วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตบะแตก


ทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จะประสพผลต้องอาศัยเหตุและผล เป็นสำคัญ ดังนั้นการเรียนรู้เพื่อให้มีน้ำหนัก ก่อให้เกิดความมุ่งมั่น ขันติ และอดทน ด้วยสิ่งที่กำลังต่อสู้คือกรรม ที่ซึ่งมีเล่ห์กล และรูปแบบหลากหลาย เพื่อจะมาเป็นกิเลสดึงเราไม่ให้พ้นจากการเป็นทาส

หากเราประมาท และหย่อนยาน โอกาสที่จะเดินเข้าประตูสวรรค์ ที่แม้จะเหลือแค่เพียงก้าวเดียวก็ถึงแล้วก็มีสิทธิ์หลุดลอยได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้เล่าถึงคนไข้เบาหวานท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมการ และมีฐานะค่อนข้างดี มีหน้ามีตาในสังคม

สภาพของเขา ก่อนที่จะมาที่ชมรม อาการที่ปรากฎเห็นได้ชัด คือ เท้าจะมีสีดำขึ้นมาจนถึงหน้าแข้ง และเกิดอาการขาแข็ง ดังนั้นจึงต้องพึ่งการฉีดเสตียรอยด์ เพื่อให้ขาอ่อนลง จึงไปไหนมาไหนได้ และต้องทานยาเป็นกำ ทุกวัน

ครั้นได้ข่าวชมรม ด้วยความที่ทราบดีว่าหนทางที่เดินอยู่ มีแต่จะเลวร้ายลง จึงคิดจะใช้แนวทางสมุนไพร

หลวงพ่อนิพนธ์ทราบดีว่า คนที่มีสถานะเช่นนี้ มักจะมีความกลัวมากกว่าชาวบ้านทั่วไป ดังนั้น กระบวนการทุกขั้นตอนที่จะพึงเกิด จึงต้องบอกกล่าวให้ฟังเป็นระยะ

เริ่มจาก อาการที่จะพึงเกิดในระยะแรก หลังจากให้หยุดยาเคมี และเสตียรอยด์ รวมทั้งอาการที่จะพึงเกิดจากเบาหวาน

สิ่งที่ตามมา ที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกกล่าว นั่นคือ เมื่อทานสมุนไพรไปได้ระยะหนึ่ง ร่างกายมีความสามารถฟื้นฟูตนเอง ก็จะเกิดแผลเพื่อเป็นหนทางระบายน้ำหนอง ที่เห็นเป็นสีดำที่บริเวณเท้าจนถึงหน้าแข้ง รวมทั้งพังพืดที่ก่อตัว

คนไข้ท่านนี้ก็ใช้เวลาทานสมุนไพรระยะหนึ่ง จนเกิดแผลที่นิ้วที่สองของเท้า ตามคำบอก ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ก็ได้จัดสมุนไพรเพื่อดูดหนอง และพังพืดออกให้

จวบจนเวลาผ่านไปหนึ่งปี บริเวณที่เป็นสีดำก็ลดจนเกือบหมด อีกทั้งวันเวลาที่ผ่านมา คนไข้ก็พอใจ เพราะไม่ต้องทานยาเคมี และฉีดเสตียรอยด์อีกเลย

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไข้เป็นกังวล นั่นคือแผลที่นิ้วซึ่งยังคงไม่ปิด

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้เหตุผลว่า เป็นด้วยเหตุที่ร่างกายยังรีดของเสียออกไม่หมดนั่นเอง ดังนั้นจึงยังไม่ควรทำให้แผลดังกล่าวปิดลงด้วยสมุนไพรสมานแผล ควรรอจนกว่าของเสียหมดจะดีกว่า

ด้วยความที่เป็นผู้มีหน้ามีตาในสังคม เพื่อนฝูงมากมาย ที่ต้องเจอะเจอ จึงได้ยินคำพูดวันแล้ววันเล่า ว่าทำไมจึงมาเชื่อหมอผี เชื่อสมุนไพร หมอปัจจุบันเก่งๆ เยอะแยะ ดูซิ ตอนมาก็มาเท้าปกติ มาใช้วิธีนี้ จนทำให้นิ้วเป็นแผล แผลแค่นี้หมอเก่งๆ รักษา ไม่นานก็หายแล้ว

น้ำเซาะหินทุกวันหินยังกร่อน ความเชื่อที่ไม่มีเหตุและผลเป็นน้ำหนักทับเอาไว้ ไม่นานก็ถูกโยกคลอน แม้นสภาพที่กลับมาเดินได้ เท้ากลับมาขาวเหมือนเดิม ไม่ต้องพึ่งยาเคมี และเสตียรอยด์ มาเป็นปี ก็เบาเหมือนปุยนุ่นด้วยลมปากของคนอื่น

เขาจึงหยุดสมุนไพร แล้วหันไปหาหมอที่เพื่อนฝูงแนะนำ ด้วยความต้องการให้แผลที่นิ้วที่สองของเท้านั้นหาย เพื่อเดินได้สะดวก

ความจริงก็คือความจริง ผ่านไปสามเดือน ของการรักษาด้วยหมอแผนปัจจุบัน เขาต้องถูกตัดนิ้วเท้าไป ๓ นิ้ว พร้อมกับการไม่กล้ากลับมาสู้หน้าหลวงพ่อนิพนธ์ แม้ปัจจุบัน ผลจากการทานสมุนไพร เป็นปี ก็ทำให้เขาอยู่ได้โดยไม่ต้องฉีดเสตียรอยด์อีก แต่ก็ทานยาเคมีของหมอ พร้อมกับใช้ไม้เท้าช่วยเดิน เพราะการสูญเสียนิ้วเท้าไปทำให้การเดินของเขาเสียศูนย์

แลเหตุใหญ่ใจความที่ประการหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจไปตามคำแนะนำของพรรคพวก นั่นคือ ความปวด

หลวงพ่อนิพนธ์ได้อธิบายแก่เขาว่า เมื่อร่างกายไล่ของเสียออก ผลที่เกิดคือ อาการที่ไม่เคยรู้สึกเนื่องจากของเสียนั้นทำลายประสาทไป จะเริ่มฟื้นฟูกลับคืนมาอีกครั้ง ดังนั้น จะมีอาการปวดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

เมื่อใดที่มีอาการปวด นั่นหมายถึงอาการของเราใกล้จะหายแล้ว รอจนกว่าเซลล์ต่างๆ ฟื้นฟูเต็มที่ แล้วสู้อาการปวดได้ นั่นคือหายเบาหวานแล้ว แผลที่นิ้วก็จะเริ่มปิดเอง

แต่ท้ายที่สุด ผลของการกอบกู้ตนเองมาหนึ่งปี ก็ล้มไม่เป็นท่า แลเมื่อล้มแล้ว ก็ยากที่จะบากหน้ากลับมาหาหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง ได้แต่ฝากคำขอโทษ และเสียใจ

การฟังคำสอนทุกวัน จึงมีค่าอย่างยิ่ง และต้องฟังให้เกิดน้ำหนัก เพราะวันหนึ่ง เมื่อถึงวันตัดสินรอดไม่รอด คือ ลงแดง เราท่านจะได้เกิดมานะ มีขันติ และอดทน ต่อสู้อาการที่เกิด และรอจนร่างกายสามารถเอาชนะได้ โดยไม่ต้องอาศัยยาเคมีใดๆ

นั่นจึงต้องอาศัย "ตนพึ่งตน" บนรากฐานของเหตุและผล จึงจะประสพความสำเร็จ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า แนวทางนี้ "ไม่ผ่านนรก จะเข้าประตูสวรรค์ ได้โดยวิธีใด" จึงต้องใช้สติของพระภูมี นั่นคือ "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า"

หลายต่อหลายคน ที่เมื่อทานสมุนไพรมาจนร่างกายมีความพร้อม ร่างกายก็จะต่อสู้กับโรค อาการของโรคก็จะปรากฎ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจ แต่กลับเป็นทุกข์ และหนีอาการกลับไปหาหมอ เพื่อใช้เคมีระงับอาการนั้นเสีย .... เป็นเรื่องน่าเสียดาย วันเวลา และโอกาสที่จะหาย อย่างยิ่ง

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ของตาย


ขณะนี้หลายประเทศได้ตื่นตัวและตระหนักถึงอันตรายของแร่ใยหินแล้ว แม้ยังไม่มากเท่าที่ควร แต่รัฐบาลของหลายประเทศก็เริ่มรณรงค์ให้ยกเลิกใช้แร่ใยหิน โดยฮ่องกง คาดว่า ปี 2556 จะสามารถออกกฎหมายบังคับยกเลิกการใช้แร่ใยหินได้ ส่วนญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ประเทศผู้ผลิตแร่ใยหินอย่างแคนาดาได้ประกาศยกเลิกแล้ว

นพ.อดุลย์ กล่าวด้วยว่า เคสผู้ป่วยจากการทำงานสัมผัสแร่ใยหินจะมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากไทยยังมีการนำเข้าแร่ใยหินเป็นปริมาณมากจนติดอันดับต้นๆ ของโลก หากยิ่งชะลอการยกเลิกนำเข้าและใช้แร่ใยหินนานเท่าไร คนก็จะยิ่งเจ็บป่วยจากการการสัมผัสแร่ใยหินมากขึ้นเท่านั้น และอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด

ของตายแค่สัมผัสก็แย่แล้ว ทานเข้าไปทุกวัน จะเกิดอะไรขึ้น

ฝรั่งยังกลัว .... ประเทศที่ตื่นตัว ... ต้องยอมเลิก ... เว้นประเทศไทย ...

ปิดไว้ บังไว้ ตายช่างมัน ไม่ใช่พวกตู ... โกยไว้ก่อน อีกนานกว่าจะรู้ตัว ...

แร่ใยหิน  อีกหนึ่งภัยใกล้ตัวที่ต้องระวัง!!
          ทุกวันนี้คนไทยต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงจากมลพิษทาง สิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นภัยใกล้ตัวที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของเรา โดยที่เราอาจไม่รู้ตัวเลย!!! 
          "แร่ใยหิน" หรือ "แอสเบสทอส" (Asbestos) ก็ถือเป็นหนึ่งในภัยใกล้ตัวที่คนไทยน้อยคนที่จะรู้จักถึงพิษภัยของมัน ที่สามารถคร่าชีวิตของคนเราได้ หากสูดหายใจเอาแร่ใยหินเข้าไปสะสมในร่างกายเป็นปริมาณมาก 
          ที่บอกว่าเป็นภัยใกล้ตัวก็เนื่องจากว่า "แร่ใยหิน" ได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่างๆ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมประเภทซีเมนต์ อุตสาหกรรมผ้าเบรก ผ้าคลัตช์ อุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าป้องกันไฟหรือความร้อน อุตสาหกรรมกระดาษอัด และอุตสาหกรรมประเภทพลาสติกที่มีแอสเบสทอสเป็นส่วนประกอบ ฯลฯ 
          ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่คนไทยได้ใช้กันอยู่บ่อย ๆ ก็คือ กระเบื้องมุงหลังคาแบบลอนลูกฟูก ท่อระบายน้ำ กระเบื้องปูพื้น ฝ้าเพดาน ฝาผนัง ฉนวนกันความร้อน ผ้าเบรก ผ้าคลัตช์รถยนต์ ท่อน้ำร้อน หม้อไอน้ำ พลาสติกขึ้นรูปต่าง ๆ ฯลฯ 
          ทั้งนี้แร่ใยหิน แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ แอมฟิโบล และเซอร์เพนไทน์ โดยกลุ่มแอมฟิโบล ยังแบ่งย่อยออกได้เป็น 5 ชนิด ได้แก่ ครอซิโดไลท์, อะโมไซท์, ทรีโมไบท์, แอนโธฟิลไลท์ และแอคทิโนไลท์ ส่วนกลุ่มเซอร์เพนไทน์ ก็ได้แก่ ไครโซไทล์ หรือไวท์ แอสเบสทอส 
          ดร.วันทนี พันธุ์ประสิทธิ์ หัวหน้าภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า แร่ใยหินเป็นแร่ธรรมชาติ ที่ค้นพบมาเป็นระยะเวลากว่า 100 ปี  และได้นำเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 50-60 ปีที่แล้ว โดยมีบริษัทเอกชนนำเข้ามาเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตวัสดุก่อสร้างต่างๆ เนื่องจากแร่ใยหินมีคุณสมบัติ ทนกรด ทนความร้อน ทนไฟ มีเส้นใยที่แข็ง และเหนียว ยืดหยุ่นได้ดี เมื่อนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ จะทำให้มีความแข็งแรง ทนทาน ทนความร้อนได้ดี 
          อย่างไรก็ตาม แร่ใยหินแม้จะมีส่วนช่วยให้คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดีขึ้น แต่ก็มีข้อเสียโดยเฉพาะผลกระทบต่อร่างกายคน หากได้รับการสูดดมฝุ่นและละอองของแร่ใยหินเข้าสู่ร่างกาย จนสะสมในปริมาณที่มากและเป็นเวลานาน 15-30 ปี ก็จะทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับปอด อาทิ มะเร็งปอด มะเร็งเยื่อหุ้มปอดและเยื่อบุช่องท้อง (Mesothelioma)  
          "ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้ประกาศห้ามนำเข้าและยกเลิกการใช้แร่ใยหินในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แล้ว อาทิ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ฯลฯ สำหรับประเทศไทย ไครโซไทล์ หรือ ไวท์ แอสเบสทอส ยังมีการอนุญาตให้นำเข้าได้อยู่ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต แต่การนำเข้า ผลิต ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองจะต้องแจ้งและขออนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ส่วนแร่ใยหินชนิดครอซิโดไลท์ ได้ห้ามนำเข้าเพราะถือว่าเป็นชนิดที่มีอันตรายมาก" 
          ทั้งนี้ในทุก ๆ ปี ประเทศไทยต้องนำเข้าแร่ใยหิน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่ปริมาณการนำเข้าแต่ละปีจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ  
          โดยในปี 2540 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจไทยมีการนำเข้าแร่ใยหินสูงถึงเกือบ 2 แสนตัน แต่พอปีต่อมา คือ ปี 2541 อุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจปริมาณการนำเข้าจึงลดลงเหลือ 5-6 หมื่นตันเท่านั้น  ส่วนในปีต่อ ๆ มา การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นและลดลงสลับกันไป จนถึงปี 2549 ไทยมีการนำเข้าแร่ใยหินเกือบ 1.5 แสนตัน โดยมีประเทศที่สั่งนำเข้าที่สำคัญ ๆ อาทิ แคนาดา รัสเซีย กรีซ ฯลฯ 
          ดร.วันทนี กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดแผนงานและได้ประกาศเมื่อปี 2550 ว่า ภายใน 5 ปี หรือประมาณปี 2555 จะให้มีการประกาศห้ามนำเข้าแร่ใยหิน แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ ยังไม่มีใครบอกได้ เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ยังมีความเห็นที่ต่างกันอยู่ 
          "หน่วยงานภาครัฐอาจจะมองกันคนละมุม กรมโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจจะมองในด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมการลงทุน จึงเห็นว่าแร่ใยหินยังจำเป็นในภาคอุตสาหกรรม หากห้ามไม่ให้ใช้ จำเป็นต้องหาวัสดุอื่นมาทดแทนซึ่งมีราคาสูงกว่ามาก ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีราคาสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อคนจน ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขก็จะให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนจึงต้องการห้ามไม่ให้มีการนำเข้า" 
          ในปัจจุบันได้มีการคิดค้นสารที่จะนำมาใช้ทดแทนแร่ใยหิน เช่น PVA ซึ่งในเมืองนอกที่มีการประกาศห้ามใช้แร่ใยหิน ได้มีการใช้สารตัวนี้ทดแทนอย่างแพร่หลาย สำหรับประเทศไทย มีการผลิตสารตัวนี้เช่นกัน แต่ยังมีน้อยอยู่จึงทำให้มีราคาแพง และหากจะสั่งนำเข้ามาใช้ก็ต้องเสียภาษี ในขณะที่การนำเข้าแร่ใยหินไม่ต้องเสีย จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมยังต้องการใช้แร่ใยหินอยู่ 
          อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับอันตรายจากแร่ใยหินก็คือ กลุ่มคนที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมและโรงงานที่มีการใช้แร่ใยหิน รวมถึงผู้ที่ทำงานก่อสร้างและรื้ออาคาร ซึ่งมีโอกาสที่จะสูดดมฝุ่นละอองของแร่ใยหินที่ฟุ้งกระจาย หากไม่มีการป้องกันที่ดี 
          ซึ่งฝุ่นละอองของแร่ใยหินก็มีคุณสมบัติสามารถฟุ้งกระจายลอยในอากาศได้เป็นเวลานาน !??! 
          สำหรับการหลีกเลี่ยงภัยจากแร่ใยหินที่ดีที่สุดนั้น ดร.วันทนี บอกว่า ก็คือ "การไม่ใช้" ซึ่งการที่จะรู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้มีหรือไม่มีแร่ใยหินก็คือ "การติดฉลาก" บอกผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เคยจะดำเนินการขอความร่วมมือให้มีการติดฉลากลงบนผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแร่ใยหินที่อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งได้ เพื่อให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวัง แต่ทางผู้ผลิตเห็นว่าข้อความในฉลากน่ากลัวเกินไป จึงยังไม่ให้ความร่วมมือ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าหรือข้อสรุปในเรื่องนี้ 
          สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ ดร.วันทนี มองว่า จะต้องให้ความรู้กับประชาชนในส่วนของภาคอุตสาหกรรมก็ต้องมีการป้องกันที่ดีให้กับพนักงาน รวมถึงการรื้อถอนอาคารในเขตเมืองก็ต้องมีการป้องกันไม่ให้ฟุ้งกระจาย 
          สุดท้าย ดร.วันทนี เห็นว่า ควรจะต้องมีการประกาศห้ามใช้แร่ใยหินในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สำหรับแผน 5 ปี ที่จะห้ามการนำเข้านั้น หากภาครัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาจริง เชื่อว่าจะทำได้อย่างแน่นอน !?!  
          เพราะประเทศอื่น ๆ สามารถทำได้มาแล้วและทำมานานแล้วด้วย !?!. 
ขอบคุณข้อมูลจาก 

สังคายนาธาตุ

บทคัดย่อของสมุนไพรสูตรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนทรงนำมา มีลักษณะเช่นใด

หลวงพ่อนิพนธ์ได้อรรถาธิบายว่า พระภูมีทรงตรัสรู้ เห็นแจ้งในธรรมชาติของมนุษย์ อันสังขารประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

การเป็นโรค นั่นคือ ธาตุทั้งสี่เสียสมดุลย์

เหตุที่มาของการเสียสมดุลย์ นั่นคือ "กรรม" อันเป็นตัวส่งผลให้สมดุลย์นั้นเสียไป เพื่อทำให้มนุษย์ "เป็นทุกข์ " ตามกรรมที่ทำมานั้นเอง

พระภูมีจึงบัญญัติแนวทาง เพื่อให้มนุษย์ได้ถึงสุข คือ "ความไม่มีโรค" โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงแห่งชีวิต คือ "หลักตนพึ่งตน" ไว้ว่า "สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม"

เหตุและผลความเชื่อ อันเป็นจุดเริ่มที่จะทำให้แนวทางนี้ถูกใช้เป็นทางเลือก ก็ต้องเชื่อในสัจจธรรมเบื้องตนเป็นพื้นฐานที่ว่า "มนุษย์มีกรรมลิขิต" หรือที่เรียก "หรหมลิขิต"

พรหมลิขิตอันนี้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่จนครบตามกรรมที่ทำมาอยู่แล้ว

ด้วยความรู้พื้นฐานอันนี้ จะเป็นเหตุให้รู้ว่า อะไรทำให้เรายังมีชีวิต ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่ยาเคมี ไม่ใช่วิถีการกินอยู่ ไม่ใช่ของดีอะไร หากแต่เป็นเพราะเราท่านยังไม่ถึงที่ตายต่างหาก

เมื่อพิจารณาเหตุมาแต่กรรม ซึ่งเป็นผู้ให้ปัญญามนุษย์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ปัญญามนุษย์ไปแก้ปัญหา

อันเป็นเหตุที่เราต้องหาทางเลือก ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเหนือกรรมเหนือเวร นั่นคือปัญญาของพระภูมีนั่นเอง

สูตรสมุนไพรของพระภูมี จึงทำหน้าที่ฟื้นฟูอวัยวะ นั่นคือ ปรับธาตุทั้งสี่ของร่างกาย ให้กลับสู่สมดุลย์อีกครั้ง และฟื้นฟูภูมิคุ้มกันกลับมา ทำให้ร่างกายกลับมามีความสามารถสู้กับโรคได้ปกติอีกครั้ง

แลด้วยความรู้พื้นฐานจากพรหมลิขิตนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงมั่นใจว่า เมื่อร่างกายขาดเคมีจึงไม่ตายแน่ และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องพึ่งเคมี ผลแห่งการสืบพงศาวดารของมนุษย์ที่ผ่านมา ก็ล้วนแล้วสามารถดำรงเผ่าพงศ์โดยไม่มีเคมีมาก่อนเลย เป็นเครื่องยืนยัน

คนทั่วไปจึงมักจะมองหาว่า ตัวเองเป็นโรคนั้นเป็นโรคนี้ ต้องทานสมุนไพรอะไร ซึ่งแท้จริงแล้วไปคนละแนวเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อวินิจฉัยคนไข้ ก็จะมองว่า บุคคลนั้น ธาตุของเขาเสียสมดุลย์ไปในทิศทางใด มากไป น้อยไป

อาทิเช่น คนเป็นระบบเลือด เลือดน้อย ระบบน้ำเหลือง ภูมิแพ้ ประเภทนี้คือการขาดธาตุไฟ ต้องจัดสมุนไพรธาตุไฟให้ทานมากหน่อย

พวกที่ผอม ขาดธาตุดิน ต้องจัดสมุนไพรเขียวให้ทานมาก เพื่อให้ทานได้ เสริมธาตุดินขึ้นมา อะไรทำนองนี้

หรือเหตุที่คนไข้เป็นมะเร็ง ต้องให้ทานสมุนไพรมะพร้าวเยอะๆ ก็ด้วยเหตุที่มะเร็งเป็นเซลล์ที่ชอบเย็น ไม่ชอบร้อน นั่นเอง

คำตอบที่ อ.อร่าม จึงมักกล่าวในการปฐมนิเทศน์ นั่นคือ สมุนไพรไม่ได้แก้โรคอะไรเลย การแก้ไขโรคเป็นหน้าที่ปกติที่ร่างกายทำได้เองอยู่แล้ว นั่นคือ ร่างกายของเราท่านเป็นหมอที่วิเศษที่สุดอยู่แล้ว มีหน่วยเภสัชที่ดีที่สุดในโลกคือท้อง ปัญหามีอยู่ประการเดียวคือ หมอมันเดี๊ยง มันขี้เกียจ ไม่ทำงาน

เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะนิสัยเราท่านใช้เคมีทำงานแทนหมอจนเคยชิน จนในที่สุดหมอคือร่างกายก็หมดความสามารถโดยสิ้นเชิง จึงเป็นหน้าที่ของสมุนไพร ไปกระตุ้น ไปฟื้นฟู

เคล็ดที่สำคัญแห่งจักรวาลในเรื่องชีวิต ที่เราเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ไม่รู้ ไม่สังเกต ไม่สนใจ นั่นคือ "ชีวิตต่อชีวิต"

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ขยายความให้ฟัง ด้วยธาตุทั้งสี่ที่มี เป็นพลังชีวิต ดังนั้น สิ่งที่จะมาเกื้อกูลให้ชีวิตอยู่ได้ จึงต้องเป็นของมีชีวิตเช่นกัน

ความจริงข้อนี้ ทำให้เราทาน น้ำเสียไม่ได้ ข้าวบูดไม่ได้ สูดอากาศเสียไม่ไได้ และอยู่ที่ร้อนไปหนาวไปไม่ได้นั่นเอง

ความหมายที่แฝงเอาไว้ คือ สิ่งที่เราทาน หากปราศจากชีวิต ย่อมไม่เป็นคุณแก่ร่างกาย ซ้ำร้ายหากร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้ ย่อมต้องเกิดสิ่งเลวร้ายกับร่างกายอย่างแน่นอน

เราท่านจึงเห็นความแตกต่างของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน กับสมุนไพรอื่น รวมทั้งยาเคมี นั่นคือ มีชีวิต มีอายุ ต้องเก็บรักษา เพราะเป็นเซลล์ที่มีชีวิตนั่นเอง จึงใช้ต่อชีวิตได้

และแม้จะแก้ปลายเหตุคือโรค ก็ไม่ทำให้ชีวิตปลอดภัยอย่างแท้จริง พระภูมีจึงสอนให้เราแก้ที่ต้นเหตุ นั่นคือ กรรม ด้วยการเปลี่ยนนิสัยสร้างกรรม มาเป็นนิสัยธรรมแทนนั่นเอง

คำที่เราท่านจะได้ยินหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวบ่อยๆ คือ "ที่นี่ไม่มีหมอ ไม่ต้องวินิจฉัยโรค ไม่สนว่าจะเป็นโรคอะไร หนักแค่ไหน" ทุกคนมีโอกาส และหนทางรอดมีทางเดียว คือ "นิสัย" หรือ "พฤติกรรม" ที่จะต้องเปลี่ยน ให้มาเชื่อและทำตามพระภูมีนั่นเอง แล้วทานสมุนไพรไป ด้วยขันติ และอดทน

และการจะผ่านทุกข์จากโรค จากเวร จากกรรม โดยไม่ต้องรับอะไรเลย จึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

บทสรุปของการจะพ้นโรค ส่วนใหญ่จึงต้องผ่านอาการลงแดง ยามใดที่อาการลงแดงปรากฎ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า ประตูสวรรค์เปิดแล้ว รอให้เราใช้ความขันติ อดทน ก้าวผ่านเข้าไปเท่านั้นเอง

เพราะหลักพระภูมีสอนให้ ไม่ปฏิเสธกรรม ... ที่เราทำมา... หากแต่เมื่อใช้ย่อมต้องมีวันหมด เมื่อไม่สร้างใหม่ด้วยการเลิกนิสัยกรรมเดิม แล้วหันมาใช้นิสัยธรรมแทน

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อาวุธที่สำคัญของมนุษย์ในการสู้โรค

ธรรมชาติให้เครื่องมือที่ใช้เป็นอาวุธสู้โรค เพื่อดำรงตนให้ครบตามพรหมลิขิต นั่นคือ "ภูมิ"

เราจึงมักได้ยินคำกล่าวจากคนแก่คนเฒ่าเสมอเมื่อเพื่อนฝูงเป็นหวัดในวันที่ฝนตก ในขณะที่บางคนไม่เป็นว่า "หัวมันแข็ง"

นั่นหมายความว่า ตราบใดที่ร่างกายเรามีภูมิที่แข็งแกร่ง ย่อมสามารถที่จะรับมือโรคต่างๆ ได้ด้วยตนเองเสมอ

คำกล่าวที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอคือ "ยาเคมีไม่มีทางรักษาโรคได้"

เพราะเหตุใดจึงมั่นใจเช่นนั้น

ก็ให้เราท่านลองถามหมอ ถามเภสัชกร หรือบุคคลากรในวงการแพทย์ ว่า "มียาตัวใด ที่มีคุณสมบัติในการช่วยสร้างภูมิต้านทานบ้าง"

แลไม่ใช่สมุนไพรทั่วไปจะช่วยสร้างภูมิได้ เพราะต้องได้สูตรที่ถูกต้องจึงมีคุณสมบัติเช่นนี้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สูตรสมุนไพรที่ใช้ ไม่ใช่ของท่าน ท่านเป็นเพียงผู้ทำ ไม่ใช่ของแม่ชีเมี้ยน แต่เป็นของพระภูมี ที่ซึ่งแม่ชีเมี้ยนรู้แล้วนำมาให้

และเมื่ออวัยวะของร่างกายทำงานได้สมบูรณ์ สิ่งที่ร่างกายสร้าง ไม่ว่า สารใด ย่อมมีคุณค่ามากกว่า สารสกัดที่ผสมมาในอาหารมหาศาล

ตัวอย่างเช่น สารมอร์ฟีน ที่ร่างกายได้จากการสกัดมาจากอาหารขม อาทิ บอระเพ็ด แม้เพียงเสี้ยวอณู ก็มีคุณค่ากว่ามอร์ฟีนสกัด ที่ฉีดเข้าสู่ร่างกาย

อวัยวะที่สมบูรณ์ ภูมิที่สมบูรณ์ สามารถช่วยสร้างสารที่ร่างกายต้องการเพื่อช่วยตน ได้ครบถ้วน เมื่อได้อาหารครบหมู่

อันเป็นบทสรุปที่ว่า หากระบบการย่อยยังทำงาน อาหารและสมุนไพรที่ทานไป ย่อมถูกนำไปใช้เพื่อช่วยตนได้ โดยไม่ต้องอาศัยมือที่สาม

อ.อร่าม จึงมักกล่าวในการบรรยายเสมอว่า อาหารเสริม รวมทั้งผลิตภัณฑ์ใดๆ ย่อมไม่มีประโยชน์ ทานไปก็เสียเปล่า สู้สารที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้เลย และการทานสารสกัดเหล่านั้น ทำให้อวัยวะที่ใช้ผลิตสารนั้นไม่ถูกใช้งาน จนในที่สุดก็เสียความสามารถในการผลิตไปถาวร

อาทิเช่น เมื่อฉีดอินซูลิน แทนอินซูลินที่ผลิตจากตับอ่อน ในที่สุดก็จะเป็นเบาหวานถาวร นั่นเอง

สมุนไพรของพระภูมี จึงเน้นการสร้างภูมิ และฟื้นฟูอวัยวะ ให้กลับมาทำงานได้ดั่งเดิม พร้อมกับรออาหารที่ครบหมู่

หากเลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ทานโน่น ไม่ทานนี่ ต่อให้อวัยวะและภูมิดีสักปานใด ไม่มีวัตถุดิบ ก็เหมือนปืนไม่มีลูก ท้ายที่สุด ไม่ตายด้วยโรค ก็ขาดสารอาหารตายก่อนแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าว คนไข้มะเร็งไม่ทานเนื้อ ก็เอวัง คนไข้อิสลามมีปัญหากระดูก ไม่ทานสมุนไพรกระดูกหมู ก็จบ จะมีสารอาหารมาฟื้นฟูปัญหาของตนได้โดยวิธีใด

อาหารเสริม คือค่าโง่ ที่ฝรั่งมักหลอกขายนั่นเอง

ถ้าฝรั่งแน่จริง ไม่ต้องกินข้าว กินสารสกัดแล้วโตเลยดีไหม

ยาเคมี จึงมีคำว่าผลข้างเคียง นั่นคือ มันทำลายภูมิอื่นๆ ลงไปด้วยนั่นเอง

นี่แหละเขาเรียกลูกโซ่ที่ฝรั่งรู้ เริ่มจากยาแก้ปวดที่แสนถูก และท้ายที่สุดก็จะเจอยาแสนแพง

ภูมิ ภูมิ ภูมิ ... จะทานสิ่งใด ถามก่อน มันทำลายภูมิของเราท่านหรือไม่

ตายด้วยความฉลาด

หลายต่อหลายครั้งของผู้ป่วย ที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องตอบคำถาม "ผม ฉัน ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ดำเนินชีวิตปกติธรรมดา ทำไมจึงต้องเป็นโรคร้ายแรงอย่างนี้"

ด้วยพฤติกรรมที่ดูแล้ว คนทั่วไปมักชื่่นชมตนว่าฉลาด นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ยกตัวอย่างคนไข้ บางท่านมาให้ฟัง

ท่านแรก เป็นแม่ค้าในตลาด ที่มักจะแช่ผักและอาหารด้วยฟอมาลีน เพื่อให้ดูใหม่สด เพื่อขาย และชอบที่จะกล่าวว่า "ของสดที่ขายได้คือกำไร ของที่แช่นั้นคือของแถม"

ท่านที่สอง เป็นคนงาน ที่มักชอบใช้เวลาทำงานสูบบุหรี่ แล้วกล่าวกับเพื่อนร่วมงานเสมอว่า "เอ็งมันโง่ ไม่รู้จักหลบจักอู้ เอ็งทำทั้งวัน ก็ได้ค่าแรงเท่าข้าล่ะหว้า"

ท่านที่สาม เป็นคนค้าเหล็ก ที่ขายเหล็กไม่ได้ขนาดตามมาตรฐาน แต่ขายราคาเต็ม โดยเหล็กของเขาเมื่อชั่งจะมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน แต่บอกลูกค้าว่าเป็นเหล็กเต็ม

คนทั้งสามมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ด้วยเหตุเดียวกัน คือ "โรคมะเร็ง" และพูดเหมือนกัน ว่าทำไมเขาจึงเป็น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เหตุมาจากการใช้ความฉลาดของตน เพื่อเอาเปรียบผู้อื่น หวังเงินเล็กน้อยและภูมิใจในความฉลาดที่ทำให้ตนได้เปรียบผู้อื่น

ประเด็นที่สำคัญนั่นคือ คนเหล่านี้มักสรุปว่า "ตนเป็นผู้ได้"

เมื่อกรรมมาถึง แล้วปรากฎเป็นโรคมะเร็ง ผลที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นคือ "เงินที่ได้จากการเอาเปรียบมาทั้งชีวิต จะถูกใช้เพื่อรักษาตน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ แม้แต่ชีวิตก็ไม่อาจรักษาได้

การเอาเปรียบ ด้วยความฉลาดเพื่อได้มาซึ่งเงินนั้น แท้จริงแล้ว ได้หรือเสีย

หากแต่คำสอนของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ให้หลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอด จึงมีลักษณะย้อนเกล็ด นั่นคือ หากคิดที่จะได้ ต้องเริ่มจากการให้ ดังพุทธพจน์ "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"

กุศโลบาย ที่ใช้สร้างนิสัย แต่ไม่บังคับ จึงให้ทานอาหาร ให้ซื้อน้ำ แล้วนำผลจากกำไรนั้น แปลงมาเป็นสมุนไพรให้ผู้อื่น

สุขที่ผู้อื่นได้รับจากผลของสมุนไพรนั้น จึงย้อนกลับไปหาเจ้าของเงินผู้ทานอาหารและน้ำ

เป็นภาพเล็กๆ ให้ทดลองทำในชมรม แล้วดูผล

และด้วยผลจากการทำนี้ ทำให้เรามั่นใจว่า ปัญญาที่โลกสอนให้หาสุขจากการกอบโกยมาใส่ตน แท้จริงคือสร้างทุกข์ให้แก่ตนในที่สุด

คนฉลาดที่แท้จริง จะใช้ภาพจำลองนี้ เป็นหนทางเพื่อหาสุขใส่ตน ....

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ไม่ใช่รักษาโรค

สมุนไพรมีไว้ ไม่ใช่ทำหน้าที่รักษาโรค

คนที่กล่าวว่ารักษาโรคได้ จึงตกในภาษิต "หมองู ตายเพราะงู"

นั่นคือ ท้ายที่สุดหมอรักษาโรคเองก็จะตายด้วยโรค

สมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงไม่ได้มีหน้าที่รักษาโรค หากแต่มีไว้เพื่อฟื้นฟูอวัยวะสามสิบสอง และเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย

เมื่อร่างกายกลับมาปกติ และมีวัตถุดิบที่ต้องการคือสมุนไพร ร่างกายก็จะมีความสามารถในการรักษาตนเอง หรือ กำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเป็นโทษแก่ร่างกายออกได้เอง จึงเรียกว่า "ตนพึ่งตน"

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ยกตัวอย่าง คนไข้ที่เป็นเอดส์ หรือที่เรียกกันว่า "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง" นั่นคือ ภูมิร่างกายของคนป่วย ไม่สามารถแยกแยะเซลล์ที่ร้ายออกจากเซลล์ที่ดีได้ หรือผู้ป่วยมะเร็ง

วิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ ใช้แนวทางวิธีการทำลายเซลล์ ผลก็คือ ไม่เพียงทำลายเซลล์ที่ร้าย แต่เซลล์ที่ดี ก็จะถูกทำลายไปด้วย พร้อมกับทิ้งกากของเคมีไว้ ก่อให้เกิดอาการข้างเคียง ด้วยเหตุที่ไม่สามารถทราบแหล่งที่แน่นอน เพื่อทำลายนั่นเอง

หากแต่วิธีการของสมุนไพร จะฟื้นฟูภูมิให้กลับมาทำงานปกติ นั่นคือ สามารถแยกแยะได้ แล้วร่างกายจะขับออกจากร่างกาย ทางใดทางหนึ่ง

เราท่านจึงเห็นคนเป็นมะเร็งเต้านม ที่เชื้อถูกดันออกมา หรือไม่ก็ถูกทำให้ฝ่อลง

และด้วยเหตุนี้เอง ไม่่ว่าคนป่วยจะมาด้วยโรคอะไร จึงได้รับสมุนไพรแบบเดียวกัน ก็เพราะทุกคนมีอวัยวะสามสิบสอง เหมือนกัน และมีภูมิเป็นเครื่องมือในการช่วยตนเหมือนกัน

สมุนไพร จึงมีสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกทำหน้าที่ฟื้นฟูรักษา อวัยวะ และ ภูมิ กลุ่มที่สองทำหน้าที่ แก้ไขอาการที่บังเกิด เช่น เป็นหนอง ก็มาขอสมุนไพรดูดหนอง มีอาการไอ ก็มาขอสมุนไพรแก้ไอ ถ่ายไม่ออก ก็มาขอสมุนไพรระบาย

สถานที่ของชมรมคนรักสุขภาพ จึงไม่มีหมอ ไม่รับรักษาใคร แต่หลวงพ่อนิพนธ์ มีสมุนไพร และมีคำสอนให้ นำกลับไปใช่ช่วยตนเองได้

ที่สำคัญ สามารถช่วยคนพร้อมกันทีละมากๆ ได้ ในคราวเดียวกัน หากเป็นหมอที่อ้างว่ารักษาโรคได้ ลองนำคนไข้หนัก ไปกองรวมกัน แค่ยี่สิบ สามสิบคน พร้อมกันในเวลาเดียวกัน เดี๋ยวคนโน้นเรียกที คนนี้เรียกที คนที่ตายอาจไม่ใช่คนไข้ แต่เป็นตัวหมอเอง ที่เครียด และต้องทำงานหนักไม่มีเวลาพักผ่อนนั่นเอง

วาสนาต้องกัน

หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ ระยะสุดท้าย นั่นคือ ต่อมไทรอยด์บวมเบียดหลอดอาหาร ทำให้ทานได้ลำบาก สภาพจึงผ่ายผอม และรอวันที่จะต้องเจาะคอ เพื่อใช้ในการทานอาหารแทนการกิน แล้วรอวัน

ญาติพามาและขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์เพื่อให้พำนักที่ชมรม ด้วยเหตุที่เธอเป็นคนจน ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปมา

หลวงพ่อนิพนธ์มองดูสภาพและวินิจฉัยคุณสมบัติ นั่นคือวาสนาที่เธอพอจะมีในการช่วยตน พบว่า สิ่งที่เธอเป็น คือ คุณสมบัติที่ต้องกับแนวทางของศาสนา

นั่นคือ ประการแรก ความจนของเธอ ทำให้เธอ มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทที่จะเรียนรู้แล้วทำตามเพื่อช่วยตน

ประการที่สอง คือ ความที่เรียนน้อย ไม่รู้เรื่องราววิชาการอื่นใดมาก ทำให้เกิดไขว้เขว นั่นคือ เมื่อเลือกแนวทางใด ก็ทำให้มุ่งมั่นเรียนรู้แล้วทำตามไม่วอกแวก ดั่งคำที่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้คือ "อย่าเหยียบเรือสองแคม" เพราะเมื่อเล่นของขลังต้องไม่กังขา คนที่กังขาไม่ควรเล่นของกายสิทธิ์

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์อนุญาตให้เธอพำนักได้ เธอก็พยายามที่จะเรียนรู้แล้วทำตาม จนสภาพของเธอดีวันดีคืน ผ่านไปได้สามเดือน ร่างกายเริ่มฟื้นตัว จนกลับมาทำงานได้เหมือนคนปกติ

เธอขออนุญาตกลับไปทำงาน และมาทุกสัปดาห์แทน ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์พิจารณาแล้วว่าได้

เวลาผ่านไปจนตอนนี้ เธอมาชมรมนับได้ ปีกว่าๆ แล้ว สภาพของเธอกลับมาเหมือนคนปกติ

หากแต่สิ่งที่เธอทำ นั่นคือ เก็บเงินส่วนหนึ่งจากน้ำพักน้ำแรงของเธอที่ได้กลับมา จำนวนห้าพันบาท และซื้อเสื้อยืดมาถวายหลวงพ่อนิพนธ์

ยิ่งไปกว่านั้น เธอเห็นหลวงพ่อนิพนธ์ชอบม้า เมื่อเห็นตุ๊กตาม้านึกถึงหลวงพ่อนิพนธ์ก็ซื้อมาฝาก

พร้อมกันนั้นได้เขียนจดหมายน้อยให้หลวงพ่อนิพนธ์ว่า รู้สึกเป็นห่วงเพราะได้ยินว่าทานข้าวไม่ค่อยได้ แล้วน้ำตาไหลทุกที เพราะเธอเองจากคนกินข้าวไม่ได้ ทานสมุนไพรจนกลับมาทานได้ และรู้สึกทานอะไรก็อร่อยไปหมด จึงอยากให้หลวงพ่อนิพนธ์ทานข้าวได้อร่อยเช่นเธอ

คุณสมบัติเยี่ยงนี้แหละ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ผู้ใดมี ไม่ว่าโรคจะสาหัสสักปานใด ก็จะได้สัมผัสปาฏิหารย์ของสมุนไพรอย่างแน่นอน

เพราะเขารู้ว่า เมื่อเขาได้แรงและร่างกายที่สมบูรณ์กลับมา เขาควรจะทำอย่างไร และชีวิตต่อไปของเขา มีอะไรที่น่าห่วง น่ากังวล เพิ่มขึ้นมา

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าว นั่นคือ คุณสมบัติของผู้ที่จะได้สัมผัสปาฏิหาริย์ ต้องกลายเป็นผู้ที่มีพฤติกรรม "กตัญญู"

การเปลี่ยนตนให้หายโรค จึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมาเดินอยู่ในแนวทางของพระภูมี เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะให้แรงแก่คน เพื่อให้กลับไปทำบาปดังก่อนเก่าที่ทำมา ...

หนทางรักษาโรคที่แท้จริง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นแนวทางรักษาผสมผสาน อันเป็นที่มาของคำที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าว คือ "ควรที่จะเลือกแนทางหนึ่งทางใด แล้วพิสูจน์ให้เห็นจริง ทำตามแนวทางนั้นไปจนสุดราว เมื่อผลปรากฎ จิตจะได้รับรู้ว่า ทางใดเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง หากเหยียบเรือสองแคม หรือหลายแคม ก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่า ผลที่เกิดมาจากการกระทำหรือสิ่งใดที่ช่วยเรากันแน่ เมื่อภัยมาถึงจวนตัว ก็ไม่อาจคว้าสิ่งถูกมาช่วยตนได้ทันเวลา"

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บุญและทาน


"ยุ่งฉิบหาย เรื่องมากฉิบหาย ทำไมต้องทำให้ยุ่งยากก็ไม่รู้"

คำเหล่านี้เราได้ยินบ่อย จนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติที่คนทั่วไป ซึ่งได้รับความสะดวกสบายจนชิน หรือใช้เงินแลกความสบายมาตลอด ครั้นมาเจอของจริง ที่ต้องใช้ขันติ อดทน จึงเป็นธรรมดา ที่ต้องหลุดคำพูดนี้ออกมา

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ซื้อเวรซื้อกรรมได้ นั่นคือ "บุญ"

แม่ชีเมี้ยนจึงทรงเล่าเรื่องพระโคดมโปรดญาติโยมให้หลวงพ่อนิพนธ์ฟังว่า

มีตายายคู่หนึ่ง มีนิสัยที่ชอบทะเลาะกันเป็นประจำ แต่ก็ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา ครั้นเมื่อพระโคดมเสด็จมาประทับอยู่ใกล้บริเวณบ้าน และทรงเดินมารับบิณฑบาตทุกเช้า สองตายาย ก็ทำกับข้าว เพื่อใส่บาตรพระภูมี โดยผลักกันมาทำ

ทุกเช้า เสียงตายายทะเลาะกัน จึงมักปรากฎให้พระโคดมได้ยิน จนกระทั่งเห็นพระ สองตายายจึงเลิกทะเลาะ แล้วจึงทะเลาะกันต่อ หลังจากพระคล้อยหลังไป

พระโคดมใคร่ที่จะโปรดตายายทั้งสอง วันหนึ่งเมื่อยายใส่บาตรเรียบร้อยแล้ว จึงตรัสว่า สิ่งที่โยมยายทำอยู่ คือการใส่บาตร นั้น เป็นแต่เพียง "ทาน" ด้วยเหตุที่ว่า วัตถุที่ใส่มาให้นั้น จะยังประโยชน์ก็แต่ชั่วครู่ชั่วยาม ไม่จีรัง ยั่งยืน เพราะเมื่อถึงเช้าวันพรุ่ง ความหิวก็มาอีก คุณค่าของวัตถุนั้นก็หมดไป

"ทาน" จึงไม่ใช่แก่นสาร ที่จะอยู่กับเราตลอดไป ควรที่โยมยายจะสร้าง "บุญ" นั่นคือ นำนิสัยที่ไม่ดี มาใส่บาตรด้วย บุญนี้แหละเป็นแก่นสาร สามารถติดวิญญาณไปทุกภพทุกชาติ เป็นของจีรังยั่งยืน

ครั้นวันต่อมา ฝ่ายตาก็ได้มาเป็นผู้ใส่บาตรบ้าง พระโคดมก็ทรงโปรดเช่นกัน

นับจากวันที่สามของการบิณฑบาตร พระโคดมก็ไม่ได้ยินเสียงตายายคู่นั้น ทะเลาะกันอีกเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ สรุปและชี้ให้เห็นว่า ไม่มีวัตถุใดในโลกซื้อเวรซื้อกรรมได้ นอกจาก "เงินบุญ" อันเป็นผลจากการเปลี่ยนนิสัย มาใช้นิสัยของพระภูมีนั่นเอง

และโรคที่ปรากฎ พระภูมีทรงตรัสว่า "มีเหตุแต่กรรม" ดังนั้น การทานสมุนไพร จึงเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ หากแต่ต้นเหตุแห่งการสร้างกรรมยังอยู่นั่นคือนิสัย แม้นจะแก้โรคได้ กรรมที่ยังสร้างอยู่ ก็ทำให้เกิดวงจร "หนีเสือปะจรเข้" ไม่ตายด้วยโรค ก็อาจตายด้วยอุบัติเหตุ ผลที่ได้ก็ไม่เกิด เพราะตายเหมือนกัน

จึงเป็นความจำเป็นต้องสอน แล้วชี้ให้เห็นผลแห่งบุญ และบังคับให้ทำ

ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง พูดอย่างไรก็ช่าง ไม่พอใจสักฉันใด ก็ต้องนั่งฟัง นั่งสวดมนต์ หากจะใช้แนวทางนี้

และเมื่ออดรน ทนไม่ไหว รับไม่ได้ ก็ไม่ควรฝืน เพราะในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ได้ประโยชน์ ก็ควรเปลี่ยนไปแนวทางที่ชอบจะดีกว่า เพราะผลท้ายที่สุด ก็เดาได้ว่า "ไม่มีทางสำเร็จได้อย่างแน่นอน"

เมื่อไม่มีนิสัยพระภูมี ก็หมายถึง "ไม่ให้สุขผู้อื่น" แล้วสุขนั้นจะย้อนมาหาตนได้โดยวิธีใด

ความรู้ของศาสนา ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เริ่มจากสมุนไพร และจบที่พฤติกรรม คือ "ทำบุญทำทาน" นั่นแหละวิธีรักษาโรคที่เบ็ดเสร็จ ไม่ว่าโรค ที่โลกเขาว่าร้ายสักเพียงใด ก็ไม่น่ากลัว

กลัวแต่ "โรคนิสัยที่ไม่ยอมเปลี่ยน" นี่สิน่ากลัว แม้แต่พระพุทธเจ้า ยังต้องอุเบกขา เพราะมันเป็นคนส่วนใหญ่เสียด้วยซิ

ใครจะอวดอ้าง ลูกศิษย์ลูกหา มีเป็นแสนเป็นล้าน ก็ว่าไป แต่พระภูมีกล่าวว่า เรื่องของศาสนาพุทธ เป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อย ที่เอาเหตุเอาผล เชื่อแล้วทำตาม

ก็พระโคดมได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่ทรงมีปัญญาเลิศ ยังได้สาวกไม่ถึงแสนเลย ....

"วัตถุมีไว้ทำทาน นิสัยมีไว้สร้างบุญ" นี่แหละบุญของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสายกลาง ใครก็ทำได้

ต้องเลือก

ภาพที่เราท่านมักจะเห็น เมื่อมาชมรมคนรักสุขภาพ นั่นคือ คนไข้ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างสาหัส จึงเป็นที่มาของคำพูดที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า "ไก่รองบ่อน"

ด้วยเหตุที่ชมรมคนรักสุขภาพ เป็นของจริง หลวงพ่อนิพนธ์จึงไม่กลัวและรับไว้ ให้โอกาสทุกคนได้มาลอง

คนไข้บางคน ที่อยู่บ้านมักโอดโอยกับคนรอบข้างว่าอาการของตนนั้นหนักหนาสาหัส เวรกรรมอะไรของตน จึงเป็นเช่นนี้ สภาพจิตก็มีแต่แย่ลง ครั้นได้มาเห็นที่ชมรมคนรักสุขภาพ ได้เห็นโลกกว้างแล้วได้รู้ว่า คนอีกมากหลายที่สาหัสสากรรจ์กว่าเรานัก ยังไม่ทันรักษากาย แต่สภาพจิตใจดีขึ้นอักโข ยิ่งได้เห็นภาพคนนั้น คนนี้ ดีวันดีคืน คุยกันเล่าอาการให้ฟัง ก็ยิ่งมีกำลังใจ

ปัญหาที่น่ากลัว ก็คือการได้ยิน ได้ฟัง นั่นเอง แล้วทำให้เกิดจินตนาการ สร้างวิมาน ทำให้สมุนไพรกลายเป็นสิ่งวิเศษมหัศจรรย์ เกินเลยความเป็นจริง ส่งเสียงเล่าลือต่อกันไป ว่า "กินแล้วหาย"

ด้วยเสียงที่ขจรไป ถูกตัดทอนถึงองค์ประกอบในการทานสมุนไพรว่า ต้องทำอย่างไร มีคุณสมบัติเช่นไร จึงจะเกิดผล ส่งผลให้ คนมากมายที่มา มุ่งหวังแต่ทานสมุนไพร แล้วก็วาดฝัน ว่าต้องหาย ท้ายที่สุดก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาเล่าให้ฟังเสมอ นั่นคือ คอลัมนิสต์ใหญ่ของเมืองไทยท่านหนึ่ง ที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง จนหมอปัจจุบัน ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากรักษาตามอาการ

ความกว้างขวางในวงการ ทำให้ข่าวของชมรมเข้าหู พร้อมทั้งได้เห็นตัวอย่างจากคนรู้จักหลายคน ที่ได้ผ่านการทานสมุนไพร ดีวันดีคืน จึงแบกฝันมาหาหลวงพ่อนิพนธ์

หลวงพ่อนิพนธ์ได้วินิจฉัย และบอกเล่าวิธีการแนวทางในการรักษาให้ฟัง พร้อมกับกล่าวว่า สิ่งที่เกิด สิ่งที่เป็น ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมของเขา ที่ทำร้ายผู้อื่น นั่นก็คือ ผลจากข้อเขียนของเขานั่นเอง ดังนั้นหากหวังผลในการรักษาถึงหาย ก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม นั่นคือเปลี่ยนรูปแบบในการเขียนของเขา เพื่อไม่ให้ก่อกรรมใหม่

คอลัมนิสต์ชื่อดังตอบกลับว่า หากจะให้เขาเปลี่ยนสไตล์การเขียน นั่นคือ อาชีพของเขา และเมื่อต้องเลือก ระหว่างการรักษาตนตามแนวสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เขาขอรักษารูปแบบที่ทำ เพื่อจะได้เงินมาเลี้ยงตน แล้วกลับไปใช้บริการของแพทย์ดั่งเดิมดีกว่า

บทสรุป ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ ปัจจัยที่ทำให้การทานสมุนไพรเป็นผล นั่นคือ "บุญ"

แม่ชีเมี้ยนทรงกล่าวว่า หากสมุนไพรสามารถช่วยทุกคนได้โดยไม่เลือกแล้วไซร้ หากบุคคลที่มาทาน มีนิสัยโฉด เป็นคนเอาเปรียบผู้อื่นมาชั่วชีวิต หรือเป็นมหาโจร ที่ถูกเวรกรรม ทำให้หมดความสามารถในการทำบาปได้อีก แต่สมุนไพรไม่ดูตาม้าตาเรือ ช่วยไปหมด

คนเหล่านี้ก็กลับไปทำบาปอีก คนที่ถูกคนพวกนี้ทำลาย ก็ต้องฟ้องฟ้าดินว่า เพราะแม่ชีเมี้ยน เพราะหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ได้นำสูตรสมุนไพรมาให้คนเหล่านี้ คนเหล่านี้จึงมีกำลังกลับมาทำร้าย ทำลายพวกเขา ..... ใช่หรือไม่

สูตรสมุนไพรของพระภูมี จึงต้องมีชนัก เดิมพันกันด้วยชีวิต ด้วยเหตุประการฉะนี้ มิใช่อ้างเมตตา แล้วก็เหมารวม

อันเป็นที่มาว่า ทำไม "สมุนไพรหม้อเดียวกัน บางคนหาย บางคนไม่หาย" ทั้งๆ ที่คนที่หาย อาการหนักหนากว่าคนที่ไม่หายเสียอีก

นั่นคือ บทสรุปที่ว่า "ใครทำ ใครได้ ใครไม่ทำ กินสักเท่าไร ก็ไม่ประสพผล"

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เล่าเรื่องมะเร็งต่อมลูกหมาก

สัปดาห์นี้ มีคนไข้อาวุโส เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มาขอรับคำปรึกษาจากหลวงพ่อนิพนธ์

ด้วยเหตุที่หมอประจำ ได้วินิจฉัยให้ผ่าตัด และเข้าคอร์สคีโม เพื่อรักษาอาการดังกล่าว

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายให้ฟังว่า โรคดังกล่าวเกิดจากร่างกายไม่สามารถย่อยสลายแคลเซียมได้ตามปกติ ทำให้เกิดเป็นหินปูน ไปตกค้างที่ต่อมลูกหมาก จนกลายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในที่สุด

ด้วยวัยที่สูงอายุ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะทำการผ่าตัด และที่ร้ายกว่านั่นคือ ผลของคีโม จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรง ทำให้ร่างกายที่เข้าสู่วัยชรายากที่จะฟื้นตัว จะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย

การแก้ไขด้วยสมุนไพรจึงเป็นวิธีที่ละมุนละม่อม และถูกกับผู้สูงอายุอย่างยิ่ง เพราะสมุนไพรจะฟื้นฟูร่างกายให้สามารถ กำจัดแคลเซียมส่วนเกิน และไปทำให้หินปูนที่เกาะอยู่นี้แตกตัวออกได้

โดยวิธีการใช้สมุนไพรนี้ ก็มีผลเพียงแต่ทำให้เกิดอาการขัด และปัสสาวะลำบากในช่วงแรก เท่านั้นเอง อันเป็นผลมาจากการที่ร่างกายพยายามจะรีดหินปูนที่เกาะอยู่ออกนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หากสามารถยืนระยะทานสมุนไพรอยู่ได้ อย่างเร็วก็สามเดือน อย่างช้าก็หนึ่งปี จบแน่นอน

อาการที่เป็นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หากแต่ว่าถ้าแก้ผิด นั่นคือ ใช้วิธีผ่าตัด ผลข้างเคียงที่ตามมานั่นแหละปัญหาใหญ่ มิหนำซ้ำ ส่วนเดิมที่รักษาก็ไม่ใช่ว่าจะหาย อันจะเห็นได้ว่า บางคน เมื่อผ่าตัดแล้ว เวลาปัสสาวะจะมีเลือดปน แล้วท้ายที่สุดก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เพราะนั่นเขาเรียก "ระงับ" ไม่ใช่การรักษา

เล่าเรื่องสะเก็ดเงิน

ช่วงนี้มีคนไข้เป็นโรคสะเก็ดเงิน เข้ามามากพอสมควร หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าวิตก เพราะช่วงหลังๆ คนที่มาส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิง และที่สำคัญอายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ ทั้งนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้นำรุ่นพี่ที่ผ่านการรักษา และประวัติมาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นแนวทาง

คนไข้ผู้หญิงดังกล่าวอายุเข้าวัยกลางคน โรคนี้มีผลกระทบกับตัวเขาและครอบครัวอย่างมาก ด้วยความที่ครอบครัวทั้งฝ่ายตนและสามี เป็นคนมีหน้าตาในสังคม

ในสามปีสุดท้ายของการรักษาด้วยแพทย์สมัยใหม่ อาการของเธอก็เข้าขั้นโคม่า จนร่างกายต้องใส่เสื้อผ้ามิดชิด เพราะไม่สามารถทนต่อแสงได้อีกต่อไป และวันสุดท้ายที่เธอตัดสินใจมาตามคำแนะนำในการใช้สมุนไพรของพรรคพวก ก็เนื่องจากหมอปฏิเสธการรักษาแล้ว ได้รับวาจาอมตะ หลังจากหมดค่าใช้จ่ายไปกว่า ๗ ล้านบาท

ผลที่เลวร้ายกว่าโรค นั่นคือสภาพบ้านที่แทบแตก เนื่องจาก พ่อแม่ฝ่ายภรรยา ได้กล่าวหาสามีว่า ทำให้ลูกของเขาติดเชื้อเอดส์ จนมีสภาพกลายเป็นเช่นนี้ จนถึงกับตัดขาดไม่ให้เข้าบ้าน ไม่พูดไม่จา ไม่ติดต่อ

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ บอกแนวทางการรักษาให้แก่คนไข้ได้พิจารณา ว่าโรคดังกล่าว ในการรักษาแนวทางสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ต้องดำเนินพร้อมกันทั้งสองอย่าง

ประการแรก โรคนี้ เกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นวงการแพทย์รู้กันดีว่า ไม่มียาเคมีตัวใดที่สามารถทำลายล้างเชื้อไวรัสได้ อันเป็นเหตุที่ทำไมจึงพบทางตัน และที่สำคัญ โรคนี้จะเกิดต่างกับโรคอื่น นั่นคือ จะเกิดและสร้างเชื้อเป็นชั้นๆ

ดังนั้น ในการรักษา เมื่อสมุนไพรทำให้ร่างกายมีภูมิที่แข็งแกร่ง ภูมิอันนั้น จะไม่ใช้วิธีการฆ่า หากแต่ใช้วิธีรีดเชื้อออกทางผิวหนัง นั่นคือ จะต้องเกิดสภาวะลงแดง ร่างกายจะเหมือนเน่าเฟอะ น้ำเหลืองที่เป็นพิษจะถูกขับออก จนกระทั่งหมดชั้นนั้น

หลังจากนั้นร่างกายก็จะพักฟื้น และเมื่อพร้อมก็จะรีดชั้นต่อไป สลับกันไปมาอย่างนี้จนกว่าเชื้อจะหมด

อาทิเช่นคนไข้รายนี้ ผลของการรีดเชื้อ เกิดกับเธอถึง ๕ ครั้ง อันเนื่องจากการเป็นมาที่ยาวนานนั่นเอง จำนวนครั้งของการปะทุ น้อยมาก ขึ้นกับปริมาณเชื้อ จึงไม่เท่ากันทุกคน

สิ่งนี้เป็นสิ่งแรกที่คนไข้ต้องเตรียมใจที่จะผจญประการหนึ่ง

ประการที่สอง ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มีความสำคัญกว่า นั่นคือ สภาพที่เกิด อันมีสาเหตุมาจากนิสัยส่วนตน ทำให้ผู้อื่นเขาเป็นทุกข์

ดังนั้น หากต้องการรักษา ก็ต้องหยุดต้นเหตุแห่งทุกข์นั้น จึงต้องเปลี่ยนนิสัยใหม่ ไม่สร้างทุกข์ให้คนอื่น ไม่ว่าด้วยวาจา หรือการกระทำ พร้อมกันนั้น ก็เปลี่ยนมาสร้างสุขให้คนอื่น ด้วยวาจา และการกระทำแทน เพื่อเปลี่ยนลิขิตกรรม เป็นลิขิตธรรม

หลังจากกลับไปพิจารณา เธอตกลง และเริ่มเป็นกรรมการชมรม พร้อมทั้งเป็นจิตอาสา

หลังผ่านการปะทุ ๕ ครั้ง กับเวลา กว่า ๓ ปี ในการทานสมุนไพร และปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อนิพนธ์

วันนี้ เธอกลับมาใส่เสื้อและกางเกงแขนสั้นได้

พ่อแม่ของเธอ ต้องกล่าวขอโทษสามี ในความเข้าใจผิด

ผลจากการกระทำของเธอ ไม่เพียงทำให้เธอเป็นสุข แต่ทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นสุขอีกครั้งด้วย

ประวัติศาสตร์ของรุ่นพี่ ไม่ว่า หลิว เม่ย หลิง ชาวสิงค์โปร์ และเธอ กว่าจะผ่านได้ ก็ต้องนั่งร้องไห้จากการปะทุ ต้องทนอาการ อย่างสาหัส

แต่ความอดทน พยายาม ก็คุ้มค่า และเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ว่า "หากใช้หลักตนพึ่งตน มันเป็นไปได้"

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ห้ามยุ่ง

ขอบเขตของอำนาจของวิญญาณ มีผลบังคับทุกเซลล์ทุกอณูของร่างกาย และไม่ล่วงล้ำเกินจากกายของเราท่านแม้สักเสี้ยวองคุลี

เมื่อใดที่เราต้องการเค้นพลัง นั่นคือยามที่เราต้องการความสงบ และรวบรวมสมาธิ มาที่จุดเดียวคือตัวเรา ตัดความกังวล ความคิดอื่นให้ออกให้หมด

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ นักกีฬา นั่นเอง

สิ่งที่วิญญาณทุกดวงปรารถนา นั่นคือ ความสุข

หากแต่การจะเป็นไปในสิ่งที่วิญญาณจะได้รับ นั่นมีเหตุมาจากกรรมที่ทำมา

ฝรั่งไม่เชื่อเรื่องกรรม เชื่อแต่ตนเอง ว่าทำตามทุกสิ่งที่ต้องการได้ ถ้าพยายาม

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ถ้าไม่มีกรรม ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีพรหมลิขิต มนุษย์สามารถไขว้ขว้าหาสิ่งที่ตนเองฝันมาครอบครองได้ อะไรจะเกิดขึ้น

จึงยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งสวยงาม ใครเห็นใครชอบ ใครเห็นใครรัก เมื่อหลายคนชอบ หลายคนรัก แล้วอยากจะไขว้ขว้ามา แล้วได้ดั่งใจหมด จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงคนนั้น

หากแต่ความเป็นจริง หลายคนได้แต่หวัง ฝันให้ไกล ไปไม่ถึง ถ้าพรหมลิขิตไม่ได้เป็นเนื้อคู่ ไม่ได้ทำกรรมร่วมกันมาแล้วไซร้ จะอย่างไรก็ไม่ได้เป็นคู่กัน

พระภูมีจึงสอนให้เห็นกรรม และเชื่อว่ากรรมมีจริง สิ่งที่เราทำวันนี้ เป็นตัวกระทำ และตัวกระทำไม่ตาย รอเราอยู่วันข้างหน้า

ผลที่เกิดวันนี้ จึงเป็นอดีต และสิ่งที่ทำวันนี้ จะเป็นผลในอนาคต

วิญญาณจึงต้องเราผิดชอบในสิ่งที่ทำทั้งหมด อะไรจะมาหยุดก็ไม่ได้

จะกินดีอยู่ดี ดูแลสุขภาพอย่างดี สักฉันใด หากมีกรรมต้องเป็นมะเร็ง มันก็ต้องเป็น หนีไม่ได้เลย

และธรรมหมวดแรก ที่ทรงตรัส "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ก็มีผลเฉพาะเรื่องของกาย เรื่องของวิญญาณ ไม่เกี่ยวกับปัญหาในการดำรงชีวิต หรือความเป็นอยู่ ที่ซึ่งจะพึ่งอะไร พึ่งใครก็ตามแต่

อยากไปเที่ยว พึ่งรถ ไม่มีปัญหา แต่ปวดท้อง จะพึ่งคนอื่นให้ช่วยไม่ได้เลย

เมื่อสิ่งที่ทำ เราท่านก็ต้องรับ การแบกรับจึงควรทำตนเสมือนน้ำหลาก เมื่อมาแล้วก็ทนรับให้มันผ่านไป ซึ่งต้องมีวันหมด และไม่รุนแรง

หากแต่ปฏิเสธ เหมือนกั้นเขื่อนกักน้ำไว้ หากน้ำมากจนทนไม่ไหว เขื่อนแตก นั่นคือความหายนะของชีวิต

เมื่อมาพบ อำนาจของธรรม จะให้ธรรมเขามาแก้ สิ่งที่เราได้ทำในอดีต ปฏิเสธที่จะไม่รับเลย จึงเป็นไปไม่ได้

พระภูมี จึงต้องสอน แล้วให้นำไปทำเป็นอำนาจเพื่อช่วยตน

โลกจึงต้องมีพระพุทธเจ้า ทุก ๒๕๐๐ ปี เพื่อสอนวิธี่ช่วยตนนี้เอง

แม่ชีเมี้ยน จึงกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า วิชาต่างๆ ในโลก ไม่ว่าหมอที่ลูกอยากเรียน เข้าทรง หมอผี หรืออะไรก็ตาม ช่วยไม่ได้เลย เพราะกรรมมันบันดาล

มีก็แต่วิชาของพระภูมีเท่านั้น ที่ได้แสดงให้เห็นว่า สามารถชนะกรรมชนะเวรที่ทำมาได้

พระภูมีจึงต้องทรงสอนสาวก เพื่อให้ใช้อำนาจของวิญญาณตน ทำในสิ่งที่ดีแก่วิญญาณ และยอมรับกรรมที่ทำในอดีต ดั่งคำที่ว่า "ทำสิ่งที่ไม่มีให้มีขึ้น ใช้สิ่งที่มีให้หมดไป"

คนไม่รู้ศาสนา จึงมักกล่าวอ้าง พระเจ้ากลั่นแกล้งให้ได้รับทุกข์เวทนา แต่แท้จริงแล้ว เราท่านเป็นผู้เขียนขึ้นมาเองทั้งหมดทั้งปวง

เมื่อรู้เหตุและผลอันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า คนเราจึงเลือกเกิดได้ เลือกสิ่งที่จะเป็นได้ อยากได้แบบไหนก็ทำเอาเอง

กรรมก็ทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าไม่มี ธรรมก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ ถ้าไม่ทำ วิญญาณ มีสิทธิ์เลือกว่า จะทำกรรม หรือ ธรรม ก็ขึ้นกับความเชื่อ และเหตุผล ที่ตนมีนั้นแล

แค่ความรู้นี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ทำให้เราไม่ถูกหลอก ให้ไปหลงเชื่อ ว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ช่วยได้ ... เพราะคนคิด มันก็อยู่ใต้กรรม จะไปมีปัญญาทำสิ่งที่เหนือกรรมได้อย่างไร

การมาและบังคับให้ฟัง นั่นคือ การให้เหตุผล เพื่อให้เราท่านเปิดประตูรับ ธรรมคำสอนไปปฏิบัติ มิฉะนั้นแล้ว แม้ธรรมจะมีอำนาจสักฉันใด ก็ช่วยเราท่านไม่ได้เลย

เรื่องของชีวิต จึงเป็นเรื่องเฉพาะตน ใครจะมายุ่ง มาเกี่ยว มาให้คุณให้โทษไม่ได้เลย นอกจากตนของเราท่านเองเท่านั้น ที่เชื่ออะไร แล้วทำตาม ผลอันนั้นแหละ รอเราอยู่

อ้ายที่บอกคนโน้นทำให้เป็น ไอ้นี่ทำให้เป็น ฟ้าแกล้งบ้างแหละ ได้ยินแล้วพยายามเดินให้ห่าง เชื่อเถอะ เขาเป็นคนไม่เอาเหตุเอาผล คบไปก็ดั่งเช่นคบคนพาล มีแต่พาลพาไปหาผิดเท่านั้นเอง

ภาระแฝงของชมรม

ตั้งแต่หลวงพ่อนิพนธ์ได้เริ่มกลับมาเปิดสำนักเพื่อรักษาคน และยาเสพติดอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหานั่นคือ "การบวช"

ไม่ว่าจะด้วยกิติศัพท์ที่พระถ้ำกระบอก มีกิจของสงฆ์และวัตรปฏิบัติที่แตกต่างจากวัดอื่น เป็นพื้นฐานด้วยแล้ว ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งคือ คนที่จะไปบวชส่วนใหญ่ไม่เป็นโรค ก็ผ่านการบำบัดยาเสพติด และมีใจอยากช่วยเหลือ จึงอาสาบวช

เหตุอันนี้เอง ทำให้ไม่มีวัดใดรับ และสนับสนุน กิจกรรมของท่านเลย แต่เหมือนฟ้าเปิดทางให้ ดลใจให้เจ้าอาวาสแห่งวัดสุวรรณเจดีย์ ต.มหาราช อยุธยา ผู้ซึ่งมีใจชอบแนวทางของถ้ำกระบอกเป็นทุนเดิม บวกกับความอยากช่วยเหลือให้กิจกรรมการช่วยคนของหลวงพ่อนิพนธ์ดำเนินไปได้ จึงรับเป็นอุปัชฌาย์ทุกคนที่หลวงพ่อนิพนธ์ส่งมาให้ ได้บวชครบถ้วนทุกตัวคน แม้บางองค์จะเป็นโรคสาหัสสากรรจ์ก็เชื่อแนวทางหลวงพ่อนิพนธ์ที่ว่า "มาบวชเพื่อรักษาตน" โดยอาศัยวิถีแห่งพระภูมี ว่าทำได้

จึงเป็นความผูกพันกันมา สำหรับเจ้าอาวาส กับ หลวงพ่อนิพนธ์ และเจ้าอาวาสก็ไม่เคยร้องขอสิ่งใด หากแม้นคนที่มาเป็นคนที่ยากจน ก็ยังจัดหาอัฐบริขารให้บวชจนแล้วเสร็จ

จวบจนวัดแห่งนี้ได้ถูกมหาอุทกภัย ทำให้สิ่งปลูกสร้างชำรุดเสียหายมาก และเป็นวัดที่ไม่มีชื่อเสียง ทำให้ขาดทุนปัจจัยในการฟื้นฟูวัด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้รับอาสาจัดทอดกฐินเพื่อจัดหาทุน ในการฟื้นฟูและซ่อมแซมวัดนี้

สัปดาห์นี้เราจึงอาจได้มีโอกาสร่วมกันในการทำกิจกรรมนี้ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ให้เป็นหน้าที่ของกรรมการ ส่วนคนทั่วไปใครอยากร่วม มีความพร้อมก็ไม่ว่ากัน

และภาระที่ต้องเพิ่มมาอีกหนึ่งวัดโดยไม่ได้คาดหมาย นั่นคือ การขอร้องจากหัวหน้าชาวกระเหรี่ยง ที่ได้ทำหน้าที่จัดหาสมุนไพร และคอยสอดส่องให้ ในบริเวณชายแดนพม่า ที่ติดต่อกับจังหวัดกาญจนบุรี ได้ร้องขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยจัดกฐิน ไปยังวัดของพวกเขาหน่อย เพราะวัดไม่มีเมรุสำหรับเผาศพ

หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ได้เชิญชวนให้ใครที่อยากร่วม ก็ตามศรัทธา หากแต่กรรมการ นี้เรียกว่าเป็นภาคบังคับ ...

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ใช้อำนาจของวิญญาณให้เป็น

ในสามอำนาจที่มี อำนาจกรรม และอำนาจธรรม เป็นอำนาจที่จะให้ผล หากแต่อำนาจของวิญญาณ จะเป็นตัวเลือกว่า จะยอมให้อำนาจใดเล่ามาให้ผลกับตน

ด้วยเหตุที่ กรรมเขาเป็นพี่ ผูกติดกับวิญญาณมานาน เรียกว่ากิเลส จึงเป็นเหมือนมารที่คอยขัดขวาง ไม่ให้วิญญาณเอนเองไปทางอำนาจธรรม เพราะเมื่อเอนเอียงไปแล้ว "ธรรมชนะกรรม" นั่นคือ การสูญเสียอำนาจกรรมในวิญญาณนั้นๆ นั่นเอง ผลก็คือ วิญญาณดวงนั้นไม่เดินตามพรหมลิขิตกรรมเสียแล้ว แต่เปลี่ยไปเดินในพรหมลิขิตธรรมแทน

ดังนั้น การจะเดินฝ่ากิเลส ที่จะมาเป็นมารผจญ จึงต้องอาศัยเหตุผล และศรัทธาอันมหาศาล ที่ต้องเรียนรู้ และสร้างขึ้นใหม่ จึงอุปมา ปลาว่ายทวนน้ำ หรือเข็นครกขึ้นภูเขา อันเป็นงานหนักอย่างแน่นอน

ดังนั้น การจะฝ่าด่านเหล่านี้นั้น จึงต้องรวบรวมอำนาจของวิญญาณให้กลับมาอยู่จุดเดียว นั่นคือ พระพุทธเจ้า โดยอาศัยเหตุและผล ไม่ใช้อำนาจของวิญญาณสะเปะสะปะ เรียกว่าฟุ้งซ่าน อันหมายถึงต้องทำสมาธิ ละทิ้งสิ่งต่างๆ หรือวางไว้ก่อนนั่นเอง

วิธีการที่ง่าย และเป็นจุดเริ่ม เมื่อกรรมเห็นก็กลัว นั่นคือ ความสงบ

เพราะเมื่อสงบแล้ว อำนาจของวิญญาณจะค่อยๆกลับมารวมอยู่ที่ตนของเรา เป็นพลังอันมหาศาล และเมื่อจะทำสิ่งใด ก็จะเกิดผลอันมหาศาล

หากแต่ภาพที่เราเห็นในห้องสวดมนต์ ส่วนใหญ่ไม่เป็นเช่นนั้นเลย

เข้ามาก็คุยบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ฟังเพลงบ้าง โทรศัพท์บ้าง คิดเรื่องธุรกิจบ้าง แล้วผลอะไรจะเกิดขึ้น

สิ่งเหล่านี้ก็จะวนเวียนอยู่ในความคิด ขณะที่เรากำลังสร้างบุญ ไม่ว่าสวดมนต์และฟังคำสอน ความคิดเหล่านี้ก็จะมาลอยเด่น ทำให้สมาธิเราท่านแตก หรือด้อยลง ผลของการทำบาปที่ครบองค์ นั่นคือ กาย วาจา ใจ สมบูรณ์ แต่ผลของการสร้างบุญ กาย วาจา แต่ใจกวัดแกว่ง ไม่ครบองค์ มันจะสู้กันได้อย่างไร

คนฉลาด คือ คนรู้รักษาตัวรอด รู้กาลเทศะ ว่าควรหรือไม่ควร

เราท่านพ่ายแพ้กิเลสที่มายั่วยวน หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่าตบะแตก ผลของการทำบุญเพื่อใช้กรรม จึงไม่สมบูรณ์ หรือไม่มี แล้วจะไปหวังผลหาย จากการทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ก็คงจะเป็นการยาก

เทคนิคเล็กน้อย นั่นคือ ต้องทำตนให้สมองว่าง ทิ้งเรื่องต่างๆ ไว้ก่อนที่เราจะมาทำพิธีกรรมสวดมนต์ เพื่อให้จิตผ่อนคลาย และรวบรวมอำนาจของวิญญาณเกิดสมาธิในการทำบุญอย่างเต็มที่ เมื่อแล้วเสร็จ จะคุยเรื่องใด จะทำสิ่งใด ก็ตามใจ

ไม่ใช่ สวดมนต์ไป คิดไป เมื่อกี้ไปซื้อผักหน้าชมรม ถูกกว่าซื้อแถวบ้านโลละตั้งยี่สิบ ไว้ซื้อไปขายดีกว่า หรือ อ่านหนังสือพิมพ์บ้าง ละครบ้าง แล้วก็มีวิพากวิจารณ์ ลอยไปมาขณะสวดมนต์ บ้างก็เดี๋ยวต้องโทรบอกคนโน้น คนนี้ ให้ทำโน่นทำนี่ ธุรกิจเต็มหัวไปหมด

ทำเหมือนกัน แต่ผลได้ต่างกัน มันจึงมาด้วยประการละฉะนี้

สู้เตรียมตัวเตรียมใจมาแต่บ้าน ถึงก็ไปกราบแม่ชีเมี้ยน กราบพระภูมี ถวายสัจจะ เล็กๆ น้อยๆ ตามแต่ตนทำได้ อาทิ เช่น จะช่วยกวาดถนน หนึ่งชั่วโมง แล้วก็ไปทำเตรียมสวดมนต์ ฟังคำสอน หลังจากออกจากทำกิจกรรม ทีนี้จะอ่านหนังสือพิมพ์ จะทำสิ่งไร ก็ไม่เป็นไรแล้ว เพราะกิจกรรมที่ทำเราสมบูรณ์ ทั้งกาย วาจา และใจแล้วนั่นเอง

เคยได้ยินหมอบอกไหม ว่า ทำใจให้สบาย และโรงพยาบาลห้ามมีเสียงรบกวน ... สงสัยไหมว่าทำไม

อย่าเลย มาแต่เช้า แล้วจับกลุ่มคุยเรื่องสัพเพเหระ แบกไว้เต็มหัว แล้วจะมีช่องว่างตรงไหนให้ธรรม ให้บุญเขาแทรกเข้าไปเล่า

คุณค่าคน

ผลของสัจจะ เกิดรูปธรรมอย่างหนึ่งที่เด่นชัด อันเป็นเหตุให้สังคมต้องยอมรับ นั่นคือ "ความซื่อสัตย์"

เพราะเมื่อผู้ใดประกาศสัจจะธรรม ก็จะกลายเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป นั่นเรียกได้ว่าสัญญาที่เมื่อตราบใดคนประกาศยังซื่อสัตย์ต่อสัจจะธรรมที่ประกาศไว้แล้วนั่น ย่อมนับได้ว่าคนคนนั้นมีความซื่อสัตย์ต่อตน ดังนั้นจึงวางใจได้ว่าย่อมมีความซื่อสัตย์ต่อผู้อื่นเช่นกัน นั่นจึงเป็นก้าวเดินของการเป็นคนดี หรือคนที่พัฒนาแล้วนั่นเอง

ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตคนด้วยแล้ว ยิ่งไม่สามารถวางใจในตัวตนของใครได้เลย ดังนั้น ในวันแรกของการตกลงกัน ระหว่างท่านจำรูญ ท่านนิพนธ์ และแม่ชีเมี้ยน ในการเรียนสมุนไพร นั่นจึงต้องวางสัจจะเดิมพันกันด้วยชีวิต ในการที่จะไม่นำสูตรสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนทรงนำมาให้ ไปแยกแร่แปรธาตุ หาเงินทอง ลาภ ยศและชื่อเสียง

เมื่อผู้วางสัจจะทำได้ ผลของการทำก็เจริญเติบโต ไม่มีผู้ใดทำลายได้ นอกจากตนเอง

ในการแก้ปัญหายาเสพติด ที่เป็นปัญหาอันยิ่งใหญ่ของชาติในปัจจุบัน หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อเจอหลักของพระภูมี จึงกลายเป็นเรื่องที่ง่าย เพราะมีทั้งสมุนไพรที่แก้ปัญหาเบื้องต้น มีโอกาสที่จะให้กลับเนื้อกลับตัว โดยให้เรียนวิชาความรู้หรือช่วยเหลือผู้อื่น ซึมซับคุณธรรมของการให้ หลังจากนั้นก็รับรองคนเหล่านั้น หากคนเหล่านั้นยอมวางสัจจะประกาศตน ดั่งเช่นถ้ำกระบอก

ผลของสัจจะ นี้เอง ทำให้สังคมเปิดโอกาสให้คนที่เคยเป็นขยะของสังคมได้เดินกลับไป และทำตนเป็นคนดีของสังคม

และก็ไม่ต้องกลัวเกรงว่า คนที่ประกาศสัจจะไว้แล้วนั้นจะเบี้ยว ไม่ทำตามสิ่งที่ตนได้กล่าว ดังดูได้จากสมัยถ้ำกระบอก จากน้ำพุ จนกลายเป็นคำร่ำลือกันว่า ใครผิดสัจจะถึงตาย

ก็ด้วยเหตุแห่งกรรมเดิม และกรรมจากการผิดสัจจะผสมรวมกัน ย่อมเป็นผลกรรมอันมหาศาลนั่นเอง ที่จะรออยู่สำหรับคนคนนั้น

ดังนั้น โลกศิวิไลซ์ที่คนกล่าวถึง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า คือโลกที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้พัฒนาตน และยืนอยู่บนฐานของความซื่อสัตย์นั่นเอง

คนที่ซื่อสัตย์ คือคนดี และคนดีผีคุ้ม สัจจะที่ให้แล้วปฏิบัติได้ จึงมีความหมาย ทำให้ชีวิตเหนียวแน่น ยิ่งทำได้มากข้อ มากสิ่ง ก็เหมือนมีเชือกหลายเส้น ที่ทำให้ชีวิตยิ่งเหนียวแน่นขึ้นไปอีก

นี่จึงเป็นเหตุที่แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่กลัวลัทธิหรือพราหมณ์ ที่มีกันเกลื่อนทั่วอินเดีย มาทำร้าย หรือฆ่า ก็เพราะสิ่งเหล่านั้น มันผ่านกำแพงบุญอันเหนียวแน่นมาไม่ได้นั่นเอง

พระภูมีจึงทรงสอนสั่งให้สาวก สร้างบุญไว้ปกป้องชีวิต มีวันพระให้พุทธศาสนิกชน ได้หยุดสัมมาอาชีพ มาทำสัมมาปฏิบัติ สร้างบุญไว้ปกป้องชีวิต

แม้นยังไม่เกิด ก็ทำกันไว้ก่อน จึงเรียกได้ว่าเป็นผู้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ค่าของความซื่อสัตย์จะเริ่มโดดเด่น และเป็นที่ต้องการของคนทั้งปวง

ผู้ใดถวายสัจจะแก่แม่ชีเมี้ยน และพระภูมี แล้วปฏิบัติตนตามที่ได้ประกาศนั้นไว้ ย่อมกลายเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติความซื่อสัตย์ อันเป็นเครื่องหมายของคนดี ที่โลกกำลังต้องการ

ผู้ใดรักสัจจะธรรมของตน ย่อมวางใจว่าสามารถเป็นผู้ปกครองที่ดีได้อย่างแน่นอน

ประวัติศาสตร์จารึกให้ปรากฎเป็นพยาน นั่นคือ ตีนกรรมที่ว่าใหญ่ ก็ไม่ทำให้จมธรณี แต่ตีนของธรรม ผู้ใดกระทำผิดล่วงเกิน เขาเหยียบจมธรณี มีให้เห็น ดั่งเช่น เทวทัต และสตรีที่สมอ้างว่าท้องกับพระภูมี นั่นประไร

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทำไมไม่บอกสูตร

หลายคนที่มักกล่าวความเห็นว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ ในเมื่อคิดจะทำให้ จึงไม่ยอมบอกสูตรสมุนไพรแจกให้ไปทำกันเองเลยเล่า

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงย้อนถ้ำกระบอกให้เห็นว่า พระถ้ำกระบอก เกือบแปดสิบรูปในสมัยนั้น ทำไมจึงไม่มีใครอยากเรียนวิชานี้ มีแต่อยากเล่นฤทธิ์ อยากเรียนวิชาหมอดู

อาทิเช่น ท่านโกวิน แห่งวัดไผ่รื่นรมย์ เมื่อครั้งหลวงพ่อนิพนธ์ช่วยรักษายาเสพติดให้ แล้วศรัทธาในหลวงพ่อนิพนธ์อยากบวช หลวงพ่อนิพนธ์ก็ถามว่า อยากเรียนวิชาใดเล่าจะสอนให้ ท่านโกวินก็ตอบว่า ขอวิชาดูหมอ

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า วิชานี้ไม่เป็นแก่นสาร แก่ญาติโยม กระนั้นท่านโกวิน ก็ยืนยันว่าขอเรียนวิชานี้

ด้วยเหตุอันใดหรือ จึงไม่มีพระอยากเรียนวิชาที่ดีอย่างนี้ ก็เพราะวิชานี้มันต้องอาศัยคุณธรรม เป็นวิชาที่ "ทำให้" ใช้หาเงินทอง ลาภยศ สรรเสริญ ไม่ได้นั่นเอง จึงไม่มีใครอยากเรียน

ยิ่งคนมามาก ยิ่งชื่นชอบเท่าใด นั่นหมายถึงผู้ทำยิ่งกระเป๋าแหกเท่านั้นนั่นเอง หากไม่ยึดมั่นในคุณธรรมจริง ก็ไม่สามารถดำรงสถานะของการ "ทำให้" ให้ดำรงอยู่ได้อย่างแน่นอน

ดังจะเห็นได้จากเจ้าอาวาสถ้ำกระบอก แม้นจะเป็นผู้ปฏิบัติ ยังไม่สามารถทนความเย้ายวน ในที่สุดก็ต้องรับเงิน

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หากใครคิดว่าตนมีคุณธรรม และอยากทำ ท่านก็จะสอนให้ไม่ปิดบัง

แต่ธรรมเนียมของการเรียน นั่นคือ การวางสัจจะ เดิมพันด้วยชีวิต ทำได้ ก็ได้บุญมาเลี้ยงชีวิต ถ้าทำผิด นั่นหมายถึงชีวิตที่ต้องพินาศย่อยยับ

มาจนถึงวันนี้ ยังไม่เห็นมีคนไหนกล้าวางสัจจะ แล้วขอเรียนสักคนเดียว

เราจึงคิดไม่ออกว่า คนที่พูดกันนักกันหนา เมื่อมาซื้อข้าวแกง น้ำ และสิ่งต่างๆ ในชมรม เพื่อนำกำไรมาทำสมุนไพรแจกว่า "แพงฉิบหาย" เขาคิดอะไรอยู่

ฤาชีวิตของเขา มันด้อยค่ากว่าเงินเหล่านั้นอีกหนอ ...

กว่าจะได้ตำรามา และรักษาตำราของแม่ชีเมี้ยนนี้ไว้ .... เฮ้อ นี่แหละมนุษย์ มีตาแต่ไร้แวว

ทำไมพระถ้ำกระบอกไม่ถือศีล

แม่ชีเมี้ยนตรัสอธิบายว่า "ศีล" เป็นของใหญ่ เป็นของหนัก ดังนั้น จึงไม่มีใครทำได้จริง

ไม่ต้อง ๒๒๗ ข้อ หรอก แค่ไม่ฆ่าสัตว์ อย่างเดียว แม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรงทำไม่ได้เลย

แม้จะทรงระมัดระวังสักเพียงใด แต่ก็ยังมีสรรพสัตว์ที่เมื่อทรงเดินไป ณ แห่งหนตำบลใด ซ่อนอยู่ใต้ใบไม้บ้าง ที่ไม่สามารถเห็นได้ เมื่อเดินผ่านทรงเหยียบทับ มันก็ตาย

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า เมื่อสัตว์เหล่านั้นตาย บางตัวก็อโหสิกรรมให้พระพุทธเจ้า แต่บางตัวก็ไม่ยอม ด้วยกรรมอันนี้ ที่สัตว์เหล่านั้นไม่ยอม พระพุทธเจ้าจึงต้องทรงมีอาการปวดเมื่อย อันเนื่องจากกรรมที่สัตว์เหล่านี้ไม่ยอมนั่นเอง เป็นธรรมดา

แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสเล่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเดินมายังประเทศไทย จากอินเดีย ผ่านพม่า เข้ามาทางตอนเหนือของประเทศ และมายังสระบุรี นั่นคือถ้ำกระบอก ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นชายทะเล

การเดินทางมา ผ่านวัดคลองเม่า อันเป็นวัดที่แม่ชีเมี้ยนได้บวชเป็นชี ผ่านกอไผ่ ยังต้องทรงถูกหนากไผ่ตำเท้า จนพระโลหิตไหล ก็ทรงนำใบไผ่มาเย็บ และปิดแผล เดินต่อไปยังจุดหมาย ก็ด้วยกรรมอันฆ่าสัตว์โดยไม่เจตนานั้นเอง แลซึ่งสัตว์เหล่านั้นไม่ยอมอโหสิกรรม

แล้วพระพุทธเจ้าทรงใช้อะไรในการตัดกิเลส

แม่ชีเมี้ยนได้ทรงตรัสว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ คือ หลักสัจจะธรรม อันเป็นทางสายกลาง ที่ใช้ในการตัดกิเลสนิสัย

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายให้ฟังว่า ความหมายของทางสายกลาง คือ ให้กำหนดการลดละนิสัย จากสิ่งที่เราพอทำได้ทีละน้อยก่อนนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อพิจารณานิสัยแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นว่า "ตัวโกรธ" เป็นพี่ใหญ่ที่ก่อให้เกิดกรรมอันมหาศาล

พระถ้ำกระบอก จึงมักให้คนที่มาและศรัทธา เริ่มจากสัจจะพื้นฐาน อาทิเช่น
๑ นับถือศาสนาพุทธตลอดชีวิต
๒ไม่ค้า ไม่ขาย ไม่เสพ ไม่ส่งเสริม ยาเสพติดทุกชนิด
๓ ไม่โกรธ วันละหนึ่งชั่วโมง

นั่นคือค่อยๆ แบกน้ำหนัก เมื่อทำได้ ก็เพิ่มน้ำหนักขึ้น เหมือนนักกีฬายกน้ำหนักฝึกนั่นเอง

ดังนั้น สัจจะจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้จริง เมื่อทำได้ ผลที่ทำจึงเกิด ย้อนกลับมาสนองช่วยตน

แล้วสิ่งที่ทำมาจากไหน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็คือนิสัยของพระพุทธเจ้านั่นไง นั่นแหละธรรมคำสอนของท่าน

พระถ้ำกระบอก และ คนที่ศรัทธา จึงมีหน้าที่ดั่งที่แม่ชีเมี้ยนกล่าวเป็นนิสัย นั่นคือ "ต้องโชว์นิสัยพระพุทธเจ้า"

คนทั่วไป จึงมีวันหนึ่งที่มาทำนิสัยพระพุทธเจ้า จะเรียกวันพระก็ได้ เมื่อเข้าเขตมาจึงต้องวางนิสัยตน ความคิดตนไว้ด้านนอกก่อน จะเกลียดกันสักฉันใด เข้ามาในเขตวัด ก็ต้องรักกัน ร่วมกันทำกิจกรรม อันเป็นสัมมาปฏิบัติไว้ช่วยตน ออกนอกเขต จะไปบรรเลงอย่างไร ไม่เกี่ยว

หากแต่อยากพัฒนาตน ก็นำนิสัยพระพุทธเจ้าไปใช้ได้ เช่น ไม่โกรธ ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่ว่า ไม่ด่า ใคร เป็นต้น โดยเริ่มจากวันละหนึ่งชั่วโมง เมื่อทำได้จึงค่อยๆ เพิ่มขึ้น

เราจึงเห็นภาพ คุณปรียานุช จากเดิมที่กองถ่ายทุกคนรู้ดีว่า "ด่าเป็นไฟ" กลายมาเป็น "พูดดี" ไม่เคยเลี้ยงใคร เรียกว่า เค็มตัวแม่ ก็กลายมาเป็น ซื้อของมาให้กินแทน

เราจึงเห็น คนชื่อเล็ก สองคน ที่อยู่ด้านนอกฟ้องคดีขึ้นโรงขึ้นศาลยอมความไม่ได้ แต่เมื่อเข้ามาในชมรม ต่างก็เป็นกรรมการชมรม ช่วยเหลือเกื้อกูล กิจกรรมของชมรมเป็นอย่างดี อย่างไม่น่าเชื่อ

สิ่งที่ทำได้นี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์ เรียกว่า จะเป็นเส้นเชือกที่เหนียวแน่น ในการดึงรั้งชีวิต

เราจึงไม่แปลกใจ ในคำขอของหญิงสาวท่านนั้น ทำไมทำให้ชีวิตเธอเหนียวแน่น เพราะเมื่อเธอทำตามสัจจะที่ให้ไว้ได้ ฟ้าถล่มดินทลาย เธอก็จะมาทำกิจกรรมทุกสัปดาห์นั่นเอง เมื่อเธอทำได้ ชีวิตของเธอที่กำลังจะผุพัง จึงถูกเชือกที่เหนียวแน่นของเธอเส้นนี้ดึงรั้งเอาไว้

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้ฟังเรื่องนี้ นั่นคือ เมื่อเราท่านมีวาสนาได้มาพบกับแม่ชีเมี้ยน ได้ฟังคำสอนได้เห็นว่า ธรรมคำสอนของพระภูมีที่แท้จริงเขาทำกันอย่างไร จึงควรมีอุปาทาน ที่จะนำธรรมคำสอนนั้นมาปฏิบัติเป็นบางข้อ ตามกำลัง เพื่อสร้างเชือกที่เหนียวแน่นดึงรั้งชีวิตตน

หากจะมาหวังพึ่งแต่สมุนไพร ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรก เมื่อถึงเวลาก็ไม่สามารถส่งให้เราท่านเดินได้อีก เหมือนเด็ก จะให้อุ้มตลอดคงไม่ได้ ถึงเวลาต้องเดินเอง

ธรรมเท่านั้นจึงเป็นสรณะที่ทำให้ชีวิตปลอดภัย พระภูมีจึงทรงบัญญัติธรรมหมวดแรก คือ "หมวดตนพึ่งตน" เพราะไม่มีใครช่วยใครได้ อยากได้ต้องทำเอง

สมุนไพรก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง ส่งให้ท่านได้มีกำลังปฏิบัติธรรม หากเมื่อถึงเวลาแล้ว เราท่านไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆเลย นิสัยยังเหมือนเดิม ไม่เอาธรรมของพระโคดมเลย แม้จักทานสมุนไพรสักฉันใด ก็หาช่วยอะไรได้ไม่

อันเป็นที่มาของสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา นั่นคือ "บาตร" เอาไว้ขอนิสัยกรรม แล้วรับนิสัยธรรมไปทำ เพื่อช่วยตน ที่สำคัญ เงินทอง สิ่งของวัตถุ ใดๆ ใช้ไม่ได้เลย

คนที่มาหวังสมุนไพร จึงมักปรากฎอาการดีในช่วงหนึ่ง เมื่อมาถึงสุดราวของสมุนไพร หากกรรมที่มีมันหนักเกิน สมุนไพรก็คงส่งได้ไม่ตลอด

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดเหมือนเล่น คือ การไปไหว้แม่ชีเมี้ยน และพระภูมี พร้อมกับถวายนิสัยกรรม แล้วน้อมนำธรรมบางสิ่งบางอย่างมาปฏิบัติ นั่นแหละคือหัวใจของการหายโรค และพัฒนาตน พัฒนาชีวิตให้เหนียวแน่น

คำพูดที่ลอยมา "มาตั้งนานแล้ว กินสมุนไพรก็เยอะแล้ว ทำไมไม่หายสักที ก็ด้วยเหตุ ไม่มีนิสัยใหม่ของพระภูมี และละทิ้งนิสัยเก่าของกรรมนั้นเอง"

ทำสิ่งเดียวกัน ระหว่าง แม่ค้าทั่วไป กับ จิตอาสา ที่ทำให้คนอื่น ผลจึงต่างกัน แม่ค้ากำลังเป็นมะเร็ง แต่จิตอาสากำลังหายมะเร็ง จึงมีให้เห็น

นี่แหละคือผลของการทำตามใคร ผลก็ได้อย่างนั้น ทำตามกิเลสตน ก็ทำเพื่อเอาของคนอื่น ทำตามพระภูมี ก็ทำเพื่อให้คนอื่น

มันมาแล้ว


พยากรณ์ที่หลวงพ่อนิพนธ์เคยกล่าวไว้กว่าสิบปี ซึ่งเราไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ และจะมี นั่นคือ "มะเร็งเส้นผม"

สัปดาห์นี้ มีบุคคลระดับสูงท่านหนึ่งของประเทศ มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ พร้อมกับโรคมะเร็งเส้นผม ที่ผ่านการรักษาจากหมอ จนถึงปัจจุบัน คือการใช้คีโม

สถานการณ์ปัจจุบันของคนไข้ท่านนี้ คือ มะเร็งได้กระจายเข้าระบบน้ำเหลือง และตับ

สิ่งที่เราเคยเห็นในหนัง นั่นคือ คนป่วยที่มีอาการหนัก เมื่อเอามือลูบผมตัวเอง แล้วผมมันหลุดติดมือมา มีให้เห็นจริงแล้ววันนี้

ผลอันนี้ ทำให้เราเห็นว่าฤทธิ์ของยาเคมี และสารเคมี ที่ร่างกายได้รับ มันร้ายแรงกว่าที่เราเคยคิดมากนัก

จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่แม่ชีเมี้ยนทรงเล็งเห็นและสอนให้หลวงพ่อนิพนธ์มาปลุกปั่นชาวไทย ให้รู้ทัน เพื่อหลีกหนี ภัยอันตรายอันมหาศาลนี้

เราจึงสงสัยว่า ประเทศไทยลืมเลือน แม่ชีเมี้ยน และทอดทิ้งความรู้นี้ โดยไม่มีการสนับสนุนแม้แต่น้อยนิด ได้อย่างไร

หรือชะตากรรมลูกหลานไทย จะโดนความโลภบดบังหมดแล้ว

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

คำขอ

ผู้หญิงวัยกลางคน ป่วยเป็นโรคพุ่มพวง รักษาตนจนหมดทาง และรอวันคำพิพากษา ด้วยความทรมาน

เธอมาที่ชมรมคนรักสุขภาพ ฟังหลวงพ่อนิพนธ์พูดสอน

เธอจึงไปอธิษฐานกับแม่ชีเมี้ยน และพระพุทธเจ้า ที่หน้าหิ้ง

คำขอของเธอเรียบง่าย "ตราบใดที่ยังไม่ตาย ขอให้เธอได้มาที่ชมรมทุกสัปดาห์ มาสวดมนต์ มาทำกิจกรรมตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์"

และทุกครั้งที่เธอกลับบ้าน เธอจะขีดนับจำนวนครั้งที่เธอได้มา

วันนี้ เธอนับขีดที่เธอขีดไว้ ด้วยรอยยิ้ม เพราะมันผ่านขีดที่สามร้อยแล้ว

อะไรกำลังจะมา

คนไข้ที่เป็นมะเร็งอันเป็นกลุ่มทดลองของหลวงพ่อนิพนธ์ มีสิ่งหนึ่งที่น่าตกใจ นั่นคือ ส่วนใหญ่มีอายุไม่มาก

และที่น่าตกใจกว่า นั่นคือ มีเด็กอายุไม่กี่ขวบ ป่วยเป็นโรคไต เสียแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า สมัยถ้ำกระบอก คนที่มาหาและเป็นโรค ล้วนแล้วแต่มีอายุ แลที่ไม่ค่อยเห็นก็คือพวกชาวไร่ชาวนา เพราะต้องลำบาก ด้วยยังไม่มีเครื่องมือ อันทันสมัย

หากแต่วันนี้ อายุไม่เท่าไร ก็เป็นแล้ว ชาวนา ชาวไร่ ก็เป็นโรคกันงอม

นั่นเป็นสัญญาณ ความแรงของกรรม ที่กำลังถาโถมเข้ามา ทำลายมนุษย์

สถานที่นี้จึงเป็นดั่งต้นไม้กลางทะเลทราย ให้ได้พักอาศัย

รักษากันไว้หน่อย... อย่าเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ หากแม้นไม่สร้างก็อย่าทำลาย

หน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์

สิ่งที่ทุกคนทำ ก็จะเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ ให้คนรุ่นหลังได้มาศึกษา ได้มาอ่าน เรียนรู้ เพื่อเป็นอุธาหรณ์สำหรับตน

สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณอ้อ ได้มารายงานหลวงพ่อนิพนธ์ ถึงคนไข้เก่าท่านหนึ่ง ที่เพิ่งเสียชีวิตไป

จึงอยากนำมาเล่า ให้ฟัง เพราะเห็นว่าเป็นประวัติศาสตร์ ที่ให้อะไรได้มากพอควร

คนไข้ชายท่านนี้ มาด้วยโรคมะเร็งปอด ระยะสุดท้าย และใช้ทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน หลังจากหมอได้กล่าววาจาอมตะ

ด้วยความที่ตนเอง มีเกจิอาจารย์ที่โด่งดังเป็นพระที่ตนนับถืออยู่แล้ว จึงไม่ชอบและไม่ถูกชะตากับหลวงพ่อนิพนธ์ ที่เป็นคนธรรมดา แต่ต้องมากราบไหว้

สี่เดือนแรก หลังจากทานสมุนไพร อาการของเขา มีลักษณะทรงๆ ไม่ทรุด ไม่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ตายตามคำหมอบอก

ด้วยอาการที่ทรงนี้เอง ทำให้เขามั่นใจว่า สมุนไพรน่าจะช่วยเขาให้หายได้ หากเขากินได้ปริมาณมากพอ เพราะที่เป็นอยู่ กินตามที่ให้ ก็ทำให้เขาไม่ทรุดได้

เขาจึงเกิดความคิด นั่นคือ เข้าไปหาคุณอ้อ และกล่าวต่อรองว่า เขาจะมาเป็นจิตอาสา ทั้งสองวัน เพื่อแลกกับสมุนไพร ตามที่เขาต้องการ และคิดว่าช่วยเขาได้

เขาขอ ยาเขียว ๕ ขวด ยามะพร้าว ๗ ลูก และยาปอด ยาอื่นๆ อีก ตามความต้องการ

ในยุคนั้น จิตอาสายังน้อยอยู่ คุณอ้อ ก็ตอบตกลง

ผลจากการทานสมุนไพรอย่างเต็มที่ ร่างกายของเขาดีวันดีคืน จนผ่านไป ๓ ปี เขาก็คิดว่าร่างกายเขาแข็งแกร่งสมบูรณ์ดีแล้ว

เขาจึงไปบอกคุณอ้อว่า เขาจะหยุดไม่มาแล้ว ด้วยเหตุว่า เขาได้บนกับพระที่เป็นที่นับถือของเขาไว้ ถ้าหายแล้วจะไปบวช

คุณอ้อ ได้มาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านกล่าวว่า ให้ไปถามว่า เขามั่นใจแล้วหรือว่าหายดี สิ่งที่ท่านกังวลก็คือ โรคมะเร็งต้องการการฟื้นฟู ร่างกายส่วนที่สึกหรอ อันถูกมะเร็งทำลาย แต่เขากำลังจะลาไปบวช ถือกรรมฐาน วิปัสสนา และกินมังสวิรัติ เท่ากับขาดอาหาร

เขายืนยัน และจากไปเพื่อทำสิ่งที่ตนต้องการ และเกือบสี่ปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยไหว้หลวงพ่อนิพนธ์สักครั้ง แม้วันสุดท้าย

ผ่านไป ๙ เดือน กับการไปบวชของเขา ญาติได้มาบอกคุณอ้อว่า เขาตายแล้ว

เขากินมังสวิรัติ ไม่ฆ่าสัตว์ ตามครูบาอาจารย์ของเขาสอนสั่ง หากแต่เขาได้ฆ่าตัวเอง ทำให้ขาดสารอาหารจนตาย

เขารังเกียจ คนที่ทำสมุนไพรให้จนดีวันดีคืน ไม่เคยกราบไหว้ แต่คนที่กราบไหว้ ศรัทธาจนหมดใจ สอนให้เขาปฏิบัติผิด จนตัวตาย ...

เราจึงเชื่อแม่ชีเมี้ยน ที่ตรัสว่า เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องของเหตุและผล ไม่ใช่ความชอบ

และเมื่อทำถูก ผลถูกย่อมเกิด ทำผิด ผลผิดย่อมเกิด

เขาคงกลับมาบอกใครไม่ได้ แต่เรื่องราวของเขาในหน้าประวัติศาสตร์ คงบอกคนรุ่นหลังได้ ไม่มากก็น้อย

สิ่งที่เราชอบ ว่าทำแล้วเป็นบุญ ถูกจริตเรา แท้จริงแล้วเป็นลม มันจึงช่วยเราไม่ได้

เกร็ดหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์

แม่ชีเมี้ยนตรัส ว่า "ศาสน์ มีไว้พัฒนามนุษย์"

หลายปีก่อน เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์พูดถึงขยะมนุษย์ เราก็ยากจินตนาการ ผ่านมาหลายปี เริ่มมองเห็นในสิ่งที่ท่านพูด

มนุษย์เราเมื่อเปลี่ยนสถานะจากคนมีประโยชน์ มาเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพิงคนอื่น ก็เหมือนไร้ค่า บางคนจึงต้องถูกทิ้งเหมือนขยะ เป็นที่น่ารังเกียจของคนในครอบครัวไปซะอย่างนั้น

สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นภาพหนึ่งที่ปรากฎความจริงข้อนี้ที่ท่านพูด เมื่อมีผู้หญิงที่เป็นคนไข้ท่านหนึ่งหิ้วกระเป๋ามาขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อมาพำนักพักในชมรม

อายุของเธอก็ไม่มาก สภาพภายนอกก็ดูไม่ออกว่าเจ็บป่วยไข้

สอบถามใจความ ก็ได้ว่าเธอป่วยเป็นโรคที่หมอไม่สามารถวินิจฉัยได้ ว่ามีสาเหตุจากอะไร ไม่ได้เป็นโรค แต่เธอมีอาการเป็นบางเวลา เมื่ออาการปรากฎเธอจะปวดร้าว ทรมานอย่างแสนสาหัส

จนอาการเริ่มรุนแรงขึ้น เธอก็ไม่สามารถทำงานได้ พ่อแม่พี่น้อง กล่าวหาเธอว่าเธอแกล้ง เพราะตรวจไม่พบ ในที่สุดสามีก็ขอหย่า เธอกลายเป็นคนโดดเดี่ยวลำพัง

หลวงพ่อนิพนธ์ ก็รับไว้ ลองฟื้นฟูดูสักตั้ง โดยกล่าวว่า เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ วินิจฉัยไม่ได้ แต่ร่างกายทำได้ หากแต่ขาดเครื่องมือในการแก้ไข นั่นคือ สมุนไพร

เฉกเช่นเดียวกัน หญิงสาววัยไม่ถึงสามสิบ หน้าตาสวยเข้าขั้นเป็นดาราได้ แต่เหมือนฟ้าแกล้ง เพราะเธอเป็นโรคสะเก็ดเงิน ทำให้เป็นแผลทั้งตัว ต้องใส่เสื้อผ้ามิดชิด ไม่ให้คนเห็น และกลายเป็นคนที่ต้องแยกตัวจากสังคม ทำงานไม่ได้

คนที่อยู่ในวัย เป็นกำลังของสังคม ของประเทศ กลายเป็นขยะ ที่สังคมไม่ต้องการไปแล้ว นี่แหละคืองานของศาสนา ที่จะพัฒนาขยะมนุษย์เหล่านี้ พร้อมคืนคนที่ดี ทั้งร่างกาย และจิตใจ กลับคืนสู่สังคม

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยน ทิ้งไว้ให้หลวงพ่อนิพนธ์ กู้ชาติ มิใช่มหันตภัยธรรมดา มิใช่จากข้าศึก แต่จากโรคภัย และนิสัยของมนุษย์นั่นเอง เมื่อได้คนดีทยอยคืนกลับสังคม มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละ คือการสร้างชาติ เพราะสังคมจะมีคนดี ที่เชื่อมั่นในศาสนา และกลัวกรรม มาเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง ไม่ให้คนไม่ดี มีอำนาจได้ บ้านเมืองก็จะสงบสุข ดั่งพระราชดำรัสของในหลวง

ศาสน์ทำให้เรามองเห็นกรรม แลคนดีทุกคนย่อมเป็นดั่งพระภูมี คือกลัวกรรม ...อันหนักหนา เพราะมันทำให้เป็นทุกข์

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วินวิน

เกมชีวิต ของพระภูมี มีลักษณะที่เด่นชัด นั่นคือผลสุดท้าย ไม่ว่าผู้สอน หรือผู้ทำตาม ต้องเป็นผู้ชนะ

ลักษณะที่ทำแล้ว เกิดภาพ "ช่วยเขาแล้วเราตาย" "หมองูตายเพราะงู" อันเกิดจากการอวดอ้างของผู้สอน ว่าช่วยได้ รักษาได้ จึงไม่มีปรากฎที่ชมรมนี้ เพราะหลักของพระภูมี "อยากได้ ต้องทำเอง"

แล้วภาพของการขอ ไม่ว่าจากผู้สอน หรือผู้ตามตาม จะอ้างด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ ต้องไม่มีปรากฎ เพราะการขอนั่นหมายถึง สถานะของชูชก ในพงศาวดาร ซึ่งมีบทสรุป ท้องแตกตาย ไม่มีวันประสพผล

ดังนั้น เกมวินวินของพระภูมีนี้ ทุกคน ไม่ว่าใครที่จะประสพผล ย่อมต้องดำรงตนอยู่ในฐานะ "พระเวสสันดร" เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทุกคนต้องมาเสียสละ หยาดเหงื่อของตน ลงเป็นทุน เพื่อให้กิจกรรมหรือเกมนี้ดำรงต่อไป ผลตอบแทนจึงย้อนกลับมาเป็นบุญเป็นทานไว้ช่วยตน

ใครจะดีดลูกคิดรางแก้ว คิดผลกำไรขาดทุน หรือมาเอาเปรียบผู้อื่น ย่อมไม่มีทางสำเร็จผลอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น ผู้ทำ ผู้สอน ก็ไม่สามารถแบมือขอบริจาค ผู้มาเดินตาม ก็ไม่สามารถนั่งขอ เบียดเบียนผู้อื่นแล้วรอผล เช่นกัน

ภาพที่จะบังเกิดแล้วให้ผล จึงเป็นภาพที่ ผู้ทำและผู้มา ต้องช่วยกันดำเนินกิจกรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งสมุนไพรแจกให้เป็นทาน

ตราบใดที่ยังมีกิจกรรม แล้วมีสมุนไพรแจกฟรี โดยไม่มีการตั้งตู้ ผลวินวิน ที่ทุกฝ่ายต่างได้ ก็ยังคงบังเกิด

หากภาพส่วนใดขาดไป หรือบิดเบี้ยวไป มีตั้งตู้บริจาค มีเรียกเก็บเงินค่ารักษา ค่าสมุนไพร ณ วันใด

เกมวินวินก็จบลง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็จะเป็นดังเช่นถ้ำกระบอก อย่ามาเด็ดขาด หนีให้ไกล เพราะนั่นคือความฉิบหายกำลังบังเกิดขึ้นแล้ว กับทุกตัวคนที่มาเกี่ยวข้อง

ก็ดูพระถ้ำกระบอก และพระที่แตกไปตั้งสำนักของตนเองเป็นอุธาหรณ์

พระภูมีทรงสาปไว้หนักหนา ....

ตายด้วยโรค ทรมานก่อนตายทั้งหมดทั้งสิ้นทุกตัวคน

รู้เรา

เมื่อรู้เหตุแห่งโรค ว่ามาแต่กรรม และผลของมันนั้นคือการทำให้เราเป็นทุกข์

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าววว่า วิธีการที่ใช้เพื่อดับทุกข์อันนี้ จึงจำต้องอาศัยความรู้ของพระภูมี นั่นคือ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ทั้งนี้เพื่อให้มีน้ำหนัก หรือเรียกว่า เป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกัน

สิ่งที่เป็นรูป คือ โรค ก็ใช้รูป คือ สมุนไพรแก้

สิ่งที่เป็นนาม คือ กรรม ก็ใช้นา คือ ธรรมแก้

หากแต่ข้อจำกัดที่มีในการช่วยตน พระภูมีทรงตรัสเป็นหลักธรรมหมวดแรก คือ "ตนพึ่งตน" โดยมีความหมายเฉพาะในการกอบกู้ชีวิต นั่นคือ มีขอบเขตตั้งแต่จากใต้ผิวหนังลงไปนั้นเอง

เพราะรูปธรรมของชีวิต อยู่บนพื้นฐานนี้ คนจะโตได้ ดำรงชีวิตอยู่ได้ จึงต้องกิน ให้ท้องย่อย แล้วสกัดสารที่ร่างกายต้องการนำไปใช้

แค่ความรู้นี้ ก็ทำให้เราทราบได้ว่า หากสารใดที่ไม่ผ่านกระบวนการย่อย เมื่อทานเข้าไปแทนที่จะเป็นคุณกลับเป็นโทษ

วิทยากรจึงมักกล่าวเสมอ เมื่อถูกถามว่า อาหารเสริมโน่นนี่นั่น ทานได้ไหม ควรทานไหม คำตอบที่มักได้ยิน อ.อร่ามตอบเสมอ ก็คือ มีตังค์ก็ทานไป แต่หาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย หนำซ้ำอาจเป็นโทษด้วย

ประการที่สำคัญ นั่นคือ การปฏิบัติธรรมเพื่อสร้างบุญ ที่มีบทพิสูจน์โดยพระโคดมแล้วว่า ทรัพย์ใดๆ ก็ใช้หาบุญไม่ได้เลย นอกจากใช้ธรรม เท่านั้นเอง

และธรรมที่นำมาใช้ นั่นก็คือ นำนิสัยพระพุทธเจ้ามาใช้ แทนนิสัยเดิม

สิ่งที่ถูกเน้นย้ำทุกครั้ง จากหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ การยอมใช้กรรมที่ทำมา อันหมายถึง อาการเล็กๆ น้อยๆ ที่ปรากฎ ซึ่งเป็นอาการชั่วคราว รวมถึงการลงแดง เพื่อให้ร่างกายได้สร้างภูมิ

เมื่อรู้แล้วว่าเราควรทำอย่างไร มีอาวุธอะไรสู้ เพื่อแก้ไขปัญหาของตน

ผลประการแรกที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวเสมอ นั่นคือ พิจารณาแล้วจากบทพิสูจน์ของพระภูมี นั่นคือ "ธรรมย่อมชนะกรรม"

ดังนั้น หากเราทำตาม ย่อมเห็นผลเบื้องหน้าว่ามีความเป็นไปได้ จิตก็จะผ่อนคลาย ไม่เกิดความเครียด วัตรปฏิบัติที่คนปกติทำกัน เราก็กลับไปทำเหมือนเดิม

สิ่งที่จะต่างไปจากเดิม นั่นคือ เราจะมีเชือกที่ใช้ทำให้ชีวิตเหนียวแน่นขึ้นมา เป็นพันธะ นั่นคือ การที่จะต้องสละเวลาหนึ่งวัน มาทำกิจกรรมเพื่อช่วยตนนั่นเอง

อันเป็นที่มาว่า ทำไมทุกสัปดาห์จึงต้องมีวันพระ นั่นเอง

เป็นวันที่เราทิ้งทางโลก ไปหาทางธรรม สร้างบุญทาน เพื่อช่วยตน ยามที่เรากลับมาทางโลก ให้รอดปลอดภัยนั่นเอง

จะกังวลก็แต่ ทางของพระภูมี ที่นักปฏิบัติต้องพบเจอ นั่นคือ "มารผจญ" หากแต่คำโบราณว่าไว้ "ไม่มีมาร บารมีก็ไม่เกิด"

เราท่าน จึงต้องรู้ ต้องใช้ เหตุและผล ตามคำสอนมาพิจารณาให้เป็นคน หนักแน่น มีขันติ อดทน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวว่า ใครทำได้เป็นยอดคน ต้องขอขอบคุณ ที่ทำตนจนสำเร็จ คนสอนก็สำเร็จผล ได้บุญมาเลี้ยงชีวิตเช่นกัน

ทางเลือก

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอๆ ว่า สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน สูตรของพระภูมี เป็นทางเลือก

หากแต่ทางเลือกนี้ คนไม่นิยม เพราะมันลำบาก หากแต่กาลเวลาจะพิสูจน์ว่า ทางที่แต่ละคนเลือกนั้น ถูกหรือผิด ก็ดูจากผลที่เกิดกับตนนั้นแล

หากแต่จะเสียดายก็ตรงที่ ผู้ที่เลือกผิด ไม่มีโอกาสที่จะกลับมาบอกว่า ทางนั้นมันผิด

เราจึงมองภาพคนสองคนที่เราเห็น แล้วเปรียบเทียบกัน เพราะทั้งสองคนนี้มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน หากแต่สองคนนี้เลือกที่จะเดินต่างกัน ผลออกมาจึงต่างกัน

สองคนที่ว่า คือ คนที่ติดเชื้อเอดส์ เป็นผู้หญิงที่ติดเชื้อมาจากชายที่ตนรัก เช่นกัน

คนแรก เป็นคนที่สังคมรู้จักดี มีเวปไซด์เป็นของตนเอง เพื่อบอกเล่าเรื่องราว ความเป็นไป และอาการของตน เผยแพร่ให้สาธารณะชนได้ทราบ อันเรียกได้ว่า เป็นตัวแทนแห่งทางเลือก ของการพึ่งวิทยาศาสตร์ เพื่อการดำรงอยู่

คนที่สอง ก็ติดเชื้อจากสามี เช่นกัน เป็นผู้ที่มีอาชีพอยู่ในวงการแพทย์ ทำงานในโรงพยาบาลใหญ่ของรัฐ ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง

เริ่มจากสถานภาพที่พอกัน นั่นคือ อายุของเธอทั้งสอง ช่วงเวลาที่ตายจากไปของสามี ความรู้ จะต่างกันก็แค่ คนหลังมีลูกน้อยติดมาด้วยเท่านั้นเอง

คนแรกให้ความสำคัญ ต่อวิทยาการอย่างเคร่งครัด นั่นคือ ปฏิบัติตามหมอสั่งทุกประการ และมีวินัยในการทานยา และดูแลตนอย่างดี

คนหลัง เลือกที่จะมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วทานสมุนไพร ความรู้ทางการแพทย์ที่มี เก็บไว้เฉพาะประกอบอาชีพ หากแต่การดำรงอยู่ ใช้หลักที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน นั่นคือ ไม่เคยที่จะใช้ยาเคมีใดๆ เลย

ดูมา ดูไป ผ่านไปกว่าสิบปีแล้ว ผลของการยืนระยะของทั้งสองคน ก็เริ่มปรากฎเด่นชัด ให้เห็นความแตกต่าง

คนแรก มีอาการต่างๆ เกิดขึ้นแทรก ตลอดเวลาที่ผ่าน และสภาพก็มีแต่ทรงกับทรุด

คนหลัง ไม่เคยมีอาการของโรคอื่นแทรกเข้ามา นอกจากเป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน ดั่งเช่นคนทั่วไป ร่างกายก็สมบูรณ์ ไม่เคยล้มหมอนนอนเสื่อ และมาร่วมทำกิจกรรมได้ทุกสัปดาห์ ตลอดสิบปีที่ผ่านมา

เมื่อเราพิจารณาจากคนไข้ทั้งสอง เราก็ย้อนไปในคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ว่า ไม่ว่าจะเลือกทางใด เมื่อพรหมลิขิตยังมี ก็สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างแน่นอน

สิ่งที่จะต่างกันก็คือ สภาพที่เป็นอยู่นั่น อยู่อย่างไรต่างหาก

ในขณะที่คนแรก ต้องระมัดระวัง การกิน การนอน ทุกสิ่งอย่าง ไหนจะอาการแทรกซ้อน ลืมทานยา ล้วนแล้วแต่เป็นทุกข์

ขณะที่คนหลัง ทำตนเหมือนคนปกติ อยากทานก็ทาน อยากทำอะไรก็ทำ เรียกว่า กินเป็นสุข นอนเป็นสุข หากแต่จะมีข้อผูกมัดกับตัวเอง ก็คือ มาทำกิจกรรมร่วมกับหลวงพ่อนิพนธ์ทุกสัปดาห์ เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า ถ้าสิ่งที่ทำผิด ผลผิดก็ปรากฎ ถ้าสิ่งที่ทำถูก ผลถูกก็ปรากฎ

หากแต่ว่า มันต้องใช้วันเวลา ดั่งคำ "ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"

สิ่งที่เราเสียดาย ก็เห็นจะมีแต่ว่า คนที่กล้าประกาศตนให้สาธารณะชนได้รับรู้ความเป็นไป ถ้าเขาได้มาพิสูจน์สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ก็สามารถทำให้คนได้เห็นทางเลือกสายนี้กันมากขึ้น

ไม่ใช่อยากให้ทั้งหมดที่จะมาชื่นชอบ หากแต่ทำให้คนทั้งหมด ได้รู้ ได้มีโอกาสเลือก ก็ยังดี

ดั่งคำแม่ชีเมี้ยน ต้องมีคนหนึ่งในสิบ ที่ชอบแนวทางของพระภูมีบ้าง อย่างแน่นอน

เสียดายก็แต่ ตายไปยังไม่รู้เลยว่า สิ่งดีๆ อยู่ใกล้ตัว

เห็นอังกฤษเขาโหมโฆษณายาตัวใหม่ รักษาได้ ช่วยได้ ก็เฮโลไป เสียเงิน เสียทอง ก็พอทน กว่าจะรู้ว่าถูกหลอกอีกแล้ว อาจจะต้องเสียชีวิตอีกด้วย มันน่าเสียดายจริงๆ

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อายุทำไหร่ถึงทานได้


จากคนไข้ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้เคยเล่าให้ฟัง บางท่านเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ก็สามารถทานสมุนไพรได้ปกติ มีบางรายเบาหวานขึ้นสมอง ก็รอดปลอดภัยทั้งแม่และลูก อยู่มาจนทุกวันนี้

บางท่านที่มีความจำเป็น ต้องทานสมุนไพรมะพร้าว ในขณะตั้งครรภ์ ก็ต้องรอจนเด็กมีอวัยวะครบ นั่นคือ ครบ ๓๒ นับได้ก็ประมาณ ๔ เดือนขึ้นไป จึงเริ่มทานสมุนไพรมะพร้าวได้ จนกระทั่งคลอด ยิ่งทานได้มากยิ่งดี เพราะทำให้มดลูกแข็งแรง เด็กจะแข็งแกร่ง มีภูมิต้านทานสูงทั้งแม่และลูก ที่สำคัญ หลวงพ่อนิพธ์กล่าวว่า ขนาดพ่อแม่ตัวดำๆ ลูกออกมายังขาวเลย หลังจากคลอดก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ไฟ มดลูกจะกลับเข้าอู่เอง และไม่มีอาการปวดเมื่อสูงวัย

สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนด ผลที่ตามมาคือ อวัยวะบางส่วนอาจจะสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ดี เช่น ลำไส้ ดังนั้น เมื่อหิว ร่างกายจะหลั่งกรด ทำให้เด็กแสบท้องและร้องไม่หยุด หลวงพ่อนิพนธ์ ก็เคยให้ทานยาเขียว โดยการใช้หลอดที่ใช้หยอดตา บีบเข้ากระพุ้งแก้ม คราวละ 5 cc. ก่อนทานนมทุกครั้ง ตั้งแต่วันแรกเกิดเลยก็มี

สำหรับทารกบางคน เป็นต่อมลูกหมากโต ทำให้ร้องด้วยความปวดตลอดเวลา หลวงพ่อนิพนธ์ก็เคยให้ทานยามะพร้าวได้เลย เช่นกัน

ในรายของทารก หรือ เด็กที่เป็นโรคขาลีบ แขนลีบ ไม่มีแรง หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้ทานสมุนไพรกระดูกหมูได้เลย จนทำให้เด็กกลับมาปกติ กล้ามเนื้อไม่ฝ่อก็มีให้เห็น

สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงใช้ได้ นับตั้งแต่ท้อง แรกเกิด ไปจนชรา ..

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวว่า สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน สูตรของพระภูมี ผ่านร้อนผ่านหนาว มากว่าห้าสิบปี หากไม่แน่จริง ป่านนี้ม้วนเสื่อกลับบ้าน คนทำโดนฟ้องติดคุกไปแล้ว ถ้ากินแล้วตาย หรือทำร้ายคนกิน ดังนั้น จึงวางใจได้ ว่า สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ มีแต่คุณ ไม่มีโทษอย่างแน่นอน

ก่อนรักษา ต้องรู้อะไรก่อน

แม่ชีเมี้ยนได้ทรงตรัสสอนหลวงพ่อนิพนธ์ ว่า สิ่งที่ควรรู้ก่อนจะรักษาตน หรือ ใคร ก็ตาม นั่นคือ ต้องรู้ที่มาที่ไปของคู่ต่อสู้เสียก่อนว่า เป็นอย่างไร ศึกษาให้ถ่องแท้ แล้วจึงจะกำหนดวิธีการรักษา ว่าควรทำอย่างไร

นั่นคือ ต้องค้นหาถึงเหตุที่เป็นรากเหง้าของปัญหาว่ามีจุดกำเนิดมาได้โดยวิธีใด พูดภาษาชาวบ้าน ก็ใครมันใช้ ใครมันสั่ง แล้วผลของการใช้ การสั่ง มันจะเป็นอย่างไร

แม่ชีเมี้ยน จึงแจกแจงอำนาจในโลกให้ฟังว่า มี ๓ ประการ

ประการแรก คือ อำนาจกรรม ซึ่งปกครองทุกสรรพสิ่งในโลก จึงเรียก โลกนี้ว่าเป็นโลกของกรรม มีอำนาจบันดาลทุกสิ่ง สร้างทุกสิ่ง อยู่คู่กับโลกมา ผลก็คือ ให้คุณให้โทษ ตามการกระทำของคน ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย

ผลของกรรมดี ก็ให้สุข ผลของกรรมชั่ว ก็ให้ทุกข์

พระพุทธเจ้าเห็นความจริงข้อนี้ จึงตรัสว่า "ทุกสิ่งในโลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

ด้วยเหตุนี้ แม่ชีเมี้ยนจึงกล่าวว่า ปัญญาของมนุษย์ หรือทีเรียกว่าปัญญาของโลก กรรมเขาเป็นผู้สร้าง จึงไม่สามารถจะเหนือกรรมได้เลย อันเป็นเหตุให้สรุปว่า ไม่ว่ากรรมวิธี พระเจ้าองค์ใด ลัทธิใด หรือ สิ่งใดๆ อันมีที่มาจากปัญญามนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น จึงไม่สามารถเอาชนะผลของกรรมที่ทำมาได้ แม้แต่น้อย

แลผลของกรรมชั่ว ปรากฎมาเป็นโรค หากเป็นกรรมผ่าน ไม่ใช่โรคตาย ก็ย่อมทำให้หายได้ หากแต่มาในฉายาเพชรฆาต ที่มุ่งมั่นมาเพื่อกำหนดวันตายแล้วไซร้ จึงไม่มีสิ่งใดที่เกิดจากปัญญามนุษย์มาช่วยได้อย่างแน่นอน

ประการที่สอง คือ อำนาจของวิญญาณ ซึ่งเป็นอำนาจที่แต่ละคนมี และที่สำคัญ เป็นที่รองรับผลของทุกข์และสุขที่ทำมา ดูอำนาจนี้ได้จากคนเป็นแลคนตาย

คนเมื่อตาย แม้จะต่างกันแค่เสี้ยวเวลา วิญญาณเพิ่งออกจากสังขาร จะทำสักฉันใด ก็หามีความรู้สึกไม่ จะตี จะแทง จะหยิกสักฉันใด ก็หาความรู้สึกไม่ นั่นเป็นบทพิสูจน์ว่า ความรู้สึกที่สัมผัสได้ นั่นแหละคือความรู้สึกของวิญญาณ หากปราศจากวิญญาณแล้ว ก็หาความรู้สึกไม่ สิ่งที่รับทุกข์สุข จึงไม่ใช่กาย หากแต่เป็นวิญญาณต่างหาก

ด้วยอำนาจของวิญญาณ มีขอบเขต ควบคุมทุกอณูของร่างกาย ทุกเซลล์ แม้จะเล็กสักปานใด อำนาจก็ไปถึง เมื่อเราท่านถูกเข็มหรือหนามทิ่ม แม้จะเล็กน้อย วิญญาณก็รู้สึก

วิญญาณ จึงมีความสามารถที่จะบงการสังขารให้ทำสิ่งไรก็ได้ตามต้องการ จึงมีคำกล่าวว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" นั่นเอง

หากแต่สิ่งที่อยู่กันมากับวิญญาณช้านาน คือ กิเลศ ก่อให้เกิดกรรม จนเวียนว่ายตายเกิด มาไม่รู้เท่าไร อันเป็นคำอธิบายที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า ทำไมตายแล้วต้องเกิด เพราะวิญญาณต้องมีสังขาร เพื่อรับกรรมที่ทำมานั่นเอง เพราะถ้าไม่มีสังขาร ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงต้องเกิดมาเพื่อรับ

ด้วยกรรมที่ติดกับวิญญาณมาช้านานนี้เอง แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสสอนเสมอว่า "กรรมเขาเป็นพี่ ธรรมเขาเป็นน้อง" การที่จะให้คนมารับเอาธรรมไปปฏิบัติ จึงต้องพูด เอาเหตุและผล ให้พิจารณา

ประการที่สาม คือ อำนาจธรรม ซึ่งเป็นของส่วนบุคคล นั่นคือ ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มีกลาดเกลื่อน เพราะอำนาจธรรม และกรรม เขาไม่ละเมิดล่วงล้ำซึ่งกันและกัน

เขตกรรม ธรรมเขาก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว นั่นคือ ใครจะเชื่อ จะสร้างลัทธิ อะไร ก็ตามกรรมของคนเหล่านั้นไป ตามความชอบ และเขตธรรม กรรมเขาก็ละเว้น ให้โอกาสคนได้ทำเพื่อช่วยตน

ดังนั้น ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่ความจริง พระอรหันต์จะมีก็แต่ในยุคของพระพุทธเจ้า เมื่อท่านทรงดับขันธ์ ท่านก็นำอำนาจนี้เก็บกลับไปด้วย นั่นคือ จะไม่มีพระอรหันต์อีก รอจนพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาอุบัติ

เราท่านจึงเห็นว่า พระอรหันต์สาวกของพระโคดม จึงมีแค่แปดหมื่นกว่า และไม่มีอรหันต์อีกเลยนับแต่สิ้นพระโคดม

อำนาจธรรม จึงเป็นอำนาจที่สาม มีไว้เพื่อ "พัฒนามนุษย์" ให้พ้นจากอำนาจกรรม เปลี่ยนชีวิตของตน โดยใช้ "ธรรมลิขิต" แทน "กรรมลิขิต" จึงจะหนีพ้นพรหมลิขิตเดิมได้

และเมื่อพิจารณา แล้วว่า ที่กล่าวอ้างกันว่า เป็นโรคเพราะเชื้ออันนั้น พฤติกรรมอย่างโน้น ทำให้เป็น จึงไม่ใช่เหตุที่แท้จริง

เมื่อไม่รู้เหตุที่แท้จริง หมอเหล่านั้น จึงไม่มีทางที่จะรักษาโรคตายได้อย่างแน่นอน ...

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสสอนสงฆ์เสมอให้จำว่า "จำไว้น่ะ กรรมเราทำมา กรรมมันใช้ กรรมมันสั่ง แล้วเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงไม่กลัวสิ่งใดในโลกเลย นอกจากกรรม เพราะเมื่อมีกรรม ก็หมายถึงต้องเกิด มารับกรรมที่ทำมานั้นเอง"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักสรุปให้ฟังเสมอว่า "อยู่ใต้ฟ้าอย่าท้าฝน เกิดเป็นคนอย่าท้ากรรม"

ชมรมคนรักสุขภาพ ตั้งมาทำไม


อันแรกเริ่มนับตั้งแต่ยุคถ้ำกระบอก แม่ชีเมี้ยนได้ริเริ่มให้พระจัดทำกิจกรรมสมุนไพร ก็เพื่อเป็นหนทางสร้างบุญแก่ผู้ปฏิบัติ และสร้างพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามแบบพุทธกาล

อันหมายความถึง ผู้ที่ทำได้ ก็สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ นั่นเอง

เสียดายที่ท้ายที่สุด ผู้ปฏิบัติก็พ่ายแพ้ให้แก่กิเลส ไม่อาจผ่านด่านที่สำคัญ จนท่านจำรูญและเจริญ ตัดสินใจที่ละทิ้งแนวทางของพระภูมี มาเรียกเก็บเงินจากผู้ที่มารักษา และทำให้ท่านนิพนธ์ ผู้น้อง ที่ไม่เห็นด้วยต้องกระเด็นออกจากถ้ำกระบอก อันเป็นจุดเริ่มของ ถ้ำแตก และการเสื่อมถอยของอำนาจสมุนไพร นับแต่นั้นมา

ผลจากความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของท่านนิพนธ์ ทำให้แม่ชีเมี้ยนละสังขารจากถ้ำกระบอก และมอบตำรา เพื่อโอนถ่ายอำนาจสมุนไพรจากท่านจำรูญและท่านเจริญ มายังท่านนิพนธ์แทน

แต่สิ่งที่เสียไปแล้ว และหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นการเสียที่ใหญ่หลวงสำหรับประเทศไทย นั่นคือ "สัญญาอรหันต์" ที่ควรจะบังเกิดในประเทศไทย ก็ได้หลุดลอยไป

ดังนั้น สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินเกิด ในการมอบตำราสมุนไพรให้หลวงพ่อนิพนธ์ มีโอกาสได้ทำ ทั้งเป็นการแก้ตัว ที่มีส่วนร่วมในการทำลายสัญญานั้น และแทนคุณแผ่นดินเกิดของแม่ชีเมี้ยนไปพร้อมกัน จึงเหลือเพียง "การหาพุทธบริษัท" เท่านั้นเอง

ดังนั้น หากคนที่เคยผ่านยุคทั้งสองในชีวิตตน สิ่งหนึ่งที่จะเห็นความแตกต่างได้อย่างเด่นชัด นั่นคือ อำนาจ ซึ่งครั้งหนึ่งปรากฎที่ถ้ำกระบอก เป็นอำนาจที่เฉียบขาด เบ็ดเสร็จ เห็นผลเร็ว แต่อำนาจที่ปรากฎแก่ชมรมคนรักสุขภาพ นั้น กว่าจะประสพผล ต้องใช้ขันติ มานะ อย่างยิ่ง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็เนื่องด้วยอำนาจส่วนใหญ่แม่ชีเมี้ยนท่านเก็บกลับไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงเสี้ยวของอำนาจ ให้ไว้เพื่อดำรงตน และพิสูจน์ให้เห็นว่า มีจริง พึ่งพาได้จริง เท่านั้นเอง

ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการทำกิจกรรม หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เพื่อหาพุทธบริษัท รอการอุบัติของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ที่จะต้องบังเกิดทุกรอบ ๒๕๐๐ ปี นั่นเอง อันหมายถึง การสิ้นสุดของยุคพระโคดม และเริ่มศักราชของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ แล้วเริ่มนับพุทธศักราชที่๑ กันอีกครั้ง

อำนาจที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ คือส่วนที่เหลือต่ำสุด ที่เป็นพื้นฐานที่พุทธบริษัทจะได้รับ จะได้เห็น จะได้สัมผัส ว่า บุญญาธิการของพระพุทธศาสนา นั้น มีจริง และยิ่งใหญ่มหาศาล ทำให้หนีกรรม หนีเวรได้ นั่นคือ "ความไม่มีโรค" หรือ ที่เรียกว่า "มนุษย์สมบัติ"

เมื่อมนุษย์ถึงทางตัน ในการแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ว่าจากพระเจ้าองค์ใด วิทยาศาสตร์แขนงไหน หมอสมัยใหม่ หรือแม้กระทั่งหมอผี เจ้าเข้าทรง และเกจิต่างๆ ผลที่ออกมาเหมือนกัน คือ ช่วยให้พ้นจากทุกข์นี้ไม่ได้เลย

สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน สูตรของพระภูมี จึงกลายเป็นทางเลือก ให้แก่คนเหล่านั้น ที่เมื่อมาฟังเหตุและผล แล้วอยากทำตาม ซึ่งก็คงมีไม่มากนัก อย่างเก่งก็หลักแสน ได้มาลอง

เมื่อผลของการลอง และเขาช่วยตน จนสามารถพ้นจากทุกข์อันนั้น อาจเกิดศรัทธา และอยากปฏิบัติตน เป็นพุทธบริษัท เพื่อช่วยตนในวันข้างหน้า นั่นแหละคือ ความสำเร็จของกิจกรรมนี้

การกระทำพื้นฐาน ตามคำสอนของพระภูมี ยังสามารถช่วยตน ให้พ้นจากทุกข์อันเกิดจากโรคภัยได้ การปฏิบัติตามคำสอน น้อมนำเอาธรรมมาปฏิบัติ ย่อมมีคุณมหาศาลกว่าไม่มีโรคมากนัก ย่อมเป็นเหตุผลที่ต้องมีคนเข้าใจ และอยากเป็นเช่นกัน

แม่ชีเมี้ยนได้กล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ผลสำเร็จของการทำ ไม่ใช่ดูที่ปริมาณ แม้เมื่อทำแล้ว จะได้ผู้ที่เชื่อและทำตามก็ถือว่าประสพความสำเร็จแล้ว บุญที่ได้ก็พอเลี้ยงตน รอการอุบัติของพระภูมีแล้ว

การหายโรค หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่นิสัยของคนที่มาต่างหาก จะทำอย่างไร ให้เขาเรียนรู้ เข้าใจ และน้อมนำเอาธรรมไปปฏิบัติ เพื่อช่วยตน

นั่นหมายถึง ความปลอดภัยของแต่ละคนที่มา ไม่ใช่อยู่ที่การหายโรค เพราะหายโรค แต่ไปเกิดอุบัติเหตุ มันก็ตายเหมือนกัน การช่วยก็ไร้ผล เพราะผลคือ คนนั้นไม่รอด

ทางรอดที่ปลอดภัยแท้จริง นั่นคือ พูดโน้มน้าวให้คนเหล่านั้น เห็นและเข้าใจเหตุและผล โดยมีประโยชน์พื้นฐาน คือ การหายโรค ที่ไม่ว่าที่ใดในโลกทำให้ได้ เป็นเหยื่อ ให้มาลองสิ่งที่ดีกว่า และปลอดภัยแก่ชีวิตกว่า นั่นคือ "การเป็นพุทธบริษัท"

บทสรุป ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวคือ "สถานที่นี้จึงไม่ใช่โรงพยาบาล ไม่มีหมอ ไม่ได้มีไว้เพื่อรักษาคน"

หากแต่สถานที่นี้ กำลังจะหาพุทธบริษัท ไว้รอการอุบัติของพระอรหันต์ในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อทำตนให้มีคุณสมบัติสามารถรองรับอำนาจ ที่จะพึงบังเกิด จากบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า เพื่อมาช่วยตนให้รอดปลอดภัย จากกรรม จากเวร ทั้งชาตินี้ และชาติหน้า

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ข่าวดีเล็กๆ

กิจกรรมของชมรมในอนาคต ที่หลวงพ่อนิพนธ์อยากให้เป็น นั่นคือ การกระจายจุดบริการออกไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ข่าวเล็กๆ ที่อาจไม่มีคนสนใจ แต่นับว่าเป็นโอกาส ที่จะทำให้จุดมุ่งหมายในอนาคตเกิดขึ้นได้ นั่นคือ รัฐบาลได้ประกาศ ยอมรับแพทย์แผนไทย และอนุญาตให้สร้าง อนามัยแพทย์แผนไทยขึ้นได้

วันใดที่สมุนไพรพร้อม เครื่องมือพร้อม ที่จะแปรรูป สามารถเก็บได้นานขึ้น สะดวกขึ้น นั่นคือโอกาส

คนป่วยที่อยู่ไกลๆ ทางเหนือ ทางอีสาน ทางใต้ จะได้ไม่ต้องเดินทางมายังชมรม สามารถไปทำกิจกรรมได้ทีอนามัยใกล้บ้านได้

นับว่าเป็นข่าวดี ... ที่จะทำให้พี่น้องคนไทยได้มีทางเลือก

ความต่าง

เรื่องอื่น หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ใครจะทำอย่างไรก็ช่าง แต่เรื่องของชีวิต พระภูมีได้ทรงตรัสให้เห็นความจริงแห่งชีวิต เป็นธรรมหมวดแรก ว่า ต้องใช้หลัก "ตนพึ่งตน" เท่านั้น

อันความหมายที่แฝง ซึ่งบ่งบอกถึงความจำเป็นในการดำรงของชีวิตมนุษย์ หรือ การแก้ไขปัญหาของชีวิตอันเหตุมาจากโรคภัย ย่อมต้องอาศัย ตนเอง นั่นคือ กระบวนการกิน แล้วให้ท้องย่อย

อาหาร กินเพื่อการดำรงอยู่ สมุนไพร กินเพื่อการแก้ไขปัญหาโรคภัย ให้กลับมามีชีวิตได้ดั่งปกติ

ด้วยความจริงข้อนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่มีประโยชน์แก่มนุษย์ จึงต้องเป็นเซลล์ที่มีชีวิต เรียกว่า ชีวิตต่อชีวิต

ภาพที่ให้เห็นเด่นชัด การกินของดี ยังสดอยู่ ก็เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย การกินของเน่าเสีย ก็เป็นโทษแก่ร่างกาย ร่างกายจะไม่รับเลย

เฉกเช่นเดียวกัน การทานสมุนไพร ย่อมต้องเป็นสมุนไพรที่ยังเป็นเซลล์ที่มีชีวิต จึงจะเป็นประโยชน์ สมุนไพร ที่ผ่านการสกัด หรือ อยู่ในรูปยาเคมี จึงไม่มีประโยชน์และอาจเป็นโทษแก่ร่างกายได้

ผลที่เห็นอย่างเด่นชัด นั่นคือ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถทำให้มนุษย์โตได้ โดยไม่ต้องอาศัยการกิน

สิ่งที่ยืนยัน อันเป็นผลให้ผู้ที่วิจัยค้นพบ ได้รับรางวัลโนเบล ในปี ๒๐๐๐ นั่นคือ อาหารที่ผ่านการย่อยของกระเพาะ จะมีคุณลักษณะหนึ่งปรากฎ นั่นคือ การได้รับรหัสที่ระบุตำแหน่งที่ร่างกายจะส่งไป พร้อมกับกุญแจที่จะเข้าไปในอวัยวะส่วนนั้นๆ อันทำให้อาหารนั้นสามารถส่งไปได้ถูกจุดตามร่างกายต้องการ

ในขณะที่สารสกัด แม้จะมีลักษณะกายภาพเหมือนกัน แต่จะขาดซึ่งรหัส ทำให้ลอยไปตามร่างกาย ไร้จุดหมาย และถ้าเป็นสารเคมีด้วยแล้ว เมื่อทิ้งตัวที่ใด เซลล์จุดนั้นก็จะตายด้วยขาดออกซิเจน กลายเป็นแหล่งกำเนิดโรค

ไขมัน ที่ย่อย ก็ไปเป็นพุง ไขมันที่กิน ไม่อยู่ทีพุง แต่ไปอยู่ที่ที่ไม่ควรอยู่ เช่น ตับ

ด้วยความรู้นี้ เป็นเหตุให้ทำไมฝรั่งจึงกลัวสารตกค้างกันหนักหนา

แล้วทุกวันนี้ เปิดโทรทัศน์ช่องไหน ก็ขายสารสกัดโน้น สกัดนี้ ยาเคมีตัวโน้น ตัวนี้ โฆษณาสรรพคุณกันยกใหญ่ เอนไซด์ วิเศษ เกลื่อนไปหมด

จนทำให้ลืมเลือนไปเลยว่า ก็พงศาวดารที่สืบกันมาเป็นล้านล้านปี ไม่เคยมีสิ่งที่กล่าวที่พูดกันในทีวีเฉกเช่นทุกวันนี้ ไม่ใช่มาจากการกิน แล้วใช้ท้องย่อยหรือ

ปวดหัว กินพารา กับเคี้ยวบอระเพ็ด ค่าต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่ไหงเป็นไปได้ว่า คนเลือกบอระเพ็ดจะติดคุก เพราะผิดกฏหมายไปเสียแล้ว

วันนี้ เราได้เห็นผู้พิพากษาระดับสูงท่านหนึ่งออกมายอมรับว่า ระบบตุลาการไทยกำลังวิบัติ และสารภาพผิดที่เป็นหนึ่งที่ทำให้เป็น

เราอยากเห็น วงการแพทย์ ออกมาสารภาพผิดดั่งเช่นผู้พิพากษาท่านนั้นจัง ด้วยสำนึกของคนที่ยังพอมีคุณธรรม เห็นชีวิตพี่น้องคนไทยมีค่า มากกว่าความมั่งคั่งของพวกพ้อง

ไม่มีสื่อสารมวลชน แขนงใด ที่ออกมาช่วยเตือนคนไทยเลยว่า ตอนนี้ประเทศไทย จัดว่าเป็นประเทศที่ทานยาเกินความจำเป็น เป็นอันดับต้นๆ ของโลก และแม้แต่ทานยาตามขนาด ก็ยังอันตราย ....

ก็สามแสนล้านบาทต่อปี มันยวนยั่วใจใช่น้อย ... คงต้องร้องเพลงรอไป

นี่แหละที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น โทษของการทานยาเคมี หรือสารสกัด อันทำให้เกิดบาป ทำร้ายตน และฆ่าตนเองตาย โดยเจตนา ชีวิตจึงอยู่ไม่ครบพรหมลิขิต

วิทยาศาสตร์ช้าเร็วจึงถึงทางตัน และพาไปหาวจีอมตะ "เราช่วยจนสุดความสามารถแล้ว" ในขณะที่สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ไม่เคยมีทางตัน เพราะธรรมชาติสร้าง ธรรมชาติแก้ เขามีให้อยู่แล้ว ดั่งภาษิต "ผู้ผูก ย่อมต้องเป็นผู้แก้" ก็ชีวิตใครเล่าเป็นผู้สร้าง มนุษย์หน้าไหนฤา จึงอวดดี อวดเก่ง มาแก้ ผลสุดท้ายแม้แต่ชีวิตตนก็ไม่รอด กลายเป็น "หมองู ตายเพราะงู"

นี่แหละภูมิปัญญาของพระภูมี ซึ่งเหนือกรรม เหนือเวร และเหนือมนุษย์

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44