วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ขำขันในวงพระ


ในสมัยที่หลวงพ่อนิพนธ์ เริ่มเปิดสำนักอีกครั้งในปี 30 นี่เอง ได้อุุปสมบทพระหลายรูป ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นพระที่มาจากการเลิกยาเสพติด ในครั้งนั้นเอง มีพระรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวคลองเตย ในอดีตก็เป็นพวกนักเลง ติดยาเสพติด เช่นเดียวกับเพื่อนฝูงในละแวกนั้น

ครั้นมาบวชได้ระยะหนึ่ง เนื่องด้วยคนไข้มีปริมาณมาก ท่านจึงได้รับหน้าที่จากหลวงพ่อนิพนธ์ให้ทำหน้าที่รินยาสมุนไพรแจก ให้แก่ญาติโยมที่มาทานสมุนไพร

วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังรินยาแจกให้แก่คนป่วยนั่นเอง คนป่วยซึ่งเป็นผู้หญิง ก็ร้องตะโกน ขั้นมาด้วยเสียงอันดังลั่นศาลา ทำให้คนทั้งหมดแตกตื่น ว่า "ใช่แล้ว ๆ"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอบสวนเรื่องได้ความว่า คนป่วยสาวท่านนั้น จำได้ว่า พระที่รินยาให้อยู่นั้น เป็นคนร้ายที่เคยกระชากสร้อยทองของเธอที่ตลาดคลองเตย ในอดีตนั่นเอง

กาลกลับตาลปัตร คนร้ายไม่ต้องหนี แต่เจ้าของสร้อยกลับกราบท่าน และขออโหสิกรรม ในเรื่องที่แล้วๆ มา

เป็นเรื่องที่ลูกศิษย์ มักจะเล่าหยอกล้อเล่นกันเสมอ แต่ก็บ่งบอกอะไรได้ไม่มากก็น้อย

นี่แหละพระแม่ชีเมี้ยน...

ใจมันต่างกัน


ว่างๆ อยากให้สมาชิกอ่านบทความวิชาการทางการแพทย์ หรือ หนังสือ ที่เกี่ยวกับระบบการทำงานของร่างกายสักนิด แล้วท่านจะเข้าใจสิ่งที่กำลังจะกล่าวถึงได้เป็นอย่างดี

สภาพของร่างกาย คือธรรมชาติ หรือเป็นจักรวาลเล็กๆ อันหนึ่ง สภาวะที่ธรรมชาตินี้ต้องการหรือคุ้นเคย และไม่มีอันตราย มักจะมีสภาวะที่เป็นกลาง หรือเป็นด่าง ถ้าสังเกตเห็น เราจะพบว่า ในบรรดาสารพันอาหารที่เราทาน ไม่มีตัวไหนเลยที่แช่น้ำกรด นั่นคือภูมิปัญญาแห่งความช่างสังเกตของคนโบราณ หรือพูดง่ายๆ ร่างกายสามารถรับสภาวะที่เป็นด่างได้ ในขณะที่รับสภาวะที่เป็นกรดได้น้อยมาก

ตรรกะในการคิดค้นยาเคมี มีรากฐานมาจากการทำลาย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ยาเคมีทุกตัว ยิ่งออกฤทธิ์เร็วเท่าไร ก็ยิ่งต้องมีสภาพการทำลายหรือเป็นกรดมากเท่านั้น เพราะเหตุใด ก็เพราะร่างกายมีภูมิต้านทานนั่นเอง ภูมิจะเป็นตัวกั้นสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าไปในอวัยวะ การที่จะนำเคมีเข้าไปได้ จึงต้องทำลายภูมิต้านทานของเราเสียก่อน จึงจะทำได้

สิ่งที่เราต้องรู้คือ การใช้เคมี เมื่อได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เราจะสูญเสียภูมิต้านทานไป และเสียพื้นที่ให้กากเคมีนี้ทิ้งตัวอยู่ในร่างกาย แลกกับการที่จะอนุญาตให้เคมีเข้าไประงับอาการของเรา นั่นคือสาเหตุที่ทำไม จึงเกิดโรคตามมา หลังจากทานยาเคมีตัวที่หนึ่ง

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีเคมีตัวใดเข้าไปถึงจุดที่โรคเป็นอยู่ เคมีที่ใช้จึงเป็นเคมีเพื่อการระงับอาการ ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์เปรียบให้เห็นภาพคือ ตกอยู่หน้าด่าน เข้าถึงโรคที่อยู่หลังด่านไม่ได้ อันเป็นเหตุที่ว่า ทำไมยาเคมีจึงรักษาโรคไม่ได้


ก็แล้วยาเคมีทำหน้าที่อะไร หน้าที่หลักก็คือระงับอาการที่เกิด วิธีการที่ทำคือ ใช้แนวคิดการทำลาย โดยอาศัยความเป็นกรด เพื่อทำลายหรือมอมเมาประสาท ให้เกิดอาการชา หรือตาย ผลที่ปรากฎ อันเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้เคมี นั่นคือ อาการที่เป็นจะหายไปในทันที โดยแลกกับการตายลงหรือหมดสมรรถภาพของเซลล์ในบริเวณนั้น ที่ละน้อย อุปมา เรากำลังทำลายป่า หรือ ธรรมชาติของเรา ทีละน้อย

ด้วยเหตุแห่งการทำลาย ทำให้เซลล์ไม่สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงโรคได้ จนเมื่อถึงวันที่โรคสุกงอม หรือแข็งแกร่ง เริ่มออกอาละวาด นั่นคือปรากฎการณ์ที่ยาที่เคยกิน และเพิ่มปริมาณขึ้น เอาไม่อยู่แล้ว

ผลที่ปรากฎเด่นชัด คือ โรคแรกยังไม่มีแววจะหาย ระเบิดที่ทิ้งบอมบ์ คือกากเคมีที่ร่างกายขับไม่ได้ หรือ ที่นักเคมีเรียกสารหนัก อันถูกทิ้งในร่างกาย เริ่มจะสะสมทีละเล็กละน้อย ตกลงตรงส่วนใด ส่วนนั้นก็ฉิบหายตามไป ก่อให้เกิดโรคที่สองสามตามมา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงพูดเล่นๆ ว่า สถิติบอกว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีมากขึ้นถล่มทลาย แต่ผู้ตายด้วยโรคเบาหวาน ยังไม่มากนัก ก็ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ เพราะผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่ ไตวาย ตายไปก่อนหน้าแล้ว อันผลจากเคมีที่ทิ้งตัวจากการทานยาเบาหวานนั่นเอง

ด้วยความรู้อันนี้ จึงไม่น่าแปลก ที่ฝรั่งทำการผลิตเครื่องฟอกไต รอไว้อยู่ก่อนแล้ว เฉกเช่นเดียวกัน ฝรั่งก็ผลิต walker และ รถเข็น ไว้รอผู้ทานยาคุมความดัน

และถ้าจะให้ชัดไปกว่านั้น ยาเคมีที่เป็นกรดนั้น เท่ากับไปเร่งสภาวะของเซลล์ ให้กลายเป็นมะเร็ง ก็มียาคีโมมารองรับอีกเช่นกัน

ผู้ที่เดินทางนี้ จึงไม่แปลกเลย ที่จะทำสถิติให้แก่อนามัยโลก สูงขึ้น โดยไม่มีวันที่จะลดลงได้เลย แต่ก็ยังมีผู้เดินตามกันอย่างมากมาย เพราะอะไร เพราะคนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อคนฉลาด

ฝรั่งผลิตยาฉลาด เอาคนที่หัวดีของเราไป แล้วให้ปริญญา กลับมาเป็นเซลล์ ขายผลิตภัณฑ์ โดยโยนเศษเนื้อให้นิดหน่อย ถ้าใครจะเถียง ก็ดูงบที่ใช้จ่ายค่ายาและเวชภัณฑ์ ในแต่ละปี เฉพาะไทยแลนด์ ก็สามแสนกว่าล้านบาทต่อปี แล้วที่คนขายยามันได้ จะสักกี่สิบ หรือ ร้อยล้าน ไม่เห็นหมอเป็นมหาเศรษฐีแม้แต่คนเดียว

เมื่อหันมาดูสมุนไพรของพระพุทธเจ้า มาด้วยความเมตตา หลักการที่ใช้จึงอาศัยความเป็นธรรมชาติ ให้เซลล์เกิดความผ่อนคลาย และได้สารที่จำเป็น เพื่อใช้ในการฟื้นฟู อุปมานักกีฬา ที่ถูกเคี่ยวกรำให้ฝึก หรือตื่นตัว ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยเช่นกัน ที่จะต้องทานอาหารที่หมอห้าม ในแต่ละโรค เพราะนั่นคือสารนำร่องธรรมชาติ ที่ร่างกายคุ้นเคย และเป็นใบเบิก ในการนำเข้าไปให้ถึงจุดที่เป็นโรค ก็ถ้าเราไม่กินไก่ สมุนไพรจะเข้าถึงเก๊าต์ได้โดยวิธีใด ทำไม่ได้เช่นกัน ย่อมถูกภูมิของเราต่อต้าน เหมือนกัน พระพุทธเจ้าเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์  แม่ชีเมี้ยนจึงบอกว่า สมุนไพรเป็นองค์ความรู้ ที่อาศัยธรรมชาติของมนุษย์ อันมีอยู่แล้ว เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จึงไม่มีการละเมิด ระบบธรรมชาติ โดยเฉพาะ การกิน และการสกัดอาหาร ด้วยตัวเอง และแยกสารที่ต้องการไปใช้ ตามความต้องการของแต่ละส่วน กระบวนการนี้เป็นกระบวนการธรรมชาติ ที่ร่างกายจะนำสารเบื้องต้นจากสมุนไพร แล้วไปสร้างสารที่ใช้ในการฟื้นฟูตนเอง

สมุนไพรจึงไม่มีการทำลายเซลล์ หรือ ผลข้างเคียงใดๆ เกิดขึ้น เป็นองค์ประกอบที่เกิดมาพร้อมมนุษย์ คู่กับโลก และเรียกได้ว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมชาติ แต่ความศักดิ์สิทธิ์นี้ พระพุทธเจ้าบอกว่า เกิดขึ้นได้กับผู้มีคุณธรรมเท่านั้น

ก็ไม่น่าแปลก ในคำที่ว่า "ผู้ใดรู้และทำให้ เจริญแน่  ผู้ใดทำเอาผลประโยชน์ ฉิบหายแน่ เช่นกัน" จึงปรากฎในพงศาวดาร ให้เราได้ยินได้ฟัง และเป็นจริง

ร่องรอยที่พิสูจน์ในสิ่งนี้ได้ชัดเจน คือ การทาแผลด้วยยาเคมี และสมุนไพร หลังจากแผลหาย เมื่อใช้ยาเคมี จะมีร่องรอยแผลเป็นปรากฏทิ้งไว้ และอาจอยู่กับเราจนตาย ในขณะที่ถ้าสมาชิกมีโอกาส ไปขอดูมือคุณธานินทร์ อินทรเทพ ที่ถูกเงี่ยงปลาดุกทิ่มจนเลือดสาด แผลฉกรรจ์ เมื่อครั้งไปช่วยหลวงพ่อย้ายปลา จากบ่อหน้ามูลนิธิไทยกรุณา ไปไว้ด้านในเพื่อทำลานจอดด้านหน้า แล้วหลวงพ่อท่านใช้สมุนไพรทาให้ จะไม่มีร่องรอยเหลืออยู่เลย

ก็ด้วยพื้นฐานที่มาของยา ก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยิ่งใจของผู้ทำ ยิ่งต่างกันราวกับฟ้ากับดิน จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ผลออกมา จึงต่างกันอย่างสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน

เราจึงขอย้ำคำของหลวงพ่อนิพนธ์ ให้แก่ผู้ที่จะมาหาผลประโยชน์ จากสมุนไพร อีกครั้ง ในคำสาป ของทั้งแม่ชีเมี้ยน และ พระพุทธเจ้า ที่ว่า "ใครมาหาผลประโยชน์ ฉิบหายแน่" อีกครั้ง เชื่อเถอะไม่คุ้มหรอก กับสิ่งที่ได้

ปฐมบทแห่งตำนาน "ธรรมของพระพุทธเจ้า และสมุนไพรของท่าน เขาให้ฟรี ให้ด้วยใจ ด้วยเมตตา" จึงคงความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดนำไปหาผลประโยขน์ แม่ขีเมี้ยนจึงให้สติพระในยุคถ้ำกระบอกว่า "ไม้สูงกว่าแม่ แพ้ลมบน คนสูงกว่าคน ย่อมหักกลางคัน"

ใครจะใช้หลักอะไรก็เลือกตามใจ แต่ถ้าจะเดินตามพระพุทธเจ้า แล้วให้ประสพผล ไม่มีให้เลือก ทุกคนต้องใช้ หลัก "ตนพึ่งตน"

ทิ้งท้าย ด้วยคำของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ชอบพูดให้คิดเล่นๆ ว่า "ทีกินเป๊ปซี่ น้ำอัดลม ทำลายตน กินด้วยความยินดีปรีดา แต่ตอนทานสมุนไพร หน้าตายังกับถูกพาเข้าลานประหาร ก็ปานนั้น" เราเป็นอย่างนั้นหรือปล่าว


โบราณเขาว่า "แพ้ชนะ วัดกันที่ใจ" ทั้งใจผู้ทำและใจผู้ทาน .........


สถานที่นี้ "คนดีทำให้กิน คนกินกินแล้วเป็นคนดี"

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แผ่นดินมหัศจรรย์

แผ่นดินที่ดูธรรมดา อาคารยิ่งดูธรรมดา และถ้าเทียบกับโรงแรม หรือ คฤหาสถ์ใหญ่ๆ ยิ่งดูแล้วด้อย ไม่มีแม้แต่ช่อฟ้า ใบระกา แต่แผ่นดินนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ เรียกว่า ธรณีสงฆ์ ของแม่ชีเมี้ยน

เมื่อคนเข้ามาในสถานที่นี้ ย่อมเปรียบได้ดั่ง คนมีมองลอดช่อง ของรูสังกะสี มันจึงมีความแตกต่างกันมากมาย เราจึงเห็นบางคนมาสถานที่นี้ ทำประหนึ่ง เป็นวัดอันศักดิ์สิทธิ์ มีแม่ชีเมี้ยน และพระพุทธเจ้า ไว้ให้บูชากราบไหว้ เป็นที่พึ่งของชีวิต ในขณะที่มีอีกมากมาย มาที่นี่ ก็ดูเป็นที่ชุมชน มีร้านขายของราคาถูกไว้จับจ่าย แถมได้สมุนไพรกลับไปทานฟรี

มันจึงไม่แปลกอะไร ที่หลังจากผู้คนกลับหมด เราจึงเห็นร่องรอยการกระทำของคนเหล่านั้นให้เห็น ถึงความคิดที่มีต่อสถานที่นี้ เราเห็นคนทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ทิ้งขว้างสิ่งของ ซึ่งมีผู้นำมาบริจาคให้ได้ใช้ เมื่อไปหยิบยืมมา ทิ้งขว้างไม่สนใจใยดี ที่จะนำไปเก็บ เพื่อให้คนอื่นได้ใช้กันในคราวต่อไป เราเห็นคนเปิดก็อกน้ำแล้วไม่ปิด ปล่อยให้น้ำล้นออก อย่างน่าเสียดาย และอื่นๆอีก ในขณะเดียวกัน เราก็เห็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง หลังจากรับสมุนไพร คนเหล่านั้น เดินเก็บขยะที่คนอีกพวกทิ้งไว้ เก็บข้าวของที่ถูกทิ้งขว้าง เก็บกวาดสถานที่รอคนมาใช้บริการใหม่ ซึ่งทำโดยไม่มีค่าจ้าง ไม่มีคนบอก แต่เขาทำเพื่ออะไร เราคิดว่า เขาคงมีคำตอบในใจ

คนที่ผ่านมา นับพันนับหมื่น สิ่งหนึ่งที่คนอาจไม่เคยนึก ก็คือ จะมีคู่อริ ที่คิดจะเอาเป็นเอาตายกัน จะมาเจอกันในสถานที่นี้ แล้วพวกเขาจะทำกันอย่างไร คู่หนึ่ง ที่เราเห็น และเป็นภาพเด่นชัด คือ ระหว่างคุณธานินทร์ อินทรเทพ รวมกับ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง ซึ่งมีคดีความ ในกรณีของพื้นที่ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ อันถูกไล่ที่เนื่องจากมีผู้ประมูลใหม่ได้สิทธิ์ คือ คุณปรียา รองรัตน์ ในสมรภูมิของการขึ้นศาล ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน ด้วยคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูกด้วยกัน อันต้องว่าไปตามกฎหมาย

คนในวงการรู้กันดีว่า การบาดหมางนี้ใหญ่นัก เรียกว่า ไม่เผาผีกันเลย แต่ทั้งคู่ได้วนเวียนเหมือนฟ้าแกล้ง เพราะต่างมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย ที่มูลนิธิไทยกรุณา ซ้ำร้ายกว่านั้น บุคคลเหล่านี้ ล้วนแล้วกลายเป็นกรรมการของมูลนิธิไทยกรุณาทั้งสองกลุ่ม ไม่น่าเชื่อได้ว่า บุคคลเหล่านี้กลับร่วมมือกัน ทำให้การดำเนินการของชมรมคนรักสุขภาพ และมูลนิธิดำเนินไปด้วยดี ร่วมมือร่วมใจกันสนับสนุนกิจกรรมกันเป็นอย่างดี เมื่ออยู่ในแผ่นดินนี้

แต่ครั้นออกจากสถานที่นี้ไป ทั้งสองกลุ่มก็กลับไปฟาดฟันกันเหมือนเดิม ต่างไม่ยอมกันในคดีความที่มีกันอยู่ สิ่งนี้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้กล่าวสอนเสมอๆ ว่า เมื่อเรามาอยู่ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ต้องหยุดเรื่องอื่นไว้ และทำตามคำสอน รวมใจเป็นหนึ่ง คนจะโกรธกันปานใด มารวมกันทำกิจกรรม รวมเสียงมาสวดมนต์ด้วยกัน เป็นสถานที่หนึ่งที่เรายกให้ ยอมละ ยอมเว้น เรื่องทางโลก และเราจะมีสถานที่ที่หลบกรรม คือ แผ่นดินนี้

แผ่นดินที่ธรรมดา กลายเป็นหลุมหลบภัยจากโรคร้าย ให้แก่บุคคลทั้งสอง ซึ่งยอมวางเรื่องทางโลก เมื่อเข้ามาในแผ่นดินนี้ แต่เมื่อออกไปจากแผ่นดินนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ บอกว่า จะทำอย่างไร ก็ว่ากันไป

ใครจะเห็นแผ่นดินนี้เป็นอย่างไร ทำอย่างไร ก็แล้วแต่ตาของตนเอง ในความคิดเรา แผ่นดินนี้ เป็นของสูง จึงสามารถช่วยยกชีวิตให้แก่คนที่ศรัทธาและเชื่อ แล้วมาทำตาม จนรอดจากภัยโรคท่วมได้

"แผ่นดินนี้จึงเป็นแผ่นดินมหัศจรรย์ ที่มีอะไรที่ไม่สามารถพบเห็นได้จากที่อื่น และผู้จะพึงเห้น ไม่ใช่ด้วยตา แต่ด้วยเหตุและผล จากปัญญาที่ไตร่ตรอง นี่แหละแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน"

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ศัลยกรรมธรรมชาติ

สำหรับคนเป็นโรคหัวใจ สิ่งที่หมอทำ ก็คือการตัดต่อ ซึ่งคนทั่วไปก็สรรเสริญว่าสุดยอด ทำได้อย่างไร

แต่สำหรับคนไข้สามคน ที่กลัวหมอ หรือกลัวไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ ท่านแรกคือ คุณธานินทร์ ที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ ๔ เส้น จนไม่สามารถร้องเพลงได้จนจบเพลง จนหมอต้องสั่งงดเหล้าและบุหรี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบที่สุด ท่านต่อมา คือ คุณณี ภรรยาของอธิบดีท่านหนึ่ง ที่กล้ามเนื้อหัวใจตาย จนต้องให้เครื่องบินลงจอดฉุกเฉินที่หาดใหญ่ หลังจากฟื้น จะมีอาการทุกครั้ง ที่นั่งรถวิ่งเร็ว หรือใช้กำลังมาก ตกใจหรือตื่นเต้น แต่ก็เป็นคนกลัวหมอ กลัวการผ่าตัดมากคนหนึ่ง จนคนสุดท้ายคือครูวัลลภ ที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเหลือสองเปอร์เซ็น จนมีอาการอาเจียนตลอด ทานอะไรไม่ได้เลย ไม่สามารถทำอะไรได้

ทั้งสามคน เหมือนกันคือ ไม่อยากผ่าตัด จึงหันมาใช้วิธีการทางสมุนไพร ทานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เหมือนกันทั้งสามคน

ผลที่ปรากฏแก่หัวใจของคนทั้งสาม เส้นเลือดที่ตีบเดิม ก็ยังตีบอยู่เช่นเดิม แต่หัวใจของคนทั้งสาม ปรากฎมีเส้นเลือดฝอย ที่ทำการบายพาสตนเอง ดุจดังรากฝอยของตนไม้ ปรากกฎขึ้น

นี่แหละเป็นปฏิมากรรมของธรรมชาติ ที่เลือกสรร และตัดสินว่า วิธีการใดเหมาะสมกับตัวเราที่สุด ถ้าไม่สาหัสเกินก็ซ่อมแซม ถ้าสาหัส ก็ยังมีวิธีแก้เองตามแนวธรรมชาติ

ปัจจุบัน คุณธานินทร์ กลับมาร้องเพลง ได้อีกกว่าสิบปีแล้ว คุณณี สามารถขึ้นเครื่องบิน และนั่งรถเร็วๆได้อีกครั้ง ครูวัลลภ กลับมาทำงานได้ตามปกติ โดยสุดยอดหมอ คือ ตัวของพวกเขาเอง ที่ทำให้เป็นตัวอย่าง สร้างความเชื่อมั่น แก่คนรุ่นหลัง

สามท่านนี้วางใจในธรรมชาติ ไม่ผ่าตัด อดทนทานสมุนไพร จนร่างกายช่วยตัวเองได้ ในขณะที่คนไทยอีกเป็นล้าน เดินตามใคร และประสพผลอย่างไร ทำสถิติตายเป็นอันดับสอง ของไทย ไปแล้ว

แก้ถูกผลถูกก็เกิด แก้ผิดผลผิดก็เกิด .... ตัวเลขนี้พอจะบอกได้หรือไม่ ว่าสิ่งที่เรากำลังคิดจะทำ หรือทำอยู่ วิธีมันผิดหรือถูก

ลงแดง


หลายคนเคยได้ยินคำนี้จากคนเสพยาเสพติด ถึงไม่เคยเห็น ไม่เคยเป็น แต่ก็รับทราบว่าเป็นอาการที่ต้องทุรนทุราย ทรมาน จนอยากตาย

ในวงการแพทย์แผนใหม่ ไม่มีคำๆ นี้อยู่ แต่กลับมาอยู่ในการแพทย์สมุนไพร ก็เนื่องด้วยเหตุ ด้วยแนวทางของสมุนไพร ในการแก้ไขอาการของโรค ที่คนไข้เป็นอยู่นั้น เรียกว่าเป็นศึกแรกที่เจอ ส่วนอาการอีกอย่างหนึ่ง คืออาการที่เกิดจากสะสมจากเคมี ซึ่งหลวงพ่ออธิบายว่า เป็นศึกด้านที่สอง

ดังนั้น เมื่อมาใช้แนวทางสมุนไพร จึงต้องลดศึกลงให้เหลือเฉพาะโรค สมาชิกใหม่จึงมักได้รับคำแนะนำ ให้หยุดยาเคมี ทั้งนี้ก็เพื่อหยุดศึกด้านที่สอง อันเนื่องจากยาเคมีเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน หรืออวัยวะของร่างกาย ไม่ให้บุบสลายมากไปกว่านี้อีก

ผลก็คือ เมื่อหยุดการทานยาเคมี ร่างกายก็จะขาดสารยา ทำให้เกิดอาการขึ้น เนื่องจากการขาดสารยาเคมีนี้เอง อาการเช่นนี้ เราเรียกว่า "ลงแดง"

ดังนั้น อาการลงแดง จะรุนแรงมากน้อยขนาดใด ก็ขึ้นอยู่ปริมาณและชนิดของสารเคมี ที่ทานเข้าไป รวมถึงระยะเวลาที่ใช้สารเคมีนั้นๆ

ในแนวทางของสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า การจะกำจัดสารเคมีให้ออกจากร่างกาย ก็ต้องหยุดยาเคมี และรอจนกว่าจะเกิดอาการลงแดง ซึ่งจะทำให้สารเคมีเหล่านี้ลอยตัว และถูกดึงออกจากร่างกายได้โดยง่าย

เมื่อร่างกายได้รับสมุนไพร ก็จะเสริมสร้างภูมิต้านทานขึ้น เมื่อพร้อม ก็จะทำการขับสารเคมีเหล่านี้ออกจากร่างกาย ดังนั้น คนไข้จึงปรากฎอาการ คนที่ไม่เข้าใจ ก็จะคิดไปว่า เป็นผลจากการทานสมุนไพร ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ จนอาจทำให้เลิกทานเลยก็ได้

แท้ที่จริงแล้ว เมื่อเกิดอาการลงแดง นั่นแสดงว่า ร่างกายมีภูมิและพร้อมที่จะต่อสู้อาการจากสารเคมีแล้ว นั่นเอง อาทิเช่น คุณปรียานุช ที่ได้เขียนลงในหนังสือ ว่า เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ สั่งให้เธอหยุดทานยานอนหลับ ที่อยู่คู่กับเธอมาถึงยี่สิบปี ทำให้มีอาการลงแดงเกิดขึ้น และนอนไม่หลับอยู่ถึงเจ็ดวัน หลังจากนั้น ก็หลับเป็นตายสองวันเต็มๆ จนในวันที่สิบ กระบวนการตื่นและหลับของเธอ จึงกลับมาเป็นเหมือนคนปกติ คือนอนวันละแปดชั่วโมง

อาการนี้ ในแต่ละคน จึงหนักเบาไม่เท่ากัน หรืออาจไม่มีเลยก็ได้ เมื่อมาใช้แนวทางสมุนไพร แต่ที่มักพบ ก็ในกลุ่มคนที่เป็นโรคเก๊าต์ รูมะตอยด์ รูมาติซั่ม จำพวกนี้ ก่อนหายมักจะมีอาการลงแดง ข้อบวม จนอาจต้องใช้รถเข็น ชั่วคราว เมื่อภูมิของร่างกายเอาชนะได้ ก็จะเป็นการหายที่ถาวร

เห็นได้ชัดเลยว่า แนวทางของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสว่า "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า" เป็นความจริง เมื่อเราผ่านอาการลงแดงได้ และหายโรค เราจะหายถาวร และไม่กลับมาเป็นโรคนั้นๆอีก เพราะร่างกายเรามีภูมิแล้วนั่นเอง

ถึงที่สุด วงการแพทย์สมัยใหม่ ก็ยอมรับว่า ไม่มีสิ่งไรที่รักษาโรคของมนุษย์ ได้ดีไปกว่า "ภูมิต้านทานของมนุษย์" นั่นเอง

การที่เราใช้ยาเคมีต่อไป ย่อมหมายถึง เราไม่ยอมลงแดง นั่นทำให้เราเป็นทาสของยาไปตลอดชีวิตนั่นเอง หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเรียกยาเคมีว่า "ยาเสพติด" เพราะเมื่อเริ่มทานแล้ว มันหยุดไม่ได้นั่นเอง ดังนั้น ฝรั่งไม่ต้องรบกับเราให้เหนื่อยหรือตายเปล่า เพียงแค่หยุดส่งยาให้ คนไทยก็ตายเป็นเบือแล้ว

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ตาคน กับ ตาฟ้า


ความนิยมชมชอบในสิ่งไร ย่อมบ่งบอกถึงนิสัยของหมู่ชนนั้นๆ นั่นเอง สิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นได้ชัดคือ สิ่งเดียวกัน มันจะมีค่าหรือความหมาย อย่างไร ก็ด้วยถ้ากลุ่มชนนั้น เอาเหตุเอาผล มันก็ต้องมีค่าเฉกเช่นเดียวกัน ไม่ว่าใครจะเป็นผู้พูด แต่ถ้ากลุ่มชนนั้น ไม่เอาเหตุเอาผล ยึดความชอบของตนเป็นหลัก สิ่งเดียวกันนั้น ก็เลยมีค่าที่ต่างกัน

ท่านนิพนธ์ พระถ้ำกระบอก เมื่อห้าสิบปีก่อน กับ คุณนิพนธ์ ชายไทยอาวุโส ในปัจจุบัน ก็คือคนๆเดียวกัน สิ่งที่ท่านพูดสอน ก็เฉกเช่นเดียวกันกับเมื่อในอดีต องค์ความรู้ทั้งหมดล้วนไม่ใช่ของท่าน หากแต่เป็นของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยน นำมาให้ คำสอนเหล่านี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ยังคงความจริง และยังคงสัจธรรมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อคนพูดเปลี่ยนสถานะ คนฟังก็เปลี่ยนความน่าเชื่อถือ

ทั้งที่คุณค่าของสิ่งที่ท่านพูดยังคงเดิม แต่ก็ยากที่จะสร้างศรัทธา และความน่าเชื่อถือ แม้จะมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ยืนยันในคำพูดอย่างมากมาย ย่อมแสดงถึง หมู่ชนคนไทยมีนิสัยอย่างไรได้ดี

เราจึงเห็นคนที่มองว่า การเข้าสวดมนต์ และการเข้าฟังหลวงพ่อนิพนธ์ เปรียบประดุจดัง ขุมนรกของเขาเหล่านั้น เป็นเรื่องน่าเบื่อ และคิดอยู่เสมอ ว่าเมื่อไหร่จะจบสักที ซึ่งก็ไม่น่าแปลก เพราะคนเหล่านั้น มาเพียงเพื่อต้องการสมุนไพรเท่านั้นเอง อย่างอื่นไม่สน

ด้วยตาคน ที่มอง ทำให้เรื่องไม่ธรรมดา เป็นธรรมดา คำพูดที่ยากจะหาฟังได้ และมีความหมายแก่ชีวิต ก็กลายเป็นไร้ค่า

แต่หากเจอผู้ที่เอาเหตุเอาผลด้วยแล้ว และไม่มีโอกาสที่จะมาฟัง ย่อมเล็งเห็นในคุณค่า และดิ้นรน เราจึงไม่แปลกใจ ที่เราเห็น บริษัท ห้างร้าน ใหญ่ๆ ได้เชิญ คุณปรียานุข ให้นำคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ไปบรรยาย และเล่าประสพการณ์ ให้แก่บุคคลากรของเขาได้รับรู้รับฟัง โดยยอมที่จะเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อย ในการนี้

ความน่าเสียดายของเรา ที่พบเห็น เมื่อคนไข้ มาถึงสถานที่นี้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด กลับไม่ได้รับอะไรกลับไปบ้านเลย ในขณะที่คนที่ไม่เคยมา อยากที่จะมา เขากลับดิ้นรน แม้จะไม่สามารถเชิญหลวงพ่อนิพนธ์ไปได้ ก็ขอตัวแทนก็ยังดี

อุปสรรคนี้ บังเกิดขึ้น ก็ด้วยตาเราที่มองเห็น แล้วจิตไม่รับ ความศรัทธา จึงไม่เกิดนั่นเอง โดยไม่พิจารณา เอาเหตุ เอาผล ใดๆ ทั้งสิ้น อันเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง

ยกตัวอย่าง ค่าของคำพูด เพียงประโยคเดียวที่ท่านสอน คือ "ให้เชื่อพรหมลิขิต ไม่ถึงที่ตาย โรคห่าอะไรก็พิฆาตไม่อาสัญ" ที่คนไข้ เป็นนายทหาร ระดับพันโท ซึ่งเป็นโรคหัวใจรุนแรง เมื่อทานสมุนไพรได้ระยะหนึ่ง ก็ปรากฎอาการลงแดง ตัวซีด เล็บเขียว จนภรรยาตกใจ และเรียกรถพยาบาลมารับ เขากลับพูดคำนี้ให้พยาบาลฟัง และนอนอยู่เฉยๆ ที่หน้าหิ้งพระ จนเวลาผ่านไป ร่างกายก็เริ่มฟื้นกลับเป็นปกติ อยู่มาอีกหลายปี จนทุกวันนี้ ก็ยังมาช่วยงานที่ชมรมทุกสัปดาห์ และมักเล่าเรื่องราวนี้ ให้คนไข้ที่มาร่วมงานฟังเสมอๆ

ด้วยตาคน เราจึงไม่แปลกใจ ว่า คำพูดที่ถ่ายทอดคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่มีคุณค่าต่อชีวิตมหาศาล ในยุคนี้ จึงมีคนฟังน้อยกว่าในยุคถ้ำกระบอก และเมื่อเทียบกับ ละคร หรือ คอนเสริต ด้วยแล้ว ที่ให้คุณค่าเพียงแค่ความสนุกชั่วครู่ ชั่่วยาม จึงมีคนต่างกันมหาศาล

วันนี้เราจึงถึงบางอ้อว่า ทำไมสาวกของพระพุทธเจ้า จึงมีน้อย แค่แปดหมื่นกว่า ในขณะที่โทรทัศน์ประกาศทุกวัน สาวกผี มีมากกว่า สามร้อยล้านคนทั่วโลก ก็เพราะ "ผิด มันพาไปหาผิดนั่นเอง"

และเราจึงเข้าใจที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดว่า ในขณะที่บวช และเชื่อมั่นในวาทะศิลป์ของตนเองนั้น จึงคิดว่า สามารถทำให้คนมานิยมชมชอบ ในพระพุทธศาสนา ได้มากมายอย่างแน่นอน แต่วันเวลาได้พิสูจน์ และประจักษ์ แก่ท่านว่า "เรื่องของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม เฉพาะคนที่เอาเหตุเอาผล และรับความจริง ที่สำคัญ อยากได้ต้องทำเอง"

ภาพที่ปรากฎย้อนอดีตสองพันกว่าปี จึงฉายกลับมาอีกครั้ง ในอินเดีย ที่มีพระพุทธเจ้าไปอุบัติ จึงอยู่ท่ามกลางลัทธิมากมาย ห้อมล้อมท่าน เมื่อเทียบคนกันระหว่างสองฝั่งแล้ว คนในอินเดีย แปดหมื่นกว่า เดินตามพระโคดม ส่วนที่เหลือ อีก ร้อยล้านคน เดินตามใคร

แต่ตาฟ้า ก็ไม่ได้เหลือบแลไปในหมู่คนมากเลย กลับดูแลคนของพระพุทธเจ้า ทำให้ลัทธิใด ก็ล้มพระพุทธเจ้าไม่ได้ โรคอะไร ก็มาแผ่วพาน ท่านและคนแปดหมื่นกว่าของท่านไม่ได้เลย จนทำให้คนทั่วไป แม้จะไม่นับถือ แต่ก็ไม่กล้าล่วงล้ำกล้ำเกินนั่นเอง

ในขณะที่คนไทยวันนี้ สร้างรูปพระพุทธ มาวางขายแบกับดิน เอาธรรมของท่านนิดหน่อยมาปะหน้าแล้วซ่อนความคิดของตนเข้าไป แล้วก็เอามาขายกิน สิ่งเหล่านี้ทำกันเกลื่อนบ้าน เกลื่อนเมือง เย้ยน้ำใจชาวพุทธที่แท้จริงมหาศาล

แล้วเมื่อตาฟ้าเขาเห็น จะเกิดอะไรขึ้น ....... มันเลยเถิดจากการทำกรรมกับมนุษย์แล้ว ตอนนี้มันทำกรรมกับศาสนาแล้ว บังเอิญเขาเป็นของจริง มีบุญญาธิการจริง ที่สำคัญ พระพุทธเจ้าองค์ใหม่เขากำลังจะอุบัติแล้ว จึงไม่น่าแปลก ที่แม่ชีเมี้ยนท่านพยากรณ์ ถึงภัยที่ ดินฟ้า อากาศ เขาจะลงโทษมนุษย์ ในกรรมที่ทำ ให้หลวงพ่อนิพนธ์ฟัง และมาชักชวนคน ให้หันกลับมาเชื่่อ พระพุทธเจ้า และหยุดการกระทำเหล่านั้นเสีย เพื่อความปลอดภัยของชีวิต

ตาคน มองเห็นไม่ชอบก็เลิกราไปในสิ่งที่ตนชอบ แต่ตาฟ้า มองเห็นไม่ชอบพฤติกรรมของมนุษย์ แล้วทนไม่ได้ ภัยที่พึงเกิดจึงรุนแรงนัก เพราะฟ้าดินเขาพิโรธ .....

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเตือน ให้เร่งรีบนำธรรมคำสอนกลับมาปฏิบัติด่วน เพราะ ภัยที่เราเห็นจากน้ำ ..... เอ้อ...... มันแค่ยกแรกเท่านั้นเอง

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ข่าวดี

ข่าวดี ที่มากับลมหนาว คือจากการประสพผลสำเร็จในกีฬาซีเกมส์ ทั้งสมาคมยกน้ำหนัก ที่ทำลายสถิติอย่างถล่มทลายทุกคน และสมาคนมวยสากล ทำให้ ทั้งสองสมาคม ได้จัดหาสมุนไพร กานพลู ซึ่งมีแหล่งมาจากอินโดนีเซีย ติดไม้ติดมือ กลับมาเป็นของฝากแก่ชมรมคนรักสุขภาพ เพราะมีราคาถูกกว่าบ้านเรา เกือบครึ่ง

และข่าวดีอีกข่าว พ่อเลี้ยงทางเชียงราย แจ้งมาว่า ชาวพม่าบอกกลับมาว่า ตอนนี้ ทั้งมะขามป้อม และลูกสมอ มีมากมาย จึงได้ระดมซื้อ เพื่อมาสมทบกับหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อเตรียมการไว้แจก ในหนาวนี้ และหลังน้ำลด อันจะเกิดโรคระบาด ทั้งระบบอาหาร และทางเดินหายใจ ที่จะตามมา สมาชิกที่มีปัญหาด้านนี้ ก็อดใจรออีกสักนิด นี่แหละเขาเรียก ธรรมชาติ มีผูกก็มีแก้ จัดสรรมาให้เสร็จ เพียงแต่รอคนมีคุณธรรม นำไปใช้เท่านั้นเอง

อ้อ ข่าวไม่สู้ดี หลังจากซีเกมส์หนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์คาดว่า นักกีฬาคงแห่กันมาใช้บริการกันล้นหลาม สมาชิกก็ทำใจหน่อย เพราะมีคนมาแย่งทานเพิ่มขึ้น ที่สำคัญ คนเหล่านั้น เขาทานหวังผล จึงทานกันเป็นล่ำเป็นสัน ถ้าสมุนไพรแจกมีน้อยลง ก็ต้องทำใจหน่อยน่ะ

เรารักอะไรที่สุด


ภาพที่เห็นบ่งบอกอะไรได้บ้าง เรื่องราวในอดีต ก็จะเป็นอุทาหรณ์ หรือ ตำนานให้คนได้เล่าขานกันต่อไป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอๆว่า การทานสมุนไพรของท่านทั้งหลาย ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวท่าน หรือครอบครัว คนใกล้ชิด เท่านั้น แต่จะเป็นจารึก อันเป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้เรียน ได้อ่าน นั่นหมายความว่า ทุกท่านที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะประสพผลหรือไม่ กำลังถูกจดเป็นบันทึก ให้คนรุ่นหลังได้มาอ่าน และเล่าขานกันต่อไป

บันทึกหน้านี้ก็เป็นตัวอย่างที่ได้เห็น และคิดว่าน่าสนใจบ้างไม่มากก็น้อย เป็นบันทึกของสองท่าน ท่านแรก คือ มหาเศรษฐีแห่งแดนใต้ ที่ซึ่งมีธุรกิจน้อยใหญ่มากมายจนนับไม่ถ้วน ที่สำคัญคือ มีหุ้นส่วนในโรงพยาบาลใหญ่ หลายแห่ง แต่กำลังทรัพย์ และกำลังของหมอ ทั้งประเทศไทย จีน อเมริกา เยอรมัน หรือที่ใดในโลก ก็ไปมาหมดแล้ว ไม่สามารถรักษาอาการของเขาได้ คือ อาการอันเนื่องจากเซลล์ของร่างกายแก่ไวกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงร่างของร่างกาย ผลคือ ทำให้ร่างกายช่วงร่างเหมือนคนแก่ คือ ไม่มีแรง ทั้งที่สติปัญญา ยังครบถ้วนสมบูรณ์ และวัยเพียงห้าสิบเท่านั้น

ด้วยความบังเอิญที่เขาได้ทราบข่าวจากเพื่อนของหลวงพ่อนิพนธ์ และได้แนะนำให้เขามาลองแนวทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนดู ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ในเมื่อแนวทางอี่นๆ ถูกปิดลงหมดแล้ว จนหมอให้นั่งนับวันรอเวลาที่ร่างกายหมดสภาพ เขาก็ตัดสินใจมาทดลอง ด้วยความใจสู้ของเขาและความมีน้ำอดน้ำทน รวมทั้งจิตใจ ที่ชื่นชอบในกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์ ทำให้สภาพของเขา เริ่มฟื้นคืนกลับมา เริ่มจากระบบขับถ่าย ที่ถ่ายออกเป็นขี้แพะ ก้อนเล็กๆ ทานข้าวไม่ค่อยได้ ก็กลับมาเป็นปกติ จนเริ่มกลับมามีกำลังขา และเริ่มหัดเดินได้อีกครั้ง จนในที่สุด เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์เห็นว่า ควรทดสอบสภาพร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก จึงให้เขาไปเผชิญความหนาวเย็น และเดินที่ เก็นติ้ง ประเทศมาเลเซีย ผลปรากฎว่า เขาสามารถเดินได้เอง โดยการใช้ไม้เท้าช่วย และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ปรากฎ จากการกระทบของอากาศเย็นเลย ซึ่งต่างกับในอดีตที่จะโดนความเย็นไม่ได้เลย

เมื่อกลับจากมาเลเซีย เขาก็ขออนุญาตกลับไปเยี่ยมบ้าน ภรรยา เขาก็ได้พาเขาไปให้หมอคนเดิมที่รักษา ตรวจเช็คสภาพร่างกาย และกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องทานสมุนไพรแล้ว สภาพตอนนี้ให้ทำกายภาพบำบัด ก็จะกลับมาเหมือนเดิมได้ ภรรยาจึงได้พาเขาไปเข้าคอร์สกายภาพนั้น และไม่ได้กลับมาทานสมุนไพรอีกเลย

อีกตัวอย่างหนึ่งที่จะยกมา คือ ท่านคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง มีบุตรสาว ที่ป่วยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั้งตัว ทำให้ต้องนั่งรถเข็นตั้งแต่เด็ก และไม่สามารถเดินได้ ด้วยความที่ใกล้ชิดวงการแพทย์ ได้ทุ่มเทจนสุดความสามารถ ก็ไม่สามารถทำให้ลูกสาวดีขึ้นเลย จนอายุล่วงเข้ามา สิบแปดปี ก็ยังต้องนั่งรถเข็นเช่นเดิม หลังจากทราบข่าว ก็ได้นำลูกสาวมาทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ท่านก็เอ็นดู และพยายามที่จะให้กลับมาช่วยตัวเองได้อีกครั้ง เวลาผ่านไป ความอดทนและมีมานะของเธอ ก็เริ่มส่อผล เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มมีแรง จนสามารถยืนได้ ในที่สุดสิ่งที่ไม่เคยทำได้ เธอก็เริ่มทำได้ นั่นคือการเดินด้วยตัวเอง ทุกครั้งที่เธอมาพบหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงพยายามให้เธอเดินรอบศาลา สองสามรอบ

จากตัวอย่างทั้งสอง เห็นได้ชัดว่า ความฝันของบุคคลทั้งคู่ ใกล้จะเป็นจริง ในไม่ช้า ด้วยความมีมานะ และอดทน แต่ผลสุดท้าย คนทั้งสอง ก็ถูกคำพิพากษา จากแพทย์ทั้งคู่เหมือนกัน คือ "ไม่จำเป็นแล้ว สภาพเช่นนี้มากายภาพบำบัด ร่างกายก็จะฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิม" ประกาศิตนี้ มาจากบุคคลที่เคยกล่าวว่า "กลับไปบ้าน และรอเวลา" นั่นเอง

วันนี้คนที่เคยปฏิเสธคนไข้ ไม่รับรักษาอีกต่อไป กลับมาพูดว่าช่วยได้ ผลที่ปรากฎ คือ อาการช่วงแรกดูเหมือนจะดีขึ้น จนกระทั่งการขาดสมุนไพรเป็นเวลานานเกินไปเริ่มปรากฎผล สภาพร่างกายเริ่มตีกลับ อาการที่เคยเป็นเริ่มปรากฎอีกครั้ง

จะทำอย่างไรเล่า ในเมื่อคนที่บอกว่ารัก ของคนไข้ทั้งสอง ได้พาเขามาจากหลวงพ่อนิพนธ์ และนำชีวิตเขาไปอยู่ในมือหมอแทน เมื่อสภาพเริ่มเลวร้ายอีกครั้ง หมอก็เริ่มจะกล่าวเช่นเดิม เขาทั้งสองจะหวนกลับมาหาหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง คนที่บอกว่ารักเขา ไม่ว่าภรรยา หรือพ่อแม่ ก็ไม่สามารถสู้หน้าหลวงพ่อนิพนธ์ได้อีกครั้งแล้ว

สิ่งที่เราอยากจะบอกคือ การเดินทางแนวของแม่ชีเมี้ยน ท่านตรัสไว้ว่าหลักของพระพุทธเจ้า เป็นหลักเชื่อว่า "เหตุเกิดแต่กรรม" ดังนั้น การมาใช้แนวทางนี้ จึงหนีไม่พ้น ที่จะต้อง ทุกข์กาย และทุกข์ใจ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า วินัยของท่าน มีไว้ให้ทุกข์ เพราะทุกข์กับวินัย ดีกว่าทุกข์กับกรรม ธรรมที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้เราท่องจำเสมอ เพื่อจะมีขันติ อดทน คือ "ทุกข์วันนี้ เพื่อสุขวันหน้า" เราก็ไม่แปลกใจ ที่หลักของพระพุทธเจ้า จะมีคนชอบน้อย

แต่คนที่มาพบแล้วทิ้งไป การจะยอมเสียหน้าและกลับมารับผิด ย่อมยากยิ่งนัก เพราะแท้จริงแล้ว ท่านเหล่านั้นรักหน้าตัวเอง เกินกว่าที่จะรักคนที่ท่านบอกว่ารัก นั่นเอง คืออุปสรรคใหญ่ สุดท้าย ท่านก็ยอมเสียเงิน แล้วปล่อยให้คนที่ท่านบอกว่ารัก จากไป ด้วยภาพที่ท่านสร้างให้คนเห็น คือทุ่มเทเงินทองไป จนท้ายสุดก็เสียคนนั้นไป พร้อมกับคำสรรเสริญจากคนที่ได้พบเห็น ว่าท่านรักเขาคนนั้นจริงๆ จึงยอมทุ่มเทเงินทองมากมาย

แต่ภาพที่เราเห็นช่างต่างกันยิ่งนัก และชวนให้สงสัยว่า "เขาเหล่านั้น รักอะไรที่สุด"

ประวัติศาสตร์หน้านี้ คงบอกเรื่องราวอะไรได้ไม่มากก็น้อย ผลที่ได้ ก็ขอจงสะท้อนกลับไปเกื้อกูลท่านทั้งสองที่ยกตัวอย่างมาด้วยเทอญ

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ยังก้องในหูของเราเสมอ คือ ถ้าเลือกจะใช้แนวทางนี้ ต้องเดินให้สุดราวในคราวเดียว เฉกเช่น ตีงูต้องตีให้ตาย มิฉะนั้นแล้ว ก็ยากจะประสพผล หรือคาดคะเนผลได้แล้ว การจะทำเช่นนั้นได้ จึงต้องเรียนรู้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และมีน้ำอดน้ำทน ผู้ทำได้ ย่อมนับได้ว่า เป็นผู้ที่สมควรยกย่อง และได้ทำตนเป็นประวัติศาสตร์ ให้คนรุ่นหลัง ได้ก้าวเดินตาม ด้วยความมั่นใจ หรือที่ท่านกล่าวว่า ได้ทำตนเฉกเช่น " พระมาลัยโปรดสัตว์ " นั่นเอง

ที่สำคัญ คนที่ทำได้ ย่อมพิสูจน์ตนเองว่า เชื่อมั่น และศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จึงพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนา และได้พร อันได้แก่ "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" มาเป็นรางวัลในการทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

เพื่อนช่วยเพื่อน ... ไม่ได้

เรื่องที่เป็นตำนานเล่าขานระหว่างเพื่อนฝูงของหลวงพ่อนิพนธ์ และบรรดาลูกศิษย์เก่าๆ ที่ได้เห็นได้ยินเรื่องราว คือ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ชื่อ สมศักดิ์

คุณสมศักดิ์ หรือ ที่คนใจชมรมมักเรียก อาศักดิ์ เป็นเพื่อนซี้ของคุณเปี๊ยก พิศาล อัครเศรณี อีกคนหนึ่ง นอกจากคุณธานินทร์ คุณพิศาล จึงให้ทำหน้าที่สำคัญ คือ ดูสถานที่ที่จะใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์ จนทำให้เป็นไข้ป่าร้ายแรง จากเกาะกูด ที่เป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องมาเลเรียในสมัยนั้น เพราะต้องไปหาสถานที่ให้คุณพิศาลนั่นเอง

หลังจากกลับมา คุณสมศักดิ์ ก็ได้ไปหาเพื่อนสนิท ในกลุ่มอัสสัมชัญ ที่เป็นหมอระดับประเทศในปัจจุบัน คือ ท่าน น.พ.อำนาจ กุสลานนท์ นายกแพทย์สภาคนปัจจุบัน อดีตหมอใหญ่แห่งศิริราช เพื่อทำการรักษา จากการเป็นไข้ป่าครั้งนั้น ก่อให้เกิดอาการวูบ จนสิ้นสติ ขับรถไปชนราวสะพานพุทธ จนถูกนำตัวส่งศิริราช

เมื่อ น.พ.อำนาจ ทราบเรื่อง จึงให้ทางโรงพยาบาล นำศพไปเก็บไว้ในห้องเย็นของโรงพยาบาลไว้ก่อน เพื่อรอท่านกลับไป

หมอมือหนึ่ง ดีกรีจากอเมริกา ก็ได้ใช้ความสามารถ ผ่าตัดและกระตุ้นหัวใจ จนคุณสมศักดิ์สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ แต่จากสภาวะไข้ป่าที่เป็น ก่อให้เกิดอาการสมองไหม้ ร่างกายไม่สามารถช่วยตัวเองได้ น.พ.อำนาจ ได้รับ คุณสมศักดิ์ เป็นผู้ป่วยไว้ในการดูแล

ในวันนั้นเอง เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ทราบเรื่อง ก็ได้เดินทางไปพบ น.พ.อำนาจ และคุยกันว่า ในเมื่อคุณสมศักดิ์เป็นเพื่อนสนิทของเราทั้งคู่ ก็ให้ น.พ.อำนาจ ดูแลด้วยวิชาการที่มีไปก่อน และเมื่อไรที่ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ก็ขอให้หมอผีได้ลองช่วยบ้าง

นับจากวันนั้น น.พ.อำนาจ ก็ได้ระดมสรรพวิชา และความรู้ เพื่อช่วยเพื่อน แม้กระทั่งสั่งตัวยาที่ดีที่สุด จากอเมริกามา แพงเท่าไรก็สู้ เวลาผ่านไปจนท้ายที่สุด ก็ไม่สามารถกู้สภาพของคุณสมศักดิ์ กลับฟื้นมาปกติได้ จนสิบปีให้หลัง สภาพที่ปรากฎคือ ไม่สามารถช่วยตนเองได้อย่างสิ้นเชิง นั่งตรงไหน นอนตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้น

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ได้ทราบเช่นนั้น จึงไปขอพี่สาว เพื่อนำคุณสมศักดิ์มาดูแล โดยนำไปไว้ที่ศรีสวัสดิ์ เพราะต้องการให้ได้อากาศที่ดี และให้คนจัดสมุนไพรให้ เนื่องจากในระยะแรก คุณสมศักดิ์ยังควบคุมช้อมไม่ได้ ท่านจึงสั่งให้รินยาเขียวใส่จาน และค่อยๆ เลียกิน โดยห้ามคนช่วยเด็ดขาด อันเป็นการมองว่าโหดร้ายยิ่ง แต่ท่านกล่าวกับคุณสมศักดิ์ว่า ถ้าจะหายก็ต้องหายด้วยการพึ่งตนเอง ตามแนวของพระพุทธเจ้า และเวลากินข้าวก็ต้องกินเอง ซึ่งจะหกมากกว่าส่งเข้าปาก เพราะความที่ควบคุมมือยังไม่ได้นั่นเอง

ด้วยหลักนี้เอง และความมุมานะที่่จะมีชีวิตที่ดีของคุณสมศักดิ์ ทำให้สองปีให้หลัง คุณสมศักดิ์กลับมามีสภาพปกติ และเปลี่ยนสรรพนาม จากเพื่อน มาเป็นหลวงพ่อนิพนธ์ ทุกครั้งที่เจอ ก็จะเข้ามากราบอดีตเพื่อน จนในกลุ่มเพื่อนแปลกใจ และเรียกหลวงพ่อแทนนับแต่นั้นมา

ปัจจุบัน คุณสมศักดิ์ ได้มาขอหลวงพ่อนิพนธ์ กลับไปมีภรรยา อีกครั้ง ทั้งที่อยู่ในวัยเดียวกัน คือ ย่างเจ็ดสิบแล้ว มีสภาพเหมือนคนปกติทุกอย่าง

หลังจากกลับไป ก็ไปเจอะเพื่อนเก่าอัสสัมชัญ ท่านหนึ่งที่เป็นมะเร็ง จึงพามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ให้ช่วย คำหนึ่งที่คุณสมศักดิ์บอกแก่เพื่อนท่านนี้ คือสิ่งที่ประสพมากับตน นั่นคือ ให้กราบหลวงพ่อนิพนธ์ และเปลี่ยนคำเรียกจากเพื่อน ไปเป็นหลวงพ่่อ ดั่งที่เขาเคยทำและประสพผล

คำตอบของเพื่อนท่านนี้คือ "ต่อให้กูตาย กูก็ไม่ทำ เพราะมันเป็นเพื่อนกู" หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้สติเพื่อนำไปคิด คือ "เพื่อนช่วยเพื่อนไม่ได้หรอก เพราะคนที่ช่วยได้ ต้องอยู่สูงกว่าคนที่ถูกช่วย" กระนั้นก็ตาม เพื่อนท่านนี้ก็ทำไม่ได้ และเสียชีวิตไปในที่สุด

มหากาพย์เรื่องนี้ จึงฝังใจในหมู่เพื่อน ทำให้เมื่อคุณพิศาล พาคุณธานินทร์ ออกจาก ร.พ. หนีการทำบายพาส และบอลลูน มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ด้วยเห็นตัวอย่างจากคุณสมศักดิ์ นั่นเอง ทุกวันนี้ เรายังได้ยินเสียงคุณธานินทร์ ที่ยังคงเจื้อยแจ่ว และดีกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ก่อนคุณพิศาลจะพามา ก็อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะร้องเพลงได้อีกแล้ว จนปัจจุบัน ผ่านมาสิบปี พร้อมกับคำเรียก หลวงพ่อนิพนธ์ และกราบทุกครั้งที่เจอ เฉกเช่นคุณสมศักดิ์ ที่ทำในอดีต

ใครจะเห็นอย่างไรก็ช่าง แต่คำหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนตรัส คือ "ของสูงเท่านั้น จึงจะดึงเราขึ้นที่สูงได้" แล้วเราจะทำอย่างไรดี ต่อ พระพุทธเจ้า ต่อแม่ชีเมี้ยน ต่อสมุนไพร ต่อหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ในเมื่อ "เพื่อนมันช่วยเพื่อนไม่ได้ คนเหมือนกัน ก็ช่วยใครไม่ได้เช่นกัน จึงไม่แปลกที่หมอเป็นโรค ยังช่วยตัวเองไม่ได้เลย"

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลูกคิดรางแก้ว


หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเตือนสมาชิกเสมอๆ ในประเด็นหนึ่ง นั่นคือ นิสัยที่เป็นคนชอบคิด ไม่ใช่เพื่อเอาเหตุเอาผล แต่เพื่อคำนวนเป็นเงินเป็นทอง อันเป็นนิสัยที่เคยชินเมื่ออยู่ที่บ้าน

ด้วยนิสัยนี้เอง ก็จะเริ่มดีดลูกคิดว่า ถ้าตัวเขาเองมารับสมุนไพรที่ชมรมคนรักสุขภาพนี้ เขาจะเสียอะไร ได้อะไร ไม่ใช่เรื่องความรู้ในการปฏิบัติ แต่หากเป็นเรื่องเงินเรื่องทองซะเป็นส่วนใหญ่ คนเหล่านั้น คิดว่า มาแล้วต้องเสียค่ารถเท่าไร ค่ากินเท่าไร และจะได้จากส่วนไหน อาทิเช่น ซื้อของจากตลาดหน้าชมรมซึ่งขายของถูกกว่าที่บ้าน จะประหยัดเท่าไร สุดท้ายสุด ประเด็นที่เขาคิดกลายเป็น คุ้มกับค่าเงินที่เสียไปในวันนั้นๆ หรือไม่

พฤติกรรมเช่นนี้น่าเสียดายยิ่ง เพราะหลวงพ่อนิพนธ์ สอนว่า สิ่งที่เขาได้ เขามองไม่เห็น หรือยังมองไม่เห็น แต่สิ่งที่เขาเสีย เขาเห็น เขาสัมผัสอยู่ตลอด ดังนั้น คนเหล่านี้ จึงคิดว่า ประหยัดการกินดีกว่า โดยนำมาจากบ้านเอง ถูกปากด้วย มาตัวเปล่าดีกว่า ไม่ต้องเสียอะไรให้ใคร ได้สมุนไพรกลับไป ยังได้ของถูกกลับบ้าน คิดแล้วยังมีกำไร

แต่สิ่งที่เขาเหล่านั้นคิด มันสวนทางกับแนวทางของแม่ชีเมี้ยนที่นำหลักของพระพุทธเจ้ามาให้อย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุที่ หลักของพระพุทธเจ้าที่นำมาใช้ ในการแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ก็ด้วย "หลักตนพึ่งตน" จึงจำเป็นต้องมีส่วนของตนเอง เข้ามาร่วมอยู่ในสมุนไพรด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้สมาชิก ทำทางตรง คือ หิ้วสมุนไพรมากันตามความพร้อม มะกรูดห้าลูก มะพร้าวสองลูก พริกไทยขีดหนึ่ง ไพลสักโล มารวมกันเป็นส่วนกลาง เพื่อทำสมุนไพรแจก จะได้ชื่อว่าได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในหมวดนี้แล้ว

หรือจะเป็นการทำทางอ้อม คือการทานอาหาร หรือซื้อของกิน ในชมรม เพื่อนำส่วนต่าง คือ กำไร ไปซื้อสมุนไพรมาทำแจกสมาชิก ก็เป็นทางหนึ่งที่ทำได้เช่นกัน

แต่หากที่เรานำมา เกินส่วนของที่เรารับไป ส่วนเกินนั้น ท่านกล่าวว่า ก็เปรียบเหมือนเราทำทาน ดุจดังทำตนเป็นพระเวสสันดร นั่นเอง

การกระทำอย่างนี้ ทำให้ชมรมคนรักสุขภาพ สามารถดำรงอยู่ได้ โดยไม่ต้องตั้งตู้เรี่ยไร หรือร้องขอความช่วยเหลือจากภาคส่วนใดๆ และที่สำคัญ แสดงเอกลักษณ์ของพระพุทธเจ้า คือ "ตนพึ่งตน" ได้อย่างแท้จริง

หากแม้ไซร้ สมาชิกไม่ทำ ก็ไม่มีใครว่า เพราะคนประเภทนี้ สมัยพุทธกาล จัดเป็นประเภท "ชูชก" ซึ่งแม้จะดูว่าได้เปรียบผู้อื่น แต่ก็ยากจะประสพผลสำเร็จ ในการรักษาตน

สิ่งที่เราได้จากการสูญเสียในการทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ เราจะได้ชีวิตกลับมา ถ้ามีชีวิต ก็สามารถหาสิ่งที่ต้องการได้ แต่ถ้าไม่มีชีวิตแล้ว สิ่งที่คิดว่าจะรักษาไว้ ก็ทำไม่ได้แล้ว

ดังนั้น คนที่ดีดลูกคิดรางแก้วไว้ คิดว่าตนจะได้ กลับกลายเป็นผู้เสีย การเสียที่สำคัญยิ่ง คือ ชีวิตของตน ซึงมีค่ากว่าสิ่งใด คนที่ยอมเสีย กลับกลายเป็นผู้ได้ เพราะได้ชีวิตกลับมา สามารถไปแสวงหาสิ่งที่ต้องการได้

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ย้อนไปนับแต่ยุคถ้ำกระบอก บุคคลที่ประสพผล ในแนวทางของแม่ชีเมี้ยน จึงมีพฤติกรรม ที่เห็นเด่นชัด คือ มาเพื่อรับธรรมไปสร้างบุญ ถือสิ่งของมาเพื่อสร้างทาน เราจึงได้ยินเสมอๆ ที่คนเฒ่าคนแก่ สอนเรา คือ "หมั่นทำบุญทำทาน" นั่นเอง

ก็ถ้าแผ่นดินนี้ มีชูชกมากกว่าพระเวสสันดร เราก็เห็นว่า สถานที่นี้ก็ไม่ควรมีให้เป็นที่พึ่งแก่คนในแผ่นดินนี้ แต่เท่าที่ผ่านมา กิจกรรมนับแต่ปี 30 ก็เจริญเรื่อยมา ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่า มีผู้ประสพผล และมีผู้เลือกเดินตามแนวนี้ อยู่ไม่น้อย

อย่ามาที่นี้ ด้วยเหตุของกำไรขาดทุน แต่ควรมาด้วยเหตุของคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ให้เรามา เพื่อได้สมุนไพรไปล้างโรค ได้ธรรมไปล้างกรรม แล้วเราจะได้ชีวิตกลับไปทำในสิ่งที่อยากทำอย่างแน่นอน นี่คือ คำยืนยัน ที่หลวงพ่อนิพนธ์ พร่าสอนเสมอๆ

หยุดพฤติกรรม ดีดลูกคิด และกล่าวว่า "มาแล้วได้กำไร ยังได้สมุนไพรฟรีอีก" แล้วท่านจะเสียสิ่งที่มีค่าที่สุด คือชีวิตของท่านไป

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทางแพร่ง


สังคมไทย กำลังบีบคนดีให้หลบลี้ มูลนิธิไทยกรุณา ก็คงหนีไม่พ้นเช่นเดียวกัน เพราะมีหนังสือจากราชการแจ้งมาว่า ห้ามมูลนิธิทำการเรี่ยไร หากจะทำการนี้ ต้องแจ้งขออนุญาตก่อน เมื่อได้รับอนุญาตจึงดำเนินการได้

เป็นเรื่องน่าขัน แต่เป็นจริง ที่เกิดในประเทศไทย กระนั้นก็ตาม คงไม่กระทบกับกิจกรรมของชมรมคนรักสุขภาพ ที่มีมูลนิธิไทยกรุณาสนับสนุน เพราะไม่มีนโยบายการตั้งตู้ หรือขอเรี่ยไรอยู่แล้ว เพราะเหตุที่สถานที่แห่งนี้ อยู่ได้ก็ด้วยน้ำใจของเหล่าสมาชิก ที่ช่วยกันทานข้าวแกง ซื้อน้ำ และหอบหิ้วสมุนไพรที่ตนพอจัดหาได้ มาร่วมด้วยช่วยกันใส่โรงทาน ก็ด้วยหลัก "น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า" และแสดงถึงเอกลักษณ์ ของพระพุทธเจ้า คือ "ตนพึ่งตน"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า สถานที่นี้ กลมเกลี้ยงเหมือนมะนาว ไม่มีเหลี่ยม มีมุม เพื่อหลอกลวงใคร พูดความจริงทุกอย่าง ไม่หวังผลทางชื่อเสียง หรือทางการเมืองใดๆ หวังบุญเป็นที่พึ่ง ตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้า

เรื่องที่น้อยคนอาจไม่ทราบ คือ เรื่องของท่านผู้หญิงสุรัตน์ อันเป็นภรรยาของท่านสมัคร สุนทรเวช ที่ได้เข้ามาใช้แนวทางสมุนไพร อันเนื่องจากการแนะนำของ น้องเล็ก แห่งครอบครัว ธรรมวัฒนะ ที่เป็นมะเร็งเต้านม ที่ประสพผลจนตัวเองหาย ด้วยความที่ครอบครัวสนิทกัน จึงชวนท่านผู้หญิง ซึ่งมีปัญหา วุ้นในตาเสื่อม และมีอาการ ช่วงแขนตั้งแต่ข้อศอก จนถึงปลายนิ้ว มีสภาพเย็นตลอดเวลา

ก่อนหน้านั้น ท่านผู้หญิงมีแพทย์ประจำตัว เป็นจักษุแพทย์ ระดับโลก ทำงานอยู่ในอนามัยโลก ก็ยังไม่ประสพผล หลังจากใช้แนวทางสมุนไพร ได้ประมาณเดือนหนึ่ง แพทย์ประจำตัว ก็บินมาตรวจอาการของท่านผู้หญิง ตามปกติ เมื่อสัมผัสมือ ก็ต้องตกใจ และยิ่งไปกว่านั้น อาการวุ้นในตาเสื่อม ก็หายไป จึงขอท่านผู้หญิงให้พาไปพบหลวงพ่อนิพนธ์

การพบครั้งนั้น จักษุแพทย์ได้ขอยาตา เพื่อไปทดสอบจำนวนหนึ่ง ที่ห้องปฏิบัติการของอนามัยโลก เพราะเขาไม่เชื่อว่า จะไม่มีเคมีปนอยู่ในยาตา และไม่เชื่อว่า จะไม่มีผลข้างเคียง เนื่องจากยาตาในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เป็นเคมี และมีผลข้างเคียงทั้งสิ้น

ผลการตรวจในห้องปฏิบัติการ ผ่านไปด้วยดี จักษุแพทย์ ของท่านผู้หญิง บินกลับมาอีกครั้ง พร้อมขอยาตาอีกล็อตใหญ่ หลายสิบขวด เพื่อไปทดลองในการใช้งานกับผู้ป่วยจริง

หลังจากนั้นไม่นาน จักษุแพทย์ก็บินกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับร้องขอ ให้หลวงพ่อนิพนธ์ผลิตยาตาให้แก่อนามัยโลก จำนวนล้านขวด เพื่อนำไปแจก โดยจะมอบเงินให้เป็นทุน สองร้อยล้านบาท ด้วยเหตุที่ปัญหาตา เป็นปัญหาใหญ่ และเสียค่าใช้จ่ายมาก ทำให้อนามัยโลกต้องเปลืองงบประมาณเป็นอันมาก

ผลของการใช้จริง สมุนไพรตา ทำให้ปัญหาทุกชนิดสามารถหมดไปได้อย่างง่ายดาย จึงร้องขอมา

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงพูดเล่นๆ กับจักษุแพทย์ว่า สมุนไพรตาของเรา ไม่มี อ.ย. น่ะ คงผลิตให้ไม่ได้หรอก เขาตอบว่า เขาจะให้อนามัยโลกรับรอง ซึ่งมีสถานะเป็น อ.ย. โลก นั่นหมายถึง สามารถใช้ได้ทั่วโลก ไม่ต้องกังวล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ยังไรก็ต้องทำให้คนไทยก่อน เพราะแม่ชีเมี้ยนสั่งไว้ จักษุแพทย์จึงต้องกลับไปมือเปล่า แต่ก็ไม่ละความพยายาม จนเมื่อไม่นาน ก็ติดต่อกลับมาว่า จะจัดสรรเงินเพิ่มให้เป็น ห้าร้อยล้านบาท

คำตอบของหลวงพ่อนิพนธ์ คือ เราเห็นพี่ชายคือท่านจำรูญเป็นตัวอย่างที่ดี เงิน ห้ารอยล้านบาทของท่าน คงแลกกับดวงตาของคนไทยไม่ได้หรอก วันใดที่เราพร้อม และทำให้คนไทยเรียบร้อย เราก็จะทำให้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ขอให้สมาชิกทุกคนวางใจ ที่นี่ไม่ได้ทำเพื่อมาหลอกเอาเงินใคร เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ก็คงรับเงินจากอนามัยโลก ตามข้อเสนอของจักษุแพทย์ท่านนั้นแล้ว

สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน มาพร้อมกับคำสาบ "ใครเอาไปขาย ฉิบหายแน่" พร้อมคำพร "ใครเอาไปทำให้ ยิ่งให้ ยิ่งเจริญ"

ทางแพร่งนี้ มีตัวอย่างจากพี่ชายท่าน ตรึงตรา ตรึงใจ ประการหนึ่ง ที่สำคัญ ท่านตั้งใจจะทำให้ปรารถนาของแม่ชีเมี้ยน เป็นจริง และจะพิสูจน์ให้เห็นว่า สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ไม่มีราคา แต่มีคุณค่ามหาศาลต่อชีวิต

ท่านคงไม่เลือกเดินสายเดียวกับพี่ชาย เลือกเงิน และเลยชีวิตมนุษย์ อย่างแน่นอน สมาชิกทุกท่านจึงควรวางใจได้ว่า สถานที่นี้ ไม่มีหลืบมุม ซ่อนเร้น ทุกสิ่ง พูดเรื่องจริง และเป็นของจริง

สิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกคือ "มนุษย์" ....... สมุนไพรและคำสอน เป็นน้ำใจและเมตตาของแม่ชีเมี้ยน ที่มีต่อมนุษย์ ให้เป็นทางเลือก ทางสายนี้หลวงพ่อนิพนธ์กำลังพาเราไป .... ชวนกันไป ... หาธรรมของพระพุทธเจ้า น้อมนำมาเป็นที่พึ่งของชีวิต ไม่ใช่หาความร่ำรวยเป็นที่พึ่ง

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ใกล้หน้าหนาวแล้ว


ลมหนาวเริ่มโชยมา ซึ่งมักจะมาพร้อมกับโรคทางเดินหายใจ และระบบลำไส้ หลวงพ่อนิพนธ์ได้บอกกล่าวว่า ท่านได้ขึ้นไปดูสมุนไพรที่สวนสมุนไพร ที่ศรีสวัสดิ์ เริ่มเห็น สมอพิเภก และมะขามป้อม ใกล้จะโตเต็มที่แล้ว

สมุนไพรทั้งสองชนิด จะออกผลในหน้าหนาวเช่นเดียวกับโรคที่มากับอากาศหนาวเช่นกัน ธรรมชาติเขาให้มาเป็นคู่ ท่านจึงบอกกล่าวล่วงหน้าว่า สำหรับผู้ที่มีปัญหาในสองเรื่องนี้ ก็สามารถมาขอได้

แต่ด้วยเหตุที่สมุนไพรทั้งสองประเภท ต้องทำเป็นสมุนไพรสด ไม่สามารถเก็บแล้วมาทำได้ จึงมีให้เฉพาะหน้าหนาวเท่านั้น และต้องรอจนผลแก่ได้ที่ ท่านใดที่มีก่อนผลออก ก็ต้องรอหน่อยน่ะ เพราะมันยังแก่ไม่เต็มที่

ถ้าทราบข่าวเริ่มมีแจกเมื่อไหร่ จะส่งข่าวอีกครั้งจ้า

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เสียสละ


บทสนทนาของเลขาสังฆราช ที่เป็นตัวแทนซึ่งมาพร้อมกับ อธิบดีกรมศาสนา คือ คุณฟุ้ง ศรีวิจารณ์ เพื่อสอบสวนพระถ้ำกระบอก ซึ่งมีตัวแทนคือ พระนิพนธ์ มีความตอนหนึ่ง คือ "ท่าน และพระทั้งหมด เชื่ออย่างไรว่า คำสอนที่แม่ชีเมี้ยนนำมาสอน เป็นคำสั่่งสอนของพระพุทธเจ้า เพราะคำสอนเหล่านั้น ขัดกับพระไตรปิฏกอย่างสิ้นเชิง"

คำตอบที่ ท่านนิพนธ์ ตอบ คือ แม่ชีเมี้ยน สอนว่า พระพุทธเจ้า ท่านสละบัลลังก์ คือ สละช้อนทอง มาทานช้อนธรรมดา เดินกลางดิน กินกลางทราย ดังนั้น วินัยที่ท่านและ พระปฏิบัติ คือ ฉันมื้อเดียว ซึ่งเมื่อลองดูแล้ว ก็ปรากฎว่าอยู่ได้ เงินทองไม่รับ ก็เพราะถ้ามีเงินแล้วความอยากก็เกิด รวมทั้ง รถเรือไม่ขึ้น ก็ทำให้ความอยากที่จะไปโน่นไปนี่ เมื่อคิดถึงว่าต้องเดินไป ก็หายอยากไปสิ้น

ก็ตอนมาบวช ก็มาจากลูกชาวนา กินข้อนธรรมดา มาห่มผ้าเหลืองสถานะเปลี่ยนไป เมื่อรับเงินรับทอง ก็อยากเปลี่ยนสถานะ จากช้อนธรรมดาก็เป็นช้อนทอง จากเดิน ก็ไปมีรถเบ็นซ์ หลักเช่นนั้นจะเรียกได้อย่างไรว่า ทำตามพระพุทธเจ้า

จากการสนทนาครั้งนั้น ทำให้พระเลขาสังฆราช ถึงกับโกรธลุกขึ้นเพื่อจะเตะท่านนิพนธ์ ดีแต่ว่าพระที่มาด้วยห้ามไว้ ท่านจึงออกไปขึ้นรถเบ็นซ์กลับ

เมื่อรอดจากคดีความ ทำให้ถ้ำกระบอกมีชื่อเสียงขจรขยายไปมากกว่าเดิม ผู้คนหลั่งไหลกันมาอย่างมากมาย ทำให้ท่านนิพนธ์ได้ร้องขอแม่ชีเมี้ยน ให้เปิดรับบริจาค เพื่อจะได้นำเงินไปซื้อสมุนไพร

คำตอบที่ได้จากแม่ชีเมี้ยน คือ นั่นแหละคือกิเลสของพวกท่าน ใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างแล้วรับเงิน ก็พระพุทธเจ้าทิ้งวังและช้อนทอง มาแสวงหาโมกขธรรม เดินจนเท้าลอกแล้วลอกอีก ด้วยความเสียสละ จนบรรลุโมกขธรรม ไม่ได้ใช้เงินแม้แต่รูปีเดียว ธรรมที่ได้มามีค่ามหาศาล ทำให้ท่านและสาวกไปนิพพานได้

นั่นย่อมแสดงว่า ธรรมย่อมเป็นเครื่องดึงดูดใจ ให้คนมาศรัทธา และเกื้อกูลในกิจกรรมของศาสนาอยู่แล้ว สิ่งที่ท่านอ้าง ว่าเป็นความจำเป็น เช่น ตั้งตู้บริจาค จัดมหรสพ หรือ นำสิ่งใดมาเพื่อให้คนเข้ามาหาพระ ล้วนแล้วแต่เป็นไปด้วยกิเลสของท่าน และเป็นการทำที่สวนทางกับพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น

ธรรมย่อมมีอำนาจ และบุญญาธิการ อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านั้น ด้วยความเสียสละตนทำตนจนเป็นพระพุทธเจ้า ก็ย่อมมีคนเห็นค่าในสิ่งที่ท่านทำและมาเกื้อกูลร่วมกิจกรรมอย่างแน่นอน ดังนั้น วินัยของท่าน จึงไม่รับเงินทอง

การก็ปรากฎตามนั้น กิจกรรมของถ้ำกระบอกก็ดำเนินมาได้ โดยมิมีการรับเงินและทองแต่อย่างใด นั่นจึงเป็นที่มาว่า ทำไม หลวงพ่อนิพนธ์ จึง ไม่ตั้งตู้ และแจกสมุนไพรฟรีอยู่ได้ มาตั้งแต่ปี 30 ก็ด้วยความเสียสละ และมีคนเห็นค่านั่นเอง

คุณประโยชน์ของการเสียสละ จึงมีความหมายยิ่งนัก และวันนี้เราได้ทำตามพระพุทธเจ้าหรือยัง หรือจะทำก็ต่อเมื่อมีราค่างวดเท่านั้น

ก็คนมีเงินล้นอย่าง สตีฟ จ๊อบส์ ยังช่วยตนเองไม่ได้ แต่การเสียสละของ คุณปอ ในการเป็นเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือคนไข้ หรือ คุณราชันและภรรยา ที่มารับผิดชอบการทำสมุนไพร ค่าของสิ่งที่ทำ ทำให้รอดจากมะเร็งได้ สิ่งใดจะมีค่ามากกว่ากัน "หาเงิน หรือหาบุญจากการเสียสละ" ลองคิดดูเล่นๆ

ฮิบโปคราตีส - บิดาของการแพทย์สมัยใหม่


ฮิบโปคราตีส (Hippocrates) ชื่อนี้เป็นใคร คงแทบจะไม่มีใครรู้จัก ดูจากชื่อ ก็คงพวกชาวกรีก และก็คงไม่มีใครสนใจอยากรู้จักเขา ไม่อยากจะสนประวัติว่าเป็นอย่างไร จะเป็นใครก็ช่างไม่เกี่ยวกับเรา แต่เขาคือ ผู้ก่อกำเนิดวิชาการทางแพทย์สมัยใหม่

แนวความคิดของเขา ได้ถูกนำมาใช้ตราบเท่าทุกวันนี้ ในวงการแพทย์ นั่นคือ การตรวจวินิจฉัย เพื่อให้ทราบถึงการเป็นโรค แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ แนวความคิดที่ทิ้งไว้ จากการสั่งสมประสพการณ์มาตลอดชีวิต

นั่นคือ "การพัฒนาวิธีรักษาหรือตัวยารักษาโรคที่ห่างไกลจากความเป็นจริง กลับไม่สำคัญนัก ตามความคิดของเขา สิ่งที่มาจากธรรมชาติก็ควรใช้ธรรมชาติบำบัดรักษา เพราะฉะนั้น การพักผ่อน อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การออกกำลังกาย สุขอนามัย และอากาศ" คือคำแนะนำของฮิปโปคราติส

สำหรับการบำบัดรักษาและป้องกันการเจ็บป่วย เขาเขียนว่า "การเดินคือยารักษาโรคที่ดีที่สุดของมนุษย์"

นี่คือความคิดของ ผู้กำเนิดวิชาการแพทย์ในอดีต แล้วท่านหล่ะคิดอย่างไร

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โต๊ะเลี้ยงรุ่น

งานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อนร่วมรุ่น เป็นที่คนเมื่อเข้าวัยชรา อยากไปมากที่สุดงานหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพื่อรำลึกความหลังกับเพื่อนฝูง ที่คบหากันมา ตั้งแต่สมัยเรียน อันเป็นวัยที่มีเรื่องคุยกันไม่รู้จบ เล่ากี่ครั้งก็ยังสร้างความครื้นเครง งานอย่างนี้ เมื่อมีโอกาสย่อมต้องไปให้ได้

ในงานเลี้ยงรุ่นชาวอัสสัมชัญ อันเป็นสถานที่ที่หลวงพ่อนิพนธ์เรียนจบชั้นมัธยมมานั้น ก็เฉกเช่นเดียวกัน เนื่องด้วยหลวงพ่อนิพนธ์เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมรุ่นทุกคน ด้วยความมีน้ำใจของท่านต่อเพื่อนๆ นั่นเอง ทำให้เพื่อนร่วมรุ่นทุกคน อยากให้หลวงพ่อนิพนธ์ไปร่วมงาน แต่ก็หาโอกาสเช่นนั้นได้ยาก

เมื่อมีโอกาสมาถึง จึงไม่พลาดที่พวกเพื่อนๆ จะหาโอกาสมางาน เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์รับปากจะมาร่วมงาน ก๊วนที่เคยรวมกันในอดีต กลับมาร่วมโต๊ะอีกครั้ง พร้อมกับเรื่องในอดีตได้ถูกขุดมาเล่าขานกันอีกครั้ง โดยเฉพาะ เรื่องที่เพื่อนๆ หัวกระทิของชั้น ทั้งหกคน ได้ตั้งฉายาให้หลวงพ่อนิพนธ์ อันเนื่องมาจาก การหนีเพื่อนไปบวช ในขณะที่เพื่อนทั้งหกคน ก็สอบแพทย์ได้ทั้งหมด ส่วนหลวงพ่อนิพนธ์ก็เลือกเรียนตำราสมุนไพรจากแม่ชีเมี้ยน จึงได้รับฉายาจากเพื่อนๆ ว่า "หมอผี"

วันเวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก ก็ผ่านมาเกือบห้าสิบปีแล้ว เพื่อนทั้งหกคน ล้วนแล้วแต่เป็นแพทย์ใหญ่ มีหน้าตาในสังคม บางท่านเป็น ผ.อ.โรงพยาบาลใหญ่ของรัฐ บางท่านเป็นผู้เชืี่ยวชาญระดับต้นๆ ของประเทศ ล้วนแล้วถือได้ว่าประสพความสำเร็จในวิชาชีพอย่างสูง

แต่บทสนทนาที่เพื่อนทั้งหก กล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ คือ การยอมรับว่า ถ้าไม่นับโรคเล็กๆ น้อยๆ หรือ ประเภทอุบัติเหตุ แล้ว อันหมายถึง โรคที่วงการยอมรับว่าเป็นแล้วตาย พวกเขาไม่เคยรักษาใครแล้วประสพผลสำเร็จแม้แต่รายเดียว

เพื่อนทั้งหก จึงยอมรับใน กระบวนการรักษาของหลวงพ่อนิพนธ์ และหยอกเย้ากันว่า พวกเราสู้หมอผีไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อนทั้งหกยังยอมรับว่า อย่าว่าแต่รักษาคนอื่นเลย แม้แต่ตัวของพวกเขาเอง แต่ละคน ล้วนแล้วแต่เป็นโรคทุกคน และพูดกันเล่นว่า ในอนาคต คนคงแห่กันไปใช้วิธีของหมอผีกันหมด

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า สิ่งที่เราทำคงไม่กระทบพวกนายหรอก เพราะคนที่จะมาเชื่อเราคงมีไม่มาก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วก็น้อยกว่าน้อย คนส่วนใหญ่ยังนิยมในวิธีของพวกเพื่อนๆ อยู่ คงไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงหรอก

หลายปีผ่านมา เพื่อนสามคน ก็จากไป คนสุดท้ายสุด คือ นายแพทย์มงคล ที่เพิ่งได้รับพระราชทานเพลิงศพ ไปเมื่อไม่นาน ก่อนจะเสียชีวิตได้มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ และกล่าวว่า ตัวเองเป็นโรคเก๊าต์ กินยาลดกรดโฟลิค จนทำให้เกิดผลข้างเคียง ผลการตรวจปรากฎว่า วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง คณะแพทย์ลงความเห็นว่าต้องเข้าคอร์ส หลังจากเข้าคอร์สก็เสียชีวิตลง

วันนี้ บนโต๊ะสนทนา เหลือเพียงสี่คน กลับเป็นหลวงพ่อนิพนธ์คนเดียว ที่ยังคงมีความสุขกับการกิน เพราะเพื่อนทั้งสามล้วนถูกคุมอาหารเสียแล้ว

เรื่องของชีวิต เราถามตัวเองหรือยัง บุคคลใดน่าเชื่อถือมากที่สุด ใช่พระพุทธเจ้าหรือไม่ แล้วตอนนี้ เราเดินตามใคร ทำตามใครอยู่

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ในอดีตคนไปถ้ำกระบอกเขาทำอะไรกัน


เนื่องด้วยพระถ้ำกระบอกในยุคต้นๆ ไม่รับเงิน ไปไหนใช้เดิน ดังนั้น ตั้งแต่แรกเริ่มของการรับคนไข้คนแรกของหลวงพ่อนิพนธ์ ซึ่งได้สอนคนไข้เสมอๆ ว่า ทุกอย่างของแม่ชีเมี้ยน อยู่ได้ด้วยคำสัญญา นับตั้งแต่ตัวท่านกับเจ้าอาวาส คือ ท่านจำรูญ สัญญาคือ สิ้้นสุดแม่ชีเมี้ยน ก็คือสิ้นสุดคำสัญญา ที่ท่านจำรูญให้แก่แม่ชีเมี้ยน และเมื่อสิ้นสุดสัญญา ก็สิ้นสุดของคุณค่าสมุนไพร

เมื่อท่านจำรูญ เจ้าอาวาสเปลี่ยนปณิธาน จากไม่รับเงิน เป็นรับเงิน และเริ่มเรียกเก็บค่าบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด หัวละห้าพันบาท ก่อให้เกิดการแตกหัก ระหว่างพี่น้อง คือ ท่านจำรูญ และท่านเจริญ ฝ่ายหนึ่ง กับ ท่านนิพนธ์ ซึ่งเป็นน้อง ผลปรากฎ ท่านนิพนธ์ก็ยอมเป็นฝ่ายแพ้ และต้องลาสิกขาบท พร้อมกับออกจากถ้ำกระบอกไปในปี 10 นั้นเอง

ครั้นปี 12 เมื่อแม่ชีเมี้ยนให้คนมาเรียกท่านนิพนธ์ไปพบ และตรัสว่า ท่านต้องการสิ้นสุดสัญญาที่มีต่อท่านจำรูญ เพื่อไม่ให้นำสมุนไพรและคำสอนของท่าน ไปทำในสิ่งที่ผิด นั่นหมายความถึง ท่านต้องสิ้นสุดลมหายใจของท่านเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การกระทำของแม่ชีเมี้ยน เพื่อให้ความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพรสลายจากถ้ำกระบอก และมาอยู่กับตำราที่มอบให้หลวงพ่อนิพนธ์ พร้อมกำคำสั่งเสียสุดท้าย "ให้ดูพี่เอ็งเป็นตัวอย่าง ถ้ารักษาสัญญาที่ให้ไว้ได้ ก็รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพรเขาไว้ได้ วันใดที่ผิดคำสัญญา ก็เป็นอันสิ้นสุดเหมือนพี่เอ็ง ไปทำที่ไหน หรือจะอยู่ในสถานะใดก็แล้วแต่ ขอเพียงรักษาสัญญานี้ไว้ พร้อมคำเตือนสุดท้าย ถ้านำตำราแม่ไปขายกิน ก็จะเป็นแบบพี่ชายเอ็ง แต่ถ้าไม่นำตำราแม่ไปขาย ก็จะได้บุญ ส่งให้ชีวิตมีความสุขความเจริญ"

ด้วยเหตุนี้เองกระมัง การรับคนไข้ของหลวงพ่อนิพนธ์ในยุคถ้ำกระบอก จึงมักจะบอกกล่าวแก่คนไข้ก่อน ให้อธิษฐานก่อน เป็นสัญญาว่า "เมื่อได้ชีวิตใหม่ จะทำตนเช่นไร"

ด้วยเหตุที่ไม่รับเงิน แต่มีคนไข้จำนวนมาก คำสัญญาในยุคนั้น จึงมีตั้งแต่ จะเป็นผู้อุปถัมภ์ หาอาหารหรือเสบียงมาให้ เพื่อให้พระได้ทำกิจกรรม ไปจนกระทั่ง สิ่งที่อ.อร่ามพูดบ่อยๆ ว่า คนที่ชมรมเขาต้องให้สัญญาทุกเช้า คือ "จะอุทิศแรงกาย ทำงานเพื่อศาสนา วันละ เท่านั้น เท่านี้" หรือ การปฏิบัตินิสัยของพระพุทธเจ้า เช่น ไม่โกรธ ไม่ด่าว่าใคร ... เป็นต้น เริ่มจากวันละ หนึ่งชั่วโมง โดยให้เป็นสัจจะ เป็นจำนวนวัน ตามแต่สมควร

ดังนั้น คนไข้ในยุคถ้ำกระบอก จึงจะมีพฤติกรรมที่เห็นเด่นชัดคือ จะไปถ้ำกระบอกในเย็นวันศุกร์ หรือ เช้าวันเสาร์ และร่วมทำกิจกรรสวดมนต์ ที่ขาดไม่ได้คือ นำแรงกายของตนไปทำทาน ตลอดทั้งวันเสาร์ และในเย็นวันเสาร์ ก็จะร่วมสวดมนต์ และฟังหลวงพ่อนิพนธ์เทศน์ เรียกว่า ฟังกันโต้รุ่งเลยก็ว่าได้ และทำการตักบาตรในตอนเช้าวันอาทิตย์ สายๆ ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

การกระทำอย่างนี้ เป็นวิธีที่ใช้กับคนไข้ในยุคนั้น ถ้าทำได้ครบสามเดือน ก็จะมีสมุนไพร พิเศษ ที่กินครบห้าแก้วแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า เป็นอันว่าจบ ในโรคนั้นๆ

เหตุผลที่ท่านอธิบาย คือ การทำเช่นนั้นเป็นการสร้างคุณสมบัติตามคำสอน ของการเป็นคนดีของพระพุทธเจ้านั่นเอง คือ มีทั้งการทำบุญและทำทาน เมื่อทำได้ ย่อมมีคุณสมบัติในการทานสมุนไพร และเมื่อสมมุติฐานว่า "โรคมาจากกรรม" เมื่อเรานำธรรมมาปฏิบัติได้ กรรมย่อมหมด โรคอะไรจะมาเหลือ

ด้วยเหตุที่แผ่นดินที่มีธรรมของพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นแผ่นดินที่คนทุกข์มาหวังพึ่ง ดุจร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ ที่เด่นตระหง่านในท้องทะเลทราย ผู้ใดที่มาช่วยกิจกรรม นั่นคือ การให้สุขแก่คนทุกข์ เขาย่อมได้สุขที่ปรารถนา ตอบแทน คนไข้ในยุคถ้ำกระบอก จึงไม่ย่อท้อแม้จะเดินทางไม่สะดวกเช่นในปัจจุบัน ต้องต่อรถหลายต่อกว่าจะไปถึง และปฏิบัติตามจนทำให้ผู้คนประสพผล มีจำนวนมากมายนับแสน โด่งดังมาจนทุกวันนี้

แต่วันนี้ ด้วยเหตุเพราะคนมองเพียงผ้าเหลือง แม้พฤติกรรมเช่นเดิมจะให้ผลเช่นเดิมก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์จะสอนสักเพียงใด ก็มีคนจำนวนไม่มากที่ปฏิบัติตาม ทำให้เราเกิดความเสียดาย ในบุคคลเหล่านั้น ที่มาพานพบ ร่มโพธิ์ ร่มไทร แล้ว กลับไม่ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา อันเพราะขาดศรัทธา จากรูปภายนอกของท่านนั่นเอง

เราจึงอยากบอกว่า มาลองดูวิธีการที่ถูกกันดีไหม สร้างสัญญา ดั่งเช่นคนในยุคนั้นเขาทำกัน คิดด้วยเหตุผล แล้วลองมาทำสิ่งที่ท่านสอนกัน คือ "ทำบุญและทำทาน" ในแผ่นดินนี้ แล้วเราจะสมปรารถนา ดั่งเช่นในยุคที่ยังมีแม่ชีเมี้ยน คำตรัสของท่าน ยังคงก้องอยู่ และเป็นจริง "ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นย่อมสมปรารถนา"

ความแตกต่างของถ้ำกระบอกกับยุคนี้ที่เห็นได้ชัดคือ ยุคถ้ำกระบอก จะแย่งกันปลูกต้นไม้จนเต็มพื้นที่ จะแย่งกันทำกิจกรรมจนต้องรอคิว จะเงียบสงบยามสวดมนต์ จะสงัดเงียบดั่งไร้ผู้คนยามฟังธรรม

ใครจะเลียนแบบอย่างไหนก็เลือกเอา เพราะการมีสัญญา ก็คือการมีข้อผูกมัดตน ย่อมรู้สึก แต่เชือกเส้นนี้แหละที่แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านยืนยัน ว่าจะทำให้เรามีชีวิตที่เหนียวแน่น มีพรหมลิขิตที่แข็งแกร่ง

สัญญาที่หลวงพ่อนิพนธ์ แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า อยากได้ "เอาธรรมของพระพุทธเจ้าไป เพื่อให้ตนเป็นคนดี" แล้วเราจะรู้ว่า "ธรรมชนะกรรม" เป็นจริง และเข้าใจว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงพูดว่า "โรคน่ะกระจอก ไม่ต้องไปพูดถึง นิสัย สันดาน ต่างหาก ที่ต้องมาว่ากัน แล้วโรคจะเป็นของแถม เมื่อเรากลายเป็นคนดีของพระพุทธเจ้า"

อย่าเลย ท่านใดที่คิดจะเอาเงินมาถมในสถานที่นั่น เพื่อให้สมหวัง เปลี่ยนความคิดมาเป็น เอานิสัยที่ไม่ดีมาถม แล้วเอานิสัยของพระพุทธเจ้าติดตัวกลับไป ท่านจะพบปาฎิหารย์ ที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดถึง นั่นแหละคือหลักการแห่งความสำเร็จของที่นั่น

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ธรรมชาติบำบัด


เมื่อมนุษย์ไม่สามารถหาสินค้ามาขายสู้คนอื่นได้ จึงหันมาขายสินค้าที่อ่อนไหว คือ ชีวิตมนุษย์ ด้วยความรู้ที่มี จึงผลิตยาเคมี มาให้แก่มนุษย์ ด้วยความเชื่อ ที่จะทำให้มนุษย์ มีชีวิตยืนยาว แต่ในช่วงทศวรรษนี้ ทำให้มนุษย์ผู้ผลิตยา รู้กันดีว่า ในไม่ช้า ยาเคมีเหล่านั้น กำลังมาถึงทางตัน

ด้วยตัวเลข ของการเสียชีวิต และ การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วย ในแต่ละโรค ที่ออกมาจากองค์การอนามัยโลก เป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน ถึงความล้มเหลวในการพึ่งยาเคมี ประเทศผู้ผลิตยาเคมีเหล่านั้น จึงได้เบนเข็มไปสู่ สมุนไพร หรือ ผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติ ที่ไม่ให้ผลข้างเคียง ดังเช่นที่เกิดจากเคมีในอดีต

ปัจจุบัน ประเทศผลิตยาเหล่านั้น ก็ได้ออกกฎหมายบังคัม ให้ร้านขายยา หรือ ผู้ขาย และผู้ใช้ หรือ ผู้ซื้อ ต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ผลิตยาใหญ่อย่าง สวิส

กระแสเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดผลิตภัณฑ์ ที่มักตั้งชื่อว่า สมุนไพร กลาดเกลื่อนในตลาดของเมืองไทย ในทุกวันนี้ จนน่างง ไปหมดว่า อะไรคือ "ธรรมชาติบำบัด" ที่แท้จริง

จากคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวว่า สมุนไพรบำบัด หรือ ธรรมชาติบำบัด เป็นอย่างเดียวกันนั้น ในหลักของพระพุทธเจ้า จะมีลักษณะที่สำคัญ ที่เราพอจะเห็นได้ 3 ประการ คือ

อย่างแรก เป็นสมุนไพร ที่มาจากธรรมชาติจริงๆ เท่านั้น และมีลักษณะที่เด่นชัด คือ ต้องมีการมาใช้ร่วมกัน ในสัดส่วนที่ถูกต้อง เหมือนสูตรอาหาร  แม่ชีเมี้ยน ได้ตรัสว่า สูตรที่นำมาให้เป็นสูตรของพระพุทธเจ้า ท่านรู้จึงนำมาให้ ดังนั้น ไม่ต้องมาลองผิดลองถูก เมื่อพระถาม ท่านก็ตอบได้ในทันที และกล่าวอีกว่า สมุนไพร เป็นสิ่่งศักดิ์สิทธิ์โดยธรรมชาติ ไม่มีใครเป็นผู้ปลูก ธรรมชาติเขาสร้างและดูแล เพื่อให้มนุษย์ที่มีคุณธรรม ได้นำไปใช้

อย่างที่สอง กระบวนการทำงาน ก็ต้องอาศัยธรรมชาติ คือ กระบวนการกินของมนุษย์ โดยที่ตัวสมุนไพร ทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบ ไม่ใช่ยาที่เฉพาะเจาะจง ไปเพื่อโรคนั้น โรคนี้ แต่ เป็นวัตถุดิบ เฉกเช่นเดียวกับ ข้าว หรือ อาหาร ที่ทานเข้าไป เมื่อทานแล้ว ร่างกายจะเป็นผู้วินิจฉัย แล้วจัดสรรวัตถุดิบเหล่านี้ เพื่อไปแก้ไขปัญหาของแต่ละบุคคล หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สมุนไพรสูตรที่แม่ชีเมี้ยนให้มา จึงใช้ได้กับทุกโรค เพราะทุกคนมีอวัยวะ 32 เหมือนกัน และมีกระบวนการทำงานเหมือนกัน ด้วยเหตุที่ร่างกายทุกส่วนล้วนแล้วแต่ธรรมชาติเป็นผู้สร้าง ดังนั้น เมื่อได้วัตถุดิบที่ต้องการ ก็จะนำไปใช้เพื่อซ่อมแซมอวัยวะ และระบบของร่างกาย ให้กลับเหมือนเดิม ซึ่งวัตถุดิบนี้ ไม่มีในอาหาร จึงจะเห็นได้ว่า ถ้าร่างกายปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สมุนไพร หรือ จะใช้ก็แค่เป็นการทานเพื่อป้องกัน หากเมื่อใดร่างกายผิดปกติ สมุนไพร จึงถูกใช้เป็นวัตถุดิบ เพื่อการแก้ไข ให้กลับเป็นเหมือนเดิม เพราะฉะนั้น หน้าที่ของสมุนไพร จึงเป็นแค่วัตถุดิบ ส่วนการรักษา ธรรมชาติของมนุษย์ มีอยู่ในตัวอยู่แล้ว

สิ่งที่จะเห็นได้ชัดว่า ธรรมชาติของร่างกาย จะมีความสามารถในการจัดการกับธรรมชาติของสมุนไพรได้อย่างดี จึงไม่มีสารตกค้างใดๆ ต่างกับสารเคมี เมื่อนำสารที่ต้องการไปใช้แล้ว ก็ไม่สามารถกำจัดกากที่เหลือได้ หรือ ออกได้ไม่หมด อันจะเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงนั่นเอง

อย่างที่สาม เป็นตัวที่แสดงให้เห็นได้ชัดว่า สมุนไพร ที่เราทานนั้น ทำงานได้จริงหรือไม่ ก็คือ สิ่งที่เราจะได้ยินจากวิทยากร ไม่ว่า อ.อร่าม อ.สุนทร หรือ คุณนนท์ ที่อบรมคนไข้ใหม่ บอกทุกครั้ง อันได้แก่ กระบวนการดำเนินชีวิตประจำวัน ในการกิน ต้องกลับมาเหมือนเดิม ไม่มีการยกเว้น เช่น คนที่เป็นเบาหวาน ก็ต้องทานหวานได้ คนที่เป็นเก๊าต์ ก็ต้องทานไก่ได้ คนที่เป็นมะเร็งก็ต้องทานเนื้อได้ หรือที่วิทยากรมักพูดว่า ทุกคนต้องกลับมาทานอาหาร 5 หมู่ ให้ครบ เหมือนปกตินั่นเอง

ก็ด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าตรัส ธรรมของท่าน มีเพื่อให้สุข ก็สุขของมนุษย์ คืออะไร "กินได้นอนหลับ" นั่นแหละคือสุขที่แท้จริงของมนุษย์ ถ้าเราทานสมุนไพร หรือ อาหารธรรมชาติ ใดๆ ที่เขากล่าวอ้างกันแล้ว ไม่ได้พบสุขอันนี้ ย่อมเห็นได้ชัดว่า เป็นสิ่งหลอกลวงอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่ ลองพิจารณาดู

ตัวอย่างที่เด่นชัด ที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวบ่อยๆ คือ คุณธานินทร์ อินทรเทพ นั่นเอง เพราะด้วยความที่เป็นคนติดบุหรี่ และกินเหล้า เรียกว่า เข้าเลือด ทำให้ต้องหลบหมอ ที่จะรักษาโรคหัวใจตีบ ทั้ง 4 เส้นของตนเอง เพราะหมอบอกว่า ต้องเลิกอย่างเด็ดขาด เมื่อคุณพิศาล อัครเศรณี พามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ คำถามแรกที่ถามคือ เมื่อทานสมุนไพรแล้ว สามารถสูบบุหรี่ และทานเหล้าได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ถ้าทานสมุนไพรถึง ก็ทำได้ ทำให้คุณธานินทร์ มีมานะในการทานสมุนไพร อย่างหาใครเปรียบยาก เพราะความที่อยากสูบบุหรี่ และทานเหล้า นั่นเอง

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า "ธรรมชาติบำบัด" มิใช่เพียงวัตถุดิบหรือการทาน เท่านั้น เมื่อใช้วิธีนั้นๆแล้ว ต้องกลับมาทำตนตามธรรมชาติของตน ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดิม พูดง่ายๆ ยามปกติ ธรรมชาติในการดำรงชีวิตเป็นเช่นไร ก็ต้องทำอย่างนั้นได้ตามปกตินั่นเอง

สิ่งนี้นับได้ว่า เป็นสิ่งที่คนไข้ที่มาทานสมุนไพรสูตรแม่ชีเมี้ยน ของหลวงพ่อนิพนธ์ ชอบที่สุดเลยก็ว่าได้ นั่นแหละเป็นสุขที่ได้รับคืนมา ใช่หรือไม่

สิ่งนี้น่าจะเป็นเครื่องชี้ว่าวิธีที่เราเลือกใช้ ถูกหรือไม่ ถ้าแม้ความสุขพื้นฐานยังคืนให้เป็นธรรมชาติไม่ได้ จะให้สุขจากความไม่มีโรคได้หรือ ลองตรองดู

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อุบัติเหตุชีวิต หรือ สารเคมีลิขิตชีวิตเรา

ถามสักหน่อยเถอะ

สิ่งที่ปรากฎ ยิ่งฟ้องถึงภาพที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น ข่าวล่าสุดของผลการพิสูจน์ จากการเสียชีวิตของ สุดยอดราชาเพลงป๊อบ ไมเคิล แจ๊คสัน เกิดจากหมอประจำตัว ที่ให้ยาเกินขนาด และไม่ได้ดูแลคนไข้ หลังจากให้ยาแล้ว ผลที่เกิด ทำให้คนไข้เสียชีวิต

บังเอิญ กรณีนี้เกิดกับ คนที่มีชื่อเสียง ทำให้การตายนี้ มีการสอบสวนถึงสาเหตุ ในขณะที่อายุขัยยังไม่ถึง แต่กลับต้องมาตาย เรียกว่า อุบัติเหตุชีวิต

ก็แล้ว กรณีอย่างนี้ ในประเทศเรา มีมากมายเหลือคณา ดังนั้น ควรจะตั้งคำถามกับตัวเราหรือไม่ว่า ความจริงคนเหล่านั้นที่เสียชีวิต เป็นเพราะโรค หรือ เพราะทนเคมีไม่ไหวกันแน่?

ด้วยภาพอย่างนี้ เราท่าน น่าจะมีคำถาม ถามหมอสักนิด ศึกษาสักหน่อย ว่า เคมีที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ มีผลข้างเคียงอย่างไร และสาวให้ยาวสักหน่อย ไปจนถึง บั้นปลายของการใช้จะเป็นอย่างไร

เพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อว่ากล่าว ไม่ใช่เพื่อด่าว่า แต่เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า เราควรจะเลือกหนทางใด เช่น ทุ่มทุนไปแม้จะไม่รอด ซื้อความสบายใจ หรือ จะเก็บทรัพย์สินไว้ให้ลูกหลาน หรือ จะเลือกทางอื่นที่เหมาะสมกับตนและฐานะ อันจะไม่ก่อหนี้ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน

อย่าเพียงแต่เชื่อคำหวาน ว่ารักษาได้ มีโอกาส แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง หรือ .... ก็ทุ่มหมดตัว เราน่าจะมีทางเลือกที่จะรู้ว่า ผลสุดท้ายจากทางที่เราเลือกเป็นอย่างไร เพราะด้วยคำเหล่านี้ ผลวิจัยของสหรัฐฯ จึงออกมาว่า "ประชาชนที่สิ้นเนื้อประดาตัว และมีหนี้สิ้น ส่วนใหญ่แล้วมาจากค่าใช้จ่าย ในการรักษานั่นเอง"

ณ วันนี้ สิ่งที่น่ากลัวเมื่อเราเห็นในทีวี คือ ธุรกิจชีวิต ไม่สนว่า สิ่งที่ตนขายจะเป็นอย่างไร อ้างเรื่องชีวิตสุขภาพ ให้คนหลงเชื่อคำตน หวังผลเพียงธุรกิจ ก็ยากจะหยุดได้ เพราะคงไม่มีใครไม่รักชีวิต อุปมาคนจมน้ำ เห็นสิ่งไรก็ต้องคว้า คนเหล่านั้น จึงขายขอนไม้ปลอม เมื่อมีคนหลงเชื่อ และเกาะเกี่ยว ผลจึงปรากฎ ทรัพย์ก็เสีย ชีวิตก็สูญ ไปรายแล้วรายเล่า ก็ด้วยคนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด นั่นเอง

จึงอยากให้คนป่วยทุกท่าน ต้องเริ่มตั้งคำถาม ศึกษาวิธีการ และความเป็นไปได้ เราจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ อย่างน้อย ก็น่าจะสะกิดใจสักนิดว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" และเมื่อเลือกแล้ว ผลย่อมเป็นไปตามนั้น เราจะได้นอนตาหลับ เพราะเราเลือกแล้วนั่นเอง

คำถามเดียวที่เราอยากให้ท่านถามผู้รู้ "คนโบราณ ปู่ยาตายายของเรา เขาอยู่กันอย่างไร โดยไม่มีโรงพยาบาล ยาผีบอก หมอผี อยู่กันมาเป็นล้านๆ ปี จนมีเรา มาจนวันนี้ กลับบอกว่า อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีหมอ โรงพยาบาล หรือยาเคมี"

ทานสมุนไพรด้วยศรัทธาและความเชื่อมั่น


หลักธรรมชาติ หรือ สมุนไพร ของพระพุทธเจ้า มักจะประสพกับอุปสรรค นั่นคือ ความศรัทธา และความเชื่อมั่น เนื่องด้วยเหตุที่แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสว่า "กรรมเขาเป็นพี่ ธรรมเขาเป็นน้อง" ดังนั้น ความแนบเนื้อ ชิดใกล้ ทำให้เกิดเป็นภาษิต ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นดอกบัวเป็นกงจักร"

ก็ด้วยเหตุที่ ยาหมอ มันฝังแน่นในจิตใจเสียแล้ว และศรัทธาในหมอและวิทยาการสมัยใหม่ ทำให้คนวางใจ เชื่อใจ แม้ตัวเลขของผู้เสียชีวิต และการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเหล่านั้น จะสูงขึ้น สักเพียงไร ก็ไม่สามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นอันนั้นได้ เห็นได้จาก เมื่อหมอพูด คนจะฟัง เมื่อหมอสั่งยา ก็คงหายาก ที่คนๆ นั้น จะไม่ทำตาม กินทุกเม็ด ทานทุกขนาน ทุกเวลา ตรงตามสั่่ง ไม่เคยมีคำถาม ไม่เคยมีความแคลงใจ แม้จะมีผลข้างเคียงเช่นไร ก็ไม่เคยแม้จะนึกถึง ลังเลที่จะทาน แสดงถึงศรัทธา ที่มีต่อ หมอ ต่อวิทยาการ อย่างสูงสุด

ถัดเข้ามาใกล้ตัว หลวงพ่อนิพนธ์ยกตัวอย่าง เฉกเช่น น้ำอัดลม เป็นสิ่งที่ทุกคนชื่นชอบ อยากกิน ดื่มแล้วมีความสุข แม้จะกัดกระเพาะ ทำให้เป็นโรคได้ก็ตาม หากนำสิ่งนี้ไปถามพระพุทธเจ้า ท่านคงตอบ "ก็มนุษย์เห็นกงจักรเป็นดอกบัว นั่นเอง" ผลที่ได้ คืออะไร จักรนั้น ตัดอวัยวะ ทำลายชีวิต ไปรายแล้วรายเล่า คิดเฉพาะเบาหวาน ทุกวัน ต้องมีคน ตัดขา กี่ราย ตัดจนตัดไม่ได้ แล้วก็ตาย คนแล้วคนเล่า ศรัทธาที่มีต่อหมอ ต่อยา ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ยกเว้น ตอนหมดลม เท่านั้นเอง จึงรู้ว่า ศรัทธาที่มีนั้น แท้จริงพึ่งไม่ได้เลย ชีวิตก็ดับ จะบอกลูกหลานก็ไม่ได้

ครั้นมาเจอสมุนไพรของพระพุทธเจ้า ก็เจอภาษิต "หวานเป็นลม ขมเป็นยา" สมุนไพร จึงมีรสเผ็ดร้อน ขม ฝาด เมื่อจะทานที ก็ลังเล หยิบวาง อยู่อย่างนั้น พร้อมคิดในใจ มันจะสะอาด ปลอดภัย ไหมหนอ ทำมาจากใบไม้ จะมีเชื้อราหรือเปล่า จะเปื้อนหรือล้างไม่สะอาดไหม ทานแล้วจะ.... คำถามเต็มไปหมด

ทั้งที่ผลของการทานสมุนไพรถึงวันนี้ก็ปรากฎ มีตัวอย่างให้เห็น มารับสมุนไพรทุกอาทิตย์ ก็เห็น รุ่นพี่ที่ประสพผล แค่ยุคปัจจุบัน เฉพาะคนที่หมอไม่รับ รอกลับเมรุ หรือที่หมอพูดว่า "เอากลับไปตายบ้านเถอะ" จะยกมาให้เป็นรายโรค นับแต่โรคกระดูกของคุณปรียานุช โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หมอสั่งทำบายพาส และบอลลูน ของคุณธานินทร์  โรคเอช ไอ วี ที่อาการออกจนตัวลายเป็นตุ๊กแก ของวิศวกรหนุ่ม โรคไตวาย ขนาดต้องไปเปลี่ยนไตที่เมืองจีน ของหัวหน้าทีมล้างจาน โรคเบาหวาน ของชาวฮ่องกง ที่หมอบอกว่าต้องตัดขาสถานเดียว ไม่ตัดตาย โรคมะเร็งของโรเบิร์ต ที่หมอบอกว่า ตัดจนไม่มีจะตัดแล้ว หรือ คุณปอ มะเร็งลำไส้ที่ตัน และ บวม หมอบอกไม่ตัดตาย ตัวอย่างเหล่านี้ ยังเดินวนเวียน อยู่ในมูลนิธิไทยกรุณามาจนทุกวันนี้ เห็นตำตา ไม่ต้องพูดถึงคนไข้ในอดีต ที่ประสพผล

กระนั้นก็ตาม สิ่งเหล่านี้ ยังสร้างศรัทธาได้ไม่ถึง หนึ่งในร้อย ที่มีต่อหมอ และวิทยาการสมัยใหม่ เราจึงยังเห็นภาพ คนไข้ ที่เวลาจะทานสมุนไพร ลังเลแล้ว ลังเลอีก และเมื่อทานได้แล้ว เกิดอาการของโรคขึ้น ก็รีบโทษสมุนไพรว่า ทานแล้วทำให้เป็น ทำให้เกิด ด้วยประโยคที่ว่า "เมื่อก่อนไม่เคยมีอาการอย่างนี้เลย พอทานแล้วก็เป็นอย่างนี้"

พฤติกรรมและวาจานี้ ไม่เคยมีคนไข้ ที่ทานยาหมอเลย แต่เราจะได้ยินจากคนไข้ ที่ทานสมุนไพรบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ ไม่เคยมีผู้ประสพผลจากหมอ และวิทยาการนั้นๆ เลย แต่มีผู้ประสพผลจากสมุนไพรรายแล้วรายเล่า สิ่่งนี้ก็ด้วยเหตุ ที่ "ธรรมเขาเป็นน้อง" ศรัทธาที่พึงจะเกิด ต้องอาศัยการเรียนรู้ และต้องเป็นผู้เอาเหตุเอาผล พฤติกรรมอย่างนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "มนุษย์เห็นดอกบัวเป็นกงจักรนั่นเอง"

หลักของพระพุทธเจ้า เป็นเหตุเป็นผล หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า "การทานสมุนไพร จะประสพผลไม่ได้เลย ถ้าขาดความเชื่อมั่น และศรัทธา" และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเกิดจากการเรียนรู้ เอาเหตุเอาผล ของพระพุทธเจ้า มาพิจารณา เพื่อลบล้างความรู้ ความเชื่อเดิม และนำความรู้และเหตุผลของพระพุทธเจ้า มาสร้างศรัทธาธรรม ซึ่งเป็นของใหม่ มาทดแทน

ความขันติ อดทน ที่จะเรียนรู้ และปฏิบัติ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า จะเกิดขึ้นได้ ก็อาศัยวิธีการเดียวกับพระพุทธเจ้า คือ "ความกตัญญู" นั่นเอง สิ่งนี้จะทำให้เรามีมานะ เพื่อให้ผู้สอน และผู้ทำสมุนไพร ได้ผลสมตั้งใจ ที่ทุ่มเท ความเมตตา และเสียสละ มาให้เรานั่นเอง

เมื่อศรัทธา และความเชื่อมั่น บังเกิด ธรรมที่เป็นน้อง ก็จะมีกำลังเหนือกรรมที่เป็นพี่ และเมื่อยืนหยัดได้ คำตอบทีได้ย่อมเด่นชัด ว่า "เราผู้มีธรรมของพระพุทธเจ้า ต้องเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน "

โรคอะไรก็ไม่น่ากลัว "นิสัย สันดานของเราต่างหาก ที่น่ากลัว"

แค่เราคิดเล่นๆ พระโคดม เมื่อครั้นยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงเห็น เทวทูต ทั้ง 4 คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เพียงครั้งเดียว ก็กลัวแล้ว ดิ้นรนหาทางหลุดพ้น แต่เราๆ ท่านๆ ยมทูตเดินจนขาลาก เห็นจนกลายเป็นด้านไปแล้ว "มนุษย์ทุกวันนี้จึงไม่กลัวกรรม และมีพฤติกรรมท้าทายกรรมอย่างที่เห็นๆ กันอยู่"

แม่ชีเมี้ยนจึงสอนสงฆ์ เพื่อเป็นสติว่า "อยู่ใต้ฟ้าอย่าท้าฝน เกิดเป็นคนอย่าท้ากรรม" เพราะคนที่ว่าแน่ในโลกนี้ คนไหนชนะโรคและชนะกรรมได้ บอกที

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แทนคุณ


หลังจากที่พลเอกบุญเลิศ นายกสมาคมมวยสมัครเล่น ได้พานักกีฬาชกมวยทุกคน มาเข้าคอร์สสมุนไพร จนทำให้นักกีฬา มีความสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะ มนัส บุญจำนงค์ ที่สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 14 กิโลกรัม ภายในสองสัปดาห์ และหายจากอาการปวดกล้ามเนื้อหลัง มาฟิตสมบูรณ์

สิ่งนี้ทำให้ความมั่นใจของทีมมวยซีเกมส์หนนี้มีสูงมาก ทีมมวยจึงคิดกันว่า จะแบ่งเงินรางวัลที่ได้ มาถวายหลวงพ่อนิพนธ์สักล้านบาท แต่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ไม่จำเป็น เพราะสิ่งที่ทำไปถือว่าทดแทนคุณแผ่นดินเกิด

แต่สิ่งที่อยากให้ทำ ถ้าประสพความสำเร็จ คือ ที่อินโดนีเซีย ประเทศที่จัดแข่งนั้น เป็นแหล่ง "กานพลู" ซึ่งต้องใช้เป็นจำนวนมาก และตอนนี้ ในประเทศไทย ได้ขึ้นราคาเป็น กิโลกรัมละ 650 บาท แถมยังหายาก เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ท่านจึงกล่าวว่า ถ้าเป็นไปได้ ให้จัดหากลับมา เพื่อเป็นตัวยาสมุนไพรให้แก่สมาชิก เพราะที่นั้นมีราคาค่อนข้างถูก และมีจำนวนมาก

ในอนาคต ผลของสมุนไพร คงได้อาละวาดบนพื้นผ้าใบ ให้ชาวไทยได้เห็น สิ่งดีมีค่าของแผ่นดิน แถมยังได้ชีวิตของเพื่อนคนไทยเป็นของแถมจากสังเวียนด้วย จึงอยากให้พวกเราคอยดู เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้มากยิ่งขึ้น และภูมิใจ ในความเป็นไทย สมุนไพรไทยกัน

ตามน้ำ


ในช่วงวิกฤตของมหาวาตภัยนี้ กลับเป็นช่องที่เปิดโอกาสให้สมาชิก ที่มีสุขภาพค่อนข้างแย่ได้มีโอกาสทอง คือ สามารถเข้ามาพำนักที่มูลนิธิไทยกรุณาได้ โดยอาศัยเหตุแห่งน้ำ เพราะมูลนิธิไทยกรุณา ได้ใช้โอกาสนี้ เพื่อช่่วยเหลือสมาชิกที่ถูกน้ำท่วม ให้มาใช้บริการพักแรม รอจนกระทั่งน้ำลด

ด้วยเหตุที่ยามปกติ สาธารณสุข จะไม่เปิดให้มูลนิธิรับคนป่วย เพื่อพำนักพักรักษา เพราะไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งสถานพยาบาล และได้แจ้งโทษแก่หลวงพ่อนิพนธ์ในการฝ่าฝืน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

ด้วยเหตุแห่งน้ำนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้อาศัยช่องนี้ เปิดให้แก่สมาชิก ที่มีอาการค่อนข้างหนัก หรือ หนักมาก เข้าพำนักอาศัย เพื่อลี้ภัยจากน้ำ และอาศัยช่้วงที่มาอยู่นี้ เพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ ถือเป็นคุณของน้ำ ที่ทำให้คนป่วยได้มีโอกาสอันดีนี้

ดังนั้น สมาชิกท่านใดที่มีความประสงค์จะมาพักเพื่อฟื้นฟู ก็สามารถติดต่อมูลนิธิฯ ได้ ทางมูลนิธิจะจัดที่พัก อาหาร สมุนไพร บริการฟรี ท่านแจ้งว่า สามารถรองรับได้ประมาณ ร้อยหรือสองร้อยท่าน

โอกาสอย่างนี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง เพราะทำให้ได้รับการฟื้นฟูที่ถูกต้อง อย่างเต็มที่ ท่านใดสนใจก็ลองติดต่อดู และหลังจากน้ำลดลงแล้ว โอกาสนี้ก็จะถูกปิดลงอีกครั้ง เพราะเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีข้ออ้างอันใดที่จะรับคนป่วยไว้ในมูลนิธิฯ

โอกาสมีไม่นาน ใครที่กำลังบ่นด่า มหาภัยนี้ แต่เรากลับขอบคุณที่ทำให้มีโอกาสอันดีนี้

จัดว่าเป็นศูนย์อพยพ ที่แถมการฟื้นฟูสุขภาพกาย และสุขภาพใจ แห่งเดียว

ก้างขวางคอ

ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=622128

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวเสมอ สำหรับอุปสรรคใหญ่ในการทานสมุนไพร คือ นิสัยสันดาน ของเราเอง

แม่ชีเมี้ยนได้ยกพุทธประวัติของพระพุทธเจ้ามาให้ หลวงพ่อนิพนธ์ได้พิจารณาว่า เมื่อครั้งที่พระโคดมสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงพิจารณา นิสัย สันดานของมนุษย์ และพิจารณาธรรมของท่าน แล้วเห็นว่า คงไม่มีมนุษย์ผู้ใดทำได้ เพราะธรรมของท่านแม้จะล้ำเลิศ แต่ทำได้ยาก ท่านจึงตัดสินใจ อดอาหาร เพื่อเข้านิพพานเลย

แต่ดินฟ้าอากาศ ได้มาให้สติกับพระโคดม ว่า ตัวท่านก็เป็นมนุษย์ ยังสามารถนำธรรมมาล้างกิเลสที่มีลงได้สำเร็จ มนุษย์ในโลก ก็ต้องมีผู้ที่ต้องการธรรมของท่าน และทำได้เช่นกัน และประการสำคัญ ถึงแม้ท่านจะสำเร็จสิ้นอาสวะแล้ว แต่ยังมิได้เอาธรรมไปหาบุญ เพื่อเป็นพาหะนำพาตนไปนิพพานเลย บุญที่จะพึงเกิด เพื่อเป็นพาหะไปนิพพาน ก็ต้องนำธรรมที่บรรลุ ไปสอนสรรพสัตว์ ให้ได้มรรคผลสิ้นอาสวะเช่นกัน จึงเกิดเป็นบุญ ฉะนั้นดินฟ้าอากาศ จึงให้สติแก่พระโคดมว่า "อุปมาท่านได้สูตรขนมครกที่อร่อย แต่ยังไม่ได้ทำ จะได้มรรคผลจากความอร่อยนั้นได้อย่างไร ต้องทำแล้วไปให้คนทาน จึงจะได้มรรคผลจากความอร่อยนั้น"

ด้วยเหตุแห่ง นิสัย สันดาน ของมนุษย์นี้เอง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยคนทั้งโลก พระพุทธเจ้า จึงต้องเลือกเฟ้น หาผู้ที่ฝึกได้ เพื่อมาลิ้มรสสูตรขนมครกท่าน จนชอบ และทำตาม

เมื่อสมุนไพร เป็นธรรมหมวดหนึ่งของพระพุทธเจ้า จึงปรากฎลักษณะเช่นเดียวกัน จะหวังผลจากผู้มาทาน เป็นผลสำเร็จทั้งหมดไม่ได้เลย คงมีแต่กลุ่มที่มาแล้ว เรียนรู้ และพิจารณาเห็นว่า คำตรัสที่ว่า "สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม" เป็นจริง มีเหตุมีผล แล้วทำตาม จึงเป็นกลุ่มคนที่ประสพความสำเร็จ ผู้ที่จะมาเอาตามนิสัย สันดานตน แล้วหวังผลคงเป็นไปได้ยาก

อยากให้เห็นตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมา ให้เห็นภาพ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าคนที่ขายของเอารัดเอาเปรียบเขาอยู่ตอนนี้ ของ 10 บาท ขาย 100 บาท อ้างด้วยเหตุน้ำท่วม ขูดรีดเขา เมื่อรวมกรรมที่ทำมา จากส่วนเกินที่รีดน้ำพัก น้ำแรง ของคนทุกข์มา จนกรรมอุบัติกลายเป็นโรคมะเร็ง คนเหล่านี้ เมื่อมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วทานสมุนไพร ท่านกล่าวว่า สมุนไพรจะช่่วยคนเหล่านั้น ได้โดยวิธีใด เป็นไปไม่ได้เลย

ท่านได้ยกตัวอย่างของคนไข้ ที่ประสพความล้มเหลว สองในหลากหลายที่ท่านเห็น มาให้ฟัง คนแรก เป็นพ่อเลี้ยงจากเชียงราย นอนห้อง ไอ ซี ยู ภรรยาทราบข่าว ก็มาขอหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านให้ลองทานสมุนไพรตามสาย สองสัปดาห์ต่อมา ออกจากห้อง ไอ ซี ยู และถัดมาอีกสองสัปดาห์ ก็กลับบ้านได้ ตราบจนทานสมุนไพรได้ประมาณครึ่งปี ก็แข็งแรงพอสมควร มาเรียนท่านว่า มีธุรกิจที่ลาว ต้องไปดู ท่านก็ไม่ว่าอะไร ปรากฎว่า สิ่งที่เขาพูด เป็นเรื่องเท็จ หลังจากนั้นสามเดือน อาการก็หวน พ่อเลี้ยงกลับไปนอนห้อง ไอ ซี ยู เหมือนเดิม ภรรยา มาสารภาพ และขออนุญาตทานสมุนไพรอีกครั้ง ท่านจึงกล่าวว่า คงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะฟื้นกลับมาอีกครั้ง

ท่านที่สอง เป็นพลตำรวจเอก มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกับพ่อเลี้ยง เมื่อฟื้นแล้วแข็งแรง มาขอลาไปทำธุระ ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน คนเหล่านี้โกหกหลวงพ่อนิพนธ์ได้ หลอกคนที่ช่วยชีวิตได้ สุดท้าย ด้วยนิสัย สันดาน อันนี้ที่กระทำกับผู้อื่นจนเคยชิน กลับมาทำร้ายตัวของพวกเขาเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ด้วยก้างขวางคอ อันนี้เองที่ทำให้ คนไม่ประสพผลสำเร็จ ดังนั้น ท่านจึงแนะนำว่าผู้ที่อยากจะประสพความสำเร็จ ก็ต้องทำสิ่งหนึ่ง คือ ทำนิสัยของพระพุทธเจ้า เพื่อข่มนิสัย สันดานเหล่านี้ ช่น เราจะไม่โกรธ วันละหนึ่งชั่วโมง เราจะไม่ด่าใคร วันละหนึ่งชั่วโมง เรามีนิสัย สันดาน อะไร ที่เป็นอุปสรรค ก็จุดธูป ถวายพระพุทธเจ้า ถวายแม่ชีเมี้ยน ไม่ทำสิ่งนั้น เริ่มจากวันละหนึ่งชั่วโมง ทำทุกวัน

เมื่อในอดีต เราทำกรรม จนมีมาตรฐาน กลายมาเป็น นิสัย สันดาน ติดตัวเรา เป็นก้างขวางคอเราในการประสพผลที่จะช่่วยตัวเรา เราก็นำธรรมของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติ ทำทุกวัน เริ่มจากวันละหนึ่งชัวโมง จนกลายเป็นมาตรฐาน เป็น นิสัยธรรม สันดานธรรม ติดตัวเรา เมื่อเราทำได้ ผลจากการนำธรรมมาปฏิบัติ เราได้ซึ่งอำนาจไปดลบันดาลในสิ่งที่เราปรารถนา

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวย้ำ และยืนยัน หนักแน่น ว่า ถ้าเราอยากได้ในสิ่งที่ปรารถนา "เราไปกราบพระพุทธเจ้า แล้วนำธรรมของท่านมาปฏิบัติ เมื่อทำได้ จะเกิดเป็นอำนาจ ดลบันดาลให้ได้ตามปรารถนา" ก็ด้วยอำนาจธรรมนี้ พระพุทธเจ้าท่านพาตัวท่านและสาวกไปนิพพานได้ ..... แล้วโรคจะเหลืออะไร ........

ดูตัวอย่างจาก เด็กวิศวะ ที่ติดเชื้อที่โลกบอกว่ารักษาไม่ได้ จนตัวกลายเป็นลายตุ๊กแก ทุกวันนี้ หายกลับไปรับปริญญา ตอนนี้แข็งแรกทำงานหนักได้ รับผิดชอบสวนสมุนไพรที่ศรีสวัสดิ์ แล้วยังไม่เชื่ออีกหรือว่า "ทำถูก ผลถูกย่อมเกิด แต่ถ้าไปเชื่อและทำในสิ่งที่ไม่มีตัวตน มนุษย์อุปโลกขึ้นมาเอง ว่า มี อันนั้นช่วยไม่ได้ และเมื่อ ทำผิด ผลผิดก็ต้องเกิดเฉกเช่นเดียวกัน"

หยุดเถิดท่านเจ้าขา " ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว " แน่ใจหรือ กำไรที่ได้มาจากคนทุกข์ จะให้สุขแก่ท่านได้

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รับมือกับภัยพิบัติ ด้วยสมุนไพรไทยๆ กันเถอะ

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้บอกเตือนเพื่อนสมาชิกให้เตรียมพร้อมรับมือ ภัยพิบัติที่จะตามมา หลังจากน้ำลด คือ ให้สมาชิก ขอยาตัด เพื่อใช้ทาบริเวณเท้าที่แตก หรือ หลังจากเท้าแช่น้ำเป็นเวลานาน และให้ทานยาเขียว เพื่อล้างระบบทางเดินอาหาร ทานยามะกรูดหรือที่เรียกยาไพร เพื่อกันการติดเชื้อ หรือ โรคที่มากับน้ำ รวมทั้งขอยาตา เพื่อกันโรคตา ท่านใดจะปฏิบัติ ก็ดำเนินการขอ สมุนไพรเหล่านี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ได้จัดเตรียมไว้แจกหลังน้ำลด

พยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ที่ทิ้งไว้ให้ แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ประการหนึ่ง คือ ภัยพิบัติอันเนื่องมาจากโรค ที่ฝังตัวอยู่ในดิน รอการฟัก เมื่อถึงเวลา ที่มีสภาวะที่เหมาะสม จะพุ่งขึ้นสู่อากาศ แพร่เชื้อกระจายไป หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวเตือนว่า ในไม่ช้าสิ่งนี้จะเกิด และเป็นบทพิสูจน์ว่า วิทยาการของมนุษย์ที่มีอยู่ จะไม่สามารถหยุดมหันตภัยนี้ได้ สิ่งนี้ จะทำให้มนุษย์ยอมรับในสมุนไพร  ดังนั้น สมาชิกที่ทานสมุนไพรในวันนี้ เท่ากับเป็นการสร้างภูมิต้านทานในการต่อสู้ เมื่อถึงวันพยากรณ์นั้น จะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นพลังของสมุนไพร ให้เป็นที่ประจักษ์ วันนั้น เป็นวันที่แม่ชีเมี้ยน เรียกว่า วันที่ "ผู้ดีเดินตรอก ขี้คลอกเดินถนน" อันหมายถึง บุคคลที่ชอบความสบาย ในการรักษาตน ไม่ยอมต่อสู้กับความลำบาก ในการทานสมุนไพร และปฏิบัติตามธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขมนิดก็ไม่ได้ เผ็ดร้อนก็ไม่เอา ดุจดังผู้ที่กระทบอะไรไม่ได้เลย จะต้องหลบลี้อยู่ในห้อง ไม่สามารถเดินไปไหนได้ เพราะกลัวติดเชื้อ จะมีก็แต่คนที่อดทน ต่อสู้ ยืนหยัด ในการทานสมุนไพร และทำตามคำสอน ที่สามารถเดินได้อย่างสง่า ผ่าเผย ไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องกลัว การติดเชื้อใดๆ การต่อสู้ของคนเหล่านี้ ดุจดั่งคนจนที่สู้อดทน ต่อความยากลำบาก เราได้ยินท่านเริ่มพูดเรื่องนี้ ซ้ำ บ่อยๆ ก็คิดเอาเองว่า มันคงใกล้ถึงวันพยากรณ์แล้วนั่นเอง จึงขอบอกเล่า ให้สมาชิกที่มาทานสมุนไพร ในวันนี้ มีน้ำอดน้ำทน ยอมทุกข์วันนี้ เพื่อสุขวันหน้า ดั่งที่ท่านสอน กันเถิด

เราเชื่อมั่นว่า ศรัทธา ที่มีต่อ พระพุทธเจ้า แม่ชีเมี้ยน และหลวงพ่อพนธ์ จะเป็นหลักประกันของชีวิตที่ดี ดั่งครั้งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อถูกทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ ในขณะที่แม่ชีเมี้ยน พักยังบ้านที่ตรอกไผ่สิงห์โต คลองเตย ชาวบ้านย่านนั้น ไม่เคยคิดที่จะไปหลบยังหลุมหลบภัยเลย กลับพากันมาหลบยังใต้ถุนบ้านแม่ชีเมี้ยนกันหมด บอกกล่าวให้เป็นทางเลือก แม้ว่าคนส่วนใหญ่ จะยังศรัทธา ในวิทยาการของมนุษย์สมัยนี้ก็ตาม

สถานที่แรกคือ หนองแก้ว ลพบุรี อันเป็นบ้านเกิดของแม่ชีเมี้ยน สถานที่ที่สองคือ วัดสุวรรณเจดีย์ อยุธยา อันเป็นวัดที่เจ้าอาวาส มีความเกื้อกูล ในการรับอุปสมบทคนไข้ ไม่ว่ายาเสพติด คนไม่สมประกอบ คนเป็นโรค ให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ ซึ่งเป็นวัดเดียวที่ทำให้ และยืนหยัดมาตั้งแต่ปี 30 ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ได้เริ่มก่อตั้งสำนักสงฆ์ในหลักของแม่ชีเมี้ยน มาจนทุกวันนี้ ซึ่งถูกน้ำท่วมอยู่ในขณะนี้

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

พงศาวดารคลาสสิก


ผู้คนมักถามว่า โรคนี้รักษาได้ไหม โรคนั้นรักษาได้ไหม ทำไมจึงทานสมุนไพรเหมือนกัน ทุกโรคเลย หรือ แม้แต่ในอดึต มีนายหหารท่านหนึ่ง จบบัญชี จากธรรมศาสตร์ ได้มาช่วยงานที่ถ้ำกระบอก กับหลวงพ่อนิพนธ์ ได้ถามท่านว่า ตัวเขาเองอยากจะเกษียณในตำแหน่งสูงสุด คือ พลเอก แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้จบทางนายร้อยมา ถึงแม้จะก้าวหน้าในการงานอย่างรวดเร็ว จนติดยศพลโท และยังมีเวลาอีกหลายปี คำถามเหล่านี้ มักจะระดมมาเสมอ เมื่อมาพบหลวงพ่อนิพนธ์

คำตอบที่ได้รับจากการนำคำถามนี้ เมื่อนำไปถามแม่ชีเมี้ยน ท่านตรัสว่า เมื่อเจอศาสนาที่แท้จริง จะได้สัมผัสอำนาจ บุญญาธิการที่แท้จริง อยากได้สิ่งไร ไม่ใช่ขอ แต่ให้นำธรรมไปปฏิบัติ เมื่อทำได้ มรรคผลที่เกิด ก็จะเป็นไปตามขอ

เมื่อมนุษย์ไม่รู้เรื่องศาสนา ก็บอกว่า พระเจ้าแกล้ง ทำไมจึงเกิดมาเช่นนี้ ทั้งที่ในความจริงแล้ว "ตัวเองนั่นแหละ เป็นผู้เขียนพรหมลิขิตของตัว ในชาติหน้า" ฉะนั้น ใครที่กล่าวว่า "เราเลือกเกิดไม่ได้" ผู้นั้น คือ ผู้ที่ไม่รู้เรื่องศาสนา

นายพลท่านนั้น จึงใช้ความอุตสาหะ ช่วยเหลือกิจการของถ้ำกระบอก ช่วยคนเจ็บคนป่วย จนในที่สุด ท่านก็เป็น นายพลเอก คนเดียว แห่งกองทัพไทย ที่มาจาก นักบัญชี ตราบเท่าทุกวันนี้

ย้อนไปในพงศาวดารของยุค พระโคดม มีบุคคลสองท่าน ที่ทิ้งพงศาวดารไว้ให้เราได้เป็น กรณีศึกษา ในบุญญาธิการของศาสนา ท่านแรก คือ ท่านองคุลีมาร เป็นตัวอย่างที่ชี้ชัด ว่าพระไตรปิฎกพราหมณ์มันเขียน ได้อย่างชัดเจน ว่า พระพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญเพียร กี่ชาติ เพราะตัวท่านองคุลีมารเอง ทำบาปมหันต์ ฆ่าคนนับพัน ซึ่งเป็นบาปหนัก แต่เมื่อพบพระพุทธศาสนา ก็สามารถไปนิพพานได้ในชาติเดียว จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า ขอเพียงมีพระพุทธเจ้า เมื่อได้พบก็สามารถสำเร็จได้ในชาติเดียว ไม่ว่าอดคีตจะเป็นอย่างไร ขอให้เชื่อ ศรัทธา แล้วทำตาม จบในชาติเดียว ไม่ต้องสั่งสมอะไรหรอก คนโบราณ จึง อธิฐาน ก่อนตายเสมอ ว่า ขอให้ได้เกิดในแผ่นดินพระพุทธศาสนา

จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ชัดว่า เมื่อทุกคนเป็นไปตามกรรม มีเหตุอันเดียวกัน "ธรรมชนะกรรม" เราจึงได้ยินหลวงพ่อนิพนธ์พูดเสมอๆ ว่า ไม่สนว่าจะเป็นโรคอะไร ขอเพียงเรียนรู้ ยืนหยัดในการทานสมุนไพร และนำธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ไปปฏิบัติ ย่อมประสพผล และถ้าเทียบกรรมกันแล้ว การหายโรค กับการสิ้นอาสวะ ไปนิพพาน ห่างไกลกันยิ่งนัก ดังนั้น งานของการหายโรค จึงอยู่ในวิสัยที่ทุกคนทำได้อย่างแน่นอน ทางสายนี้ ทุกคนจึงมีสิทธิ์ เดินได้ แต่จะได้หรือไม่ ตัวผู้ทำเองเป็นตัวตัดสิน

และตัวอย่างที่ทำตรงกันข้ามกันกับท่านองคุลีมาร คือ ท่านเทวทัต สิ่งที่เหมือนกัน ของทั้งสองท่านคือ อยู่ใกล้พระพุทธเจ้า หรือพูดง่ายๆ ว่ามีพระพุทธ แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ท่านองคุลีมาร มีธรรมของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติเป็นวินัย แต่ท่านเทวทัต สร้างวินัยข้อปฏิบัติของตนเอง ผลที่ปรากฎก็เป็นไปตามที่เราเรียนรู้ แต่สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ชีให้เห็น คือ อำนาจ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การมีพระพุทธเจ้า แต่เป็นการมีธรรมของพระพุทธเจ้าต่างหาก ดั่งเช่นคนทั้งสองนี้ มีพระพุทธเหมือนกัน แต่คนหนึ่งมีพระธรรมของพระพุทธเจ้า อีกคนหนึ่งไม่ ท่านองคุลีมาร ที่มีบาปกรรมมาก กลับไปนิพพาน ท่านเทวทัต กลับถูกธรณีสูบ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า มนุษย์สมัยนี้ มีแต่พระพุทธ ขอพรจากพระพุทธ สร้างพระพุทธกันเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วอ้างตนมีพระพุทธศาสนาประจำใจ ประจำชาติ แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น พรที่ทุกคนอยากได้ เมื่อมาถึงพระพุทธเจ้า ท่านจะตรัสว่า "อาตมามีธรรม สิ่งที่อยากได้ ให้นำธรรมของท่านไปปฏิบัติ ถ้าทำได้ ก็จะได้พร" ก็ด้วยเหตุ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ถืออำนาจธรรม ธรรมที่ท่านให้ แล้วเราท่านนำมาปฏิบัติ เมื่อทำได้ จะเกิดเป็นอำนาจ ดลให้ได้ตามที่ขอ

ก็หากเราท่าน มีแต่พระพุทธ มุ่งขอพรพระพุทธ เขาทำกันอย่างนี้ทั่วโลก ไม่มีใครประสพผล อยากได้พร ก็ต้องมีพระธรรมของท่าน นำมาปฏิบัติ แม้จะมีกรรมมากสักฉันใด ก็มีวันหมด พรที่ปรารถนาย่อมสำเร็จ ดั่งเช่น ท่านองคุลีมาร ที่ได้กระทำตนเป็นพงศาวดารให้เราเห็น

แล้วแค่โรค จะเหลืออะไร เมื่อมาเจอธรรมของพระพุทธเจ้า และสมุนไพร ไม่ต้องสนว่าเป็นโรคอะไร คือคำตอบ สนแต่ว่า เราจะเอาธรรมของท่าน มาปฏิบัติได้หรือไม่ ให้สุขแก่เขาสุขนั้นถึงตัว หรือ จะทำอย่างคนไทยบางคนตอนนี้ เขาเดือดร้อนจากภัยพิบัติ คนแห่แหนมาพักเมืองกาญจน์ ห้องพักเดิม ราคา เดือนละ 2500 บาท ก็ขื้นเป็น 8000 บาท น้ำแพคละ 60 บาท ก็ขาย 300 บาท ไอ้โน่นขึ้น ไอ้นี่ขึ้น พฤติกรรมอย่างนี้ ให้ทุกข์หรือให้สุข แก่เพื่อนมนุษย์ ในยามนี้ หาบุญได้ง่ายยิ่ง เพราะคนทุกข์เกลื่อน กับเดินสวนทางไปเพิ่มทุกข์ให้เขาเหล่านั้นอีก ลองคิดดูว่า เราท่านกำลังเดินตามใคร ท่านองคุลีมาร หรือ เทวทัต กันแน่

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บุญญาธิการของศาสนา


สิ่งหนึ่งที่เราได้ยินได้ฟัง ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ ก็คือ เราไม่ได้มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว ในศาสนาพุทธ ดังนั้น สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้มนุษย์รับรู้ รับทราบ ที่พระพุทธเจ้าตรัสทิ้งไว้ คือ จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ มาอุบัติต่อพระพุทธศาสนาของท่าน

แม่ชีเมี้ยน ได้ย้อนยุคของพระพุทธเจ้า มาให้เราฟัง ลำดับกันมา ใน ๔ พระองค์หลังสุด คือ พระกุสันโธ พระโคนาคม พระกัสปะ พระโคดม และตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุกยุค มีอายุ ๒๕๐๐ ปี เมื่อครบแล้วจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาอุบัติ เพื่อต่อพระพุทธศาสนา

ท่านจึงยืนยันว่า และพยากรณ์ก่อนลาสังขาร แก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า ในอีกไม่กี่ปีนี้ จะต้องมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นอย่างแน่นอน

ในพยากรณ์ของท่าน ยังได้กล่าวถึงภัยพิบัติที่จะบังเกิดขึ้นแก่โลกว่า เหตุมาจากมนุษย์ขาดศาสนามานาน ทำให้กรรมเฟื่องฟู จนผลกรรม กลายเป็น "กรรมสามัคคี"

ด้วยกรรมอันนี้ จะบีบให้มนุษย์ถึงทางตัน เพราะสิ่งที่มี สิ่งที่เชื่อ ไม่สามารถช่วยป้องกันภัยเหล่านี้ได้เลย เทคโนโลยีที่ทันสมัย ความแข็งแกร่งทางวัตถุ เมื่อถูกธรรมชาติลงโทษ จะอ่อนยุ่ย เหล็กที่ว่าหนา แข็งแกร่ง ถูกฉีกราวกระดาษ โรคภัยจะระบาดฟุ้งไปในอากาศ สภาวะเช่นนี้ จะทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนหา ศาสนาที่แท้จริง ที่สามารถปกป้องภัยได้ ไม่ใช่ ศาสนาที่มนุษย์สร้าง หรือ วัตถุที่มนุษย์สร้าง ภัยนี้จะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า อะไรคือที่พึ่งของมนุษย์ที่แท้จริง

เมื่อมีผู้ทำตนจนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยอำนาจธรรมของท่าน และบุญญาบารมีของท่าน จะทำให้ภัยพิบัติหายไป ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะชอบหรือไม่ชอบพระพุทธศาสนา ก็ต้องยอมรับในอำนาจธรรมของท่าน เพราะประจักษ์ในสิ่งนี้เอง

เมื่อนั้น คนจะหันมาทำความดีตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รับธรรมมาปฏิบัติมากบ้างน้อยบ้าง ตามความปรารถนาของตน แต่ผู้ที่จะเดินตามท่าน แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ก็มีไม่มากนัก ดังเช่นในอดีต คนที่ปรารถนาจนถึง นิพพานสมบัติ ก็แค่ แปดหมื่นกว่าคน เท่านั้นเอง

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงทราบดีในเรื่องนี้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนทั้งโลกไปนิพพาน ท่านจึงต้องเฟ้นหาบุคคลที่สามารถฝึกได้เท่านั้น ที่เหลือ ก็รับธรรมบางหมวด บางตอน ไปปฏิบติ เพื่อความสงบสุข ร่มเย็นของเขา เท่านั้น

ดังนั้น จึงเกิดภาวะที่ กลุ่มคนต่างๆ ในโลก ส่งตัวแทนไปรับธรรมของท่าน เพื่อกลับมาให้หมู่ของตนปฏิบัติ แม่ชีเมี้้ยนจึงตรัสว่า ศาสนาพุทธ คือ รากเหง้า ของทุกศาสนาในโลกนี้ นั่นเอง

แลด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า ตัวท่านไม่ใช่ต้นแห่งอำนาจ บุญบารมี แต่หากเป็น พระธรรมคำสั่งสอนต่างหากที่เป็นต้นแห่งอำนาจ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวย้ำทุกครั้งว่า แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงไม่สร้างวัตถุ แต่เน้นสร้างคน โดยท่านมีหน้าที่สอนธรรม ให้คนนำไปปฏิบัติ

เราจึงไม่เห็นโบราณสถาน วัตถุใดๆ ทิ้งไว้เลย สิ่งที่พระพุทธเจ้าสร้าง จึงมีเพียงอย่างเดียวคือ "โรงทาน" เพราะเมื่อมีพระพุทธเจ้า จะมีคนทุกข์แห่แหนกันมาพึ่งพิง และธรรมหมวดหนึ่งที่ท่านสอนคือ "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว" การหาบุญ ต้องหากับคนทุกข์ ดังนั้น โรงทานจึงเป็นสถานที่เพื่อทำบุญแก่คนทุกข์ที่มาพึ่งพิงพระพุทธเจ้า นั่นเอง

แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสว่า "เอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา คือแหล่งรวมคนทุกข์ และด้วยบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า ที่ทรงเมตตา จะทรงแสดงธรรม และให้คนนำไปปฏิบัติ เพื่อพ้นทุกข์ ศาสนาของพระพุทธเจ้า จึงเป็น "ศาสนาทำ" และไม่สามารถหลีกลี้หนีจากคนได้เลย ก็ด้วยเหตุ "คนทุกข์ นั่นแหละคือแหล่งบุญ ของเรา"

เมื่อพระพุทธเจ้าสอนคนให้พ้นทุกข์ เป็นพระอรหันต์ ท่านจึงนำบุญนั้น เป็นพาหะไปนิพพาน

ในอดีต เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ยังอยู่ในเพศบรรพชิต มีความคิด ที่จะนั่งกรรมฐาน ในยุคนั้น เรียก นั่งธูป บำเพ็ญเพียร เพื่อสำเร็จมรรคผล แม่ชีเมี้ยนจึงให้สติว่า ในยุคของพระโคดม มีคนเหล่านี้เต็มอินเดีย นั่งปลีกวิเวก ไม่สนใจใคร และบางคน เคร่งกว่าพระโคดมเสียอีก ทานแต่ผลไม้ ในขณะที่พระโคดม ทานวันละมื้อ ปนคาวหวาน ผลที่ปรากฎ ไม่เห็นคนเหล่านั้น สำเร็จแม้แต่คนเดียว ด้วยสติอันนี้ ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ มักเล่าให้ฟังพร้อมหัวเราะเสมอว่า "เราจึงมีมานะอดทนทำสมุนไพร และไม่เลยมนุษย์" เฉกเช่นพระโคดม ที่ต้องหันกลับมาทานโภชนาอาหาร แม้สาวกปัญจวัตคีย์จะเข้าใจผิด ก็เพราะ "การหาบุญ ต้องทำกับมนุษย์ และสัตว์ โดยใช้ธรรมที่ท่านตรัสรู้เป็นเครื่องมือนั่่นเอง"

ไม่ว่าจะอุปโลกสักฉันใด ว่าสิ่งนั้นศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์ มีบุญญาธิการ สักฉันใด ภัยพิบัตินี้แหละ จะเป็นเครื่องชี้วัดว่า สิ่งเรายึดถือ มีจริง ปกป้องเราได้ หรือไม่

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า "ธรรมของพระพุทธเจ้า มีอำนาจจริง เป็นของจริง ผู้ที่่อยากสัมผัสบุญญาธิการของศาสนา มีเพียงวิธีเดียว คือ เรียนรู้ และนำธรรมของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ เมื่อทำได้ แม้เราไม่เคยเห็น แต่ก็สัมผัสได้ เพราะ เราจะพ้นจากภัยพิบัตินั้นๆ ได้"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า หน้าที่ของท่าน นอกจากนำสมุนไพรมาให้ ยังต้องนำธรรมบางหมวด มาให้เราท่านปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพูดสอน และบังคับให้สวดมนต์ เพื่อให้เราได้สัมผัส บุญญาธิการของศาสนา อุปมา ตอนนี้เราพบน้ำท่วม ของคนกรุงเทพ แต่คนที่มากำลังพบภัยพิบัติ คือ "โรคท่วม" สองสิ่งนี้ไม่ต่างกันเลย

ความคิดมนุษย์แก้ภัยพิบัติไม่ได้อย่างแน่นอน สิ่งเดียวที่จะทำให้เราท่านพ้นภัยพิบัติได้ คือ บุญญาธิการของศาสนา อันเกิดจากน้อมนำธรรมของพระพุทธเจ้ามาปฎิบัติ

แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสว่า ถ้ามนุษย์หันมาเชื่อพระพุทธเจ้า แล้วนำธรรมมาปฏิบัติเพื่อปกป้อง มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เรียกสิ่งนี้ว่า "ธรรมสามัคคี" ซึ่งจะเป็นคู่ต่อสู้กับ "กรรมสามัคคี" ได้อย่างแน่นอน และเมื่อนั้น เราท่านจะได้เห็น ฝน ฟ้า ตกต้องตามฤดูกาล อีกครั้ง

อย่าโทษโน่นโทษนี่เลย ภัยอันนี้เกิดจากการกระทำของพวกเรา เพราะเราขาดศาสนามานานสองพันกว่าปี เราจึงเดินทางผิด ผลผิดจึงเกิด ยิ่งเห็นคนที่จะคิดสู้กับภัยพิบัตินี้ ด้วยความคิดของมนุษย์ ยิ่งเห็นความหายนะ

รักษาตัว ทำตัว รอพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ แล้วดูบุญญาธิการของศาสนา กันเถอะ


จะรอบุญญาธิการของ "ศาสนาขอ" หรือ จะใช้ ธรรมของพระพุทธเจ้า ตาม "ศาสนาทำ" เพื่อให้ได้สัมผัสบุญญาธิการ ก็เลือกเอา ผลที่ได้ ท่านจึงบอกว่า "วัดกันที่วันตาย" จะเสียดายอย่างเดียว ดั่งที่แม่ชีเมี้ยนตรัสไว้ คือ "ตายแล้วกลับมาบอกลูกหลานไม่ได้แล้ว ว่า ..... อย่าทำชั่ว ....... "

ความจริงอันนี้ เราจึงขอท้า นักวิทยาศาสตร์ทุกท่าน สำรวจได้ว่า ในยุคที่มีพระพุทธเจ้า และหลังจากนั้นสองร้อยปี มีภัยพิบัติอันใดเกิดบนโลกใบนี้บ้าง นั่นแหละคือ "บุญญาธิการของศาสนา ที่ประทับรอยไว้ในโลกใบนี้"

เปรียบมวย


หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวย้ำเสมอ ว่าการจะประสพความสำเร็จ หาใช่มาจากการทานสมุนไพร ตามเสียงลือเสียงเล่าเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญกว่า คือการเรียนรู้

สิ่งที่เราต้องเรียนรู้คืออะไร หลวงพ่อนิพนธ์มักจะกล่าวว่า เฉกเช่นตำราพิชัยสงคราม เราต้องเรียนรู้เขารู้เรา เมื่อเรารู้ทั้งเขาและเราแล้ว โอกาสจะประสพผลย่อมมีสูง ดังนั้น สิ่งที่สอน จึงทำให้เรารู้ที่มาของโรค อะไรเป็นตัวก่อเกิดหรือสาเหตุหลัก ซึ่งไม่ใช่แค่เชื้อโรค ดังเช่นวงการแพทย์กล่าวกัน ความรู้อย่างนั้น มันตื้นเกินไป และ สิ่งใดคือคู่ต่อสู้ หรือ เครื่องมือ ที่จะใช้ในการต่อสู้ ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยอะรคือตัวชี้ผลแพ้ชนะในการต่อสู้

ก่อนอื่น สิ่งแรกที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้เรานำไปไตร่ตรอง คือ บุคคลใดที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก และได้รับการยอมรับ เมื่อมองไปในโลกนี้ ย่อมจะมีบุคคลเดียว คือ" พระพุทธเจ้า" นั่นเอง ถ้าเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ท่านตรัสย่อมต้องเป็นความจริงของโลกอย่างแน่นอน จึงทำให้เราต้องเชื่อว่า "โรคเกิดจากกรรม"

นั่นคือเรารู้ต้นเหตุที่มาของโรคแล้ว ไม่ว่าจะแปลงร่างมาในรูปแบบใด มะเร็ง เบาหวาน ไตวาย หัวใจ ร้อยแบบพันอย่าง ก็ล้วนแล้วมาจากกรรมทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นเอง

แม่ชีเมี้ยนจึงถ่ายทอดมาให้เราว่า พระพุทธเจ้าท่านวินิจฉัยแล้วว่า "โรคคือตัวตนหรือเรียกรูปกรรม มีวิญญาณคือกรรม ที่เป็นตัวกำหนด นั่นเอง"

ด้วยเหตุนี้ แม่ชีเมี้ยนจึงยืนยันว่า " ไม่มีใคร อะไร หรือสิ่งไร ที่มนุษย์สร้าง จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์ต้องเป็นไปตามกรรม" อันหมายความว่า มนุษย์อยู่ใต้กรรม ก็แล้วถ้า สิ่งที่มนุษย์คิด สร้าง สามารถแก้โรคได้ ก็แสดงว่า แก้กรรมได้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส ก็เป็นเท็จ

แม่ชีเมี้ยน ได้บอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่า "ลูกลองเอาวิธีของพระพุทธเจ้าไปใช้ เอาความคิด คำสอน ธรรมของท่านไปให้คนปฏิบัติ อำนาจธรรมของพระพุทธเจ้ามีจริง ผู้ทำได้ย่อมประสพผล อย่าเอาความคิดของตนเอง หรือของใครไปใช้โดยเด็ดขาด"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงบอกว่า เราจึงได้คู่มวยที่เปรียบเทียบกันแล้ว คู่คี่สูสี คือ "โรคเป็นรูปกรรม วิญญาณของโรคคือ กรรม ใช้กิเลสเป็นตัวสร้างพลัง" เปรียบกับ มวยของพระพุทธเจ้า คือ "สมุนไพร เป็นรูปธรรม วิญญาณของสมุนไพร คือ ธรรม ใช้วินัยปฏิบัติของท่านเป็นตัวสร้างพลัง"

มวยคู่นี้สูสี แต่เมื่อเปรียบเทียบความเก๋า แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า เทียบกันแล้ว "กรรมเป็นพี่ ธรรมเป็นน้อง" กรรมเขาเก๋ากว่า ชั้นเชิงสูง เพราะมาก่อน และแนบแน่นกับมนุษย์ ส่วนธรรม มาทีหลัง ย่อมเสียเปรียบบ้าง และที่เป็นข้อเสียเปรียบคือ "มนุษย์ไม่เห็นบุญ" ธรรมจึงต้องใช้ตัวช่วยคือ "สติ และ ปัญญา" เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณา ให้เห็นและเชื่อในบุญที่มองไม่เห็น ว่ามีจริง

เมื่อรู้เขา รู้เราแล้ว เปรียบกันแล้ว ท่านบอกว่า โดยธรรมชาติแล้ว "ธรรมชนะกรรม" ดังนั้น ถ้าชกกันแล้ว ผลก็จะเห็นได้ชัด ถ้าการชกนี้เป็นไปอย่างยุติธรรม ใครจะเป็นผู้ชนะ แต่ผลกลับกลายอยู่ที่กรรมการ ว่าจะเอนเอียงไปทางใด

กรรมการก็คือ วิญญาณของเจ้าของกายนั้นๆ เขาจะเอนเอียงไปทางด้านใด ถ้าไม่ศึกษาอะไรเลย มาทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว นั่นย่อมมีใจเอนเอียงไปทางกิเลส เสียแล้ว ย่อมถูกชักชวนให้โกงได้อย่างง่ายดาย เพราะธรรมถูกจับมัดมือมัดเท้าเสียแล้ว แต่หากวิญญาณได้รับการเรียนรู้ และปฏิบัติ ย่อมหมายถึง เอนเอียงมาทางธรรม การต่อสู้ก็จะยุติธรรม เพราะธรรมสามารถออกหมัดเท้าได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

ด้วยความที่กรรมเขาเป็นพี่ หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า เขาจะมีพลังที่กล้าแข็ง ดังนั้นเจ้าของวิญญาณ คือเราท่าน ต้องไม่เสริมพลังให้แก่กรรมนั้นอีก และต้องเสริมพลังให้ธรรม โดยการปฏิบัติตามธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง ด้วยความเป็นน้อง การปฏิบัติก็เพิ่งเรียนและเริ่มต้น ผลในการชกยกแรกๆ จึงเห็นได้ชัดว่า ต้องถูกชกจนอ่วมอย่างแน่นอน แต่ก็มีกำลังยืนหยัดได้

ท่านจึงมักบอกว่า เมื่ออาการออก ในการถูกชกยกแรกๆ ดังนั้น ถ้าขาดการเรียนรู้ แม้ร่างกายจะทนไหว แต่ก็เกิดโรคแทรกเสียแล้ว คือ "โรคปอดแหก"  ทำให้ทิ้งตัว แพ้ไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่จริงแล้ว หมัดเหล่านั้น น็อคเขาไม่ได้หรอก แต่ด้วยความกลัวจนขึ้ขึ้นสมอง ทำให้โยนผ้าขาว เมื่อกรรมการเอนไปทางกรรม นั่นทำให้หยุดทาน หยุดปฏิบัติ ก็ดุจดัง มัดมือมัดเท้าธรรมเสียแล้ว ผลจึงปรากฏแน่ว่าแพ้

ก็หากเจอคนใจเด็ด และเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า เรียกว่า "ตัวเล็กใจใหญ่"  ก็จะทนยืนหยัด ทานสมุนไพร และปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เท่ากับว่า กรรมการไม่ให้น้ำเลี้ยง หรือ พลังแก่กรรม แต่ให้ น้ำเลี้ยง หรือ พลัง ธรรม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกรรมอาละวาด จนเราท่านเมาหมัด ล้มแล้วล้มอีก สักเท่าใด ย่อมหมายถึง พลังกรรมยิ่งลดลงมากยิ่งขึ้น

และเมื่อพลังธรรมมากพอ การโต้กลับจากการเมาหมัด หรือ ที่เราท่านมักเรียกว่า "ลงแดง" ก็จะปรากฎชัด อาการเมาหมัดจะลดลง นั่นคือ ปวดน้อยลง ทรมานน้อยลง หมัดของกรรมก็เบา แม้ชกมาอีก ก็ไม่ทำให้เรามีอาการได้ เมื่อกรรมการ ไม่มัดมือมัดเท้าธรรม ผลที่ปรากฎย่อมเด่นชัด "เราท่านจะเป็นผู้ที่ได้รับการยกมือ ในการชกครั้งนี้อย่างแน่นอน"

ก็ด้วยผลของการชกของมวยคู่นี้ ขึ้นกับกรรมการจะเลือก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ใครก็ช่วยไม่ได้ ทำให้ไม่ได้ สิงที่ช่วยก็คือ เอาธรรมมาสอนให้พิจารณา แล้วนำไปปฏิบัติ เพื่อให้วิญญาณของสมุนไพร ไม่ถูกมัดมือมัดเท้า มีฤทธิ์สามารถต่้อสู้กับกรรมได้"

มหาอำนาจ คือ อำนาจกรรม เขามีฤทธิ์แล้ว เพราะเราท่านทำมาแล้ว สำเร็จแล้ว ถ้าเรายังทำเหมือนเดิมอีก ก็คือเพื่อฤทธิ์ให้แก่เขา อำนาจธรรม เขายังไม่มีฤทธิ์ สิ่งที่เราเชื่อ ปฏิบัติ ไม่มีมีจริง จึงไม่มีฤทธิ์ช่วยเราไม่ได้ เมื่อเรามาเจอพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เราได้เรียนรู้ และนำมาปฏิบัติ เราจะได้สัมผัส บุญญาธิการของศาสนา ได้สัมผัส อำนาจธรรม ของพระพุทธเจ้า ว่ามีจริง และมีฤทธิ์ที่จะสู้กรรมได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อเรายังไม่เคยทำ เขาจึงเป็นน้อง

อำนาจธรรม เขาจะมีฤทธิ์ ก็ต้องอาศัย อำนาจของวิญญาณ ที่ผ่านการเรียนรู้ในเรื่องของศาสนา และนำมาปฏิบัติ อันเป็นหนทางเดียวที่จะประสพผลในการชกนี้

เมื่อเปรียบมวยดูแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูดเสมอว่า "ตัวท่านผู้ทาน คือผู้ตัดสินผลแพ้ชนะ"

ด้วยความรู้เหล่านี้ ย่อมเห็นถึงความเมตตาของแม่ชีเมี้ยน และหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ได้ถ่ายทอด ปัญญาของพระพุทธเจ้า มาให้เรา ไม่ต้องหลงทาง และมีโอกาสได้สัมผัส "มนุษย์สมบัติ" ของพระพุทธศาสนา และได้เห็นและสัมผัส อำนาจธรรมของพระพุทธเจ้า ว่ามีจริง และทำได้จริง

เราจึงอยากจะบอกว่า ไม่สนับสนุนก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำลายเลย เราสูญเสียถ้ำกระบอกไปแล้ว เหลือแผ่นดินนี้ไว้เป็นที่พึ่งของคนที่ชอบ ใครไม่ชอบ ก็ไปในทางที่ท่านชอบเถิด เราเป็นคนหนึ่งที่ขอเลือกเดินตามรอยของพระพุทธเจ่้า ที่แม่ชีเมี้ยน และหลวงพ่อนิพนธ ได้ขีดเส้นเป็นแนวไว้ให้

ผู้ที่จะประสพผล เราจึงไม่แปลกใจที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่่าวย้ำว่า "ไม่สนอดีต แต่วันนี้ ท่านต้องเป็นคนดี มีธรรมของพระพุทธเจ้ามาประจำใจ" ใครว่าแจ๋ว ว่าแน่ จะมาหลอกทาน โดยไม่ทำ ท่านจึงบอกว่า "เขาเหล่านั้นอาจจะหลอกท่านได้ แต่หลอกสมุนไพรไม่ได้ เพราะเขามีวิญญาณนั่นเอง"

ก็ด้วยเหตุที่สมุนไพรมีวิญญาณ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า เขาจึงรู้ว่า ต้องทำสิ่งไรก่อนหลัง ป้องกันอวัยวะส่วนใดก่อน ฟื้นฟูส่วนใดก่อน อันเป็นเหตุผลว่า ถ้าไม่ใช่เพราะถึงพรหมลิขิต โรคย่อมไม่สามารถทำให้ผู้ทานถึงตายได้อย่างแน่นอน เพราะเขาทันกัน และอำนาจธรรมเหนือกว่ากรรม นั่นเอง

อยากประสพผล ต้องเรียนรู้สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน แล้วนำมาปฏิบัติ แล้วเราจะรู้ว่า ทุกวันนี้ พราหมณ์ มันเขียนพระไตรปิฏก เพราะสิ่งนั้นสอนให้เราขอพรจากพระพุทธ ซึ่งสวนทางกับพระพุทธเจ้า ที่สอนให้เรา เอาธรรมไปปฎิบัติ เพราะอำนาจของพุทธศาสนา อยู่ที่พระธรรม เมื่อทำแล้วจะได้พร

ความคิดมนุษย์ ย่อมแสดงให้เห็นถึงศาสนาขอ แต่ศาสนาของพระพุทธ คือ "ศาสนาทำ" ไม่ได้มาลบล้างความคิด แต่นำคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอดมา มาให้พิจารณา .... และพิจารณาให้เห็นความจริง...

ยาสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ รักษาชีวิต ปรียานุช ปานประดับ

รายการ "รู้จริงปะ ช็อกอะเดะ" เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา ได้สัมภาษณ์ดารา นักแสดงชื่อดัง คุณปรียานุช ปานประดับ เกี่ยวกับโรคร้ายที่เธอ "เคย" เป็น และนำชมยาสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ ที่คุณปรียานุช  ใช้ดื่มและทานเพื่อปรับภูมิในร่างกาย จนวันนี้ร่างกายของเธอกลับมาแข็งแรงขึ้น และสามารถต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ที่เคยรุมเร้าเธอในอดีตได้

ในรายการเราจะได้เห็น ยาเขียว ยาเหลือง ยาพริกไทยกระเทียม ยามะนาว ที่เป็นยาสมุนไพรสูตรแม่ชีเมี้ยน ที่คนไข้ของมูลนิธิไทยกรุณาทานกัน ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร และสมุนไพรเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายของเราสร้างภูมิต่อสู้กับโรคต่างๆ ได้อย่างไร

หนังสือ "เมื่อเวรกรรมไล่ล่า!!!...ดาราดัง..." ที่คุณปรียานุช ปานประดับ เขียนเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอ ที่เผชิญกับความเป็นความตายมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเธอได้มาพบกับคำตอบที่มูลนิธิไทยกรุณา และนี่คือคำตอบสุดท้ายที่เธอเลือกเดิน

เชิญชมรายการ "รู้จริงปะ ช็อกอะเดะ" ย้อนหลัง ในตอน รู้จริงปะ ช็อกอะเดะ กับปรียานุช ปานประดับ

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44