วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ข้อสงสัย


หลายคนสงสัยว่า ทำไมสถานที่นี้ไม่มีโทรศัพท์ ก็อย่าสงสัยเลย เพราะสถานที่อย่างนี้ มีคนชอบก็หยิบมือ แต่คนไม่ชอบมหาศาล เพราะมันขัดผลประโยชน์เขามากมาย

แลยิ่งเห็นภาพความจริงตรงหน้า จะได้คลายสงสัย ก็ที่นี่ไม่มีหน่วยงานใด หรือผู้นำคนใดกล้าประกาศตนสนับสนุน ทั้งที่มีผู้ป่วยมาใช้บริการ มากกว่าโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แถมยังมีผู้ประสพผลให้เห็นเป็นตัวเป็นตน

การพยายามดิ้นรนเพื่อดำเนินกิจการช่วยผู้ป่วยจึงมีทุกทิศทาง อาทิ การตั้งร้านอาหาร เพื่อหารายได้มาสนับสนุนกิจกรรม แลศาลาขนมไทย ที่ดั้งเดิม เป็นแหล่งรายได้หลัก บริเวณหน้าถนน ก็ได้ถูกรื้อทิ้งไป ในช่วงที่กิจกรรมขยายตัวจนไม่มีเวลาในการทำ บัดนี้ ก็จะฟื้นฟูเป็นร้านกาแฟ และขนมไทยชาววังเล็กๆ เพื่อหารายได้มาสนับสนุนเพิ่ม ผลก็คือ เจ้าหน้าที่รถไฟเอย ผู้เกี่ยวข้องในการอนุญาตเอย ... ล้วนแล้วแต่เจ้าหน้าที่รัฐ แจ้งว่าหากไม่ยอมเสียเงินให้ ก็จะไม่อนุญาตโดยเด็ดขาด แลหลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่ยอมจ่าย แต่ยอมที่จะทุบทิ้งไม่ก่อสร้าง ทั้งๆ ที่ตลอดแนวรถไฟ พ่อค้าแม่ค้า สร้างตลอดแนว สร้างได้

ยิ่งไปกว่านั้น สวนสมุนไพรที่ ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย จากดินแดนที่ไม่มีผู้คนอยากได้ เพราะมีความกันดารที่สุดในประเทศไทย แต่มีต้นสมุนไพรมากมาย หลวงพ่อนิพนธ์ไปซื้อไว้ แม้นจะไม่ได้สิทธิเพราะเป็นพื้นที่ทหาร แต่ก็ซื้อ เพื่อให้มีสมุนไพร อีกทั้งพยายามเพิ่มเนื้อที่ เพื่อจะปลูกต้นสมุนไพ่รที่ใช้มาก ไว้ช่วยคน

พัฒนาพื้นที่ ขุดบ่อน้ำ เดินไฟเอง ไม่มีภาครัฐ หรือใดๆ มาช่วย แม้นแต่สตางค์แดงเดียว มาวันนี้ พื้นที่ดูสวยงาม สะอาด ร่มรื่น

เจ้าหน้าที่ก็ มาแจ้งแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า นายเห็นแล้วชอบ จะขอยึดพื้นที่นี้คืน ....

นี่แหละประเทศไทยยามนี้

คงหายสงสัยแล้วกระมัง ประเทศที่มีคนชอบพูดว่า อยากได้คนดี อยากสนับสนุนคนดี ... มันมีแต่วลีเท่านั้นเอง หากไร้ซึ่งผลประโยชน์ .... บลา บลา บลา...

ลืมนิยายน้ำเน่า มามองความจริงของประเทศดีกว่าว่า มันเน่าเฟะสักปานใด ... นี่แหละ แม่ชีเมี้ยนจึงทิ้งสิ่งนี้ไว้ให้ เพราะรู้ดีว่า ประเทศไทยมันขาดแคลนซึ่งคนดีที่แท้จริง หากธรรมสามารถสร้างคนดีได้มากเท่าไหร่ คนดีเหล่านี้ จะกลัวกรรม ประเทศไทยจึงจะรอดพ้นวิกฤต

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวเสมอว่า วันหนึ่ง ท่านอาจจะถูกจับเข้าตะราง เพราะช่วยคนก็เป็นได้ ถึงจะมีใบอนุญาตให้ทำสมุนไพรได้ แจกได้ รักษาคนได้ แต่ไม่มีใบอนุญาตให้รับผู้ป่วยมาพัก ... แต่นี่มนุษย์น่ะ เห็นคนจะตายไม่ช่วย ทำได้ไง .... คุกก็คุกซิวะ ในอดีต โดนสั่งยิงเป้า ยังโดนมาแล้วเลย

วันหนึ่ง เราอาจชวนท่านไปเดินม๊อบสมุนไพรก็เป็นได้

ผลแพ้ชนะ

ธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา องค์ประกอบที่สำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์ สอนเสมอว่า มีสองส่วน คือ ธรรมล้างกรรม สมุนไพรล้างโรค

ธรรมหมวดนี้ มิได้มีจุดประสงค์ให้หยุดแค่เพียงหายโรคตาย หรือที่อดีตเรียก ตายห่า หากแต่ต้องพ้นจากอุบัติภัย หรือที่เรียกกันว่า ตายโหง ด้วย จึงจะเรียกว่า ประสพผล

ดังนั้น ขาธรรม จึงมีความจำเป็น และต้องเป็นผู้นำเดิน ส่วนขาสมุนไพร ใช้เพื่อให้มีโอกาสได้ทำวินัยธรรม

ก็ด้วยหากกายยังร้องโอยๆ สภาพยังช่วยตนไม่ได้ จะปฏิบัติซึ่งวินัยธรรม คงเป็นไปไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ธรรมเป็นสิ่งที่มีชีวิต มีอายุขัย อายุขัยที่ว่า นั่นคือ การให้โอกาส ที่ศาสนามีให้ทุกผู้คน

ตัวอย่างล่าสุด ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ยกมาให้ฟังในวันเข้าพรรษาเป็นสติ นั่นคือ ผู้ป่วยสองท่าน

คนแรก เป็นมะเร็งสมอง หมอทิ้ง มาในสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว พูดประสาชาวบ้านก็รอตาย .. มาถึงก็บอกขอพักอยู่ที่นี่เลย เพราะหมดเงินแล้ว ไปที่ไหนก็ไม่มีที่ไปแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้ไปพักฟื้นฟูตัวที่สวนสมุนไพร

วันเวลาผ่านไป สภาพร่างกายดีขึ้น หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้แนะตลอดทางว่า ทำไมไม่บวชเพื่อช่วยตนเล่า คนป่วยก็ทำหูทวนลม เฉยลูกเดียว ไม่ตอบสนองอันใด ตั้งหน้าตั้งตาทานสมุนไพร และก็ดีวันดีคืน

วันเวลาผ่าน หลวงพ่อนิพนธ์ ก็เปิดช่อง ชี้แนะให้บวชหลายครั้ง คำตอบที่ได้ คือ การเฉย ไร้การตอบสนอง แต่อาการของเขาก็ดีขึ้นจนสามารถกลับมาช่วยตนเองได้ ทำอะไรได้ เหมือนคนปกติ

ผ่านไป ๖ เดือน สภาพก็ดูเสมือนคนปกติทั่วไป เขาจึงขออนุญาตลากลับบ้าน เพราะตอนนี้กำลังจะมีการจัดการบวชขึ้น จะด้วยหนี ไม่อยากบวช หรือ เหตุผลใดก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์ก็อนุญาต

และสองวันที่ผ่านมา ทางบ้านก็โทรมาแจ้งหลวงพ่อนิพนธ์ว่า คนป่วยเสียชีวิตแล้ว ด้วยอุบัติเหตุ ลื่นล้ม แล้วศีรษะฟาดพื้น

ในขณะที่อีกคน เดิมก็ไม่ได้เป็นสมาชิกของมูลนิธิแต่อย่างใด ทราบข่าวมาว่า หลวงพ่อนิพนธ์จะรับพระ จึงเดินทางมา

สภาพที่มา เป็นโรคอัลกอฮอร์ริซึ่ม ขั้นรุนแรง จนมือไม้สั่น ประกอบกับมีโรคเบาหวาน และอื่นๆ อีกบ้าง

เขาผ่านการรักษาที่โรงพยาบาล ก็ไม่ประสพผล ก็คิดจะบวชพระ เพื่อเลิกเหล้า แต่บวชได้วันเดียว ก็ทนอาการไม่ไหว

เขาจึงมาพบหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านก็อนุญาตให้บวช แต่เขามาก่อนประมาณ สิบวัน หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ให้พักรอที่วัด รอบวช ในระหว่างนี้ ก็ให้เลิกเหล้า และทานสมุนไพรไปก่อน

ถึงวันนี้ เขาได้บวชสมใจ แลที่สำคัญ นับตั้งแต่มานอนที่วัด ไม่ปรากฎอาการของอัลกอฮอร์ริซึ่มอีกเลย ไม่มีการลงแดงเหล้า

วินัยธรรม ฉันมื้อเดียว ก็ไม่เป็นอุปสรรคใดๆ แก่ท่าน สามารถดำรงตนได้ปกติ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า คนที่มาใช้ธรรมหมวดนี้ ฝ่ายหนึ่ง ใช้ขาธรรมนำหน้า อีกฝ่ายหนึ่ง ใช้ขาสมุนไพรเพียงอย่างเดียว แค่เริ่มก็รู้แล้ว ผลแพ้ชนะจะเป็นอย่างไร

เบาหวานที่ว่ารุนแรง ขาดสารอินซูลีนไม่ได้ ก็ทิ้งได้ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเข้ามา ไม่มีอาการใดที่รุนแรงปรากฎให้เห็น

ที่สำคัญ เมื่อเขาเลือกเดินทางนี้ ผู้สอน ก็วางใจ ไม่กังวลด้วยอาการของโรค เพราะ แม้นแต่กรรม ธรรมเขายังชนะ เมื่อประพฤติธรรมวินัยของพระภูมี โรคที่เป็นบริวารกรรม ยิ่งไม่ต้องสงสัย ชนะตั้งแต่ในมุ้งแล้ว

แค่จุดเริ่มนี้ ก็รู้ได้เลยว่า ธรรมหมวดสมุนไพร ไม้ไผ่ลำเดียวที่พระภูมีชี้ให้เดิน ต้องทำอย่างไร จึงประสพผลสำเร็จในการช่วยตน ที่สำคัญ เมื่อสำเร็จแล้ว ผู้นั้นย่อมต้องเป็นคนดี สมเจตนาของพระภูมี ผู้บัญญัติธรรมอย่างแน่นอน

ธรรม มีไว้สร้างมนุษย์ ให้เป็นคนดี ... จะมาทานสมุนไพร โดยไม่เปลี่ยนนิสัยอะไรเลย ... ฝันไปหรือเปล่า แล้วกรรมที่ทำมาจะเอาไปไว้ที่ไหน

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เมื่อของจริงมา

ทำไมคนจึงห่างศาสนาไปเรื่อยๆ นั่นคือ พฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนจากพุทธกาล จนกลายเป็นเดินสวนทาง

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายให้ฟังว่า ก็เพราะ ศาสนาเป็นเรื่องของอำนาจ แลอำนาจนี้เป็นของเฉพาะบุคคล คือ พระพุทธเจ้า นั่นหมายความว่า อำนาจที่บอกว่าศักดิ์สิทธิ์ หรือ บุญ ในพระพุทธศาสนา มิใช่ของในโลก

จะจัดอำนาจธรรม เป็นอำนาจนอกโลก หรือ เรียกอำนาจที่สามก็ได้

อำนาจนี้ จะมาเมื่อจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติ ทุกยุคทุกสมัย แลพระพุทธเจ้าใช้เพื่อโอบอุ้ม ตนแลสาวก เพื่อไปนิพพาน

นั่นหมายความว่า เมื่อสิ้นยุค ก็สิ้นอำนาจธรรม หรือ ไม่มีบุญ คงเหลือ แต่ กรรมดี กรรมชั่ว เป็นอำนาจที่ใช้ปกครองโลกนั่นเอง

เอกลักษณ์ อย่างหนึ่งที่เด่นชัดในเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องของอายุขัย ธรรมเป็นของเป็น จึงมีอายุขัย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เมื่อสิ้นอายุขัยของธรรมนั้นๆ ก็หมายความว่า แม้นพฤติกรรมเดียวกัน พระพุทธเจ้าเป็นผู้บัญญัติกำหนดขึ้น เมื่ออยู่ในอายุขัย ทำแล้วก็จะเป็นบุญ หากหมดอายุขัย หรือ เกินขอบเขตที่กำหนด แม้นทำเฉกเช่นกัน ก็จะเป็นได้แค่กรรมดี

อธิบายเพิ่มเติมให้เห็นชัด จึงชี้ให้ดูสงฆ์สาวก ของพระพุทธเจ้า จะทำแล้วเป็นบุญ พาตนไปนิพพานได้ หนึ่ง ต้องอนุญาติโดยพระพุทธเจ้า เรียก เอหิภิกขุ อุปสัมปทา นั่นเอง

ดังนั้น สาวกองค์สุดท้าย ก็คือ เด็กหนุ่มที่วิ่งไปขอบวช ก่อนที่จะเสด็จปรินิพพาน นั่นเอง แลนับเป็นองค์ที่แปดหมื่นสี่พัน

ดังนั้น หากการกระทำเช่นกัน แลบุญยังดำรงอยู่ สงฆ์ที่บวชหลังจากชายคนสุดท้าย ก็ต้องสามารถเป็นพระอรหันต์ได้เช่นกัน แต่ก็หามีไม่

ก็เพราะสิ้นพระพุทธเจ้า ก็จะสิ้นอำนาจบุญ ที่มาวุ่นวายในโลกนี้แล้วนั่นเอง

เมื่อเวลาล่วงเลย คำสอนที่ทิ้งไว้ เมื่อทำแล้ว ก็เป็นแต่เพียงกรรมดี

ใครจะว่า สงฆ์องค์นั้นสำเร็จอรหันต์ ก็ว่ากันไป ... คำถามง่ายๆ ก็คือ สำเร็จแล้ว เขาเป็นสาวกของใคร ในเมื่อพระโคดม มีสงฆ์สาวกแค่แปดหมื่นสี่พันองค์ เท่านั้น

เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีอำนาจธรรม อำนาจบุญ จึงไม่แปลก หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า พราหมณ์มันก็รู้ จึงกล้าที่จะเขียนพระไตรปิฏก แลแปลงสาร คำสอนให้กลมกลืนกับพฤติกรรมของตน

อันจะเห็นได้จาก เริ่มมีพิธีกรรม เริ่มมีของถวาย เริ่มมีการสร้าวัตถุ ... จนท้ายที่สุด บัญญัติบุญ ก็ถูกบีบจำกัดวง อยากได้บุญ ต้องมาทำกับพระเท่านั้น ...

สิ่งที่ลามปามกันมายกใหญ่ นั่นคือ รูปเหมือน หรือ พระพุทธรูป ที่ถูกสร้างกันมาในภายหลัง ที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า จากเดิม เริ่มด้วยเลื่อมใสศรัทธา จนมายุคปัจจุบัน กลายเป็นพุทธพาณิชย์ไปหมดแล้ว

แผ่นดินนี้ได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินที่มีคนนับถือพุทธศาสนามากที่สุดในโลก เห็นหมาถูกทำร้าย ถูกรถชน สงสาร หมาอดตายรีบบริจาค กันถล่มทลาย ยี่สิบล้านบาท ภายในพริบตา

แต่เห็นรูปเหมือนของพระพุทธเจ้า วางอยู่กับดิน วางขายกันเกลื่อน หรือพิมพ์ออกมา แล้วทิ้งลงถังขยะ ตกตามพื้น ให้เหยียบไปมา ... เฉย...

พฤติกรรมเช่นนี้ เมื่อยังไม่มีพระพุทธเจ้า ก็พอทำเนา ก็แค่กรรมชั่ว แต่วันใดเมื่อของจริงปรากฎโฉม อำนาจธรรม ถูกประกาศ อำนาจบุญมาแล้ว ... ที่นี้ จากโทษแค่ขัง ก็จะกลายเป็นประหารชีวิตสถานเดียว

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า อำนาจบุญ ที่ปกป้องพระพุทธเจ้า มีฤทธิ์สักฉันใด ก็ดูจากอินเดีย ในยุคของพระโคดมนั่นเอง อยู่ท่ามกลาง ลัทธิความเชื่อมากมาย ที่จ้องล้ม จ้องทำลาย แต่ก็หามีผู้ใดทำลายได้ไม่ มีแต่ทำแล้ว ทำลายตน เสียสิ้น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเตือนว่า วันนี้้ พฤติกรรม ที่ทำแล้วส่งเสริมพระให้มีกิเลส สร้างโบสถ์ สร้างศาลา ถวายรถ ถวายปัจจัย ถวายโทรศัพท์ ทีวี ตู้เย็น ... อาจแค่ให้เกิดโรค แต่เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศตนวันใด ... ไม่ว่าผู้ถวาย หรือพระ ที่บวชห่มผ้าเหลืองหากิน ... ไม่ใช่เจอตีนกรรม แต่เจอตีนฟ้าแล้วทีนี้

แค่กินยาเคมีทำลายชีวิตตน ก็เกิดโรคจนแทบเอาตัวไม่รอด แต่ถ้าทำลายพระ ทำลายศาสนา ... รับรองดูไม่จืด

ประวัติศาสตร์สอนให้เห็นแล้วว่า กว่าจะมีพระพุทธรูปองค์แรก ก็ต้องรอ หลังเสด็จปรินิพพาน ร่วมเจ็ดร้อยปี ... นั่นแสดงว่า คนโบราณเขารู้ เขาไม่ทำกัน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของพระพุทธศาสนา แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนว่า คือ "ธรรมศักดิ์สิทธิ์" หลวงพ่อนิพนธ์เสริมให้เด่นชัดว่า บุญบาป ล้วนอยู่ที่การกระทำ หรือ ตัวกระทำ ของเราท่าน ที่มีต่อมนุษย์แลสัตว์ ไม่จำเป็นหรอกต้องเฉพาะกับพระ

วันใดที่ศาสนาอุบัติ แล้วเราท่านจะได้รู้ว่า รากเหง้าของศาสนาในโลก ล้วนมีที่มาจาก ธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้า ทั้งหมด ทั้งมวล

สิ่งที่ปกปิดไม่ให้รู้ เช่นต้นพระคัมภีร์ของคริสต์ ที่ละม้ายคล้ายธรรมคำสอน ที่ค้นพบในบราซิล หรือ แม้นกระทั่ง ต้นคำสอนของอิสลาม ที่ถูกซ่อนไว้ในหินดำ ในกลางกรุงเยรูซาเล็ม ก็ตาม ก็จะเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างชัดเจน

ใครจะเชื่อหรือไม่ว่า หินดำก้อนนั้น ถูกสร้างเพื่อปกปิดพระพุทธรูป และธรรมคำสอนไว้ข้างใน ...

เมื่อทุกคนประจักษ์ มนุษย์ แม้นไม่ศรัทธาในพระพุทธเจ้า แต่ก็จะหันกลับมา นำธรรมคำสอนบางสิ่งบางอย่างไปปฏิบัติ เพื่อให้สังคมของชนกลุ่มนั้นๆ เกิดความสงบ

ภาพที่จะเห็นเด่นชัด วันใดที่ศาสนาอุบัติ พราหมณ์ที่นุ่งเหลือง ห่มจีวร หากิน กระโดดหนีตายแทบไม่ทัน ... พระสงฆ์ที่มีกว่าสามแสนรูปในปัจจุบัน ดูซิจะเหลือสักพันไหม

ปล. ไม่ได้มาถกเถียงแก่ผู้ใด .. ฟังไว้เฉยๆ วันข้างหน้าก็จะรู้เองว่า เป็นเช่นนี้จริงไหม ...

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

มาเพื่อบอก

ใครที่เห็นสภาพหลวงพ่อนิพนธ์ ครั้งที่ผ่านมา ล้วนพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า "รอดยาก"

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า นั่นเพราะพรหมลิขิตของตนนั้นหมดอายุขัยแล้ว

หากแต่งานที่แม่ชีเมี้ยนมอบให้ยังไม่แล้วเสร็จ จึงร้องขอเพื่อที่จะทำให้เสร็จ แลก็ได้สิทธิ์นั้น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า จากสภาพที่หมอบอกว่า โอกาสรอดมีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ หากจะรอดก็ต้องทำอะไรอีกมากมาย เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ฟื้นคืนสติมา หมอบอกต้องผ่าตัดหัวใจด่วน หลวงพ่อนิพนธ์ก็ปฏิเสธ

เหตุผลง่ายๆ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นเสมอ นั่นคือ มนุษย์มีพรหมลิขิต เมื่อแม่ชีเมี้ยนให้สิทธิ์ในการกลับมามีชีวิตอีกครั้ง นั่นหมายความว่า โรคหัวใจย่อมทำให้ตายไม่ได้อย่างแน่นอน

จากที่หมอบอกไม่ผ่าตัดหัวใจตายแน่ ผ่านไปหนึ่งเดือน กลับไปตรวจหัวใจใหม่ ก็เฉกเช่นเดียวกับคุณธานินทร์ หัวใจได้สร้างเส้นเลือดฝอย บายพาสหัวใจเรียบร้อย ไม่ต้องทำอะไร

การกลับมาครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนสั่งให้กลับมาบอกพี่น้องคนไทย นั่นคือ "หยุดทำบาปกับศาสนาซะ" เพราะพระพุทธเจ้าเขากำลังจะปรากฎโฉมแล้ว

พฤติกรรมมากมายที่ถือว่าล่วงล้ำกล้ำเกินศาสนา มีให้เห็นกันทั่ว มันจะกลายเป็นบาปมหันต์ เมื่อพระพุทธเจ้าปรากฎ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกอดีตถ้ำกระบอกให้ฟังว่า เมื่อครั้งมีลูกศิษย์คนหนึ่ง เป็นเศรษฐี ชื่อเถ้าแก่ซ้ง เป็นคนที่มีจิตใจ โอบอ้อมอารี ชั่วชีวิตแทบจะเรียกว่าไม่เคยทำบาปใดๆเลยก็ว่าได้

หากแต่เถ้าแก่ซ้ง ยามบั้นปลายชีวิต กลับพบชะตากรรมที่แก้ไม่ตก นั่นคือ เป็นโรคร้ายแรง หมอแก้ไม่ได้ หมดทาง จึงเดินทางมาถ้ำกระบอก ตามเสียงเล่าลือ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเถ้าแก่ซ้งว่า ถึงแม้ลื้อจะมีจิตใจดี เมตตาช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เคยเบียดเบียนใคร แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่เป็นบาปมหันต์ นั่นคือ นิสัยที่ชอบพระ ซื้อขายพระนั่นเอง

พระเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกคุณ กราบไหว้ กับถูกพฤติกรรมของลื้อเหยียบย่ำ ไปตีราคา เป็นเงินเป็นทอง กรรมอันนี้หนักหนาสาหัสนัก จึงส่งผลให้ความเลวร้ายบังเกิดแก่ลื้อ

เถ้าแก่ซ้ง ได้ฟังก็กลับบ้านไปขนสารพัดพระ ไม่ว่าพระสมเด็จ พระพุทธรูป ใหญ่น้อย มาถวายหลวงพ่อนิพนธ์ ซึ่งก็ได้นำไปไว้ในโพรงแห่งหนึ่งของถ้ำกระบอก แล้วโบกปูนปิดไว้

หลังจากนั้นเถ้าแก่ซ้ง ก็รับสัจจะ ไม่ซื้อขายพระ ไม่ส่งเสริม สนับสนุนใดๆทั้งสิ้น ... ผลก็คือ โรคที่เป็นอยู่ แทบจะไม่ต้องทานสมุนไพรเลย ก็ดีวันดีคืนจนหายปลิดทิ้ง

พฤติกรรมที่ทำลายศาสนา ที่แม่ชีเมี้ยนให้หลวงพ่อนิพนธ์มาบอก ยังรวมถึงการให้เงิน สร้างโบส์ สร้างศาลา สร้างวัตถุ ซึ่งส่งผลให้พระมากมายต้องเสียวัตรปฏิบัติ แทนที่จะสานเจตนาเดิมในการบวช นั่นคือ เพื่อตัดกิเลส กลายเป็นหลงวัตถุ

ใครจะปฏิเสธสักฉันใดก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ตัวกระทำ มันไม่ตาย เพราะสิ่งที่เราท่านทำ มันทำให้เสียพระ แค่องค์เดียวก็แย่แล้ว แต่นี่มากมายเหลือคณานับ กรรมจึงมหาศาล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ย้อนกลับไปดูอินเดียสิ ต้นศาสนาของพระโคดม มีไหมที่พระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติให้สร้างโบสถ์ สร้างศาลา ไม่มีเลย อย่างดีก็แค่โรงทานเท่านั้นเอง แล้วเราท่านเดินตามใคร กำลังส่งเสริมให้พระเดินตามธรรมพระโคดม หรือตามกิเลสตน

เคล็ดของศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า อยู่ที่คำว่า "ให้"

สมุนไพรจึงต้องให้ จิตอาสามาล้างขวด ก็เพราะสละแรงกายให้ ไม่คิดเงิน ขวดที่ล้างจึงเป็นมงคล ... ผลที่ได้ไม่ใช่เงิน แต่คือบุญ ซึ่งสามารถนำมาซื้อเวรซื้อกรรมได้

ตัวอย่างที่ อ.อร่าม มักยกให้เห็นนั่นคือ คุณปรียานุช ที่เป็นโรคกระดูก แลอีกหลายโรค เดินไม่ได้ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เป็นด้วยเหตุที่เบียดเบียนผู้อื่น ก็ให้ทำตรงข้าม นั่นคือ ไปขัดถูห้องน้ำ ให้ผู้อื่นใช้ จะนั่งขัด นอนขัด ก็ทำไป

คุณปรียานุช จึงมาก่อนวันทำการหนึ่งวัน ใช้เวลาทั้งวันในการทำความสะอาดห้องน้ำ ทำจนเดินได้ภายในสองอาทิตย์ ... ซึ่งหมอบอกว่าเธอไม่มีโอกาสกลับมาเดินได้อีกแล้ว

บทสรุป ศาสนา มีคุณอนันต์ พาไปนิพพานได้ ก็มีโทษมหันต์ กว่าทางโลกนัก ดั่งจักเห็นจากบาปใดที่ทำก็ไม่ถึงธรณีสูบ แต่เทวทัต ที่ทำบาป ต้องโทษถึงธรณีสูบ ...

สิ่งนี้เป็นสิ่งแรกที่หลวงพ่อนิพนธ์กลับมาบอกกล่าว นั่นแสดงให้เห็นความสำคัญอย่างยิ่งยวด ... ถึงพฤติกรรมนี้ได้เป็นอย่างดี ใครเชื่อ ก็หยุด ไม่เชื่อก็ทำไปไม่ว่ากัน

แต่คิดจะทานสมุนไพร ทั้งที่ทำผิด ... เมื่อก่อนไม่รู้ก็พอทน แต่รู้แล้วยังทำ ... ระวังเน้อ

พระในอดีตที่ศักดิ์สิทธิ์ ก็เพราะเขาให้กันนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

แบ่งฝ่าย

ศาสน์ของพระภูมีจำแนกผู้ทึ่เข้ามาเป็นสองประเภท หนึ่งคือพระเวสสันดร อีกหนึ่งคือชูชก

ผู้คนที่เข้ามา จึงต้องเลือกฝ่ายเลือกการกระทำ ในการดำรงตน

ธรรมหมวดสมุนไพรก็เฉกเช่นกัน. ผู้ทานก็ต้องเลือก เมื่อเลือกแล้ว ก็จะได้คำตอบ หรือรู้ว่า ผลของตนจะลงเอยอย่างไร

การมุ่งหวังมาเพื่อทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ย่อมยืนในสถานะชูชก

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้ไม่ปิดโอกาส แลไม่หวังอันใด

หากแต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง อยากเป็นพระเวสสันดร เป็นผู้ให้ พระภูมีก็บัญญัติสายกลางให้เดิน นั่นคือนิสัย.

คนไม่รู้เรื่องศาสนา ก็ว่าพระดีแต่มาขอข้าวกิน เดินถือบาตร หากแต่สิ่งที่พระมาขออยากให้ใส่. แท้จริงแล้ว คือนิสัย ตัณหา มานะชั่วต่างหาก

คนจะเป็นพระเวสสันดร จึงต้องฝึกก่อน เรียกว่า ขอนิสัย

อีกไม่นาน เราจะเห็นรูปรอยครั้งพุทธกาล ว่าคนที่อยากช่วยตน ต้องทำอย่างไร. ผลแห่งการทานสมุนไพร จึงมั่นใจได้ว่าสามารถช่วยตนสำเร็จ

ดังนั้น. ในไม่ช้า เราท่านก็จะถูกแยกเป็นสองกลุ่ม ฝ่ายชูชก มาแล้วไม่ต้องทำอะไร. รับสมุนไพรไปทานเลย. ฝายพระเวสสันดรต้องมีพฤติกรรม ตามครรลองของศาสนาบัญญัติ มีการกระทำตามวินัย พูดง่ายๆ คือต้องปฏิบัติ ควบคุมนิสัยตน

ชอบแบบไหน ก็เล่นกันเอง

ผลแห่งการทำตน ได้หายโรคเป็นโบนัส จุดมุ่งหมายคือทำตนรอพระพุทธเจ้าทึ่กำลังจะอุบัติ. หรือเรียกว่า สร้างคุณสมบัติรอนั่นเอง

นี่คือบทพิสูจน์ อำนาจธรรม อำนาจบุญ

พระเวสสันดร ใครก็เป็นได้ เพราะบุญของพระภูมี อยู่ที่นิสัย ไม่ใช่เงิน

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทานสมุนไพรแบบปราชญ์

สูตรสมุนไพรไม่ใช่หลวงพ่อนิพนธ์เป็นต้นคิด หากแต่เป็นของพระภูมี แม่ชีเมี้ยนรู้จึงนำมาให้

สมุนไพรจึงเสมือนความอยาก บุคคลใดอยากช่วยตน จึงมาหา มาแล้วเจอปัญญาของศาสนา เรียนรู้ต้นเหตุที่แท้จริง แล้วพิจารณา ผู้ใดเห็นก็จักหวังสุขที่แท้จริง ที่มากกว่าการหายโรค ผู้นั้นย่อมน้อมนำธรรมคำสอนไปปฏิบัติ

สุขที่แท้จริง คือสุขวิญญาน ความปลอดภัยที่แท้จริง จึงมิใช่หยุดที่เพียงปลอดโรค หากแต่รวมไปถึงปลอดอุบัติภัย ภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่ตายโหงตายห่า นั่นเอง

การมาทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่าคือโอกาส ได้ปรับเปลี่ยนพรหมลิขิต ดังนั้น บัญญัติแห่งวันพระ จึงบังเกิด เพราะการตายหาใช่โรคเพียงอย่างเดียวทำให้ตายไม่ การมีวันพระ เมื่อเราท่านมา จะกลายเป็นตัวปฏิบัติ มีการฝืนนิสัย ลดความอยาก พูดง่ายๆ คือมีที่เว้นที่จะใช้นิสัยธรรม นำตน หลังจากวันธรรมดาที่ใช้นิสัยตนนำนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายความสำคัญของการสวดมนต์ว่า เป็นเสมือนประกันภัยอุบัติเหตุ ที่ทำให้เราท่านแคล้วคลาด มีสังขารครบ คุ้มครองได้ ๗ วัน นั่นจึงเป็นคำตอบว่าทำไมต้องกำหนดให้มาทุกสัปดาห์

วันพระ จึงเสมือนการปิดประตูตายโหงเอาไว้ก่อนนั่นเอง หรือปิดประตูที่จะเป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติกิจได้ลุล่วง พูดง่ายๆ ทำให้มีวันเวลา มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมวินัยนั่นเอง

การสวดมนต์จึงเป็นภาคบังคับ เพราะสิ่งที่สำคัญในการฟื้นฟูตนคือวันเวลา แลความสมบูรณ์แห่งตัวกระทำ

คนที่ไม่ให้ความสำคัญแก่การสวดมนต์ ไม่เน้น จึงตกอยู่ในความประมาท แม้นอาจโชคดีทานสมุนไพรแล้วดีขึ้น วันหนึ่งกรรมก็สร้างอุบัติเหตุ ลื่นล้ม ... มาไม่ได้ ไม่มีสมุนไพรทาน ก็เรียบร้อยโรงเรียนกรรม

เมื่อทำตามวินัยที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดได้ มีวันเวลา มาทำกิจกรรมทุกสัปดาห์แล้ว ก็เหลือศึกหน้าเดียว คือ ตายห่า ซึ่งต้องใช้สมุนไพร

หากแต่สมุนไพรของพระภูมี หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ช่องว่า ทำสูงได้สูง

นั่นหมายความว่า ไม่ใช่มาถึงก็ทานเลย เหมือนยาทั่วไป

จุดมุ่งหมายของพระภูมี คือคนดี นั่นหมายถึงคนที่มีวินัยธรรมของท่านนำตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า อยากให้สมุนไพรมีฤทธิ์มหาศาล การทานที่ถูกจึงควรเตรียมสมุนไพรไว้บนหิ้งหรือที่สูง กำหนดวินัยของพระภูมีนำมาปฏิบัติ เช่น ไม่โกรธ เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง หรือ ไม่ด่าไม่ว่าใคร ไม่ติใคร ๑ ชั่วโมง เมื่อทำครบชั่วโมง ก็จึงอธิษฐานหรือสั่งสมุนไพร อาศัยอำนาจธรรมหรือบุญที่ทำได้มาแล้วนั้น ช่วยให้กำจัดโรคาพยาธิ

เรียกว่า ใช้ขาธรรมนำหน้า แล้วใช้ขาสมุนไพรเดินตาม

ปราชญ์หรือบัณฑิตหรือทิด จึงต้องเรียนรู้วินัยธรรม เพื่อสร้างบุญ แล้วจึงใช้บุญที่ทำได้มาช่วยตน

บุญในบัญญัติของพระภูมี จึงเกิดจากการทำนิสัย ลดนิสัยตน ใช้นิสัยธรรมนำ แลเมื่อทำแล้วเป็นบุญ ที่นี้ก็เหมือนมีแก้วสารพัดนึก อยากแปรบุญเป็นอะไรก็อธิษฐานเอา

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เรื่องของพุทธศาสนา ใครก็ช่วยใครไม่ได้ เป็นหลักตนพึ่งตน อยากได้ต้องทำเอง จะอ้อนวอนนั่งขอพรสักฉันใด ไม่มีทางได้ ถ้าไม่ทำ

ไม่ต้องแปลกใจ วันหนึ่งที่จะมีกฏกติตา การกระทำใดที่ไม่เหมาะสมในห้องสวดมนต์ บุคคลนั้นไม่สมควรจะเป็นสมาชิกของที่นี่

เพราะพฤติกรรมนั่นส่อว่า ผู้นั้นไม่กลัวกรรม แลที่สำคัญไม่เอาธรรม เขาไม่กลัว แต่ที่นี่กลัว เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้ายังกลัวกรรม จึงสอนให้เราท่านไม่ประมาท

คนประมาทเช่นนั้น กรรมพร้อมล่อได้ทุกนาที ขืนปล่อยไว้มาเป็นอะไรที่นี่ คนไม่รู้จะพลอยใจตกไปด้วย

แลแม้วันหนึ่งเมื่อหายแล้วไปอยู่ที่ใดในโลก หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ไม่มีสมุนไพร ก็น้ำธรรมดานั่นแล ทำแบบเดียวกัน น้ำก็กลายเป็นสมุนไพรได้ เพราะอำนาจธรรมนั่นเอง

ทานสมุนไพรแบบไม่ต้องทำอะไรเลย ก็คล้ายกับมัมมี่นั้นแล นี่จึงเป็นเหตุว่า สมุนไพรถึงแจกฟรี อยากได้ต้องมาเอง

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การช่วยตน

หลักของพระภูมี คือหลักตนพึ่งตน เมื่อธรรมหมวดสมุนไพร เป็นหมวดหนึ่งในพระธรรมขันธ์ จึงต้องเดินตามเช่นกัน

แลจุดมุ่งหมายของธรรมคำสอน คือ คนดี ก็จึงเป็นจุดมุ่งหมายของผู้ที่จะมาใช้ธรรมหมวดสมุนไพรเช่นกัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เมื่อจะมาช่วยตน จะเอาแต่สมุนไพรอย่างเดียว จึงเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางถึงฝั่งฝัน

เพราะถ้าได้ ก็ไม่ต้องทำแบบนี้ให้ลำบาก ทำสมุนไพรแล้วส่งไปตามบ้านเลย คนไข้ไม่ต้องมาให้ลำบาก ๆไม่ดีกว่าหรือ ก็อยากทำแบบนั้นแต่มันไม่ได้

ขาอีกหนึ่งที่ต้องมี ก็คือธรรม ที่ต้องเรียนเพื่อนำๆปปฏิบัติเปลี่ยนตนให้เป็นคนดี มิหนำซ้ำยังต้องทำให้เป็นขาหลักอีกต่างหาก การทานสมุนไพรเพื่อช่วยตน จึงจะสำเร็จ

สิ่งที่เราท่านต้องการ คือ ชีวิต ที่กลับมาเป็นสุข แลสุขที่แท้จริง พระภูมีก็ชี้ว่า คือ กินเป็นสุข นอนเป็นสุข

ชีวิตสุขจึงมีค่ามหาศาล เอาอะไรไปซื้อก็ไม่ได้ มีเงินมหาศาล ก็ซื้อสุขนี้คืนกลับมาไม่ได้ เศรษฐีหรือยาจก จึงต้องตาย แลพบความจริงว่า โลกนี้ไม่มียารักษาโรค อย่างดีมีเงินก็อาจชลอให้ตายช้าหน่อยเท่านั้นเอง

เมื่อแม่ชีเมี้ยน เอาธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมีมา นั่นหมายความว่า ผู้ที่จะมาขอชีวิตที่มีค่ามหาศาลที่สุด ก็ต้องเอาเกณฑ์ของพระภูมี นั่นคือเอาสมบัติที่ตนมี แลมีค่าที่สุดมาแลก

เกณฑ์หรือบัญญัติของพระภูมี จึงเป็นทางสายกลาง ซึ่งไม่ได้หมายถึง ตึงไปหย่อนไป ดั่งในพระไตรปิฏกที่พราหมณ์เขียนแต่อย่างใด

หากแต่ทางสายกลาง หมายถึงสมบัติที่มีค่าที่สุด ที่มนุษย์ทุกตัวตนมี นั่นคือ นิสัยสันดานต่างหาก

ดังนั้น ทุกคนต้องเอาธรรมของพระภูมีไปใช้เป็นบางสิ่งบางอย่าง นั่นคือ ต้องยอมเสียนิสัยตน สายกลางคือ ทุกคนมี ทุกคนทำได้

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า บุญของพระภูมี บัญญัติไว้ว่า ไม่ใช่สร้างโบลถ์สร้างพระ สร้างวิหาร มิเช่นนั้นคนจนก็ไม่มีโอกาสสร้างบุญ คนรวยก็โกยเอาแต่ฝ่ายเดียว พระโคดมจึงต้องทิ้งวัง แลพบว่า บุญที่แท้เกิดจากการลดนิสัยกรรมของตนนั่นเอง

ด้วยนิสัยแห่งตน มีผลอันมหาศาลแก่สรรพสัตว์ โรคฆ่าชีวิตก็เพียงแต่ผู้เป็นโรค แต่ความโกรธของคนๆเดียว สามารถฆ่าคนคราวเดียวนับล้าน ก็มีให้เห็นในประวัติศาสตร์

ขาธรรม จึงเป็นหลัก ขาสมุนไพรเป็นพี่เลี้ยง ให้โอกาส ในการปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติ หรือทำได้ บุญเกิด เหมือนมีเงินบุญ โรคอะไรจะมาเหลือ มีหนี้กรรม เมื่อใช้ย่อมหมดอย่างแน่นอน

อย่าพะวงเลยว่าสิ่งที่ตนเป็นหนักหนาสาหัสเพียงใด หลวงพ่อนิพนธ์สอนเสมอ ให้มองผ่านไป แต่ให้พะวงว่านิสัยสันดานของเราต่างหากที่น่ากลัว เราท่านควรจะเรียนรู้หนทางธรรมที่ถูก แล้วเอามาควบคุมนิสัยสันดานของตน

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมต้องพึ่งตน เพราะใครก็ช่วยแก้นิสัยสันดานของตนไม่ได้ นอกจากตน

การฟื้นฟูตน ถามว่า หายไหม คำตอบจึงรู้แก่ใจตน เพราะหมอที่ช่วยได้มีคนเดียว คือตนของตนนั้นเอง

เมื่อมาต้องเรียนรู้ แล้วทำ การทานสมุนไพรจึงเกิดผล มาแล้วไม่ทำ ไม่มีการลดกิริยาเป็นบางสิ่งบางอย่าง ไม่มีที่เว้น ใช้นิสัยเดิมตลอด ทานสักเท่าไรก็ยากจะประสพผล จึงเป็นที่มาของคำว่า สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นสมุนไพรมีวิญญาน รับรู้คนทำ รับรู้คนทาน

ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น ฉะนั้น หากทานแล้วไม่เกิดผล อย่าโทษอื่นใดเลย ควรจะโทษตนนั้นแล ก็ทำไมผู้อื่น ก็ทานหม้อเดียวกัน แบบเดียวกัน แต่เขารอด

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ปฏิเสธ

หลักของพระภูมี เป็นหลักของเหตุและผล เชื่อในกรรม หรือตัวกระทำไม่ตาย ทำอย่างไรได้อย่างนั้น

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสสอนว่า กรรมมันใช้กรรมมันสั่งแล้วเป็นทุกข์

การจะคลี่คลายกรรม ที่มาเป็นโรคให้ทุกข์ โดยหวังสมุนไพรช่วย แล้วจะไม่ทุกข์สิ่งอันใดเลย จึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

แลพระภูมีก็ไม่สอนให้ปฏิเสธกรรม ปฏิเสธทุกข์ หากแต่ใช้การหนีทุกข์ ด้วยวินัยทุกข์

ครั้นเวลาสร้างกรรม ล้วนมักพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ สมบูรณ์ยิ่ง แต่เวลาจะมาใช้ธรรม จะเอาบางสิ่งบางอย่าง ทำไม่ครบองค์สาม จะได้หรือ

นั่งร้อนหน่อยก็ไม่ได้ รอนานหน่อยก็ไม่ได้ มีสติ สงบกายวาจา ใจ ก็ไม่ได้ จะบรรเลงตามนิสัย แล้วจะไปกันอย่างไรหนอ

สภาพการณ์มันฟ้อง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เราท่านกำลังบรรเลงตามนิสัยสันดาน ดึงของสูงลงมาต่ำ

ไปที่อื่น อยากชมความเจริญ ถึงเมืองเขาไม่ทิ้งขยะได้ ไปโรงพยาบาล ช่วยตนไม่ได้ แต่ก็คุมตนไม่ให้เสียงดังได้ ไปขอหวย ก็นอบน้อม ก้มต่ำได้ .... แต่มาที่นี่ ช่วยชีวิต ปล่อยนิสัยเต็มที่

พฤติกรรมมันฟ้องว่า เราท่านเห็นที่นี่เป็นอะไร ต่ำติดดินสักเพียงไหน มันจึงหยุดอะไรไม่ได้เลย ...หลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนว่า แล้วที่นี่จะไปหยุดเวรหยุดกรรม หยุดโรคให้ได้อย่างไร

สร้างกรรม สมบูรณ์พร้อม แต่สร้างธรรม หาสติ ความพร้อมไม่ได้ลย

แผ่นดินธรรมถูกบรรเลง ให้กลายเป็นแผ่นดินกรรม เหมือนอดีตถ้ำกระบอก นั่นคือ หาคนอยากเป็นคนดี แล้วทำ ยากยิ่ง

ศาสนา คือ เราทำ แต่มาแล้วปฏิเสธ ไม่เอาธรรมของพระโคดมอันใดมาทำเลย มันจะไปกันอย่างไร ในไม่ช้ามันก็ต้องเลิก

แล้วกลับไปใช้มาตรการ บวชได้ไหม มาปฏิบัติกิจได้ไหม ถ้าไม่ได้ ก็กลับไปใช้ทางเลือกอื่นก่อน พร้อมเมื่อไหร่ค่อยมา

ทีนี้อยากหาย ไปโน่น สวนสมุนไพร ปฏิบัติได้ก็รับ ส่วนที่นี่ด้วยสภาพนี้ มีแต่รอวันปิด เพราะเราทาานเดินสวนทางศาสนาแล้ว

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ของจริง

สิ่งที่เราท่านเชื่อ หากแม้นมันไม่มีตัวตนจริง การกระทำหรือไม่ทำ ย่อมมีผลแค่กรรมดีกรรมชั่ว

ผลที่เกิดย่อมเป็นไปตามกรรมที่ทำ ด้วยกรรมดีแลกรรมชั่ว มีศักดิ์เท่ากัน จึงทำให้เมื่อชีวิตเดินมาถึงปล้องกรรมใด กรรมที่ตรงข้ามก็แก้หรือช่วยอะไรไม่ได้เลย ถึงปล้องกรรมชั่ว แม้นจะทำกรรมดีมากมายสักฉันใด ก็ต้องทุกข์ หากถึงปล้องกรรมดี แม้นจะนิสัยเลวร้าย พฤติกรรมโหดเหี้ยมสักฉันใด คนมากมายจะแช่งให้ตายวันตายพรุ่ง ก็หามีอันเป็นไปไม่

มนุษย์ทั่วไป ยิ่งห่างไกลศาสนา ไม่มีเทือกเถาเหล่ากอสืบนิสัยศาสนา จึงไม่เคยมีคำว่าบุญอยู่ในบัญญัติของคำสอนหรือภาษาตน เพราะไม่รู้จัก ไม่เคยสัมผัส

บุญของพระพุทธเจ้า หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นอำนาจที่ ๓ เป็นของมีเจ้าของ ไม่ใช่ที่ไหนก็มีบุญ

การกระทำอย่างเกียวกัน ทำด้วย กาย วาจา ใจ เหมือนกัน หากแต่ผลแห่งการกระทำจะต่างกัน คนหนึ่งทำแล้วได้แค่กรรมดี อีกคนได้บุญ

บทพิสูจน์ที่เด่นชัด นั่นคือพระสงฆ์ ที่ได้รับการบวช หรืออนุญาติให้บวช จากพระพุทธเจ้า ทุกองค์ล้วนสำเร็จอรหันต์ เมื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน องค์สุดท้ายที่ทรงบวช นั่นคือสิ้นสุด หลังจากนั้น แม้นจะทำตามวินัยเช่นกัน ก็ไม่มีพระอรหันต์อีกเลย

เราท่านจึงรับรู้มาตลอดว่า สาวกที่เป็นพระอรหันต์ของพระโคดม มีจำนวนแปดหมื่นสี่พันรูป เท่านั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า บุญ เขามีวันเวลา ในการสถิตย์บนโลก นั่นคือช่วงที่จะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ แลอยู่จนถึงสาวกองค์สถดท้ายดับขันธ์ จึงสิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ คนรุ่นเก่าจึงสอนให้ลูกหลานทำตนรอ หากอยากจะไปกับเขาบ้าง เราท่านจึงรอพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ที่ทั่วไปเรียกพระศรีอารย์

เพราะมีเพียงบุญ จึงชนะกรรมได้ นั่นหมายถึงผลอันมหาศาล เมื่อทำตาม แต่สิ่งที่หลายท่านอาจลืมไป นั่นคือเถรเทวทัต

เมื่อ ทำถูกผลถูกอันมหาศาลก็เกิด หากแต่ทำผิด เมื่ออยู่ในโลกทั่วไป ที่ว่าแรงก็ฟ้าผ่าตาย หากแต่ยามที่บุญหรือศาสนาปรากฏ กรรมที่ทำ มันหนักขนาดแผ่นดินรับไม่ไหว คือธรณีสูบ ไไม่ว่าหญิง ชาย มีบันทึกให้อ่านในพระไตรปิฎก

ใครจะว่าแผ่นดินแม่ชีเมี้ยนธรรมดา เรื่องของเขา หากแต่แผ่นดินนี้ได้พิสูจน์ผลแห่งการทำแล้วว่า เมื่อทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ มันเป็นบุญ ทำแล้วแก้กรรมที่ทำมาได้ แม้นจะหนักหนาสาหัสสักเพียงใด หมอทิ้ง โลกเมิน สิ่งที่ทำช่วยตนของตนได้

คนไม่ทำไม่น่าห่วง เพราะก็แค่ตาย ช่วยตนไม่ได้ แต่คนที่มาทำผิดในแผ่นดินนี้ซิ น่าเป็นห่วง เพราะคนที่ไม่รู้ เห็นแต่ที่ตาเห็น บางคนมาทำผิด เปลือกนอกคนทั่วไปดูก็ดีอยู่ มาสม่ำเสมอ ทานสมุนไพรไม่ขาด จู่ๆ ก็ไปแล้ว แถมไปแบบไม่น่าดู ก็คลางแคลงใจว่า มาแล้ว ทำแล้ว ทำไมเป็นเช่นนั้น ไหนบอกว่าดี

เฉกเช่นพระสาวกเห็นพระเทวทัต ก็ดูเคร่งกว่าพระโคดมเสียอีก เมื่อธรณีสูบ ย่อมต้องสงสัยเป็นธรรมดา เพราะไม่รู้การกระทำ แลความคิดที่แท้จริง

หลายคนที่เจอะเจอ มาเป็นจิตอาสา แล้วก็บอกฉันทำแล้ว ทำทั้งวัน น่าจะพอแล้ว หากแต่วันที่มาหลวงพ่อนิพนธ์เปรียบดังวันเข้ากรรมฐาน ทำตนเป็นพระเวสสันดร ก็อ้างตัวทำ แล้วเลยวินัย ตามนิสัยตน อยากกินนั่นกินนี่ ก็ออกไปซื้อ อยากได้ของถูกจากตลลาดนัด ก็จดจ่อ

นั่นมันกรรม มันนิสัย มาล่อให้กรรมฐานแตก การกระทำที่ ำได้ผลมันจึงไม่สมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั่นผลบุญที่ได้กลายเป็นน้อยนิด แทนที่จะมาทำน้อยได้มาก เหมือนกุ้งฝอยตกปลากระพง ก็กลายเป็นทำตน เอาปลากระพงมาแลกกุ้งฝอย เสียเงิน เสียเวลา เสียแรง แต่ผลที่ได้ไม่พอช่วยตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังเสมอว่า แพ้ชนะว่ากันที่นิสัย เอานิสัยอะไรมานำตน เอาความคิดอะไรมาให้เดินตาม โรคไม่น่ากลัว นิสัยเราท่านสิน่ากลัว

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์เป็นตัวแทนอำนาจบุญของแม่ชีเมี้ยน ท่านจึงกำหนดเขตพัทธสีมา หรือเขตบุญ กำหนดพฤติกรรมที่ต้องทำ นี่คือวินัย เป็นกรรมฐานที่ต้องรักษา ใครทำ ใครได้

กำหนดเขตบุญในอาคาร ฉันไม่ชอบร้อน ไม่ชอบแออัด จะสวดข้างนอก นั่นมันนิสัยใคร พรรคพวกบอก ตลาดนัดไอ้นั่นถูก ไอ้นี่ถูกกว่าบ้านเราจม รีบไปซื้อ กำไรก็เกินค่ารถแล้ว พฤติกรรมก็มาหาของถูก ไม่ได้มาหาบุญ บางท่านก็ว่าอาหารแพง ไม่ถูกปาก เอาข้าวมากินเองดีกว่า ไม่ก็ไปซื้อทานข้างนอก ร้านตรงนั้นอร่อยดี ก็ทำไป

ผลแห่งการกระทำ ก็จะเป็นเตรื่องชี้ วันหนึ่งเราท่านอาจจะเห็นคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ได้ข่าวว่าแย่แล้ว ไปแล้ว ทั้งที่มาทุกสัปดาห์ ขยันทานสมุนไพร แถมเป็นจิตอาสาซะด้วย

ผลผิดเหล่านี้ คือบ่อนทำลายผลถูกที่ทำ เพราะเราท่านกำลังเดินรอยเทวทัต ด้วยตามนิสัยตน กว่าจะรู้ ผลผิดก็เกิดหมดโอกาสช่วยตน อุปมาโดนธรณีสูบนั้นแล

ใครที่ว่าแน่ก็ทำไป ขนาดสาวกที่เป็นอรหันต์ ยามประชุมสงฆ์ยังไม่กล้าพูดหรือแม้นแต่กระแอมจนเสียงดัง ถามแบบนักเลง มึงแน่มาจากไหน จึงมาคุย มานั่งอ่านหนังสือ มานั่งเล่นโทรศัพท์ เสมือนเย้ยเจ้าของแผ่นดินบุญ เทวทัตที่ว่สพรหมลิขิต เหนียว ยังไม่รอด ศาสนาเขาไม่ทำอะไรหรอก แต่กรรมที่ทำกันเองนั่นแหละ ฟ้าดินเขาจะใช้เหยียบคนเหล่านี้ให้จมธรณี

เพราะของจริง บุญจริงเท่านั้น คนดีที่ทำตามจึงช่วยตนได้ คนที่ไม่ทำ ก็ไม่ต้องเข้ามา แต่คนที่เข้ามาแล้วทำผิด พวกนี้น่ากลัว ไม่ต้องรอตีนกรรม หลวงพ่อนิพนธ์บอกระวังตีนฟ้าดิน

ของจริง เขามีฟ้าดินเป็นพี่เลี้ยง เป็นพยานใหญ่ ไม่ปล่อยให้คนมาทำพฤติกรรมเยี่ยงนี้ กับศาสนาที่แท้จริงหรอก

อย่ากล่าวเลย ทำแล้วทำไมไม่รอด ก็ทำแต่ทำผิดร่องธรรม ... คำสอน นั่นเอง

สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ แต่แม่ชีเมี้ยนรู้ นั่นคือ พระพุทธเจ้าองค์ใหม่กำลังจะอุบัติ เพราะฉะนั้น เราท่านในวันนี้จึงได้มีโอกาสสัมผัสบุญ สัมผัสแล้ว ก็แล้วแต่ใครซาบซึ้ง แล้วทำตนรอ นี่จึงเป็นเหตุให้หลวงพ่อนิพนธ์นำศาสน์สมุนไพร ... มาเป็นทางเลือก

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เล่นของ


ความล่มสลายของถ้ำกระบอก ชี้ให้เห็นถึงศาสตร์สมุนไพรเป็นสิ่งที่มีวิญญาน รับรู้ได้เป็นอย่างดี

แลความล่มสลายนี้เอง จึงกลายมาเป็นคำเตือนของแม่ชีเมี้ยน ถึงหลวงพ่อนิพนธ์ ในการรักษาซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพรให้คงไว้ว่า เล่นของ อย่ากินของ

แลด้วยความที่รับรู้ได้นี้เอง การทานสมุนไพรที่ถูก จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

คุณสมบัติต้องถูกสร้างขึ้นมาก่อน เป็นอันดับแรก หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักอุปมา ดั่งกิ่งทองใบหยก

ดังนั้น ตัวกระทำจึงมีความสำคัญในการได้มาซึ่งอำนาจธรรมแห่งตน

ผลแห่งการปฏิบัติ แลทำให้มีบุญ เมื่อนั้นแล จึงใช้อำนาจนี้ช่วยปลุกเสก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เมื่อจะปรุงแต่ง หรือทานสมุนไพร จึงต้องสั่ง มิฉะนั้น ทานไปก็ทำไม่ถูก วิทยากรทุกท่าน จึงพยายามบอกวิธีการหรือคำสั่ง ที่ใช้ขณะทานเสมอๆ

วิธีที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ช่องในการทานแล้วให้ผลเลิศ จึงกล่าวว่า ก่อนทาน เราท่านก็ควรปฏิบัติธรรม เอานิสัยพระพุทธเจ้ามาควบคุมตัว สังกัดนิสัยตนสักวันละหนึ่งชั่วโมง เมื่อทำแล้ว ก็ใช้อำนาจจากสิ่งที่ทำ ไปสั่ง แล้วจึงทาน

แนวทางที่ทำ ก็เฉกเช่นการทำในการมา ที่ทำไมต้องสวดมนต์ ต้องฟัง เสร็จก็ไปอบ ไปทานสมุนไพร พูดง่ายๆ ใช้ขาของธรรม นำเดิน

บทสรุป การทานสมุนไพร จึงบังคับผลแห่งการทาน ด้วยการทำ ใครทำ ใครได้ เล่นกันเอง ทำสูงได้สูง

ทานยาเคมี ทานในส้วมก็ให้ผลเหมือนกัน แต่ทานสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ทำต่างกัน แม้นทานหม้อเดียวกัน ผลก็ต่างกัน

ใครจะว่าอะไรก็ช่าง สมุนไพรนี้ใครจะลอกเลียนแบบ แม่ชีเมี้ยนจึงกล่าวว่าทำไม่ได้ เพราะมีเจ้าของ เจ้าของไม่สั่ง มันก็มัมมี่ดีๆนี่เอง ช่วยใครไม่ได้

จึงไม่ต้องแปลกใจ ทำไมเจ้าหน้าที่จะแจก จึงต้องรอคำสั่งหลวงพ่อนิพนธ์ หรือการสวดมนต์จึงต้องกำหนดพื้นที่ นอกเขตไม่รับผิดชอบ เพราะผลแห่งการทำเกิดจากการสั่งนี่เอง

แลไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้บวชปฏิบัติตามวินัยครั้งพุทธกาล ทำไมผลจึงเกิดทุกตัวคน หายได้แม้นโรคที่ว่าร้าย หมอยังเมิน

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ของเป็น

สิ่งที่ดูเหมือนแต่อาจไม่เหมือน ในชีวิตของคนเรา นั่นคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์

อุปมาพระเครื่อง ที่แม้นจะใช้มวลสารเฉกเช่นเดียวกัน ทำพร้อมกัน หากแต่องค์หนึ่งผ่านการปลุกเสก อีกองค์ไม่ได้ปลุกเสก ดูภายนอกย่อมเหมือนกัน หากแต่สิ่งที่ไม่เหมือนกัน นั่นคือ ความศักดิ์สิทธิ์

ของที่เหมือนกันทุกประการไม่ว่าทำสักฉันใด เราจึงเรียกว่าของตาย จะทำอย่างไรก็ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า สมุนไพรทั่วไป ยาเคมีทั่วไป ไม่สนหรอกว่าพฤติกรรมของผู้ทาน จะดีหรือเลวร้ายประการใด เมื่อทานแล้ว ผลที่เกิดก็มีความคล้ายคลึงกันทุกตัวคน กินยาแก้ปวดหัว ใครกินก็หายหรือบรรเทาอาการปวดหัว

หากแต่ พระเครื่องที่ผ่านการปลุกเสก ย่อมถูกวางไว้ที่สูง ต่างกับองค์ที่ยังไม่ได้ปลุกเสก จะวางตรงไหนก็ได้ เพราะเชื่อว่ามีผลต่อพุทธคุณของพระองค์นั้น

พระจึงกลายเป็นของเป็น ฤทธิหรือพุทธคุณ ตามพฤติกรรมของผู้เป็นเจ้าของ

ฉันใดก็ฉันนั้น สมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นของเป็น หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า รับรู้คนทาน

ใจความสำคัญในการทานสมุนไพรได้ผลหรือไม่ จึงขึ้นกับพฤติกรรมของผู้ทำและผู้ทาน เป็นสำคัญ

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า สมุนไพรสูตรเดียวกันนี้ แม้นจะเป็นต้นตำรับ ทำที่ถ้ำกระบอกในยามนี้ กับสมุนไพรที่มูลนิธิที่หลวงพ่อนิพนธ์ปรุงแต่ง ทำไมผลมันจึงต่างกัน

ก็คนทำ เจตนา มันต่างกัน เจตสิกต่างกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนพระเสมอนับตั้งแต่ปี ๓๐ ว่า ขณะปรุงแต่สมุนไพร จึงควรตั้งสติ ระงับวาจา หากเป็นไปได้ก็สวดมนต์ไปทำไป เป็นการปลุกเสกสมุนไพรไปในตัว เพราะมนต์บาลีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็มีอำนาจเช่นกัน สมุนไพรที่ได้จึงเป็นสมุนไพรมงคล

นั่นหมายความว่า ผลของสมุนไพรจะเป็นเช่นไร หลายคนถามว่า เป็นโรคนั้น โรคนี้ อาการหนักปานนั้น ปานนี้ กินแล้วจะหายไหม

คำตอบจึงอยู่ที่พฤติกรรมของผู้ทานนั่นเอง ไม่ว่า ทางกาย วาจา หรือ ใจ ผลของการปฏิบัติ ก็แสดงออกด้วยการตอบรับของร่างกายนั่นเอง

สมุนไพรนี้จึงเป็นของเป็น มีวิญญาณ รับรู้คนทาน แลจะเข้ากันได้ดี เสมือนกิ่งทอง ใบหยก หากผู้ทาน มีพฤติกรรมอยู่ในร่องธรรมคำสอนของพระภูมี ลดนิสัย ลดกิริยา บางสิ่งบางอย่างลง

ลักษณะที่เด่นชัดของผู้ที่ทานสมุนไพรแล้วจะได้ผล นั่นจึงต้องกลายเป็นคนที่มีวินัยของพระภูมีบางสิ่งบางอย่างกำกับ ไม่ปล่อยตนไปตามนิสัยเดิมทุกสิ่งอย่าง ภาพที่เห็นชัด นั่นคือ ต้องกลายเป็นคนให้สุขแก่ผู้อื่น เพราะตั้งอยู่บนความเชื่อ ตามคำสั่งสอนที่ว่า ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว

มาสถานที่นี้ จึงต้องเรียนรู้และสร้างพฤติกรรม ตามร่องธรรม ทำได้เร็วได้มาก ผลก็จะเกิดเป็นเงาตามตัว ไม่ทำเลย อาศัยสมุนไพรเข็น ... ยาก เพราะสมุนไพรเขาเพียงแค่ให้โอกาสเป็นหลัก เสมือนพี่เลี้้ยง

ที่สำคัญ ธรรมคำสอน ก็ได้ยินได้ฟัง จากสารพัดแหลง มากมาย ... หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า วางของเดิมลงก่อน มาเอาของใหม่ ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ใช้ช่วยตนก่อน

เมื่อฟื้นฟูตนจนสำเร็จ จักวางสิ่งนี้ลง แล้วกลับไปใช้ของเดิม ก็ไม่ว่ากัน

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ศาสน์สมุนไพร มีเพื่ออะไร


รูปรอยของศาสนา ในประวัติศาสตร์ บ่งชี้ให้เราท่านได้ประจักษ์ว่า มนุษย์ที่มักกล่าวอ้างว่า อยากได้สิ่งดีๆ อยากเป็นคนดี นั้น แท้จริงมีข้อแม้

ภาพที่เด่นชัดนั่นคือ คนพวกหนึ่งอยากได้แล้วทำ อีกพวกคืออยากได้แบบไม่ต้องทำ

แต่ศาสน์ของพระ-มีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นต้นแบบ มีทางเสมือนไม้ไผ่ลำเดียวที่จะไปถึงฝั่งฝัน คือ อยากได้ต้องทำเอง

ศาสนาพุทธที่แม้นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกเช่นไอสไตน์ยังยอมรับ จึงใช้ไม่ได้กับทุกคน อันมีบาลีที่มีความหมายตอนหนึ่งว่า พระพุทธเจ้า จะเสาะแสวงหาพิจารณาในทุกเช้าว่า จะโปรดแก่ผู้ใด นั่นคือฝึกได้แต่ผู้ที่สามารถฝึกได้

ก่อกำเนิดเป็น ธรรมหมวดอุเบกขา

ศาสน์ที่ยิ่งใหญ่ แต่สาวกน้อยนิด พระโคดมที่ว่ามีวาทะเป็นเลิศ ทั้งชาติตระกูล ยังมีสาวกไม่ถึงแสน ยิ่งพระกัสปะ ที่พูดจาดุดัน สาวกยิ่งน้อยกว่า เปรียบกับสาวกเอเอฟ ไม่ได้เลย ยิ่งสาวกแมนยูด้วยแล้ว ไม่เห็นฝุ่น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ถึงสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาจะดีสักฉันใด ก็เหมาะกับคนบางกลุ่ม ใช้ไม่ได้กับทุกคน คนที่มาถึง อ.อร่ามจึงมักกล่าวว่าเป็นบุญพามา

กลุ่มไหนเล่าที่พระภูมีบัญญัติมา ก็คนที่อยากเป็นคนดี แต่ด้วยความที่ห่างศาสนา จึงถูกกรรม ถูกนิสัย ทำให้หลงผิด เกิดเป็นโรค

ศาสนาก็เอาเหตุแห่งโรคนี้แลพามาหาศาสนา เพื่อเรียนรู้ธรรมคำสอน เอาไปกอบกู้ชีวิต ยกวิญญานขึ้นสูง

แต่มันจปฏิบัติธรรมได้อย่างไร ในเมื่อนั่งก็โอย นอนก็โอย อยู่อย่างนี้

นี่จึงมีธรรมหมวดสมุนไพร เพื่อที่จะฟื้นฟูตน ให้ดีขึ้นจนสามารถปฏิบัติธรรมได้

ด้วยวินัยธรรม ของพระภูมี มีคุณลักษณะ เป็นวืนัยทุกข์ ดังนั้น ธรรมหมวดสมุนไพร จึงหนีไม่พ้นที่เมื่อทำจึงต้องทุกข์

ทุกข์กับรสชาด ทุกข์กับอาการยามคุ้ยอาการ ทุกข์กับความร้อนของกระโจม ทุกข์กับความเมื่อยยามสวดมนต์ แต่ที่ทุกข์หนักก็คือ ทุกข์ที่อยากพูดอยากคุย อยากติอยากว่าคนนั้นคนโน้น แล้วทำไม่ได้ต้องทำกรรมฐานนั่งสงบนิ่ง ยามอยู่ในห้องสวดมนต์ กระโจม หรือตอนรับสมุนไพร

ปัญหาก็คือ คนอยากได้แต่ไม่อยากทำ คนเหล่านี้จึงไม่ยอมทุกข์ ไม่ยอมทน อยากหาย แต่ไม่ยอมหยุดตน ควบคุมวาจาตน นี่จึงเป็นความยากในการฟื้นฟูตนของฆราวาส

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า สมุนไพร เสมือนสะพานทอดให้มาหาพระพุทธเจ้า มาเพื่อเอาธรรม ไปทำเป็นอำนาจเพื่อช่วยตน

คนที่อยากเป็นคนดีเท่านั้นจึงอยากรับธรรมไปปฏิบัติ เมื่อทำได้ อำนาจธรรมก็ล้างกรรมที่ทำมาได้ ต้นเหตุแห่งโรคถูกลดทอน การทานสมุนไพรงานจึงเบา ชนะได้โดยง่าย

จึงไม่แปลกที่นับแต่ยุคถ้ำกระบอก การช่วยคนจึงมักใช้การบวชเป็นหลัก หรืออย่างน้อยในกรณีของยาเสพติดก็ต้องมีวินัยไปควบคุมตนคนละอย่างน้อยสามสี่ข้อ

อำนาจสมุนไพรจึงมีจำกัด เสมือนเป็นพี่เลี้ยง เพื่อเปิดโอกาสให้ช่วยตน หากแต่อำนาจที่แท้จริงที่ใช้ช่วยตน คืออำนาจธรรมต่างหาก

ก็แล้วหลายคน เราสงสัยว่าจะไปกันอย่างไร พกความหวังความอยากมาเต็มล้น หากแต่ไม่เอาธรรมไปนำตนแต่อย่างไรเลย ไม่ยอมทุกข์กับวินัยของพระภูมีเลย ... มาสักฉันใดความหวังก็ได้แต่หวัง เมื่อถึงวันเวลา เมืรอโอกาสหมดเวลา นันหมายถึงตนได้พิสูจน์ตนแล้วว่า ไม่มีคุณสมบัติ การทานสมุนไพรก็จะเดินมาถึงทางตัน พ่ายแพ้อำนาจกรรม ช่วยตนไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะทานมากสักฉันใด

หนทางฆราวาสจึงเดินยาก แต่ก็มีผู้ทำได้ นั่นก็ยืนยันว่า ธรรมหมวดสมุนไพรมีจริง ทำๆด้จริง หากแต่จะเอาผล มาร้อย เชื่อแล้วทำทั้งร้อย และหายทั้งร้อย ประตูแห่งการบวชหรือปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง นั้นแน่นอนกว่า

ที่สำคัญ ผู้ช่วยก็ไม่ต้องตกในบ่วงช่วยเขาเพราะอยากช่วย โดยคนนั้นไม่ต้องทำอะไรเลย เป็นแนะนำชี้ช่องธรรม ให้คนอยากได้ อยากเป็นคนดี ฟังแล้วพิจารณา เอาไปช่วยตน

ภาพที่จะปรากฏอันเป็นเอกลักษณ์ของศาสนาพุทธ นั่นคือ อยากได้ต้องทำเอง ใครทำ ใครได้ ใครก็ช่วยใครไม่ได้

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ตึงดังขึ้นมาว่า คนมักบอกว่าตัวเองไม่ได้สร้างกรรมสร้างเวรอะไรเลยในชีวิต ดูแค่ยามที่คนทุกข์ต้องทำเพื่อช่วยตน นั่งกรรมฐาน อยู่ในความสงบ ก็ไปชวนคุย คนผู้นั้นก็กรรมฐานแตก คุยไปด้วย แล้วก็บอกว่ารักคนนั้น เมื่อคนนั้นตายไปเพราะทำไม่ได้ มันนั่นแหละทำให้เขาตาย จะปฏิเสธกรรมฆ่าคนตายโดยเจตนาสักฉันใดก็ไม่พ้น

เรียกว่ารักแต่ปากแต่พฤติกรรมทำลาย ฆ่าไปยิ้มไป ผลอันนี้ย่อมย้อนมาหาตน ตนจึงช่วยตนไม่ได้เช่นกัน

ใครอยากคุยก็คุยไป ผู้เรียนธรรมย่อมเป็นปราชญ์ เขารู้รักษาตัว ไม่สร้างกรรมอันนั้นหรอก

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เล็งให้ตรงเป้า


คำสอนของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า พูดคราใด ย่อมเสียดแทงหัวใจ ยิงปุทะลุเป้า

เพราะคำสอนที่ให้มองผิวเผินย่อมเสมือนการติเตียน ดุด่า ตลอดทางเดิน หาคำชมไม่มีเลย

คนชอบจึงมีน้อย คนทำยิ่งน้อยใหญ่

ดั่งเช่นหมวดสมุนไพร ก็ฟังมาแต่ผู้อื่น ว่ามีฤทธ์อย่างนี้อย่างนั้น ช่วยได้ พกพาความหวังมาเต็มล้น ไม่สนใจอะไรเลย เอาแต่ใจตนว่า สมุนไพรดีจริง กินแล้วต้องหาย

หากแต่เราอยากให้พิจารณาในสิ่งทีทหลวงพ่อนิพนธ์สอน ก็สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็ไม่ได้มีอะไรที่วิจิตรพิสดารมากนัก

ดูอย่างสมุนไพรมะพร้าว มีส่วนประกอบ ขิง ดีปลี พริกไทย กระเทียม และเกลือ มีอย่างใดที่ทุกคนไม่ได้ทานในชีวิตประจำวันบ้างเล่า ไม่มีเลย

บางท่านอาจจะว่า เป็นที่ส่วนผสม ไม่รู้สัดส่วน ก็สมุนไพรตำรานี้ สัดส่วนนี้ ถ้ำกระบอกก็มี สำนักที่แตกออกไปก็มี แล้วทำไมใช้ไม่ได้เล่า

ยิ่งไปกว่านั้น แม้นจะทำมาจากหม้อเดียวกัน ทานเหมือนกัน ป็ให้ผลไม่เหมือนกัน

อะไรเป็นตัวกำหนดผล

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้อุปมาให้เห็นชัดขึ้น การทานสมุนไพร เหมือนการทานข้าว ที่แม้นจะหุงหม้อเดียวกัน บางคนทานแล้วให้คุณค่า มีกำลัง หากแต่บางคนทาน กลับเกิดการแพ้ ฉันใดฉันนั้น

ตัวกำหนดผล คือ อำนาจกรรม แลอำนาจธรรมนั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า ในปากคนเรา แม่ชีเมี้ยนสอนว่า จะมีเขี้ยว ๒ อัน คือเขี้ยวกรรมดี แลเขี้ยวกรรมชั่ว ที่เมื่ออาหารผ่านมา ก็จะกำหนดคุณแลโทษไปตามกรรม จึงไม่แปลกคนจนเก็บของกินจากถังขยะ ก็ไม่เป็นโรค

คนที่อนามัยจัด ต้องฆ่าเชื้อทุกสิ่งอย่าง รักษาสุขอนามัยตามหลักสักฉันใด เมื่อกรรมมาถึง อาหารมันก็เป็นพิษ

การมามูลนิธิ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า หากมาเพื่อสมุนไพร การมาก็ได้น้อย น่าเสียดาย

เพราะปัจจัยที่มีผลแก่ชีวิต แลยังผลให้สมุนไพรมีฤทธ์ คือ ธรรมต่างหาก

มาหาแม่ชีเมี้ยน หาพระพุทธเจ้า เพื่อเอาธรรม ไปนำตน แล้วได้สมุนไพรเป็นของแถม

ความพ่ายแพ้ของมนุษย์ที่ไม่มีวันรักษาโรคตายได้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่หายาสู้โรคไม่ได้ หากแต่เป็นเพราะการไม่สามารถหักด่านของร่างกาย ให้เข้าถึงโรคได้ต่างหาก

โลกนี้จึงไม่มียารักษาโรคตายใดๆ ได้เลย

แม้นสมุนไพรจะสามารถทะลุทะลวงได้ถึงโรค แต่สุดท้ายไม้เด็ดของกรรมในการพิชิตมนุษย์นั่นคือการเปลี่ยนรูปกรรมที่ปรากฎ

เราท่านอาจโชคดี ไม่ทำอะไรเลยทานสมุนไพรอย่างเดียว หายโรคมะเร็งได้ แต่กรรมยังอยู่ ก็เป็นโรคอื่นแทนขึ้นมาได้ หรือให้เร็วหน่อย แปลงเป็นอุบัติเหตุมาดับเลย ก็เรียกว่าช่วยตนไม่สำเร็จเช่นกัน

ทางเลือกสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงสรุปให้เห็นว่า เสมือนไม้ไผ่ลำเดียว นั่นคือ หากเราท่านไม่เอาคำสอนของพระโคดม ที่หลวงพ่อนิพนธ์หยิบยกมาให้ เราท่านจะเดินไปอย่างไรหนอ จะมีก็แต่มาฉ้อศาสนา มาหลอกทานสมุนไพร ดีแล้วก็กลับไปทำเหมือนเดิมอีก ไม่คิดจะเอานิสัยธรรมใดๆมานำตน ลดกิริยาบางสิ่งบางอย่างบ้างเลย ท้ายสุดก็ไปไม่รอด

เราท่านแน่มาจากไหน คนห่มผ้าเหลือง ที่ว่าเคร่ง ยังหนีโรคไม่พ้น เราท่านที่บรรเลงตามนิสัยเต็มที่ ทานไปก็เสียเวลาเปล่า ผลแพ้ชนะเห็นกันอยู่

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนไข้มะเร็งกลับมามูลนิธิอีกครั้ง หลังจากการมาฟื้นฟูตัวในครั้งแรกด้วยสถาพร่อแร แรงแม้แต่เดินยังไม่มี พอแข็งแรง มีกำลังวังชา เธอบอกมาไม่ได้ตอนนี้มีงานรออยู่ เงินมหาศาล ไม่มีเวลา วันนี้เธอกลับมาอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปเป็นปีๆ พร้อมกับร่างผอมและดำ พร้อมคำพูดหนูแย่แล้ว

หากท่านเป็นคนตัดสินความ คนเยี่ยงนี้ ควรรับผลเยี่ยงใด

มาถึง วิทยากรบอกให้เดินเลยโรค อย่าไปใส่ใจมาก ทานสมุนไพรไป ทิ้งยาเคมี วันนี้เราอยากบอกท่านว่า ให้เดินเลยสมุนไพร อย่าใส่ใจมากนัก มีก็ทาน หากแต่มุ่งเข้าเป้า สิ่งที่ช่วยตนได้ ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน นั่นคือธรรม หรือ นิสัยพระพุทธเจ้า ที่ควรแสวงหามานำตน

มูลนิธิกำลังปรับโหมดไปหาของจริง แก่นแท้ที่ชวยชีวิตเราท่าน นั่นคือ ธรรมคำสอนของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

โรคที่ว่าตายแน่ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ หากใช้การปฏิบัติธรรม และทำได้ แลยังไม่สิ้นอายุขัย รับรองว่า มาร้อย ทำได้ทั้งร้อย ก็รอดทุกตัวคน

ขอย้ำ ไม่เอาธรรมมานำตน เริ่มตามที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ คือความสงบ รักษากรรมฐาน ในห้องสวดมนต์ กระโจมแลเวลารับยา แล้วไซร้ การมาก็เสียเปล่า อย่างดีก็แค่ยืด หลอกตัวเองไปวันๆ เห็นคนทำได้เขาหาย ก็คิดว่าตนจะหายมั่ง ... หลักนี้ ... ใครทำ ใครได้ อย่าหวังเลย หายโดยไม่ต้องทำ ยาก

นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้พ่ายแพ้โรค เขาแพ้อำนาจกรรมต่างหาก ที่ไม่สามารถหักด่านนี้ไปได้ แลไม่มีวันทำได้ด้วย เพราะกรรมมันมีอำนาจเหนือ เป็นตัวสร้างมนุษย์ แล้วจะเอาสมองท่กรรมมันสร้าง ไปชนะได้อย่างไร นี่แลเหตุที่ต้องมีศาสนา เพื่อสร้างอำนาจธรรมไปชนะกรรม

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44