วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขึ้นหิ้ง

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า หลายต่อหลายคน มักจะนำตัวท่านไปวางในฐานะผู้ให้ ด้วยเหตุที่เป็นคนมีเมตตานั้นเอง

และยิ่งไปกว่านั้น ก็ยัดเยียดสถานะนี้ไว้ในทุกสรรพสิ่ง อันหมายความว่า ตัวท่านเองต้องเป็นฝ่ายให้ตลอด โดยที่คนอื่นๆ นั้นไม่ต้องทำอะไรเลย

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นเป็นสิ่งที่ขัดกับความเป็นจริงอย่างยิ่ง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่าง พระภูมี ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีเมตตาสูงสุด ก็ยังต้องได้รับความเมตตาจากสาวกเฉกเช่นเดียวกัน

เพราะพระภูมี ก็ยังมีสิ่งที่ทรงขาด ต้องการการเติมเต็มเช่นกัน

นั่นคือ เหล่าสาวกก็เมตตาพระภูมี ด้วยเห็นว่า ทรงเหนื่อยกับการสอนมาก ก็พยายามทำตนอยู่ในวินัย เพื่อให้ไม่ต้องทรงเหนื่อยกับการสอนเกินไป

เหล่าสาวก ที่ทำตนได้แล้ว ก็เดินทางไปเผยแพร่คำสอน แทนพระภูมี แสดงเมตตาต่อพระภูมี ที่มิต้องทรมานพระวรกาย ไปทุกที่ทุกแห่ง

เหล่าสาวก ไปที่ใด ก็ใช้วินัยเป็นตัวกำกับ ไม่ทำให้ชาวบ้าน ต้องเดือดร้อน ไม่เบียดเบียนผู้อี่นจนเกินไป อันจะทำให้คนเหล่านั้น ด่าว่ามาถึงพระภูมี ผู้เป็นบรมครูได้

ตัวหลวงพ่อนิพนธ์เองก็เช่นกัน แม้นจะทรงในสถานะผู้ให้ แต่ก็ไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเองหมด

นั่นคือ ต้องการผู้ที่มาให้ท่าน แบ่งเบาท่านเช่นกัน

เหล่าสมาชิกเห็นก๊อกน้ำเปิดทิ้ง มีใจไปปิด เห็นไฟเปิดทิ้ง ก็เดินไปปิด เป็นหูเป็นตา ช่วยดูแลสถานที่ ช่วยจัดทำสมุนไพร ช่วยกินข้าวแกง ล้วนแล้วแต่เป็นความเมตตา ที่มีต่อหลวงพ่อนิพนธ์ ทั้งหมดทั้งสิ้น

หลักของพระภูมี คือ ต่างฝ่ายต่างเมตตาซึ่งกันและกัน หากแต่ไม่นำมาตีมูลค่ามากน้อย ถือว่าเจ๊ากัน เสมอกัน ไม่เป็นหนี้ซึ่งกันและกัน

ประเภทที่มักชอบกล่าว หลวงพ่อท่านมีเมตตาสูง พวกเราไม่ต้องทำอะไรให้ท่านหรอก รอรับฝ่ายเดียว นั่นจึงเป็นฐานะของ ชูชก โดยแท้

การจะทำสิ่งไร แม้ด้วยจิตเมตตาที่มีต่อหลวงพ่อนิพนธ์ อาทิ อดทนต่อคำพูดของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่เข้าหู เพื่อท่าน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ตัวท่านก็ต้องการความเมตตาจากเราท่านเช่นกัน เพื่อให้กิจกรรมดำเนินอยู่ได้ และอยู่ในครรลองของพระภูมี

อย่านำท่านไปอยู่บนหิ้ง แล้วทำตนเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ไม่สนใจสิ่งใดเลย เพราะจะทำให้เราท่านมีพฤติกรรมขาดเมตตา และที่สำคัญ ขาดกตัญญู

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กิจกรรม วันที่ 18 มีนาคม นี้

ช่วงเช้าจะมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีน แก่คนไข้อัมพฤกต์และคนไข้อาวุโสที่อายุเกิน ๖๘ ปี

และจะมีการจัดเวทีดนตรี โดยวงหลักจะเป็นวงดนตรีไทย ของ เป่า จิน จง นำโดย คุณแอม

หากใครที่มีอาการ และต้องการคำปรึกษาด่วน หลวงพ่อนิพนธ์ได้ให้คุณแอมเป็นผู้รับผิดชอบตอบคำถาม ดังนั้นใครที่ยังไม่รู้จัก ก็ไปดูตัวตนได้ที่เวที

และจะมีนักร้อง มาร่วมให้ความบันเทิง อีกนับสิบชีวิต ที่ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกของชมรมคนรักสุขภาพทั้งสิ้น

หลังจากนั้น ก็จะเป็นการแจกสมุนไพร พร้อมยาตา

อนึ่ง ในการขอรับยาตานั้น สิ่งที่ต้องใช้เพื่อแสดงสิทธิ์ นั่นคือ เมื่อยื่นกระเป๋ายา เจ้าหน้าที่จะให้สติ๊กเกอร์เพื่อใช้รับยาตา ดังนั้น เพื่อรักษาสิทธิ์ของตน กรุณาตรวจดูว่า ได้รับสติ๊กเกอร์ยาตาหรือไม่ด้วย

และสมุนไพรที่ได้รับในวันงาน จะแตกต่างจากวันทั่วไป นั่นคือ เป็นชุดสมุนไพรที่เหมือนกันทุกคน

แจ้งให้ทราบ

หากกิจกรรมยังสามารถดำรงต่อไป หลังจากวันงานแม่ชีเมี้ยนแล้วนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จะแจ้งให้ทราบว่า สมาชิกที่เป็นมะเร็ง และ อัมพฤกต์ ที่แจ้งเจ้าหน้าที่แล้วนั้น

คนไข้ท้้งสองประเภทนี้ จะถูกแยกออกมา และได้รับสมุนไพร รวมทั้งยาเฉพาะเพิ่มเติม แล้วนั้น ในการรับสมุนไพร ก็จะแยกออกมารับโดยตรงที่ห้องกระจก ของอาคารสวดมนต์

ในกรณีที่เริ่มมีอาการลงแดง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อพาเข้าพบหลวงพ่อนิพนธ์

อนึ่ง ขณะนี้กำลังมีการปรับเปลี่ยนหัวหน้าส่วน ที่รับผิดชอบในการรับสมัครสมาชิกใหม่ และบัตรสีส้ม ซึ่งเดิมทีคุณปุ้มรับผิดชอบอยู่

ดังนั้นสมาชิกที่ยังเป็นบัตรสีส้มอยู่ ควรที่จะสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ผู้มาแทนเป็นใคร เพื่อสะดวกในการขออนุญาต หรือขอสมุนไพรเพิ่มเติม

หากทราบการปรับเปลี่ยนที่แน่นอน จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ฟ้าเตะส่งมา ๓

อาการที่ดีวันดีคืน ของคนไข้ชาวสวิส ที่ผ่านหมอทั่วโลกมามากมาย ทำให้เกิดความคิดต่างๆ ในหัว และระบายผ่านภรรยา

คำถามแรกที่เขาสงสัยที่สุด จึงถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ต้องหาเงินโดยวิธีการขายข้าวแกง ที่ซึ่งเขามองดูแล้วได้กำไรก็ไม่เท่าไหร่

พร้อมกับกล่าวว่า หากหลวงพ่อนิพนธ์อยากรวย เขาสามารถทำให้ได้ในพริบตา ด้วยเหตุที่ว่า เขามีเพื่อนชาวสวิสที่เป็นเจ้าของบริษัทผลิตยาใหญ่ที่สุดในโลก

เพียงแค่หลวงพ่อนิพนธ์ นำสูตรยาที่รักษาตัวเขาเอง ไปให้เพื่อนผลิตขายทั่วโลก ก็จะมีรายได้มหาศาลแล้ว

ประการต่อมา อันเป็นมุมมองที่คนเป็นกรรมการมักจะมองเห็น นั่นคือ หลวงพ่อนิพนธ์จะมาทนรักษาคนที่พูดไม่รู้เรื่องทำไม เสียเวลาทั้งสองฝ่าย และท้ายที่สุดก็ไม่ประสพผลทั้งสองฝ่าย

แล้วที่น่าแปลกใจสำหรับเขาอย่างยิ่ง นั่นคือ ในเมื่อหลวงพ่อนิพนธ์สามารถทำสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ ทำไมต้องมางอนง้อ คนที่พูดกันยาก แม้กระทั่งเรื่องการเก็บเงินจากรถที่เข้ามา จนในที่สุดตัวหลวงพ่อนิพนธ์ก็ทนเสียงเหล่านั้นไม่ไหว สั่งให้มีการยกเลิกในวันนี้

ตัวเขาเองจึงไม่แปลกใจ ว่าทำไมความฝันของหลวงพ่อนิพนธ์ในการที่อยากได้เครื่องแปรรูปสมุนไพร เพื่อให้มีสมุนไพรใช้และพอเพียงตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องกังวลกับฤดูอีกต่อไป จึงไม่เป็นจริงเสียที

เขาจึงกล่าวว่า ถ้าหลวงพ่อนิพนธ์จะรอขายข้าวแกง คงเป็นเรื่องยาก ตัวเขาเองจึงขออนุญาตทำความฝันส่วนนี้ของหลวงพ่อนิพนธ์ให้เป็นจริง

และที่สำคัญ สิ่งที่เขาอยากขอหลวงพ่อนิพนธ์นั่นคือ พาเพื่อนรักของเขาที่เป็นดาราฮอลีวู๊ด และเป็นโรคเดียวกับเขามารักษา พร้อมทั้งขออนุญาตนำเพื่อนเจ้าของบริษัทยามาเยี่ยมชม ในเดือนหน้า

เขากล่าวว่า เพื่อนคนนี้ปกติชอบบริจาคเงินปีละเป็นร้อยล้านบาท แต่ระยะหลังเริ่มเบื่อหน่ายกับองค์กรต่างๆ เพราะเมื่อบริจาคแล้ว เพื่อนเขากล่าวว่า ไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไร ...

สิ่งนี้เป็นสัญญาณที่ทำให้เห็นเค้าลางว่า การดำเนินกิจกรรมในอนาคตในรูปแบบของศูนย์ที่กระจายไปทั่วภูมิภาคของประเทศ คงจะเป็นจริงได้ในไม่ช้า

ความรู้สึกที่น่าเศร้าประการหนึ่งสำหรับเรา นั่นคือ ทำไมต่างชาติเขากลับเห็นสถานที่นี้ไม่มีนอกมีใน แต่กลับคนไทย สงสัยไปเสียทุกอย่าง ทำไมต้องบังคับกินข้าวแกง ทำไมต้องซื้อโน่นซื้อนี่ ทำไม........

เราได้แต่สงสัยเช่นกันว่าทำไม เวลาเจอของปลอมไม่สงสัย หากแต่เจอของจริงสงสัยกันจัง พูดกันจัง .... ฤาไม่ชอบให้มีสถานที่อย่างนี้อยู่ในประเทศไทย

พูดเรื่องข้าวแกงไม่ทันเท่าไหร่ บ่นเรื่องเก็บเงินรถที่เข้ามาอีกแล้ว จนหลวงพ่อนิพนธ์รำคาญเสียง ก็เลิกเก็บไป จะได้สิ้นเสียง ... ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น....

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เปิดหน้าสู้

ปัญหาสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ประการสำคัญ ก็คือ การขาดสมุนไพรที่เพียงพอ ในยามเข้าหน้าสิ่วหน้าขวาน คือ ขณะที่อาการลงแดงปรากฎ

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อนิพนธ์เล็งเห็นว่า ควรเพิ่มโอกาสในการประสพผลให้แก่ผู้ป่วยมะเร็ง มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น หากผ่านวันงานและได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อ จากแม่ชีเมี้ยนแล้วนั้น

ทางชมรมคนรักสุขภาพ จะเปิดแผนกเฉพาะโรค ขึ้นมา โดยเริ่มแรก จะเน้นไปที่ ผู้ป่วยมะเร็ง และอัมพฤกต์

โดยทั้งนี้ คนป่วยทั้งสองกลุ่ม จะถูกแยกออกจากสมาชิกทั่วไป และจะได้รับสมุนไพรที่จำเป็นต่ออาการของตน ประการหนึ่ง

หากแต่ประการที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ เมื่อถึงระยะอาการลงแดง คนป่วยจะต้องถูกนำไปให้หลวงพ่อนิพนธ์วินิจฉัย เพื่อที่จะได้จัดสมุนไพรเฉพาะหน้า อันจะทำให้สามารถผ่านอาการเหล่านั้นได้

ดังนั้น ผู้ป่วยทั้งสองโรคดังกล่าวนี้ จะได้รับสมุนไพรเฉพาะ และมีจำนวนที่มากกว่าผู้ป่วยทั่วไป

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้สั่งการให้แผนกทะเบียน ให้คัดแยกผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวออกมา เพื่อรับสมุนไพรแยกต่างหาก หลังจากวันงานแม่ชีเมี้ยนเป็นต้นไป

สมาชิกท่านใด ที่ป่วยด้วยโรคทั้งสองดังกล่าว ก็มาช่วยกันร้องขอต่อแม่ชีเมี้ยนในวันงาน ให้โอกาสหลวงพ่อนิพนธ์และเราท่านทั้งหลาย ได้มีร่มโพธิ์อันนี้ในแผ่นดินไทย ได้พึ่งพิงกันต่อไป

อนึ่งหากผ่านพ้นวันงานไปได้ด้วยดี หลวงพ่อนิพนธ์จะมีสมุนไพรพิเศษเฉพาะคนไข้กลุ่มนี้ เป็นการเฉพาะ

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คำเตือนเล็กๆน้อยๆ

ช่วงนี้ อากาศในบางวันจะมีความร้อน และอบอ้าวมาก

สิ่งที่ต้องพึงระวัง โดยเฉพาะสมาชิกที่สูงอายุ ที่มักจะนอนไม่ค่อยหลับ พะวงในการมาชมรม ทำให้ร่างกายพักผ่อนน้อย

เมื่อมาถึงชมรม ก็อาจมีอาการทานอาหารได้น้อย ครั้นผจญกับไอแดด และความร้อนอบอ้าว เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการอ่อนล้ามาก

ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือนสมาชิกที่สูงอายุ หากร่างกายอ่อนเพลียมาก ควรที่จะให้ญาติมารับสมุนไพรแทน

อนึ่งการมารับแทนนั้น หากเป็นญาติพี่น้อง หรือลูกหลาน ก็ทำได้เลย (นามสกุลเดียวกัน) หากไม่ใช่ก็ให้แจ้งขออนุญาตจากคุณดา

ประการสำคัญ หากสมาชิกเกิดอาการดังกล่าว ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อดูแลได้ทันท่วงที และกรุณางดการเข้ากระโจมไว้ก่อน

ตัวตนหรือลม

สิ่งที่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการรักษาตนด้วยสมุนไพร นั่นคือ ความเชื่อ

เพราะมนุษย์ทุกคนมีความเชื่อเป็นของตนเอง ที่สำคัญยากที่จะเปลี่ยนเมื่อเชื่อในสิ่งนั้นแล้ว

ดังนั้น หลักของพระภูมี อันเป็นหลักปราชญ์ จึงต้องอาศัยซึ่งเหตุและผล ให้เราท่านได้พิจารณา เมื่อพิจารณาแล้วทำตาม จึงเกิดผล

บรรดาความเชื่อ เมื่อครั้งที่พรหมลิขิตเราท่านยังดีอยู่ ก็พาลเหมาเอาว่าสิ่งที่เชื่อดลบันดาลให้แก่ตน และสร้างความยึดถือในความเชื่อนั้นๆ เพิ่มเป็นทวีคูณ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ พระภูมี จึงทรงสู้กับพระเจ้าของเราท่านที่มีหลากหลายไม่ได้

อุปมายาเคมี เมื่อเรายังอายุน้อย พระเจ้าทิฟฟี่ พารา ก็เริ่มเข้าสิงสถิตย์ในตัวเราท่าน เพราะพระเจ้านี้ศํกดิ์สิทธิ์เหลือ ทานปุ๊บหายปั๊บ ซึมซับดูดดื่มในอิทธิฤทธิ์ที่รวดเร็ว เฉียบขาด เข้าไปในหัวใจ

ผ่านวัน ผ่านคืน จนมาวันนี้ พระเจ้าในยุคแรกก็เริ่มโบยบิน เมื่อยาแก้ปวดเริ่มเอาไม่อยู่ ก็ต้องพึ่งยาฝรั่งที่มีราคาแพง จนท้ายที่สุด พระเจ้าทั้งหลายก็มลายหายไปสิ้น เพราะช่วยอะไรเราท่านไม่ได้อีก เหลือเพียงแต่วาจาอมตะ ...

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเรียกพระเจ้าเหล่านี้ว่า ลม หากินกับความไม่รู้ นั่นคือพรหมลิขิตของมนุษย์ หากมนุษย์คนนั้นยังมีพรหมลิขิต ก็ต้องยังสามารถมีชีวิต อยู่จนครบ

หากแต่วันใดที่มาพบพระเจ้าตัวจริง คือ พระภูมี ผู้ซึ่งมีตัวมีตน และทิ้งผลงานเป็นที่ประจักษ์ให้มนุษย์โลกได้เห็น ว่าช่วยได้ และทำได้ แต่ทางที่เดินลำบากเหลือเกิน

เพราะบันใดที่เดิน พระภูมีสลักไว้ว่า มาเพื่อทุกข์วันนี้ แล้วจะสุขในวันหน้า

เมื่อมีตนจริง ผลที่ปรากฏจึงสามารถช่วยคนที่เชื่อ และทำตามได้จริง

วันวานที่ผ่านมา ก็มีรายการโทรทัศน์ขอเข้ามาถ่ายอีกครั้งหนึ่ง เห็นคนไข้ที่ดูแล้วก็คิดว่าหนัก ก็เข้าไปคุยไปถ่าย

ครั้นพบหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านก็กล่าวว่า คนไข้ที่เห็นนั้นเรียกว่าธรรมดา ยังไม่เข้าสาหัสสากรรจ์

ท่านจึงชี้ให้ดูตัวอย่าง คนไข้ที่เรียกว่าสุดยอด อาทิ เช่น คนไข้ชาวสวิส ที่ผ่านมาถึงกลางสัปดาห์นี้ อาการสั่นจากพาร์กินสัน ลดลงอย่างมาก จนเจ้าตัวสีหน้าแสดงความหวังในการฟื้นฟูตนอย่างเต็มเปี่ยม

หรือ คนไข้รูมะตอยด์ขั้นรุนแรง ชนิดที่เรียกว่า เดินไม่ได้ ต้องคลานอย่างเดียว ไปไหนก็ต้องอาศัยรถเข็น นั่นคือ หลานสาวของท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ ที่ผ่านมาถึงวันนี้ เริ่มที่จะกลับมาหัดเดินได้แล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นให้เห็นว่า คนเหล่านี้เหล่าสมาชิกก็พบเห็น ตั้งแต่วันแรกๆ ที่มา จนถึงวันนี้ น่าจะสร้างความเชื่อมั่น และ มานะอดทน ในการทานสมุนไพร ให้เกิดแก่ตนได้

เราท่าน มีวาสนา บังเอิญได้มาพบของจริง มีตนจริง ก็ขอให้วางความเชื่อที่เป็นลมที่เคยเชื่อไว้ลงเสียก่อนชั่วคราว แล้วอดทน มานะ ทำตาม สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนนำมา นั่นคือ สมุนไพรและคำสอนของพระภูมี เพื่อช่วยตน

ความจริงจัง มุ่งมั่น ยืนหยัด แล้วทำตาม เมื่อถึงเวลาผลถูกก็ย่อมปรากฎตามการกระทำที่ถูก อันเป็นรอยที่พระภูมีทรงทิ้งไว้ให้ อย่างแน่นอน

ดอกไม้ประดิษฐ์ เรียนฟรีที่มูลนิธิไทยกรุณา


คุณครูผู้สอนกำลังก้มหน้าก้มตา สอนเหล่าสมาชิกทำดอกไม้ประดิษฐ์ ท่านมาพร้อมกับผู้ช่วยสอนอีกสองท่าน

วันแรกของการเรียน มีผู้มาเรียนประมาณเกือบยี่สิบคน โดยสถานที่สอนทางชมรมจัดให้ที่บริเวณอาคารที่พักคนไข้ ด้านข้างสระน้ำ (โรงนวดแผนโบราณ)

โดยจะเริ่มสอนประมาณ บ่ายโมง ผู้ใดสนใจอยากเรียนอยากรู้ ก็แวะไปชมกันได้ อ้อ... ซื้อขนมและน้ำไปฝากครูผู้สอนด้วยก็ดีน่ะ เพราะช่วงนี้อากาศร้อนมาก

เรียนฟรีทุกวันพฤหัสบดีนะจ๊ะ ...น่ะจ๊ะ...

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

รากฐานความเชื่อ

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวถึง สาเหตุแห่งโรค ตามคำสอนของพระภูมี อันมีเหตุที่มานั่นคือ "กรรม"

ดังนั้น การเลือกใช้สมุนไพร จึงอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ผลของความสำเร็จจึงวางไว้กับพรหมลิขิต

หากแม้นพรหมลิขิตยังไม่ถึงที่แล้วไซร้ นั่นหมายถึง เราท่านยังมีวันเวลา ให้สมุนไพรได้ฟื้นฟูร่างกายกลับมาใช้พรหมลิขิตที่มีได้

ด้วยความเชื่อนี้เอง จึงเป็นเหตุให้เกิดคำสอนในการละทิ้ง "ยาเคมี" แล้วเชื่อในความสามารถของร่างกายของตนเราท่านเอง ว่ามีความสามารถในการฟื้นฟูตน เพื่อให้สามารถดำรงตนได้จนครบพรหมลิขิตที่ทำมา

โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง อันมิใช่สาเหตุจากโรค แต่เป็นเซลล์ที่มีตามธรรมชาติของมนุษย์ ที่ได้รับความเครียดจนทำงานผิดปกติ กลายเป็นเซลล์มะเร็ง

รากฐานความเชื่อนี้เอง จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งลดศึกที่เผชิญอยู่ อันเกิดจากมะเร็งหนึ่ง ยาเคมีที่ใช้หนึ่ง และที่สำคัญนั่นคือความเครียดที่รับรู้จากอาการที่เป็นอยู่หนึ่ง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า ควรที่จะทำใจให้สบาย และหยุดยาเคมี เมื่อนั้น เราท่านที่เป็นมะเร็งก็จะเหลือศึกด้านเดียว

และจากรากฐานความเชื่อนี้นั้น ก็ทำใจเลยว่า หายไม่หายขึ้นอยู่กับพรหมลิขิต หากสิ้นวาสนาแล้ว อย่างน้อยการทานสมุนไพรก็ทำให้จากไปโดยไม่ทรมาน หรือทรมานน้อยหน่อย

จึงอยากให้พิจารณาในสิ่งนี้ก่อน มิฉะนั้นจะเหมาเอาว่า ทานสมุนไพรก็แล้ว ทำตามก็แล้ว ทำไมไม่ประสพผล

หากพิจารณผลเพียงแต่ดูการมีชีวิต ก็อาจจะผิดหวัง

ศาสนาเขาสอนให้ดูที่ตอนตาย หากเราท่านได้ตายอย่างสงบ เหมือนคนนอนหลับ รู้เวลาว่าจะไป ถึงเวลาก็ไป ไม่ดิ้นเหมือนควายถูกเชือด นั่นแหละคือความสำเร็จ ของความไม่มีโรค

อันหมายถึง ตายด้วยโรคมาบีบเค้นจนวิญญาณอยู่ไม่ได้นั่นเอง

หากแต่กรรมที่ทำมา เราได้ใช้จนหมด เมื่อถึงเวลาก็ไปอย่างสงบ วิญญาณก็จะไม่มีหนี้กรรมติดไปกับวิญญาณ อันเป็นเหตุที่เกิดมาก็มีกรรมพันธุ์มะเร็งติดมาด้วย นี่ต่างหากเรียกว่า สำเร็จความไม่มีโรค

การทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า เป็นการทานเพื่ออนาคต ...

เพราะมันติดวิญญาณไปนั่นเอง เกิดชาติหน้าฉันใด ก็ไม่มีโรค

เสียงที่ไม่อยากได้ยิน


การมาใช้บริการของชมรมคนรักสุขภาพ สิ่งหนึ่งที่ต้องพึงทราบว่า สถานที่นี้ให้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

หากแต่การได้มาซึ่งสมุนไพรที่นำมาแจกนั้น หาได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐใดๆ หรือ ภาคส่วนอื่นใดทั้งสิ้น

เงินรายได้อันเป็นที่มาของสมุนไพร ล้วนแล้วแต่พึ่งพารายได้จากการขายอาหาร ขนม ทั้งสิ้น

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าผู้มารับบริการ หรือ ผู้ให้บริการ ล้วนแต่ต้องทำความเข้าใจ และต้องมีความรับผิดชอบในส่วนของตน เพื่อให้กิจกรรมดำเนินต่อไปได้

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สถานที่นี้ เป็นเดือดเป็นร้อน ในทุกข์ของอาการโรคในผู้ป่วยทุกรายที่มา ดังนั้น จึงต้องจัดเตรียมสมุนไพรให้แก่ทุกคนที่มา โดยไม่มีคำว่ามาแล้วไม่ได้ อาจจะมากน้อยก็ตามวาระโอกาส

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มาก็ช่วยกันอุดหนุน กิจกรรมโดยการทานอาหาร ขนม และอื่นๆ ที่เหล่าจิตอาสา ได้ร่วมกันทำ เพื่อเป็นรายได้

การอุดหนุนดังกล่าวเพื่อให้เกิดรายได้ ในการทำกิจกรรม หากแต่อาจจะต้องทำใจบ้าง ที่สิ่งเหล่านั้น ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของตนเป็นบางอย่าง อาทิเช่น รสชาติไม่ถูกปาก รอนาน ตักน้อยไปหน่อย ฯลฯ

หากแต่สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนก็คือ อยากทานอร่อย ไปทานที่ไหนก็ได้ แต่ทานที่นี่ควรคิดว่าทานเพื่อเอาบุญ ด้วยเหตุที่กำไรส่วนหนึ่งจะได้กลายไปเป็นสมุนไพร แจกคนนั่นเอง

หากข้อผูกพันทางใจนี้ ยอมรับไม่ได้ เสียงที่ปรากฎออกมาให้หลวงพ่อนิพนธ์ได้ยิน "แพงฉิบหายบ้าง รสชาติไม่ถูกปากบ้าง" ก็หมายความว่า ไปกันไม่ได้นั่นเอง

เมื่อเราท่านไม่รับผิดชอบรายได้ของชมรม เพื่อนำมาดำเนินกิจกรรม แล้ววันใดที่มีอาการจากโรคที่เป็นอยู่ เราท่านทำไมจึงมาเรียกร้องให้ชมรมช่วย ไม่ไปหาคนที่ท่านอุดหนุนเล่า คนที่ขายอาหารอร่อย คนที่ขายของถูกเหล่านั้น

เสียงของคนเหล่านี้นั้น เรียกได้เป็นเสียงที่ทำลายบรรยากาศของความเป็นมงคล ในสถานที่ที่มีแต่การให้ ....

หลวงพ่อนิพนธ์จึงร้องขอว่า ถ้าทำใจไม่ได้ ก็ไปหาที่อื่นที่ชอบเถอะ เพราะคนที่มีนิสัยเยี่ยงนี้ สอนไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่อง มีนิสัยพ่อค้าแม่ขาย คือ เอาแต่ได้ ไม่มีวันประสพผลทางการใช้สมุนไพรของพระภูมีหรอก

จึงถือเป็นการร้องขอ หากไม่เห็นด้วย ไม่อยากทำตาม สถานที่นี้ก็ไม่อยากได้ยินเสียงนี้เช่นกัน ทางใครทางมัน... ดีกว่าไหม ชอบแบบไหนไปแบบนั้น เมื่อไม่รับผิดชอบสิ่งนี้ ที่นี่ก็ไม่ควรต้องมารับผิดชอบกับสิ่งที่เป็นอยู่เช่นกัน


วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เรียนสมาชิกมูลนิธิไทยกรุณา

สมาชิกที่ต้องการขอยาตา ในวันงานแม่ชีเมี้ยน ยาลืมบัตร และต้องมีอายุครบสามเดือนขึ้นไป

ทั้งนี้เมื่อยื่นบัตรในวันงานแล้ว เจ้าหน้าที่จะติดสติ๊กเกอร์ให้ ที่บัตร

และจะจัดยาตาให้ในถุงยาในวันดังกล่าว

สำหรับสมุนไพรพิเศษ หากได้รับอนุญาติให้ทำ จะจัดเพียง ๖๘๐ ชุด โดยให้เฉพาะคนไข้อัมพฤกต์และคนสูงอายุ ๖๘ ปีขึ้นไป ที่ได้ลงทะเบียน ทานโต๊ะจีนฟรีในเช้าวันที่ ๑๘ มีนาคม ศกนี้

อนึ่ง การลงทะเบียนดังกล่าว สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่ห้องยื่นบัตร (ห้องกระจก) ที่โรงอาหาร

สำหรับคนไข้อื่น จะเริ่มแจกในวันทำการ หลังวันงานแม่ชีเมี้ยน

จึงใคร่เชิญชวนเหล่าสมาชิก มาร่วมแสดงกตัญญูทิตาต่อแม่ชีเมี้ยน โดยร่วมสวดมนต์ในคืนวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม และรับสมุนไพรในวันจันทร์ที่ ๑๘ มีนาคม ศกนี้

อ.อร่าม ได้แจ้งให้ทราบว่า ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มีนาคม ศกนี้ ทางชมรมคนรักสุขภาพและมูลนิธิไทยกรุณา จะปิดทำการหนึ่งวัน

และขอให้ผู้ที่มาร่วมงานในคืนวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม นี้ ร่วมกันใส่เสื้อขาว หรือชุดขาว เพื่อเป็นการแสดงสัญญลักษณ์ แทนชุดแม่ชี เมื่อครั้งอดีต

อันหมายถึง การละทางโลกไปบวชเป็นชี ของแม่ชีเมี้ยนครั้งแรก ที่วัดคลองเม่า จ.ลพบุรี นั้นเอง

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ทันกัน

เมื่อกรรมของมนุษย์รุนแรงขึ้น ผลก็คือ โรคจะมีการพัฒนาความรุนแรงขึ้นตามกรรมที่ทำนั้นเอง

สิ่งนี้เป็นที่รู้กันดี สำหรับพระถ้ำกระบอก โดยเฉพาะสามพี่น้องที่เป็นผู้นำขบวน

อันมีความหมายว่า เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งสูตรสมุนไพรที่ใช้ ต้องมีการเพิ่มตัวยาสมุนไพรเข้าไป ให้มีความสมน้ำสมเนื้อกับความแรงของโรคที่ทวีขึ้น

และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ถูกบังคับให้ลาสิกขาออกจากถ้ำกระบอกในปี ๑๐ แล้วนั้น ความสนใจของท่านจำรูญ ที่ทราบถึงความจริงข้อนี้ จึงมุ่งไปที่หีบเหล็ก อันเป็นที่เก็บตำราของแม่ชีเมี้ยน ที่ซึ่งวางอยู่ ณ.หัวนอนของแม่ชีเมี้ยนนั้นเอง

ครั้นเมื่อแม่ชีเมี้ยนให้คนไปตามหลวงพ่อนิพนธ์มาพบ ก่อนที่จะลาสังขาร นั่นก็คือ การให้มานำหีบเหล็กใบนี้ออกจากถ้ำกระบอกไปนั่นเอง

คำสั่งเสียในวันนั้น ก็คือ "ให้นำหีบเหล็ก ซึ่งเป็นตำราของแม่ออกไป ก่อนที่แม่จะสาบถ้ำกระบอก แล้วเอาอำนาจกลับมาไว้ที่ตำราในหีบเหล็กนี้ ทั้งนี้ให้นำตำราไปหาบุญ และทดแทนแผ่นดินเกิดแทนแม่"

ปัญหาก็คือ ท่านจำรูญ ผู้ซึ่งเป็นตำรวจสายสืบเก่า ได้จัดเวรยาม ให้พระถึง ๕๐ รูป เฝ้าหลวงพ่อนิพนธ์ตลอดเวลา แม้กระทั่งกระดาษชิ้นหนึ่ง ก็ต้องตรวจ ที่สำคัญคือ ให้เฝ้าหีบเหล็กตลอดเวลาไม่ให้คลาดสายตา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงถามแม่ชีเมี้ยนว่า จะเอาออกไปได้โดยวิธีใด ในเมื่อมียามมากมายขนาดนี้ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน ก็ให้มานำออกไปตามท่านบอก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงนัดแนะกับลูกศิษย์เก่า ให้นำรถมารับในเวลาดังกล่าว ครั้นเมื่อถึงเวลา หลวงพ่อนิพนธ์นำหีบเหล็กออกมา ก็เห็นพระที่เป็นยามทุกรูป หลับสนิทเหมือนต้องมนต์ จึงนำหีบเหล็กไปเก็บที่บ้านพ่อ แล้วรีบกลับมาหาแม่ชีเมี้ยนดังเดิม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า นี่และฤทธิ์ของแม่ชีเมี้ยน เพราะเมื่อนำหีบไปแล้ว หากแต่พระที่เป็นยามทุกรูปก็ยังเห็นหีบเหล็กอยู่ที่หัวนอนของแม่ชีเมี้ยน แม้แต่ตัวท่านจำรูญเองก็ตาม

จวบจนใกล้ลาสังขาร คำสั่งเสียสุดท้าย จึงตรัสว่า หลังจากท่านลาสังขารแล้วนั้น ให้หลวงพ่อนิพนธ์ออกจากถ้ำกระบอกให้เร็วที่สุดภายในหนึ่งชั่วโมง และหากทำได้ ก็ให้นำสังขารของท่านไปด้วย มิฉะนั้น จะถูกนำไปขายกิน

ยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือคำสาปอันมหาศาลที่มีต่อถ้ำกระบอก อันเป็นเหตุที่ว่า เมื่อไปแล้วห้ามกลับมาที่นี่อีก

เมื่อแม่ชีเมี้ยนละสังขาร ครบหนึ่งชั่วโมง ท่านจำรูญจึงรู้ว่า หีบเหล็กหายไป จึงให้ลูกศิษย์ที่เป็นตำรวจ ออกหมายจับหลวงพ่อนิพนธ์ ในข้อหายักยอกของถ้ำกระบอก และให้พาตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านพ่อของหลวงพ่อนิพนธ์

นี่จึงเป็นความอัศจรรย์ที่ท่านมักเล่าให้ฟังเสมอ เพราะหีบเหล็กได้วางบนชั้นบนของบ้านที่โล่งไม่มีสิ่งของอื่นใดเลย หากแต่ตำรวจเหล่านั้น ค้นสักเท่าใดก็ไม่พบเห็น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้หลบหนีไปอยู่ประเทศลาว และหมายจับนั้นก็ได้มีคณะลูกศิษย์ระดับนายพลของหลวงพ่อนิพนธ์มาไกล่เกลี่ยกับท่านจำรูญ จนยกเลิกหมายจับไปในที่สุด

การยกเลิกนั้น มาพร้อมกับคำสาบานที่ท่านจำรูญให้หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่าจะไม่ตั้งสำนักมาแข่งกับถ้ำกระบอก ตราบใดที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

กว่าจะได้ตำรามา และรักษาไว้ ผ่านอุปสรรคมากมาย

และด้วยตำราในหีบเหล็กนี้ ยิ่งสร้างความอัศจรรย์แก่หลวงพ่อนิพนธ์นัก เพราะแม่ชีเมี้ยนรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อถึงปีนั้น จะมีโรคเอดส์ ให้ทำสมุนไพรตัวนี้ เมื่อถึงปีนั้น สมุนไพรตัวไหนต้องเพิ่มตัวสมุนไพรใดลงไป จึงจะทันกับความรุนแรงของโรคในยุคนั้น

และปีนี้ ก็เวียนมาบรรจบอีกครั้ง ที่จะต้องเพิ่มสรรพคุณตัวยาของสมุนไพร ให้มีฤทธิ์มากทันกับโรค

ดังนั้น หากยังได้รับอนุญาติจากแม่ชีเมี้ยนให้ทำต่อได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สมุนไพรตัวใหม่สองตัว และสมุนไพรเดิมที่ได้เพิ่มตัวยาเข้าไป จะทำให้สรรพคุณของสมุนไพรเพิ่มมากขึ้น เห็นผลเร็วขึ้น

เมื่อกรรมมันแรงขึ้น ผลคือ โรคพัฒนาขึ้น การจะสู้ ก็ต้องพัฒนาสมุนไพรตาม และยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือการพัฒนาตนให้เป็นคนดี ตามจุดมุ่งหมายของเจ้าของตำรา และแม่ชีเมี้ยน

จุดตายของสมุนไพร ที่ทำให้ช่วยไม่ได้ทุกคน นั่นคือ สรรพคุณของสมุนไพร จะเป็นไปตามคุณสมบัติของผู้ทาน อันเป็นเหตุชี้ขาดว่า การหายหรือไม่ ขึ้นอขู่กับผู้ทานนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า โรคไม่น่ากลัว กลัวนิสัยที่ไม่ยอมพัฒนา ไม่ยอมเปลี่ยนนี้เอง สิ่งนี้แหละคืออุปสรรคของการหาย เพราะใครก็ช่วยไม่ได้ ต้องทำเอง

โรคมันแพ้สมุนไพรอยู่แล้ว และกรรมก็แพ้ทางธรรมของพระภูมีเช่นกัน หากแต่คนที่เชื่อแล้วทำตามมันมีน้อย เราท่านจึงยังเห็นคนที่ประสพผลน้อยนั่นเอง

คำท้าทายที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอคือ "ถ้าเราทำให้เขาเชื่อและทำตามเราได้ทั้งแสนคน มันก็หายทั้งแสนคนนั่นแหละ หากแต่แสนคนนั้น มีคนเชื่อและทำตามแค่คนเดียว มันก็หายแค่คนเดียว ทั้งที่กินสมุนไพรหม้อเดียวกัน"

กรรมมันก้าวไปแล้ว โรคมันก็พัฒนาไปแล้ว เหลือแต่เราท่าน ....ที่จะทำตนให้ทันกันเพื่อช่วยตนเท่านั้นเอง

กลัวใจ


ผ่านดีวันดีคืน มาได้เกือบเดือน หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกคนไข้ชาวสวิสว่า ของจริงกำลังจะมา นั่นคือ อาการลงแดง

ช่วงที่ผ่านมา คือการปูพื้นให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน กับอาการที่จะพึงเกิด และผ่านได้

หากแต่สิ่งที่น่าวิตก หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นคือใจของคนไข้ เมื่ออาการลงแดงเกิดนั่นเอง

หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ เมื่ออาการเกิดก็จะหวนคิด และกลับไปใช้การระงับ นั่นคือ ยาเคมี ผลก็คือ สิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็เสียเปล่า และคงยากที่จะเดินในแนวทางนี้อีก

เมื่อภรรยาคนไข้สวิสเล่าให้ฟัง วันพฤหัสที่ผ่านมา เมื่อเขามาถึงชมรม จึงยื่นของให้หลวงพ่อนิพนธ์

หลวงพ่อนิพนธ์ถามเขาว่าคืออะไร เขาบอกว่าเพื่อการันตีว่าเขาจะสู้ในเส้นทางเดินนี้จนถึงที่สุด และสร้างความมั่นใจแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า เขาจะไม่เปลี่ยนใจ

เขาจึงนำพาสปอร์ตมาฝากไว้กับหลวงพ่อนิพนธ์ อันเป็นเครื่องยืนยันว่า เขาจะไม่หนีกลับบ้านอย่างแน่นอน

สิ่งสำคัญในการทานสมุนไพร นั่นก็คือ องค์ความรู้ ที่จะทำให้เราไม่เกิดความกลัว เพราะรู้ว่าเมื่อถึงเวลา อาการของสิ่งที่เราเป็นจะต้องเกิด

หากแต่ความรู้ ทำให้เราสามารถเชื่อมั่นในพรหมลิขิต เมื่อพรหมลิขิตเรายังมี ด้วยสมุนไพรและการปฏิบัติตามคำสอนของพระภูมี เราท่านทุกคนสามารถผ่านอาการนั้นไปได้

หากขาดเสียซึ่งการเรียนรู้ คำกล่าวในการโทษสมุนไพร ว่าเป็นต้นเหตุแห่งอาการ ก็จะบังเกิดขึ้นในใจ สิ่งนี้นับว่าเป็นการอกตัญญูอย่างยิ่งในจิต

เพราะสมุนไพร หากแม้นไม่ให้คุณ ก็ไม่เกิดโทษแต่ประการใด นั่นคือ สำหรับคนที่ขาดคุณสมบัติ เขาก็ผ่านเลยไป กินแล้วก็ถ่าย เท่านั้นเอง

คนไทย เจ้าของและใกล้ชิดสมุนไพร การทานกลับเกิดอาการลังเล

คนต่างชาติ เขาเห็นสิ่งที่โลกว่าดีที่สุด วิทยาการก้าวหน้าที่สุด แต่ช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย เมื่อมาพบสมุนไพร เหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เขาจึงเทหมดใจ ทุ่มสุดตัว ไม่ลังเลแม้แต่น้อย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า โบราณเขาสอน คนที่เล่นของแล้วกังขา ไม่น่าได้สัมผัสของกายสิทธิ์

คนไกล เขาไตร่ตรองพิจารณา เมื่อมั่นใจก็โดดเข้ามาเต็มตัว ทุ่มเทเต็มที่ คนใกล้เสียอีก นึกจะมาก็มา นึกจะหยุดก็หยุด หาแก่นสารความเป็นมาตรฐานในทางธรรมไม่ได้เลย แต่คู่ต่อสู้คือกรรม มาตรฐานเขาเปะ ไม่มีบิดพลิ้ว

พฤติกรรมที่ทำเลยกลายเป็นทานสมุนไพรเพื่อระงับ ไม่ใช่เพื่อหาย

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กรรมฐาน

ภาคบังคับ ของการมาฟื้นฟูตน ณ ชมรมคนรักสุขภาพ นั่นคือ การต้องเข้าสวดมนต์และฟังอรรถธิบายจากหลวงพ่อนิพนธ์

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า ภาคบังคับนี้แหละคือกรรมฐานแบบพุทธกาล ไม่ใช่นั่งหลับตา ซึ่งเมื่อหลับแล้วก็เห็นแต่ความมืดเท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้อรรถาธิบาย ลักษณะกรรมฐานแบบพุทธกาลที่ให้ทำนี้ ว่า คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าให้สาวกฝึกแยกจิตกับกายออกจากกัน

ด้วยเหตุที่ว่า พระภูมีทรงทาบว่า กรรมจะทำให้เราท่านเป็นทุกข์ก็ต้องอาศัยผ่านทางทุกข์ของกายนี้เอง

การบังคับให้ทำกรรมฐานเช่นนี้ ก่อให้เกิดทุกข์กับกาย วาจา และใจ หากแต่พระภูมีใช้สิ่งนี้ เพื่อให้สาวกแยกจิตออกจากกาย นั่นคือ แม้นว่ากายจะเป็นทุกข์สักฉันใด แต่จิตของตนนั้น ไม่ร้อนรน ทุกข์ทนหรือกระวนตามอาการของกายที่เกิดนั้นตามไปด้วย

อุปมาคล้ายกับคนที่กำลังรักกัน แม้นเดินตากแดดที่แรงกล้าสักฉันใด ก็ทำให้คนทั้งคู่เป็นทุกข์ไปด้วยแดดนั้นไม่ได้เลย ด้วยจิตกำลังสุขอยู่นั่นเอง

หลายคนบอกว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงพูดนาน ท่านจึงอรรถาธิบายว่า ก็เพื่อให้คำพูดที่ท่านพูด ค่อยๆทำให้จิตของเราท่านเกิดความสงบขึ้น และเกิดขันติ อดทน ไม่ทุกข์ไปกับอาการของกายที่พึงเกิด มีสติ ก่อให้เกิดความสงบ แม้นกายจะร้อนรนสักปานใดก็ตาม

เมื่อเราฝึกเช่นนี้แล้ว ก็นำไปใช้กับการเข้ากระโจม ที่แม้นกายจะร้อนสักปานใด จิตก็ไม่ร้อนไปตามกายนั้น สามารถรักษาความสงบให้คงอยู่ได้

เมื่อฝึกเช่นนี้จนเคยชิน เมื่อไปอยู่ในชีวิตประจำวัน และมีกรรมอันเกิดเหตุแก่กาย ก็จะยังคงมีสติ มีขันติ อดทน ไม่ก่อกรรมอันใหม่ขึ้น อาทิเช่น กรรมของเราทำให้เขาด่าเรา ก็สามารถทนเสียงอันนั้นได้ กรรมของเราทำให้เขาทำให้เราเจ็บ จิตของเราก็สามารถรักษาความสงบ ไม่คิดจะต่อกรรมต่อไป

และก็ด้วยเหตุที่แต่ละคน ก็ล้วนหลากหลาย มีครูบาอาจารย์วิชาความรู้เป็นของตนกันอย่างมากมาย มาก่อนแล้วทั้งสิ้น

หากแต่ความรู้ที่มีและปฏิบัตินั้น ไม่สามารถช่วยตนได้ อุปมาดังเช่นคุณหมอหญิง ที่มีปัญหาตา ความรู้ใดๆ ทางการแพทย์ที่มี และได้ยินได้ฟัง ได้สัมผัส ช่วยเธอไม่ได้เลย เมื่อมาถึงที่นี้แล้ว ก็ควรวางความรู้นั้นไว้ลงชั่วคราวก่อน

มาทำตนเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ รับความรู้ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ เพื่อช่วยตนก่อน

เมื่อทำแล้ว ช่วยตนได้แล้ว จะวางความรู้นี้ แล้วกลับไปยึดอันเดิมก็ไม่ว่ากัน ไม่นับถือเป็นครูบาอาจารย์อีกก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ ขณะนี้ เมื่อมาใช้วิธีของแม่ชีเมี้ยน ไม่ทำไม่ได้ หรือที่มักได้ยิน คือ "ใครทำอย่างไร ได้อย่างนั้น"

ประเภทที่เข้าห้องสวดมนต์มาแล้ว คุยไม่หยุด โทรไม่ยั้ง ทำสติให้อยู่ในความสงบไม่ได้เลย จึงเป็นการมาเสียเปล่า

การเดินทางในแนวของพระภูมี จึงต้องมีผู้นำ ที่ได้รับสิทธิ์อำนาจในการนำ อันที่จะทำให้คนที่มาทำตามแล้วได้บุญเป็นเครื่องตอบแทน

กรรมฐานที่ให้ทำ จึงเป็นการฝึกพื้นฐาน ก็ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ไม่สามารถครองความสงบในห้องสวดมนต์ได้ นั่นย่อมหมายถึง กรรมฐานแตก ไม่สามารถทำผลให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างได้ อันส่งผลถึงการทานสมุนไพร ก็ย่อมไม่สามารถทำให้เกิดผลได้ตามตัวทำของตนนั้นแล นั่นคือ กินเท่าไรก็ไม่มีทางได้ดั่งหวัง อันเป็นที่มาของคำว่า "ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น"

วิทยากรคนล่าสุด


ใครที่ไปชมรมคนรักสุขภาพวันพฤหัส ก็จะเห็นวิทยากรน้องใหม่ ที่ได้เข้ามาร่วมในการให้ความรู้แก่สมาชิกใหม่ คนล่าสุด นั่นคือ คุณศิรินทรา นิยากร

อันที่จริงแล้ว คุณศิรินทรา ก็มาที่ชมรมเป็นเวลานานแล้ว กว่าสิบปี แต่ยังไม่เคยได้มามีส่วนร่วมในการเป็นวิทยากรเลย

ส่วนใหญ่ที่จะเห็นคุณศิรินทรา ก็มักจะเป็นเนื่องในวันงานแม่ชีเมี้ยน ที่จะมาร้องเพลง ให้แก่เหล่าสมาชิกที่เป็นอัมพฤกต์ และคนชรา ได้ฟัง ในขณะที่นั่งทานโต๊ะจีน ที่มูลนิธิได้จัดเลี้ยงเป็นประจำทุกปี

และปีนี้ คุณศิรินทรา ก็ยังมาขับร้องเช่นเดิม รวมทั้งคุณธานินทร์ คุณปรียานุช คุณนพพล คุณมงคล และอีกหลายท่าน

ปกติแล้ว เราท่านก็มักจะได้ยินเสียงคุณศิรินทรา ในขณะนำสวดมนต์ ของวันพฤหัส ช่วยท่าน อ.อร่าม อีกแรงเท่านั้น

มาวันนี้ก็ได้รับหน้าที่เพิ่มเป็นวิทยากรอบรมคนไข้ใหม่ในวันพฤหัส เพิ่มมาอีกหน้าที่หนึ่ง

แต่สงสัยคุณศิรินทราคงกลัวเหงา เลยพาพรรคพวกที่มีฝีมือในการทำดอกไม้ผ้า มาสอนให้เหล่าสมาชิกที่สนใจ มาเรียนเพื่อไปทำประกอบอาชีพเสริม โดยเรียนฟรี ทุกวันพฤหัส อีกต่างหาก

ฟ้าเตะส่งมา ๒

เวลามันเร็วเหมือนติดปีก เผลอนิดเดียว คนไข้ชาวสวิส ก็มาชมรมเข้าสัปดาห์ที่สี่แล้ว

ความระแวงและปกป้องตนเอง มีด้วยกันทุกคน คนไข้ท่านนี้ก็เช่นกัน เมื่อเริ่มต้นมา ก็แจ้งให้ทราบว่าพอจะมีฐานะ แต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมากมายเกี่ยวกับตัวตน และที่สำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่มีความสนใจที่จะซักถามด้วย

ย่างเข้าสัปดาห์ที่สี่ คนไข้ให้ภรรยามาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ความตั้งใจเดิม หลังจากครบเดือนจะขออนุญาตบินกลับสวิส ไปสะสางธุรกิจสักสองสามอาทิตย์

หลังผ่านไปสามสัปดาห์ เขากลับมานั่งคิด คิดไปคิดมาก็คิดตก จึงให้ภรรยามาเรียน และเปิดเผยตัวตนของเขาออกมา

เขาแจ้งว่า อันที่จริงแล้วตัวเขาเป็นเจ้าของแบงค์ในสวิส ดังนั้นความตั้งใจเดิมที่จะขออนุญาตลาไป ก็เพื่อกลับไปดูกิจการ หากแต่สามสัปดาห์ที่ผ่านมา อาการของเขาดีขึ้นมาก สามารถหยุดยาเสพติด และยาเคมีได้ ทำให้เขาเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้น

เขาจึงกลับมาคิดว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาดิ้นรนหาเงินได้เป็นจำนวนมากมาย แต่เงินเหล่านั้นช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย

เผลอนิดเดียว คนไข้ชาวสวิสก็มาฟื้นฟูตน ได้เป็นสัปดาห์ที่สี่ และเปิดเผยตนว่าตัวเขาเองเป็นเจ้าของแบงค์ในสวิส และตั้งใจจะขอลาไปดูแลธุรกิจสักสามสัปดาห์ หลังครบหนึ่งเดือน แต่บทเรียนที่ผ่านมา เขาสรุปว่า หากแม้นเขาไม่ได้กลับไปดูแล อาจจะเสียผลประโยชน์ไปบ้าง แต่โอกาสในการฟื้นฟูตนเช่นนี้ เขาบินหาไปทั่วโลกแล้วไม่พบที่ใดเลย จึงตัดสินใจอยู่ต่อ ละทิ้งธุรกิจไปก่อนชั่วคราว จนกว่าจะครบกำหนดของหลวงพ่อนิพนธ์คือ ห้าเดือน ด้วยเหตุที่ว่าเงินทองที่เขาหามาได้มากมายนั้นช่วยเขาไม่ได้เลย

สิ่งที่เขาแอบทำและไม่ได้บอกใคร นั่นคือ การที่เขาจดบันทึก รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเขาทุกวัน ตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะในกลุ่มของนักธุรกิจของเขา โดยเฉพาะเพื่อนชาวสวิส และอังกฤษ มีหลายคนที่มีเป็นโรคพากินสันรุนแรงเช่นเดียวกับเขา

เขาจึงได้ให้ภรรยาบอกแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า พวกเขาเหล่านี้จึงได้ตั้งชมรม แล้วลงขัน ตั้งกองทุนขึ้นมา กองหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ให้สมาชิกในกลุ่มต้องปฏิบัติตามกฎข้อหนึ่ง คือ สมาชิกท่านใด ไม่ว่าจะบินไปใช้วิธีใดก็ตามในการรักษาตัว ต้องแจ้งให้แก่สมาชิกในกลุ่มทราบถึงผลอันนั้น

และเมื่อใดก็ตามที่ในสมาชิกคนใดคนหนึ่ง พบเห็นและประสพความสำเร็จในการรักษาตน แล้วแจ้งรายละเอียดแก่สมาชิกในกลุ่ม

ทางกลุ่มจะนำกองทุนที่จัดตั้งขึ้น ที่มียอดเงินในปัจจุบัน คือ ๑๗ ล้านยูโร ทุ่มไปเพื่อให้แก่ผู้รักษานั้นในการผลิตยาให้แก่สมาชิกในกลุ่ม และผู้ที่เป็นโรคนี้

และความที่รักเพื่อน เขามีเพื่อนสนิทที่เป็นโรคนี้เช่นกัน หลายคน จึงขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อส่งข่าวและให้เพื่อนเขามาฟื้นฟูด้วยกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ยังไม่ต้องรีบหรอก ควรช่วยตนเองให้พ้นเสียก่อน และอนุญาตให้เก็บรายละเอียด ในแต่ละวันของการฟื้นฟู เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ชมรมของเขา

หากในอนาคต เมื่อตัวเขาประสพความสำเร็จในการฟื้นฟูตน ก็ไม่ควรที่จะแตกตื่น พาพรรคพวกมากันมากมาย ควรที่จะจัดเป็นกลุ่ม ทีละ ห้าคน หรือ สิบคน เพราะงานหลักของชมรมอันเป็นปณิธานที่แม่ชีเมี้ยนตั้งไว้ให้ ก็คือ เพื่อคนไทย อันเป็นการตอบสนองพระคุณแผ่นดิน

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญในการเปิดให้บริการให้กว้างขวาง อันเป็นอุปสรรคสำคัญ นั่นคือ สมุนไพรเขียวที่เป็นสมุนไพรหลัก นั้นเป็นสมุนไพรสด ที่สำคัญ เมื่อถึงฤดูต้นจะทิ้งใบหมด ทำให้ในยามหน้าแล้งต้องประสพกับปริมาณยาไม่เพียงพอตลอดมา

เคยมีกรรมการเสนอ ให้ใช้เครื่องสกัด ดังเช่นที่ทั่วไปทำกัน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การสกัดจะทำให้คุณค่าของสมุนไพรเสียไป จะทำได้แต่ก็เฉพาะการแปรรูปเท่านั้นเอง จึงจะสามารถคงคุณค่าสมุนไพรให้อยู่ได้

มีกรรมการท่านหนึ่งผู้ซึ่งมีพรรคพวกรับทำการแปรรูปสมุนไพรให้กับบริษัทต่างๆ หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้ทดลองให้นำสมุนไพรเขียวไปแปรรูป และทดสอบคุณค่าของสมุนไพร ปรากฎว่าสามารถคงอยู่ได้ถึงสองปี เมื่อเก็บในภาชนะสูญญากาศ

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงมีความตั้งใจว่า วันใดที่มีความพร้อม สามารถจัดหาเครื่องจักรชนิดนี้ ซึ่งทำในอเมริกา มูลค่าหลายล้านบาทมาได้ ก็สามารถดำเนินกิจกรรมได้เต็มที่ เพราะสามารถเก็บสต๊อคสมุนไพร ในยามหน้าที่ออก แล้วใช้ในยามหน้าแล้งได้ นั่นคือ สามารถมีสมุนไพรทานได้ตลอดทั้งปี ไม่มีขาด

คำของแม่ชีเมี้ยนในอดีตจึงย้อนกลับมาอีกครั้ง "เงินนอกนั้นรับได้ หากแต่สำหรับคนไทยนั้นต้องให้ฟรี"

หากวันงานแม่ชีเมี้ยน สามารถผ่านไปได้ด้วยดี โดยการได้รับอนุญาตให้ทำต่อ นั่นหมายถึง สี่เดือนต่อจากนี้ หลังจากการฟื้นฟูคนไข้สวิสท่านนี้แล้วเสร็จ ความฝันที่จะได้เครื่องแปรรูปนี้มาก็คงใกล้ความจริง และเมื่อนั้น สมุนไพรก็คงพร้อมรบกับยาเคมีแบบเต็มสูบแล้ว

หรือนี่จะเป็นฟ้าเตะส่งมาให้จริงๆ

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขึ้นต้นลำไม้ไผ่ ปลายบ้องกัญชา

ประวัติศาสตร์ของถ้ำกระบอก และเหตุของความล่มสลาย น่าจะยังพอมีคุณค่า ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา และพึงระวัง มิให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้

พฤติกรรมของพระ เมื่อครั้งที่ยังไม่เปิดถ้ำ นั่นคือ การได้เข้าเฝ้าแม่ชีเมี้ยน ฟังคำสอน และสิ่งที่จะพบเห็นเสมอนั่นคือ การเข้าคิวกันเพื่อแย่งกันตำหมากให้แม่ชีเมี้ยน ที่ขณะเทศน์จะฉันท์หมากเร็วมากนั่นเอง

หากแต่เมื่อเปิดถ้ำ ญาติโยมมากันมากมาย พระทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่ไปนั่งรอพบ รอคุยกับญาติโยม หาพระมาตำหมากให้แม่ชีเมี้ยนไม่มีเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ยกอุธาหรณ์นี้มาให้ฟังบ่อยครั้ง และชี้ให้เห็นว่านี่คือเหตุแห่งความล่มสลายของถ้ำกระบอก

มาวันนี้ คนที่มา ในตอนแรก ก็เฉกเช่นกัน มาทำไม คำตอบคือ มาหาสมุนไพร มาหาธรรมคำสอนของพระภูมี มาหาแม่ชีเมี้ยน เพื่อนำสิ่งเหล่านี้ไปช่วยตน จึงมาหาหลวงพ่อนิพนธ์

อยู่มาอยู่ไป กลายเป็นว่า เมื่อมาถึง แทนที่จะไปหาในสิ่งที่ตั้งใจมาหาแต่เดิม กลายเป็นเลี้ยวไปหาตลาดนัด ไปหาเพื่อนใหม่ที่เจอในชมรม เพื่อได้คุย ไปหาโน่น หานี่ แทน ...

ก็แล้วสิ่งที่เดิมตั้งใจมาหา ก็เลยกลายเป็นเรื่องสำคัญรองๆ ลงไป

จนท้ายที่สุด บางคนก็ถูกกลืนกินไป มาแล้วไม่เคยแม้กระทั่งไปกราบแม่ชีเมี้ยน กราบพระภูมี กราบครูบาอาจารย์ ตามความตั้งใจเดิมที่มา เพื่อช่วยตนเลย

พฤติกรรมเหล่านี้ มันกำลังเดินไปในแนวของพระถ้ำกระบอก นั่นคือประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย

และผลสุดท้ายของพระถ้ำกระบอก ก็ล้วนแล้วแต่ตายด้วยโรคทั้งหมดทั้งสิ้น หาใครประสพผลในการทิ้งแม่ชีเมี้ยนไปหาญาติโยมได้สักองค์ไม่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อจะออกจากบ้านตั้งสติให้ดีว่า เราท่านมาสถานที่นี้ทำไม เมื่อมาถึงควรจะไปหาสิ่งใดก่อน

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นนั่นคือ "ไม่มีเขาเราลำบาก"

เฉกเช่นพระถ้ำกระบอกเมื่อไร้เสียซึ่งแม่ชีเมี้ยน ก็หัวปักและล่มสลายในที่สุดนั่นเอง

พัทธสีมา


เมื่อเราท่านไปวัดในยุคปัจจุบัน จะพบเห็นเขตพัทธสีมา อันแสดงได้โดยการใช้ลูกนิมิตฝังไว้รอบโบสถ์

ก็แล้วเขตพัทธสีมานี้มีความสำคัญอย่างไรในพระพุทธศาสนา

หาใช่เอาไว้เวียนเทียน หรือเวียนรอบโบสถ์เวลาบวชพระไม่

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ด้วยเหตุที่ "กรรมและธรรม" เขาไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน อันหมายความว่า เขตของกรรม ธรรมก็จะไม่เข้าไปยุ่ง แลกลับกัน เขตของธรรม กรรมก็จะไม่เข้าไปยุ่ง

ดังนั้น พระภูมี หรือตัวแทนของศาสนา จะต้องกำหนดเขตอำนาจของตน ประกาศให้รู้ว่าเขตของธรรมอยู่ตรงไหน นั่นคือ พื้นที่ที่พระภูมี หรือ ศาสน์ หรือ อำนาจธรรม เขาจะมีหน้าที่รับผิดชอบ ในผลของสิ่งที่ตรัส หรือ กล่าวให้กระทำนั้นๆ ว่าเป็นบุญ

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ฟังว่า ในโลกนี้ ทุกภาคส่วนเป็นพื้นที่ของกรรม หรือ ตกอยู่ในอำนาจกรรม ที่แบ่งแยกออกเป็นสองส่วน คือ กรรมดี และกรรมชั่ว นั่นเอง

หากแต่ศาสน์ของพระภูมี อาศัยซึ่งอำนาจธรรม อันเป็นอำนาจนอกโลก และเหนือโลก ไม่ใช่ทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว เรียกอำนาจนี้ว่า "บุญ"

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่า "กรรมดี กับ บุญ" นั่นคือ กรรมดี ไม่สามารถล้างหรือชดใช้ให้แก่กรรมชั่วที่ทำได้ หากแต่บุญสามารถใช้ล้าง หรือ ภาษาพระเรียกว่า ใช้เงินบุญซื้อกรรมที่ทำมาได้

อันเป็นที่มาของคำว่า "ธรรมล้างกรรม" นั่นเอง

หากแต่อำนาจธรรม ก็ไม่สามารถเผ่นพล่าน กระจัดกระจายไปในทุกพื้นที่ของโลกได้ กรรมเขายอมให้เป็นพื้นที่ยกเว้นแค่จุดเดียวในโลกเท่านั้นเอง ที่พระภูมีหรือศาสน์กำหนดขีดวงไว้

พื้นที่ที่พระภูมีหรือศาสน์ขีดวงไว้นี้เอง คนโบราณจึงเรียกว่า เขตพัทธสีมา อันหมายถึงเขตของอำนาจบุญ ที่หากแม้นได้เข้าไปแล้ว กรรมจะยกเว้น หรือ แม้ถูกกัดก็กัดได้ไม่เต็มคำ

แลด้วยอำนาจธรรมที่แม่ชีเมี้ยนแบ่งให้หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านจึงกำหนดในวันทำการว่า เขตพื้นที่ของท่านที่ท่านรับผิดชอบ นั่นคือ บริเวณห้องสวดมนต์ อาคารของแม่ชีเมี้ยนนั้นเอง

หากเราท่านไม่ช่างสังเกต ไม่เอาเหตุเอาผล เราก็จะไม่ซึ้งในอำนาจของธรรม ที่เราท่านได้สัมผัส

เมื่ออยู่ใกล้แต่ไม่ได้สัมผัส ศรัทธาจึงไม่เกิด

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนเมื่อครั้งถ้ำกระบอกว่า "มนุษย์มันรอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และก็เฝ้ามองรอคอยว่า สักวันจะได้เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลอยลงมา เหาะมา หรือหายตัว แลเมื่อนั้น ความศรัทธาจึงบังเกิดแก่เขา"

แม่ชีเมี้ยนจึงกล่าวว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาก็เลือกคน เขาอยากได้คนฉลาด เอาเหตุเอาผล ย่อมไม่ทำเช่นนั้นแน่

สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาจะทำสิ่งที่ไม่ธรรมดาให้เห็น เมื่อมนุษย์คนใดเห็นแลพิจารณาว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เกิดศรัทธา แล้วมากราบไหว้ นั่นแลมนุษย์ผู้มีปัญญา และจะได้สัมผัสสิ่งศักดิ์สิทธิ์

เฉกเช่นกัน เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์กำหนดเขตอำนาจ คือห้องสวดมนต์ ก็แล้วแต่มนุษย์ผู้ใดจะใช้ปัญญาของตน พินิจพิจารณาว่า สิ่งที่เกิดในห้องสวดมนต์ มันเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป หรือ เป็นเรื่องที่ปกติทั่วไปไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้เหตุประการหนึ่งให้เห็นซึ่งอำนาจของธรรม ที่บังเกิดขึ้นนั่นคือ การนำคนทุกข์ที่ป่วยอาการหนักบ้าง เบาบ้าง มารวมกันอยู่ในที่ที่เดียวกัน แล้วให้อยู่ในความสงบ โดยไม่มีเหตุเกิดจนทำให้เสียชีวิต โดยอาศัยอำนาจบุญคุ้มครอง

หากปราศจากอำนาจบุญในพื้นที่นี้แล้วไซร้ การกระทำเช่นนี้จะทำได้หรือ หมอหรือโรงพยาบาลใดๆ ยังไม่กล้าเลย หากจะกระทำเช่นนี้ ต้องเตรียมเครื่องมือแพทย์นานาชนิด ไว้เตรียมรับเหตุฉุกเฉินอย่างแน่นอน และเต็มพิกัด

ด้วยเหตุนี้ การมารวมกัน นั่งสงบ ทำเอกลักษณ์ของศาสนา ในห้องสวดมนต์ของแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สิ่งนี้เป็น"บุญ" จึงควรตั้งใจ และทำให้สมบูรณ์ เพื่อใช้ในการเสริมอำนาจสมุนไพรให้มีฤทธิ์ ตามครรลองของพระภูมี

การนั่งสงบและฟัง ทั้งที่ลืมตานี้แหละ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า คือ กรรมฐาน ของพระภูมี อันต้องอาศัยซึ่งศรัทธา เหตุและผล จึงสามารถควบคุมกิริยา กาย วาจา ใจ ให้สงบ และรับฟังธรรม เพื่อนำไปปฏิบัติได้

กระนั้นก็ตาม สิ่งที่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า กรรมฐานของเราท่านที่ทำมานั้นสมบูรณ์เพียงใด ขนาดไหน ก็วัดกันตอนที่สิ้นสุดของการฟังนั้นเอง

เมื่อได้อนุญาตให้ลุกได้ หากยังสามารถครองสติ และรักษาความสงบ จนกระทั่งออกจากเขตพัทธสีมา คือห้องสวดมนต์ได้เมื่อไร เช่นนั้นเรียกว่า กรรมฐานที่ทำนั้นสมบูรณ์ไปด้วยสติ และการกระทำ

หากแต่ครั้นเมื่อได้อนุญาตให้ลุก ก็ส่งเสียงกระหึ่ม คุยกันโขมงโฉงเฉง หามีสติควบคุมอันใดไม่ กรรมฐานที่ทำมาก็ไร้ค่า เพราะบ่งบอกถึงว่า กรรมฐานที่ทำไปนั้น ทำไปโดยการฝืนใจ ถูกบังคับ ทำไปเพราะเสียไม่ได้ ดังนั้น เมื่อได้ยินเสียงอนุญาต จึงเสมือนคำบ่งบอกว่า เออจบเสียได้ซะที เบื่อฉิบหาย เมื่อยฉิบหาย ...

หลักของพระภูมีเป็นหลักปราชญ์ จึงสอนวิธีดูคน เพื่อให้เลือกคนที่มีคุณสมบัติ ดั่งที่เราท่านได้ยินได้ฟังเสมอว่า "พระภูมีทรงฝึกบุคคลที่พึงสามารถฝึกได้เท่านั้น ไม่ได้สอนทุกถ้วนตัวคน"

เมื่อเราท่านมีพฤติกรรมเฉกเช่นนี้ การมาของเราท่าน จึงสรุปได้ว่า มิได้มาเพื่อการหายจากโรค หากแต่มาเพื่อระงับโรคเท่านั้น

เราท่านจึงได้ยินหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวสอนและตักเตือนเสมอว่า "หากจะทำผิด ให้ไปทำที่อื่นเถอะ อย่ามาทำที่นี่เลย เพราะมันจะตกฐานเทวทัต"

ใครจะดูเป็นอาคาร ก็เป็นอาคาร ใครจะดูเป็นห้องธรรมดา ก็เป็นห้องธรรมดา ใครดูเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธฺ์ อุปมาดังโบสถ์วิหาร ก็เป็นเช่นที่ใจคิด .... ผลท้ายที่สุดอันเป็นบทสรุปของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ได้ยินได้ฟังทุกครั้ง คือ "คิดอย่างไร เป็นอย่างนั้น ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น"

แม้นหลวงพ่อนิพนธ์จะอยากให้ทุกคนหาย แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ ไม่ใช่เพราะสมุนไพรไม่ดี ธรรมคำสอนไม่ดี หากแต่ผลของการกระทำมันขึ้นกับคนทานครึ่งหนึ่งนี้เอง

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ช่วยหรือทำร้าย

ภาพที่เรามักเห็นบ่อยๆ นั่นคือ การช่วยป้อน ช่วยพยุงเดิน ในการเข้าไปทานยามะพร้าว

แม้นว่า คนเหล่านี้จะเดิน หรือ ทานลำบาก ก็พบเห็นเจ้าหน้าที่ ที่ไม่ยอมให้ลูกหลานหรือญาติ ตามเข้าไปช่วยพยุง หรือป้อน ให้เห็นเสมอๆ

และคำพูดที่แว่วตามหลังมา ก็มักจะเป็นคำว่ากล่าวที่มีต่อเจ้าหน้าที่ในการทำเช่นนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ยกตัวอย่างกรณีเช่นนี้ให้ฟังเสมอๆ โดยเฉพาะคุณสมศักดิ์ ที่เป็นเพื่อนซี้ของคุณพิศาล อัครเศรณี และเป็นมาเลเรียขึ้นสมอง หลังจากไปดูพื้นที่ เพื่อจัดการถ่ายทำ ให้คุณพิศาล จนสมองไหม้ หมดสติ ขณะขับรถ และพุ่งชนราวสะพานพุทธ

คุณสมศักดิ์ถูกวินิจฉัยว่าเสียชีวิต และถูกนำเข้าห้องเย็น จนกระทั่งหมออำนาจ ผู้ซึ่งเป็นหมอใหญ่ของศิริราช ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจอันดับต้นๆ ของประเทศ และเป็นเพื่อนทั้งคุณสมศักดิ์ และหลวงพ่อนิพนธ์ ทราบข่าว แล้วนำร่างของคุณสมศักดิ์มาผ่า เพื่อกระตุ้นหัวใจ จนคุณสมศักดิ์ฟื้นกลับมาอีกครั้ง

หมออำนาจได้ขอรักษาคุณสมศักดิ์ด้วยวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน จนเวลาผ่านไปสิบปี สภาพคุณสมศักดิ์อยู่ในสภาพที่ช่วยตนเองไม่ได้ เหมือนเด็ก วางตรงไหนอยู่ตรงนั้น กิน นอน ขี้ เยี่ยว ช่วยตัวเองไม่ได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงไปรับคุณสมศักดิ์มาฟื้นฟู

เนื่องด้วยไม่สามารถทานได้ด้วยตัวเอง เพราะมือสั่น จนข้าวกระจายตกหมดก่อนเข้าปาก หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้ใส่จาน แล้ววางไว้กับพื้น พร้อมจานน้ำ ให้ทานเอง ลักษณะเหมือนสุนัขทานข้าวก็ปานนั้น

เพื่อนๆ และคนที่พบเห็น วิพากษ์วิจารณ์หลวงพ่อนิพนธ์ว่า โหดไปหรือเปล่า ต้องขนาดนั้นเชียวหรือ ในเมื่อเขาช่วยตัวเองไม่ได้ ทำไมไม่ให้คนช่วยป้อน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เพราะรักคุณสมศักดิ์ แม้การกระทำจะดูเหี้ยมโหดไปสักหน่อย แต่หลักพระภูมีให้ใช้ "ตนพึ่งตน" วันหนึ่งคุณสมศักดิ์จะช่วยตนของตนได้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

วันนี้คุณสมศักดิ์ กลับมาเป็นปกติ และขออนุญาติกลับไปแต่งภรรยา

การจะช่วยใคร ก็ต้องอาศัยหลัก "ตนพึ่งตน" ของพระภูมี อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนต้องใช้เหมือนกันหมดในการช่วยตน

เราท่านจึงมักได้ยิน วิทยากร อ.อร่าม พูดให้ฟังในการบรรยายเสมอว่า เรื่องอื่นจะพึ่งใครก็ทำได้ หากแต่การทานสมุนไพร ทำเช่นนั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด ต้องรินเอง ทานเอง ยกเว้นกรณีที่คนไข้ช่วยตนเองไม่ได้เลยเท่านั้น หากแม้นทำเองได้ ไม่ว่าลำบากสักแค่ไหน ต้องใช้เวลานานเท่าไหน ก็ควรที่จะทำด้วยตนเอง

เพราะอ้างเหตุว่ารัก เห็นคนที่รักลำบาก จึงทำให้ และที่สำคัญ ยังได้ชื่อว่า "กตัญญูู" แต่สิ่งที่ทำกลับทำให้คนที่เราท่านรัก มีคุณสมบัติเบียดเบียนผู้อื่นตลอด และไม่มีวันที่จะกลับมาช่วยตนเองได้เลย

ก็ไม่แปลกที่หลายคนจะกล่าวว่า สถานที่นี้ มากเรื่อง มากพิธี ทำไมไม่แจกสมุนไพรแล้วให้กลับบ้าน ก็ว่ากันไป ...

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น ให้พิจารณา คือ สถานที่นี้ ไม่ได้ตั้งมาเพื่อเอาเงินใคร หรือ หาลาภยศสรรเสริญ มุ่งหวังแต่ทำเพื่อเอาบุญ ไว้เลี้ยงตน ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องถูกใจใคร หรือแม้แต่ถูกกติกาของสังคมทั้งหมด หากแต่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง และคุณธรรม ตามคำสอนของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติ จึงไม่ได้เพื่อความถูกใจของคนไข้หรือญาติ หากแต่เพื่อประโยช์สูงสุดของตัวเราท่านที่มานั้นเอง

หากรักจริง ก็ต้องทำใจ ยอมให้คนที่เรารักลำบาก ทำคุณสมบัติ "ตนพึ่งตน" ให้เกิดขึ้น เพื่อช่วยตนของตนนั่นเอง และสนับสนุน ให้เกิดการทำเยี่ยงนี้ในผู้ป่วย อย่าเลยป้อนข้าวป้อนยา ... ยอมนั่งเป็นเพื่อน และคุย จนทานข้าวทานยาเสร็จดีกว่าไหม

แล้ววันหนึ่งเราท่านจะได้เห็นคนที่เรารัก กลับมาเป็นปกติดั่งเช่นคุณสมศักดิ์

คุณประโยชน์จากการไม่เจ็บ ก็คือ ไม่สร้างกรรม ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่นนั่นเอง

บันไดก้าวแรก


หากวันที่ ๑๗ มีนาคม ที่จะถึงนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ได้รับอนุญาตจากแม่ชีเมี้ยนให้ทำต่อได้

สภาพที่จะปรากฏให้เห็นในไม่ช้า คือ ความรุนแรงของโรคที่ทวีขึ้น แรงขึ้น และเร็วขึ้น อย่างแน่นอน

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้น และย้ำ บ่อยๆ ในช่วงนี้ว่า สถานที่นี้เป็นทางเลือก และที่สำคัญ เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ และมุ่งหวังให้คนที่มาได้สมหวัง

จุดใหญ่ใจความ จึงมุ่งเน้นสร้างคนดี มีคุณสมบัติ เพื่อให้สามารถช่วยตนได้ และตอกย้ำเสมอว่า ที่นี่ไม่สามารถรักษาใครได้ หรือช่วยใครได้ หากแต่มีวิธีที่ให้ไปพิจารณา เหตุและผล ความเป็นไปได้ เมื่อเห็นดีด้วยก็ทำตามเพื่อช่วยตน

การที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องพูดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือ การให้ความรู้ ในเรื่องคุณสมบัติ ที่พระภูมีทรงบัญญัติ เพื่อปฏิบัติควบคู่กับการทานสมุนไพร จนเกิดผล ทำได้โดยวิธีใด

บันไดก้าวแรก จึงเห็นกรรมฐานของพระภูมี ที่แตกต่างจากที่อื่นอย่างเด่นชัด นั่นคือ การทำตนให้สงบ และตั้งสติ นั่งอยู่ในกรรมฐาน ฟังคำสอน อันเป็นวินัยที่บัญญัติของพระภูมี ต่อสู้กับนิสัยตน ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน

กรรมฐานสงฆ์ที่แม่ชีเมี้ยน ทรงตรัสสอนพระ มิใช่นั่งหลับตา เพราะเมื่อหลับแล้ว ก็เห็นแต่ความมืด แต่เป็นการนั่งนิ่ง สงบ โดยนำวินัยของพระภูมีมาบังคับตน ไม่ให้ทำตามนิสัย ที่อยากคุย อยากหลับ อยากโทรศัพท์ อยากคิดเรื่องธุรกิจ อยาก.... ตามแต่นิสัยของแต่ละคน

ภาพที่ปรากกฎอันเป็นเอกลักษณ์ของสาวกของพระภูมี ที่กรรมมันกลัวหนักหนา นั่นก็คือ "ความสงบ" นี้เอง

บทเริ่มต้นของการฝึกตน ให้อยู่ในกรอบของวินัย และไม่ทำตามนิสัย จะเป็นบันไดขั้นแรกให้เราท่าน ได้นำไปใช้ เมื่อได้ฟังคำสอนและข้อปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งของพระภูมี

สิ่งที่จะสัมผัสได้ และเหมือนกัน นั่นคือต้องพบเจอมาร หรือกิเลส ไม่ว่าจากนิสัย หรือสิ่งยั่วยวน ที่จะทำให้กรรมฐานสงฆ์ของเราแตก หรือเสียไป อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เฉกเช่น ความอยากคุยที่เป็นมารมาผจญยามเราท่านอยู่ในห้องสวดมนต์

หลวงพ่อนิพนธ์ นั่งยัน นอนยัน ยืนยัน มาเสมอว่า หากแต่จะคิดพึ่งสมุนไพรแต่เพียงอย่างเดียว ก็คงหวังผลได้ดีที่สุดคงเพียงแค่ระงับโรค เท่านั้นเอง จะให้กับถึงหายโรคคงเป็นเรื่องยาก

การที่จะหวังหายโรค จึงต้องพึ่งธรรมของพระภูมี เพื่ออาศัยซึ่งอำนาจของธรรมนี้ แปรเปลี่ยนคุณสมบัติของสมุนไพร ให้ทวีคุณค่ามหาศาล จากกระสุนธรรมดา กลายเป็นระเบิดปรมาณู ตามการกระทำที่ทำได้นี้เอง

สรุปให้ฟังง่ายๆ จึงกลายมาเป็นคำขวัญของชมรม ที่คนหวังหายโรค ต้องปฏิบัติ นั่นคือ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม"

เพราะสิ่งที่กำลังมา มันแรงขึ้น ช่วงนี้หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักเน้นย้ำให้เราท่านทั้งหลาย พึงตั้งสติ โดยเฉพาะคนที่หวังหาย ต้องนำธรรมมาปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มต้นจากการใช้สติ ควบคุมตน ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าห้องสวดมนต์ จนกระทั่งออกจากห้องสวดมนต์ ในการรักษาความสงบ และเรียนรู้วัตรปฏิบัติ แล้วเลือกแม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ไปใช้นำตน ในชีวิตประจำวัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า หากใครทำได้ ผลการทานสมุนไพรจะแปรเปลี่ยนไปมหาศาล ใครเชื่อก็ลองทำดู

และสถานที่นี้ ไม่ต้องการปริมาณคน หากแต่ต้องการคุณภาพ

บทจบ " ผู้ใดจะเปลี่ยนตัวให้หายจากโรค ก็ต้องอาศัยเปลี่ยนนิสัยให้มีคุณสมบัติสอดคล้องกับนิสัยของพระภูมี บางสิ่งบางอย่าง นั่นคือ การเปลี่ยนตนเป็นคนดีของพระภูมีนั่นเอง"

คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่สอนพระสมัยถ้ำกระบอก จึงดังก้องมาตอกย้ำเสมอว่า " สมุนไพรของพระภูมี อาศัยซึ่งคุณสมบัติ การที่โจรจะมาลักกินเพื่อให้มีกำลังกลับไปทำบาปได้อีก ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเขามีวิญญาณรู้ใจคนทำ และคนทาน "

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า หากในห้องสวดมนต์ เราท่านยังควบคุมตนไม่ได้ การกระทำที่ทำไปก็เหมือนเสียเปล่า เสียค่ารถ เสียเวลา และท้ายที่สุด แม้ชีวิตก็ต้องเสียไป ถึงเวลานั้น ก็จะมาโทษท่าน โทษสมุนไพร โทษแม่ชีเมี้ยน โทษพระภูมี ... ไม่ควรเลย

เมื่อเราท่าน ไม่คิดจะทำตาม ก็ไม่ควรมายังสถานที่นี้ ไปที่ที่ชอบจะดีกว่าไหม เพราะผลสุดท้าย มันมองเห็นกันตั้งแต่ไก่โห่ ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะบันไดก้าวแรกยังขึ้นไม่ได้ จะหวังไปถึงยอด ก็คงเป็นได้แต่ความหวัง หากแต่ความเป็นจริง กำลังจะตกหน้าผา

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แด่กำลังใจ

ต้องขอขอบคุณกำลังใจที่ส่งให้ ตอนนี้คนไข้หญิงที่เป็นมะเร็งโพรงจมูก และมีอาการลงแดง จนเลือดไหลที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้

สัปดาห์นี้ เธอได้ผ่านวิกฤตอันนั้นไปด้วยดี อาการเลือดออกได้หยุดลงแล้ว และเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

สอบถามดูแล้ว อาการของคนไข้ เจ้าตัวไม่น่าห่วง แต่คุณแม่นี่ซิน่าห่วงกว่าเยอะ เพราะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ คอยลุ้น เพราะกลัวจะเสียลูกไป

อย่างไรก็ตาม ก็ดีใจที่เธอผ่านอาการนี้ไปได้ด้วยดี รอลุ้นต่อว่าบทจบของเธอจะเป็นเช่นไร อย่างน้อยก็ส่อแววแล้วว่าเธอมีโอกาสที่จะช่วยตัวของเธอได้ แลทางเลือกของเธอวันนี้ มาถูกทางแล้ว

ฟ้าเตะส่งมา

หลังจาก คนไข้ชาวอเมริกัน ที่รักษาตนจนหายและขออนุญาตกลับอเมริกาไปแล้วนั้น วันนี้มีคนไข้ระดับเศรษฐีเช่นกัน เป็นชาวสวิส

คนไข้ท่านนี้ป่วยด้วยโรคพาร์กินสันขั้นรุนแรง และเฉกเช่นเดียวกับเศรษฐีอเมริกัน ที่ตระเวณไปแล้วทั่วโลก ไม่ว่าหมอวิทยาศาสตร์ หมอจีน รวมไปถึงหมอผี ก็ผ่านมาหมดแล้วเช่นกัน

ปัจจุบัน วิธีการที่หมอใช้รักษาเขาอยู่นั้น คือการใช้ยาเคมีที่มีผลต่อระบบประสาท จนกระทั่งในที่สุดต้องใช้ร่วมกับสารยาเสพติด เพื่อช่วยไม่ให้อาการรุนแรง

ดังนั้นสถานะปัจจุบัน คือ เป็นทั้งโรคและติดสารยาเสพติด พร้อมกัน

ความเหมือนของคนไข้ทั้งสองอีกอย่างคือ มีภรรยาเป็นคนไทย และทราบเรื่องของชมรมคนรักสุขภาพ

ภรรยาของคนไข้ท่านนี้ใช้เวลาชักชวนสามีสักฉันใด สามีก็ปฏิเสธมาโดยตลอด

ภรรยาจึงใช้วิธี นำตัวเองเป็นหนูทดลอง มารักษาตัวก่อน เพื่อให้สามีเห็น จนกระทั่งตัวเองหาย แล้วจึงชวนสามี แต่คำตอบที่ได้รับ ก็คือ "ไม่"

ฝ่ายภรรยาก็ไม่ย่อท้อ คิดหาวิธีใหม่ ที่บังเอิญพบเห็นนั่นคือ การถ่ายวิดีโอ คนไข้พากินสันเช่นกัน ที่เป็นกรรมการ ที่มารักษาตัวในขณะนั้น โดยถ่ายทุกสัปดาห์เป็นเวลาสองสามเดือน เพื่อให้สามีเห็นพัฒนาการที่บังเกิดจากการทานสมุนไพร จากคนไข้พากินสันท่านนั้น

เมื่อสามีเห็นวิดีโอดังกล่าว จึงสนใจและตัดสินใจบินมาหาหลวงพ่อนิพนธ์

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ถาม นั่นคือ อะไรคือความหวังที่ตั้งใจไว้ และระยะเวลาที่มีให้ขนาดไหน

เขาบอกแก่หลวงพ่อนิพนธ์่ว่า โรคนี้ชาวสวิสเป็นกันมาก และหมอรักษาไม่หาย ดังนั้น ขอเพียงแค่สามารถหยุดยาเคมี และยาเสพติดได้ โดยที่ไม่มีอาการสั่นก็พอใจแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นไปได้ หากแต่ต้องอาศัยระยะเวลาทานสมุนไพรติดต่อกัน ประมาณ ๕ เดือน

เขาตอบตกลง และให้ภรรยาไปจัดการเช่าอพาตเม้นท์ ในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา ๕ เดือน ไว้เลย โดยทุกวันเขาจะเดินทางมาชมรม และกลับไปพักที่กรุงเทพ ตลอด ๕ เดือนนี้

เผลอนิดเดียว นี่ก็ผ่านไปสองสัปดาห์ เขาสามารถหยุดใช้สารยาเสพติดและยาเคมีทุกชนิดได้แล้ว

สิ่งที่เขาบอกภรรยาในวันพฤหัสที่ผ่านมา นั่นคือ ให้คอยฟังหลวงพ่อนิพนธ์ให้ดีว่า ท่านจะสั่งให้ทานสมุนไพรตัวไหน อย่างไร แล้วเขาจะทำตามอย่างเคร่งครัด

ความเหมือนของคนไข้เศรษฐีชาวต่างชาติที่เหมือนกันอีกประการหนึ่ง นั่นคือ คนเหล่านี้จะมีชมรมของตนเอง นั่นคือ เป็นคนระดับเศรษฐีเช่นกัน และเป็นโรคเดียวกัน

สิ่งที่นำมารวมกันเพื่อเป็นชมรม นั่นคือ จุดประสงค์ที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปรักษาตน ตามแนวทางที่รู้ แล้วมาบอกแก่เพื่อนสมาชิกในชมรม ว่า หนทางที่ตนได้ไปมานั้น เป็นเช่นไร

คล้ายกันกับโรเบิร์ต ชาวอังกฤษ ที่เมื่อเหล่าเพื่อนสมาชิกได้รับข่าวสาร ก็จะบินมาดู

คนไข้ชาวสวิสนี้ก็เช่นกัน เขาได้ส่งข่าวบอกเพื่อนสมาชิกที่เป็นโรคเดียวกัน และในอีกสองสัปดาห์ เพื่อนสมาชิกของเขาก็จะบินมาดูอาการของเขา

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ลักษณะที่เกิดในวันนี้นั้น คล้ายกับอดีตเมื่อครั้งถ้ำกระบอก อันเป็นการนำไปสู่ทุนที่ทางสหรัฐ อังกฤษ และอีกหลายประเทศ มอบให้แก่ถ้ำกระบอกในยุคนั้น

ดังนั้น หากกิจกรรมยังได้รับอนุญาตให้ทำต่อได้ ไม่แน่ว่า คนไข้เหล่านี้เอง ที่ฟ้าเตะส่งมาให้เพื่อเป็นทุนจัดสรรในการดำเนินการในอนาตต

แลเช่นเดียวกับเมื่อครั้งถ้ำกระบอก ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า การนำทุนนอกมาไม่เป็นไร แต่กับคนไทยต้องฟรี นี่แหละคือการตอบแทนพระคุณแผ่นดิน

ดังนั้น สัญญาณอันนี้ ที่เริ่มส่งมา อาจจะนำไปสู่ความฝันของหลวงพ่อนิพนธ์ที่จะเป็นจริงในไม่ช้า นั่นคือ การที่สามารถทำให้สมุนไพร เป็นทางเลือก

สามารถกระจายเข้าถึงทุกชุมชนในแผ่นดินไทย อุปมาดั่งร้านเซเว่น และเป็นสมุนไพรที่ไร้ราคา แต่สรรพคุณหรือคุณค่ามหาศาล

หากในวันงาน แม่ชีเมี้ยนทรงอนุญาตให้กิจกรรมดำเนินต่อไปได้ ไม่แน่ว่า สมุนไพรจะได้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง เหมือนเมื่อครั้งถ้ำกระบอกยุคเฟื่องฟู

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อนั้นคนไทยทุกคนจะสามารถเข้าถึงสมุนไพร และถูกใช้เป็นทางเลือกอย่างแท้จริง

นี่แหละสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทรงทิ้งไว้ให้

หากเราท่านเห็นคุณค่า วันงานของท่านก็ควรแสดงตน เพื่อให้ท่านได้ทราบว่า สิ่งนี้มีคุณค่ากับเราท่าน และร้องขอให้สิ่งนี้ยังคงสถิตย์อยู่ในประเทศไทย เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรน้อยๆ ให้เราท่านได้พักพิง

ลางดี

สัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกศิษย์เก่าเมื่อครั้งถ้ำกระบอก ที่ได้ติดตามคุณพ่อที่ไปรักษาตัวนั้น ได้ข่าวหลวงพ่อนิพนธ์จึงมาหา

ตอนนี้ เขาทำงานอยู่ในกรมป่าไม้ ดังนั้น ด้วยความรู้ที่ว่าหลวงพ่อนิพนธ์ต้องการน้ำผึ้งเพื่อทำสมุนไพร จึงนำมาถวาย

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ตรวจดูแล้วพบว่า เป็นน้ำผึ้งผสม แต่ก็ยังพอใช้ได้

ท่านจึงกล่าววา มนุษย์สมัยนี้ไม่กลัวกรรม

พร้อมกันนี้ มีกรรมการท่านหนึ่ง ที่ได้จัดซื้อ "ดีจรเข้" มาให้ ๑ กิโล เพื่อจัดทำยาตา

หลวงพ่อนิพนธ์ดูบิล ราคากิโลละ สี่หมื่นห้าพันบาท

หากแต่พ่อค้าที่ขาย ก็หลอกขายดีที่ยังเปียกอยู่เพื่อให้ได้น้ำหนัก ทั้งที่ราคานี้ ควรเป็นราคาดีที่ตากแห้งสนิทแล้ว

ซึ่งเมื่อแห้งก็คงเหลือประมาณ ๗ ขีด เท่านั้นเอง

การกลับมาของคนรุ่นเก่า ที่ตั้งใจมาช่วยสนับสนุนกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์ หากได้รับอนุญาตให้ดำเนินต่อไปได้ ก็เหมือนเครื่องยืนยัน ในผลของการทานสมุนไพร ให้คนรุ่นปัจจุบันได้เห็นและมั่นใจว่า ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่ดี และปลอดภัย นั่นเอง

แจ้งเรื่องยาตา

หลวงพ่อนิพนธ์แจ้งให้ทราบว่า ยาตา ที่จะแจกให้สมาชิกในวันงานของแม่ชีเมี้ยน จะแจกให้เฉพาะสมาชิกที่มีอายุ ๓ เดือนขึ้นไปแล้วเท่านั้น

ดังนั้น จึงจัดให้มีการหยอดตา ในวันทำการเป็นปกติต่อไป

สำหรับสมาชิกที่จะขอรับยาตา อย่าลืมเตรียมบัตรสมาชิกให้พร้อม เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันอายุสมาชิกด้วยน่ะ

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เดินทางอ้อม

อำนาจของสมุนไพร มีลักษะแปรเปลี่ยนตามคุณสมบัติของผู้ทำ และผู้ทาน เป็นสำคัญ

หากเมื่อคุณสมบัติของผู้ทานไม่มี สมุนไพรที่ทานเข้าไป ก็จะเคลื่อนผ่านและถูกขับถ่ายออกไป โดยไม่แสดงผลสิ่งใดๆ ที่เป็นคุณให้แก่ร่างกายเลย

หากแต่เมื่อคุณสมบัติของผู้ทานถึงขีดสุด สมุนไพรแม้แต่เพียงแก้วเดียว ก็ให้ผลแสดงพลานุภาพประดุจ ระเบิดไฮโดรเจน ที่มีผลมหาศาลฉันนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนให้เราเห็นถึงวิธีการที่จะทำให้สมุนไพรทำงานได้ถึงขีดสุด ทำโดยวิธีใด

หลายครั้งหลวงพ่อนิพนธ์จึงได้จำลองวิธีการทานสมุนไพรให้เห็นซึ่งความแตกต่างอย่างเด่นชัด นั่นคือการยกตัวอย่างคนไข้หนัก

อาทิเช่น คนไข้ที่เป็นโรคหัวใจรุนแรง ดังกรณีของคุณปรีชา ที่ปัจจุบันเป็นหัวหน้าแผนกสมุนไพรของชมรม

คุณปรีชามาชมรมก็หลายปี การทานสมุนไพรก็จัดว่าได้ปริมาณพอควร เพราะภรรยาก็เป็นกรรมการของมูลนิธิด้วย

หากแต่หลายปีที่ผ่านมา อาการของโรคหัวใจ ก็ไม่หายสักที และท้ายที่สุด หมอวินิจฉัยว่า อาการถึงขั้นที่ต้องทำการผ่าตัดหัวใจสถานเดียว มิฉะนั้นสามารถที่จะเสียชีวิตได้ทุกขณะ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงบอกแก่คุณปรีชาว่า ให้ลองเปลี่ยนพฤติกรรมและการกระทำ โดยการบวชในหลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ไปฉันท์มื้อเดียว เงินทองไม่รับ รถเรือไม่ขึ้น ทำตัวเองให้สงบ หลบออกจากโลกสักพัก

ผ่านไปสามเดือนของการบวช แล้วทานสมุนไพรที่ไม่ได้มากไปกว่าเดิม จากคนที่ทำอะไรก็เหนื่อย กลายเป็นพระที่สามารถเดินธุดงค์เป็นร้อยกิโล ได้โดยไม่มีอาการของหัวใจปรากฎอีกเลย

ทุกวันนี้ คุณปรีชา ไม่ได้กลับไปให้หมอผ่าตัด และไม่มีอาการของโรคหัวใจอีกเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า คุณสมบัติของผู้ทานเป็นปัจจัยสำคัญของการรักษาตน เมื่อปราศจากคุณสมบัติ ทานแล้วไม่หาย จะโทษสมุนไพรไม่ควร

หากแต่มีคุณสมบัติพื้นๆ ทั่วไป การทานสมุนไพร กว่าจะให้ผลก็ต้องอาศัยคุณสมบัติของน้ำอดน้ำทน ยืนระยะ จึงจะได้มา เรียกได้ว่าทั้งเดินช้า และเดินอ้อม แต่หากยืนระยะได้ ก็ถึงฝั่งได้เช่นเดียวกัน หากคนผู้นั้นมีวันเวลาของพรหมลิขิต

แต่หลายคนวันเวลาไม่มี การทำเช่นนี้จึงไม่ประสพผล เพราะมันไม่ทันกาลนั่นเอง

แลเมื่อวินัจฉัยความแตกต่างของคุณปรีชา จากการทำตนธรรมดา กับไปบวช แล้วให้ผลที่แตกต่างอันมหาศาล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เคล็ดของศาสนา คือ "มีธรรมเป็นอำนาจ" ผู้ใดปฏิบัติธรรมของพระภูมี นำนิสัยบางข้อมายึดถืออย่างจริงจัง แม้นเพียงข้อเดียว อาทิเช่น "การไม่โกรธผู้อื่น" หรือ "ไม่เห็นผู้อื่นผิด" เมื่อทำได้จนพฤติกรรมเปลี่ยน อำนาจธรรมนี้แลจะทำให้สมุนไพรที่ทานมีผลมหาศาล เปลี่ยนสัญญาเดิมที่เป็นโรค กลายเป็นสัญญาไม่มีโรคได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ดังนั้นทางที่ใช้ในการรักษาตนที่พระภูมีทิ้งไว้ให้ มีให้เลือกตามความชอบ อยากเดินช้า ก็ทานสมุนไพรอย่างเดียว อาศัยขันติ อดทน ยืนระยะ

หากอยากเดินลัดเดินเร็ว ก็ต้องนำนิสัย หรือ ธรรม ของพระภูมีมาเปลี่ยนแปลงตน ก็จะให้ผลที่รวดเร็ว

ดูอย่างคุณปรียานุช ที่เปลี่ยนจากคนที่ด่าว่าในกองถ่ายทุกครั้ง และขี้เหนียวไม่เคยเลี้ยงใครเลย มาเป็นไม่เคยว่าใคร และซื้อของมาเลี้ยงตลอด โรคที่ว่าไม่มีทางหาย ก็หายได้อย่างง่ายดาย เป็นปาฏิหารย์

ใครว่า การรักษาความสงบในห้องสวดมนต์ไม่สำคัญ ก็ตามแต่ หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นี่แหละเป็นบันไดขั้นแรกของธรรมของพระภูมี เพราะเราท่านที่มา รักษาความสงบไม่ใช่เพราะนิสัยของตน หากแต่เป็นวินัย หรือนิสัยของพระภูมี เมื่อทำตาม นั่นแลอันนี้จึงมีค่าทำให้สมุนไพรมีคุณค่ามหาศาล

อ้ายประเภท ต้องรอหลวงพ่อนิพนธ์เข้ามาจึงจะเงียบ หรือ อยากคุยก็คุย อยากทำอะไรก็ทำ บรรเลงตามนิสัยตน จะเรียกว่าเดินตามรอยพระภูมีได้อย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า พระภูมีทรงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "ลิงหลอกเจ้า" ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะการมาของท่านเหล่านี้ เรียกได้ว่าเสียเปล่า เพราะเสียเงิน เสียเวลา หากแต่สิ่งที่ได้กลับไปน้อยนิด แทนที่การมาจะได้ผลอันมหาศาลแก่ชีวิตกลับไป กลับกลายเป็นมีพฤติกรรมที่ทำให้การกระทำของตนต้องเสียไป เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และที่สำคัญ เสียทั้งชีวิตอีกต่างหาก

วินัยที่เป็นพื้นฐาน ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้ทำ ล้วนแล้วแต่มีความหมายต่อชีวิต เมื่อเดินตาม เรียกได้ว่าไม่ได้ทำเพราะนิสัยตน แต่ทำตามนิสัยของพระภูมี แม้นจะดูว่าเป็นเรื่องน้อยนิดธรรมดา แต่คุณค่าไม่ธรรมดา เพราะไม่ว่า การรักษาความสงบ การทำตนเป็นพระเวสสันดร การเอื้อเฟื้อให้สุขแก่ผู้อื่น ไม่เบียดเสียดแก่งแย่ง การรักษาของส่วนรวม ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุปัจจัยที่ทำตามพระภูมี อันเป็นผลถึงคุณค่าของสมุนไพรที่จะแสดงทั้งหมดทั้งสิ้น

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวให้ฟังคือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ล้วนมีความหมายต่อชีวิต นั่นคือ "ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น"

โรคที่เป็น จะอย่างไรก็ไม่หนักหนาสักเท่าไร นิสัยที่มีต่างหากจึงเป็นเรื่องสาหัสสากรรจ์ จะทำสักฉันใด พูดสักฉันใด ก็ไม่ยอมเปลี่ยน นี่แหละศัตรูตัวจริง ตัวแม่เลย

เราท่านจึงมีสิทธิ์เลือกที่จะเป็น จะเป็นคุณปรีชาตอนแรก หรือเป็นคุณปรีชาตอนบวช ก็เลือกเอา ผลที่ได้จึงเป็นการเดินอ้อมหรือเดินลัด ตามสิ่งที่เราท่านได้ทำนั้นเอง

ยาตัดทำงานอย่างไร

ยาตัด ถือว่าเป็นหนึ่งในสูตรยาสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ที่จัดอยู่ในประเภท สูตรสำเร็จทางเคมีธรรมชาติ

อันหมายความว่า เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์โดยตัวของมันเองโดยสมบูรณ์ ซึ่งต่างจากสมุนไพรปกติ ที่ต้องอาศัยกระบวนการย่อยก่อน จึงจะมีฤทธิ์ เฉกเช่นเดียวกับสมุนไพรหยอดตานั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คุณสมบัติเด่น อันเป็นที่มาเริ่มแรกที่ถูกใช้ในยุคต้นๆของถ้ำกระบอก คือ ทำหน้าที่ตรวจเช็คอวัยวะของร่างกายทุกส่วนอย่างละเอียดและรวดเร็ว สามารถรู้ผลได้ในเวลาไม่นาน ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกในยุคแรกๆ ว่ายาตรวจโรค

หลังจากนั้นจึงได้เพิ่มสรรพคุณตัวยาสมุนไพร เพื่อใช้ในผู้ป่วยยาเสพติด

ด้วยฤทธิ์ของยาตัด ที่สามารถวิ่งไปทั่วร่างกาย ได้รวดเร็ว และเมื่อพบเจอจุดที่เป็นปัญหาของร่างกาย จะก่อให้เกิดการบิดของกล้ามเนื้อบริเวณนั้นอย่างแรง

ผลที่ปรากฎ คือ สิ่งแปลกปลอมนั้น จะถูกบิดจนหลุดและถูกร่างกายรีดออกมาทางเส้นเลือด เข้าสู่กระเพาะ

และสิ่งที่จะต้องมีในส่วนผสมสมุนไพรยาตัด นั่นคือ สารที่ก่อให้เกิดการอาเจียน เพื่อนำส่วนแปลกปลอมที่ร่างกายรีดออกมาอยู่ในกระเพาะแล้วนั้นออกมา

ทำให้เอกลักษณ์ของยาตัดที่พบเห็นในกระบวนการทำงาน นั่นคือ การอาเจียน ที่พุ่งออกมาเป็นลำ และการส่ายศรีษะในขณะที่สมุนไพรก่อให้เกิดการอาเจียน อันเป็นที่มาของชื่อ หรือฉายาที่ตั้งให้แก่ยาตัด นั่นคือ "ช้างสะบัดงวง" นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ทำไมการเลิกยาเสพติดของที่อื่น จึงแตกต่างจากถ้ำกระบอก ก็ด้วยเหตุที่โดยทั่วไป ร่างกายจะสามารถปรับกระบวนการต่างๆ ที่เสียไป ให้กลับสู่สภาวะปกติได้อยู่แล้ว

ดังนั้น หากไม่มีสารเสพติดเพิ่มเข้าไปในร่างกาย ร่างกายก็จะค่อยๆ ปรับ และกลับเป็นปกติได้ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะใช้สมุนไพรหรือไม่ ขอเพียงมีกระบวนการที่ทำให้ไม่มีสารเสพติดเข้าสู่ร่างกาย ก็จะกลับเป็นปกติได้ จึงมีหลายคนที่ใช้วิธีการขังตัวเอง หรือถูกจับขังไว้ในกรง ในระยะแรกก็จะเกิดอาการลงแดงที่รุนแรง ก็อาศัยการลดอาการโดยการอาบน้ำ ที่เรียกกันว่า "ชนน้ำ" นั่นเอง

หลังจากผ่านไปหลายวัน อาการจะลดลงตามลำดับ และกลับเป็นปกติ เรียกการเลิกยาเสพติดนี้ว่า "หักดิบ"

สำหรับสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนที่ถ้ำกระบอกนั้น มีคุณสมบัติประการแรกคือ ลดความรุนแรงของอาการลงแดงที่เกิดขึ้น

หากแต่ประการสำคัญในการเลิก ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่การหยุดยาได้เป็นสำคัญ เพราะปัญหาที่ทำให้คนเสพต่างหากที่โลกปัจจุบันแก้ให้เขาไม่ได้

ประการแรกคือ สารเคมีที่ตกค้างเกาะเป็นเสมือนใยแมงมุมที่กระดูก เมื่อขาดสารจากยาเสพติด จะหดตัวรัดกระดูกก่อให้เกิดอาการลงแดง การหักดิบไม่ได้ทำให้สิ่งนี้หายไปนั่นประการหนึ่ง

แต่อีกประการหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้วินิจฉัยให้ฟัง นั่นคือ โรคที่แฝงอยู่ในตัวของคนป่วย อันเป็นเหตุให้ต้องใช้ยาเสพติด เพราะการเสพ ฤทธิ์ของยาที่มีความสามารถในการระงับอาการของโรคทุกชนิดได้ชงัด ดังนั้น เมื่อหักดิบ หรือเลิกโดยวิธีทั่วไป อาการจากโรคเหล่านี้จะกลับมาปรากฎ จนทำให้ต้องหันกลับไปเสพอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ได้ทำการแก้ไขโรค และล้างเคมีที่เกาะตามกระดูกให้ด้วย ดังนั้น ผู้ป่วยจึงกลับมีสภาพเหมือนทารกแรกเกิด ร่างกายและเลือดจะบริสุทธิ์ อีกครั้ง

ความข้อนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สัจจะที่ให้คนป่วยสัญญาไว้นั้น ว่าเมื่อหายแล้วจะไม่กลับไปเสพอีก หากแต่เมื่อผู้ป่วยฝ่าฝืนกลับไปเสพ แล้วมีอันต้องตายทุกตัวคน จนเป็นที่ร่ำลือกัน ก็มาจากสาเหตุนี้

เพราะเมื่อร่างกายบริสุทธิ์แล้ว เมื่อได้รับสารยาอีกครั้ง จะเกิดสภาพช็อค หรือที่ภาษาแพทย์เรียกว่า การเกิด overdoze หรือ ได้รับยาเกินขนาด นั่นเอง

จากการเห็นคนป่วยยาเสพติดหายโรคด้วยนี้เอง ทำให้เกิดการนำมาใช้กับคนทั่วไป โดยพิจารณาจากคุณสมบัติ

และกลายเป็นคำร่ำลือในการรักษาโรค ของถ้ำกระบอก ด้วยยาตัด ๕ แก้ว ในเวลาต่อมา

หากแต่ยาตัดออกฤทธิ์ที่รุนแรง ดังนั้น เมื่อผ่านอาการโรคใด จึงมีอาการของโรคนั้นปรากฎขึ้นให้เห็น อันอาจทำให้ญาติของคนไข้ตกใจกลัว โดยเฉพาะในรายของคนป่วยโรคหัวใจ

หลวงพ่อนิพนธ์ได้เล่าถึงคนป่วยท่านหนึ่งที่เป็นโรคหัวใจอย่างรุนแรง จนหมอหมดทางรักษา และมาหาท่านในสภาพที่ใส่เปลมา

ท่านวินิจฉัยคนไข้ให้ญาติฟังด้วยว่า หากจะใช้สมุนไพรคงไม่ทันกาล จะมีก็แต่ยาตัดเท่านั้นที่ให้ผลรวดเร็ว และพอมีโอกาส หากแต่ประเด็นอยู่ที่ว่า กลัวญาติคนไข้จะตกใจ จึงบอกก่อนว่า เมื่อคนไข้ทานเข้าไปแล้ว เมื่อสมุนไพรทำงานที่หัวใจ สภาพคนไข้จะมีอาการนอนแน่นิ่ง หายใจรวยริน แผ่วเบาจนแทบจับไม่ได้ อย่าตกใจ อาการจะเป็นอย่างนี้ช่วงหนึ่งแล้วร่างกายจะค่อยๆ ฟื้น

เมื่อคนไข้และญาติได้รับฟัง คนไข้ตกลงที่จะทาน หลวงพ่อนิพนธ์จึงจัดให้ทาน

และเมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง อาการดังกล่าวก็ปรากฎขึ้น แต่ญาติคนไข้ด้วยความกลัวคนไข้จะเสียชีวิต ทั้งๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ก็ได้วินิจฉัยให้ฟังแล้ว จึงนำคนไข้ไปส่งโรงพยาบาล หมอเห็นคนไข้หัวใจเต้นช้า และหายใจรวยริน จึงฉีดยากระตุ้นหัวใจ และทำการปั๊ม ทำให้คนไข้เกิดอาการช็อคและเสียชีวิตทันที

การใช้สมุุนไพรชนิดนี้ จึงต้องทำความเข้าใจและอยู่ในความดูแลของหลวงพ่อนิพนธ์ตลอดระยะเวลาที่สมุนไพรทำงาน คือประมาณ ๓ ชั่วโมง

และด้วยเหตุนี้เอง ด้วยคุณสมบัติของผู้ทานที่ไม่ถึงประการหนึ่ง และการขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาในสมุนไพรหนึ่ง ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์จึงหยุดใช้สมุนไพรชนิดนี้นับตั้งแต่เปิดชมรมคนรักสุขภาพ

เราจึงคิดว่า แม้นจะได้รับอนุญาตให้ใช้ได้และเพิ่มสูตรตามที่แม่ชีเมี้ยนได้สั่งไว้ แล้วนั้น สมุนไพรชนิดนี้ ก็คงจะถูกจำกัดการใช้เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สิ่งดีๆ กำลังจะกลับมาแล้ว

ฉายา "สิงโตคำราม" หรือ "ช้างสะบัดงวง" ถือเป็นสัญญลักษณ์ของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน หรือถ้ำกระบอกเลยก็ว่าได้

เพราะภาพที่เห็นดั่งเช่นในภาพยนต์เรื่องน้ำพุ นั่นคือ หลังจากทานสมุนไพรขนานนี้เข้าไป ก็จะเกิดอาการอาเจียน พุ่งออกมาเป็นสาย และคนไข้จะส่ายศรีษะไปมานั่นเอง

สมุนไพรขนานนี้ จะเรียกได้เป็นต้นเหตุของการแตกของถ้ำกระบอก ก็มีส่วน

ด้วยเหตุที่ว่า แต่เดิมสมุนไพรขนานนี้ ได้จัดทำขึ้นให้ท่านจำรูญ เพื่อใช้ในการรักษายาเสพติด

ครั้นต่อมา เมื่อพระพบว่า โรคที่มีอยู่ในตัวผู้ติดยา ก็หายไปด้วยหลังจากทานสมุนไพรขนานนี้

จากในระยะแรกที่รับเฉพาะผู้ติดยา แต่ด้วยกิติศัพท์ที่รู้กันดีในการรักษา ได้แพร่ออกไป ทำให้มีคนไข้ปกติทั่วไป ที่พระไม่ยอมรักษา ถึงกับลงทุนไปเสพยา เพื่อจะได้สิทธิ์มาทานสมุนไพรขนานนี้

จนในที่สุด พระก็ให้คนทั่วไปทานสมุนไพรขนานนี้ เพื่อรักษาตัว

และผลที่เด็ดขาดในยุคนั้นเอง เรียกได้ว่า ผู้ใดที่ได้ทานสมุนไพรนี้ครบห้าแก้วแล้วไซร้ โรคที่เป็นอยู่ก็จะสามารถถูกล้างออกไปจากตัวได้ จนกลายมาเป็นฉายา "ยาตัดราก หรือ ยาตัด" ในเวลาต่อมา

หากแต่การให้ยาตัดในสมัยถ้ำกระบอก พระจะพิจารณาคุณสมบัติของผู้ทานว่าอยู่ในเกณฑ์ตามครรลองของพระภูมีหรือไม่ หากผู้ใดมีคุณสมบัติ จึงให้ทานได้

แต่มาวันนี้ ในขณะที่ผู้มายังไม่สามารถสร้างคุณสมบัติได้ สมุนไพรขนานนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงไม่ได้นำมาใช้อีกเลย

และด้วยเหตุที่ว่า แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสว่า ในอนาคตโรคจะพัฒนาขึ้น ตามนิสัยของมนุษย์ที่เลวร้ายขึ้น ดังนั้น เมื่อครบกำหนดในปีนั้นๆ ต้องทำการเพิ่มสมุนไพรบางชนิดเข้าไป เพื่อให้สามารถสู้กับความแรงของโรคนั้นๆ ได้

ด้วยเหตุอันนี้เอง ทำให้ท่านจำรูญ เห็นว่า หลวงพ่อนิพนธ์ได้สูตรสมุนไพรพิเศษที่ใช้ปรับให้เหมาะกับกาลเวลาในอนาคต ในขณะที่ตัวท่าน ได้เพียงสูตรที่ใช้เฉพาะกับผู้ป่วยยาเสพติดเท่านั้น จึงเป็นจุดกำเนิดความแตกแยก

ทั้งที่ความตั้งใจของแม่ชีเมี้ยน คือ ให้ท่านจำรูญ เป็นพระปฏิบัติ ไม่ต้องมาติดญาติโยม และที่มอบหมายให้หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ด้วยเหตุว่า เห็นว่า ท่านเป็นคนมีปัญญา เมื่อถึงเวลาก็สามารถเอาตัวรอดจากการติดญาติโยมได้นั่นเอง

ในสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น อาการของคนไข้บางคน ที่ไม่สามารถโค่นลงได้ด้วยสมุนไพรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะเหตุที่การฟื้นฟูไม่ทันการทำลาย หลวงพ่อนิพนธ์จึงเห็นว่า หากได้สมุนไพรตัวนี้กลับมา ย่อมทำให้โอกาสของผู้ที่จะรอดมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วย เอดส์ มะเร็ง กระดูกทับเส้น เบาหวาน หัวใจ ที่เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนในอันดับต้นๆ

ดังนั้น ในวันงาน หลวงพ่อนิพนธ์จึงตั้งใจขออนุญาตแม่ชีเมี้ยน ในการทำสมุนไพร ยาตัดนี้ อีกครั้ง พร้อมกันนี้ ก็จะร้องขอ เพื่อเพิ่มส่วนผสมของสมุนไพรน้ำผึ้ง อีก ๔ อย่าง รวมทั้งสมุนไพรยาตา เพื่อให้สามารถทันต่อโรค

นั่นหมายความว่า ประตูแห่งความสำเร็จจะเปิดกว้างขึ้น หากแม่ชีเมี้ยนทรงอนุญาต

ภาพช้างสะบัดงวง กำลังจะกลับมาให้เห็น และโดดเด่นอีกครั้ง ...

คนไข้ท่านแรกที่ขอลองก่อนใครเพื่อน ก็คือ คุณปรียานุช ปานประดับ นั่นเอง

ประวัติศาสตร์ซ้ำๆ

คำพูดลอยๆ เหมือนไม่มีความสำคัญ ของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ท่านมักกล่าวไปหัวเราะไป หรือยิ้มๆ นั่นคือ

"คนบางคน แค่คำอธิษฐานต่อแม่ชีเมี้ยน ว่าตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็จะมาร่วมงานท่านทุกปี"

แค่นี้ก็สามารถอยู่รอดปลอดภัย และได้มางานแม่ชีเมี้ยนสมใจ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวเสมอ งานหรือกิจกรรมที่สำคัญที่สุดของชมรมคนรักสุขภาพ คืองานของแม่ชีเมี้ยน อันเป็นวันที่แม่ชีเมี้ยนจะต้องมาดู ผลงาน และที่สำคัญคือการได้แสดงออกซึ่ง "กตัญญู"

ด้วยเหตุพื้นฐานของความสำเร็จ ไม่ว่าจะทางสมุนไพร หรือ ทางธรรม ล้วนแล้วแต่มาจากกตัญญูนี้เอง

การได้มาแสดงกตัญญู ในวันงานนี้ จึงมีความหมายต่อชีวิตยิ่งกว่าวันใด จนหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คนที่ประสพผลไปแล้ว จะไม่มาก็ไม่เป็นไร หากแต่ในวันนี้ ไม่ว่าอยู่แห่งหนตำบลใด จะมีกิจอันใด ก็ต้องมาแสดงตน เพื่อรักษาคุณสมบัติอันนี้ไว้

สิ่งที่เราเห็นตลอดมา นั่นคือ คนไข้หนักทั้งหลาย เมื่อใกล้จะถึงวันงาน จะมีอาการที่ดูเหมือนทรุด หรือแย่ลง

ด้วยเหตุที่ว่า กรรมมันไม่อยากให้มาในวันงานแม่ชีเมี้ยนนี้เอง

เพราะกรรมมันรู้ว่า ผู้ใดที่ได้มาวันงานของแม่ชีเมี้ยน ก็ย่อมจะหนีกรรมพ้น เรียกได้ว่า หากไม่หาย ก็ตายสบายไม่ทรมาน

ตัวอย่างที่เราเห็น อาทิเช่น แม่ของเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่ง เป็นผู้หญิงที่ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลยตั้งแต่เด็ก จวบจนวัยชรา เจ็ดสิบกว่าๆ เกิดอาการแขนบวม เนื่องจากถูกหลานเหยียบแขน ขณะโดดเล่น

อาการบวมไม่ยอมหาย จึงไปตรวจที่โรงพยาบาล พบว่า เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ ๔ และเชื้อได้แพร่กระจายไปทั้งตัวแล้ว

คนไข้ท่านนี้มาทานสมุนไพรของชมรมคนรักสุขภาพ แต่ด้วยความที่วัยชรา และอาการอยู่ในระยะสุดท้าย ร่างกายจึงไม่สามารถฟื้นฟูได้ หากแต่ก็รีดน้ำเหลืองที่เป็นพิษ ไปไว้ที่แขนข้างซ้ายที่ และเกิดแผลที่บริเวณหัวไหล่

แขนข้างซ้าย บวมเนื่องจากพิษในน้ำเหลือง แต่ด้วยแผลที่หัวไหล่นี้เอง เป็นตัวกั้นพิษไม่ให้ไหลเวียนกลับไปในร่างกาย คนไข้มีอาการปวดที่แขน เนื่องจากน้ำหนักแขนที่เพิ่มขึ้น จนต้องใช้ผ้าคล้องคอ หากแต่ก็สามารถช่วยตนเองได้

ผ่านจนถึงเวลาประมาณนี้ ก่อนวันงาน คนไข้ก็มีเฉพาะอาการปวดที่แขน แต่ก็ไปไหนมาไหนลำบาก เพราะแขนมันใหญ่เหมือนน่องนั่นเอง

ลูกก็ชวนให้มางานแม่ชีเมี้ยน ที่ใกล้จะถึง ในขณะที่แม่ก็ไม่อยากมา เพราะปวด และ เดินไปไหนมาไหนลำบาก หากแต่เมื่อได้ฟังคำสอนจากหลวงพ่อนิพนธ์ ในที่สุด คนไข้ก็ตัดสินใจมางาน

การมางานของคนไข้ จึงต้องมาพร้อมเตียงพับ เพราะเดินไปไหนมาไหนไม่สะดวก และก็ใช้สำหรับนอนเพื่อสวดมนต์

สิ่งที่เกิดกับคนไข้คือ ตลอดคืนของวันงาน ไม่รู้สึกปวดเลย

หลังจากวันงานไม่นาน คนไข้ก็เสียชีวิต ในวันสุดท้ายของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งของเธอ เธอขอให้ลูกเปิดเพลงของชมรม และร้องตามไป จนหมดแผ่นสองรอบ จบ ก็นอนหลับไป

ทิ้งความแปลกใจให้แก่สามีและลูก เพราะว่าคนที่เป็นมะเร็ง จะต้องปวดจนตาย ในขณะที่คนไข้ท่านนี้ ซึ่งเป็นคนที่ชอบร้องเพลงมาก นอนร้องเพลงของชมรมจนจบ แล้วก็หลับไป ไม่มีวี่แววของความทรมานที่มาบีบเค้นใดๆ เลย

ดังนั้น ภาพที่เราจะเห็นซ้ำๆ และได้ยินทุกครั้งในช่วงนี้ของปี คือ คนนั้นทรุด คนนั้นอาการไม่ดี .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักเรียกสิ่งนี้ว่า กรรมมันกลัว มันจึงต้องเร่งทำทุกทาง ให้ใจคนนั้นตก และไม่อยากให้ทำในสิ่งถูกที่กรรมมันกลัว

คำของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ให้ตัั้งปรารถนา ไม่ว่าฟ้าถล่มดินทลาย หากยังมีชีวิต ก็จะมาร่วมงานของแม่ชีเมี้ยน นั้น ดูธรรมดา แต่มีความหมายต่อชีวิตอย่างยิ่ง

วันงาน เราจึงเห็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบในชมรมเลย ตลอดปี มาเดินกันเต็มไปหมด ก็เพราะเขาคือศิษย์เก่า รุ่นพี่ที่ประสพผล และทราบซึ้งดีว่า วันนี้มีความหมายต่อชีวิตพวกเขาอย่างไรนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การเข้าพบหลวงพ่อนิพนธ์


โดยปกติ หากเป็นคนไข้ที่ไม่เร่งด่วน ทางชมรมได้ตั้งเกณฑ์ไว้ว่า อนุญาตเมื่อมีอายุสมาชิก ๓ เดือน ขึ้นไป

หากสมาชิก ในกรณีเร่งด่วน ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่พิจารณาเป็นกรณีไป ซึ่งได้แก่ คุณดา คุณปุ้ม คุณอ้อ อ.อร่าม อ.สุนทร

แต่หากแค่ต้องการคำปรึกษา ในเบื้องต้นก็สามารถคุยกับผู้ที่มีภูมิรู้ที่หลวงพ่อนิพนธ์จัดไว้ให้ อาทิ วิทยากร คุณดา หากในกรณีที่คนไข้ปรากฎอาการปัจจุบันทันด่วน ก็สามารถโทรสอบถามวิธีการแก้ไขได้ จาก คุณอ้อ ที่เบอร์ ๐๘๙ ๙๑๒ ๙๐๒๓ หรือ คุณแอม ๐๘๙ ๘๑๐ ๕๙๑๐ ผู้ซึ่งหลวงพ่อได้สอนวิธีการแก้ไขอาการปัจจุบันทันด่วนที่เกิดขึ้นไว้ให้แล้ว

ปกติแล้ว มักจะเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ทั่วไป พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีของคนไข้เกินความสามารถของตน จึงพาเข้าพบหลวงพ่อนิพนธ์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่หลวงพ่อนิพนธ์มากจนเกินไปนั่นเอง

หากแต่เป็นกรณีปกติทั่วไป เจ้าหน้าที่เหล่านี้สามารถตอบได้อยู่แล้ว

ส่วนในเรื่องของสมุนไพร ก็สามารถสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ที่ทำการแจกได้ ที่ห้องทำงาน ตู้กระจกที่ยื่นบัตร เช่น คุณฝน คุณศิรพร คุณนก คุณเยาว์ เป็นต้น

ประกาศ


เรื่องแรก ช่วงนี้ทางชมรมคนรักสุขภาพ จะงดบริการในการหยอดยาตาแก่คนไข้ ทั้งนี้ในวันงานแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์จะแจกยาตาให้แก่สมาชิกทุกท่านที่มา คนละหนึ่งขวด

เรื่องที่สอง สมาชิกที่จะมาร่วมในวันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน อ.อร่าม แจ้งว่า ขอให้ใส่เสื้อขาว ส่วนกางเกงหรือกระโปรง สามารถใช้สีสุภาพใดๆก็ได้ตามสะดวก

เรื่องที่สาม ขอ งด การแจกสมุนไพร ในวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม

โดยจะทำการแจกสมุนไพรให้ในวันจันทร์ที่ ๑๘ มีนาคม แทน ทั้งนี้ สมุนไพรที่แจกในวันนี้นั้น จะเหมือนกันทุกคน โดยคาดว่า จะมีสมุนไพรน้ำผึ้งสูตรใหม่ และสมุนไพรตัวใหม่อีกสองขนาน แจกเพิ่มให้แก่สมาชิกทุกคน

และ อ.อร่าม ย้ำว่า เนื่องจากสมาชิกได้รับสมุนไพรในวันงานไปแล้วนั้น ดังนั้น ทางชมรมคนรักสุขภาพ จึงของดบริการ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มีนาคม ศกนี้ หนึ่งวัน ...

ในวันงาน อาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม นี้ ทางชมรมได้จัดทำบูธเพื่อบริการอาหารฟรี จำนวน ๖๘ บูท เพื่อให้บริการแก่สมาชิก ทานฟรี สำหรับอาหารเย็น และช่วงพักระหว่างสวดมนต์

สมาชิกท่านใดต้องการร่วมนำอาหารมาออกบูท ติดต่อได้ที่ คุณดา

สมาชิกท่านใดที่บ้านไกล และต้องการหาที่พักใกล้กับชมรม ควรที่จะจองสำรองที่พักไว้แต่เนิ่นๆ เพราะหากใกล้วันงานจะหาที่พักได้ยากมาก

สองมุมสองด้าน

ภาพชายสองคน ที่เราพบเห็นในห้องสวดมนต์ ให้ความรู้สึกมากมาย

ท่านแรก เป็นชายสูงอายุ ที่ป่วยด้วยโรคประสาท ทำให้มีอาการเพ้อ พูดคนเดียว ร้องเพลงอยู่คนเดียว ในขณะที่ร่างกายเป็นปกติดีทุกอย่าง ลักษณะก็ดีมีฐานะ จนในครั้งแรกๆ มักจะถูกเจ้าหน้าที่ว่ากล่าวในห้องสวดมนต์เสมอ เพราะแกพูดไม่หยุด บางทีก็ร้องเพลงในขณะที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนอยู่

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ภรรยาของแก รู้สึกอายคน จึงต้องปล่อยให้แกเดินมาทำกิจกรรมเพียงลำพัง

ผ่านมาเกือบปี วันนี้ คุณลุงท่านนี้ ไม่เคยส่งเสียงในห้องสวดมนต์อีกเลย นั่งนิ่ง และสวดตามได้บ้างไม่ได้บ้าง สงบอย่างไม่น่าเชื่อ

ในขณะที่ชายอีกคน อายุประมาณวัยกลางคน แต่อาการของโรคก็น่าจะหนักพอสมควร

ยามอยู่ในห้องสวดมนต์ คุยได้คุยดี แต่ครั้นถึงเวลาสวดมนต์ นั่งซังกะตาย ไม่ยอมแม้แต่จะอ้าปากส่งเสียงแม้แต่น้อย

เวลาผ่านไป เสียงที่เก็บไว้คุย ก็เริ่มจะคุยไม่ไหว สภาพก็แย่ลง นั่งตรงๆ ก็จะไม่ไหว

ภาพสองภาพจึงให้ความรู้สึก ย้อนให้นึกถึงคำพูดหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวว่า เวลาเราทำกรรม กรรมมันส่งเสริม ดังนั้น จัดเต็ม ใส่ทั้งหมดที่มี

ครั้นเวลามากอบกู้ชีวิต ทำเหมือนกับถูกบังคับ จำใจ กล้ำกลืน เต็มประดา เมื่อไหร่จะจบๆ สักที

แต่เรื่องของศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า ใครทำใครได้

คนที่สติไม่ดี มาทำ ยังมีผล แต่คนสติดีเมื่อไม่ทำ จะไปหาผลที่ไหนมาช่วยตน รอจนแย่แล้วคิดมาทำ ก็สายเสียแล้ว ไม่มีกำลังพอที่จะช่วยตนได้อีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวเสมอว่า อย่าประมาท ทำไมต้องรอจนไม่ไหวแล้วจึงค่อยทำ

ใจสู้หรือเปล่า

วันวานที่ผ่านมา ได้พบเห็นคนไข้หญิงท่านหนึ่ง อายุยี่สิบกว่าๆ ป่วยเป็นโรคมะเร็ง

เธอเลือกมาทานสมุนไพร โดยยอมทิ้งเคมีทั้งหมดอย่างเต็มใจ

วันนี้ของเธอ อาการมะเร็งในโพรงจมูก ทำให้เธอเกิดอาการปวด มีเลือดไหลออกมาตลอดเวลา

สิ่งที่ไม่เคยเกิดกับเธอมาเลยในช่วงเวลา ๘ ปี ก่อนหน้านี้ นั่นคือ ประจำเดือน มาวันนี้ นอกจากเลือดที่ไหลออกทางจมูก เธอยังมีประจำเดือนครั้งแรก และเลือดที่ถูกขับออกมานั้นก็ดำคล้ำ

เจ้าหน้าที่ถามเธอว่า เธอจะไม่ไปหาหมอก่อนหรือ

เธอตอบว่า ครอบครัวเธอมีกรรมพันธุ์มะเร็งมาจากสายของพ่อ ซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่ตายด้วยมะเร็งทั้งหมด รวมทั้งพ่อของเธอด้วย

สิ่งที่เธอเห็นมาตลอดนั่นคือ เส้นทางเดินที่ปิดตัน จากการไปหาหมอแผนปัจจุบัน เมื่อเธอมาพบหลวงพ่อนิพนธ์ จึงเลือกที่จะเดินเส้นทางนี้ และยอมที่จะใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน

เจ้าหน้าที่จึงพาเธอไปพบหลวงพ่อนิพนธ์ ให้วินิจฉัย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ตอนนี้อาการกำลังอยู่ในขั้นลงแดง

เราจึงนึกในใจว่า คนไข้แบบนี้ หากเขาจดบันทึกประวัติของเขาไว้ วันใดที่เขาหาย ประสพการณ์ในแต่ละวันที่ผ่าน ย่อมมีค่ามหาศาล และที่สำคัญ เมื่อติดตาม ทำให้อยากรู้ว่าตอนจบจะเป็นเช่นไร

จึงขอเอาใจช่วยให้เธอ สามารถเข้าถึงประตูสวรรค์ที่เปิดรออยู่ ล้างพรหมลิขิตมะเร็งของตนเองลงได้

เจอคนใจอย่างนี้ หลวงพ่อนิพนธ์มักบอกว่า โรคมันก็ฝ่อไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44