วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2561

เอาไงแน่

ทุกคนที่มาล้วนมุ่งหมายหายโรค แปลความว่าอยากเป็นปกตินั่นเอง

ก็แล้วความปกติย่อมหมายถึง มีความรู้สึก รับรู้ ร้อนหนาวได้ ใช่หรือไม่

อ.อร่าม จึงมักกล่าวเสมอว่า กระบวนการนั้นจะเกิด หลังเซลล์ฟื้นตัว และเซลล์จะฟื้นตัวย่อมต้องผ่านอาการเป็นธรรมดา

ก็ไม่ต่างอะไรกับนิ้วของนักกีต้าร์ หากด้านเล่นก็ไม่เจ็บ ครั้นพอหยุดแล้วบำรุง เนื้อก็กลับมาอ่อนนุ่มทีนี้ไปเล่นก็เจ็บนื้วเป็นธรรมดา

ทีนี้ไม่อยากเจ็บ ทั้งๆที่นั่นแลปกติ ก็เลยงง จะเอาแบบไหน

ร่างกายไม่รู้สึกนั้นดีหรือ ผิดปกติแล้ว แต่ถ้าคัน ร้อน รู้สึกนั่นแลกลับมาปกติแล้ว

บทสรุป อาการและความรู้สึก ต้องเกิดเป็นธรรมดา ในกระบวนการฟื้นฟู แต่ที่ต่างกับอาการที่เกิดจากโรคคือ เมื่อเกิดแล้วจะค่อยๆลดอาการลงแล้วหาย และอาจจะกลับมาเป็นอีก แต่ก็จะเบาลง คล้ายปล่อยบอลลงพื้นนั่นเอง หากเกิดจากโรคโดยปกติ อาการที่เกิด มักจะอยู่นาน และจะทวีความรุนแรงเรื่อยๆ

ถ้าไม่อยากให้อาการเกิด หรือรู้สึก ก็แค่หยุดทาน กระบวนการฟื้นฟูก็หยุดไปเอง ก็กลับไปสภาวะเดิม นั่นคือร่างกายไม่สามารถต่อสู้ อาการก็ไม่ถูกคุ้ย


วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561

หาย

คำสอน ที่ควรพิจารณา นั่นคือ เหตุแห่งโรค

ก็ถ้าเราท่านเชื่อศาสตร์ของโลก ย่อมหยุดเหตุที่มาของโรคที่เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส ... ว่ากันไป แล้วก็มุ่งรอยาที่กำจัดเชื้อเหล่านั้น

วันเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ต้องไปดูการพัฒนาของยา ความน่าเชื่อถือ ด้วยห้องปฏิบัตการที่ก้าวล้ำทันยุค เกินจินตนาการ แค่ดูจากสถิติผู้เสียชีวิตด้วยโรคนั้นๆ หรือ ดูแคบเข้าจุดเลย ก็ดูเศรษฐีที่เข้าถึงเทคโนโลยีนั้นๆ มีใครรอดบ้าง

หนทางรอดในศาสตร์ของพระภูมี มิอวดอ้างว่ามียาดี รักษาทุกโรค ช่วยคนได้ทุกคน แต่อย่างน้อย ก็ชี้ว่า เหตุแห่งโรคที่แท้จริงคือ “กรรม” และทำให้ดู ผู้ใดฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม เมื่อทำได้ ก็ช่วยตนพ้นโรคได้

หากจะถามว่า หาย โดยวิธีใด ก็ต้องย้อนไปหาเหตุ ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอน ว่า “กรรมมาเพื่อให้เป็นทุกข์” ด้วยสิ่งนี้เราทำไว้แล้ว เวลานี้ผลอันนั้นมาอุบัติ

นี่แลทำไมไม่มียา ก็เพราะไม่มีสิ่งใดทำลายผลที่ทำไว้แล้วได้นั่นเอง

แล้วศาสตร์ของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ทำโดยวิธีใด ก็เปลี่ยนทุกข์จากโรค มาเป็นทุกข์กับวินัยของพระภูมีแทนนั่นเอง

อยากหาย จึงต้องทุกข์กับรสชาดของสมุนไพร ที่ขม เผ็ด ร้อน ... อันมหาศาล ต้องเข้ากระโจมร้อนๆ ใช้จนกว่าจะหมด ทะยอยใช้ เมื่อยอมใช้ ก็ต้องมีวันหมด หายโรคได้

บทสรุป อยากหายโรค แต่เลือกวิธีที่สุขสบาย โยนยาเข้าปาก ไม่มีใครประสพผล แต่มีคนเดินตามมากมาย เพราะถูกกับนิสัย ปฏิเสธกรรมที่ทำมา ยิ่งมีแต่เพิ่มโรค แลอยากจะหายด้วยศาสตร์พระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็ต้องมีวินัย ยืนระยะในการทานและสม่ำเสมอ ต้องทนอาการของโรคได้ นี่คือข้อปฏิบัติอย่างน้อยที่จะพอให้หายโรค

สิ่งที่ควรคิดต่อ หายโรคแล้วไง จะไม่กลับมาเป็นอีกแน่หรือ แล้วทำไมไม่เรียนวิชา ที่จะไม่เป็นโรคอีกเล่า มัวแต่เอาและหยุดที่หายโรคในวันนี้ เท่านั้น แม่ชีเมี้ยน มีของดี กว่าหายโรคนัก

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561

มีเพื่อ

สิ่งหนึ่งที่มักถูกย้อนกลับมา เมื่อฟังคำสอนชี้ให้เห็นจุดมุ่งหมายของศาสนา คือ คนดี คนทั้งหลายก็มักจะกล่าวว่า ตนนั้นก็ทำความดีประจำอยู่แล้ว

ช่วยเหลือคน บริจาคทรัพย์ ไม่เคยทำร้ายใคร มากมายหลายรูปแบบ แล้วแต่บุคคล แม้กระทั่งเข้าวัด บวชเป็นชีเป็นพระก็มากมาย

ความจริงที่ปรากฏ แก่คนดี แลสร้างความคลางแคลงใจในการทำความดีของตนนั่นคือ ทำดีขนาดนี้ ทำไมยังต้องเป็นโรค ต้องทุกขเวทนาขนาดนี้

บ้างก็เลยพาล คิดไปว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วแม่งเลยดีกว่า เห็นไหมคนที่ปล้นเขากิน โกงเขากิน ฉ้อเขากิน เห็นกันมากมายในเมืองนี้ เจริญเอาๆๆๆๆๆ

นี่แลความไม่รู้ในเรื่องศาสนา การไม่เป็นคนจริง ทำไมจึงกล่าวเช่นนี้

ที่ไม่เป็นคนจริง หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า กรรมเราทำไว้แล้วถึงเวลาก็ต้องรับ จะปฏิเสธสักฉันใดไม่ได้เลยหากแต่ผลกรรมในวันนี้ นั่นเป็นผลกรรมที่ทำในอดีต วันนี้ของเราตกในปล้องกรรมชั่ว ถึงวันนี้จะเป็นคนดีสักฉันใด ผลชั่วก็ปรากฎมาให้ทุกข์ อยู่นั่นเอง ส่วนผลของความดีที่ทำในวันนี้ ก็ต้องไปรอรับเอาในภายภาคหน้า และได้รับอย่างแน่นอนเช่นเดียวกัน

ส่วนที่ไม่รู้เรื่องศาสนา ก็ผสมปนเปนึกทึกทักเอาเอง ว่าทำดีแล้วผลกรรมชั่วจะหมดไป แท้จริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะกรรมดีกรรมชั่วเป็นของโลกโลกีย์มีศักดิ์เท่ากัน ไม่ก้าวก่ายกัน ต่อให้วันนี้ทำดีสักฉันใด ทุกข์ที่เกิดจากกรรมชั่ว ก็หาน้อยลงไปสักนิดไม่

นี่แลทำไมต้องมีศาสนา แลมนุษย์ไปหาศาสนาเพื่ออะไร หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ศาสนาเป็นองค์กรที่สาม ไม่เอาทั้งดี และชั่ว ที่ซึ่งเกิดจากนิสัยตน หากแต่ใช้ธรรมวินัยของพระภูมี มานำตนสร้างการกระทำที่เที่ยง ตามวาจาของตนที่ให้ไว้กับศาสนา ผลที่เกิด คือ บุญบารมี ทานบารมี ชนะกรรมได้ จึงมีไว้ให้คนที่อยากเปลี่ยนพรหมลิขิตแห่งตน ด้วยการนำธรรมมาพัฒนาวิญญาณของตน

หากไร้เสียซึ่งศาสนา ไม่ว่าจะทำสักฉันใด จักพบว่า เปลี่ยนพรหมลิขิตตนไม่ได้ จะพ้นทุกข์ก็ต่อเมื่อหมดปล้องกรรมเท่านั้นเอง จึงเป็นเหตุที่กล่าวว่า ทำไมโรคนี้ไม่มียารักษาโรค หากโรคนั้นเป็นโรคตาย เพราะเปลี่ยนพรหมลิขิตไม่ได้นั่นเอง

บทสรุป เมื่อมาพานพบศาสนา อยากเปลี่ยนพรหมลิขิตแห่งตน จากเป็นโรคตายด้วยโรค เป็นหายโรค และไม่ตาย หากไม่เอาธรรมของพระภูมีแล้วไซร้ จะไปกันอย่างไรหนอ

จะมีก็แต่พวกฉ้อเขากินเท่านั้นแลที่บอกว่าทำได้ ทำอย่างนี้ซิ ทำอย่างนั้นซิ กินยานี่ซิ ช่วยหายโรคได้ ท้ายี่สุดความจริงก็จักปรากฎ เสียทั้งเงิน เสียทั้งชีวิต

ไม่ว่าที่ใด พฤติกรรมใด ยาใด ที่อวดอ้าง มีหรือจะชนะกรรมได้

ก็แล้วเราท่าน อย่างที่ อ.อร่าม กล่าว บุญพามา พานพบศาสนา หากฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ผู้ใดทำได้ นั่นแลจึงจะสมปรารถนาได้

คนดี ของศาสนา จึงไม่ใช่ดีแบบโลก ที่มีสติก็ทำ อยากทำก็ทำ แต่เป็นคนดี ด้วยการให้สัญญาใจ กล่าวแก่พระพุทธ แล้วทำได้ ตามวาจาที่ให้นั้นต่างหาก เรียกว่า ให้ “สัจจะ” แล้วประคองสติทำตาม สัญญาใจที่ให้นั้น

คนดีของศาสนา จึงเริ่มกระทำทีละน้อยๆ วันละหนึ่งชั่วโมง เช่น ไม่โกรธ 1 ชั่วโมง ไม่ติเตียนสามี หรือภรรยา 1ชั่วโมง

ใครทำตาม สัจจะ ที่ให้ไว้ได้ นั่นคือคนดี ผลแห่งการกระทำนี้ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า “เป็นบุญ ช่วยตนพ้นกรรมได้

ก็แล้วสมุนไพรหล่ะ นั่นไม่ใช่แก่นสารของศาสนา มีไว้เพียงเป็นพี่เลี้ยง ให้คน ี่อยากเป็นคนดี แต่สภาพร่างกายไม่พร้อม จะได้มีโอกาสทำความดี สร้างบุญได้ ตามปรารถนา เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่าเหมือนพี่เลี้ยง เป็นไม้เท้า พยุงให้เดินได้ เมื่อเดินได้ เขาก็เอาคืน จะพึ่งตลอดนั้นหาได้ไม่

คนที่มา แล้วเอาแต่สมุนไพร ไม่เอานิสัยธรรม บทสรุปดท้ายย่อมถึงทางตัน ถ้ากินสมุนไพร กรรมเขาทำลายด้วยโรคไม่ได้ เขาก็ทำลายด้วยอุบัติเหตุ อุบัติภัย นั่นก็คือ หนีพรหมลิขิตตนไม่พ้น การมาพบศาสนา สิ่งที่ หมาก็เสียเปล่า ช่วยตนให้พ้นพรหมลิขิตไม่ได้


วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

เอากลับไป


ไม่แปลกที่คนทั้งหลายมามูลนิธิไทยกรุณา ย่อมมุ่งหมายสมุนไพร เป็นสำคัญ จะด้วยเหตุผลใดก็ตามทีที่ทำให้มา

และความมุ่งหมายคาดหวังสูงสุด ย่อมเป็นการหายโรค

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า แผ่นดินที่มูลนิธิ นั้นทำเพื่อเป็นทานบารมี หายโรค จึงเป็นสิ่งสูงสุดที่คนที่นั่นมุ่งหวัง จึงไม่แปลก แต่ที่แผ่นดินลพบุรีนั้นไม่ใช่

แผ่นดินนี้ เป็นแผ่นดินที่แม่ชีเมี้ยนทรงเปลี่ยนผ้าครองจากสีขาวของแม่ชี เป็นสีกลัก แล้วพาพระ 6 เณร 3 ขึ้ถ้ำกระบอก ในวันที่ 1 มกราคม 2501 หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า”เป็นแผ่นดินบุญ

ลำพังสมุนไพร อาจหายโรค แต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่ตาย

ก็กรรมมันยังอยู่ และโรคก็เป็นบริวารกรรม เมื่อใช้มาฆ่าเราท่านไม่ได้ ก็มีบริวารอีกมากมายทำให้เราท่านตายได้

ภาพนี้มีให้ดูซ้ำแล้วซ้ำอีก หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้ดู แต่คนทั้งหลายก็หยุดแค่สมุนไพร เดินตามรอยนี้

ดูรอยรุ่นพี่ ภรรยาของลูกศิษย์ท่านหนึ่งเป็นมะเร็งมดลูก ทานสมุนไพรจนหมอบอกว่า ไม่มีเชื้อมะเร็ง แต่กลายเป็นก้อนซีส ในท้องทำให้เดินไม่ค่อยสะดวก เนื่อจากมีหลายก้อน และมีขนาดใหญ่ ขอหลวงพ่อนิพนธ์ไปตัดออก ท่านก็ตามใจ หลังผ่าตัดหมอบอกต้องฉายแสง จนครบคอร์ส ก็ไปฉาย ครั้งแรกก็ผ่าน ครั้งที่สอง ฉายผิดตำแหน่งไปหนึ่งเซ็นต์ ทำให้กระเพาะและลำไส้ทะลุ เลือดอกไม่หยุดเสียชีวิต หมอบอกโอกาสแบบนี้ 1ในหมื่น

แผ่นดินบุญ จึงมีค่าเหนือกว่าสมุนไพรนัก เป็นแผ่นดินที่ผู้มาฟังพิจารณา เชื่อแล้วทำตาม เอาวินัยของพระพุทธเจ้าไปนำตน สามารถช่วยให้ชีวิตปลอดภัย ยกจิตวิญญาณขึ้นสูง ทำตนให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท รอดทั้งตายโหง ตายห่า ที่ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ทำให้ดูมาตั้งแต่ปี 30 แล้ว มากมาย

บทสรุป ท่านอาสิจึงชี้ให้เห็นในวันงานรำลึกคุณหลวงพ่อนิพนธ์ที่เรา ่านควรเอากลับไปคิด ตัวเราท่าน มิใช่มีแต่เพียงกาย ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่า อยู่และตามติดไปทุกภพทุกชาติ นั่นคือ “วิญญาณ” ที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลย เป็นตัวรับทุกข์สุข ของเราท่าน

แผ่นดินบุญ ใครเดินตามย่อมปลอดภัย ไร้โรคา ไร้อุบัติภัยถึงชีวิต ส่วนสมุนไพร เขาให้เป็นของแถม เป็นพี่เลี้ยง ช่วยให้การปฏิบัติธรรม เป็นไปได้ตามปรารถนา

มูลนิธิ จึงเสมือนไฟ ล่อให้เข้ามา ศูนย์ปฏิบัติธรรมต่างหาก จึงเป็นที่สร้างที่พัก ร่มบุญแห่งชีวิต ให้รอดปลอดภัยอย่างแท้จริง

ก็เลือกเอา ชอบแบบไหนทำเอาเอง

คนมีบุญ ไม่ตายแน่ จึงกินเป็นสุข นอนเป็นสุข อยู่ครบอายุขัย คนไม่มีโรค แน่ใจหรือว่าไม่ตายแน่ ยิ่งคนเป็นโรคด้วยแล้ว ทุกข์มาจ่อหน้าประตู จะหาสุขนั้นยากยิ่ง

ศาสนาจะมีค่า ก็เฉพาะคนเห็นค่าของวิญญาณตนเท่านั้นแล มันจึงมีไม่มาก เพราะเทื่อตราบใดกรรมยังไม่อุบัติ บีบเค้นวิญญาณ ก็ไม่เห็น

คำของแม่ชีเมี้ยนตรัสไว้ เอากลับไปคิด “คนเราจะเห็นศาสนา ก็เมื่อเวลาตาย” นั่นเพราะเห็นแล้วกรรมกำลังมารับเรา ไปเสวยทุกข์ตามกรรมที่ทำมานั่นเอง เมื่อมาถึงแผ่นดินธรรม แล้วไม่ทำ การมาพานพบก็เสียเปล่า แล้วแน่ใจหรือ ชาติหน้าฉันใด เราท่านจะได้พบอีก

ไม่ทำ ก็ไม่ว่า เพราะยังไม่เชื่อว่า กรรมมีจริง ธรรมก็มีจริง หวังแต่วันที่อยากได้อยากทำ ยังเหลือกำลังและเวลา พอที่จะกอบกู้ตนขึ้นมาได้

ที่สำคัญกว่า แน่ใจหรือว่ายังมีแผ่นดินนี้อยู่

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

หลงทาง


มองดูสถานการณ์ของประเทศแล้วหดหู่ มองมุมไหนก็มีแต่วาดฝัน ขายฝัน ห่างไกลความเป็นจริง

การแก้ปัญหา ย่อมสะท้อนการมองปัญหา เมื่อเริ่มผิด แก้สักฉันใด ย่อมมีแต่ตกอยู่ในสภาพลิงแก้แห ยิ่งแก้ยิ่งพัน

นี่แลยุคมืดหรือยุคดวงเมืองตกต่ำ ใครที่วาดฝันความเจริญความรุ่งเรือง เตรียมใจเลยว่า “ไปไม่ถึงฝั่งฝัน” อย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์ เคยชี้ว่า นั่นเพราะสิ่งที่ทำ คิดแต่จะพึ่งผู้อื่น นั่นเอง

ตอนนี้กระดี๊กระด๊า หวังว่า แจ๊คหม่ำจะมาสร้างปาฏิหาริย์พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ก็ฝันกันไป

แต่เราอยากให้พิจารณาคำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์ ว่าอะไรกำลังจะเกิด เมื่อกรรมหมู่มาอุบัติ ทุกยุคทุกสมัยของพุทธกาล หน้าที่ของพระพุทธเจ้าคือ ดับทุกข์เข็ญ นั่นย่อมหมายถึงการจะต้องมีหายนะของมนุษยชาติเสียก่อนนั่นเอง

ใครฝันถึง ไทยแลนด์ 4.0 ก็ว่าไป แต่ด้วยนิสัยของกลุ่มคนชั้นนำเรากลับเห็นหายนะของประเทศรออยู่

ทุกตัวคนกังวล อยากหายโรค แต่หลวงพ่อนิพนธ์ว่านั่นมันเรื่องเล็กน้อย ทำอย่างไรจึงจะรอดจากมหันตภัยที่กำลังจะอุบัติ นี้ต่างหากเรื่องใหญ่

นี่แลคือความสำคัญของสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ แลชี้ว่า ใครปรารถนา ก็น้อมนำไปทำเพื่อช่วยตน ให้ดำรงชีพอยู่ได้ดูศาสนา คือดูพระพุทธเจ้า ที่กำลังจะอุบัติมาในแผ่นดินพม่า

บทสรุป ด้วยนิสัยคนไทยเวลานี้ ไม่มีทางเลยที่ประเทศจักพัฒนาไปได้ บทพิสูจน์กำลังดำเนินอยู่ แล้ววันหนึ่ง คนทั้งหลายจะโหยหา คนที่มีคุณสมบัติ คนที่มีศาสนาประจำใจ คนที่ให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ความสัตย์ซื่อ จักเป็นสิ่งล้ำค่าในตัวคน หาใช่ความรู้ไม่ สิ่งเหล่านี้มีในคำสอนที่แม่ชีเมี้ยนนำมานั่นเอง

วันเวลาจักเป็นเครื่องพิสูจน์ การฝึกนิสัยการทำให้ ดั่งพระพุทธเจ้าในวันนี้ หลายคนเบือนหน้าหนี มองไร้คุณค่า การหยุดลดกิริยาตน ในการทำกิจกรรมที่ท่านอาสิชี้ หลายคนว่าไร้สาระ แต่คุณสมบัติเหล่านี้ ฟ้าดินเขาชมเชย วันนี้อาจถูกหัวเราะเยาะ โง่ฉิบหาย ทำทำไมให้เหนื่อย เมื่อใดที่ภัยมา ความจริงมาถึง กรรมมาอุบัติ คนทำได้คือคนที่รอด มีโอกาสหัวเราะทีหลัง และดังกว่า

จักพัฒนาประเทศ โดยไม่พัฒนาคน ให้มีจิตใจที่สูง นั่นหลงทาง ไม่มีวันสำเร็จ น่าเสียดายคนไทยทุกวันนี้ เรียนสูงกันมากมาย ด๊อกเตอร์เต็มประเทศ หาปัญญาแท้จริงไม่มี คิดแต่เดินตามผู้อื่น ทั้งที่คนที่ตนตามมันยังเอาตัวไม่รอด มีของดีคือรอยธรรมกลับไม่เดิน

ดูน่ะ พยากรณ์ ท้าพิสูจน์ มองไปบ้านใกล้เรือนเคียง ด้านตะวันตก ประเทศที่กำลังเดินตามรอยธรรมคำสอน วันหนึ่งจะเป็นผู้นำของโลก ผู้คนต้องแห่แหนกันไปเรียน ว่าแต่อยากเห็นก็ทำตนอยู่ดูความจริงนี้ ทำตนให้รอดภัยพิบัติ

หากใครจะถามว่า ความมุ่งหมายของแม่ชีเมี้ยนที่ให้หลวงพ่อนิพนธ์ดำรงสิ่งนี้ไว้ในประเทศไทย เพื่ออะไร คำตอบจึงชัดเจนเรียบง่าย “ให้คนที่เชื่อ ได้ทำตนอยู่ดูศาสนา ดูพระพุทธเจ้า. นั่นเอง” แล้วจะได้เห็นว่ายุคที่มีคนดีมากมาย มีพระอรหันต์ หรือที่เรียกว่า “ยุคศิวิไลซ์” เมื่อคนมีศาสนาในหัวใจ โลกมันสดสวยฉันใด น่าอยู่เพียงใด

ว่าแต่เราท่านจะได้อยู่เห็นหรือไม่ เมื่อนั้นแลจึงเป็นประเทศที่เจริญแล้วอย่างแท้จริง

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

แพ้

โรคที่คนทั้งหลายแก้ไม่ตก รักษาไม่หาย แต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า “หายโรคนั้นง่าย

แล้วทำไมคนทั้งโลกทำไม่ได้

ประการแรก ที่ท่านชี้ นั่นคือ ประเมินคู่ต่อสู้ผิด ไม่คิดว่าเหตุที่มาของโรค คือ “กรรม” เมื่อสมมุติฐานผิด การแก้ปัญหาก็ผิด มัวแต่จมปลักเสียวันเวลาทั้งหมดไปเพื่อหายารักษา หาให้ตายก็ไม่มี ทำไม่ได้

คนที่หวังรอยา รอคนอื่นช่วย ขาดปัญญาของศาสนา จึงถูกหลอก เอายาระงับอาการเฉพาะหน้า แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันหนึ่ง ผลที่ตามมาจะฉิบหายอย่างไร ไม่สน คนกินยิ่งกินโรคเก่าไม่หาย สองสามตามมา เห็นกันมากมาย คนก็ยังแห่แหนเดินตาม เชื่อ

ประการถัดมา ไม่เชื่อกรรมก็ยังพอไหว แต่ท้าทายกรรมนี่สิ ไม่ยอมรับ ปฏิเสธกรรม ท่านจึงชี้ว่า แทนที่จะทยอยใช้ ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ที่ละสามวันเจ็ดวัน นี่ไม่ยอมเลย ไม่ให้ร่างกายรับรู้สร้างภูมิ เหมือนปล่อยน้ำ นี่เล่นกักทำเขื่อน ก็นึกว่าเขื่อนของตนดี ยาดี กินปุ๊ปหายปั๊บชอบใจ เจออีกทีน้ำป่าหลาก กรรมหนักมาเขื่อนพัง ทีนี้าเป็นมะเร็งเลย

ประการสำคัญ ไม่ยอมรับความจริง กว่าจะมาเป็นโรค ต้องสะสมมานานสักเพียงใด มิใช่กินของปิ้งย่างวันนี้ พรุ่งนี้มะเร็ง กินเค็มถ้วยหนึ่ง ไตพังเลย ก็หาไม่สั่งสมพฤติกรรม มานาน แต่พอจะแก้ จะเอาแต่ใจนึก กำหนดเอง สามวันหายเจ็ดวันหาย

บทสรุป ครั้นมาพบเจอศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ทาง ทำให้ดูมามากมาย ผ่านมาหลายสิบปี สิ่งที่สอน สิ่งที่สั่ง ให้มีการกระทำถูกกลั่นกรองว่าทำแล้วดี ปากบอกว่าอยากหาย พฤติกรรมกับสวนทาง ในขณะที่หลายสิ่งเมื่อเขาบอกให้ทำ ไม่เคยมีผลสำเร็จให้เห็น แค่เอ่ยอ้างว่าดี พูดอะไรทำหมด เททั้งใจ เททั้งทรัพย์ เท่าไหร่เท่ากัน ไม่แปลกว่าจะไปทางไหนก็แพ้ สิ่งที่ตนชอบนั่นของปลอม ทำช่วยตนไม่ได้ เจอของจริง ตนไม่ชอบ ไม่อยากทำ ก็เลยช่วยตนไม่ได้อีกนั่นแล

มัวแต่เฝ้าอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธ์ช่วยด้วย ขอให้ตายไม่เป็นผล หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ทางว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้ คือ “ธรรม” ช่วยใครไม่ได้ สอนวิธีทำ พิจารณา เชื่อ แล้วทำเอง เฉกเช่นทำกรรมตามนิสัยกรรมจนเกิดโรค ทำเอง ทำธรรมด้วยนิสัยธรรม จนหายโรค ก็ต้องทำเอง

จะหลอกตัวเองสักฉันใด เหมือนหลอกเจ้าชายด้วยวังสามฤดู ช้าเร็วความจริงย่อมปรากฏ ทำเหมือนคนทั่วไป จะชนะกรรมชนะโรค แพ้ตั้งแต่เริ่มแล้ว เพราะทำตามความคิดกรรม ชนะกรรมไม่ได้หรอก คนที่จะชนะกรรมชนะโรค แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ว่ามีหนทางเดียว คือใช้ธรรมนำตน ทำตนเหนือมนุษย์ ตามรอยพระพุทธเจ้า

พระพุทธเขาทำเหนือโลก จึงไปนิพพาน หายโรค แค่ทำเหนือมนุษย์ ก็พอแล้ว ทำอย่างไรถามท่านอาสิ หรือไปหาผู้ปฏิบัติที่ลพบุรี แล้วจะรู้ว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล้ารับคนป่วยที่หมอปฏิเสธ โดยไม่กลัว ก็วิชาของแม่ชีเมี้ยน เป็นของจริง ทำตามแล้วย่อมเกิดผลช่วยตนได้

เพราะไม่เห็นค่า ไม่มีพ่อแม่ไม่มีเรา คุณบิดามารดาจึงไม่สำเหนียก ดุด่าได้ง่ายดาย เพราะไม่เห็นค่าการกระทำ ที่มีต่อวิญญาณ เอาแต่สุขเฉพาะหน้า ก็หาเห็นค่าของศาสนา ครูบาอาจารย์ จะลดกิริยาสักนิด ห้ามตนไม่ให้คุย รักษาเอกลักษณ์ของเขา ก็หามีไม่ ไม่รู้คุณบิดามารดา หาความเจริญได้ไม่ ไม่รู้คุณศาสนา วิญญาณย่อมไม่มีทางอยู่สูง อย่าว่าแต่สวรรค์เลย บนดินยังอยู่ยาก จึงอย่าสงสัยเลยทำไมคนนั้นหายไว หนักกว่าเราอีก ก็เขาเชื่อ เขาทำ แต่เราบอกเชื่อ แต่ไม่ทำ นี่แหละเชื่อว่าสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนดี แต่ไม่เชื่อว่าเขามีวิญญาณ แพ้ตั้งแต่เริ่มแล้ว ทานสักฉันใด ทานไปทานมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า “เหมือนน้ำ” ด้วยพฤติกรรมแห่งตนที่ดึงเขามาต่ำ นั่นเอง "ของต่ำจะยกวิญญาณขึ้นสูงได้หรือ" นี่แหละเหตุแห่งความพ่ายแพ้ หายโรคจึงกลายเป็นเรื่องยาก

ไม่เชื่อ ไม่ว่ากัน รอไปเถอะ ยารักษาโรค กินไปเถอะสมุนไพร ถ้ำกระบอกยังฉิบหาย ทั้งที่เคยดังทะลุโลก อเมริกา อังกฤษ ต้องยอมรับและให้ทุนสนับสนุน เพราะที่นั่นเหลือแต่ซาก ดั่งมัมมี่ ก็ด้วยพฤติกรรมของคนทำแลคนทานนั่นเอง พิจารณาเถอะ ด้วยพฤติกรรมของเราท่านในวันนี้ อยากให้ผลเป็นอย่างไร เลือกแล้วทำเอง ถึงเวลาผลของการกระทำปรากฎ นั่นทำเอง

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561

สักนิด

ตอนมา ทุกตัวคนอยากหายโรค เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนที่สุด

แต่พอดีขึ้น สบายขึ้น ก็ค่อยๆลืมเลือนว่าเป้าหมายที่ตนตั้ง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้คิดสักนิดว่า โรคเหมือนงูพิษ นอนแน่นิ่ง หรือไม่ขยับ ไม่ได้บอกว่าจะไม่ฉกกัด หรือฆ่าเราไม่ได้

หรือแม้นอยู่ห่างๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เจอะเจอกัน

ดังนั้น การมาฟื้นฟูตน สักนิด สักแว๊บที่พึงคิด นั่นคือ “มันแว้งได้ทุกเวลา” ท่านจึงสอนว่าเมื่อพบเจอตัว ตี

และต้องตีให้ตายในคราเดียว

บทสรุป แล้ววันนี้ตัวเราท่านหล่ะ มีสักนิดไหมที่หวนคิดความจริงอันนี้ ตอนแย่อาการหนัก ก็ขยันมา พอดีหน่อย อยากมาก็มา อยากหยุดก็หยุด ก็ไม่ได้กีดกันห้ามการกระทำ แต่คำเตือนของครูบาอารย์ ควรฉุกคิด สิ่งที่ทำนั้นเดิมพันด้วยชีวิต และถ้าเอามันไม่ตาย เผลอไผลแม้นเพียงน้อย โดนแว้งกัดอาจไม่เหลือวันเวลา ไม่หยุดวันนี้ไม่ตายแน่นอน แต่หยุดวันนี้ตามความอยากแน่ใจหรือว่าจะมีวันหน้าแน่นอน

อดเปรี้ยวไว้กินหวาน คิดสักนิด หายแล้วเวลาก็มีมากมายอยากทำในสิ่งที่อยากทำ แต่ประมาทตามใจตามอยาก สิ่งที่อยากอาจได้แค่คิด ภาพนี้เห็นมามากมาย


วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561

รอย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่าการหายโรคนั้นเป็นเรื่องง่าย ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น

ก็เพราะพระภูมีสร้างรอย ถากถางทางไว้ให้เห็นเพียงแค่เดินตามเท่านั้นเอง

และชี้ให้เห็นเหตุแห่งกรรมอันเป็นที่มาของโรค ว่าเกิดจาก “นิสัย

ถ้าอยากมีชีวิตใหม่ ปีใหม่ที่ไม่มีโรค ก็เพียงแค่เปลี่ยนนิสัยเท่านั้นเอง

บทสรุป รอยที่พระภูมีทำให้ดู คือเปลี่ยนจากการเป็นผู้รับ อยากได้ของผู้อื่น มาเป็นผู้ให้ ให้สุขแก่ผู้อื่น เท่านั้นเอง

หมายเหตุเล็กๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักชี้เพื่อให้สมบูรณ์ นั่นคือการให้นั้นต้องยังประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์ มิใช่จบแค่เพียงการให้ นี่เองทำไมศาสนาจึงมีโรงทาน ก็เพื่อรวบรวมคนทุกข์มาอยู่ด้วยกัน ผู้ที่เชื่อพระภูมี แล้วมาทำให้จึงมีผลมหาศาล ยิ่งให้สิ่งที่มีผลต่อชีวิตด้วยแล้ว

อย่าแปลกใจเลย ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูดว่า แค่ล้างห้องน้ำ แล้วทานสมุนไพร ก็เพียงพอต่อการหายโรค หากพิจารณาจะเห็นว่า ห้องน้ำนั่นให้สุขแก่คนมากหลายเพียงใด

ไม่เปลี่ยนนิสัย หายโรคจึงเป็นเรื่องยาก คนทั้งโลกเขาทำกันแล้วมีใครหายโรค อยากได้ชีวิตใหม่ในปีใหม่ เห็นรอยแล้วทำตาม

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561

ต้องมีเหตุ

หลายคนที่ต้องกระเด็นกระดอนหรืออึดอัดใจ เมื่ออยู่ในแผ่นดินศาสนา ย่อมต้องเกิดคำถามแก่ตนว่า ทำไมสถานที่ดีๆของแม่ชีเมี้ยน จึงมีคนที่มีพฤติกรรมที่ทำให้รับไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นบ่อยๆว่า นั่นเป็นผลกรรมเราทำมา อาศัยคนผู้นั้นเป็นเหตุ ทำให้เกิดทิฐิแล้วไปจากศาสนา

ด้วยกรรมที่มีจะทำลายกายก็ยาก ด้วยทานสมุนไพร ดังนั้นจึงทำให้เกิดความคิด เพื่อให้พากายออกนั่นเอง

หากจะถามว่า ทำไมแผ่นดินศาสนาต้องลดกิริยา รักษาความสงบ ก็ป้องปรามมิให้เราท่านใช้นิสัย วาจา พฤติกรรม เป็นเหตุแก่ผู้อื่นนั่นเอง

หากมิควบคุม บรรเลงตามนิสัย เป็นเหตุให้ผู้อื่นกระเด็นออกไป แล้วชีวิตอับปางลง จะปฏิเสธว่าตนไม่เกี่ยว ไม่รับ ไม่รู้ คงไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงว่า “เราท่านมาเป็นเหตุ ซึ่งกันและกัน” ศาสนาเป็นหลักปราชญ์ ย่อมชี้เตือนและป้องกัน จึงต้องตั้งบนหลักเมตตา อภัยซึ่งกันและกัน ประคับประคองช่วยกันให้พ้นภัยทุกตัวคน

บทสรุป ท่านอาสิก็สอนไป ให้รักษากิริยา แต่คนส่วนใหญ่ก็มิเห็นค่า แล้วก็โอดครวญ ทำไมโรคมันไม่ยอมจากไป นี่แล เมตตาเขาเหมือนเมตตาเรา เราสร้างบรรยากาศเป็นพิษแก่ผู้อื่น ผลก็ย้อนมาหาเรา เราไม่มีสติ ท้ากรรม จึงไม่ระวังระไวว่ากรรมมันใช้กรรมมันสั่ง เราจึงหยุดกรรมไม่ได้ ต่อความต่อกรรมลืมเมตตา ให้อภัยกัน ด้วยลืมคำสอน ที่เราทั้งหลายมาย่อมเป็นเหตุซึ่งกันและกัน ใครดับได้ผลเกิดกับตนมหาศาล

แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ว่า จะเหนือกรรม ต้องชนะใจตน มิใช่ชนะผู้อื่น ต้องหยุดตน มิใช่หยุดผู้อื่น สิ่งที่เกิดเราทำไว้ ผลจึงย้อนมายังตน อาศัยอะไรก็ได้ ลมปากคนก็ได้ เมื่อไม่ชอบ ไม่อยากได้ แล้วจะต่อกรรมทำไม หยุดตนได้ในวันนี้ ก็ไม่มีกรรมย้อนมา ที่ตนไม่ชอบในวันหน้า

ความสงบ จึงเป็นเอกลักษณ์ เป็นพฤติกรรมง่ายๆที่จะพ้นกรรม หาความสงบ หยุดตนไม่ได้ ก็ไม่ต้องหวังจะพ้นกรรม พ้นโลก เพราะการกระทำเพิ่มเติม มันย่อมไม่หมดไม่สิ้น

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

เฉย


คนไทยแห่แหนไปตามกระแส เขาสร้างขึ้นมาก็ถาโถมไป ไม่พิจารณาว่า สิ่งอันนั้นเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงใด ขอเพียงเกาะไปเพื่อเอาไว้พูดเท่านั้นเอง

บทพิสูจน์ ย่อมเห็นได้จากความจริง วันนี้ใครพูดถึงเงินที่คุณตูนรับบริจาค ว่ามันไปเป็นอะไรบ้าง ไม่มีใครสน แต่ตอนวิ่ง แห่แหนกันมากมาย

วันนี้จึงไม่แปลกกระแสออเจ้า คนทั้งหลายก็ยังคงทำเฉกเช่นเดิม

ถ้าหากสิ่งที่เป็นประโยชน์ แม้นจะมากมายกว่าที่เป็นกนะแสก็หาคนมาสนับสนุนไม่ ไม่แม้นแต่ชายตา

จึงไม่แปลกที่แจ๊คหม่าประทับใจทุกประเทศอยากได้คนดีมีความสามารถมาอยู่ประเทศตน แต่ประเทศไทยไม่ใช่ แลคนไทยก็ไม่สน ได้แต่โอดครวญ โทษน่นั่น เอามือซุกกระเป๋า แล้วทำตนตามกระแสเท่านั้นเอง

วันนี้เราก็เสียบุคคลากรที่สำคัญ ที่คนไทยไม่สน ให้แก่ประเทศลาวไปอีกหนึ่งคน คือลุงบัณฑูรหรือหมอตู้ ที่ศึกษาวิจัยกัญชา จนสามารถนำมาใช้รักษาได้ แตกลับถูกรัฐบาลไทยจับกุมตัว กลายเป็นคนร้ายทำผิดกฎหมาย ต้องหนี

ไม่มีคนไทยกลุ่มไหนสนใจ แต่รัฐบาลลาวให้สัญชาติ พร้อมตั้งศูนย์แพทย์ให้ เปิดทำการรักษา ออกข่าวใหญ่โต เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ

สิ่งที่แค่ถูกจริต แห่แหนกันกดไลน์ สนับสนุนชื่นชม แล้วมันก็ผ่านโดยชีวิตไม่ได้รับผลอะไรเลย แต่สิ่งที่ดี มีผลแก่ชีวิต เฉย ซะงั้น แค่เพลง ได้เป็นล้านวิว ล้านไมค์ จึงไม่แปลก หากเราเป็นหมอตู้ เราก็ไม่อยากอยู่ประเทศไทยแม้นอยากจะเอาความรู้ช่วยพี่น้องคนไทย แต่คนไทยเฉย เมินสิ่งที่เขามี

ไม่ต่างอะไรกับถ้ำกระบอก ช่วยรักษาคนติดยา สิ่งที่ได้คือ คำพิพากษา ยิงเป้า จากรัฐบาลไทย

บทสรุป ก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่มีค่าคือศาสนตร์สมุนไพร และธรรมคำสอน ที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ จะอยู่ในแผ่นดินไทยได้อีกสักกี่วัน เพราะเจอไทยเฉย เหมือนวานรได้แก้ว

บทพิสูจน์ หกสิบปี ยังไม่พออีกหรือคนไทย ว่าศาสตร์และคำสอนนี้ดี ควรสนับสนุน ร่วมกันรักษาให้แก่ตนและลูกหลานได้เป็นทางเลือก

ความเฉยของคนไทย ทำให้เราฉงน แลซึ้งในน้ำใจและความเมตตาของหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งสาธารณสุขแจ้งแก่ท่านว่า ไม่ได้รับอนุญาตไม่มีใบรับรอง เปิดรักษาคนไม่ได้ มีคนของรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ติดต่อท่านให้ไปเปิดในประเทศเขา โดยจัดตั้งเป็นเขตพิเศษ ทำตามที่ต้องการได้เต็มที่ พร้อมให้ฐานะพลเมืองพิเศษ

หลวงพ่อนิพนธ์ ตอบคนเหล่านั้นว่า"แม่ชีเมี้ยนทิ้งสิ่งนี้เพื่อตอบแทนแผ่นดินเกิด เราต้องทำให้คนไทยก่อน ถ้ามีกำลังเหลือจึงช่วยคนชาติอื่น"

ไทยเฉยนี่เอง ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรให้ความสำคัญ หมดไปกับเรื่องไม่มีแก่นสาร ไทยเฉยก็ต้องเสียคนดีมีความสามารถ ให้เขาไป ตนเองก็ร้องแต่อยากได้ แต่พฤติกรรมเฉย มันย้อนแย้งดีจัง อยากได้คนดี แต่ไม่ส่งเสริม

ก็ไม่แปลกอยากมีสมุนไพร ทานเยอะๆ แต่ไม่ช่วยกันปลูก ไม่ช่วยกันทำ ไม่เรียก ไทยเฉย ได้อย่างไร มารู้อีกที ถึงบางอ้อ แม่ชีเมี้ยนตรัสนิสัยคนไทย คือ “เอาหน้า” นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561

แล้ว

วันนี้เป็นวันหยุด ถ้าจะถามว่าหยุดทำไม ก็เพราะมันสำคัญสำหรับคนไทยใช่หรือไม่

ถามต่สำคัญอย่างไร ก็พอกล่าวได้ว่าไม่มีวันนั้น ก็ไม่มีวันนี้

การระลึกถึงบุญคุณ จึงมีความสำคัญ

ฉันใดก็ฉันนั้น สิ่งนี้จึงเป็นคุณสมบัติเบื้องต้น ที่คนจะเจริญได้ต้องมี

ยิ่งเมื่อจะเจริญทางศาสนาด้วยแล้ว คือยกจิตวิญญาณให้สูงด้วยแล้ว นี่คือกระไดขั้นแรก

รากเหง้าที่มานั้นสำคัญ การสำนึกบุญคุณ คือทำตนรักษาสิ่งดีงามนั้นไว้ ในวันนี้ต้องรักษาชาติจึงถูกแสดงในธงชาติ เฉกเช่นกัน การรักษาศาสนาก็ถูกแสดงในธงชาติเช่นกัน จะพึงรักษาไว้มิใช่ด้วยสร้างวัตถุ แต่ต้องประพฤติธรรมตามคำสอนพระภูมี

บทสรุป ถ้าวันนี้ของเรา ได้มาจากศาสนา ทำให้กินได้นอนหลับ แล้วไยไม่ช่วยกันรักษาสิ่งนี้ไว้ ด้วยการทำนิสัยธรรม ทำได้ช่วยตนได้ แล้วนำไปช่วยคนทีตนรัก

แล้ว แล้ว แล้ว เราท่านจะเดินไป ด้วยรอยไหน รอดไหม เจริญไหม ตัวเองนั่นแหละ เป็นผู้ให้คำตอบ ถ้าไม่รอด อย่าโทษใคร เพราะเลือกเอง

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

ลืม

คำเดียวสั้นๆแต่มีความหมาย สามารถฉุดรั้งมนุษย์ทั้งหลายให้อยู่บนโลกได้อย่างง่ายดาย

ยามเป็นมนุษย์ เมื่อเวลาผ่านก็ลืมเลือนสิ่งที่เคยเป็นเคยประสพ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากยามนี้มีสุขด้วยแล้ว ย่อมเพลิดเพลินไปกับกรรมดี จนหนักหนา

ยามเจ็บปางตาย ทุกข์เข็ญ ยากจนแสนสาหัส ก็หวลคิดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บนบานศาลกล่าว สัญญิงสัญญา พูดไปได้ทุกสรรพสิ่ง จะทำโน่นนี่นั่น ครั้นพอได้ก็ลืมเลือนสิ้นกับเพื่อนอ้าง

นี่แลหลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คนทั้งหลายจึงมักปฏิเสธ เมื่อกรรมมาอุบัติ ฉันไม่ได้สร้าง ฉันไม่ได้ทำ แถมยังปฏิเสธดิ้นรนหายามาช่วยให้พ้นผลกรรมนั้นๆ กันมากมาย

บทสรุป สังคหะที่แม่ชีเมี้ยนนำมาแสดง จึงชี้ว่า เมื่อตายกรรมก็อุบัตินำเราท่านไปเป็นสัตว์ ทีนี้แหละจำได้หมด รู้แต่พูดไม่ได้ จะไปหาลูกลูกก็หาสนใจไม่

ไม่เชื่อหรือ ตราบใดที่เรายังมีนิสัยกรรม ตายแล้วต้องเกิดอีก ไอ้ที่บอกไปสวรรค์หรือแช่งให้ลงนรกนั้นไม่มีหรอก นรกที่แท้ก็กายสัตว์นั่นแล ที่เกิดมาเพื่อใช้กรรม

นิยายโบราณจึงเล่าสืบกันมา ว่าเมื่อมีโอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ยมบาลจึงให้ดื่มน้ำทำให้ลืมสิ้น

คนดี จึงนิยามง่าย เจ็บแล้วจำ กลัวแล้วไม่ทำอีก จึงน้อมนำนิสัยของพระภูมีมาสู่ตน ส่วนคนที่ลิงโลด ทานสมุนไพรแล้วดีขึ้นหรือหาย ก็กลับไปทำตามนิสัยสันดานเดิม ท่านลืมอะไรไปหรือเปล่า แน่ใจหรือว่าหายโรคแล้วจะรอดปลอดภัย

สติที่แม่ชีเมี้ยนสอนสงฆ์ หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนให้พิจารณา คือ “กรรมกรรมจำไว้ให้ดี กรรมมันใช้กรรมมันสั่ง แล้วเป็นทุกข์”

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

ซึ้ง


คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาให้สติ ที่เราชอบมากประการหนึ่ง มีพยางค์เดียวนั้นๆ “ซึ้ง

เมื่อมีคนถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ทำไมในเมื่อทุกคนรู้ว่า ธรรมของพระภูมีดีนักหนา แต่คนส่วนใหญ่ก็พูดว่า “ดีดี แต่ไม่เอา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่าเพราะยังไม่ซึ้งถึงกรรมนั่นเอง ว่าเมื่อกรรมมันใช้กรรมมันสั่งแล้วเป็นทุกข์ เมื่อปัจจุบันมันยังมีปล้องกรรมดี มาทำให้เผลอไผลยังสุขอยู่ในกิเลสที่ตนอยากได้อยู่ ศาสนาหรือธรรมจึงเป็นส่วนเกินของคนเหล่านั้น

หากแต่วันที่ปล้องกรรมชั่วมาอุบัติติดกาย หาปล้องกรรมดีเกื้อหนุน หรือมีแต่เพียงน้อยนิดแล้วไซร้ คนก็จะเริ่มหันมามอง เข้าวัด ทำกิจกรรมที่ตนคิดว่าเป็นบุญให้พ้นซึ่งปล้องกรรมชั่วนั้นๆ

จึงเห็นได้ว่าไม่ว่าท่านอาสิหรือผู้ปฏิบัติ ที่มองเห็นความฉิบหายด้วยความประมาท เตือนสักฉันใด ก็มีน้อยคนจะสนใจ

ครั้นพอกรรมอุบัติถาโถมมารุนแรง จะมาทำก็ทำไม่ได้ ทีนี้แหละซึ้งแล้ว จะหันมองอ้อนวอนพระภูมีสักฉันใด ก็ไม่ผินหน้า มาช่วยตนแม้นแต่สักนิด

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้ดูคนป่วยเจ้าหญิงเจ้าชายนิทรา ที่วิญญาณรับรู้ทุกสิ่งอย่าง แต่กายขยับไม่ได้ เราท่านจึงมักเห็นคนเหล่านั้น ร้องไห้น้ำตาไหล เหมือนตกอยู่ในวิสัยสัตว์ รู้หมดแต่พูดไม่ได้

เมื่อไม่ซึ้งในกรรม ก็ไม่ซึ้งในค่าของธรรมพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ที่มีเพื่อยกวิญญาณของตนให้สูง พ้นการตกอยู่ในภพสัตว์อันนั้นได้

บทสรุป เราจึงไม่แปลกใจเลยทำไมแม่ชีเมี้ยนจึงชี้ช่องให้หลวงพ่อนิพนธ์ ในการนำศาสตร์สมุนไพรและธรรม มาช่วยคนว่า “ให้ใช้กับคนติดยาเสพติดและเอดส์” เพราะคนเหล่านั้นกำลังเผชิญกรรม แบบหนีไม่ออกไปไม่พ้น ทุกข์แสนสาหัส หากแต่เมื่อเอามาช่วยคนทั่วไป ที่ยังมีทางเลือก มีปล้องกรรมดี จะหาคนเห็นค่านั้นยากยิ่ง

เราจึงอยากให้ย้อนปี ๓๐ ที่หลวงพ่อนิพนธ์รับคนติดยา หายก็บวชปีหนึ่ง รับเอดส์มา หายบวชสามปี รับมะเร็งสมองบวช ที่ซึ่งคนเหล่านั้น ประสพผลทุกตัวคน ง่ายทั้งคนช่วยและคนป่วยคนป่วยได้หายโรค คนช่วยได้คนดีมีสัจจะนำตน

วันเวลาจะพิสูจน์ หนทางที่ปลอดภัยไม่มีเลย แม้นจะทานสมุนไพรสวดมนต์ก็ตามที หาพ้นกรรมไม่ แม่ชีเมี้ยนตรัสให้หลวงพ่อนิพนธ์มาบ กก่อนล่สังขารว่า มีแต่ทำ”นิสัย” ด้วยมีสัจจะนำตนเท่านั้นแล จึงจะปลอดภัย รอดทั้งตายโหง แลตายห่า ดั่งปาฏิหาริย์

คนไม่เคยอด จะพูดให้เก็บออมนั้นยากยิ่ง ฝาโลงยังไม่แง้ม ก็เมืนไม่มองธรรมฉันนั้น แลจะเห็นศาสนาก็เมื่อเวลาตาย

พระพุทธเจ้าเห็นกรรมแล้วซึ้ง จึงกลัวกรรมหนักหนา ว่ามีอำนาจ เราท่านหามีบุญไม่ กลับเหาะเหิรเกินลงกา ทำตัวไม่กลัวกรรมซะงั้น แม่ชีเมี้ยนจึงมักให้สติสงฆ์เสมอๆในยุคถ้ำกระบอกว่า “เกิดใต้ฟ้าอย่าท้าฝน เกิดเป็นคนอย่าท้ากรรม

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44