วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

มีโชค

ทางเลือกสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ปกติมักจะถูกเลือกในอันดับท้ายๆ ของคนทั่วไป

จึงไม่แปลกว่าคนที่มาส่วนใหญ่ ไม่หิ้วปีก ก็แทบจะต้องประคองกันมา หรือ มาก็อยู่ในสภาพ ทำอะไรไม่ค่อยได้แล้วนั่นเอง

ผู้ใดที่ได้มาเจอทางเลือกนี้ ในสภาพที่ตนเอง เริ่มรู้ว่าเป็น หรือ เริ่มมีอาการ จึงนับว่ามีโชคยิ่ง เพราะนั่่นหมายถึงสภาพของอวัยวะ ที่ยังมีความสมบูรณ์อยู่เกินครึ่ง การฟื้นฟูตนจึงมีความเป็นไปได้สูง

แลอีกส่วนหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์ จัดว่าอยู่ในกลุ่มลูกผีลูกคน นั่นก็คือ สภาพความเลวร้าย ก้ำกึ่งกัน ก็ขึ้นกับว่า ร่างกายจะฟื้นฟูได้ทันกับความเลวร้ายที่เกิดหรือไม่

ส่วนประเภทที่ร่างกายบอกช้ำ แทบจะเสียหายไปทั้งหมด การหายโรคก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่การรอดชีวิตนั้น คงเป็นเรื่องยาก

กลุ่มคนที่อยู่ระหว่างก้ำกึ่งนี้เอง ที่ไม่ควรจะเน้นเพียงแค่การหายโรค หากแต่ควรเน้นไปถึงความปลอดภัยของชีวิต ในช่วงที่เหลือ บางคน ห้าปี สิบปี หรือ อาจอีกหลายสิบปี

การเป็นโรค อาจมองแล้วโชคร้าย หากแต่เป็นสิ่งที่นำพามาให้พบสิ่งดีๆ นั่นคือ ศาสนา ได้ฟังธรรมคำสอน แล้วพิจารณา เลือกนำไปปฏิบัติ เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนพรหมลิขิต นับได้ว่าเป็นโชคในทุกข์ ก็ว่าได้

จุดมุ่งหมายของศาสนา ย่อมมิใช่เพียงแค่ให้สุขกาย แต่ควรจะหาสุขที่จีรัง ยั่งยืน นั่นคือ สุขนิสัย คือ การสร้างพรหมลิขิตใหม่ ด้วยการน้อมนำนิสัยของพระพุทธเจ้าบางสิ่ง บางอย่าง มานำตน แทนนิสัยกรรมเดิม ที่สร้างทุกข์ สร้างโรคให้แก่ตน

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า โชคที่มีนั้น ทำไมจึงหยุดแค่การหายโรค ซึ่งไม่ปลอดภัยเลย หายจากโรคนี้ ไปเป็นโรคนั้นก็ได้ ตายเหมือนกัน หรือ หายจากโรค แล้วไปเจออุบัติเหตุ ก็ตายเหมือนกัน ช่างน่าเสียดายนัก เพราะการมีบุญวาสนา ได้มาเจอศาสนาแล้ว ย่อมมีโอกาสเปลี่ยนพรหมลิขิตแห่งตน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้พิจารณา ว่า สมุนไพรล้างโรค แต่นิสัยยังอยู่ ยังสร้างกรรม แล้วสร้างทุกข์ อาจกลับมาเป็นอีกโรคก็ได้ ทำไม จึงไม่เรียนรู้ วิชาการสร้างบุญ เพราะบุญล้างบาปได้ และไม่ทำนิสัยพระพุทธเจ้า อันเป็นนิสัยบุญ เพื่อเป็นที่พึ่งแห่งตนในวันข้างหน้าเล่า

สมุนไพรไม่ได้อยู่กับเราท่านตลอดไป เราท่านอาจมีโชค ทีเมื่อใช้ศาสตร์สมุนไพรแล้ว ฟื้นฟูตนเองได้ทัน แลยังมีพรหมลิขิตอยู่ได้อีก แล้วชาติหน้าหล่ะ ชาติโน้นหล่ะ จะมีสมุนไพรให้ทานอีกหรือเปล่าไม่รู้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ทางว่า นิสัยบุญของพระภูมีต่างหาก ที่สามารถติดตัวเราท่าน ไปได้ทุกภพทุกชาติ ไม่สร้างทุกข์ และทำให้ไม่เป็นโรค

เมื่อมีโชคถึงหายโรค ด้วยสมุนไพร แต่มีลาภอันประเสริฐ ที่ดีกว่า คือ ความไม่มีโรค ด้วยการสร้างนิสัยธรรม เพราะยังพ่วง ความไม่มีอุบัติภัย มาด้วย แถมติดไปทุกภพทุกชาติ จะหยุดแค่หายโรค ช่างน่าเสียดายยิ่ง

นี่แลอนาคต ว่าทำไมต้องแยกกลุ่ม คนที่อยากหยุดแค่สมุนไพร ก็ไปมูลนิธิไทยกรุณา คนที่อยากเลยไปถึงนิสัยบุญ ก็พาตนไปลพบุรี แลก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แผ่นดินลพบุรีของแม่ชีเมี้ยน เรื่องหายโรคนั้นเป็นของแถม ได้แน่

พระของแม่ชีเมี้ยน ดั่งวรรคหนึ่งในหนังสือของพระอาสิ มีลักษณะเด่นคือ "กินแล้วไม่นอน" คนที่มาในแผ่นดินลพบุรี ก็ต้องแสดงนิสัยนี้เช่นกัน นั่นเป็นการบอกว่า แผ่นดินนี้ไม่มีที่สำหรับชูชก กลายๆ นั่นเอง พวกที่จะมาเอาแต่สมุนไพร แล้วไม่ทำอะไร ประตูถูกปิดตาย เข้าแผ่นดินนี้ไม่ได้แน่นอน

การพึ่งตนเอง ยากขนาดนี้ จึงจะรอด จึงไม่ต้องสงสัยเลย พวกที่คิดพึ่งผู้อื่น หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า เป็นแต่เพียงความฝัน ไม่มีทางเป็นจริง กว่าจะรู้สึกตน ก็เมื่อฝาโลงแง้มแล้วนั่นเอง เสียทั้งเวลาและทรัพย์ แลยังเสียทั้งชีวิต

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

ภาพจริง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนไข้มะเร็งที่เดินทางจนถึงทางตันของชีวิต ในปัจจุบัน มีมากมาย แลกำลังหลั่งไหลมายังมูลนิธิไทยกรุณา

แม้นทางเลือกนี้ จะถูกเลือกเป็นทางสุดท้ายเสมอ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่เคยปฏิเสธ นั่นคือ ทุกคนมีโอกาสที่ศาสนาเปิดให้ ได้แค่ไหน ไม่ว่ากัน

แต่สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มีแต่คุณ ไม่มีโทษ ถึงไม่รอด ก็ไปสบายไม่ทรมาน

ก่อนวันงาน มีคนไข้มะเร็งที่มาพร้อมกันกับเพื่อน อีกท่านหนึ่ง แจ้งว่า เพื่อนของเขาเสียแล้ว

คนป่วยรายนี้ หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้พิจารณาอยู่เสมอ ประการที่หนึ่ง นั่นคือ สภาพที่มาอยู่ในสภาพเลวร้ายสุดๆ ประการที่สอง คนป่วยมีสภาพจิตใจดีมาก ประการที่สาม คนป่วยเชื่อในคำสอนและพยายามทำตนตามคำสอนตลอดมา

การมาตลอดสองปี เพื่อนคนป่วยที่มาพร้อมกันเล่าให้ฟังว่า คนป่วยสู้ทุกอย่าง แลก็รู้ตัวดีว่า หนทางรอดแห่งตนคงยาก เพราะสภาพตอนที่มา ทุกวันต้องถ่ายเป็นเลือด

ด้วยเหตุที่เป็นมะเร็งลำไส้ แต่เธอก็อดทน ด้วยสภาพฐานะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ เธอจึงใช้ความอดทน แทนการผ่าตัด

จนกระทั่งถึงระยะสุดท้าย เธอได้มาเจอทางเลือกสมุนไพร ก็พยายามทำตน แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยจะเอื้ออำนวย มีแต่ใจสู้ ก็ทำเท่าที่พอทำได้

การมาทานสมุนไพร จวบจนเสียชีวิต ก็ประมาณสองปี การจะผ่านปีครึ่งมาได้ เพื่อนของเธอเล่าว่า นอนบิดไป บิดมา หน้าเขียว หน้าเหลือง บ่อยครั้ง ยิ่งตอนที่ลำไส้ของเธอ แสดงอาการของมะเร็งเต็มที่ แทบจะขาดใจได้ทุกวินาที

ด้วยน้ำอด น้ำทน ร่างกายเธอก็ฟื้นฟูตนเอง ในที่สุด ก้อนมะเร็งในลำไส้ ก็ถูกขับถ่ายออก หลังจากทานสมุนไพรได้ปีครึ่ง

ผ่านปีครึ่ง อาการปวดเริ่มทุเลาลงเรื่อยๆ จวบจนก่อนเสียชีวิต สองเดือน

สองเดือนนี้ ทำให้เธอรู้ว่า สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวนั้นเป็นจริง เธอไม่เคยมีอาการปวดใดๆเลย แม้นแต่น้อยนิด

แม้นกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง เพื่อนของเธอเล่าให้ฟังว่า คนป่วยบอกสามี อยากทานโน่นทานนี่ สามีก็รีบไปหามาให้ทาน แลเห็นเธอทานมากมาย และทานอย่างอร่อย ยังแซวภรรยาว่า ทานเยอะขนาดนี้ ยังอยู่ได้อีกนานแน่ แลในช่วงบ่าย เธอก็บอกสามีว่า จะไปแล้ว แล้วก็นอนจากไปอย่างสงบ

ภาพจริงที่เห็นนี้ ย่อมเป็นตำราให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่า การทานสมุนไพร ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า ต้องใช้ขันติ อดทน ได้เป็นอย่างดี

กรรมเราท่านทำไว้แล้ว จะปฏิเสธ ไม่รับ ไม่เจ็บ ไม่ปวด เป็นไปได้หรือ สมุนไพรก็คงไม่ก้าวล่วงกรรมขนาดนั้นแน่ ที่จะไปล้างกรรมที่ทำมาของเราท่าน ทำได้ก็เพียงแต่เป็นพี่เลี้ยง ให้เราท่านฟื้นฟูร่างกาย แลสามารถรับอาการนั้นๆ ใช้กรรมจนหมด นั่นก็คือหายโรค

แม้นจะไม่รอด แต่การตายโดยไม่ปวด ก็ยืนยันได้ว่า ผู้ตายไม่ได้ตายด้วยโรคมะเร็งเป็นแน่แท้ ยิ่งในรายที่ยกมานี้ กล่าวด้วยความยิ้มแย้มแก่เพื่อนของเธอ ให้เชื่อมั่นในคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์แล้วทำตาม เพราะชีวิตสองเดือนสุดท้าย นับว่ามีความสุขแบบหาไม่ได้ในหลายปีที่ผ่านมานับแต่เป็นมะเร็ง

ภาพจริงนี้ จึงยืนยันในคำของหลวงพ่อนิพนธ์ที่กล่าวเป็นสติเสมอว่า หากจะเจอสวรรค์ ต้องใช้ขันติ อดทน ผ่านประตูนรกให้ได้ก่อน

บทสรุปที่สำคัญ สมุนไพร มีแต่ผลดี อาการที่พึงเกิด นั่นมันเป็นอาการแห่งโรคทำให้เกิด เป็นกรรมที่เราท่านทำมา จะปฏิเสธไม่ให้เกิด ไม่รับ คงไม่ได้ การทานสมุนไพร แล้วจะไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ปวดใดๆเลย เรียกว่าหายแบบเดินบนกลีบกุหลาย นั่นคือ ความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริง

การใช้ทางเลือกสมุนไพร จึงต้องเตรียมพร้อม อาศัยองค์ความรู้ แล้วเตรียมจิตใจ และ ร่างกาย เพื่อรอเวลาผ่านประตูนรก เมื่อเจ็บมาถึง นั่นก็เป็นสัญญาณว่า ร่างกายพร้อมสู้ แลวันเวลาในการหายมาถึง เริ่มนับถอยหลัง สู่การหายโรค .... เจ็บจนหายเจ็บเมื่อไหร่ นั่นแลหายโรค ร่างกายเราท่านเอาชนะโรคได้แล้วนั่นเอง

แลบทสุดท้าย เมื่อพรหมลิขิตมาถึง ก็ต้องไป แต่กายใหม่ที่รออยู่ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้โรคาอย่างแน่นอน นี่แหละคือผลตอบแทน ในความขันติ อดทน เชื่อ และทำตามธรรมคำสอน

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

เชื่อจึงทำ

ความแตกต่างในคำสอนของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แลไม่เคยได้ยินที่ไหน จะเอ่ยอ้าง นัั่นคือคำว่า "ตัวกระทำ"

ความตอนหนึ่งในหนังสือ ของ พระอาสิ เมื่อได้อ่าน จะพบว่า ศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เริ่มต้นจากคำว่า ตัวกระทำนี้เอง

ผู้ใดเชื่อว่า ตัวกระทำมีจริง ไม่ตายเลย ทำสักฉันใด ก็ไม่ตายเลย ผู้นั้นก็จะเชื่อ ในธรรมคำสอนของพระภูมี และค้นหาหนทางธรรม เพื่อช่วยตน

ผู้ใดเชื่อว่า ตัวกระทำไม่มีจริง ตัวกระทำทำแล้วตาย ไม่รอเราอยู่ในวันข้างหน้า นั่นก็คือ ผู้นั้น ไม่กลัวกรรม นั่นเอง ธรรมของพระภูมี จึงไม่มีความหมายอันใดแก่คนผู้นั้นเลย

เมื่อไม่เชื่อว่า ตัวกระทำมีจริง นั่นก็คือ ไม่เชื่อว่า เหตุแห่งทุกข์ เกิดจากกรรม เราท่านทำมานั่นเอง

พฤติกรรม ที่กระทำจึงแตกต่าง เมื่อไม่เชื่อหรือไม่ยอมรับว่า ตัวกระทำมีจริง คนกลุ่มนี้ จึงคิดพึ่งพาผู้อื่น เป็นนิสัย แลพึงชอบศาสนาขอ

ย้อนกลับมาคนที่เชื่อในธรรมคำสอนของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ปฐมบท จึงต้องเชื่อ เรื่อง "ตัวกระทำไม่ตาย" เมื่อเชื่อแล้วจึงเปลี่ยนตน เพราะรู้แล้วว่า หากจะช่วยตน ต้องใช้ตนของตนนั่นแล แลศาสนาที่จะช่วยตนได้ ก็หาใช่ศาสนาขอ หากแต่เป็นศาสนาที่สอนให้ทำ

ความจริงประการหนึ่ง ที่เป็นเครื่องยืนยัน ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสตอบสงฆ์ ต่อข้อถามในเรื่อง "ตัวกระทำไม่ตาย" นั่นคือ การที่เราท่านมีหมูเห็ดเป็ดไก่ กินกันไม่รู้จักจบจักสิ้นนั่นเอง

วัฐจักร แห่งการ เวียนว่าย ตาย เกิด ก็ล้วนมาจากการที่ตัวกระทำ ทำแล้วไม่ตาย รอเราท่านในวันข้างหน้า ผลก็คือ ผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น เมื่อตายไป ก็ต้องกลายเป็นสัตว์ ใช้เนื้อของตน ให้ผู้อื่นทาน นั่นเอง จนกว่าจะหมด มันจึงมีสัตว์ให้กินกัน ไม่จบไม่สิ้น

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบาย ชี้ชัดว่า พระภูมีทรงบัญญัติว่า การสร้างบุญ ก็พึงทำแก่ "มนุษย์แลสัตว์" ด้วยเหตุผลที่ว่า สัตว์ก็คือมนุษย์นั่นแล เพียงแต่สังขารที่อาศัยอยู่ มีไว้เพื่อใช้กรรมเท่านั้นเอง

ความแตกต่าง ของมนุษย์แลสัตว์ ประการสำคัญ จึงอยู่ที่ สัตว์ สร้างกรรมไม่ได้ สถานะมีไว้เพียงเพื่อใช้กรรม ดังนั้น สัตว์ฆ่าเราท่าน ทำร้ายเราท่าน จึงไม่มีบาป เพราะนั่นเป็นกรรมของเราท่าน อาศัยซึ่งสัตว์เหล่านั้นมาทำลายเราท่าน แต่มนุษย์ มีสติ มีปัญญา สร้างบุญบาปได้

ความตอนหนึ่งในหนังสือ ของพระอาสิ จึงกล่าวว่า หากสัตว์มาทำร้ายเรา กัดเรา สัตว์นั้นไม่มีบาป แต่หากเราโกรธแลทำร้ายสัตว์ นั่นแลเป็นบาป

หากจะย้อนเรื่องราว ในยุคสมัย ที่แม่ชีเมี้ยน พาท่านจำรูญและท่านเจริญ ไปพำนักที่วัดคลองเม่า เพื่อรอเวลาสิ้นยุคของพระโคดม คือ ก่อนปี ๒๕๐๐ สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้มีที่พำนัก นั่นคือ การตอบสนองต่อคำขอของเจ้าอาวาส เพื่อแลกเปลี่ยน ในการจัดหาทองเหลือง มาสร้างพระประธาน ให้วัด

กลุ่มเป้าหมาย ของแม่ชีเมี้ยน คือ คนในบริเวณย่านสวนพลู ในขณะที่ไปบิณฑบาตร ผ่านบ้านที่มีฐานะบ้านหนึ่ง เจ้าของบ้านหญิงมาใส่บาตรแม่ชีเมี้ยน แม่ชีเมี้ยนก็กล่าวว่า ที่บ้านมีแมวคลอดใหม่ตัวหนึ่ง ให้รักษาดูแลให้ดี เพราะนั่นคือ แม่ของโยม

หญิงสาวที่ใส่บาตร ก็ตะลึง เพราะมีแมวเกิดใหม่ตัวหนึ่งจริงๆ หลังแม่สิ้น แลแมวตัวนั้นก็มีพฤติกรรมเหมือนแม่ตนไม่มีผิด

คำร่ำลือในพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน เลื่องลือไปทั่วสวนพลู มีคนแห่แหนกันมาให้ช่วยพยากรณ์ กันมากมาย ทำให้กิจกรรมในการระดมทองเหลือง เพื่อสร้างพระประทานแก่วัดคลองเม่า บรรลุได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เมื่อกลับมาในธรรมหมวดสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า โรคจึงมีเหตุที่มา คือ กรรม อันเป็นตัวกระทำที่เราท่าน ทำไว้สมบูรณ์แล้ว แลมาสร้างทุกข์ให้แก่เราท่าน

หลักธรรมของพระภูมี คือ หลักสัจจธรรม อันหมายถึง ความจริง นั่นจึงพึงสอนให้ยอมรับ เพราะตัวกระทำนั้นเกิดแล้ว เมื่อทำตนเป็นคนมีสัจจะ คือ เป็นคนจริง เมื่อทำก็ต้องยอมรับทุกข์อันนั้น

เพียงแต่ การรับทุกข์ ที่พระภูมีบัญญัติ ก็ลดทอนทุกข์จากกรรม มาทนทุกข์กับวินัยธรรมแทน

จึงไม่ต้องแปลกใจเลย ทำไมสมุนไพรทานยาก บางชนิด ผู้ทานทานแล้ว ถึงกับเรียกว่า ยานรก เพราะรสชาดสำหรับตน มันสุดกล้ำกลืน กว่าจะทำใจให้เป็นมิตร รับได้ ก็เรียกว่า สาหัส

ยิ่งขึ้นไป ก็ทนร้อนกับกระโจม ทนเมื่อยกับการสวดมนต์ ฟังคำสอน และยิ่งสุดๆ เมื่อฝืนนิส้ยตน มาใช้สัจจะธรรมของพระภูมีนำตน

แต่ที่ซ้ำร้าย ดั่งที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนสงฆ์เป็นสติ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า "กรรมเขาเป็นพี่ ธรรมเขาเป็นน้อง" กรรมนั้นเราท่านทำมาก่อน ผลจึงเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน แต่ธรรม เราท่านเพิ่งจะสร้าง กว่าจะออกดอกออกผล ก็ต้องรอเวลา

มากกว่านั้น กรรมมักทำแล้วเห็นเป็นรูปธรรม หากแต่ธรรม ผลที่เกิด มักล้วนมองไม่เห็น

บทสรุป หากไร้เสียซึ่งความเชื่อ ในเรื่อง "ตัวกระทำไม่ตาย" ย่อมขาดศรัทธาในการปฏิบัติตามธรรมคำสอน ยิ่งหากต้องยืนหยัดด้วยแล้ว เป็นไปไม่ได้เลย

ความตอนหนึ่งในหนังสือ พระอาสิ ในการตอบข้อถามของสงฆ์บวชใหม่ที่มีแก่เจ้าอาวาส ในจุดมุ่งหมายที่บวชเพื่อช่วยลูกของตน ที่ว่า การบวชของเขา จะทำให้ลูกของเขาหายภายใน ๗ วัน นี้ไหม

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มักให้เป็นสติในการปฏิบัติธรรม คือ หากเราท่านอยากได้พริก ลงมือปลูกวันนี้ ก็ต้องรอครบเดือน อยากมีข้าวกิน ก็ต้องรอ สี่เดือน อยากทานมะม่วง ก็ต้องรอหลายปี ฉันใดก็ฉันนั้น

คนจริง จึงไม่ปฏิเสธผลแห่งทุกข์ ว่าตนไม่ได้กระทำ ทำไมจึงเกิด หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า กรรม ก็เที่ยง ให้คุณโทษ ตามตัวกระทำที่ทำ ไม่มีหรอก มาแกล้งเราท่าน ให้เป็น

ศาสน์สอนให้คนเป็นปราชญ์ เมื่อเห็นคนกราบไหว้พระพุทธ แล้วอ้างตน ว่าศรัทธา เชื่อ หากแต่พฤติกรรมไม่ได้ทำตามธรรมคำสอน ไม่ลดกิริรยาลงแต่ประการใด คนผู้นั้น หาได้เชื่อ และศรัทธา จริงแท้ไม่

จึงไม่แปลกที่ทำไมพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงมีสาวกน้อย หากแต่นัยกลับกัน ก็แสดงให้เห็นว่า การทำตามธรรมคำสอน ทำได้ ที่สำคัญ เมื่อทำแล้ว ผลแห่งตน นั้นมหาศาลนัก

อย่าว่าแต่หายโรคเลย พระพุทธเจ้าแสดงให้เห็นว่า แม้นแต่หนีจากวัฐจักร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ยังทำได้

แค่ความรู้ว่า ตัวกระทำไม่ตาย เวลาจะเอาเปรียบผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่นเกินไป ก็เห็นภาพ อนาคต เป็ด ไก่ รออยู่ ก็ลดพฤติกรรมไปอักโข หลวงพ่อนิพนธ์บอก ยังไม่ทันทานสมุนไพร ก็หายไปครึ่งแล้ว เพราะต้องเปลี่ยนไปใช้นิสัยพระพุทธเจ้า โดยอัตโนมัติ ให้สุขแก่ผู้อื่นดีกว่าไหม

ธรรมของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ฟังง่าย ปฏิบัติได้ทันที ไม่ต้องมีบาลี สันสกฤต ยุ่งยาก ซับซ้อน

บทสำคัญ ผู้ที่ไม่เชื่อตัวกระทำ พึงระวัง ก็ขนาดพระพุทธเจ้า ท่านยังไม่ยุ่งด้วยเลย นี่แลทำไมพระภูมีจึงตรัสว่า "ท่านฝึกเฉพาะบุรุษที่สมควรฝึกได้" หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า "โรคไม่น่ากลัว นิสัยมนุษย์นี่สิน่ากลัว" หากไม่มีความเชื่อ ศรัทธา อะไรจะไปหยุดมันได้

ใครบอกจะมาทานสมุนไพร เพื่อไม่ให้มีทุกข์ ไม่ให้ปวด ไม่ให้เจ็บ ... มาผิดที่แล้ว เพราะสมุนไพร แลธรรมคำสอน มีไว้เพื่อให้เราท่าน ยอมรับทุกข์ หรือ ตัวกระทำที่ทำมาแล้ว ได้ต่างหาก เมื่อใช้ย่อมหมด เมื่อหมด จึงหาย

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

ต้นกำเนิด

อายุยุคของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ คือ ๒๕๐๐ ปี และเรื่องราวของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็จะถูกลบเลือน

การลบเลือนยุคของศาสนา นั่นคือ การอุบัติของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนยุคนั่่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นคือ การเริ่มนับ พ.ศ. ที่ ๑ ใหม่ ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นในแต่ละยุค

แลนี่เวลาก็ล่วงเลยมาปลายสุดของยุคพระโคดมแล้ว จึงไม่น่าแปลกเลยว่า เค้าโครง รากฐานที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา ย่อมผิดเพี้ยน บิดเบี้ยว จนยากจะรู้ได้ว่า ธรรมคำสอนดั่งเดิม เป็นเช่นไร

หากผู้ใดอยากย้อนธรรมคำสอน ก็อาจแกะรอยของศาสน ได้จากข้อปฏิบัติหลักๆ ของหลากศาสนา หลากลัทธิ ก็คงพอได้เค้าเป็นลางๆ

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ศาสนา และลัทธิ มากหลาย มักจะมีที่มาจากการส่งคนของตน ไปฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วรับข้อปฏิบัติบางสิ่งบางอย่าง มาให้หมู่ตนปฏิบัติ กลายเป็นศาสนา หรือ ลัทธิแห่งตนในภายหลังนั่นเอง

การรับฟัง และนำมาปฏิบัติ ก็ขึ้นอยู่กับคนนำสาร ว่าจะจับใจความคำสอน ตอนใด วรรคใด มาให้หมู่ตนปฏิบัติ

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกตัวอย่างให้ฟัง หากผู้ใดได้ฟังคำสอน ที่พระโคดม ตรัสสอน พระอัครสาวกทั้งเบื้องซ้าย แลเบื้องขวา ในเรื่องเมตตา ก็จะได้เค้าโครง อุปมาดั่งพระเยซู ที่รับบาปแทนสาวก ด้วยความเมตตาที่มากเกินเหตุ ใช้บุญแห่งตน ขวางกรรมไปเสียหมด จนท้ายที่สุด ทั้งสององค์ ต้องถูกท่อนจันทน์ ทุบเสียปางตาย ก่อนที่จะสำเร็จพระอรหันต์

ธรรมหมวดนี้ ก็ทำให้เราได้รู้ว่า หลวงพ่อนิพนธ์ยามนี้ ก็เสมือนพระเยซู ที่รับบาปแทน สาวก นั่นเอง

หากผู้ใด หยิบธรรมคำสอน ในช่วงปฐมบทแห่งการสอน ก็จะยึดเอา การมีใจเดียว การสร้างศรัทธา ความเชื่อ นั่นคือ ไม่นับถือเกจิ คณาจารย์ใดๆ นอกเสียจากพระพุทธเจ้า หรือ การมีพระเจ้าองค์เดียวในหัวใจ

ดังนั้น วันใดที่พระพุทธเจ้าปรากฎโฉม สิ่งแรกที่จะทรงกระทำ นั่นคือ การสังคายนาศาสนา

หรือ ที่ไอสไตน์ เคยกล่าวว่า หากศาสนาใดที่จะเป็นศาสนาของโลก ย่อมต้องเป็นศาสนาพุทธ แปลความว่า ศาสนาจะกลับมารวมเป็นหนึ่ง อีกครั้ง เมื่อพระพุทธเจ้าปรากฎโฉม

เราท่าน เกิดในช่วงต่อของศาสนา จะเรียกว่าโชคดีก็ได้ จะเรียกโชคร้ายก็ไม่เชิง เพราะมีโอกาสได้พบเห็น ฟังคำสอนจากพระพุทธเจ้า ที่ยังทรงมีชีวิต ไม่ใช่พระพุทธในโบสถ์ พูดอะไรไม่ได้ ได้แต่นึกเอาเอง ที่สำคัญ ได้เห็นของจริงว่า ธรรมคำสอน สร้างสุข จนคนทั้งโลก แม้นไม่ยอมรับ แต่ก็ยอมในบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า หากแต่ก่อนจะถึงวันนั้น ก็ต้องผ่านมหันตภัยไปให้ได้ก่อน รักษาตัวให้รอดจนถึงวันนั้น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำเตือนว่า เราท่านเลยศาสนาไปไกล จนหาทางกลับไม่เจอ ด้วยเหตุนี้ จึงขาดสัญชาติญาณในการระวังภัย เพลินไปกับความเจริญของโลก ใช้ชีวิตกันสุดเหวี่ยงสุดขั้ว คิดแต่หวังพึ่งผู้อื่น ว่าช่วยตนได้

การทำหน้าที่มาปลุกปั่นพี่น้องไทย นั่นคือ การเตือนว่า การกระทำทางโลก ไม่มีความหมายแก่ชีวิตเลยสักน้อยนิด ควรหันมาให้เวลาแก่ทางธรรม อย่างน้อยก็สัปดาห์ละวัน เพื่อปฏิบัติวินัยธรรมของพระภูมี สร้างแก่นสารแก่ชีวิต เพื่อช่วยตน ในยามทุกข์ แลทำตนรอพระพุทธเจ้า

เราท่าน เดินมาไกล จากต้นธรรมแล้ว ... จนเสียงหยุด ที่พระโคดมตรัสเตือนองคุลีมาร เบาจนไม่สามารถหยุดตนได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมาย้ำเตือน ให้เสียงหยุด นั้นดังอีกครั้งในหมู่คนไทย ก็หวังว่า คงมีคนได้ยิน แล้วเดินกลับมายังต้นธรรมอีกครั้ง เพื่อช่วยตน

ผู้ที่ได้ฟัง เชื่อ ศรัทธา แล้วก็ทำตาม ย่อมมีลักษณะ แห่งการมีที่เว้นว่างไม่ใช้นิสัยแห่งตน บางวัน บางเวลา มีสถานที่ที่คุมตนให้สงบกาย วาจา ใจ ชั่วครู่ ชั่วยาม แลเริ่มสร้างสุขแก่ผู้อื่น เป็นนิสัย

ผู้ทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ได้ เมื่อทานสมุนไพร ย่อมเห็นผลแห่งการกระทำของตน รู้ได้เฉพาะตน เป็นแน่แท้

อย่าหวังทานสมุนไพรช่วยตน ในขณะที่พฤติกรรมแห่งตน ยังพาตนเดินห่างศาสนาไปไกลอีก เกินกว่ามือของศาสนาจะเอื้อมคว้า ...ทานสักเท่าไหร่ก็ไร้ผล

การหายโรค หลวงพ่อนิพนธ์จึงว่า ยากก็ยาก ง่ายก็ง่าย ก็แค่เลือกทางเดินให้ถูกเท่านั้นเอง ยิ่งพฤติกรรมเดินตามธรรมคำสอน เข้าใกล้ศาสนเพียงใด อำนาจธรรม ย่อมคุ้มครอง ได้มากเท่านั้น โรคอะไรจะมาเหลือ หายโรคนั้นง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ น่าอัศจรรย์ใจ

แก่นเนื้อแท้ของคำสอน ไม่ว่าศาสนาใด ยึดไปเถอะ ย่อมไม่ไกลธรรมพระภูมีอย่างแน่นอน ... ธรรมหมวดสมุนไพร จึงไม่จำกัด ชนใด ชาติใด ศาสนาใด

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

ใกล้เข้ามาทุกที

สภาพการณ์ ณ.ปัจจุบัน หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวเตือนว่า ไม่มีเวลา หรือ การให้โอกาส ใดๆอีกแล้ว

หากใครสังเกต จะพบเห็นว่า รูปปั้นของแม่ชีเมี้ยน ทั้งที่มูลนิธิไทยกรุณา แลบ่อพลอย ล้วนแล้วแต่มีรอยยิ้ม และแววตาที่เมตตากรุณา

แต่รูปปั้นที่สำนักลพบุรี จะมีแต่ความเคร่งขรึม เอาจริงเอาจัง อันบ่งบอกว่า ถึงเวลาต้องเอาจริง ต้องเน้นแล้วนั่นเอง

คำกล่าวที่อาจดูเหมือนพูดเล่น ที่ว่า "ภัยพิบัติ หรือ ธรรมชาติลงโทษ" ฟังแล้วก็ผ่านไป แต่นับจากเวลานี้ ไปจนถึงปี ๖๐ จะเริ่มแสดงผลออกมาแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์พยากรณ์ว่า แลเมื่อนั้นพระพุทธเจ้าจะปรากฎโฉม มาเพื่อดับยุคเข็ญ แสดงบุญญาธิการ ของศาสนา

เราจึงขอเตือนย้ำว่า ในไม่ช้า การดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน ให้เข้ากับสภาวะเช่นกัน เรียกว่า ต้องจัดเต็ม จึงจะสามารถ ทานกระแสภัยิบัติอันนี้ได้ นั่นเอง

ใครปรับตัวไม่ทัน หรือทำไม่ได้ ก็คงต้องลงจากเรือลำนี้ เว้นที่ไว้ให้คนที่อยากและทำได้ มานั่งแทน

เมื่อโรงละครเปิดฉาก การต่อสู้อันดุเดือด มีชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพัน ภาพที่จะเห็นเด่นชัด นั่นคือ เจ็บจริง ตายจริง แล้วก็รอดจริง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ เตือนสติ พวกแอบอ้างเอาศาสนามาหากิน พวกซื้อขายพระ เลิกให้ไว ของจริงเขาจะมาแล้ว เจอตีนกรรม ยังพอมีทางรอด เจอตีนฟ้า แม้นแต่ธรณีก็รับไม่ไหว

อยากประคองตน รอกราบพระพุทธเจ้า ก็น้อมนำเอาธรรม มาลดนิสัยตน ตามหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ ทำตนรอ ได้ยลแน่ ใครที่ว่าแน่ ไม่เอาธรรมก็ช่างเขา เพราะโลกนี้ อะไรจะเหนือกรรม ไม่มี

แล้วจะเห็นว่า ลัทธิ ความเชื่อ ทั้งหลายในโลกนี้ มีแต่ลม กว่าจะรู้ว่าช่วยตนไม่ได้ ก็สายเสียแล้ว ดั่งบทสังคหะ ที่พระสวดให้ฟังในวันงาน "ช่วยกลับไปบอกลูกหลานข้าที อย่าทำชั่ว"

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

ลมหายใจ

หลวงพ่อนิพนธ์แจงสถานการณ์ตอนนี้ให้ฟังว่า ด้วยความมีนิสัยเมตตา ขี้สงสาร ของท่าน ทำให้อยากช่วยคนให้มากๆ ตามกำลังที่มี

หากแต่คำเตือนของแม่ชีเมี้ยนที่ได้กล่าวเป็นสติว่า "อำนาจที่ให้ มีไว้เพื่อปกป้องตัวเองเป็นสำคัญ เหลือจากนั้นอยากจะช่วยใครก็ตามใจ"

ดังนั้น ความผิดพลาดที่เกิด นั่นคือ การที่หลวงพ่อนิพนธ์เอาอำนาจบุญที่ปกป้องตนนี้ ไปใช้เพื่อคนอื่นจนหมด ไม่เหลือไว้ปกป้องตนเลย

แลที่สำคัญ คนส่วนใหญ๋ที่ได้ช่วยไว้ ก็หาได้เดินตามรอยพระภูมีไม่

กลายเป็นเอาบุญไปบังกรรมของคนเหล่านั้น สิ่งที่สะท้อนกลับมานั่นคือ กรรมที่จะเกิดกับคนเหล่านั้น จึงย้อนมาหาท่านทั้งหมด

สภาพที่เกิด ณ.วันนี้ จึงไม่ใช่เพราะโรค แต่เพราะการทำตนเป็นพระเยซู รับแทนผู้อื่นนั่นเอง

แลเมื่อกลับมาครั้งนี้ แม่ชีเมี้ยนจึงกล่าวว่า ตัวของหลวงพ่อนิพนธ์เอง สร้างบุญด้วยตนไม่ได้แล้ว เพราะถูกจำกัด ทำอะไรไม่ได้ เขาปิดช่องแล้ว เหลือเพียงช่องทางเดียวในการหาบุญเพื่อช่วยตน นั่่นคือ "สอนผู้อื่น ให้เป็นคนดี สร้างบุญ แล้วก็แบ่งบุญนั้นมาช่วยตน"

นี่ก็จะเป็นบทพิสูจน์ว่า คนที่รักหลวงพ่อนิพนธ์ มีจริง มีแค่ไหน

เพราะนับแต่วินาทีนี้ ลมหายใจของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงขึ้นอยู่กับเราท่าน ที่ฟังคำสอน นำมาพิจารณา แล้วทำ จนเป็นตน เป็นบุญ เลี้ยงตน แลอุทิศให้ท่านต่อลมหายใจ

หากเราท่าน อยากให้ท่านอยู่ต่อ ต่างคนก็ต้องพยายาม กระตุ้นตนเอง ให้เป็นคนดี นำวินัยธรรมของพระภูมี มาจำกัด มาบังคับตน ลดนิสัย เริ่มจากวันละหนึ่งชั่วโมง เมื่อทำได้ สิ่งนี้แลจะกลายเป็นลมหายใจของหลวงพ่อนิพนธ์ให้อยู่กับเราท่านได้

หากมีคนทำน้อย นั่นก็หมายความว่า หลวงพ่อนิพนธ์กำลังขาดลมหายใจ หากเราท่านรวมจิตร่วมใจทำ ก็กลายเป็นพลังอันมหาศาล ให้หลวงพ่อนิพนธ์ ฟื้นคืน และทำอะไรได้อีกมากมาย

สิ่งนี้ทำให้เรานึกย้อนไปในสมัยถ้ำกระบอก นั่นคือ ลมหายใจของแม่ชีเมี้ยน ยามที่พระละเลยวินัย หย่อนยาน องค์แม่ชีเมี้ยน ร่างกายก็จะทรุดโทรม เจ็บไข้ เมื่อเหล่าพระเห็น ก็จะกลับมาเคร่ง แล้วองค์แม่ชีเมี้ยน ก็จะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

ทำให้เราเข้าใจในคำกล่าวของพระรับใช้แม่ชีเมี้ยนท่านหนึ่ง ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนก่อนละสังขารว่า "หากฉันตาย ท่านก็ไม่จำเป็นต้องมากราบสังขารของฉันหรอก หากเชื่อ รักและเคารพฉัน ก็ให้ปฏิบัติตามธรรมวินัย นั่นแลเป็นการแสดงว่า ท่านเชื่อ รักและเคารพฉัน"

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ถึงเวลาของจริงแล้ว สิ่งที่สอนไป มีคนฟังมากมาย แต่มีคนเชื่อท่านและทำตาม มากน้อยเพียงใด คำตอบก็อยู่ที่ลมหายใจนี้เอง

หากลมหายใจละทวยลง มีแต่จะหมดลง นั่นแสดงว่า สิ่งที่เจอคือลิงหลอกเจ้า ทำเหมือนชอบแต่ไม่เอา หากลมหายใจแข็งแกร่ง กำลังฟื้นคืน นั่นก็แสดงว่า มีคนเชื่อ ศรัทธา คำสอน แล้วทำตาม

คำกล่าวนี้ ทำให้เราย้อนนึกถึงวันที่หลวงพ่อนิพนธ์ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งในปีก่อน แล้วกล่าวว่า "แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า เมื่อกลับมาท่านจะเห็นว่า มีคนรักท่านจริงสักกี่มะน้อย"

คนที่เชื่อ รัก และศรัทธา เขาย่อมยอมเปลี่ยนตน เป็นคนดี มีวินัยธรรม เพื่อรักษาลมหายใจของหลวงพ่อนิพนธ์อย่างแน่นอน หากแต่ถ้าหลวงพ่อนิพนธ์สิ้นลง จะแห่แหนมาอาลัยกันสักฉันใด นั่นมันก็แค่หลอกลวง

เราท่านก็จะได้เห็นความจริง อันนี้ คนที่บอกรัก บอกศรัทธา จริงหรือเท็จ มีเดิมพัน คือ ลมหายใจของหลวงพ่อนิพนธ์ ในครานี้

อยากช่วยท่าน ก็ทำตนเป็นคนดี แสวงหาบุญ โดยการอย่าเลย "มนุษย์และสัตว์" ลดนิสัยตน สร้างสุข ดั่งคำตรัส "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว"

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

ยักษ์อาละดิน


ความคลาดเดลื่อนประการหนึ่ง ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม อันเป็นความเข้าใจผิด เนื่องด้วยเห็นการหายโรคต่างๆ ด้วยสมุนไพร แล้วก็กล่าวกันว่า สมุนไพรเป็นยารักษาโรคนั้นๆ

หลวงพ่อนิพนธ์เน้นย้ำเสมอว่า โลกนี้ไม่มียารักษาโรค อันโรคที่ว่า หมายถึงโรคตาย หรือ โรคที่มาเพื่อจบชีวิตนั่นเอง

คำถามที่หลายคนตั้งใจจะมาถาม นั่นคือ เป็นโรคนี้ โรคนั้น ต้องทานสมุนไพรอะไร จึงตกไป ... เราท่านอาจจะไม่ได้รับคำตอบ หรือ ได้ยินว่า สมุนไพร "ไม่ได้รักษาโรคอะไรเลย"

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายแยกให้ฟังว่า หน้าที่ของสมุนไพร คือ ฟื้นฟูอวัยวะต่างๆของร่างกาย ให้กลับมาทำงานเป็นปกติ ส่วนหน้าที่การรักษาโรค ร่างกายของมนุษย์ทำได้เองอยู่แล้ว ตามธรรมชาติ

จึงเรียกว่า หมอที่แท้จริง ที่รักษา ก็คือ ตนของเรานั่นเอง โบราณจึงเรียกหลักนี้ว่า หลักตนพึ่งตน

แลด้วยเหตที่อวัยวะทั้ง ๓๒ นั้น เชื่อมประสานถึงกันทั้งหมด การทานสมุนไพรตัวใด หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผลก็ไม่แตกต่างกัน เพราะท้ายที่สุด ก็หมายมุ่งที่ฟื้นฟูระบบอวัยวะต่างๆ ทั้งหมดเหมือนกันนั่นเอง

สิ่งที่ต่างกันนั่นคือ การเข้าสู่อวัยวะ ส่วนต่างๆ ของสมุนไพร ได้ง่ายนั่นเอง

สมุนไพรมะพร้าว จะมีผลต่ออวัยวะในช่องท้อง สมุนไพรมะกรูด จะส่งผลต่อระบบน้ำเหลือง สมุนไพรน้ำผึ้ง จะส่งผลต่อระบบหลอดเลือด และหัวใจ ก็หมายถึง เข้าสู่ระบบอวัยวะนั้นๆได้รวดเร็ว กว่าชนิดอื่นนั่นเอง

การฟื้นฟูตน นั่นหมายถึง การแข่งขันระหว่าง การทำลายอวัยวะและระบบ จากโรคที่เป็น กับการฟื้นฟูของสมุนไพร นั่นเอง ว่าอย่างใดจะมากน้อยกว่ากัน ฝ่ายไหนชนะก็ได้ไป วันเวลาจึงสำคัญ ปริมาณจึงมีผลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต

สิ่งที่ต้องทำเพียงอย่างเดียว ก็คือ กันไม่ให้เกิดจุดตาย นี่จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องมีสมุนไพรที่หลากหลาย ที่ให้ผลเฉียบขาดในแต่ละส่วนของร่างกาย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น อาทิเช่น น้ำท่วมปอดในขณะนี้ นั่นหมายถึงการขาดอากาศหายใจ หากไม่มาก ก็สามารถรอผลจาก สมุนไพรปอด สมุนไพรมะพร้าว ค่อยๆรีดได้ หากแต่สภาพนี้เหมือนน้ำหลาก ก็ต้องพึ่งหมอดูดออก นี่เรียกจุดตาย เพราะไม่ใช่ตายเพราะโรค แต่เป็นอาการชั่วครั้งชั่วคราว

หรือ คนที่มีเสมหะมาก จะรอยามะนาวออกฤทธิ์ ลดเสมหะ อาจไม่ทัน เพราะตอนนี้ เหตุเกิดแล้ว เสมหะมาจุกลำคอ หายใจไม่ได้ ก็ต้องพึ่งเครื่องดูด ของหมอช่วย หากเสมหะไม่สร้างปัญหาจุกคอ สมุนไพรมะนาว ก็แก้ปัญหาได้ดีกว่าสมุนไพรชนิดอื่น

ดังนั้น หน้าที่หลักของสมุนไพร ก็คือ ทำให้หลักคืออวัยวะใดส่วนหนึ่งแข็งแกร่ง เมื่อนั้น ก็จะค่อยๆ ค้ำจุน อวัยวะอื่นๆ ให้ฟื้นกลับมาได้

ภาพที่เห็นชัด คือ การให้ทานสมุนไพรมะพร้าว หลายคนอาจไม่ได้มีปัญหาช่องท้อง แต่ไตเป็นส่วนที่เลือดผ่านมา แล้วกรองเพื่อขับของเสียออก ถ้าไตดี เลือดที่เวียนกลับไป ก็ดี เลือดดีไปเลี้ยงส่วนใด ส่วนนั้นก็ย่อมดีด้วยเป็นธรรมดา เป็นต้น

ปัญหาประการเดียวก็คือ ยักษ์สมุนไพรเหล่านี้ จะทำงานตามสั่ง หากไม่สั่งก็ขี้เกียจ อู้ หรืออาจไม่ทำเลย

ยิ่งเจ้าบ้านออกอาการรังเกียจ เฉกอุปมาที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมาบ่อยๆ ทานน้ำอัดลม ทานแล้วกัดกระเพาะแต่หน้ายิ้ม ทานสมุนไพร ทานแล้วมีประโยชน์แก่คน กลับหน้าเบ้ ทำท่ารังเกียจ ยักษ์สมุนไพร ก็ยิ่งเบือนหน้าหนี ไม่อยากช่วย

มิเพียงเท่านั้น ยักษ์สมุนไพรเหล่านี้ คำสั่งที่ใช้ มีเพียงภาษาบุญเท่านั้นเอง จึงจะสั่งได้

แลแม่ชีเมี้ยนทรงตรัสเป็นทางแห่งการรอดไว้ว่า "ลดนิสัยเท่านั้นจึงเป็นบุญ" นี่คือ คำสอนของพระภูมี

ความซับซ้อนอันนี้เอง ทำให้เป็นเครื่องยืนยันว่า สมุนไพรนี้คนจะลักเอาไปทำ ก็ไร้ค่า จะลักทานก็ไร้ผล เมื่อมนุษย์ห่างศาสนาเท่าใด เลยภาษาบุญไปไกล ศาสตร์สมุนไพรก็เลือนหายตามไปด้วย เพราะรู้สูตร ทานไปก็ไร้ผล

ใครที่ไหนอวดเก่ง รักษาโรคให้คนนั้นคนนี้ได้ ก็ว่าไป แต่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แม้มีบุญญาธิการมหาศาล ก็ยังกล่าวว่า ช่วยใครไม่ได้ มีแต่สอน แล้วให้ไปทำเอง "ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน"

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า โรคจึงไม่น่ากลัว หากเราท่านแก้นิสัยได้ ก็ใช้สมุนไพรฟื้นฟูอวัยวะของตน แลร่างกายตนก็จะแก้ไขโรคที่เป็นได้ ความจริงก็คือ ไม่ใช่ลำพังสมุนไพรแก้โรค การลดนิสัยต่างหาก ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้โรค

คำสอนจึงชัดเจน ว่า ใครน่ะที่จะตอบได้ว่า ตนของเราจะหาย ก็ตนของเรานั่นเอง เพราะเป็นผู้เดียวที่จะสร้างภาษาบุญให้ตน ไปสั่งยักษ์ได้

ใครจะหวังคนนั้นช่วย คนนี้ช่วย อย่าหวังเลย ต่อให้พระพุทธเจ้ามายืนตรงหน้า ก็ช่วยไม่ได้ หากไม่ใช้วินัยธรรม มาสร้างภาษาบุญสั่งยักษ์เอง ใครเขากล่าว สมุนไพรที่นี่วิเศษ ช่วยได้ ... หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า เขามีวงเล็บ เฉพาะผู้ทำวินัยธรรม ลดนิสัยได้ เท่านั้นแล

แลก็ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมเป็นโรคนั้น ก็ทานแบบนี้ เป็นโรคอื่น ก็ทานแบบนี้ ... ก็ไม่ว่า คนนั้น หรือ คนนี้ ล้วนมีอวัยวะเหมือนกันนั่นเอง

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

สุขหรือทุกข์

อันว่าวินัยของพระภูมี หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า "เป็นวินัยทุกข์"

ก็แล้วเราหนีทุกข์มาหาศาสนา แต่กลับเจอความทุกข์อีก แล้วมาทำไม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่ตรัสสอนว่า "ตัวกระทำมีจริง ตัวกระทำไม่ตาย" นั่นสิ่งที่เราท่านทำ เป็นตัวกระทำ มันเป็นตนแล้ว จะทำสิ่งใดย่อมไม่ตาย เมื่อสร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่น เป็นกรรม กรรมอันนั้นมันย่อมย้อนมายังตนของเราอย่างแน่นอน

เพราะตัวกระทำไม่ตายนี่เอง จะหนีหรือปฏิเสธสักฉันใด ก็ไม่พ้น จะสร้างปราการ ห้องปลอดเชื้อ อาหารปรุงสุกไม่มีแมลงวันตอม ใส่ยาฆ่าเชื้อ อนามัยสักฉันใด เมื่อถึงเวลา กรรมเขาทะลุทะลวง บันดาลโรคเข้ามายังตัวเราท่านได้ อย่างน่าอัศจรรย์ แล้วเราท่านก็ไปโทษโน่นโทษนี่ เป็นสาเหตุแห่งโรค

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าอะไรกรรมก็สามารถเอาเป็นเหตุแห่งโรคได้ทั้งสิ้น คนไม่เคยทานเหล้า ก็จึงเป็นมะเร็งตับได้นั่นเอง

ย้อนกลับมายังวินัยของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ทำให้เราท่านมีทางเลือก เพราะจะอย่างไรก็ต้องทุกข์ แต่เลือกที่จะทุกข์กับวินัยธรรม ดีกว่าไหม

การทุกข์กับกรรม มันไม่ได้ใช้แล้วจบ มันยังสร้างกรรมต่อไป รอวันข้างหน้าอีก หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้เห็นภาพ อาทิเช่น กรรมทำให้เป็นอัมพฤกต์ อัมพาต ก็ทุกข์แล้ว แต่ทุกข์อันนี้ ยังไปสร้างความลำบากให้แก่ลูกหลาน ที่ต้องมาเฝ้าปรนนิบัติ แลยิ่งในวันนี้ อาจสร้างภาระหนี้สินอีกมากมาย ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน เพิ่มขึ้นอีก นี่แลการใช้ทุกข์จากกรรม มันจึงไม่จบไม่สิ้น ใช้อันเก่า สร้างอันใหม่รอไว้ภพหน้าอีก

หลายคนเห็นความจริงอันนี้ จึงยอมที่จะจบชีวิตของตนลง ฆ่าตัวเองเสียดีกว่า ให้ลูกหลานลำบาก ก็มีให้เห็นมากมายในชีวิตจริง

ทางเลือกทุกข์กับวินัยธรรม จึงเป็นทางเลือกที่ดูผิวเผิน ย่อมมีแต่เสีย เสียเงิน เสียเวลา ต้องอดทน ไม่ว่าจะด้วยการทานสมุนไพร ที่ทานยาก ตามตำรับยาไทย ที่โบราณกล่าวไว้ "ขมเป็นยา" หรือ แม้นกระทั่ง ต้องทนการเสียดสี จากเจ้าหน้าที่ หรือ เพื่อนสมาชิก นั่นแลหากทำได้ จึงเรียกว่า เราท่านคือผู้ปฏิบัติวินัยธรรม

ภาพที่ควรเกิด นั่นคือ การรักษาความสงบอยู่ได้ ไม่ว่าวินัยนั้นจะทุกข์สักเพียงใด ต้องใช้ความอดทนมากสักเพียงไหน ก็ต้องรักษาความสงบอันนี้ไว้

สิ่งที่ต่างกัน ระหว่างทุกข์กับกรรม กับทุกข์กับวินัย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นคือ วาจา และใจ แต่ที่เหมือนกันนั่นคือ กายทุกข์

ทุกข์กับกรรม บีบเค้นทั้งกาย วาจา ใจ จนหลายคนรำพึง อยากตายเสียให้พ้นๆ ไป แต่ก็ไม่ตายสักที ทรมานอยู่อย่างนั้น กรรมเขาก็เลี้ยงจนกว่าจะใช้หมดนั่นแล

ทุกข์กับวินัยธรรม แม้นกายจะทุกข์ แต่สติที่พระภูมีให้ หลวงพ่อนิพนธ์นำมาสอน ทำให้เราท่านรู้ว่า ทุกข์อันนี้ สักวันก็ต้องหมด มีวันจบ แม้นกายจะทุกข์ แต่วาจา ใจ ก็ไม่ทุกข์ด้วย สามารถรักษาความสงบ แลสติของตน ประคองไว้ ไม่ให้สร้างกรรมใหม่

ด้วยสตินี้เอง ทำให้ยอมรับซึ่งทุกข์ที่เกิด แก่กาย ไม่ปฏิเสธ ใช้ขันติอดทน แต่ทุกข์กับวินัยนี้เอง กลับสร้างสุขเกิดกับ วาจา ใจ อันมหาศาล ส่งผลต่อคนรอบข้าง แลแถมยังไม่เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป

เป็นอัมพฤกต์ อัมพาต ก็พยายาม ทานสมุนไพรเอง หยิบเอง พยายามช่วยตนเองให้มากที่สุด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักยก คนไข้มะเร็งท่านหนึ่งที่เป็นครู มาให้ฟังเสมอๆว่า เมื่อทราบว่าตนเองเป็นมะเร็ง สภาพก็เปลี่ยนไป ความวิตกกังวล ในอาการของตน ที่เลวร้ายลง สภาพการเงินที่หมดไปกับการรักษา จนทำให้การสอนไม่ดี หงุดหงิด อารมณ์ร้าย โมโหง่าย แล้วก็ไปลงกับลูกศิษย์ เป็นอาจิณ

เมื่อครูเลือกมใาใช้แนวทางสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา สภาพการณ์ก็เปลี่ยน ค่าใช้จ่ายลดลง ผลข้างเคียงไม่มี แม้นความทุกข์จากการเจ็บ การปวด จากโรค ยังคงอยู่ แต่อารมณ์ก็เปลี่ยนไป เยือกเย็น รักษาความสงบ รู้จักใช้วินัยธรรม "ความไม่โกรธ ไม่เห็นผู้อื่นผิด" ควบคุมตน

ครูกลายเป็นคนละคน การสอนก็ดีขึ้น ไม่เคยว่ากล่าวนักเรียนอีกเลย กลายเป็นครูดีเด่น ที่ลูกศิษย์ชื่นชอบ และยกย่อง พร้อมกันนั้น อาการของตนก็ดีวัน ดีคืน

นี่แล มองผิวเผิน วินัยธรรม ก็เป็นวินัยทุกข์ โดยเฉพาะแก่กายตน หากแต่เมื่อพิจารณา แล้วทำ จะเกิดศรัทธา เพราะจะได้สุข แม่ชีเมี้ยนทรงเรียกว่า "สุขนิสัย" เพราะสุขอันนี้ ทำให้เราท่านไม่สร้างกรรมเพิ่ม หรือ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป แลเมื่อทำแล้ว รู้ดีว่า กรรม ที่สร้าง เมื่อยอมใช้ สักวันก็ต้องหมด ชีวิตใหม่ ชีวิตสุข รออยู่วันข้างหน้า

แลสุขที่ได้มาไม่รู้ตัว จากตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมา โดยการทำนิสัยพระพุทธเจ้า นั่นคือ มีแต่คนรัก คนอยากคบหา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นี่แลเมตตามหานิยม ของพระพุทธเจ้า ทำสิ่งไรก็เจริญ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า นี่แล ทำไมพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงสุขเพราะมีธรรม ทั้งที่คนทั้งโลกบอกว่าวินัยของวินัยของท่าน นั้นทุกข์มหาศาล ฉันมื้อเดียว เงินทองไม่รับ รถเรือไม่ขึ้น ไปไหนก็เดิน แต่พระพุทธเจ้าบอก กรรมทำให้ทุกข์นั้นสาหัสสากรรจ์กว่าเยอะ

ศาสตร์จึงเป็นเรื่องของคนมีปัญญา พิจารณาเห็น จึงทำวินัยธรรมได้ไม่เบื่อหน่าย ไม่มีวันหยุด

สิ่งที่ควรพิจารณา ให้เห็นจริง อย่างหนึ่ง คือ "รับของผู้อื่น กับ ให้ของผู้อื่น" สิ่งไรให้สุขมากกว่ากัน ฉันใดก็ฉันนั้น ทำไมเราท่าน หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนให้ มารวมกันที่นี่ แล้วทำให้ผู้อื่นนั่นเอง ทั้งๆที่ตอนทำให้นั้น ไม่ว่าสิ่งไร มันเหนื่อยน้อยซะเมื่อไหร่ นั่งรอเฉยๆ รับไม่ดีกว่าหรือ

แต่ศาสตร์เขาก็ไม่บังคับ แล้วแต่ความพอใจ อยากเป็นพระเวสสันดร หรือ เป็นชูชก ก็สุดแต่ใจ เลือกกันเอง เล่นกันเอง

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

ใครตามใคร

ภาพที่เห็นซ้ำ จนไม่มีใครถาม ทำตามอย่างเดียว นั่นคือ การไปร้องขอจากผู้อื่น แล้วก็ถูกบอก ถูกสั่งให้ทำตาม หากอยากได้

อยากได้ปริญญา ไปเรียนอนุบาล ประถม มัธยม แล้วเข้ามหาวิทยาลัย สอบผ่านก็รับปริญญาไป ทุกคนก็ทำไป เร่งเร้าให้ลูกหลานทำไป ไม่เคยถามเลยว่า ไม่เรียนอันนี้ ได้ไหม อยากได้ปริญญาตอนสิบขวบเลย ได้ไหม ไม่เคยมีใครแตกแถว ยอมรับกติกา แล้วทำไป

มีอาการปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ หรือป่วย ไปหาหมอ หมอบอกต้องพักเท่านั้นวัน ต้องทานยาเท่านี้เม็ด แค่นี้มื้อ จัดไป ทำไป ทั้งๆที่ไม่เคยบอกเลยว่า ทำแล้วกี่วันหาย หรือ รับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ หายแน่นอน ก็ทำไป รอจนกว่าจะหาย ตามสั่งเป๊ะ

ไปติดต่อราชการ ยิ่งต้องนั่งตัวลีบ รอเรียก รอสั่ง เพราะเขามีอำนาจ

หลวงพ่อนิพนธ์ ย้อนให้เห็นว่า ในเรื่องทางโลก ทุกคนยอมรับกติกา แต่พอเวลามาใน ทางธรรม ทีทุกคนมาหา เพื่อพึ่ง บรรเทาทุกข์ หรือ ปลดทุกข์ ที่มีกับตน เราท่านกลับไม่เอากติกาเลย

มาถึงก็บอกก่อนเลย ทานสมุนไพรแล้วกี่วันหาย

โอ๊ย ฉันมาทานสมุนไพร ทำไมต้องมานั่งสวดมนต์ ทำไมต้องมาให้ทำโน่นทำนี่ เสียเวลา คนมาแล้วก็รีบๆแจกไป จะได้ไปทำมาหากิน

บ้านฉันอยู่ไกล งานก็เยอะ ให้มาทุกอาทิตย์ ไม่ไหวหรอก ทำไมไม่ให้เยอะๆ เดือนนึงมาครั้ง จะได้ไม่เปลืองเงินเปลืองทอง สงสารคนไม่มีตังค์บ้างสิ แถมมาแล้วจะให้ซื้อนั่นซื้อนี่

ทำไมไม่ทำสถานที่ให้ดีๆ สะดวกสบาย ห้องน้ำ ห้องท่า แล้วก็ที่นั่ง ติดแอร์ นั่งสบายๆ ไม่ได้หรือ คนป่วยน่ะโว๊ย ให้มาลำบาก เดินไปโน่นไปนี่

ทุกคน มีข้อแม้หมดทุกกรณี กำหนดกฎเกณฑ์ และความต้องการของตนเอง

ทางโลก แม้นแต่บรรเทาปวด หรือหยุดปวด ยังช่วยไม่ได้ เราท่านจึงมา แต่ทุกคนยอมปฏิบัติตามกติกาเป๊ะ เมื่อมาถึงแผ่นดินธรรม ไม่เคยถาม ไม่เคยอยากรู้ ว่ากติกาเป็นเช่นไร ต้องทำอย่างไร เล่นกันตามนิสัย และก็ต้องทำให้ความอยากตนสมประสงค์ด้วย มิฉะนั้น เฉ่งแหลก

แลปทสรุปที่ทุกคนตั้ง เป็นบรรทัดฐาน กับ แผ่นดินนี้ แต่ไม่เคยตั้ง กับที่อื่นใดเลย นั่นคือ ทานสมุนไพรแล้วต้องหาย ต้องดีขึ้น โดยไม่สนรายละเอียดอื่นใดเลย ว่า กระบวนการฟื้นฟูตน ที่สำเร็จ เขาต้องทำกันอย่างไร

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า ทางโลก ไม่ว่า หมอ ลัทธิพิธีกรรม ความเชื่อใดๆ ล้วนช่วยตนไม่ได้ แต่ทุกคนยอมทำตามกติกา ยอมเป็นผู้ตาม แต่เมื่อาเจอศาสนา ช่วยตนได้ ทุกคนทำตรงข้าม ไม่สนกติกา และก็จะเป็นผู้กำหนดเอง จะเอาอย่างงั้น จะเอาอย่างนี้

หากแต่ความจริง คนที่จะประสพผลสำเร็จ ก็ต้องมีธรรมเป็นผู้นำเดิน หรือตัวแทนธรรม เป็นผุ้กำหนดให้ทำ จึงจะยังผล

เราจึงอยากจะเตือนว่า "ศาสนา เขาไม่มาตอบสนอง นิสัย กิเลส ความอยาก ของเราท่านหรอก"

พระภูมี ไม่เอาธรรมของท่าน มาเป็นขี้ข้า แลศาสนา ก็ไม่ได้เป็นหนี้ท่านมาแต่ชาติปางใด อย่างเก่งก็แค่ข้าวในบาตร ของพระภูมีและสาวก เท่านั้นเอง

คนมาหาศาสนา จะประสพผล ย่อมต้องเป็นผู้ที่ยินดี แล้วจึงมา ฟังเหตุผล พิจารณา แล้วจึงให้ธรรมนำตน เพื่อยังผล

มาแล้วไม่ลด หาความสงบ อันเป็นเอกลักษณ์ของศาสนาไม่ได้เลย ไม่มีที่เว้น เพื่อควบคุมนิสัยอันใดเลย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การมาก็เสียเวลาเปล่า เสียเงินเสียทองเปล่า เสียทั้งคนมา และเสียทั้งคนให้สมุนไพร .... สรุปแล้ว มาทำไม ไปหาที่อื่นที่นิสัยตนเองชอบไม่ดีกว่าหรือ สมุนไพรก็เก็บไว้ให้คนที่อยากได้ อยากทำตน อยากหาย

เวลาตาย ก็จะได้ไม่มีข้อครหา ซึ่งกันและกัน ไม่ชอบก็ต่างคนต่างไป ในที่ตนชอบ จะมาฝืน ถึงเวลา ความจริงมันก็ฟ้อง ใครไม่รู้ ก็บอกว่า ดูซิคนนี้ไปทานสมุนไพร ทานจนตาย ไม่เห็นหาย .. ทั้งที่ผู้พูดไม่รู้เลยว่า คนที่ตายเขามีพฤติกรรมเยี่ยงไร

ฉะนั้น จะให้ศาสนา มาตามนิสัยเราท่าน คงเป็นไปไม่ได้ อยากหายโรคไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะสาหัสสักเพียงไหน หลวงพ่อนิพนธ์ทำให้เห็นมามากมาย ปัญหาอยู่ที่ตนของเรา พฤติกรรมที่ทำ ตามใคร ตามอะไรอยู่ ตามธรรมหาสุข หรือ ตามกรรมหาทุกข์ ผลมันย่อมรุ้แก่ใจตน ว่าเลือกเดินทางใด

นี่แลศาสน์จึงเรียกว่า เป็นศาสตร์ที่รู้ได้เฉพาะตน เพราะตนเท่านั้นแลรู้ดี ว่า ตนของตนนั้นเดินตามอะไรอยู่ หายไม่หาย ไม่ต้องถามใคร ตนของตนมีคำตอบให้ตน ตั้งแต่เริ่มแล้ว

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

แน่กว่าเขาหรือ

สิ่งที่พึงเห็นได้ชัด แต่หลายคนกลับมองไม่เห็น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นแหละ กรรมมันบังตา บังใจ ทำให้หลง

คำถามหนึ่งที่ถูกถามเมื่อครั้งถ้ำกระบอก นั่นคือ "การสวดมนต์"

ในเมื่อการกระทำนี้ดี ทำไมไม่สวดมนต์ทั้งวันทั้งคืน เพื่อไปนิพพาน

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นิสัยท่าน ชอบปลีกวิเวกเป็นทุนเดิม ดังนั้น จึงชอบไปนั่งสวดมนต์หลังถ้ำ ไม่ยุ่งกับใคร เป็นกิจวัตร

คำตอบที่ได้จากแม่ชีเมี้ยน คือ คำถามที่ย้อนกลับมาว่า ท่านเคยได้ยินว่า ฤาษีตนใด สามารถเข้านิพพานได้บ้าง ไม่มีเลย ทั้งๆที่บรรดาฤาษีเหล่านั้น นั่งสวดมนต์ภาวนา เคร่งยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าเสียอีก

มิเพียงมีความอดทนที่สูง นั่งข้ามวันข้ามคืน แถมบางตน เคร่งไปกว่านั้นอีก ทานแต่ผลไม้ เห็นพระโคดมเดินผ่าน ก็หัวเราะเยาะว่า ท่านยังทานข้าว ทานเนื้อ ดูเราสิ ทานแต่ผลไม้ ใครจะแน่กว่ากัน

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายคำตอบที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนว่า "กรรมที่ท่านทำไว้แล้ว ทำกับผู้ใดเล่า ทำกับมนุษย์แลสัตว์ เมื่อท่านปรารถนา พ้นทุกข์ จะมานั่งปลีกวิเวก ไม่สนใจมนุษย์แลสัตว์ เลย จะไปได้หรือ"

เหตุที่ฤาษีเข้านิพพานไม่ได้ มากสุด กรรมดีที่ทำ ก็ได้แต่ไปยืนหน้าประตูนิพพาน แต่เข้าไม่ได้ เพราะการทำเช่นนั้น มันเห็นแก่ตัว เอาแต่ตัวรอด นั่นเอง

นี่แหละจึงทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ ต้องปรับเปลี่ยนจากนั่งสวดมนต์ทั้งวัน มาเรียนวิชาสมุนไพร และเดินป่าเก็บสมุนไพร มาทำให้ญาติโยมทาน นับตั้งแต่นั้นมา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า แล้วเราท่านแน่กว่าฤาษีหรือ ทำแบบนั้นได้ไหม ก็ไม่ได้ ขนาดฤาษี ยังไปไม่ได้ แล้วจะไปทำแบบนั้นทำไม ผิดทางแล้ว หากจะหาบุญของพระพุทธเจ้า ต้องหากับมนุษย์และสัตว์

หรือจะใช้เงิน วัตถุสิ่งของสร้างบุญ ก็คงสู้ฝรั่งที่มีเงินมากมายก่ายกองไม่ได้ ถ้าบุญซื้อได้ ฝรั่งก็ไม่ต้องเป็นโรคแล้ว เอาเงินโปรยมาซื้อโรค แต่ความจริงก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ ฝรั่งเป็นโรคก็ตาย รวยแบบ สดีฟ จอร์บ ก็หนีโรคไม่พ้น แล้วเราท่านมีเงินไปแข่งกับเขาไหม ที่จะทำให้หายโรค

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอน ย้อนให้ไปได้รอยของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ อยากได้บุญ ก็ตัดกิเลส ตัดนิสัยตน แล้วก็ไปโปรดสรรพสัตว์ ให้พ้นทุกข์ เป็นพาหนะบุญพาไปนิพพาน

เพลานี้ เราท่านจะมาใช้ธรรมหมวดสมุนไพร ก็เป็นหนึ่งในธรรมของพระภุมี แต่ใช้แล้ว ไม่คิดจะทำตามรอย มันจะไปกันอย่างไรหนอ

ไม่ต้องลด หรือ เปลี่ยนนิสัยอันใดเลย หรือ

ไม่สนสรรพสัตว์ อื่นใดเลยหรือ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เราท่านกำลังทำตนเหนือพระพุทธเจ้าไปเสียแล้ว ดูถูกกรรมซะเหลือเกิน

พวกที่ว่าแน่ หัวเราะพระพุทธเจ้าแลสาวก ว่ามีการกระทำที่ช่างโง่เขลา เบาปัญญา คนเหล่านั้นยังอยู่ แต่พระพุทธเจ้าแลสาวก ไปนิพพานกันหมดแล้ว นี่แล หัวเราะทีหลังดังกว่า

พวกที่อ้างตนฉลาด บอกตนว่า เรานั่งเฉยๆ นอนรอสบายกว่า จะไปทำอะไรตามพระพุทธเจ้าสอนทำไมให้เหนื่อยเปล่า อยากได้บุญ ก็เอาเงินไปซื้อ โน่นเขาบอกทำไอ้โน่น สร้างไอ้นี่ ได้บุญมหาศาล ไม่เห็นต้องเหนื่อยแรง เหนื่อยปาก เหนื่อยใจ อันใดเลย

อุตส่าห์พากายตนมาแหล่งบุญ ไม่ทำอะไร กลับเห็นแก่เงินไม่กี่บาท พาตนไปซื้อของถูก พาตนหลบไปเที่ยวที่เย็นๆ หายร้อน แล้วบอกว่า ให้คนโง่มันทำไป ถึงเวลาเราก็มารับสมุนไพรกลับบ้าน สบายกว่ากันเยอะ

ผลสุดท้ายของพุทธประวัติ ก็คงไม่แตกต่างกัน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า คนที่ทำได้ คือคนรอด คนที่หัวเราะดูฉลาดในวันนี้ วันข้างหน้าไม่รู้อยู่ไหน แต่คนที่ดูโง่ ทำตามคำสอน จะมีเสียงหัวเราะ กินดี มีสุข มีชีวิตไร้โรคาพยาธิ และยังอยู่อย่างแน่นอน รอชมพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่จะประกาศตน

ฝรั่งที่ว่าแน่ มหาเศรษฐีที่ว่ารวยโคตร คนที่เคร่งแสนเคร่ง ไม่รอดสักคน แล้วตัวของเรา มีดีกว่าคนเหล่านั้น หรือ จึงไปใช้วิธีแบบนั้น เพื่อให้รอด

คิดจะหายโรค ทำตามพระพุทธเจ้าสอน แม่ชีเมี้ยนบอก ไม่ต้องใช้สิ่งอื่นใด ใช้นิสัยตนนั่นแล แล้วพากายไปให้สุขแก่สรรพสัตว์ รอดแน่

บทสรุป เรื่องของชีวิต หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า ต้องอาศัยบุญ และจะสร้างบุญ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ชี้ไปที่สรรพสัตว์ ไม่ใช่วัตถุ อย่าไปหวังวิธีการอื่นใด ที่จะทำให้ตนรอด โดยไม่สนนิสัย แลสรรพสัตว์เลย ไม่มีทาง เพราะคู่ต่อสุ้ ไม่ใช่โรค มันคือ กรรม คือ อำนาจ จะสู้ก็ต้องอาศัย ธรรม สร้างอำนาจบุญ จึงจะสมน้ำสมเนื้อ ไม่ใช่ลม อันได้แต่การกระทำ พิธีกรรม ที่คิดเองเออเอง ว่าเป็นบุญ หรือ วัตถุ ยาเคมี ทำเช่นนั้น ได้แต่ฝัน แต่ไปไม่ถึง กว่าจะรู้ ก็ฝาโลงแง้ม คนแล้วคนเล่า ที่เดินเข้าแล้วหามออก ไม่เห็นหรือ

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

สัจจะธรรม

แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าใช้เพื่อการตัดกิเลส ไม่ใช่ศีล หากแต่เรียกว่า "สัจจะธรรม"

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นั่นก็คือนิสัยของพระพุทธเจ้า นั่นเอง

ความหมายของสัจจะธรรม ก็คือ เป็นคนจริง กล่าวเช่นไร ก็ทำเช่นนั้น

แปลความว่า กระทำตนไม่ฉ้อโลก ทำตามสิ่งที่ได้พูดได้กล่าวประกาศไป ผลที่ได้ก็คือ โลกก็จะไม่ฉ้อตนเฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือ กรรมเขาไม่ยุ่ง

เมื่อพระพุทธเจ้าปฏิบัติสัจจะธรรมได้ครบถ้วน นั่นคือ หมดกิเลส ไม่มีนิสัยโลก สามารถอยู่ในสัจจะธรรม ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

เมื่อธรรมหมวดสมุนไพร เป็นส่่วนหนึ่ง แม้นจะไม่มีจุดมุ่งหมาย ให้ถึงซึ่งนิพพาน แต่ก็เป็นการสร้างเชื้อ สร้างนิสัยรอพระพุทธเจ้า นั่นคือ ฝึกให้คุ้นเคย แม้นจะเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า กรรมเป็นของหนัก แลคู่ต่อสู้คือ ธรรม ก็ย่อมเป็นของหนักเฉกเช่นเดียวกัน จึงสมน้ำสมเนื้อ สู้กันได้

ดังนั้น การกำหนดวินัย ให้วางสัจจะ วันละหนึ่งชั่วโมง ก็ไม่ธรรมดาแล้ว หากทำได้สมบูรณ์ ก็เพียงพอ ต่อการหายโรค อย่างแน่นอน

ปัญหาก็คือ เราท่าน ไม่ตระหนัก จึงมีพฤติกรรม ทำของจริง กลายเป็นของเล่น คำประกาศที่กล่าวไป อ้างดินฟ้า อากาศ เป็นพยาน แต่ไม่ทำ ไม่เน้น ไม่ควบคุมตน ให้เป็นคนจริง ทำจริง ดั่งเช่นที่ประกาศไป

อาจจะด้วยเชื่อว่า ตนจะดีได้ ด้วยสมุนไพร แล้วตนก็ทำตามคำสอน ที่เชื่อว่าดี อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อยู่แล้ว นิสัยของพระพุทธเจ้า ที่กล่าวประกาศออกไป ก็กล่าวไปงั้นๆ ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยฟัง ใครสอนให้ทำเช่นนี้ ทำหรือไม่ทำ ก็ไม่เป็นไร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ศาสน์ของพระภูมี ไม่เชื่อ ไม่ว่า ไม่ทำก็ไม่เป็นไร แต่อย่ามายุ่ง เมื่อยินดีเข้ามา ย่อมหมายถึงยอมให้ศาสน์เป็นมือที่สาม นอกจากกรรมดี กรรมชั่ว เข้ามายุ่งในชีวิตตน หากแต่เมื่อยินดีแล้ว ประกาศฟ้าดินแล้ว ไม่ทำ นี่แหละกำลังซวยซ้ำสอง

นิทานเทวทัต ถูกเล่าขานกันนับหนไม่ถ้วน แต่คนฟังแล้วไม่ซึ้ง เพราะคิดเกรงแต่กรรม หากแต่ธรรมนั้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มีคุณอนันต์ ก็มีโทษมหันต์เฉกเช่นกัน นิทานเทวทัต จึงชี้ให้เห็นว่า กรรมอันใดที่กระทำในทางโลก ยังไม่เคยต้องถูกธรณีสูบ แต่กรรมทำกับศาสนา มันหนักจนแผ่นดินรับไม่ไหว

เมื่อหนทางรอดทางเดียว ที่แม่ชีเมี้ยนตรัสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ ให้กลับมาบอกเราท่าน คือ "ลดนิสัยกรรม แล้วนำนิสัยธรรมมาใช้นำตน" แต่พฤติกรรมหลายคน ไม่รู้คุณค่าและโทษ ดังนั้น จึง ประกาศฟ้าดิน แต่ไม่ทำ ไม่เน้น

นี่อันตรายยิ่งกว่าทำกรรม ในทางโลกอีก เพราะตีนกรรม เป็นโรคมา สมุนไพรยังพอช่วย แต่เจอตีนฟ้า หมั่นไส้ กระทืบเอา ไม่ต้องรอเป็นโรค ธรณีสูบเอาง่ายๆ

เราจึงอยากเตือนว่า ไม่พร้อม ก็อย่ากล่าวพล่อยๆ สัจจะของพระภูมี มีชีวิตเป็นเดิมพัน ทำถูกก็ช่วยชีวิตตนได้ ทำผิด โดนทั้งตีนกรรม และตีนฟ้า

"ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่" จึงเป็นคำโบราณ มาจากศาสนาของพระภูมี ในการปฏิบัติสัจจะธรรม นี่เอง ไม่อยากทำ ก็วางเฉย อย่ามายุ่ง บ้านใคร บ้านมัน ดีกว่า ชีวิตยังมีกรรมเป็นพี่เลี้ยง อยู่ได้อีกนาน

ศาสน์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นของจริง มีอำนาจจริง เป็นของหนัก เกินกว่าคนธรรมดาจะรับไหวแน่นอน

นี่จึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงไม่อนุญาติให้คัดลอกบทสวด ไปไว้ที่บ้าน ก็เพราะหากนำไปแล้ว บังเอิญตกหล่น คนในบ้านไม่รุ้ เดินเหยียบ หรือมีพฤติกรรมไม่ควร ผู้นำไปย่อมต้องรับผล จะปฏิเสธไม่ได้เลย การนำไป โดยการจำ จึงปลอดภัยที่สุดนั่นเอง

แค่บทสวด ก็ทับบ้านจนร้อนแล้ว ไม่ต้องพูดถึงสัจจะที่ตนประกาศไป ว่าจะมีน้ำหนักมากขนาดไหน

ของสูง เราท่านยกไว้สูง ก็พาชีวิตเราท่านขึ้นที่สูง ของสูง เราท่านไว้ที่ต่ำ วางแบกะดิน วางกับเท้า เดินถือสมุนไพรแกว่งไปมา อยู่กับหมู ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน เขาเลือกจะมาอยุ่หรือเกื้อกุลคนประเภทนี้หรอก

สัจจะ ที่เราท่านประกาศ เมื่อไม่ทำ มันก็ไม่หนัก เพราะไม่ต้องควบคุมนิสัย แห่งตน ผุ้ใดทำจึงจะรู้ว่า หนักหนาสาหัสเพียงใด กว่าจะประคอง กาย วาจา ใจ ให้ครบชั่วโมง ในแต่ละวัน

คนที่คิดว่าตนฉลาด ก็บอกวางแล้วนั่งสวดมนต์ หรือไม่ก็นอน ก็ได้แล้วไง นอนแล้วจะโกรธใครได้ หากแต่ความจริง ไม่มีเหตุก็ไม่มีผล

การวางสัจจะ อย่างเอาผล จึงมักวางในช่วงที่เราท่านเผชิญเหตุมากนั่นเอง โดยเริ่มทีละช่วงเวลาน้อยๆ

ผู้ทำ จะรู้ว่าหนักสักเพียงใด และจะรู้ว่า การควบคุมนิสัยตนยังยาก จะไปคุมนิสัยผุ้อื่น ย่อมยากยิ่งกว่ายาก ผู้ทำได้จึงเกิดเมตตาธรรม เพราะรู้ดีว่า ผู้อื่นยังตกในนิสัยกรรม ที่ตนทำมา ไม่รู้ธรรม หรือ ทำไม่ได้ จึงน่าสงสารกว่าตนยิ่ง น่าเวทนากว่าตนยิ่ง นั่นเอง

ศาสน์ของพระภูมี จึงเรียกศาสน์แห่งความทุกข์ เพราะเมื่อทำแล้วต้องทุกข์ แต่เป็นการทุกข์กับวินัยธรรม ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ก็ดีกว่าทุกข์กับกรรม เป็นร้อยเท่าพันทวี อย่างแน่นอน

ใครบอกจะมาปฏิบัติธรรม แต่ไม่เคยทุกข์กับวินัยเลย นั่นไม่ใช่ธรรมแล้ว แค่สร้างภาพหลอกให้ดูดี น่าเชื่อถือ แต่ผลแห่งการปฏิบัติ จะเป็นเครื่องชีวัด ทำถูกผลถูกย่อมเกิดช่วยตนได้ ทำผิด จะอ้างตำรา อ้างพระไตรปิฏกสักฉันใด ผลผิดก็ย่อมปรากฏ

อินเดีย เป็นสถานที่เกิด พระโคดม ไม่มีวัดสักวัด ให้เห็น แล้วไปหลงเชื่อได้ไงว่า สร้างวัตถุเป็นบุญ ...

ยังน่ะ ยังไม่สาย หันกลับมา เชื่อแม่ชีเมี้ยน เชื่อพระพุทธเจ้า ... ลดนิสัยกรรมของตน ที่สร้างทุกข์ให้ผู้อื่น มาใช้นิสัยพระพุทธเจ้าให้สุขแก่ผู้อื่น ต่างหาก จึงเป็นบุญ ... ไม่มีหรอก บุญที่สร้างด้วยเงิน ด้วยวัตถุ

คำถามง่ายๆ เจ้าชายอยากได้บุญพาตนไปนิพพาน ... ทิ้งเวียงวังมาทำไม ถ้าสิ่งเหล่านั้นใช้ซื้อบุญได้

อยากหายโรค ทำนิสัย เป็นบุญ ใส่เป็นลูกกระสุนปืนสมุนไพร แล้วเอาไปยิ่งกรรม ยิงโรค นั่นแหละหายแน่ ... ถ้ารอคนช่วยให้หาย รอไปเถอะ ไม่มีทางได้สมหวัง กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอก ก็ตอนฝาโลงมันแง้มนั่นแล ...

อยากหายโรค แต่ไม่เอา "สัจจะธรรม" นั่นคือ ไม่เอานิสัยพระพุทธเจ้า มันก็ได้แค่อยาก ไม่มีทางเป็นจริงไปได้หรอก .. ใครที่ว่าแน่ หมอไหนที่ว่าเก่ง ก็ว่ากันไป อยากรู้นัก จะเก่งกว่ากรรมไปได้อย่างไร

ฟังฝรั่งมันโม้ อวดอ้างทำยารักษาโรค แล้วคนที่ทำมันก็ตายด้วยโรคนั่นแล แค่โรคกระเพาะยังแก้ไม่ได้เลย

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตรองเล่นๆ


ธรรมหมวดสมุนไพร ของพระภูมี มีความโดดเด่น ให้ผลที่เฉียบขาด จนคนหลงใหล แห่แหนกันมามืดฟ้ามัวดิน

ปรากฎการณ์ยืนยัน ไม่ต้องย้อนไปในพุทธกาล แค่ถ้ำกระบอก และสวนสมุนไพรของมูลนิธิไทยกรุณา ก็รู้ได้ว่า เป็นจริงเช่นนั้นแน่

หากแต่สิ่งที่ต้องใคร่ครวญ และหวนคิด คือ ทำไมศาสตร์อันนี้หายไปไร้ร่องรอย จนมายุคปลายสมัย ก็แทบไม่เหลือเค้าโครงให้เห็นอีกเลย

ทั้งๆที่ สิ่งที่นำมาทำเป็นสมุนไพร ก็เป็นของหาง่าย เป็นของพื้นถิ่น มีกันทั่วไป

จะว่าสูตรสมุนไพร เป็นความลับ ก็คงไม่ใช่ เพราะดูจากปัจจุบัน คนที่ทำสมุนไพรให้เราท่าน ก็ล้วนเป็นสมาชิกที่อาสา เข้าไปทำกันทั้งหมดทั้งสิ้น นั่นคือ คนรู้สูตร ก็มีมากหลาย

แม้นแต่ถิ่นกำเนิด นั่นคือ ถ้ำกระบอก สูตรตำรา ก็มีมากมาย เก็บไว้เต็มตู้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า ศาสตร์สมุนไพร แฝงไว้กับอำนาจบุญ นั่นเอง

หากไร้เสียซึ่งอำนาจบุญ สมุนไพรที่ทานก็ไร้ค่า เสมือนคลื่นวิทยุที่ส่งออกไป แต่ไร้สถานีรับ คือ ไม่มีเครื่องวิทยุไว้รับคลื่นนั้น คลื่นที่ส่งออกมา จึงสื่อถึงกันไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักใช้คำว่า ธรรมหมวดนี้ "ตบมือข้างเดียวไม่ดัง"

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นย้ำว่า ประตูแห่งความสำเร็จ นั่นจึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรม หรือ คุณสมบัติ ว่าการกระทำ หรือตัวกระทำ เป็นเช่นไร ทำตัวเป็นใบหยก ประดับกิ่งทอง หรือ ทำตัวเป็นใบตำแย

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมเมื่อเวลาผ่านไป ศาสตร์อันนี้จึงถูกกลืน ไม่มีผู้คนอยากเรียน อยากทำ เพราะทำก็ต้องทำให้ หามาให้ แถมยังต้องมารองรับนิสัยผู้ที่มารับอีก นั่นเอง

ความจริงจึงปรากฎว่า แม้นศาสตร์สมุนไพร ธรรมของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จะดีสักฉันใด ก็ช่วยใครไม่ได้เลย หลวงพ่อนิพนธ์ได้แต่ชี้แนะ ช่องทางบุญ อยากได้ต้องทำเอง ใครก็ช่วยใครไม่ได้

สถานที่นี้หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า พูดความจริง ไม่มีมุมมืด บิดบัง อำพราง ใครที่มาหวังพึ่งผู้อื่น ไม่กระทำตน หรือเปลี่ยนแปลงตนอันใดเลย นั่นย่อมหมายความว่า ไม่ทำตนเป็นสถานีรับซึ่งอำนาจ การมาก็ไร้ค่า ความหวังก็กลายเป็นฝันที่ไม่อาจเป็นจริงได้อย่างแน่นอน

ที่น่าเสียดาย ก็คือ สมุนไพรเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสในการช่วยตน แต่หลายคนปล่อยผ่าน มาทานแล้วพอดีขึ้น ก็ไม่ทำอะไร จนเวลาหมดลง ทีนี้กรรมเขาจะเล่น จะหวนมาทำ สภาพของตนก็ทำไม่ได้แล้ว

อย่าไปพูดแค่ครึ่งๆกลางๆ ธรรมหมวดสมุนไพร จะดีและโดดเด่นแก่ผู้ใด ผู้นั้นต้องประพฤติธรรม สร้างบุญ ด้วยการลดนิสัยตน มาใช้นิสัยพระพุทธเจ้า หาไม่แล้ว การทานสมุนไพร ก็ไม่ช่วยให้รอดพ้นได้หรอก

ไม่ใช่ใครทานก็ดี ไม่ใช่ ไม่ใช่ ยืนยัน นอนยัน นั่งยัน

แลที่สำคัญ เมื่อเวลาของสมุนไพรหมดลง คือสมุนไพรมาส่งจนถึงที่ต้องพึ่งตนเอง ทำเอง สร้างบุญไว้ช่วยตนเองแล้ว ไม่ทำ ถึงวันนั้น ก็คือ การหวนคืนของโรค อาจไม่ใช่โรคเก่า ที่ย้อนมา หากแต่ถึงเวลานั้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สมุนไพรก็ไม่ช่วยอะไรแล้ว

ครั้งแรก สิ่งที่เกิด ทำเพราะไม่รู้ หากแต่ครั้งนี้ สิ่งที่เกิด ทำทั้งที่รู้ นั่นเอง

เราจึงอยากเตือนว่า อย่าทานจนเพลิน เวลาหมด กลับตัวจะทำ บุญที่สร้างก็ไม่พอที่จะช่วยตน เรือชีวิตของตน มันรั่วจนอุดไม่ไหวแล้ว รอจมอย่างเดียว ใครก็ช่วยไม่ได้

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

โรคที่ไม่ใช่โรค


ความลึกลับซับซ้อนของจักรวาล หากไม่มีแม่ชีเมี้ยนที่ซึ่งนำความรู้ของพระภูมีมาเล่าให้ฟัง ก็คงดำมืด หลงทางเหมือนคนทั่วไปนั่นเอง

แค่โรคตายธรรมดา ที่พบเห็นกันเกลื่อนกลาด มีผู้เก่งกล้าสามารถอวดตนว่ารักษาได้ช่วยได้ ไม่ว่าหมอจริง หมอเก๊ เข้าทรง องค์เจ้า สารพัน ... แต่ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดได้หรือ

สถิติการตายย่อมเป็นผลที่บ่งชัดว่า ความจริงเป็นเช่นไร แลยิ่งประเทศที่คุยโม้โอ้อวด เป็นผู้ก้าวหน้าทางวิทยาการ สามารถค้นคว้าและผลิตยารักษาโรค (โรคตาย) ได้ แต่ตัวเลขการตายของโรค สำหรับประชากรของตน ยิ่งวันยิ่งเพิ่มพูน ... ฟ้องภาพให้เห็นชัดว่าลวงโลก

หากแต่คนไม่ยอมรับความเป็นจริง ก็ยังสร้างฝัน ว่ายานั้นจะรักษาตนหรือคนที่ตนรักได้

ศาสตร์ของพระภูมี เป็นความจริงของจักรวาล แลธรรมของพระองค์ มีอำนาจมหาศาล แต่มีวงเล็บ ทุกคนใช้ได้ แต่ได้ผลเฉพาะกับคนที่ทำคุณสมบัติ ตามฟ้าดินกำหนดได้ เท่านั้นเอง

แค่ปัญหาโรคอย่างเดียว มนุษย์ก็จนตรอกแล้ว นั่นคือหายารักษาโรคไม่ได้ ทำได้แค่เพียงระงับอาการชั่วครู่ชั่วยาม เท่านั้นเอง

ศาสตร์ของพระภูมี จึงมีวงจำกัด ใช้เฉพาะกลุ่มคนที่อยากได้ แล้วทำตน ตามคำสอน ไม่วุ่นวาย ตีฆ้องร้องป่าวให้คนแห่แหนมา อวดตนว่าวิเศษรักษาได้

โรคทั่วไป เมื่อมาใช้ธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็ทำให้ทุกคนมีโอกาสช่วยตนได้

ด้วยเหตุแห่งที่มาของโรคคือ กรรมที่ทำมา

แต่สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์เตือนให้พึงระวัง นั่นคือ โรคที่ไม่ใช่เหตุแห่งกรรม เหมือนอดีตเก่าก่อน

โรคเหล่านี้ เกิดหลังจากการฟื้นฟูตนจนหายดีจากโรคเดิมแล้ว

มูลเหตุแห่งโรค จึงไม่ใช่มาจากกรรมทำให้เกิดเท่านั้น หากแต่ต้นเหตุจริงๆ คือ นิสัยตน นำเกิด

โรคประการหลังนี้ จึงเรียกว่า โรคที่ไม่ใช่โรค

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เพราะโรคดังกล่าว เกิดจากพฤติกรรม ทำทั้งๆที่รู้เรื่องของศาสนา เรื่องของบาป ของกรรม ของบุญ แล้วนั่นเอง จึงเรียกโรคเหล่านี้ว่า "โรคนิสัย"

ดังนั้น ใครก็ตามที่มาใช้ธรรมหมวดสมุนไพรแล้วไซร้ ต่อมาเกิดโรคกับตนอีก หรืออาการอื่นใดอีก ที่เป็นโรคพัก หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า บุคคลเหล่านั้น ไม่สามารถที่จะใช้ศาสตร์สมุนไพรเพื่อช่วยตนได้อีกต่อไป

ด้วยเหตุแห่งโรค มาจากนิสัย นั่นเอง โรคที่ไม่ใช่โรคเหล่านี้ สมุนไพรจึงช่วยไม่ได้ การจะช่วยตน มีหนทางเดียวคือ เปลี่ยนนิสัย มาใช้นิสัยของพระภุมี

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ศาสน์ของพระภูมี เป็นศาสน์แห่งปราชญ์ เมื่อใช้อำนาจช่วยผู้ใด ย่อมมุ่งหมายซึ่งคนดี เป็นสำคัญ ดังนั้น การช่วยจึงมีชนักปักกลางหลังทุกตัวคน หากไม่เปลี่ยนนิสัยแล้วไซร้ ย่อมไปไม่รอด นั่นคือ นิสัยตนจะทำให้เกิดโรคหวนคืนกลับ

ศาสตร์อันนี้ จึงบังคับกลายๆ อยากจะให้ชีวิตตนปลอดภัย จึงต้องกลายเป็นคนดี โดยปริยายนั่นเอง

ใครที่คิดว่าตนฉลาด จะมาหลอกกินสมุนไพร หายแล้วก็ไปลับ ไม่สนใจ ไม่คิดจะเปลี่ยนพฤติกรรมอันใดเลย บางทีเลวร้ายกว่าเก่า เพราะลำพองที่มีสมุนไพร ... ฝันไปเถอะ

แลเมื่อใด ที่เกิดโรคหวน อันเป็นโรคที่ไม่ใช่โรคแล้ว อะไรก็ฉุดไม่อยู่ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า จะมีลักษณ์ะที่ไปเร็ว เพราะกรรมเขาจะไม่ให้โอกาส หรือวันเวลา นั่นเอง

เราจึงไม่แปลกใจเลยว่า เมื่อห่างไกลจากยุคของพระภูมีแต่ละพระองค์ ศาสตร์สมุนไพรจึงเลือนลางและจางหายไป ตามความเชื่อ ความศรัทธา ที่มีต่อพระพุทธเจ้าที่ถอยลง นั่งเอง

เราจึงย้ำคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่กล่าวบ่อยๆว่า สมุนไพรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติสร้างมาคู่กับโลก มีวิญญาณรับรู้ เคล็ดของจักรวาล อยู่ที่พฤติกรรมของคนทาน นั่นเอง จะทำให้สมุนไพรมีฤทธิ์เสมือนยักษ์ในตะเกียงวิเศษ หรือ ของที่ทานผ่านมาก็ผ่านไป ไม่ให้ค่าอะไรเลยแก่ตน ได้ทั้งนั้น

ความวิเศษของสมุนไพร คือ ความวิเศษของคนผู้นั้น นั่นเอง ที่ทำตนเหนือโลก มีที่เว้น มีนิสัยพระภูมีในตนมากน้อย ความธรรมดาของสมุนไพร คือ คนธรรมดานั่นเอง ที่บรรเลงทุกสิ่งอย่างไปตามนิสัยตน ทุกเวลา ทุกสถานที่

การทำสัจจะ หรือ ทำนิสัยพระพุทธเจ้า จึงสำคัญยิ่ง ... หากเป็นโรค มาทานสมุนไพร ก็พอทำเนา หากทานสมุนไพร แล้วกลับไปเป็นโรค อะไรก็ช่วยไม่ได้แล้ว

หายโรคไม่ใช่เรื่องใหญ่ "นิสัยตน" นี่สิเรื่องใหญ่

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

ทำได้


ภาพที่เราท่านมักจะเห็นกันดาษดื่นในชีวิตประจำวัน อาทิ เช่น ชาวอิสลาม ทำละหมาด ๕ เวลา ในแต่ละวัน ชาวคริสต์เข้าโบสถ์ ทุกวันอาทิตย์ แม้นแต่เจ้าพ่อเจ้าแม่ ยังมีพิธีบูชากันเป็นประจำ

แลภาพที่เจนตาสำหรับคนไทย นั่นคือ การยกมือไหว้ หรือ บีบแตร เมื่อผ่านสถานที่ ที่ตนเองนับถือ หรือ เชื่อถือ ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจ ช่วยตนได้

ศรัทธาอันมากหลาย ต่างลัทธิ ต่างศาสนา เคร่งบ้าง หย่อนบ้าง ว่ากันไป และที่แสดงออกอย่างมากมาย ก็มีให้เห็น เช่นการก้าวเดินสามก้าว และก้มลงกราบหนึ่งครั้ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนถึงจุดหมายในทิเบต

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า อำนาจธรรม ของพระพุทธเจ้าเป็นของจริง มีจริง ช่วยตนได้ เพียงแต่เป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคย หากนำพฤติกรรม หรือ ศรัทธา ในสิ่งต่างๆที่ตนมี มาใช้กับศาสนาบ้าง ผลที่ได้ก็จักมหาศาล ช่วยตนได้อย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า การแค่ช่วยตนให้หายโรค นั้นถือว่าง่ายดายยิ่ง หากเทียบกับการทำตนให้หมดกิเลส จนไปนิพพานได้

แลพระภูมีก็บัญญัติว่า เพียงแค่ลดกิริยา และนิสัยลงเป็นบางสิ่งบางอย่าง เท่านั้นก็พอช่วยตนให้หายโรคได้แล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเปรียบให้ฟังว่า หากผู้ใด ทำเฉกเช่นเดียวกัน จะเกิดอะไรขึ้น คนผู้หนึ่งเดินผ่านศาลพระภูมิ หรือต้นไม้ ที่กล่าวกันว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกครั้งที่ผ่าน จิตก็สั่ง กายก็ยกมือไหว้ โดยอัตโนมัติ เป็นสัญชาติญาณ

หากแต่สิ่งที่ทำ นั้นกระทำกับสิ่งที่ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีอำนาจ ผลแห่งการไหว้นั้นจึงไม่ช่วยอะไรตนเลย

หากพฤติกรรมเดียวกัน เกิดกับเขตพัทธสีมาของพระภูมีเล่า คนผู้หนึ่งกิริยาเปลี่ยนไปทันที เมื่อเข้าเขตของพระภูมี หรือ ของศาสนา จากตลกโปกฮา กลายเป็นสงบ จากเอานิสัยตนนำ มาใช้นิสัยพระพุทธเจ้านำ นอกชายคา แทบจะฆ่ากันตาย เข้าเขตปุ๊บ เดินกอดคอกันปั๊บ อะไรจะเกิดขึ้น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อเราท่านปรารถนาจะให้กรรม ที่ปกครองโลกนี้ ให้ละเว้นซึ่งผลแห่งการกระทำแห่งตนของเรา ไม่ให้เกิด ไปตีหัวเขาไว้ ก็ไม่อยากให้หัวเราเจ็บ เราท่านก็ต้องทำตน มีที่เว้นเฉกเช่นเดียวกัน

เมื่อศรัทธา ทำให้คนทุกคน ทำในสิ่งที่เชื่อ แม้นสิ่งนั้นจะไม่มี ก็ยังทำได้ หากพิจารณาคำสอน แล้วเชื่อ ก็ทำไมเล่าไม่สร้างศรัทธา แล้วทำเล่า

ผู้ทำได้ จึงกลายเป็นคนไม่ธรรมดา เหนือคนทั้งโลก เพราะมีที่เว้น มีวันเวลาที่เว้น ปกติอารมณ์โกรธ โมโหคนง่าย ชั่วโมงหนึ่ง ถวายแก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คนผู้นั้น กลายเป็นคนสงบ ไม่โกรธคนง่าย

ผลแห่งการทำได้ จึงกลายเป็นบุญ แลส่งผลให้เวรกรรมเขาละเว้นได้ เพราะได้ใช้โดยการทุกข์กับวินัยธรรมไปแล้วนั่นเอง หัวที่จะแตกจะเจ็บ เพราะกรรมตีหัวเขา จึงผ่านได้ โรคร้ายที่เป็น จึงหายได้

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า เมื่อเจอศาสนาอื่น ความเชื่ออื่น เราท่านยังทำตามได้ ยามนี้มาเจอศาสนาพุทธ ของพระพุทธเจ้า ก็เชื่อได้ว่า หากปรารถนา ย่อมทำได้เฉกเช่นเดียวกัน

คำถามที่ถามว่า จะหายไหม จึงไม่ขึ้นอยู่กับอาการ สภาพที่เป็น หรืออายุ เมื่อมาใช้ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงขึ้นกับปัญญา พิจารณาสิ่งที่ฟัง เชื่อ สร้างศรัทธา แล้วทำตามได้หรือไม่ โดยมีสมุนไพรเป็นพี่เลี้ยง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นชัดในศาสตร์อันนี้ว่า ใครก็ช่วยใครไม่ได้ อยากช่วยตน ใครทำ ใครได้ ผู้ทำได้ นั่นหมายถึงคนผู้นั้นยอมทุกข์กับวินัยธรรม เมื่อใช้ทุกข์แล้ว คนผู้นั้นย่อมหายโรคแน่นอน จะทุกข์กับโรคอีกได้อย่างไร เมื่อใช้หนี้กรรมหมดแล้ว ด้วยการใช้เงินบุญที่ตนทำได้นั่นเอง

ศาสตร์อันนี้จึงสอนให้คนเป็นปราชญ์ ดูปุ๊บก็รู้ปั๊บ คนนั้นจะรอดไหม ก็ดูกิริยา ดูพฤติกรรม คนผู้นั้น ยามอยู่ในเขตพัทสีมา ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดนั่นเอง เหมือนคนเดินผ่านหน้าศาลไหม เข้าห้องสวดมนต์ เข้ากระโจม รับสมุนไพร ... นิสัยพฤติกรรม ไม่เปลี่ยน เขาผู้นั้นก็คือ คนธรรมดา กรรมเขาไม่เว้นหรอก คนที่กรรมจะเว้น มันต้องไม่ธรรมดา

พระพุทธเจ้า จึงได้ชื่อว่า "มนุษย์เหนือโลก"

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44