วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ไม่เอาผล



หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่จะประสพความสำเร็จในศาสตร์ของพระภูมี ไม่ว่าจะเป็นการหายโรค หรือการจะมีได้ซึ่งนิสัยของพระพุทธเจ้า อันจักทำให้ตนเป็นคนดีในแบบพุทธศาสนา คุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ "การเป็นคนจริง"

คนจริงเป็นเช่นไร หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาคือ บุคคลที่เอาเหตุแลเอาผลนั่นเอง และที่สำคัญกว่า คือ ยอมรับ และแก้ไขในสิ่งผิดของตน
หากแต่คนทั้งหลายทั้งปวง มักจะไม่เอาผล หรือปฏิเสธผล ที่ตนไม่ชอบ พูดฟังง่าย ท่านก็ชี้ว่า ผลดีเอาเข้าตัว ผลชั่วกูไม่รับ

ท่านอาสิก็อธิบายให้ฟังว่า ดูสิคนทั้งหลาย หากถูกรางวัล หวยเบอร์ใหญ่ หุ้นขึ้น ปรับเงินเดือน ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ไม่ยอมรับเลยแม้นแต่น้อย ต้องรีบหายากิน ยาใดที่ทำให้หายได้เร็ว ยานั้นก็กลายเป็นพระเจ้าสำหรับตน หมอใดแก้ให้หายได้ หมอนั้นก็กลายเป็นผู้วิเศษสำหรับตน ไปจนกระทั่ง พิธีกรรม ความเชื่อใด ที่ทำให้ตนหายได้ ก็พร้อมยินดี

มันจึงไม่แปลก ที่ในวันนี้ เขาอ้างว่า อยากหายโรค มาอมหัวแม่ตีนกูสิ แล้วมึงจะหาย คนแห่แหนกันไปเข้าคิว แน่นขนัด

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณา ว่า "ผลย่อมเกิดแต่เหตุ" ลำพังปฏิเสธผล คือปฏิเสธกรรมชั่วที่ตนทำไว้แล้ว นั่นเอง ก็สาหัส แต่ยังไม่ยอมแก้สาเหตุ ปล่อยให้สร้างกรรมต่อ นี่ยิ่งสาหัสกว่า

ท่านจึงชี้ให้ดูว่า สมัยถ้ำกระบอก คนพันคน หาคนเป็นมะเร็งสักคน ก็ยากยิ่ง สมัยนี้คนพันคน มะเร็งกว่าครึ่ง เพราะอะไร เพราะมนุษย์สมัยนี้ ปฏิเสธผล กรรมปวดเล็กๆน้อยๆ ไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วัน ไม่เอาไม่รับ กินยาแก้ปวด รวมกันไป รวมกันมา เสมือนน้ำขังไว้ในเขื่อน วันหนึ่งเขื่อนพัง มันไม่มาปวดหัว เล็กๆน้อยๆแล้ว ทีนี้มันมาเป็นมะเร็งเลย

บทสรุป เมื่อแม้นแต่ผลเล็กน้อยยังปฏิเสธ จะหาคนจริงที่ยอมรับก็ยากแล้ว ทำจริง ก็ยอมรับ ยอมใช้ ยิ่งจะหาคนที่จะสาวพฤติกรรมอันเป็นเหตุที่มาแห่งผล เพื่อแก้ไขยิ่งยาก แต่ก็นั่นแหละ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า "กรรมมันเกิดจากนิสัย" หากจะจบแค่สมุนไพร ไม่ดับที่ต้นเหตุคือนิสัย วันหนึ่งมันก็จะย้อนคืนมาอีกเป็นแน่แท้

ใครที่ไหน วัดไหน ความเชื่อไหน ลัทธิใด จะสอนวิธีสะเดาะห์เคราะห์เยี่ยงไร หาพ้นไม่ ถ้าไม่แก้นิสัย ทิ้งนิสัยเดิม แล้วน้อมนำนิสัยของพระภูมีมาใส่ตน สะเดาะห์ให้ตายก็ไม่พ้นเคราะห์ ทำเท่าไร ก็ไม่หายโรค

เพราะสิ่งที่สู้ ท่านอาสิชี้ ไม่ใช่โรค แต่มันคือ "กรรม"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นในคำพังเพย "หมองู ตายเพราะงู" แปลความให้ฟัง คือ คนที่สอนให้สะเดาะห์เคราะห์ รักษาโรค แบบนั้นแบบนี้ ท้ายที่สุด ตัวมันเองนั่นแหละ ยังเอาตัวไม่รอดเลย มิใช่แช่ง แต่ผลกรรมที่ทำนั่นแหละจะย้อนกลับไป ด้วยสอนผิด ผู้อื่นเชื่อ ทำตามแล้วไม่เป็นผล ผลอันนั้นแหละจะไปฆ่าหมองู

สถานที่ของแม่ชีเมี้ยน จึงพูดความจริง ไม่มีเหลี่ยม ไม่มีมุม แต่ก็ไม่บังคับใคร ให้เชื่อ ให้ทำตาม ฟัง พิจารณา ถ้ามีเหตุมีผล เชื่อ ก็ทำตาม แล้วดูผล

ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งในสาม ของการฟื้นฟู หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คือการทำตนเป็นคนจริง เราทำไว้แล้วเราต้องรับ นั่นคือ ต้องขันติ อดทน ต่ออาการที่พึงเกิด มิใช่ด้วยผลแห่งสมนไพร แต่เป็นผลจากโรค จากกรรมที่ทำไว้แล้วนั่นเอง ใครทนได้ ผ่านได้ ก็หายโรคได้

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เชื่อตรงไหน



หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่าศาสตร์สมุนไพรและธรรมคำสอนของแม่ชีเมี้ยน กว่าท่านจะเชื่อ ต้องผ่านการพิสูจน์มากมาย แลเห็นเป็นประจักษ์แล้วจึงเชื่อ

อาทิเช่น สมุนไพรเขียว ก็เริ่มจากคนป่วยหญิงท่านหนึ่ง ที่ต้องออกจากโรงพยาบาลมิชชั่น พร้อมคำกล่าวของหมอว่า "ให้พากลับไปตายที่บ้าน ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว" สภาพที่ปรากฎ คือ ร่างกายทุกส่วนแข็งตัวหมด แม้นแต่กลืนอาหารยังไม่ได้ ญาติก็พาใส่เปลไปถ้ำกระบอก เพื่อหาแม่ชีเมี้ยนให้ช่วย แต่ก็ถูกปฏิเสธ ครั้นพาลงจากถ้ำ สวนกับหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ต้องมารดน้ำต้นไม้ และแปลงผักทุกวัน เห็นก็ถาม รู้ความแล้ว ด้วยความอยากช่วยหนึ่ง ที่สำคัญคือ อยากลองวิชาของแม่ชีเมี้ยนหนึ่ง ที่ตนร่ำเรียนมา ยังไม่เคยได้ใช้

การฟื้นฟู จึงเริ่มด้วยการบอกให้เณรไปแจ้งแก่แม่ชีเมี้ยนว่า รับมาแล้ว แม่ชีเมี้ยนจึงเรียกไปถามว่า ท่านรับมาได้อย่างไร หลวงพ่อนิพนธ์ก็ตอบว่า คนป่วยหญิงนี้ อายุก็ยังไม่มาก ในเมื่อท่านบอกว่า ศาสตร์สมุนไพร ช่วยคนได้ ธรรมเปลี่ยนพรหมลิขิตคนได้ แล้วก็อ้างอีกว่า ท่านให้ผมมีหน้าที่ในการหาเสบียง ด้วยขณะนี้มีคนป่วยยาเสพติดมาก อาหารไม่พอเลี้ยง นี่ไงเสบียงผม ถ้าศาสตร์ของท่านดีจริง ช่วยคนนี้ได้จริง ผมจึงจะเชื่อ แม่ชีเมี้ยนจึงให้สูตรสมุนไพรเขียว แล้วมาทำให้คนป่วย พร้อมบอกว่า ถ้ารอดอยู่ถึงเช้า คนนี้ก็รอด หลวงพ่อนิพนธ์ ก็รีบไปเก็บใบยา มาทำให้ คนป่วยทานไม่ได้ ก็ต้องลูบคอ ง้างขากรรไกร กรอกยาลงทีละน้อย ทุกชั่วโมง ในที่สุดคนป่วยท่านนั้นก็รอด แลอยู่มาจนทุกวันนี้ นั่นจึงเป็นความมั่นใจของหลวงพ่อนิพนธ์ในศาสตร์สมุนไพร

แลธรรมของพระภูมี ก็ทำให้คนป่วยยาเสพติดทั้งหลาย เปลี่ยนตนเป็นคนดี จนแม้นจะเจอคดี ส่องสุมผู้คน กระทำตนเป็นคอมมิวนิสต์ ของจอมพลสฤษดิ์ ในเวลาต่อมาก็ตาม ผลของการตรวจประวัติ พระในถ้ำกระบอกขณะนั้น กว่าเจ็ดสิบรูป มีทั้ง เสือร้ายที่ดังที่สุดในยุคนั้น อย่างเสือเอี้ยง มีทั้งนักเลง รวมไปถึงราชนิกูลหลายท่าน ที่ได้เข้ามาบวช จนต้องถอนข้อหานี้ไปในที่สุด

ดังนั้น กว่าจะทำให้คนเชื่อ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องผ่านการพิสูจน์ จากคนมากหลาย แลที่สำคัญ คือ ผลงาน ต้องมีเป็นที่ประจักษ์ให้ยอมรับ อาทิเช่น อเมริกา อังกฤษ ส่งรถโมบาย มาอยู่ที่ถ้ำกระบอก คัน ในเวลานั้น พร้อมคนป่วยยาเสพติด ชุดละ สามสิบคน สองชุด ผ่านการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทั้งก่อนและหลังการบำบัด ในที่สุดก็ยอมรับ และให้การสนับสนุนกิจกรรมของถ้ำกระบอก ในเวลาต่อมา

แต่เราสงสัยว่า สิ่งที่ผ่านการพิสูจน์นี้ คนบางคนยังคลางแคลง ลังเล ตั้งข้อรังเกียจ ทั้งที่กระบวนการทำ และวัตถุดิบ ล้วนเห็นด้วยตาตน ว่า เป็นของธรรมชาติทั้งสิ้น แลก็เห็นผลที่เกิดกับคนมากหลาย ก็ยังยากทำใจยอมรับ

ในขณะที่ เวลาไปใช้วิธีอื่นๆ ที่ตนชอบ ไม่เคยรู้เลยว่า สิ่งที่เขาเอามาให้ทาน นั้นมาจากอะไรบ้าง มีของที่เป็นอันตรายแก่ตนหรือไม่อย่างไร รู้แต่ว่า เขามีปริญญา เขาน่าเชื่อถือ แต่ไม่คำนึงว่า "เขาไม่ใช่คนทำยา แลคนทำยาก็ไม่ใช่คนรักษา" หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักชี้ให้พิจารณาว่า แล้วมันจะเหมาะกับแต่ละบุคคลได้โดยวิธีใด จึงไม่แปลก ที่จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า ร่างกายได้รับยาน้อยไป ไม่พอสู้โรค หรือมากไป จนเกิดอันตราย เป็นธรรมดา

อุปมาทางโลก เอาเงินไปฝากกองทุน กองทุนเป็นใคร ก็ไม่รู้ ไม่เคยบอกเลยว่า ใครคนไหน กลุ่มไหน เป็นผู้บริหาร มีประวัติน่าเชื่อถือหรือไม่ ล้มบนฟูกมาหรือเปล่า แค่พะยี่ห้อ แล้วก็บอกว่าผลตอบแทนสูง กระโดดเข้าไปแล้ว

ฟังหมอดีๆ พูดบ้าง "คอเลสเตอรอลจำเป็นต่อร่างกายมาก ยิ่งมากยิ่งดี บริษัทยามีอิทธิพลต่อการกำหนดค่าคลอเลสเตอรอล ว่าต้องไม่เกินเท่าไหร่" ..ดำรงค์ เชี่ยวศิลป์

"คลอเลสเตอรอลไม่ใช่สาเหตุการอุดตันในเส้นเลือดหัวใจ

Dr.Dwight Lundell ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด เคยผ่าตัดหัวใจมากว่า ห้าพ้นรายในสหรัฐ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ว่า พระภูมีสอนให้เป็นปราชญ์ เชื่อในเหตุและผล พิจารณาผลแล้วจึงเชื่อ เชื่อแล้วทำ แล้วนำผลที่เกิดกับตน คือ ผลถูก ไปสอนผู้อื่น ไม่ใช่ เล่ากันมา บอกกันมา แล้วบอกต่อ หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติสงฆ์เสมอว่า สิ่งที่บอก คนเขาเชื่อแล้วไปทำตาม ถ้าบอกถูก ก็เป็นบุญมหาศาล ถ้าบอกผิด ก็กรรมมหาศาลเช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ ศาสตร์ของท่านไม่ได้มาให้เชื่อ แต่เสนอตัวมาให้พิสูจน์ ถ้าทำแล้วดี ก็ทำต่อไป ถ้าไม่ดี ก็ทิ้งเสีย
แต่ชี้ให้คิดว่า แค่จุดเริ่มที่มาของสิ่งต่างๆ ศาสตร์ของแม่ชีเมี้ยน เริ่มที่การให้ ไม่หวังผลตอบแทน ... แต่ศาสตร์ของมนุษย์ เริ่มด้วยความโลภ จึงไม่แปลก ที่ตำราหมอ ที่หมอบางท่านกล่าว ยุคผมเรียน ความดันโน่น ร้อยสี่ห้าสิบ ผ่านมามันก็ลดเหลือ ร้อยยี่สิบ ตอนนี้มันบอกร้อยสิบ ก็สูงแล้ว มันเปลี่ยนเพราะอะไร คนหรือ

คนมากหลายรู้ตำราพระพุทธเจ้า กาลามสูตร ให้พิจารณาในการเชื่อ แต่รู้ไปก็เท่านั้น เพราะรู้แล้วไม่นำมาทำ จึงช่วยตนไม่ได้ กรรมมันจึงบังตา บังใจได้ เห็นดอกบัวเป็นกงจักร ส่วนกงจักรที่เข้าไปใกล้แล้ว ตัดโน่นนี่ขาดหมด กลับชอบ

จำไว้น่ะ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ สังขารนี้ เราท่านยืมเขามา ตอนยืม ครบ สามสิบสอง ตอนคืนเล่า .... รุ่งหริ่ง แล้วยามจะยืมใหม่ มันจะได้แบบไหน ... ถ้าคุณเป็นคนให้ยืมช่วยตอบหน่อย

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เหาะลงมา



คนไทยดูหนังจักรๆวงศ์ๆ และมีวรรณกรรมมากมาย เกี่ยวกับเทวดา นางฟ้า ผู้มีฤทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดูแล้วก็อิน คือ จดจำฝังใจ ยิ่งไปกว่านั้น ใฝ่ฝันได้เจอ แล้วก็สร้างภาพไปตามสิ่งที่ได้ดู ได้ฟัง ได้อ่าน

นั่นคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีจริง ต้องเหาะเหิรเดินอากาศลงมาให้ตนเห็น ต้องหายตัว ปรากฎตัว แบบล่องหน มีไม้เท้าเคาะกระบาลตน บันดาลสิ่งที่ตนต้องการ

ที่สำคัญยิ่งก็คือ ปรารถนาของตน ได้มาด้วยการขอ

แม้นแต่ในพระไตรปิฎก ที่พราหมณ์แต่ง ยังมีร่องรอยสิ่งเหล่านี้ ให้คนทั้งหลายเชื่อฝังใจ ทั้งๆที่โลกนี้ไม่เคยมี แต่ก็ไม่มีใครค้าน
ครั้นมาเจอศาสนาที่แท้จริง เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง แม้นจะดีแค่ไหน อยากเจอ อยากได้สักเพียงใด ก็เข้าไม่ถึง ด้วยหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นของจริง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คนปรารถนาอยากได้ ขอไม่ได้ ต้องทำเอง

หลายคนเฝ้าแต่การเหาะลงมาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ศาสนาของพระภูมี ถึงทำได้ก็ไม่ทำเช่นนั้นหรอก เพราะเป็นศาสตร์แห่งปัญญา นั่นคือ การมองเห็นมิใช่ด้วยสัมผัส ของหู ตา จมูก .... แต่ด้วยปัญญา เพราะคนที่พระภูมีทุกพระองค์อยากได้ คือผู้มีปัญญา เห็นแล้วอยากได้ จึงเข้ามาใกล้

ดังนั้น สิ่งที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะแสดงให้คนทั้งหลายทั้งปวงดู จึงเป็นสิ่งไม่ธรรมดา ที่คนทั้งโลก ไม่ว่าใคร ไม่ว่าหน้าไหน ประเทศใด ก็ทำไม่ได้ คนมีปัญญามอง จึงเห็นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ วิเศษสุด เขาจึงเกิดความเชื่อ ความศรัทธา อยากได้ อยากมาฟัง แล้วทำ เพื่อให้ปรารถนาของตน เป็นจริง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า คนไทยเหมือนต้องคำสาป แค่คนผู้นั้น กลุ่มนั้นน่าเชื่อถือ บอกว่า สิ่งนี้ สิ่งนั้น รักษาโรคได้ เพียงแค่เขามีปริญญา มีความน่าเชื่อถือ ก็แห่กันไป เชื่อสนิทใจ หลงใหล โดยไม่พิจารณาเลยว่า ผลมันเกิดจริงหรือไม่ มีให้เห็นเป็นตัวเป็นตน หรือมีแต่เขาเล่าว่า ในขณะที่แม่ชีเมี้ยน ทำให้เห็น เดินตัวเป็นๆ หรือ จะแค่เอาคนป่วยเป็นร้อยเป็นพันมารวมตัวกัน แถมยังให้นั่งสวดมนต์ โดยไม่กลัวว่าจะน็อค ในขณะที่คนปกติ มารวมตัวกัน ที่ไหนๆ ก็ต้องเตรียมหยูกยา หมอ พยาบาล รอเลย นี่เรียกธรรมดาหรือ ลองไปถามสิ ใครที่ไหนกล้า

พระภูมีทรงเล็งเห็น ทุกยุคทุกสมัยก่อนดับขันธ์ จึงให้แว่นส่องจักรวาล อยากรู้ที่ไหนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ให้เอาคนใกล้ตาย คนเป็นโรคสาหัส ที่คนทั้งโลกเมิน หมอบอกตายแน่ ไปถวาย แล้วช่่วยได้ นั่นแลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เห็นแล้วเฉย เหมือนลิงได้แก้วมณี นั่นก็กรรมบังตา บังใจแล้ว
ถามตัวเอง อะไรสำคัญที่สุด ... ชีวิตตนมิใช่หรือ แต่ครั้นท่านอาสิ ชี้หนทางให้ช่วยตน กลับบอกไม่มีวันเวลา ถามตัวเองหน่อยเถอะ "อะไรแน่ที่เป็นของเรา" เจอคำตอบแล้วค่อยทุ่มเททำ

เฉกเรื่องราวเศรษฐีจีน วัยสี่สิบกว่า ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ภรรยาบอกให้หยุดพักบ้าง บอกไม่ได้ จนเสียชีวิต ทิ้งทรัพย์สมบัติ กว่าสองหมื่นล้านบาทไว้ให้ภรรยา ที่ซึ่งเดือนต่อมาก็แต่งงานกับคนขับรถ ... สิ่งที่เศรษฐีทำ มีอะไรเป็นของเขาบ้าง

ยอดเจดีย์



ศาสตร์ชี้ให้เห็นความจริงประการหนึ่ง คือ "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้พิจารณา ผลแห่งตัวกระทำหรือการกระทำของเราท่านในวันนี้ ย่อมแสดงออกถึง "ใจ" ของเราท่านนั่นเอง ว่ามีแบบไหน เยี่ยงไร การกระทำก็ทำแบบนั้น ผลแห่งการกระทำจึงเกิดให้ผลในวันนี้

แล้วก็ชี้ว่า สมุนไพร เป็นศาสตร์ที่แก้ไขปลายเหตุ เป็นเรื่องเฉพาะหน้า เพื่อแก้ไขไม่ให้ทุกข์จนเกินไป จนไม่สามารถปฏิบัติ หรือ กระทำสิ่งใด เพื่อช่วยตนได้ อุปมาเสมือนไม้เท้าค้ำยัน ยามเราเกิดเหตุ ถึงเวลาก็ต้องวางลง แล้วเดินเอง

ดังนั้น ยอดเจดีย์ที่สำคัญที่สุด อันจะมีความหมายถึงสุขแลทุกข์ที่จะได้รับ นั่นคือ "ความเชื่อ และศรัทธา" ที่มีของเราท่านนั่นเอง
สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ จึงให้เราท่านพิจารณา ความเชื่อ ความคิด ความเห็นที่ถูกย่อมนำพามาซึ่งตัวกระทำที่ถูก เมื่อทำถูกผลถูกก็ย่อมเกิด นั่นคือ ผลของการกระทำ ย่อมเป็นเครื่องชี้ว่า ยอดเจดีย์ของตนที่มี นั้นถูกหรือผิด

ศาสนาพุทธที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นหลักปราชญ์ จึงชี้ให้พิจารณา แล้วเลือก สิ่งใดไม่ดีก็ทิ้งไป สิ่งใดดี ก็ทำต่อ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คนทั้งหลาย มักเหมารวม ไม่ยอมแยกแยะ อะไรก็เอาหมด คว้าทุกสิ่งมาเก็บไว้ หากไม่ถึงคราวคับขัน ก็พอไหว แต่ยามคับขัน ทุกข์สาหัสเกิดขึ้นกับตนแล้ว ก็ไม่รู้จะคว้าสิ่งใดที่มาช่วยตน เพราะมีมากเหลือเกิด ไม่รู้อันไหนถูก อันไหนผิด ถึงวิกฤต ดันไปคว้าสิ่งที่ไม่มีตัว ไม่มีตน ช่วยตนไม่ได้ ชีวิตก็สูญไป แล้วก็พร่ำบ่น บางคนพาลไปว่า "ทำดี ไม่ได้ดี" งั้นก็ทำชั่วซะเลยดีกว่า เอาเงินเป็นพระเจ้าก็มากมี แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เชื่อนั้นผิด ทำสักฉันใด ก็ไม่มีผลช่วยตน เฉกเช่นคนไทยมากหลาย เชื่อว่าสร้างวัด สร้างโบสถ์ กฐิน ผ้าป่า นั้นบุญมาก ทำตั้งแต่เล็กจนโต แล้วก็หามีผลต่อตน ในยามทุกข์ที่มาเยือนตนในวันนี้นั่นเอง

พระทุกรูปแลพระพุทธเจ้า ล้วนโกนผม แล้วยอดแหลมๆ บนเศียรพระพุทธคืออะไร คือ ยอดเจดีย์ของพระพุทธ คือ ความเชื่อ ความศรัทธาของพระพุทธ ... ที่มีหนึ่งเดียว กับสิ่งใด...

นับถือศาสนาพุทธ ก็คือเดินตามพระพุทธ ค้นหาสักนิด ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วเดินตาม ... จำไว้น่ะ หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติ อยากรู้ความเชื่อใดถูก ดูผล ทำแล้วเกิดผลดี นั่นแหละถูก หากทำแล้วช่วยตนไม่ได้ จะบอกสักฉันใดว่าสิ่งที่เชื่อนั้นถูก มันก็ฟังไม่ขึ้น ... ที่สำคัญ ความเชื่อที่ถูก ใครทำมันก็ถูก ไม่จำเป็นหรอก ต้องคนพุทธ คนไหนๆ ทำมันก็ต้องถูก

ยอดเจดีย์ของพระพุทธ มีให้มนุษย์ทุกรูปนาม ไม่สนชนชาติใด นับถืออะไร หากเชื่อ แล้วทำตาม ผลถูกย่อมเกิด ช่วยตนได้ นี่แลทำไม ทุกยุคของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ แม้นคนมากหลายในโลก จะไม่ยอมรับนับถือในตัวพระพุทธเจ้า แต่ก็ต้องยอมรับในธรรมคำสอนของท่าน เพราะทำแล้วมีผลทุกตัวคนนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ไม่สอด



ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่มักเกิดในหมู่ของคนที่ได้เวียนว่ายมาในศาสนาของแม่ชีเมี้ยน นั่นคือ อยากช่วย

นั่นคือ การที่อยากจะแนะนำใคร หรือบอกใคร ให้มาทำช่วยตน ด้วยเล็งเห็นผลว่า จะช่วยคนผู้นั้นได้ อันเห็นผลจากตน หรือ ประจักษ์ผลแก่ตน ว่ามีผู้ทำได้ นั่นเอง

เราก็เช่นกัน เมื่อเห็นหลวงพ่อนิพนธ์ช่วยผู้ป่วยเอดส์ บางรายจำได้ติดตา อาทิเช่น ลูกเรือชายคนหนึ่ง อายุก็แค่ประมาณสามสิบ ติดเชื้อมาจากการเสพยาร่วมกับเพื่อนลูกเรือ แม่เช่ารถกระบะ ใส่ลูกนอนเปลมาด้านหลัง ตอนนั้น ยังมีศาลาขนมไทย ด้านหน้า ที่ปัจจุบันรื้อไปแล้ว และจะปรับปรุงให้เป็นที่นั่งรอของคนป่วย แต่การรถไฟบอกว่า ไม่ได้ และสั่งฟ้อง ในขณะที่ถัดไปอีกนิด สร้างเพื่อการค้า สร้างได้ซะงั้น หลวงพ่อนิพนธ์สั่งให้เผายามะพร้าว ก็นั่งเผาด้านหน้าศาลา แม่คนป่วยมาถึง คนขับจอดรถ หิ้วเปลมาวางข้างๆ บอกฝากไว้ก่อน แล้วก็เข้าไปหาหลวงพ่อนิพนธ์ บอกกับท่านว่า "อิฉันยกให้ท่าน" แล้วก็เปิดแนบหายไป แบบไม่เคยมาหาลูกอีกเลย

จากซากศพในเปล ไม่มีใครอยากได้ หลวงพ่อนิพนธ์ทำให้เห็นว่า ศาสตร์สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน แลพระธรรมคำสอน สามารถเปลี่ยนพรหมลิขิตคนได้ ชายผู้นั้นก็ดีวันดีคืน แข็งแรง กลายมาเป็นคนกวนกระยาสารทให้หลวงพ่อนิพนธ์ แลทำหน้าที่ในการติดเตาห้องอบให้คนป่วย

แลเห็นอย่างนี้ ความอยากช่วยคนก็บังเกิด แต่คิดเอาว่า ชายผู้นี้ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่มีประวัติ มีแต่คนใกล้ชิดเห็น ไม่สามารถชักจูงให้คนเชื่อได้ พอดีจังหวะนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแก้ว กำลังเป็นข่าว เราก็ไปอ่านประวัติ เห็นชอบแบบธรรมะด้วย คิดเอาเองว่า ถ้าหลวงพ่อนิพนธ์ช่วยคนนี้ได้ ผู้หญิงคนนี้ ก็สามารถจะเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ เป็นตัวอย่างให้คนที่เป็นแบบเดียวกัน เดินตามช่วยตนได้ จึงได้เข้าเวปของเขา เพื่อเชิญชวน

คำตอบที่ได้จากคุณแก้ว บอกกับเราว่า เขาผ่านคนแบบเรามามาก ล้วนแล้วแต่เอาตัวเขาเพื่อประโยชน์ตน แลที่สำคัญ เวลานั้น เขาไม่มีความเชื่อถือสมุนไพรอีกแล้ว เขาเชื่อในยาเคมี และหมอ จึงปฏิเสธ

เราถามหลวงพ่อนิพนธ์ ว่า การไปชวนเขานั้นถูกหรือไม่ ท่านตอบว่า "หมูเขาจะหาม อย่าเอาคานไปสอด" คนทั้งหลายล้วนมีกรรมเป็นของตน ศาสนาเป็นส่วนเกิน ที่ไม่มีความจำเป็นแก่คนทั่วไป ถึงแม้นจะดีสักฉันใด ช่วยได้ หากแต่ต้องเกิดจากความยินยอมพร้อมใจ เป็นสำคัญ นั่นหมายความว่า ศาสนาจะมีค่า ก็แต่เฉพาะคนที่อยากได้ เท่านั้นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า ศาสนาเน้นเรื่องการทำนิสัย ของพระภูมี เป็นสำคัญ ที่ซึ่งไม่มีใครรู้นอกจากตนของตนเท่านั้นเอง ดังนั้น การเชิญชวน บังคับ ขู่เข็ญ เพื่อให้มา นั้นจึงไม่สมควร แม้นแต่พระภูมี ยังไม่ทำเลย ไม่เอาธรรมไปหว่านให้คนทั้งหลาย แม้นจะเมตตาสักฉันใด เพราะไม่มีประโยชน์ หากแต่ผู้ใดมาถาม อยากได้ ก็จะโปรดให้ นำไปทำช่วยตน

นี่แล นับแต่ยุคถ้ำกระบอก ซึ่งเริ่มจากยาเสพติด ก็จึงต้องเริ่มที่ความสมัครใจของผู้เสพเป็นสำคัญ จะบังคับมา แม้นจะบำบัดให้หายได้ แต่ท้ายที่สุดก็กลับไปเสพอีก

ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่ถูกบังคับมาให้ฟื้นฟู หรือ มีความจำเป็น ก็มักจะฟื้นฟูได้เฉพาะกาย ไม่มีการพัฒนานิสัยตน ท้ายที่สุด การช่วยก็เสียเปล่า เพราะหายโรคนี้ ก็เป็นโรคอื่นได้ หรือ พบอุบัติภัย นั่นก็หมายถึงช่วยตนไม่ได้เช่นกัน

มาวันนี้ ไม่มีหลวงพ่อนิพนธ์แล้ว เราก็ได้แต่นั่งมอง ใครหนอ อยากจะโปรดสัตว์ อยากจะช่วยคน มาทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ ทำแบบอย่างให้คนดู ว่า ศาสตร์สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน และธรรมคำสอน ผู้ใดฟัง พิจารณา ทำ ช่วยตนได้ .... รอแล้ว รอเล่า มีแต่คนมาเอาประโยชน์ตน กูหาย กูก็ไปแล้ว กูไม่สน หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คนเหล่านี้ ทำตนเสมือน มาซ่อมเรือตน พอเรือดี ออกจากท่าได้ ถีบท่าทิ้งเลย
เสียดายคนอย่างคุณแก้ว แต่ก็คงไม่ชวนใครอีกแล้ว หากแต่ลึกๆ ก็คิดว่า เมืองไทยต้องมีคนที่มีกตัญญูบ้างแหละ ที่อาสามาทำตน เป็นแบบอย่าง เก็บทุกรายละเอียดของตน มาเขียน มาทำ มาเล่า ให้คนรุ่นหลัง เอาเป็นแบบอย่าง ว่า "ความไม่มีโรค" ทำได้โดยวิธีใด อันเป็นบทพิสูจน์ คำสอนที่ว่า "ใจสูง พากายสูง"

แต่ก็คงรออีกนาน ท่านอาสิจะชี้สักฉันใด คนทั้งหลายทั้งปวง ก็บอกว่า ไม่มีวันเวลา ไม่สะดวก ไม่... เราจึงไม่แปลกใจเลย ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ว่า ทำไมคนที่มาทำตน โดยเฉพาะการบวช ถือหลักสัจจธรรมของแม่ชีเมี้ยน รอดทุกตัวคน ก็เพราะมันหนึ่งในล้าน ที่จะพาตนแหวกว่ายทวนกระแส นิสัย ความอยาก ความเห็นของตน มาได้ มันลำบาก เขาไม่ชอบ คนทั้งหลายเขาจะเอาแบบ หายแบบสบายๆ แลก็เอาแต่ตน ไม่สนผู้ใด

ไม่รู้เราจะมีวาสนาเห็นดังคำที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวไว้หรือไม่ "ถ้ามีคนเชื่อพันคน ทำได้พันคน ก็รอดทั้งพันคน" แต่พอลืมตา ไม่มีใครสักคนเอาธรรมของท่านเลย เขาจะเอาแต่สมุนไพร ไม่มีใครอยากเป็นพระมาลัยเลย ก็เลยงง........ ไหนมนุษย์บอกอยากเจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อยากช่วยตน อยากมีสุข

จะสุขแบบไหน จะไปกันอย่างไร ถ้าไม่เอาธรรมของพระโคดมเลย

ประวัติศาสตร์ของคนตาย มีให้อ่านกันมากมาย แต่ประวัติศาสตร์ของคนรอด อยากรู้ว่าใครจะเป็นคนเขียน เป็นวิทยาทานให้คนรุ่นหลังได้อ่าน และได้คิด เพื่อรู้ว่า โลกใบนี้ยังมีหนทางที่ทำให้รอด มิเพียงหายโรค แต่เปลี่ยนลิขิต เปลี่ยนตนเป็นคนดีได้ด้วย


วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เรียนแต่ไม่ยอมรู้ รู้แต่ไม่ยอมทำ



สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการใช้ศาสตร์สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ไม่ใช่โรค แต่เป็นการที่เรียนแล้วไม่ยอมรู้ นั่นก็คือ การทำตนเสมือน แก้วคว่ำที่อยู่ท่ามกลางฝน ไม่ว่าจะตกสักฉันใด แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า หาน้ำในแก้วไม่ได้เลย

เมื่อไม่รู้ การทำผิดย่อมง่ายดาย การกระทำจึงหวังผลอะไรไม่ได้เลย ยิ่งเรื่องของชีวิตด้วยแล้ว

หากแต่หลายคน อยากเรียนรู้ พยายามฟังเพื่อให้ตนรู้ แต่น่าเสียดาย ที่ความรู้ที่ได้ ไม่ได้มีไว้เพื่อทำเพื่อช่วยตน หากแต่เรียนรู้ไว้เพื่อคุย ว่าตนรู้เท่านั้นแล

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ตัวอย่างให้พิจารณา อาทิ ความรู้ในการฟื้นฟูผู้ป่วยเบาหวาน ที่กระบวนการสมุนไพร ในศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เล็งเห็นแล้วว่า น้ำตาลที่ถูกบีบอัดไปในกล้ามเนื้อและกระดูกนั้น หรืออวัยวะต่างๆ ล้วนแล้วแต่อันตรายมหาศาล แต่ถ้าถูกขับออกมาอยู่ในเลือด นั่นแลปลอดภัย

ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อทานสมุนไพร จนร่างกายมีความสามารถฟื้นฟูตน ทุกตัวคน ย่อมมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดที่มากมาย หากแต่ไม่มีอาการของเบาหวานปรากฎ แต่ด้วยความอยากรู้ ทั้งๆที่รู้ ก็ต้องพาตนไปตรวจ แล้วก็ต้องถูกหมอตำหนิ ว่าปล่อยให้น้ำตาลสูงอย่างนี้ได้อย่างไร ต้องรักษาด่วน

หลายคนจึงถูกจับฉีดอินซูลินทันที แลก็หลายคนที่เกิดอาการช็อคอินซูลิน บางคนก็ถึงขั้น การเดินผิดปกติ จะฟื้นฟูอีกทีก็ยากยิ่ง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า "เล่นของขลัง อย่ากังขา พวกกังขา ไม่น่าเล่นของกายสิทธิ์" การเรียนรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ที่สำคัญกว่า คือ รู้แล้วทำให้ได้

คนที่รู้แล้วทำได้ บางคนเล่าให้ฟังว่า เมื่อหมอจะจับฉีดอินซูลิน เขาก็บอกหมอว่า "เขามาให้ตรวจระดับเบาหวาน ไม่ได้มาให้รักษา แค่อยากรู้เท่านั้นเอง ว่าระดับน้ำตาลของตนเป็นเช่นไร" บางคน ก็ใช้วิธีหนีกลับดื้อๆ ก็มี

ท่านอาสิ ชี้ให้เห็นว่า "รู้เขา รู้เรา จึงจะชนะ" ก็อยากหายโรค รู้อะไรบ้าง ที่สำคัญกว่า รู้แล้วทำรึปล่าว ถ้ารู้แล้วไม่ทำ การกระทำของตนทั้งหมด "ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปกลายเป็น..." เสียเงิน เสียทอง เสียเวลา พอไหว แต่ต้องเสียชีวิตด้วยนี่สิ คุ้มไหม

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เชื่อหรือว่ามี


ครั้งหนึ่งมีพระบวชใหม่ และวันเดียวกันมีวัยรุ่นอายุ 18 ปี ติดยาเสพติด แม่พามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อฟื้นฟู
หลวงพ่อนิพนธ์บอกพระรูปนั้นว่า “ผมยกให้ท่านดูแล”
การฟื้นฟูก็เริ่มขึ้นจากการรอให้ขาดยา แลมีอาการลงแดง แล้วก็เริ่มให้สมุนไพร ผ่านไปด้วยดี อาจจะด้วยอายุยังน้อย เสพมาไม่นาน ผ่านไปจนรุ่งเช้า อาการก็ดูดี ตื่นเช้ามาพระรูปนั้นก็พาคนป่วยอาบน้ำ ทานสมุนไพร และให้ทานข้าวเช้า คนป่วยก็เหมือนคนป่วยอื่นทั่วไปเมื่อเริ่มฟื้นนั่นคือ กินเป็นพายุ เริ่มคุย แลอาการลงแดงก็น้อยลง ไม่สร้างความทรมานเกินไปแล้ว
หลังทานข้าวเสร็จ พระรูปนั้นก็ฝากโยมให้ช่วยดูคนป่วยหน่อย เพื่อไปลงฉันเช้า แลคนป่วยบอกปวดท้องถ่าย พระก็หยิบกระโถนให้ แล้วไปลงฉัน
ขณะลงฉันพระยังมากันไม่หมด โยมวิ่งมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ บอกว่าคนป่วยเสียชีวิตแล้ว พระรูปนั้นรีบเดินตามหลวงพ่อนิพนธ์ไปดูคนป่วย ภาพที่ปรากฎคือ คนป่วยเสียชีวิตข้างกระโถนถ่าย โดยทวารเปิดเป็นรู ขนาดข้อมือเด็ก
หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า “ธาตุลมแตก” คือลมออกหมดตัว เนื่องจากทวารไม่ปิด
หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณาว่า หมดพรหมลิขิต กรรมเขาไม่ยอม จึงหมดโอกาส แลชี้ว่า เขาอายุยังน้อย แต่ไม่มีวันเวลาให้ทำช่วยตนเลย ในขณะที่หลายคน อายุมากหลาย ก็ยังเชื่อมั่นว่าตนมีพรหมลิขิต มีวันเวลาในกาลทำมากมาย จะให้มาทำเพื่อช่วยตน จึงบอก ไว้วันหลัง ยังไม่พร้อม
บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้และเตือนเสมอ ว่า “กรรมหมู่ กำลังมา” ลำพังกรรมเฉพาะตนก็แย่แล้ว ควรหรือที่จะประมาท รีบทำตุนไว้ก่อน จะร้องสักฉันใด ก็หาคนฟัง แล้วทำยากยิ่ง เพราะเขาเชื่อว่า เขายังมีวันเวลา นั่นเอง เมื่อกรรมมาถึง ก็อย่าร้องให้ศาสนาช่วย หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ว่า “คนไทยจะล้มตายมหาศาล” คนจะวิ่งหาศาสนา ว่าแต่ “ใครจะยังอยู่” นี่แลการทำตามคำสอนในวันนี้ จุดใหญ่ใจความคือ “ทำตนรอ ดูศาสนา”
คนไม่รู้ ก็แล้วไป แต่คำเตือนนี้ ฟังแล้วฟังอีก ยินแล้ว ไม่ทำ … นึกเสียใจ ก็ทำไม่ทันแล้ว จะเอาแต่หายโรค ไม่ได้บอกว่าจะรอด

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คิดเอง


หลายคนมักอุทธรณ์ “ทำดีไม่ได้ดี” แล้วก็อ้าง ตนไม่เคยทำบาป ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้วทำไมตนจึงเป็นเช่นนี้ ได้รับทุกข์เวทนาเยี่ยงนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณาว่า ผลย่อมเกิดแต่เหตุ นั่นหมายความว่า สิ่งที่ตนทำ แล้วคิดว่าดี ว่าถูกว่าดี นั้นคิดเอาเอง หากแต่ความเป็นจริง การกระทำนั้นไร้ผล หรือ ทำผิดโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง
ความจำเป็นอย่างหนึ่ง ที่มักถูกหยิบมาให้พิจารณา นั่นคือ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือ “พระเจ้า” ที่มักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหากิน คนมากหลายหลงไปในวังวนนี้ เชื่อ ศรัทธา ทำตามมาชั่วชีวิต กว่าจะรู้ว่า สิ่งที่ตนคิดตนเชื่อ ไม่มีตัว ไม่มีตน ช่วยตนไม่ได้ ก็สายเสียแล้ว
หรือแม้กระทั่ง สิ่งที่ส่งเสริมให้ทำกันในวันนี้ นั่นคือ “มูลค่าเพิ่ม” ทำอย่างไร ให้สินค้าตนมีราคา ขายได้แพงๆ ส่งเสริมให้รวยกันมากมาย ทั้งที่แต่โบราณ บรรพบุรุษไม่สอนให้ทำอย่างนั้นเลย ขายบ้างแจกบ้าง ดูชาวประมง จับปลาก็พอกินพอขายเลี้ยงชีพ ทุกวันนี้ ปลาเล็กปลาน้อยจับหมด มีไข่ก็ไม่รอด แล้วก็อ้างอาชีพสุจริต
บทสรุป ถึงเวลาหรือยัง ที่ต้องคัดต้องเลือก สิ่งที่ทำ สิ่งที่คิด สิ่งที่เชื่อ นั้นถูก ไม่ใช่ก็ทิ้งไป ชีวิตจะได้เป็นอิสระ ผลที่ทำจะได้เกิดแก่ตน ก็รู้ทุกตัวคน ตามคำสอนที่ว่า “อย่าเชื่อ•••”
ปราชญ์ จึงสอน “ให้ดูผล” เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งที่ตนทำ ตนเชื่อ ตนคิด “ทำถูกผลถูกก็เกิด” หากผลผิดเกิด จะบอกได้อย่างไรว่าดี ว่าถูก ไม่ต้องมาเถียงกัน ว่าของใครดีกว่า หรือจะเอาแบบพวกหากิน “ดีหมด” ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561

แล้วแต่ชอบ


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นหนทางในการฟื้นฟูตน ด้วยศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาว่า องค์ประกอบพื้นฐาน ๓ ประการ นั่นคือ

๑. การทานสมุนไพรให้ได้ปริมาณ และต่อเนื่อง เพื่อปรุงแต่งธาตุทั้งสี่ให้ได้สัดส่วน ใช้ฟื้นฟูอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย

๒.การทานอาหารให้ครบหมู่ โดยเฉพาะสารอาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ในการฟื้นฟูอวัยวะนั้นๆ ตามแต่ที่แต่ละคนเป็น รวมไปถึงการทานอาหารตุนเผื่อไว้ในอนาคต โดยเฉพาะพวกมะเร็ง

๓.เมื่อร่างกายพร้อมอวัยวะแข็งแกร่ง อาหารเสบียงพร้อม ร่างกายก็จักเริ่มสังคายนาตัวเอง นั่นคือเริ่มกระบวนการ คุ้ยโรคเพื่อไล่ออกจากร่างกาย ผลก็คือ เกิดสิ่งหนึ่งที่ยุคถ้ำกระบอกเรียกว่า อาการ "ลงแดง" อันเป็นอาการของโรค ที่พยายามสร้างให้เกิดความทุกข์ทรมาน แล้วส่งผลให้ผู้เป็น ทนไม่ได้ จนต้องหยุดการฟื้นฟู โรคก็จะอยู่ต่อไปได้นั่นเอง สิ่งนี้รวมไปถึงอาการเบื่ออาหาร ในผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเป็นเหตุที่วิทยากร อ.อร่าม มักพูดถึงเสมอว่า ควรจะทานอาหารตุนไว้ในขณะที่ยังทานได้ ตอนอดร่างกายจะยังคงมีกำลัง และต่อสู้ จนพ้นวิกฤตได้ ไม่ต้องห่วงอ้วน เพราะน้ำหนักจะลดลงบางทีนับสิบกิโลกรัมเลย หรือมากกว่า ก็มีให้เห็น หากไม่ทานเตรียม ยังไม่ทันตายด้วยโรคมะเร็ง ขาดสารอาหารตายก่อน

ปัจจัยที่สามคือการลงแดงนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เป็นสัญญาณของการหายโรค นั่นคือ ร่างกายสามารถรับรู้ และสร้างภูมิขึ้นมาสู้ได้แล้วนั่นเอง

ประเด็นก็คือ นานแค่ไหนกว่าจะถึงวันนั้น หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็นว่า หากเราท่านรีบเร่ง ด้วยการปฏิบัติทุกวัน นั่นคือ การบวชมักจะไม่เกินหนึ่งปี ดังนั้น ในยุคที่ตั้งสำนัก คนไข้หนัก ที่พร้อมใจ ก็มักจะทำการบวช ๑ ปี เป็นอย่างน้อย ในการฟื้นฟูตน แลผลที่ปรากฎ ก็ดั่งคำของหลวงพ่อนิพนธ์ การใช้วิธีนี้ ให้ผลที่เฉียบขาด แน่นอน ไม่ว่าโรคอะไร ท่านชลอก็มักเล่าว่า มีทั้งมะเร็งสมองอย่างท่านตอง มีเอดส์แบบท่านเสรี มีโรคน้ำเหลืองเป็นพิษอย่างท่านโอ๋ มีโรคเส้นอย่างท่านอยู่ มีโปลิโอ มี... มากมาย ที่หายให้ท่านเห็นด้วยวิธีนี้ ส่วนการบวชหลังจากหนึ่งปีนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ปีแรกนั้นทำใช้ ปีต่อมา คือ ตอบแทนคุณศาสนา แลสะสมบุญไว้ในภายภาคหน้า

หากแต่วันนี้ สิ่งที่หลายคนใช้ นั่นคือ การมาสัปดาห์ละครั้ง นั่นหมายถึง การกระทำที่น้อยกว่า ผลที่จักบังเกิดย่อมล่าช้าเป็นธรรมดา หลวงพ่อนิพนธ์บอก เหมือนเดินอ้อมเขา ด้วยอยากเดินสบาย ก็ไม่ว่ากัน เรียกว่าทยอยใช้ น้อยหน่อย ก็นานหน่อยกว่าจะหมดหนี้

วันก่อนชายผู้หนึ่งเป็นเบาหวาน บอกว่ามาที่นี่สามปีแล้ว สองปีแรกไม่เกิดอาการอะไรเลย มาปีนี้ จึงเริ่มมีอาการคัน ดั่งที่ท่านอาสิและวิทยากรบอก ก็ทำใจ อดทนต่ออาการ และดีใจว่า ตนนั้นใกล้หายแล้ว

บทสรุป วันเวลาที่เนิ่นนาน ด้วยการเดินทางอ้อม จักมีสักกี่คนที่ยืนระยะได้ เพราะคนสมัยนี้ใจร้อน จะมาเอาแต่เร็วๆ รับยาก็เอาเร็วๆ ครั้นบอกเอาเร็วก็ไปเป็นผู้ปฏิบัติ ก็ทำไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้พิจารณาว่า "ต่างคนต่างกรรม ต่างวาระ" นั่นคือ จะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ไม่ได้เลย ว่ากี่วันหาย จะมีอาการมากน้อยเพียงใด หากแต่ใครจะเลือกหนทางใด ก็ตามแต่ใจตน หากหวังผล ยืนระยะให้ได้ ทำได้หรือไม่ โดยเฉพาะการเดินทางอ้อม เวลายิ่งนานยิ่งกัดกร่อน ปณิธาน น้อยคนจึงยืนหยัดไม่ถึง แค่ดีขึ้นก็ชะล่าใจ ทิ้งแล้ว โดยไม่รู้หรอกว่า หากงูที่ขว้างไปไม่พ้นคอ แว้งกลับมากัดตนได้ ครานี้มันจะกัดเต็มเขี้ยว ยากจะรอดได้ หลายคนจึงรู้ว่า เมื่อโรคหวนกลับคืนมา ทีนี้ สมุนไพรก็ยากจะกอบกู้ จะไปบวชปฏิบัติก็ทำไม่ได้

เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องสมัครใจ ไม่บังคับใคร หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ตีงูตีให้ตายในคราเดียว ทำไมไม่ยอมเสียน้อย ไปบวชปฏิบัติ ทำตนให้รอด เสียเวลาแค่ปีเดียว เสียไม่ได้ มาใช้ทางอ้อม เดินไปเดินมาก็อ่อนล้า ทิ้งเสียด้วยไม่เห็นปลายทาง บางทีเดินมาหลายปี กลับมาที่เก่าซะงั้น เสียมากกว่าเดิมเสียอีก

ภาพที่เห็นมาตลอดนับแต่ปี ๓๐ คือ "ไม่มีใครบวชแล้วตายด้วยโรค แต่เห็นคนตายด้วยโรคเพราะไม่บวช มากมายนับไม่ถ้วน"

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ของจริงหรือไม่


โลกทุกวันนี้มันอยู่ยาก เพราะเราท่านไม่รู้เลยว่า สิ่งใดเป็นของจริง สิ่งใดเป็นของปลอม หรือ ที่พบเจอพบเห็นเชื่อ นั้นล้วนแล้วแต่ของปลอมทั้งหมดทั้งมวล

บทพิสูจน์ที่เห็นชัดในยุคจรวด หรือ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย มีเฟสบุ๊ค มีไอจี มีไลน์ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ การทำโพรไฟล์ของตน ให้ดูดี น่าติดตาม ก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหลายคน ไม่ว่าจะเป็นแอฟที่สามารถตกแต่ง ไปจนกระทั่งการเรียนรู้ในการเมคอัฟแต่งหน้าผม แต่งองค์ทรงเครื่อง จนวันนี้ บางทีแทบไม่รู้เลยว่า ไหนชายไหนหญิง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้พิจารณาเสมอว่า ไม่ต้องไปดูที่เหตุ เถียงกันว่าเหตุไหนดีกว่ากัน ดูให้ชัดว่าจริงแท้ ควรพิจารณาดูที่ผลอันเกิดจากเหตุนั้นๆ ย่อมเป็นเครื่องประจักษ์ยืนยัน ว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนปลอม

หากแต่คนมากหลาย มักเชื่อในสิ่งที่ตนชอบ จึงไม่พิจารณาผล หรือไม่ก็เข้าข้างตนเอง เลือกที่จะเชื่อสิ่งที่ตรงกับความคิดตรง ปัญหาที่ตามมา นั่นคือ ความสับสนในความเชื่อ หากเกิดกับคนปกติธรรมดา ก็ไม่มีอะไรสักเท่าไหร่ แต่หากคนผู้นั้นตกอยู่ในกรรม ทำให้เกิดโรค แลยิ่งสาหัส อันหมายถึงพลังแห่งวิญญาณของตน เริ่มเสื่อมโทรม จิตของตนอ่อนล้า สิ่งนี้มีความหมายยิ่งนัก ด้วยวันนี้จะช่วยตนได้ ก็ต้องพึ่งผลที่ถูกเพียงประการเดียวเท่านั้น

จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมคนทั้งโลกไม่หายโรค หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า ก็เชื่อผิด ทำผิด ด้วยคิดว่าสิ่งที่ตนเชื่อ สิ่งที่ตนทำ มีผลตอบแทน หรือพึ่งได้ กว่าจะรู้ตนอีกที ก็เวลาตายมาถึงแล้ว ว่าสิ่งที่ทำ สิ่งที่เชื่อ นั้นไม่มีผลอะไรแก่ตนเลย จะกลับมาบอกก็ไม่ได้แล้ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า เมื่อเราท่านปรารถนาสุข ก็ควรที่จะพิจารณา สิ่งที่ตนเชื่อ สิ่งที่ตนทำ มีผลจริงแท้แน่นอนหรือไม่ สิ่งใดที่ทำแล้วไม่มีผล ช่วยตนไม่ได้ ก็ควรตัดทิ้งไป ไม่ให้เป็นภาระแก่จิต แก่วิญญาณ ด้วยยึดถือไปก็มีแต่ลม ท่านจึงยกตัวอย่างในวัยเด็กของท่าน ครั้งยังอยู่ที่ตรอกไผ่สิงโต ในย่านคลองเตย ที่ซึ่งบ้านของท่านจะอยู่ประมาณกลางซอย ในวัยเด็ก มักเที่ยวซุกซน จะกลับบ้านก็มืดค่ำ แลก่อนจะถึงบ้านก็มีต้นมะขามใหญ่ ริมคลอง อันจะต้องเดินผ่านทุกวี่วัน แลกิจวัตรประจำวันก็คือ แวะฉี่ก่อนถึงบ้าน ทำเช่นนี้มาหลายปี วันหนึ่งก็มีคนนำศาลพระภูมิมาทิ้ง และก็เริ่มเยอะขึ้น ท่านก็ยังแวะฉี่เหมือนเดิม จนกระทั่งมีคนนำผ้าเจ็ดสีมาคล้อง และมีคนมากราบไหว้ บอกว่า มะขามต้นนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ด้วยความเป็นเด็ก จากแวะฉี่ก็เลยต้องรีบวิ่งผ่าน แลวันหนึ่งท่านก็คิดว่า ถ้ามันมีจริง ท่านก็คงไม่รอดมาจนถึงวันนี้ได้ ผ่านคราใดก็ไม่กลัว ยืนฉี่เหมือนเดิม เมื่อมาบวชท่านจึงรู้ว่า เพราะคนมันสร้างขึ้นมาเอง ไม่มีตัว ไม่มีตน มันจึงไม่ให้ผลประการใด ทั้งคุณทั้งโทษ ไม่มีเลย

ของจริง มันต้องเป็นสากล ใช้ได้ทุกตัวคน ไม่แบ่งแยก แบ่งเขา แบ่งเรา แบ่งเชื้อชาติ แบ่งศาสนา นี่แล ศาสนาพุทธในอดีต จึงเป็นที่ยอมรับ หากแต่ปัญหาที่ท่านทั้งหลาย ต้องขบคิดนั่นก็คือ คำสอนพุทธกาลนั้นเป็นเยี่ยงไร ทำอย่างไร ... มิใช่เอาแต่เพียงเขาเล่าว่า เขาสอนว่า แล้วทำตาม ดูผลของผู้ทำ ผู้สอนสักนิด ว่าทำแล้วเป็นเยี่ยงไร

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็น จึงมอบแว่นส่องจักรวาล ให้มนุษย์ในภายหน้าได้ส่องเพื่อมองหาศาสนา อยากรู้ว่าศาสนาอยู่ที่ใด ก็ให้มอง เอกลักษณ์ของศาสนา แมื่อ ทำแล้ว ทำได้ ได้ลาภอันประเสริฐ คือ "ความไม่มีโรค" อยากรู้ที่ใดมีธรรมของตถาคต ก็เอาคนเป็นโรค ที่คนทั้งโลกช่วยไม่ได้ ไปถวายสิ ที่ใดช่วยได้ ที่นั่นแลมีธรรม

ไม่เชื่อหรือ ว่าโรคเกิดจากกรรม ไม่เห็นหรือว่า ไม่มีใครในโลกนี้ชนะกรรมได้ โรคตาย มันจึงรักษาไม่ได้ ไม่มียารักษาโรค จะใช้วิธีของคน ไม่ว่าวิธีใด ที่ซึ่งอยู่ในนิสัยกรรม มาชนะกรรม เป็นไปไม่ได้

ผู้ที่อ้างเอ่ยตนว่ารักษาโรคได้ มียารักษาโรค พิจารณาเอาเถิดว่าเป็นคนประเภทใด ... ตัวเลขคนตายด้วยโรค มันฟ้อง ด้วยมีแต่เพิ่ม ไม่มีลด

เอาแค่โรค ไม่ต้องพูดถึงภัยพิบัติ ที่อ้างกันนัก อ้างกันหนา ที่นั่นศักดิ์สิทธิ์ ที่โน่นศักดิ์สิทธิ์ ใครมเดียว ระเนระนาด ก็เห็นๆกันอยู่

สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก แม่ชีเมี้ยนชี้ ผู้ใดเดินอยู่ในวินัยของพระโคดม ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นหรอก สงฆ์ของท่านไม่มีหรอกเป็นโรคตายน่ะ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวอย่างมั่นใจเสมอ ผู้ใดมาธำรงวินัยของพระภูมีครั้งพระพุทธกาลที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ไม่ตายด้วยโรคแน่ จึงไม่แปลก ไม่ว่าใครมาด้วยโรคอะไร สมัยปี ๓๐ หากเชื่อ ยอมบวช ไม่มีใครตายด้วยโรคสักคน

อยากมีสุข หาของจริงให้เจอ แล้วจะได้สุข เมื่อเห็นผลสุข นั่นก็ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า เหตุ หรือ ความเชื่อ การกระทำ ที่ทำอยู่นั่นแลของจริง ... หากแต่สุขที่ว่า มิใช่เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่เป็น "กินเป็นสุข นอนเป็นสุข" ที่ซึ่งเป็นสุขที่แท้จริงของมนุษย์ทุกตัวคน

หากไม่ยอมพิจารณา แลทำตามความคิด ความเชื่อ ก็ไม่ได้ห้ามอันใด แต่อย่าร้องให้พระภูมีช่วย หรือขอสวดมนต์อ้อนวอน ไม่มีทางสมปรารถนา ทำเหมือนคนทั้งโลก ก็ได้แบบคนทั้งโลก

เพราะคนทั้งโลก เขาก็ล้วนบอกว่าเขามีของดี กันทุกตัวคน คนที่จะต่าง ย่อมต้องสวนกระแส ไม่ทำแบบคนทั้งโลก เหมือนพระโคดม ทิ้งความเป็นเจ้าชาย ทิ้งสมบัติ ทิ้งลาภ ยศ สรรเสริญ ฉันใดก็ฉันนั้น นั่นแหละรอยที่ทิ้งไว้ อยากได้ก็เดินตาม

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เฉพาะหน้า


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้นิสัยของคนทั่วไป ที่เวียนว่ายเข้ามาในศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา นับตั้งแต่ยุคถ้ำกระบอก อุปมาให้ฟังเสมือนต้นไม้ใหญ่ บ้างก็ทำตน เป็นเปลือก บ้างก็ทำตนเป็นกระพี้ บ้างก็ทำตนเป็นแก่น

หากแต่แก่นของไม้ศาสนานั้นเล็กยิ่งนัก ในวันนี้ เพราะนิสัยคนทั่วไป มักเอาแต่สุขเฉพาะหน้า นั่นคือ จบที่หายโรค หรือบางคนก็เอาแค่ดีในระดับที่ตนพอใจ ก็หน่ายหนี ไม่อยากมาอีก ทำตนประดุจสถานที่นี้เป็นนรกอเวจี หนีได้ต้องรีบหนีให้ไกลซะอย่างนั้น

ก็แล้วคนที่จะเป็นแก่นของศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า คนผู้นั้น ย่อมมีความรู้สึกเบื่อหน่าย เฉกเช่นเจ้าชายเบื่อหน่าย แล้วเปลี่ยนตนเป็นพระโคดม นั่นเอง เขาจึงตั้งคำถามกับตนว่า ทำไมจึงหยุดแค่หายโรคในวันนี้ ที่ซึ่งไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันใดๆ เลยว่า ตนจะไม่เป็นโรคอีกในวันหน้า ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งได้รู้ว่า "มนุษย์ตายแล้วต้องเกิด" ตราบใดที่ยังไม่หมดสิ้นกิเลส ยิ่งต้องวิตกกังวลอีกว่า แล้วชาติหน้า ชาติไหนของตน จะเป็นโรคอีกหรือไม่ ที่สำคัญคือ เมื่อเป็นแล้วในยุคนั้นไม่มีศาสนา แล้วจะช่วยตนให้หายโรคโดยวิธีใด

คนที่อยากเป็นแก่น จึงมักเริ่มด้วยความไม่พอใจที่จะมีสุขเฉพาะหน้า ไม่อยากที่จะเป็นโรคอีก ทั้งในวันหน้า ชาติหน้า ชาติไหนๆ คำถามก็จึงเกิด "ทำได้ไหม"

นี่แล หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ทำไมต้องมีศาสนา เพราะผู้ใดถึงไม่เบื่อ เกิด แก่ ตาย แต่ก็ต้องเบื่อที่จะเจ็บ จึงมาหาศาสนา เรียนรู้ว่า ทำอย่างไร จึงจะไม่เจ็บ ทำอย่างไรจึงมีสุขไปตลอดกาล ทั้งวันหน้า รวมไปชาติหน้า ชาติไหนๆ

ด้วยศาสนาชี้ให้เห็นว่า "ตัวกระทำไม่ตาย ทำอย่างไรได้อย่างนั้น" หลวงพ่อนิพนธ์ แปลความให้ฟังว่า การเป็นโรค แลตายด้วยโรค ที่หลายคนบ่นว่า ตายๆไปจะได้จบ มันหาได้จบไม่ นั่นจะกลายเป็นพรหมลิขิตติดตน ไปในภายภาคหน้า เกิดเป็นคนเมื่อใด ก็จะมีพรหมลิขิต โรค หรือที่เรียก กรรมพันธ์นี้ ติดเป็นเงาตามตัวไปด้วย จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมคนเราเกิดมา ก็มีโรคติดมาด้วย นั่นคือ สิ่งที่เราท่านทำมาในอดีตนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสร้างวัด สร้างจริยวัฒน์ของพระครั้งอดีตพุทธกาล ทิ้งคำสอนของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ให้เราท่านไปศึกษา แม้นจะยังต้องเกิด แต่ก็เกิดแบบคนที่มีลาภอันประเสริฐ ติดตน ติดวิญญาณ คือ เกิดมาไม่มีโรค ดำรงตนโดยไม่มีโรค ไม่ตายด้วยโรค ทุกภพ ทุกชาติ

หายโรค มันจึงเป็นเรื่องกระจอก ทำได้ แต่นั่นมันสุขเฉพาะหน้าในวันนี้เท่านั้นเอง แต่การสร้างพรหมลิขิต ไม่มีโรค นี่สิ สำคัญกว่า เพราะหมายถึงสุข ในวันหน้า และชาติหน้า

ศาสนา จึงมีเพื่อเปลี่ยนพรหมลิขิต มาเรียนรู้ แล้วอยากได้สิ่งไหน เขียนเอาเอง หากจะมาแค่หายโรค ไม่จำเป็นมั๊ง ที่จะต้องมาหาศาสนาให้ลำบากใจ ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า มนุษย์มี พรหมลิขิตของตน เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตนอยู่แล้ว ไม่ถึงที่ตาย ยังไงก็ไม่ตาย นอกเสียจากแกว่งตีนหาเสี้ยน ดันไปทำลายพรหมลิขิตแห่งตนเสียเอง ด้วยการทำผิดธรรมชาติ อาทิ ทานยาเคมี จนเกิดขนาด เกินควร

มาเอาแค่สุขเฉพาะหน้า แผ่นดินสวรรค์ของศาสนา ที่ให้สุข มันจึงกลายเป็นนรก ที่รีบมา รีบไป มันร้อน อยู่นานไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นแผ่นดินที่ให้สุข ทำให้ กินได้ นอนหลับ ... นิสัยนี้น่ากลัวกว่าโรคเป็นไหนๆ เพราะจะทำให้ไกลศาสนา ยากที่จะเวียนเข้ามาใกล้อีก ยามใดที่ทุกเวทนาสาหัส ย่อมขาดที่พึ่ง เพราะสิ่งที่ตนชอบ สิ่งที่ตนเชื่อ มีแต่ลม ไม่มีตัวไม่มีตน ช่วยตนไม่ได้ จะร้องสักฉันใด ก็หามีสิ่งใดช่วยได้

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561

จบแค่รู้


หลายคนทุ่มเทเรียนมากมายหลายปี ในการศึกษาหาความรู้ ครั้นจบมากลับไม่สามารถนำความรู้ที่ได้มานั้น ไปต่อยอดเพื่อประโยชน์แห่งตน นั่นหมายความว่า การเรียนและเวลาที่เสียไปนั้น เปล่าประโยชน์ หรือ ให้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าในสิ่งที่ได้ลงทุนลงแรงไป

เวลาในศาสนาก็เฉกเช่นเดียวกัน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า หลักของพุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้เชื่อ หากแต่สอนให้ "พิจารณา" ค้นคว้าหาเหตุและผล ความจริง แล้วทำ พูดฟังง่ายก็คือ ทำไป พิจารณาไป ทำไปโดยรู้บ้างไม่รู้บ้าง แล้วดูผล ลองผิด ลองถูก จนได้หนทางของตน ที่พิสูจน์โดยตน นั่นคือ ทำแล้วช่วยตนได้ เกิดผลดีแก่ตน ที่ซึ่ง หนทางนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ถูก ด้วยตนทำ และพิสูจน์ แล้วยังผลในการกระทำนั้นๆแล้ว

หากแต่น่าเสียดายที่คนทั้งหลาย มีน้อยคนที่จะพิจารณา ในหนทางที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้ทำ แลยิ่งน้อยกว่าน้อย ที่จะพิจารณา แล้วทำ หากแต่น้อยกว่าน้อยยิ่งกว่า ที่จะนำหนทางที่ตนค้นพบ ไปต่อยอดขยายในชีวิตประจำวัน ที่จะยังผลอันมหาศาล ด้วยเป็นหนทางที่ถูกต้องตนพิสูจน์มาแล้วนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ชี้ให้เห็นว่า บันไดขั้นแรกในการเป็นคนดี คือ กตัญญู แลให้หนทางที่เราท่านได้ฝึกฝน นั่นคือ ความสงบ ลดกิริยา แลสร้างสุขให้ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ผลแห่งการกระทำที่ปรากฎ ย้อนกลับมายังตน ก็จักเห็นผลจากการฟื้นฟูตน นั่นเอง

แลยังชี้ให้พิจารณาอีกว่า แล้วเมื่อทำตามที่ท่านชี้ ผลยังเกิด ทำไมไม่นำสิ่งนี้ย้อนไปกระทำแก่ผู้มีคุณของตนเล่า นั่นคือ พ่อแม่ ผู้ให้กำเนิดตน เลยไปถึง ผู้มีอุปการะ อุปถัมภ์ตนมาจนทุกวันนี้ ผลที่จะบังเกิด ย่อมเป็นผลที่ดีแน่นอน เหมือนที่ได้กายดี ไม่มีโรค เมื่อกตัญญูกับศาสนา ครูบาอาจารย์ นั่นเอง

บทสรุป สิ่งที่ศาสนาสอน แล้วให้ทำ มิควรจบในวัด เราท่านมาวัดเพื่อเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ แค่ชั่วเวลาหนึ่ง แล้วนำสิ่งที่ตนทำได้ ไปใช้ในชีวิตจริง แค่ทำตนตามคำสอน ยังหายโรคที่คนทั้งโลกไม่หาย หากนำไปใช้ในบ้าน ลูกย่อมเห็นการกระทำของตน แลเลียนแบบพฤติกรรมของตน ไปใช้ในยามที่ลูกเติบใหญ่ แลเราท่านก็แก่ชราเฉกเช่นพ่อแม่ในวันนี้

ผู้ใดฝึกนิสัยในวัด แล้วไปทำในชีวิตประจำวันได้ เป็นอุปนิสัย กตัญญูนี้ มีต่อศาสนา ได้หายโรค มีต่อพ่อแม่ โบราณว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ มีต่อ ผู้อุปการะ ผู้มีคุณ ย่อมเป็นที่รักของคนทั่วไป มีคนเมตตา อุปถัมภ์ ... การกระทำของศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้เห็นว่า ยิงนกทีเดียว ได้นกหลายตัว

จะผิดก็ตรงที่ คนบอกอยากมีสุข อยากเจริญ อยากค้าขายดี มีคนรัก .... แต่มาวัด หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ดันไปให้ค่า ผักที่ถูกกว่า ได้เดินตลาด ไม่ยอมฝึกนิสัยของพระภูมี ไม่ยอมทำ ... ไม่เอาธรรมของพระภูมีเลย เก็บมือ เก็บเท้า นอนรอ นอนขอ แล้วจะไปให้ถึงสุข ถึงปรารถนาที่ตนอยากได้ โดยวิธีใด

สถานที่นี้ ดูไม่ใช่วัด แต่คำสอนของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ผู้ใด ฟัง พิจารณา แล้วทำ ศักดิ์สิทธิ์ มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้อีก เพราะทำได้ ช่วยตน สมปรารถนาได้ทุกสิ่ง

กลัวแต่ปรารถนา แต่ไม่ทำ นั่งขอ ... ขอให้ตาย ก็ไร้ผล แม่ชีเมี้ยนบอก พระภูมีอย่าว่าแต่ไม่ช่วยเลย แค่ผินหน้ามามอง ยังไม่แม้นแต่สักนิด เพราะศาสนาของท่าน เอาแต่ "คนทำได้"

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44