนำพาชีวิตไปในเส้นทางใด

คนฉลาด มาหาแม่ชีเมี้ยน จึงรีบคว้าความรู้ของพระพุทธเจ้า ไปปฏิบัติ และได้สมุนไพรเป็นของแถม นั้นแหละแบบอย่างที่คนในอดีตยุคถ้ากระบอกแรกๆ เขาทำกัน ทิ้งความกังวลเรื่องโรคไป ตั้งใจปฏิบัติ เขาจึงพบปาฏิหารย์ เมื่อวันหนึ่งตืนมา โรคร้ายก็หายไปจากตัว มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ก็กำลังจะสร้าง ภาพเหล่านี้ให้กลับมาอีกครั้ง .....

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ใครสั่ง

ความมหัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์ เมื่อพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า มีความละเอียดกว่าเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีใดๆ มากนัก

ในสภาวะที่เหมือนกัน องค์ประกอบเดียวกัน แต่ผลออกมาต่างกัน จึงเกิดขึ้นได้ ท่านไม่สงสัยบ้างหรือว่า ทำไม ขณะที่ท่านอยู่ดีมีสุข เป็นปกติ แต่ในวินาทีต่อมา มีอาการปวดหัว แล้วเมื่อนอนพักผ่อนสักพัก ก็กลับมาเหมือนเดิม

ก็ตัวคนๆ เดียวกัน อยู่ในสภาวะเดียวกัน ทำไมร่างกายท่านจึงทำงานต่างกันได้ ปัญหาก็คือ ผลที่ออกมา ไม่เป็นไปตามความอยากของเจ้าของเสียด้วย ถึงเราไม่อยากปวด มันก็ปวด ปวดอยู่ดีๆ บทจะหายก็หายไป ตกลงแล้วใครสามารถสั่งได้ ว่าจะให้ตัวท่านเอง ปวดหรือไม่ปวด

เครื่องจักรที่มนุษย์สร้าง สามารถโปรแกรมได้ ให้ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ และเมื่อโปรแกรมทำงาน ย่อมคำนวนผลที่จะเกิดได้

ก็แล้วสิ่งที่่เกิดขึ้นกับตัวเราท่านเอง ทำไมจึงเป็นไปตามความอยากในปัจจุบันไม่ได้เลย หรือว่า ตัวของเราท่านเอง ไม่มีสิทธิ์สั่งให้เป็นไปตามต้องการ จนต้องยอมจำนน และพึมพำก้มหน้ารับชะตา ว่า "ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ เป็นไปตามฟ้าลิขิต"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงบอกว่า ก็เพราะเราขาดความรู้ของศาสนา เราจึงไม่รู้ว่า สิ่งที่เกิดกับเรานั้น แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "กรรมมันใช้ กรรมมันสั่ง" ก็แล้วกรรมคืออะไร "คือตัวกระทำที่เราทำไว้แล้วในอดีตนั่นเอง" แล้วผลก็ส่งมาให้เราเสวยในปัจจุบัน

พระพุทธเจ้า ท่านจึงกล่าวว่า "ผู้ใดกล่าวว่า เราท่านเลือกเกิดไม่ได้ ผู้นั้นไม่รู้เรื่องศาสนา"


เมื่อเราทราบว่า สิ่งที่เกิด ดั่งแม่ชีเมี้ยนตรัสให้ใช้ขันติ อดทน ด้วยสติ "กรรมที่เราทำมา กรรมมันใช้ กรรมมันสั่ง ทำให้เราเป็นทุกข์" อย่าไปโทษสิ่งโน้น สิ่งนี้ อ้างโน่นทำให้เป็น เข้าทำนอง "รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง" เขาสูบบุหรี่มากันทุกยุคทุกสมัย แต่ในอดีตไม่เห็นทำให้เป็นมะเร็งตาย มาวันนี้ ไปโทษบุหรี่ ว่าทำให้เป็นมะเร็ง บุหรี่ไม่รู้เรื่องกลายเป็นจำเลยของสังคมไปเสียแล้ว นี่แหละสังคมของคนโง่เขลา เบาปัญญา ขาดศาสนา

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนผู้ที่มาทานสมุนไพร เป็นสติ "ของที่เราทำมา เราต้องรับ" ดังนั้น เมื่อมีอาการปรากฎ ก็ให้ใช้สติ และความขันติ อดทน สิ่งที่ตามมาคือ "เมื่อเรายอมใช้ ย่อมมีวันหมด" การใช้แนวทางแม่ชีเมี้ยน ไม่เพียงใช้กรรม โดยอาการที่ปรากฎแล้ว ยังเน้นการใช้กรรม โดยนำวินัยของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติอีกด้วย ตามครรลอง "สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม" อันเป็นการตัดต้นตอของกรรมให้ลดลง

ด้วยกรรมที่เราท่านทำมา ทำด้วยความพร้อม ของ องค์ 3 กาย วาจา ใจ การแก้ไข จะมาแก้โดยกายอย่างเดียว โดยการทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ย่อมเป็นไปได้ยาก เมื่อเราสร้างศรัทธา และนำธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติด้วย ย่อมมีน้ำหนัก ที่จะต่อสู้กับเหตุ ที่มาจากกรรม ได้สมน้ำสมเนื้อกัน และทำให้การรักษาไม่ว่าโรคใด ก็มีทางเป็นไปได้

ด้วย "ธรรมย่อมชนะกรรม" จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องมีการสวดมนต์ หรือมีวินัยบางข้อที่ให้สมาชิกที่มาใช้แนวทางนี้ ต้องปฏิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับความจริงที่กำลังเกิด เพราะเราท่านที่มา มีโรคปรากฎเป็นรูปกรรมสมบูรณ์แล้ว จะใช้ของปลอม เป่าลม เสกคาถา ใช้มีดหมอ สมุนไพรอุปโลกที่ขายกันเกร่อ คงเป็นไปไม่ได้

เมื่อกรรมที่ทำมา ทำให้เราเป็นทุกข์ ก็ต้องก้มหน้ารับ เพราะสิ่งนั้นสำเร็จไปแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญ คือ อนาคตที่เรากำลังเดินทางไป มาจากการเขียนในปัจจุบัน เมื่อเรามาพบพระพุทธศาสนา ได้เรียนรู้ธรรมของท่าน ก็ต้องน้อมนำไปปฏิบัติ ให้เป็นพรหมลิขิต ที่ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่มีทุกข์ ให้แก่ตัวของเราท่านเองในอนาคต

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงย้ำว่า ท่านเองคงทำให้ใครไม่ได้ สิ่งที่ท่านสอน เป็นของพระพุทธเจ้า ก็ขนาดพระพุทธเจ้าอยากช่วยคนทั้งอินเดียไปนิพพาน ยังทำไม่ได้ ก็ด้วยเหตุแห่งการตรัสรู้ของท่าน ในธรรมหมวด "ตนพึ่งตน" นั่นแล ท่านจึงสอนธรรม และทิ้งธรรมที่เป็นเครื่องมือในการแสวงหาบุญไว้ให้ แก่ผู้อยากได้ และนำไปปฏิบัติ ผู้ที่ได้มีโอกาสมาเรียนรู้ อยากได้ "ต้องทำเอง"

ผลที่ปรากฎในวันนี้ คือ กรรมที่เราทำในอดีต สั่งให้เป็น คือ พรหมลิขิตที่เราเขียน เมื่อเราท่าน ได้รับเมตตาจากหลวงพ่อนิพนธ์ ถ่ายทอดความรู้นี้จากแม่ชีเมี้ยนมาให้ อุปมาดั่งแสงเดีอนยามค่ำคืน ไร้แสงไฟ ทำให้มองเห็นทางที่จะเดิน ไม่ต้องผจญขวากหนาม เราจึงแปลกใจอย่างที่สุด ที่คนไทย ไม่รู้ค่าของสิ่งนี้ และกลบฝังดิน

วันนี้หลวงพ่อนิพนธ์ กำลังขุดหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มาให้มนุษย์ได้ยลโฉม ได้สัมผัสอีกครั้ง แม้จะมีผู้ร่วมกิจกรรมไม่มากนัก แต่เราก็เชื่อว่า หลักธรรมนี้ จะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของผู้ที่เข้ามาในร่มเงา ได้อย่างแน่นอน

อย่าโทษอื่นใดเลย มาเรียนรู้ แล้วลองใช้ปากกาธรรมของพระพุทธเจ้า เขียนพรหมลิขิต กัน แล้วจะรู้ว่า "ปาฏิหารย์ของศาสนาเป็นฉันใด" สิ่งที่มนุษย์ว่าเป็นไปไม่ได้ มันก็มีทางเป็นไปได้

เมื่อทราบ และ ได้สัมผัส เราจะรู้ซึ้งถึงความเมตตา และคุณค่า ของคนที่พระถ้ำกระบอก เรียก "หลวงพ่อใหญ่" พร้อมกราบไหว้ ด้วยศรัทธาเต็มหัวใจ นี่แหละ "ผู้หญิงที่ทำตนให้พระไหว้" ตามคำของ แม่ชีวรมัย

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เล็กๆ น้อยๆ จากการตรัสรู้

แม่ชีเมี้ยนได้สอนหลวงพ่อนิพนธ์ ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ความจริงของจักรวาล หรือ ความจริงของมนุษย์นั่นเอง

ความรู้ประการหนึ่ง คือ มนุษย์เราประกอบด้วย เซลล์ และเนื้อเยื่อ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไม เราต้องกินทั้งพืช และสัตว์ ก็เพราะต้องอาศัย เซลล์ และเนื้อเยื่อ เหล่านั้น มาเพื่อหล่อเลี้ยงตัวเรานั้นเอง

ในพืช มีเนื้อเยื่อ ในสัตว์มีเซลล์ และอาศัยซึ่งกฎเกณฑ์ คือ "ชีวิตต่อชีวิต"

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงทาน พืช และ สัตว์ ที่เน่าเสียไม่ได้ เพราะเซลล์ หรือ เนื้อเยื่อ มันตายไปหมดแล้วนั่นเอง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงย้อนกลับมาที่ยาเคมี ซึ่งไม่มีองค์ประกอบ ทั้ง เนื่อเยื่อ และ เซลล์ ที่มีชีวิตเลย เมื่อทานไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น สภาวะที่ร่างกายปฏิเสธ ไม่ยอมรับจึงเกิดขึ้น แต่ผลจากการที่ยาเคมีเหล่านั้น เป็นสารหนัก ร่างกายมีขีดจำกัดในการกำจัด เมื่อปริมาณมากเกินกว่าร่างกายจะกำจัดได้ ผลก็คือ สารเหล่านี้จะทิ้งตัวอยู่ในจุดที่อ่อนแอของร่างกาย จุดใดจุดหนึ่ง

ผลก็คือ จุดของร่างกายจุดนั้น จะกลายเป็นสถานีให้โรคมาพำนัก เพราะบริเวณนั้น ภูมิต้านทานของร่างกาย จะตาย อุปมาหญ้าโดนหินทับ

ยิ่งไปกว่านั้น การวินิจฉัยที่มาจากความโลภ เพื่อให้ต้องใช้ยาเคมี หรือผลิตภัณฑ์ของพ่อค้า ทำให้ โรคอย่างมะเร็ง ที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว ได้ที่พำนัก และเมื่อได้รับความเครียด ทำให้ก่อตัวขึ้น อันทำตัวเสมือนเพื่อนบ้านที่เกเร ซึ่งต้องอาศัย ความปรองดอง เพื่อแก้ปัญหา กลับใช้การโจมตี ทำสงคราม ทำลายล้าง โดยเคมี ยิ่งทำให้ปัญหาบานปลาย จนถึงแก่ชีวิต

แนวทางเดินหน้า ฆ่าลูกเดียว ของวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับ ว่าทันสมัย จึงใช้ไม่ได้เลย ยิ่งโรคเอดส์ด้วย แนวทางนี้จึงไม่มีทางประสพผลอย่างแน่นอน

แนวทางของพระพุทธเจ้าใช้ ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะท่านใช้ สมุนไพรบำบัด เพื่อไปสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแกร่ง ผสานกับจิตบำบัด ใช้ความสงบ เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย

เมื่อภูมิของร่างกายแข็งแกร่ง ก็จะผลักดันเชื้อเหล่านั้น ให้ออกจากร่างกาย ทางใดทางหนึ่ง เราจึงเห็นคนไข้ ที่เป็นมะเร็งเต้านม มีอาการบวม ใหญ่ขึ้น และแตกออก จนมะเร็งหลุดออกมาทั้งยวง จนสามีคนไข้ยั่ว เอามาให้วิทยากรดู แล้วเอาไปเผาไฟ เพราะทำให้ภรรยาเขาปวดทรมานมาตั้งนาน มากมายหลายท่าน

ด้วยความรู้เล็กๆ น้อยๆ นี้ ก็คงพอจะบอกได้ว่า ทำไมวิทยากรของหลวงพ่อนิพนธ์ทุกท่าน จึงต้องบอกกล่าวให้สมาชิกใหม่ทุกท่าน พยายามหยุดยาเคมีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งสารพัดอาหารเสริมและวิตามินทั้งหลายด้วย

ความรู้ที่คุณปรียานุชเขียน เป็นแค่เสี้ยว ยังเอาตัวรอดได้ ความรู้ที่หลวงพ่อนิพนธ์ บอกเล่าให้ฟัง มากมายนัก ล้วนแล้วมีคุณค่า นำพาชีวิตรอด หาฟังที่ไหนในโลกไม่ได้ ท่านจึงกล่าวว่า ความรู้ของพระพุทธเจ้า แม้เพียงพยางค์เดียว ฟังแล้วเข้าใจ เอาไปปฏิบัติ ก็เพียงพอให้รอดแล้ว เราสงสัยคนไทยนัก ทำไมไม่บ้าฟังกันบ้าง เห็นคอนเสริต์ ค่าดูเป็นพันเป็นหมื่น รอคิวซื้อตั๋วกันสิบชั่วโมง แล้วใจหาย และเข้าใจที่แม่ชีเมี้ยนตรัสไว้ว่า "มนุษย์สมัยนี้ มันขาดธรรม" ผลจึงเป็นเช่นนี้

หน้าที่ของหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงบอกคือ "นำสมุนไพรมา และทำให้คนหันกลับมาใช้ธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อพบสุขที่แท้จริง คือ กินได้ นอนหลับ" เมื่อคนเป็นสุข ครอบครัวก็สุข ประเทศก็สุข ด้วยมีธรรมนำชีวิตนั่นเอง

โตเต็มตัว

หลายปีที่ผ่าน นับแต่เมล็ดพันธ์ที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ เมื่อปี ๒๕๑๒ ได้ถูกปลูกลงดินเมื่อปี ๒๕๓๐ ที่โคกตูม จ.ลพบุรี มาบัดนี้ ก็ผ่านมาเบญจเพศแล้ว กลายเป็นคนที่โตเต็มวัย พร้อมที่จะหยัดยืนด้วยลำแข้ง และต่อสู้กับปัญหา อุปสรรคด้วยตนเอง

ที่ผ่านมา ด้วยคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ชีเมี้ยน การทำสมุนไพรจึงเพื่อการให้เพียงอย่างเดียว แต่อุปสรรคหลักก็คือเงินทุนที่จะมารองรับ เพื่อจัดหาสมุนไพรให้แก่คนไข้ที่มารับ จึงเกิดสภาวะที่ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ ไม่อยากให้มี อันจะก่อให้เกิดความไม่สมบูรณ์ในรูปแบบที่ถูก นั่นคือ การต้องรับความช่วยเหลือ จากกลุ่มคนที่มีน้ำใจอยากช่วยเหลือ หลังจากมารับสมุนไพรแล้ว เห็นดีเห็นงาม อยากให้เพื่อนมนุษย์ได้มาสัมผัสกันบ้าง ก่อให้เกิดภาพที่บางคนอาจรับไม่ได้ หรือคิดไปในทางที่ไม่ดี เช่น ภาพการบริการสองมาตรฐาน อย่างที่บางคนลงในเวป ในทำนองที่ว่า เอาใจคนมีเงิน เป็นต้น

ถึงแม้ว่า เพื่อช่วยเหลือคนอื่น จึงต้องรับความช่วยเหลือจากคนกลุ่มนั้น ในบางกรณี ก็ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ไม่สบายใจ เพราะในบางครั้ง มักจะก่อให้เกิดผู้ที่แอบอ้าง แล้วไปเรี่ยไรคนอื่นมา โดยอ้างว่าเอามาช่วย แล้วเชิดเงินไปก็มี

มา ณ วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ผลงานที่ทำมาก็มากพอสมควร น่าจะเป็นที่มั่นใจได้ว่า สิ่งที่ทำมานั้นเป็นสิ่งที่ถูก ผลถูกจึงเกิดมาให้เห็น และที่สำคัญ คำพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ที่สั่งไว้ว่า จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาอุบัติ สูตรสมุนไพรที่ให้ไว้ และธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ให้ปฏิบัติ มีไว้เพื่อรองรับ การอุบัติของท่าน เมื่อสัญญาณฟ้าดิน ถี่ขึ้น กระชั้นขึ้น มหาภัยจะอุบัติ และพระพุทธเจ้าท่านจะมาทรงดับยุคเข็ญนั้น

สิงที่ท่านทิ้งไว้ให้ จะเป็นช่องทางหนึ่ง ที่สามารถหลบภัยอันนั้นได้ เพื่อรอพระพุทธเจ้า ดังนั้น การดำเนินการจีงต้องทำให้เข้ารูปเข้ารอย ตามครรลองของพระพุทธเจ้า ทั้งหมด

และด้วยพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ที่ได้ทรงเตือนล่วงหน้า ว่าปีนั้นจะเป็นอย่างนั้น ปีนี้จะต้องทำอย่างนี้ และได้จัดเตรียมสมุนไพรให้ เพื่อการดังกล่าว จวบจนวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงประกาศว่า ปีหน้าจึงต้องทำให้ทุกสิ่งเข้ารูปรอยของพระพุทธเจ้าที่กำหนดทั้งหมด

ดังนั้น ในปีหน้านี้ ท่านจึงกล่าวเตือนไว้ว่า หลายสิ่งจะเปลี่ยนไป จะมีสมุนไพรตัวใหม่ๆ ที่ต้องทำเพื่อแจกจ่ายเพิ่ม ให้เหมาะสมกับเหตุที่จะเกิด จะมีการปรับเปลี่ยนกฎข้อบังคับเพื่อคัดสรรบุคคลที่เข้าข่ายกฎเกณฑ์ เพื่อให้การทานสมุนไพรได้ผล นั่นคือ เลือกเฟ้นคนที่มุ่งมั่น เอาจริง เอาจัง กับแนวทางของแม่ชีเมี้ยน และที่สำคัญ นั่นคือ การประกาศว่า "สถานที่นี้ไม่มีการรับบริจาค หรือขอความช่วยเหลือจากบุคคลหรือองค์กรใดเป็นอันขาด การดำรงอยู่ได้ ก็ต้องด้วยจากสมาชิกด้วยกันเองเท่านั้น ไม่มีการเรี่ยไรใดๆ ทั้งสิ้น อันแสดงให้เห็นถึง หลัก ตนพึ่งตน โดยอาศัย แนวทาง น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า นั่นเอง สมาชิกท่านใดอยากจะช่วย ทำได้โดยการ ทานอาหาร ซื้อน้ำ หรือขนมที่ทำตามเทศกาล ที่จำหน่ายในชมรมคนรักสุขภาพ เท่านั้น "

แสดงให้เห็นว่า เมื่อภัยพิบัติของจริงมาถึง จะนำของเล่น หรือที่แม่ชีเมี้ยนมักเรียกว่า สิ่งที่มนุษย์สร้าง มาหยุดหันตภัยนั้น ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็น เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เกจิอาจารย์ใดที่ว่าแน่ วิทยาศาสตร์ เพราะสิ่งต่างๆเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่อยู่ใต้กรรมนั่นเอง จะมีเพียงหนึ่งเดียว ที่พิสูจน์แล้ว นั่นคือ ธรรมของพระพุทธเจ้า ที่สามารถชนะกรรมได้ และมีจริง ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำให้เห็นว่า หลักของพระภูมี ทำได้จริง มีผลจริง ผู้ที่เชื่อ และทำตามจริง ก็มีสิทธิ์รอด ไม่ว่ามหันตภัยนั้น จะใหญ่สักเพียงไหน

หลวงพ่อนิพนธ์ ให้พิจารณาว่า "ธรรมของพระพุทธเจ้า มีอำนาจมหาศาล พาหนี โลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้ แต่ที่เรากำลังทำอยู่ แค่ หนีโรค ย่อมไม่เกินเลยวิสัยที่จะทำได้อย่างแน่นอน"

สติสุดท้ายที่ท่านให้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางนี้ คือ กุญแจที่ใช้ไขประตูนี้ คือ "ความกตัญญูู" เครื่องมือที่ใช้ในการเดินทาง คือ "ศรัทธา ความซื่่อสัตย์ และขันติ อดทน" อาวุธที่ใช้ต่อสู้กับศัตรูที่ขวางเรา คือ "ธรรมของพระพุทธเจ้า" ผู้ใดมีคุณสมบัติเหล่านี้ ย่อมพบความสำเร็จอย่างแน่อนอน

คำกล่าวย้ำแล้วย้ำอีก ถึงแม้หนทางนี้จะดีเลิศสักเพียงใด ข้อจำกัดประการเดียว ที่จะทำให้ประสพผลหรือไม่ ก็คือ ผู้อยากได้ ต้องมาเรียนรู้ พิจารณา เมื่อเห็นซึ่งเหตุและผล ที่ได้ฟังมาแล้วนั้น "ต้องทำเอง"

ปีใหม่นี้ เราคงได้เห็นภาพ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม" ได้เด่นชัดขึ้นว่าเขาทำกันอย่างไร

แล้วท่านจะรู้คำตอบ ที่แม่ชีวรมัย กบิลสงห์ ถามแม่ชีเมี้ยน และลงในหนังสือพิมพ์เสียงอ่างทอง ในอดีต ด้วยคำถามที่ว่า " ท่านคิดอย่างไร ที่เป็นหญิงแล้วกระทำตนให้พระไหว้ "     

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ย้อนอดีตถ้ำกระบอก

วันที่เราอยากเห็น คือวันที่ย้อนอดีตถ้ำกระบอก อันเป็นวันที่คนมาทดสอบตัวเอง และฝึกปฏิบัติเอาธรรมของพระพุทธเจ้า น้อมนำและถวายสัจจะ เพื่อทำทุกวัน จนเมื่อพระแน่ใจและเห็นว่า คนคนนั้น มีศรัทธาและคุณสมบัติพร้อม ก็จัดสมุนไพรให้ และทำให้เป็นที่กล่าวขานในอดีตว่า เมื่อได้ทานสมุนไพรสูตรนี้แล้ว ครบห้าแก้ว ไม่ว่าโรคใด ก็หายเหมือนปาฏิหารย์ เราอยากให้วันอย่างนั้นย้อนกลับมาให้เห็นอีก .... เชื่อว่าคงอีกไม่นาน แต่หลวงพ่อนิพนธ์ก็ได้กล่าวว่า ท่านคงต้องเน้นและคัดสรรสมาชิก ให้เหลือเฉพาะที่เชื่อและทำตามเสียก่อน ดังนั้น ก่อนที่ภาพเช่นนั้นจะปรากฎ ภาพการถูกตัดออกจากสมาชิก โดยเฉพาะคนที่ไม่เข้าเกณฑ์ของท่านต้องปรากฎให้เห็นก่อนอย่างแน่นอน

สิ่งที่สำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์เน้น คือ การยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่ต้องพึ่งบุคคลหรือองค์กรใดภายนอก ที่ไม่ได้รับผลจากสมุนไพรนี้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า หลักตนพึ่งตน ทำได้ การอยู่โดยใช้ สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม โดยไม่ต้องพึ่งหมอพึ่งยา ทำได้ วันใดที่วงจรที่ท่านเรียก หมูไปไก่มา ที่ใช้ขับเคลื่อนตรงนี้สมบูรณ์ วันนั้นเราจะได้เห็นสมุนไพรอาละวาด ธรรมของพระพุทธเจ้าจะเฟื่องฟูในหมู่สมาชิกของหลวงพ่อนิพนธ์ และเราจะได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ ดังคำโบราณ ที่ว่า "ผู้ดีเดินตรอก ขี้คลอกเดินถนน"

เพราะเหตุไรหรือ ก็เพราะพยากรณ์ที่แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ในอนาคต เชื้อโรคจะแพร่กระจายไปในอากาศ ติดกันโดยทางเดินหายใจ คนที่ไม่มีภูมิต้านทาน และไม่มีธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นเกราะกำบัง จะเกิดความกลัว และไม่กล้าไปไหน ถ้าจำเป็นก็พยายามเลี่ยงผู้คน เรียกคนเหล่านั้นว่าคนที่ทำไม่ได้ เพราะเห็นว่าหลักของแม่ชีเมี้ยนเป็นหลักกรรมกร อุปมาทำแล้วเป็นดั่งพวกขี้คลอก ผู้ดีไม่ทำกัน แต่พฤติกรรมเหล่านั้น กลับพาให้คนที่เชื่อรอด ตัวอย่างก็มีให้เห็น งานล้างห้องน้ำที่ต่ำต้อย ก็ทำให้คุณปรียานุช หายจากโรคที่หมอทั้งโลกหมดปัญญามาแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น สมาชิกที่ทำงานในส่วนต่างๆ ก็ควรภูมิใจไว้เถอะว่า งานที่เราทำแม้คนอื่นจะดูว่าต่ำต้อย สักฉันใด เก็บขยะ ล้างจาน ล้างขวด บริการคนไข้ หรือส่วนใดๆ ก็ตาม งานกรรมกรเหล่านี้แหละ งานขี้คลอกเหล่านี้แหละ จะทำให้เราได้สัมผัส คำที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดบ่อยๆ คือ "หัวเราะทีหลังดังกว่า"

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรล้างโรค แก้พิษคีโม สลายเคมี

ช่วงนี้หลวงพ่อนิพนธ์ ทำสมุนไพรล้างพิษ ในระบบทางเดินอาหารทั้งหมด เมื่อทานแล้ว จะล้างพิษของยาเคมีที่ตกค้างในระบบออกไป ท่านกล่าวว่า เหมาะแก่คนไข้ที่ทานยาเคมีมานาน หรือโดนพิษของคีโม สมาชิกท่านใด มีลักษณะดังกล่าว ก็ควรที่จะขอมาทานบ้างน่ะ

สิ่งที่เราเสียดายคือ จวบจนทุกวันนี้ สมุนไพรสูตรของแม่ชีเมี้ยน ที่มอบให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ยังทำได้ไม่ถึงครึ่งเลย ทำให้คนไข้ขาดโอกาสที่จะหายได้ในเร็ววัน เพราะขาดความพร้อมนั่นเอง ทำให้คนอันเป็นที่รักของเราท่าน ขาดโอกาส ได้ทานสมุนไพรอย่างเต็มที่ หรือแม้กระทั่งโอกาสที่จะได้มาสัมผัส

เราจึงอยากบอกกล่าวว่า อย่าคิดเอาเอง เมื่อมีปัญหา ควรเข้าไปปรึกษาท่าน อย่ากลัว และคิดเอาเองว่า สมุนไพรมีเพียงเท่านี้แล้ว เอาไม่อยู่ก็จบ หรือ ทิ้งไป ซึ่งน่าเสียดาย แต่การจะให้ทำครบทุกสูตรในวันนี้ ก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ตัวใครตัวมัน อยากได้ต้องดิ้นรนกันสักนิด เพื่อเราหรือคนที่เรารัก

โดยเฉพาะสูตรสมุนไพร ที่ทำหน้าที่ออกฤทธิ์เฉพาะทาง เฉพาะโรค ล้วนแล้วยังไม่มีโอกาสให้คนทั่วไปได้สัมผัสเลย ช่างน่าเสียดายนัก แต่ถ้าวันใดพร้อม เราจะได้เห็น ฤทธิ์ของสมุนไพรเหล่านี้ ไม่ว่า มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน อัมพฤกต์อัมพาต เราก็ได้แต่หวังว่า วันนั้นคงมาให้เหล่าสมาชิกได้สัมผัสในเร็ววัน

ใครช่วยเรากันแน่

ด้วยความช่วยเหลือที่ได้รับ ก่อให้เกิดศรัทธา และความเคารพ เราจึงเห็นกันทั่วไปว่า หมอ เป็นอาชีพที่คนอยากเป็น และได้รับการยกย่องจากสังคม ว่า เป็นอาชีพที่ช่วยเพื่อนมนุษย์

แต่วันนี้ ความน่าเชื่อถือเริ่มถูกสั่นคลอน เมื่อกฎหมายการฟ้องแพทย์ที่ให้การรักษา ถูกบัญญัติขึ้น และมีคดีเพิ่มจำนวนเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ ในปัจจุบัน ผู้ที่เราเรียกว่าหัวกระทิ ที่ซึ่งในอดีตมักจะมุ่งไปสอบแพทย์ เริ่มเบนเข็มไปสาขาอื่นแทน สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นสัญญาณบ่งบอกอะไรบ้างไม่มากก็น้อย

คำพูดที่ได้ยินเสมอ หลังจากคนไข้เข้าโรงพยาบาล คือ หมออยากให้คนไข้ ทานอาหาร เพื่อที่จะทำให้ฟื้นได้เร็ว นั่นเป็นสิ่งยืนยันว่า วิทยาศาสตร์ ไม่สามารถทำหน้าที่แทน ท้องของเราได้เลย พูดในทางกลับกัน ถ้าไม่มีท้องแล้ว ชีวิตเราก็ดำรงอยู่ไม่ได้นั่นเอง แต่ทำไมเราเชื่อวิทยาศาสตร์ แต่ไม่เชื่อท้องของเรา

เมื่อเราประสพอุบัติเหตุ แขนขาหัก เราไปหาหมอให้ต่อกระดูก เมื่อเราให้ เราก็สรรเสริญว่า หมอนั้นยอด วิทยาการนั้นเยี่ยม ทั้งที่แท้จริงแล้ว หมอก็ทำได้แค่ จัดกระดูกให้เข้าที่ ดามเหล็กไม่ให้เคลื่อน แล้วรอให้ร่างกายสร้างสารมาเพื่อเชื่อมกระดูกเอง ไม่มีสารวิทยาศาสตร์ใด หรือ วิชาการใด ที่ช่วยทำให้กระดูกเราติดได้เลย

ยามที่เราถูกบาด หรือมีแผล ก็รีบเอายาทา แล้วก็สร้างศรัทธาว่า ยาแจ๋วจริงๆ ทำให้แผลหายอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ทำหน้าที่ คือระบบของร่างกายที่มีประสิทธิภาพทำให้แผลเราหาย กลับไม่ได้รับเครดิตอะไรเลย

สรรพคุณที่วิเศษที่ธรรมชาติให้แก่มนุษย์ เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อดำรงชีวิตให้ครบตามพรหมลิขิตของแต่ละคน คือ ท้อง คือภูมิต้านทาน คือ หน่วยซ่อมแซมร่างกายตามธรรมชาติ ที่บรรพบุรุษของเราใช้สืบทอดมาแต่โบราณ ที่ยังไม่รู้จักฝรั่งตาน้ำข้าว ไม่รู้จักคำว่าแพทย์ ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น ว่ายาเคมีเป็นเช่นไร ค่อยๆ ถูกลดทอนค่าลงจนไม่เหลือ แต่สิ่งที่มาทีหลัง ที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ในความจริง กลับได้รับการยกย่องปานเทพเจ้าก็ไม่ปาน

จึงไม่น่าแปลกใจที่วันนี้ มองไปบ้านใดไม่มียาเคมีเลย คงหายากกว่างมเข็มในมหาสมุทร และก็ไม่น่าเชื่อเลยว่า เมืองที่อ้างว่าเป็นเมืองพุทธ มีศรัทธา มีจำนวนมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก กลับไม่เคยคิดถึงคำสั่งสอนของท่านเลย ยามที่มีภัยจากโรคมาเบียดเบียน

ก็พูดกันว่า ธรรมของพระพุทธเจ้า นั้นชนะกรรมทั้งปวง ทำให้พระพุทธเจ้า และสาวก ไปได้ยังโลกนิพพาน ซึ่งเรียกว่ายากเข็ญ ทำได้ยาก พูดกันทุกวัน ท่องกันทุกที่ แต่เอาเข้าจริง ทิ้งลงดินและเหยียบข้าม ไปหาเคมี กันแทบทุกตัวคน ไม่เว้นแต่คนสอนให้ทำบุญ

แม่ชีเมี้ยนจึงได้กล่าวแก่เณรนิพนธ์ว่า วิชาที่สอน เป็นของพระพุทธเจ้า ให้ทำเป็นตัวอย่างและสอนคนให้เดินตาม ให้หันกลับมา และปฏิบัติ ธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วจะหลุดจากวงจรอุบาทว์ของพ่อค้า ได้สัมผัสสุขที่แท้จริง เฉกเช่นสาวกของพระพุทธเจ้าในอดีต

บทพิสูจน์ บุญจากธรรมของพระพุทธเจ้า จึงกำลังท้าทาย ศรัทธาความเชื่อทั้งหลายในโลก สมุนไพรของพระพทุธเจ้า กำลังท้าทาย ยาเคมี ในการแก้ปัญหาเรื่องโรค

ธรรมหมวด "ตนพึ่งตน" จะเป็นบทพิสูจน์ ว่าไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเอง กลับมาพึ่งท้อง สร้างเสริมภูมิต้านทานด้วยสมุนไพร ศรัทธาในตัวตน ดีกว่าไหม

ผู้ทำ จึงจะรู้ดีว่า ทำไมศาสนาที่คนทั้งโลกยอมรับ จึงมีสาวกแค่แปดหมื่นกว่า และรู้ซึ้งว่า ดีแต่ไม่เอา เป็นฉันใด ศาสนาทำ หรือ จะสู้ศาสนาขอ

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า มนุษย์มันเอา พระพุทธ พระสงฆ์ แต่ไม่เอาพระธรรม จึงเป็นเช่นนี้ แต่บุญของศาสนาพุทธ อยู่ที่พระธรรม แม้แต่พระพุทธเจ้า ยังต้องพึ่ง เอาพระทำมาปฏิบัติ ผู้ที่อยากได้บุญ จะเลยธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย ที่สำคัญ อยากได้ต้องทำเอง ซะด้วย

ใครจะเชื่อว่าหมอช่วย ยาดี ก็ว่าไป ยามใดที่พรหมลิขิตเรายังมี ก็โอเค ยามใดที่พรหมลิขิตเราหมด โคตรหมอ โคตรยาดี หนีไปหมด เศรษฐีจึงตายเป็นการประจานให้เห็นรายแล้วรายเล่า ไม่เห็นมีรอด

สำหรับเรา แผลเป็นจากยาเคมีที่ฆ่าเซลล์เราบนผิวหนัง ย่อมเป็นเครื่องเตือนเราว่า เพราะความโง่เขลาของเราในอดีตนั่นเอง ที่ไปเชื่อเขา ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีแม่ชีเมี้ยน ไม่มีหลวงพ่อนิพนธ์ เราก็ยังโง่ดักดานอยู่ ดุจดังคนอยู่ในความมืดอยู่นั่นเอง แค่ปวดท้อง ยังช่วยตัวเองไม่ได้เลย .....

ตรองเหตุ และผล จะได้คำตอบ ว่าไม่มีใครเลย ที่ช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเอง จริงหรือไม่

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรทางเลือก - อาการหนักจะรักษาหายไหม?

วันหนึ่ง เมื่อเราหรือคนที่เรารัก ต้องการที่จะมาเดินในเส้นทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน เราควรเตรียมตัวอะไรบ้าง

อย่างแรกก็คือ ระดับความวิกฤตของคนไข้ ไม่ได้หมายความว่า คนไข้ที่อาการสาหัส แล้ว หลวงพ่อนิพนธ์จะไม่รับ แต่เราหมายถึง กระบวนการของร่างกายที่สำคัญที่สุด อันเป็นปัจจัยหลักของทางเลือกนี้คือ การทาน นั่นเอง

ความสาหัสของร่างกาย ไม่ได้อยู่ที่ระยะใด แต่อยู่ที่สภาพร่างกายยังทานได้อยู่หรือไม่ เพราะสมุนไพรต้องใช้กระบวนการย่อย ผ่านการกิน ผลจากการย่อย จึงจะทำให้สมุนไพรกลายเป็นวัตถุดิบของร่างกายได้ ฉะนั้น ถ้าคนไข้ทานไม่ได้เลย นั่นแหละจึงเรียกว่าสาหัส

ดังนั้น ถ้าเรามีคนไข้ที่ทานได้น้อย หรือ ต้องใช้การทานโดยสาย สิ่งแรกที่หลวงพ่อนิพนธ์ ให้รีบทำด่วนคือ ใช้สมุนไพรเขียว หรือ ที่เรียก ยาเขียว เพื่อฟื้นฟู ระบบการกิน ให้กลับมาก่อน ถ้าทานไม่ได้ เส้นทางเลือกนี้ ก็คงถูกปิดสำหรับคนไข้รายนั้นๆ แล้ว แต่ถ้าทานได้ ร่างกายก็จะเริ่มตอบรับ อาการที่ปรากฎ ก็คือ ทำให้คนไข้อยากอาหารมากขึ้น ทานได้มากขึ้น และนี่คือสัญญาณ ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักเรียกว่า "นาทีทอง"

ประการต่อมาที่ต้องคำนึง คือ สภาพความบอบช้ำของร่างกาย เมื่อเคลื่อนย้าย คนไข้บางท่าน เมื่อมีการเคลื่อนย้าย ร่างกายจะบอบช้ำมาก โดยเฉพาะคนที่ผ่าตัดมา รวมทั้งคนที่อิดโรยจากระยะสุดท้ายของโรค จนร่างกายเริ่มช่วยตัวเองไม่ได้ สภาพเช่นนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ เคยแนะนำไว้ สองประการ ประการแรกคือ ให้คนไข้อยู่กับบ้าน แล้วญาติถ่ายรูปมา แล้วมารับสมุนไพรแทน ไปทานจนกว่าร่างกายจะเริ่มฟื้น ช่วยตัวเองได้ ประการที่สอง คือ มาขออนุญาตท่าน แล้วให้คนไข้มาพักฟื้นที่มูลนิธิไทยกรุณาในช่วงสองสัปดาห์แรก โดยจัดหาพี่เลี้ยงมาด้วย ซึ่งจะทำให้ ผ่านระยะวิกฤติได้ดีกว่า เมื่อพ้นวิกฤติแล้ว ก็กลับบ้าน แล้วมารับสมุนไพรตามปกติ

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ย้ำอยู่เสมอ สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เป็นองค์ความรู้ของพระพุทธเจ้า ทุกคนจึงมีโอกาส และโอกาสนั้นไม่ได้ขึ้นกับขั้นของการเป็นโรค ว่ารุนแรงเพียงใด หรือขึ้นกับพฤติกรรมที่ก่อในอดีตว่าเป็นฉันใด เมื่อมาถึงสถานที่นี้แล้ว โอกาสขึ้นกับปัจจัยเดียวคือ การฟังแล้วนำไปปฏิบัติ ผู้ทำได้คือผู้ที่จะได้รับโอกาส และเป้าหมายสูงสุดของที่นี้ ไม่ใช่เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่อย่างไร ไม่จำเป็นต้องนำมาให้ท่าน แต่คนที่จะประสพผลสำเร็จได้ คนคนนั้น "ต้องกลายเป็นคนดี"

ท่านจึงมักย้ำว่า ไม่สนหรอกว่า คนไข้จะเคยเป็นมือปืน ฆ่าคนตายมามากมาย จนกรรมทำให้เป็นมะเร็ง รุนแรง สาหัสสากรรจ์สักเพียงใด ถ้าคนมือปืนคนนั้น เมื่อมาพบแม่ชีเมี้ยน ได้ทานสมุนไพรของพระพุทธเจ้า แล้วกลับตัวเป็นคนดีได้ ฟังในสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์พูด แล้วปฏิบัติได้ เขาก็ย่อมพบความสำเร็จได้เช่นกัน

ผู้ที่จะคิดมาที่นี้ จึงพึงตระหนักเสียใหม่ว่า ความสาหัสของคนไข้ ไม่ได้อยู่ที่อาการที่ปรากฏให้เราเห็น แต่ "นิสัยสันดานของเขาต่างหาก" ที่เป็นปัจจัยบ่งว่า อาการของเขาจะสาหัสหรือไม่ และมีทางหายโดยวิธีนี้หรือไม่

จึงไม่น่าแปลก บางคนดูอาการไม่เลวร้าย แต่ทานเท่าไรก็ไม่หาย ในขณะที่คนไข้เบาหวานบางคน กินจนถึงกระดูก น้ำตาลในเลือดพุ่งจนเครื่องวัดแทบจับไม่ได้ ทานไม่นาน ร่างกายก็ฟื้นกลับมาปกติ ก็ด้วยเหตุปัจจัยจากนิสัยที่ต่างกันนั่นเอง

ท่านจึงมักกล่าวว่า การใช้หลักสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงไม่จำเป็นต้องมีหมอตรวจ ไม่ต้องถามอาการมากมาย ขอให้มาฟัง เรียนรู้ และนำไปปฏิบัติ ถ้าทานได้ แล้วยืนหยัด วันหนึ่งย่อมประสพผล ภาพที่เห็นว่า ทานสมุนไพรเหมือนกัน ทำไมผลจึงต่างกัน ก็ด้วยเหตุ ที่ต่างคนต่างกรรม ต่างวาระ นิสัยสันดาน ต่างกันนั่นเอง

สิ่งที่ควรกังวลคือ ยืนระยะในการทาน และปฏิบัติตามคำสอน ได้หรือไม่ นั่นและคือหัวใจที่ต้องการให้คนไข้ตอบ และคำตอบของท่าน ก็คือคำตอบที่จะบอกว่า อาการของท่านรักษาได้หรือไม่ เพราะด้วยหลักนี้ "ตัวท่านเองนั่นแหละ คือหมอที่รักษาตัวท่านเอง ผู้อื่นช่วยไม่ได้เลย"

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554

จิต - จะรู้ไปทำไม?

เรื่องเล่า ครั้งเยาว์วัยในคลองเตย ด้วยความที่บ้านอยู่ท้ายซอยตรอกไผ่ ดังนั้นทุกวันจึงต้องเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ และแวะทำกิจที่ต้นไม้ใหญ่นั้นเป็นกิจวัตร

ทำเช่นนั้นมาหลายปีดีดัก ไม่เคยกลัวและไม่เคยหวาดหวั่น หรือระแวง

มาวันหนึ่ง มีคนนำผ้าสีมาผูกต้นไม้ใหญ่นั้น และกล่าวกันว่า มีเจ้าพ่อศักดิ์สิทธิ์ สิงสถิตย์อยู่ในต้นไม่ใหญ่ต้นนั้น ท่านมีฤทธิ์ดลบันดาล ใครลบหลู่อาจถึงกับตายได้

ต้นไม้ที่เคยทำกิจอยู่ทุกวัน ไม่เคยมีอะไร มาวันนี้ ต้องมองซ้ายมองขวา แล้วกลั้นไว้ รอจนถึงบ้าน

ครั้นมาบวช แม่ชีเมี้ยนจึงสอนว่า "เมื่อจิตไปรับรู้ ทำให้เกิดกังวล และเมื่อรู้แล้ว ช่วยอะไรไม่ได้ จะไปรับรู้ให้กังวลทำไม"

ท่านจึงเปรียบคนทั่วไป กินอยู่สบายไร้กังวล จิตใจปลอดโปร่งดี สุขภาพดี แล้วมาวันหนึ่ง อยากตรวจร่างกาย เมื่อตรวจแล้ว พบว่ามีไอ้นี่ ไอ้นั่น ก็ถูกพ่อค้า ประโคมว่า ถ้าปล่อยไว้ จะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เฉกเช่น พบความดัน สูงกว่าปกตินิดหน่อย ก็ถูกขู่ว่า ขึนปล่อยไว้จะเป็นอัมพฤกต์ อัมพาต ต้องทานยาคุมไว้ ถ้าไม่ทาน อาจถึงตายได้

ก็แล้ววันก่อน ก่อนที่จะรู้ เป็นอย่างไร พอรู้แล้ว ทำตามเขาบอก ทีนี้ไม่อยู่กับพรหมลิขิตแล้ว ไปอยู่กับยาเคมีลิขิตแทน ผลก็ดังตัวเลข เป็นโรคทั้งที่กินยาคุมเพิ่มขึ้นถล่มทลาย

โบราณจึงสอนให้ปล่อยวาง ทำใจสบายๆ .... อย่าไปรับรู้

เชื่อพระพุทธเจ้าเถอะ "มนุษย์เป็นไปตามกรรม"

ถ้าเราหลงเชื่อพ่อค้า ก็จะตกลงไปหลุมพราง ขาดยาเคมีไม่ได้

ข้อคิดที่ลองคิดดู จะมีพ่อค้ายาคนไหน ที่ผลิตยามาแล้วคนกินหาย เพราะในที่สุด ถ้าคนหายกันหมด เขาจะขายยาให้ใคร และจะไปเอากำไรได้จากที่ไหน เขาจะค้นคว้ายาที่กินหายตัวใหม่มาให้คนกินอีกไหม ......

นั่นจึงเป็นที่มาของ คำว่า "กินจนตาย แถมโรคใหม่จากผลข้างเคียง"

ยอมรับเถอะ ว่าวิทยาการ เหมาะสมกับอุบัติเหตุ ไม่ใช่โรค

กินข้าวร้านนี้อร่อยอยู่เช่นทุกวันหรือไม่ ถ้าอยากรู้อยากเห็นแล้วเดินไปหลังร้าน เห็นภาพที่บาดตา พรุ่งนี้ยังกินลงอยู่หรือ ...

นี่แหละผลของจิตที่อยากรู้ อยากเห็น ในเรื่องที่ไม่ควร

จึงไม่น่าแปลก ว่าคนที่มาเลือกแนวทางสมุนไพร และเรียนรู้ความจริงข้อนี้ จึงไม่เคยเสียเงินไปให้หมอตรวจอีกเลย ก้มหน้าก้มตา ทานสมุนไพร รอวันเวลา เชื่อมั่นเฉกเช่นทานข้าวแล้วต้องโต ฉันใดก็ฉันนั้น

ดักคอ

สามเณรนิพนธ์ในอดีตนั้น มีประวัติทางโลกมาอย่างโชกโชน ด้วยความที่เป็นคนเฉียวฉลาดนั้นเอง ดังนั้น ก่อนมาบวชจึงได้ก่อวีรกรรมไว้ให้แก่ชาวตรอกไผ่สิงห์โต ตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย อย่างมากมาย

วีรกรรมของท่านที่เล่าให้ลูกศิษย์ฟังด้วยความขบขัน มีมากมาย จนวันที่ท่านแม่ชีเมี้ยนให้ท่านมาบวช เมื่อชนชาวตรอกไผ่ได้ทราบเรื่อง ก็ดีใจจนขนาดรวมกันล้างซอยและทำบุญเลี้ยงพระฉลองกันเลย

ด้วยทักษะอันนี้ แต่ก็ไม่พ้นสายตาของแม่ชีเมี้ยนไปได้ ดังนั้น แค่สามเณรคิดจะเอ่ยปาก ขอบวชตามใจแม่สักเจ็ดวัน แล้วจะตามเพื่อนไปสอบแพทย์ ตามที่ได้ตั้งใจกันไว้ในกลุ่ม ก็ถูกแม่ชีเมี้ยนดักคอเสียแล้ว โดยการตอบคำถามอันมากมาย ที่ถูกสามเณรพยายามต้อนให้จน เพื่อจะได้หาเรื่องลาสึก

ความรู้ที่แม่ชีเมี้ยนเริ่มถ่ายทอดให้สามเณร ท่านบอกว่าเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วเล่าเป็นฉากๆ ตอบทุกคำถามที่สงสัย จนสามเณรต้องมาคิดว่า ท่านรู้ได้อย่างไร ในเมื่อท่านไม่ได้เรียนหนังสือ เขียนก็ไม่ได้ อ่านก็ไม่ออก ความรู้ที่นำมาบอกเล่า ท่านนำมาจากไหน

ในที่สุด ด้วยบทลงท้าย คือ ต้องการคนที่เสียสละ เพื่อนำความรู้นี้ไปช่วยเพื่อนมนุษย์ ก็เลยรับปากชั่วคราวไปก่อน แต่เมื่อได้ทำ และได้สัมผัส ก็เกิดชอบในสิ่งที่ทำ จนเพื่อนทั้งกลุ่ม พูดกันเล่นๆ ว่า เราทุกคนล้วนได้เรียนแพทย์สมใจ แต่ของสามเณรนิพนธ์ เป็นหมอผี อันเป็นที่มาของสมญานาม "หมอผี" ตั้งแต่นั้นเอง

ความรู้ของพระพุทธเจ้า ในเรื่องของกายมนุษย์ ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาเล่า ตั้งแต่ปี 2500 ว่า ร่างกายของคนเรานั้น เมื่อทานอาหารเข้าไปแล้ว จะมีการแยกเป็นส่วนๆ เข้ายุ้ง ต่างๆ ของร่างกาย ทั้ง 7 ยุ้ง เหมือนท้องพระคลังกลาง

แล้วร่างกายจะสร้างระบบตรวจสอบ อวัยวะของร่างกายที่สึกหรอ อุปมาเหมือน พนักงานตรวจไม้หมอนรถไฟ เมื่อพบก็ส่งสัญญาณกลับมาส่วนกลาง ให้ไปซ่อม สัญญาณที่ส่งมา เปรียบได้ดั่ง การจ่าหน้าซองของจดหมาย ดังนั้น คนเราปกติ จึงต้องมีความดันที่สูงเป็นบางครั้ง เพื่อตรวจสอบนั่นเอง

เมื่อสัญญาณถูกส่ง ร่างกายก็จะเบิกวัตถุดับจากคลัง ส่งไปยังจุดหมาย ที่แน่นอน ไม่ผิดเพี้ยน ระบบการเตือนภัยดังกล่าว จึงเป็นสิ่งจำเป็นของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายรู้ว่า เกิดปัญหาในจุดนั้นๆ แล้ว

ดังนั้น การทานอาหารให้ครบหมู่จึงจำเป็น โดยเฉพาะ อาหารที่หมอบอกว่าให้งด ยิ่งต้องทาน คนเป็นเก๊าต์ ต้องทานสัตว์ปีก เพราะสิ่งเหล่านั้น เป็นนายตรวจตามธรรมชาติ ให้แก่ร่างกาย ทำให้ร่างกายรู้ และส่งวัตถุดิบไปซ่อมแซม ให้ดีดังเดิม

แต่ธรรมชาติเหล่านี้ กลับถูกทำลาย เพราะความง่ายของคน ที่ไม่ยอมแม้แต่จะให้เกิดอาการใดๆ แก่ร่างกายแม้แต่น้อยนิด นั้นหมายความว่า เรากำลังทำลาย นายตรวจของเราแล้วนั่นเอง ผลที่ตามมา ร่างกายส่วนนั้นๆ จึงไม่ถูกซ่อมแซม ให้กลับมาเป็นปกติได้

จึงไม่น่าแปลก ที่คนกินยาคุมความดัน จึงมีอาการเส้นเลือดแตก ทั้งๆ ที่กินอยู่ ก็เพราะเราทำให้ทหารของเราอ่อนแอลง โดยหลอกว่า ไม่มีศัตรู ครั้นพอภัยมา ทหารก็หมดสภาพการต่อสู้ไปแล้ว เพราะเราไปยืมมือที่สาม คือ ยาเคมี มาทำหน้าที่แทน จนยาเคมีเอาไม่ไหว อวัยวะส่วนนั้นๆ ก็ฉิบหายจนแก้ไม่ทันเสียแล้ว

ด้วยความรู้เหล่านี้ ที่ดักคอให้สามเณร คิดสึกก็ยังทำไม่ได้ และเมื่อทำแล้ว ก็เห็นผล จนเกิดความรักในการเสียสละ ตามแบบอย่างพระพุทธเจ้าอย่างเต็มตัว

บทพิสูจน์ความรู้ของพระพุทธเจ้า ว่า "โรคเป็นรูป มีวิญญาณเป็นกรรม" เมื่อจะแก้ ต้องอาศัย "สมุนไพรเป็นรูป มีวิญญาณเป็นธรรม" ได้เดินทางมายาวนาน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ทำให้ วันนี้ เราจึงยังคงมีหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ได้สร้างทางเลือกไว้ให้คนทุกข์ .....

ถึงวันนี้ จึงเป็นวันที่สามเณรนิพนธ์ ต้องมาทำหน้าที่ดักคอ คลื่นมนุษย์ที่กำลังหลงไปในกระแสของยาเคมี ของพ่อค้า รวมทั้งคนชั่วที่หลอกเอาชีวิตคน มาหากิน ในคราบเจ้าพ่อ เจ้าแม่ คนขายสมุนไพร หรือแม้กระทั่งห่มผ้าเหลือง ....

เราเชื่อว่า ต้องมีคนไม่น้อยที่มาสัมผัส และชอบในแนวทางนี้ เฉกเช่นสามเณรในอดีต แม้ว่า จะไม่มีดีกรีแพทย์ศาสตร์ หรือใบรับรองจากสถาบันใดๆ เลยก็ตาม คนแล้วคนเล่าที่ได้ดั่งหวัง จะเป็นคำยึนยันว่า "แม่ชีเมี้ยน ไม่ธรรมดา คำสอนของท่านเป็นของจริง"

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เหยียบเรือสองแคม

การใช้สติพิจารณา ถือเป็นความจำเป็นสูงสุดในเรื่องของชีวิต เพราะจะทำให้เราคิดตามเหตุตามผล และหาข้อสรุปให้กับตัวเอง

เรื่องเล่า ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักนำมากล่าว คือ ชายผู้หนึ่งประสพอุบัติเหตุ แล้วรอดตายมาอย่างปาฏิหารย์ เมื่อเขาย้อนกลับไปคิดถึงว่า อะไรเป็นเหตุแห่งการรอดของเขา ชายผู้นั้นคิดว่า เป็นเพราะพระที่ห้อยคออยู่นั่นเอง

หลายคนมักจะคิดเช่นนั้น แต่พระที่ห้อยคอเขา ไม่ได้มีองค์เดียว เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ที่นับถือ ไปกราบไหว้เป็นประจำ ไม่ได้มีองค์เดียวเช่นกัน ยามปกติ ทุกองค์ ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พึ่้งของลูกช้างตลอดมา

ก็แล้วเขาควรจะกราบขอบพระคุณสิ่งใด และจะรู้ได้อย่างไรว่าใครกันแน่ที่ช่วยเขา ผลก็คือ สิ่งที่ช่วย ไม่ได้รับผล สิ่งที่ได้รับผล ไม่ได้ช่วย

ครั้นต่อมา เมื่อเผชิญกับชะตากรรมเลวร้าย จิตก็ยังไม่รู้จะไปขอสิ่งใดให้ช่วย เพราะไม่เคยที่จะคิดและไตร่ตรอง ค้นหาความจริง บังเอิญยามคับขัน ไปคว้าในส่ิงที่ไม่มีจริง ความซวยเลยบังเกิด ความเลวร้ายจึงโถมเข้าหา อย่างไม่มีปราการใดมาปกป้องเลย

ท่านจึงอุปมาคนไข้ของท่าน เฉกเช่นชายคนนั้น เมื่อเราไม่เคยที่จะคิดพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องของชีวิต ว่าสิ่งใดกันแน่ที่เป็นที่พึ่งของเราได้ ยามปกติเราจึงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันมากมาย โน่นก็แจ๋ว อันนี้ก็เจ๋ง มีทั้งในรถ ในบ้าน เต็มไปหมด

ยามนี้ภัยใหญ่หลวงมาเยือน ไปหาเจ้าพ่อ เจ้าพ่อก็หนี ไปหาเจ้าแม่ เจ้าแม่ก็เมิน ไปหาเกจิ เกจิยังนอนอยู่ในโรงพยาบาลอยู่เลยไม่ว่าง และความหวังที่เฝ้าฝากไว้ ก็ไปร้องขอให้หมอช่วย เมื่อเจอของจริง หมอก็ส่ายหน้า พร้อมอมตะวาจา " หมอช่วยจนสุดความสามารถแล้ว ทำใจน่ะ หมอเสียใจด้วย" 

นี่แหละเพราะเราขาดความรู้ ขาดพิจารณา หรือที่หลวงพ่อมักพูดว่า "เราประมาท" ทำให้ยามปกติเราจึงมีพฤติกรรมเหยียบเรือสองแคมอยู่เสมอ เมื่อเราอยู่ใกล้ฝั่ง ไม่มีพายุพัด การยืนของเราก็ยังไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อเรือออกจากฝั่งยามใด และเริ่มมีพายุพัด เรือจะต้องแยกออกจากกัน เราจึงต้องตกน้ำอย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักเล่าคำที่แม่ชีเมี้ยนสอน ในขณะที่ท่านเป็นสามเณร และถกเถียงในวิชาที่แม่ชีเมี้ยนนำมาสอน ว่า "ลูกเอ๋ย ลองมองไปในโลกนี้ แล้วพิจารณา พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของชีวิต จึงกล่าวสอนว่า มนุษย์มีกรรมนำเกิด และมีกรรมเป็นพรหมลิขิต ก็แล้วใครเล่าในโลกนี้ จะสามารถชนะกรรมได้ ไม่มีเลย จะมีก็แต่ ธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ทำได้ แล้วเราควรจะเอาอะไรมาเป็นที่พึ่งของชีวิต จะใช้สิ่งที่มนุษย์สร้างมาเอาชนะกรรม ลองพิจารณาดูแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้เลย"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า "ถ้าเรื่องของชีวิต ต้องมีหนึ่งเดียว คือ ธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีสอง จึงจะรอด"

ผู้ที่มาใช้แนวทางนี้ จึงต้องหยุดความเชื่อในสิ่งอื่น วางไว้ก่อน แล้วน้อมนำธรรมของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติก่อน ยามใดที่พ้นกรรมอันนี้แล้ว จะพึงกลับไปกอดความเชื่อเดิม ก็แล้วแต่บุคคลนั้นๆ

ผู้ใดที่มาแล้ว ฟังแล้ว วางสิ่งอื่นลงไม่ได้ รับไปปฏิบัติไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่ทำ ย่อมเล็งเห็นแล้วว่า ผลที่สุดย่อมไม่ประสพผลอย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์ และวิทยากรทุกท่าน ทั้ง อ.อร่าม และ อ.สุนทร จึงมักกล่าว และร้องขอเสมอ ในเมื่อผลสุดท้าย ย่อมเสียปล่า จึงขอให้ท่านเหล่านั้น อย่ามาสถานที่นี้เลย เพราะจะสิ้นเปลื่องทั้งท่านและชมรม เมื่อท่านไม่คิดจะเดินตามคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ก็ทำกุศลสักนิด นำสมุนไพรส่วนที่ท่านจะทาน แล้วไม่เกิดผล ไปให้ผู้ที่ต้องการ และทำได้ เป็นบุญกุศลดีกว่าไหม

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ ที่ช่วงนี้ อะไรๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป คนที่ชอบคุยในห้องสวดมนต์ ก็จะถูกไล่ออกจากห้อง คนที่ไม่ชอบปิดเสียงโทรศัพท์ ก็อาจจะถูกถอดถอนออกจากสมาชิก คนที่ไม่ทำตามระเบียบก็อาจถูกเชิญออกไป เพราะหลวงพ่อนิพนธ์ อยากให้เหลือคนเฉพาะผู้ที่อยากได้ และทำตามเท่านั้น

แล้วมาพิสูจน์กันว่า ผู้ที่ทิ้งเรือลำอื่น มาขึ้นเรือของแม่ชีเมี้ยน ท้ายสุดจะได้รับผลเช่นไรตอบแทน สัจธรรมที่เราจะได้เห็น บนเรือลำนี้ คือ "ทุกข์วันนี้ เพื่อสุขวันหน้า และ หัวเราะทีหลัง ดังกว่า .. ฮา ฮา ฮา ..."

เราจึงไม่แปลกใจในสิ่งที่โรเบิร์ตทำ หลังจากหายมะเร็ง ที่หมอบอกว่าอยู่ได้อีกไม่เกินสามเดือน คือการถวายพระเยซู ให้หลวงพ่อ และขอรูปแม่ชีเมี้ยน ไปให้ตนและครอบครัวแขวนติดตัวไว้แทน นี่แหละตัวอย่างของคนใช้ปัญญาพิจารณา จนกลั่นออกมาเป็นคำพูด ก่อนลากลับประเทศว่า "ผมถวายพระเยซู เพราะท่านช่วยผมไม่ได้ ทั้งที่แขวนมาตั้งแต่เกิด แต่แม่ชีเมี้ยนช่วยผมได้ จึงอยากได้ไว้แขวนเป็นที่ระลึกถึง และกราบไหว้"

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ตรรกของความจริง

หลายคนเคยมีประสพการณ์ในชีวิตประจำวัน คือ รถคู่ชีพเกิดอาการ รวนหรือดับ สตาร์ทไม่ติด สิ่งที่เราคิดกัน ก็คือ พาเจ้ารถคู่ชีพไปหาช่าง

ช่างที่ชำนาญการ ก็จะสามารถหาสาเหตุของรถ สามารถเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ใส่แทนเข้าไป ถ้ารถเรารุ่นเก่าหน่อย ปัญหาที่สำคัญก็คือ อะไหล่ไม่มี เลิกผลิตไปแล้ว ก็จะหาช่างที่รู้จริง และสามารถดัดแปลงรุ่นที่ใกล้เคียง ให้มาใช้กันได้ ก็คงมีไม่มาก ผู้ที่ทำได้ จึงได้ชื่อว่า "เซียนตัวจริง"

ฉันใดก็ฉันนั้น สิ่งที่เราพบเราเจอทุกเมื่อ เมื่อเราไปพบแพทย์ แต่เราไม่เคยตั้งข้อสังเกตุ หรือสงสัยเลยว่า แพทย์ที่เราเชื่อมั่น ฝากชีวิตไว้ให้นั้น เวลาตรวจเรา เขาใช้เครื่องมือของใคร ความน่าเชื่อถือของเครื่องมือนั้น เป็นเช่นไร

ก็อนุโลมได้ว่า เครื่องมือนั้นยอดเยี่ยม ทันสมัย วิเคราะห์ได้แม่นยำ แล้วยาที่หมอสั่ง เป็นยาที่หมอผลิตเองหรือไม่ ถ้าไม่ ยานั้นจะตรงอาการที่เราเป็นทั้งหมดหรือไม่ ก็ไม่เคยมีคำถาม

เปรียบเทียบกับหมอจีน หรือที่เรียกหมอแมะ เมื่อวินิจฉัยแล้ว ก็จัดยาให้ตามแต่ละบุคคล เป็นกรณีไป

เมื่อพิจารณาแล้ว หมอที่เราเชื่อมั่น เขาทำหน้าที่อะไรกันแน่ เป็นเซลล์แมนให้บริษัทยา มากกว่าใช่หรือไม่ ก็เพราะ ไม่มีการเลือกชนิดของยา ในแต่ละบริษัท ที่เหมาะสมกับคนไข้เป็นรายๆ แต่จะจัดยาให้เหมือนกันทุกรายใช่หรือไม่

จึงไม่น่าแปลก ถ้าจะมองมุมกว้าง ในตรรกของวงการแพทย์ปัจจุบัน คือ พ่อค้ายา สนับสนุนงานวิจัย เมื่อได้ผลงาน สนับสนุนให้ส่งคนมาเรียน แล้วกำหนดเป็นตำรา ให้ใช้ยาที่เขาผลิตขึ้น เป็นวงจรเช่นนี้ ตลอดมา

ด้วยตรรกอันนี้ คงจะเลี่ยงไม่ได้หรอก หากเราจะตั้งฉายาหมอในปัจจุบัน ว่า เป็นเซลล์แมนของบริษัทยาตัวจริง เสียงจริง ที่ได้มีการสร้างให้มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ไว้วางใจ

แล้วผลที่ปรากฎ เป็นเช่นไร ประเทศผู้ผลิตยา อาทิเช่น อเมริกา ผู้สร้างยาสำหรับมะเร็ง ในปีที่ผ่านมา ต้องใช้เงินกว่าสามแสนล้านเหรียญในการรักษา แต่มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็ง นับหมื่นราย

ยาที่ผลิตช่วยคนประเทศเขายังไม่ได้เลย ขนาด เจ้าพ่อไอที "แอปเปิ้ล" ยังไม่รอด แต่กลับมาให้หมอบ้านเรา โพนทะนา คุณสมบัติและใช้ยาที่เขาสร้างขึ้น กับคนไข้ในบ้านเรา พร้อมกับความหวังลมๆ แล้งๆ ว่า มีโอกาสหาย

เราไม่รู้ว่า ก็ความจริงมันฟ้อง แจ่มแจ้งดังนี้ จึงไม่เข้าใจว่า คนไทยพี่น้องเรา ไปเชื่อหมอได้อย่างไร ด้วยตรรกอย่างไร ในเมื่อ คนของเขายังไม่รอด แล้วเราจะรอดได้อย่างไร และถ้ารอดได้จริง คนของเขาจะตายด้วยมะเร็งมากมายอย่างนี้ได้อย่างไร ในเมืองที่ถือว่า คนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด

ตรรกที่น่ากังขานี้ ยังสร้างศรัทธาให้คนไทยได้ไม่เสื่อมคลาย ช่างน่าฉงนสำหรับเรายิ่ง ว่าเพราะเหตุใด แต่ก็มาถืงบางอ้อ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวคำของแม่ชีเมี้ยนว่า "มนุษย์มีกรรม กรรมจึงทำให้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" นี่เอง

ลองหยุดคิดตรรกนี้สักนิด ...... แล้วลองคิดว่า ทำไมปู่ย่าตายาย เราอยู่ได้โดยไม่มีหมอ

ช่างที่ไม่มีแม้แต่เครื่้องมือวินิจฉัยของตนเอง ไม่สามารถสร้างชิ้นงานขึ้นเอง ให้เหมาะแก่รถ เฉพาะแต่ละคันได้ กลับได้รับความไว้วางใจ ยิ่งไปกว่านั้น รถของช่างเอง ยังซ่อมไม่ได้เลย .... ตรรกข้อใด จึงทำให้เชื่อช่างนี้ได้

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

นาทีชี้ชะตา - ชมรมไทยกรุณาจะอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับ???

จากศรัทธา และความมุ่งมั่น ของพระผู้พี่คือท่านจำรูญ ท่านเจริญ และพระผู้น้องคือ ท่านนิพนธ์ ที่ได้ตั้งปณิธาน เสียสละ ทุ่มเทเพื่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ต่อจากยุคพระโคดม กลับมาให้ชาวโลกได้เห็นอีกครั้งเมื่อปี 2500

การแสดงให้เห็น วินัยของพระพุทธศาสนา โดยการนำนิสัยของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ คือ การกินมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ และใช้สมุนไพร เพื่อเป็นใบเบิกทางในการมีกิจกรรมช่วยเหลือมนุษย์ และมีโอกาสได้เข้ามาสัมผัส ได้เห็น ความสวยงามของพระพุทธกาล ก่อให้เกิดศรัทธา และน้อมนำธรรมของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงไปปฏิบัติ

กิจกรรมต่างๆ ในระยะแรกก็ดำเนินไปด้วยดี สมความตั้งใจของแม่ชีเมี้ยน จวบจนกระทั่ง วันหนึ่งก็มีคำถามเกิดขึ้นในใจของผู้ปฏิบัติ ด้วยเหตุแห่งเจตนาที่อยากจะช่วยเหลือนั้นเอง และเหตุแห่งการมีวินัยไม่รับเงินรับทอง ทำให้พระผู้นำต้องใช้ความวิริยะมากยิ่งขึ้น เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ที่มา เข้าใจและเสียสละ เพื่อให้กิจกรรมดำรงอยู่ได้

ด้วยมนุษย์มีสันดานเป็นของตนเอง ทำให้การดำเนินกิจกรรมย่อมไม่ราบรื่น ดั่งใจพระที่ตั้งไว้ จนในที่สุด ท่านจำรูญก็พ่ายแพ้ต่อนิสัยของคลื่นมหาชนที่หลั่งไหลมา จนเกิดความคิดที่จะตัดปัญหา ในการต้องใช้วิริยะ มานะ เพื่อให้เกิดกระแสมาหนุนเนือง ในกิจกรรมที่ดำเนินอยู่อย่างไม่ติดขัด ความคิดที่จะรับเงินในการรักษาผู้บำบัด จึงอุบัติขึ้น กลายเป็นจุดด่าง หรือ นาทีประวัติศาสตร์ แห่งการล่มสลายของถ้ำกระบอกในอดีต

กลับมาในยุคปัจจุบัน รอยประวัติศาสตร์กำลังเริ่มกลับมาอีกครั้ง ด้วยสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ยืนหยัด และพยายามทำมาตลอด เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ คือ การพยายามยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของ หลักตนพึ่งตน ของพระพุทธเจ้าให้เด่นชัด

การพูดโน้มน้าว ให้เกิดความเข้าใจ และรวมพลังกัน เพื่อขับเคลื่อนชมรมคนรักสุขภาพ ด้วยพลังของสมาชิกเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งทุนจากภายนอก จึงต้องมีกิจกรรมที่เป็นแหล่งทุนของตนเองเกิดขึ้น มาจนบัดนี้ ที่เห็นได้ชัด คือ กิจกรรมในการขายอาหาร และกิจกรรมในการขายน้ำ ให้แก่สมาชิก แล้วนำรายได้ทั้งหมด มาเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาสมุนไพร ที่แจกจ่ายให้แก่สมาชิก

ด้วยคำยืนยันและหนักแน่น หลวงพ่อนิพนธ์ ได้กล่าวเสมอ สถานที่นี้ มีแม่ชีเมี้ยน คำสอนของพระพุทธเจ้า และสมุนไพร ทั้งสามสิ่ง เป็นสิ่งที่ดึงดูดคนให้มาในสถานที่นี้ คนที่มาจึงมาเพื่อสิ่งนี้ และได้รับกลับไปด้วยการให้ฟรี

แต่กิจกรรมจะดำเนินไปไม่ได้เลย หากไม่มีพลังขับเคลื่อน และก็คงไม่ใช่มาจากบุคคลภายนอก ที่ไม่ได้มารับประโยชน์จากสถานที่นี้เลย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องให้สมาชิกทุกท่าน ร่วมในกิจกรรมทั้งสองดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ ... ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยแล้วหรือ ตบะของผู้ให้กำลังจะแตกอีกครั้งหรือ ภาพที่เราเห็น ก็คงอดคิดไม่ได้ว่า แม้แต่ผู้มีความมุ่งมั่น ศรัทธา อันแรงกล้า เมื่อเจอนิสัยมนุษย์เข้ามากๆ ก็ท้อได้ จึงไม่แปลกใจที่ท่านจำรูญ จะเกิดความเบื่อหน่าย และใช้วิธีเรียกรับเงินแทน

วันนี้ ภาพที่เราเห็น แม้หลวงพ่อนิพนธ์จะพูดสักฉันใด ความร่วมมือจากสมาชิก ก็ยังได้รับการตอบสนองน้อย จนทำให้รอยประวัติศาสตร์รอยนี้กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่มันคงไม่เกิดหรอก เพราะเราคิดว่า หลวงพ่อนิพนธ์ท่านคงไม่เลือกทางที่จะรับเงินจากสมาชิก แต่วันใดที่รายได้จากกิจกรรมทั้งสอง ไม่พอที่จะเลี้ยงชมรมคนรักสุขภาพ และหลวงพ่อท่านไม่สามารถแบกรับไหว ก็คงต้องยอมรับสภาพ คือ "ปิดชมรมคนรักสุขภาพ"

สภาวะเช่นนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิด เพราะในช่วงที่เปิดสำนักอีกครั้งในปี 30 ก็มีผู้คนแห่แหนกันมาอย่างถล่มทลาย ในที่สุด เมื่อเกินกำลังของท่านจะรับไหว ท่านก็ต้องปิดและย้ายหนี เป็นอย่างนี้หลายครั้ง หลายหน

แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวาน เพราะภัยพิบัติกำลังจี้เข้ามาใกล้ตัวทุกขณะ ท่านจึงพยายามโน้มน้าวให้สมาชิก เห็นดี เห็นงาม และช่วยกันประคับประคองกิจกรรมนี้ให้อยู่ได้ด้วยตนเอง

คำรำพึงที่ท่านเอ่ย ในเมื่อสถานที่นี้มี แม่ชีเมี้ยน มีธรรม มีสมุนไพร แล้วอยู่ไม่ได้ ต้องอาศัยนักร้อง มาเปิดคอนเสิร์ต หรือไปแบมือขอ เพื่อระดมทุนให้อยู่ได้ ท่านก็คงรับไม่ได้ และยอมที่จะปิดมันเสียดีกว่า อีกทั้งคงไม่เดินตามรอยพี่ชายเป็นแน่แท้

นาทีชี้ชะตา ของชมรมคนรักสุขภาพ มาถึงแล้ว จะอยู่หรือไปขึ้นกับความร่วมมือในกิจกรรมของมวลหมู่สมาชิก ถ้าภาพอาหารเหลือ กองน้ำเหลือ ยังปรากฏอยู่ร่ำไป สิ่งที่จะไม่เหลือคือ "ชมรมคนรักสุขภาพ" อย่างแน่นอน

เราคงไม่เห็นภาพการรับเงินอย่างในอดีตอย่างแน่นอน และหากต้องพึ่งผู้อื่นในการดำรงอยู่ของชมรมคนรักสุขภาพ เราก็เห็นดีด้วยกับหลวงพ่อนิพนธ์ ปิดมันเถอะ ........ และทำใจยอมรับ ว่าเราเปลี่ยนนิสัยมนุษย์ยุคนี้ไม่ได้ คนไทย เขาไม่เอาหลักของแม่ชีเมี้ยน แม้นจะดีเลอเลิศสักเพียงใด ใครจะเถียง ในเมื่อภาพมันฟ้องอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

นาทีชี้ชะตานี้กำลังใกล้มาถึงทุกขณะ แล้วเราจะได้พิสูจน์ว่า คนไทยคิดอย่างไร กับสิ่งดีๆ ของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาให้ กันแน่.....

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กำลังหนุน - มะขามป้อมสู้ลมหนาว


สัปดาห์นี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า พ่อเลี้ยงติ๊กแห่งเชียงราย ก็คงลำเลียงมะขามป้อม อีกหลายร้อยกิโล ส่งมาให้ชมรมได้ทำแจกเพื่อไปทานกัน

ท่านอธิบายว่า มะขามป้อมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่สมุนไพร และตัวมันเองก็ไม่ใช่สมุนไพรเฉกเช่นเดียวกัน แต่มะขามป้อมมีคุณสมบัติพิเศษ ที่มีความลื่นอยู่ในตัว คล้ายปรอทที่เป็นสารหนัก เมื่อทำปฏิกิริยากับสมุนไพรตัวอื่น จะก่อเกิดความเป็นด่างขึ้น

สภาวะที่เป็นด่างนี้ จะทำให้สมุนไพรตัวอื่นทำงานได้ดี และกระตุ้นภูมิของร่างกายให้ทนกับสภาวะอากาศหนาว ได้เป็นอย่างดี ท่านเน้นโดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาด้านภูมิแพ้ อันเป็นของธรรมชาติที่จัดสรรมาให้ ก่อนจะเข้าฤดูหนาว

จึงอยากจะย้อนคำเตือนของท่านอีกครั้ง ในประเด็นของยาเคมี ที่ต้องใช้ความเป็นกรด เพื่อทำงาน ส่งผลให้เซลล์และอวัยวะถูกทำลาย จนก่อให้เกิดอนันตริยกรรม หรือ กรรมฆ่าตัวเอง ซึ่งถือเป็นกรรมร้ายแรงอย่างยิ่ง

เราคงห้ามหรือหยุดพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้หรอก แต่ผู้ที่จะเดินตามแนวทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องเลิกให้ได้

ขอขอบคุณในน้ำใจของพ่อเลี้ยงติ๊ก แทนสมาชิกชมรมทุกท่าน มา ณ ที่นี้ แลหากมีผู้มีคุณธรรมน้ำใจเช่นนี้เพิ่มมากขึ้น มารวมตัวกัน อีกไม่ช้า เราจะได้เห็นสิ่งดีงามในผืนแผ่นดินไทย ที่โลกต้องจารึกอย่างแน่นอน

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เรื่องน่าคิด

วันนี้เจอคนไข้ที่ห่างหายจากชมรมคนรักสุขภาพไปพักใหญ่ หลังจากหายอาการเก๊าต์ที่เป็นมาหลายสิบปี แล้วก็หายไปในสายลมพร้อมอาการเก๊าต์ นั่นเอง

วันนี้คนไข้ท่านนั้นกลับมาอีก พร้อมน้องชาย และอาการของโรคใหม่ที่เริ่มปรากฎของอาการ สิ่งนี้ก็ไม่ใช่สิ่งใหม่ ที่สร้างความแปลกใจให้แก่เรา เพราะเห็นมามากพอควร

แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ ว่าทำไมคนไข้ยังมาสถานที่นี้อีก เมื่อน้องชายกล่าวว่า เพิ่งจะไปส่งลูกชายของพี่สาว ไปทำด๊อกเตอร์ทางแพทยศาสตร์ ในขณะเดียวกัน ก็เพิ่งจัดงานศพพี่เขย ที่ป่วยเป็นมะเร็งเสร็จ จึงมีเวลามาได้

ทั้งสองภูมิใจในลูกและหลาน ที่กำลังจะจบด๊อกเตอร์ ในขณะที่เราได้แต่คิดไปต่างๆ นาๆ ในเรื่องที่ได้ยิน ผู้ป่วยมากมาย ดีใจได้พบหมอ ที่จบด๊อกเตอร์ ฝากความหวังทั้งหมด ทั้งมวล ไว้ในมือหมอท่านนี้

แล้วชีวิตของพ่อเขา แม่เขา และน้าเขา ฝากไว้ในมือใครPublish Post

แสงสว่างปลายอุโมงค์

ในขณะที่ปัญหาที่หลวงพ่อนิพนธ์แก้ไม่ตก ก็คือ การไม่สามารถจัดให้ผู้ป่วยที่ต้องอาศัยการทานสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง และทันกาล ทันอาการ รวมทั้ง ไม่กระทบกระเทือนจากการเดินทาง จนร่างกายรับไม่ไหว มาพักที่มูลนิธิไทยกรุณาได้

เพราะจากการที่จะยื่นขอจดเป็นสถานพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุข ก็มีกฎเกณฑ์ที่มากมาย ประเด็นที่ยากยิ่งคือ ถ้าทำตามข้อกำหนดเหล่านั้น ต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่จากสภาวะที่เป็นอยู่

เมื่อทำไม่ได้ เพื่อป้องกันการกระทำนี้ สาธารณสุขก็ได้แจ้งเตือนว่า การจะรับผู้ป่วยมาพักนั้น มีความผิด ..... (รู้แล้วน่า ว่าช่วยชีวิตคนมีความผิด ไม่ต้องแจ้งบ่อยหรอก)

กระนั้นก็ตาม ในที่สุดมูลนิธิไทยกรุณา ก็ได้พบทางออกของปัญหา อันมาจากความอนุเคราะห์ของ ผู้ว่าราชการจังหวัด และ หัวหน้ารถไฟทุกหน่วย ที่ได้เล็งเห็นประโยชน์ในการนี้ อนุเคราะห์ให้เช่าพื้นที่ของการรถไฟ เพื่อให้มูลนิธิได้เช่า และอนุญาตให้ผู้ที่มีความต้องการอนุเคราะห์ จัดสร้างอาคารที่พักอาศัย ที่ใกล้กับมูลนิธิไทยกรุณานั้นเอง

ดังนั้น กลุ่มคนดังกล่าว ได้จัดสร้างอาคารที่พัก เพื่อให้คนที่ต้องการมารับสมุนไพร และพักในช่วงที่จำเป็น เพื่อพักฟื้น ก็สามารถมาเช่าอาคาร เพื่อการดังกล่าวได้ โดยหลวงพ่อนิพนธ์ จะได้จัดคน และนำสมุนไพร ส่งให้แก่ผู้ป่วยที่มาพักฟื้น ณ อาคารดังกล่าวได้

ยิ่งไปกว่านั้น คนไข้ก็สามารถเดินทางมาเข้ากระโจมได้ทุกวัน ในระยะทางที่ใกล้ ไม่กระทบกระเทือน อีกทั้งขอรับคำปรึกษาได้ตลอดเวลา

แสงสว่างจากความอนุเคราะห์ของท่านเหล่านั้น ทำให้เราคิดว่า ความหวังที่คนที่มีบ้านอยู่ไกล หรือ ต้องการมาพัก แต่ติดขัดข้อกฎหมาย ก็น่าจะหายไป สร้างโอกาสให้คนเหล่านั้นมากขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

เริ่มจากความอนุเคราะห์จากภาครัฐ ตามด้วยความอนุเคราะห์ของผู้ใจบุญ จบด้วยความอนุเคราะห์จากสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่พยายามให้ผู้ป่วยมีโอกาสมากขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ก็คงเป็นจริงในไม่ช้า

เราขอคาระวะ ในน้ำใจของกลุ่มคนในภาครัฐเหล่านี้ทุกท่าน อย่างน้อยเราก็ได้เห็นว่า ยังมีคนดีมีน้ำใจอยู่ในสังคมไทย ....

วจีที่เคยได้ยินยังไม่จางหายจากสังคมนี้ "คุณธรรมค้ำจุนโลก" ขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วย ..... ขอบคุณ ..... อีกครั้ง

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ธรรมธาตุ

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงของธรรมชาติ คือ มนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

การเกิดโรค คือ การเสียสมดุลย์ของธาตุทั้งสี่นั่นเอง

พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติ ธรรมหมวดสมุนไพรขึ้น เพื่อใช้ในการปรับธาตุทั้งสี่ ให้เข้าสู่สมดุลย์ อีกครั้ง ทั้งนี้ก็อาศัยกระบวนการธรรมชาติที่มีอยู่ มิได้ละเมิด คือ การกิน และย่อย ของมนุษย์ นั่นเอง

สมุนไพร จึงทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบ ทานให้ท้องย่อย และร่างกายจะนำไปเก็บไว้ในยุ้ง ซึ่งมีมากมายในร่างกาย และนำออกไปใช้แก้ไข เฉกเช่นเดียวกับการทานอาหาร และนำไปเสริมสร้างอวัยวะ 32 ของร่างกายนั่นเอง

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า การวินิจฉัย เพื่อให้สมุนไพร ก็อาศัยอาการที่ปรากฎ ว่าเนื่องจากขาด หรือ ธาตุใดเสียไป ก็จัดสมุนไพรที่ส่งเสริมธาตุนั้นๆ เข้าไป และปรับสมดุลย์ให้กลับปกติ ร่างกายก็จะทำงานตามปกติได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีสมุนไพรเฉพาะโรค แต่ร่างกายจะนำวัตถุดิบจากสมุนไพร และอาหาร ไปสร้างยารักษาโรคได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว เพราะทุกส่วนล้วนแล้วแต่มีกลุ่มเซลล์ที่รับผิดชอบอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่แม่ชีเมี้ยน ได้กล่าวเตือน คือ "สมุนไพรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ การทำงานจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ทาน แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจ พฤติกรรมของผู้ทาน" สิ่งนี้เป็นเคล็ดที่สำคัญ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องมีพฤติกกรรมที่ดี และนั่นคือ น้อมนำนิสัยของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัตินั่นเอง

การทำเช่นนี้ ดุจดั่งการปลุกเสกเครื่องลาง ของขลัง นั่นเอง ท่านจึงกล่าวว่า ถ้าผลขึ้นอยู่กับการทานเพียงอย่างเดียว ก็คงทำแล้วใส่รถ ไปแจกให้ถึงบ้านเลย ไม่ต้องลำบากมากัน แต่ด้วยเหตุนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำเตือนของท่านจึงมักกล่าวเสมอว่า ผู้ที่เลี่ยงฮุ้น ยี่นบัตรสมาชิกแล้ว หนีไม่สวดมนต์ ไม่มีพฤติกรรมสอดคล้อง จ้องแต่ทานสมุนไพร อบตัว รับยา เรียกว่า ไม่ซื่อสัตย์กับตนเอง ก็คงยากจะประสพผล

ธรรมธาตุทั้งสี่ คอยผู้ที่นำธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ แล้วเขาจะมีฤทธิ์ ในการสังคายนา ร่างกายของผู้นั้น ให้กลับบริสุทธิ์อีกครั้ง เหมือนแรกเกิด

สิ่งที่พิสูจน์ชัด ก็คือ ผู้ปฏิบัติ หรือทำได้ โดยเฉพาะพระของพระพุทธเจ้า หรือ พระของแม่ชีเมี้ยน จะไม่มีผู้ใดตาฟาง หูหนวก เดินหลังค่อม หรือเป็นโรค โดยเด็ดขาด แม้จะอายุมากสักเท่าใดก็ตาม นั่นแหละแสดงถึง บุญบารมีของพระพุทธศาสนา ที่เป็นหนึ่งเดียวในโลกที่แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "กรรมมันกลัวบุญของพระพุทธเจ้า" ไม่กลัวหรอก เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ลัทธิ หรือ ยาเคมีใดๆ ทั้งสิ้น

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาพมันฟ้อง - สมุนไพรรักษาเบาหวาน หรือยาแผนปัจจุบันแน่กว่ากัน

หลวงพ่อนิพนธ์ ให้ความรู้ถึงกระบวนการการทำงานของยาเคมี เปรียบเที่ยบกับสมุนไพร มากมาย

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ผู้ป่วยเบาหวาน ที่อาการปรากฎที่เท้า เนื้อหลุดจนเห็นกระดูก จะเห็นได้ว่า มีน้ำตาลเกาะบริเวณแผล ทำให้เนื้อเยื่อส่วนนั้น ขาดออกซิเจน และตาย

การแก้ไขทำให้ต้องคว้านเนื้อตายออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดไม่สามารถคว้านได้ ก็ต้องตัดขา นั่นคือภาพที่ปรากฎให้เห็น ทั้งๆ ที่เมื่อตรวจหาน้ำตาลในเลือด ก็ปรากฎว่าอยู่ในเกณฑ์ และควบคุมได้ ตามแพทย์สั่งมาโดยตลอด

สิ่งนี้ทำให้เห็นคำพูดของท่านที่ว่า ยาเคมีทำหน้าที่ระงับ คือ คุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการ แต่ไม่สามารถรักษาโรคที่เป็นได้เลย นั่นคือ เข้าไม่ถึงต้นเหตุของโรค ทำให้ยอดของผู้่ป่วยเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น

ความดีใจของผู้ป่วย ที่สามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ในขณะที่ความเป็นจริง น้ำตาลในร่างกายยังอยู่เท่าเดิม แล้วมันไปอยู่ไหน ก็ไปอยู่ในกล้ามเนื้อแทน ทำให้กล้ามเนื้อที่มีน้ำตาลอยู่นั้นตายนั่นเอง โดยเริ่มจากส่วนต่ำสุดของร่างกาย ก็คือเท้า ถ้าล้นเข้าตา ก็เกิดตาต้อ ถ้าล้นเข้าไต ก็ไตวาย สร้างความฉิบหายแบบลูกโซ่ไม่รู้จบ

ในขณะที่ทานสมุนไพร จะรีดน้ำตาลที่อยู่ในกล้ามเนื้อ ให้ออกมาอยู่ในเลือดทั้งหมด ผลก็คือ ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งกระฉูด จนมีบางรายสูงจนวัดไม่ได้ แต่ก็ไม่เกิดอาการ แต่ประการใด

แม่ชีเมี้ยน ได้กล่าวไว้ว่า น้ำตาลในร่างกาย อยู่ในเลือด จะเป็นสภาวะที่ปลอดภัยที่สุด ในสภาวะเช่นนี้ ผู้ที่ทานสมุนไพร จึงมีการปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

การลดการทำงานของไต ก็คือลดความเข้มข้น ผู้ป่วยจึงต้องทานน้ำให้มากกว่าคนปกติ เพื่อช่วยในกระบวนการนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ในระหว่างกระบวนการ วิทยากรมักแนะนำให้กลับไปทานของหวานดังก่อน เพื่อเป็นสารนำร่อง ไปยังแผลเบาหวานนั่นเอง ทำให้สมุนไพรเดินตามและซ่อมแซมส่วนที่เสียหายไป

ความจริงตามธรรมชาติที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นคือ ร่างกายของคนและสัตว์ ตามธรรมชาติ ประกอบด้วยเซลล์และเนื้อเยื่อ ดังนั้น สิ่งที่ร่างกายตอบรับ จึงต้องประกอบด้วยเซลล์และเนื้อเยื่อ นั่นเอง อันเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราทานของเน่าเสียไม่ได้ ก็เพราะเนื้อเยื่อมันตายแล้วนั่นเอง เมื่อทานไปร่างกายก็จะไม่รับ

ก็แล้วยาเคมี ทุกชนิด ทุกตัว มันมีเนื้อเยื่อตรงไหน ไม่มีเลย นั่นจึงเป็นเหตุที่ท่านยืนยันว่า เป็นไปไม่ไได้ที่ร่างกายจะรับ ในขณะที่สมุนไพร ล้วนแล้วแต่มาจากธรรมชาติ มีเนื้อเยื่อเช่นเดียวกับอาหาร ร่างกายจึงตอบรับ และสามารถนำไปใช้ได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

จึงไม่น่าแปลกที่เราเห็นภาพคนไข้ที่ตัดขา แล้วตายในที่สุด จากโรงพยาบาล รายแล้วรายเล่า ในขณะที่ผูใช้แนวทางแม่ชีเมี้ยน กลับมีเนื้อกลับมาเต็มเหมือนเดิม และอย่างรายที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักชี้ให้คนไข้ดู คือ เนื้อเยื่อ หลุดจนเห็นกระดูก กลับมามีเนื้อเต็ม และยิ่งไปกว่านั้น เล็บยังงอกกลับมาดังเดิม

ภาพการทำงานของเคมี และสมุนไพร นี้ เด่นชัด มีให้เห็นได้ทั่วไป แต่ภาพที่ยาเคมี ทำลาย อวัยวะภายใน จนฉิบหาย คงยากจะเห็นได้ แต่คนที่ได้รับผลนั้น ก็รู้อยู่แก่ใจตัว จนปฏิเสธไม่ได้ว่า ถึงวันนี้ คือวันที่อวัยวะของตัวเรา ถูกทำลาย จนยาเคมีเอาไม่อยู่แล้ว นั่นเอง

กระโถนบิน - ประวัติถ้ำกระบอก

เรื่องเล่าที่หลวงพ่อนิพนธ์ นำมาเล่าขานเป็นอุธาหรณ์ ให้สมาชิกฟังเสมอๆ ก็คงไม่พ้นประวัติที่ผ่านมาของถ้ำกระบอก นั่นเอง

ในปี 2501 เมื่อแม่ชีเมี้ยนพาพระขึ้นถ้ำกระบอก และสอนวิชาสมุนไพรให้ ท่านจำรูญ และหลวงพ่อนิพนธ์ ได้สำทับเสมอว่า ถ้ำกระบอกจะต้องเจอวิกฤตที่ร้ายแรงในอนาคต สิ่งที่จะทำให้ผ่านวิกฤตได้ก็คือสมุนไพร ดังนั้น การเรียนวิชาสมุนไพรในเวลานั้น จึงต้องเป็นลักษณะเรียนวันนี้ อีกสามวันปฎิบัติเลย จะรอช้าไม่ได้

ปัจจัยที่บีบบังคับอีกอย่าง คือคนที่รออดฝิ่นจากมาตรการทุบบ้องฝิ่นของจอมพลสฤษด์มารออยู่ การเรียนและรักษา จึงกระทำอย่างเร่งรีบจึงดำเนินไปควบคู่กัน ผ่านไปสามปี เข้าปี 2504 เมื่อลูกศิษย์เอกของสังฆราชองค์ปัจจุบัน เป็นทหารคนสนิทของจอมพลสฤษด์ ได้บอกเรื่องราวถ้ำกระบอกแก่ท่าน ทำให้ถ้ำกระบอกพบวิกฤตมาเยือนแล้ว

ข้อหา เป็นผู้หญิงทำตนให้พระไหว้ อุตริมนุษยธรรม ซ่องสุมผู้คนกระทำตนเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกระดมมาขนานใหญ่

ทุกสรรพสิ่ง มีคนเกลียดก็มีคนชอบ ท่านหนึ่งในนั้นคือ คุณย่าจงจินต์ มารดาของพลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์ ซึ่งนิยมชมชอบในแม่ชีเมี้ยน เมื่อท่านสฤษด์ ได้ให้พล.อ.อ ทวี จุลละทรัพย์ และ พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ไปสอบทานอีกครั้ง หลังจากตั้งข้อหา และออกคำสั่งยิงเป้า แม่ชีเมี้ยน ท่านจำรูญ และ ท่านนิพนธ์ โดยเซ็นต์คำสั่งออกมาจากศรีราชา คุณย่าจงจินต์ทราบคำสั่งดังกล่าว รีบแจ้งแก่ลูกชาย พร้อมกับ พล.อ.อ.ทวี ไปแจ้งความจริงแก่ท่านสฤษด์

เมื่อท่านสฤษด์ทราบความจริง จึงอุทานว่า เกือบหลงเชื่อคนชั่วร่วมฆ่าคนดีแล้วเรา จึงได้ออกคำสั่งระงับ ในขณะที่รถที่นำคำสั่งฆ่าเดินทางมาถึงบางนาแล้ว พร้อมกับรีบแต่งตั้ง ให้พล.อ.อ.ทวี และพล.ต.อ.ประเสริฐ ไปเป็นมรรคทายกวัดถ้ำกระบอก จัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม และคอยดูแลอำนวยความสะดวก สร้างความใจหายใจคว่ำแก่คุณย่าจงจินต์ ที่คอยฟังวิทยุรายงานอยู่ตลอด

จวบมาจนวันที่ท่านจำรูญ เปลี่ยนใจ และแจ้งแก่ที่ประชุมสงฆ์ ว่าจะเก็บเงินผู้มาบำบัดยาเสพติด หัวละห้าพันบาท ทำให้สร้างความผิดใจกับพระนิพนธ์ ผู้น้องอย่างยิ่ง จนต้องรีบให้มีการประชุมสงฆ์ด่วน เพื่อตกลงเรื่องนี้

คำที่กล่าวในที่ประชุมสงฆ์ในวันนั้น คือ ข้อตกลงระหว่างแม่ชีเมี้ยน ท่านจำรูญ และท่านนิพนธ์ เมื่อครั้งเริ่มสาบานก่อนเรียนวิชา ว่า "เราทั้งสองจะมาบวช เพื่อโชว์นิสัยของพระพุทธเจ้า" ดังนั้น กิจกรรมที่ทำจึงไม่รับเงิน มาครั้งนี้ การกระทำเยี่ยงนี้ย่อมเป็นไปเพื่อโชว์สันดานตัวเอง ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าแล้ว ทำให้ท่านจำรูญโกรธจนขว้างกระโถนใส่ท่านนิพนธ์

ผลในการประชุมสงฆ์วันนั้น ทำให้วันรุ่งขึ้นพระนิพนธ์ต้องสึก และออกจากถ้ำกระบอกไป ปิดตำนานท่านนิพนธ์ รวมทั้งก่อให้เกิดลูกศิษย์ของท่านนิพนธ์ ก็ได้แตกไปตั้งสำนักของตน หลังการละสังขารของแม่ชีเมี้ยน

ก่อนจากไปตั้งสำนักทั้ง 7 แห่ง หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวเตือนพระลูกศิษย์เหล่านั้น ถึงคำสาปของแม่ชีเมี้ยนและพระพุทธเจ้า ให้ฟังอีกครั้ง แต่การกล่าวนั้นก็ไร้ผล ทั้งถ้ำกระบอก และพระ 7 สำนักที่แตกออกไป ล้วนแล้วแต่นำตำราของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนถ่ายทอดมา ไปหาเงินทองจนร่ำรวยมหาศาลทุกวัด

แต่บทสุดท้าย ทุกสำนักก็พบจุดจบดังคำสาปนั้น สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ที่เคยโด่งดัง รักษาโรคให้แก่คนมามากมาย ไม่สามารถช่วยเจ้าอาวาสทั้งหมดนั้นได้เลย เริ่มจากถ้ำกระบอก เจ้าอาวาส ต้องกินวุ้นเส้น เพราะเบาหวาน จนองค์ล่าสุดที่ปิดตำนาน คือ ท่านโกวินทะ ที่หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เมื่อไม่นานนี้เอง

ตำนานที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง พร้อมกับบทสรุปของคำสอนแม่ชีเมี้ยน ที่ว่า "เรามาหาแม่ชีเมี้ยน เพื่อรับนิสัยของพระพุทธเจ้า นำไปปฏิบัติ ให้เกิดบุญ ไปล้างกรรม ที่เราทำมา ผู้ที่มาและเรียนรู้ จึงต้องโชว์นิสัยของพระพุทธเจ้า คือการเสียสละ ให้เห็น ในแผ่นดินนี้ ไม่ใช่มาแล้วเอานิสัยของตนเองมาใช้ที่นี่ มิเช่นนั้นแล้ว ไม่มีทางที่จะประสพผลสำเร็จเลย เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โรคเกิดแต่กรรม มีกรรมเป็นเหตุ ถ้าเรามีนิสัยบุญ ก็จะไปล้างกรรมได้ เมื่อไม่มีกรรม เราก็จะได้ไม่มีโรคเป็นของแถม"

ก็ถ้าท่านมาแล้วไม่ฟังคำสอนไปพิจารณา เพื่อนำไปปฏิบัติแล้ว ระวัง "กระโถนบิน" คราวนี้ไม่ใช่จากท่านจำรูญ แต่จะเป็นหลวงพ่อนิพนธ์

องค์ปฐมแห่งตำนานพุทธศาสตร์ โชว์ซึ่งความเสียสละ จากเวียงวัง จากลูกเมีย มาแสวงหาโมกขธรรม แล้วมาสอนสั่ง แล้วทิ้งเป็นวิชาให้เป็นทางรอด เมื่อมีวาสนามาถึงแผ่นดินแม่ชีเมี้ยนแล้ว มาฟังแล้ว ไม่ชอบก็เดินเลยไป แต่ถ้าเห็นดีด้วย ก็มาโชว์ "เสียสละ" เดินตามรอยพระพุทธบาท

จากกระโถนบิน ก็จะกลายเป็นพานทอง หนุนชีวิต ให้พ้นเวร พ้นกรรม ได้สัมผัสความไม่มีโรค และโชว์ให้คนทั้งโลกได้เห็น นิสัยของพระพุทธเจ้า และรู้ว่า คนที่เจริญแล้ว ไม่ได้ดูที่วัตถุ เขาดูที่จิตใจ คนที่มีความสุข ไม่ได้วัดจาก เครื่องใช้ไม้สอย เขาวัดกันที่ กินได้ นอนหลับ .....

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ข่าวดี แหล่งที่มาสมุนไพรไทยกรุณา

เมื่อสัปดาห์ก่อน หลวงพ่อนิพนธ์ ได้เดินทางเข้าไปในพม่า ตรงบริเวณปากทางเข้าทุ่งใหญ่นเรศวร พบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งมีภูมิประเทศดีมาก มีสมุนไพรจำนวนมาก ชาวกะเหรี่ยง หมู่บ้านนั้นค่อนข้างยากจน และไม่มีอาชีพที่แน่นอน ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ทำความตกลงกับชาวกะเหรี่ยงหมู่บ้านนั้น

โดยให้ทำหน้าที่จัดหาสมุนไพรในทุ่งใหญ่และบริเวณนั้นให้ ได้รับการตอบรับที่ดี จากผู้ใหญ่บ้านชาวกะเหรี่ยง และยังจัดให้ลูกบ้านปลูกสมุนไพรที่ต้องการใช้เป็นจำนวนมากไว้ ในพื้นที่ให้อีกด้วย เนื่องจากมีภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ และมีน้ำจากภูเขาใช้ทั้งปี ทำให้หมู่บ้านของเขามีรายได้ที่แน่นอน

ในการนี้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้พบเห็นเด็กที่เรียนอยู่ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน และเสื้อผ้าเป็นจำนวนมาก จึงอยากอนุเคราะห์เด็กเหล่านั้นด้วย จึงรับปากที่จะจัดหาอุปกรณ์การเรียน และเสื้อผ้าให้แก่เด็กในหมู่บ้านนั้นด้วย

นับว่าเป็นแหล่งสมุนไพรที่ใหญ่อีกแห่ง ที่จะมีหน้าที่ป้อนวัตถุดิบให้แก่ชมรมคนรักสุขภาพในอนาคต เป็นสมุนไพรธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีใดๆ เจือปน ถือได้ว่าเป็นโชคของคนไทย ที่ได้เอื้อเฟื้อจากแผ่นดินพม่า

เราจึงอยากเชิญชวน สมาชิกท่านใด มีเสื้อผ้าเด็กที่สภาพยังดีอยู่ หรือไม่ได้ใช้ รวมทั้งอุปกรณ์การเรียน ก็นำไปให้ชมรม เพื่อตอบแทนน้ำใจ ของหมู่บ้านกะเหรี่ยงแห่งนี้กันบ้างก็คงดีน่ะ เรียกว่า น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า จาก บ้านพี่เมืองน้อง ที่อยู่ติดกันไง

นำไปบริจาคที่ คุณดา หรือ คุณแอ้ ที่มูลนิธิไทยกรุณา ที่ห้องทะเบียนในตอนเช้า ได้เลยจ้า

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ขำขันในวงพระ


ในสมัยที่หลวงพ่อนิพนธ์ เริ่มเปิดสำนักอีกครั้งในปี 30 นี่เอง ได้อุุปสมบทพระหลายรูป ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นพระที่มาจากการเลิกยาเสพติด ในครั้งนั้นเอง มีพระรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวคลองเตย ในอดีตก็เป็นพวกนักเลง ติดยาเสพติด เช่นเดียวกับเพื่อนฝูงในละแวกนั้น

ครั้นมาบวชได้ระยะหนึ่ง เนื่องด้วยคนไข้มีปริมาณมาก ท่านจึงได้รับหน้าที่จากหลวงพ่อนิพนธ์ให้ทำหน้าที่รินยาสมุนไพรแจก ให้แก่ญาติโยมที่มาทานสมุนไพร

วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังรินยาแจกให้แก่คนป่วยนั่นเอง คนป่วยซึ่งเป็นผู้หญิง ก็ร้องตะโกน ขั้นมาด้วยเสียงอันดังลั่นศาลา ทำให้คนทั้งหมดแตกตื่น ว่า "ใช่แล้ว ๆ"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอบสวนเรื่องได้ความว่า คนป่วยสาวท่านนั้น จำได้ว่า พระที่รินยาให้อยู่นั้น เป็นคนร้ายที่เคยกระชากสร้อยทองของเธอที่ตลาดคลองเตย ในอดีตนั่นเอง

กาลกลับตาลปัตร คนร้ายไม่ต้องหนี แต่เจ้าของสร้อยกลับกราบท่าน และขออโหสิกรรม ในเรื่องที่แล้วๆ มา

เป็นเรื่องที่ลูกศิษย์ มักจะเล่าหยอกล้อเล่นกันเสมอ แต่ก็บ่งบอกอะไรได้ไม่มากก็น้อย

นี่แหละพระแม่ชีเมี้ยน...

ใจมันต่างกัน


ว่างๆ อยากให้สมาชิกอ่านบทความวิชาการทางการแพทย์ หรือ หนังสือ ที่เกี่ยวกับระบบการทำงานของร่างกายสักนิด แล้วท่านจะเข้าใจสิ่งที่กำลังจะกล่าวถึงได้เป็นอย่างดี

สภาพของร่างกาย คือธรรมชาติ หรือเป็นจักรวาลเล็กๆ อันหนึ่ง สภาวะที่ธรรมชาตินี้ต้องการหรือคุ้นเคย และไม่มีอันตราย มักจะมีสภาวะที่เป็นกลาง หรือเป็นด่าง ถ้าสังเกตเห็น เราจะพบว่า ในบรรดาสารพันอาหารที่เราทาน ไม่มีตัวไหนเลยที่แช่น้ำกรด นั่นคือภูมิปัญญาแห่งความช่างสังเกตของคนโบราณ หรือพูดง่ายๆ ร่างกายสามารถรับสภาวะที่เป็นด่างได้ ในขณะที่รับสภาวะที่เป็นกรดได้น้อยมาก

ตรรกะในการคิดค้นยาเคมี มีรากฐานมาจากการทำลาย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ยาเคมีทุกตัว ยิ่งออกฤทธิ์เร็วเท่าไร ก็ยิ่งต้องมีสภาพการทำลายหรือเป็นกรดมากเท่านั้น เพราะเหตุใด ก็เพราะร่างกายมีภูมิต้านทานนั่นเอง ภูมิจะเป็นตัวกั้นสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าไปในอวัยวะ การที่จะนำเคมีเข้าไปได้ จึงต้องทำลายภูมิต้านทานของเราเสียก่อน จึงจะทำได้

สิ่งที่เราต้องรู้คือ การใช้เคมี เมื่อได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เราจะสูญเสียภูมิต้านทานไป และเสียพื้นที่ให้กากเคมีนี้ทิ้งตัวอยู่ในร่างกาย แลกกับการที่จะอนุญาตให้เคมีเข้าไประงับอาการของเรา นั่นคือสาเหตุที่ทำไม จึงเกิดโรคตามมา หลังจากทานยาเคมีตัวที่หนึ่ง

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีเคมีตัวใดเข้าไปถึงจุดที่โรคเป็นอยู่ เคมีที่ใช้จึงเป็นเคมีเพื่อการระงับอาการ ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์เปรียบให้เห็นภาพคือ ตกอยู่หน้าด่าน เข้าถึงโรคที่อยู่หลังด่านไม่ได้ อันเป็นเหตุที่ว่า ทำไมยาเคมีจึงรักษาโรคไม่ได้


ก็แล้วยาเคมีทำหน้าที่อะไร หน้าที่หลักก็คือระงับอาการที่เกิด วิธีการที่ทำคือ ใช้แนวคิดการทำลาย โดยอาศัยความเป็นกรด เพื่อทำลายหรือมอมเมาประสาท ให้เกิดอาการชา หรือตาย ผลที่ปรากฎ อันเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้เคมี นั่นคือ อาการที่เป็นจะหายไปในทันที โดยแลกกับการตายลงหรือหมดสมรรถภาพของเซลล์ในบริเวณนั้น ที่ละน้อย อุปมา เรากำลังทำลายป่า หรือ ธรรมชาติของเรา ทีละน้อย

ด้วยเหตุแห่งการทำลาย ทำให้เซลล์ไม่สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงโรคได้ จนเมื่อถึงวันที่โรคสุกงอม หรือแข็งแกร่ง เริ่มออกอาละวาด นั่นคือปรากฎการณ์ที่ยาที่เคยกิน และเพิ่มปริมาณขึ้น เอาไม่อยู่แล้ว

ผลที่ปรากฎเด่นชัด คือ โรคแรกยังไม่มีแววจะหาย ระเบิดที่ทิ้งบอมบ์ คือกากเคมีที่ร่างกายขับไม่ได้ หรือ ที่นักเคมีเรียกสารหนัก อันถูกทิ้งในร่างกาย เริ่มจะสะสมทีละเล็กละน้อย ตกลงตรงส่วนใด ส่วนนั้นก็ฉิบหายตามไป ก่อให้เกิดโรคที่สองสามตามมา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงพูดเล่นๆ ว่า สถิติบอกว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีมากขึ้นถล่มทลาย แต่ผู้ตายด้วยโรคเบาหวาน ยังไม่มากนัก ก็ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ เพราะผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่ ไตวาย ตายไปก่อนหน้าแล้ว อันผลจากเคมีที่ทิ้งตัวจากการทานยาเบาหวานนั่นเอง

ด้วยความรู้อันนี้ จึงไม่น่าแปลก ที่ฝรั่งทำการผลิตเครื่องฟอกไต รอไว้อยู่ก่อนแล้ว เฉกเช่นเดียวกัน ฝรั่งก็ผลิต walker และ รถเข็น ไว้รอผู้ทานยาคุมความดัน

และถ้าจะให้ชัดไปกว่านั้น ยาเคมีที่เป็นกรดนั้น เท่ากับไปเร่งสภาวะของเซลล์ ให้กลายเป็นมะเร็ง ก็มียาคีโมมารองรับอีกเช่นกัน

ผู้ที่เดินทางนี้ จึงไม่แปลกเลย ที่จะทำสถิติให้แก่อนามัยโลก สูงขึ้น โดยไม่มีวันที่จะลดลงได้เลย แต่ก็ยังมีผู้เดินตามกันอย่างมากมาย เพราะอะไร เพราะคนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อคนฉลาด

ฝรั่งผลิตยาฉลาด เอาคนที่หัวดีของเราไป แล้วให้ปริญญา กลับมาเป็นเซลล์ ขายผลิตภัณฑ์ โดยโยนเศษเนื้อให้นิดหน่อย ถ้าใครจะเถียง ก็ดูงบที่ใช้จ่ายค่ายาและเวชภัณฑ์ ในแต่ละปี เฉพาะไทยแลนด์ ก็สามแสนกว่าล้านบาทต่อปี แล้วที่คนขายยามันได้ จะสักกี่สิบ หรือ ร้อยล้าน ไม่เห็นหมอเป็นมหาเศรษฐีแม้แต่คนเดียว

เมื่อหันมาดูสมุนไพรของพระพุทธเจ้า มาด้วยความเมตตา หลักการที่ใช้จึงอาศัยความเป็นธรรมชาติ ให้เซลล์เกิดความผ่อนคลาย และได้สารที่จำเป็น เพื่อใช้ในการฟื้นฟู อุปมานักกีฬา ที่ถูกเคี่ยวกรำให้ฝึก หรือตื่นตัว ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยเช่นกัน ที่จะต้องทานอาหารที่หมอห้าม ในแต่ละโรค เพราะนั่นคือสารนำร่องธรรมชาติ ที่ร่างกายคุ้นเคย และเป็นใบเบิก ในการนำเข้าไปให้ถึงจุดที่เป็นโรค ก็ถ้าเราไม่กินไก่ สมุนไพรจะเข้าถึงเก๊าต์ได้โดยวิธีใด ทำไม่ได้เช่นกัน ย่อมถูกภูมิของเราต่อต้าน เหมือนกัน พระพุทธเจ้าเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์  แม่ชีเมี้ยนจึงบอกว่า สมุนไพรเป็นองค์ความรู้ ที่อาศัยธรรมชาติของมนุษย์ อันมีอยู่แล้ว เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จึงไม่มีการละเมิด ระบบธรรมชาติ โดยเฉพาะ การกิน และการสกัดอาหาร ด้วยตัวเอง และแยกสารที่ต้องการไปใช้ ตามความต้องการของแต่ละส่วน กระบวนการนี้เป็นกระบวนการธรรมชาติ ที่ร่างกายจะนำสารเบื้องต้นจากสมุนไพร แล้วไปสร้างสารที่ใช้ในการฟื้นฟูตนเอง

สมุนไพรจึงไม่มีการทำลายเซลล์ หรือ ผลข้างเคียงใดๆ เกิดขึ้น เป็นองค์ประกอบที่เกิดมาพร้อมมนุษย์ คู่กับโลก และเรียกได้ว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ แต่ความศักดิ์สิทธิ์นี้ พระพุทธเจ้าบอกว่า เกิดขึ้นได้กับผู้มีคุณธรรมเท่านั้น

ก็ไม่น่าแปลก ในคำที่ว่า "ผู้ใดรู้และทำให้ เจริญแน่  ผู้ใดทำเอาผลประโยชน์ ฉิบหายแน่ เช่นกัน" จึงปรากฎในพงศาวดาร ให้เราได้ยินได้ฟัง และเป็นจริง

ร่องรอยที่พิสูจน์ในสิ่งนี้ได้ชัดเจน คือ การทาแผลด้วยยาเคมี และสมุนไพร หลังจากแผลหาย เมื่อใช้ยาเคมี จะมีร่องรอยแผลเป็นปรากฏทิ้งไว้ และอาจอยู่กับเราจนตาย ในขณะที่ถ้าสมาชิกมีโอกาส ไปขอดูมือคุณธานินทร์ อินทรเทพ ที่ถูกเงี่ยงปลาดุกทิ่มจนเลือดสาด แผลฉกรรจ์ เมื่อครั้งไปช่วยหลวงพ่อย้ายปลา จากบ่อหน้ามูลนิธิไทยกรุณา ไปไว้ด้านในเพื่อทำลานจอดด้านหน้า แล้วหลวงพ่อท่านใช้สมุนไพรทาให้ จะไม่มีร่องรอยเหลืออยู่เลย

ก็ด้วยพื้นฐานที่มาของยา ก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยิ่งใจของผู้ทำ ยิ่งต่างกันราวกับฟ้ากับดิน จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ผลออกมา จึงต่างกันอย่างสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน

เราจึงขอย้ำคำของหลวงพ่อนิพนธ์ ให้แก่ผู้ที่จะมาหาผลประโยชน์ จากสมุนไพร อีกครั้ง ในคำสาป ของทั้งแม่ชีเมี้ยน และ พระพุทธเจ้า ที่ว่า "ใครมาหาผลประโยชน์ ฉิบหายแน่" อีกครั้ง เชื่อเถอะไม่คุ้มหรอก กับสิ่งที่ได้

ปฐมบทแห่งตำนาน "ธรรมของพระพุทธเจ้า และสมุนไพรของท่าน เขาให้ฟรี ให้ด้วยใจ ด้วยเมตตา" จึงคงความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดนำไปหาผลประโยขน์ แม่ขีเมี้ยนจึงให้สติพระในยุคถ้ำกระบอกว่า "ไม้สูงกว่าแม่ แพ้ลมบน คนสูงกว่าคน ย่อมหักกลางคัน"

ใครจะใช้หลักอะไรก็เลือกตามใจ แต่ถ้าจะเดินตามพระพุทธเจ้า แล้วให้ประสพผล ไม่มีให้เลือก ทุกคนต้องใช้ หลัก "ตนพึ่งตน"

ทิ้งท้าย ด้วยคำของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ชอบพูดให้คิดเล่นๆ ว่า "ทีกินเป๊ปซี่ น้ำอัดลม ทำลายตน กินด้วยความยินดีปรีดา แต่ตอนทานสมุนไพร หน้าตายังกับถูกพาเข้าลานประหาร ก็ปานนั้น" เราเป็นอย่างนั้นหรือปล่าว


โบราณเขาว่า "แพ้ชนะ วัดกันที่ใจ" ทั้งใจผู้ทำและใจผู้ทาน .........


สถานที่นี้ "คนดีทำให้กิน คนกินกินแล้วเป็นคนดี"

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แผ่นดินมหัศจรรย์

แผ่นดินที่ดูธรรมดา อาคารยิ่งดูธรรมดา และถ้าเทียบกับโรงแรม หรือ คฤหาสถ์ใหญ่ๆ ยิ่งดูแล้วด้อย ไม่มีแม้แต่ช่อฟ้า ใบระกา แต่แผ่นดินนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ เรียกว่า ธรณีสงฆ์ ของแม่ชีเมี้ยน

เมื่อคนเข้ามาในสถานที่นี้ ย่อมเปรียบได้ดั่ง คนมีมองลอดช่อง ของรูสังกะสี มันจึงมีความแตกต่างกันมากมาย เราจึงเห็นบางคนมาสถานที่นี้ ทำประหนึ่ง เป็นวัดอันศักดิ์สิทธิ์ มีแม่ชีเมี้ยน และพระพุทธเจ้า ไว้ให้บูชากราบไหว้ เป็นที่พึ่งของชีวิต ในขณะที่มีอีกมากมาย มาที่นี่ ก็ดูเป็นที่ชุมชน มีร้านขายของราคาถูกไว้จับจ่าย แถมได้สมุนไพรกลับไปทานฟรี

มันจึงไม่แปลกอะไร ที่หลังจากผู้คนกลับหมด เราจึงเห็นร่องรอยการกระทำของคนเหล่านั้นให้เห็น ถึงความคิดที่มีต่อสถานที่นี้ เราเห็นคนทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ทิ้งขว้างสิ่งของ ซึ่งมีผู้นำมาบริจาคให้ได้ใช้ เมื่อไปหยิบยืมมา ทิ้งขว้างไม่สนใจใยดี ที่จะนำไปเก็บ เพื่อให้คนอื่นได้ใช้กันในคราวต่อไป เราเห็นคนเปิดก็อกน้ำแล้วไม่ปิด ปล่อยให้น้ำล้นออก อย่างน่าเสียดาย และอื่นๆอีก ในขณะเดียวกัน เราก็เห็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง หลังจากรับสมุนไพร คนเหล่านั้น เดินเก็บขยะที่คนอีกพวกทิ้งไว้ เก็บข้าวของที่ถูกทิ้งขว้าง เก็บกวาดสถานที่รอคนมาใช้บริการใหม่ ซึ่งทำโดยไม่มีค่าจ้าง ไม่มีคนบอก แต่เขาทำเพื่ออะไร เราคิดว่า เขาคงมีคำตอบในใจ

คนที่ผ่านมา นับพันนับหมื่น สิ่งหนึ่งที่คนอาจไม่เคยนึก ก็คือ จะมีคู่อริ ที่คิดจะเอาเป็นเอาตายกัน จะมาเจอกันในสถานที่นี้ แล้วพวกเขาจะทำกันอย่างไร คู่หนึ่ง ที่เราเห็น และเป็นภาพเด่นชัด คือ ระหว่างคุณธานินทร์ อินทรเทพ รวมกับ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง ซึ่งมีคดีความ ในกรณีของพื้นที่ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ อันถูกไล่ที่เนื่องจากมีผู้ประมูลใหม่ได้สิทธิ์ คือ คุณปรียา รองรัตน์ ในสมรภูมิของการขึ้นศาล ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน ด้วยคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูกด้วยกัน อันต้องว่าไปตามกฎหมาย

คนในวงการรู้กันดีว่า การบาดหมางนี้ใหญ่นัก เรียกว่า ไม่เผาผีกันเลย แต่ทั้งคู่ได้วนเวียนเหมือนฟ้าแกล้ง เพราะต่างมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย ที่มูลนิธิไทยกรุณา ซ้ำร้ายกว่านั้น บุคคลเหล่านี้ ล้วนแล้วกลายเป็นกรรมการของมูลนิธิไทยกรุณาทั้งสองกลุ่ม ไม่น่าเชื่อได้ว่า บุคคลเหล่านี้กลับร่วมมือกัน ทำให้การดำเนินการของชมรมคนรักสุขภาพ และมูลนิธิดำเนินไปด้วยดี ร่วมมือร่วมใจกันสนับสนุนกิจกรรมกันเป็นอย่างดี เมื่ออยู่ในแผ่นดินนี้

แต่ครั้นออกจากสถานที่นี้ไป ทั้งสองกลุ่มก็กลับไปฟาดฟันกันเหมือนเดิม ต่างไม่ยอมกันในคดีความที่มีกันอยู่ สิ่งนี้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้กล่าวสอนเสมอๆ ว่า เมื่อเรามาอยู่ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ต้องหยุดเรื่องอื่นไว้ และทำตามคำสอน รวมใจเป็นหนึ่ง คนจะโกรธกันปานใด มารวมกันทำกิจกรรม รวมเสียงมาสวดมนต์ด้วยกัน เป็นสถานที่หนึ่งที่เรายกให้ ยอมละ ยอมเว้น เรื่องทางโลก และเราจะมีสถานที่ที่หลบกรรม คือ แผ่นดินนี้

แผ่นดินที่ธรรมดา กลายเป็นหลุมหลบภัยจากโรคร้าย ให้แก่บุคคลทั้งสอง ซึ่งยอมวางเรื่องทางโลก เมื่อเข้ามาในแผ่นดินนี้ แต่เมื่อออกไปจากแผ่นดินนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ บอกว่า จะทำอย่างไร ก็ว่ากันไป

ใครจะเห็นแผ่นดินนี้เป็นอย่างไร ทำอย่างไร ก็แล้วแต่ตาของตนเอง ในความคิดเรา แผ่นดินนี้ เป็นของสูง จึงสามารถช่วยยกชีวิตให้แก่คนที่ศรัทธาและเชื่อ แล้วมาทำตาม จนรอดจากภัยโรคท่วมได้

"แผ่นดินนี้จึงเป็นแผ่นดินมหัศจรรย์ ที่มีอะไรที่ไม่สามารถพบเห็นได้จากที่อื่น และผู้จะพึงเห้น ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยเหตุและผล จากปัญญาที่ไตร่ตรอง นี่แหละแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน"

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ศัลยกรรมธรรมชาติ

สำหรับคนเป็นโรคหัวใจ สิ่งที่หมอทำ ก็คือการตัดต่อ ซึ่งคนทั่วไปก็สรรเสริญว่าสุดยอด ทำได้อย่างไร

แต่สำหรับคนไข้สามคน ที่กลัวหมอ หรือกลัวไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ ท่านแรกคือ คุณธานินทร์ ที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ ๔ เส้น จนไม่สามารถร้องเพลงได้จนจบเพลง จนหมอต้องสั่งงดเหล้าและบุหรี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบที่สุด ท่านต่อมา คือ คุณณี ภรรยาของอธิบดีท่านหนึ่ง ที่กล้ามเนื้อหัวใจตาย จนต้องให้เครื่องบินลงจอดฉุกเฉินที่หาดใหญ่ หลังจากฟื้น จะมีอาการทุกครั้ง ที่นั่งรถวิ่งเร็ว หรือใช้กำลังมาก ตกใจหรือตื่นเต้น แต่ก็เป็นคนกลัวหมอ กลัวการผ่าตัดมากคนหนึ่ง จนคนสุดท้ายคือครูวัลลภ ที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเหลือสองเปอร์เซ็น จนมีอาการอาเจียนตลอด ทานอะไรไม่ได้เลย ไม่สามารถทำอะไรได้

ทั้งสามคน เหมือนกันคือ ไม่อยากผ่าตัด จึงหันมาใช้วิธีการทางสมุนไพร ทานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เหมือนกันทั้งสามคน

ผลที่ปรากฏแก่หัวใจของคนทั้งสาม เส้นเลือดที่ตีบเดิม ก็ยังตีบอยู่เช่นเดิม แต่หัวใจของคนทั้งสาม ปรากฎมีเส้นเลือดฝอย ที่ทำการบายพาสตนเอง ดุจดังรากฝอยของตนไม้ ปรากกฎขึ้น

นี่แหละเป็นปฏิมากรรมของธรรมชาติ ที่เลือกสรร และตัดสินว่า วิธีการใดเหมาะสมกับตัวเราที่สุด ถ้าไม่สาหัสเกินก็ซ่อมแซม ถ้าสาหัส ก็ยังมีวิธีแก้เองตามแนวธรรมชาติ

ปัจจุบัน คุณธานินทร์ กลับมาร้องเพลง ได้อีกกว่าสิบปีแล้ว คุณณี สามารถขึ้นเครื่องบิน และนั่งรถเร็วๆได้อีกครั้ง ครูวัลลภ กลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยสุดยอดหมอ คือ ตัวของพวกเขาเอง ที่ทำให้เป็นตัวอย่าง สร้างความเชื่อมั่น แก่คนรุ่นหลัง

สามท่านนี้วางใจในธรรมชาติ ไม่ผ่าตัด อดทนทานสมุนไพร จนร่างกายช่วยตัวเองได้ ในขณะที่คนไทยอีกเป็นล้าน เดินตามใคร และประสพผลอย่างไร ทำสถิติตายเป็นอันดับสอง ของไทย ไปแล้ว

แก้ถูกผลถูกก็เกิด แก้ผิดผลผิดก็เกิด .... ตัวเลขนี้พอจะบอกได้หรือไม่ ว่าสิ่งที่เรากำลังคิดจะทำ หรือทำอยู่ วิธีมันผิดหรือถูก

ลงแดง


หลายคนเคยได้ยินคำนี้จากคนเสพยาเสพติด ถึงไม่เคยเห็น ไม่เคยเป็น แต่ก็รับทราบว่าเป็นอาการที่ต้องทุรนทุราย ทรมาน จนอยากตาย

ในวงการแพทย์แผนใหม่ ไม่มีคำๆ นี้อยู่ แต่กลับมาอยู่ในการแพทย์สมุนไพร ก็เนื่องด้วยเหตุ ด้วยแนวทางของสมุนไพร ในการแก้ไขอาการของโรค ที่คนไข้เป็นอยู่นั้น เรียกว่าเป็นศึกแรกที่เจอ ส่วนอาการอีกอย่างหนึ่ง คืออาการที่เกิดจากสะสมจากเคมี ซึ่งหลวงพ่ออธิบายว่า เป็นศึกด้านที่สอง

ดังนั้น เมื่อมาใช้แนวทางสมุนไพร จึงต้องลดศึกลงให้เหลือเฉพาะโรค สมาชิกใหม่จึงมักได้รับคำแนะนำ ให้หยุดยาเคมี ทั้งนี้ก็เพื่อหยุดศึกด้านที่สอง อันเนื่องจากยาเคมีเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน หรืออวัยวะของร่างกาย ไม่ให้บุบสลายมากไปกว่านี้อีก

ผลก็คือ เมื่อหยุดการทานยาเคมี ร่างกายก็จะขาดสารยา ทำให้เกิดอาการขึ้น เนื่องจากการขาดสารยาเคมีนี้เอง อาการเช่นนี้ เราเรียกว่า "ลงแดง"

ดังนั้น อาการลงแดง จะรุนแรงมากน้อยขนาดใด ก็ขึ้นอยู่ปริมาณและชนิดของสารเคมี ที่ทานเข้าไป รวมถึงระยะเวลาที่ใช้สารเคมีนั้นๆ

ในแนวทางของสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า การจะกำจัดสารเคมีให้ออกจากร่างกาย ก็ต้องหยุดยาเคมี และรอจนกว่าจะเกิดอาการลงแดง ซึ่งจะทำให้สารเคมีเหล่านี้ลอยตัว และถูกดึงออกจากร่างกายได้โดยง่าย

เมื่อร่างกายได้รับสมุนไพร ก็จะเสริมสร้างภูมิต้านทานขึ้น เมื่อพร้อม ก็จะทำการขับสารเคมีเหล่านี้ออกจากร่างกาย ดังนั้น คนไข้จึงปรากฎอาการ คนที่ไม่เข้าใจ ก็จะคิดไปว่า เป็นผลจากการทานสมุนไพร ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ จนอาจทำให้เลิกทานเลยก็ได้

แท้ที่จริงแล้ว เมื่อเกิดอาการลงแดง นั่นแสดงว่า ร่างกายมีภูมิและพร้อมที่จะต่อสู้อาการจากสารเคมีแล้ว นั่นเอง อาทิเช่น คุณปรียานุช ที่ได้เขียนลงในหนังสือ ว่า เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ สั่งให้เธอหยุดทานยานอนหลับ ที่อยู่คู่กับเธอมาถึงยี่สิบปี ทำให้มีอาการลงแดงเกิดขึ้น และนอนไม่หลับอยู่ถึงเจ็ดวัน หลังจากนั้น ก็หลับเป็นตายสองวันเต็มๆ จนในวันที่สิบ กระบวนการตื่นและหลับของเธอ จึงกลับมาเป็นเหมือนคนปกติ คือนอนวันละแปดชั่วโมง

อาการนี้ ในแต่ละคน จึงหนักเบาไม่เท่ากัน หรืออาจไม่มีเลยก็ได้ เมื่อมาใช้แนวทางสมุนไพร แต่ที่มักพบ ก็ในกลุ่มคนที่เป็นโรคเก๊าต์ รูมะตอยด์ รูมาติซั่ม จำพวกนี้ ก่อนหายมักจะมีอาการลงแดง ข้อบวม จนอาจต้องใช้รถเข็น ชั่วคราว เมื่อภูมิของร่างกายเอาชนะได้ ก็จะเป็นการหายที่ถาวร

เห็นได้ชัดเลยว่า แนวทางของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสว่า "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า" เป็นความจริง เมื่อเราผ่านอาการลงแดงได้ และหายโรค เราจะหายถาวร และไม่กลับมาเป็นโรคนั้นๆอีก เพราะร่างกายเรามีภูมิแล้วนั่นเอง

ถึงที่สุด วงการแพทย์สมัยใหม่ ก็ยอมรับว่า ไม่มีสิ่งไรที่รักษาโรคของมนุษย์ ได้ดีไปกว่า "ภูมิต้านทานของมนุษย์" นั่นเอง

การที่เราใช้ยาเคมีต่อไป ย่อมหมายถึง เราไม่ยอมลงแดง นั่นทำให้เราเป็นทาสของยาไปตลอดชีวิตนั่นเอง หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเรียกยาเคมีว่า "ยาเสพติด" เพราะเมื่อเริ่มทานแล้ว มันหยุดไม่ได้นั่นเอง ดังนั้น ฝรั่งไม่ต้องรบกับเราให้เหนื่อยหรือตายเปล่า เพียงแค่หยุดส่งยาให้ คนไทยก็ตายเป็นเบือแล้ว

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ตาคน กับ ตาฟ้า


ความนิยมชมชอบในสิ่งไร ย่อมบ่งบอกถึงนิสัยของหมู่ชนนั้นๆ นั่นเอง สิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นได้ชัดคือ สิ่งเดียวกัน มันจะมีค่าหรือความหมาย อย่างไร ก็ด้วยถ้ากลุ่มชนนั้น เอาเหตุเอาผล มันก็ต้องมีค่าเฉกเช่นเดียวกัน ไม่ว่าใครจะเป็นผู้พูด แต่ถ้ากลุ่มชนนั้น ไม่เอาเหตุเอาผล ยึดความชอบของตนเป็นหลัก สิ่งเดียวกันนั้น ก็เลยมีค่าที่ต่างกัน

ท่านนิพนธ์ พระถ้ำกระบอก เมื่อห้าสิบปีก่อน กับ คุณนิพนธ์ ชายไทยอาวุโส ในปัจจุบัน ก็คือคนๆเดียวกัน สิ่งที่ท่านพูดสอน ก็เฉกเช่นเดียวกันกับเมื่อในอดีต องค์ความรู้ทั้งหมดล้วนไม่ใช่ของท่าน หากแต่เป็นของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยน นำมาให้ คำสอนเหล่านี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ยังคงความจริง และยังคงสัจธรรมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อคนพูดเปลี่ยนสถานะ คนฟังก็เปลี่ยนความน่าเชื่อถือ

ทั้งที่คุณค่าของสิ่งที่ท่านพูดยังคงเดิม แต่ก็ยากที่จะสร้างศรัทธา และความน่าเชื่อถือ แม้จะมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ยืนยันในคำพูดอย่างมากมาย ย่อมแสดงถึง หมู่ชนคนไทยมีนิสัยอย่างไรได้ดี

เราจึงเห็นคนที่มองว่า การเข้าสวดมนต์ และการเข้าฟังหลวงพ่อนิพนธ์ เปรียบประดุจดัง ขุมนรกของเขาเหล่านั้น เป็นเรื่องน่าเบื่อ และคิดอยู่เสมอ ว่าเมื่อไหร่จะจบสักที ซึ่งก็ไม่น่าแปลก เพราะคนเหล่านั้น มาเพียงเพื่อต้องการสมุนไพรเท่านั้นเอง อย่างอื่นไม่สน

ด้วยตาคน ที่มอง ทำให้เรื่องไม่ธรรมดา เป็นธรรมดา คำพูดที่ยากจะหาฟังได้ และมีความหมายแก่ชีวิต ก็กลายเป็นไร้ค่า

แต่หากเจอผู้ที่เอาเหตุเอาผลด้วยแล้ว และไม่มีโอกาสที่จะมาฟัง ย่อมเล็งเห็นในคุณค่า และดิ้นรน เราจึงไม่แปลกใจ ที่เราเห็น บริษัท ห้างร้าน ใหญ่ๆ ได้เชิญ คุณปรียานุข ให้นำคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ไปบรรยาย และเล่าประสพการณ์ ให้แก่บุคคลากรของเขาได้รับรู้รับฟัง โดยยอมที่จะเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อย ในการนี้

ความน่าเสียดายของเรา ที่พบเห็น เมื่อคนไข้ มาถึงสถานที่นี้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด กลับไม่ได้รับอะไรกลับไปบ้านเลย ในขณะที่คนที่ไม่เคยมา อยากที่จะมา เขากลับดิ้นรน แม้จะไม่สามารถเชิญหลวงพ่อนิพนธ์ไปได้ ก็ขอตัวแทนก็ยังดี

อุปสรรคนี้ บังเกิดขึ้น ก็ด้วยตาเราที่มองเห็น แล้วจิตไม่รับ ความศรัทธา จึงไม่เกิดนั่นเอง โดยไม่พิจารณา เอาเหตุ เอาผล ใดๆ ทั้งสิ้น อันเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง

ยกตัวอย่าง ค่าของคำพูด เพียงประโยคเดียวที่ท่านสอน คือ "ให้เชื่อพรหมลิขิต ไม่ถึงที่ตาย โรคห่าอะไรก็พิฆาตไม่อาสัญ" ที่คนไข้ เป็นนายทหาร ระดับพันโท ซึ่งเป็นโรคหัวใจรุนแรง เมื่อทานสมุนไพรได้ระยะหนึ่ง ก็ปรากฎอาการลงแดง ตัวซีด เล็บเขียว จนภรรยาตกใจ และเรียกรถพยาบาลมารับ เขากลับพูดคำนี้ให้พยาบาลฟัง และนอนอยู่เฉยๆ ที่หน้าหิ้งพระ จนเวลาผ่านไป ร่างกายก็เริ่มฟื้นกลับเป็นปกติ อยู่มาอีกหลายปี จนทุกวันนี้ ก็ยังมาช่วยงานที่ชมรมทุกสัปดาห์ และมักเล่าเรื่องราวนี้ ให้คนไข้ที่มาร่วมงานฟังเสมอๆ

ด้วยตาคน เราจึงไม่แปลกใจ ว่า คำพูดที่ถ่ายทอดคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่มีคุณค่าต่อชีวิตมหาศาล ในยุคนี้ จึงมีคนฟังน้อยกว่าในยุคถ้ำกระบอก และเมื่อเทียบกับ ละคร หรือ คอนเสริต ด้วยแล้ว ที่ให้คุณค่าเพียงแค่ความสนุกชั่วครู่ ชั่่วยาม จึงมีคนต่างกันมหาศาล

วันนี้เราจึงถึงบางอ้อว่า ทำไมสาวกของพระพุทธเจ้า จึงมีน้อย แค่แปดหมื่นกว่า ในขณะที่โทรทัศน์ประกาศทุกวัน สาวกผี มีมากกว่า สามร้อยล้านคนทั่วโลก ก็เพราะ "ผิด มันพาไปหาผิดนั่นเอง"

และเราจึงเข้าใจที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดว่า ในขณะที่บวช และเชื่อมั่นในวาทะศิลป์ของตนเองนั้น จึงคิดว่า สามารถทำให้คนมานิยมชมชอบ ในพระพุทธศาสนา ได้มากมายอย่างแน่นอน แต่วันเวลาได้พิสูจน์ และประจักษ์ แก่ท่านว่า "เรื่องของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม เฉพาะคนที่เอาเหตุเอาผล และรับความจริง ที่สำคัญ อยากได้ต้องทำเอง"

ภาพที่ปรากฎย้อนอดีตสองพันกว่าปี จึงฉายกลับมาอีกครั้ง ในอินเดีย ที่มีพระพุทธเจ้าไปอุบัติ จึงอยู่ท่ามกลางลัทธิมากมาย ห้อมล้อมท่าน เมื่อเทียบคนกันระหว่างสองฝั่งแล้ว คนในอินเดีย แปดหมื่นกว่า เดินตามพระโคดม ส่วนที่เหลือ อีก ร้อยล้านคน เดินตามใคร

แต่ตาฟ้า ก็ไม่ได้เหลือบแลไปในหมู่คนมากเลย กลับดูแลคนของพระพุทธเจ้า ทำให้ลัทธิใด ก็ล้มพระพุทธเจ้าไม่ได้ โรคอะไร ก็มาแผ่วพาน ท่านและคนแปดหมื่นกว่าของท่านไม่ได้เลย จนทำให้คนทั่วไป แม้จะไม่นับถือ แต่ก็ไม่กล้าล่วงล้ำกล้ำเกินนั่นเอง

ในขณะที่คนไทยวันนี้ สร้างรูปพระพุทธ มาวางขายแบกับดิน เอาธรรมของท่านนิดหน่อยมาปะหน้าแล้วซ่อนความคิดของตนเข้าไป แล้วก็เอามาขายกิน สิ่งเหล่านี้ทำกันเกลื่อนบ้าน เกลื่อนเมือง เย้ยน้ำใจชาวพุทธที่แท้จริงมหาศาล

แล้วเมื่อตาฟ้าเขาเห็น จะเกิดอะไรขึ้น ....... มันเลยเถิดจากการทำกรรมกับมนุษย์แล้ว ตอนนี้มันทำกรรมกับศาสนาแล้ว บังเอิญเขาเป็นของจริง มีบุญญาธิการจริง ที่สำคัญ พระพุทธเจ้าองค์ใหม่เขากำลังจะอุบัติแล้ว จึงไม่น่าแปลก ที่แม่ชีเมี้ยนท่านพยากรณ์ ถึงภัยที่ ดินฟ้า อากาศ เขาจะลงโทษมนุษย์ ในกรรมที่ทำ ให้หลวงพ่อนิพนธ์ฟัง และมาชักชวนคน ให้หันกลับมาเชื่่อ พระพุทธเจ้า และหยุดการกระทำเหล่านั้นเสีย เพื่อความปลอดภัยของชีวิต

ตาคน มองเห็นไม่ชอบก็เลิกราไปในสิ่งที่ตนชอบ แต่ตาฟ้า มองเห็นไม่ชอบพฤติกรรมของมนุษย์ แล้วทนไม่ได้ ภัยที่พึงเกิดจึงรุนแรงนัก เพราะฟ้าดินเขาพิโรธ .....

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเตือน ให้เร่งรีบนำธรรมคำสอนกลับมาปฏิบัติด่วน เพราะ ภัยที่เราเห็นจากน้ำ ..... เอ้อ...... มันแค่ยกแรกเท่านั้นเอง

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ข่าวดี

ข่าวดี ที่มากับลมหนาว คือจากการประสพผลสำเร็จในกีฬาซีเกมส์ ทั้งสมาคมยกน้ำหนัก ที่ทำลายสถิติอย่างถล่มทลายทุกคน และสมาคนมวยสากล ทำให้ ทั้งสองสมาคม ได้จัดหาสมุนไพร กานพลู ซึ่งมีแหล่งมาจากอินโดนีเซีย ติดไม้ติดมือ กลับมาเป็นของฝากแก่ชมรมคนรักสุขภาพ เพราะมีราคาถูกกว่าบ้านเรา เกือบครึ่ง

และข่าวดีอีกข่าว พ่อเลี้ยงทางเชียงราย แจ้งมาว่า ชาวพม่าบอกกลับมาว่า ตอนนี้ ทั้งมะขามป้อม และลูกสมอ มีมากมาย จึงได้ระดมซื้อ เพื่อมาสมทบกับหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อเตรียมการไว้แจก ในหนาวนี้ และหลังน้ำลด อันจะเกิดโรคระบาด ทั้งระบบอาหาร และทางเดินหายใจ ที่จะตามมา สมาชิกที่มีปัญหาด้านนี้ ก็อดใจรออีกสักนิด นี่แหละเขาเรียก ธรรมชาติ มีผูกก็มีแก้ จัดสรรมาให้เสร็จ เพียงแต่รอคนมีคุณธรรม นำไปใช้เท่านั้นเอง

อ้อ ข่าวไม่สู้ดี หลังจากซีเกมส์หนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์คาดว่า นักกีฬาคงแห่กันมาใช้บริการกันล้นหลาม สมาชิกก็ทำใจหน่อย เพราะมีคนมาแย่งทานเพิ่มขึ้น ที่สำคัญ คนเหล่านั้น เขาทานหวังผล จึงทานกันเป็นล่ำเป็นสัน ถ้าสมุนไพรแจกมีน้อยลง ก็ต้องทำใจหน่อยน่ะ

เรารักอะไรที่สุด


ภาพที่เห็นบ่งบอกอะไรได้บ้าง เรื่องราวในอดีต ก็จะเป็นอุทาหรณ์ หรือ ตำนานให้คนได้เล่าขานกันต่อไป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอๆว่า การทานสมุนไพรของท่านทั้งหลาย ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวท่าน หรือครอบครัว คนใกล้ชิด เท่านั้น แต่จะเป็นจารึก อันเป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้เรียน ได้อ่าน นั่นหมายความว่า ทุกท่านที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะประสพผลหรือไม่ กำลังถูกจดเป็นบันทึก ให้คนรุ่นหลังได้มาอ่าน และเล่าขานกันต่อไป

บันทึกหน้านี้ก็เป็นตัวอย่างที่ได้เห็น และคิดว่าน่าสนใจบ้างไม่มากก็น้อย เป็นบันทึกของสองท่าน ท่านแรก คือ มหาเศรษฐีแห่งแดนใต้ ที่ซึ่งมีธุรกิจน้อยใหญ่มากมายจนนับไม่ถ้วน ที่สำคัญคือ มีหุ้นส่วนในโรงพยาบาลใหญ่ หลายแห่ง แต่กำลังทรัพย์ และกำลังของหมอ ทั้งประเทศไทย จีน อเมริกา เยอรมัน หรือที่ใดในโลก ก็ไปมาหมดแล้ว ไม่สามารถรักษาอาการของเขาได้ คือ อาการอันเนื่องจากเซลล์ของร่างกายแก่ไวกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงร่างของร่างกาย ผลคือ ทำให้ร่างกายช่วงร่างเหมือนคนแก่ คือ ไม่มีแรง ทั้งที่สติปัญญา ยังครบถ้วนสมบูรณ์ และวัยเพียงห้าสิบเท่านั้น

ด้วยความบังเอิญที่เขาได้ทราบข่าวจากเพื่อนของหลวงพ่อนิพนธ์ และได้แนะนำให้เขามาลองแนวทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนดู ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ในเมื่อแนวทางอี่นๆ ถูกปิดลงหมดแล้ว จนหมอให้นั่งนับวันรอเวลาที่ร่างกายหมดสภาพ เขาก็ตัดสินใจมาทดลอง ด้วยความใจสู้ของเขาและความมีน้ำอดน้ำทน รวมทั้งจิตใจ ที่ชื่นชอบในกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์ ทำให้สภาพของเขา เริ่มฟื้นคืนกลับมา เริ่มจากระบบขับถ่าย ที่ถ่ายออกเป็นขี้แพะ ก้อนเล็กๆ ทานข้าวไม่ค่อยได้ ก็กลับมาเป็นปกติ จนเริ่มกลับมามีกำลังขา และเริ่มหัดเดินได้อีกครั้ง จนในที่สุด เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์เห็นว่า ควรทดสอบสภาพร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก จึงให้เขาไปเผชิญความหนาวเย็น และเดินที่ เก็นติ้ง ประเทศมาเลเซีย ผลปรากฎว่า เขาสามารถเดินได้เอง โดยการใช้ไม้เท้าช่วย และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ปรากฎ จากการกระทบของอากาศเย็นเลย ซึ่งต่างกับในอดีตที่จะโดนความเย็นไม่ได้เลย

เมื่อกลับจากมาเลเซีย เขาก็ขออนุญาตกลับไปเยี่ยมบ้าน ภรรยา เขาก็ได้พาเขาไปให้หมอคนเดิมที่รักษา ตรวจเช็คสภาพร่างกาย และกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องทานสมุนไพรแล้ว สภาพตอนนี้ให้ทำกายภาพบำบัด ก็จะกลับมาเหมือนเดิมได้ ภรรยาจึงได้พาเขาไปเข้าคอร์สกายภาพนั้น และไม่ได้กลับมาทานสมุนไพรอีกเลย

อีกตัวอย่างหนึ่งที่จะยกมา คือ ท่านคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง มีบุตรสาว ที่ป่วยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั้งตัว ทำให้ต้องนั่งรถเข็นตั้งแต่เด็ก และไม่สามารถเดินได้ ด้วยความที่ใกล้ชิดวงการแพทย์ ได้ทุ่มเทจนสุดความสามารถ ก็ไม่สามารถทำให้ลูกสาวดีขึ้นเลย จนอายุล่วงเข้ามา สิบแปดปี ก็ยังต้องนั่งรถเข็นเช่นเดิม หลังจากทราบข่าว ก็ได้นำลูกสาวมาทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ท่านก็เอ็นดู และพยายามที่จะให้กลับมาช่วยตัวเองได้อีกครั้ง เวลาผ่านไป ความอดทนและมีมานะของเธอ ก็เริ่มส่อผล เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มมีแรง จนสามารถยืนได้ ในที่สุดสิ่งที่ไม่เคยทำได้ เธอก็เริ่มทำได้ นั่นคือการเดินด้วยตัวเอง ทุกครั้งที่เธอมาพบหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงพยายามให้เธอเดินรอบศาลา สองสามรอบ

จากตัวอย่างทั้งสอง เห็นได้ชัดว่า ความฝันของบุคคลทั้งคู่ ใกล้จะเป็นจริง ในไม่ช้า ด้วยความมีมานะ และอดทน แต่ผลสุดท้าย คนทั้งสอง ก็ถูกคำพิพากษา จากแพทย์ทั้งคู่เหมือนกัน คือ "ไม่จำเป็นแล้ว สภาพเช่นนี้มากายภาพบำบัด ร่างกายก็จะฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิม" ประกาศิตนี้ มาจากบุคคลที่เคยกล่าวว่า "กลับไปบ้าน และรอเวลา" นั่นเอง

วันนี้คนที่เคยปฏิเสธคนไข้ ไม่รับรักษาอีกต่อไป กลับมาพูดว่าช่วยได้ ผลที่ปรากฎ คือ อาการช่วงแรกดูเหมือนจะดีขึ้น จนกระทั่งการขาดสมุนไพรเป็นเวลานานเกินไปเริ่มปรากฎผล สภาพร่างกายเริ่มตีกลับ อาการที่เคยเป็นเริ่มปรากฎอีกครั้ง

จะทำอย่างไรเล่า ในเมื่อคนที่บอกว่ารัก ของคนไข้ทั้งสอง ได้พาเขามาจากหลวงพ่อนิพนธ์ และนำชีวิตเขาไปอยู่ในมือหมอแทน เมื่อสภาพเริ่มเลวร้ายอีกครั้ง หมอก็เริ่มจะกล่าวเช่นเดิม เขาทั้งสองจะหวนกลับมาหาหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง คนที่บอกว่ารักเขา ไม่ว่าภรรยา หรือพ่อแม่ ก็ไม่สามารถสู้หน้าหลวงพ่อนิพนธ์ได้อีกครั้งแล้ว

สิ่งที่เราอยากจะบอกคือ การเดินทางแนวของแม่ชีเมี้ยน ท่านตรัสไว้ว่าหลักของพระพุทธเจ้า เป็นหลักเชื่อว่า "เหตุเกิดแต่กรรม" ดังนั้น การมาใช้แนวทางนี้ จึงหนีไม่พ้น ที่จะต้อง ทุกข์กาย และทุกข์ใจ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า วินัยของท่าน มีไว้ให้ทุกข์ เพราะทุกข์กับวินัย ดีกว่าทุกข์กับกรรม ธรรมที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้เราท่องจำเสมอ เพื่อจะมีขันติ อดทน คือ "ทุกข์วันนี้ เพื่อสุขวันหน้า" เราก็ไม่แปลกใจ ที่หลักของพระพุทธเจ้า จะมีคนชอบน้อย

แต่คนที่มาพบแล้วทิ้งไป การจะยอมเสียหน้าและกลับมารับผิด ย่อมยากยิ่งนัก เพราะแท้จริงแล้ว ท่านเหล่านั้นรักหน้าตัวเอง เกินกว่าที่จะรักคนที่ท่านบอกว่ารัก นั่นเอง คืออุปสรรคใหญ่ สุดท้าย ท่านก็ยอมเสียเงิน แล้วปล่อยให้คนที่ท่านบอกว่ารัก จากไป ด้วยภาพที่ท่านสร้างให้คนเห็น คือทุ่มเทเงินทองไป จนท้ายสุดก็เสียคนนั้นไป พร้อมกับคำสรรเสริญจากคนที่ได้พบเห็น ว่าท่านรักเขาคนนั้นจริงๆ จึงยอมทุ่มเทเงินทองมากมาย

แต่ภาพที่เราเห็นช่างต่างกันยิ่งนัก และชวนให้สงสัยว่า "เขาเหล่านั้น รักอะไรที่สุด"

ประวัติศาสตร์หน้านี้ คงบอกเรื่องราวอะไรได้ไม่มากก็น้อย ผลที่ได้ ก็ขอจงสะท้อนกลับไปเกื้อกูลท่านทั้งสองที่ยกตัวอย่างมาด้วยเทอญ

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ยังก้องในหูของเราเสมอ คือ ถ้าเลือกจะใช้แนวทางนี้ ต้องเดินให้สุดราวในคราวเดียว เฉกเช่น ตีงูต้องตีให้ตาย มิฉะนั้นแล้ว ก็ยากจะประสพผล หรือคาดคะเนผลได้แล้ว การจะทำเช่นนั้นได้ จึงต้องเรียนรู้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และมีน้ำอดน้ำทน ผู้ทำได้ ย่อมนับได้ว่า เป็นผู้ที่สมควรยกย่อง และได้ทำตนเป็นประวัติศาสตร์ ให้คนรุ่นหลัง ได้ก้าวเดินตาม ด้วยความมั่นใจ หรือที่ท่านกล่าวว่า ได้ทำตนเฉกเช่น " พระมาลัยโปรดสัตว์ " นั่นเอง

ที่สำคัญ คนที่ทำได้ ย่อมพิสูจน์ตนเองว่า เชื่อมั่น และศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จึงพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนา และได้พร อันได้แก่ "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" มาเป็นรางวัลในการทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

เพื่อนช่วยเพื่อน ... ไม่ได้

เรื่องที่เป็นตำนานเล่าขานระหว่างเพื่อนฝูงของหลวงพ่อนิพนธ์ และบรรดาลูกศิษย์เก่าๆ ที่ได้เห็นได้ยินเรื่องราว คือ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ชื่อ สมศักดิ์

คุณสมศักดิ์ หรือ ที่คนใจชมรมมักเรียก อาศักดิ์ เป็นเพื่อนซี้ของคุณเปี๊ยก พิศาล อัครเศรณี อีกคนหนึ่ง นอกจากคุณธานินทร์ คุณพิศาล จึงให้ทำหน้าที่สำคัญ คือ ดูสถานที่ที่จะใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์ จนทำให้เป็นไข้ป่าร้ายแรง จากเกาะกูด ที่เป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องมาเลเรียในสมัยนั้น เพราะต้องไปหาสถานที่ให้คุณพิศาลนั่นเอง

หลังจากกลับมา คุณสมศักดิ์ ก็ได้ไปหาเพื่อนสนิท ในกลุ่มอัสสัมชัญ ที่เป็นหมอระดับประเทศในปัจจุบัน คือ ท่าน น.พ.อำนาจ กุสลานนท์ นายกแพทย์สภาคนปัจจุบัน อดีตหมอใหญ่แห่งศิริราช เพื่อทำการรักษา จากการเป็นไข้ป่าครั้งนั้น ก่อให้เกิดอาการวูบ จนสิ้นสติ ขับรถไปชนราวสะพานพุทธ จนถูกนำตัวส่งศิริราช

เมื่อ น.พ.อำนาจ ทราบเรื่อง จึงให้ทางโรงพยาบาล นำศพไปเก็บไว้ในห้องเย็นของโรงพยาบาลไว้ก่อน เพื่อรอท่านกลับไป

หมอมือหนึ่ง ดีกรีจากอเมริกา ก็ได้ใช้ความสามารถ ผ่าตัดและกระตุ้นหัวใจ จนคุณสมศักดิ์สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ แต่จากสภาวะไข้ป่าที่เป็น ก่อให้เกิดอาการสมองไหม้ ร่างกายไม่สามารถช่วยตัวเองได้ น.พ.อำนาจ ได้รับ คุณสมศักดิ์ เป็นผู้ป่วยไว้ในการดูแล

ในวันนั้นเอง เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ทราบเรื่อง ก็ได้เดินทางไปพบ น.พ.อำนาจ และคุยกันว่า ในเมื่อคุณสมศักดิ์เป็นเพื่อนสนิทของเราทั้งคู่ ก็ให้ น.พ.อำนาจ ดูแลด้วยวิชาการที่มีไปก่อน และเมื่อไรที่ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ก็ขอให้หมอผีได้ลองช่วยบ้าง

นับจากวันนั้น น.พ.อำนาจ ก็ได้ระดมสรรพวิชา และความรู้ เพื่อช่วยเพื่อน แม้กระทั่งสั่งตัวยาที่ดีที่สุด จากอเมริกามา แพงเท่าไรก็สู้ เวลาผ่านไปจนท้ายที่สุด ก็ไม่สามารถกู้สภาพของคุณสมศักดิ์ กลับฟื้นมาปกติได้ จนสิบปีให้หลัง สภาพที่ปรากฎคือ ไม่สามารถช่วยตนเองได้อย่างสิ้นเชิง นั่งตรงไหน นอนตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้น

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ได้ทราบเช่นนั้น จึงไปขอพี่สาว เพื่อนำคุณสมศักดิ์มาดูแล โดยนำไปไว้ที่ศรีสวัสดิ์ เพราะต้องการให้ได้อากาศที่ดี และให้คนจัดสมุนไพรให้ เนื่องจากในระยะแรก คุณสมศักดิ์ยังควบคุมช้อมไม่ได้ ท่านจึงสั่งให้รินยาเขียวใส่จาน และค่อยๆ เลียกิน โดยห้ามคนช่วยเด็ดขาด อันเป็นการมองว่าโหดร้ายยิ่ง แต่ท่านกล่าวกับคุณสมศักดิ์ว่า ถ้าจะหายก็ต้องหายด้วยการพึ่งตนเอง ตามแนวของพระพุทธเจ้า และเวลากินข้าวก็ต้องกินเอง ซึ่งจะหกมากกว่าส่งเข้าปาก เพราะความที่ควบคุมมือยังไม่ได้นั่นเอง

ด้วยหลักนี้เอง และความมุมานะที่่จะมีชีวิตที่ดีของคุณสมศักดิ์ ทำให้สองปีให้หลัง คุณสมศักดิ์กลับมามีสภาพปกติ และเปลี่ยนสรรพนาม จากเพื่อน มาเป็นหลวงพ่อนิพนธ์ ทุกครั้งที่เจอ ก็จะเข้ามากราบอดีตเพื่อน จนในกลุ่มเพื่อนแปลกใจ และเรียกหลวงพ่อแทนนับแต่นั้นมา

ปัจจุบัน คุณสมศักดิ์ ได้มาขอหลวงพ่อนิพนธ์ กลับไปมีภรรยา อีกครั้ง ทั้งที่อยู่ในวัยเดียวกัน คือ ย่างเจ็ดสิบแล้ว มีสภาพเหมือนคนปกติทุกอย่าง

หลังจากกลับไป ก็ไปเจอะเพื่อนเก่าอัสสัมชัญ ท่านหนึ่งที่เป็นมะเร็ง จึงพามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ให้ช่วย คำหนึ่งที่คุณสมศักดิ์บอกแก่เพื่อนท่านนี้ คือสิ่งที่ประสพมากับตน นั่นคือ ให้กราบหลวงพ่อนิพนธ์ และเปลี่ยนคำเรียกจากเพื่อน ไปเป็นหลวงพ่่อ ดั่งที่เขาเคยทำและประสพผล

คำตอบของเพื่อนท่านนี้คือ "ต่อให้กูตาย กูก็ไม่ทำ เพราะมันเป็นเพื่อนกู" หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้สติเพื่อนำไปคิด คือ "เพื่อนช่วยเพื่อนไม่ได้หรอก เพราะคนที่ช่วยได้ ต้องอยู่สูงกว่าคนที่ถูกช่วย" กระนั้นก็ตาม เพื่อนท่านนี้ก็ทำไม่ได้ และเสียชีวิตไปในที่สุด

มหากาพย์เรื่องนี้ จึงฝังใจในหมู่เพื่อน ทำให้เมื่อคุณพิศาล พาคุณธานินทร์ ออกจาก ร.พ. หนีการทำบายพาส และบอลลูน มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ด้วยเห็นตัวอย่างจากคุณสมศักดิ์ นั่นเอง ทุกวันนี้ เรายังได้ยินเสียงคุณธานินทร์ ที่ยังคงเจื้อยแจ่ว และดีกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ก่อนคุณพิศาลจะพามา ก็อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะร้องเพลงได้อีกแล้ว จนปัจจุบัน ผ่านมาสิบปี พร้อมกับคำเรียก หลวงพ่อนิพนธ์ และกราบทุกครั้งที่เจอ เฉกเช่นคุณสมศักดิ์ ที่ทำในอดีต

ใครจะเห็นอย่างไรก็ช่าง แต่คำหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนตรัส คือ "ของสูงเท่านั้น จึงจะดึงเราขึ้นที่สูงได้" แล้วเราจะทำอย่างไรดี ต่อ พระพุทธเจ้า ต่อแม่ชีเมี้ยน ต่อสมุนไพร ต่อหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ในเมื่อ "เพื่อนมันช่วยเพื่อนไม่ได้ คนเหมือนกัน ก็ช่วยใครไม่ได้เช่นกัน จึงไม่แปลกที่หมอเป็นโรค ยังช่วยตัวเองไม่ได้เลย"

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลูกคิดรางแก้ว


หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเตือนสมาชิกเสมอๆ ในประเด็นหนึ่ง นั่นคือ นิสัยที่เป็นคนชอบคิด ไม่ใช่เพื่อเอาเหตุเอาผล แต่เพื่อคำนวนเป็นเงินเป็นทอง อันเป็นนิสัยที่เคยชินเมื่ออยู่ที่บ้าน

ด้วยนิสัยนี้เอง ก็จะเริ่มดีดลูกคิดว่า ถ้าตัวเขาเองมารับสมุนไพรที่ชมรมคนรักสุขภาพนี้ เขาจะเสียอะไร ได้อะไร ไม่ใช่เรื่องความรู้ในการปฏิบัติ แต่หากเป็นเรื่องเงินเรื่องทองซะเป็นส่วนใหญ่ คนเหล่านั้น คิดว่า มาแล้วต้องเสียค่ารถเท่าไร ค่ากินเท่าไร และจะได้จากส่วนไหน อาทิเช่น ซื้อของจากตลาดหน้าชมรมซึ่งขายของถูกกว่าที่บ้าน จะประหยัดเท่าไร สุดท้ายสุด ประเด็นที่เขาคิดกลายเป็น คุ้มกับค่าเงินที่เสียไปในวันนั้นๆ หรือไม่

พฤติกรรมเช่นนี้น่าเสียดายยิ่ง เพราะหลวงพ่อนิพนธ์ สอนว่า สิ่งที่เขาได้ เขามองไม่เห็น หรือยังมองไม่เห็น แต่สิ่งที่เขาเสีย เขาเห็น เขาสัมผัสอยู่ตลอด ดังนั้น คนเหล่านี้ จึงคิดว่า ประหยัดการกินดีกว่า โดยนำมาจากบ้านเอง ถูกปากด้วย มาตัวเปล่าดีกว่า ไม่ต้องเสียอะไรให้ใคร ได้สมุนไพรกลับไป ยังได้ของถูกกลับบ้าน คิดแล้วยังมีกำไร

แต่สิ่งที่เขาเหล่านั้นคิด มันสวนทางกับแนวทางของแม่ชีเมี้ยนที่นำหลักของพระพุทธเจ้ามาให้อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุที่ หลักของพระพุทธเจ้าที่นำมาใช้ ในการแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ก็ด้วย "หลักตนพึ่งตน" จึงจำเป็นต้องมีส่วนของตนเอง เข้ามาร่วมอยู่ในสมุนไพรด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้สมาชิก ทำทางตรง คือ หิ้วสมุนไพรมากันตามความพร้อม มะกรูดห้าลูก มะพร้าวสองลูก พริกไทยขีดหนึ่ง ไพลสักโล มารวมกันเป็นส่วนกลาง เพื่อทำสมุนไพรแจก จะได้ชื่อว่าได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในหมวดนี้แล้ว

หรือจะเป็นการทำทางอ้อม คือการทานอาหาร หรือซื้อของกิน ในชมรม เพื่อนำส่วนต่าง คือ กำไร ไปซื้อสมุนไพรมาทำแจกสมาชิก ก็เป็นทางหนึ่งที่ทำได้เช่นกัน

แต่หากที่เรานำมา เกินส่วนของที่เรารับไป ส่วนเกินนั้น ท่านกล่าวว่า ก็เปรียบเหมือนเราทำทาน ดุจดังทำตนเป็นพระเวสสันดร นั่นเอง

การกระทำอย่างนี้ ทำให้ชมรมคนรักสุขภาพ สามารถดำรงอยู่ได้ โดยไม่ต้องตั้งตู้เรี่ยไร หรือร้องขอความช่วยเหลือจากภาคส่วนใดๆ และที่สำคัญ แสดงเอกลักษณ์ของพระพุทธเจ้า คือ "ตนพึ่งตน" ได้อย่างแท้จริง

หากแม้ไซร้ สมาชิกไม่ทำ ก็ไม่มีใครว่า เพราะคนประเภทนี้ สมัยพุทธกาล จัดเป็นประเภท "ชูชก" ซึ่งแม้จะดูว่าได้เปรียบผู้อื่น แต่ก็ยากจะประสพผลสำเร็จ ในการรักษาตน

สิ่งที่เราได้จากการสูญเสียในการทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ เราจะได้ชีวิตกลับมา ถ้ามีชีวิต ก็สามารถหาสิ่งที่ต้องการได้ แต่ถ้าไม่มีชีวิตแล้ว สิ่งที่คิดว่าจะรักษาไว้ ก็ทำไม่ได้แล้ว

ดังนั้น คนที่ดีดลูกคิดรางแก้วไว้ คิดว่าตนจะได้ กลับกลายเป็นผู้เสีย การเสียที่สำคัญยิ่ง คือ ชีวิตของตน ซึงมีค่ากว่าสิ่งใด คนที่ยอมเสีย กลับกลายเป็นผู้ได้ เพราะได้ชีวิตกลับมา สามารถไปแสวงหาสิ่งที่ต้องการได้

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ย้อนไปนับแต่ยุคถ้ำกระบอก บุคคลที่ประสพผล ในแนวทางของแม่ชีเมี้ยน จึงมีพฤติกรรม ที่เห็นเด่นชัด คือ มาเพื่อรับธรรมไปสร้างบุญ ถือสิ่งของมาเพื่อสร้างทาน เราจึงได้ยินเสมอๆ ที่คนเฒ่าคนแก่ สอนเรา คือ "หมั่นทำบุญทำทาน" นั่นเอง

ก็ถ้าแผ่นดินนี้ มีชูชกมากกว่าพระเวสสันดร เราก็เห็นว่า สถานที่นี้ก็ไม่ควรมีให้เป็นที่พึ่งแก่คนในแผ่นดินนี้ แต่เท่าที่ผ่านมา กิจกรรมนับแต่ปี 30 ก็เจริญเรื่อยมา ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่า มีผู้ประสพผล และมีผู้เลือกเดินตามแนวนี้ อยู่ไม่น้อย

อย่ามาที่นี้ ด้วยเหตุของกำไรขาดทุน แต่ควรมาด้วยเหตุของคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ให้เรามา เพื่อได้สมุนไพรไปล้างโรค ได้ธรรมไปล้างกรรม แล้วเราจะได้ชีวิตกลับไปทำในสิ่งที่อยากทำอย่างแน่นอน นี่คือ คำยืนยัน ที่หลวงพ่อนิพนธ์ พร่าสอนเสมอๆ

หยุดพฤติกรรม ดีดลูกคิด และกล่าวว่า "มาแล้วได้กำไร ยังได้สมุนไพรฟรีอีก" แล้วท่านจะเสียสิ่งที่มีค่าที่สุด คือชีวิตของท่านไป

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44