วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อย่ามามั่ว

ในทางโลก ความมีน้ำใจ ผูกใจสมัคร รักใคร่ ชอบพอ ย่อมเป็นธรรมดาของปุถุชนคนทั่วไป มีให้เห็น

แลด้วยเหตุนี้ ความมีน้ำใจ จึงอยากจะแบ่งปัน จนมีวลียอดฮิต จากหนังจีน พูดกันจนติดปากคนไทย ที่ว่า "มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน"

หากแต่ในโลกของศาสนาแล้วไซร้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า วิญญาณนั้นโดดเดี่ยว เวลาทุกข์ เวลาเจ็บ ล้วนแต่เป็นเฉพาะตน จะหาใครมาแบ่งเบา มาช่วยผ่อนคลาย แม้นแต่สักกะผีกก็ไม่ได้เลย

ดั่งคำกล่าวของพระภูมี ที่ตรัสให้เป็นสติ ที่ว่า "ใครทำ ใครได้"

แต่ด้วยความมีน้ำใจ แลผูกพันธ์นี้เอง มนุษย์เมื่อมาเจอศาสนา แลได้รับสิ่งดีๆ ก็อยากจะให้คนที่ตนรักชอบพอ ได้สิ่งนี้ด้วย

หากแต่ครั้นความจริงปรากฎ ความอยากของตนนั้นไม่เป็นผล คนที่รักชอบพอ ต้องจากไป ก็พาลพะโลโทษศาสนา โทษพระภูมี โทษผู้สอน โทษนั่นโทษนี่ ท้ายที่สุด ตนของตน ก็ต้องหลุดลอยไปจากศาสนาด้วย มีให้เห็นมากมาย

ตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมาสอน ก็เฉกเช่นในสมัยที่หลวงพ่อนิพนธ์นึกอยากจะลองสูตรสมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนให้ แลตรัสว่า สมุนไพรสูตรนี้ ตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ เพราะยังไม่มีคนเป็น ต้องรออีก ๓๐ ปีให้หลังนั่นแล จึงค่อยนำออกมาใช้

หลังปี ๓๐ ผ่านไปหลายปี ความคิดที่จะนำสมุนไพรนี้มาทดลอง ก็จึงเปิดรับคนป่วยที่เป็นเอดส์ ประมาณสิบคน เข้ามาลองฟื้นฟูตนดู

ในกลุ่มคนเหล่านี้เอง มีคนป่วยชายที่ติดเชื้อมาจากยาเสพติด แลคนป่วยหญิงหน้าตาผิวพรรณดี เพราะมาจากคนที่มีฐานะ รวมอยู่ด้วย

ผ่านการฟูมฟักมาระยะหนึ่ง คนไข้กลุ่มนี้ล้วนมีสภาพดีขึ้น จนทุกคนสามารถช่วยตนเอง แลกลับมาทำงานเหมือนคนปกติ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนคนกลุ่มนี้ว่า สมุนไพรช่วยมาระดับหนึ่ง คือ ให้มีกำลังสามารถปฏิบัติตามธรรมคำสอนได้แล้ว ต่อแต่นี้ ก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล ใครทำได้ ก็รอด ใครไม่ทำ ท่านก็ช่วยไม่ได้

นั่นจึงก่อเกิดนิยายรักคู่แรกในหมู่คนป่วยเอดส์ ของหลวงพ่อนิพนธ์ คนทั้งสองเมื่อมีสภาพดีขึ้น ก็แอบมีสัมพันธ์กัน จนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์

ครั้นตั้งครรภ์ผ่านไปหลายเดือน ฝ่ายหญิงก็เริ่มมีอาการทรุดลง ในขณะที่ฝ่ายชายกลับแข็งแรง ดีวันดีคืน

ฝ่ายชายมองเห็นสภาพฝ่ายหญิง ด้วยความรักฝ่ายหญิงและลูกที่อยู่ในครรภ์ จึงไปร้องขอหลวงพ่อนิพนธ์ให้ช่วย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ท่านบอกแล้ว เรื่องของศาสนานั้น เป็นเรื่องเฉพาะตน ใครก็ช่วยใครไม่ได้ คำสอนที่ให้ใครทำ คนนั้นก็รอด ในเมือฝ่ายชาย เชื่อคำสอน แล้วทำ ก็ดีวันดีคืน ส่วนฝ่ายหญิงนั้น เพราะความที่มาจากคนมีฐานะ จึงไม่ยอมทำอะไรเลย ไม่ยอมลำบาก เมื่อสอนแล้วไม่ทำ ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้

ในที่สุด ฝ่ายหญิงก็เสียชีวิตลงพร้อมลูกในครรภ์ ด้วยเหตุที่ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ แม้นหลวงพ่อนิพนธ์จะเตือนสักฉันใด

หลังจากภรรยาและลูกตาย ฝ่ายชาย ก็เกิดความคิดที่ว่า สิ่งที่ตนเสีย เป็นเพราะหลวงพ่อนิพนธ์ไม่ยอมช่วย จึงเกิดความคิดที่ผิด นั่นคือ คิดจะทำลายหลวงพ่อนิพนธ์ ด้วยการฆ่าตัวตาย

หากแต่การฆ่าตนของฝ่ายชายนั้น วางแผนไว้โดยการขอลากลับบ้าน แล้วไปซื้อยาบ้ามาเป็นจำนวนมาก แลนำกลับมา กะว่าจะเสพยานี้ให้เกินขนาดแล้วเสียชีวิตในแผ่นดินของหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อแก้แค้นที่ไม่ยอมช่วยตน

ความนี้ก็รู้ไปถึงพี่ชาย ผู้ซึ่งมาเลิกยาเสพติดพร้อมน้องชาย จึงห้ามปราม แลร้องขอว่าอย่าทำเลย แต่น้องชายก็ไม่ยอม ต้องทำให้ได้

เมือคนป่วยชายผู้นี้ กลับมาอยู่กับหลวงพ่อนิพนธ์ รอวันเวลาที่จะทำตามที่ตนตั้งใจ วันหนึ่ง ออกไปทำงานใต้ต้นไม้ใหญ่ ในวันที่ฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆแม้นแต่น้อย แลหลวงพ่อนิพนธ์ก็ขึ้นไป เพื่อนำอาหารและสมุนไพรไปให้ ตามปกติ

สายวันนั้น ท้องฟ้าที่โปร่งเป็นสีคราม กลับมีก้อนเมฆเล็กๆสีดำกลุ่มหนึ่ง ลอยมาทางแผ่นดินของหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อมาถึง ก็มีฝนปรอยๆลงมา อย่างไม่น่าเป็นไปได้ แลก็ปรากฎฟ้าผ่าสายหนึ่ง ผ่าลงมายังแผ่นดินของหลวงพ่อนิพนธ์ ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ฉงน

สายฟ้าเส้นนั้น ผ่าไปที่คนป่วยชายผู้นั้น กลางหลัง เหมือนโดนฟันสะพายแล่งก็ปานนั้น

หากแต่ชายผู้นั้น กลับยังไม่เสียชีวิตในทันที เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์มาดู ก็บอกแก่ชายผู้นั้นว่า ฟ้าเขาลงโทษ หากแต่ความดีที่ทำมา ทำให้ยังมีโอกาส หากยอมรับผิด ก็รอดได้

ชายผู้นั้นยืนกรานเด็ดขาด ไม่ยอมรับผิด จนหลวงพ่อนิพนธ์ถามย้ำสามครั้ง ก็ยังไม่ยอม หลวงพ่อนิพนธ์ก็จึงบอกว่า ก็ต้องปล่อยชายผู้นั้นไป แลชายผู้นั้นก็สิ้นลม

เรื่องที่ยกมา จึงเป็นอุทาหรณ์ให้คนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดีว่า แผ่นดินนี้ "ตัวใครตัวมัน ใครทำ ใครรอด" จะเอามาเกี่ยวโยงกันไม่ได้เลย เมื่อเราท่านทำ แล้วรอด ก็อยากให้คนที่รัก ชอบพอ รอดเหมือนกัน หากแต่คนผู้นั้น ใจไม่เหมือนเราท่าน พฤติกรรมไม่เป็นดั่งคำสอน ความอยากให้คนผู้นั้นรอด ก็เป็นได้แต่ความฝัน ไม่มีทางเป็นจริงได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องเฉพาะตัว อย่าเอามามั่ว เมื่อคนที่รักชอบพอ เขาไม่ทำ เขาจึงไม่รอด ก็พาลมายังตน เกิดความคิดผิด ทิฐิ แล้วก็พาตนไปจากศาสนา ท้ายที่สุด ก็ไม่รอดตามกัน ช่างน่าเสียดายนัก

คำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ควรจำให้ดี อันเป็นสัจธรรมความจริงของชีวิต ที่พระภูมีทรงตรัส คือ "ทุกข์ย่อมเกิดแก่วิญญาณของเราท่าน ทุกข์อันนี้หามีใครช่วยเหลือ หรือแบ่งเบาได้ไม่ สิ่งที่กระทำ วิญญาณเราท่านต้องรับแต่เพียงผู้เดียว ใครจะมาช่วยไม่ได้เลย"

ดังนั้น ขอย้ำ อย่ามามั่ว และที่มักกล่าวกัน ไปทำบุญมา ทำเผื่อให้แล้ว แบ่งบุญให้คนโน้นคนนี้ ... นั่นคือคนไม่รู้ คนรู้ธรรม ย่อมเข้าใจดีในคำตรัสของพระภูมี "ใครทำ ใครได้"

จะมียกเว้นก็แต่เพียง สายเลือด พ่อแม่ลูกเท่านั้นเอง ที่กรรมเขาอนุโลม ทำแทนกันได้ หากแต่ก็เพียงเสี้ยวหนึ่ง มิใช่ทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ใช้บุญดีไหม

คนทั้งหลายทั้งปวงที่มา ล้วนแล้วแต่ฟังคำกล่าวขานในเรื่องสมุนไพรจึงแห่แหนกันมา

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า สมุนไพร จึงเปรียบเสมือนเหยื่อของพระภูมีที่ใช้ล่อนั่นเอง

หากแต่สิ่งที่เป็นสุดยอดของดีของพระภูมี นั่นคือ "ธรรม" ที่เมื่อปฏิบัติแล้วไซร้ เป็น "บุญ" อันเปรียบได้เหมือนแก้วสารพัดนึก ที่บันดาลให้ได้ตามปรารถนา

หลวงพ่อนิพนธ์ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ ในคราหนึ่งที่อยู่ระหว่างช่วงเดินธุดงค์ อันเป็นกิจของพระสงฆ์ที่แม่ชีเมี้ยน ให้เดินตามรอยของพระพุทธเจ้า ที่ซึ่งเรียกกันว่า เป็น "ภาคปฏิบัติ" ของสงฆ์พระพุทธเจ้าที่จะใช้ความรู้ที่เรียนมาตลอดปี ไปเผชิญเหตุนั่นเอง

ความโด่งดังในเรื่องการบำบัดยาเสพติด จากเมื่อครั้งถ้ำกระบอก แลเมื่อกลับมาเปิดสำนักที่ลพบุรี นั่นทำให้ผู้เสพยาและผู้ปกครอง ล้วนมีความมั่นใจ ในสรรพคุณของยาสมุนไพรที่ใช้เพื่อบำบัดสารเสพติดและฟื้นฟูร่างกาย อย่างไม่มีข้อสงสัย

แลในปีนั้น พระกำลังอยู่ในระหว่างธุดงค์ ก็มีแม่ของเด็กหนุ่มที่เข้าวัยประมาณยี่สิบปี พาลูกของตนที่ติดยาเสพติดมาให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวกับแม่ของเด็กหนุ่มว่า ตอนนี้พระกำลังอยู่ระหว่างธุดงค์ คงไม่สะดวกในการช่วยเหลือ ด้วยสมุนไพร

หากแต่ความจำเป็นของแม่ ประกอบกับความอยากเลิกของเด็กหนุ่ม ก็รบเร้าขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อสมุนไพรไม่สะดวก ยังทำไม่ได้ จะลองให้เขาใช้บุญช่วยเอาไหม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ด้วยเหตุที่ระหว่างธุดงค์นั้น ท่านต้องติดตามดูแลพระไปตลอดระยะทาง ด้วยเหตุที่กว่าครึ่งก็มักเป็นพระที่ป่วย แลเพื่อให้มั่นใจ จึงให้คนขับรถ ส่งข้าว ส่งน้ำ แลจัดเตรียมเสาะหาที่ที่เหมาะสมในการปักกลด ในแต่ละวัน ก็ให้เด็กหนุ่มติดรถไป และทำหน้าที่ช่วยพระตลอดการเดินธุดงค์

ด้วยความอยากเลิก เด็กหนุ่มก็รับปาก ทั้งๆที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า มันเหนื่อยและลำบากหน่อย ไม่เหมือนการทานสมุนไพรเพื่อเลิก แต่ก็เชื่อเถอะบุญเขามีอำนาจ ต้องคลี่คลายได้

เด็กหนุ่มทำหน้าที่คอยถวายอาหาร จัดสถานที่ในการฉัน และก็เดินธุดงค์ตามพระ ตามกำลังที่มี เป็นกิจวัตร

วันแรกด้วยความเป็นห่วงทั้งพระทั้งเด็กหนุ่ม หลวงพ่อนิพนธ์ จึงไปหาพระแต่เช้า แลดูอาการเด็กหนุ่ม แลมีแต่สมุนไพรเขียว ให้เด็กหนุ่มทาน เพื่อช่วยตน

แลเป็นธรรมดา การอดสารยาในวันแรก อาการลงแดงย่อมรุนแรง หากแต่การเดินตามพระ ในสภาวะที่แแดดแรงกล้า ทำให้เด็กหนุ่มเหงื่อออก และอ่อนเพลีย กลับช่วยให้อาการของเขาทุเลาลงอย่างรวดเร็ว

หลวงพ่อนิพนธ์ก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะเมื่อวันที่สองผ่านไป เด็กหนุ่มกลับแทบไม่เหลืออาการลงแดงอีกเลย จะมีก็แต่เรียวแรงที่ยังน้อย ก็อาศัยเดินไหวก็เดิน เดินไม่ไหว ก็นั่งบนกระบะรถบรรทุกน้ำ แลสัมภาระตามไป

หลังจากเดินตามพระได้สัปดาห์ พระก็ถึงที่หมาย คือ สำนักที่ศรีสวัสดิ์ เด็กหนุ่มขี้ยา กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรง เดินขึ้นลงเขาตามพระได้ตลอดวัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า นี่แลเป็นสุดยอดแนวทางในการฟื้นฟูตน นั่นคือ อาศัยบุญเป็นหลัก อาศัยสมุนไพรเป็นผู้ช่วย ให้ผลรวดเร็ว เฉียบขาด ยิ่งนัก

เด็กหนุ่มนี้จึงเป็นคนแรกที่เรียกได้ว่า เลิกยาเสพติด โดยไม่ต้องทานสมุนไพร ที่เรียกกันว่า "ยาตัด" เหมือนในหนังน้ำพุ และก็มีสภาพที่ดี ไม่แพ้กัน ทั้งๆที่ ได้ทานแต่สมุนไพรเขียว เท่านั้นเอง

ปัญหาที่สำคัญ ก็คือ "บุญ" ของพระพุทธศาสนา ทำกันอย่างไร นี่แลเราท่านต้องไปหาพระของหลวงพ่อนิพนธ์เพื่อศึกษา แล้วมาทำเพื่อช่วยตน

หากไม่เรียนรู้ แล้วไปทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นบุญ หากแต่นั่นเป็นบุญลมๆ แล้งๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "บุญนึกเอาเอง" ทำสักเท่าไหร่ ก็หามีผลมาช่วยตนไม่

บทสรุป ใครอยากลองเอาบุญมาช่วยตน ด้วยเล็งเห็นว่า หนทางแห่งสมุนไพรนั้นหาเพียงพอในการฟื้นฟูตน หรือ ใช้เวลานาน ก็ไปลองได้ที่ลพบุรี ไปศึกษา พิจารณา แล้วทำ ... ดูสิว่า ผลที่ได้จะเป็นเช่นไร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผลของสมุนไพร เหมือนเดินทางอ้อม ผลของบุญ เหมือนเดินทางลัด

มาแบบไม่หวังผล ก็ไม่ต้องคุยเรื่องบุญ หากแต่มาเพื่อหวังผล บุญนั้นจำเป็นยิ่ง หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำว่า "ใครทำได้ รอดแน่"

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เตะหมูเข้าปากหมา

หากให้คนป่วยที่มาทุกคนทำแบบสอบถาม แลคำถามพื้นๆ ที่คาดเดาคำตอบได้ไม่ยาก เมื่อเจอคำถามว่า ก่อนจะมาสถานที่นี้ ท่านเคยทำกิจกรรมใดที่คิดว่าเป็นบุญมาบ้าง อาทิ ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน .... ทุกคนก็คงกาคำตอบเดียวกันว่า ... เคย อย่างแน่นอน

หากจะถามว่า ท่านมีสิ่งที่เชื่อ นั่นหมายถึง การปฏิบัติที่ทำตามในสิ่งที่เชื่อถือ อยู่หรือไม่ คำตอบก็คงหนีไม่พ้นว่า มี เช่นกัน... ทุกตัวคน

แลหากคำถามถามว่า ท่านมีความเชื่อในวิทยาการทางการแพทย์ หรือ พูดฟังง่ายนั่นคือ เชื่อหมอหรือไม่ ... ก็คงตอบว่า มีความน่าเชื่อถือ อย่างแน่นอน

หากแต่เมื่อผ่านสิ่งเหล่านั้นมาเนิ่นนาน ทำตามในสิ่งที่ตนเชื่อมาตลอด อาจจะตั้งแต่เกิด จนปัจจุบัน ... มาถึงทางตัน สิ่งที่ตนเชื่อ สิ่งที่ตนทำ ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาของตนที่มีได้ สถานที่นี้ก็เสนอตัว หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้ทางเลือก สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ให้ลอง

หลายคนเมื่อทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ประสพความสำเร็จ ในการช่วยตน ซึงก็มีให้เห็นเป็นอันมาก

หากแต่สิ่งที่เราสงสัย คนส่วนใหญ่ที่ประสพความสำเร็จ ทั้งๆที่ ด้วยมีพฤติกรรมทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ แต่ทำไม เวลาจะตัดสินว่า ตนรอดมาด้วยเหตุใด กลับกลายเป็น มาจากความเชื่อเดิมของตน ที่ตนยึดถือนั้นเป็นผู้บันดาล หรือทำให้ตนรอดไปเสียฉิบ

หลวงพ่อนิพนธ์ยกตัวอย่างพ่อเลี้ยงทางเหนือให้ฟัง ที่เป็นผู้ดิดเชื้อเอดส์ ยามมามีเพื่อนๆมาส่งมากมาย หามใส่เปลมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ อุ้มผีลุก ปลุกผีนั่ง จนเวลาผ่านไป กลับมามีร่างกายปกติ สามารถทำงานหนักได้

หลวงพ่อนิพนธ์ได้สังเกตเห็น คนผู้นี้มีพฤติกรรม อย่างหนึ่งคือ จะชอบไหว้ไปทางทิศเหนือ จึงให้คนไปถาม พ่อเลี้ยงก็ตอบว่า เขาไหว้ขอบคุณเกจิคณาจารย์ทางทิศเหนือท่านหนึ่ง ระลึกคุณที่ทำให้เขารอด ฟื้นคืนกลับมาได้ แลก็จะกลับไปแก้บน

แลเราก็เคยอ่านบทความที่มีผู้ที่ประสพชะตาเลวร้าย เป็นโรคร้ายกันทั้งบ้าน ไปมาทั่ว รักษามาจนหมดเงินไปมากมายก็ไม่หาย แล้วก็มาประสพความสำเร็จ ณ.สถานที่นี้ เขาบรรยายว่า สมุนไพรที่นี่ดีจริง ทำให้เขาและครอบครัว กลับมาแข็งแรงเป็นปกติได้ แต่สรุปตอนท้ายว่า คงเป็นเพราะเขาและครอบครัว ชอบไปทอดผ้าป่า ทอดกฐิน เป็นแน่แท้ บุญนั้นจึงส่งให้หายได้ และก็ตั้งใจจะกลับไปทำอีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า มันเป็นเรื่องแปลก ที่ตัวท่าน นั่งทำยา ผสมยา คั้นยา เหนื่อยแทบตาย คอยอุ้มผีลุก ปลุกผีนั่ง คอยเป็นห่วง ดูแลอาการ ให้ความรู้ ให้สร้างพฤติกรรม นำคำสอนของศาสนาที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มาให้ทำ .... แต่สุดท้าย คนเหล่านั้นกลับบอกว่า สิ่งที่ตนยึดถือ และทำมาในอดีต เป็นผู้ช่วยไปเสียเล่า

มิหนำซ้ำ แทนที่จะย้อนคิดว่า พฤติกรรมใดที่ช่วยตน ให้รอด แล้วนำไปทำต่อ กลับละทิ้งเสีย ไปคว้าของเดิมก่อนจะมา ที่ซึ่งไม่ช่วยอเะไรตนเลย

เรื่องราวคลาสสิคที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้ฟังอยู่เสมอ ก็คือ นายพลท่านหนึ่ง นอนในโรงพยาบาล ห้องไอซียู ภรรยามาขออนุญาติ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้นำยาเขียวไปลองทานดู ปรากฎว่า อาการตอบรับดี สองวันก็ฟื้นคืนกลับมา มีกำลังออกจากไอซียูได้

ผ่านไปครึ่งปี นายพลท่านนี้ไปตรวจร่างกาย ก็ปรากฎว่า ร่างกายกลับมาปกติ แข็งแรง แล้วก็หายไป ไม่มาที่มูลนิธิ

ผ่านไปอีกหลายเดือน ภรรยามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ มาขอสมุนไพรให้สามีทานอีก หลวงพ่อนิพนธ์จึงถามว่า สามีเป็นอะไร แล้วทำไมจึงหายไป

ภรรยาบอก สามีพาเมียน้อย ไปแก้บน ๙ วัดทั่วประเทศ ทั่วทุกภาคที่เขาบนเอาไว้ จึงหายไปไม่ได้มาหา แต่ครั้นพอกลับจากวัดที่ ๙ ทางใต้ ก็มีอาการวูบ จึงพากลับเข้าโรงพยาบาล ตอนนี้นอนอยู่สภาพเดิม เตียงเดิม กับเมื่อปีที่แล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวกับภรรยานายพลว่า เมื่อตอนที่หายดี บอกให้ทำตนเป็นพระเวสสันดร เป็นผู้ให้บ้าง เขาตอบว่า ให้มะกรูด มะพร้าว นั้นกระจอก เขานี่ไปทำธรรมจักรฝังเพชร ให้วัด มุลค่าสิบกว่าล้าน นั่นแหละบุญใหญ่

เราจึงยกคำสอนนี้ มาเตือนทุกคนว่า ยามสวดมนต์ นั่งกรรมฐาน ในห้องสวดมนต์ สิ่งที่ควรทำคือระลึกย้อนว่า พฤติกรรมใดที่ทำให้ตนของตน ดีขึ้น ยามใดที่ตนของตน รอดปลอดภัย จะได้นำไปปฏิบัติสืบต่อ เพื่อช่วยตนได้อีก ... มิฉะนั้นจะไขว้เขว สิ่งที่ช่วยตนกลับไม่นำพา ไปยึดสิ่งที่เป็นลม ไม่มีตัวไม่มีตน ในที่สุด เมื่อกรรมมันย้อนคืนมา ก็ยากที่จะช่วยตนอีกครั้งแล้ว

ศาสน์สอนให้คนเป็นปราชญ์ เมื่อพิจารณารู้ว่าสิ่งใดที่ทำแล้ว หาประโยชน์แก่คนมิได้ จะไปยึด ไปเชื่อ ไปทำ อีกทำไม เพราะเมื่อทำแล้ว กลายเป็นกรรม ทีนี้แก้ยากแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เพราะนั่นเป็นการกระทำที่ทำทั้งๆที่รู้

เมื่อก่อน ไปสร้างพระใหญ่ เพราะไม่รู้ แต่ ณ.วันนี้ รู้แล้ว ว่านั่นมิใช่ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ มีแต่ทำให้ตัวเองและผู้อื่น หลงวัตถุ วันใดที่หายโรค แล้วยังกลับไปมีพฤติกรรมอย่างนั้นอีก สร้างพระ ขายพระ ... เป็นโรคมาอีกครั้ง ไม่ต้องมาทานสมุนไพรของพระภูมีอีก เพราะไม่มีทางหายอย่างแน่นอน

ยิ่งพวกถวายเงินพระ .... นั่นพฤติกรรมทำลายทั้งพระ ทั้งศาสนา .... บุญไม่ได้ กรรมล้วนๆ ทำให้พระเกิดกิเลส อยู่สงบไม่ได้ เสียพระดีๆ ตั้งใจมาบวช ประพฤติ ไปนักต่อนักแล้ว

บทสรุป สงบจิต สงบใจ หาให้เจอว่า สิ่งใดกันแน่ที่ช่วยเรา เจอแล้วกอดไว้แน่นๆ แล้วเดินตาม นั่นแลชีวิตจะรอดปลอดภัย ไม่ต้องเดินรอยเก่า ไปต้องเป็นโรคอีก อย่างแน่นอน

เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เกจิ คณาจารย์ ... ไม่ได้ช่วยตนของเราแม้นแต่สักนิด แต่ครั้นตนของตนรอด คนพวกนี้กลับเป็นผู้รับผลจากเราไปเสียฉิบ ... กลายเป็นผู้มีคุณ เสวยลาภ เสวยสุข

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มีเจ้าของ

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นเสมอว่า หากอำนาจสมุนไพร มีอำนาจเพียงพอ ในการช่วยแก้ไขฟื้นฟุตน หนึ่ง ไม่ผูกติดกับพฤติกรรมของผู้ทาน หนึ่ง การใช้ศาสตร์สมุุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็จะสะดวกสบายยิ่ง

ไม่ต้องให้คนป่วย ซึ่งก็ทุกข์อยู่แล้ว ต้องมาทนทุกข์ มานั่งทำกิจกรรมใดๆ ให้ลำบาก แถมยังต้องมาควบคุมนิสัยตน เมื่อคนหมู่มากมาอยู่ด้วยกัน ก็ยากนักที่จะเลี่ยงการเป็นเหตุซึ่งกันและกัน ก็ขนาดคนข้างบ้าน รั้วติดกัน แค่สองคน สองบ้าน ยังทะเลาะกันให้เห็นมากมายเหลือคณา

การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิ ก็ง่าย อยู่ไหนแทบจะนำสมุนไพรใส่รถไปประเคนให้ถึงบ้านเลย

แต่ความเป็นจริง มันไม่ใช่ .....

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกความจริงที่แม่ชีเมี้ยนตรัสสอน ทำให้เราท่านได้รู้ว่า โลกนี้ มีอำนาจเดียว มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เดียว ที่เป็นของจริง เที่ยงแท้ แน่นอน นั่นคือ "อำนาจกรรม" อันแบ่งเป็น กรรมดี กรรมชั่ว

ผลแห่งการกระทำแห่งตนของแต่ละคน ก็กลายเป็นปล้องกรรมดีกรรมชั่ว รวมกันเป็นพรหมลิขิต ที่ศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองส่งผลแก่คนผู้นั้น ให้ดำรงอยู่จนสิ้นพรหมลิขิต หรือ อายุขัย

เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ให้เห็นว่า กรรมที่ทำมาแล้ว จักปฏิเสธสักฉันใดไม่ได้เลย แลด้วยเหตุนี้ ในโลกนี้ จึงไม่มีอะไรที่จะมีอำนาจเหนือกรรม

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่า จะเป็นลัทธิ พิธีการ ต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น จึงเป็นการอุปโลกมาเพื่อความสบายใจ หามีผลแก่ชีวิตใดๆไม่ ผลที่เกิดเมื่อไปทำตามลัทธิพิธีกรรมที่ตนเชื่อ ล้วนแล้วแต่เป็นผลจากกรรมของตนในอดีตทั้งหมด ทั้งสิ้น มิใช่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ใดๆเลย

จึงไม่แปลกที่วันหนึ่ง เมื่อกรรมมาถึง ผลที่เคยไปทำตามความเชื่อแล้วเคยได้ สมดังหวังตั้งใจ กลับไม่สามารถทำให้ทุกข์ โดยเฉพาะโรคภัยแห่งตน หายหรือเบาบางไปได้แม้นแต่น้อยนิด

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า นี่แลจึงมีความจำเป็นต้องมีศาสนา ซึ่งเป็นของนอกโลก เป็นอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีในโลก เรียก "อำนาจธรรม" ที่ซึ่งผู้ใดเชื่อ แล้วทำตาม ผลที่เกิด ไม่ใช่กรรมดี ไม่ใช่กรรมชั่ว หากแต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า "บุญ"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า "บุญ" ที่ทำนี้แหละจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ ที่เปิดช่องให้มนุษย์ เมื่อทำแล้ว เป็นอำนาจ ไปล้างกรรมได้ แลมีบทพิสูจน์ทุกยุคทุกสมัย โดยพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งเป็นผู้อาสา ในการทำตน จนสำเร็จ เป็นที่ประจักษ์แก่เพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ ได้เดินตาม

ด้วยความที่เป็นอำนาจที่สาม นอกจากกรรมดี กรรมชั่ว ก็หาได้หว่านอำนาจนี้ไปทั่วโลกไม่ หากแต่ให้เฉพาะผู้มีคุณสมบัติ คือ พระพุทธเจ้า เป็นผู้ถือ แลผู้ใช้แต่เพียงผู้เดียว

ความจริงประการสำคัญ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ อำนาจธรรม แม้นจะมีอำนาจมหาศาลเหนือกรรม แต่อำนาจนี้ เสมือนหนึ่งคลื่นจากสถานีกระจายเสียง ผู้ทีจะรับได้ จึงต้องมีสถานีรับ จึงจักรับได้ คล้ายดั่งวิทยุก็ไม่ปาน แลการทำตนเป็นเครื่องรับ นั่นคือ คุณสมบัติ ที่ต้องสร้างด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้านั่นเอง

เมื่อเราท่านไม่ทำตน หรือไม่ทำนิสัย หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เราท่านก็ไม่สามารถสัมผัสบุญอันนั้นได้เลย นี่เองจึงเป็นเหตุให้เมื่อยามใด พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ผู้คนที่อยากได้ จึงต้องเดินทางไปหาพระพุทธเจ้าแลสาวก

แลความจริงอีกอย่างหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักพูดให้ฟังเสมอ นั่นคือ อำนาจบุญ จะไม่มาก้าวก่าย อำนาจกรรม ของโลกเป็นเด็ดขาด ดั่งภาษิต "หมูเขาจะหาม อย่าเอาคานไปสอด กรรมเขาจะเล่น ย่อมไม่เอาบุญไปขวาง"

การจะได้บุญ จึงต้องยืนมือออกมาทั้งสองฝ่าย จึงจักสำเร็จได้

นี่จึงเป็นงานหินสุดๆ ของผู้ทำสมุนไพร เมื่อยามใดที่บุญเดิมของคนผู้นั้นไม่เพียงพอ อำนาจสมุนไพรไม่อาจคลี่คลายทุกข์จากกรรมของผู้นั้นได้ นั่นย่อมต้องอาศัยบุญ เป็นหนทางเดียวที่จะช่วย แต่จะทำอย่างไรเล่า หากเขาไม่ยื่นมืออกมา เก็บซุกในกระเป๋า

อำนาจบุญของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ที่นั่นก็มี ที่นี่ก็มี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สถิตย์อยู่ทั่วไปก็หาใช่ไม่ เพราะโลกนี้ อำนาจกรรมเขาเป็นเจ้าของ ที่ซึ่งอนุญาติให้อำนาจธรรม สถิตย์ ก็เพียงแผ่นดินเล็กๆ ที่ผู้มีอำนาจ หรือผู้ทำ ก็ใช้ความสามารถของตน โฆษณา แล้วชวนเชื่อ ให้คนผู้อยากได้ อยากทำ เข้าไป แล้วทำตาม ทำได้ก็เอาบุญไป มาแลกกรรม

ด้วยความจริงอันนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า กรรมเขาไม่กลัวหรอก ว่า อำนาจธรรมจะเอาคนของเขาไปหมดโลก ไม่มีทาง เพราะข้อจำกัดเหล่านี้ รวมทั้งนิสัยกรรมที่หล่อหลอมมาจนฝังแน่น เมื่อเผชิญกับวินัยทุกข์ของพระพุทธเจ้า คนส่วนใหญ่ก็ยอมแพ้ จนเป็นคำกล่าวในทุกยุคว่า "ศาสนาของพระพุทธเจ้า ดี ดี แต่ไม่เอา มันลำบาก"

ก็แล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าที่ใดมีธรรมอันแท้จริง มีบุญเป็นที่พึ่งได้จริง

เราจึงชี้ให้ท่านทั้งหลาย ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ทุกข์ที่เกิดกับกายตน โรคที่มาเบียดเบียน ให้กินไม่เป็นสุข นอนไม่เป็นสุข หากอำนาจสมุนไพรไม่เพียงพอในการคลี่คลายแล้วไซร้ หากเชื่อในคำสอนของหลวงพ่อนิพธ์ เมื่อใดที่หนทางอื่นที่ตนเคยเชื่อ มันไร้ผล อยากจะคิดช่วยตน ก็พากายตน ไปยังแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ไปลองเดินทางเลือกที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ไว้ให้ ว่าเป็นแผ่นดินบุญจริงหรือ ทำตามแล้วคลี่คลายทุกข์ของตนได้จริงหรือ

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ยกคำสอนอันเป็นแว่นส่องจักรวาล เพื่อหาแหล่งบุญ ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า " ก็แผ่นดินใดเล่า คำสอนใดเล่าที่ทำแล้ว คลี่คลายทุกข์ที่เกิดกับตนได้ โรคที่มีให้เบาบาง หรือหายไปได้ นั่นแล"

พูดให้เข้าใจง่าย ภาษาชาวบ้าน หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ก็เอาสิ่งที่คนทั้งหลายทำไม่ได้ ไปประเคนให้ ที่ไหนว่าศักดิ์สิทธิ์ หมอไหนที่ว่าแน่ ก็เอาคนป่วยที่คนทั้งโลกเบือนหน้าหนี ไปถวาย ไปหา ที่ใดทำให้คลายทุกข์ได้ ที่นั้นแหละมีศาสนา มีบุญของพระพุทธเจ้า

ทำสิ่งเดียวกันเหมือนที่เคยทำ แต่ทำในแผ่นดินแม่ชีเมี้ยน ผลจะต่างกัน เพราะนั่นคือ แผ่นดินบุญ

คำบอกก่อนลาสังขาร หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า อำนาจที่แม่ชีเมี้ยนให้ เพื่อทำในสิ่งที่เป็นบุญไว้ช่วยตน ตอนนี้ถูกเก็บรวบรวมมาไว้ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนที่เดียว แลหนทางที่จะได้สัมผัสบุญ แม่ชีเมี้ยนก็ให้เพียงหนทางเดียว นั่นคือ การทำนิสัย หรือทำ สัจจะ ของพระพุทธเจ้า เท่านั้น

ใส่บาตรพระทั้งประเทศไทย กับใส่บาตรพระของหลวงพ่อนิพนธ์ ดูสิมันจะต่างกันไหม ไปถือสันโดษทุกที่ในประเทศ เคร่งให้ตาย แค่ปวดท้อง ก็เอาไม่อยู่ ลองไปถือสันโดษ คุมนิสัย ในแผ่นดินแม่ชีเมี้ยนดู อย่าว่าแต่ปวดท้องเลย มะเร็งยังต้องวิ่งหนีอย่างแน่นอน

บทสรุป ศาสนาไม่มีตีนเดิน ไม่มีวันที่จะเดินมาหาเราท่านเป็นแน่แท้ อยากได้ต้องพากายตน ไปหา และที่สำคัญหาให้ถูกที่ด้วย

ที่เขียนมานี้ มิได้จะดูหมิ่น ดูแคลน ผู้หนึ่งผู้ใด สถานที่หนึ่งสถานที่ใด หรือ เกจิคณาจารย์ใดๆ หากแต่เพียงชี้ให้เห็นความจริง ส่วนความชอบ ใครใคร่ชอบสิ่งใด ก็ไปทำในสิ่งที่ตนชอบ หากแต่สิ่งที่ตนชอบ ไม่สามารถช่วยตนได้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ท่านก็เสนอทางเลือกนี้ให้เดินเพื่อช่วยตน ใครอยากช่วยตน ก็มาลองได้ ... แลมั่นใจว่า ทางเลือกนี้ ใครทำได้ "รอดแน่" หากไม่สิ้นสุดเสียซึ่งพรหมลิขิตแล้วไซร้

หมายเหตุ ... อย่าว่าแต่ที่อื่นเลย แม้นแต่มูลนิธิไทยกรุณาเอง ณ.วันนี้ ก็หาเป็นแผ่นดินบุญไม่ หลวงพ่อนิพนธฺ์ชี้ให้เห็นว่า นั่นเป็นแต่เพียงแผ่นดินทานเท่านั้นเอง จึงยังบอกไม่ได้ว่า เมื่อไปแล้วจะช่วยตนให้หายโรคได้หรือไม่ นั่นเอง

อยากให้ชีวิตปลอดภัย โดยไม่เอาธรรมเลย ไม่ควบคุมนิสัยเลย ... ก็ได้เพียงแต่ฝัน แต่ไปไม่ถึง

แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินบุญ ได้อย่างไร ... ก็ด้วยอาศัยเป็นที่ทดแทนแผ่นดินเกิดของแม่ชีเมี้ยนนั่นเอง ส่วนแม่ชีเมี้ยนเป็นใครจึงทำได้ ก็รอพระพุทธเจ้าที่อุบัติแล้วในพม่ามาเฉลย

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ถามมา ก็ถามไป

สมาชิกมูลนิธิไทยกรุณาท่านหนึ่งถามเราด้วยความเป็นห่วง เพื่อนสมาชิกที่สนิทกัน ผู้ซึ่งเป็นมะเร็ง มาวันนี้ เธอมีเริ่มมีอาการปวดรุนแรงขึ้น จึงถามเราว่า "ทำอย่างไรจึงช่วยเพื่อนได้ ให้หายปวด"

คำตอบที่ให้ ยกมาจากคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ชี้ให้เห็นว่า สมุฐานที่สำคัญ พระภูมีทรงชี้ว่า มาแต่ "กรรม"

การมาในสถานที่นี้ สิ่งที่ได้ในตอนแรก นั่นคือ ผลแห่งสัญญาในอดีต ส่งผลเป็นอำนาจของสมุนไพร อันเป็นการให้โอกาส เมื่อใดก็ตามที่สัญญาเดิมหมดลง แต่ไม่พอจะลบล้างกรรมที่เกิด ณ.วันนี้ลงไปได้ นั่นก็หมายความเกินกำลังของสมุนไพรแล้ว จึงต้องอาศัยบุญของพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องช่วย

แลเมื่อบัญญัติที่แม่ชีเมี้ยนให้ว่า เวลานี้ ไม่มีหนทางบุญอื่นใดเหลือให้แก่คนไทยแล้ว นอกจากการทำนิสัยเท่านั้นเอง ก็สรปคำตอบว่า "ชี้หนทางบุญให้เพื่อนไปสิ โน่นไง อยากรู้ อยากทำ ก็ไปเรียน ไปทำ ที่แผ่นดินลพบุรี"

คำตอบที่ได้ .... ยาวเป็นหางว่าว สรุป คือ มีความจำเป็นร้อยแปด พันประการ ที่ไปไม่ได้ ขอทานสมุนไพรเยอะๆ แล้วดีขึ้นเหมือนตอนมาใหม่ๆ เพียงประการเดียว

มา ณ.วันนี้ ก็เลยต้องหยิบตกคำตรัสของแม่ชีเมี้ยน เมื่อครั้งถ้ำกระบอก ในวันที่พระของท่าน เปลี่ยนพฤติกรรม ไปรับเงิน รับชื่อเสียง ... ที่ตรัสว่า "เราจะไปกันอย่างไรหนอ ถ้าเราไม่เอาธรรมของพระโคดมเลย"

คำถามที่จะถามกลับไป ที่ซึงชวนให้สงสัยนัก ก็ไหนบอกอยากหาย แต่ไม่ทำ ไม่เอา ไม่สน ไม่มีเวลา ให้แก่การสร้างบุญเลย นี่ทำเพื่อตน มิใช่ใครอื่น ฤาแม้นแต่ตนของตน ก็ไร้ค่า ไม่รัก แลก็น่าแปลก ที่จะไปบอกรัก บอกห่วง ผู้อื่น นี่แลชีวิตจริงที่น่าฉงน

บทสรุป คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ทิ้งไว้ให้ อยากยกมาย้ำเตือนสติ นั่นคือ "เลิกพูดถึงอาการที่เป็นเสียเถอะ วันนี้ต้องมาคุยเรื่องนิสัยกันดีกว่า ไม่สนหรอกว่าที่เป็นใครจะว่าหนักหนาสักเพียงไร ใครเปลี่ยนได้ ทำนิสัยพระภูมีให้มีในตนได้ รอดแน่นอน"

เมินธรรม ก็เท่ากับปิดประตูรอดนั่นเอง อ้ายคนไหนที่อ้างตนว่าแน่ ว่าเก่ง นั่นมีพฤติกรรม "ท้ากรรม" วันหนึ่งมันก็ต้องตกในวลี "หมองูตายเพราะงู" อย่างแน่นอน อวดรักษาโรคคนนั้นคนนี้ได้ มันก็ตายด้วยโรค ฟ้องตัวมันเองนั่นแหละ

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้ดูว่า คนมีบุญบาปวัดกันที่เวลาตาย คนที่ปฏิเสธ ไม่รับผิดชอบใน กายตน อันเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ยืมเขามาใช้ เวลายืม ก็ได้แต่ของดี แต่เวลาคืน สภาพกระหรุ่งกระหริ่ง แล้วก็พูดเอาง่าย ตายไปก็จบ ไม่รู้อะไรแล้ว อยากให้ไปฟัง ที่พระสวดสังคหะ ในวันงานอีกหลายๆครั้ง ฟังให้ซึ้ง พิจารณาให้ดี แล้วจะได้หายสงสัยว่า ทำไมคนเหล่านั้น คำสั่งเสียสุดท้าย จึงเป็นดั่งในบทสังคหะนั่น เมื่อรู้ว่าตายแล้วไม่จบ แลร่ำร้องเสียดายที่ตนนั้นได้เห็น ศาสนา ต่อเมื่อถึงเวลาตาย

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ทำให้ถูก

ทุกวันนี้ ไปที่ไหนก็มีแต่โฆษณา ทำสิ่งนี้เป็นบุญ ทำสิ่งนั้นเป็นบุญ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นั่นเดินหลงทางศาสนาไปไกลแล้ว ผลก็คือ ทำตามคำบอกเหล่านั้น ตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น จนผมขาว ก็ยังหาบุญมาช่วยตนสักเก๊ไม่ได้เลย เห็นได้จากเวลากรรมมา ทุกข์มาถึง โรคมาเบียดเบียน ก็ไหนเล่าบุญที่ทำมาแต่อ้อนแต่ออก ไม่มาอุปถัมภ์ค้ำจุนตนบ้างเลย หลายคนก็เลยพาลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า นั้นไม่จริง บุญไม่มีจริงไปเสียฉิบ หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกคำสอนแม่ชเมี้ยนมาให้ฟังว่า "บุญ" ของพระภูมีนั้นไซร้ เกิดจากการทำนิสัย นิสัยใดเล่า นิสัยพระพุทธเจ้านั่นเอง ที่ไปฟังมา พิจารณา แล้วทำตาม

ความต่างที่เห็นได้ชัดของบุญทุกวันนี้ กับบุญของพระพุทธเจ้า นั่นคือ บุญทุกวันนี้ ทำแล้ว ก็บอกว่าได้บุญแล้ว มีบุญแล้ว นิสัยก็เหมือนเดิม กลับมา ก็เหมือนเดิม หาความสงบให้ตน ให้ครอบครัว ให้สังคม สักนิดก็หาไม่ แต่บุญของพระพุทธเจ้า ผู้ทำ ผู้อยากได้ ต้องมีความสงบ อันเป็นเอกลักษณ์ ไปอยู่ในสังคมใด ที่นั่นก็ต้องสงบ ทำแล้ว บ้านสงบ ไม่มีการทะเลาะ สังคมสงบ ไม่มีการยกพวกตีกัน บ้านเมืองสงบ เพราะไม่มีใครจะคิดโกงบ้านโกงเมือง หรือ แสวงหาประโยชน์ใส่ตน บนทุกข์ของผู้อื่น

วันนี้วันดี สิ้นวัน ถามตนเองว่า บุญที่ได้ ตรงตามคำสอนจริงหรือไม่ จะได้นอนตาหลับ ไม่ใช่บุญลมๆแล้งๆ ที่ช่วยตนไม่ได้ ทำเท่าไหร่ โรคก็ไม่ลด กรรมก็ไม่หมด ยิ่งบุญสร้างด้วยวัตถุ นั้น ผู้ทำเดินไปคนละทิศกับคำสอนแล้ว ยิ่งใช้เงิน ยิ่งห่างศาสนา ....

บัญญัติเดียว ของพระพุทธเจ้า ในการสร้างบุญ คือ "นิสัย" นี่จึงเรียกว่าทางสายกลาง ที่ทุกคน ไม่ว่าผู้ดี ยาจก ไพร่ หากอยากมีบุญ ล้วนทำได้ ตรวจตัวเองเถอะ ที่ว่าไปทำบุญ นิสัยได้เปลี่ยน และเมื่อเปลี่ยนแล้ว ให้สุขแก่สรรพสัตว์ใดๆบ้าง ... อย่าปากว่า ตาขยิบ ไปวัดมาทำบุญแล้ว ถึงบ้านก็ด่าผัว ด่าเมีย ด่าลูก ด่าคนโน้น ติคนนี้ ... นั่นห่างบุญนัก

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อยากได้แต่ทำไม่เป็น

สธ.กำหนดให้วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี เป็น "วันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ" ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ จัดทำศิลาจารึกตำรายา 1,061 ตำรับ หล่อรูปฤาษีดัดตน 80 ท่า รวบรวมและจารึกสรรพวิชาการนวดแพทย์แผนไทยลงบนแผ่นหินอ่อนจำนวน 60 ภาพ ซึ่งองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ประกาศรับรองขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้คนไทยเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะภูมิปัญญาไทยและบริการการแพทย์แผนไทย เพื่อเป็นระบบการแพทย์หลักคู่ขนานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ขณะนี้โรงพยาบาลในสังกัด มีการบริการแพทย์แผนไทยที่แผนกผู้ป่วยนอกร้อยละ 67 คาดในปี 2561 จะครบทุกแห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังได้นำยาสมุนไพรบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว 74 รายการ เป็นการบูรณาการการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างครบวงจร

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ย่อมจริงแท้แน่นอน วันหนึ่ง ก็ต้องมาถึงทางตันของยาเคมี ในการกล่าวอ้างความสามารถในการรักษาโรค หากแต่สะดุดหยุดตามที่หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ชี้ให้เห็น นั่นคือ โรคกรรมผ่าน มาแล้วก็ไป หรือ โรคอุบัติเหตุ เท่านั้นแล

หากยามใดที่ต้องเผชิญกับโรค ที่มาทำลายชีวิต หรือ ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสเรียกว่า "โรคตาย" แล้วไซร้ ตัวเลขของการตายย่อมสะท้อนให้เห็นความจริงอย่างเด่นชัด ว่า เกินกว่ายาเคมีจะเยียวยา ดีที่สุดก็แค่ประทัง เท่านั้นเอง เมื่อถึงเวลาที่ยาคุมไม่อยู่ อาการทั้งหมดทั้งปวงก็จะแสดงออก และตายตามกันไป

ครั้นพอจะหันมาหาสมุนไพร ก็กลัวๆกล้าๆ ลักปิดลักเปิด ทำให้คนโลภ เห็นเป็นช่องทางทำมาหากินกับชีวิตมนุษย์ สมุนไพรสารพัดตำหรับ จึงถูกหยิบยก อวดอ้างเกินเลย บางตำหรับ ก็อาศัยเสตียรอยด์ มาเป็นเครื่องช่วย เหล่านี้ยิ่งทำให้คนป่วย เสี่ยงแก่การเสียชีวิต หรือ ซ้ำเติมอาการเข้าไปอีก ก็มีให้เห็นบ่อย

เราจึงสงสัยว่า ประเทศไทยของเราท่านนี้ ยังมีเวลา ยังมีเงินเหลือมากมาย ให้ลองผิดลองถูกอีกกระนั้นหรือ เสียทั้งเงิน เสียทั้งชีวิตของคนในชาติ เสียทั้งโอกาส

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นคุณสมบัติของสมุนไพร อย่างเด่นชัด เพื่อให้เราท่านไม่หลงทาง หลงคำโฆษณาที่เกินเลย แลข้อจำกัด ของสมุนไพร

ประการแรก ทำไมทั้งโลกรู้สรรพคุณ ของพืชสมุนไพร แต่นำมาใช้ไม่ได้ อาทิเช่นขิง มีสรรพคุณไล่ลม แต่กินขิงมาตั้งแต่เกิด ยังเป็นโรคลม นั่นเพราะ สมุนไพรจะใช้เพียงตัวเดียวโดดๆไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์บอกเหมือนมีคู่ ต้องจับแต่งกัน จึงจักบังเกิดผล.

ประการที่สอง สมุนไพร ต้องมีสัดส่วน ต้องมีลำดับ ในการปรุง ซึ่งมิใช่เกิดจากการลองผิดลองถูก

สมุนไพรแม้นจะให้ผลดี ไม่มีผลข้างเคียง หากแต่อาการเฉพาะหน้า ก็ยากที่จะแก้ไขได้ทัน ดังนั้น จึงมิใช่อวดเก่ง อวดอ้าง ไม่สนความเชียวชาญ หรือความชำนาญของแพทย์แผนปัจจุบัน อาทิเช่น การเกิดเสลด ในลำคอ ที่ซึ่งอาจจะทำให้อุดตันหลอดลม เสียชีวิตได้ เครื่องมือทางการแพย์ในการดูดเสลด สามารถใช้ได้ดีและรวดเร็ว ปลอดภัย หรือแม้นกระทั่ง อาการน้ำล้น ท่วมปอด หากจะรอสมุนไพรมะพร้าวช่วยไล่น้ำส่วนเกินนี้ออกจากร่างกาย ก็อาจไม่ทันการแล้ว อย่าถือทิฐิ ไม่พึ่งหมอ เพราะมีสมุนไพรดี คิดเช่นนี้ผิดถนัด

ที่สำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ยิ่งถ้าสภาพของผู้ป่วยที่มา ขาดอาหารมานาน กินไม่ได้ การให้เลือด และน้ำเกลือ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีที่สุด ทำให้คนป่วยมีกำลัง แลมีวันเวลาให้สมุนไพรทำงาน

ประการที่สำคัญอีกหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักเตือนอยู่เสมอ นั่นคือ คุณค่าของสมุนไพร จะเสียไป จนเกือบหมด หากนำไปสกัด ... วิทยาการการสกัด ทางวิทยาศาสตร์ แม้นจะเลอเลิศเพียงใด แต่ใช้กับสมุนไพรไม่ได้ โดยเฉพาะสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา อย่างดีสุด ก็แค่การแปรรูป เช่น การทำให้เข้มข้น ด้วยการดูดน้ำออก เสมือนทำยาน้ำของเด็ก ที่ทำให้ไม่ต้องทานปริมาณมาก แค่ช้อนเดียว ก็เสมือนทานปกติเป็นแก้วแล้ว

น่าเสียดาย สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ หลวงพ่อนิพนธ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นประจักษ์มาหลายสิบปี มีผู้ประสพผลมากมายนับไม่ถ้วน ไม่เคยที่รัฐจะเหลียวแล สนับสนุน แม้นเพียงวัตถุดิบ แต่ไปสนับสนุนตำราที่ไม่เคยทำให้ผู้ใดรอดได้เลย

เราไม่ประสงค์ จะว่ากล่าวติเตียน ผู้ใด องค์กรใด หากแต่อยากจะเตือนเฉพาะสมาชิกว่า ชีวิตไม่ใช่หนูทดลอง เขาว่าดี ก็ลอง นั่นมันอดีต ไม่ว่ากัน เมื่อมาพบศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา อย่าเสียเวลาไปกับสิ่งเหล่านั้นอีกเลย

ฟังคำสอนหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วพิจารณา ดูผล แล้วตัดสินใจ

บทสรุป คำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์ อันเสมือนคาถาในการทานสมุนไพรของพระภูมี "อย่าเหยียบเรือสองแคม" มิฉะนั้น ยากที่จะประสพความสำเร็จ ในการฟื้นฟูตน ด้วยศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

แล้วก็นั่งดู ไม่ว่าจะศาสตร์อื่นใด ที่โฆษณาว่าตนแน่ ทั้งแผนปัจจุบัน และสมุนไพร วันเวลาจะเป็นเครื่องชี้ ว่าไร้ผล ถ้าถูกนำมาใช้กับโรคตาย ผู้ที่หลงเข้าไป เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา แลสุดท้าย เสียทั้งชีวิต

ก็ไม่แปลกว่า ทำไมวงการแพทย์ จึงหยามสมุนไพรกันนัก แลชี้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้คนป่วยมีอาการเลวร้ายมากยิ่งขึ้น เป็นภาระซ้ำซ้อน

ศาสตร์สมุนไพร ไม่ใช่ใครก็ทำได้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า สมุนไพรเป็นของฟ้าดิน มีวิญญาณ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ แค่เริ่มคิด ด้วยความอยาก ความโลภ ก็ฉิบหายตั้งแต่ต้นทั้งคนทำ คนกิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาเผ่นป่าราบไปแล้ว

จีนที่ว่าแน่ๆ คุยนักคุยหนา ... เป็นเจ้าแห่งสมุนไพร แล้วเป็นไง หาผลงานมาอวดชาวโลก ไม่ได้สักชิ้น ที่เป็นรูปธรรม สัมผัสได้

อย่าให้เป็นแค่ ไม่อยากเสียงบประมาณ ก็ปัดให้ไปกินสมุนไพร จะได้เสียงบน้อยหน่อย กินแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่รับรู้ ... มันโหดเกินไปหรือเปล่า ฤาชีวิตคนไทย มันต่ำ... ขอยืนยันหน่อยเถอะ สมุนไพรที่จะให้คนไทยไปกิน มันมีผล ได้ผ่านการติดตามผล ตามหลักการแพทย์มาแล้ว ใครก็ได้ ที่สนับสนุนให้ไปกิน ... (โรคตายน่ะ แก้ไอไม่ต้องมาเสนอ)

มิได้บังคับ ฟังแล้ว พิจารณาแล้ว ไม่เห็นด้วย ไม่ชอบ ก็ไม่ควรเลือกทางสายนี้ ไปเดินในทางที่ตนชอบ อย่างน้อยก็สบายใจ ไม่ค้างคาใจกัน ในยามที่ผลปรากฎ เพราะเราท่านได้เลือกเอง

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ถูกต้องไม่ถูกใจ

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสเตือนสติสงฆ์ในยุคถ้ำกระบอก เมื่อฟังคำสอนของท่านแล้วเศร้าหมอง

ทรงชี้ให้เห็นเสมอว่า ธรรมของพระภูมี เมื่อฟังแล้ว ย่อมเสียดแทงความรู้สึก เปรียบให้ฟังว่า "ยิงปุทะละใจ"

ก็ด้วยเหตุที่ว่า ธรรมหรือนิสัย ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นของใหม่ แตกต่างจากนิสัยเดิมของตน การจะทำนิสัยของพระพุทธเจ้า จึงอุปมาต้องว่ายทวนกระแส จึงเป็นธรรมดาที่ตนของตนจะไม่ชอบ

ความรู้สึกเมื่อฟังธรรม จึงเป็นธรรมดา ที่ย่อมต้องเห็นผิดผู้สอน ด้วยเสมือนว่าตนกำลังถูกด่าว่านั่นเอง

หากแต่แม่ชีเมี้ยนทรงกล่าวว่า สิ่งที่กล่าวนั้น เป็นเรื่องจริง ไม่กลิ้งกลอก ไม่ได้พูดเพื่อหลอก หรือเพื่อหากิน หากแต่เป็นการพูด เพื่อให้สติ เป็นปัญญาให้พิจารณา และไตร่ตรอง แล้วเดินตามคำสอน

เมื่อย้อนกลับมาในยุคของหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงชี้ให้เห็นว่า การพูดเพื่อเตือนสตินี้ จึงเป็นการยากที่คนทั้งหลายจะเชื่อแล้วทำตาม แม้นจะมีเหตุผลสักปานใด ก็เนื่องด้วย เหตุมันยังไม่เกิด ทุกข์มันยังมาไม่ถึง

จะมีสักกี่คนเล่า ที่ควบคุมตน เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า การแสดงเอกลักษณ์ของพระพุทธเจ้า คือ ความสงบ นั้นมีความหมายนัก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในเขตที่กำหนด มีผลต่อชีวิต ช่วยให้พ้นทุกข์ คือ ลดกรรมได้

เพราะตอนนี้ทุกข์ยังไม่มาถึง จึงประมาทกรรม ไม่สนใจ ปล่อยนิสัยตน เล่นตามนิสัยตน คำสอน ที่จะมาเป็นสติ ก็ไร้น้ำหนักในการควบคุมตน

จึงไม่แปลก หลายคนที่หลวงพ่อนิพนธ์ทัก บอกให้ปรับเปลี่ยน เพราะเห็นกรรมที่กำลังจะมาถึง หลายคนก็ไม่ใส่ใจ เพราะตอนนี้สภาพของตนนั้นก็ดีอยู่ เป็นที่พอใจ

ครั้นทุกข์มาถึง กรรมตามมาทันแล้วงับเข้าแล้ว ทีนี้ก็ร้องช่วยด้วย ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ถึงตอนนั้นจะง้างให้ออกจากปากก็ยากแล้ว

บทสรุป คนที่พูดจริง จึงถูกมองกลายเป็นคนผิด และในที่สุด เมื่อบทเมตตา ผ่านไป กรุณาผ่านไป มุทิตาผ่านไป ท้ายที่สุด ก็คงได้แต่อุเบกขา

คนไทยวันนี้ เดินมาถึงอุเบกขาแล้ว นั่นคือ ไม่มีคนสอน คนเตือนแล้ว ศาสนาเขาวางไว้ ให้พิจารณา เหลือช่องเล็กๆ อยากได้ต้องทำเอา ที่สำคัญ ช่องที่จะทำเป็นบุญ ช่องอื่นๆถูกปิดหมดแล้ว เหลือช่องเดียวที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนท่านทรงให้ นั่นคือ ต้องทำนิสัยพระพุทธเจ้า เพียงอย่างเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ถูกกำหนดว่า นิสัยพระพุทธเจ้าที่จะทำ ต้องไปรับในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนเท่านั้นอีกต่างหาก

วันนี้จึงไม่ง่าย ทั้งคนที่นำคำสอนมาบอกต่อ หรือคนที่อยากจะทำ

ธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ณ.วันนี้ ความสำเร็จของผู้ที่จะมาใช้ จึงเป็นดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าว จะว่ายาก ก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย อยากได้ก็ทำเอา หมดยุคมากินบุญเก่า และอาศัยบุญส่วนกลางของหลวงพ่อนิพนธ์แล้ว เข้าสู่โหมด "ตนพึ่งตน" เต็มร้อยแล้ว

หากไม่ประสพผล อย่าโทษอื่นใด โทษตนของตนนั่นแหละ เพราะปล่อยโอกาสนาทีทอง ที่ศาสนาเขาให้ ในยามที่ยังมีบุญเก่า ด้วยคิดว่า มันจะดีขึ้น ดีขึ้น อย่างนั้นจนหาย โดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย .... วันหนึ่งก็พบสัจธรรมความจริง คนดี คนมีธรรมเท่านั้นแล ที่ศาสนาเขาจะยื่นมือมาดึงขึ้นที่สูง

หากไม่พาตนของตนเดิน ... มัวแต่หวังพึ่งร่มสมุนไพร ช้าเร็วกรรมมันก็ต้องเห็น ต้องเจอ จะหลบได้ก็แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นเอง คนมีปัญญา จึงพักร่มนี้ พอหายเหนื่อย มีกำลัง เห็นจุดหมายที่ปลอดภัย ก็รียจ้ำไปยืนที่ปลอดภัยแล้ว จะอยู่รอกรรมทำไมเล่า หรือจะรอจนกรรมมา งับจนเจ็บ ทีนี้จะออกเดิน ก็ยากแล้ว

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บัวสี่เหล่า


เล่าเรื่องที่ไม่ตรงกับความเข้าใจของคนทั้งหลายให้ได้ฟัง ได้พิจารณาบ้าง

หลวงพ่อนิพนธ์ แบ่งคนที่มา เป็นสี่กลุ่ม หากแต่มีที่มาเฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือ ด้วยสัญญา หรือ ตัวกระทำที่กระทำแก่ศาสนาในอดีต เป็นเครื่องพามา

การฟื้นฟูตน จึงเอาเหมือนกันไม่ได้ เพราะตัวกระทำต่างกัน นิสัยต่างกัน เป็นสำคัญนั่นเอง

คนกลุ่มแรก แค่ทานสมุนไพร มีการกระทำนิดหน่อย ก็อาจจะพ้นเคราะห์กรรมอันนี้ไปได้ แม้นจะดูว่าสิ่งที่เป็นอยู่เลวร้ายนัก เข้าข่ายหมอกาวันที่ให้ก็ตามที ก็ฟื้นฟูตนได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยของเดิมทำมาดีนั่นเอง

คนกลุ่มที่สอง ก็เรียกว่า หืดจับขึ้นมาหน่อย เพราะของเดิมนั้นไม่เพียงพอส่งให้ถึงฝั่ง การจะพ้นถึงฝั่ง จึงต้องออกแรงช่วยบ้าง อาทิ การมาเป็นจิตอาสา ให้สุขแก่ผู้อื่น จึงจะถึงฝั่ง คนกลุ่มนี้ก็มีให้เห็นมากมาย

คนกลุ่มที่สาม นี่เรียกว่า เข้าขั้นเพราะลำพังสมุนไพร หรือ การเป็นจิตอาสา นั้นไม่เพียงพอในการฟื้นฟูตน ด้วยเหตุต้นทุนมีในอดีตมีน้อย หรือแทบไม่มีเลย ดังนั้น จึงต้องพัฒนาไปอีกขึ้น มิเพียงจะอาศัยสมุนไพร หากแต่ยังต้องพึ่งบุญของศาสนา เป็นตัวหนุนช่วย จึงจะพ้นได้ เรียกว่า ต้องปรับเปลี่ยนนิสัย อย่างเด่นชัด ใช้นิสัยของพระพุทธเจ้ามาบังคับตน เป็นเครื่องหาบุญช่วยเกื้อหนุน

คนกลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มที่สอง หากสามารถทำเลยไปเฉกเช่นคนกลุ่มที่สาม นั่นคือ หาบุญจากการทำนิสัยด้วยแล้ว มิเพียงแต่ฟื้นฟูตนได้ บุญยังหนุนส่งให้ชีวิตเหนียวแน่น อีกต่างหาก

ในทางกลับกัน ตัวของตนอยุ่กลุ่มที่ต่ำชั้นกว่า ทำมาน้อย แต่กลับทำตนเหมือนกลุ่มแรกๆ หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า อย่างดีก็แค่ยืด หรือแม้นจะโชคดีหายโรคตายห่า ก็ยากที่จะเลี่ยงโรคตายโหง

ส่วนคนกลุ่มสุดท้าย ที่เราท่านมักเรียกว่าพวกบัวก้นบึ้ง คนเหล่านี้ มักเป็นผู้ที่จะหวังพึ่งสมุนไพรเพียงอย่างเดียว โดยไม่ทำอะไรเลย อันนี้ก็แล้วแต่เลือก หากแต่ต้องยอมรับผลที่จะพึงเกิด ว่ายากที่จะคาดคะเนผลได้ ส่วนใหญ่ก็มักจะเห็นว่าได้แค่ยืดวันเวลาออกไปเท่านั้นเอง

บัวสี่เหล่าของท่านเป็นอย่างไร เราไม่ถกเถียง แต่บัวสี่เหล่าของหลวงพ่อนิพนธ์ เป็นเครื่องยืนยันว่า "ต่างคน ต่างกรรม ต่างวาระ" จะเอาเหมือนกันไม่ได้เลย

นี่เอง จึงเป็นสิ่งที่จะสรุปผลแห่งตน ว่า การได้เวียนว่ายมาที่นี่ หายไม่หาย รอดไม่รอด อยู่ที่ตัวเราท่านกำหนดเองทั้งหมดทั้งสิ้น ทำอย่างไรได้อย่างนั้น ไม่มีใครช่วยใครได้ อยากได้ต้องทำเอง แต่จะทำมากน้อยแล้วยังผล อันนี้ใครก็บอกไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของอดีตที่ทำกันมา

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หัวใจของการมา คือ การมารับผลแห่งอดีต แล้วพิจารณาเอาเองว่า ควรจะทำต่อ เพื่อผลแห่งอนาคตตนหรือไม่ หากคิดว่าดี ก็ทำต่อ หากคิดว่าไม่ดี ก็รับของเดิมแห่งตน แล้วก็บ้านใครบ้านมัน ไม่ว่ากัน มีปัญญามารับสมุนไพร ศาสนาก็มีปัญญาหามาให้ทานเช่นกัน

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สัญญา


หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เราท่านเห็นสิ่งที่ศาสน์สอน นั่นคือ "การทำให้ โดยไม่หวังผล"

สถานที่นี้ มูลนิธิไทยกรุณา จึงทำให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างไร

ผลแห่งการทำให้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า จักเป็นผลไชยทาน เกื้อกูลผู้ทำในภายภาคหน้า

หากปรารถนาเกินเลยไปกว่านั้น อันเป็นสิ่งที่ศาสน์ต้องการ นั่นคือ คนดี

แลความหมายของคนดีของศาสน์ ก็คือคนที่มีนิสัยพระพุทธเจ้านั่นเอง

นิสัยนี้ เรียกว่า นิสัยบุญ เมื่อทำได้ก็จักเป็นบุญเลี้ยงตน พูดฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ใช้ล้างกรรมที่ทำมาได้นั่นเอง นั่นหมายถึง เมื่อเจ้ากรรมนายเวรมาทวง ก็ใช้สิ่งนี้แหละคืนเขาไป เหมือนเงินบุญ มีไว้เพื่อใช้หนี้บาป

หากแต่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า การทำนิสัย มิใช่หยุดอยู่แค่บุญ หากแต่มีความหมายต่อชีวิต

นั่นคือ สิ่งที่เราท่านเชื่อในตัวแทนของศาสน์ เรียนรู้ พิจารณา แล้วทำตาม ผลสุดท้ายที่มีความหมายแก่ตนมากที่สุด ก็คือ "สัญญา"

ด้วยผลแห่งการทำบุญตักบาตรในอดีต เป็นสัญญา ทำให้เราท่านได้เวียนว่ายมายังแผ่นดินนี้ในวันนี้ แลได้พบวิธีช่วยตน ฟื้นฟูตนจากโรคภัย

ทำให้มองเห็นภาพ ได้ว่า "สัญญา" นั้นมีความหมายต่อชีวิตเราท่านมากมายแค่ไหน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงทิ้งคำสั่งเสียแก่ลูกสาวให้มาบอกกล่าวว่า หลังจากสิ้นท่านแล้ว การช่วยกันจรรโลงมูลนฺิธิไทยกรุณา และการให้โดยไม่หวังผลนี้นั้น มิเพียงเป็นทางรอด หากแต่เป็นไปเพื่อสัญญา ของศาสนาเป็นสำคัญ

นั่นคือ ยามใดที่ศาสนาอุบัติ พระพุทธเจ้าท่านประกาศตน ผู้ที่ทำได้ ก็จะได้สัญญา นั่นคือ ได้เวียนว่ายไปเข้าใกล้ ได้รับธรรมคำสอน ได้พบเจอหลวงพ่อนิพนธ์ในร่างใหม่ ในแผ่นดินศาสนา

ด้วยสัญญาอันนี้เอง ทำให้การทำตนตามคำสอนนั้นเป็นไปด้วยความง่าย เพราะฝึกฝนตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์มาเป็นพื้นแล้วนั่นเอง

เราจึงเชิญชวน ท่านใดเชื่อ รัก ศรัทธา ในคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็พึงพยายามทำตน มานะในการทานสมุนไพร มานะในการฝึกฝนวินัย สัจจะธรรม ของพระพุทธเจ้า ตามกำลังที่ทำได้ เมื่อทำได้ แลได้มาซึ่งสัญญา นั่นแลความปลอดภัยแห่งชีวิต จากมหันตภัยที่กำลังจะถาโถมเช้ามาในเวลาอันใกล้นี้

แลสัญญานี้ จักพาเราท่านไปพบหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง

บทสรุป ผู้ใดปรารถนา ถึง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ จะไปไม่ได้เลย หากไร้เสียซึ่งสัญญาอันนี้ ท่านทั้งหลวยก็พิจารณาเอาเถิดว่า จะหยุดแค่สมุนไพร หรือจะเดินตามรอยสัจจธรรม หรือจะวางทิ้ง

วันนี้ หลายคนอาจว่าผู้ที่ทำตามคำสอน นั้นเป็นคนบ้า แต่วันใดที่ภัยมาถึงหมู่ตน คนที่รอด ก็คือ คนที่บ้าตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่แม่ชีเมี้ยนส่งให้

ใครจะสงสัย ใครจะไม่เชื่อ ว่าสถานที่นี้ทำไม่เอาเงิน ไม่เอายศ ไม่เอาชื่อเสียง แล้วทำทำไม .... คำตอบก็มีคำเดียวสั้นๆ "สัญญา" ของศาสน์นี่ไง

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ฤาจะรอจนหมด

วลีที่กล่าวว่า การพบกันมิใช่เหตุบังเอิญ ต้องมีพรหมลิขิตร่วมกันมาในอดีต วันนี้จึงมาพบกัน นั้นมิผิดเลย

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คนที่เวียนว่ายมาในแผ่นดินนี้ก็เช่นกัน ย่อมต้องมีตัวกระทำกับศาสนา มาในอดีตแล้วเป็นสัญญา จึงชักพามาให้ได้เจอศาสนาอีกครั้งในวันนี้

จะเรียกว่า เป็นบุญเก่า ก็ว่าได้ แต่หากมองในแง่ของศาสนา ก็ถือว่า เป็นเจ้าหนี้ของศาสนา จะด้วยข้าว ด้วยน้ำ หรืออื่นใดก็ตาม ที่ทำต่อ ตัวแทนของศาสนา ไม่ว่า กับพระพุทธ หรือ พระสงฆ์ ในครั้งยุคพระโคดม นั้นเอง

ด้วยบุญในอดีตนี้เองเป็นทุน เมื่อเวียนว่ายมาในแผ่นดินศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อทานสมุนไพร ก็จะเป็นอำนาจ ช่วยฟื้นฟุตน ในระยะแรกได้เป็นอย่างดี

ความหมายของสิ่งนี้ นั่นคือ โอกาส หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นี่แหละคือช่วงโอกาสทอง หากแต่ปัญหาที่สำคัญ นั่นคือ คนผู้นั้นเมื่อมีสภาพที่ดีขึ้นแล้ว จะหยุดหรือสร้างบุญต่อ

หากได้เวียนมาในศาสนา แล้วฟังธรรมคำสอน ก็หาได้ใส่ใจ ด้วยพอใจในสภาพแห่งอำนาจสมุนไพร อันเป็นบุญเก่าที่ทำมา ความจริงก็ย่อมปรากฎ เมื่อใช้บุญไป บุญก็ย่อมหมด ในวันใดวันหนึ่งเป็นแน่แท้ ทีนี้ก็ต้องวัดกันละว่า บุญเก่าแห่งตนนั้นเพียงพอต่อ ปัญหาหรือทุกข์ในวันนี้ หรือไม่ หากเพียงพอ การหายโรค ก็เป็นไปได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงยุยงปลุกปั่น พยายามสอน เพื่อให้เราท่านที่มีเชื้อเดิม ในอดีต ได้มาประพฤติปฏิบัติ สร้างบุญต่อ ด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง หรือ เพื่อความปลอดภัยแห่งชีวิต

ศาสตร์สมุนไพร จึงมีสองช่วง สองตอน ในการช่วยตน คือ "สมุนไพรล้างโรค บุญล้างกรรม"

เราจึงอยากเตือนท่านทั้งหลาย เหล็กต้องตีเมื่อร้อน นั่นคือ เมื่อสภาพดีขึ้น ก็ควรเร่งรีบ เรียนรู้ พิจารณา แล้วปฏิบัติตามธรรมคำสอน หากปล่อยเวลาทอดไป จนเลยวันเวลาที่ตนมี หากยังไม่สามารถพ้นโรค พ้นทุกข์ ทีนี้ก็จะในสภาพ ตีงูตีไม่ตาย แล้วโดนแว้งกัด สภาพการก็จะหวนคืนมา ทีนี้การจะฟื้นฟูตน ก็เป็นเรื่องยาก เพราะสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยแล้วนั่นเอง

ทุกคนที่มาจึงมีโอกาสในการฟื้นฟูตนได้ทั้งหมด แต่จะประสพผลหาใช่ทุกตัวคนไม่

แลด้วยเหตุนี้ อย่าไปคาดหวังที่จะชวนคนที่ตนรู้จักมาที่นี่ อยากให้หาย อยากให้ดีเหมือนตน เพราะนั่นไม่ง่ายเลย หากไร้บุญหนุนส่ง กรรมเขาไม่ยอมง่ายๆหรอก ดีไม่ดี จะโดนด่าว่า บ้า ทุกวันนี้ เทคโนโลยีเขาไปถึงไหนแล้ว หมอเขาเก่ง เครื่องมือเขาดี .... จะมาเสี่ยงกับสมุนไพรหรือ

ความหมาย

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนสงฆ์เมื่อครั้งถ้ำกระบอก หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "การกระทำในศาสนา ย่อมมีความหมาย"

แลเมื่อพบศาสนา ก็มักจะได้ยินคำว่า "จิตอาสา"

การเป็นจิตอาสา หมายถึงอะไร

หมายถึง ผู้ที่มีความเชื่อ แล้วจึงอาสา มาเป็นตัวแทน

การเป็นจิตอาสา ในมูลนิธิไทยกรุณา จึงมีนัยว่า เพราะเชื่อในคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงอาสาตนมา เป็นตัวแทน หรือ เป็นมือเป็นเท้า เป็นปากแทนหลวงพ่อนิพนธ์นั่นเอง

อุปาทานของการสละแรงกาย คือ เป็นทาน ทำงานเพื่อศาสนา

เมื่อเสนอตัวเป็นจิตอาสา ก็เปรียบเสมือนเป็นร่างทรงของหลวงพ่อนิพนธ์นั่นเอง

อุปาทาน ของหลวงพ่อนิพนธ์ในการทำสมุนไพร ก็คือ ทำเพื่อเป็นทาน นั่นคือ ผลแห่งการทำตนเป็นจิตอาสา คือ ผลไชยทาน นั่นเอง

แต่การเป็นจิตอาสา เมื่อเป็นร่างทรงของหลวงพ่อนิพนธ์ การกระทำของแต่ละคนที่เป็นจิตอาสา ย่อมเสมือนหลวงพ่อนิพนธ์เป็นผู้ทำ ด้วยตนเองนั่นแล

จิตอาสา ทำความดี ทำสมุนไพรด้วยความละเอียด รอบคอบ อาทิเช่น ทำด้วยความสะอาด คนกินก็ได้สมุนไพรที่ทานแล้วเป็นคุณ ก็เสมือนหลวงพ่อนิพนธ์ให้สมุนไพรที่ดีแก่คนทาน

จิตอาสา ทำชุ่ย ทำสมุนไพรแบบ ขอให้เสร็จไปที ใบย่าเน่าๆ ก็ไม่คัดทิ้ง ใบอื่นที่ไม่ใช่ใบยาปะปนมา ก็ไม่ใส่ใจเอาออก หรือ วัตถุดิบเน่าเสีย ก็ใส่ๆไป ไม่สน ไม่มีใครรู้ คนกินทานไปแล้วเกิดโทษ ก็เสมือนหลวงพ่อนิพนธ์ให้สมุนไพรที่เป็นโทษแก่คนทาน

ดังนั้น การเป็นจิตอาสา จึงต้องพึงมีสติ เพราะในยามนั้น สิ่งที่ตนทำ ทำในนามของหลวงพ่อนิพนธ์

หากจะเลยไปกว่านั้น การเป็นจิตอาสา ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน นั่นคือ ที่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ยิ่งสูงไปอีก

เพราะสิ่งที่ทำ คือ เป็นจิตอาสา ในการถือสัจจะ อันหมายถึงเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ในการนำนิสัยของพระพุทธเจ้า ไปโชว์ ในชั่วโมงสัจจะนั่นเอง

ดังนั้น ในชั่วโมงสัจจะ สิ่งที่ทำ นิสัยที่แสดง จึงผิดแผกต่างไป จากนิสัยตนอย่างสิ้นเชิง จึงต้องอาศัยสติอย่างมาก ในการประคองตน ให้มีสติ ควบคุมตนให้อยู่ในสัจจะ หรือให้แสดงนิสัยพระพุทธเจ้านั่นเอง

ผลที่ได้จึงเป็นบุญ ด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้า ก็คือ นิสัยบุญ นั่นเอง

การเป็นจิตอาสา หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า มีความหมายแก่ผู้ทำอันมหาศาล ทำถูกผลถูกก็มหาศาล ทำผิดผลผิดก็มหาศาล

อย่าพึงเข้าใจผิดว่า เป็นจิตอาสาแล้ว ต้องได้แต่ ทาน ได้แต่บุญ ทุกตัวคน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้ดูครั้งพุทธกาล สงฆ์ทั้งหลายที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ทำสัจจะ ล้วนสำเร็จมรรคผลนิพพาน เมื่อทำถูก หากแต่สงฆ์องค์หนึ่ง คือเทวทัต ก็ทำสัจจะ แต่ทำตามนิสัยตน ผลเป็นอย่างไร ก็รู้กันดี

การเป็นจิตอาสา จึงมีความหมายถึงผลไชยทาน แลผลบุญ ที่มีผลแก่ตนทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า

คนที่จะทำตนเป็นจิตอาสาได้ จึงต้องมีพื้นกตัญญู เป็นสำคัญ มิฉะนั้นแล้ว การทำแบบขาดสติ ผลที่ได้อาจกลายเป็นสร้างบาปเพิ่มก็เป็นได้

เราท่านจึงควรพึงระลึกว่า เมื่อเราท่านทำตนเป็นจิตอาสา ความหมายก็คือ เราท่านกำลังทำตนเป็นตัวแทน ของหลวงพ่อนิพนธ์ ของพระพุทธเจ้า นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ การทำจึงมีความหมายยิ่ง ผลที่ได้จึงมหาศาลด้วยเหตุนี้เอง

หากแต่ความหมายที่สำคัญ นั่นคือ สัญญา ที่ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เราท่านได้มาพบศาสนา ในยามที่ศาสนามาอุบัติ

แลคำทิ้งท้ายก่อนลาสังขาร หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวย้ำว่า ใครที่ทำได้ นั่นคือ สัญญา ที่จะทำให้ได้เวียนมาพบกับท่านในสังขารใหม่อีกครั้งนั่นเอง.

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ทิ้งไว้ให้คนไทย คือ ใครอยากได้ทาน ก็ไปมูลนิธิไทยกรุณา ไปเป็นจิตอาสา ทำหน้าที่แทนท่าน ใครอยากได้บุญ ก็ไปสำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ไปเป็นจิตอาสา รับสัจจะ นำนิสัยของพระพุทธเจ้าไปโชว์ให้สัตว์โลก ได้เห็น ได้สัมผัส

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า หนทางบุญเส้นเดียว ที่แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ ให้ทำเพื่อล้างบาป จึงต้องอาศัยสัจจะ เพราะนั่นคือ หนทางแห่งการเป็นคนดี ด้วยการลดนิสัยตน แลนำนิสัยพระพุทธเจ้ามาใส่แทนนั่นเอง หากทำได้ เริ่มจากวันละหนึ่งชั่วโมง ค่อยๆเพิ่ม คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นคนดีของศาสนา ได้ทั้งบุญ แลที่สำคัญ ได้สัญญาเพื่อพานพบศาสนา หรือ พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ ในภายภาคหน้า ปรารถนา มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ จึงจักเป็นจริงได้

เหตุนี้มิได้บังคับ ใครใคร่รับสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ก็ทำไป ใครใคร่ เป็นจิตอาสาที่มูลนิธิไทยกรุณา แค่นั้น ก็เป็นไป แต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สมุนไพร แลผลไชยทาน ... ยังไม่เพียงพอต่อความปลอดภัยของชีวิต ด้วยเหตุ ที่ "กรรม" ยังอยู่ เหตุแห่งทุกข์คือนิสัยสร้างกรรมยังอยู่

ใครพอใจแค่ไหน ก็เลือกทำเอา ตามความพอใจ ไม่ว่ากัน

แล้วเราท่านจะได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ เห็นผลแห่งบุญ อาทิเช่นในวันเคลื่อนสังขารของหลวงพ่อนิพนธ์ไปเก็บไว้ในวันนี้ จากพระที่เป็นมะเร็งที่คอ จากปูดเป็นลูกมะพร้าว หมอทิ้ง แลให้ทำใจ แต่ตอนนี้มันยุบลงเหลือแค่ลูกมะนาวแล้ว เพียงแค่ไม่ถึงสองเดือน ร่างกายก็กลับมาแข็งแรง ทำกิจกรรมหนักๆได้สบาย

แผ่นดินมูลนิธิไทยกรุณา ผลสำเร็จ คาดหวังไม่ได้เลย หากแต่เป็นแผ่นดินบุญ ที่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ใครอาสามาเป็นจิตอาสา แล้วทำได้ ผลสำเร็จ หากไม่สิ้นอายุขัย อยู่ไม่ไกล เฉกเช่นพระองค์นี้

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44