วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ศาสน์มีไว้ทำไม


แม่ชีเมี้ยนนำศาสน์ของพระภูมีมาให้ และกล่าวว่า ศาสน์ มีไว้เพื่อ "พัฒนามนุษย์" ไม่ใช่มีไว้เพื่อพัฒนาวัตถุ

หากแต่ ความเป็นจริง คือ กรรมเขามาก่อน กรรมเขาจึงเป็นพี่ ธรรมมาทีหลัง ธรรมจึงเป็นน้อง

และคนจะเอาธรรมคำสอนไปทำ โดยวิธีใด

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็อาศัยให้คนซาบซึ้งในอำนาจเบื้องต้นของผู้มีธรรมก่อน นั่นคือ ทำให้เขาได้สัมผัส "ความไม่มีโรค" นั่นเอง

เมื่อคนได้สัมผัสบุญเบื้องต้น จึงก่อให้เกิดศรัทธาในบุญ และเชื่อมั่นในบุญ จึงมีศรัทธา ก่อให้เกิด ขันติ อดทน ที่จะสร้างบุญไว้ช่วยตน

แต่โบราณ เราท่านได้ยินคนพูด ดอกบัว ๔ เหล่า อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่รู้ที่มาที่ไป

อันความหมายก็มาจาก ผู้คนเมื่อหลั่งไหลมาในเขตของพระพุทธศาสนา ได้สัมผัสบุญ พ้นจากโรค ก็อยากทำตน พัฒนาตน ตามธรรมคำสอนของพระภูมี นั่นเอง

หากแต่ว่าบุญเขาเป็นน้อง กว่าจะสร้างเป็นตนก็ต้องใช้เวลา นั่นคือ ความช้าเร็ว ตามแต่ละบุคคล ก่อให้เกิดเป็นกลุ่มดอกบัว

คนใดที่ฝึกไม่ได้ สอนไม่ได้ ก็เป็นดอกบัวเหล่าที่ ๔ นั่นเอง

เมื่อคนเราฝึกได้ช้าเร็วไม่เท่ากัน แต่เขาก็กำลังทำ กำลังสร้างบุญมาเกื้อหนุน เพื่อเปลี่ยนนิสัยกรรมของตน เป็นนิสัยธรรม

เราจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมีน้ำอดน้ำทน พูดสอน มาได้เป็นเวลา หลายสิบปี ก็เพื่อรอให้คนเหล่านั้น คอยๆ สะสมบุญ เปลี่ยนนิสัยกรรม เป็นนิสัยธรรม ทีละน้อย ช้าเร็วตามแต่ละบุคคล

วันนี้ คนหลั่งไหลมามากมาย หลายคนสัมผัส และผ่าน บุญเบื้องต้น นั่นคือ การหายโรค ก็อยากพัฒนาตน จึงกลายมาเป็นจิตอาสา

หากแต่บุญที่ทำเพิ่งเริ่มต้น นิสัยกรรมยังอยู่เพียบ และต่างคนก็ล้วนมีกรรม จึงเป็นเหตุซึ่งกันและกัน

หลายคน ไม่เอาเหตุเอาผล อยากให้ดีได้ในวันเดียว เมื่อกลายเป็นจิตอาสาแล้ว ต้องเป็นคนดีในทันที ไม่มีนิสัยกรรมเหลืออยู่เลย ซึ่งมันเป็นไม่ได้

เลขพาลไปหาเจ้าอาวาส ไม่ยอมสั่งสอน จิตอาสากิริยาใช้ไม่ได้ รับไม่ได้ ไปโน่นเลย

ในขณะที่ความเป็นจริง แต่ละคน เพิ่งจะเริ่มปฏิบัติ ต้องใช้เวลา รอบุญที่ทำ มาเกื้อหนุน ค่อยๆ เปลี่ยนนิสัยกรรมเดิม

อย่างน้อยในจุดเริ่ม ไม่เคยทำให้คนอื่น ก็มาเริ่มมีนิสัยทำให้คนอื่น

ทุกสิ่งอย่างต้องใช้เวลา และตั้งอยู่บนพื้นฐาน ความเมตตา เพราะคู่ต่อสู้เราท่านคือ กรรม

ดังนั้น ถนนสายนี้คงไม่ราบรี่นแน่นอน

หากแต่เราท่าน นำสติดั่งหลวงพ่อนิพนธ์มาควบคุมตัว ก็จะทำให้ทุกคน ไม่กระทบกระทั่งกัน จนเกินเหตุ เพราะต่างคนต่างหยุด เมื่อคิดได้

ทุกคนที่มา กำลังทำตน และอยู่ในสถานะใด สถานะหนึ่งของดอกบัว และก็ต้องมี บัวเหล่าที่ ๔ รวมอยู่ด้วย เช่นกัน

การพัฒนาตน ต้องใช้เวลา นั่นจึงเป็นเหตุว่า ทำไม เราท่าน จึงต้องขันติ อดทน ทั้งต่อตัวตนของเราเอง และต่อผู้อื่น

อาศัยเมตตาตน และผู้อื่น นั่นคือ ต้องให้โอกาส ให้เขาได้ทำ จนเขามีบุญมาพัฒนาตน กลายเป็นคนมีธรรม

เมื่อผลของการปฏิบัติมาถึง จิตอาสาคนนั้น ก็จะเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้ง กาย และ วาจา ดีขึ้น

เพียงแต่มันไม่ใช่ในเร็ววัน อย่างที่หลายคนอยากให้เป็น

จึงต้องอาศัยเมตตา ให้โอกาสเขาได้พัฒนาตน ไม่ใช่เห็นวันนี้ แล้วปิดโอกาสคนคนนั้นเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า เพราะเราท่านมีกรรม จึงอาศัยนิสัยของคนๆนั้น มาเป็นเครื่องมือ ทำกับเรา เพื่อผลคือ เราท่านจะได้กระเด็นจากแผ่นดินนี้

รู้ทันกรรม ต่างคนต่างคุมตนเอง ช่วยกันพัฒนา คนที่พัฒนาไม่ได้ พวกเหล่าที่ ๔ ก็เฉกพวกเทวทัต ท้ายที่สุดไม่ต้องไล่ ผลก็เดาได้

ย้อนอดีตถ้ำกระบอก แม่ชีเมี้ยนสอนพระ เกือบแปดสิบรูป ใช้เวลาสิบปี ได้หลวงพ่อนิพนธ์มาให้เราท่านพึ่งเพียงคนเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น

วาง

ศาสนา มีขอบเขต มีข้อจำกัด ไม่เกลื่อนกลาด หรือ กระจายทั่วไป

หรือที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักใช้คำว่า เป็นเรื่องของชนกลุ่มน้อยๆ และเปรียบภาพของศาสนาได้ ดั่งคำ ร่มโพธิ์ร่มไทร ให้ได้มาพักอาศัย

ก็ด้วยเหตุที่ต้องแยกพื้นที่กัน ก็เพราะพื้นที่ของศาสนานั้น เป็นพื้นที่ที่จัดว่ากรรมเขายกให้ เว้นให้ นั่นเอง

คนโบราณ เรียกพื้นที่ของศาสนาว่า เขตพัทธสีมา

และรู้กันว่า หากเมื่อใดที่เข้ามาในเขตนี้แล้ว ไม่ว่ากฎแห่งกรรม หรือ กฎหมาย ก็เป็นอันว่ายกเว้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เมื่อเข้ามาในบริเวณของแม่ชีเมี้ยน จัดว่าเข้ามาในเขตศาสนา เขตของพระภูมี ที่ทรงรับผิดชอบ นั่นคือห้องสวดมนต์

ในเมื่อเขตนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า กรรมเขาเว้น เป็นเขตบุญ

แต่คนที่เข้ามา แล้วหวังในบุญ เอามาช่วยตน กลับไม่มีสติ ไม่ลดกิริยา ยังคงใช้นิสัยเดิม ก็เพราะมองไม่เห็น มองไม่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ มองไม่เห็นเป็นวิหาร แต่มองเห็นเป็นอาคารปกติ ทั่วไป จึงบรรเลงตามนิสัย

ภาพที่ปรากฎ ความมหัศจรรย์ที่ได้เห็น กลับมองไม่เห็น กลายเป็นตาบอดมืดมัว ไม่ซาบซื้งในอำนาจบุญ

เราท่านก็ลองไปหาแผ่นดินที่ไหนในโลกนี้ แล้วนำคนป่วยเป็นพันคน ที่ส่วนใหญ่หมอไม่รับ มาอยู่รวมกัน ในห้อง วันละสองสามชั่วโมง ดูซิจะเกิดอะไรขึ้น

โรงพยาบาล ยังไม่กล้าเลย กลัวติดเชื้อ กลัวคนไข้น็อค กลัวเป็นลม และที่สำคัญ กลัวคนไข้ตาย

แต่ห้องสวดมนต์ของแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นห้องที่ใช้เพื่อสร้างบุญ มีกำแพงบุญ เมื่อเข้าไปแล้วย่อมปลอดภัย แม้นคนเข้าจะมีอาการไอ ระยะแพร่เชื้อ ก็ไม่มีอันตราย เพราะสู้ภาษาบุญที่ทุกคนสวดไม่ได้หรอก

สิ่งที่น่าเสียดาย พื้นที่ที่ไว้สร้างบุญเพื่อช่วยตน จะเกิดเป็นบุญได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการทำเช่นใดของเราท่าน มองเป็นสถานที่บุญ เป็นของสูง ก็ช่วยเราได้ มองเป็นอาคาร เหมือนศาลาหมู่บ้าน ทำเหมือนตลาด ไม่ลดกิริยา สถานที่เหล่านั้น ช่วยเราท่านไม่ได้เลย ฉันใดก็ฉันนั้น

สมุนไพร และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีสิ่งหนึ่งคือ ญาณรับรู้คนที่ทำได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักย้ำว่า "ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น"

สถานที่บุญ หรือ พระภูมีก็ไร้ค่า เพราะตบมือข้างเดียวไม่ดัง คนที่มาเขาไม่ยื่นมือมา ได้แต่ร้องให้ช่วย แล้วฝันว่า มีคนฉุด แต่ความจริงแล้ว กำลังจมลง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า นี่แหละกรรม แม้นมาถึงที่ ก็ยังมองไม่เห็น เพราะสถานที่นี้ไม่ได้เห็นด้วยตา แต่เห็นด้วยเหตุและผล เมื่อดูด้วยตา มันเลยกลายเป็นอาคารเหมือนทั่วไป พฤติกรรมจึงไม่เปลี่ยนแปลง ผลก็คือ แม้นจะอยู่ในสถานที่บุญ ก็ไม่ได้สัมผัส คนส่วนใหญ่จึงไม่ประสพผล ก็ด้วยเหตุแห่งใช้ตามอง ใช้นิสัยเดิมนำนั่นเอง

บุญ จึงเห็นไม่ได้ด้วยตา แต่ด้วยเหตุและผล สัมผัสได้

เราท่านจึงควรวางนิสัยกรรมไว้นอกอาคาร เมื่อเข้ามาในเขตบุญ แล้วใช้นิสัยบุญ ซึ่งกรรมมันกลัว นั่นคือ ความสงบ โดยการลดกิริยา รักษาสติ เพื่อทำกรรมฐาน คือ การสวดมนต์

เวลาทำกรรม กาย วาจา ใจ พร้อม แล้วเวลาสร้างบุญ ขาดโน่น ขาดนี่ ไม่ครบองค์ ผลที่ได้ก็แค่ไม้ซีก จะไปงัดกรรมที่เป็นซุงทับวิญญาณอยู่ คงเป็นไปไม่ได้

วางไว้ก่อนเถอะ หนังสือพิมพ์ หนังสือละคร แชทกับเพื่อน คุยกันอย่างตลาด เพราะไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเอง

วางนิสัยสร้างกรรม แล้วทำนิสัยบุญ แบกบุญกลับบ้านดีกว่า

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักพูดว่า ที่นี่เป็นของจริง ใครทำใครได้ หากคิดว่าที่อื่น่ช่วยได้ ก็ไปเถอะ เพราะที่นี่กว่าจะได้บุญมันลำบาก ต้องทำเอา ขอให้ตายก็ไม่ได้หรอก

วางไว้ตรงไหนดี

วิทยากร กล่าวนำกราบครูบาอาจารย์ ...

หลายคนสงสัย หลายคนแคลงใจ ก็เห็นเป็นคนธรรมดา เหมือนคนทั่วไป ไปเรียกหลวงพ่อทำไม ทำไมตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์

บางคนเคยเห็น หลวงพ่อนิพนธ์ ทานเหล้า สูบบุหรี่ ก็เลยรับไม่ได้

คิดไปโน่น สอนคนให้ทำดี ทำไมจึงทำเช่นนี้

จนท้ายที่สุด คำถามคือ จะวางท่านไว้ตรงไหนดี

เหตุผลหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนให้หลวงพ่อนิพนธ์ ไม่ต้องนุ่งกางเกงในการทำกิจกรรมนี้ คือ เป็นกรรมของคนไทยนั่นเอง

เพราะเดิม การได้มาสัมผัส ผ่านทางผ้าเหลือง ทำให้การยอมรับทำได้ง่าย ทำใจ ทำตัว แล้วทำตามทำได้ง่าย

เมื่อถ้ำกระบอกถูกทำลาย จึงเป็นกรรมร่วมกันของคนไทยที่ต้องเผชิญ

เห็นคนมีธรรม มีบุญ แต่นุ่งกางเกง สูบบุหรี่ ทานเหล้า มีครอบครัว มันจึงเป็นด่านกรรมด่านแรก ที่ต้องผ่าน เพราะยากจะยอมรับ

หลายคนจึงพบปัญหา ชอบสมุนไพร แต่ไม่ชอบคนทำสมุนไพร บางที ถึงกับรับไม่ได้เลยก็มี

เราจึงนึกย้อนเรื่องเล่าเมื่อครั้งถ้ำกระบอก เรื่องหนึ่ง อยากมาเล่าให้ฟัง

เมื่อครั้งนั้น มีเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ๋ท่านหนึ่ง หลังจากได้ยินได้ฟัง เรื่องถ้ำกระบอก จึงเสด็จไปด้วยตนเอง

ครั้งแรกที่เสด็จไป แม่ชีเมี้ยนกำลังใช้ฆ้อนเล็กๆ และนั่งกับพื้น เพื่อกระเทาะหินแกรนิตก้อนใหญ่ๆ ที่มีอยู่มากมากมาย ย่อยลงให้เล็กเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ อันจะเห็นภาพเช่นนี้ประจำ โดยเฉพาะพระถ้ำกระบอก ที่ระเบิดหิน แล้วนำมาย่อย ตามคำสอนของแม่ชีเมี้ยน

คนที่ตามเสด็จไป ได้จัดเก้าอี้ให้ทรงสนทนากับแม่ชีเมี้ยน

ครั้งต่อมา เมื่อเสด็จไปหาแม่ชีเมี้ยน ท่านก็ให้เปลี่ยน ให้เป็นอาสนะนั่งพื้น คุยกับแม่ชีเมี้ยน

และต่อมา ท่านก็ให้เปลี่ยน เป็นปูอาสนะให้แม่ชีเมี้ยนนั่ง ในขณะที่พระองค์เองทรงนั่งกับพื้น คุยกับแม่ชีเมี้ยนแทน

เรื่องเล่านี้ น่าจะเป็นตัวอย่างในการวางตนของคนที่มาหา แล้วพิจารณาถึงผู้ที่เราท่านมาหาว่า ควรจะวางตนไว้ตรงไหนดีได้

แม่ชีเมี้ยนได้เคยตรัสเรื่องนี้ว่า "ของสูงเท่านั้น จึงดึงวิญญาณเราท่านจากที่ต่ำขึ้นที่สูงได้"

จึงน่าจะเป็นคำตอบว่า เราท่านควรวาง แม่ชีเมี้ยน พระภูมี หลวงพ่อนิพนธ์ สมุนไพร ไว้ ณ ที่ใด จึงจะดี


วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประวัติศาสตร์สำคัญไฉน

เพราะความเป็นไก่รองบ่อน เป็นชนกลุ่มน้อย นั่นเอง ประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จ ที่ทำสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ จึงกลายเป็นเกราะ และเป็นการแสดงบุญญาธิการของศาสนา อันทำให้คนที่แม้นไม่ชอบ แต่ก็ต้องยอมรับ

จึงมีคำ "ล่วงล้ำกล้ำเกิน ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"

ศานนาของพระโคดม จึงผงาดท่ามกลางลัทธิต่างๆ เต็มอินเดีย เต็มโลก มีคนที่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนเพียงหลักแสน แต่ก็ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก คนทั่วไปแห่แหนกันมา อยากเห็นอยากศึกษา

แล้วในที่สุด ผลของประวัติศาสตร์ ทำให้มนุษย์ทั้งโลก ได้เกิดทางเลือกใหม่ ที่มองเห็นผลของการทำ ว่าเมื่อทำจริง แล้วผลได้ก็เกิดจริง

หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า นี่คือ ตาชั่วแห่งความดี ที่ทำให้คนได้ย้อนกลับมาเชื่อมั่น และทำความดี ตามรอยของพระภูมีนั่นเอง

ตอนนี้ วิทยาศาสตร์สาขาอื่นกำลังเฟื่องฟู แต่วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์กำลังถึงทางตัน เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาเพื่อตอบสนองความต้องการหายโรคได้เลย แนวทางการตลาดที่ใช้ ก็เริ่มจะถูกตีแผ่ ด้วยข้อมูลที่ส่งถึงกันอย่างรวดเร็ว ตัวเลขที่ถูกอนามัยโลก และหน่วยงานต่างๆ ด้านอนามัย ก็ฟ้องความล้มเหลวให้เห็นชัดขึ้น และที่สำคัญ บุคคลที่เป็นที่สนใจของโลก เมื่อประสพปัญหา แม้นจะมีเงินสักฉันใด ก็ได้พบเห็นทางตันนี้ จนกลายเป็นข่าวการตายก่อนวัยอันควรมากมาย

ประวัติศาสตร์หน้าสมุนไพร แนวทางของพระภูมี เมื่อเกิดขึ้นวันใด แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า นี่แหละเป็นการกู้ชาติ เพราะทุกคนจะแห่แหนกันมาเรียนรู้ เพื่อไปช่วยตน แม้นจะไม่ชอบ ไม่อยากเห็นด้วย แต่เพื่อคนของประเทศตน ก็ต้องยอมรับ และนำไปเป็นทางเลือก

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงพูดเล่นๆ ว่า ระหว่างสร้างประวัติศาสตร์ ก็ช่วยชาติประหยัดงบประมาณระดับหนึ่งในเรื่องของยา หากแต่เมื่อสร้างเสร็จ จะมีคนแห่แหนมา ทั้งมาดู มารักษา จากสารทิศทั่วโลก นั่นคือ การหลั่งไหลเข้ามาของเงินตราจากทั่วโลก ที่จะไหลเข้ามาในประเทศ เฉพาะยาเสพติด โรคเอดส์ โรคที่เป็นโรคชั้นนำ อาทิ มะเร็ง ไต เบาหวาน ซึ่งแก้ได้โดยง่ายโดยสมุนไพร

ประเทศก็จะกลายเป็นร่ำรวย รายได้มากกว่าทุกอุตสาหกรรมรวมกันอีก

และที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ทำให้คนทั้งโลก หันกลับมาเชื่อมั่นความดี และกลัวกรรม สังคมโลกก็จะน่าอยู่มากขึ้น

ใครจะอยู่ทำตนเป็นประวัติศาสตร์ หรือจะอยู่อ่านประวัติศาสตร์ ก็ตามแต่ หากแต่เมื่อมีโอกาส ไยไม่ทำตนให้ลูกหลานได้มาอ่านเล่า

รอยของพระโคดม ผ่านมาสองพันกว่าปี คนยังอ่านไม่เบื่อหน่าย ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่กำลังเกิดนี้ ก็เช่นกัน

หน้าที่

หลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ให้หลวงพ่อนิพนธ์ ปลุกปั่นชาวประชา คือ หลัก "ตนพึ่งตน" ชี้ให้เห็นช่องทางในการช่วยตน คือ "สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม"

ดังนั้น คนที่จะมาใช้แนวทางนี้ จึงต้องมีหน้าที่ที่จะต้องทำ เพื่อให้เกิดสิ่งดังกล่าวเพื่อช่วยตน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้กำหนดกิจกรรม เพื่อให้ทุกคนได้ทำตามหน้าที่ และด้วยเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อช่วยตน ดังนั้น จึงเสมือนการบังคับกลายๆ ว่าต้องทำ หากจะใช้แนวทางนี้ นั่นคือ ทำบุญ ทำทาน และใช้กรรม

การทำบุญ คือ กิจกรรมนั่งวิปัสนากรรมฐาน ฟังคำสอน และสวดมนต์

การทำทาน คือ การได้ร่วมซื้ออาหาร และ สิ่งของต่างๆ เพื่อนำกำไรจากน้ำเหงื่อน้ำแรงของเราท่าน ไปช่วยคนอื่น โดยแปรเป็นสมุนไพรเพื่อแจกจ่าย

การใช้กรรม ไม่ว่าจากการต้องทนกับความร้อนจากกระโจม ความยากในการทานสมุนไพร อันเนื่องจากรสชาด

นั่นคือกิจกรรมที่เป็นพื้นฐานที่ทุกคนต้องทำ เพื่อช่วยตน

หากแต่บางคนที่ประสงค์จะใช้กรรมให้เร็วขึ้น ก็จะกลายมาเป็นจิตอาสา หรือ ร่วมทำงานหน้าที่ต่างๆในชมรม ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า คือเปลี่ยนจากการทุกข์กับโรค มาเป็นทุกข์กับธรรมแทน นั่นคือ รับทุกข์ที่จะเกิดในอนาคต มาทุกข์วันนี้แทน ดังคำของพระภูมีว่า "ทุกข์วันนี้สุขวันหน้า"

ดั่งนั้น การมาเป็นจิตอาสา จึงเป็นการมาเพื่อช่วยตน ไม่ต้องทุกข์ในวันหน้า หากมีกรรมต้องใช้ หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า "เงินบุญ"

หากแต่สิ่งที่เสียเปรียบ ก็ด้วยคนมองไม่เห็นผลจากการทำนี้เอง จึงไม่ซึ้ง เพราะไม่รู้ว่า เราไม่ต้องเจออุบัติเหตุ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องทุกข์ เพราะได้ทำไว้นี่เอง การทำของเราแม้จะเป็นการทำเพื่อช่วยตน เราจึงรู้สึกเป็นทุกข์ และเมื่อเจอกรรม ทำให้พบมารผจญ ก็จะทำให้กรรมฐานแตก เลิกราไปได้โดยง่าย

สิ่งที่จะเห็นเด่นชัด ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ รอยที่พระภูมีทรงทำไว้ คือ "บุญ" ต้องไม่เกี่ยวกับเงิน ไม่ใช้เงิน จึงเป็นเหตุให้พระโคดม เมื่อทรงผนวชหาบุญ จึงสละราชสมบัติทั้งปวงทิ้งเสีย จนพบโมกขธรรม

หากจะหาบุญ โดยใช้เงินเบิกทาง จึงเรียกได้ว่ามาผิดทางอย่างแน่นอน

"บุญ" จึงเป็นทางสายกลาง ที่ทุกคน ทุกชั้น ทุกวรรณะ ทำเพื่อช่วยตนได้

หากเมื่อพิจารณาหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อช่วยตน ลำบาก ไม่อยากทำ สู้ไปขอจากที่โน่นที่นี่ดีกว่า ก็ไม่ควรเสียเวลามา เพราะแม้นจะทานสมุนไพรมากสักฉันใด เมื่อทำหน้าที่ไม่ครบองค์ ก็เห็นผลที่จะเกิดได้อย่างแน่นอน ว่าไม่มีทางสำเร็จ สู้เก็บเงินค่ารถ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปทำในสิ่งที่ชอบดีกว่า ส่วนสมุนไพรก็เก็บไว้ให้คนที่อยากทำ อยากได้ อยากรอดด้วยแนวทางนี้จริงๆ

สัมมาอาชีพ

แนวทางที่แม่ชีเมี้ยนได้ทรงให้หลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อรักษาสัมมาปฏิบัติ ให้บริสุทธิ์เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพรให้คงอยู่ นั่นคือ การดำเนินสัมมาปฏิบัติ อันนำมาซึ่งน้ำเลี้ยง ที่ทำให้การให้สมุนไพรฟรี ดำรงอยู่ได้ และอยู่ในครรลอง "ตนพึ่งตน"

ดังนั้น รูปลักษณะที่จะเห็นเด่นชัด นั่นคือ การที่ไม่ขายให้กับคนนอก ที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับผลจากสมุนไพร ทั้งทางตรงและทางอ้อม

หากแต่สัมมาอาชีพ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐาน ไม่กำไรเกินควร

เพราะกำไรที่เกินมานั้น คือกรรม ที่จะย้อนกลับมาทำร้ายเราท่านนั่นเอง

จึงไม่น่าแปลกใจ คนไข้ที่มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวอ้างว่า ตัวเขาเองไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำบุญ เข้าวัดมาตลอดชีวิต ทำไมจึงเป็นโรคร้าย คนขายเหล็กทำไมเป็นมะเร็ง

ก็เพราะคิดราคาเขาเกินจริงนั่นเอง ค่อยๆ สะสมทีละเล็กละน้อย ยิ่งขายดียิ่งพอกพูน จนอายุมากเข้า กรรมก็หนักทับจนเป็นมะเร็ง เป็นโรคร้ายแรง โดยไม่รู้เลยว่ามาจากอะไร คิดแต่ว่าตนทำดีมาตลอดชีวิต

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงต้องเป็นผู้กำหนดราคาของที่จะจำหน่ายทั้งหมดในชมรม เพราะเกรงกลัวผลจากกรรมอันนี้นี่เอง

ในขณะที่คนที่มาร่วม ช่วยขาย หรือช่วยซื้อ ล้วนแต่มองเห็นในมุมที่ว่า ชมรมมีภาระใช้จ่ายเยอะ อยากจะหารายได้เข้าเยอะๆ หรืออยากจะช่วย และมีส่วนร่วมในกิจกรรม

ด้วยเหตุนี้ ในบางครั้ง คนขายจึงขายแพง คิดแต่ว่าอยากให้ได้เงินเข้าชมรมเยอะๆ

และเห็นบ่อยครั้ง คนที่ซื้อของแล้วไม่เอาของ ซื้อน้ำไม่เอาน้ำ ซื้อขวดเดียวจ่าย ห้าร้อยบาท

ภาพเหล่านี้ หากดูจากน้ำจิต น้ำใจ ความคิด ก็ต้องเห็นว่าดี

แต่หากใช้ตาของคุณธรรม ก็ต้องบอกว่า คนที่กระทำอย่างนี้ ทำให้ระบบสัมมาอาชีพ ฉิบหายแล้ว น้ำขวดเดียว ห้าร้อยบาท

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ควรทำให้ถูก เมื่อซื้อก็นำของไป ตามราคาของ อย่าเอาง่าย หากของนั้นเป็นภาระต้องแบกต้องหาม ก็แจกจ่ายให้คนแก่ คนที่ต้องการ เช่นคนแก่ คนยากจน ซึ่งเห็นมากมายในชมรม

นี่แหละประโยชน์ของแหล่งรวมคนทุกข์

บางคนก็ซื้อแล้ว ไม่เอาน้ำ ก็ให้ไปกองไว้หน้าห้องอบ อย่างนี้ก็ทำได้ มิใช่ซื้อแล้วบอกไม่เอาน้ำ แล้ววางทิ้ง

ผลที่ได้ แทนที่จะเป็นผลถูก กลายเป็นผลผิด และแทนที่จะได้ทานจากการให้คนที่ขาดแคลน กลายเป็นได้นิสัยมักง่าย

เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องมีรายละเอียด จึงต้องศึกษาวิธีการจากคำสอนให้ถ่องแท้ เพื่อไม่ให้การทำไร้ผล และวาดฝันผลถูกที่จะมา แต่เมื่อมาจริง กลับกลายเป็นผลผิด ดั่งเช่นคนที่ไปทำบุญสร้างวัด สร้างโบสถ์ กันเต็มบ้านเต็มเมือง ผลที่ได้ช่วยอะไรตนไม่ได้เลยนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประวัติศาสตร์

หลายครั้งที่เราเองก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่ยอมตอบรับคำเชิญของต่างประเทศ กลับยอมทนทำให้คนไทยมาจนทุกวันนี้

แต่ก็มาถึงบางอ้อ เพราะคำสั่งเสียของแม่ชี้เมี้ยน ที่ให้ทำเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินนั่นเอง

เราย้อนกลับไปนึกถึง หมอไทยคนหนึ่งที่เรียนจบและทำงาน จนเป็นหมอใหญ่ของสหรัฐ และทุกปีต้องบินกลับมาสอนให้หมอไทย ที่กล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า "ถ้าหลวงพ่อนิพนธ์อยากรวย อยากดัง แค่เอาเลือดของคนไข้เอดส์ที่รักษาจนหายแล้ว ยอมให้นำไปทำเป็นวัคซีน ก็เหลือเฟือแล้ว จะเอาเท่าไหร่"

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า สิ่งที่กำลังทำคือ สร้างประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ ดังนั้นจึงพยายามทำ สะสมคนที่ประสพความสำเร็จ ในการช่วยตน ในโรคต่างๆ จนมากพอ เป็นผลที่ทำให้โลกยอมรับในสมุนไพรไทย สูตรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

แม้ว่า จากคนที่มาเป็นร้อย จะได้ผู้ที่ประสพผล สักห้า สักสิบ ก็ค่อยๆ สะสม แล้ววันหนึ่ง คนเหล่านี้จะกลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ ให้ต่างชาติ มาศึกษา และยอมรับในสมุนไพร

ตอนนี้ การรับสมาชิกจึงกลายเป็นเสมือน ระบบเปิด ทำให้ใครอยากเข้ามาก็ได้ ก็เพื่อหา คนที่เข้าใจ คนที่ชอบ ห้าในร้อยนั้นเอง

วันใด ที่ปริมาณของคนที่ประสพผลสำเร็จ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ระบบก็จะเปลี่ยนไป นั่นคือ ผู้ที่จะเข้ามาต้องพิจารณาแล้วว่ามีคุณสมบัติ มีความตั้งใจจริง เพื่อลดการเสียหาย จากการกินทิ้ง ของพวกที่มาแค่อยากลอง

เราท่านจึงมักได้ยินเสมอว่า ให้พยายามทำตนเป็นประวัติศาสตร์ ให้คนมาอ่าน อย่ารออ่านประวัติศาสตร์

เราจึงเริ่มเห็นประวัติศาสตร์ เพิ่มขึ้นทีละหน้า เช่น คุณธานินทร์ คุณปรียานุช ... และเริ่มมีคนมาอ่านกัน

วันใดที่ครบหน้า ครบเล่ม มันก็จะมีค่ามหาศาล

ไม่ว่าหน้าหายโรค หรือหน้าที่บอกว่าตายสบายเป็นฉันใด ล้วนแล้วแต่จะเป็นทางเลือกให้คนในอนาคต

การรักษาตนวันนี้ จึงไม่ใช่เพื่อตนเพียงอย่างเดียว ... จงภูมิใจเถิด

หมอเก๊

คนที่ไร้ปริญญา ไร้ใบรับรอง สังคมเขาเรียกว่า หมอเก๊ หรือ หมอเถื่อน

หากพิจารณา ด้วยเหตุและผล ลองคิดดูให้ถ่องแท้ว่า คุณสมบัติของหมอที่แท้จริง ที่เราเรียกคืออะไร

ใช่คนที่มีความสามารถวินิจฉัยอาการที่เป็น และจัดยาให้ทาน จนหาย ใช่หรือไม่

หมอในอดีต แม้อาจไม่เคยเห็น แต่ก็ฟังเขาเล่ามา หรือดูในหนัง จะเห็นว่าล้วนแล้วแต่มีพฤติกรรมเช่นนี้ทั้งหมด ทั้งสิ้น

คนที่วินิจฉัยได้แม่นยำ และจัดยาได้ถูก หายเร็ว จึงถูกเรียกว่า หมอเทวดา

แต่มาวันนี้ คนที่มีพฤติกรรมเหล่านั้น เช่น หมอในอีสาน ที่มีความสามารถในการแก้ไข อาการจากพิษงูต่างๆ โดยไม่ใช้เซรุ่ม หรือ อย่างหมอแผนไทย แผนโบราณ กลายเป็นหมอเก๊ไปหมดแล้ว

เพราะหมอในวันนี้ ต้องมีปริญญารับรอง ไม่ได้ดูที่ผลของการรักษา

หากลองหยุดพิจารณา คนที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอในปัจจุบัน ที่สังคมเขารับรอง ว่ามีความรู้ ความสามารถ เป็นคนพิเศษ นั่นคือ ต้องหัวดี จึงเรียนได้

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่หมอเหล่านั้นทำ ก็เหลือแต่การวินิจฉัยเท่านั้น ซึ่งฝรั่งเขียนตำรา ส่วนการทำยานั้น เรียกได้ว่า ไม่รู้เรื่องเลยก็ว่าได้ เพราะสั่งตามตำราที่ฝรั่งเขียนเช่นกัน

คนสั่งยาไม่ได้ผลิต คนผลิตคือเภสัชกร ไม่ได้วินิจฉัย และคนวินิจฉัยตัวจริง กลับเป็นเทคนิคการแพทย์

ผลที่ออกมา ยิ่งพิจารณา ยิ่งขบขัน เพราะมันห่วยแตก กลับได้รับคำชื่นชมว่า การแพทย์ก้าวหน้า

ลองดูคนไข้หัวใจ ผลจากการตรวจและรักษา ท้ายที่สุดจบที่ บอลลูน ใส่สปริง หรือเปลี่ยนหัวใจ

แทนที่ตรวจเจอแล้ว รักษาแล้วจะหาย กลับต้องไปเปลี่ยนหัวใจ แล้ว ยกย่องว่า การเปลี่ยนนั้นเป็นการแพทย์ชั้นสูงไปเสียฉิบ

รักษา มันต้องหายซิ ไม่ใช่เป็นหนักกว่าเดิม

คนเป็นโรคไต รักษาไป ลงท้ายด้วยเครื่องฟอก แล้วเปลี่ยนไต

นี่แหละ คือคำตอบที่แท้จริง ว่า ตำราฝรั่ง ยาฝรั่ง ต่างหากที่เป็นของเก๊ หลอกขาย อาศัย โฆษณาชวนเชื่อ

เพราะมันเป็นของเก๊ จึงต้องแยกส่วน และสร้างความน่าเชื่อถือ

โลกมันกลับตาลปัตร หมอจริง ที่วินิจฉัยได้ จัดยาได้ หายจริง กลายเป็นหมอเก๊ เพราะไม่มีใบปริญญา แต่หมอที่วินิจฉัยเองก็ไม่ได้ จำตำรามาบอก ทำยาเองก็ไม่ได้ ผลการรักษาหายจากโรคก็ไม่มี ถูกทำให้เป็นที่ยอมรับ ถูกกฎหมาย

ตัวเลขที่อนามัยโลกเปิดเผยออกมา มันฟ้อง เพราะจำนวนคนป่วยด้วยโรคต่างๆ มันมีแต่เพิ่ม แล้วบอกว่า การแพทย์ดี ยาดี

ก็ดีแล้วทำไมไม่ลด

ไม่ใช่การแพทย์สมัยใหม่ไม่ดี แต่ใช้ไม่ถูกต่างหาก เพราะมันเหมาะกับอุบัติเหตุ ไม่ใช่การรักษาโรค

วันนี้เลยไม่รู้ว่า ... อันไหนจริง อันไหนเก๊ กันแน่

คำหยอกเย้าระหว่างหลวงพ่อนิพนธ์ และเพื่อนที่เป็นหมอใหญ่ทั้งห้า ผู้ซึ่งยอมรับว่า หากเป็นโรคจริงๆ ไม่เคยรักษาใครได้เลย คือ "พวกเอ็งมันเซลล์แมนปริญญา ของฝรั่ง เงินเดือนเลยแพง"

ก็ห้าสิบปีก่อน หมอทั้งห้าด่าหลวงพ่อนิพนธ์ว่าไอ้บ้า และตั้งฉายาว่า "หมอผี" แต่มาวันนี้ มีแต่หมอผีเท่านั้น ที่เวลาเจอกัน อยากทานอะไรทานได้ทุกอย่าง นอกนั้น เออ.. อันนี้อั๊วทานไม่ได้ อั๊วเป็นไอ้นี่ ไอ้นั่น

และสองในห้า ก็เป็นโรคตาย และล้วนแต่ได้พระราชทานเพลิงศพ เพราะเป็นหมอใหญ่ทั้งคู่ เมื่อปีที่แล้วนี้เอง อันเป็นบทพิสูจน์ว่า ความรู้ที่เรียนมาช่วยตนไม่ได้เลย

ถ้าอยากรู้จริงๆ ลองถามหมอดูซิว่า หมอรับประกันไหมว่า โรคที่เป็น ถ้าทำตามหมอบอกทุกอย่าง มันจะหาย แค่เบาหวาน ก็พอแล้ว ... มันจะหาย ... มันจะหาย ... บอกหน่อยได้ไหม ...



ใครช่วยใคร

ใครเข้าไปในชมรมคนรักสุขภาพตอนนี้ จะเห็นจิตอาสาที่มาช่วยงาน ใส่เสื้อสีต่างๆ ตามส่วนงานที่ได้เข้าไปเป็นจิตอาสา

คำพูดที่เวลาเดินผ่านกัน เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า "ไปช่วยหลวงพ่อ"

หากแต่ความเป็นจริงแล้ว การเป็นจิตอาสา หรือมาร่วมกิจกรรมต่างๆ ในชมรมน้้น หลวงพ่อนิพนธ์ได้อรรถาธิบายว่า นับแต่ยุคถ้ำกระบอก ผู้ที่มาร่วมกิจกรรมนั้น และรับรู้เหตุผล จะไม่กล่าวเช่นนี้

เพราะเหตุใด จึงเป็นเช่นนั้น เพราะความเป็นจริงแล้ว พระหรือชมรม ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องให้ช่วย หากแต่การอนุญาตให้มาร่วมกิจกรรมนั้น คือการเปิดโอกาสให้พระหรือชมรมช่วยคนป่วยต่างหาก

ก็เนื่องจาก กิจกรรมที่พระในอดีตหรือชมรม ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน เป็นที่รวมคนทุกข์ การให้สุขแก่คนทุกข์ นั่นคือบุญ สถานที่นี้ และ ถ้ำกระบอกเดิม จึงจัดว่าเป็นเนื้อนาบุญ

เมื่อพระ หรือ หลวงพ่อนิพนธ์ อนุญาตให้คนมาร่วมกิจกรรม ก็เท่ากับเปิดโอกาส หรือ ช่วยให้คนคนนั้น ได้มีโอกาสทำสิ่งที่เป็นบุญ เพื่อช่วยตัวเอง ตามหลักตนพึ่งตน

คำที่มักพูดกันมาตั้งแต่ครั้งถ้ำกระบอก คือ "ศาสนาขาดเราไม่เป็นไร แต่เราขาดศาสนา ฉิบหายแน่"

การได้มาทำ เมื่อดูด้วยตา จึงเหมือนมาทำให้ชมรม แต่เมื่อดูรายละเอียด นั่นคือการมาทำเพื่อช่วยตน

สาระสำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์มักให้สติก็คือ เมื่อเราเกิดศรัทธา จึงอยากทำตน ให้เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยตน ผลก็คือ โรคจะทำลายเราไม่ได้ ด้วยผลที่เราทำนั่นเอง

หากแต่กรรมมีอำนาจ เมื่อใช้โรคเล่นงานไม่ได้แล้ว ก็จะเปลี่ยนรูปแบบ กลายเป็นความคิด เพื่อทำลายศรัทธา หรือเกิดทิฐิ จนทำให้เลิกไป

นั่นคือ การทำบุญ ตามรอยพระพุทธเจ้า ย่อมต้องมีมารผจญเป็นธรรมดา

เมื่อคนที่มาเป็นจิตอาสา มาทำตน เพื่อหาบุญ กรรมย่อมไม่สามารถใช้โรคเพื่อทำลายได้ จึงต้องอาศัยนิสัย อาศัยความคิด

นั่นคือ ภาพที่เราท่านจะเห็นบ่อยๆ คือ การไปเจอคนว่า คนด่า หรือกระทบกระทั่งกัน แล้วเกิดเป็นความคิด เป็นทิฐิทีละเล็กละน้อย ในขณะที่ร่างกายเริ่มดีขึ้น แต่ความขันติ อดทน ต่อมารผจญเริ่มน้อยลง

ในที่สุด ก็เบื่อหน่าย ตัดสินใจเลิกมา นั่นคือ กรรมเขาประสพความสำเร็จแล้ว เพราะเมื่อไม่มีบุญ เราท่านก็ต้องตกไปตามกระแสกรรมดั่งเดิมนั่นเอง

เราจึง อยากชี้สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดบ่อยๆ นั่นคือ "รู้เขา รู้เรา"

สิ่งที่เราท่านกำลังต่อสู้ ไม่ใช่โรค อันนั้นกระจอก และไม่ใช่ตัวแม่ หัวโจกใหญ่คือ "กรรม" ต่างหาก ที่เป็นตัวใช้ตัวสั่งให้เราท่านเป็นทุกข์

เป้าหมายของกรรม สำหรับคนที่ผ่านเข้ามาในชมรมคนรักสุขภาพ คือ ทำอย่างไรก็ได้ วิธีไหนก็ได้ ให้กระเด็นออกไป เพราะสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนนำมา คือ ทางบุญของพระภูมี เป็นสิ่งเดียวที่มันกลัว

บางท่าน อาจพ่าย รสของสมุนไพร บางท่านเบื่อการรอคอย พิธีกรรม หากแต่เมื่อคนใดเริ่มเห็นผล และเริ่มมีศรัทธา จะเดินในแนวทางนี้เพื่อช่วยตนเมื่อไหร่ สิ่งที่จะทำให้กระเด็นไปได้ นั่นคือ ความคิด ที่ก่อให้เกิดทิฐิ

คนที่จะยืนหยัดในการช่วยตน จึงต้องทำใจรอเลยว่า ทางบุญของพระพุทธเจ้า มันต้องมีมารผจญ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้สิ่งนี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่เพราะคนนั้น เพราะคนนี้ สิ่งที่เกิด มันคือกรรมของเรา อาศัยคนนี้ คนนั้น มาทำให้เราท่านหลุดกระเด็นจากที่นี้ไปนั่นเอง

การมา จึงมาเพื่อช่วยตน และก็คงไม่ราบรื่น โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่ต้องอาศัยความขันติ อดทน เพราะกรรมมันจะมาเป็นมารผจญ คอยขวาง นั่นแหละชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่กำลังทำ เป็นทางบุญ

เพราะหากเป็นทางกรรมแล้ว มันถูกกับจริต กับนิสัย จะไม่รู้สึกเป็นทุกข์เลย

เห็นคนแห่ไปดูหนัง ดูละคร ดูบอล ดูคอนเสิร์ต ไหม .... นั่นแหละทางกรรม มันจึงส่งเสริม ทุกข์ไม่มี เพราะมันไปรอวันข้างหน้านั่นเอง แต่สุขวันนี้

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ของมีเจ้าของ

ภาพที่เราท่านมักจะได้เห็นสมาชิกวีไอพีบางท่าน กระทำทุกครั้ง โดยเฉพาะคนเก่าแก่ที่เป็นลูกศิษย์เก่าเมื่อครั้งถ้ำกระบอก

นั่นคือ เมื่อเขารับสมุนไพรแล้ว จะนำไปให้หลวงพ่อนิพนธ์แตะก่อนนำกลับทุกครั้ง

อันหมายถึงการรับรู้ และอนุญาต

เพราะเขาเหล่านั้นรู้ดีว่า สมุนไพรมีเจ้าของ

ในอดีต คนรุ่นเก่ารู้ดีว่า "ยาตัด" มีสรรพคุณมหาศาล และให้ผลที่รวดเร็ว

วันหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์ไม่อยู่ คนไข้คนหนึ่งก็ถือวิสาสะ ไปหยิบยาตัด รินทานเอง

ผลก็คือ เกิดอาการ ที่ทรมาน คลื่นไส้ตลอด แต่ไม่ยอมอาเจียน นอนดิ้นทั้งวัน จนกระทั่งหลวงพ่อนิพนธ์กลับมาและทราบเรื่อง ทำสมุนไพรให้ทาน อาการจึงหายไป

ท่านจึงย้ำเสมอในเรื่องนี้ ดังนั้น เราจึงอยากเตือนว่า หากมีความจำเป็น อยากได้ ก็ควรใช้วิธีที่ถูก เดินตามตรอก เข้าทางประตู สมุนไพรที่ได้ไป จึงจะเกิดประโยชน์

อย่ากลัวที่จะเข้าหาหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วไปใช้วิธีที่ผิด เพื่อให้ได้สมุนไพร

จึงอยากชี้ให้ใช้เคล็ดนี้ โดยเฉพาะคนที่มีอาการรุนแรง หรือวิกฤต พาตัวไปให้ท่านดู แล้วสั่งสมุนไพร ... แล้วดูผล

เมื่อเจ้าของไม่สั่ง สมุนไพรก็กลายเป็นมัมมี่ ไร้วิญญาณก็ไร้ฤทธิ์

นี่แหละคือเหตุผลที่ สมุนไพรถ้ำกระบอก ในปัจจุบันช่วยใครไม่ได้

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผลตอบแทน


สิ่งที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ ว่าจะเกิดในสถานที่ที่ให้สุขแก่คนที่มา

นั่นคือ ขยะ ที่ช่วยกันทิ้งอย่างมหาศาล

ทิ้งไว้ให้เป็นที่ระลึก หากทิ้งไว้ในถังขยะก็ถือว่าพอทน แต่ทิ้งไว้เกลื่อนกลาด ทั่วบริเวณ จนหลวงพ่อนิพนธ์ต้องสงสัย ว่า ทำไมผลตอบแทนเป็นเช่นนี้

น้อยคน คงไม่รู้หรอกว่า ปริมาณขยะที่ช่วยกันทิ้งมันมากขนาดไหน

ก็ขนาดที่พนักงานเก็บขยะของเทศบาลที่จ้างมาเก็บ ยังปฏิเสธที่จะมาเก็บ แม้จะได้เงินค่าเก็บก็ตาม

และที่หลวงพ่อนิพนธ์รับไม่ได้ นั่นคือ ขยะที่ซื้อจากตลาดนัด นำมาทานข้างใน แล้วก็ทิ้งกันเกลื่อนกลาด

คำรำพึงจึงออกมาว่า "แล้วเราจะช่วยคนพวกนี้ได้อย่างไร"

นิสัยเช่นนี้ คือ การกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา นั่นเอง

สิ่งนี้ทำให้เราสงสัยเช่นกันว่า สถานที่นี้ไม่ดีหรือ ไม่น่าจะช่วยกันรักษาหรือ ...

ถ้าเกิดวันหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์เบื่อหน่ายรับไม่ได้ มันจะเกิดอะไรขึ้น ...

พบกันสายไป

สองสามีภรรยา เดินทางมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ พร้อมกับเล่าจุดมุ่งหมายที่มาให้ฟัง

ฝ่ายสามีเป็นมะเร็งที่ตับ รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมาตลอด ตั้งแต่เริ่ม จนท้ายที่สุด ก็กระจายไปทั่วตัว หลังจากหมดเงินไปหลายสิบล้านบาท

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงถามจุดประสงค์ที่มา ทั้งสองเล่าว่า เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขา แต่ปัญหาที่ต้องเผชิญ คือ อาการปวดที่สุดจะทนไหว และเมื่อไปหาหมอ ก็แก้ไขด้วยการฉีดมอร์ฟีน แต่อาการดังกล่าว หายไปชั่วครู่ชั่วยาม และเมื่อปรากฎอีก ก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมีคนมาบอกว่า ที่ชมรมมีสมุนไพรสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องอาการปวดได้

ทั้งสองกล่าวว่า รู้ดีว่าอาการของฝ่ายสามีรุนแรงเกินจะกู้ได้ จึงหวังเพียงแค่ไม่ให้ปวดเท่านั้น ก็ถือว่าพอใจแล้ว

หลังจากการทานสมุนไพร สิ่งที่สามีเขาปรารถนาก็ได้ดังหวัง และมีชีวิตอยู่ได้อีกประมาณสองเดือนก็เสียชีวิต

ก่อนที่จะเสียชีวิต สามีได้เขียนบทความ "พบกันสายไป" เล่าเรื่องราวของตนที่ประสบมาในการรักษาตนเองตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อทำเป็นหนังสือแจกในงานศพของเขาเอง

ความปรารถนาที่จะเล่าเรื่องของตน ด้วยอาศัยความมีหน้าตาในสังคม และเป็นที่รู้จักกันดีในสังคมชั้นสูง จึงอยากเผยแพร่ความจริงที่ได้ประสพให้เป็นวิทยาทาน

นั่นซิ ทำไมสมุนไพรไทย จึงต้องเป็นไก่รองบ่อน ให้กับยาฝรั่งที่ไม่เคยช่วยใครได้แม้แต่คนเดียว

ชื่อของบทความนี้ ทำให้ย้อนถึง ผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้เคยกล่าวเช่นกัน ก่อนหน้านี้

เธอเป็นผู้หญิงที่เรียกว่ามันสมองของประเทศ เรียนจบบัญชีธรรมศาสตร์ เป็นข้าราชการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ไต่เต้าจนเป็นข้าราชการระดับสูง

เริ่มรักษาตัวด้วยยาเคมี ปฏิบัติตามหมอสั่งทุกประการอย่างเคร่งครัด ไม่เคยผิดสักครั้งตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี จนปัจจุบัน

ท้ายที่สุด ก็ได้อมตะวาจาว่าจากหมอ จนได้มาพบหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วกล่าวคำนี้เช่นกัน

ทำไมต้องเป็นทางเลือกสุดท้าย ... และจะได้ยินคำนี้ัอีกกี่ครั้งกันหนอ

รอวันกลับ


นางงามสี่ตำแหน่ง ผู้ซึ่งเป็นโรคที่หมอจนปัญญา นั่นคือ เมื่อเกิดอาการ จะแข็งทั้งตัวกระดุกกระดิกไม่ได้

การแก้ไขที่หมอทำ ก็คือการฉีดและทานเสตียรอยด์ จนร่างกายรับไม่ไหวแล้ว นั่นคือ เสตียรอยด์ ช่วยไม่ไหวแล้ว จนเธอไม่สามารถทำงานได้อีก

การลางานของเธอเพื่อมาเมืองไทย เป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อนร่วมงาน และคนใกล้ชิด ทำให้การรอวันกลับของเธอ เป็นที่ทุกคนรอคอย

เหตุหนึ่งที่เธอกล่าวว่า ผลการมาของเธอเป็นที่ทุกคนอยากรู้ เพราะว่าในกลุ่มของเธอนั้น มีหลายคนที่อยู่ในสภาวะเช่นเธอ คือ หมอไม่สามารถช่วยได้แล้ว

คำขออภัยที่เธอกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ก่อนกลับก็คือ หลังจากเธอกลับไป ข่าวของหลวงพ่อนิพนธ์ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้กันทั่วไปในอเมริกาตอนนี้ คงจะยิ่งไปกันใหญ่ และหนีไม่พ้นที่จะมีคนทำเช่นเธอ คือ ลางานแล้วบินมารักษาตัวกับท่าน อันเป็นการเพิ่มภาระให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คนที่รอวันกลับของคน ที่มาเป็นคนแรก ไม่ใช่เฉพาะนางงามท่านนี้ หากแม้นแต่คนในหมู่สังคมชั้นสูง ที่รอวันเพื่อดูอาการของคนที่เป็นที่น่าสนใจในหมู่ของพวกเขาคนหนึ่งเช่นกัน

นั่นคือ ลูกชายของ พันเอกณรงค์ กิติขจร ผู้ซึ่งป่วยด้วย โรคไตระยะสุดท้าย จนหมอต้องสั่งเปลี่ยนไตสถานเดียว

แต่วันนี้ เขากลับเข้าสังคม ไม่มีอาการโรคไต หลังจากทานสมุนไพร และเริ่มกลับไปออกกำลังกายได้แล้ว

คนเหล่านี้ มีคนจ้องรอดูอย่างใจจรดใจจ่อ ว่าจะมีผลเป็นเช่นไร

เราจึงอยากจะบอกว่า สิ่งที่คนไข้ทุกคนกำลังต่อสู้ เชื่อเถอะ ว่าไม่ใช่มีผลแต่ตัวของคนคนเดียว เพราะมีคนเฝ้าดูอยู่เช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเรียกบุคคลที่ทำตนจนสำเร็จเหล่านี้ว่า กำลังทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์นั่นเอง

เพราะจะเป็นการโน้มน้าวให้คนอีกหลายคน มาเดินตาม ที่สำคัญ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ถูกต้องตามครรลองของพระภูมี ผลที่ปรากฎจึงเป็นผลถูก

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขอบคุณ ขอบคุณ

หลักของพระภูมี เป็นหลักที่ต้องร่วมกันทั้งสองฝ่าย จึงเกิดบุญ

และคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่ยกพุทธประวัติ เมื่อครั้งพระโคดมสำเร็จโพธิญาณ หมดกิเลส แล้วพิจารณามนุษย์ เห็นนิสัยมนุษย์ จึงคิดว่าธรรมของท่านทำได้ยาก จึงคิดอดอาหารละสังขารไปนิพพาน

ฟ้าดินให้สติพระโคดมว่า "โคดมยังไม่มีบุญเลยแม้แต่เก๊เดียว จะไปนิพพานได้อย่างไร แลบุญหรือบาป ก็เกิดจากการกระทำที่ทำกับมนุษย์แลสัตว์"

พระโคดม จึงต้องหันกลับมาฉันอาหาร และมีสาวกเกือบแสนองค์ เป็นบุญพาไปนิพพาน

ฉันใดก็ฉันนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ด้วยตัวเองคนเดียว จะเกิดบุญไม่ได้เลย ตำราที่แม่ชีเมี้ยนให้มา ถึงจะทำให้คนพันคนหมื่นทาน ด้วยคุณธรรมสักฉันใด ก็ยังหาเป็นบุญไม่ ต้องรอจนคนที่ทาน ได้รับผลสำเร็จ จึงจักเป็นบุญกลับมาตอบแทน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ท่านจึงต้องขอขอบคุณ บุคคลเหล่านั้น ที่อดทน และฝ่าฟันอุปสรรค ฟังแล้ว ทำตาม จนสามารถช่วยตัวของเขาให้พบสุขได้ และทำให้ท่านได้บุญมาเลี้ยงตน

ดังนั้น จำนวนคนที่มา จึงไม่ใช่เป้าหมาย หากแต่เป็นบุคคลที่ประสพผลต่างหาก นั่นแหละคือผลสำเร็จ และความเป็นจริงก็เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำให้ทุกคนประสพผล หรือมาชมชอบแนวทางนี้

หลักของพระภูมี จึงเป็นหลักพึ่งกันและกัน แนวทางที่ใช้คือ หมูไปไก่มา อาศัยกันและกันรวมกันเป็นพลัง ที่ซึ่งแม่ชีเมี้ยนทรงเรียกว่า "พลังสามัคคี"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า แม้นว่าผู้อื่นจะต้องมาพึ่งท่าน ก็หาใช่ว่าท่านจะเป็นผู้มีพระคุณต่อผู้อื่นเพียงข้างเดียว เพราะถ้าไม่มีคนที่ทำตนจนสำเร็จ สิ่งที่ทำก็หาบุญอันใดย้อนกลับมาไม่ได้เลย ท่านจึงกล่าวว่า "เราต้องขอขอบคุณคนเหล่านั้น ที่ทำให้เรามีบุญมาเลี้ยงตน"

บทสรุปในประเด็นนี้ ท่านจึงชี้ว่า การจะทำอะไร ไม่ใช่พิจารณาแต่ว่าทำแล้ว และได้บุญแล้ว ต้องดูด้วยว่า ผลแห่งการทำนั้น ให้สุขแก่คนหรือสัตว์ใดๆ หรือไม่ มิฉะนั้นแล้ว ก็ได้แต่ฝัน ทำมากมายสักฉันใด ก็เป็นลม ไม่มีผลย้อนกลับมาช่วยตนเลย

ที่สำคัญ บุญของมนุษย์ทุกวันนี้ ไปคนละทิศกลับคำสอนของพระภูมี เพราะสอนให้ไปทำบุญกับการสร้างวัตถุ หากแต่ของเดิมเขาให้หาบุญกับมนุษย์และสัตว์ และเป้าหมายท้ายสุด คือ "พัฒนามนุษย์ ให้เป็นผู้มีธรรม เพื่อกำกับนิสัยตน"

ตัวเลขให้อะไร

อนามัยโลก ออกตัวเลขการประเมินสภาวะการณ์ของมนุษย์ ที่จะเผชิญกับโลกล่าสุดออกมา และก็เป็นไปตามความจริง นั่นคือ จำนวนผู้ป่วยในแต่ละโรค มีแต่เพิ่มปริมาณขึ้น

ย่อขนาดลงมาเฉพาะผู้ติดเชื้อภูมิคุ้มกันบกพร่องในประเทศไทย จนถึงปัจจุบัน ล้านกว่าคน ทั้งหมดทุกตัวคนเลยก็ว่าได้ พึ่งพายาแผนปัจจุบัน ผลก็คือ ตายไปกว่าหกแสนคน นั่นคือ ไม่มีใครรอด

หากแต่สถิติแม้จะพุ่งขึ้น สูงขึ้น ก็หยุดความเชื่อมั่นที่มีต่อหมอ ต่อยาแผนปัจจุบันไม่ได้เลย ยังคงมุ่งมั่น ศรัทธา ทั้งที่ผลลัพธ์เป็นศูนย์เสมอมา

ในขณะที่ ผู้ป่วยในจำนวนไม่กี่รายที่มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ มียอดผู้รอด และมีชีวิตเป็นปรกติสูขให้เห็น เดินกันในชมรม อาทิเช่น หญิงชาวพม่า ผู้ซึ่งจากแผ่นดินแม่ มาทำงานในแผ่นดินไทย แต่ก็ถูกรุมโทรม แถมเชื้อร้ายให้ด้วย จนเจ้านายที่เป็นกรรมการ ต้องนำมาฝากให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วย แลอยู่มาจนทุกวันนี้ จากซากศพ รอวันตาย วันนี้ แข็งแรง ทำงานได้ทั้งวัน ที่สำคัญ กินเป็นสุข นอนเป็นสุข อย่างที่คนอีกล้านคน ในประเทศเดียวกัน ไม่เคยได้สัมผัส

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า คุณสมบัติที่คนทั่วไปมีต่อหมอ และยาแผนปัจจุบัน อันเรียกว่า ศรัทธาและความเชื่อมั่น หากมาใช้กับสมุนไพร ทางรอดก็ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่คนเหล่านั้นมีกับสิ่งที่เป็นลม คือไม่มีอำนาจช่วยรักษาจริง จึงหาคนประสพผล ตามหวังที่ตั้งใจ และสนองศรัทธาที่มีไม่ได้เลย

และยิ่งเจ้าพ่อ เจ้าแม่ด้วยแล้ว ต้นไม้ที่ยืนฉี่รดมาตั้งแต่เด็ก วันนี้มีคนมาบอกว่ามีเจ้าแม่ เจ้าพ่อ คนแห่แหนมากราบไหว้ แท่งปูนที่เมื่อวันก่อนยังเดินเหยียบอยู่เลย วันนี้เอาไปตั้งเรียกศาล ก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว

ของเหล่านี้ คนทั่วไปกราบไหว้ เดินผ่านก็ก้มหัว ใส่ศรัทธา และความเชื่อ ว่าศักดิ์สิทธิ์จริง มีอำนาจจริง จึงมีพฤติกรรม กราบไหว้ ตั้งแต่ยังไม่เป็นอะไร จนมีโรคหนึ่ง สอง สาม สี่ ก็ยังไหว้อยู่ และเชื่ออยู่ ว่าศักดิ์สิทธิ์

ก็ถ้าสิ่งเหล่านั้นศักดิ์สิทธิ์จริง มีอำนาจช่วยจริง คนที่มุ่งมั่น กราบไหว้ ศรัทธา จะมีทุกข์จากโรคได้เช่นไร

บทสรุป ไม่ว่าสิ่งใดในโลก เมื่อถึงเวลา ผลก็คือ ช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะมันไม่มีอำนาจจริงนั่นเอง

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนให้หลวงพ่อนิพนธ์มาปลุกปั่น คือ ความจริง ว่า "โรคเกิดจากกรรม" แลกรรมมีอำนาจเหนือมนุษย์ จึงควบคุมมนุษย์ให้เป็นไปตามกรรมได้ มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ได้พิสูจน์ให้มนุษย์ได้เห็น ว่าเป็นอำนาจที่สามารถเอาชนะกรรมได้ นั่นคือ "ธรรมของพระภูมี"

ผู้ใดผูก ผู้นั้นย่อมต้องเป็นผู้แก้ นั่นคือบทสรุปที่ว่า จักรวาลนี้จึงต้องมีของสองสิ่งเป็นคู่กัน

ตัวเลขที่สูงขึ้นเหล่านี้ ย่อมชี้ชัดว่า สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่า ยา หรือเทพเจ้าองค์ใด หยุดปัญหาของมนุษย์ไม่ได้เลยแม้สักกะผีก แต่ความศรัทธาของมนุษย์ ไม่ว่า อดีต ปัจจุบัน หรือ คนรุ่นต่อไป ก็ไม่ลดลงแม้แต่น้อย บางทีอาจเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป

หากแต่ สมุนไพร ที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ทานปุ๊บ ช่วยปั๊บ กลับไม่สามารถ หรือ ไม่คิด ที่จะสร้างให้เป็นเทพเจ้า และให้ความเคารพ ศรัทธา ดั่งเช่นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวในอดีตที่ผ่านมาได้เลย

ผลก็คือ สถานะของผู้ช่วยที่แท้จริง จึงต่ำต้อยติดดินไร้ค่า เทียบศาลพระภูมิ เทียบเกจิไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ช่วยได้

เมื่อสถานะของสิ่งที่มีอำนาจจริงต่ำต้อย จึงพาเราท่านตกอยู่ในวังวน เพราะของต่ำช่วยให้ขึ้นที่สูงไม่ได้อย่างแน่นอน

มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เหตุและผล แล้วฝืนนิสัย เพื่อสร้างเทพเจ้าที่ช่วยตนได้ ด้วยพฤติกรรมของตนเอง

สิ่งเดียวกัน สมุนไพรหม้อเดียวกัน ทำไมคนอื่นรอด เราไม่รอด

ก็บทสวด สำหรับคนที่เขารอด มันคือ บทสวดที่มีคุณค่า มีความศักดิ์สิทธิ์ ภาพที่คนอื่นมอง คือ กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่คนที่เขารอด เห็นเป็นดั่งเชือกสวรรค์ ที่ยกขึ้นเหนือหัว ใช้ศรัทธาท่อง จะพาตนขึ้นที่สูงได้ หากแต่เห็นเป็นกระดาษ พัดก็เย็นดี ท่องไปให้จบๆ มันก็กลายเป็นลมปาก อย่างเก่งก็ทำให้เราหยุดพูด หยุดคิด ในเรื่องบาป ชั่วคราว ผลที่ได้จะไปสู้อำนาจกรรมได้ฉันใด

แลสมุนไพร ที่ช่วยตน ก็ไม่ซาบซึ้ง จนเกิดศรัทธา กลายเป็นพระเจ้าเองค์ใหม่ ที่พึ่งได้สำหรับตน เป็นของสูงที่จะนำพาวิญญาณให้พ้นจากโรคภัย ก็หาได้ไม่

เรื่องจึงเป็นโอละพ่อ สิ่งที่เป็นลม กลับเห็นและทำประดุจพระเจ้า ทั้งที่ผลออกมาแล้วว่า ช่วยตนไม่ได้เลย สิ่งที่ช่วยตนได้ และควรจัดเป็นพระเจ้า ก็ทำประหนึ่งของที่ได้มาฟรี ไม่มีคุณ ไม่มีค่า

ด้วยสิ่งนี้แหละ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูดเสมอ นิสัยต่างหากที่น่ากลัวไม่ใช่โรค ....

คนที่ไม่เอาเหตุ เอาผล ไม่ยอมพิจารณา แล้วเปลี่ยนแปลง ก็มีแต่ทำตนเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตได้เท่านั้น

คนที่จะลดตัวเลขลงได้ ย่อมต้องทวนกระแส อาศัยธรรมคำสอนของพระภูมี สร้างพระเจ้าที่พึ่งได้สำหรับตนขึ้นมา แทนความเชื่อดั่งเดิม

ภาพที่เห็นจึงไม่น่าแปลก เดินผ่านศาลพระภูมิ ตัวลีบ ลดกิริยา รีบไหว้ ทั้งที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่สิ่งที่ช่วยได้ โน่นวางกองไว้ที่ตีน อยู่กับหมูกับผัก จะตกหล่น หกเสียหาย ก็ไม่อาลัยอาวรณ์ในคุณค่าใดๆ เลย

ตัวเลขคนรอด หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วไม่รู้ว่า หลังจุดต้องมีศูนย์กี่ตัว

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ลงแดงทุกคนไหม

ลงแดงจะเกิดขึ้นกับทุกคนที่ทานสมุนไพรไหม?  คำถามนี้ เป็นที่สงสัยกันเหลือเกิน

หลวงพ่อนิพนธ์เคยอรรถาธิบายว่า ไม่จำเป็น

การลงแดง คือ การที่เชื้อโรค มีความสามารถหลบซ่อนตัว ในที่หนึ่งที่ใดของร่างกาย

โดยปกติแล้ว เมื่อเริ่มทานสมุนไพร ร่างกายก็เริ่มที่จะต่อสู้กับโรคได้ หากแต่เชื้อโรคก็มีชีวิต มีวิญญาณ สามารถรับรู้ถึงภัยที่จะมาสู่ตนได้

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หลังจากทานสมุนไพร ในระยะแรกนั้น สภาพของผู้ป่วยมักจะดีขึ้น ก็เนื่องจากเชื้อโรคเจอคู่ต่อสู่ที่แข็งแกร่ง บางโรคก็ตายไป พ่ายแพ้ไป แต่เชื้อที่แข็งแกร่ง จะหาหลืบมุมในร่างกาย หลบซ่อน เพื่อฟูมฟักตัวเอง

เมื่อทานสมุนไพรไปจนถึงระยะที่ร่างกายแข็งแกร่งเพียงพอ นั่นหมายความ ร่างกายมีความสามารถที่จะตรวจทุกซอกทุกมุมของร่างกายว่าจุดใดอันตรายแล้วนั่นเอง

เมื่อร่างกายไปเจอ เชื้อโรคที่ซุกซ่อนอยู่ จะสร้างสภาวะที่เชื้อนั้นไม่ต้องการ จนเชื้อนั้น ต้องออกฤทธิ์ ก่อนที่มันจะแก่

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมสมุนไพรจึงช่วยบรรเทาไประดับหนึ่ง เพราะเชื้อที่ออกฤทธิ์ก่อนวัย ย่อมไม่ร้ายแรงนั่นเอง

สภาพลักษณะเช่นนี้ หลวงพ่อนิพนธ์มักเรียกว่า เป็นการเร่งให้เชื้อโรค แก่และตาย ก่อนเจ้าของร่างกาย

ที่ซึ่งธรรมชาติ เมื่อเชื้อโรคแก่ ออกฤทธิ์ และตาย เจ้าของร่างกายก็ตายด้วย

เคล็ดของการรักษาตนเอง จึงอยู่ที่ทำอย่างไรให้เชื้อออกฤทธิ์ และเจ้าของร่างกายยังสามารถดำรงอยู่ได้นั่นเอง นั่นก็คือ "การสร้างภูมิ" พร้อมกับ การมีอวัยวะที่สมบูรณ์ ซ่อมแซมตัวเองได้ทันกับการทำลาย

ดังนั้น อาการลงแดง จึงมักเป็นเชื้อที่มีความสามารถหลบหลีก และแข็งแกร่ง อาทิ เช่น เชื้อเก๊าต์ เชื้อ HIV เป็นต้น

ส่วนเชื้อที่มักจะปะทะกันโดยตรง ไม่มีหลบซ่อน ก็อาทิ เชื้อมะเร็ง เป็นต้น

การลงแดง จึงไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคน หากแต่เมื่อเกิดขึ้น แทนที่จะกังวล และเป็นทุกข์ ควรที่จะดีใจ และรับด้วยความยินดี เพราะนั่นหมายถึง สภาพร่างกายเราพร้อมที่จะสู้แล้ว อีกนัยหนึ่งก็คือ ประตูสวรรค์ได้เริ่มเปิด การหายโรคกำลังจะเป็นจริง

การที่ทานสมุนไพรได้นานพอควรแล้ว ย่อมสบายใจได้ระดับหนึ่ง ดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวคือ ไม่มีทางที่จะเกิดเหตุปัจจุบันทันด่วนจากอาการ จนไม่มีเวลาให้กอบกู้ชีวิต เช่น เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก หัวใจวายเฉียบพลัน เป็นต้น

อาการเหล่านี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะร่างกายได้ถูกพัฒนาฟื้นฟู และมีภูมิต้านทานที่แข็งแกร่งแล้วนั่นเอง

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

รูปแบบสมุนไพรในอนาคต

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวย้ำเสมอว่า สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ต้องเป็นสมุนไพรที่มีชีวิต มีวิญญาณ พูดตามหลักวิทยาศาสตร์ นั่นคือ มีเนื้อเยื่อ ที่มีชีวิต

ดังนั้น สมุนไพรจะมีสรรพคุณ จึงไม่สามารถสกัดได้ แต่แปรรูปได้ เพราะเมื่อใดที่ทำการสกัด นั่นเป็นการทำให้เซลล์ตาย คุณค่าของสมุนไพรก็จะสูญไป

แต่การแปรรูป เพื่อให้เกิดความสะดวก ตามวิทยาการสมัยใหม่ นั้นทำได้

ดังนั้น ในอนาคต สมุนไพรที่เป็นประเภทยาต้ม เช่น ยาเบาหวาน ยาปอด เป็นต้น สามารถใช้วิธีการแปรรูปให้มีความเข้มข้นขึ้น โดยอาศัยเครื่องแยกน้ำออกจากตัวสมุนไพร ทำให้มีสภาพเข้มข้น และมีรูปลักษณ์เหมือนน้ำเชื่อมข้นๆ อันจะทำให้ประหยัดการเก็บ และไม่จำเป็นต้องทานปริมาณมาก ดังเช่นปัจจุบัน

สำหรับยาที่มีความเผ็ดร้อน ทำให้คนไข้ที่มีสภาพทางเดินอาหารไม่ดี เช่นเป็นแผล หรือเป็นรู ก็สามารถใช้แป้งข้าวโพด ที่อยู่ในรูปแค็ปซูล แล้วบรรจุสมุนไพรเผ็ดร้อนเหล่านี้ เพื่อแก้ปัญหาให้คนไข้กลุ่มนี้ อันจะทำให้สามารถทานได้ตั้งแต่เริ่ม

อนาคต เมื่อพร้อม ภาพการหิ้วหรือแบกยา คงจะค่อยๆ เลือนหายไป แม้กระทั่งยาเขียว ก็จะกลายเป็นลักษณะกรรมวิธีคล้ายการชงชาลิปตัน

กระบวนการเหล่านี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ทดลอง และให้ห้องทดลอง วิเคราะห์คุณค่าสมุนไพรมาเรียบร้อยแล้ว ว่าไม่ทำให้ด้อยค่าลง

หากแต่อุปกรณ์ในการทำมีมูลค่าสูง จึงต้องร้องเพลงรอไปก่อน

อย่างไรก็ตาม มันก็คงต้องถึงสักวัน

และวันนั้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ชมรมคนรักสุขภาพ จะเปิดสาขาแข่งกับร้านเซเว่น คนไข้จะได้ไม่ต้องลำบากมาจากที่ไกลๆ เช่นวันนี้

กังวลทำไม

ปัญหาที่คนทานสมุนไพรพบบ่อย นั่นคือ เมื่อทานไปถึงระยะหนึ่ง สิ่งที่ไม่เคยเกิดก็เกิด สิ่งที่ไม่เคยเป็นก็เป็น โดยเฉพาะอาการที่มาสร้างความทรมาน

หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวน้อยใจว่า มนุษย์ชอบเห็นผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด ทำให้ เมื่อสมุนไพรร่วมกับร่างกายจนมีความแข็งแกร่ง ก็จะเริ่มสังคายนาร่างกาย โรคที่แฝงไว้ตามจุดต่างๆ ก็จะประทุ เริ่มแสดงอาการ นั่นคือ ลงแดง

อาการลงแดง จึงเป็นจุดเริ่มของการเปิดประตูสวรรค์ เพราะนั่นหมายถึง ร่างกายเราพร้อม ที่จะกำจัดโรคออกจากตัวเราท่านอย่างถาวรแล้วนั่นเอง แต่มักถูกมองว่า เป็นนรก เพราะนิสัยที่จะปฏิเสธ ไม่ยอมเจ็บ ไม่ยอมใช้หนี้กรรมที่ทำมานั่นเอง

ความคิดกับความจริง ที่มันสวนทางนี้เอง จึงกลายเป็น พฤติกรรมอกตัญญู ผลของมันจึงทำให้หลุดลอย ไปไม่ถึงฝั่ง ทั้งๆ ที่เหลืออีกนิดเดียวก็จะพ้นน้ำเชี่ยวแล้ว

สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักแนะนำคือ อย่าเก็บความสงสัยไว้ เพราะมันจะกลายเป็นมุมมืดของหัวใจ แล้วมันจะเป็นอุปสรรคขวาง

เมื่อสงสัย ควรถามผู้รู้ ถามหลวงพ่อนิพนธ์ ถามวิทยากรที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้จัดไว้ให้ ไม่ว่า อ.อร่าม อ.สุนทร หรือ คุณณัฐนนท์

แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนไว้ว่า แนวทางสมุนไพรจะประสพผล นั่นคือ ผู้ทำก็มีจิตใจที่ใสสะอาด ไม่มีเหลี่ยมมุมซุกซ่อนกิเลส ผู้ทานก็มีจิตใจเปิดโล่ง เพื่อให้สิ่งดีงามได้เข้าไปแทนที่สิ่งเลวร้าย หากผู้หนึ่งผู้ใด มีมุมมืด มีมุมหลบ จนอะไรก็เข้าไม่ถึง ก็เป็นการยากที่จะประสพผล

ความคิดที่ดูเล็กน้อย ก็กลายเป็นยักษ์ขวางทางสำเร็จ อาทิเช่น เกลียดคนทำสมุนไพร แต่ชอบที่จะทานสมุนไพร ดั่งภาษิต "เกลียดตัว กินไข่"

อย่าเก็บ อย่าสร้าง ความกังวล หากคิดจะประสพผลในแนวทางสมุนไพร

หากเปิดใจไม่ได้ ไม่ว่ากัน ควรที่จะยอมรับ แล้วหันไปในทางที่ชอบ ก็ถือได้ว่าเป็นคนจริงแล้ว

ความเชื่อถือ

โลกวันนี้ สอนให้รู้ว่า คนเราจะไม่เอาเหตุผล แต่จะแห่แหนกันไปในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วก็กล่อมตัวเองจนเชื่อว่า เป็นจริงตามสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้นเอง

อันเป็นที่มาของวิชาการตลาด และโฆษณา ที่ยุคนี้ถือได้ว่าเป็นศาสตร์ที่เฟื่องฟู

ด้วยรากฐานที่มา ที่นักจิตวิทยาศึกษา เมื่อผู้ถามว่าคำตอบใดถูก แม้นว่าท่านจะทราบว่าข้อ ข. ถูก หากแต่เมื่อคนทั้งห้องต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า ข้อ ก. ถูก คำตอบของท่านก็จะเปลี่ยนเป็นข้อ ก. ในที่สุด

เพราะความเป็นอัจฉริยะของบุรุษ ที่มองไม่เหมือนใคร นั่นคือ ไอสไตน์ อันชื่อมีความหมายในภาษาเยอรมันว่า "ก้อนหิน" นั่นหมายความว่า เป็นคนที่โง่ ในวัยเด็ก ท่านจึงพิจารณาข้ามกำแพงอันนี้ได้

บทความสุดท้ายก่อนที่จะเสียชีวิต จึงกล่าวว่า หากโลกนี้จะมีศาสนาใดที่เป็นเอกในโลก ก็คงจะมีเพียงแต่ศาสนาของพระภูมี ที่ซึ่งล้วนมีรากฐานที่มาจากความเป็นเหตุเป็นผลนั่นเอง

เราจึงไม่แปลกใจว่า แม้หลวงพ่อนิพนธ์จะกล่าวยินยันสักกี่ครั้ง ว่ามีหนทางพิชิตโรคเอดส์ และสร้างบุคคลเหล่านั้นขึ้นมาให้เป็นที่ประจักษ์ นับสิบๆ คน ซึ่งมีหลายคนก็ยังอยู่ในชมรมมาจนทุกวันนี้

หากแต่เมื่อข่าวนี้ปรากฎไป ในโลกไซเบอร์ คนเหล่านั้นพูดเป็นเสียงเดียวว่าเป็นไปไม่ได้ ทั้งที่ไม่เคยมาพิสูจน์ ไม่เคยเห็น ไม่เคยพบ หากแต่เมื่อฝรั่งมังค่า สร้างสูตรยา แล้วอ้างว่าช่วยได้ ทั้งที่ไม่มีผลสำเร็จเป็นตัวเป็นตนให้เห็นสักราย คนในโลกไซเบอร์เหล่านั้น กับกระดี๊กระด้า ดีอกดีใจ ชื่นชมกัน และรออย่างใจจรดใจจ่อ ในยานั้น

นี่จึงเป็นรอยที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องเดินฝ่าไป เฉกเช่นพระโคดมเดิมฝ่าในดงลัทธิ และเทพเจ้า ที่มีเกลื่อนเต็มอินเดีย เพื่อหาสาวก

วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ประกาศว่า ในอีกไม่นาน เมื่อสมุนไพรจากแหล่งต่างๆ เข้ามาสนับสนุนอย่างสมบูรณ์ จะเปิดศึก ทำให้โลกเห็นเป็นตัวอย่าง ให้รู้ว่า สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน และหลักของพระภูมี เท่านั้น ที่ทำให้เราท่านมีโอกาสได้พิชิตโรคที่เป็น หาใช่ เทพเจ้าจอมปลอม ที่มาสารพัดฉายา สารพัดยี่ห้อ ที่กลาดเกลื่อนในตลาด ณ ขณะนี้

และคำตรัสของพระภูมี เมื่อครั้งอดีตกาล ก็จะกลับมาปรากฎอีกครั้ง นั่นคือ "เมื่อใดที่ศาสนาเฟื่องฟู ผู้ดีจะเดินตรอก ขี้ครอกจะเดินถนน"

เพราะศาสน์ของท่าน ใช้หลัก "ตนพึ่งตน" อันเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับผู้ที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เจ็บนิด ลำบากหน่อย ก็ไม่ยอม

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวว่า ชาตินี้ แค่อยู่รอได้เห็นศาสนาที่แท้จริง ก็นับว่าคุ้มแล้ว ได้เห็นบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า ได้เห็นของจริงว่าเป็นอย่างไร และที่แน่ๆ ไม่ใช่แบบในพระไตรปิฏกที่พราหณ์แต่งขึ้นอย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ไอ้ชูชก


ก่อนที่จะเข้ารูปเข้ารอย ในอดีตเราจะเห็นว่า ในบางคร้้งหลวงพ่อนิพนธ์จะอนุญาตให้เปิดบูธ เพื่อให้เหล่าสมาชิกได้ช่วยกันบริจากเงินซื้อสมุนไพรบ้าง มะพร้าวบ้าง

จนวันหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ไปดูสมุนไพร ตามบริเวณชายแดนด้านด่านเจดีย์สามองค์

ท่านก็เผลอนั่งครึ่งหลับครึ่งตี่น อยู่ๆ ก็มีคนเหมือนเอาเท้ามาสะกิด ท่านลืมตาขึ้นมา เห็นแม่ชีเมี้ยนมายืนอยู่ จึงก้มกราบแทบเท้า ร้องไห้ด้วยความคิดถึง

แม่ชีเมี้ยน กล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ไอ้ชูชก แล้วตรัสว่า ไม่รู้หรือว่า ผลของการทำเช่นนั้น ท้ายที่สุดก็คือ ท้องแตกตาย

พร้อมกับตรัสว่า ฉันเรียกคนให้มาหา แล้วบอกกับแกว่า ให้ทำสัมมาอาชีพ เพื่อไปหล่อเลี้ยงสัมมาปฏิบัติ

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ท่านจึงได้สติว่า การเปิดบูธเช่นนั้น แม้จะดูแล้วไม่ผิด ทางโลกเขาก็ยอมรับ แต่เมื่อพิจารณาพฤติกรรมแล้ว ก็เป็นดั่งแบมือขอ คือชูชกนั่นเอง เพราะไม่ได้ใช้ส่วนของตนในการให้ได้มาเลย

เมื่อพิจารณาจากคำเตือนของแม่ชีเมี้ยน ทำให้ย้อนไปหาคำสั่งเสียเมื่อครั้งก่อนจะลาสังขาร ว่าจงสร้างสัมมาอาชีพ เพื่อหล่อเลี้ยงสัมมาปฏิบัติ แล้วจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของตำราแม่ยังคงอยู่

วันนี้ เราจึงเห็นรูปรอยที่เข้าที่เข้าทาง นั่นคือ กิจกรรมของสัมมาอาชีพ ที่มีจิตอาสามาสนับสนุนทำกันมากขึ้น อันเป็นน้ำสายน้อยๆ หลายๆ สาย มารวมกัน เป็นแม่น้ำที่ใช้ให้คนทั่วไป ที่เวียนว่ายมา ได้ดื่มกินใช้กัน ไม่หมดไม่สิ้น

ที่สำคัญ หากวงจรนี้อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง ก็ย่อมแสดงให้เห็นหลัก "ตนพึ่งตน" ของพระภูมี นั้น ทำได้ เป็นไปได้ ด้วยพลังสามัคคีของมวลเหล่าสมาชิกทุกท่าน

ไม่ต้องรองอนง้อ ความช่วยเหลือจากผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือได้รับผลประโยชน์จากกิจกรรมนี้ ใดๆ เลย

คำขอ ที่รอความหวัง

คนไข้ท่านหนึ่ง ที่มาใช้บริการของชมรมได้ระยะเวลาหนึ่ง หลังจากได้พิจารณาผลจนมั่นใจ จึงได้เปิดเผยตน

เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ

เขาแจ้งให้หลวงพ่อนิพนธ์ ถึงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ในประเด็นที่คาดหวังว่าหลวงพ่อนิพนธ์สามารถช่วยได้อย่างแน่นอน นั่นคือ "โรคตา" ที่เป็นกันมากมายทั่วโลกในขณะนี้

คำร้องขอที่เขากล่าวแก่หลวงพ่อนิพนธ์นั่นคือ การขอยาตา จำนวน ๒๐ ขวด เพื่อให้อนามัยโลก นำไปทดสอบ และจากผลการทดสอบประสิทธิภาพ ออกมาเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

ในนามของสหประชาชาติ ได้ร้องขอความร่วมมือ โดยการจัดทุนสนับสนุนให้หลวงพ่อนิพนธ์ผลิตยาตา เพื่อส่งให้อนามัยโลกแจกจ่ายฟรี แก่ผู้มีปัญหาทางตาทั่วโลก

หลวงพ่อนิพนธ์ก็รับไว้พิจารณา แต่ยังไม่ได้ตอบรับ...

เฮ้อ... เนื้อเพลงที่ชอบ มักล่องลอยมาให้ได้ยินเสมอ คนอื่นอยู่ไกลอีกซีกโลก แต่ ... "ผิดหวังนิดหน่อย ไม่รู้เมื่อไหร่ คนไทยจะรักของไทย"

เทคนิก

จากปากต่อปาก เล่ากันเป็นคุ้งเป็นแคว หรือแม้แต่จากตาตัวเองเห็น คนที่มาชมรมจึงแบกความหวัง หรืออย่างน้อย ก็มีความหวัง ว่าจะหาย หรือ ต้องหายอย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่แบกมานั้น ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นความหวัง แต่ความจริงที่จะต้องพบต่างหาก ที่จะเป็นตัวตัดสินว่า สิ่งที่แบกมานั้นเป็นไปได้หรือไม่

กฎธรรมชาติ ที่สามารถใช้ได้ในทุกสาขา นั่นคือ กฎ ๘๐ ต่อ ๒๐ ก็ยังคงใช้ได้กับสถานที่นี้เช่นกัน

นั่นหมายความว่า คนที่มาส่วนใหญ่ ๘๐ เปอร์เซนต์ มักจะล้มเหลว ไม่ประสบผลดังหวัง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่สมุนไพรไม่ดี ไม่มีสรรพคุณ หากแต่ว่าสรรพคุณของสมุนไพร แม้จะมาจากหม้อเดียวกัน ทานเหมือนกัน แต่สรรพคุณต่างกัน หรือ การให้ผลที่ต่างกัน เพราะเทคนิคที่แต่ละคนใช้ต่างกัน

เรื่องของศาสนาที่แท้จริง เป็นสิ่งที่ท่านกล่าวว่า เป็นเรื่องของชีวิต สิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือ จึงเป็นของเป็น นั่นคือต้องมีวิญญาณ

เราท่านอาจมีความเห็นว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ไม่อัดเทป แล้วเปิดให้ฟัง เหมือนเกจิทั้งหลาย อยากไปฟังที่ไหนก็เปิดฟังได้

ก็เพราะการทำแบบนั้น ธรรมคำสอนที่นำมา มันก็จะกลายเป็น ธรรมตาย นั่นเอง ไม่มีวิญญาณ ผลของการฟัง แล้วนำไปปฏิบัติ ก็แทบจะไร้ค่า หากแต่คำพูดเดียวกัน เมื่อผู้พูด ต้องใช้สติ ใช้สมาธิ ใช้เจตนา กลั่นออกมา หรือที่เรียกภาษาทั่วไป ว่าด้นสด นั่นจึงก่อให้เกิดวิญญาณ คำพูดเดียวกัน จึงมีอำนาจต่างกัน

ฉันใดก็ฉันนั้น สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา และหลวงพ่อนิพนธ์ได้จัดทำให้ ก็อุปมาดั่งดินที่เขานำมาปั้นเป็นรูปพระพุทธ แม้จะเป็นรูปพระพุทธแล้ว สรรพคุณก็ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยผู้สวมใส่ได้ เพราะขาดซึ่งการปลุกเสกนั่นเอง

เทคนิคที่ว่า จึงต้องอาศัยการเรียนรู้ แล้วนำไปปฏิบัติ เพื่อปลุกเสกสมุนไพรที่เราท่านจะรับมา ให้มีอำนาจ

พระที่ผ่านการปลุกเสก จะเข้มขลังปานใด ก็ขึ้นอยู่กับผู้ปลุกเสก มีคุณสมบัติเช่นใด ก็เฉกเช่นกัน สมุนไพรตัวเดียวกัน หม้อเดียวกัน จะมีคุณสมบัติมากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับเราท่านจะปลุกเสก ด้วยคุณสมบัติของตัวเองนั้นมีสักเท่าใด

บทสรุป เทคนิคในการสร้างสรรพคุณ จึงเกิดจากคุณสมบัติ มิใช่เกิดจากความอยาก ความหวัง คุณสมบัติที่ว่าคือพฤติกรรมที่เราท่านสร้างให้สมุนไพรเป็นนั่นเอง

เราท่าน จึงได้ยินบ่อยๆ ว่า เวลาสวดมนต์ เจ้าหน้าที่มักเตือนว่า อย่าวางบทสวดมนต์ไว้กับพื้น เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า เราท่านกำลังวางสถานะบทสวดมนต์ไว้ ณ ที่ใด เป็นของสูงหรือของต่ำ

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า มีแต่ของสูงเท่านั้น ที่จะสามารถดึงวิญญาณของเราท่านที่กำลังตกต่ำ อยู่ในขุมนรก ให้ขึ้นที่สูงได้

พยากรณ์ของผู้ที่จะหายไม่หาย ก็ดูพฤติกรรมที่เขาสร้างกับสมุนไพร ว่าเป็นเช่นไร หากคนผู้นั้นปลุกเสกสมุนไพร ด้วยการวางไว้บนรถ ตรงที่เท้าวาง กับคนผู้นั้น ปลุกเสกสมุนไพร เมื่อรับมา อุ้มไว้ในอก ประคองอย่างดี รักษาอย่างดี ถึงรถ ก็จัดไว้ในที่อันควร ไม่ให้สิ่งใดมาวางทับ

แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผลของการกระทำมหาศาล เพราะเมื่อเราท่าน ปลุกเสกสมุนไพร ด้วยพฤติกรรมว่าเป็นของสูง ไม่ว่าสภาพของเราท่านจะเลวร้ายสักฉันใด ของสูงก็ย่อมนำวิญญาณให้พ้นนรก พ้นทุกข์ได้

ลองพิจารณาดูคนรอบข้าง ถามไถ่อาการว่าเขาทานสมุนไพรแล้วเป็นเช่นไร แล้วดูพฤติกรรมของเขา ว่าเป็นเช่นไร เราท่านจะเข้าใจว่า การจะประสพผลสำเร็จในแนวทางแม่ชีเมี้ยน ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ .... หากแต่ความล้มเหลวนั้นเกิดจากการไม่ทำ ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อช่วยตนเองต่างหาก

อุปสรรคใหญ่จึงอยู่ที่ การทำความเข้าใจในเหตุผลที่ได้ฟังจากหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วมาโน้มน้าวตนให้เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนนิสัยนั่นเอง หาใช่โรคไม่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชอบพูดเล่นๆ ว่า หมูผัก มันช่วยได้แค่อิ่ม ก็เล่นเอาสมุนไพร ไปทำต่ำกว่าหมูผักอีก เพราะถือหมูกลัวตก ถือสมุนไพร หล่นช่างมัน หกช่างมัน แล้วของต่ำอย่างนั้น ไร้ราคาสำหรับคนคนนั้น จะช่วยคนคนนั้นได้อย่างไร

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ช่วยหรือฆ่า

กลยุทธ์ทางการตลาด เริ่มจากการหลอกล่อให้ตรวจ เมื่อยอมตรวจ นั่นหมายถึง ความตระหนกในใจที่แฝงอยู่ในคนๆ นั้น

กระบวนการ ขู่ให้กลัวจึงตามมา ว่าหากค่าตัวนั้นสูงไป ต่ำไป จะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วพุ่งเป้าให้ขวัญกระเจิง นั่นคือ สิ่งนี้จะทำให้ตายได้นั่นเอง

คนที่วัดแล้วความดันสูง จึงต้องรีบทานยาคุมความดัน

คนที่ไขมันสูงจึงต้องทานยาคุมไขมัน

คนที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ก็ต้องรีบทานยาคุมค่าน้ำตาลในเลือด

องค์ความรู้จากพระภูมี ได้ทำให้เราท่านจินตนาการเห็นว่า เมื่อทานยาคุมเหล่านี้ลงไป สิ่งที่หายไป ไปไหน อุปมาเหมือนน้ำขุ่น แล้วเราท่านนำสารส้มมาแกว่ง ตะกอนหายไปไหน ย่อมตกอยู่ใต้ก้นแก้วนั่นเอง

ฉันใดก็ฉันนั้น สิ่งที่หายไป กลายเป็นตะกอน ตกอยู่ที่ใดที่หนึ่งในร่างกายนั่นเอง

แต่ผลที่ตามมาจากการคุมค่า เลวร้ายมหาศาล อันเรียกได้ดุจฆาตกรต่อเนื่องนั่นเอง เพราะมันก่อให้เกิดโรคที่สอง ที่สามตามมา

วัดค่าไขมันได้ในเกณฑ์ แต่ก็ทำให้ไขข้อขาดไขมัน และโปรตีน ที่ใช้สร้างหมอนรองกระดูก ผลก็คือ เก๊าต์มาเยือน

วัดค่าน้ำตาลได้ต่ำ แต่ผลก็ทำให้ไตพัง

บทสรุป ที่ไม่มีใครยอมคิด ยอมมอง และยอมรับ นั่นคือ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่คนโลภ จะสร้างยามาเพื่อช่วยคนให้หายโรค

มีแต่ สร้างยา เมื่อทานแล้วเลิกไม่ได้ และมีผลต่อเนื่อง กลายเป็นทานมากขึ้น

จะปฏิเสธสักฉันใด ทุกคนในวันนี้ เริ่มจากยาเม็ดเล็กๆ หนึ่งเม็ด จนกลายมาเป็นกำ ทุกตัวคน

ไม่เชื่อลองหามาให้ดูสักคน ที่ทานยาแล้วหาย ไม่ต้องทานอีกตลอดชีวิต หาให้ตายก็คงไม่เจอ ...

ตัวเลขคนป่วยด้วยโรคนั้นโรคนี้ มันจึงมีแต่พุ่งขึ้น ฟ้องประจานนั่นเอง

แต่พระเจ้าเหล่านี้ นับวันยิ่งมากขึ้น มากขึ้น จากบทเริ่ม ยาครอบจักรวาล พาราเซตามอล มาจนบัดนี้ ยาพระเจ้าเหล่านี้ นำชื่อมาเรียงต่อกัน ก็คงวนได้รอบโลกแล้วกระมัง

พระภูมีจึงเรียกพระเจ้าเหล่านี้ว่า "หลักบวก" แลเรียกหลักของท่านว่า "หลักลบ"

พระเจ้าเหล่านั้น ที่หวังพึ่งให้ช่วย เมื่อวันเวลามาถึง ก็หนีหายไปหมด ไม่ช่วยก็พอทน แต่ยังทำให้เกิดอุบัติเหตุของพรหมลิขิต ต้องตายก่อนวัยอีกต่างหาก

หากแต่คนก็นิยมชมชอบ ด้วยเหตุนี้แหละ พระภูมีจึงตรัสว่า "มนุษย์ชอบเห็นกงจักรเป็นดอกบัว"

จะมีก็คงส่วนน้อย ที่ยอมรับในเหตุและผล แล้วทำตน ทวนกระแส เพื่อช่วยตน

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หมูไปไก่มา

วิธีการที่พระภูมีใช้ในการดำเนินกิจกรรมของศาสนา ทรงบัญญัติหลัก "หมูไปไก่มา"

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ขยายภาพพฤติกรรมเหล่านี้ให้เห็น

อาทิเช่น พระภูมีทรงกำหนดวินัย ให้รับบาตร นั่นหมายถึง การรับหมูมา แล้วฉันข้าวในบาตรนั้น จนมีพลังไปปฏิบัติวินัย เป็นบุญ คือไก่ส่งคืนเจ้าของข้าว

แม้นกระทั่ง ยามที่ทรงธุดงค์ไปในสถานที่ใด ในย่ามจะมีเสียมเล็กๆ เมื่อทรงจะประทับที่ใด ก็จะมีวินัยกำหนด พื้นที่หนึ่งวา สองวา หรือสามวา ในการทำให้พื้นที่ที่ทรงประทับนั้นโล่งเตียน น่านั่ง

เมื่อเสด็จไปแล้ว เจ้าของที่เห็นสถานที่โล่งเตียน มานั่งพักผ่อน จึงเป็นการให้ซึ่งกันและกัน

การไปหาสถานที่นั่ง จึงไม่ใช่ไปเพื่อนั่งวิปัสสนา สมาธิ อย่างที่พระไตรปิฎก หรือ เกจิต่างๆ สอนกัน

ด้วยเหตุนี้เอง พระของพระภูมี หรือ พระแม่ชีเมี้ยน จึงมีคำเรียกอีกอย่างว่า "พระกรรมกร" เพราะเมื่อทานหรือรับของผู้อื่นมาแล้ว จึงต้องนำมาก่อให้เกิดประโยชน์คืนกลับเจ้าของไปนั่นเอง จะมามัวนั่งวิปัสสนาเฉยๆ ไม่เกิดผลใดคืนแก่เจ้าของ ไม่ได้เลย

และด้วยเหตุผลนี้เอง ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การเปิดรับบริจาคของสมาชิกชมรม ต่อมูลนิธิไทยกรุณา จึงต้องกำหนดเป็นครั้งคราว เมื่อได้มาแล้ว ต้องรีบหาทางนำไปทำประโยชน์ให้เร็วที่สุด เพื่อคืนกลับเจ้าของไป

หากสะสมไว้ สิ่งเหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาทับตนของเราให้เกิดนิวรณ์ขึ้น

ที่นี่จึงทำแบบมูลนิธิอื่นไม่ได้ มิฉะนั้นแล้ว หากรับมาแล้วทำให้เขาไม่ได้ ผลท้ายที่สุด ก็เป็นดั่งคำสอนของแม่ชีเมี้ยน คือ "ช่วยเขา แล้วเราตาย" อย่างแน่นอน

มันจึงเป็นไปไม่ได้เลย เมื่อได้กำไรจากข้าวแกง แล้วคนมีปัญญา จะนำเงินนั้นเก็บเข้ายุ้ง เข้าพก เข้าห่อของตนเอง มีแต่จะต้องรีบนำไปก่อประโยชน์ให้แก่เจ้าของเงินให้เร็วที่สุด และสูงสุด ตามปัญญาที่มี ....

เพราะเงินเหล่านี้ ล้วนแต่แฝงด้วยแรงอธิษฐานอันมหาศาล นั่นเอง มันจึงเป็นของร้อน หากนำเป็นของตน โบราณจึงสอนว่า "ห้ามนำของวัดกลับบ้าน" ฉันใดก็ฉันนั้น

หัวหมู่ทะลวงฟัน

ด้วยความพร้อม ที่น่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้จัดกลุ่มทดลองเล็กๆ ขึ้น

โดยเฉพาะตอบสนองความกังวลของเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ที่ทรงปรารภในเรื่องมะเร็ง

นั่นคือ จัดกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง แล้วติดตามผล โดยเฉพาะในเบื้องต้น คือ ผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่ผ่านการผ่าตัด จำนวน ๑๕ คน

และแบ่งเป็นสองกลุ่มย่อย คือ ผู้ป่วยที่มีอาการค่อนข้างหนัก ให้พักที่ชมรม จำนวน ๕ คน และผู้ป่วยที่สามารถไปกลับได้ จำนวน ๑๐ คน

ผ่านไปหลายเดือน ผลที่ปรากฎ มีผู้ป่วยเสียชีวิต จำนวน ๒ ราย ซึ่งทั้งสองรายเป็นผู้ที่กล่าวว่า เขาไม่สามารถทำตามหลวงพ่อนิพนธ์ได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ รับไม่ได้ นั่นเอง

อุปสรรคใหญ่ของคนเหล่านี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็คือ การที่จะไม่ยอมให้เกิดอาการใดมากระทบเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้

ท้ายที่สุด คนไข้กลุ่มนี้ก็กลับไปใช้บริการของหมอ

การเก็บเกี่ยวผล และพยายามหาวิธี เพื่อให้เปอร์เซ็นต์รอดมากที่สุด

ในอนาคต เมื่อเรือนพักคนไข้ สร้างเสร็จ และสมุนไพรที่จะป้อน จากทุกส่วนพร้อม การเปิดรับคนไข้มะเร็งเข้ามาเข้าคอร์ส ก็คงเป็นความหวัง และหวังว่า คนกลุ่มแรกๆ นี้ ผู้ซึ่งเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน จะกลายเป็นวิทยากร ผู้ซึ่งให้ความรู้ และกำลังใจ แก่คนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี

เครื่องจักรสุดมหัศจรรย์

ร่างกายมนุษย์ เมื่อพิจารณาแล้ว นับว่าเป็นสุดยอดเครื่องจักร ที่มีความละเอียดอ่อน เกินกว่าเครื่องจักรใดๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น

เพียงแต่เราไม่เคยเรียน ไม่เคยรู้ ไม่เคยสังเกต ความวิเศษนี้

เครื่องจักรนี้สามารถ สร้าง ซ่อม และที่สำคัญ สามารถแพร่พันธุ์ โดยการย่อส่วน กลายเป็น ไข่ และ อสุจิ เพื่อสร้างใหม่ได้

เมื่อพิจารณา ความสามารถให้ดี เราจะเห็นความมหัศจรรย์ และเชื่อมั่นในร่างกายของเรา มากกว่า เชื่อเครื่องจักรใดๆ ในโลกนี้

มาลองพิจารณาความมหัศจรรย์สักประเด็นนึงที่หลวงพ่อนิพนธ์เล่าให้ฟัง

เคยทานน้ำอัดลมไหม รู้สึกประทับใจและชอบ เหมือนเราหรือไม่ ตอนที่เปิดออก แล้วมันมีฟองฟู่ ทานแล้วชื่นใจ

แล้วย้อนกลับมาพิจารณา การทำงานของร่างกายเราท่าน

มีความดันไปทำไม สิ่งที่ธรรมชาติสร้าง ย่อมต้องมีหน้าที่และคุณประโยชน์

ความดัน จึงมีหน้าที่ให้เกิดกระแสหมุนเวียน ทำหน้าที่ตรวจสอบหลอดเลือด ทำหน้าที่ล้างไขมันที่อุดตัน ดังนั้น ทุกรอบเมื่อถึงเวลาร่างกายจะสร้างแรงดันสูงขึ้นมา เพื่อตรวจสอบระบบ อุปมา รถตรวจหมอนรถไฟ ก็ปานนั้น

เมื่อร่างกายสร้างความดันขึ้น นั่นก็หมายความว่า ร่างกายต้องมีกลไก ในการลดหรือสลายความดันนี้ตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องอาศัยยาเคมี

นั่นคือ ถ้าเราสังเกตดู เราจะเห็นบางวัน ปัสสาวะของเราทำไมมีฟองฟู่ นั่นแหละ คือการที่ร่างกายสลายแรงดัน อัดลงในปัสสาวะ และระบายออก เมื่อออกสู่ภายนอก จึงเกิดฟอง เหมือนกับน้ำอัดลมนั่นเอง

พระภูมี บัญญัติ หลัก "ตนพึ่งตน" เพราะเล็งเห็นชัดแจ้งแล้วว้า ร่างกายของเรา เมื่อฟื้นกลับมาทำงาน ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งอื่นใด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า "หมอที่เก่ง และรู้สภาพของเราท่านได้ดีที่สุด ก็คือตัวของเราท่านนั่นเอง"

แล้วเหตุใด จึงไปเชื่อฝรั่งมังค่า ที่แม้แต่ตัวของเขาเอง ยังเอาตัวไม่รอดเลย

ฟ้าสู่ดิน

คำสอนของแม่ชีเมี้ยนที่ตรัสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งที่เกิดขัดแย้งกันอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากท่านจำรูญ และท่านเจริญ มีดำริจะรับเงิน อันเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องยอม

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ตอนนี้ท่านมีลูกศิษย์มากมาย ฐานะเปรียบเหมือนกษัตริย์ จะแสวงหาสิ่งใดก็ได้ หากท่านละได้ ก็อุปมาเหมือนพระโคดมสละบัลลังก์ ในภายภาคหน้า ก็คงไม่มีอะไรทำให้ท่านหลงติดยึดอีก

จากพระนิพนธ์ ที่มีลูกศิษย์นับแสน ก็กลายเป็นเด็กเสิร์ฟ ในบาร์ "เวียงราตรี" ของลาว เพื่อแฝงกายหลบพระพี่ชาย

ความที่เสียใจที่อยากทำความดี ก็ทำไม่ได้ จึงประชดชีวิต หากแต่ความรู้ที่มี ก็ทำให้กลายเป็นข้อจำกัด เพราะรู้แก่ใจดีว่า "การทำลายชีวิตตนเป็นบาปมหันต์"

วิธีการที่คิดได้ นั่นคือ "ยืมดาบฆ่าคน"

จึงถามเพื่อนว่า อาชีพใดที่ตายง่ายที่สุด เพื่อนที่เป็นเหล่านักบิน และรับจ้างอยู่กับบริษัท แอร์ อเมริกา จึงกล่าวว่า "ไทยถีบ" นี่แหละ เพราะไปแล้วไม่เคยมีใครรอด

หน้าที่ก็คือ นั่งเครื่องเฮลิคอปเตอร์เข้าเขตเวียตกง เมื่อถึงเป้าหมายก็เปิดประตู แล้วถีบสัมภาระลง ท่ามกลางห่ากระสุน

พิจารณาดูแล้วได้ตายสมใจ ก็เลยสมัครทันที แต่จนแล้วจนรอด เครื่องที่นั่งไปก็รอดกลับมาทุกครั้ง จนฝรั่งที่เป็นคนขับ ระบุว่าหากหลวงพ่อนิพนธ์ไม่นั่งไปด้วย ก็จะไม่บินเข้าไป

ท้ายที่สุด เมื่อไม่ตายสมใจ ก็หาทางใหม่

อุบัติเหตุดีกว่ามั๊ง

ได้การ เลยไปซื้อเหล้าของอเมริกัน ที่แรงที่สุด พร้อมกับยืมรถมัสแตง ของเพื่อน ดื่มเหล้าทีเดียวหมดขวด แล้วซิ่งรถจากฐานบินอุดรธานี กลับกรุงเทพฯ

ผลปรากฎ รถพลิกคว่ำตกข้างทางสมใจ รถม้วนกลายเป็นเศษเหล็ก แหลกไม่มีชิ้นดี แต่ตัวเองไม่มีแม้แต่บาดแผลสักนิดเดียว

จึงคิดได้ว่า ตัวเองคงยังมีประโยชน์อยู่ ฟ้าเขาจึงยังไม่ให้ตาย

คิดไปคิดมา ก็เพราะคำสัญญาที่จะนำตำราแม่มาช่วยคนนั่นเอง

เพราะเหตุนี้ วันนี้ เมืองไทยจึงยังคงมีสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ให้คนไทยได้เป็นทางเลือก

และด้วยเหตุนี้ เราท่านจึงวางใจได้ว่า คงยากที่จะนำดิเรกลาภใดๆ มาเพื่อหลอกล่อหลวงพ่อนิพนธ์ เพราะผ่านการทิ้ง ชื่อเสียง และลูกศิษย์ลูกหา มาแล้ว

มันน่าจะเพียงพอวางใจได้หรือไม่ว่า "สมุนไพรนี้มีที่มาที่ไป ไม่ใช่ยาผีบอก"

และที่สำคัญผู้ทำ เชื่อได้ว่าเป็นผู้มีคุณธรรม ไม่ทำเพื่อหวังลาภยศ สรรเสริญ หรือเงินทองเป็นแน่

เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น คงทิ้งถ้ำกระบอกมาไม่ได้หรอก ในขณะที่ชื่อเสียง และลาภ ยศ สรรเสริญ เต็มไปหมด

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

นักร้องเสียงทอง

ในยุคแรกๆ ของถ้ำกระบอก เมื่อเสียงร่ำลือเริ่มกระจายออกไป ก็มีคนไข้ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นโรค หูหนา ตาเล่อ จนขนาดที่เรียกว่า มีน้ำเหลืองเยิ้มทั้งตัว

คนไข้ท่านนั้น อยู่ในความดูแลของสามเณรนิพนธ์ จนอาการดีขึ้น

และก็คงมีใครเคยทราบว่า คนไข้ท่านนี้ ซึ่งต่อมาเป็นบรมครูเพลงไทยท่านหนึ่ง คือ คุณครูไพบูลย์ บุตรขัน ได้เคยแต่งเพลงให้สามเณรนิพนธ์ไว้ร้องเพลงหนึ่ง

ทั้งนี้ เนื่องจากความคึกคะนอง และยังเด็ก ประกอบกับเชื่อมั่นว่า เสียงของตนก็ดีไม่แพ้ใคร จึงได้ร้องขอให้ครูแต่งเพลงให้

ครั้นเมื่อได้เพลง จากครูไพบูลย์ สามเณรหนุ่มก็แอบไปหลังเขา ที่ซึ่งไม่มีผู้คน เพื่อไปร้องเพลง

ครั้นพอหนำใจ ก็เดินกลับขึ้นถ้ำ อย่างมีความสุขในการร้องเพลง และอิ่มใจที่เสียงของตนก็ไม่แพ้ใคร

แต่แล้ว สามเณรหนุ่มก็ต้องแปลกใจ เพราะมีพระมาตาม บอกว่าแม่ชีเมี้ยนให้ไปพบ

สามเณรหนุ่ม คิดแล้วคิดอีกว่า ก็ตรวจดีแล้ว ดูดีแล้ว ว่าไม่มีใคร แล้วแม่ชีเมี้ยนรู้ได้อย่างไร

เมื่อพบแม่ชีเมี้ยน ท่านก็ตรัสว่า คนทั่วไป มีรูปงามก็นำรูปไปหากิน มีเสียงดีก็นำเสียงไปหากิน การที่ท่านให้สามเณรมาบวช เพราะเล็งเห็นแล้วว่า สามเณรเป็นผู้มีเสียงเป็นพลัง มีสติปัญญา สามารถใช้เสียงที่มีเพื่อโปรดญาติโยมได้

นั่นคือ แทนที่จะใช้เสียงในการหากิน ก็นำมาใช้หาบุญแทน

โลกอาจขาดนักร้องเสียงดีไปคนหนึ่ง แต่จะได้พระที่มีสติปัญญา มีเสียงเป็นอำนาจ ชี้ทางถูก ที่พระภูมีทรงทิ้งไว้ให้ เพื่อให้คนทั่วไปได้พิจารณา และนำไปช่วยตน

ผ่านมาก็ครึ่งศตวรรษ วันนี้ เรายังมีเสียงนี้ฟังอยู่ ให้คนไทยได้ยิน ได้พิจารณาเป็นทางเลือก

คุณของแม่ชีเมี้ยนมหาศาลยิ่งนัก ทำให้คนไทยมีวันนี้

คืบหน้า รถไฟ

หลังจากการรถไฟ ได้อนุมัติขบวนรถไฟพิเศษ เพื่อบริการคนป่วยที่จะไปกลับชมรมคนรักสุขภาพ ดังที่แจ้งไปแล้วนั้น

ทางการรถไฟแจ้งว่า ไม่มีงบในการจัดทำสถานี ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ขออนุญาตจัดสร้างสถานีขึ้นเอง และบัดนี้ ทางการรถไฟ ก็ได้อนุมัติมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในไม่ช้า เราก็คงได้เห็นสถานีรถไฟย้อนยุค เพื่อบริการสมาชิกชมรม

นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง ในผลของข้าวแกง ขนม และน้ำดื่ม ที่เหล่าสมาชิก ได้ร่วมกันทาน ร่วมกันซื้อ ที่จะย้อนมาให้สุขแก่คนทั่วไป

รถไฟเริ่มเดินขบวน หลังจากชานชลาเสร็จ โดยช่วงเช้าจะออกจากสถานีบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ถึงชมรมประมาณ ๙ โมงเช้า ส่วนขากลับ รถไฟจะมาจอดรอที่ชานชลา จนกระทั่งคนสุดท้ายขึ้นจึงเคลื่อนขบวน คาดว่าประมาณห้าโมงเย็น

ตอนนี้ แปลนชานชลา เพิ่งได้รับการอนุมัติ คงต้องรอเวลาก่อสร้างอีกพักหนึ่งจึงเริ่มเปิดใช้งาน ทราบแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ขอลา

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนไข้สองท่านมาลาหลวงพ่อนิพนธ์

ท่านแรก อดีตนางงามสหรัฐ ๔ ตำแหน่ง ที่หมออเมริกาทิ้ง จึงบินข้ามทะเลมาฟื้นฟูตัวเอง ด้วยแนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จนกลับเป็นปกติ และเผลอแป๊บเดียว ก็สามเดือนแล้ว

วันนี้ เธอจึงมาขอลาหลวงพ่อนิพนธ์กลับอเมริกา พร้อมกับทิ้งบทสัมภาษณ์ไว้ให้ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง

อีกท่านหนึ่ง คนไข้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับ และท้ายที่สุด หลังจากหมดเงินไป ๒๐ กว่าล้าน หมอก็ได้กล่าวคำอมตะแก่เขา

การเสียเงิน ก็คงไม่ใช่ประเด็นใหญ่สำหรับเขา แต่ความทรมานอันเนื่องจากอาการนั่นซิ ปัญหาใหญ่

วาสนาเขายังพอมี ทำให้ได้เวียนว่ายมาถึงชมรม พบหลวงพ่อนิพนธ์ พร้อมกับบทสนทนาที่ให้ความพอใจ นั่นคือ แม้นอาการของเขาไม่สามารถที่จะฟื้นฟูกลับมาได้ แต่การทำให้ไม่ทรมานก็ไม่เกินเลยที่จะเป็นไปได้

สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไข้ได้เขียนจดหมายขอบคุณหลวงพ่อนิพนธ์ ฝากภรรยามามอบให้ เนื้อความสรุปได้ว่า ขอบคุณที่ทำให้อาการทรมานของเขาหมดไป

และวันสุดท้าย คนป่วยก็นอนคุยกับภรรยา ด้วยความยิ้มแย้ม และกล่าวลาภรรยา หลังจากนั้นก็นอนหลับและจากไป

ภรรยาจึงได้นำจดหมาย และเล่าอาการของสามี ให้หลวงพ่อนิพนธ์ฟัง

การลาทั้งสองกรณี แม้นดูต่างกัน ที่คนหนึ่งรอด อีกคนหนึ่งตาย แต่สิ่งที่ทั้งสองคนได้สัมผัสเหมือนกัน คือสุขของพระภูมี นั่นคือ สุขจากการไม่มีโรค อันเป็นลาภอันประเสริฐนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กรรมฐาน

ใครอยากรู้ว่านิสัยตนเป็นเช่นไร ไม่ยากเลย

ยามเราเข้าสวดมนต์ ค่อยๆ ดู เราจะเห็น มันโผล่ออกมา ความคิด ความเห็นของเราที่ปรากฎขึ้น นั่นแหละ

ศาสน์สอนให้เรา มีขันติอดทน และเรียนรู้วิธีควบคุมนิสัย ดังนั้น การสวดมนต์ และฟังครูบาอาจารย์ จึงเป็นบททดสอบ ที่เราต้องเรียนรู้ และผ่าน เพื่อใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้กับโรค บนวิถี "ตนพึ่งตน"

เมื่อใด ก็ตาม ที่รักษาความสงบไม่ได้ นั่นแหละนิสัยเรา เริ่มมีความเห็น ความคิด "เมื่อไหร่จะหยุดสักที" นั่นแหละมารผจญ

วันใดที่เราสามารถนำเหตุและผล มาทำให้ตนสงบ และอยู่ในกรรมฐานได้ ไม่กระวนกระวาย ฟังรู้ ผ่านกระไดขั้นนี้ได้ โอกาสในการหายโดยใช้หลักสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ย่อมมีสูง

กรรมฐาน จึงไม่ใช่ไปนั่งนิ่งๆ ปลีกวิเวก ไม่ยุ่งกับใคร หากแต่นั่งสงบ อยู่ท่ามกลางเหตุ แลรักษาความสงบของตนได้ นั่นแลกรรมฐานที่ใช้ข่มนิสัยตน ข่มกิเลสตน ของแม่ชีเมี้ยน

ภาพสงฆ์สาวก ของพระภูมี นั่งเรียงกันเป็นพัน เป็นหมื่น แต่บรรยากาศเงียบสงบ สงัด เหมื่อนไม่มีคนนั่งเลย รอฟังคำสอน นั่นแหละแม่แบบ แลเป็นจุดเริ่มของการปฏิบัติตามแนวคำสอน

รู้ไม่จริง


ข่าวการมรณภาพของพระสองรูป ที่ให้การรักษาคน และจัดให้มีการอบสมุนไพร จนทำให้ตัวเองขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตนั้น บอกอะไรเรา

ความรู้ที่ไม่รู้จริง เห็นเขาทำ ก็ทำมั่ง ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะเรื่องของสมุนไพร

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สมุนไพรเป็นเรื่องละเอียด ห้องอบสมุนไพร อาศัยความร้อน เมื่ออากาศร้อน ก็หมายความว่าออกซิเจน จะลดน้อยลง

ดังนั้น สมุนไพรที่ใช้กับห้องอบ ต้องมีคุณสมบัติที่เพิ่มออกซิเจนในอากาศ ได้ด้วย มิฉะนั้นแล้วคนไข้ที่ความสามารถในการหายใจไม่ปกติ ย่อมเกิดปัญหาและอาจเสียชีวิตได้โดยง่าย

สมุนไพรห้องอบของแม่ชีเมี้ยน จึงมีคุณสมบัติอย่างแรกคือ เพิ่มออกซิเจนในอากาศ ประการต่อมา คือการฆ่าเชื้อ อันเป็นทำให้วางใจได้ว่า ไม่มีการขาดอากาศ และไม่มีการแพร่เชื้อซึ่งกันและกัน

ประการถัดมา ต้องมีสารที่ทิ้งตัวกับผิว เพื่อทำหน้าที่เปิดรูขุมขน ดังนั้น เมื่อเข้ากระโจม วิทยากรมักจะอบรมว่า ให้ลูบตัวบ่อยๆ เพื่อให้สิ่งที่อุดตันหลุดออก และห้ามอาบน้ำ หลังจากออกมา ต้องปล่อยให้สมุนไพรทำงาน รอจนเหงื่อแห้งเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า บุญบาป ก็อยู่ที่มนุษย์และสัตว์ โดยเฉพาะเรื่องของชีวิต หากไม่มั่นใจ ว่าสมุนไพรที่ได้รับถ่ายทอดจากแม่ชีเมี้ยน มีแต่คุณแล้วไซร้ การมาให้คนอื่นใช้ ก็เป็นการสร้างบาป เพราะทานแล้ว ใช้แล้ว จะไปทำลายอวัยวะของผู้อื่น แล้วบาปนั้นจะตกแก่ใคร เพราะลองแล้ว ไตร่ตรองแล้ว จึงนำมา และมีประวัติยาวนาน แค่นี้ยังไม่เพียงพอให้สร้างศรัทธา และมุ่งมั่นช่วยตนอีกหรือ

มาลองแล้วไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ไม่ว่ากัน ขอให้หยุดแล้วไปในสิ่งที่ชอบ เท่านี้ก็เป็นพระคุณ หากคิดทานต่อ ก็ควรมุ่งมั่นจนช่วยตนได้ นั่นแลจึงเรียกว่า ผู้มีกตัญญู

พูดง่ายๆ ก็อย่าทำตนเป็นคน กินล้าง กินผลาญ กินไม่หวังผล นั่นเอง

ฟังมาเล่า

ได้ฟังเรื่องจากคนป่วยสามคน ฟังดูแล้วคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ เลยจำมาเล่าให้ฟัง

เรื่องแรก คือ เรื่องจากกรรมการท่านหนึ่ง ที่ก่อนมาชมรม ก็ใช้บริการของโรงพยาบาลปิยะเวช มาตลอด จนถึงจุดที่หมอช่วยไม่ไหวแล้ว ก็ได้มาใช้บริการของชมรม

จนเวลาผ่านไป เมื่ออาการที่เป็นอยู่คือมะเร็งต่อมไทรอยด์ และกระดูกทับเส้น ของเขาเบาบางลง จนไม่เหลืออาการใดปรากฎ เขาจึงได้กลับไปยังโรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อตรวจร่างกาย

คนไข้บอกหมอว่า ขอตรวจอย่างเดียว

คำถามที่หมอยิงกลับมาคือ หายไปทำอะไรมา เพราะดูจากสภาพที่ปรากฎ แล้วก็ดักคอว่า ไปทานสมุนไพรที่เมืองกาญจน์ของหลวงพ่อนิพนธ์มาใช่หรือไม่

เขาก็ตอบว่าใช่ หมอจึงกล่าวกับเขาว่า สมุนไพรที่นั่นเขาดีจริง เพราะหมอได้พบเคสเช่นเขาหลายเคสแล้ว ที่เวียนกลับมาให้ตรวจอย่างเดียวเช่นกัน

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของคนป่วยชาวอู่ทอง ที่เป็นมะเร็งปอด มีเงินเก็บอยู่ล้านกว่าบาท และมีบ้านของตนเองหลังหนึ่ง

หลังจากอาการมะเร็งปรากฎ ก็เข้าไปรักษาตัวที่ โรงพยาบาลดังในกรุงเทพฯ มาตลอด จนเงินที่มีอยู่หมดไป พร้อมกับบ้านที่ต้องขาย เพื่อนำมารักษาตัว

ท้ายที่สุด ก็ต้องไปเช่าบ้านอยู่ และหมดเงินที่จะไปรักษาอีกต่อไป

คำสุดท้าย ที่เขาได้จากหมอโรงพยาบาล เมื่อทราบว่าเขาไม่สามารถหาเงินมาเพื่อรักษาตัวได้ คือ คำแนะนำให้ไปรักษากับหลวงพ่อนิพนธ์ ที่เมืองกาญจน์แทน เพื่อประหยัด

สองเรื่องนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า เรื่องของชมรม และหลวงพ่อนิพนธ์ได้เป็นที่ทราบกันดีทั่วไปในวงการแพทย์ไทย

เรื่องที่สาม ฟังจากลูกชายของคนป่วยเล่าให้ฟังถึงความมหัศจรรย์ที่เขาประสพจากการพ่อของเขามาใช้บริการของชมรม

เขาเล่าว่า พ่อของเขาป่วยด้วยโรคขั้นรุนแรง จนไม่สามารถสูบบุหรี่ หรือ ทำอะไรได้ โรคที่เป็นอยู่ประมาณสี่ห้าโรคหนักๆ พร้อมกัน

หลังจากมาทานสมุนไพร อาการของพ่อดีวันดีคืน จนเขาเองก็ไม่อยากเชื่อ จนผ่านไปเป็นปีๆ พ่อเขาเองก็คิดว่าตนเองนั้นกลับมาแข็งแรง โรคที่เป็นทั้งหมด ไม่เคยปรากฎอาการใดๆ เลย

พ่อของเขา เริ่มกลับไปเหมือนหนุ่มๆ นั่นคือ สูบบุหรี่วันละสองซอง ทานเหล้า เที่ยวทุกวัน เมื่อไม่มีอาการปรากฎ ในที่สุด พ่อเขาก็ตัดสินใจไม่มาชมรมอีกเลย

ผ่านไป ๑ ปี หลังจากพ่อกลับไปใช้นิสัยเฉกเช่นวัยหนุ่มอีกครั้ง กิน เที่ยว ทุกวัน จนวันหนึ่ง สิ่งที่เขาฟังหลวงพ่อนิพนธ์แล้วไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ ก็เกิดกับพ่อเขา นั่นคือ โรคทั้งหมดหวนกลับมาเป็นพร้อมเพรียงกัน และรุนแรงกว่าเดิม

วันนี้ เขาไม่รู้ว่าพ่อเขาจะสามารถกลับมาดีเหมือนเดิมได้อีกครั้งหรือไม่ แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เขาเชื่อในสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวนั่นคือ การทานสมุนไพร แล้วไม่เปลี่ยนนิสัย ท้ายที่สุด ไปไม่รอดนั้นจริงแท้

เรื่องเล่าเหล่านี้ คงบอกอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย มันคือประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้พิจารณา

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แรงพอกัน

เมื่อบาปมันแรง รูปธรรมของบาป คือ โรค ก็รุนแรงขึ้น

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า บุญก็ต้องแรงตาม รูปธรรมของบุญ ก็คือสมุนไพร จึงต้องมีความศักดิ์สิทธิ์เพิ่มให้สมน้ำสมเนื่้อ

การปฏิบัติ ที่ทำให้สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ การหยุดนิสัยของเรา และใช้นิสัยของพระภูมี นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้พิจารณาว่า ในอดีตเมื่อเรายังไม่เน้นพฤติกรรม ทานสมุนไพรอย่างเดียว ผลเป็นอย่างไร

ลองเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น แสดงเอกลักษณ์ศาสนา คือ ความสงบเมื่อเข้าห้องสวดมนต์ หรือ ลองทำนิสัยพระภูมี คือ ไม่โกรธ ไม่ด่าว่าใคร วันละหนึ่งชั่วโมง

แล้วเปรียบเทียบผลของการทานดู

ดังนั้น แม้นจะเป็นสมุนไพร หม้อเดียวกัน ผลของการทานก็แตกต่างกันไปแล้วแต่ละบุคคล นั่นคือ ตามแต่พฤติกรรมที่ทำนั่นเอง

จะกล่าวสักฉันใด ว่าเชื่อ ว่าศรัทธา หากแต่เมื่อมองดูแล้ว หาความสงบให้เห็นไม่ได้เลย คำกล่าวนั้นก็เป็นแค่ลม เพราะความศรัทธา ย่อมทำให้สงบได้นั่นเอง เมื่อสงบไม่ได้ พูดให้ตาย ก็ไร้ค่า

แลเมื่อไร้ซึ่งศรัทธา หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ไม่ควรมาให้เสียเวลา เสียเงิน เสียค่าน้ำมัน ควรคิดให้ได้ และทำบุญโดยการเสียสละสมุนไพรให้คนที่มีศรัทธาทานเสียดีกว่า แลบุญอันนี้ ก็จะส่งผลให้ท่านไม่มากก็น้อย

แม้นจะดื้อดึงทานสักฉันใด ก็ไม่พอที่จะต้านแรงบาปได้หรอก

ดุจดังไม้ซีกงัดไม้ซุง

โลกนี้ พระภูมีบอก มีแต่ธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะพิสูจน์แล้วว่า "ธรรมชนะกรรมได้"

อยากชนะกรรมชนะบาป แต่ไม่เอาธรรม เราท่านจะไปกันอย่างไรหนอ.................

สัญญาณเตือน

เป็นความเห็น ความเชื่อส่วนตัว ให้พิจารณา หลังจากฝนตกกระหน่ำ จนน้ำท่วมชมรม ประมาณหัวเข่า

ถึงแม้จะไม่เป็นอุปสรรคทำให้เป็นเหตุจนกิจกรรมดำเนินไปไม่ได้ก็ตามที

แต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เขตของแม่ชีเมี้ยน มีกำแพงบุญกั้นอยู่ ยังกระทบ แม้จะไม่มาก นั่นเป็นสัญญาณว่า บาปที่มนุษย์ร่วมกันทำ กำลังจะโถมเข้ามาแล้ว เป็นมหันตภัย ให้มนุษย์เกรงกลัว และรอให้พระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาอุบัติ เพื่อดับภัยนี้

สัญญาณนี้ ควรที่จะเป็นตัวเร่งให้ได้สำนึก และน้อมนำธรรมของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติ เพื่อรอพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ เพราะคนที่จะรอดปลอดภัย อย่างแน่นอน ก็คือคนมีธรรมนั่นเอง

ก็พิจารณาคำกล่าวกันเองน่ะ ...

เหยียด

เวลาที่ดูฟุตบอล แล้วนักกีฬาที่ไม่ชอบคู่ต่อสู้ที่มีสีผิวต่างกัน แสดงท่าทางและพฤติกรรมดูถูกดูแคลนกัน ก็มีให้เห็นบ่อย

เราเคยแปลกใจว่า ในเมื่อทุกคนกล่าวกันว่า ชอบคนดี สนับสนุนคนดี แล้วทำไมจึงมีคนไม่ชอบ พระเจ้าของศาสนานั้น ไม่ชอบลัทธินี้ ทั้งที่ในหนังสือก็เขียนว่า ทุกศาสน์และลัทธิ ล้วนสอนให้คนเป็นคนดี

มาวันนี้ จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมพระพุทธเจ้าที่มีเมตตามหาศาล จึงไม่สามารถพามนุษย์เข้านิพพานได้หมด

เพราะความเชื่อ เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น และเมื่อสร้างแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้เมื่อพระโคดมสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พิจารณาเห็นความจริงข้อนี้ จึงคิดอดอาหารเพื่อเข้านิพพานเลย

แต่ด้วยมนุษย์มีพวกที่เอาเหตุเอาผลนั่นเอง จึงมีคนที่สามารถสร้างความเชื่อใหม่ จากเหตุผลที่พระภูมีทรงให้ แต่ก็ถือว่ามีไม่มาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกที่กล่าวว่า ดีแต่ไม่เอา

และก็ไม่แปลก เมื่อพวกคลั่งศาสนา เป็นผู้มีอำนาจ จึงมักสอดแทรกสิ่งเหล่านี้ลงไป เราจึงเห็นภาพคนอิสลาม ประท้วงหนังบางเรื่อง

และหนัง ที่นำเอาชื่อพระภูมี ไปตั้งชื่อสัตว์เลี้ยง เราก็เคยเห็น

เราจึงย้อนคิดถึงคำพูดของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวกับท่านโกวินธะ เจ้าอาวาสวัดไผ่รื่นรมณ์ อดีตลูกศิษย์ที่ถูกโรคหัวใจเล่นงาน มาอ้อนวอนขอให้ช่วย

"ยาของผม ช่วยคนได้ทั้งโลก แต่ช่วยท่านไม่ได้หรอก เพราะท่านทำบาปกับพระพุทธเจ้า กับแม่ชีเมี้ยน"

เราจึงคิดเล่นๆ ว่า วันหนึ่งเมื่อคนเหล่านั้นประสพชะตากรรม และเวียนว่ายมาถึงแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน สิ่งที่เขาทำจะกลายเป็นอุปสรรค ทำให้โอกาสเขาหมดไป

ดีที่ศาสนาพุทธสอนให้ไม่ชอบก็วางเฉย เราจึงไม่เห็นภาพนี้เกิดในประเทศเรา

และธรรมของพระภูมี เป็นธรรมสายกลาง ทำให้ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ก็สามารถมาใช้บริการได้

เราจึงเห็นภาพว่า ทำไมความสงบ จึงเป็นเอกลักษณ์ของศาสนาพุทธ

ขึ้นป้าย

หลังจากได้พื้นที่ ทั้งพุน้ำร้อน และฝั่งพม่า พร้อมกับเตรียมโกดังเพื่อรับซื้อสมุนไพรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ถือเป็นฤกษ์ ขึ้นป้ายรับซื้อสมุนไพรอย่างเป็นทางการ เพื่อเตรียมการสู้ศึกเต็มที่ เพราะค่าสมุนไพรจะถูกลง นั่นหมายถึง ปริมาณที่คนไข้จะได้รับย่อมมากขึ้น และเพียงพอ โดยเฉพาะคนไข้ที่ต้องอาศัยปริมาณช่วย

กระบวนการอีกอย่างที่รอคอย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คือ การไปขออนุญาตแม่ชีเมี้ยน เพื่อทำยาตัด ให้คนไข้อีกครั้ง

สถานที่ที่จะไป เป็นวัดแห่งหนึ่งในพม่า มีเอกลักษณ์ที่เป็นที่ร่ำลือ นั่นคือ สองด้านของวัด ด้านหนึ่งจะเป็นชาวพม่า อีกด้านจะเป็นชาวกะเหรี่ยง เวลากลางวัน ทั้งสองฝ่ายจะยิงกัน แต่พอตกเย็น จะวางปืน แล้วกอดคอเดินเข้าไปกินข้าวในวัด ฟังพระเทศน์ เช้า ออกมา ค่อยยิงกันใหม่

สอบถามได้ความว่า พระท่านสอน ให้มีที่เว้น เมื่อเข้าไปในวัด ให้วางนิสัย ไว้ด้านนอก ทำนิสัยบุญ คือ ไม่โกรธกัน พอพ้นเขต จะทำอย่างไรก็ไม่ว่ากัน

รอ ... และก็หวังว่าคงจะเป็นข่าวดี เพราะถ้าไม่อนุญาต หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า ทุกคนก็ต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเล ไปทานสมุนไพรที่วัดนั้นกันเอง ที่นี่ก็คงต้องปิด เพราะเจ้าของเขามาแล้ว

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เหตุแห่งสุขวันนี้

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า โรคบางโรคในอดีต แทบจะเรียกว่าหาคนที่เป็นยากเต็มที นานปีทีหนจึงจะเจอซักราย แต่ในปัจจุบันนี้เป็นกันเกลื่อน

สาเหตุ แห่งการเป็นก็ด้วย ความหวังสุข เชื่อในคำโฆษณาชวนเชื่อ ที่โหมกระหน่ำเข้ามา โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั่นจะย้อนกลับมาทำลายตนอย่างสาหัสสากรรจ์

เมื่อดูโฆษณาย้อมสีผม ท่านก็กล่าวว่า ในไม่ช้าโลกจะเจอกับโรคใหม่ นั่นคือ มะเร็งเส้นผม

เมื่อใช้สารเคมีกับศรีษะมากเข้า หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวกับคนไข้ท่านหนึ่งว่า นั่นเป็นเหตุที่ทำให้คนไข้ท่านนั้นเป็นไมเกรน แลวินิจฉัยให้ฟังว่า รูขุมขนที่ศรีษะถูกสารเคมีปกคลุม จนอุดตัน ทำให้ปกติร่างกายต้องขับถ่ายของเสียที่เกิดบริเวณสมองออกทางรูขุมขนนั้น ไม่สามารถทำได้

ผลก็คือ ของเสียเหล่านั้น ตกค้างอยู่บริเวณศรีษะ จนกลายเป็นพิษ ทำให้เกิดอาการปวดหัวขึ้นนั่นเอง

มาวันนี้ เห็นโฆษณา ครีมทาผิว ทารักแร้ เพื่อไม่ให้มีเหงื่อ

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ฉิบหายแล้ว

เพราะระบบหนึ่งของร่างกาย ที่ลดการทำงานของไตในการขับของเสีย นั่นคือเหงื่อ ที่ออกตามรูขุมขนของร่างกายนั่นเอง

เหงื่อคืออะไร ท่านอธิบายว่า คือน้ำที่ถูกร่างกายดึงออกซิเจนไปใช้เรียบร้อยแล้ว ร่างกายจึงต้องขับน้ำเสียนี้ออกจากร่างกาย ผ่านทางขุมขน เมื่อร่างกายขับไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้น

พฤติกรรมที่หวังสุขเฉพาะหน้าเหล่านี้ กำลังสร้างมลภาวะให้แก่ร่างกาย เพราะไม่สามารถขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ นั่นคือ ระเบิดเวลาที่กำลังรอการปะทุ

ยิ่งเทคโนโลยีดีขึ้นเท่าใด นั่นหมายถึงประสิทธิภาพในการปิดกั้นระบบยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

วันหนึ่ง เมื่อไปหาหมอ หมอจะพบอาการ แต่หาสาเหตุไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เกิดจากโรค มันเกิดจากของเสียเป็นพิษและตกค้างในร่างกาย เพราะขับถ่ายออกไม่ได้นั่นเอง

อยากสวย อยากงาม คิดให้ดีก่อน ว่าคุ้มไหม

แย่งมา

Image

วันเวลาผ่านไปรวดเร็ว สารทไหว้พระจันทร์มาเยือน ก็เป็นเหมือนเครื่องเตือนความจำว่า ถึงเวลาที่ต้องไปแย่งอีกครั้งแล้ว

เพราะสมุนไพรตัวนี้ เป็นสมุนไพรสด ออกผลปีละครั้ง นั่นคือ "สมอ" นั่นเอง

ที่เมื่อออกผลปุ๊ป จะมีเหล่าสัตว์ป่า ที่รู้คุณค่า มารอคอยทานเพื่อเป็นยากันอย่างมากหน้าหลายตา

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าอดีตครั้งแรกๆ ที่ไปเก็บสมอให้ฟังด้วยความสนุกว่า ด้วยยังไม่รู้ว่า เมื่อถึงเวลาสัตว์ป่าเหล่านี้ก็จ้องรอเวลาอยู่ เพราะเป็นยาของพวกมันเช่นกัน

ดังนั้น การไปเก็บสมอครั้งแรกๆ ก็ไม่ได้ระวังตัว ขณะกำลังก้มเก็บอยู่นั้น ก็มีหมูป่าตัวใหญ่วิ่งเข้ามาแย่ง ชนท่านจนกระเด็น

ปีต่อมา เมื่อถึงหน้าเก็บสมอ จึงต้องพกอุปกรณ์ช่วยไปด้วย นั่นคือปี๊บและไม้ เพื่อไว้ไล่ หมุป่า เก้ง กวาง ชะนี และอื่นๆ ที่มารอเก็บกินเช่นเดียวกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ด้วยเมื่อสมอเข้ากับสมุนไพรตัวอื่น จะเสริมสร้างภูมิของร่างกายให้แข็งแกร่ง และเหตุที่เป็นสมุนไพรสด เก็บไม่ได้ ดังนั้น โอกาสจึงมีแค่ปีละครั้ง

ตอนนี้ ฤดูก็หมุนเวียนมาบรรจบ มีโอกาสได้ทานอีกครั้ง ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์จัดให้ทาน หลังทานยามะพร้าว

หมายเหตุ มีโควต้าแค่คนละแก้วเท่านั้นเอง

อย่าพลาดโอกาสดีๆ อย่างนี้ ที่ผ่านมาปีละครั้ง อุตสาห์ไปแย่งมา ไม่รู้ว่า สรรพสัตว์มองค้อนกัน จนควันออกหูแล้วละมั๊ง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ด้วยสรรพสัตว์ ไม่มีปัญญา จึงทานได้แต่สมอเพียงอย่างเดียว หากแต่ด้วยปัญญาของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เมื่อเข้าตัวยาสมุนไพรอื่น ทำให้มีคุณเอนกอนันต์ ใครพลาดน่าเสียดายแย่

ตาสว่าง

ผู้หญิงไทย ที่จัดว่าเก่ง มีความสามารถในการทำอาหาร ฝันที่จะมีกิจการใหญ่โต เป็นนักธุรกิจ จึงดิ้นรนไปบุกเบิกร้านอาหาร จนมีร้านใหญ่โต ในญี่ปุ่น

เวลาผ่านไป กิจการก็รุ่งโรจน์ด้วยความสามารถอย่างที่หาตัวจับยาก ในชั้นเชิงอาหาร พร้อมกับสิ่งที่เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ นั่นคือสุขภาพของเธอ เมื่อตรวจพบเชื้อมะเร็งที่เต้านม

อยู่ในเมืองที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง เธอจึงฝากความหวังไว้กับแพทย์ที่ญี่ปุ่นตลอดมา จนท้ายที่สุด หมอ กล่าวกับเธอว่า อาการของเธอมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว เชื้อกระจายไปทั่วร่าง

เธอบินกลับมาเมืองไทย และได้ทราบข่าวของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงตั้งความหวังสุดท้ายว่า ในเมื่อไม่รอดแน่ก็ขออย่าให้ปวดทรมานจนตายเลย จึงมาเช่าบ้านที่หนองเสือ ใกล้กับชมรม เพื่อความสะดวกในการมารับสมุนไพร

เผลอนิดเดียว ผ่านไปสี่เดือน จากที่หมอญี่ปุ่นให้วาจาอมตะ เธอกับมีอาการดีวันดีคืน เชื้อเริ่มถูกบีบกลับมาอยู่ที่บริเวณเต้านม ไม่กระจายตัว และไม่มีอาการปวด

ได้ยินเรื่องจิตอาสามากเข้า เธอจึงขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์มาเป็นจิตอาสา ทำอาหารที่เธอถนัดบ้าง

ผ่านไปอีกสามเดือน แผลที่บริเวณเต้านมของเธอ หายจนปิดสนิท สามารถทำงานได้เป็นปกติ

วันนี้เธอรู้แล้วว่า ความสุขของชีวิตเธอ ควรจะวางไว้ที่ตรงไหน สัปดาห์นี้เธอจึงขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์บินไปญี่ปุ่น เพื่อขายกิจการทั้งหมดที่มี กลับมาอยู่เมืองไทย มาทำสิ่งที่เธอค้นหาตลอดชีวิต นั่นคือความสุข

วันนี้หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เมื่อก่อนฝากสุขไว้กับสุขสังขาร แต่วันนี้เธอฝากสุขไว้กับสุขวิญญาณ เธอได้รู้แล้วว่า ความสุขของพระภูมีเป็นเช่นไร และต้องทำอย่างไร

นั่นคือ เธอรู้ว่า ชีวิตที่เหลือ เธอจะทำอย่างไรถึงมีความสุข ที่ปรารถนาไขว้ขว้ามาตลอดชีวิต

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44