วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ลดความอ้วน

สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มีครอบคลุมทุกอาการที่พึงเกิดของมนุษย์ หากแต่ความไม่พร้อมจึงทำให้สมุนไพรหลายสูตร ไม่เคยได้ออกนำมาทำให้เลย

สำหรับคนอ้วน สัปดาห์ก่อนหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ท่านไปพบสมุนไพรในการไปเยือนที่ทวาย ก็อยากจะทำให้ จึงมีคนสอบถามเจ้าหน้าที่กันมาก ก็จะแจ้งว่า ท่านยังไม่มีโอกาสได้ทำ

คำแนะนำของท่าน ที่สามารถใช้ได้ที่กล่าวในสัปดาห์ก่อนหน้า คือ ทานยามะพร้าวทุกวัน พร้อมกับทานสมุนไพรลูกกลอนดำ ก็จะช่วยรีดได้ระดับหนึ่ง แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

หากแต่สมุนไพรที่ลดความอ้วน จะมีสรรพคุณที่ใช้รีดไขมันผ่านรูขุมขน เรียกว่าผอมได้ในวันเดียว

หากสมุนไพรตัวนี้ได้มีโอกาสได้ทำแจก ก็อยากจะบอกเตือนว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมนั่นคือ ที่นอน

เพราะเมื่อทานสมุนไพรตัวนี้แล้ว ร่างกายจะรีดไขมัน ออกทางขุมขน ทั่วทั้งร่างกาย นั่นหมายถึงว่า ไขมันทั้งหมดที่ออกมา จะทำให้เสื้อผ้าชุดนอนชุมน้ำมัน รวมทั้งเบาะที่นอนด้วยนั่นเอง เรียกได้ว่า ทิ้งได้เลย

ปริมาณไขมันที่สมุนไพรรีดออกมา นับเป็นสิบหรือหลายสิบกิโลในคราวเดียว แต่ก็จักไม่มีสภาพร่างกายอิดโรย ให้ปรากฎ และก็จักไม่กลับมาอ้วนอีก

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกระเซ้าคนที่ทานสมุนไพรตัวนี้ นั่นคือ ต้องเตรียมเงินไว้เยอะๆ.... ก็เพราะไม่เพียงต้องเปลี่ยนที่นอน แต่ที่สำคัญกว่าคือ เสื้อผ้าเก่าจะไม่สามารถใส่ได้นั่นเอง

อยากหายอ้วน ไปพม่ากัน

น้ำหนัก

สรรพสิ่งที่ทำ แม่ชีเมี้ยนเรียกว่า ตัวกระทำ เมื่อทำแล้วไม่ตาย และที่สำคัญ ผู้อื่นจะมาลบล้างไม่ได้เลย และสิ่งนี้จะกลายเป็น พรหมลิขิตที่รอเราในภายหน้า

ดังนั้น ใครจะเกลียดผู้อื่นสักปานใด แม้นจะสั่งฆ่า สาปแช่งสักปานใด ก็หาทำให้คนผู้นั้น ตายลงได้ หรือเป็นไปตามความอยากให้เป็นได้ไม่ หลวงพ่อนิพนธ์จึงเรียกสิ่งนี้ว่า "กรรมศักดิ์สิทธิ์"

เมื่อมองในเรื่องโรคภัย การกระทำของฝรั่งที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาเหนือกว่า ชนชาติอื่น ก็อาศัยสิ่งนี้ เรียกว่า เป็นการหากินกับพรหมลิขิต นั่นเอง เพราะตราบใดที่คนผู้นั้นยังไม่ถึงที่ จะทานยาเม็ดละบาท หรือเม็ดละล้าน หรือไม่ทานเลย ก็หาถึงที่ตายไม่

และที่เนียนกว่า ดั่งตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้เห็น อาทิ เมื่อมีบาดหรือเกิดแผลขึ้น ฝรั่งให้ทายา แล้วบอกว่ายาทำให้แผลหาย แต่เมื่อเป็นเบาหวาน ทาเท่าไรก็ไม่หาย นั่นคือ ความสามารถของตัวเราท่านนั้นเอง ที่เป็นผู้รักษา อาการของแผลนั้นๆ แม้กระทั่งกระดูกหัก จะเห็นว่าคนโบราณ ใช้น้ำมันนวด จัดกระดูกเข้าที่ แล้วดามรอร่างกายประสานกระดูกให้ดีดั่งเดิม หมอสมัยนี้ก็โมเมว่า ยาดี ทำให้กระดูกสมาน

และกรณีของกรรมการท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจใหญ่ปัจจุบันอายุก็เกือบ ๘๐ ปี ประสพอุบัติเหตุไหปลาร้าหัก หมอวินิจฉัยว่า อายุขนาดนี้ ร่างกายไม่สามารถประสานกระดูกเข้าด้วยกันได้แล้ว จึงไม่ทำการผ่าตัดและดามเหล็กเหมือนกรณีทั่วไป ได้แต่จัดกระดูกแล้วใส่เฝือกอ่อนดามด้านนอก และห้ามออกกำลังโดยเด็ดขาด

ผ่านการทานสมุนไพรสามเดือน นายตำรวจไปให้หมอตรวจร่างกาย หมอก็ต้องประหลาดใจที่คนอายุขนาดนี้ ร่างกายประสานกระดูกได้อย่างไร ... นี่แหละเป็นสิ่งยืนยันว่า ขึ้นกับร่างกายว่ามีความสามารถหรือไม่ หาใช่ยาหมอ ยาฝรั่งไม่

เมื่อกรรมหรือตัวกระทำ มีน้ำหนัก และมีวันเวลาที่รอเราในภายหน้า ถึงเวลามาเองไม่ต้องเชิญ ในทางตรงกันข้าม แม่ชีเมี้ยนก็สอนว่า ธรรมก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีน้ำหนัก

พระภูมี ไม่ทรงบัญญัติศีล เพราะเมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่มีวันทำได้ แม้แต่ศีล ๕ ก็ตามที ก็หนักเกินกว่ามนุษย์คนใดจะทำได้ ยิ่งทำตลอด ๒๔ ชั่วโมงด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีทางทำได้เลย เมื่อทำไม่ได้ ก็จะท้อในการกระทำ และไม่ทำอีก

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเล่าพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าแม้นจักมีความระแวดระวังสักฉันใด ก็ยังทรงมีการกระทำฆ่าสัตว์ โดยไม่เจตนา ในยามที่ท่านเดินไปสถานที่ต่างๆ สรรพสัตว์ที่อยู่ใต้ใบไม้บ้าง ในดินบ้าง และสัตว์นั้น ก็มีอภัยให้พระพุทธเจ้าบ้าง ไม่ให้บ้าง

ด้วยกรรมอันนี้นี่เอง ถึงเป็นพระพุทธเจ้า ก็ยังทรงมีอาการปวดเมื่อย และเมื่อจะดับขันธ์ ก็ทรงใช้กรรมเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการอาเจียนเป็นพระโลหิต ทำให้พราหมณ์ ที่ต้องการแต่งเรื่องนำไปอ้างว่า ทรงพระประชวร และโมเมหมอชีวิกขึ้นมา ... นั่นเอง

เมื่อธรรมมีอำนาจ มีน้ำหนัก บทสวดที่แม่ชีเมี้ยนให้หลวงพ่อนิพนธ์นำมาให้ญาติโยมสวด ก็มีน้ำหนัก จึงเป็นเหตุผลว่า เพื่อป้องกันการกระทำที่ไม่ควร ก็ไม่อนุญาติให้ถ่ายหรือนำกลับไปบ้าน เพราะกรรมเดิมก็หนักอยู่แล้ว หากโดนกรรมอันเกิดจากการทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ต่อบทสวดด้วยแล้ว จะยิ่งไปกันใหญ่ และที่สำคัญ ไม่มีอะไรช่วยได้ เพราะสิ่งที่ทำผิด หาใช่กรรม แต่เป็นธรรมที่จะใช้ช่วยตนด้วยนี่ซิ

แม่ชีเมี้ยน จึงสอนแนวทางการปฏิบัติธรรมของพระภูมี โดยการวางสัจจะ หรือข้อกำหนด เป็นข้อๆ บางสิ่งบางอย่าง เริ่มจากสิ่งที่พอทำได้ ทีละน้อย และค่อยๆเพิ่มน้ำหนักขึ้น

บทบัญญัติของญาติโยม ในอดีต หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เริ่มจากการกระทำที่ไม่ทำลายศาสนาเป็นประการแรก ไม่ซื้อขาย ไม่ส่งเสริม ไม่ถวายเงิน ในขณะที่คนไข้ยาเสพติด ก็มักจะเริ่ม ด้วย การที่จะไม่เสพ ไม่ขาย ไม่ส่งเสริม

และบทในการตัดกิเลส มักจะเริ่มจากการทำไม่โกรธ นับจากหนึ่งชั่วโมง ค่อยๆ ฝึกไป

และเริ่มฝึกการกระทำ เพื่อให้เกิดความสงบได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ก็ต้องเริ่มจากการสวดมนต์ นั่งกรรมฐานฟัง พระ บังคับหรือลดกิริยาลง .... ถ้าเบื่้องต้นนี้ทำไม่ได้ ก็คงมองได้ว่า ไม่สามารถต้านทานกิเลสนิสัยใดๆ ของตนได้เลย เส้นทางสายนี้ ก็ไม่มีวันประสพผล จะมาสักฉันใด ก็ไร้ผล หรือที่พระภูมีทรงตรัสเรียกบุคคลประเภทนี้ว่า คนดิบที่เกินกว่าธรรมของท่านจะทำให้สุกได้แล้วนั่นเอง

อยากรู้ธรรม จึงไม่ใช่พิจารณานี่นั่นโน่น หากแต่พิจารณานิสัยตน ที่จะมาเป็นมารผจญ ยามที่เราอยู่ในกรรมฐาน เพื่อเดินตามพระภูมี สร้างบุญ ก็คือ สร้างความสงบ และยามนั้นท่านจะเห็นกิเลสนิสัย ที่มาสารพันรูปแบบ ไม่ว่า ความเมื่อย ความปวด ความอยากที่แปรมาหลายรูปหลายแบบ เพื่อให้ละออกจากความสงบ หรือกรรมฐาน ที่จะสร้างบุญให้ตน

ใครอยากลองแนวทางนี้ อยากพิสูจน์ ก็ลองจุดธูปไหว้แม่ชีเมี้ยน ไหว้พระพุทธ ลองทำไม่โกรธในเวลาที่ยุ่งที่สุดของชีวิตตน สักวันละหนึ่งชั่วโมง แค่ช่วงสั้นๆ ๗ วัน แล้วก็จักเห็นความจริงข้อนี้

แล้วจะรู้ว่า แค่ชั่วโมงเดียวก็หนักสาหัสแล้ว คนถ้ายอมรับความจริง แบกศิลห้า ๒๔ ชั่วโมง ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า กิจกรรมบำบัดยาเสพติด ทำไมจึงต้องใช้พระ ก็เพราะต้องใช้สติอย่างมาก เมื่อเจอกับคนไข้ ที่เรียกได้ว่า กวนตีนสุดยอด กวนโอ๊ยที่สุด และที่สำคัญ ควบคุมตนไม่ได้ด้วยนั่นเอง .... สิ่งเดียวที่จะกำหราบอาการเหล่านี้ คือ คุณธรรม และความเมตตา เป็นสตินั่นเอง ที่ใช้เป็นน้ำหนักกดทับ




วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ดอกบัวเป็นกงจักร


กรรมมีอำนาจ ดลบันดาลให้เห็นผิด เห็นดอกบัวเป็นกงจักร

ได้ยินคำสอนนี้ในหัวทันที เมื่อได้ยินได้ฟังสมาชิกหลายท่านที่มา พูดว่า มาที่นี่เสียเงิน เสียเวลา ยิ่งเวลาเข้าสวดมนต์ ก็ไม่รู้พูดอะไร เบื่อฉิบหาย น่าจะแจกๆ แล้วกลับ

เมื่อดูคนไข้พม่าท่านหนึ่ง ที่เรียกว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลของพม่า มีลูกสาวจบด๊อกเตอร์จากอังกฤษ เป็นเจ้าของโรงพยาบาลใหญ่ หากแต่อาการที่เกิด หมอที่ไหนทั่วโลก ที่ว่าแน่ ก็ไปมาแล้ว จนท้ายที่สุด คำแนะนำคือ ต้องอยู่ในห้องพระตลอดเวลา ห้ามนั่งรถ ห้ามทำให้ตื่นเต้น เพราะจะทำให้ตายได้ทุกเวลา

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์รับคำเชิญของลูกสาว ไม่ดูอาการและจัดสมุนไพรให้ ผ่านไปสองสัปดาห์ ทนความคิดถึงหลวงพ่อนิพนธ์ไม่ได้ ไม่กลัวตาย นั่งเครื่องบินจากย่างกุ้งมาทวาย นั่งรถจากทวาย ร้อยกว่ากิโล มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ด้วยความรัก และอยากพบ ได้กราบได้นั่งคุย แล้วรู้สึกดี สบายใจ และที่สำคัญ ปลอดภัย

คนใกล้ชิด ล้วนแต่ตื่นตระหนก เพราะกลัวจะเกิดดังคำของหมอ

ผ่านไปเดือนหนึ่ง ความคิดถึง ก็มาเยือนอีก วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็จึงบินมาอีก นั่งรถทางไกลอีก ไม่สนคำหมอ หากแต่รู้สึกว่า อยากมาหา อยากมาพบ อยากมากราบ ได้ทำแล้วเป็นสุข

สถานที่นี้ ทำให้คนไข้พม่า มาแล้วเป็นสุข เป็นสถานที่ที่เมื่อมาแล้ว รู้สึกปลอดภัย จึงดิ้นรนเดินทางไกลมา ทั้งที่สภาพร่างกายยังไม่ดี บ้านที่เป็นเหมือนวัง ก็กลายเป็นที่อยู่แล้วร้อน ต้องหนีมาพึ่งไอเย็น ของร่มโพธิ์

ในขณะที่คนพม่าที่มา มักจะมีแวว มีอาการเช่นนี้ให้เห็น กระตือรือล้นที่จะได้มา มาแล้ว ก็ไม่อยากจะกลับ อยู่ให้นานที่สุด ได้ฟัง ได้คุย กับหลวงพ่อนิพนธ์ รู้สึกได้ถึงความสุข แต่คนไทยหลายคนที่มา กลับเห็นสถานที่นี้ เป็นที่สร้างทุกข์แก่เขา ทำให้เสียเงิน ทำให้เสียเวลา ทำให้ ......

ไม่น่าแปลก ที่คณะของชาวพม่าทุกคน ล้วนแต่ได้รับผลที่เรียกว่า ปาฏิหารย์ เกิดกับตน

เราจึงได้แต่สงสัย สถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้ ... ให้แต่สิ่งดี สิ่งมีมงคล หาที่ไหนไม่ได้ ที่สำคัญ ให้ชีวิต ... กลับกลายเป็นที่ถูกคนมองว่า มาแล้วเสียได้อย่างไร

ดอกบัวเมื่อเห็นเป็นกงจักรเสียแล้ว กรรมมันบังตา ทำให้การเสียที่น้อยนิดของตน ใหญ่ขึ้น พองขึ้น บดบังค่าของชีวิต และสิ่งดีที่จะได้รับ

ก็ไม่แปลก สำหรับคนพม่า หลวงพ่อนิพนธ์ คือ พระเจ้า ในขณะที่คนไทยหลายคน แม้นแต่ตัวยังไม่เคยมาดู มาพบ และก็บ่อยครั้ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องถูกคนเหล่านั้นเดินชน

ดินแดนแห่งปาฏิหารย์ ทำสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ ให้ได้เห็นได้สัมผัส ก็เลยต่ำกว่าต้นไม้ริมทาง ที่มีพวงมาลัยมาแขวน ต้องคลานเข้าหา ทั้งๆที่ ไม่มีอะไรเลย หมาเดินยังเยี่ยวรดใส่

ความเสียใจที่เมื่อครั้ง กระทรวงสาธารณสุข ยึดใบอนุญาตในการรักษาผู้ป่วยยาเสพติดกลับไป แม้นว่าท่านจำรูญ แจ้งว่า จะให้หลวงพ่อนิพนธ์เป็นผู้สืบทอด ที่มากมาย ก็กลายเป็นดีใจ เมื่อเห็นพฤติกรรมของคนไทย เพราะดูแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์คงต้องเหนื่อย โดยหาคุณค่าในสายตาคนไทยไม่ได้เป็นแน่แท้

คำเตือนเล็กๆ จากเรา เพราะเห็นแววจากพฤติกรรมนี้ ว่าวันใดที่หลวงพ่อนิพนธ์มีความพร้อม คนไทยจะต้องได้รับบทเรียน และวันนั้น ภาพที่หลวงพ่อนิพนธ์เคยกล่าวเสมอในอดีตนั่นคือ การที่ได้แต่ชะโงกหน้าอยู่ริมรั้ว แต่เข้าไม่ได้ เห็นทางรอด แต่ไปไม่ได้

วันนี้ภาพนี้ก็เริ่มเห็นจากคนไข้ที่มียศ มีเกียรติ มีเงิน ที่ถูกปฏิเสธการให้บริการ จากหลวงพ่อนิพนธ์ ... เพราะสิ่งที่คนเหล่านั้นขาด คือ คุณสมบัติ ...

คุณสมบัติอันนี้เขาเรียก "กตัญญู"


พลังจิต

กรรมฐาน ในการสวดมนต์ จึงเรียกว่า มารน้อยหน่อย เพราะ มักมีแต่ความปวดเมื่อย เมื่อเลื่อนชั้นขึ้นมา เป็นการฟัง มารก็เพิ่มขึ้นมา เพราะลืมตา หูฟัง ปากไม่ได้กล่าวมนต์ ของพระภูมีเสียแล้ว กิเลสก็มาชักชวนให้ออกจากความสงบได้ง่ายขึ้น

เมื่อเราท่านถูกบังคับให้มานั่งสวดมนต์ นั่งฟัง นั่นคือ เริ่มพื้นฐานกรรมฐาน เพื่อสร้างพลังจิต สร้างสติ ควบคุม กาย วาจา ใจ ให้สงบ เป็นรอยธรรม สวนกับรอยกรรม หรือ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้ว่า นิสัยบุญ เพื่อเป็นบุญช่วยตน หรือ ใช้ล้างกรรมที่ทำมา

จึงไม่แปลกเลยว่า เมื่อคนส่วนใหญ่ ไม่เน้นให้ความสำคัญในการมีสติ ให้เกิดพลังจิต มาช่วยตน การทานสมุนไพรของคนส่วนใหญ่จึงไม่ประสพผล หรือเมื่อทำไม่เต็มที่ ผลที่ได้ก็ล่าช้า

หากแต่ในทางกลับกัน คนที่เรียนรู้แล้วเข้าใจ ในห้องสวดมนต์ ก็จะรู้ว่า หนทางบุญนั้นทำอย่างไร และเมื่อทำต้องมีมารผจญ และก็ได้รู้ว่า บุญของพระภูมี ทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องกับพระ หรือที่วัด

คนเหล่านั้นอยากมีรายได้บุญเพิ่มขึ้น ก็จะนำสิ่งที่ฝึกจากห้องสวดมนต์ ไปสร้างรายได้บุญ ตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน นั่นคือ การทำนิสัยไม่โกรธ เริ่มจากวันละหนึ่งชั่วโมง

ใครว่า การสวดมนต์และฟัง เป็นเรื่องหน้าเบื่อ แต่เรากลับเห็นว่า ยิ่งฝึกมาก สติยิ่งโต ยิ่งมาเร็ว ยิ่งสงบเร็ว ผลก็คือ นิสัยบาปที่ปรากฎและทำร้ายเราท่าน ยิ่งลดทอนอำนาจ ดูไปเหมือนเสียสติ เพราะยิ่งเจ็บ ยิ่งปวด กลับยิ่งยิ้ม และสงบ เพราะรู้ว่า ผ่านประตูนรกนี้วันใด ก็จะถึงประตูสวรรค์แล้วนั่นเอง

อยากรู้ว่า กรรมฐานของเราเป็นเช่นใด ก็ดูกิเลสที่มาแหย่ให้กรรมฐานแตก และออกจากความสงบนั้นแล

หากกรรมฐานยังอ่อนอยู่ หรือ ยังไม่รู้เลย กลับนำกิเลสพกมายั่วเย้าให้กรรมฐานแตกเสียมากมาย ไม่ว่า โทรศัพท์ หนังสือ คนที่ชอบพอกันนั่งใกล้กัน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มาทำไม ... เสียเวลาเปล่า เพราะเมื่อทำไม่ได้ หรือ ไม่ทำ แรงที่ลงไปก็เสียเปล่า













วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

นั่งสวด นั่งฟัง

การบังคับให้มานั่งสวดมนต์ นั่งฟัง เพื่ออะไร ...

บทบัญญัติ ของพระภูมี มีความหมาย และที่สำคัญ ให้ประโยชน์หลายประการ ในการทำ

หลวงพ่อนิพนธ์ สอนว่า คุณลักษณะของกรรม ประการหนึ่ง คือ สามารถจำนิสัยของคนได้ นั่นจึงเป็นเหตุให้ผลกรรมที่ตามมานั้น ไม่ผิดฝาผิดตัว

พระพุทธเจ้าจึงสอนวิธี หนีกรรม และวิธีใช้กรรม

การหนีกรรม ก็คือ การเปลี่ยนนิสัย ดังนั้น เมื่อเราใช้วันเวลา ๑ วัน มาเพื่อเปลี่ยนนิสัยตน ในวันนี้เอง ผลที่เกิดประการแรก คือ กรรมมันหาเราท่านไม่เจอ เพราะเมื่อกรรมมาถึง เราท่านก็มีนิสัยของพระภูมีไปเสียแล้ว คือ กายสงบ ใจสงบ วาจากล่าวมนต์ของพระภูมี ล้วนเป็นนิสัยบุญ

กรรมพิจารณา แล้วไม่ใช่นิสัยคนผู้นั้น ก็ผ่านเลยไป

ด้วยความรู้นี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สถานที่นี้เป็นสถานที่สร้างบุญ ไม่มีทางเลยที่ อากาศจะเป็นโทษ ไอใส่กันจะติดเชื้อ หรือ เชื้อจากคนโน้นจะกระโจนใส่คนนี้ แม้นว่าจะนั่งกันแออัด ติดกันสักฉันใด และก็ปลอดภัย ไม่มีใครมาสวดมนต์แล้วเสียชีวิตอย่างแน่นอน

การนั่งสงบแล้วฟัง นั่นคือ กรรมฐานเบื้องต้นของพระภูมี ที่ใช้ในการสร้างสติ ปัญญา หาใช่นั่งหลับตานิ่งๆ ไม่

ในระหว่างนี้ เราท่านจะต้องเผชิญมาร หรือกิเลสที่มายั่วยุ ให้กรรมฐานเราท่านแตก อันเนื่องมาจากความเมื่อย ความง่วงเหงาหาวนอน ความอยากคุย จิตจึงไม่สามารถจดจ่อ ไม่สามารถตั้งอยู่ในสติของพระภูมี ว่าเราท่านกำลังอยู่ในกรรมฐาน เพื่อช่วยชีวิตตน ผลก็คือ กรรมฐานแตก แล้วบรรเลง ทำตามนิสัย อยากคุย อยากอ่านหนังสือพิมพ์ อยากเล่นโทรศัพท์ อยาก....

ก็แล้วกรรมฐานอันนี้ มีประโยชน์อันใดต่อการฟื้นฟูตน ....

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบาย ว่ากรรมฐานอันนี้ ก็จักใช้เป็นสติ เมื่อยามที่เราท่าน ลงแดง นั่นเอง ทีนี้เราท่านจักไม่เผชิญกับความเมื่อยแล้ว หากแต่ต้องเผชิญกับความปวด ความทรมานของกรรมที่มาบีบเค้นสังขาร เพื่อทรมานวิญญาณ

กรรมอันนี้น ก็จะมาเป็นมาร โน้มน้าวเราให้ไกลจากสติของพระภูมี นั่นคือ ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า จิตของเราที่ไม่ฝึกฝนในการนั่งสวดมนต์ และฟัง ก็จักถูกกิเลสนิสัยของตน ทำให้ทนไม่ได้ ละทิ้งหนทางแห่งหลัก "ตนพึ่งตน" อ้างเหตุแห่งความตาย แล้วก็พาตนกลับไปยังหลัก พึ่งผู้อื่น ให้หมอช่วยให้ความปวดนั้นหายไป

นั่นคือ ไม่สามารถเชื่อมั่นในพรหมลิขิต ทานสมุนไพร ยอมใช้กรรมที่ทำมา บ่งหนามเจ็บเนื้อ เพื่อทนทุกข์ ให้หมด จนพ้นทุกข์

ความรู้อันนี้ จึงถูกใช้เป็นแว่นส่องดูผลของการทานสมุนไพร ว่าจักประสพผลหรือไม่ได้เป็นอย่างดี เพราะในขณะที่ร่างกายยังดีอยู่ ความเจ็บปวดก็ยังไม่มากมายนัก จะมีก็แต่ความอยาก กับความเมื่อย ยังไม่สามารถรักษาอาการให้สงบได้ นั่นคือ ศึกเล็กยังผ่านไม่ได้ ศึกใหญ่ยามลงแดง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

จุดมุ่งหมายของวิปัสสนา กรรมฐาน คือ การฝึกฝนพลังจิตให้เข้มแข็ง สามารถดำรงสติตามคำสอนของพระภูมี และนำไปใช้ ยามที่ต้องเผชิญเหต ได้อย่างคล่องแคล่ว

ก็โรคเป็นตัวแทนแห่งกรรม และกรรมมีหน้าที่บีบเค้นสังขาร ทรมานวิญญาณ หากแต่เมื่อเราท่านดำรงตนอยู่ในกรรมฐาน นั่นก็คือ สามารถแยกสังขารกับวิญญาณ ออกจากกัน ความทุกข์ของสังขาร ไม่สามารถก่อทุกข์ให้กับวิญญาณที่มีสติ ดำรงในกรรมฐานได้

และกรรมก็มีวันเวลา ในเมื่อพรหมลิขิตเราท่านยังมีอยู่ เมื่อถึงเวลา กรรมหรือโรคก็ต้องผ่านไป ... นั่นคือ การหายโรค

การทานยาเคมี คือการปฏิเสธกรรม ไม่ยอมรับในวันเวลานั้น หากแต่กรรมหาหายไปไหน กลับสะสมเหมือนเขื่อนกัก เมื่อรวมกันเข้ามากขึ้นมากขึ้น ... นั่นเป็นเหตุที่เรียกว่า อะไรทำให้เราท่านเดินไม่ถึงพรหมลิขิต ก็ด้วยเหตุแห่งการปฏิเสธกรรมนี้ มันรวมกันหนักจนพรหมลิขิตขาด นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงรับหน้าที่มาปลุกปั่่นยุยง คนที่เชื่อ และศรัทธา ให้เลิกทานยาเคมี และดำรงตนอยู่ ตามพรหมลิขิต โดยอาศัยสมุนไพร และธรรมคำสอนของพระภูมี

ใครจะมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ จำฝืนทน ... ก็ตามแต่ หากแต่สิ่งที่ทำ ไม่มีความหมาย นั่นก็คือ การนำผู้อื่นมาทรมาน .... สร้างบาปสร้างเวร .... แม่ชีเมี้ยน เป็นผู้มีเมตตาอันมหาศาล ไม่กำหนดมาเพื่อสร้างบาปอย่างแน่นอน

การซ้อมกรรมฐานอาทิตย์ละวัน เหมือนนักกีฬา และไปใช้แข่ง ครั้งเดียว นั่นคือ ตอนลงแดง ผู้ใดฝึกเช่นไร ผลที่คาดคะเนในการแข่ง ย่อมประจักษ์ ตั้งแต่เริ่มแล้วไซร้ ไม่ต้องให้หมอดูทำนายท่ายทัก

แลผลแห่งความดีตามพระภูมี ที่ทำได้ ก็เป็นเสมือนผู้ช่วย ที่ลดทอนกำลังของคู่แข่งให้น้อยลง ตามความดีที่ทำได้

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมี จึงต้องมีสองขา เป็นที่มาของคำขวัญที่ว่า บุญล้างบาป สมุนไพรล้างโรค

และก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมคนเลว มันจึงไม่มีทางหาย ก็กรรมมันแรง เฉพาะของเดิมก็เกินแบบ บวกพฤติกรรมเลวร้ายที่ทำ โดยเฉพาะในพื้นที่นี้ ทำกิริยาดุจดั่งเทวทัต สองแรงบวก ... ยิ่งเกินกว่ามนุษย์หน้าไหนจะรับไหว

พระภูมี จึงตรัสว่า คนฉลาดคือคนที่รู้รักษาตัวรอด นั่นคือรู้จักการทำความดีแบบไหนที่ฟ้าดินกำหนด และทำแล้วกลับมาช่วยตนได้ รู้กาละเทศะ เวลาไหนควรสงบ ควรลดกิริยา ระงับกิเลสความอยากได้

การมาสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน จึงมีความหมาย และมีคำตอบ และรู้ว่าต้องทำอย่างไร ....

การทำกรรมฐานในสมัยถ้ำกระบอก จึงนั่งสวดมนต์ ฟังธรรม กันตั้งแต่หัวค่ำ จนรับอรุณของวันใหม่ ฟังเท่าไหรก็ไม่เบื่อ ไม่บ่น สมัยนี้น่ะเรอะ ... เมื่อไหร่จะเลิกว่ะ แม่งพูดอยู่นั่นแหละเบื่อฉิบหาย

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า นั่งหลับตา ก็เห็นแต่ความมืด ... หากเห็นโน่นเห็นนั่น ก็กลายเป็นคนบ้าแล้ว

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ต่างกรรม ต่างวาระ

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นเสมอว่า ผลสำเร็จในการใช้หลักตนพึ่งตน ปัจจัยที่ชี้ขาด นั่นคือ ตัวของเราท่านนั่นเอง

การจะเอื้อนเอ่ย เห็นคนที่ประสพผลสำเร็จ เมื่อเราท่านมา ก็จะเอาผลสำเร็จ โดยไม่ได้ดูรายละเอียดเลย มุ่งแต่ทานสมุนไพร วันหนึ่งเมื่อไม่ประสพผล ก็จักตีโพยตีพาย โทษโน่น โทษนี่

ตัวอย่างที่เด่นชัด ที่หลวงพ่อนิพนธ์อยากจะให้เป็นกรณีที่จะใช้ในการพิจารณา ก็ดูจากคนไข้หญิงที่มาจากอเมริกานั่นเอง

อาการของเธออยู่ระยะสุดท้าย หมอกล่าวคำอมตะ เธอใช้เวลา ๔ เดือน ในการกู้ชีวิต และผลสำเร็จบังเกิด จากการตรวจร่างกายครั้งล่าสุด ไม่ปรากฎค่ามะเร็งแต่อย่างใด

ในขณะที่ผลัดเปลี่ยน เป็นสามีเธอมา ในอาการของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก อาการยังไม่วิกฤต มีวันและเวลาเหมือนกัน

คนสองคน มาจากที่เดียวกัน มีวันเวลาเท่ากัน หากแต่สิ่งที่ต่างกัน นั่นคือ พฤติกรรมการกระทำ ศรัทธา ความเชื่อมั่น แล้วทำตาม

วันเวลา ๔ เดือน ต่อจากนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ชี้ให้เห็นว่า ใครทำ ใครได้ ภรรยาที่อาการดูสาหัส แต่หาย ก็ไม่ได้หมายความว่า สามี ที่อาการดูเบากว่ากัน ยังไม่อยู่ในระยะอันตราย จะต้องหายด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวเคล็ดอันหนึ่ง ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัส ในการประสพผลสำเร็จของการทานสมุนไพร เพื่อฟื้นฟูตนให้หายโรค นั่นก็คือ คำพรและคำสาป ที่กล่าวว่า สำหรับผู้ทำ ยิ่งให้ยิ่งเจริญ ยิ่งขายยิ่งฉิบหาย

เมือ่แปลกลับมาเป็นสำหรับผู้ทานแล้วไซร้ ก็ได้ใจความว่า ยิ่งทำดี ยิ่งหายวันหายคืน ยิ่งทำชั่ว ยิ่งเลววัน เลวคืน นั่นเอง

อรรถาธิบายเพิ่มเติมว่า คนที่จะประสพความสำเร็จ จึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรมกลายเป็นคนดี ในสายตาของฟ้าดิน คนชั่วที่แฝงมา ทานสักเท่าไร ก็ไม่มีวันประสพผล เพราะฟ้าดิน ไม่มีทางให้กำลังคนชั่ว เพื่อไปทำชั่วต่อเป็นแน่แท้

การเรียนรู้ว่า พฤติกรรมเช่นไร จึงเรียกว่า ทำความดี หรือเป็นบุญ ตามคำสอนของพระภูมี ที่ฟ้าดินยอมรับ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ....

การฟังหลวงพ่อนิพนธ์จึงมีความหมาย ... เพราะเราท่านทุกคนมักจะอ้างเอ่ยเสมอว่า เคยทำความดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่... สิ่งที่ทำแท้จริงแล้วเป็นลม หาใช่ความดีตามรอยพระภูมีไม่ ผลที่ได้ จึงเป็นลม ไม่เป็นบุญกลับมาช่วยตนเลย



วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กาละเทศะ

วันเวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอนั่นคือ ความแรงหรืออำนาจของศาสนา ที่กำลังจะเกิด ก็จะแรงตาม

ดังนั้น สิ่งที่ตามมาคือ ผลของพฤติกรรมที่กระทำต่อศาสนา ย่อมแรงตามไปด้วย

ดัชนีของสิ่งนี้ ในอดีตหลวงพ่อนิพนธ์มักจะวัดด้วย วันเวลาที่ใช้ในการเลิกยาของคนไข้ยาเสพติด

จากปี ๓๐ ที่เริ่มเปิด ในการฟื้นฟูคนไข้ยาเสพติด ก็ต้องใช้เวลาประมาณ ๒ สัปดาห์

ผ่านมาถึงวันนี้ คนไข้ยาเสพติด เมื่อผ่านการทานยาสมุนไพร เพียงแค่ ๓ วัน ก็หมดอาการของยาเสพติดแล้ว

ที่เห็นเด่นชัด หลวงพ่อนิพนธ์ใช้คำว่า รี่น นั่นคือ การเกิดอาการในระหว่างการเลิกยา ปัจจุบันแทบจะมีน้อยมาก หรือที่เรียกเป็นศัพท์ที่ได้ยินเสมอ คือ ลงแดง

เมื่อผลของการกระทำมีผลมากขึ้น รายละเอียดจึงต้องมีมากขึ้น นับตั้งแต่ยาสมุนไพร ที่เห็นความแตกต่างชัดในการเก็บการทาน จากคนไข้พม่า ที่เมื่อได้รับ ก็ทำหิ้งไว้ใต้หิ้งพระ เวลาทานก็กราบ

อาการที่หมอทั่วโลกบอกว่าหมดทาง จนครอบครัวต้องทำห้องสวดมนต์ให้ และอยู่ในห้องไปไหนไม่ได้ เพราะไม่สามารถรับการสะเทือน หรือการเปลี่ยนของอารมณ์ เพราะจะทำให้หัวใจหยุดเต้น

พฤติกรรมเช่นนี้ แค่สองสัปดาห์ ก็บินมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ นั่งรถอีก ร้อยกิโลเมตร

หากแต่เราอยากชี้ให้เห็นสิ่งหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักไม่ถือสา หากแต่ดูแล้วมีผลต่อการฟื้นฟูของเราท่านอย่างยิ่ง

อุปมาดั่ง เพื่อนกลุ่มหนึ่ง ที่สัญญากันว่า หลังจากการจากกันในวันนั้น เมื่อครบกำหนดจะกลับมาเจอกันใหม่ และเมื่อครบกำหนด เพื่อนทั้งหมดก็กลับมาเจอกัน

ความเป็นเพื่อนสนิท ทำให้เมื่อกลับมาเจอกัน จึงมีพฤติกรรมที่สนิทสนม และการกระทำเหมือนในอดีต

แต่สิ่งหนึ่งที่เพื่อนๆ บางคนไม่สังเกต หรือไม่ยอมสังเกต ว่าในกลุ่มมีเพื่อนคนหนึ่ง บังเอิญฐานะเปลี่ยน กลายเป็นพระราชาไปเสียแล้ว

พฤติกรรมในฐานะเพื่อน ที่กระทำต่อเพื่อนนั้น แม้นเพื่อนที่เป็นพระราชาจะไม่ถือสา หากแต่ข้าราชบริพาร และอื่นๆ หายอมไม่

ท้ายที่สุด เพื่อนที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ จึงถูกนำตัวไปประหาร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนเสมอ และกลัวในสิ่งนี้ เพราะตัวท่านเป็นตัวแทนของศาสนา มานั่งอยู่ และอยู่ในสถานะที่คนทั่วไปมองแล้วก็เป็นชายแก่ธรรมดา

หากแต่ศาสน์ ยิ่งมีพลังเท่าไร ตัวท่านเป็นตัวแทน ย่อมต้องได้รับความคุ้มครอง และอยู่ในสถานะที่ต้องปกป้องมากเท่านั้น นั่นหมายถึง จะยอมให้ใครล่วงล้ำกล้ำเกินไม่ได้

การกระทำที่มีต่อหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมีความหมายดั่งเช่น สมุนไพร ที่เป็นธรรมหมวดหนึ่งของพระพุทธเจ้า

ไม่ได้อยากให้ต้องมากราบไหว้ นับถือ แต่ประการใด แต่ถ้าสถานที่นี้เป็นที่สถิตย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง หลวงพ่อนิพนธ์คือตัวแทน

พฤติกรรมที่จะพึงทำ ย่อมมีผล ต่อผู้ทำ ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

จึงอยากให้ไตร่ตรอง เพราะไม่อยากให้ โดนประหาร ดั่งเพื่อนในเรื่อง

เพราะสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ย่อมไม่ยอมให้ตัวแทนของเขา ถูกเหยียบย่ำ หรือ เป็นรองผู้ใดอย่างแน่นอน

ยิ่งประเภท ขณะที่ท่านสอน แล้วมานั่งลอยหน้า ลอยตา ไม่ฟังไม่ว่า บางคนยังมีกิริยาเย้ยหยัน และคิดว่ากล่าวในใจ ....

เว้นไว้สักที่ ไม่ชอบไม่ต้องมา

จึงไม่แปลกเลยว่า คนพม่าที่หายวันหายคืน จะเห็นแววตาที่มีความรัก และเคารพหลวงพ่อนิพนธ์อย่างสูง ใครจะมองว่าสมุนไพรดี แต่เรามองว่า พฤติกรรมของคนเหล่านี้ เข้าร่องเข้ารอย ต่างหาก

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทำไมไม่ให้ถ่ายบทสวดมนต์ หรือ ถ่ายแจก

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า กรรมมีน้ำหนัก ดึงให้เราท่านลงต่ำ ธรรมคำสอน เป็นของสูง ดึงให้เราท่านขึ้นสูง

บทสวดมนต์ เป็นธรรมคำสอนของพระภูมี ดังนั้น เป็นของสูงที่แม่ชีเมี้ยนให้หลวงพ่อนิพนธ์ นำมาให้ฆราวาสสวดเพื่อดึงวิญญาณขึ้นที่สูง

หากแต่คนที่ไม่รู้ หรือไม่ยอมจะรับรู้ สิ่งสูง ก็จะกลายเป็นขยะ กลายเป็นของต่ำ อาจจะวางทิ้งให้คนเหยียบ

ในอดีตของการให้พระคาถาของพระถ้ำกระบอก แก่ฆราวาส เมื่อท่องได้ ยังต้องให้นำกระดาษที่จดนั้นแช่น้ำ กินให้หมด

ดังนั้น หากเกิดการพลาดพลั้งไม่ว่าด้วยประการใด ผู้นำไปย่อมหลีกเลี่ยงผลอันนั้นไม่ได้เลย ที่เรียกว่า กรรมดึงฟ้าให้ต่ำ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า กันไว้ดีกว่าแก้

ก็ขนาดในห้องสวดมนต์ เจ้าหน้าที่ก็แล้ว วิทยากร คนนำสวดก็แล้ว พูดทุกครั้งว่า บทสวดมนต์เป็นของสูง ผลก็คือ หลายคนก็ไปวางที่พื้น ไปทำเป็นพัด

ของวิเศษที่พระภูมีให้ช่วยชีวิต ก็กลายสภาพกลายเป็นของต่ำไปโดยปริยาย แล้วจะกู้ชีวิตได้โดยวิธีใด

วิธีที่ดีที่สุด จึงกลายเป็นวิธีให้จำไป ได้แค่ไหนแค่นั้น ปลอดภัยกว่า

พระธรรมแม้นมีคุณมหาศาล แต่ก็มีโทษมหันต์แก่ผู้ที่ลบหลู่ เหยียบย่ำ

พงศาวดารก็มีให้เห็น ว่าโลกนี้ทำกรรมอะไร ก็ไม่หนักหนา ไม่ว่ามนุษย์จะประณามว่าชั่วร้ายสามานย์สุดๆก็ตาม จะเห็นว่าไม่ถึงขั้น "ธรณีสูบ" หากแต่กรรมที่ทำกับศาสนา แม้นแผ่นดินยังรับไม่ไหว ภาพธรณ๊สูบจึงสะท้อนมาให้เห็น ว่ากรรมมันสาหัส โทษมันมหาศาลเพียงใด

ดูอย่างการขายสมุนไพรนั่นปะไร ... คำสาปที่แม่ชีเมี้ยนกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ ถูกนำมาหยิบยกเสมอ

ใครจะว่าเจ้าหน้าที่ห้องสวดมนต์โหด ทำเกินไป หารู้ไม่ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวสอนว่า เป็นมือเราเองทำเสียดีกว่า เพราะหากฟ้าเขาหมั่นไส้ ผลที่เกิด หมอไม่รับแน่นอน

ใครที่คิดว่าแน่ วันใดที่ฟ้าเขาจะเชือดไก่ให้ลิงดู ประเภทที่เขาสวดมนต์กัน นั่งฟังคำสอนกัน ทำไม่สน นั่งฟังวิทยุ นั่งเล่นเกมส์ นั่งคุย นั่งดูยูทูป ... ไม่อยากบอกว่า ในอดีตเราเห็นภาพอะไร ระวังตัวกันเองเน้อ

ที่อื่นไม่รู้ แต่ที่นี่ หลวงพ่อนิพนธ์ย้ำเสมอว่า "ของจริง"

ใครทำอย่างไรได้อย่างนั้น คนรู้เขาจึงไม่อยากให้ทำผิด เพราะมันไม่คุ้มเลย ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ก็บ้านใครบ้านมัน ต่างคนต่างอยู่ ยังมีโอกาสได้ใช้พรหมลิขิตที่เหลือ

เทวทัตที่ว่าแน่ๆ พรหมลิขิตเหนียวๆ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า อายุขัยถึงร้อย ... หากแต่สิ่งที่ทำ ผลก็คือ พรหมลิขิตยังทานไม่ไหว อยู่ไม่ถึงเลย แล้ว... คนที่ทำ แน่มาจากไหน

ความคิดในการอยากสวดมนต์ได้ เป็นสิ่งดี หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แค่ท่อง "เขตะมารัจจะ" แล้วทำในสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนสอน ที่หลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอดมา ก็เกินพอแล้ว

สวดมนต์ได้ แต่ยังโกรธอยู่จะมีประโยชน์อันใด ยังด่ากัน ตีกัน ทำไม่โกรธสักหนึ่งชั่วโมง พร้อมกับท่องพระคาถา เป็นสติ ประคองอารมณ์ .... ทำได้ ผลจะเกิดมหาศาล โรคอะไรก็ไม่กลัว

วันใดพร้อม มีสติโตพอ ก็ค่อยมาขอหลวงพ่อนิพนธ์ อัญเชิญบทสวดไปยังบ้าน ก็ยังไม่สาย










ครูพักลักจำ

คนไข้มะเร็งท่านหนึ่ง มีอาการน้ำท่วมปวดแทรกซ้อนขึ้นมา จึงของคำปรึกษา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า น้ำท่วมปอดเป็นจุดตาย ที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เราจึงต้องพึ่งหมอบ้าง

หากการทานสมุนไพรมะพร้าว ก็ใช้แบบต้มที่ทานกันที่ชมรมไม่ได้ ต้องทานแบบเผา แต่ถ้าสมุนไพรและร่างกายยังฟื้นระบบได้ไม่ทันการ

หากการทานสมุนไพรมะพร้าว ก็ใช้แบบต้มที่ทานกันที่ชมรมไม่ได้ ต้องทานแบบเผา แต่ถ้าสมุนไพรและร่างกายยังฟื้นระบบได้ไม่ทันการ

หากแต่เกร็ดความรู้หนึ่งที่แนะนำแก่คนไข้ที่อยู่ในระยะอันตรายเหล่านี้ ควรจะทำ นั่นคือ การได้ไปอยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ หรือธรรมชาติ จะช่วยในการฟื้นฟูได้ดีที่สุด

ของใครกันแน่

สิ่งหนึ่งที่เราท่านมักเข้าใจผิดพลาด อาจจะเป็นเพราะไม่เคยคิด ไม่เคยสืบพงศาวดาร ดังนั้น พฤติกรรมที่ทำก็เลยผิดเพี้ยน ไม่ให้ความสนใจ

ย้อนอดีตถ้ำกระบอก หลวงพ่อนิพนธ์เล่าให้ฟังหลายครั้ง เพื่อเตือนสติ นั่นคือ การใช้ของของบุคคลที่นำมา ไม่ว่าสมุนไพร เครื่องมือ เครื่องใช้ ให้มีค่าที่สุด

ตัวอย่างในครั้งนั้นที่ถูกหยิบยกมาบ่อยครั้งที่สุด ก็คือ การที่มีผู้นำข้าวสารมาถวาย ๕ กระสอบ มาต้้งไว้ในโรงทาน แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า พระรูปใดคิดว่าจักทำให้เจ้าของข้าวประสพผลดังใจหวัง ก็รับไปทาน

พระจึงถามว่า เจ้าของประสงค์สิ่งใด แม่ชีเมี้ยนตรัสตอบว่า เขาประสงค์ที่จะถูกรางวัลที่ ๑

ข้าวสาร ๕ กระสอบนั้น จึงไม่มีพระรูปใดนำไปทานเลย และต้องคืนเจ้าของไป

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นเสมอว่า วัตถุสิ่งของที่มีอยู่หาใช่ของเรา หากแต่ด้วยความเชื่อ ความศรัทธา ความหวัง เจ้าของจึงนำมา และก็มักจะมาพร้อมความประสงค์ ความตั้งใจ จึงต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ท่านเป็นผู้มีปัญญา อาสามาเป็นผู้นำ จึงรับเป็นผู้บริหาร คนที่มาร่วมก็ต้องรักษา และทำให้สมเจตนาของผู้นำมา

เมื่อทุกสิ่งมีพงศาวดาร มีความปรารถนาเจือปนอยู่ด้วย ซึ่งล้วนผูกพันกับชีวิต ความทุกข์ในโรคที่เป็นอยู่ นั่นหมายความว่า ข้าวแกงทุกจาน น้ำทุกแพ็ค ขนมปังทุกถุง และสิ่งอื่นๆ ล้วนผูกพันกับชีวิต มีความหมายทั้งสิ้น

เงินที่ได้มาจากกำไรเหล่านี้ จึงต้องถูกใช้ให้คุ้มค่าที่สุด เกิดประโยชน์สุขแก่มนุษย์มากที่สุด เพื่อให้สุขนั้นย้อนกลับไปหาเจ้าของเงินนั้นๆ จึงเป็นคำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์เน้นเสมอ

เราจึงไม่แปลกใจ ว่าหลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องใช้สติปัญญาให้ของเหล่านั้นใช้ได้นานที่สุด คุ้มที่สุด เน้นการประหยัด

ทุกๆ วัน หลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องตรวจตราการใช้จ่ายสิ่งเหล่านี้ และมองเสมอ ถามเสมอ ปิดไฟยัง ปิดแอร์ ปิดน้ำ ดูช้อนที่ตก ชามจานที่วางทิ้ง ให้เก็บกลับมา

การทำสิ่งนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวท่าน หากแต่เพื่อเจ้าของเงิน ที่เรียกว่าเป็นผู้มีน้ำใจ มาทานข้าวแกง มาซ์้อของ ได้ผลบุญกลับไปเลี้ยงตนนั่นเอง

คนที่กินข้าวแกงจะได้อะไรเล่า หากเงินกำไรที่ได้มา กลายเป็นค่าไฟที่เปิดพัดลมทิ้งไว้ โดยไม่มีคนนั่งสักคน เปิดแอร์ไว้ แต่ไม่มีคนได้รับสุขจากความเย็นนั้นเลย เปิดไฟไว้ แต่ไม่มีคนใช้ไฟนั้นเลย เพราะฟ้ามันสว่าง

เราจึงเห็นว่า คนทั่วไปมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ของตน จึงไม่ช่วยกันรักษา ทั้งที่จริงๆแล้ว ผลประโยชน์ไม่ใช่ของหลวงพ่อนิพนธ์ หากแต่เป็นตัวเราท่านเองต่างหาก

พงศาวดาร ที่คนเป็นโรคไตวาย แล้วหายโรค จะเกิดได้อย่างไร ถ้าไม่มีกระป๋อง ไม่มีช้อน

ก็กระป๋องใส่สมุนไพรมะพร้าว และช้อนมาได้อย่างไร ก็เงินจากข้าวแกง ... นั่นเอง

ใครที่คิดว่า ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในชมรม เป็นของหลวงพ่อนิพนธ์ คิดผิดแล้ว ท่านอยู่ในสถานะผู้บริหารเท่านั้นเอง ความจริงแล้ว เป็นของเราท่านนั้นเอง ที่อยากทำตนเป็นพระเวสสันดร รวมตัวกันทำให้เกิด

ก็แล้วความสูญเปล่า ที่เกิด โดยเราท่านไม่เหลียวแล นั่นก็หมายถึง ความสูญเปล่าของเราท่านที่เสียไปนั่นเอง จะรอบุญสักฉันใดก็รอเก้อ เพราะมันไม่เกิดประโยชน์ให้สุขแก่ผู้ใดเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า ทุกสรรพสิ่งในที่นี้ จึงหมายถึงชีวิต

รักษาของนั่นหมายถึงรักษาชีวิต ปิดไฟดวงหนึ่ง แล้วเก็บเงินกลายเป็นพริกไทยสิบเม็ด ความหมายมันมหาศาล เพราะหมายถึงชีวิตหนึ่งที่จะรอด และก็ราคาชีวิตก็สูงกว่าสิ่งใดๆ ในโลก

คำสอนที่ดูเล็กน้อย ใครจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ หากแต่พฤติกรรมเล็กน้อยในการรักษาของ ไม่นิ่งดูดาย มันคือสายใยชีวิต ... คนที่มีนิสัยเยี่ยงนี้ โรคมันกลัว เพราะมีน้ำใจ มีคุณธรรม คิดถึงผู้อื่น จะตายได้ไง

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข้อชวนคิด

ได้ยินเรื่องเล่าทำนองนี้จากคนไข้หลายท่าน แต่ก็ไม่คิดจะเขียน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของบุคคล

หากแต่ก็หวนคิดว่า มันอาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย หรืออาจจะเป็นการสะกิดสักนิด จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ

คนไข้เหล่านี้ มักจะเป็นคนไข้ที่ผ่านการทานสมุนไพรมาได้ระยะเวลานานพอควร หลายคนก็เรียกได้ว่า อาการดีขึ้นจนเกือบปกติ หลายคนก็เรียกได้ว่ากลับมาแข็งแรง หายโรค

แต่สิ่งที่คนเหล่านี้ผ่านมาเหมือนกัน แล้วเล่าให้ฟังนั่นคือ อาการของพวกเขาก่อนที่จะมา นั่นคือผ่านการรักษาด้วยแผนปัจจุบัน และวิธีอื่น มามากหลาย จนได้รับวาจาอมตะ และกำหนดวันเวลาในการมีชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น

ด้วยวาจานั้นเอง คนเหล่านี้มักจะเป็นคนที่เรียกว่า มีสมบัติ เมื่อได้รับวาจาอมตะนั้น ก็มักจะคิดว่า ในเมื่อตัวเองนั้นมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ก็คิดจะยกสมบัติที่่มีของตน ให้แก่ญาติพี่น้อง ให้แล้วเสร็จ เมื่อตนตายไปจะได้ไม่ต้องห่วง

หลังจากโอนสมบัติให้จนหมดสิ้น ก็มารักษาตัวที่ชมรมคนรักสุขภาพ ส่วนใหญ่จะกะไว้ว่า ตายไม่ว่า แต่อย่าให้ทรมานเท่านั้นก็พอ

หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ เมื่อทำถูก และยังไม่ถึงพรหมลิขิต ร่างกายก็จะสามารถฟื้นฟูตนกลับมาได้

เมื่อผ่านวัน ผ่านเดือน ผ่านปี เลยกำหนดเวลาของวาจาอมตะมาก็นาน ไม่ตายสักที กลับแข็งแรงดีวันดีคืน

เอาละซี ... ทีนี้เห็นสภาพตนแล้วคงจะต้องมีชีวิตอยู่อีกนาน แล้วทำไงละทีนี้ สมบัติยกให้เขาหมดแล้ว

รายล่าสุด เป็นหญิงที่เรียกว่ามีฐานะ เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ทานสมุนไพรผ่านไปเป็นปี ก็ไม่มีวี่แววเลยว่าจะตาย แข็งแรง จนไปตรวจ ก็ไม่พบค่ามะเร็ง เธอจึงคิดว่า เธอไปขอสมบัติคืน จากพี่ๆน้องๆ คืนกลับมาสักหน่อย ไว้เลี้ยงตน คงจะได้

คำตอบที่เธอได้กลับมา คือ ไม่มีพี่น้องคนใด ให้สมบัติที่เธอมอบให้ไปกลับมาสักคนเลย

บทความนี้ เขียนขึ้นเพียงเพื่อให้เป็นข้อคิด ไม่ได้มุ่งหวังกล่าวร้ายผู้ใด โดยเฉพาะผู้ป่วยหนักที่มา ผู้ซึ่งคาดว่าชีวิตตนไม่รอดแน่ ... แต่ถ้ามันรอด ... เพื่อที่จะดำรงตนอยู่ได้เท่านั้นเอง อย่าให้เป็นเหมือนหลายท่านที่มาปรารภให้ฟังเลย

เตรียมตัวมาดี

หญิงสาวคนหนึ่ง ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด ระยะสุดท้าย อยู่กับสามีที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

สองสามีภรรยา เป็นคนไทยมีฐานะพอควร ย้ายไปอยู่อเมริกา เมืองที่ได้ชื่อว่าศิวิไลซ์ เพื่อใช้ชีวิตที่คาดหวังว่าสุขสบาย เพราะมีความพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะทางการแพทย์

ผ่านมาถึงบั้นปลายชีวิต ความจริงของชีวิตก็ปรากฎเด่นชัด ชีวิตทั้งคู่ที่ฝากไว้กับความรุ่งเรืองทางวิทยาการ ก็มาถึงทางตัน เมื่อโรคมารุมเร้า จนในที่สุดภรรยาที่อาการหนักกว่า ก็ได้รับวาจาอมตะ

ข่าวที่แพร่ไปในหมู่คนไทยในอเมริกาเข้าถึงหู เกี่ยวกับชมรมคนรักสุขภาพ และหลวงพ่อนิพนธ์ เธอจึงใช้เวลาศึกษาหาข้อมูล ชักชวนสามีให้มาลองด้วยกัน

สามีเธอยังไม่แน่ใจในแนวทางนี้ หากแต่อาการของภรรยา คงไม่มีทางอื่นให้เลือก จึงบอกให้ภรรยามาคนเดียวก่อน

ภรรยาบินมา พร้อมกับให้ญาติเช่าบ้านในบริเวณใกล้เคียงกับชมรมแบบเหมายาว ๔ เดือน เท่ากับเวลาที่เธอสามารถลางานมาได้

การศึกษาข้อมูลมาก่อน ทำให้เวลาของเธอทุกนาที ต้องมีค่าในการกู้ชีวิตเธอในเวลาอันสั้นที่เธอมี เธอใช้เวลาวันธรรมดาปกติ ในการมาช่วยงานของชมรม อาทิเช่น จัดเตรียมสมุนไพร และอื่นๆ ที่พอทำได้

ในขณะวันทำการ เธอก็มาเป็นจิตอาสา สวดมนต์ เข้ากระโจม เหมือนคนทั่วไป

สิ่งที่เธอทำเป็นกิจวัตรในวันทำการ หลังจากได้ฟังหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ เธอจะหาเวลาในการไปสรรหาวัตถุดิบ และนำมาถวายแม่ชีเมี้ยน ทุกครั้งในวันทำการที่เธอมา อาทิ พริกไทย ดีปลี เท่าที่เธอพอหาได้

การทุ่มเทและเตรียมตัวมาอย่างดี จนเวลาผ่านไปครบ ๔ เดือน ที่เธอลามา เธอจึงไปตรวจร่างกาย ผลปรากฎว่า ไม่มีค่ามะเร็ง

วันพฤหัสที่ผ่านมา เธอจึงนำใบแพทย์มาถวายหลวงพ่อนิพนธ์ พร้อมกับติดต่อให้สามีบินมาจากอเมริกา เพื่อฟื้นฟูตัว ตามรอยเธอ

ตัวอย่างนี้ ก็น่าจะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า การทานสมุนไพรให้ประสพผล ความรู้เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้พฤติกรรมที่จะเดินต่อไป ควรจะทำเยี่ยงไร จึงจะทำให้สมหวังในการทานสมุนไพร

เราจึงเห็นด้วยกับท่าน อ.อร่าม ที่มักกล่าวเสมอว่า คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ มีความหมาย มีความลึกซึ้ง ที่จะใช้เป็นแนวทางในการฟื้นฟูตน ยิ่งฟังมาก แล้วนำมาพิจารณา เพื่อทำตาม ได้มากเท่าไร ... นั่นหมายถึง ความสมหวังในการหายโรค ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย และเป็นไปได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าโรคอะไร

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ไร้ราคาแต่สูงค่า

ความแตกต่างที่โดดเด่น ของศาสน์พระภูมี นั่นคือ ไม่มองใหญ่ มองสิ่งเล็กๆ อันเรียกว่า ธรรมสายกลาง ที่มีความหมายหนึ่งว่า ทุกคนทำได้

จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงไม่ระดมเงินจากเศรษฐีมาทำกิจกรรม แม้นจะมีผู้เสนอตัวมากมาย หากแต่มาทำข้าวแกง แล้วชักชวนให้ทุกคนทาน

ภาพอุปมาที่มักยกมาให้ฟัง นั่นคือ สิ่งที่เราท่านกำลังทำ นั่นคือ ก่อสร้างเจดีย์มหึมา และหลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่อยากให้ใช้ก้อนหินมหึมาจากคนใดคนหนึ่งหรือหมู่หนึ่ง มาสร้าง แต่จะเก็บเม็ดทรายของแต่ละคน จากการกินข้าวแกงนี้เอง มารวมกันแล้วสร้างเป็นเจดีย์แทน

เราจึงได้ฟังคำสอน ให้มีพฤติกรรมตามครรลองของพระภูมีนี้เสมอ หากแต่หลายท่านก็ไม่ให้ความสนใจ ละเลย เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งเล็กน้อย ไร้ค่า

ภาพที่เด่นชัดนั่นคือ ขวดน้ำ ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้เราท่านทำ ทานแล้วเก็บให้ดี นำกลับมาให้ใช้กรอกสมุนไพรอีกครั้ง

หลายคนดูถูกเม็ดทรายเล็กๆเหล่านี้ ดูไร้ค่า ไร้ราคา หากแต่เมื่อสาวพุทธประวัติ ที่จะเกิดในอนาคต เมื่อคนไม่ดีเป็นโรค มาทานสมุนไพร แล้วกลับตนเป็นคนดีอันมหาศาล ทั้งแก่ตน ครอบครัว ประเทศชาติ และโลกใบนี้

คำถามง่ายๆ คือ แล้วสมุนไพรที่ทานนั้น นำมาโดยวิธีใด ก็มิใช่ใส่ขวดเล็กๆ ที่เราท่านถือมาหรือ หากไม่มีแล้วไซร้ จะมีสมุนไพรทาน จะมีคนดีๆเหล่านี้ได้อย่างไร

เมื่อขวดที่ดูไร้ค่าใบน้อย แต่เป็นเหตุทำให้เกิดคนเหล่านั้น คุณค่าของขวดจึงมหาศาล และแบ่งสุขที่บังเกิดไม่รู้จบนั้น ย้อนกลับมายังคนที่ถือขวดมา

ถามต่ออีกนิด มีเงินพันล้าน ใช้แก้ปวดท้องได้ไหม แต่ขวดใบน้อย ที่ดู้ไร้ราคา แต่กลับมีค่าอนันต์ ทำให้ทายโรคได้

เราจึงอยากขอย้ำ สถานที่นี้ ผูกพันกับชีวิตอันมากมายหลากหลาย การกระทำทุกอย่างจึงย่อมมีผล ทำถูกได้ถูก ทำผิดได้ผิด

เราท่าน เรียกได้ว่าเป็นผู้มืดบอดในศาสน์ของพระภูมี หาบุญมาชั่วชีวิต ตามคำคนนั้น คนนี้ ก็หาบุญมาเลี้ยงตนไม่ได้เลย สถานที่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงอาสาเป็นผู้นำ เพราะเป็นผู้รู้ในศาสน์อันนี้ กิจกรรมทุกสิ่งอย่างที่กำหนด จึงมีผลต่อชีวิตของผู้ทำ

ก็มากันแล้ว ฟังเหตุผลกันแล้ว แต่เฉย นั่นหมายความว่า มาหาหมอ แต่ไม่เชื่อหมอ ... ก็ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมทานแล้วมันไม่ได้ผล

วางสิ่งอื่นที่เคยเชื่อไว้ก่อน แล้วมาให้หลวงพ่อนิพนธ์นำ เพื่อช่วยตนให้พ้นโรค พ้นแล้ว จะวาง กลับไปยึดสิ่งเก่า ก็ตามแต่ ไม่ดีหรือ

ถือขวดมา กินข้าวแกง ซื้อน้ำ อย่าใช้ตามอง ใช้ใจมอง ว่าสิ่งที่เราท่านทำ ทำไปทำไม แล้วเราท่านจะซึ้ง ทำด้วยความอิ่มเอม เพราะทำเพื่อบุญ ขวดที่เราท่านถือมา ก็ประคองใส่ถวายแม่ชีเมี้ยน ยิ่งกว่าวางมาลัยให้เจ้าพ่อเจ้าแม่เสียอีก ไม่ใช่ไม่ถือ หรือถือมาก็โยนโครม ... ชีวิตจะหมอง ตามพฤติกรรม

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แดนพม่า

ศูนย์ที่จะพึงเกิดในแผ่นดินพม่า หลวงพ่อนิพนธ์ได้เลือกสรร และก็น่าจะเป็นที่แน่นอนแล้ว คือ บริเวณหมู่บ้าน "มิต้า" ของรัฐทวาย

พื้นที่นี้ก็อยู่ประมาณกึ่งกลางระหว่าง ชายแดนไทยบ้านพุน้ำร้อน กับทวาย นั่นคือประมาณ ๖๐ กิโลเมตร จากชายแดนไทย

พื้นที่นี้ มีชาวบ้านประมาณ พันหลังคาเรือน ถือเป็นพื้นที่ที่ขาดความเจริญของพม่า ด้วยขาดงบประมาณที่จะมาพัฒนา

ดังนั้นจึงถือเป็นความโชคดี เพราะพื้นที่นี้จึงยังคงบริสุทธิ์ ที่ไม่มีสารเคมีใดๆ และยังคงความสมบูรณ์ของสภาพป่า นั่นหมายความว่า สมุนไพรที่จะได้มาจากพื้นที่นี้ ย่อมมีความบริสุทธิ์ปลอดภัย และที่สำคัญกว่า นั่นคือ การย้ายสมุนไพรจากป่า เพื่อมาปลูกในพื้นที่นี้ น่าจะยังคงค่าความเป็นสมุนไพรสูงกว่า แผ่นดินไทย อย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ได้เคยทดลองย้ายจากป่า พบว่า สมุนไพรที่ใช้เปลือกไม้ เมื่อทำในประเทศไทย ปรากฎว่า เปลือกไม้แปรสภาพ แม้นจะไม่ตาย หากแต่สรรพคุณก็ลดลงไปมาก

สิ่งที่น่ากังวลของคนไทยนั่นคือ การจะเดินทางไป ในพื้นที่นี้ ไม่มีที่พัก จะดีหน่อยก็เพียงแต่ว่าไม่ไกลกันเกินไป สามารถไปกลับได้ในวันเดียว

ท่านใดมีเวลาว่าง ก็ลองเข้าไปเที่ยวดู เพราะอนาคต อาจจะต้องไปรับสมุนไพรที่นั่นแทนก็เป็นได้

มีค่าเสมือนไร้ค่า

หากดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุในปัจจุบัน มีการโฆษณากันอย่างมากมายว่า สมุนไพร หรือ สิ่งโน้นสิ่งนี้ มีสารตัวนั้นตัวนี้ ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย

ผลก็คือ สินค้าบรรดามี ก็นำมาใช้อ้างว่า สินค้าของพวกเขามีสารตัวนี้ ตัวนั้น และจะช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ มีสรรพคุณ ฟังจนหูอื้อ แม้นกระทั่ง เครื่องดื่มชูกำลัง ก็ยังใช้วิธีนี้กับเขาด้วย

หากแต่ความเป็นจริง หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน โดยยกตัวอย่างอาทิเช่น "ขิง" ที่รู้กันมาแต่ดึกดำบรรพ์ว่า มีสรรพคุณในการแก้โรคลม ดีมาก

หากแต่ความจริงที่ปรากฎ ไม่ว่าผ่านมากี่ร้อย พันปี ขิง ก็เป็นได้แค่น้ำต้มขิง ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยโรคลมได้แม้แต่น้อย

ความรู้นี้ แม่ชีเมี้ยนจึงกล่าวว่า สมุนไพร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของโลก ทีธรรม่ชาติสร้างคู่มากับมนุษย์ ผู้ที่จะรู้สูตรและใช้ได้ จึงมีข้อกำหนดพื้นฐาน คือ คุณธรรม เป็นที่ตั้ง นั่นคือ ทำให้ เป็นสัมมาปฏิบัติ

มิเช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าจะค้นหาส่วนผสมสักฉันใด ก็ไม่มีวันเจอ

หากมองด้วยมุมนี้แล้ว ย่อมแสดงถึงน้ำใจและคุณธรรมอันสูงส่งของแม่ชีเมี้ยน ท่านจึงทราบและบอกให้พระถ้ำกระบอก นำไปทำเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์

หากใครได้มีโอกาสเห็นหลวงพ่อนิพนธ์ทำสมุนไพร ยิ่งต้องทึ่งในวิชาการของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เพราะจะเห็นเลยว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลง เมื่อผสมสมุนไพรตัวนั้นเข้ากับตัวนี้ ที่หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า แต่งงานกัน แม้นไม่รู้ว่าปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้น แต่ดูจากสีของสมุนไพร ที่เปลี่ยนไปมา ก็ต้องพิศวงแล้วว่า แม่ชีเมี้ยนรู้ได้อย่างไร

สมุนไพรที่มีพิษ ทานไปฆ่าคนตายได้ อย่างต้น "พญามือเหล็ก" ที่ใช้ทำสมุนไพรเขียวให้ทุกคนทาน ผสมกับตัวนั้น จะทำให้กลายสภาพจากฆ่าคนมาช่วยคน ฆ่าเชื้อโรคแทน

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นนั่นคือ ค่าที่มีในสมุนไพร ที่เป็นสิ่งศักดิ์ตามธรรมชาติ ย่อมต้องมีคุ่ที่จะทำให้มีฤทธิ์ นั่นหมายความว่า พืชสมุนไพรตัวเดียว ไม่มีทางเลย ที่จะแปรสภาพสารในตัว ให้มาเป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูร่างกายได้เลย

พืชสมุนไพรแต่ละตัวจับคู่กัน จึงกลายเป็นสมุนไพรที่มีคุณระดับหนึ่ง และต้องไปจับคู่กับ พฤติกรรมของคนทาน อีกทีหนึ่ง จึงจะเป็นตัวจุดชนวนสรรพคุณของสมุนไพร ให้สูงต่ำ

ความจริงข้อนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า แม้นว่าสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนจะดีสักฉันใด แต่สรรพคุณ ขึ้นกับคนทาน ทำแบบไหน ได้แบบน้น

ความอยากช่วยให้หาย จึงต้องฝากความหวังไว้กับคนทาน สิ่งที่จะช่วยให้คนหายมากขึ้น นั่นจึงการพูดให้เข้าใจ แล้วนำเหตุผลไปไตร่ตรอง แล้วทำเพื่อช่วยตน ....คนที่จะหาย นั่นคือ ต้องฟัง แล้วนำไปทำ ...

เหตุผลที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องเลือกพม่าประการหนึ่ง นั่นคือ คนฟัง ... แล้วทำ หลายปีที่ผ่านมากับคนไทย ร้อยคนได้สักห้าคนก็เก่งแล้ว แต่คนพม่าที่เข้ามา เรียกว่าแทบจะร้อยทั้งร้อย ผลที่บังเกิดกับคณะของคนพม่าที่มา จึงเห็นผลเร็ว และเกิดกับแทบทุกคน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงปฏิเสธการทานสมุนไพรจากที่อื่น ว่าท่านไม่รับรู้ หรือ รับผิดชอบ ในการทานทั้งนั้น จะเอามาอ้างกับที่นี่ไม่ได้ ยิ่งพื้นฐานที่มา จุดประสงค์การทำด้วยแล้ว ยิ่งต่างกันคนละขั้ว ด้วยสมุนไพรที่มีเหล่านั้น ... ทำเพื่อผลประโยชน์ คือ ทำขายทั้งหมดทั้งมวลด้วยแล้ว

หากมองย้อนไปครั้งพุทธกาล ย่อมเห็นว่า ธรรมของพระภูมี แม้นคุณค่าสูงส่ง พาไปถึงขั้นนิพพาน ก็มีไว้เพื่อให้ เมื่อสมุนไพรเป็นธรรมหมวดหนึ่ง ที่ไม่ได้มุ่งนิพพาน หากแต่มุ่งหายโรค ก็ย่อมต้องเดินแนวเดียวกัน และก็ผูกติดกับพฤติกรรม ของผู้ทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิทยาศาสตร์ จึงทำได้แค่ พยายามค้นว่า สารใดมีคุณค่ากับอวัยวะส่วนใด แล้วสกัดสารมาใส่ และก็อ้างว่ามีประโยชน์ ช่วยได้ ...

วิทยากรจึงบอกเสมอว่า อยากหายโรค ทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ ทานสมุนไพร ฟังและทำตามคำสอน .... แค่นั้นจบ อาหารเสริม อาหารสกัด ... ทิ้งไปเลย

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การทำงานของสมุนไพร

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า สมุนไพรต้องมีสัดส่วนหรือสูตรที่พอดี ไม่ใช่คิดจะใส่อะไรก็ได้

คำอรรถาธิบายเพิ่มเติมขึ้นมา ที่ชี้ชัดว่า ทำไมสมุนไพรอื่นๆ และยาเคมี จึงรักษาโรคไม่ได้ ก็เพราะร่างกายมีกลไกการป้องกันตัวเอง หลายด่าน หลายชั้น ที่เรียกว่า "ภูมิต้านทาน" นั่นเอง

ด้วยด่านเหล่านี้เอง จึงทำให้สารแปลกปลอมที่ร่างกายไม่ยอมรับ ไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงจุดที่ผิดปกติหรือเป็นโรคได้

ดังนั้น คุณสมบัติทั่วไปที่ต้องมีในสมุนไพรและยาเคมี นั่นคือ สารนำร่อง และตัวยา

ยาสมุนไพรทั่วไป ที่มั่วสูตรก็อาจทำให้ร่างกายกระดี๊กระด้าได้พักหนึ่งที่ได้รับสมุนไพร แต่ท้ายที่สุด ก็เหมือนไม้ขีดที่ให้แสงวูบหนึ่งก็ดับไป เพราะร่างกายไม่ได้สารที่ต้องการ อันเกิดจากสัดส่วนที่ถูกต้อง และที่สำคัญไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะขาดสารนำร่อง

ในขณะที่ยาเคมี อาศัยสารนำร่องคือสารหนัก เพื่อนำตัวยาไป แต่ก็ไปได้แค่หน้าด่านของเป้าหมาย ผ่านภูมิไม่ได้ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อาศัยวิธีการมอมประสาทให้ชาด้าน เพื่อไม่ให้รู้สึก ถึงแม้นไม่แก้ปัญหา แถมยังสร้างปัญหาให้อีก แต่คนใช้ชอบเพราะมันเร็ว และถูกใจ คือ หายอาการในขณะนั้น

สารนำร่องในสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน สิ่งแรก นั่นคือ ของแสลงที่หมอห้ามนั่นเอง วิทยากรจึงบรรยายเสมอว่า เมื่อเริ่มทานสมุนไพร ก็ต้องเริ่มทานของแสลงนั้นๆ เพื่อให้สมุนไพรใช้เป็นตัวนำร่องไปยังจุดของปัญหา

และสารนำร่องอีกประเภทที่ถูกใช้ ก็คือสารที่ร่างกายคุ้นเคยที่ใช้ในการประกอบอาหาร อาทิ พริก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นภาพชัดๆ จากไพล ที่มีสารที่จำเป็นแก่ร่างกายอย่างมากในการฟื้นฟูตน ที่มีอยู่ในสมุนไพรมะกรูด

ไม่มีวิทยาการใดๆ ในโรค ไม่ว่าจากสมุนไพรอื่นๆ หรือ ทางเคมี ที่จะมีความสามารถทำให้ร่างกายยอมรับไพล เข้าไปในกระบวนการของร่างกายได้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟู

หากแต่แม่ชีเมี้ยน เมื่อพระถามก็ตอบปั๊บ และสอนว่า ต้องนำสิ่งที่ร่างกายคุ้นเคยเป็นตัวนำร่อง นั่นคือ พริก เกลือ มะกรูดที่เป็นสารระเหย เป็นตัวเปิดทาง เพราะร่างกายคุ้นเคย และตอบรับ เมื่อร่างกาย เปิดประตูให้สารนำร่องที่คุ้นเคยเหล่านี้ที่ได้สัดส่วน ไพลก็จะสามารถถูกดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟู

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมสมุนไพรปอดต้องใส่กานพลู

สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงมีที่มาที่ไป ผ่านการพิสูจน์จากพระในยุคถ้ำกระบอกมายาวนาน หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า มีแต่คุณ .... ที่สำคัญ มีคำพร และคำสาปอยู่ในตน ... ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสให้ในวันที่สามพี่น้องมาเรียนวิชา

นั่นคือ .... สมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ยิ่งทำให้ ยิ่งเจริญ ยิ่งขาย ยิงฉิบหาย .. ความฉิบหายจากการขาย ก็ปรากฎมาจากพระถ้ำกระบอก และ ๗ สำนักที่แตกออกไป มีให้เห็นแล้วนั่นเอง ...

โลกนี้อะไรจะมีค่าไปกว่ามนุษย์ ไม่มีแล้ว

สมุนไพรให้ ดูไม่มีราคา แต่มีค่ามหาศาล เพราะหมายถึงชีวิตของคน


เกิดแน่


วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชมรมคนรักสุขภาพได้มีโอกาสต้อนรับคณะจากประเทศพม่า ประมาณ ๒๐ ท่าน

นำคณะมาโดยท่าน ส.ว. (คนที่ยืน) ติดตามมาด้วย ผู้ใหญ่ของพม่า คณะข้าราชการของรัฐทวาย นักธุรกิจ และแม่ทัพน้อยคนใหม่ ที่เพิ่งถูกย้ายมารับตำแหน่งแทนคนเก่า เพื่อดูงาน และทำความรู้จัก

คณะของพม่า ที่ติดตามมา อยากได้มาสัมผัส เพื่อให้เกิดความมั่นใจ โดยขอสัมภาษณ์คนไข้ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง และผู้ป่วยเอดส์ ที่ผ่านการฟื้นฟูด้วยสมุนไพร

ทั้งนี้ ท่าน ส.ว. แจ้งให้หลวงพ่อนิพนธ์ทราบว่า หลังจากกลับไป ในวันจันทร์ ก็จะดำเนินการตั้งมูลนิธิให้แล้วเสร็จ เมื่อได้รับการตั้งชื่อจากหลวงพ่อนิพนธ์ โดยได้ขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษ และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลพม่า ในการนำวัตถุดิบสมุนไพร ออกจากประเทศพม่า และนำสมุนไพรจากประเทศไทยเข้าพม่า โดยไม่ต้องผ่านพิธีการของรัฐ

อนึ่ง การจัดตั้งศูนย์ทั้งหมด ทางพม่าจะรับผิดชอบ พร้อมกันนี้ได้แจ้งให้หลวงพ่อนิพนธ์ทราบว่า คณะของเขาได้ประกาศโครงการนี้ออกไป เพื่อรับอาสาสมัครในการดำเนินกิจกรรม ปรากฎว่าได้รับการตอบรับจากคนรุ่นใหม่เป็นอย่างดี อาสามาเป็นจิตอาสาในโครงการเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น ทางพม่าจึงได้จัดเหล่าจิตอาสานี้ แบ่งออกเป็น ๗ คณะ เพื่อเดินทางมาศึกษาและเรียนรู้ การดำเนินกิจกรรมที่ชมรมคนรักสุขภาพ

และในโอกาสนี้ ทางพม่าเห็นว่า ยังไม่มีความพร้อมในการป้อนสมุนไพรให้แก่ชมรมคนรักสุขภาพ หากแต่ต้องมานำสมุนไพรไปทานแต่ฝ่ายเดียว จึงรู้สึกไม่สบายใจ จึงขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ เพื่อมอบเงินสมทบกองทุนเพื่อซื้อสมุนไพร

ความบังเอิญที่ได้ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่ตามีแวว เห็นของดีแล้วรีบไขว่ขว้า เดินหน้าเต็มตัว ชวนคนใกล้ชิด มาร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อประชาชนของเขา เห็นแล้วน่าอิจฉา ทำไมผู้ใหญ่ในบ้านเราไม่มีบ้าง

ในไม่ช้า เมื่อศูนย์ที่ทวายแล้วเสร็จ ความฝันที่หลวงพ่อนิพนธ์อยากจะให้เกิดในไทย นั่นคือ โรงพยาบาลแพทย์แผนไทย ที่ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ก็จะผุดขึ้นที่พม่าแทน

ความพยายามที่จะยื้อให้เกิดในไทย ของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็คงเป็นหมัน และไม่มีทางเป็นจริง ... ก็จะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ ดีแต่พูด ว่าทำเพื่อประชาชน สนับสนุนคนดี พูดเพื่อให้ตนดูดีเท่านั้นเอง

แล้วมาดูกันว่า สิ่งที่ประเทศของเราต้องสูญเสีย นั้นใหญ่หลวงสักปานใด ... หลังจากเคยสูญเสียแม่ชีเมี้ยนไป แล้วครั้งหนึ่ง

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

น้ำกำลังเชี่ยว

กิจกรรมในเมืองไทย ยิ่งทำยิ่งน่าอ่อนล้า ด้วยความเห็นแก่ได้ของพ่อค้า ที่มักอ้างโน่นอ้างนี่ แล้วขึ้นราคา ไม่หยุดหย่อน จนน่าเกลียด อันเป็นอุปสรรคใหญ่ ที่ทำให้ชมรมไม่มีกำลังในการจัดหาสมุนไพรมาให้สมาชิกทานกันได้อย่างเต็มที่

หากแต่กิจกรรมในพม่า เริ่มโดดเด่น ศาสนากำลังจะเกิด เมื่อไม่นาน ทางประเทศพม่าได้ประกาศ เปลี่ยนวันหยุดจากเสาร์อาทิตย์ มาเป็นวันโกนกับวันพระแทน ใช้บังคับทั่วประเทศ

และวันอาทิตย์นี้ ท่านอองซาน ซูจี ได้ให้ ข้าราชการระดับสูงของรัฐทวาย ๒๐ คน เดินทางมายังชมรม เพื่อเก็บรายละเอียด ในการดำเนินกิจกรรม ศึกษาดูงาน และกระบวนการในการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด

พร้อมกับจัดตั้งมูลนิธิขึ้นในพม่า โดยให้สอดประสานกับมูลนิธิไทยกรุณา เพื่อจัดตั้งศูนย์ และโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย ขึ้น โดยเร็ว

ทั้งนี้ การร้องขอของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มีต่อฝ่ายทหารของพม่า เพื่อขอกำลังจากทหาร ช่วยพัฒนาการปลูกสมุนไพร รวมทั้งการบอมบ์ต้นสมุนไพรจากป่า มาไว้ในเขตสวนสมุนไพร ก็ได้รับการตอบรับ ที่จะดำเนินการให้อย่างเต็มที่

นั่นหมายความว่า ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า พม่าจะมีความพร้อม ทั้งสมุนไพรทีมีแหล่งผลิตที่ปลอดภัย ไร้สารเคมี และสถานที่ ไว้รองรับคนของเขา

ยิ่งเห็นประเทศพม่านานวัน ก็ยิ่งเศร้าหมองเมื่อมองกลับมายังเมืองไทย

เมืองไทยตอนนี้ทำอะไร ... ติดต่อหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่ใช่เพื่อการสนับสนุน หากแต่เสนอที่จะให้รางวัลแก่มูลนิธิ เท่านั้นเอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวตอบไปว่า เราทำไม่ได้หวังรางวัล หากแต่เพื่อพี่น้องคนไทยได้มีทางเลือก ไม่ต้องมาให้รางวัลหรอก ไม่อยากได้

ก็คงต้องร้องเพลงรอกันไปก่อนน่ะพี่น้องคนไทย ... ขอยืมคำเด็ดจากหนัง ๒๔๙๙ ...... "เกิดเป็นคนไทย ต้องอดทน"

หนึ่งมาตรฐาน สองระบบ

ศาสตร์แห่งพระภูมี ในธรรมหมวดสมุนไพร เจาะจงเฉพาะใต้ผิวหนังลงไป ส่วนนอกออกมาแม้แต่เสี้ยวเดียวก็ไม่ยุ่งเกี่ยว

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถถาธิบายว่า นั่นหมายความว่า นอกกายจะพึ่งใครก็ได้ ไม่ว่ากัน จะใช้สิ่งใดมาอำนวยความสะดวกแก่ชีวิต ก็มีสิทธิ์

หากแต่นับตั้งแต่ผิวหนังลงไป กำหนดกฎเกณฑ์ ว่าเป็นเรื่องของวิญญาณ ที่ต้องมีความรับผิดชอบ นั่นคือ สังขาร หรือที่พระภูมีทรงตรัสว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่วิญญาณขอยืมมาเพื่อเป็นสังขาร ให้วิญญาณสถิตย์ ต้องดำรงอยู่ในหลัก "ตนพึ่งตน" เท่านั้น

หลักอันนี้ ทรงพิจารณาจากธรรมชาติ แลจักรวาล แล้วสรุปมาให้มนุษย์

อธิบายเพิ่มเติม ฟังได้ว่า นั่นคือ กายของเรา ในการดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกายสัตว์ หรือ กายมนุษย์ ต้องอาศัยซึ่ง ๒ ระบบ ระบบแรกคือ ระบบการดำรงชีวิต ธรรมชาติให้อาหาร อีกระบบคือ ระบบการรักษาตน ธรรมชาติให้สมุนไพร ผ่านกำหนดกฎเกณฑ์มาตรฐาน ที่จักพึ่งให้ร่างกายยอมรับ นั่นคือ "การย่อย" หรือ ต้องกินเอง

ความจริงข้อนี้เอง ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า ไม่มีทางเลย ที่วิทยาศาสตร์ จะสกัดสารแล้วฉีดให้มนุษย์โต โดยไม่ต้องกิน และไม่มีทางที่จะสกัดสาร หรือ หายา มา เพื่อรักษาโรคได้

บทพิสูจน์ ก็จากรางวัลโนเบล ในปี ๑๙๙๙ ที่กล่าวว่า อาหารที่ย่อยแล้วโดยร่างกาย จะถูกเข้ารหัสและส่งไปยังร่างกายตามรหัสนั้นๆ อย่างแม่นยำ

และรางวัลโนเบล ต่อมาที่พบว่า ร่างกายจะมีกลไกปกป้องตนเอง ที่เรียกว่า ภูมิคุ้มกัน สิ่งนี้เองที่เป็นอุปสรรค ทำให้ไม่มียาเคมีใดจะผ่านไปได้ จนถึงที่หมาย ณ.จุดที่เป็นโรค วิทยาศาสตร์จึงใช้กลวิธี แหกด่าน แล้วบอมบ์ประสาทให้ชาด้าน ผู้ทานจึงไม่รู้สึกปวด หากแต่วิธีนี้ ก็จะมีเวลาเท่าฤทธิ์ยาที่คงอยู่ เมื่อหมดก็กลับมาเป็นอีก จึงเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมทานยาเคมีแล้ว จึงต้องทานต่อ และเพิ่มปริมาณเรือยๆ

ผลที่ตามมา จากการแหกด่าน ที่ซึ่งต้องใช้สารหนัก จึงก่่อให้เกิดผลข้างเคียง สิ่งที่ได้ก็คือ โรคที่เพิ่มขึ้นมาจากสารหนักนี้เอง

คำถามที่คนทั่วไปมักถาม แล้วสมุนไพรที่อื่นๆ ทานได้ไหม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เมื่อสมุนไพรเหมือนข้าว ก็ต้องมีสูตรเฉพาะตัว เหมือนสูตรแกงส้ม การหาสูตรที่ลงตัวเช่นนี้ แค่สูตรเดียว ชั่วชีวิตก็อาจจะหาไม่ได้เลย

แม่ชีเมี้ยนทรงรู้ จึงนำมาให้ เมื่อพระถาม ก็ตอบได้ในทันที นั่นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา ที่พระถ้ำกระบอกทั้งหมด ต้องยอมรับทั้งกายและใจ ยอมกราบไหว้เมื่อครั้งอดีตนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าบทสวด พุทธประวัติ ก็บอกเล่าได้ ไม่มีติดขัด

คำสั่งของแม่ชีเมี้ยน ที่มอบให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเป็นการปลุกปั่น นำความจริงอันเป็นสัจธรรมข้อนี้ ของพระภูมี มาตีแผ่ ให้พี่น้องร่วมชาติ ได้พิจารณา แล้วหาคนที่เชื่อมาใช้วิธีของพระพุทธเจ้า

หากเป็นอาหาร กินของที่ไม่มีชีวิต หรือเน่าเสีย ร่างกายยังปฏิเสธ แล้วระบบการฟื้นฟูตน กินสารสกัด ที่หาชีวิตไม่ อะไรจะเกิด

ไป ไปปลุกปั่นพี่น้องเอ็งให้เลิกทานยาเคมี .... จึงเป็นหน้าที่ที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องพูด มาจนทุกวันนี้

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ธรรมชาติกับชีวิต

เคล็ดอันหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดของโลก ไม่รู้ หรือ รู้แล้วแต่ปกปิดไม่ให้คนอื่นรู้ นั่นคือ สิ่งที่จะมีผลดีต่อชีวิต นั่นต้องมาจาก ธรรมชาติเท่านั้น

พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นคือ ชีวิต ต่อ ชีวิต สิ่งที่ไม่มีชีวิต หากนำมาใช้กับชีวิตเรา ผลที่ตามมานั่นคือ ไม่ใช่การสร้างชีวิต แต่เป็นการทำลายชีวิตของผู้ใช้

ด้วยความจริงข้อนี้เอง แม่ชีเมี้ยนจึงให้หลวงพ่อนิพนธ์มาปลุกปั่น พี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ว่า ยาเคมี หรือ สารเคมี หรือ ที่เรียกว่า สารสกัด มีอันตรายต่อชีวิตมหาศาล หยุด ลด เลิก ให้เร็วที่สุด

บทพิสูจน์ ที่ชี้ให้เห็น นั่นคือ เด็กทารกแรกเกิด นั่นเอง เห็นได้ชัดเลยว่า ไม่สามารถนำสารสกัด อาหารเม็ด หรือ ใดๆ เพื่อทำให้เด็กทารก โตได้เลย ต่างจากอาหารธรรมชาติ ไม่ว่า จะเป็นอาหารของชาติใด ก็ทำให้เด็กโตได้

ปัจจุบัน คนเรียนกันมากขึ้น ทำให้หลงลืมเลือน และเชื่อมั่น ในสิ่งที่เรียกว่า งานวิจัย เกิดการโฆษณาชวนเชื่อ โดยหลงลืมความจริง

อาทิ เมื่อมีงานวิจัยว่า วิตามิน ช่วยสมองได้ บรรดาเหล่าอาหารเสริมทั้งหลาย ก็เฮโล ใส่วิตามินตัวนี้ ที่ได้มาจากการสกัด แล้วก็สมอ้างว่าช่วยได้

หากแต่ความจริง ไม่มีสารสกัดใดในโลก ที่มีชีวิต เมื่อธรรมชาติ ใช้ชีวิตต่อชีวิต จึงไม่มีสารสกัดใด ที่ร่างกายจะได้ประโยชน์ มีแต่โทษ หากแต่สารตัวเดียวกัน ที่ร่างกายแยกออกจากอาหาร นั่นต่างหากที่มีประโยชน์

หลวงพ่อนิพนธ์อธิบายให้เห็นชัด จึงยกตัวอย่าง อาทิเช่น สารมอร์ฟีน ที่ได้จากการสกัด ด้วยกรรมวิธีทางเคมี แล้วฉีดเข้าร่างกาย เพื่อระงับอาการปวด ผลที่ได้กับผลเสียที่เกิดต่างกันมหาศาล หากแต่สารมอร์ฟีน มีอยู่ตามธรรมชาติในสารขม ที่อยู่ในอาหาร นั่นเอง

คนโบราณของไทย ฉลาดและรู้ความจริงข้อนี้ จึงนำอาหารที่มีรสขม มาปรุงแต่งให้ลูกหลานทาน เพื่อร่างกายจะได้สกัดเป็นมอร์ฟีนธรรมชาติ เก็บไว้ในดี และนำมาใช้เมื่อร่างกายมีอาการปวด

เมื่อร่างกายขาดสารขมนานเข้า ยามเกิดวิกฤติจึงขาดวัตถุดิบเพื่อใช้ต่อสู้อาการ จึงไม่น่าแปลกเลยว่า ทำไมจึงต้องนำสมุนไพรเขียว มาเป็นพื้้นฐานให้แก่คนไข้ เพราะทุกคนขาดสารขมป้อนให้ร่างกายมานานนี่เอง

สารขมมิเพียงทำให้ร่างกายสู้กับความปวดได้ ยังส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนที่ร่างกายต้องการอีกด้วย อันเป็นเหตุให้ระบบของร่างกายที่ขาดฮอร์โมน จนทำงานผิดปกติ กลับมาทำงานได้เหมือนเดิม

สมุนไพรเขียว จึงเหมือน ยาครู ที่ใช้ในการปรับระบบ ยิ่งในสภาวะวิกฤต หรือช่วงลงแดง ยิ่งจำต้องทานให้ได้ปริมาณที่มาก เพราะร่างกายต้องการสารขมมากกว่าปกติ ในการฟื้นฟูร่างกายที่เสียหายจากการทำลายของโรค

ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่าหลักของพระภูมีเป็นหลักปราชญ์ เพราะใช้เหตุและผล ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ

เมื่อได้รู้เหตุผลความจริงข้อนี้ จึงเห็นได้ว่า ... สิ่งใดที่ได้ชื่อว่าผ่านกระบวนการสกัด ... ทิ้งไปได้เลย มีโทษมากกว่าคุณอย่างแน่นอน ยิ่งสมุนไพรด้วยแล้ว หากบอกว่ามาจากการสกัด ... อย่าไปชายตาแล

เรื่องของชีวิต ต้องได้มาจากสิ่งที่มีชีวิต สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงต้องเก็บรักษาให้ดี เพราะมีชีวิต มีอายุขัย เมื่อปล่อยปละละเลย จนสมุนไพรเสีย ทานไปก็ไร้ค่า

อากาศมีชีวิต ก็ต้องมีออกซิเจน ไร้เสียซึ่งออกซิเจน ก็กลายเป็นอากาศเสีย หายใจเข้าไป ... ก็มีแต่รังทำร้ายชีวิตตน ความจริงนี้.... ยังเป็นเหตุเป็นผลไม่พอ ที่จะให้เลิกสารสกัดอีกหรือ

มอร์ฟีนที่ร่างกายสกัด แม้เพียงน้อยนิด ก็มีสรรพคุณมากกว่ามอร์ฟีนสกัดหลายล้านเท่า ที่สำคัญมีแต่คุณไม่มีโทษ ... กลับมาทานอาหารขมกันดีกว่าไหม หรือจะรอฉีดมอร์ฟีน

ไพลเหลือง


สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มักแจกให้ทุกคนที่มา ลักษณะเหมือนเครื่องแกงเขียวหวาน ทำมาจากพืชสวนพื้นบ้าน มะกรูด พริก พริกไทย .. นั่นคือ ไพลเหลือง

ด้วยความเผ็ดร้อน ทำให้หลายคนไม่อยากทาน เพราะทานยาก หากแต่เป็นสมุนไพรพื้นฐานที่มีสรรพคุณสูง เรียกว่าเกินตัว เกินความคาดคำนึงนัก

คำถามที่ตามมา หลังจากการไปออกรายการอาจารย์ยิ่งศักดิ์ ของ คุณแชมเปญ เอ็กซ์ ที่วัยเข้าสี่สิบกลางๆ แล้ว แต่หน้าตา และผิวพรรณ ยังสวยสดใส จนหลายคนไม่เชื่อว่า เธอไม่เคยไปเสริมแต่งใดๆ เลย

ดีที่ว่า คุณแชมเปญ ไม่รู้ว่า อดีตนางสาวจักรวาลคนแรก ของไทย คือ คุณอาภัสรา เคยเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อนิพนธ์ครั้งถ้ำกระบอกมาก่อน และคำถามที่เคยถามนั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะชนะการประกวด

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็ทานสมุนไพรมะกรูดเยอะๆ หากทานถึงจุด ก็เรียกได้ว่า สาวสองพันปี สวยจนแก่

ผ่านมาวันนี้ สมุนไพรมะกรูด ก็ได้พิสูจน์ให้เห็น จากคุณอาภัสรา นั่นเอง

คุณค่าของสมุนไพรมะกรูด หากทานได้ จะทำการฟอกน้ำเหลือง สร้างเลือด เรียกได้ว่า หากเป็นวัยรุ่น ไม่รู้จักคำว่าสิว ไม่ต้องทานยาเคมีให้เสียเงิน ผิวพรรณดี เลือดดี

ดังนั้น ไพลเหลือง จึงเป็นสมุนไพรพื้นฐาน ที่จะช่วยฟื้นฟู ระบบน้ำเหลือง และเลือด เหมาะอย่างยิ่งในการฟื้นฟู ผู้ป่วยที่มีพื้นฐานมาจากน้ำเหลือง นั่นคือ ภูมิแพ้ SLE ที่ต้องทานมากกว่าคนอื่นๆ

การทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้ทำเสมือนญาติสนิท ที่เมื่อมาแล้วต้อนรับขับสู้อย่างดี เพราะมีคุณมหาศาล หากมีพฤติกรรม ทานไป บ่นไป ขมฉิบหาย เผ็ดฉิบหาย ... ก็เหมือนเจ้าบ้านไม่ต้อนรับ แล้วสมุนไพรจะให้คุณได้อย่างไร

รีบทานซะ เพราะที่ได้ไปนับว่าน้อยนิด .... รู้อะปล่าว อาภัสรา ก่อนประกวด ... หลวงพ่อนิพนธ์ให้ทานเท่าใด ... ๒ ปิ๊บ

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

น้ำตาลล้น

การเรียนรู้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่าสำคัญยิ่ง เพราะภาษิตจีนโบราณสอนเสมอว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ผู้ป่วยท่านหนึ่งเรียนถามหลวงพ่อนิพนธ์ เกี่ยวกับอาการของโรคเบาหวานที่เป็นนั่นคือ หลังจากหยุดทานอินซูลิน และรับสมุนไพรไปทาน เกิดสภาวะที่เรียกว่าน้ำตาลล้น หรือที่ภาษาเบาหวานเขาเรียก ช็อคเบาหวาน

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ในการอบรม หากจะพูดเรื่องโรคแต่ละโรค ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่จะพูดให้ทุกคนฟัง หากแต่ก็พยายามจะสอดแทรก ความรู้พื้นฐาน ลักษณะอาการ และวิธีการในการรับมือให้เสมอๆ

ดังนั้น หากช่วงที่พูดเรื่องเกี่ยวกับตัวตนของเราท่านที่เป็นโรคชนิดนั้นๆ แล้วบังเอิญขาดสติ ขาดความตื่นตัว ทำให้พลาดโอกาส เมื่อเกิดสภาวะเช่นนั้นจริงๆเข้า ก็ทำให้แก้ไขไม่ถูก หรือ ใจตก เกิดสภาวะกลัวตาย ต้องวิ่งกลับไปหาหมอกันมากมายหลายท่าน

อาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านจึงอรรถาธิบายว่า กระบวนการรักษาด้วยสมุนไพร มักแบ่งเป็น ๒ ส่วน นั่นคือ ส่วนแรกต้องฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ ให้กลับมาทำงานเป็นปกติ และส่วนที่สอง คือ ต้องกำจัดของเสีย ที่เป็นอันตรายออกจากร่างกายไปพร้อมๆ กัน

คนไข้เบาหวานท่านนี้ วางใจว่า มีสมุนไพรเบาหวานทาน ก็เลยไม่สนใจในกระบวนการอย่างหลัง จึงเกิดสภาวะน้ำตาลล้นขึ้น กระนั้น ก็ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่เรียกว่า อาจจะเสียจิต หรือเสียศูนย์ เสียความมั่นใจในสมุนไพรไปก็อาจเป็นได้

ท่านจึงกล่าวว่า สมุนไพรเบาหวานที่ทานไปนั้น เป็นแค่กระบวนการในการฟื้นฟูตับอ่อน ให้กลับมาผลิตอินซูลินได้ แต่น้ำตาลที่มีอยู่ในตัวอันมหาศาลเดิมนั้น ยังหาได้ถูกกำจัดไปไม่

คนที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน เมื่อทานสมุนไพรเบาหวานแล้ว จึงยังวางใจไม่ได้ ต้องทานสมุนไพรตัวอื่นที่มีหน้าที่ขับน้ำตาลส่วนเกินนี้ออกไปด้วย

และหน้านี้ เป็นหน้าที่มะพร้าวราคาถูกลง และมีจำนวนมาก หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หากต้องการหลีกเลี่ยงอาการช็อคเบาหวาน หรือน้ำตาลล้น ต้องทานสมุนไพรมะพร้าว อย่างน้อยสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า สามลูก

และต้องทานน้ำเปล่า ให้มากๆ เข้าไว้ เพื่อให้ไตทำงาน ในการรีดน้ำตาลออก โดยกระบวนการนี้จะทำให้คนป่วยฉี่บ่อย ก็ต้องทนรำคาญนิดนึง

หากยืนระยะเช่นนี้ได้สักเดือนสองเดือน หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวยืนยันว่า รับรองกลับมาทานทุเรียน ทานทองหยิบ ทองหยอดได้สบายๆ

คำสอนทิ้งท้าย ท่านจึงชี้ให้เห็นว่า ธรรมของพระภูมี ทรงเริ่มด้วยความลำบาก ต้องใช้ขันติอดทน ... สมุนไพรก็เป็นธรรมหมวดหนึ่งของพระภูมี ดังนั้น เส้นทางก็จึงเป็นเฉกเช่นเดียวกัน

การจะประสบการหายโรค ก็ต้องใช้มานะวิริยะความอดทน อันมหาศาลเช่นกัน จะหวังมาทานสมุนไพร แล้วไม่เป็นอะไรเลย ... คงหาจากที่นี่ไม่ได้

เพราะพุทธพจน์ชี้ให้เห็นแล้วว่า ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า

คำถามเล็กๆ ในการเดินมาส่งคนไข้เข้ากระโจม คนไข้ได้ถามหลวงพ่อนิพนธ์ อิฉันเป็น SLE หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า โรคนี้หายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต้องใช้ความอดทนสูง ทนได้หายแน่

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตีวัวกระทบคราด

ก็คงจะชัดเจนว่า ศูนย์ยาเสพติด และศูนย์ผู้ป่วยเอดส์ ที่หลวงพ่อนิพนธ์อยากให้เกิดในเมืองไทย คงจะเป็นเรื่องยาก

ในขณะที่ ทางพม่า เส้นทางนี้กลับถูกให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่่ โดยเฉพาะจากท่าน อองซาน ซูจี

การเข้าพม่าครั้งล่าสุด จึงได้มีการจัดตั้งมูลนิธิเพื่อการนี้โดยเฉพาะขึ้นในพม่า และจะเริ่มมีการจัดกลุ่มทดลอง ทั้งในคนไข้ยาเสพติด และคนไข้เอดส์

ทางพม่าคงมีความมั่นใจในโครงการนี้มาก จึงได้เสนอช็อตต่อไป หากโครงการทดลองกลู่มแรกประสพผล นั่นคือ กลุ่มจะจัดสร้างโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย ให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อรับคนไข้กลุ่มนี้เข้าทำการรักษาอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้แม้นทางการพม่ายังไม่มีงบประมาณให้ แต่กลุ่มของเขา ที่เป็นบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ของพม่า ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลที่ทวาย มูลค่า ๑๕๐๐ ล้านบาท จะจัดสรรกำไรที่ได้จากโครงการนี้ มาสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ให้

ในขณะที่ ทางฝ่ายการเมืองจะดำเนินการเรื่องการขอใบอนุญาติ และการดำเนินการตามระเบียบราชการให้ทั้งหมด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นี่ก็นับเป็นโอกาสที่จะทำให้คนไทยเช่นกัน จึงคิดว่า ข้อเสนอนี้ไม่อาจปฏิเสธ

วันใดที่การดำเนินกิจกรรมในฝั่งพม่าประสบผลเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก เสียงก็จะสะท้อนมายังเมืองไทย ที่เป็นต้นน้ำ การดำเนินการให้พี่น้องคนไทย ก็คงจะไม่ยากลำบากเช่นดังปัจจุบัน

นั่นคือ ความหวังที่จะจัดสร้างโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยขึ้น ในประเทศไทย ก็ต้องร้องเพลงรอไปก่อน จนกว่ากิจกรรมทางพม่าจะบรรลุผล เป็นที่ยอมรับ

เจ็บครานี้ ใครคิดอย่างไรไม่รู้ ในส่วนตัวของเรา หนักยิ่งกว่าเสียกรุงศรีฯ ครั้งอดีตเสียอีก

เมืองนี้ เห็นร่ำร้องว่าอยากได้คนดี ... หากแต่ความจริง คนดีๆ ... แทบจะไม่มีที่จะยืน ยังไม่เห็นมีคนกลุ่มไหน มาเรียกร้องแทนให้เห็นเลย ... ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่า คนไทยเขาไม่เอา กลายเป็นคนทำเห็นคุณค่าในสิ่งที่มี อยากให้พี่น้องร่วมชาติได้สัมผัส ได้ใช้ เต้นอยู่ฝ่ายเดียว... ช่างเป็นตลกร้ายที่เป็นจริง

ในขณะที่คนทั้งโลกกำลังจะหาสุข แต่ทำให้ตนเองหาใช่ผู้อื่น จนมีฐานะ ได้รับการยกย่อง ... ท้ายที่สุดได้มาซึ่งทุกข์ นอนจมกับโลก จนต้องเร้นกายอยู่ในห้อง ไม่พบปะผู้คน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักย้ำคำสอนเสมอ ... บุญ เกิดจากมนุษย์และสัตว์ อยากได้อย่าเลย นั่นแหละแหล่งบุญ มองที่ผู้อื่น หาใช่ตัวเราไม่

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ผลของการให้สุข

วันพฤหัสที่ผ่านมาได้เห็นคนไข้ผู้หญิงท่านหนึ่ง เดินตัวเอียงมา เดินช้าๆ แต่ก็เดินได้ด้วยตนเอง เข้ามา กราบหลวงพ่อนิพนธ์

มองไปมองมา ก็นึกขึ้นได้ คนนี้คือหลานของท่านผู้หญิงบุญเรือนนี่หว่า เหมือนเห็นปาฏิหาริย์ เพราะไม่คิดว่า คนป่วยจะเดินได้ ด้วยสภาพที่เธอมานั้น เป็นรูมาตอยด์ ขั้นรุนแรง จนมือไม้หงิกงอ ยืดก็แทบไม่ได้ จะเหลือแต่กำลังแขนที่พอยกขึ้นได้นิดหน่อย เท่านั้นเอง ไปไหนจึงต้องอาศัยรถเข็นตลอด

จำได้ว่า ในครั้งแรกที่เธอมา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวกับเธอว่า ถ้าอยากหาย ให้นำสิ่งที่ยังพอมีเหลือ มาลงทุนให้หมด อย่าปล่อยให้มันค่อยๆ หมดสภาพ ไปจนทำอะไรไม่ได้

วันต่อมาในการมาของเธอ เธอจึงกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ตอนนี้ที่เธอมีคือ สมอง ที่มีความสามารถในด้านเบเกอรี่ จนทำเป็นสูตรขายให้แก่บริษัทดัง และก็มือที่พอยกได้ จึงขออนุญาตนำความรู้มาสอนให้คนป่วยที่สนใจอยากทำ นั่นจึงเป็นจุดที่มาของร้านเบเกอรี่ในชมรม

ด้วยความที่ร่างกายไม่อำนวย ทำให้ทำด้วยตนเองไม่ได้ หากแต่คนที่มาเรียนก็ยังไม่มีทักษะ หากแต่ที่ทั้งสองฝ่ายมีนั่นคือ จิตอาสา เพื่อที่จะให้น้ำพักน้ำแรงของตน ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์เท่านั้นเอง

เบเกอรี่ ที่ได้ ยังไม่สมบูรณ์ รสชาดยังไม่ที่ อ่อนแก่ไปตามสภาพ หากแต่สิ่งที่สมบูรณ์นั่นคือ ความตั้งใจของทั้งผู้สอนและผู้ทำ อันเป็นที่มาที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า สถานที่นี้ ผู้ทำมีจิตที่จะร่วมกันสละแรงกาย เพื่อเป็นกองบุญ การทานจึงอย่ามุ่งหวังในรสชาติ เป็นสำคัญ หากการทานนี้เพื่อบุญ ทั้งผู้ทำและผู้ทาน ... รายได้ทั้งหมด ก็จะส่งผ่านไปให้สุขแก่ผู้อื่น เมื่อถูกหลวงพ่อนิพนธ์แปรเป็นสมุนไพร

คำพูดที่ฟังดูเล่นว่า ทำไปเถอะ ทำถูกผลถูกย่อมสนอง หากนำแรงกายมาทำความดี กรรมมันจะทำให้ง่อยเปลี้ยเสียขาไปได้อย่างไร เดี๋ยวก็ได้คืน

มาวันนี้ เห็นเธอลุกขึ้นเดิน แม้นสภาพการเดินยังไม่สมบูรณ์ ก็พยายามเดินจากร้านขนมที่เธอดูแล มากราบหลวงพ่อนิพนธ์ .... เราจึงไม่แปลกใจเลยที่เธอทุ่มเทกับการสอนและการพยายามทำเบอเกอรี่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ภาพที่เห็นจนชินตา ไม่ว่าลุงที่หลังแข็งก้มไม่ลง เดินเก็บขยะในชมรมทุกครั้งที่มา พร้อมถุงและไม้คีบที่ติดมาจากบ้าน จากก้มไม่ได้ จนก้มหัวแทบติดดิน หรือ ผู้ป่วยหญิงที่เป็นพาร์กินสัน เดินไปสั่นไป เดินหน้าสองก้าว ถอยหลังก้าว นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์สามี มาตั้งแต่ตีสี่ทุกครั้ง มานั่งซาวข้าว หุงข้าวให้โรงอาหาร เสร็จแล้วไปนั่งช่วยที่ห้องน้ำ มาบัดนี้ เดินตัวปลิว ไม่มีอาการสั่นให้เห็น จะเหลือก็แต่ท่าทางที่ยังแข็งๆ อยู่นิดหน่อย หรือในส่วนอื่นๆ อีกมากมาย ....

หลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา .... ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว กำลังพิสูจน์ตน ....

ในขณะที่คนทั้งโลกกำลังจะหาสุข แต่ทำให้ตนเองหาใช่ผู้อื่น จนมีฐานะ ได้รับการยกย่อง ... ท้ายที่สุดได้มาซึ่งทุกข์ นอนจมกับโลก จนต้องเร้นกายอยู่ในห้อง ไม่พบปะผู้คน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักย้ำคำสอนเสมอ ... บุญ เกิดจากมนุษย์และสัตว์ อยากได้อย่าเลย นั่นแหละแหล่งบุญ มองที่ผู้อื่น หาใช่ตัวเราไม่

ทุ่มสุดตัว

ในขณะที่เขตชุมพร และกาฬสินธ์ กำลังเสนอตัว เพื่อตั้งเป็นศูนย์ในประเทศไทย แต่ก็ขาดความร่วมมือจากภาครัฐสนับสนุน ดังนั้น จึงต้องพึ่งกำลังความพร้อมของกรรมการในภาคส่วนนั้นๆ เป็นสำคัญ

หากแต่ที่ผิดกันราวกับฟ้าดิน เมื่อเทียบกับพม่า ที่ท่าน ส.ว. มารับด้วยตนเอง นำหลวงพ่อนิพนธ์เข้าดูพื้นที่ หลังจากดูแล้วพบว่า เนื้อที่นั้น มีถนนของบริษัทอิตัลไทย ที่กำลังก่อสร้าง พาดอยู่ เจ้าของที่จึงเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ว่า พื้นที่เดิมที่จะยกให้ ดูแล้วยังไม่สมบูรณ์ จึงยกพื้นที่เพิ่มให้ เพื่อให้ถนนอยู่ตรงกลางพื้นที่ และสุดพื้นที่จรดเทือกเขาตะนาวศรี อันเป็นต้นน้ำ

รวมพื้นที่ทั้งหมด ก็เลยกลายเป็นประมาณหกร้อยไร่ กระนั้นก็ตาม พื้นที่ที่ยกให้ ก็อยู่เพียงฟากหนึ่งของแม่น้ำตะนาวศรี ในขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นพื้นที่ของหลวง

เมื่อคณะของหลวงพ่อนิพนธ์สำรวจพื้นที่เสร็จ ก็เดินทางเข้าพักที่โรงแรมในทวาย ก็ปรากฎรถตำรวจ พร้อมคอมมานโด มาต้อนรับ โดยไม่ได้ตั้งตัว นำโดยผู้ว่ารัฐทวาย

ผู้ว่าแจ้งว่า ท่านอองซาน ทราบเรื่องและให้การสนับสนุนโครงการเต็มที่ ดังนั้น จึงมาเรียนให้ทราบว่า พื้นที่อีกด้านหนึ่งของแม่น้ำ ที่เป็นของหลวงนั้น อยู่ในอำนาจของตนที่จะอนุมัติให้ใช้พื้นที่ได้ จึงส่งทีมรังวัดมาให้หลวงพ่อนิพนธ์ ให้กำหนดเขตที่จะทำกิจกรรม และจะดำเนินเรื่องจัดสรรให้เป็นที่ในการทำกิจกรรม

อนึ่ง การร้องขอจากท่านอองซาน ในการจัดตั้งศูนย์ เนื่องด้วยดำริของท่านอยากช่วยชาวบ้าน เพราะรู้ดีว่าขาดอนามัยที่ดี ดังนั้นเพื่อให้การนี้ลุล่วง ทางพม่าจึงได้จัดตั้งมูลนิธิเพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะขึ้นมาใหม่ ตอนนี้อยู่ระหว่างให้หลวงพ่อนิพนธ์ตั้งชื่อ นั่นจึงเป็นสัญญาณว่า ไทยเราต้องเสียศูนย์ยาเสพติด และศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยเอดส์ ให้แก่พม่าแล้ว ช่างน่าเสียดายนัก

และท่าน ส.ว.แจ้งว่า ในโอกาสที่ทางมูลนิธิไทยกรุณา โดยหลวงพ่อนิพนธ์และกรรมการ ได้จัดสิ่งของ และอุปกรณ์การเรียน การกีฬา เพื่อแจกให้แก่โรงเรียนที่ มิต้า ของพม่านั้น ท่านอองซาน จึงฝากมาแจ้งให้ทราบว่า ตัวท่านจะเดินทางมาร่วมในกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์นี้ด้วยตนเอง

ในการเยือนก่อนหน้านี้ หลวงพ่อนิพนธ์ได้พบปะชาวพม่าท่านหนึ่ง ได้มีโอกาสคุยกัน ชาวพม่าท่านนั้นกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ด้วยเมตตาจิตของหลวงพ่อนิพนธ์นี้ ฟ้าต้องเปิดทางให้ หาใช่แต่พื้นที่ไม่ แต่ต้องเป็นสมบัติด้วย เพื่อให้หลวงพ่อนิพนธ์มีทุนในการดำเนินการ

เมื่อทางพม่ามอบที่ดินกว่าหกร้อยไร่ให้ ก็เป็นไปตามคำนั้นประการหนึ่ง ส่วนประการหลังหลวงพ่อนิพนธ์พูดกับผู้ติดตามว่า ตัวท่านไม่มีสมบัติอะไร แล้วใครจะมอบสมบัติให้มาทำกิจกรรม

หลังจากการเยือนเพื่อรับมอบที่ดิน และกำหนดเขตกิจกรรมแล้วเสร็จ คณะของพม่าผู้ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทรงอำนาจได้กล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า พื้นที่ที่จัดสรรให้นี้ เมื่อก่อนนี้ได้มีบริษัทฝรั่งได้สำรวจพบว่าเป็นแหล่งแร่ทองคำธรรมชาติ เคยขออนุญาตทางการพม่าเพื่อจัดทำเหมืองทอง หากแต่ทางการพม่าไม่อนุมัติ เนื่องด้วยกลัวจะเสียภูมิทัศน์ และธรรมชาติไป โดยบริเวณเหมืองคือต้นน้ำที่อยู่ในพื้นที่นั้นเอง

พร้อมกับชี้ให้ดูว่า จะเห็นชาวบ้านที่อยู่ด้านใต้น้ำที่ทำอาชีพร่อนทองที่ไหลตามน้ำมา ตลอดลำน้ำตะนาวศรี ... และได้พาหลวงพ่อนิพนธ์ไปดูกรรมวิธีการร่อนทองของชาวบ้าน

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวในเรื่องนี้ว่า สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพราะท่าน หากแต่เป็นเพราะฟ้าดินเขาบันดาลให้ เรื่องที่ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ จึงเกิดขึ้นได้และไม่มีอุปสรรคใดๆ เลย ผิดกับการทำกิจกรรมทางฝั่งไทย ที่ต้องเผชิญกับอำนาจรัฐ ที่ไม่เคยสนับสนุนก็พอทน แต่คอยแต่จะจ้องจับ อ้างกฎหมาย รับคนป่วยก็ไม่ได้ ....

การสนับสนุน ไม่ใช่แต่เพียงผู้ทรงอิทธิพล ข้าราชการ คนระดับสูง แม้นแต่พระที่อยู่ในบริเวณนั้น ทราบข่าว ก็ขอร่วมกิจกรรม ด้วยท่านเป็นผู้ชำนาญการในการปลูกดีปลี พริกไทย อาสาที่จะชำกิ่ง สมุนไพรต่างๆที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องการให้

อีกไม่กี่อึดใจ เราจะเห็น เราจะได้ยิน ความดังของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ที่คนทั้งโลกต้องยอมรับ เสียดายก็แต่มันไปอยู่ในพม่าแทน ทั้งที่ควรจะตกอยู่ในแผ่นดินไทย .... เสียครั้งนี้ หนักหนากว่าเสียทองครั้งกรุงศรีอย่างแน่นอน

หากแต่กระนั้น ด้วยความรักในพี่น้องคนไทย หลวงพ่อนิพนธ์ก็พยายามรักษาฐานที่มั่นในไทยไว้ ให้ดำรงอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่า บ้านนี้เมืองนี้ เขาจะชายตาแลหรือไม่

ใครจะเชื่อคารมนักการเมืองไทย ไปแห่ร่วมเป็นพวกก็ไม่ว่ากัน แต่คนที่รักประชาชนจริง ต้องมีแววแบบพม่านี้ ดูข่าวฟังข่าว บอกว่าบ้านป่าเมืองเถือน แต่ดูพฤติกรรมและการร่วมมือ ในกิจกรรมที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนของเขาซิ เศรษฐียอมให้ที่ ข้าราชการอำนวยความสะดวก นักการเมืองนำเสนอขออนุมัติ ชาวบ้าน พระ ให้ความร่วมมือ ดันกันเต็มที่... นี่ซิรักประชาชนจริง โอกาสทองที่ทำให้แก่พี่น้องประชาชนร่วมชาติ กระโดดใส่เต็มตัวไม่เสียดายเลย

เมื่อเสือมีปีก ได้การสนับสนุน และได้ทุนในการดำเนินการ มาดูน้ำใจลูกแม่ชีเมี้ยน ว่าสิ่งที่ได้จะมาทำสิ่งใด...

เราเชื่อมั่นเสมอว่า ... สิ่งที่จะได้เห็นนั่นคือประวัติศาสตร์ที่จะจารึก ให้คนรุ่นหลังได้อ่านอย่างแน่นอน

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ของแถม

วันจันทร์นี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ตอบรับคำเชิญของท่าน ส.ว. เพื่อเข้าไปกำหนดพื้นที่ที่จะใช้ในการปลูกสมุนไพร ที่ทางพม่ายกให้

ท่าน ส.ว. ให้เกียรติจัดรถขบวน และมารับด้วยตนเองที่ด่านพุน้ำร้อน พร้อมกับของแถมที่นำมาให้หลวงพ่อนิพนธ์

อย่างแรก ก็คือ ทางทหารแจ้งมาว่า พบสถานที่ที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องการหาแล้ว อยู่ห่างจากทวายไปประมาณร้อยกิโลเมตร คณะสงฆ์มีประมาณร้อยรูป พักอาศัยอยู่ในถ้ำ มีประชาชนไปมามากมาย มีสมุนไพรดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ดำเนินการอยู่ ดังนั้น โอกาสนี้ ก็จะพาหลวงพ่อนิพนธ์ไปดู

ประการต่อมา นั่นคือ ความเข้าใจในกระบวนการฟื้นฟูตนด้วยสมุนไพร ทางพม่า จึงได้จัดพื้นที่พื้นที่หนึ่ง ประมาณ ๑๖ ไร ซึ่งเป็นบริเวณชายหาดที่มีทะเลล้อมสามด้าน ปลอดคน และมีความสวยงาม เพื่อให้หลวงพ่อนิพนธ์ จัดสร้างกระต๊อบที่พัก เพื่อนิมนต์พระมาพัก อันจะทำให้กิจกรรมเกิดความสมบูรณ์ ตามพุทธดำรัส

สถานที่นี้ ก็ไม่ไกลจากพื้นที่สมุนไพร และทวาย ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หากไปดูแล้วว่าใช่ ก็จะดำเนินการ และเมื่อนั้นก็จะเชิญชวนพี่น้องคนไทย ไปเดินตามรอยของพระภูมี นั่นคือ ทำบุญล้างกรรม กับพระขันติสงฆ์ของพระภูมีองค์ใหม่ และกลับมาทานสมุนไพรล้างโรค

หากครรลองนี้เดินไป การฟื้นฟูตนของผู้ป่วย ก็ไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะเป็นโรคอะไร ผ่านฉลุย .... ที่สำคัญ ไม่เยิ่นเย้อ อืดเหมือนเรือเกลือ เช่นปัจจุบัน ที่ขาของบุญ ไปได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ

เตรียมขัน เตรียบทัพพี และเก็บเงินจากน้ำเหงื่อน้ำแรงของตน ไว้ไปทำของใส่บาตรพระขันติสงฆ์ของพระพุทธกัน แล้วจะได้รู้ว่า บุญมารอที่หัวกระได หรือ บุญที่แท้จริงเป็นเช่นไร คนยุคก่อน ถึงได้ฮือฮา แม้นจักไม่นับถือ แต่ก็ต้องยอมรับ

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ฉลาดแกมโกง

คนแก่กลุ่มหนึ่งเห็นหลวงพ่อนิพนธ์ก็กราบ แล้วกล่าวว่าช่วงนี้พวกอิฉันไม่ค่อยได้มาหรอก เพราะแก่แล้ว ไม่อยากมาเข้าแถวต่อคิว และก็ไปมาลำบาก

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่าแล้วมีสมุนไพรทานไหม กลุ่มคนแก่กล่าวว่า มี เพราะเดี๋ยวนี้ คนแถวบ้านพวกอายุน้อยๆ ประมาณสิบคน เขามาสมัครเป็นสมาชิก แล้วก็รับสมุนไพรไปขายให้พวกอิฉัน พวกอิฉันก็เห็นว่าเป็นสมุนไพรของที่นี่ ก็ซื้อไว้ทาน ขวดละสองร้อยบาท เห็นว่าสบายดี ไม่ต้องมารอคิว ไม่ต้องนั่งรถ

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวย้ำเสมอว่า สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เป็นสมุนไพรพุทธคุณ จะมีฤทธิ์หรือปาฏิหารย์ ย่อมต้องตั้งอยู่บนคุณธรรม คือการให้

คำของแม่ชีเมี้ยน เมื่อครั้งสามพี่น้อง ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาบวช ต้องให้สัตย์ปฏิญาณก่อนเรียนสมุนไพร จึงดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง ว่า สมุนไพรสูตรพระภูมี ทรงสาปไว้หนักหนา ใครทำขายฉิบหายแน่ วิบัติถึงชีวิต หากแต่ดำรงไว้ซึ่งคุณธรรม แม่ชีเมี้ยนก็อำนวยอวยพร คือ ยิ่งให้ ยิ่งเจริญ

และคำสำทับท้ายสุดของการให้สัตย์ นั่นคือ ผลที่จะบังเกิด ดีก็ดีสุดๆ ร้ายก็ร้ายสุดๆ

บทพิสูจน์นี้จึงเห็นเด่นชัดจากพระ ๗ สำนักที่แตกออกไป รวมทั้งถ้ำกระบอกเอง ที่แปรเปลี่ยนไปทำขาย สุดท้ายเจ้าอาวาสล้วนแล้วประสพชะตากรรมที่เลวร้าย ทั้งสิ้น องค์สุดท้ายก็เป็นมะเร็ง ไอเป็นเลือด จนตายนั่นเอง

เราจึงอยากย้ำคำของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มักกล่าวเสมอว่า จะไปทำบาปที่ไหนก็ไปเถอะ เว้นที่นี่สักที่ เพราะทั้งบุญและบาปมันแรง

จึงอยากจะย้อนอดีต ของความอยาก ... ไว้ให้พิจารณา นั่นคือ กฎธุดงค์ของพระของแม่ชีเมี้ยน ฉันวันละหนึ่งมื้อ และหากเลย ๙ โมงเช้าไป ไม่ได้ภัตตาหาร วันนั้นก็อดไป หากได้มามาก ก็แจกจ่ายญาติโยม ไม่นำติดตัวไปเผื่อวันหน้า

ในปีนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ให้พระประกาศธุดงค์ เมื่อเดินออกจากสำนัก วันหนึ่ง คณะของพระได้ไปปักกลดในไร่มะม่วง มะพร้าว ของโยมท่านหนึ่งที่มานิมนต์ พระรูปหนึ่งเห็นมะม่วงเกิดอยากฉันมะม่วง ท่านจึงคิดว่า เก็บมาไว้ในบาตร และซ่อนไว้ในกลด พรุ่งนี้เช้าจะได้ฉันให้อร่อย สมกับความอยาก ขอลูกใหญ่ๆสักลูก

ทั้งที่หมดฤดูฝนแล้ว แต่คืนวันนั้น ปรากฎว่าอยู่ดีๆก็มีพายุฝนตั้งเค้า และตกกระหน่ำ และมีฟ้าผ่าลงตนมะพร้าว และบริเวณสวน ทำให้ต้นมะพร้าวล้มทับกลดของพระองค์นั้น จนพระร่วมคณะต้องช่วยกันพาออกมาจากกลด

และหลังจากปีนั้นเป็นต้นมา ลุงเจ้าของสวนมักจะพูดให้ฟังเรื่องนี้เสมอ ทุกครั้งที่พระผ่านทางบ้านของลุงและปักกลด พร้อมกับชี้ไปยังต้นมะม่วงที่ลุงบอกพร้อมเล่าด้วยท่าทีขึงขัง เพราะฟ้าที่ฝ่าครานั้น ความแรงของฟ้าขนาดที่ต้นมะม่วงหมุน เล่าไปด้วยท่าทางที่อกสั่นขวัญแขวง เหมือนเรื่องเพิ่งเกิดเมื่อวานก็ปานนั้น

แผ่นดินนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ หลายคนอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกง ใช้กลวิธีต่างๆ ซึ่งท่านอาจจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน แต่แผ่นดินนี้ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงทำได้ ดังนั้น แม้นจะผ่านตาท่าน หรือคนอื่นใด แต่หลอกตาฟ้าดินไม่ได้หรอก

พระภูมีให้สูตรสมุนไพรมาทำไม

เมื่อพระภูมีนำธรรมมาเผยแพร่ แล้วทำไมต้องนำสูตรสมุนไพรมาด้วยเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า ก็หลักของพระภูมี มนุษย์ไม่เคยชิน ไม่เคยได้ยินได้ฟัง เป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคย พระภูมี ต้องอาศัยเหตุและผล เพื่อให้มนุษย์ใช้พิจารณา แล้วทำ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิจารณา นั่นคือ "สติ"

และปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าคนที่จะแสวงหาบุญ เพื่อช่วยตน ก็ต้องเป็นคนทุกข์ และคนที่เป็นทุกข์ ก็หาใช่ทุกข์เพราะขาดส่ิงของ หากแต่เป็นทุกข์เพราะโรค ที่ไม่ว่าดิ้นไปทางไหนก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของตนได้

แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ให้เห็นว่า พระภูมีทรงเล็งเห็นแล้วว่า คนทุกข์เหล่านี้ ก็ย่อมกลายเป็นคนขาดสติ ขาดพิจารณา เพราะความทุกข์จากความเจ็บ ความปวดเข้าครอบงำ วิญญาณจึงจดจ่อกับทุกข์นั้น ไม่สามารถสร้างสติ หรือพิจารณาธรรมอันใดของพระภูมีได้เลย

พระภูมีจึงนำสูตรสมุนไพร มาเป็นตัวเบิกร่อง ให้คนทุกข์ได้พ้นทุกข์เบื้องต้น เพื่อให้เกิดสองสิ่ง นั่นคือ เมื่อพ้นทุกข์จากโรคภัย ก็จะได้สติคืนกลับมา และที่สำคัญก็คือ การมีวันเวลา ที่จะได้พินิจพิจารณา ในคำสอนของพระภูมีนั้นเอง

เมื่อวันเวลาของคนทุกข์ผ่านไป แล้วสามารถช่วยตนจนพ้นโรคได้ ก็เหมือนปลาเริ่มติดเบ็ด พระภูมี ก็จะเริ่มสอนวิธีที่ถาวรในการพ้นทุกข์ หรือ ไม่ให้ทุกข์เช่นเดิมอีก นั่นคือ เริ่มสอนธรรมให้ไปปฏิบัติ เพื่อเป็นบุญเลี้ยงตัว

การทานสมุนไพร จึงเป็นแค่ปฐมบทของศาสนา ที่ช่วยพ้นทุกข์เบื้องต้น หากทำได้ ก็ได้ลาภต่ำสุด นั่นคือ "ความไม่มีโรค" คนที่ทำได้ ก็มีเจตจำนงไม่ได้มุ่งหวัง ไม่เกิด แต่มุ่งหวังเกิด แล้วรับผิดชอบวิญญาณ นั่นคือ เกิดชาติหน้าฉันใด ก็ได้ความไม่มีโรค

หากแต่ความมุ่งหวังของหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ โอกาสที่ได้เกิดมาในยุคของพระพุทธเจ้า องค์เป็นๆ พูดได้ สอนได้ สัมผัสได้ จึงฝึกฝนให้เตรียมพร้อม ในการปฏิบัติตามคำสอน แม้นจักโชคไม่ดี ว่าภาษาของท่านอาจฟังไม่ออก แต่ก็เข้าใจได้ว่าต้องทำอย่างไร

การทานสมุนไพรของที่นี่ การหายโรคจึงถือเป็นของแถม หากแต่จุดประสงค์ นั่นคือ การดำรงตนรอพระพุทธเจ้าเพื่อลาภที่เหนือกว่า ความไม่มีโรค นั่นเอง

ดังนั้น เมื่อได้เกิดในยุคนี้ หากได้กราบพระพุทธเจ้า ได้ตักบาตร ได้ฟังธรรม และได้ปฏิบัติ เท่านี้ชาตินี้ก็ไม่เสียชาติแล้ว

สิ่งที่เราเสียดายก็คือ หลายคนที่พออาการดีขึ้น หรือหายโรค ก็โดดออกจากเรือลำนี้ไปเสียแล้ว ไม่รู้เลยว่า นั่นเป็น แค่น้ำจิ้ม ของจริงยังไม่มา ....

จึงอยากชวนให้ทำตนรอให้เห็นกับตาว่า ทำไมคนทุกยุคจึงยอมรับในบุญญาธิการของพระภูมี ... ดูให้เห็นกับตาว่า มันยิ่งใหญ่ขนาดไหน ....

คนที่คิดจะมาเอาแต่สมุนไพรเพียงอย่างเดียว หรือมุ่งหวังหายโรคเพียงอย่างเดียว จึงช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

อยากรู้ก็ถาม

เวลาหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นนาทีทองของคนไข้ นั่นก็คือ ช่วงขณะที่หลวงพ่อนิพนธ์มาส่งคนไข้เข้ากระโจม หลังจากอบรมเสร็จนั่นเอง

เราจึงอยากเก็บคำถามเหล่านั้นมาฝาก อาจจักเป็นประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง

คนไข้คนแรก เป็นหญิงอายุประมาณสามสิบกว่า เป็นมะเร็งปอด หมอวินิจฉัยว่า อย่างเก่งก็อยู่ได้ไม่เกินสิ้นปีนี้ เธอถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า อาการเช่นเธอควรทำอย่างไร หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ก็ต้องทานสมุนไพรเขียวให้ถึง ที่ขาดไม่ได้คือ สมุนไพรมะพร้าว ให้ใช้มะพร้าวท่ี่เป็นลูกยา นำไปเผาเองทานทุกวัน

เธอถามว่า ตอนนี้เธอมีอาการปวดและอักเสบ หลวงพ่อนิพนธ์ตอบว่า ก็เป็นธรรมดา เมื่อเราเป็น ก็ต้องยอมรับในกรรมที่เราทำมา จะให้ไม่เจ็บไม่ปวดเลย เป็นไปไม่ได้ ดูคนที่ตายด้วยมะเร็ง เห็นหรือไม่ว่า ล้วนแล้วแต่ปวดตายทุกคน จนก่อนตายต้องฉีดมอร์ฟีน ปวดของเราแค่นี้ก็ต้องทน ทานสมุนไพรเขียวแก้ปวด แล้วยอมใช้กรรม ส่วนการอักเสบ ก็ให้ทานสมุนไพรเหลือง และลูกกลอนน้ำผึ้ง สามเวลา จะช่วยในการอักเสบ สิ่งที่เกิดกับเรา นี้เขาลดโทษให้แล้ว หากยังปฏิเสธอีก ก็เลิกทานสมุนไพร กลับไปหาหมอฉีดยาแก้ปวดแทน เขาเรียก คนที่ปฏิเสธกรรมที่ทำมา

คนไข้ท่านหนึ่ง เป็นหญิง เธอถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ตอนนี้สภาพของเธอคือ อ้วนมาก ควรทำอย่างไร หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ก็ทานสมุนไพรมะพร้าว พร้อมกับสมุนไพรเหล์อง และลูกกลอนดำ หลังอาหารทุกมื้อ และร่างกายจะถ่ายเอาไขมันออก ไม่นานก็ผอมแล้ว

คนไข้ท่านหนึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน หลวงพ่อนิพนธ์ก็แนะนำว่า เวลาแปรงฟัน ก็ให้นำกานพลูมาตำให้ละเอียด แล้วก่อนแปรงฟัน ก็เอาแปรงจุ่มกานพลูให้ติดกับยาสีฟัน แล้วแปรง ฟันก็จะแข็งแรง ไม่ต้องไปหาหมอฟันแล้ว หรือจะใช้วิธีของน้องคุณธานินทร์ ที่ฟันโยกและมีปัญหาฟันเกือบทั้งปาก ที่ใช้วิธีเคี้ยวสมุนไพรเหลืองเหมือนหมากฝรั่ง ให้นานที่สุด ไม่นานฟันก็กลับมาแข็งแรงแน่นปึ๊กทั้งปาก ไม่มีฟันผุอีกเลย

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44