วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

สิ่งที่วิทยาศาสตร์๋ไม่รู้ และไม่มีวันรู้

วิทยาศาสตร์ ศึกษาสิ่งที่จับต้องได้ ดังนั้นในบัญญัติของวิทยาศาสตร์ในการรักษาโรค จึงไม่คำว่า อำนาจกรรม และ อำนาจธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้่าเรียกว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของโลก หรือ ปาฏิหารย์นั่นเอง

ก็ด้วยเหตุที่ว่า สองสิ่งนี้ ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ ที่สำคัญปฏิเสธไม่ได้ด้วย

หลักสมุนไพรของพระภูมี จึงผูกติดกับอำนาจธรรม เพราะระบุสาเหตุแห่งโรค ที่เกิดกับคน ว่าเกิดจากอำนาจกรรม ใครทำ ใครได้ ปฏิเสธไม่ได้เลย หลีกสักฉันใด ก็ไม่พ้น ไม่ว่าจะกินดี อยู่ดี อนามัยจัด แม้นกระทั่ง ไม่สบบุหรี่ก็เป็นมะเร็งปอดได้

และเมื่อระบุเหตุแห่งกรรม จึงสรุปได้ว่า โลกนี้ไม่มียารักษาโรค เพราะหากมีก็แสดงว่า ยานั้นมีอำนาจเหนือกรรม ซึ่งพระภูมีแสดงให้เห็นประจักษ์แล้วว่า สิ่งเดียวที่มีอำนาจเหนือกรรม ก็คือ ธรรม

สูตรสมุนไพรของพระภูมี จึงจำเป็นต้องมีสองขา จักทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งพาธรรม ทั้งคนทำให้และคนทาน

บทพิสูจน์อันเด่นชัด นั่นคือ พระถ้ำกระบอก และสำนักต่างๆ ที่แตกออกไปทั้ง ๗ สำนัก ที่ทยอยกันล่มสลาย จนกระทั่งองค์สุดท้ายที่จากไปด้วยมะเร็ง ล้วนแล้วแต่ใช้สูตรเดียวกัน แถมยังทำด้วยการห่มผ้าเหลืองอีกทั้งสิ้น

ยิ่งสมุนไพรที่ขายกันเกลือนกลาดในจอทีวีดาวเทียม ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีทางรักษาโรคได้อย่างแน่นอน

และยิ่งไปกว่านั้น ธรรมคำสอนที่แท้จริงของพระภูมี ก็ถูกกลบฝังดิน รอพระพุทธเจ้ามาสังคายนา ดังนั้น ธรรมที่มีเกลื่อนกลาดในโลกปัจจุบัน จึงเป็นของปลอมที่รอวันของจริงปรากฎโฉม มาฉีกหน้ากากเท่านั้นเอง

เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้เห็นว่า เพราะธรรมที่มีมันของเก๊ ผลที่ได้จึงเป็นลม ไม่มีบุญจริงๆ ที่มีอำนาจ มาคุ้มครองตน หรือช่วยตนได้เลย ก็ขนาดพระยังเป็นโรคเลย

แม่ชีเมี้ยน ย้ำให้เห็นในอำนาจธรรมว่า พระของพระภูมี เกือบแสนองค์ ไม่มีใครเป็นโรคเช่นนั้นดอก เพราะทุกองค์มีธรรม อันหมายความว่า มีบุญ และคนมีบุญ จักมีกรรมได้อย่างไร ในเมื่อบุญมีอำนาจเหนือ โรคมันเป็นบริวารแห่งกรรม เมื่อมีบุญ จะมีโรค เป็นไปไม่ได้

หากไอสไตน์ได้ฟังธรรมหมวดนี้ของแม่ชีเมี้ยน คำถามที่คาใจก่อนตายที่ว่า "ตัวเขาเชื่อว่า โลกนี้ต้องมีความแน่นอน นั่นคือ พระเจ้าไม่ทอดลูกเต๋าแน่" สมการพลังงาน ที่หายไปของเขา ที่แม้นตายก็ยังคิดไม่ออก ว่ามันคืออะไร ก็คือ พลังกรรมนั่นเอง ที่เป็นตัวกำหนดควบคุม พลังทุกชนิดในโลก

เคล็ดของการรักษาโรค จึงผ่านการใช้สมุนไพร รวมกับคุณธรรม คือ การให้ อันเป็นที่มาของพุทธพจน์ "เมตตาธรรมค้ำจุนโลก" นั่นเอง

ก็ฝรั่งไม่รู้จัก คำว่าทำให้ ... ค้นคว้าให้ตายก็ไม่ทางเจอยารักษาโรคหรอก คนที่เชื่อวิทยาศาสตร์ด้านอำนวยความสะดวก และรอว่าสักวันหนึ่งจะมียารักษาโรค .... รอไปเถอะ ฝันที่ไม่มีวันมาถึง

ด้วยเคล็ดอันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การหายโรคจึงเป็นไปได้ และไม่ใช่เรื่องยาก ก็เพียงแต่เดินตามรอยที่พระภูมีทิ้งไว้ให้ นั่นคือ สุขไม่ได้เกิดจากการแสวงหามาเพื่อตน หากแต่การทำเพื่อให้เกิดสุขแก่ผู้อื่น แล้วสุขนั้นจะย้อนมายังตนต่างหาก

เชื่อวิทยาศาสตร์ ก็แสวงหากำไรสูงสุด เชื่อพระพุทธเจ้า ก็แสวงหากำไรแต่น้อย เพราะกำไรเกินกว่านั้น มันบาป .... จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า พ่อค้าเหล็ก พ่อค้าข้าว เป็นมะเร็งได้โดยวิธีใด ก็เพราะกำไรที่เกินไปนั่นเอง ... หาใช่เป็นเพราะกินโน่น สูบนี่ แล้วทำให้เป็น ดั่งที่วิทยาศาสตร์ใช้อ้างไม่

เกทับ

ด้วยเหตุที่ติดต้องเดินทางไปบิณฑบาตรผลไม้ ที่ จ.ชุมพร หลวงพ่อนิพนธ์ก็ขอเลื่อนการไปเซ็นต์รับที่ดิน ที่ทางพม่าจัดให้ แต่กระนั้นก็ตอบรับในการตั้งศูนย์ในพม่า

หากแต่ความไม่มั่นใจของพม่า หรือจะเป็นที่ความกระตือรือล้น วันพฤหันที่ผ่านมา ท่าน ส.ว. ของพม่า ได้เดินทางมายังชมรม และนำหนังสือมาให้เซ็นต์ถึงชมรม ...

ด้วยเห็นในความต้องการอย่างจริงจังของพม่า คนไข้ชุมพรก็แสดงพลัง จนเราเรียกว่า เป็นการเกทับทางฝ่ายพม่า ในการไปบิณฑบาตรผลไม้ ให้หลวงพ่อนิพนธ์ดู

เริ่มจาก ข่าวการมาเยือนของหลวงพ่อนิพนธ์ คนไข้สารพัน ก็รวมตัวกัน มาเก็บลองกองให้ ในขณะเก็บ ก็คุยกัน และชี้ให้หลวงพ่อนิพนธ์ดู คนโน้นที่ปีนอยู่ นั่นมะเร็งปอด คนที่ปีนกิ่งโน้น นั่นมะเร็งลำไส้ ...

และที่เป็นที่ติดตา ก็คือคนไข้รูมะตอยด์ที่ยังคงต้องนั่งรถเข็น เห็นหลวงพ่อนิพนธ์มา ก็ลืมเจ็บ ลุกขึ้นมาช่วยเก็บลองกองใส่ตะกร้า เดินไปเดินมาได้ทั้งวัน จนต้องทัก นึกได้ ก็กลับไปนั่งรถเข็นต่อ

ตามมาด้วยนายทหารระดับสูง ที่นั่งรถเข็นมาหลายปี ขับรถจี๊บ เดินลงมากราบหลวงพ่อนิพนธ์ เรียนว่าหายแล้วครับ พร้อมกับเล่าเรื่องของตน ที่อารามดีใจเกินเหตุ พอเดินได้ปุ๊บก็เลยรีบไปบอกนาย นายเลยบอกว่า เออดีแล้ว หายแล้วฉันจะย้ายแกไปอยู่สงขลา เล่นเอาวงคนไข้ฮาเลย

หลังจากบิณฑบาตรเสร็จ กลุ่มคนไข้ของชุมพร ก็แสดงความอยากได้ศูนย์ที่ชุมพร โดยเริ่มจากพาดูเนื้อที่ จำนวน ๑๕๐ ไร่ ที่ล้อมรอบด้วยลำธารตลอดพื้นที่ ที่จัดเตรียมยกให้ในการตั้งศูนย์

และก็แสดงพลัง โดยการรวมตัวของคนไข้ นับพันคน พร้อมกับข้อเสนอหากมีการจัดตั้งศูนย์ที่จังหวัดชุมพร แบบเรียกเกทับฝั่้งพม่าเลยก็ว่าได้ นั่นคือ คนไข้ทั้งหมดจะรับหน้าที่จัดหาวัตถุดิบสมุนไพรทุกตัวมาให้ โดยไม่ต้องให้หลวงพ่อนิพนธ์ต้องกังวลในส่วนนี้

เห็นพลังของคนไข้ชุมพรและใกล้เคียง คิดว่า ด้วยน้ำใจอันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็คงยากจะปฏิเสธ ในการตั้งศูนย์เป็นแน่แท้

กลับมาจากชุมพร มาวันพฤหัส ก็มีกรรมการชุดใหญ่ รวมตัวกันมา ร้องขอหลวงพ่อนิพนธ์ ว่า คณะของพวกเขา เป็นคณะของ แถบอีสาน คือ จ.กาฬสินธุ์ อยากจะให้หลวงพ่อนิพนธ์พิจารณาจัดตั้งศูนย์ที่นั่นด้วยเช่นกัน

ไปๆมาๆ ที่อื่น ล้วนเสนอตัว และรู้ดีว่า ข่้อด้อยของสถานที่นี้ คือ การขาดความร่วมมือของคนไข้ โดยเฉพาะวัตถุดิบ กลายมาเป็นข้อเสนอที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องคิดหนัก

วันเวลาผ่านไป ในอดีตที่ผ่านมา ด้วยความอยากทำให้สมุนไพรเป็นที่ยอมรับ จึงต้องกล้ำกลืนกับนิสัยของคนไข้ ที่ส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้กิจกรรมดำเนินไปอย่างล่าช้าและยากลำบาก

มาวันนี้ หลายส่วนอยากได้ อยากมี ล้วนเสนอตัวมา เป็นทางเลือกให้หลวงพ่อนิพนธ์ .... คำพูดเล่นๆจึงแว่วออกมา "ตอนนี้เราไม่ง้อแล้ว ไปทำที่ไหนก็ได้ ที่เขาพร้อมจะสนับสนุน พูดแล้วฟัง ฟังแล้วทำตาม ไม่ต้องมาเหนื่อยกับพวกที่พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เสียเวลาทั้งคนทำ และคนมา ไม่ได้ผลด้วยกันทั้งคู่"

แค่สวดมนต์ก็ต่างกันลิบลับ ไปดูชุมพรโน่น เวลาเขาฟัง นี่เงียบกริบ เห็นแล้วไม่น่าแปลกใจว่าทำไม คนทางโน้นจึงหายโรคกันจนมากมาย และโจษจัน กลายเป็นที่นิยม




วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

ไม่ไปก็ไม่ได้

ในขณะที่พม่าก็มาแรง ในการให้การสนับสนุนกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์

ฝั่งชุมพรก็ไม่ยอมน้อยหน้า แม้นอุปสรรคใหญ่คือระยะทางที่ค่อนข้างไกล

หัวหอกในการหาทางสนับสนุนกิจกรรมของชมรม ก็ริเริ่มจากไฮโซหญิงที่ห่างหายจากวงการไปหลายปี ด้วยอาการป่วยด้วยโรครูมะตอยด์ กำเริบจนต้องนอนอยู่กับบ้านอย่างเดียว

แต่มาวันหนึ่งคนในวงการไฮโซของชุมพรและภาคใต้ ก็ต้องตะลึงเมื่อเธอขับรถ ไปเยี่ยมเพื่อน และกรีดกรายเข้าวงสังคมของไฮโซอีกครั้ง ด้วยสภาพเหมือนคนที่ไม่เคยเป็นอะไรมาเลย

เธอผู้ซึ่งมีกิจการหลายอย่าง และหนึ่งในนั้น คือ สวนลองกองที่มีชื่อของชุมพร ปีนี้ เธอจึงบอกกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ผลผลิตทั้งหมดของสวนของเธอปีนี้ไม่ขาย ยกให้หลวงพ่อนิพนธ์ทั้งหมด

หากแต่คำขอร้อง นั่นคือ อยากให้หลวงพ่อนิพนธ์ไปรับที่สวนของเธอ ด้วยตนเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ก็จึงต้องถ่อสังขารลงชุมพร เพื่อไปรับลองกอง พร้อมกับข่าวนี้ได้แพร่เข้าไปในหมู่คนไข้ชุมพรที่เป็นเจ้าของสวน

ก็เหมือนบิณฑบาตผลไม้อย่างไงอย่างนั้น

ลองกองชุดแรก เจ้าของบอกว่าคนป่วยช่วยกันซื้อ ได้เงินมา แปดหมื่นกว่าบาท หลวงพ่อนิพนธ์บอกเพิ่งรับเงิน คุณอ้อเดินมาบอกว่า ยาตาหมด ก็ถูกโยกย้ายไปซื้อวัตถุดิบทำยาตาทันที หมดไปแสนบาท เข้าเนื้ออีกหมื่นกว่าบาท

ยาตาชุดนี้ จึงทำด้วยความเข้มข้น เต็มสูตร เพราะที่มาของวัตถุดิบ ค่อนข้างสมบูรณ์ เกิดจากการให้ มาจากลองกอง มาจากน้ำใจคนป่วย ....

อันจะเห็นว่า เมื่อหยอดยาตาชุดนี้ แต่ละคนร้องไห้ร้องห่ม น้ำตาไหลพราก ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อทำตามครรลอง ฤทธิ์ของสมุนไพร ย่อมรุนแรง

นี่คือผลแห่งการให้ ดังนั้น การเชิญครั้งนี้ ไม่ไปก็คงไม่ได้แล้ว เพราะนี่คือหนทางที่ถูก เริ่มต้นทางมาจากการให้ และวันใด โรงทาน เต็มไปด้วย มะกรูด มะพร้าว พริกไทย ดีปลี ... ที่แต่ละคนหิ้วมาให้ แล้วถูกนำมารวมกันเป็นสมุนไพร .... วันนั้นแหละฤทธิ์จุะระเบิดเถิดเทิง ไม่เหมือนสมุนไพรที่มาจากวัตถุดิบที่ถูกขูดรีดจากพ่อค้าเช่นทุกวันนี้ นึกจะขึ้นราคา ก็ขึ้นได้ ขึ้นเอา


วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

คาใจ

สุภาพสตรีท่านหนึ่ง ไม่เคยมายังสถานที่แห่งนี้เลย หากแต่เห็นแม่และน้องของตน เดินทางมาฟื้นฟูตนที่สถานที่แห่งนี้วันแล้ววันแล่า

สภาพของแม่และน้อง ที่หันหลังให้โรงพยาบาล แล้วมาเดินตามทางเลือกสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็ดีวันดีคืนขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มสงสัยก็คือ ทำไมไม่เห็นแม่กับน้องเตรียมเงิน เหมือนเมื่อครั้งไปโรงพยาบาลเลย

จนวันหนึ่งก็อดรนทนไม่ได้ ต้องถามแม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ที่นี่เขาแจกสมุนไพรฟรี ทุกอย่างฟรีหมด จะมีก็แต่ค่ากิน แล้วก็ซื้อของที่ขายในชมรมก็เท่านั้น จึงไม่ต้องใช้เงินมากเหมือนไปโรงพยาบาล

ในใจของเธอก็คิดว่า คงมีคนไม่เท่าไร สถานที่นี้จึงแจกให้ฟรี

จนวันหนึ่งเมื่อมีเวลาว่าง ขอคุณแม่ติดตามมาด้วยความอยากเห็น อยากดูว่าสถานที่นี้ เป็นอย่างไร

เมื่อมาเห็นคนก็ตกใจว่าทำไมมันมากกว่าที่เธอคาดคิดมากนัก และเมื่อเดินสำรวจตรวจตราดูกิจกรรมของชมรม ไปดูโรงสมุนไพร ดูคนเขาล้างขวด

ดูไปดูมา ก็เกิดคำถามคาใจ จนอดรนทนไม่ได้ เมื่อมีโอกาสพบหลวงพ่อนิพนธ์ จึงเอ่ยถามทันทีว่า "หลวงพ่ออยู่ได้อย่างไร"

คำตอบที่ได้คือ ในอดีต ก็เริ่มจากคณะกรรมการ ที่มีฐานะ เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรม ส่วนสมุนไพร ก็เป็นส่วนที่ท่านรับผิดชอบ

หากแตวิธีการนั้น ยังไม่อยู่ในรอยของพระภูมี ก็ค่อยปรับเปลี่ยนมาเป็นตามหลักตนพึ่งตน นั่นคือ ดำเนินการด้วยวิธี "หมูไปไก่มา" คนป่วยที่มา ก็ช่วยสละแรงกายส่วนหนึ่ง จิตอาสา ช่วยทำของมาขาย และคนป่วยก็ช่วยกันซื้อ นำเงินกำไรที่ได้ มาใช้จ่าย

ก็อย่างที่เห็น วงจรนี้ต้องทำความเข้าใจกับผู้ป่วย ซึ่งได้รับการตอบรับพอสมควร หากแต่ยังไม่ถึงขั้นที่เลี้ยงตนได้ ก็อาศัยคนใกล้ชิดที่เข้าใจ และพอมีฐานะ สนับสนุนในส่วนที่ขาดให้ตลอดมา

วงจรนี้ จึงต้องพยายามลดรายจ่ายหลักคือค่าสมุนไพร ด้วยการพยายามหาแหล่งที่ถูก หากมาจากการปลูกเองได้ ก็ยิ่งเข้าเป้า มาวันนี้ก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ได้รับการสนับสนุนจากพม่า

หากวงจรการพึ่งตนเองสมบูรณ์ นั่นก็หมายถึง สามารถดำเนินกิจกรรม ไปในทิศทางที่ต้องการ โดยไม่ต้องงอนง้อ ความช่วยเหลือจากภาคส่วนอื่นๆ

การช่วยกันซื้อของในชมรม หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เป็นดั่ง เรือล่มในหนอง ทองไม่ไปไหน เพราะผลของการซื้อ ได้มาซึ่งกำไร ก็ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เงินส่วนนี้ ก็ถูกนำมาแปรให้เป็นสมุนไพร ไปให้สุขแก่คนป่วย ซึ่งผลอันนี้ ย่อมย้อนกลับไปยังผู้ซื้อ อันเป็นเจ้าของเงิน

จะเสียดายก็เพียงแต่ คนที่ทำตามมันยังมีไม่มากนัก ประการหนึ่ง หรืออาจจะเป็นเพราะคนติดที่นิสัยตน ติดในความสบาย หรือติดในรส ที่ซึ่งก็ต้องยอมรับความจริงในข้อนี้ว่า อาหารและของที่ขายในชมรม ที่จิตอาสาช่วยกันทำ รสชาดคงไม่ดีเท่าที่ขายกันในร้านคาชื่อดังต่างๆ

หากแต่เหตุผลในการทาน ที่ควรนำมาพิจารณา นั่นคือ การทานเอาบุญ หนึ่ง และการฝึกฝนนิสัย คือ การทานไม่เอารส ตามแบบพระภูมีหนึ่ง หากจะให้ลึกซึ้งกว่านั้น รสชาดที่บังเกิดในใจต่างหาก ที่ผู้ทานพึงรู้สึกได้ เพราะการทานนี้เป็นการทานเพื่อเป็นบุญ เพื่อให้สุขแก่ผู้อื่น คิดได้แค่นี้ อาหารและขนม ผลไม้ ในที่นี้ ไม่ว่าจะรสชาดใด ก็ให้สุขอันล้นพ้นแล้ว หาทานที่ไหนไม่ได้

ก่อนลากลับ สุภาพสตรีท่านนี้ จึงกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ตัวของเธอเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ใหญ่ ฉบับหนึ่ง อยากนำเรื่องราวไปลง จะได้ไหม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แค่นี้ตอนนี้ก็ภาระมากแล้ว ไม่ต้องเขียนเชียร์หรอก หากอยากไปลงจริง ก็เขียนเป็นกลางๆ ว่า ณ วันนี้ มีทางเลือกสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ให้เป็นทางเลือกสายใหม่ อีกสาย เท่านี้ก็พอ

เย็นวันนั้น เธอ แม่และน้อง ก็กลับบ้านพร้อมสมุนไพร และหิ้วขนม ผลไม้ติดมือกลับบ้าน ... หายคาใจเสียที

สถานที่นี้ พูดความจริง ไม่กลอกกลิ้ง ให้เหตุและผลเพื่อพิจารณา การมาจึงมาด้วยความยินดี หากไม่ยินดี ไม่บังคับ .... หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า ควรลุกและเดินออกไป เหลือแต่คนที่เชื่อและศรัทธา มาเดินร่วมกัน แล้วดูผล ... พร้อมที่จะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน หากไม่ถึงพรหมลิขิต รับรองไม่ตายแน่ ..... สู้กันให้ถึงฏีกา วัดกันที่ใจ ... จะได้ทั้งชีวิต และหายโรคอย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556

ข้ามขั้น

หลายคนที่มาใช้ทางเลือกสมุนไพร ก็พกพาความหวังมา และพุ่งเป้าไปที่การหาย เป็นสำคัญ

คำถามที่มักถามเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความอยากเล่าอาการที่เป็นอยู่ของตนเอง ให้ฟัง หรือ อยากพบหลวงพ่อนิพนธ์ ด้วยคาดหวังว่า พบแล้วความหวังของตนก็จะประสพผล

หากแต่ความเป็นจริง สิ่งที่ทุกคนควรกังวล อันเป็นพื้นฐานในการใช้ทางเลือกสมุนไพร ก็คือ การทานสมุนไพรได้ และการทานอย่างถูกต้อง ทำอย่างไร เป็นกระไดขั้นแรก

ดังนั้น ในระยะเริ่มต้นของการมา จึงควรศึกษาว่าสภาพที่คนป่วยเป็น สมุนไพรตัวใดทานได้ ตัวใดยังทานไม่ได้ และเรียนรู้วิธีการทดสอบความพร้อมในการทานสมุนไพร เพื่อให้ทานสมุนไพรได้ครบทุกชนิดที่จำเป็นแก่การฟื้นฟูตน เป็นสำคัญ

และเรียนรู้สภาพที่พึงจะเกิด ในเส้นทางการทานสมุนไพร รวมทั้งวิธีการรับมือ นั่นคือ การเรียนรู้เขา รู้เรา ในลำดับต่อไป

เราจึงอยากให้คนไข้ใหม่ๆ ต้องเน้นศึกษาหาวิธีที่ทำให้ร่างกาย ได้รับอาหาร และสมุนไพร ก่อนเป็นสำคัญ

อาทิเช่น คนไข้โรคเบาหวาน วิทยากรก็บรรยายว่าต้องทานของหวาน แต่ควรทานแบบไหน สมุนไพรบางตัว เช่นสมุนไพรมะกรูด ที่มีความจำเป็นแก่ผู้ป่วยทุกคน หากเจ้าหน้าที่บอกว่า ยังไม่ให้ เพราะร่างกายเรายังไม่พร้อม จะรู้ได้อย่างไรว่า ร่างกายเราพร้อมแล้ว

สมุนไพรที่ไม่เคยใช้ เมื่อได้รับมาก็ควรศึกษาวิธีการทำ และวิธีทาน อาทิ ยาระบาย มีเทคนิคการต้มอย่างไร วิธีทาน ทานแค่ไหน

นั่นหมายความว่า ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องอื่น อาทิ ปรึกษาในอาการที่เป็นอย่างละเอียด หรือ พูดถึงการหายโรค เพราะหากพื้นฐาน คือ การทานสมุนไพร ในตอนเริ่ม ยังทานไม่ได้ ทางเลือกนี้ก็ถูกปิดตั้งแต่เริ่มแล้ว ไม่มีวันถึงวันนั้นหรอก

ไม่อยากได้ยินเลย เมื่อคนไข้คุยกันว่า นำสมุนไพรเขียวไปอุ่นทาน ทานยาปอด ทั้งที่ยังเย็นๆ

นั่นคือ กระไดขั้นแรกยังไม่ผ่านเลย คุยถึงยอดเจดีย์แล้วนั่นเอง ... ลองตรวจสอบดูว่า สิ่งที่เราทำ เราปฏิบัติ ในการทานสมุนไพร ถูกต้องตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ก่อนดีไหม ...

ลองถามตัวเองดู มาตั้งนานแล้ว รู้ไหมว่า สมุนไพรเขียว ทำอะไรได้บ้าง มีคุณสมบัติเช่นไร สิ่งไรที่ไม่ควรทำเมื่อจะใช้หรือทานสมุนไพรเขียว

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

คนสองแผ่นดิน

คำเชิญของพม่า ในการจัดตั้งศูนย์ ทั้งยาเสพติด และโรคเอดส์ ก็ได้การตอบรับจากหลวงพ่อนิพนธ์

หากแต่สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ยังคงให้ดำรงอยู่ ด้วยความรักในพี่น้องร่วมแผ่นดินเกิด หรือจะเป็นการตอบแทนแผ่นดินเกิด นั่นก็คือ ชมรมคนรักสุขภาพ

ทางพม่า ก็ไม่ขัดข้อง ในการดำเนินการให้สถานะของหลวงพ่อนิพนธ์ เรียกว่าเป็นคนสองแผ่นดิน มีบัตรประชาชนทั้งไทยและพม่า พร้อมที่จะอำนวยความสะดวก ตามความประสงค์ของหลวงพ่อนิพนธ์

นั่นหมายความว่า ในกรณีของคนไข้ยาเสพติด และคนไข้เอดส์ ก็ยังคงต้องข้ามไปฝั่งพม่า ในขณะที่คนไข้อื่น ก็สามารถใช้บริการของชมรมคนรักสุขภาพได้ต่อไป

เราคาดว่า อย่างเร็วก็ประมาณครึ่งปี หรืออย่างช้าก็ไม่น่าเกินหนึ่งปี หลังจากการเปิดศูนย์ในพม่า สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จะกลับไปยืนยังจุดสูงสุดดังเช่นอดีตถ้ำกระบอกอีกครั้ง

ด้วยเพราะความสมบูรณ์ของวงจรการให้ นั่นเอง รวมกับอำนาจของศาสนา หรือ บุญญาธิการของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ สองขาของการบรรลุ ลาภอันประเสริฐ คือ ความไม่มีโรค อันได้แก่ บุญล้างบาป สมุนไพรล้างโรค ทำให้คนป่วย ได้มีโอกาสทำได้ครบองค์ ผลที่บังเกิดจึงเห็นผลเร็ว และเฉียบขาด

เราก็ได้แต่หวังว่า ของดีที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ จะยังคงสามารถมีที่ยืนในแผ่นดินไทย ... ไว้ให้ลูกหลานของเราท่านได้พึ่งพิง

การรบพุ่งของไทย พม่า ในอดีต จะเปลี่ยนเป็นการเกื้อกูลกัน ด้วยสมุนไพร ทำให้สองชนชาติกลายเป็นมิตรที่ดีต่อกัน อยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทร และบันทึกเป็นหน้าประวิติศาสตร์ แทนการเข่นฆ่าแย่งชิงในอดีต

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า อย่างน้อยเป้าประสงค์ในการทานสมุนไพร ที่นอกจากการหายโรค ก็ควรที่จะทำตนรอ พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ได้ใช้ พ.ศ. ที่ ๑ ได้ฟังและรับธรรม มาปฏิบัติเป็นบางสิ่งบางอย่าง แค่นี้ก็นับว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว


อะไรก็เป็นใจ

เมื่อฟ้าเปิดให้ทางพม่า ปัญหาสำคัญก็คือ พูดกันไม่รู้เรื่อง นั่นก็คือ ภาษาเป็นอุปสรรค

วันดีคืนดี ฟ้าก็เตะส่งคนไข้รูมาตอยด์ ชาวยูนาน มาให้หลวงพ่อนิพนธ์ ผู้ซึ่งสามารถพูดได้หลายภาษา ทั้งไทย จีน พม่า ... ซะงั้น

ผ่านการทานสมุนไพรมาเกือบสองเดือน สภาพที่หงิกงอ ทั้งตัว ก็เริ่มกลับมาเดินได้ ช่วยตัวเองได้

และความซาบซื้งในเมตตาของหลวงพ่อนิพนธ์นี้เอง คนไข้ก็ขันอาสาเป็นล่ามในการสานสัมพันธ์ติดต่อกับทางพม่าให้

เราจึงนึกหวนไปที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้อุบัติ เหตุการณ์จะพลิกผันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่ากรรมที่รุนแรงขึ้น หรือ ธรรมและสมุนไพร ที่จะต้องแรงขึ้นตามกรรม

นั่นหมายความว่า หากปรับตัวไม่ทัน เราท่านก็อาจตกขบวน อันหมายความ ข้อปฏิบัติก็จะเข้มข้นขึ้น ประตูบุญที่เคยเปิดหลายบาน ก็จะปิดลงทีละบาน จนท้ายที่สุด จะกินข้าวแกงเอาบุญยังทำไม่ได้เลย เพราะเขาแจกให้ทานฟรีเสียแล้ว จะเหลือก็เพียงประตูเดียวให้วัดกัน นั่นคือใช้ธรรม อยากได้บุญต้องปฏิบัติอย่างเดียว ...

จึงนึกสงสัยว่า ตอนนี้ประตูบุญยังพอมีอยู่หลายบาน กลับปฏิเสธไม่เห็นค่า ไม่เร่งรีบทำ เมินข้าวแกง เมินซื้อน้ำ ซื้อของ อีกหน่อยเมื่อกลับไปเหมือนยุคถ้ำกระบอก แล้วไซร้ ประตูเหล่านี้ก็จะถูกปิด พระให้ข้อปฏิบัติไปทำ ดูผลสามเดือน ทำไม่ได้ ก็ไล่กลับ ไม่ให้ทานสมุนไพร เมื่อนั้นแล้วจะหนาว

ตอนนี้ทานสมุนไพรก็เล่นตัว ทำสมุนไพรเป็นไก่รองบ่อน อยากมาก็มา ไม่อยากก็หยุดซะงั้น ไว้เขาเล่นตัวบ้าง ใครหยุด ก็ไล่ออก แล้วจะหนาว

คำของหลวงพ่อนิพนธ์ ดูกล่าวเล่นๆ แต่ถ้ามาถึงเมื่อไร ก็จะรู้สึก นั่นคือ "ท่านขาดคนไข้ไม่เป็นไร แต่หากคนไข้ขาดท่านแล้วจะรู้สึก"

เหมือนบรรดากรรมการ ที่ทิ้งสมุนไพรไป เมื่อวันเวลาผ่าน ก็ติดต่อขอหลวงพ่อนิพนธ์เพื่อขอกลับมาทานอีก นับร้อยกว่าชีวิต .... แต่ต้องเจอให้ร้องเพลงรอไปก่อน ....

ขอย้ำ ... หลักของแม่ชีเมี้ยน ... นี่แหละของจริง

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

ดีใจหรือเสียใจดี

การมาเยือนของคณะจากพม่า ยี่สิบกว่าชีวิต นับว่ามีผลเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อมูลนิธิไทยกรุณามากในความคิดของเรา

เพราะคณะที่มานี้ เรียกได้ว่าเป็นเครือญาติของนายกรัฐมนตรี ถึงสามคนของพม่า เรียกว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลของพม่าก็ได้ โดยเฉพาะท่านรัฐบุรุษ

หลังจากการมาร่วมสมัครเป็นคณะกรรมการของมูลนิธิ คณะบุคคลเหล่านี้ ได้เสนอให้หลวงพ่อนิพนธ์เข้าทวาย เพื่อเลือกสถานที่ในการปลูกสมุนไพร

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงเข้าไปดู และทางคณะของพม่าได้เสนอทำเลที่เหมาะสม ให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ที่ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างบ้านพุน้ำร้อนกับทวายพอดี มีพื้นที่่จำนวนประมาณสามร้อยไร่

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ได้ตอบรับในพื้นที่ที่เสนอมา และในพื้นที่นี้เอง มีน้ำตกส่วนตัว และมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ อยู่ใกล้หมู่บ้านประมาณพันกว่าหลังคาเรือน ซึ่งคณะของพม่า รับอาสาที่จะจัดจ้างคนงานเพื่อทำการปลูกสมุนไพร รวมทั้งจัดหาเครื่องมือ อาทิเช่น รถไถ ...

ทั้งนี้ แม้นว่าระบบไฟฟ้าของพม่ายังเข้าไม่ถึงเขตนี้ หากแต่พื้นที่นี้ ได้จัดสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังน้ำตกไว้ใช้เอง

วันนี้ ทางคณะพม่าจึงเชิญหลวงพ่อนิพนธ์เข้าไปอีกครั้ง เพื่อเซ็นต์สัญญาในการยกพื้นที่ให้ใช้ เนื่องจากกฎหมายพม่าไม่อนุญาตให้คนต่างชาติเป็นเจ้าของ โดยระบุระยะสัญญาเป็นเวลา ๓๐ ปี

หากแต่การเซ้นต์สัญญานี้ แนบคำร้องขอในนามรัฐบาลพม่ามาให้หลวงพ่อนิพนธ์พิจารณา อีกเรื่องหนึ่ง

นั่นคือ เมื่อรัฐบาลไทยไม่สนับสนุนในการจัดตั้งโครงการบำบัดยาเสพติด และฟื้นฟูคนไข้เอดส์ ในนามของรัฐบาลพม่า จึงขอให้หลวงพ่อนิพนธ์เลือกพม่าเป็นศูนย์จัดตั้งแทนได้หรือไม่

หากหลวงพ่อนิพนธ์ตกลง ทุกอย่างในการจัดตั้งศูนย์ทางรัฐบาลพม่าจะดำเนินการให้ทั้งหมด

ในวันนี้ ในการเซ็นต์สัญญา หลวงพ่อนิพนธ์ก็จะให้คำตอบแก่คณะของพม่าในคำเชิญนี้ด้วย

นั่นหมายความว่า ในอนาคต หากคนไทยจะต้องการบำบัดยาเสพติด หรือฟื้นฟูคนไข้เอดส์ หลวงพ่อนิพนธ์ จะไม่เปิดรับในแผ่นดินไทย ต้องข้ามไปพม่าแทนนั่นเอง

และก็มีความเป็นไปได้สูงที่หลวงพ่อนิพนธ์จะตอบตกลง เพราะความต้องการช่วยเพื่อนมนุษย์ และเบื่อหน่ายกับผู้มีอำนาจทั้งหลายในประเทศไทย ที่เห็นแก่ความโลภ ไม่สนพี่น้องคนไทย จ้องแต่รังแก ... ก็ดูอย่างกฎหมายเฮงซวยที่ ให้พริก .. กลายเป็นพืชอันตรายต้องขึ้นบัญชี จนถูกด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง

ได้แต่สงสัยว่า แทนที่พี่น้องคนไทยจะรวมตัวก่อม็อบ ให้คนเหล่านั้นเปลี่ยนพฤติกรรม กับไปเป็นม็อบให้คนเหล่านั้นแทน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่าคนไทยไม่เอาศาสนา ... ของดีๆ มาบังเกิด มันจึงเกิดไม่ได้ ในอดีตถูกเผาเมืองชิงทอง มาวันนี้ เสียมากกว่าทองครั้งกรุงศรีมากมายนัก

ใจหนึ่งก็ดีใจที่สมุนไพรจะได้เกิดแสดงแสนยานุภาพอย่างเต็มที่ให้เป็นทางเลือกของมนุษย์ อีกใจหนึ่งก็สุดแสนจะเสียดายของดีที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ น่าจะอยู่ในแผ่นดินไทย .... แต่จะทำไงได้ คนไทยเขาไม่เอา

คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่เราไม่อยากเชื่อ มาวันนี้ไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นจริง ... ดังก้องในหู "กรรมอะไรของคนไทย ช่างโง่เง่าเบาปัญญาน่าใจหาย สิ่งดีๆ มาบังเกิด กลับมองไม่เห็น"

สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ไปไหนๆ ก็ได้ยินว่า สิ่งโน้นศักดิ์สิทธิ์ สิ่งนั้นศํกดิ์สิทธิ์ เต็มบ้านเต็มเมือง เต็มโลกไปหมด

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนที่ยังมีกรรมดีอยู่

ก็เพราะตอนเราท่านดีๆ ไปกราบไปไหว้ ก็ได้สมหวัง หากแต่ความสมหวังที่เกิด หาใช่จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นดลบันดาลไม่ เป็นด้วยเหตุแห่งกรรมดีที่ได้ทำมาแล้วในอดีตต่างหากที่ส่งผลให้

บทพิสูจน์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่แท้จริง ที่เป็นที่พึ่งของมนุษย์ ย่อมต้องเกิดเมื่อกรรมที่ทำมาสนองให้เป็นทุกข์ นั่นเอง อันเป็นที่มาว่า สถานที่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเต็มไปด้วยคนทุกข์

การพิสูจน์จึงง่ายดายยิ่ง นั่นคือ นำคนที่เป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ เป็นโรคที่หมอไม่รับ ไปถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยนั่นไง เจ้าแม่ดี ก็เอามะเร็งไปถวายเจ้าแม่ หากเจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ก็ต้องช่วยให้หายมะเร็งได้ อะไรศักดิ์สิทธิ์ ไปถวาย...

ผลก็คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง ที่ยามมีกรรมดี ไปกราบไหว้ แล้วได้ผลจากกรรมดีที่ทำ ก็เผ่นป่าราบ หนีกันหมด ปฏิเสธกันวุ่น หนักกว่านั้น ที่ตั้งตนเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ บางทีกลับเป็นโรคงอมเสียเอง ก็ทำไมมีฤทธิ์ มีบุญ จึงงอมพระรามอย่างนั้นเล่า ไม่เอามาช่วยตน

คำสอนตอนหนึ่ง ในการนำคณะไปเยี่ยมชมพระธาตุอินทร์แขวนของพม่า ที่เห็นคณะที่ติดตามไปไหว้พระธาตุกันใหญ่ นั่นคือ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนว่า จำไว้นะลูก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่ไปอยู่กับอิฐกับปูน กับสิ่งไม่มีชีวิตหรอก เพราะมันสอนมนุษย์ไม่ได้ ทำให้มนุษย์เป็นปูชนียบุคคลไม่ได้

และที่สำคัญ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา นั่นคือ "ธรรม" มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ไม่ต้องให้ใครสร้าง แม้นแต่พระภูมี ก็ไม่ได้ทำตนจนศักดิ์สิทธิ์ หากแต่ทำตนเป็นผุ้มีคุณสมบัติ และเป็นผู้ถืออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือ ธรรม และมีสิทธิ์ให้อำนาจนี้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติไปช่วยตน นั่นคือ สาวก

ดังนั้นการกราบไหว้ พระพุทธ จึงทำให้เกิดความร่มเย็นไม่ได้ หากแต่การนำธรรมคำสอนไปปฏิบัติต่างหาก นั่นคือ การกราบไหว้พระพุทธที่แท้จริง และเกิดความร่มเย็นในชีวติ

พุทธวจนะที่ทรงตรัส จึงมีว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต"

บุญของพระภูมี อยากได้ ก็จึงหาใช่เพียงนำกายไปไหว้พระพุทธ หากแต่ต้องน้อมนำเอาธรรม บางสิ่งบางอย่าง มาปฏิบัติ ให้เกิดสุขแก่มนุษย์และสัตว์ .... ลดนิสัยลงเป็นบางสิ่งบางอย่าง จึงบังเกิดเป็นบุญ

การหายโรค ด้วยแนวทางพระภูมี จึงว่าง่ายก็ง่าย ยากก็ยาก เพราะเมื่อมีสมุนไพรแล้ว ก็แค่ปรับเปลี่ยนนิสัยพฤติกรรม ลดนิสัยลงบางสิ่งบางอย่าง เท่านั้นเอง เคยโกรธคน ๒๔ ชั่วโมง ก็ลดน้อยลง เริ่มจากเหลือ ๒๓ ... ๒๒ จนทำไม่โกรธได้ แม้นเพียงข้อเดียว โรคก็เผ่นป่าราบแล้ว

หากแต่มาทานสมุนไพร แล้ว พฤติกรรมนิสัยยังอยู่ครบ ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงตอกย้ำว่า ... ไม่มีทาง อย่างดีก็ประทัง หรือยืด เท่านั้นเอง

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลก จึงมีตามธรรมชาติ ใครก็สร้างไม่ได้ เป็นบัญญัติฟ้าดิน มีคู่มากับโลก อย่างแรก เป็นเจ้าของโลกใบนี้ นั่นคือ กรรมศักดิ์สิทธิ์ โรคที่เป็นบริวารกรรม จักมาเหนือไม่ได้เลย มาทำให้ตายก่อนพรหมลิขิต จึงไม่ได้ อย่างที่สอง คือ ธรรมศักดิ์สิทธิ์ ที่พิสูจน์โดยพระพุทธเจ้าทุกข์พระองค์ แล้วว่า มีอำนาจเหนือกรรม หากแต่มีข้อจำกัด คือ ใครทำ ใครได้ ... อยากได้ต้องสร้างคุณสมบัติ ด้วยการลดนิสัย โลภ โกรธ หลง

ของจริงจึงต้องทำเอง อันเป็นธรรมหมวดแรกที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสอน คือ หมวดตน อันได้แก่ "ตนพึ่งตน" นั่นเอง ส่วนของปลอม นั่นสอนให้นั่งขอ ไม่ต้องทำเอง ขอให้ตาย ก็ได้แต่ลม เจอกรรมของจริงเมื่อไหร่ .... ดูไม่จืด เผ่นป่าราบกันหมด

ไกด์พม่า ได้ยินหลวงพ่อนิพนธ์สอนคณะผู้ติดตาม จึงกล่าวว่า พูดลบหลู่พระธาตุเยี่ยงนี้ ขาลงเสลี่ยงต้องตก มีใครเจ็บตายกันบ้างหล่ะ แต่ปรากฎว่า ทุกคนปลอดภัยดี และเมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ซึ่งเดินเป็นคนสุดท้ายเข้าโรงแรม ฝนฟ้าก็ถล่มทลาย จนไกด์ต้องอุทานว่า เป็นไปได้อย่างไร

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว

เราท่านมักจะได้ยินคำนี้เสมอ และเป็นคำพูดที่ปลุกตัวตน ให้เกิดกำลังพร้อมสู้ คือ "มันอยู่ที่ใจ หรือ ใจสู้ซะอย่าง"

หลักการในการทำลายชีวิตมนุษย์ กับหลักการในการช่วยชีวิตมนุษย์ ก็ดำเนินไปเฉกเช่นเดียวกัน

การดำเนินชีวิตทุกวัน หากไม่รับรู้สิ่งใด ในสภาวะที่ตนเป็น นั่นคือ ปล่อยไปตามพรหมลิขิต เป็นก็เป็นไป ชีวิตก็ยังคงดำรงอยู่เป็นปกติสุข หากแต่ความเชื่อที่เกิดจากจากความโลภของฝรั่ง ที่สร้างเครื่องมือ โน้มน้าวจนเกิดใจอ่อน อยากรับรู้ในสิ่งที่ตนเป็น ด้วยการสร้างภาพว่า หากเป็นอย่างนี้อย่างนั้น จะนำไปสู่การตายได้

ด้วยความกลัวที่เขาขู่ จึงนำพาตนเข้าวงจรอุบาทว์ นั่นคือเริ่มจากการตรวจร่างกาย ผลที่ได้คือ การตกไปในกับดัก ที่ขุดล่อให้เข้าวงจรของยาเคมี และก็ยากที่จะหลุดพ้นออกมาได้ จะมีก็แต่ตายไปกับยาเคมีนั่นเอง

อันหมายความว่า หากจะนำพาให้ชีวิตหายนะไปกับยาเคมี ก็ต้องเริ่มโน้มน้าวที่ใจเราท่านก่อน อาศัยความกลัวเป็นตัวชักนำ มุ่งเป้าไปที่ความตาย

ดังนั้น เมื่อใจไปเสียแล้ว คำขู่มันเต็มสมองเกาะกินจิตใจ ความเครียดเกิด ร่างกายที่สามารถทนต่อโรคได้ หากแต่ไม่สามารถทนต่อเคมี แทนที่จะตายด้วยโรค กลับตายด้วยจิตตก หดหู่ หรือ เข้าวงจรทานยาเคมี จนร่างกายรับไม่ไหว ตายไปก่อนโรคเสียอีก

การช่วยตน ก็มีหลักการเฉกเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ การให้ความรู้ การทำให้เห็นว่า โรคไม่ได้มาทำให้เราตาย เป็นกรรมของเรา มันมาให้เราใช้แล้วก็ผ่านไป พรหมลิขิตต่างหากที่เป็นตัวกำหนดอายุขัย ไม่ถึงที่ตาย โรคห่าอะไรพิฆาตไม่อาสัญ

การได้มาเห็นคนทำได้ นั่นก็ทำให้สภาวะจิตของเราท่านผ่อนคลาย เพราะรู้ความจริงว่า ไม่ตาย แม้นจะดูวิกฤต เลวร้ายสักฉันใด ก็ไม่ตาย

เมื่อประสพวิกฤต ก็จะมีสติ ตั้งท่าเตรียมสู้ ในขณะที่กระบวนการฟื้นฟูดำเนินไป ใจเราก็ชนะไปก่อนแล้ว เพราะรู้ว่าหากไม่ถึงอายุขัย ไม่ตายแน่นอน แล้วก็ตามมาด้วยวาจา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนให้กล่าววาจาให้เป็นเจตนา ใครถามก็บอกว่า ดีขึ้น ๆๆๆๆๆ ไม่ใช่ใครถามก็บอก แย่แล้ว ๆๆๆๆๆ มันก็ดี และ แย่ ไปตามปากของคนพูดนั่นแล

แล้วก็รอวันเวลา ที่กายจะขึ้นจากหล่มทุกข์ ด้วยความขันติ อดทน

พงศาวดารของคนเก่าที่มักถูกนำมาเล่า ก็เฉกเช่นท่านนายพันทหาร ที่เกษียณราชการ ผู้ซึ่งเป็นโรคหัวใจขั้นรุนแรง หลวงพ่อนิพนธ์บอกกับนายพันท่านนี้เสมอว่า ไม่ตาย เพราะยังมีอายุขัย หากวันใดเกิดวิกฤต ก็ให้นอนนิ่งๆ ร่างกายจะค่อยๆ ต่อสู้และฟื้นกลับมา

ผ่านการทานสมุนไพรเป็นปี ก็มีอาการปรากฎเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่รุนแรงสักเท่าใด จนวันหนึ่งเกิดอาการลงแดง อย่างรุนแรง หน้าซีด เล็บเขียว

ภรรยาเรียกรถพยาบาลให้มารับด่วน ส่วนตัวนายพัน พอรู้ตัวว่าเกิดอาการ ก็เดินเข้าห้องพระ ไปนอนที่หน้าหิ้งพระ ตามแบบที่หลวงพ่อนิพนธ์เคยสอนไว้

ภรรยาบอกให้ไปโรงพยาบาล นายพันบอกไม่ไป ภรรยาบอกรถพยาบาลมาแล้ว นายพันบอกจ่ายเงินแล้วให้เขากลับไป ตัวเขาจะนอนหน้าหิ้งนี้ ตายก็ให้มันตายไป แล้วก็นอนท่องพระคาถา

ผ่านการหายใจรวยระริน เหมือนอยู่ในห้องแคบมีรูอากาศเพียงน้อยนิด ประมาณหนึ่งชั่วโมง ร่างกายเริ่มฟื้น กลับมาเป็นปกติ และจากวันนั้นจนวันนี้ ผ่านไปห้าปี นายพันไม่เคยมีอาการอีกเลย

โลกใบนี้ กรรม คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า พระภูมีทรงตรัสรู้ความจริงอันนี้ เมื่อประทานสูตรสมุนไพรมาให้ ช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย ก็นำมาเป็นเหตุและผลให้สาวก ได้เรียนรู้ เพื่อมีสติ และเตรียมตัว เตรียมใจ พร้อมยอมรับกรรมที่ทำมา แล้วมันก็จะผ่านไป

พุทธพจน์ ความไม่มีโรค จึงไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และมีตัวอย่างเดินให้เห็น ให้สัมผัส ให้ถามให้ไถ่

เมื่อใจสู้ และมีอาวุธ คือสมุนไพรและอาหาร ให้ร่างกายได้มาใช้ต่อสู้ ... โรคอะไรก็ไม่เหลือ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า โรคอะไรที่ว่าร้ายแรง รักษาไม่ได้ .... ท่านลองรักษา และทำให้หายมาหมดแล้ว รอแต่คนที่มีใจสู้ มาจับมือร่วมกัน ... เรียนรู้แล้วทำ ... โรคอะไรก็ไม่กลัว หากพรหมลิขิตยังมีอยู่ หายแน่นอน

ความสมบูรณ์

เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้อุบัติ สัญญาณที่เด่นชัดนั่นคือความรุนแรงของกรรมที่มนุษย์สร้าง ย่อมบีบรัดและรุนแรงเป็นทวีคูณ รอพระพุทธเจ้ามาดับยุคเข็ญ

ดังนั้นหลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกเสมอว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่อผ่านปีไปเรื่อยๆ โรคมันจึงทวีความรุนแรงขึ้น และก็เช่นกันสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนก็จะมีฤทธิ์เพิ่มขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ปล่อยปละละเลย ไม่ได้เน้นในสมัยก่อน นั่นคือ พฤติกรรมและการกระทำ มาวันนี้ ก็ต้องเริ่มเน้นตามสภาพ เพื่อให้สู้กับกรรมและโรคที่เผชิญได้นั่นเอง

คำสอนที่ให้ นับวันก็จะเริ่มดุเผ็ด บาดหูบาดใจ และข้อปฏิบัติก็ต้องเน้น จนในวันหนึ่ง ก็จะได้ยินคำพูดดั่งเช่นครั้งถ้ำกระบอก นั่นคือ ไม่มีพวกครึ่งๆ กลางๆ เหยียบเรือสองแคม นั่นคือ พอใจยินดี ก็ต้องทำตามคำบอก หากไม่พอใจไม่ยินดี ก็ลุกออกไป หาสิ่งใหม่ที่ชอบ

พฤติกรรมที่ขาดไป ก็ต้องถูกนำกลับมาให้ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในการกระทำมากยิ่งขึ้น เพราะจะสมบูรณ์เฉพาะสมุนไพรไม่ได้

ดังนั้น ในไม่ช้า สิ่งหนึ่งที่จะเพิ่มเข้ามา นั่นคือ บทขมาลาโทษ ... ที่สมาชิกทุกท่านต้องจำและนำไปใช้

หลักของพระภูมี เดินสองขา ขาสมุนไพรเริ่มจะเข้าที่เข้าทาง ฟ้าเปิดให้แล้ว ในขณะที่ขาของบุญ ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ารูปเข้ารอย ตามพระภูมี

ผลของความสำเร็จในทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับผู้ที่มาแต่ตัว หากแต่วาจา ใจ ไม่มาด้วย ดังนั้นไม่ต้องเป็นหมอดู เห็นคนไข้ก็บอกได้เลยว่า จะถึงฝั่งไหม ก็ดูนิสัยของคนไข้ผู้นั้น ว่า เมื่อได้รับธรรมคำสอน ธรรมสามารถเปลี่ยนนิสัยเขาได้หรือไม่

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า มาทานสมุนไพรอย่างเดียว โดยที่นิสัยยังเหมือนเดิม ... ให้ประสพผล "เป็นไปไม่ได้" อย่ามาเสียเวลาเลย เก็บสมุนไพรไว้ให้ผู้ที่ต้องการ จากไปด้วยความคิดนี้ ก็ถือว่าทำกุศลทิ้งไว้แล้ว ไปหาทางเลือกที่ตนชอบ ... และอำนวยอวยพรให้



วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

เยือนถึงถิ่น


ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมบุคคลสำคัญ ทุกฝ่าย ล้วนให้ความสำคัญแก่สมุนไพรแม่ชีเมี้ยนอย่างสูง

 วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชมรมคนรักสุขภาพ ได้มีโอกาสต้อนรับ บุคคลชั้นสูงของพม่า นำโดยผู้ชายที่นั่งเก้าอี้ด้านหน้า ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐบุรุษของพม่า พาคณะมาเยือนหลวงพ่อนิพนธ์กว่ายี่สิบชีวิต

ตัวท่านรัฐบุรุษเอง ประสพปัญหาช่วยตนเองไม่ได้ ลุกจากเตียงไม่ได้ มาเป็นเวลานาน หากแต่การทานสมุนไพรผ่านไปสองสัปดาห์ ก็ให้เกียรติบินจากย่างกุ้งมาลงสนามบินทวาย แล้วนั่งรถอีกสองร้อยกิโลเมตร ด้วยความอยากเห็นกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อที่จะให้การสนับสนุน

ในคณะนี้เอง มีคนไข้ที่เป็นบุคคลระดับสุงของพม่าอีกท่านหนึ่ง ที่เมื่อนายทหารและข้าราชการผู้ใหญ่ของทวาย ไปต้อนรับ ต้องตกใจเป็นอย่างมากว่าท่านมาได้อย่างไร เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า บุคคลท่านนี้ ประสพปัญหาลิ้นหัวใจรั่ว และหัวใจโต กำลังป่วยอยู่ในสภาพวิกฤติ ที่หมอกล่าวว่า ต้องทานยากระตุ้นลิ้นหัวใจตลอด หากขาดยาหัวใจจะหยุดเต้น และแม้นว่า เมื่อทานยาแล้ว ก็ไม่สามารถไปไหนได้ เพราะการกระเทือนจากการนั่งรถ หรือเคลื่อนไหวมาก อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ตลอดเวลา

บุคคลท่านนี้ ได้ฟังล่ามแปลคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ตัดสินใจ ทิ้งยาเคมีทั้งหมด หันมาทานสมุนไพร โดยการเก็บสมุนไพรไว้บนหิ้งพระ ก่อนทานกราบไหว้ ตั้งสติ ทำสมาธิ จิตใจ แล้วทาน ผ่านมาสองสัปดาห์ ก็ตัดสินใจตามคณะมา .... ขึ้นเครื่องบิน นั่งรถมาอีกสองร้อยกิโล ทั้งที่หมอบอก หากนั่งรถ อาจตายได้ทุกนาที

บุคคลอีกท่านหนึ่งในคณะที่สำคัญ เป็นผู้หญิง ดีกรีด๊อกเตอร์จากอังกฤษ เป็นเจ้าของโรงพยาบาลใหญ่ของพม่า มีหมอนับร้อยคน เป็นหลานสาวนายก ได้ติดตามคณะมาดู หลังจาก แม่ของเธอที่เป็นน้องนายก ประสพปัญหา ที่หมอแก้ไม่ตก หากแต่สภาพหลังจากหยุดยาเคมี แล้วมาทานสมุนไพรก็ดีวันดีคืน จึงเป็นตัวแทนของแม่มาเยือน

คณะผู้ติดตามที่ตามมา ล้วนกระตือลือร้น เข้าดูกิจกรรมของชมรม ถ่ายรูป และศึกษา ตัวสมุนไพร เพื่อที่จะไปดูว่าในพม่าที่ใดมีบ้าง

และในการเยือนครั้งนี้ ท่านรัฐบุรุษและผู้นำร่วมคณะที่ตามมา ได้เชิญหลวงพ่อนิพนธ์เข้าไปพม่า เพื่อกำหนดพื้นที่ และวิธีการ รวมถึงประเภทสมุนไพร ที่ต้องการให้ปลูก โดยคณะของพวกเขาจะรับผิดชอบในการจัดเตรียมพื้นที่ และการปลูก การหาคนงาน เพื่อดูแลให้ทั้งหมด

เราจึงคิดเล่นๆ ว่า หากแผ่นดินไทยยังชาด้าน วันหนึ่ง แม่ชีเมี้ยนอาจสั่งให้หลวงพ่อนิพนธ์ข้ามฟากไปตั้งศูนย์ที่พม่าแทน เพราะเล็งเห็นว่า คนไทยมันไม่เอาศาสนา ยากเกินกว่าจะสอนแล้วก็เป็นได้ ภาพนี้ที่ควรจะเห็นจากผู้นำของไทย มันจึงไปปรากฎในพม่าแทน ....

ยิ่งได้ฟังหลวงพ่อนิพนธ์ชอบกล่าวย้ำๆ ว่า มีโอกาสก็รีบทาน รีบหายกันเถอะ เพราะอนาคตอะไรก็ไม่แน่นอน

ความสมบูรณ์

เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้อุบัติ สัญญาณที่เด่นชัดนั่นคือความรุนแรงของกรรมที่มนุษย์สร้าง ย่อมบีบรัดและรุนแรงเป็นทวีคูณ รอพระพุทธเจ้ามาดับยุคเข็ญ

ดังนั้นหลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกเสมอว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่อผ่านปีไปเรื่อยๆ โรคมันจึงทวีความรุนแรงขึ้น และก็เช่นกันสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนก็จะมีฤทธิ์เพิ่มขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ปล่อยปละละเลย ไม่ได้เน้นในสมัยก่อน นั่นคือ พฤติกรรมและการกระทำ มาวันนี้ ก็ต้องเริ่มเน้นตามสภาพ เพื่อให้สู้กับกรรมและโรคที่เผชิญได้นั่นเอง

คำสอนที่ให้ นับวันก็จะเริ่มดุเผ็ด บาดหูบาดใจ และข้อปฏิบัติก็ต้องเน้น จนในวันหนึ่ง ก็จะได้ยินคำพูดดั่งเช่นครั้งถ้ำกระบอก นั่นคือ ไม่มีพวกครึ่งๆกลางๆ เหยียบเรือสองแคม นั่นคือ พอใจยินดี ก็ต้องทำตามคำบอก หากไม่พอใจไม่ยินดี ก็ลุกออกไป หาสิ่งใหม่ที่ชอบ

พฤติกรรมที่ขาดไป ก็ต้องถูกนำกลับมาให้ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในการกระทำมากยิ่งขึ้น เพราะจะสมบูรณ์เฉพาะสมุนไพรไม่ได้

ดังนั้น ในไม่ช้า สิ่งหนึ่งที่จะเพิ่มเข้ามา นั่นคือ บทขมาลาโทษ ... ที่สมาชิกทุกท่านต้องจำและนำไปใช้

หลักของพระภูมี เดินสองขา ขาสมุนไพรเริ่มจะเข้าที่เข้าทาง ฟ้าเปิดให้แล้ว ในขณะที่ขาของบุญ ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ารูปเข้ารอย ตามพระภูมี

ผลของความสำเร็จในทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงเป็นไปไม่ได้เลย สำหรับผู้ที่มาแต่ตัว หากแต่วาจา ใจ ไม่มาด้วย ดังนั้นไม่ต้องเป็นหมอดู เห็นคนไข้ก็บอกได้เลยว่า จะถึงฝั่งไหม ก็ดูนิสัยของคนไข้ผู้นั้น ว่า เมื่อได้รับธรรมคำสอน ธรรมสามารถเปลี่ยนนิสัยเขาได้หรือไม่

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า มาทานสมุนไพรอย่างเดียว โดยที่นิสัยยังเหมือนเดิม ... ให้ประสพผล "เป็นไปไม่ได้" อย่ามาเสียเวลาเลย เก็บสมุนไพรไว้ให้ผู้ที่ต้องการ จากไปด้วยความคิดนี้ ก็ถือว่าทำกุศลทิ้งไว้แล้ว ไปหาทางเลือกที่ตนชอบ ... และอำนวยอวยพรให้

คอร์สอัมพฤกต์ เป็นยังไง

จุดประสงค์หลักของคอร์สนี้ คือ การเล็งเห็นว่าผู้ป่วยอัมพฤกต์ ที่ช่วยตนเองไม่ได้ กำลังสร้างพรหมลิขิตคือเบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป ซึ่งจะตามติดไปในภพหน้า เรียกว่าสัญญา

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงอยากให้ผู้ป่วยล้างสัญญานี้เสีย ด้วยการฟื้นฟูตนเองให้กลับมาถึงแม้นจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็อยู่ในสถานะที่เรียกว่าช่วยตนเองได้ เพื่อล้างสัญญานี้เสีย

ปัญหาก็คือ สมุนไพรที่ต้องใช้เพื่อการฟื้นฟูคนไข้อัมพฤกต์นี้ ท่านกล่าวว่ามีข้อจำกัดคือ เป็นสมุนไพรสด ที่เมื่อทำเสร็จแล้วต้องใช้เลย จึงไม่สามารถทำแจกได้

และเมื่อใช้ ต้องประกอบกับการเข้ากระโจม ทานสมุนไพรให้ครบชนิด จึงจะสามารถฟื้นฟู กระตุ้นร่างกายให้ฟื้นกลับมาช่วยตนเองได้

การดำริคอร์สนี้ จึงเป็นความจำเป็น ที่ต้องให้มาพักที่ชมรม ในระยะเวลา ๗ วัน และมีพี่เลี้ยงที่ทำหน้าที่นวดน้ำมันสมุนไพร พาเข้ากระโจม ทานสมุนไพรทุกขนานที่จัดให้จนครบ และเมื่อครบ ๗ วัน ก็กลับไปทานสมุนไพรเหมือนเดิมแต่ก่อน หากแต่ร่างกายจะสามารถฟื้นตัวจนถึงระดับที่เรียกได้ว่ากลับมาช่วยตนเองได้ อย่างรวดเร็ว

จำนวนของผู้ป่วย ที่เหมาะสม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ควรจะมีประมาณ ๓๐ คน ต่อคอร์ส

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

อยากพบหลวงพ่อนิพนธ์ ทำไงดี


วันพฤหัสที่ผ่านมา มีคนไข้ท่านหนึ่งถามคุณจักรี เจ้าหน้าที่ว่า ตัวเขาเป็นโรคที่ค่อนข้างสาหัส อยากเข้าพบหลวงพ่อนิพนธ์ ได้รับคำตอบว่า ต้องให้คนพาเข้าพบ

คนไข้จึงบอกว่า ตัวเขาไม่รู้จักใครเลย และก็เห็นหลวงพ่อนิพนธ์ท่านยุ่งแทบจะตลอดเวลา ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี

เราจึงอยากให้คำแนะนำ แต่ห้ามบอกว่าได้คำแนะนำมาจากไหน นั่นคือ การไปนั่งที่ใกล้ประตูทางที่หลวงพ่อนิพนธ์ท่านเดินออกมาส่ง ตอนสวดมนต์นั่นเอง

ความคิดนี้บังเกิดขึ้น โดยเห็นจากคนไข้หญิงท่านหนึ่งที่เป็นอัมพฤกต์ ที่เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์เดินออกมา ก็ยกมือขึ้น เรียกท่าน แล้วรายงานอาการให้ฟังนั่นเอง หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านก็วินิจฉัย ดูสภาพ และสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดสมุนไพรให้คนไข้หญิงท่านนั้น

ลองไปใช้ดู แต่ห้ามบอกว่า ใครแนะนำ.... วิธีนี้... :P

เริ่มเข้าทาง

ความสมบูรณ์ของการให้ นั่นคือเริ่มจากหัวจรดท้าย อันจะทำให้ผลของสมุนไพร ที่สมบูรณ์พึงบังเกิด

หากแต่วงจรนี้ที่ผ่านมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังไม่สมบูรณ์ ด้วยขาดซึ่งการสนับสนุน ในด้านวัตถุดิบ ทำให้ การได้มาซึ่งวัตถุดิบส่วนหนึ่ง ต้องหามาจากการซื้อหานั่นเอง ด้วยความรับผิดชอบของหลวงพ่อนิพนธ์ตลอดมา

มาวันนี้ หลังจากผ่านมาหลายเดือน การรวมกลุ่มที่เหนียวแน่นของคนไข้ชาวชุมพร ที่เห็นว่าเท่าที่ผ่านมา รายได้ส่วนหนึ่งของชมรม นั่นคือ การขายผลไม้

ชาวชุมพรจึงเกิดความคิด ที่จะทำให้ชมรมมีรายได้ โดยการให้สมาชิกชาวชุมพรที่สนใจร่วมกิจกรรม ในการตัดผลไม้ที่ตนเองปลูก คนละกล่อง แล้วให้คณะกรรมการทำหน้าที่รวบรวม เพื่อส่งให้ชมรม ในการจัดจำหน่าย และนำเงินรายได้ทั้งหมด เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อสมุนไพร

คนไข้กลุ่มชุมพร กล่าวว่า หน้าลองกอง หน้าทุเรียน หน้ามังคุด หรือ หน้าผลไม้ใดๆ ที่ออก ชาวชุมพรจะรวบรวมส่งมาให้

โดยผลไม้ที่ส่งมานี้ ถือว่าเป็นการตักบาตร ไม่คิดมูลค่าแต่อย่างใด ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นี่แหละจึงทำให้สมุนไพรบริสุทธิ์ เพราะเมื่อจำหน่ายผลไม้เหล่านี้ แล้วนำเงินไปซื้อสมุนไพร ก็เรียกได้ว่า เค้าครรลองของพระภูมี ที่มีต้นกระแสธารมาจากการให้ที่บริสุทธิ์

จึงร้องขอให้เหล่าสมาชิกร่วมกันทำหน้าที่ ช่วยกันซื้อผลไม้ และเมื่อวงจรนี้เกิดขึ้นจนเลี้ยงตัวจากการให้ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลือจากภาคส่วนอื่นๆ และทำให้ผลของสมุนไพร ที่เกิดจากการให้ นับแต่พระภูมี แม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ และการร่วมด้วยช่วยกันของเหล่าสมาชิก ในการได้มาซึ่งสมุนไพร ก็จักบังเกิดผลสูงสุด และดำรงวงจรของกิจกรรมได้

พวกเราเหล่าสมาชิก กำลังมีธารของการให้ มาจากชุมพร มาจากจิตอาสาที่ทำของมาขาย มาจากพม่าในการปลูกวัตถุดิบ .... นั่นแสดงให้เห็นว่า วงจรของคุณธรรมค้ำจุนโลก คือการให้ ของที่ไม่มีราคา แต่มีคุณค่ามหาศาล กำลังจะเคลื่อนแล้ว แล้วมาดูกันว่าผลของมันจะบังเกิดแก่มนุษย์มหาศาลเพียงใด

ประกาศอัมพฤกต์

ชมรมคนรักสุขภาพขอแจ้งให้ทราบ ตามที่มีประกาศรับสมาชิกอัมพฤกต์เข้าคอร์สไปแล้วนั้น ได้ตรวจสอบรายชื่อ ปรากฎว่า มีผู้มาลงทะเบียนเพียงสิบกว่าคน

แต่คุณจักรีแจ้งว่ามีผู้แสดงความจำนงมากกว่านั้น ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่มีความประสงค์จะเข้าคอร์สสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกต์ ไปตรวจสอบและแจ้งความจำนงอีกครั้ง

อนึ่งหากรายชื่อครบ ๓๐ ท่าน ก็จะเปิดคอร์สให้ โดยมีกำหนดประมาณ ๗ วัน ต่อคอร์ส หากมีจำนวนไม่ถึง ก็จักยกเลิกโครงการนี้ไปก่อน

คอร์สที่จัดขึ้นนี้ หลวงพ่อนิพนธ์เน้นให้ผู้ป่วยอัมพฤกต์ สามารถกลับมาช่วยตนเองได้ เป็นสำคัญ

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

กรรมการพิเศษ

การไปพม่าครั้งล่าสุด ในการเยือนย่างกุ้ง เมืองหลวงเก่าของพม่า ทำให้เกิดความประทับใจอย่างยิ่ง ในหมู่ข้าราชการ ไม่ว่าสายบริหาร นักการเมือง หรือสายทหาร

ดังนั้น เพื่อแสดงว่าพวกเขามีความยินดีในสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ทำ คำกล่าวส่งท้ายก่อนกลับที่มีแก่หลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ การที่คณะของพวกเขาจะบินเพื่อมาเยือนถึงถิ่นของหลวงพ่อนิพนธ์

และยิ่งไปกว่านั้น คือการที่คณะของพวกเขา จะขอสมัครเป็นคณะกรรมการของมูลนิธิไทยกรุณา เพื่อช่วยสนับสนุนในการดูแลสมุนไพร ที่ต้องใช้เป็นจำนวนมากในอนาคต

นั่นคือ พวกเขาจะจัดสรรพื้นที่ให้เพื่อใช้ในการปลูกสมุนไพร พร้อมจัดหาคนงาน ดำเนินตามเจตนารมย์ของหลวงพ่อนิพนธ์

ข่าวนี้ นับว่าเป็นที่น่ายินดี ที่ทั้งคนไทย และพม่า จะได้มีส่วนร่วมกัน ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หลังจากอดีตที่รบพุ่งกันมาช้านาน

ก็ขอพวกเราเหล่าสมาชิก เตรียมตัวต้อนรับ คณะกรรมการพิเศษชุดนี้ และก็ปรบมือแสดงความยินดี ....

เห็นบุคคลระดับสูงของพม่า เริ่มหลั่งไหลกันมา ยังไม่เห็นของไทยสักคน ..... และก็คงไม่มีโอกาสได้เห็น ระวังเด้อ อนาคตอยากมา ก็จะกลายเป็นกลุ่มบุคคลต้องห้าม ห้ามเข้า...เด้อ

อยากจะฮากลิ้ง ถ้าหากศูนย์ยาเสพติด และศูนย์เอดส์ ที่หลวงพ่อนิพนธ์จะเปิด กลับไปตั้งอยู่บนแผ่นดินพม่าแทน ...

อย่ามองตน

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ หลายคนอาจฟังจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้งๆ ที่ความจริง เป็นธรรมอันวิเศษของพระพุทธเจ้า ที่มีไว้ให้ช่วยตนของเรา

แม้นจักฟังสักกี่ครั้ง หากแต่ไม่ปฏิบัติ ก็ไร้ค่า ทำให้เราซึ่้งในคำของพระภูมีว่า หลักของท่าน ใครทำ ใครได้ และที่สำคัญ ไม่มีทางเลยที่จะหาสุขหรือมีสุข เมื่อตัวของเรามัวแต่มองตัวเรา เอาใจใส่ตัวเรา พยายามหาสุขให้ตัว แต่สุขไม่เคยมาถึงเลย

ตัวอย่างที่เด่นชัด นั่นคือภาพที่มองเห็นทุกวันพฤหัส และอาทิตย์ ของชายชราคนหนึ่ง ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องมีชายหนุ่มอายุประมาณสี่สิบกว่า เข็นให้ทุกครั้ง

ชายชรา อยู่ ณ สถานที่นี้ ไม่มีญาติ ไม่มีเมีย ไม่มีลูก มาดูแล ทั้งๆ ที่ตัวของเขามีครบ และยังอยู่ครบ

เป็นชายชราที่ครั้งหนึ่งเคยมารักษาตัว ที่ชมรมแห่งนี้ จนหายเป็นปกติ แล้วก็เลือกไปอยู่กับภรรยา หาเลี้ยงครอบครัว ลูกเต้า ผ่านมาสิบปี เกิดอาการช่วยตัวเองไม่ได้ หนักกว่าอัมพฤกต์ อัมพาตเสียอีก เพราะแม้แต่จะพลิกตัว หรือขยับก็ทำไม่ได้เลย

ครอบครัวเขาติดต่อว่าจะให้มาอยู่รักษาที่ชมรม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ตอนนี้บ้านพักได้ถูกรื้อเพื่อสร้างใหม่ และที่สำคัญ ไม่มีพี่เลี้ยง ขอให้รอไว้ก่อน

ภรรยาและลูก จึงนำเขาไปทิ้งไว้ที่ วัดดังที่คนไข้อัมพฤกต์นิยมไปแช่น้ำแร่ ใกล้ๆ ชมรม แล้วโทรมาบอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่า พาไปทิ้งไว้ที่นั่น ให้คนช่วยเอาสมุนไพรไปส่งให้ทานด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ให้คนนำสมุนไพรไปส่งให้ หากแต่คนส่งสมุนไพรกลับมารายงานว่า คนไข้ถูกปล่อยให้นอนกับพื้น และพระก็เอาข้าวใส่ถาดวางกับพื้นให้คลานไปกินเอง หากแต่คนไข้เคลื่อนไหวไม่ได้ วางจนข้าวบูด และก็ไม่มีคนดูแล

บังเอิญมีคนไข้มะเร็งที่คอ ซึ่งปูดออกมาขนาดผลส้มโอย่อมๆ มารักษาตัว หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวกับคนไข้มะเร็งว่า ถ้าอยากหายอย่ามองที่ตัว ให้ลืมสิ่งที่เป็น แล้วใช้กำลังที่เหลือ ไปช่วยคนอื่น เพื่อให้สุขนั้นย้อนกลับมาหาตน จะทำได้หรือไม่

คนไข้มะเร็งก็บอกว่าทำได้ ในขณะที่คนไข้สะเก็ดเงินที่เป็นขั้นรุนแรง คือ เป็นตั้งแต่หัวจรดเท้า ที่รับไว้เฝ้าสวนสมุนไพร ทั้งสองคน ก็รับอาสาดูแลคนไข้คนนี้ อุ้มขี้ อุ้มเยี่ยว อุ้มนอน ป้อนข้าวให้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้คนไปรับคนไข้ชราท่านนี้มาจากวัดนั้น แล้วพาไปอยู่ที่สวนสมุนไพร โดยมีพี่เลี้ยง ๒ คน ช่วยกันดู คือ สะเก็ดเงินหนึ่ง มะเร็งหนึ่ง

ย้อนประวัติคนไข้ชราท่านนี้ ซึ่งมีความคุ้นเคยกับหลวงพ่อนิพนธ์ดี และหลวงพ่อนิพนธ์ก็เคยกล่าวว่า อย่ามัวแต่ทำกินเพียงอย่างเดียว หากแต่ความรักเมียรักลูก ก็เพียงแต่ได้ฟัง อาศัยฝีมือทางช่างศิลป์ ได้ไปทำงานตบแต่งวังของสุลต่าน หลายประเทศในย่านอาหรับ ส่งเงินทองมาให้เมียและลูกมากมาย มาวันนี้ผลที่ได้คือ การนำพาเขาที่หมดสภาพ ทำอะไรไม่ได้แล้ว กลายเป็นขยะของบ้าน และถูกนำไปทิ้ง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวเสมอว่า หน้าที่ของท่านคือ การรีไซเคิลขยะมนุษย์ ที่เขาทิ้งมาพัฒนา ให้กลับมีคุณค่า คืนกลับสังคมอีกครั้ง

ผ่านไปสองเดือน ของสามมนุษย์ คนไข้ชราเริ่มกลับมาช่วยตัวเองได้ ลุกเข้าห้องน้ำเองได้ คนไข้สะเก็ดเงิน อาการก็ดีขึ้น คนไข้มะเร็ง อาการบวมที่คอก็ยุบ แผลที่ประทุขนาดลูกมะนาวยัดได้ ก็แห้งลง และทิ้งไว้เพียงรอยจางๆ

บทสรุป จึงชี้ให้เห็นว่า แม้นจักเป็นเพียงเสี้ยววลี หากนำไปปฏิบัติ ก็เกินพอที่จักให้ผลในการช่วยตนแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า คนที่มาแล้วไม่สนอะไร จะเอาแต่สมุนไพรอย่างเดียว ทำไมผลมันจึงช้านัก ในขณะที่คนที่ดูว่าสาหัสสากรรจ์ แล้วเลือกใช้แนวทางนี้ ใช้กำลังที่มี ในการช่วยผู้อื่น ผลที่ได้ กลับย้อนมาให้ตนเองหายวันหายคืน

ก็ดูอย่างหลานภรรยาท่านชาติชาย ที่เป็นรูมะตอยด์ ขั้นรุนแรง หมอบอกได้แต่นั่งรอจนวาระสุดท้าย หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า มีฝีมืออะไรงัดมาให้หมด ก็อาศัยความรู้ด้านเบเกอรี่ จากนั่งสอนให้จิตอาสาทำ นั่งคอยดู มาบัดนี้ ลุกขึ้นยืน หัดเดิน จนจะกลับมาทำเองได้แล้ว

ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว .... อยากหาย ... ก็ได้แต่อยาก เมื่อฟังแล้วเฉย .. อยากหาย ได้หาย เมื่อฟังแล้วทำตามธรรมคำสอนของพระภูมี

นั่งดู นั่งเฝ้าตนเอง ทุกวัน ดูสักฉันใด ก็ช่วยให้ตนหายไม่ได้หรอก

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

สืบพงศาวดาร


หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้เห็น พงศาวดารผลของยาเคมี โดยยกตัวอย่างนักร้องดังที่เป็นข่าวในตอนนี้

สภาพก่อนเข้าโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา ตับยังดี ไตยังดี เลือดยังดี

หลังจากการให้ยาเคมี และทำการคีโม ซึ่งในระหว่างนี้ ก็พักรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยตลอด

การทาน ก็มีเพียงข้าววันละไม่กี่คำ และให้น้ำเกลือ

สิ่งที่ควรจะพิจารณาก็คือ และอะไรเล่าที่ทำให้ ตับเจ๊ง ไตวาย และที่สำคัญ ค่าของเลือดมีปริมาณของเสียสูง

นี่แหละจึงเป็นผลของยาเคมีล้วนๆ ที่ก่อให้เกิดนั่นเอง

พงศาวดารของนักร้องท่านนี้ จึงเป็นเครื่องตอกย้ำว่า ยาเคมี มีอันตรายมากสักเพียงใด เกินกว่าที่ร่างกายของคนเราจะรับได้ และส่งผลเสียจากเดิมหนึ่ง กลายเป็นสอง สาม สี่

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวเสมอว่า คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่มอบให้มาทำหน้าที่ยุยงปลุกปั่นพี่น้องคนไทย ให้เลิกทำร้ายตนเอง ด้วยการทานสารเคมี อันเรียกว่า ทำบุญแก่ตัวเอง ซึ่งเป็นบันไดพื้นฐานขั้นแรก ในการเมตตา มิฉะนั้นแล้ว การเมตตาต่อผู้อื่นหรือสิ่งอื่น ไม่ว่า หมา แมว ... ก็ไร้ค่า และถูกจัดว่า เป็นประเภทอำมหิต เพราะมีพฤติกรรมที่ทำร้ายตน อันเป็นบาปมหันต์

แค่หยุดยาเคมี ไม่ทำร้ายตน ... หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า แค่นี้งานในการฟื้นฟูตนให้หายโรค ก็เบาไปกว่าครึ่งแล้ว

อย่าเหมา


หลายคนอาจจะเบื่อหน่ายกับระเบียบการจัดการของชมรม โดยเฉพาะในการเดินแถว เข้าออกห้องสวดมนต์

หากแต่สิ่งที่ทำนั้น ล้วนแล้วแต่มีจุดมุ่งหมาย ให้ความปลอดภัย และที่สำคัญ นั่นคือ การแยกคนไม่ดี หรือระวังคนไม่ดีที่แฝงเข้ามา เป็นประการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีจดหมายน้อยฉบับหนึ่ง เขียนโดยพระที่มาใช้บริการของชมรม เล่าให้หลวงพ่อฟัง เพื่อบอกแก่สมาชิก

ท่านเล่าว่า สัปดาห์ก่อนที่ท่านมา เมื่อผ่านขั้นตอนต่างๆ แล้ว และตัวท่านก็รับสมุนไพรเรียบร้อยแล้ว จึงได้จัดข้าวของ เครื่องใช้ ย่าม และจัดเก็บสมุนไพร เพื่อกลับวัด

มีมิจฉาชีพ ทำทีเป็นคนดี มาช่วยท่านจัดข้าวของ และช่วยถือของส่งให้ แต่เมื่อจะขึ้นรถ ท่านพบว่า แท็บเล็ตไอแพดที่โยมแม่ซื้อถวายให้ ได้ถูกโขมยไป

และในวันเดียวกันนี้เอง ในห้องสวดมนต์ ขณะที่กำลังจะมีการลุกเพื่อออกจากห้องสวดมนต์ คนไข้หญิงท่านหนึ่ง ที่ซึ่้งเดินเหินไม่สะดวก ก็มาแจ้งว่า มีบุคคลที่ทำตนเป็นคนดี ทำทีมาช่วยประคอง แล้วก็หยิบโทรศัพท์ไอโฟนจากกระเป๋าเธอไป

การชุลมุน นั่นคือ โอกาสที่ทำให้มิจฉาชีพ มีช่องทางในการทำความชั่ว ....

ก็ไม่รู้จะร้องขอกันอย่างไร หากแต่การรักษาระเบียบ และช่วยกันสอดส่อง ก็จะทำให้คนเลวๆ แบบนี้ ไม่มีโอกาสได้ทำเลวในสถานที่อันเป็นมงคลนี้

และนี่ก็เป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่หรือจิตอาสา ต้องตั้งข้อสงสัยในบุคคลที่ไม่ทำตามคำร้องขอในการจัดระเบียบว่า มาป่วน หรือมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางไม่ดี เป็นธรรมดา

สำหรับบุคคลเหล่านี้ หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเตือนเสมอว่า จะไปทำเลวระยำที่ไหนก็ไปเถอะ อย่ามาทำที่นี่เลย เพราะสถานที่นี้ไม่ธรรมดา ทำดีก็ได้ดีเบิ้ล ทำบาปก็ได้บาปทวีคูณ ... ไม่คุ้มหรอก เว้นไว้สักที่เถอะ

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

สั่งต้มเครื่องในด่วน


อาทิตย์ที่ผ่านมา คนไข้สตรีสูงวัยท่านหนึ่ง เดินหน้านิ่วคิ้วขมวดเข้ามาถามเจ้าหน้าที่ว่า ตัวของเขาเองเป็นเบาหวาน ทานสมุนไพรมาได้สองสัปดาห์แล้ว ทำไมยิ่งทาน ระดับเบาหวานยิ่งขึ้น

ตอนนี้ระดับน้ำตาลขึ้นไปถึง สามร้อยกว่าแล้ว อันตรายไหม จะช็อคไหม จะ.... ยิงเป็นชุด

เจ้าหน้าที่ถาม แล้วที่คุณป้ากำลังทำตอนนี้คืออะไร ก็ปกติสุขดีอยู่มิใช่หรือ ไม่ช็อค ไม่มีอาการใดๆปรากฎมิใช่หรือ

ความน่ากลัวของคนไข้ประเภทนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า หาใช่อาการของโรคไม่ แต่กลายเป็นโรคแทรกซ้อน ที่เกิดขึ้นมาต่างหากที่น่ากลัว นั่นคือ โรคจิต และโรคปอดแหก เห็นตัวเลขแล้ววิตกจริต เพราะจิตจดจ่อกับตัวเลขและคำพูดของหมอ

ทั้งที่ความเป็นจริง ตัวเองก็ยังมีสภาพปกติสุข กินได้ นอนหลับ ไม่มีอาการปรากฎของโรคที่ดูแล้วจะอันตรายร้ายแรง ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้เลย

โรคแบบนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักแซวว่า ให้กลับไปแล้วสั่งต้มเครื่องในทานด่วน ที่สำคัญ ใส่หัวใจเยอะๆ ปอดไม่เอา เพราะตอนนี้ โรคปอดแหกกำลังถามหา โรคหัวใจตก กำลังมาเยือน

ว่าแล้ว เจ้าหน้าที่ก็นึกขึ้นได้ เพราะวันพฤหัสที่ผ่านมา มีคุณลุงท่านหนึ่ง เป็นเบาหวานเช่นกัน นำใบตรวจของแพทย์มาให้ดู แล้วสอบถาม

คุณลุงเล่าพร้อมยื่นใบตรวจว่า ระดับน้ำตาลในเลือด ตอนนี้ ๘๔๙ .... วันที่ไปตรวจหมอจะไม่ยอมให้ออกจากโรงพยาบาล ได้ยินก็งงๆ อยู่พักหนึ่ง หมอว่าไงก็ว่างั้น

ระหว่างรอ ก็นั่งคุยกับภรรยา ในคำสั่งหมอ ภรรยาก็ว่า ก็ตอนมายังมาได้ ขับรถมาได้ เดินมาได้ ไม่มีอาการใดๆ แล้วจะมาเป็นอะไรตอนนี้เล่า ตรวจปุ๊บเป็นปั๊บเลยงั้นหรือ

คุณลุงจึงนึกได้ ... แล้วสองลุงป้า ก็รีบเผ่นจากโรงพยาบาล พร้อมเอาใบตรวจมาให้ดู

ก็พิจารณารูปเอาว่า คนเป็นเบาหวาน มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขนาดนี้ ปากยังแดง หน้ายังแดง ไม่มีอาการมึนงง ก็อยู่ได้ ทานสมุนไพรไป ร่างกายผู้ซึ่งเป็นหมอดีที่สุด เขาจัดการได้

คุณลุงฉีกยิ้ม พร้อมหัวเราะ อาการมันไม่มี แต่คันฉิบหายเลยหว่ะ เกาทั้งวัน .... แต่ก็ทนได้นิ

คนไข้สตรี เห็นใบแพทย์ของคุณลุง แล้วไม่พูดอีกเลย ... แล้วหันไปบอกสามี ของเราดีกว่าตั้งเยอะ เขายังไม่กลัว แล้วเราจะกลัวไปทำไม

ความชาญฉลาดของหมอประจำตัว ในการจัดการกับน้ำตาล นั่นคือ การรีดมาให้อยู่ในเลือด ที่ซึ่งปลอดภัยที่สุด ระดับน้ำตาลจึงต้องพุ่งสูง หากฝังในกล้ามเนื่อ เมื่อเกิดแผล ก็ต้องตัด หากฝังในหัวใจ ก็โรคหัวใจถามหา และหากขึ้นสมอง ตาก็บอด .... ปล่อยให้มันลอยในเลือด แล้วรอฟอกทิ้งเมื่อผ่านไต ... ไม่ต้องไปสนตัวเลขหรอก

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

ไปโรงพยาบาลด่วน

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีลูกของคนไข้ท่านหนึ่ง พาแม่ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ พร้อมกับแจ้งว่า ตอนนี้อาการแม่ของเธอ รู้สึกแน่นหน้าอก ทานอาหารไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงบอกแก่ลูกคนไข้ว่า ให้พาแม่ของเธอไปโรงพยาบาลด่วนเลย

คำอรรถาธิบายที่หลวงพ่อนิพนธ์มีต่อลูกของคนไข้ นั่นคือ คนที่เป็นมะเร็ง ตัวเชื้อจะทำให้เกิดสภาวะที่เป็นกรดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร เมื่อถึงจุดหนึ่งจะเกิดแก๊สขึ้น ทำให้แน่นหน้าอก และทานอาหารไม่ได้ จุดนี้เป็นจุดตายที่สมุนไพรแก้ไม่ได้ เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ต้องพึ่งความทันสมัยของแผนปัจจุบัน

ความโชคดีของคนไข้ท่านนี้ เรียกว่าวาสนาก็น่าจะกล่าวได้ เพราะในขณะนั้นเอง มีคุณหมอท่านหนึ่ง กำลังมาขอคำปรึกษาในการเปิดคลีนิค อันเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ กับหลวงพ่อนิพนธ์

เราเคยเล่าประวัติหมอท่านนี้หลายครั้ง นั่นคือ เด็กชายที่ต้องสูญเสียบิดา ด้วยโรคมะเร็ง และทราบว่ามารดากำลังเป็นมะเร็ง จึงมุ่งมั่นบุกบั่นเรียนหนังสือ เพื่อเข้าเรียนแพทย์ อันเป็นหนทางที่มองว่าจะสามารถรักษาชีวิตของมารดาเขาได้

ผลจากการเรียน ทำให้เขาพบสัจธรรมความจริง นั่นคือ ไม่มีหนทางที่จะช่วยแม่ของเขาได้เลย หากแต่แม่ของเขา ก็ได้เลือกทางเดิน คือ สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน

แม่ของเขาโชคดี รอดมาจนทุกวันนี้ ในขณะที่ตัวเขาก็เติบใหญ่ในวงการแพทย์ จนถึงขั้นระดับผู้อำนวยการโรงพยาบาลใหญ่ของรัฐ

วันนี้หมอมีโอกาสรวบรวมทุนที่สะสม เปิดโรงพยาบาลเล็กๆ จึงมาขอคำแนะนำจากหลวงพ่อนิพนธ์ ถึงแนวทางในการดำเนินการ

นั่นจึงเป็นวาสนาของคนไข้ท่านนี้ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ถามว่า โรงพยาบาลแล้วเสร็จหรือยัง หมอบอกว่า เหลือแต่เดียงคนไข้ ยังไม่ได้นำเข้ามา ก็เลยให้หมอให้พาคนไข้มะเร็งท่านนี้ ไปเปิดเป็นปฐมฤกษ์

คำแนะนำของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ให้แก่หมอในการช่วยคนไข้ประเภทนี้ คือ รีบให้น้ำเกลือแก่คนไข้ เพื่อให้มีกำลัง ไม่เกิดภาวะขาดสารอาหาร และให้อ๊อกซิเจนหากจำเป็น ที่สำคัญ เมื่อคนไข้ฟื้น ถึงเวลาให้ป้อนสมุนไพรเขียว ตามเวลา

จากนั้น ค่อยๆ เริ่มให้คนไข้ทานอาหาร หากทานได้ ก็ให้กลับมาฟื้นฟูที่ชมรมอีกครั้ง

คุณหมอรับเรื่องแล้วดำเนินการตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่ง จนนางพยาบาลต้องถามด้วยความสงสัย ในคำสั่งหมอที่ว่า หากคนไข้ฟื้น ให้ป้อนน้ำเขียวๆ โดยไม่ให้ยาเคมีใดๆ ทั้งสิ้น ... ว่ามันคืออะไร

ไม่กี่วัน คนไข้ก็กลับมาทานได้ และกลับมาฟื้นฟูตนตามแนวสมุนไพรอีกครั้ง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวอยู่เสมอว่า ไม่ใช่มีสมุนไพรดี แล้วอวดเก่ง มีทิฐิ หากแต่ต้องยอมรับว่า สิ่งใดที่วิทยาศาสตร์เขาทำได้ดี โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เร่งด่วน ที่มีความสำคัญต่อชีวิต ก็ควรพึ่งเขา ให้เขาจัดการ มิฉะนั้น ก็ต้องเสียคนไข้ไป ไม่ใช่ด้วยโรค หากแต่ขาดสารอาหารตายไปก่อนแล้วนั่นเอง

และนับว่าโชคดีอย่างยิ่ง เพราะหากรอชมรมจัดตั้งสถานพยาบาลเอง ก็ไม่รู้จักต้องรออีกนานเท่าใด เมื่อมีหมอที่เข้าใจ และยอมรับในสมุนไพร เข้าใจแนวทางวิธีการ ในการฟื้นฟูตนด้วยสมุนไพร ก็ทำให้คนไข้หนักในอนาคต มีโอกาสรอดมากยิ่งขึ้น

คำแซวหมอ จากหลวงพ่อนิพนธ์ ทิ้งท้ายในบทสนทนา นั่นคือ โรงพยาบาลของหมอน่ะเล็กไป น่าจะสร้างให้ใหญ๋เข้าไว้ เพราะในไม่ช้า จะมีคนไข้เข้าไปนอนจนล้น เพราะเข้าไปแล้วมันมีโอกาสรอดสูง ที่สำคัญ ไม่เสี่ยงจากการโดนยัดเยียดยาเคมีแก่คนไข้ เกินความจำเป็น จนร่างกายรับไม่ไหว

..ระดมหุ้นกันไปช่วยหมอสร้างกันดีไหม ...

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ร้องซ้ำๆ

พ่อแม่ครูอาจารย์ มักสอนสั่งเสมอ ว่า เราเป็นคนไทยต้องมีความรักชาติ รักแผ่นดิน

หากแต่หลายต่อหลายครั้งในเหตุการณ์ที่ผ่านพบ ก็ต้องร้องซ้ำๆ ว่า "ผิดหวังนิดหน่อย น้อยใจในความเป็นไทย"

ได้ยินเสมอว่า ให้สนับสนุนคนดี ... แต่ไม่เคยเห็นแววเลย

อาจจะใช้คำไม่เหมาะสม แต่ก็กล่าวได้ว่า เราเคยเสือก ที่จะชวนชักคนที่เป็นโรคเอดส์ ที่เป็นที่รู้จักในสังคม มาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ในการฟื้นฟูตน หากแต่ความเสือกครั้งนั้น ก็กระเด็นกลับมา ว่าเป็นการเพ้อเจ้อ ไม่ได้รับการตอบรับอะไร

เราเห็นข่าวยาเสพติดแทบจะทุกวัน ก็ได้แต่สงสัยว่า คนรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เคยมีความหวังเมื่อเห็นคนที่มาที่ชมรม เป็นนักการเมือง เป็นนายทหาร เป็นนายตำรวจ เป็นข้าราชการระดับสูง มาพบ มาเห็น มาสัมผัส ล้วนกล่าวว่าดีอย่างงั้นดีอย่างนี้ แล้วก็เงียบหายไป หาได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่

เผลอนิดเดียว เวลาก็ผ่านไปกว่ายี่สิบปี ในภาพที่เห็นว่า เมืองไทย ไร้การตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น ต่อ สิ่งที่ดีงามที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งให้ไว้นี้

ย้อนกลับไปบ้านป่าเมืองเถื่อน ที่หลายคนเขาเรียกกันคือ พม่า เพื่อนบ้านเรา แค่เวลาไม่กี่เดือน ทุกระดับชั้นของพม่า ล้วนกระตือรือล้น ให้การตอบรับ และสนับสนุนกันอย่างเต็มที่

ขนาดพม่าและกระเหรี่ยงที่ไม่ยอมลงให้กัน รบกันอยู่ทุกวัน ยังยกเว้นให้กิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์ เป็นกรณีพิเศษ

มาวันนี้ ที่เมืองทวาย ผู้ว่าได้เริ่มจัดคอร์สพิเศษ เพื่อเป็นการเริ่มต้นให้แก่ชาวพม่าที่ติดเชื้อเอดส์ ได้เข้ามาฟื้นฟูด้วยสมุนไพรสูตรพระภูมี ของแม่ชีเมี้ยน

เห็นแล้วความคิดสองอันชนกันในหัวจังเบ้อเร่อ ชื่นชมในผู้บริหารของพวกเขา ไม่ว่าฝ่ายการเมืองและการทหาร ที่ร่วมมือกันอย่างดี อีกความคิดก็หดหู่ มองเมืองไทยพี่น้องไทย ที่ควรได้รับโอกาสในการฟื้นฟูตน ผ่านมาหลายสิบปี ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้รับโอกาส เห็นแต่สถิติคนเป็น และคนตาย น่าอดสูใจจริงๆ

ความจริงที่หนีไม่ออก ในคำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่ให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ที่ว่า "คนไทยไม่เอาศาสน์" หากลูกเหนื่อยก็เลิกแล้วแม่จะพาไปเกิดพม่า ...

ได้แต่กราบขอบคุณหลวงพ่อนิพนธ์ทุกวัน ที่ยังให้โอกาสเราและคนไทย ได้มีร่มโพธิ์เล็กๆ ของศาสน์ไว้พึ่งพิง หากแต่ก็หวังว่า คนไทยจะตาสว่างในเร็ววัน ช่วยกันรักษาสิ่งดีๆ นี้ไว้ในแผ่นดินให้รุ่นลุกรุ่นหลาน ไว้พึ่งพิง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า แค่เสียสัญญาอรหันต์ ให้แก่พม่า ก็แย่แล้ว หากสูญสิ้นตำราแม่ชีเมี้ยนจากเมืองไทยอีก รับรองประเทศนี้ดูไม่จืดแน่





ผิดคาด

คนไข้ท่านหนึ่ง มาได้ไม่นาน เดินเข้ามาบ่นกับเราว่า ตัวเขาเป็นโรคเก๊าต์ มาทานสมุนไพรสักเดือนหนึ่งแล้ว ทำไมตอนนี้รูสึกปวดข้อมาก เพราะสมุนไพรใช่ไหมที่ทำให้ปวด

ก็ไหนว่าสมุนไพรดี ทำไมทานแล้วควรที่จะหายปวด กลับปวดมากกว่าเดิม ตอนที่ทานยาเคมีเสียอีก

ได้ยินได้ฟัง แล้วงานเข้าเลย ไม่ได้โกรธ หรือโมโหแต่อย่างไร หากแต่สงสัยว่า หลายต่อหลายครั้งที่ได้ยินได้ฟังเพื่อนฝูง ให้ฟังถึงการไปพบหมอ ไม่ว่าโรคของตน หรือลูก ก็มักจะมีรายละเอียดที่ได้คุยกับหมอมาให้ฟังเสมอว่า โรคนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องใช้ตัวยาประเภทนี้ ต้องโน่นต้องนี่ ละเอียดยิบทุกอณู

ความสงสัยของเราก็เลยงงว่า แล้วคนที่เขามารักษาด้วยแนวสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เขาไม่ศึกษารายละเอียดอันใดเลยหรือ ทีหนังทีละคร อ่านและติดตามทุกรูขุมขน ไม่พลาดแม้นแต่คำพูดสักบทสักตอน

แล้วจะชนะโรคที่เป็นอยู่ได้อย่างไร ไม่รู้ทั้งโรค และวิธีการฟื้นฟู ภาพการโวยวายกล่าวโทษสมุนไพร จึงปรากฎให้เห็นเสมอๆ

เราจึงอยากบอกว่า สมุนไพรไม่ใช่ทานแล้วไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่มีอาการใดๆ มาแผ้วพานเลย ไม่ใช่ ... และไม่มีวันเป็นเช่นนั้น

ใครที่คาดหวังว่า ทานสมุนไพรแล้ว จะไม่มีอาการใดๆ เป็นสมุนไพรวิเศษ กินปุ๊บหายปั๊บ สามวันหาย เจ็ดวันหาย หลวงพ่อนิพนธ์บอก ที่นี่ไม่มี และทำไม่ได้

เพราะสมุนไพรมีหน้าที่ไปคุ้ยอาการให้เกิด จนร่างกายรับรู้วิกฤติ แล้วใช้วัตถุดิบคือ อาหารและสมุนไพร ในการแก้ไขวิกฤตินั้นๆ ของร่างกาย

ความคาดหวังเยี่ยงนี้ จะไม่มีวันได้รับการตอบสนองอย่างแน่นอน

อยากจะยกตัวอย่างจิตอาสาท่านหนึ่ง เป็นมะเร็งเต้านม และลามเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุประมาณ สี่สิบ

เธอทานสมุนไพรมาเป็นปี จนกระทั่งเดือนที่แล้ว อาการลงแดงเกิดขึ้น เธอเปิดแผลที่นมให้ดู เป็นรูขนาดกำปั้นเด็ก มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหล พร้อมกับช่วงขาหนีบ ที่มีอาการบวมของต่อมน้ำเหลือง จนกระทั่งกลายเป็นขาช้าง

เธอก็มานะอดทน มาตั้งแต่ตีสี่ทุกครั้ง เพื่อทำความสะอาดห้องสวดมนต์ ทำไปร้องโอยไป ทำเสร็จ ก็นั่งพิงกำแพงสวดมนต์ แล้วก็เดินโขยกเขยก ไปกับไม้เท้าหนึ่งอัน ไปนอนพัก

อาการลงแดงหนักขึ้น จนทำให้เธอเดินไม่ได้ เพื่อนจิตอาสาก็ช่วยนำสมุนไพรไปให้ทานที่บ้าน

ผ่านการลงแดง และร้องโอยสองอาทิตย์เต็มๆ ตอนนี้แผลที่นมที่มีหนองก็เริ่มเบาบาง อาการบวมที่ขาหนีบก็หายไป เธอก็กลับมาพร้อมไม้เท้า มาทำความสะอาดห้องสวดมนต์เหมือนเดิม เดินไปยังร้องโอยไป แต่ก็บอกว่า สบายขึ้นเยอะแล้ว อาการปวดแค่นี้ จัดว่าชิวๆ เพราะสองอาทิตย์ก่อนปวดจนแทบขาดใจ

แต่ละคนที่ผ่านมาจนช่วยตนได้แล้วนั้น ล้วนต้องผ่านนรกมาก่อนสวรรค์ทั้งหมดทุกตัวคน ... หลายคนที่ฟังสรรพคุณว่าสมุนไพรดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ จึงวาดฝันว่า ทานปุ๊บ ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่เป็นอะไรเลย สามวันหาย เจ็ดวันหาย

มาเจอของจริง หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ พงศาวดารของผู้สำเร็จ ย่อมต้องใช้ขับติอดทน และเหตุผล สติอันมหาศาล จึงจะสำเร็จ

เพราะอาการที่เกิด เป็นกรรมของแต่ละบุคคล จะปฏิเสธไม่รับไม่มีทาง และไม่มีใครช่วยได้ .... จึงเรียกหลักตนพึ่งตน นั่นเอง

ใครที่คาดหวังเช่นนั้น ก็เปลี่ยนแนวทางในการรักษาได้เลย เพราะสิ่งที่คาดหวัง จะไม่ได้รับการตอบสนองอันใดเลยจากที่นี่ นอกจากคำว่า "ให้อดทน ก้มหน้ายอมรับ และยืนหยัดทานสมุนไพร" เท่านั้น


คำร้องขอจากจิตอาสาจัดระเบียบ


จิตอาสา ก็คือคนไข้ ที่อยากจะมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับหลวงพ่อนิพนธ์

หากแต่ คนที่มาต่างจิตต่างใจ ไม่รู้ความนึกคิด ไม่ทราบว่ามาดีหรือร้าย

การจัดระเบียบ จึงเพื่อให้เกิดความปลอดภัย เป็นประการสำคัญ และดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว จึงขอความร่วมมือ ทำตามคำบอกของจิตอาสา

เมื่อมีบุคคลใดไม่ร่วมมือ ย่อมต้องคาดการณ์ไว้ก่อนว่า คนผู้นั้น มีวัตถุประสงค์ ที่จะทำให้เกิดการปั่่นป่วน หรือ มีวัตถุประสงค์ที่ไม่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกัน จิตอาสาจึงต้องดำเนินมาตรการกับพวกป่วนนั้น เพื่อรักษาความปลอดภัย และความเรียบร้อย

จึงอยากเรียนท่านสมาชิก ขอความร่วมมือ ในการช่วยกันทำตามคำร้องขอของจิตอาสา ในการจัดระเบียบ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคนไข้ทุกท่าน โดยเฉพาะการเดินแถว ควรอย่างยิ่งที่จะเดิน เรียงหนึ่ง และลุกเดินทีละแถว เพื่อให้จิตอาสาได้ดูแลคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และให้การช่วยเหลือได้สะดวก

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

งานด่วน

เนื้อนาบุญ ย่อมต้องเป็นที่ถวิลหาของมวลมนุษย์ ที่จะไปพบไปพึ่งพา อย่างแน่นอน

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า งานอีกอย่างหนึ่งจากความรู้ที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ นั่นคือ การที่จะเสาะแสวงหา แหล่งเนื้อนาบุญ ให้พบและเข้าถึงก่อนที่คลื่นมหาชน จะแห่แหนกันไปนั่นเอง

การเปิดทางของฝั่งพม่า ทำให้ความปรารถนาสิ่งนี้ ใกล้เคียงความจริงเข้าไปทุกที เอกลัษณ์ของพระของพระพุทธเจ้า ก็เด่นชัด นั่นคือ การบวชตัดกิเลส ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น ไปไหนก็เดิน เงินทองไม่รับ และถือธุดงค์เป็นวัตร ที่สำคัญ คือการเน้นสร้างปูชนียบุคคล ไม่สร้างปูชนียวัตถุ ไม่แจก เครื่องลาง ตระกรุด ผ้ายันต์

ข่าวจากสายทหารของพม่า แจ้งให้หลวงพ่อนิพนธ์ทราบว่า ตอนนี้พระที่ปฏิบัติแนวดังกล่าว มีประมาณ ๗ วัด จำนวนประมาณสองพันรูป

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า นั่นหมายความว่า สิ้นยุคพระโคดมแล้ว พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ท่านอุบัติแล้ว หากแต่ยังไม่เปิดเผยตัวเท่านั้นเอง

นี่แหละคือนาทีทอง ที่จะทำตนดั่งเช่น นางสุชาดา การกระทำสิ่งไรให้แก่เนื้อนาบุญในช่วงที่ยังขาด ย่อมมีค่ามหาศาล ... ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ขอเพียงได้ตักบาตรข้าวสักทัพพี แกงสักถ้วย แล้วกลับมาทานสมุนไพร แค่นี้ก็พ้นโรคได้อย่างสบายแล้ว เพราะนี่แหละคือเนื้อนาบุญที่แท้จริง หาใช่บุญปลอมๆ ที่อ้างกันเต็มประเทศไทย ทำมาตั้งแต่เด็กยันแก่ ก็ยังหาบุญมาเลี้ยงตนไม่ได้เลย

เราจึงรอลุ้น และเฝ้ารอวันรอคืน ตั้งเจตนาอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวไว้ นั่นคือ ชาตินี้ถือว่าโชคดีที่ได้เกิดมาในยุคที่พระพุทธเจ้าอุบัติ หากชีวิตนี้ได้มีสักครั้ง ไปกราบและถวายภัตตาหาร รับข้อปฏิบัติ มานำชีวิต ก็ถือได้ว่า ไม่เสียชาติแล้ว

หมอดูหมอเดา ทำนายโน่นทำนายนี่ ช่างหัวมัน แต่การอุบัติของพระพุทธเจ้า แม่ชีเมี้ยนได้พยากรณ์มาและยืนยัน ก่อนลาสังขารให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ... กำลังจะถูกพิสูจน์

เราจึงอยากให้สมาชิกของชมรมตื่นตัว และเตรียมพร้อม เพราะหากท่านเปิดเผยตัวเมื่อไร ก็โน่นแหละ กว่าจะเข้าถึง บินไปรอ เป็นสัปดาห์เป็นเดือน ถึงแล้วรอเข้าคิวอีกสิบกิโล ไม่รู้ว่าจะได้เข้าถึงหรือไม่

นี่แหละควรจะเป็นความฝันอันสูงสุดของชีวิต ที่ทำให้ชีวิตเหนียวแน่น และหากได้สัมผัส .... ตายตาหลับ ด้วยรอยยิ้ม เพราะชาตินี้ไม่เสียชาติเกิดแล้ว แม้นจักไม่ได้ไปนิพพานก็ตามที อย่างน้อยก็ได้นมัสการ ได้ปฏิบัติตามคำสอน ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเปิดโอกาสให้สมาชิก ได้ร่วมขบวนไปนมัสการ ในวันใดที่ได้พบ ... ไปลงชื่อร่วมขบวนด่วน



ผิดคาด

คนไข้ท่านหนึ่ง มาได้ไม่นาน เดินเข้ามาบ่นกับเราว่า ตัวเขาเป็นโรคเก๊าต์ มาทานสมุนไพรสักเดือนหนึ่งแล้ว ทำไมตอนนี้รูสึกปวดข้อมาก เพราะสมุนไพรใช่ไหมที่ทำให้ปวด

ก็ไหนว่าสมุนไพรดี ทำไมทานแล้วควรที่จะหายปวด กลับปวดมากกว่าเดิม ตอนที่ทานยาเคมีเสียอีก

ได้ยินได้ฟัง แล้วงานเข้าเลย ไม่ได้โกรธ หรือโมโหแต่อย่างไร หากแต่สงสัยว่า หลายต่อหลายครั้งที่ได้ยินได้ฟังเพื่อนฝูง ให้ฟังถึงการไปพบหมอ ไม่ว่าโรคของตน หรือลูก ก็มักจะมีรายละเอียดที่ได้คุยกับหมอมาให้ฟังเสมอว่า โรคนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องใช้ตัวยาประเภทนี้ ต้องโน่นต้องนี่ ละเอียดยิบทุกอณู

ความสงสัยของเราก็เลยงงว่า แล้วคนที่เขามารักษาด้วยแนวสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เขาไม่ศึกษารายละเอียดอันใดเลยหรือ ทีหนังทีละคร อ่านและติดตามทุกรูขุมขน ไม่พลาดแม้นแต่คำพูดสักบทสักตอน

แล้วจะชนะโรคที่เป็นอยู่ได้อย่างไร ไม่รู้ทั้งโรค และวิธีการฟื้นฟู ภาพการโวยวายกล่าวโทษสมุนไพร จึงปรากฎให้เห็นเสมอๆ

เราจึงอยากบอกว่า สมุนไพรไม่ใช่ทานแล้วไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่มีอาการใดๆมาแผ้วพานเลย ไม่ใช่ ... และไม่มีวันเป็นเช่นนั้น

เพราะสมุนไพรมีหน้าที่ไปคุ้ยอาการให้เกิด จนร่างกายรับรู้วิกฤติ แล้วใช้วัตถุดิบคือ อาหารและสมุนไพร ในการแก้ไขวิกฤตินั้นๆ ของร่างกาย

ใครที่คาดหวังว่า ทานสมุนไพรแล้ว จะไม่มีอาการใดๆ เป็นสมุนไพรวิเศษ กินปุ๊บหายปั๊บ สามวันหาย เจ็ดวันหาย หลวงพ่อนิพนธ์บอก ที่นี่ไม่มี และทำไม่ได้

ความคาดหวังเยี่ยงนี้ จะไม่มีวันได้รับการตอบสนองอย่างแน่นอน

อยากจะยกตัวอย่างจิตอาสาท่านหนึ่ง เป็นมะเร็งเต้านม และลามเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุประมาณ สี่สิบ

เธอทานสมุนไพรมาเป็นปี จนกระทั่งเดือนที่แล้ว อาการลงแดงเกิดขึ้น เธอเปิดแผลที่นมให้ดู เป็นรูขนาดกำปั้นเด็ก มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหล พร้อมกับช่วงขาหนีบ ที่มีอาการบวมของต่อมน้ำเหลือง จนกระทั่งกลายเป็นขาช้าง

เธอก็มานะอดทน มาตั้งแต่ตีสี่ทุกครั้ง เพื่อทำความสะอาดห้องสวดมนต์ ทำไปร้องโอยไป ทำเสร็จ ก็นั่งพิงกำแพงสวดมนต์ แล้วก็เดินโขยกเขยก ไปกับไม้เท้าหนึ่งอัน ไปนอนพัก

อาการลงแดงหนักขึ้น จนทำให้เธอเดินไม่ได้ เพื่อนจิตอาสาก็ช่วยนำสมุนไพรไปให้ทานที่บ้าน

ผ่านการลงแดง และร้องโอยสองอาทิตย์เต็มๆ ตอนนี้แผลที่นมที่มีหนองก็เริ่มเบาบาง อาการบวมที่ขาหนีบก็หายไป เธอก็กลับมาพร้อมไม้เท้า มาทำความสะอาดห้องสวดมนต์เหมือนเดิม เดินไปยังร้องโอยไป แต่ก็บอกว่า สบายขึ้นเยอะแล้ว อาการปวดแค่นี้ จัดว่าชิวๆ เพราะสองอาทิตย์ก่อนปวดจนแทบขาดใจ

แต่ละคนที่ผ่านมาจนช่วยตนได้แล้วนั้น ล้วนต้องผ่านนรกมาก่อนสวรรค์ทั้งหมดทุกตัวคน ... หลายคนที่ฟังสรรพคุณว่าสมุนไพรดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ จึงวาดฝันว่า ทานปุ๊บ ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่เป็นอะไรเลย สามวันหาย เจ็ดวันหาย

มาเจอของจริง หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ พงศาวดารของผู้สำเร็จ ย่อมต้องใช้ขับติอดทน และเหตุผล สติอันมหาศาล จึงจะสำเร็จ

เพราะอาการที่เกิด เป็นกรรมของแต่ละบุคคล จะปฏิเสธไม่รับไม่มีทาง และไม่มีใครช่วยได้ .... จึงเรียกหลักตนพึ่งตน นั่นเอง

ใครที่คาดหวังเช่นนั้น ก็เปลี่ยนแนวทางในการรักษาได้เลย เพราะสิ่งที่คาดหวัง จะไม่ได้รับการตอบสนองอันใดเลยจากที่นี่ นอกจากคำว่า "ให้อดทน ก้มหน้ายอมรับ และยืนหยัดทานสมุนไพร" เท่านั้น

คำเชิญและบัตรเชิญ

การมาเยือนชมรมคนรักสุขภาพ ของท่าน ส.ว. ครั้งนี้ มีผู้ติดตามมาด้วย ที่ไม่ได้บอกกล่าวแก่หลวงพ่อนิพนธ์มาก่อน เรียกง่ายๆ ก็คือ ตามมาดู อยากเห็นกับตา

หลังจากการพาชมกิจกรรมของชมรม จนทั่ว และได้รับบรรยายจากวิทยากรจำเป็น นั่นคือ คณะกรรมการ หลายๆ ท่าน จึงต้องทำหน้าที่นี้เป็นการเฉพาะหน้า โดยไม่ได้ตั้งตัว

บุคคลหนึ่งที่ติดตามท่าน ส.ว. ก็เปิดเผยตัว คือ ญาติของท่าน นายพลตานส่วย พร้อมกับการกล่าวชมสมุนไพร โดยเฉพาะตัวเขาเองได้ทดลองเข้ากระโจม แล้วรู้สึกสบายตัว สดชื่น จึงชอบมา พร้อมกับการเปิดตัว คือ การกล่าวคำเชิญหลวงพ่อนิพนธ์ ให้บินไปย่างกุ้ง เพื่อดูคนไข้ท่านหนึ่ง

บุคคลท่านนี้ เป็นบุคคลระดับอาวุโสที่สำคัญท่านหนึ่งของประเทศพม่า ผู้ซึ่งความคิดเห็นของบุคคลท่านนี้ เรียกได้ว่า เมื่อกล่าวแล้ว ทุกคนต้องฟังและปฏิบัติตาม ทุกฝ่ายให้ความเคารพนับถือ

ด้วยคำเชิญนี้เอง วันจันทร์นี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องบินไปย่างกุ้ง ตอบรับคำเชิญนั้น

หากแต่เมื่อฟ้าเปิด ช่องทางก็ปลอดโปร่งโล่ง ทำให้กิจกรรมที่จะทำที่ดูว่ายากยิ่งก็กลายเป็นง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังคำเชิญ ท่าน ส.ว. และคณะ จึงได้ยื่นบัตรเชิญพิเศษ ในฐานะของตัวแทนประเทศพม่า ในการร่วมเป็นแขกพิเศษของพม่า ในการเข้าร่วม การเปิดด่านชายแดนถาวร ที่บ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า ของจังหวัดกาญจนบุรี

การเชิญครั้งนี้ เพื่อแนะนำ และอำนวยความสะดวกในการทำกิจกรรมของชมรมคนรักสุขภาพ ทั้งแก่เจ้าหน้าที่ทั้งฝั่งไทย และพม่า

และการเชิญครั้งนี้ ทางพม่า ได้แสดงให้เห็นความร่วมมือแก่หลวงพ่อนิพนธ์ โดยส่งตัวแทนนายทหารระดับสูง ทั้งของพม่า และกะเหรี่ยง ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ ที่หลวงพ่อนิพนธ์จะต้องผ่านเข้าออก มาร่วมด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอยากให้พิจารณาว่า นี่แหละเขาเรียกบุญญาธิการของศาสนา เพราะพื้นที่พม่า กะเหรี่ยงก็เข้าไม่ได้ พื้นที่กะเหรียง พม่าก็เข้าไม่ได้ คนธรรมดาอย่างท่าน คงทำให้ ชนสองเผ่านี้ ตกลงกันได้ คงเป็นไปไม่ได้

ก็นับว่าโชคดีของคนไทย ที่มาเดินตามแนวสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ที่จะได้มีโอกาส ทั้งการมีสมุนไพรที่สมบูรณ์ และที่สำคัญอย่างยิ่ง การได้มีโอกาสไปทำบุญ และสัมผัสกับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่อุบัติขึ้นในแผ่นดินพม่า

แล้วมาดูกันว่า เมื่อสองขาของบัญญัติพระภูมี ได้ถูกกระทำโดยสมบูรณ์ นั่นคือ บุญล้างบาป สมุนไพรล้างโรค แล้วเราจักได้เห็นสิ่งที่ทำให้บรรพบุรุษและคนทั้งโลกในอดีตยอมรับ นั่นคือ "ความไม่มีโรค" มีจริงและทำได้ หากแต่ใครทำใครได้ ... พิสูจน์พุทธพจน์ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"


ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44