วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

โปรดฟังอีกครั้ง

เรื่องของศาสน์ อันเป็นที่พึ่ง ในยามที่เรามีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องของชีวิต ที่ปัญญาทางโลก ไม่ว่าเป็นของผู้ใด ไม่สามารถแก้ได้ พูดให้ชัด นั่นคือ หมดปัญญาแก้ หรือ ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เหมือนลิงแก้แห ... นี่คือความจำเป็นที่เราต้องมีศาสน์

หากแม้นไม่มีศาสน์ มนุษย์ก็อยู่ได้ เพราะมีพรหมลิขิตเป็นพี่เลี้ยงอยู่แล้ว เพียงแต่ ด้วยนิสัยสันดานของมนุษย์ ที่กรรมเขาส่งเสริม ยิ่งวัน นิสัยก็ยิ่งเพิ่มพูน ดังนั้นความเลวร้าย ไม่ว่าด้านใด ก็จักทวีความรุนแรงขึ้น เรียกว่า ตาชั่งความชั่วมันหนักขึ้น โลกก็เอียงมากขึ้น นี่แหละจึงทำให้ศาสน์ จึงทวีความสำคัญ เพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสมีทางเลือก

หลักของศาสน์ จึงเป็นหลักของเหตุและผล ขอย้ำ มีเหตุ และมีผล

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบาย ชี้ชัดเลยว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์ทุกรูปนามอยากได้ มีอยู่แล้วในธรรมชาติ และมีอยู่แค่สองสิ่ง นั่นคือ กรรมศักดิ์สิทธิ์ และ ธรรมศํกดิ์สิทธิ์ ซึ่งมนุษย์สร้างไม่ได้

การเข้าถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงวิธีเดียว นั่นคือ การสร้างคุณสมบัติ รองรับ แล้วให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูล

กรรมศักดิ์สิทธิ์ มีให้เลือกสองแบบ คือ กรรมดี และกรรมชั่ว อยากได้แบบใด ก็ทำเอา หากแต่สิ่งที่เสมือนม่านบังตา บังใจ นั่นคือ ผลแห่งการทำ ทำวันนี้ ผลที่ได้คือ อนาคต ส่วนผลที่เกิดในวันนี้ นั่นคือผลแห่งการทำในอดีต ...

ผลสำเร็จที่ทำแล้ว พระภูมีทรงเรียกว่า ตัวกระทำ เมื่อทำแล้วลบไม่ได้ ใครจะมาทำลายไม่ได้

ตัวอย่างที่มักถูกหยิบยกมาให้เห็น นั่นคือ บุคคลที่ทำกรรมดีไว้ในอดีต หรือ เสวยกรรมชั่วมานานมากโข เหลือแต่กรรมดี ยามเมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ แม้นจักทำบาปสักฉันใด กรรมดีก็ส่งเสริมให้ได้ดิบได้ดี คนจักแช่งชักหักกระดูด ก่นสาปสักฉันใด คนประเภทนี้ก็รุ่งเรือง มีพลานามัยสมบูรณ์ แถมยังอายุยืน ตามกรรมดีในอดีตที่ทำมา คนแช่งตายไปแล้ว คนเหล่านี้ยังอยู่ .... จนเกิดคำตัดพ้อว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดีมีถมไป ซึ่งไม่จริงเลย เป็นการดูเฉพาะหน้า หากแต่นี่คือผลในอดีตของเขาต่างหาก เมื่อผลในอดีตหมด คนเหล่านี้ต้องรับผลกรรม ซึ่งน่าเสียดายไม่มีใครรู้ เห็นก็แต่เพียงความรุ่งเรือง แม้นทำความชั่ว ก็เลยมีคนทิ้งความดี มาทำตามกันมากมาย ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แล้วมันเป็นไปตามความอยากนั้นหรือไม่ ต่างคนต่างกรรมต่างวาระ นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้คนไม่ประสพตามความอยาก เพราะไม่มีผลในอดีตสนับสนุน อยากให้ตาย ก็เจออุปสรรค แค่เฉพาะเรื่องใกล้ตัว ทุกคนอยากมีแฟนสวย แฟนหล่อ อยากรวย แค่นี้ก็ไม่สมอยากแล้ว

เมื่อมีโอกาสมาเจอศาสน์ การฟัง จึงเป็นเรื่องบอกที่มาของเหตุ แล้วให้สร้าง ให้เขียนพรหมลิขิตของตนใหม่ โอกาสที่ได้รับ เกิดจากการทำตามธรรมคำสอน เมือสร้างคุณสมบัติได้ ธรรมศักดิ์สิทธิ์เขาเกื้อหนุน

ความต่างพึงบังเกิด กรรมดี กรรมชั่ว ลบล้างกันไม่ได้ แต่อำนาจของธรรมศักดิสิทธิ์ ทำได้ นี่เองจึงเป็นเหตุให้ เปลี่ยนพรหมลิขิตได้ ตามนิสัยธรรมที่ทำได้นั่นเอง

คนที่อยากไปนิพพาน เขาต้องเปลี่ยนนิสัยกรรมให้หมดลงไม่เหลือเลย สร้างนิสัยธรรมขึ้นมาแทน จึงไปได้ แต่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า เราท่านไม่ถึงขั้นนั้น แค่หายโรค ขอเพียงมีนิสัยธรรมบางสิ่งบางอย่าง ก็เพียงพอแล้ว

การฟัง ทำให้รู้เหตุที่มาแห่งกรรม และ การสร้างนิสัยธรรม บางประการที่สามารถช่วยตนของเราท่านได้

เมื่อเราท่านมาเรียน จึงต้องเรียนรู้หัวข้อใจความสำคัญสองประการ หนึ่ง คึือ ทำอย่างไรจึงเป็นบุญทานตามพุทธบัญญัติ เมื่อเรียนแล้วก็นำไปทำ

สอง อะไรคือ สิ่งที่จะทำให้บุญทานที่เราทำนั้นเสียไป โดยเปล่าประโยชน์ หรือ ทำแล้วไม่เกิดผล

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์เน้นย้ำในช่วงนี้ คือ เมื่อรู้หนทางบุญ ก็ต้องรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งทำลายบุญที่เราท่านทำนั้น

ข้อปฏิบัติที่จักให้ผลมหาศาล ที่หลวงพ่อนิพนธ์แนะนำ เพื่อสร้างบุญมาช่วยตน ที่ให้ทำ นั่นคือ ความสงบ ใน ๓ ช่วงเวลา อันหมายถึง กรรมฐานที่ต้องรักษา อันได้แก่ ยามสวดมนต์นั่งฟังธรรม ยามเข้ากระโจม และ ยามรับสมุนไพร

ทั้งสามเวลาคือยามมงคลที่เราท่านใช้ในการสร้างบุญ แลบุญที่จักได้มากน้อยสักเพียงใด ก็ขึ้นอยู่ที่คุณสมบัติที่สร้างได้ว่ามากน้อยสักเพียงใด อุปมาเหมือนสร้างภาชนะรองรับ สร้างได้ใหญ่แค่ไหน บุญก็ได้เท่านั้น จึงเรียกว่า หลัก ใครทำ ใครได้

รอยพุทธประวัติแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เห็นกันทั่วไปตามวัด นั่นคือ การนั่งฟังของสงฆ์สาวก นับพัน นับหมื่น ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากแต่อุปมาเหมือนพระพุทธเจ้านั่งเพียงพระองค์เดียว เพราะเงียบสงัด มีแต่เสียงของพุทธองค์ที่ทรงตรัสเท่านั้นที่ดังอยู่

ธรรมของพระภูมี ไม่ต้องท่องบาลีสันสกฤต เหมือนพราหมณ์กล่าวอ้าง ให้ปวดเศียร ฟังง่าย เข้าใจง่าย ทำได้ทุกคน ... ปัญหาอยู่ที่ ความอยากได้ของผู้ฟังต่างหาก ... แม้นพระภูมีจะมีฤทธิ์สักฉันใด มีบุญญาบารมีสักฉันใด ก็ช่วยคนที่ไม่อยากได้ ไปนิพพานไม่ได้ จะเมตตาสักฉันใด ก็ต้องทำใจวางอุเบกขา เพราะนี่คือ หลักตนพึ่งตน

โปรดฟังอีกครั้ง .... เมตตา กรุณา มุทิตา ... กำลังจะผ่านไป ธรรมหมวดอุเบกขา กำลังจะถูกนำมาใช้ นั่นคือ การคัดสรรเฉพาะบุคคลที่อยากได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเตือนว่า เรื่องของชีวิตต้องมาก่อน ไม่มีชีวิต ก็ไม่มีวันได้สิ่งที่อยาก ... ผู้ใดไม่มีวันเวลาให้ในการกอบกู้ชีวิต ผู้นั้นขาดคุณสมบัติ จักไม่เสียเวลา เสียสมุนไพรให้กับคนเหล่านั้นอีกอย่างแน่นอน

หากผู้ใดคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีเกลื่อนโลก โน่นก็ใช่ ที่นั่นก็มี ก็ลองเอามะเร็ง เอาเอดส์ ไปถวายดู .... หากช่วยได้ นั่นแหละของจริง ... เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แม้นมีจริง แต่เป็นของบุคคลิก ให้ไว้แก่ผู้มีคุณสมบัติเท่านั้นเอง ไม่มีใครสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ แม้นแต่พระภูมี ก็หาใช่สร้างตนจนศักดิ์สิทธิ์ไม่ เพียงแต่ทำคุณสมบัติ ทำนิสัยของตน จนหมดกิเลส สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงให้เป็นตัวแทน ใช้ช่วยตนและสาวก ...

สิ่งศํกดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์ร่ำร้อง อยากให้ช่วย พ้นกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ จึงมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ ธรรมโลกุตระ ... อันเป็นของโลกนิพพาน นอกนั้น ที่มนุษย์สร้าง มันศักดิ์สิทธิ์เฉพาะยามมีกรรมดีเท่านั้นเอง บทพิสูจน์ที่ชี้ชัด หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้กระจ่างก็คือ ก็เราท่านเป็นโรค ทั้งๆที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริง ก็ช่วยไม่ให้เป็นแล้ว ไม่ต้องรอเป็นแล้วมาช่วยหรอก

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

ไม่รอแล้ว

ในอดีตการเจ็บป่วย มักจะเกิดตามวัฐจักร คือ เกิด แก่ แล้วค่อยเจ็บ แต่มาวันนี้ ความเจ็บมันไม่รอแล้วกระมัง เป็นกันตั้งแต่เด็กเลย

สิ่งที่ผิด อ้างความรัก แล้วพาคนที่รักไปในแนวทางที่ผิด ผลก็คือ ไม่เพียงแต่เสียทรัพย์ หากแต่ชีวิตของคนที่รัก คือ ลูกของตน ก็ย่างเข้าวิกฤต และชีวิตก็ยากที่จะรักษา

อาทิเช่น เด็กวัย ๓ ขวบ มีเนื้องอกในสมอง พ่อแม่ดิ้นรน ไปใช้แนวทางการแพทย์ ทำตามแพทย์บอกทุกสิ่งอย่าง เสียเงินทองไปไม่ใช่น้อย สุดท้าย หมอบอกกับพวกเขาว่า ทำใจ เพราะเนื้องอกเบียดประสาท และอยู่ในจุดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้

อาการของเด็ก หนักขึ้น จนประสาทตาถูกเบียด ทำให้ตามองไม่เห็นข้างหนึ่ง และประสาทการทรงตัวเสียไป เดินไม่ได้ ....

ผ่านการทานสมุนไพรไม่ถึงปี ร่างกายก็สามารถฟื้นฟู กลับมามองเห็น กลับมาวิ่งเล่นได้

กรณีต่อมา หนักกว่าเดิมอีก เพราะหมอบอกพ่อแม่เด็ก ที่เป็นเนื้องอกในสมองเช่นกันว่า การผ่าตัดช่วยได้ ด้วยความรัก และมีเงินพอ เชื่อมั่นในคำหมอ จึงให้ดำเนินการผ่าตัด

เด็กอายุเพียงแค่ขวบปี หลังการผ่าตัดสมอง ผลคือ เนื้องอกกลับโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ เกิดอาการน้ำคั่งในสมอง กลายเป็นเด็กสมองบวมโต แล้วหมอก็บอกทำใจ

หลวงพ่อนิพนธ์เห็นอาการของเด็ก จึงบอกให้พ่อแม่ของเด็ก รีบพาเด็กไปเข้ากระโจม เพื่อรีดน้ำออกจากศรีษะด่วน

ผลของกระโจม ทำให้น้ำในศรีษะ เริ่มลดลง อาการบวมในสมองกำลังค่อยๆ ลด

ปัญหาก็คือ ทำไมเส้นทางที่ไม่เคยมีผู้ประสพผลเลย คนทั้งหลายจึงเชื่อ และมั่นใจ น่าเสียดายที่ไม่มีการเก็บข้อมูล เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงในแนวทางนี้ นี่แหละ ภาพของดอกบัว ทั้งที่ตัวมันเองเป็นกงจักร ใครหลงเข้าไป จึงต้องสูญเสียอวัยวะ และอาจถึงเสียชีวิตเลย

อีกกรณีหนึ่ง ที่อาจพบกันทั่วไปในเด็กยุคนี้ นั่นคือ โรคอ้วน หลวงพ่อนิพนธ์วินิจฉัยให้ฟังว่า เกิดจากระบบการกำจัดไขมันผิดปกติ ซึ่งก็แก้ไม่ยาก ขอเพียงสามารถทานสมุนไพรมะพร้าว และยาลูกกลอนน้ำผึ้ง ให้ได้ปริมาณเพียงพอ ก็สามารถฟื้นฟูระบบนี้กลับมาได้

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าเป็นความรัก ด้วยการไปพึ่งผู้อื่น คือ ยาเคมี ทำให้ปัญหาที่ไม่น่ารุนแรง กลับกลายเป็นผีซ้ำด้ามพลอย นั่นคือ มิเพียงมีปัญหาจากอาการเดิม แต่กลับเพิ่มปัญหาจากยาเคมี เข้าไปอีก จนร่างกายรับไม่ไหว

จุดเริ่มของการฟื้นฟูตน จึงต้องเริ่มด้วยการหยุดเคมีก่อนเป็นอันดับแรก

นี่จึงเป็นประวัติศาสตร์ให้คนได้พิจารณา ระหว่างคนทั่วไป ที่พ่อแม่พาลูกไปพึ่งคนอื่น ผลคือความเลวร้ายที่เพิ่มมากขึ้น กับ พ่อแม่ที่พาลูกมาใช้หลักตนพึ่งตน เช่นคุณสุไลพร ที่ลูกสาวของตนเป็นมะเร็งปอดชนิดเฉียบพลัน ผ่านไปไม่กี่เดือน จุดที่ปอดหายไปหมด ปอดกลับมาดี ยิ่งไปกว่านั้น ลูกของเธอ ลงวิ่งแข่งกีฬานักเรียนได้ที่ ๑ ทั้งที่ตอนพามา นั่งเฉยๆยังหอบเลย

การมาทานสมุนไพร จึงไม่เพียงเพื่อตน แต่ผลของการช่วยตนเอง ทำให้รู้ว่า เมื่อคนที่รักประสพปัญหา ควรชี้ทางไปที่ใด

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

แย่งซีน

กำหนดการในการสร้างอาคารผู้ป่วยมะเร็ง คณะกรรมการก็เห็นพ้องต้องกันว่า จะเปิดอย่างเป็นทางการ ในวันเกิดครบ ๗๒ ปี ของหลวงพ่อนิพนธ์ คือ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ศกนี้

มา ณ.วันนี้ ก็มีพระมาลัยที่มีความพร้อม เตรียมเอกสาร และบอกเล่าประสพการณ์ รวบรวมเป็นเล่ม พร้อมข้อมูลส่วนตัว ที่จะให้คนมาทีหลังได้สอบถาม จัดพิมพ์เป็นเล่มๆ เล่มละ ๒๐ ท่าน ได้ หลายเล่มแล้ว เพื่อแจกจ่ายให้คนรุ่นหลังได้อ่าน ศึกษา สอบถาม เพื่อเป็นกำลังใจในการฟื้นฟูตน

แต่ยังไม่ทันที่จะเปิดรับอย่างเป็นทางการ คิวแย่งซีนก็เกิดขึ้น ในสัปดาห์ที่แล้ว คนไข้คณะหนึ่งจากฮ่องกง ก็บินมา ขณะเดียวกัน หัวหน้าองค์กรของรัฐขนาดใหญ่ ก็ขอจองที่ให้กับพนักงานในสังกัดของตน หลังจากที่ตน และ พนักงานอีก ๙ คน ได้มาใช้แนวทางนี้ ประสพผล ก็ขอที่ให้พนักงานที่เป็นมะเร็งในสังกัดที่มีมากมาย จัดมาเป็นชุดแรก ตามความสมัครใจก่อน ๑๐๐ คน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นี่แหละเป็นดั่งคำที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัส ขอให้ทำได้จริง ลูกไม่ต้องกลัวตกงานหรอก เพราะต้องมีคนรู้แล้วอยากได้ ....

วันแห่งการอุเบกขา เราจึงเห็นเด่นชัดขึ้น ยิ่งหากเปิดอาคารมะเร็งเมื่อไหร ก็น่าจะเป็นวันเปิดฉากของการอุเบกขานั่นเอง ผลก็คือ การคัดเฉพาะคนทำได้ อันหมายถึงคนที่เห็นค่าของชีวิต มาทำตนให้รอดก่อน เป็นสำคัญ ใครบอกมีธุระ ติดโน่น ติดนี่ มามั่ง ไม่มามั่ง ... นั่นหมายถึงการสละสิทธิ์ หลวงพ่อนิพนธ์คงไม่มาเสียเวลากับคนเหล่านี้อย่างแน่นอน

ไม่ต้องกลัวไม่มีคนมาหรอก ยังไม่เปิด คนมาแห่จองแล้ว ไม่พร้อมยังไม่ต้องมา พร้อมเมื่อไหรค่อยมา ยิ่งฝาโลกแง้มแล้วยิ่งดี เพราะนั่นหมายถึงที่นี่คือทางเลือกสุดท้าย อยากรอดก็สู้กัน ทุ่มเต็มที่ เพราะประตูอื่นปิดหมดแล้ว คนที่ยังมีทางเลือกอื่น ก็ปล่อยเขาไปก่อน

วันอุเบกขา หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าววา มิใช่เพียงแต่มุ่งเน้นให้หายโรคแต่เพียงเท่านั้น ต้องสอนให้เปลี่ยนพฤติกรรม นั่นคือ พ้นโรคตายห่าแล้ว มิต้องไปตายโหงด้วย มิใช่หายมะเร็ง แต่ถูกรถชนตาย มันก็ตายเหมือนกัน ผลก็เหมือนไม่ได้ช่วย ... ผลสุทธิของผู้ที่ผ่านคอร์สมะเร็ง นั่นคือ คนดี สนองความต้องการของ แม่ชีเมี้ยน และพระพุทธเจ้า จึงจะเรียกว่าช่วย และผู้นั้นจึงเรียกว่ามีชีวิตที่ปลอดภัย

นี่แหละคือคำอรรถาธิบายที่่พระภูมีตรัสว่า "รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดคน" หรือ "ไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินลงโทษ" อันหมายถึงเรื่องของชีวิต ต้องเอาตัวให้รอดก่อน รอดแล้วจะไปทำอะไร ไม่ว่ากัน เพราะถ้าตัวไม่รอด สิ่งที่อยากได้ อยากทำ จะทำได้อย่างไร อะไรจะสำคัญและมีค่ากว่าชีวิต ไม่มี หากผู้ใดเห็นสิ่งอื่นมีค่ากว่าชีวิต คนผู้นั้น ก็หาสมควรยุ่งไม่

ขึ้นหิ้ง


ความอยากของมนุษย์นี้มากมายมหาศาล อุปมาเหมือนน้ำที่กักเก็บในเขื่อน หากปล่อยให้ทลายลงมา ก็รุนแรงมหาศาลทำลายทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้า

ฉันใดก็ฉันนั้น ด้วยความอยากนี้เอง พระในเมืองในที่ว่ามีจำนวน ๓ แสนกว่าองค์ จึงไม่มีผู้ใดทานคลื่นของความอยากนี้ได้ แม้นกว่าเกือบทุกรูป ก็มีสำนึกในการบวชยามเข้าโบสถ์เพื่ออุปสมบท จะเป็นพระของพระพุทธเจ้า ละกิเลส แต่ด้วยคลื่นความอยากของญาติโยมอันมหาศาลนี้เอง จึงเห็นพระที่เสียไปองค์แล้วองค์เล่า หาเป็นที่พึ่งของคนไม่ได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเล่าอดีตถ้ำกระบอกให้ฟังว่า เมื่อครั้งเริ่มมีชื่อเสียง เป็นเณรที่จัดได้ว่าเทศน์เก่งหาตัวจับยาก ที่สำคัญถูกยกย่องว่าเป็นอาจารย์ พระถ้ำกระบอกยุคนั้นเรียกว่าถูกยกจนลอยไปหมด ตัวท่านเอง ลูกศิษย์ก็บอกว่ามีตาทิพย์ มีบุญญาธิการมาก ขนาดที่ว่า ยามที่เดินลงมาจากถ้ำ ลูกศิษย์ลูกหาเอาผ้าเช็ดหน้ามาปูรองต่อกัน เรียกว่า เดินนี่เท้าไม่แตะพื้นดินเลย

คำร่ำลือยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง หากแต่ความเป็นจริง ทุกสิ่งอย่างก็ล้วนแล้วแต่อาศัยการถามแม่ชีเมี้ยน มาก่อนที่จะมาพบลูกศิษย์ทั้งสิ้น กลับกุฏิพิจารณาตัวแล้วก็ไม่มีอะไร หลับตาก็มืดมิด ไม่เห็นอะไรเลย

วันหนึ่ง เทศน์ญาติโยมเรื่องบุญ คุยเรื่องบุญเสียใหญ่โต ครั้นเทศน์เสร็จเดินกลับขึ้นถ้ำ แม่ชีเมี้ยนมานั่งรอที่หน้าถ้ำ เดินเข้าไปกราบ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า เออค่อยยังชั่ว ตอนเดินมาเห็นเป็นลิง พอมากราบสติของพระกลับคืนมา ค่อยเห็นเป็นพระ

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสสอนว่า สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ไปสอนเรื่องบุญนั้น บางสิ่งบางอย่างก็พูดเกินเลยความเป็นจริง เลยบุญของพระพุทธเจ้าไปแล้ว ทำให้มีการกระทำเป็นลิงหลอกเจ้า นั่นคือ มีพฤติกรรมหลอกพระพุทธเจ้าแล้วนั่นเอง

แม่ชีเมี้ยนจึงยกตัวอย่างให้ฟัง อาทิ การทำน้ำมนต์ให้ญาติโยม ก็จักอาจทำให็ญาติโยมยึดติด แทนที่จะรับธรรมคำสอนของพระภูมีไปปฏิบัติ ก็ไม่เอาแล้ว ได้น้ำมนต์ไปแล้ว ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ทำให้หลงทางได้

ยิ่งหากการทำน้ำมนต์นั้นไปให้ญาติโยม แล้วเรียกร้องสิ่งนั้นสิ่งนี้ ญาติโยมก็ตอบสนอง นั่นยิ่งเรียกว่าค้ากำไรเกินควร ดั่งเช่นพ่อค้าแม่ค้านั่นเอง น้ำมนต์ของท่านราคานิดหน่อย หยดเทียนลงไปไม่กี่หยด แต่คนที่เอาของมาให้ ต้องฆ่าปลา ฆ่าสัตว์เท่าไหร่ จึงจะได้ของอันนั้นมา ...
ยิ่งซ้ำร้าย หากของที่รับมา ไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นบุญคืนกลับไป ยิ่งแล้วใหญ่ คนที่นำมาก็เหมือนข้าวรอฝน รอให้ตายก็ไม่ข้าว เพราะดันไปให้คนที่ทำนาไม่เป็น ดันไปหว่านในที่ดินไม่ดี หรือหว่านบนปูน กลายเป็นของให้นกกาจิกกินเสียผล

การยกยกของบรรดาลูกศิษย์นี้เอง จึงเหมือนไฟ ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติที่ยังไม่หมดกิเลส หลงตน ว่าดีแล้ว ในที่สุด ก็ต้องเสียพระไปทีละองค์

ดังนั้น หากคิดจะส่งเสริมพระ ส่งเสริมพุทธศาสนา ก็ไม่ควรทำเช่นนั้น ไม่ควรที่จะนำไฟไปให้ท่าน หากพระไม่มีเงิน ก็ไม่คิดไปโน่นไปนี่ มุ่งตัดกิเลส หากมีเงิน ความอยากไปเชียงใหม่ ดูในย่ามมีเงิน ก็ทนความอยากไม่ไหว ....

ผลก็คือ ญาติโยมที่ร้อนมา จะหาพระเป็นที่พึ่ง ปรากฎว่ามาแล้วพระไม่อยู่แล้ว ไปโน่นเชียงใหม่

ประการสำคัญ แม่ชีเมี้ยนทรงสอนว่า พระพุทธเจ้ามิได้ทำตนจนศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ ไม่ใช่ หากแต่ทรงสร้างคุณสมบัติ คือ ตัดกิเลส สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงอนุญาตให้พระพุทธเจ้าถือและใช้อำนาจนั้น

นี่จึงเป็นรอยที่พระพุทธเจ้าทำไว้ให้ ดังนั้น สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงต้องทำตนแล้วให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูลเช่นกัน จึงไปนิพพานได้ จึงเห็นได้ว่า หลักของพระภูมี ใครทำ ใครได้ ทำแทนกันไม่ได้เลย

ประเด็นที่สำคัญก็คือ ตอนนี้มีหลายคนที่พยายามจะทำเฉกเช่นถ้ำกระบอก นั่นคือ ยกตัวหลวงพ่อนิพนธ์ขึ้นหิ้ง เป็นผู้บริสุทธิ์ หาสิ่งใดมัวหมองไม่มีเลย

หากแต่ย้อนไปปี ๒๕๑๐ ที่ท่าน จำรูญ พระพี่ชาย บังคับให้หลวงพ่อนิพนธ์สึก แล้วออกจากถ้ำมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงถามแม่ชีเมี้ยนว่า เมื่อพี่เขาให้สาบานจะไม่บวชตั้งสำนักมาแข่งกับเขา แล้วแม่ให้ตำรามาทำไม

แม่ชีเมี้ยนตรัสตอบว่า เอาไปเถิด ขอเพียงมีคุณสมบัติ นั่นคือ ควบคุมความโลภ ไม่นำตำราแม่ไปขาย เฉกเช่นพี่ชายเจ้า ตำราแม่ศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในสถานะใด ตำราแม่เหมือนทอง จะอยู่ที่ใดก็เป็นทองวันยังค่ำ แม้นจักอยู่กับเจ้า ที่เมื่อก่อนเป็นพระอุปมาเหมือนพานทอง ดูแล้วเหมาะสมดี หรือจะไปนุ่งกางเกง ดูแล้วเหมือนส้วม แต่ทองก็คือทอง ย่อมมีคนเห็น มีคนอยากได้ เขาก็จะเดินผ่านส้วม เข้าไปหยิบทอง อย่างแน่นอน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การมาสถานที่นี้ มาทำไม มาหาแม่ชีเมี้ยน มาหาพระพุทธเจ้า เรียนรู้ธรรมบางสิ่งบางอย่างนำไปปฏิบัติเพื่อช่วยตน แล้วรับสมุนไพรไปรักษาโรค ตัวท่านจึงเป็นแค่เพียงสื่อ จะมีพฤติกรรมอย่างไร ไม่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพร หรือธรรมคำสอน ขอเพียงรักษาคุณสมบัติ คือ ทำให้ ตามคำมั่นสัญญา เท่านั้นพอ

จึงไม่อยากให้ดูที่ตัวท่าน ซึ่งอุปมาเหมือนวิทยุเก่าๆ ผุๆ แต่ให้ฟังเสียงที่ออกไป ตราบใดที่สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ยังเป็นการให้ ไม่ว่าตัวท่านจะกินเหล้า เที่ยวบาร์ ก็ไม่มีผล ที่สำคัญรับรองได้ว่า เงินทุกบาท ของทุกชิ้น ที่ทุกคนนำมาให้ จะไม่หลุดรอดไปเพื่อส่วนตนโดยเด็ดขาด เพราะตัวท่านเอง คงไม่คิดที่จะทำให้สมุนไพร และธรรมคำสอน ต้องล่มสลายเหมือนถ้ำกระบอก นั่นคือการทำลายแม่ของท่านเอง เป็นอันขาด

สถานะของตัวท่าน จึงเป็นเรื่องที่แยกออกมา แม่ชีเมี้ยน พระภูมี สมุนไพร เป็นของสูง ต้องกราบไหว้ ส่วนตัวหลวงพ่อนิพนธ์ เราท่านจะวางไว้อย่างไร ก็สุดแล้วแต่ ...

ท้ายที่สุด หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้แว่นไว้ส่องพิจารณา นั่นคือ ตราบใดที่สถานที่นี้ สมุนไพรยังเป็นการให้อยู่ วางใจ แล้วทานไปเถอะ ย่อมมีผลตามแต่การทำได้ของเราท่าน หากวันใด สมุนไพร ณ.ที่นี้ ขายเมื่อไหร่ รีบไปให้ไกล เพราะนั่นหมายถึงความฉิบหาย ทั้งผู้ทำ และผุ้ทาน แน่นอน

จึงไม่อยากให้ทุกคนเอาความอยากของตนมาใส่ให้ จนกระดิกตัวไม่ได้ อ้างคนดี ต้องไม่สูบบุหรี่ ต้องไม่กินเหล้า ต้อง... หากคนดีของท่านเป็นเช่นนั้น คำที่อาจได้ยิน ย่อมบาดตา บาดใจ บาดหู รับไม่ได้ ...

แต่เราท่านต้องมารับยาสมุนไพร รับคำสอนของท่าน ... เมื่อใจไม่รับเสียแล้ว ก็เข้าทำนอง เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง กูไม่ขอบคนแจก แต่กูอยากได้สมุนไพร

นี่แหละกรรมของคนไทย ก็คนแจกเขาเป็นพระดีๆ กลับไปส่งเสริมจนฉิบหาย ฟ้าดินเขาจึงลงโทษ ทำให้คนแจกอยู่ในสภาพนี้ ใครรับไม่ได้ ประตูแรก ในการฟื้นฟูชีวิต คือประตูกตัญญู ก็สอบตกแล้ว กินให้ตายก็ไร้ผล นี่แหละโทษทัณฑ์ที่คนไทยต้องรับ ต้องทำใจ ....

ฟังเยอะๆ แล้วเอาเหตุและผล มาพิจารณา จะได้ก้าวผ่านกรรมอันนี้

หากย้อนอดีตถ้ำกระบอก ก็อุปมาเหมือนแม่ชีเมี้ยนที่เป็นหญิง มาทำตนเป็นเหตุให้พระ พระจะทำอย่างไรในเมื่อมีครูบาอาจารย์เป็นผู้หญิง คนทั้งแผ่นดินเขาด่าทอ เพราะอายญาติโยมที่มีครูบาอาจารย์เป็นหญิง จึงปกปิด และซ่อนไว้ นี่แหละมันจึงตกกระไดกตัญญู มาวันนี้ อายไหมที่จะมีครูบาอาจารย์สอนให้เป็นคนดี ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระภูมี แต่ท่านนุ่งกางเกง สูบบุหรี่ กินเหล้า .... รับไม่ได้ก็ตกกระป๋องไป

นี่แหละหลักปราชญ์ เขาดูกันที่เหตุและผล สิ่งที่ดี สิ่งที่ถูก เมื่อทำแล้ว ผลดี ผลถูกย่อมเกิด .... หากสิ่งที่ทำทุกวันนี้ผิด จะมีคนหายโรคมาเดินอวดให้เห็นได้หรือ .... ก็คนทั้งโรค เกจิคณาจารย์ ลัทธิต่างๆ หมอทั่วโลก ที่บอกว่าดี ว่าถูก ... มีผลถูกคือคนหายมาเดินให้เห็นสักคนไหม


วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

ฟังแล้วฮา

ความเป็นปราชญ์ของพระภูมี ทำให้ความรู้ที่นำมาสอน จึงสอนให้เห็นสัจจธรรมความจริง ผู้เรียนจึงกลายเป็นปราชญ์ตามไปด้วย หากแต่ปราชญ์ที่ว่า มีวงเล็บนิดๆ นั่นคือเรื่องของชีวิต

ไปถ่ามเรื่องคอมพิวเตอร์ การใช้ไอโฟน พระภูมีคงตอบไม่ได้ ใช้ไม่เป็น หากแต่นั่นหาใช่แก่นสารของความรู้ที่มีผลต่อชีวิตไม่ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เรื่องทางโลกไม่ต้องถาม คนเก่งมีเยอะแยะ หากแต่เรื่องของชีวิต เชื่อเุถอะ ไม่มีใครรู้ คนทั้งโลกจึงแก้ปัญหาชีวิตของตนไม่ได้ ไปหาใครก็ช่วยไม่ได้ นี่แหละคือความสำคัญของศาสนา ... ซึ่งมีวงเล็บซ้อนวงเล็บอีกว่า ใช้ได้กับเฉพาะคนที่อยากได้

เรื่องของศาสนา จึงเกี่ยวพันกับเรื่องของศรัทธา ความเชื่อ คือ ฟังเหตุและผล เพื่อให้ใจนั้นมาก่อน ... เพราะใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว คนที่ไม่มีใจ ไม่ว่าพระภูมีจะมีฤทธิ์สักฉันใด มีบุญมหาศาลเพียงใด ก็บ่มีไก๋ ช่วยคนผู้นั้นไม่ได้เลย ... จึงมีประวัติศาสตร์ให้ดู นั่นคือ เทวทัต ไง

เรื่องของศาสน์จึงมีช่องโหว่ ให้คนจำพวกที่อาศัยศาสน์หากิน ไว้แอบอ้าง ทำตัวกลมกลืน มีทุกยุคทุกสมัย เพราะรู้ว่า มนุษย์ส่วนใหญ่ มีพื้นฐานเดิมที่ไม่อยากทำตามวินัยของพระภูมีนั่นเอง

ในขณะที่สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา กำลังโดดเด่น การขายสมุนไพร การแอบอ้างสรรพคุณสมุนไพร ก็เริ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งหนทางทางเคมีเริ่มตีบตัน หนทางนี้ก็ยิ่งสดใส มั่วนิ่มไปหมด

เราจึงหยิบยกคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ให้เป็นความรู้ว่า สิ่งที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องชีวิต หรือเรื่องโรค จักต้องมีองค์ประกอบสองสิ่ง จึงจักทำได้ สิ่งแรกนั่นคือ คุณสมบัติในการเข้าถึงจุดที่เกิดเหตุ เรียกสิ่งนี้ว่าสารนำร่อง และอีกสิ่งคือ คุณสมบัติในการแก้ไขเหตุที่เกิด

เมื่อพิจารณา ยาเคมี จึงต้องประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกคือสารนำร่อง ที่ทางเคมีต้องใช้สารหนักที่มีฤทธิ์ให้ร่างกายดูดซึมเร็ว เลือกเอาตามผลที่มีต่ออวัยวะนั้นๆ และอีกส่วนคือ ยาที่แก้ไขอาการ

ปัญหาของยาเคมีจึงมีสองส่วน ในส่วนแรกคือสารนำร่อง ซึ่งเป็นสารหนัก ร่างกายจะมีขีดจำกัดในการกำจัดออกจากร่างกาย เมื่อทานทุกวัน วันละหลายเวลา หลายขนาน ผลก็คือ กำจัดไม่หมด ตกค้างอยู่ในร่างกาย นี่คือระเบิดเวลา ที่รอผลว่าจะไปเกิดที่ใด จึงเรียกว่าอาการข้างเคียง หรือ สิ่งที่ก่อให้เกิดโรคเพิ่ม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า การทานยาเคมี จึงเสมือนกับว่ากำลังทำบาปเพิ่ม นั่นคือ การทำร้ายตัวเอง ด้วยเหตุนี้

ส่วนหลังคือ ยารักษา ก็ไม่สามารถเข้าถึงต้นเหตุแห่งปัญหาได้ เพราะร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันเป็นด่านๆไป สารนำร่องจึงทำได้แค่เพียงส่งไปแต่ไม่ถึง ติดด่านของร่างกายเหล่านี้ ยาแผนปัจจุบัน จึงใช้วิธีขายผ้าเอาหน้ารอด ยารักษาที่ว่า ที่จริงแล้วจึงกลายเป็นยาระงับนั่นเอง ใช้วิธีบอมบ์ประสาทให้ชาด้าน จะได้ไม่ปวด พิจารณาจากการทาน หยุดทานเมื่อไหร่ บรรลัยเกิด อาการลงแดงมา จนคว้ายามาทานแทบไม่ทัน หนักเข้าก็ใส่ของเทียมเข้าไป หนักสุดแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ตัดทิ้งซะงั้น ....

สมุนไพร ก็เฉกเช่นเดียวกัน ต้องมีคุณสมบัติทั้งสองอย่าง แต่ไม่มีพืชชนิดใดที่ทำหน้าที่ทั้งสองอย่างได้ในตัวเดียว หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า ธรรมชาติของสมุนไพร ที่ฟ้าดินเขาสร้าง จึงต้องจับมาแต่งงานกัน จึงจะเกิดฤทธิ์

ความรู้อันเป็นปราชญ์ข้อนี้เอง ทำให้เมื่อเราท่านฟังโฆษณา พืชชนิดนั้นแก้โรคนั้นได้ มีสรรพคุณอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเป็นเรื่องฮาหน้าจอ หลอกแดกคนที่หลงเชื่อ เพราะมันเป็นไปไม่ได้

ยิ่งมาเรียนรู้หลักปราชญ์ด้วยแล้ว จักเห็นได้เลยว่า สารนำร่องที่ดีที่สุด ก็คือ สารที่ทานไปแล้วร่างกายแสลงนั่นเอง เพราะนั่นคือสารที่เข้าถึงที่เกิดเหตุได้เร็วและดีที่สุดตามธรรมชาติ

จึงไม่ต้องแปลกใจ คนเป็นไต สูตรสมุนไพรพระภูมี ใส่เกลือซะงั้น คนเป็นเบาหวาน วิทยากรก็บอกให้กลับไปเริ่มทานทองหยิบทองหยอดทีละน้อยๆ เพิ่มไปเรื่อยๆ จนทานทุเรียนเป็นพูเลย คนมีอาการที่ปอด ก็ต้องใส่กานพลูลงไป เพราะเป็นสารระเหยซึมเข้าปอดเร็ว ... สารเหล่านี้ไม่มีหน้าที่รักษา แต่พาไปยังจุดเกิดเหตุได้ตรงเป้าแม่นยำตามธรรมชาติ ที่สำคัญ ภูมิของร่างกายตอบรับปล่อยผ่านให้เข้าได้ แต่บอกห้ามทาน แล้วจะรักษายังไง

ที่สำคัญ สมุนไพรตัวหนึ่งๆ แม้นจะมีสารที่ร่างกายต้องการนำไปใช้ แต่ลำพังตัวเอง เมื่อทานไปแล้ว ร่างกายไม่ตอบรับ ไม่สามารถนำสารนั้นไปใช้แก้ปัญหาได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่างให้เห็นเสมอ อาทิ สารจากมะนาว แก้ไขอาการไอ เสลด สารจากขิง ที่มีฤทธิ์แก้โรคลม ... ทานมะนาว ทานขิงให้ท้องแตก ก็แก้โรคไอ โรคลมไม่ได้ นี่แหละคือธรรมชาติ ที่สมุนไพรต้องมีคู่ เพื่อให้เกิดฤทธิ์ กลายเป็นสารที่ใช้แก้อาการของตนได้

ความรู้ของสมุนไพร จึงอยู่ที่สัดส่วนเช่นไร จึงจะเกิดผล ซึ่งไม่มีใครรู้ ก็ลองผิดลองถูก ทำมาขาย ให้คนซื้อไปเป็นหนูทดลองกันเอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกไม่มีทาง หากไม่มีแม่ชีเมี้้ยน ที่รู้ แล้วมาบอก หาให้ตายก็ไม่มีทางได้สัดส่วนนั้นมา

นี่แหละ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวเสมอว่า แม่ชีเมี้ยน ถึงไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ไม่ธรรมดา เพราะพอพระถามปุ๊บ ท่านก็ตอบปั๊บ ให้พระจดแล้วไปทำให้คนไข้กิน

เรื่องที่ฟังแล้วฮาสุดๆ เพราะกำลังเป็นที่นิยมกัน นั่นคือการล้างพิษ กาแฟล้างพิษตับ ล้างพิษลำไส้

การล้างพิษ นั่นคือ การทำความสะอาดทั้งหมด ไปทั้งของเสียและของดีที่ร่างกายต้องการ ผลที่ได้คือ อาการที่ดีขึ้นเนื่องจากไม่มีของเสียในระยะสั้น แต่ผลระยะยาวคือ อาการที่เกิดจากขาดสารของร่างกาย ... ช่างได้ไม่คุ่้มเสียเลย เสียทั้งเงิน เสียทั้งชีวิต

คนโบราณ ที่ถูกกล่าวขานว่าโง่ กว่ายุคปัจจุบัน แต่กลับรู้ว่า สิ่งที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง นั่นก็คือ ภูมิ ของร่างกายนั่นเอง ดังนั้น จึงสร้างวัฒนธรรม การกินบางสิ่งบางอย่าง เพื่อกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิ เท่าที่ทำได้ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด นั่นคือ การทานพิษ เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิ ต่อต้านพิษขึ้น จึงเป็นที่มาของการทาน ชา และ กาแฟ จนปัจจุบัน นั่นเอง

พวกที่ทานเอาอร่อย นั่นมันผลพลอยได้ ที่บรรพบุรุษเขาทานกัน เพราะรู้ว่า ในพืชเหล่านี้ จะมีพิษอ่อนๆ คือ คาเฟอีน เมื่อทานแล้วจะไปสะสมในตับ กระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิขึ้นมาเพื่อต้านพิษ ตับก็จะแข็งแกร่ง ทนพิษได้สูง เมื่อตับแข็งแกร่ง ร่างกายก็แข็งแกร่งตาม

วัฒนธรรมความรู้เช่นนี้เอง จึงถูกสร้างให้เด็ก ได้เล่นน้ำฝน ได้เล่นดิน เจอแดด เจอลม ร่างกายจะได้แข็งแกร่ง แต่มายุคนี้ โดนอะไรนิดก็ไม่ได้ ไปไหนก็ต้องฆ่าเชื้อ ... ก็ไม่แปลกเลยที่ว่าคลีนิคหมอเด็ก ต่อคิวกันยาวทุกวัน เพราะพฤติกรรมทำลายภูมิที่สอนกันในยุคนี้นั่นเอง

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ ธรรมชาติของสมุนไพร จึงต้องมีคู่ เพราะสมุนไพรบางสิ่งเป็นพิษ ทานไปโดดๆ อาจถึงตายได้ เช่น พญามือเหล็กที่นำมาทำยาเขียวให้ตาย ซึ่งมีสารเช่นเดียวกับยาฆ่าหญ้านั่นเองในตัวมัน ที่สำคํญกว่านั้น ธรรมชาติกำหนดเป็นบทตายตัวเลยว่า แปรรูปได้ แต่ห้ามสกัด ... เพราะกระบวนการสกัดจะทำลายคุณค่าของสมุนไพรไป จนไม่เหลือค่าในการรักษา

ถึงตอนนี้ ก็พิจารณาเอาเองเถิดว่า ที่คุยโว ต้นนี้สรรพคุณดีอย่างนี้อย่างนั้น แก้โรคนั้น โรคนี้ ชะงัดนัก ... รับรองผล หรือ เป็นสมุนไพรสกัด มากสรรพคุณ ... ใครจะซื้อก็ไม่ว่ากัน สำหรับเรา ฟังแล้วฮา อย่างเดียว หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หากมันดีจริง ใช้ได้ผลจริง ไม่ต้องรอคนไทยซื้อหรอก ฝรั่งมันเหมาไปให้คนของตนหมดแล้ว เพราะบ้านเขาเมืองเขา คนเป็นโรคก็เต็มเมือง

ท้ายที่สุดหลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า เอาไว้ใช้ส่อง นั่นคือ ผลแห่งการรักษา คือกลับมาเป็นธรรมชาติเหมือนเดิม อยากทานอะไรได้ทาน ดังนั้น หากจะเลือกสิ่งใดทานเป็นยารักษาตน เมื่อทานแล้วบอกห้ามทานโน่น ห้ามทานนี่ .... แล้วจะเรียกรักษาได้อย่างไร อาทิ ทานยารักษาเบาหวาน แต่ต้องงดหวาน งดไปงดมา ข้าวก็ต้องงด ก็ยังทานอยู่ ท้ายที่สุด แม้นแต่น้ำตาลยังทานไม่ได้ วันๆใช้ชีวิตกับวุ้นเส้น นั่นนะหรือยารักษา

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก


ทำไมธรรมของพระพุทธเจ้าจึงสามารถกระจายไปทั่วโลกได้ หากแต่ศาสน์ คือพระพุทธศาสนา กลับกระจุกตัวอยู่ในวงแคบๆ

นี่แหละเป็นเพราะพราหมณ์มันเขียน มันสร้างไว้ในพระไตรปิฏกนั่นเอง

ความกระจุกตัวของศาสน์ จึงเกิดจากการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องบุญ หรือ การสร้างบุญ จากเดิมที่บัญญัติว่า บุญ เกิดจากการให้สุขแก่มนุษย์และสัตว์ กลายมาเป็นบุญต้องเกิดจากการสร้างโบสถ์ สร้างศาลา ต้องทำบุญกับพระ

ธรรมของพระภูมี ทรงตรัสว่าเป็นธรรมสายกลาง ไม่ใช่เฉกเช่นในพระไตรปิฎกเขียน หรือพระทั้งหลายกล่าวอ้าง ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป ซึ่งเป็นคนละทิศ คนละทาง กับความหมายของพระภูมีเลย

ธรรมสายกลาง ของพระภูมีบัญญัติ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าววว่า หมายถึง ไม่ว่าผู้ใดก็ทำได้ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะนับถือพระภูมีหรือไม่ จะเป็นชนชาติใด ก็สามารถแสงหาบุญมาเลี้ยงตน ด้วยการเอาธรรมของท่านไปปฏิบัติ

นี่แลคนทุกหมู่เหล่า ทุกมุมโลก จึงส่งคนของตนมาเรียนรู้ แล้วไปสอนคนในหมู่ของตนให้ปฏิบัติ เป็นบุญเลี้ยงตน ศาสน์ของพระภูมี จึงกล่าวได้ว่า การจะทำให้ถึงซึ่งนิพพานนั้นเป็นเรื่องทำได้ยาก คนทั่วไป จึงให้ชื่อว่า เป็นศาสน์ที่ดี แต่ทำไม่ได้ ดังนั้นจึงเอาข้อปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างที่พอทำได้ มาใช้ในหมู่ตน

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายเพิ่มให้ฟัง นั่นหมายความว่า หากมีการลดนิสัยเป็นบางสิ่งบางอย่าง และมีการกระทำตามพระภูมีสอน นั่นคือ การให้สุขแก่ผู้อื่น ย่อมเป็นบุญเฉกเช่นเดียวกัน ไม่ขึ้นกับว่าต้องนับถือพระภูมี ต้องเป็นพุทธศาสนิกชน ... จึงทรงเรียกธรรมนี้ว่าเป็นธรรมสายกลาง มนุษย์ทุกคนทำได้

ก็แล้วธรรมแพร่กระจายไปโดยวิธีใด หากด้วยลำพังพระภูมี คงไม่มีทาง เพราะไม่ขึ้นรถลงเรือ เวลา ๔๐ ปี ในการโปรด คงได้ไม่เท่าไหร ก็ต้องอาศัย ผู้ที่ประสพผลในการปฏิบัติธรรมของพระองค์ คือ สาวก และพระมาลัยนั่นเอง

เมื่อช่วยตนจนสำเร็จ รู้หนทางในการช่วยตนแล้วไซร้ บัญญัติธรรมข้อหนึ่งที่เป็นการแสดงถึงความเป็นผู้มีคุณธรรม และรักษาคุณธรรมของตนไว้ กล่าวว่า "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง"

นั่นหมายถึง การสร้างบุญด้วยวาจา เมื่อเห็นคนทุกข์ ก็ต้องมีเมตตาแก่คนเหล่านั้น การรู้หรือเป็นผู้รู้แล้ว แต่ไม่ยอมพูด จึงกลายเป็นผู้ขาดเมตตา ขาดคุณธรรม การไม่พูดจึงเสียคุณสมบัติ อุปมาเหมือนเสียตำลึงทอง ดังนั้น จึงมีหน้าที่พูด การพูดนั้นก็ได้ทั้งคุณสมบัติ และได้บุญ อุปมาได้สองไพเบี้ย

ด้วยการสร้างกรรมและบุญ ก็ต้องถึงพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ ... เราท่านจึงเห็นต้นแบบ คือ หลวงพ่อนิพนธ์ ที่พยายามที่จะอดทน พูดให้เราท่านเกิดศรัทธา พิจารณาในเหตุและผล ของพระภูมี แล้วทำตาม ฉันใดก็ฉันนั้น

เราท่านที่ประสพผล จึงมีช่องทางที่จะได้บุญอีกทางหนึ่ง นั่นคือ การนำความรู้ที่ได้ช่วยตน ซึ่งเป็นความรู้ที่ถูก ผ่านการพิสูจน์ด้วยชีวิตตนมาแล้วนั้น ไปให้ผู้อื่นพิจารณา เป็นทางเลือก

การพูด ก็ต้องใช้ขันติอดทนอันมหาศาลเช่นกัน ... แลมนุษย์มีหลายจำพวก ดังนั้น บทเมตตา จึงบัญญัติเป็น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ... เมื่อถึงบทอุเบกขา หากยังพูดอีก ก็กลายเป็นโทษแล้ว เพราะคนผู้นั้นพระภูมีจัดว่า ดิบเกิน ไม่ควรจะเสียเวลาเพราะฝึกไม่ได้

มาถึง ณ.วันนี้ เราคิดว่า ก็น่าจะใกล้หมวดอุเบกขา ของหลวงพ่อนิพนธ์แล้ว นั่นหมายความว่า ในอนาคตอันใกล้ เพื่อผลแห่งการช่วยตน การกำหนดกฏหรือข้อปฏิบัติ ก็จักเด่นชัด เพื่อคัดเลือกเอาเฉพาะคนที่อยากได้ แล้วทำตาม ใครไม่ทำตาม ก็คือคนที่ไม่อยากได้ คนเหล่านั้นก็จักถูกคัดออกไป ... ซึ่งไม่ใช่ไม่ช่วย แต่เป็นเพราะคนเหล่านั้นไม่ช่วยตน ไม่ยื่นมือมา

การพูด จึงอุปมาเหมือนการยื่นมือไป หากแต่ผู้ฟัง ไม่พิจารณา หรือไม่เอาเหตุเอาผล ไม่ยอมยื่นมือมา นั่นก็หมายความว่า หนทางสำเร็จไม่มีทางเกิด ... อุปมา ตบมือข้างเดียวไม่ดัง

วันเวลาที่รีบเร่ง และจำกัด การเสียเวลากับบุคคลเหล่านั้น คงเป็นไปไม่ได้แล้ว

จึงอยากเตือนว่า เหตุการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ปรับตัวให้ทัน กับวิกฤตที่เกิด ...

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ คือ "คนทำได้เท่านั้น คือคนรอด"

จุดเล็กๆ ที่เริ่มจุดประกาย

คำเตือนที่แม่ชีเมี้ยนให้ไว้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ แม้นว่าสิ่งที่มีจะดีสักฉันใด ธรรมของพระภูมีจะเลิศปานใด ก็ย่อมมีทั้งคนรักคนเกลียด ที่สำคัญ สิ่งดีๆ ของจริง กรรมก็ต้องรักษาบริวารของตนไว้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมีคนมานิยมชมชอบกันมหาศาล กระนั้นก็ตามมันก็ต้องมีคนอยากได้บ้าง ... คนเหล่านี้แหละคืองาน

หากมีใจเป็นกุศล เมื่อมาได้สัมผัส เห็นคุณค่า ย่อมเกิดเมตตาอยากให้คนอื่นได้สัมผัสบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา ของคนดีมีน้ำใจ ไม่ว่าสถานะของเขาจะเป็นเช่นไร หากแต่เพื่อเพื่อนมนุษย์ ทำได้

จึงไม่แปลก ที่หมอผู้ซึ่งพ่อแม่ พี่น้อง ล้วนแล้วแต่เป็นหมอ เมื่อเห็นคนไข้มะเร็งของตน ที่เป็นญาติผู้ใหญ่ ประสพผลจากการทานสมุนไพร แม้นสภาพที่มา จะไม่สามารถฟื้นคืนให้มีชีวิตยืนยาวได้ แต่จุดประสงค์หลักที่คนเหล่านี้ต้องการก็ประจักษ์เด่นชัด นั่นคือ การที่คนไข้ของตน ไม่มีอาการปวดทรมาน ไม่ต้องฉีดยามอร์ฟีน และจากไปอย่างสงบ ก็บรรลุผล

ความจริงมันฟ้องว่า สิ่งนี้พวกเขาทำไม่ได้ และด้วยจิตใจที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ เห็นช่องทางดังนี้แล้ว ความคิดดีๆก็บังเกิด นั่นคือ การขออนุญาติให้คนไข้มะเร็งในโรงพยาบาลของตน ได้มีโอกาสทานสมุนไพรบ้าง หากคนไข้อยากเลือกทางนี้ นี่จึงเป็นคำร้องขอของบรรดาหมอที่มีต่อหลวงพ่อนิพนธ์

ภาพความจริงหลากหลายที่เกิดขึ้น แม้นมีผู้ปรารถนาปิดไว้ เพราะไม่อยากให้ใครเห็น แต่ฝ่ามือหรือจะปิดแผ่นฟ้า ... เฉกเช่นประกายที่เกิดขึ้นในองค์กรขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่มีพนักงานนับหมื่นชีวิต

เริ่มจากหนึ่งในพนักงานที่คนทั้งปวงรู้กันดีว่าเป็นมะเร็งในระยะสุดท้าย รักษาด้วยวิธีการแผนปัจจุบันมาตลอดเพราะเบิกได้ จวบจนวันที่หมอเริ่มส่งสัญญาณนับถอยหลัง เธอก็เริ่มห่ายหายไปจากหมอ ไปไหนไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่าทุกอาทิตย์เธอจะไปต่างจังหวัด จนเวลาผ่านไป เพื่อนร่วมงานก็ต้องแปลกใจ เพราะไม่เพียงแต่เธอไม่เสียชีวิต อาการของเธอกลับมาเป็นปกติ สามารถมาทำงานได้ ที่สำคัญไม่ต้องลางานเหมือนในอดีต

เมื่อมีคนแรกจุดประกายให้เห็น คนที่สองก็เริ่มตามมา กลายเป็นสามสี่ห้า ... ภาพที่คล้ายๆกันของพนักงานในองค์กรนี้ ก็เริ่มถูกกล่าวขาน จนปัจจุบัน คนที่เก้า... เมื่อหัวหน้าองค์กรประสพชะตากรรมเดียวกันกับลูกน้อง คำแนะนำทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนจึงถูกเสนอ และการสอบสวนเพื่อความมั่นใจของหัวหน้าก็บังเกิด

วันนี้ หัวหน้าองค์กร ได้ลองมาใช้ทางเลือกนี้ตามลูกน้องทั้ง ๙ ของตน การได้มาสัมผัส ทำให้เขาเกิดความคิดที่ว่า ในเมื่อเขาเป็นผู้ดูแลสวัสดิการของพนักงานนับหมื่นชีวิต ทำไมจึงไม่เปิดช่องทางนี้ให้กับคนเหล่านั้นได้เป็นทางเลือกบ้าง

ต้นไทรต้นนี้ กำลังจะโตและแผ่กิ่งก้าน ไปก็ด้วยความเมตตาธรรม การร่วมกันของผู้ที่มาและทำตนตามคำสอน จนประสพผลให้คนใกล้ชิดได้เห็น ได้มีทางเลือกแล้วเดินตาม

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หากหวังคนใหญ่ของไทย คงไม่มีทางเพราะชีิวติมนุษย์เป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ผลประโยชน์เหล่านี้คงไม่มีทางให้แนวทางสมุนไพรได้บังเกิดเป็นแน่แท้ แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีคนดี ที่อยากให้สิ่งดีๆเหล่านี้เกิดในหมู่ของตน ...

พระมาลัยจึงมีคุณค่ามากมาย การฟื้นฟูตน หาใช่เพียงเพื่อตนไม่ หาใช่เพียงเพื่อครอบครัวไม่ แต่เพื่อมวลมนุษย์ชาติที่จะได้มีโอกาสมาเดินตาม ได้สัมผัส ที่สำคัญ ได้ช่วยตนเฉกเช่นเดียวกัน

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

หวงบุญ

บุญของที่อื่นทั่วไป ช่างทำกันได้อย่างง่ายได้ มีมากมายเกลื่อนกันไปหมด ไม่ว่าทำสิ่งใด อ้างกันว่าเป็นบุญหมด ... หากแต่บุญเหล่านั้น กลายเป็นลม ช่วยตนไม่ได้ เห็นได้จากยามเมื่อกรรมมา บันดาลให้เกิดเคราะห์เกิดโรค บุญเหล่านั้น ไม่สามารถเกื้อหนุน หรือแก้ไขสิ่งใดได้เลย

เมื่อมีวาสนามาพานพบ เฉกเช่นที่วิทยากรท่าน อ.อร่าม ชอบพูด แม้นว่าจะเป็นเพราะโรคภัยไข้เจ็บพามา จนเจอศาสนาก็ตามที ได้ยินได้ฟังหลวงพ่อนิพนธ์สอน รวมทั้งแกมบังคับ ให้ทำบุญแบบพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ตามที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

ใครจะปฏิเสธไม่ยอมรับสักฉันใด ความจริงก็คือความจริง เมื่อทำผิด ผลผิดจึงเกิด ครั้นเมื่อทำถูก ผลถูกก็ต้องเกิด แม้นจะกลบเกลื่อนสักฉันใด ก็อุปมาเหมือนเอาใบบัวมาปิดช้างตายนั่นแล

หนทางบุญ ที่คนทั้งโลก คิดเอง ทำเอง ยามช้างตาย นั่นคือ กรรมมา ใบบัวที่กล่าวอ้าง ว่าเป็นบุญใหญ่ ดีอย่างงั้น ดีอย่างนี้ จึงช่วยไม่ได้ เพราะไม่มีจริง เมื่อมา ณ. ที่นี้ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสเสมอว่า "ศาสน์มานั่ง ณ.ที่นี้ พูดความจริงตลอด"บุญที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้ทำ จึงเป็นบุญของจริง มีผลต่อการหยุดเวรหยุดกรรม หยุดโรคพยาธิที่เป็นได้

ไม่ได้ห้าม ไม่ให้คิด ไม่ให้ทำ ในแนวทางที่ตนชอบ แต่ขอให้วางไว้ก่อน มาทำบุญแบบพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เพื่อช่วยตนก่อน พ้นแล้วจักทำฉันใด ก็ตามแต่ ไม่มีใครว่า

เมื่อหนทางในการช่วยตน อาศัยสองขา คือสมุนไพร และบุญ จึงเห็นผล การทำบุญจึงสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่า นั่นคือ บุญที่ได้นำไปใช้อย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักยกอดีตถ้ำกระบอก ครั้งแม่ชีเมี้ยนทรงสอนพระ นั่นคือ ไม่มีอะไรฟรี สิ่งที่ได้มา เอามา ย่อมต้องมีของตอบแทน หากแต่พระไม่มีเงินทองสมบัติ สิ่งเดียวที่มีนั่นคือ บุญที่ทำได้ เมื่อรับของจากญาติโยมมา ก็ต้องใช้บุญที่มีนั้นจ่ายไป

ผลก็คือ สมัยนั้นจึงยากยิ่งที่พระจะรับของจากญาติโยม จีวรพระของพระพุทธเจ้า จึงปะแล้วปะอีก เพราะกลัวเป็นหนี้ กลายเป็นผืนนา พระถ้ำกระบอกก็เฉกเช่นเดียวกัน รองเท้าถ้าไม่เก่าขาดจนใช้การไม่ได้ ก็ไม่ยอมที่จะเปลี่ยน เพราะรู้ดีว่าบุญมีค่าสุดประมาณ ไม่ยอมเสียกันง่ายๆ

อดีตนับแต่พุทธกาล ทุกคนจึงคอยจ้องว่าเมื่อไหรพระองค์ไหนจะเปลี่ยน หรือมีสิ่งใดขาด จะได้อาศัยเกาะชายผ้าเหลือง เป็นบุญเลี้ยงตน แต่ก็ยาก ด้วยเหตุที่พระแต่ละองค์ก็ล้วนเลือกบุคคลที่ตนจักส่งบุญให้ ซึ่งก็มักเป็น พ่อแม่นั่นเอง

โอกาสได้บุญด้วยการนี้ จึงเหลือน้อย เปิดช่องให้ก็เพียงแต่ข้าวหนึ่งมื้อ ซึ่งคนไม่รู้ ก็บอกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาขอเขากิน หากแต่ความเป็นจริง กลับกลายเป็นว่า เปิดโอกาสที่จะให้บุญเป็นเครื่องตอบแทนต่างหาก

ครั้นมาดู ณ. วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์เปิดทางบุญไว้ ชี้ช่องให้เห็น ก็มีคนทำตามบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่ที่แกมบังคับ นั่นก็คือ การสวดมนต์ ถึงจะไม่เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็มีบุญติดไม้ติดมือ ไว้ช่วยตน เต็มใจหรือไม่ก็ตาม

คำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเสมอ นั่นคือ การให้สุขเป็นบุญ ในทางกลับกัน เราท่านผู้เสวยสุข จากผลแห่งการกระทำของผู้อื่น ย่อมต้องไม่ได้มาเปล่า ก็ต้องเสียบุญที่มีให้ไป นั่นคือ ผลแห่งชูชก นั่นเอง

แม่ชีเมี้ยน ยกตัวอย่างพระโคดม ให้หลวงพ่อนิพนธ์ฟังไว้ว่า เมื่อครั้งธุดงค์ไป ถึงเวลาพักปักกลด ในเวลาบ่าย ก็ทรงไปปักกลดใต้ร่มไม้ ครั้นพระโคดมเห็นข้าวของชาวนา ออกรวงสุกรอเก็บเกี่ยว พระโคดมก็ลงไปเกี่ยวข้าวนั้น กองเอาไว้ และในร่มไม้ มีหญ้ารก ก็ถางจนเตียนโล่งน่านั่ง ครั้นเช้า ก็เสด็จไปรับบิณฑบาต ในหมู่บ้านชาวนานั้น

คำอรรถาธิบาย ทำไมต้องทำเช่นนั้น ก็เพราะจะได้ไม่มีหนี้ ทั้งๆที่พระพุทธเจ้ามีบุญมากมาย ยังกลัวเป็นหนี้เลย นี่แหละจึงเป็นเหตุให้พระถ้ำกระบอกสมัยนั้น จึงไม่กล้าเรียกร้อง และยากที่จะเปลี่ยนเครื่องอัฐบริขารง่ายๆ

แต่คนไข้ที่มา มีบุญที่ทำได้เพียงน้อยนิด กลับใช้ไปอย่างไม่กลัวหมด ทานแล้วทิ้ง ให้คนอื่นมาเก็บ หยิบเก้าอี้มานั่งได้ หยิบไปเก็บไม่ได้ เปิดพัดลมได้ ครั้นจะไป ก็ไม่ปิด .... ดูแล้วช่างน่าเสียดายบุญของคนเหล่านั้นนัก จะเหลือไว้ช่วยตนสักเท่าไร เมื่อกลับไป

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เมื่อใช้ย่อมต้องจ่าย หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เราท่าน เมื่อทานสมุนไพร ทำเองก็ไม่ไหว แต่ต้องกินของเขา จึงให้ทำตน เป็นผู้ให้บางสิ่ง เพื่อไม่เป็นหนี้กัน กินพริกไทย ดีปลีเขา ก็เอามะพร้าวเราให้เขากิน เรื่องของบุญไม่คิดเรื่องแพงถูก จะมากน้อย ก็ถือเจ๊ากันไป ไม่มีใครเป็นหนี้ใคร

หลวงพ่อนิพนธ์ สอนให้สร้างบุญ เสียดายทีแม้นมีจริงแต่มองไม่เห็น ยามผลบุญดลบันดาล ให้หายเจ็บ ให้พ้นเคราะห์ ก็ไม่รู้ ... ทั้งที่เงินทั้งโลกมากอง ก็ช่วยตนของเราท่านไม่ได้ แต่บุญช่วยได้ .. มันจึงไม่เห็นค่า ไม่หวงบุญ

โลกของบุญ แม่ชีเมี้ยน สอนไว้ แม้นช้อนตกเพียงด้าม เห็นก็เก็บมาล้างแล้วใช้ต่อ ไม่ควรที่จะเมินเฉยแล้วร้องขอญาติโยมนำมาให้ใหม่ เขาละเอียดกันขนาดนี้ หวงกันขนาดนี้

หากจะฟื้นฟูตน ขาของสมุนไพรคงไม่ค่อยมีปัญหา หลวงพ่อนิพนธ์ท่านให้ครบอยู่แล้ว แต่ขาของบุญ ต้องสร้างเอง ยิ่งไปกว่านั้น สร้างได้ก็ต้องเก็บไว้ใช้ที่จำป็น อย่าไปทิ้งขว้าง ตามนิสัย ....

นี่แหละเหตุที่ทำไม ต้องพึ่งตนเอง ก็เพราะหวงบุญนี่เอง แทนที่จะต้องจ่ายบุญให้คนเก็บเก้าอี้ที่เราท่านหยิบมานั่ง ข้าไม่ให้ ข้าเอาไปเก็บเอง แทนที่จะทานสมุนไพรแต่ของผู้อื่น ข้าไม่ให้ เอามะพร้าวข้าไป .... หวงบุญสุดๆ เก็บเอาไว้ใช้ให้เวรกรรมที่ทำมา เพราะเงินล้านกรรมมันไม่มอง แต่บุญมันซ์้อได้ ... นี่แหละทำไมต้องทำบุญ และหวงบุญ

เอกลักษณ์ของบุญ คือ ความสงบ ... รักษาอาการสงบได้ ก็รักษาบุญของตนไว้ได้ ... ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เมื่อถึงเวลาเปิดหน้าสู้ศึกกับโรค ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องให้ทำ เพราะไม่มีบุญ สมุนไพรขาเดียว ก็มองไม่เห็นฝั่งอย่างแน่นอน

เมื่อมีบุญแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า อุปมาเหมือนมียักษ์ในตะเกียง ทีนี้ก็สั่งซิ อธิษฐาน อยากได้อะไรหล่ะ ชี้เป้าให้บุญบันดาล .... ผลจึงเกิด

อย่าไปนั่งขอเลย ขอให้ตายก็ไม่เกิดผล หากตนของตน หาบุญไม่ได้แม้นแต่เก๊เดียว ...

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

เปิดโลก

เมื่อทุกข์แสนสาหัสมาถึงตน นั่นแล จึงจะรู้ค่าของความสุข และก็จะรู้ว่าสุขที่แท้คืออะไร หาใช่เงินทอง เกียรติยศ บ้าน ... ไม่ แต่สุขที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่าสุขของมนุษย์ที่แท้ คือสุขของวิญญาณ ที่เกิดจากการกินได้นอนหลับ นั่นเอง

ดังนั้น เมื่อวิญญาณทุกข์ กายกินไม่ได้ นอนไม่หลับ คนทุกคนจึงทุ่มเททุกสรรพสิ่ง ดิ้นรนเสาะแสวงหา เพื่อให้ได้สุขนี้กลับมา

หากแต่การได้มาซึ่งสุขด้วยวิธีของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ใช้ในสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน นั่นคือ นิสัย นั่นหมายความว่า ทุกคนเท่ากันหมด มีทุนเหมือนกันและเท่ากัน คือ นิสัย อันหมายถึง ทุกคนมีสิทธิ์หาย ไม่ว่า ยาก ดี มี จน หากทำได้

แต่โลกนี้ก็มีมากมายหลายสรรพสิ่ง ให้เลือกสรร ล้วนแล้วแต่อ้างอวดว่าช่วยได้ ไม่ว่า หมอ เจ้าเข้าทรง เกจิคณาจารย์ เทพเจ้าทั้งหลาย ...

อยากรวย ก็ค้าขายเกี่ยวกับชีวิตซิ ไม่ว่าจะแพงสักเท่าใด ก็มีลูกค้ามาใช้บริการอย่างแน่นอน

วันนี้จึงพาบินไปเที่ยวญี่ปุ่น ที่ซึ่งขายบริการรักษาโรคร้าย หลังจากนั่งเครื่องไปลง ก็ต้องนั่งรถไปยังสถานที่นี้อีกประมาณ ๘ ชั่วโมง จึงจะถึงที่หมาย หากแต่จุดหมายปลายทางไม่ใช่โรงพยายาล แต่เป็นศูนย์บำบัด ซึ่งตั้งอยู่บนเขา

วิธีการที่ใช้ขาย ก็เรียกว่า ธรรมชาติบำบัด ใช้แสงตะวัน ใช้สายน้ำ ใช้หิมะ และใช้โภชนาการ ที่มีแนวทางว่า อาหารทุกอย่างต้องสดใหม่

คนป่วย ๑ คน จะมีพยาบาลประกบ ๑ คน ตลอดเวลา นับตั้งแต่ตี ๕ จนถึง ๒ ทุ่ม ไปไหนด้วยกัน นอนด้วยกัน ดูแลทุกย่างก้าว เข้าห้องน้ำก็ไปนั่งเฝ้า เป็นพี่เลี้ยงตลอด แม้นจะอาบน้ำ ก็คอยปรับอุณหภูมิให้ ยาที่ใช้ก็เป็นสมุนไพรธรรมชาติล้วนๆ โดยไม่มียาเคมีเลย

ศูนย์แห่งนี้ มีคอร์สการบำบัดเป็นระยะ ๓๐ วัน ๖๐ วัน และ ๙๐ วัน โดยให้ตีื่นเช้าเวลาตี ๕ ก็จะนำน้ำสมุนไพรมาให้ดื่ม มีปริมาณ ๑ ลิตร รสชาดจืดชืดมีสีเขียวเข้ม ครั้นพอ ๖ โมงครึ่ง ก็จะพาไปเดินออกกำลังกาย รับแสงตะวัน เรียกว่าแสงตะวันบำบัด โดยต้องนั่งรถไปยังสถานที่รับแดดประมาณ ชั่วโมงครึ่ง แล้วก็จะพากลับมาพาไปเดินบนหิมะ ประมาณ ๑ ชั่วโมงทุกวัน หลังจากนั้นก็มาประคบน้ำอุ่น ที่ฝ่าเท้า ... เหตุผลในการแบบนี้ ก็เพื่อสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา

ช่วงบ่ายก็ทานสมุนไพรนี้อีก ๑ ลิตร เย็นอีก ๑ ลิตร รวมก่อนนอนอีก ๑ ลิตร ทั้งวัน ก็เป็น ๔ ลิตร ก็เพื่อล้างพิษ

อาหารที่ทาน ก็ให้ทานข้าวบาร์เลย์ กับข้าวก็แบบทั่วไปปกติ เน้นผัก โดยที่นี่จะปลูกผักไร้สารเอง ในกระโจม ที่เปลี่ยนดินทุก ๓ เดือน

ค่าใช้จ่ายในการบำบัด คิดวันละ ๑๕๐๐ ดอลล่าร์สหรัฐ

แพงขนาดนี้ แต่ก็มีผู้ใช้บริการกันมากมาย ... แต่ไม่ได้หมายความว่า ครบคอร์สแล้วรับรองว่าหายน่ะ

เห็นอย่างนี้แล้ว คนไทยก็เลยไปก๊อปปี้มาทำที่เมืองไทยบ้าง ตั้งศูนย์ทางภาคเหนือโน่น

ก็ไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใดสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนจึงไม่มีหน่วยงานใด ที่จะกล้าประกาศตนมาสนับสนุนเลยแม้แต่ที่เดียว ก็เพราะนั่นมันหมายถึงผลประโยชน์อันมหาศาล จากการค้าชีวิตมนุษย์ที่จะกระทบนั่นเอง โดยเฉพาะคนที่เข้าขั้นวิกฤต อันเป็นนาทีทองในการกอบโกย เรียกเท่าไหรก็ต้องหามาให้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้เป็นสิน สร้างภาระให้ลูกหลานสักฉันใด

สถานที่เหล่านี้ มีกฎระเบียบที่เคร่งครัด และคนที่ไปใช้บริการ ก็ต้องปฏิบัติตาม ถึงแม้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ที่สำคัญ ไม่มีการรับรองผลใดๆทั้งสิ้น

สถานที่่ของแม่ชีเมี้ยน กล้าประกาศว่าผู้ใดทำได้ ย่อมต้องเห็นผลอย่างแน่นอน ไม่ต้องเสียเงิน แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นิสัย รักษาเอกลักษณ์ของศาสน์ คือความสงบ ... เพราะฉะนั้น มาแล้วอยานำนิสัยมาบรรเลง ทำให้สถานที่อันเป็นมงคลที่ไว้ช่วยคนนั้นเสียไป

เราท่านเสียถ้ำกระบอกไปแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์คงไม่ยอมให้คนประเภทนี้ มาบรรเลงจนต้องเสียที่นี่ไปอีกเป็นแน่

ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ก็ไปที่อื่นที่ตนชอบ

ที่นี่เห็นชีวิตมนุษย์เป็นแหล่งบุญ ... ในขณะที่ทั่วโลก เห็นชีวิตมนุษย์เป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่กอบโกยได้ไม่รู้จักหมด คนนี้ตายคนนั้นก็มาใหม่ และไม่ว่ามนุษย์คนใด จะทุ่มเทสิ่งนอกกายที่ตนมีสักฉันใด หาช่วยตนไม่ได้เลย เพราะสิ่งที่จะช่วยตนได้ พระพุทธเจ้าชี้ช่องให้ว่า มีทางเดียว คือ เปลี่ยนพฤติกรรม นิสัย เพราะคนอื่นเห็นโรคเป็นโรค แต่พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ แล้วสอนให้มองโรคเป็นกรรม จึงจักแก้ได้นั่นเอง

สิ่งใดที่เรียกว่าสุดยอดของโลก คนรวยๆ เขาไปลองมาหมดแล้ว ... ก็แล้วเราท่านไม่รวยแบบเขา จะไปเดินตามเขา อนาคตจะเป็นอย่างไรก็เห็นอยู่ .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงเสนอทางเลือก สมุนไพรพระภูมี หันหลังให้โลก ลองมาเดินตามพระพุทธเจ้ากัน ไม่จำเป็นต้องนับถือ กราบไหว้ แต่เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็หลิ่วตาตาม ... ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน แค่นี้ก็ช่วยตนได้แล้ว

เราจึงไม่แปลกใจที่เห็นภาพ คนอิสลาม โพกผ้า มาทานสมุนไพร แล้วมาเป็นจิตอาสา ช่วยทำขนม และก็ประสพความสำเร็จในการช่วยตน

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเสมอนั่นคือ ท้ายที่สุด ไม่ว่าหมอหรือนักวิชาการ ก็ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูตน นั่นคือ ภูมิของมนุษย์นั่นเอง ... แนวโน้มของการแพทย์จากการใช้ยารักษา ก็จะต้องเปลี่ยนไปเป็นการใช้ยาเพื่อสร้างภูมิขึ้นมา ... แต่ปัญหาคือ ยาเคมีมันทำลายภูมิ บทบาทนี้จึงถูกหันไปหาสมุนไพรมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

หน้าที่ของพระมาลัย



ดูจากรูปภาพด้านบน หลายท่านอาจจะยังจำเรื่องราวของสองแม่ลูก ที่เป็นมะเร็งได้

คุณแม่วัย ๓๕ ปี ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ ลามไปยังเต้านม ในขณะที่ลูกน้อยของเธอ แม้นจะยังอยู่ในวัยเด็ก แต่ก็เกิดอาการมะเร็งปอดเฉียบพลัน

มาวันนี้เธอได้ผ่านวิกฤต พาตัวเองรอดปลอดภัย มิหนำซ้ำ อาการมะเร็งปอดของลูกสาว หลังจากทานสมุนไพรได้เพียง ๓ เดือน กลับไปตรวจอีกครั้ง อาการเป็นจุดทั่วปอดก็หายไป

นี่แหละคือภาพของศาสน์ ที่พระภูมีทรงตรัสไว้ว่า "ให้เมตตาตนเองเสียก่อน แล้วจึงเมตตาผู้อื่น"

หลวงพ่อนิพนธ์ได้อรรถาธิบายเสมอให้ฟังว่า เมื่อมาสถานที่นี้ ผลแพ้ชนะอยู่ที่องค์ความรู้ ที่จะต้องนำไปใช้ในยามเกิดวิกฤต และเมื่อเราท่านใช้องค์ความรู้นั้น ช่วยตนจนพ้นวิกฤต สามารถฟื้นฟูตนเองกลับมาปกติได้ เมื่อนำไปใช้กับผู้อื่น ย่อมเกิดผล เพราะนั่นเป็งองค์ความรู้ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าถูกต้อง เพราะผลถูกแห่งการทำมันเกิดนั่นเอง

การทำหน้าที่พระมาลัยของคุณสุไลพร จักเห็นได้ชัดว่า ในยามวิกฤต กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง เมื่อวิกฤตเข้าใกล้จุดสูงสุด ความไม่ต้องการมีชีวิตเพื่อรับความทรมานนั้น ก็จะเป็นความคิดวูบหนึ่งที่เกิดขึ้น แล้วพยายามดิ้นรน ไม่ว่าจะไปหาหมอช่วยระงับ หรือแม้นกระทั่งยอมถอดใจ ปล่อยชิีวิตให้ตายไป นั่นคือยอมแพ้

หากแต่สิ่งหนึ่งที่เหนี่ยวรั้งเธอไว้ มิใช่เพื่อชีวิตเธอ หากแต่เป็นลูกน้อย ๓ คน ที่รอเธออยู่ ซึ่งจะหวังสามีที่ไม่เป็นโล้เป็นพายไม่ได้เลย ความหายนะจากการยอมแพ้ของเธอ จึงไม่ได้หยุดที่ตัวเธอ หากแต่หมายถึงชะตากรรมของลูก ที่จะต้องเผชิญความเลวร้ายมากมายสักฉันใด หากขาดเธอไป ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นแรงใจให้เธอสู้ต่อ จนประสพผล

สิ่งนี้ย่อมเป็นเครื่องบอกว่า การจะชนะได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่ประมาทกรรม ไม่เตรียมจิตเตรียมใจ รวมทั้งเตรียมกาย ปรับพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารที่ต้องตุนไว้ในยามที่ทานได้ เพราะในยามวิกฤต เมื่อกรรมเล่นถึงตาย ย่อมต้องหมายถึงการตัดพลังด้วยการทำให้ทานไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเผชิญ

แต่ประวัติของพระมาลัยองค์นี้ ก็แสดงให้เห็นว่า แม้นจักลำบากสักฉันใด วันนี้จะทุกข์ทรมานปานไหน แต่สิ่งนั้นมีวันจบ การหายโรคเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ศาสน์ของพระภูมีที่ทิ้งไว้ให้มีจริง ...

คาถาประจำใจของสาวกทุกพระองค์ที่พระพุทธเจ้าให้ ในวันแรกของการบวช หรือปฏิบัติ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ต้องเก็บไว้เป็นสติ เพราะวินัยของพระภูมี คือ ต้องทุกข์กับธรรม เพื่อหนีทุกข์จากกรรม นั่นคือ "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า"

วันนี้ของคุณสุไลพร มีร่างกายที่แข็งแรง กลับไปทำงานได้ปกติ ไม่เคยขาดงานอีกเลย และทุกวันอาทิตย์ก็พาลูกน้อยมาทำตนเป็นจิตอาสาในมูลนิธิ ... และตอนนี้ก็มีหน้าที่เพิ่มอีกอย่างคือ เป็นพระมาลัยให้เราท่านได้พิจารณา

เหล่าพระมาลัยนี้ ในวันที่อาคารมะเร็งเปิดทำการ ย่อมมีความหมาย ที่จะทำให้คนที่เดินตาม ที่มีอาการเฉกเช่นเดียวกัน ได้สอบ ได้ซักถาม และเรียนรู้วิธีการต่างๆ เพื่อช่วยตน ... ความหวังก็บังเกิด เพราะมีผู้ถากถางทางเดินให้โล่ง มองเห็นหลักชัยที่เด่นชัด หากตนมีมานะขันติอดทน ย่อมเดินถึงเฉกเช่นเดียวกัน

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ มองข้ามเรื่องโรค คู่ต่อสู้ของเราท่านไม่ใช่โรค แต่เป็นกรรม หมายความว่า มันย่อมแปรเปลี่ยนรูปแบบ ไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุด ย่อมต้องรวมพลังโจมตีครั้งสุดท้าย ไม่ว่าทางกายและจิตใจ เพื่อให้เราท่านกลับไปเป็นสาวกของมันดังเดิม นั่นคือ ไปพึ่งยาเคมี อาการครั้งสุดท้ายนี้ ก็คือ "อาการลงแดง" นั่นเอง

การจะสู้กับกรรม จึงต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามอาการให้ทัน แก้ไขจุดตาย คือ อาการที่อันตรายในแต่ละช่วง ต้องมีการปรับเปลี่ยนสมุนไพรตามอาการเป็นระยะ ... การเข้าหาหลวงพ่อนิพนธ์ปรึกษาอาการ จึงมีความจำเป็นสำหรับคนป่วยประเภทนี้

สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นนั่นคือ โอกาสประสพความสำเร็จของคนประเภทนี้ มีสูง เพราะอยู่ในสภาพหลังพิงฝา ไม่มีทางให้เลือก การทานสมุนไพรจึงใช้เวลาไม่นานมาก แม้นจะยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสสมุนไพรตัวเอก คือ ยาตัด ก็ตาม ผิดกับโรคอื่นๆ ที่มีวันเวลา มีความทรมานไม่มาก ก่อให้เกิดความรำคาญเสียมากกว่า เช่น เบาหวาน ความดัน ... คนเหล่านั้นจึงมีทางเลือก อยากมาก็มา ไม่อยากก็ไม่มา กินมั่งหยุดมั่ง มีอาการก็มา อาการลดลงก็หยุดหายไป ... การทานจึงยืดเยื้อ กินกันมาหลายปี

ภาพที่เราเห็น คนเหล่านี้จึงยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะสิ่งที่เป็นยังไม่วิกฤติ ปล่อยตัวทำตามนิสัย ไม่มีที่เว้น ... ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์

เมื่อมีพฤติกรรมเช่นนั้น ในสถานที่ของศาสนา ก็ไม่เว้น สิ่งที่เกิดตามมานั่นคือ กรรมที่ทำกับศาสนา เมื่อกรรมเดิมยังอยู่ แถมมีกรรมกับศาสนา บวกซ้ำ จนผลผิดเกิด หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า ต่อให้ทานสมุนไพรมากสักฉันใด ก็ไร้ผล

ประวัติศาสตร์นี้จึงถูกหยิบยกมาให้ฟัง เฉกเช่นท่านโกวินธะ แห่งวัดไผ่รื่นรมย์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่แตกตัวมาจากถ้ำกระบอก มาขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ช่วยรักษาอาการโรคหัวใจตีบ คำตอบที่ได้รับคือ คนทั้งโลกพอที่จะช่วยได้ แต่สำหรับท่าน ไม่มีประโยชน์ เพราะสิ่งที่เกิด มันไม่ใช่กรรมบันดาล แต่เป็นการทำผิดกับศาสนา เรียกธรรมบันดาล แล้วจะเอาสมุนไพรที่เป็นธรรมหมวดหนึ่งเฉกเช่นกัน ไปช่วย ไม่มีทาง

เจ้าหน้าที่เขาก็หยุดเตือนแล้ว เพราะเตือนกันมากจนหลายท่านรำคาญ แต่นี่คือความจริง เมื่อเราท่านไม่มีที่เว้น ไม่มีอาณาเขตใดๆที่ทำให้ลดกิริยาได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเขตในห้องสวดมนต์ กระโจม ซึ่งเป็นเขตแห่งธรรมแล้วไซร้ ธรรมของพระภูมีอีกบท คือ สมุนไพร จะมีฤทธิ์ไปเปลี่ยนกรรมของท่านก็หาได้ไม่ เพราะทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

จึงขอบอกบทสุดท้ายที่อาจจะต้องเจอในเร็ววัน นั่นคือ "ธรรมหมวดอุเบกขา" วันที่หลวงพ่อนิพนธ์ท่านไม่ทนนิสัยของเราท่านอีกต่อไป ในเมื่อเราท่านหยิ่งไม่สนธรรม หลวงพ่อนิพนธ์ก็จะหยิ่งเช่นกัน นั่นคือ ใครไม่ทำ ก็ออกไป สถานที่นี้ไม่ต้อนรับ ... ถึงวันนั้นจะกล่าวว่าไม่มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ก็คงหาได้ไม่ เพราะใช้มาหมดแล้ว เมตตา กรุณา มุทิตา .. แต่หาคนฟังไม่

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด


หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาให้ฟังเสมอ การขาดความรู้ ทำให้เราท่านตกเป็นเหยื่อความกลัวที่พ่อค้า ร่วมกับหมอ ในวงการแพทย์ ใช้หากินกันมาตลอด

พุทธสุภาษิต "กระต่ายตื่นตูม" จึงใช้ได้ดีในยุคนี้ อาการที่เราท่านเป็น ไม่น่ากลัว ปัญหาก็เล็กน้อย แต่ด้วยความกลัว เพราะความน่าเชื่อถือของคนพูด ของที่มาของข้อมูล จากแหล่งที่มีชื่อเสียง ... นั่นเอง หากแต่นับแต่พุทธกาล บทกาลมสูตร ไม่ให้เชื่อสิ่งใดง่ายๆ ก็หยุดไม่อยู่

จึงขอยกบทความของนายแพทย์ชื่อดังของเมืองไทยท่านหนึ่งมาให้พิจารณากัน

ผม สันต์ ใจยอดศิลป์ นะครับ 

เมื่อตะกี้เจอกันนอกห้อง มีท่านหนึ่งทักผมว่าถ้าดิฉันโชคดีมีสุขภาพดีอย่างคุณหมอก็คงจะดี ซึ่งผมยังไม่ทันได้ตอบเพราะเจอกันแป๊บเดียว ขอตอบตอนนี้เสียเลย ว่าผมเองตอนตั้งต้นก่อนเกษียณก็ไม่ได้มีสุขภาพดีนะครับ จริงๆ แล้วตอนก่อนเกษียณผมก็เป็นคนป่วยหลายโรคเหมือนหลายๆ ท่านในห้องนี้เนี่ยแหละ

ผมจะเล่าที่มาที่ไปให้ฟังนะครับ คือตัวผมนี้ความจริงเป็นหมอหัวใจ หรือพูดให้ชัดกว่านั้นอีกหน่อยก็คือเป็นหมอผ่าตัดหัวใจ ความชำนาญของผมก็คือผ่าตัดแก้ไขหลอดเลือดหัวใจตีบหรือที่เรียกว่าผ่าตัดบายพาส การใช้ชีวิตในวัยทำงานของผมก็ค่อนข้างใช้แบบสำบุกสำบันเหมือนกับหลายท่านในนี้ซึ่งผ่านวันเวลาแบบนั้นมาหมาดๆ คือทำงานมาก มากเกินไป และไม่ได้สนใจที่จะฟูมฟักดูแลร่างกายมากนัก เพราะมันก็ดีๆ ของมันอยู่ การผ่าตัดหัวใจเป็นงานที่มักจะต่อเนื่อง พูดง่ายๆ ว่าติดลม บางวันกว่าจะเสร็จก็สามสี่ทุ่ม กลับถึงบ้านก็ใกล้เที่ยงคืนไปแล้ว ลูกเมียเขาหลับกันหมดแล้ว ผมต้องไปค้นตู้เย็นหาอะไรกิน เมียเขาจะจัดอาหารโปรดของผมไว้ คือเค้กซาราลี บัทเทอร์เค้ก นั่นแหละของชอบ ผมกินมันทุกคืน แล้วผมเนี่ยสมัยที่ทำงานอยู่ไม่ดื่มน้ำเปล่านะครับ ดื่มโค้กแทนน้ำเปล่า วันหนึ่งก็หนึ่งลิตรขึ้นไป เพราะดื่มน้ำเปล่ามันไม่สะใจ แล้วเราก็มีเงินซื้อ ใครจะทำไม ในที่ทำงานผมดื่มกาแฟวันละหลายแก้วเพราะทำงานบริหารด้วย เวลานั่งประชุมฟังลูกน้องพูดเพ้อเจ้อผมก็จิบกาแฟไป วิธีชงกาแฟของผมก็เป็นมาตรฐานไทยแลนด์ คือ ทรี-อิน-วัน หมายความว่าน้ำตาล ครีมเทียม กาแฟ ผสมกันมาเสร็จเรียบร้อยในซองเดียว ใช้ชีวิตแบบนี้เรื่อยมา จนถึงวันที่เริ่มป่วย

ตอนนั้นผมอายุห้าสิบปลายๆ แล้ว มันเริ่มด้วยอาการเวลาทำงานมากๆ แล้วแน่นๆ หน้าอกไม่สบาย จิตใจก็ค่อนข้างหงุดหงิดงุ่นง่านจนลูกน้องเข้าหน้าไม่ติด ตอนนั้นทำสองจ๊อบ คือเป็นหมอผ่าตัดหัวใจด้วย เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วย วันหนึ่งตอนเลิกงานประมาณเกือบสามทุ่ม เลขาหน้าห้องมาดักรอผมอยู่ที่ประตู แล้วรวบรวมความกล้าบอกผมว่า

“อาจารย์รู้ตัวหรือเปล่าคะ ว่าอาจารย์นะ...หงุดหงิด”

พอเจอจิ้งจกทัก ผมก็มานั่งมองตัวเอง เออ..สงสัยเราจะป่วยจริงๆ แฮะ จึงหยุดงานไปให้หมอรุ่นน้องตรวจประเมินสุขภาพอย่างจริงจัง โดยธรรมชาติของหมอจะเหมือนกันทั้งหมอไทยและหมอฝรั่ง คือไม่เคยทำการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะถือว่าตัวเองเป็นหมอดูแลตัวเองอยู่ทุกวันอยู่แล้ว เมื่อผมตัดสินใจไปตรวจสุขภาพประจำปี ก็ได้มาหลายโรค อย่างแรกก็คือความดันเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา อย่างที่สองก็คือไขมันในเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา อย่างที่สามก็คือเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งทราบได้จากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจดูแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจ อย่างที่สี่ก็คือลงพุง คือน้ำหนักเกิน และส่วนใหญ่มาอยู่ที่พุง ไม่อ้วน แต่หุ่นเป็นแบบไอ้เท่งหนังตะลุง คือหลังค่อมพุงแอ่น นั่นคือตัวผมเมื่ออายุราว 56 ปี หมอรุ่นน้องซึ่งเป็นหมออายุรกรรมหัวใจก็ให้ยามาหลายตัว หนึ่งโรคก็หนึ่งตัว แถมอีกตัวหนึ่งคือยากล่อมประสาท แสดงว่าหมอเขาคิดว่าผมเป็นโรค ปสด. ด้วย

ผมกินยาตามหมอสั่งได้สองเดือนโดยใช้ชีวิตแบบเดิม ทำงานเหมือนเดิม อาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจไม่มีอะไรดีขึ้น แถมมีอาการซึมกะทือจากยากล่อมประสาทอีกด้วย จิตใจก็แย่ การเป็นคนป่วยนั่นก็แย่ระดับหนึ่งแล้ว ยังมีความเบื่องานบวกเข้าไปอีก ทั้งๆ ที่เป็นเจ้านายเขาแต่มันก็เบื่อ มองอนาคตตัวเองด้วยความกังวล ว่าวันนี้เราเป็นความดันสูง ไขมันสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ กินยาหนึ่งกำมือ สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคืออะไรผมมองออกหมดแล้ว ถึงจุดหนึ่งก็ต้องไปทำบอลลูน ทำไปสักสองสามครั้งแล้วก็ต้องไปผ่าตัดบายพาส อย่างที่ผมทำให้คนไข้ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ ทำแล้วบ้างก็ดีขึ้น บ้างก็ไม่ดีขึ้น บ้างก็ตาย เพียงแต่คราวนี้จะเปลี่ยนเป็นตัวผมนอนอยู่บนเขียง ให้หมอรุ่นน้องคนอื่นเป็นคนผ่าตัดให้

ในช่วงที่ผ่าตัดอยู่ วันไหนอารมณ์ดีๆ ผมจะบอกหมอที่เป็นลูกศิษย์ว่าคุณรู้ไหม วันหนึ่งข้างหน้าคนรุ่นหลานของเราจะเล่าสู่กันฟังด้วยความตลกขบขันว่าสมัยคุณปู่เนี่ย คนเราทำไมโง่จังนะ แค่ไขมันอุดหลอดเลือดหัวใจ หมอสมัยนั้นต้องเอาคนไข้มาผ่าแบะหน้าอกออกเพื่อทำบายพาสหลอดเลือด คือผมพูดอย่างนี้กับลูกน้องเพื่อจะย้ำให้เขาเห็นว่าการผ่าตัดบายพาสเป็นการรักษาแบบเกาไม่ถูกที่คัน แต่เราก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่มี เพื่อให้เขาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ขยันค้นคว้าวิจัยหากวิธีรักษาที่ดีกว่านี้ แต่ว่ามาถึงตอนนี้ผมเป็นคนป่วยแล้ว และวันหนึ่งผมจะต้องมารับการรักษาด้วยวิธีซึ่งผมรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่า “ไม่ใช่” ผมจะทำอย่างไรดี มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะดูแลตัวเองโดยไม่ต้องผ่าตัด คิดไปคิดมาแล้วคำตอบก็มีอยู่คำเดียว คือ...

“ไม่ทราบ”

ณ ตอนนั้นผมเรียนจบแพทย์มาได้สามสิบปีแล้ว ผ่านการเป็นแพทย์ทั่วไป แล้วไปฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ทั่วไป ทำงานพักหนึ่งแล้วไปฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ทรวงอก ทำงานพักหนึ่งแล้วไปฝึกอบรมต่างประเทศเป็นศัลยแพทย์หัวใจ ทำงานพักหนึ่งแล้วก็ค่อยๆ จำกัดชนิดการผ่าตัดลงจนแทบจะเหลือแต่การผ่าตัดบายพาส คือมุดรูเล็กลงๆ เรื่อยๆ เหลือความรู้อยู่แต่เรื่องที่ตนเองเชี่ยวชาญอยู่นิดเดียว สามสิบปีที่ผ่านไป มีความรู้อะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในวิชาแพทย์บ้าง ผมไม่ได้ติดตามเลย ผมตัดสินใจถอยกลับมาเรียนวิชาแพทย์ใหม่ด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่ยังทำงานอยู่นั่นแหละ ผมทำในสิ่งที่นักวิชาการเขาเรียกว่า “การทบทวนวรรณกรรม (literature review)“ คือถอยไปตั้งต้นย้อนยุคเมื่อผมจบแพทย์ใหม่ๆ แล้วไล่มาทีละปีพ.ศ.ว่านับตั้งแต่นั้นมามีงานวิจัยทางการแพทย์อะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยที่ผมไม่ทราบบ้าง

งานวิจัยนี้ชื่อ EUROSAPIRE เป็นงานวิจัยขนาดใหญ่ ใช้คนไข้โรคหัวใจถึง 13,935 คน ทำในโรงพยาบาลชั้นดีในยุโรป 67 รพ. ใน 22 ประเทศ และมีระยะติดตามดูนานถึง 12 ปี คือเขาติดตามดูคนไข้โรคหัวใจขาดเลือดที่ได้รับการรักษาตามวิธีมาตรฐานปัจจุบัน กล่าวคือกินยา บอลลูน บายพาส คือจะดูว่าถ้าเป็นคนไข้ที่ดี หมอบอกให้กินยาก็กิน และรักษาอยู่กับโรงพยาบาลที่ดี หมอดี เครื่องมือดี ดูซิว่าผ่านไป 12 ปี แล้วคนไข้จะมีอะไรดีขึ้นบ้างไหม ผลวิจัยที่ได้ก็คือ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย อย่างเรื่องความอ้วน ยิ่งรักษากันไปก็ยิ่งอ้วนเผละยิ่งขึ้น ผ่านไปสี่ปีคนอ้วนเพิ่มขึ้น 25% ผ่านไปแปดปี เพิ่มขึ้นอีก 33% ผ่านไปสิบสองปี เพิ่มขึ้นเป็น 38%

มาดูความดันเลือดบ้าง ผ่านไปสี่ปีคนเป็นความดันเลือดสูงเพิ่มขึ้น 32% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 43% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 56% เรียกว่ารักษาไปรักษามากลายเป็นความดันเลือดสูงซะมากกว่าครึ่ง มาดูการเป็นเบาหวานก็ได้ ผ่านไปสี่ปีเป็นเบาหวาน 17% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 20% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 28% คือการแพทย์แผนปัจจุบันนี้รักษาคนไข้โรคหัวใจยิ่งทำกันไปก็ยิ่งสาละวันเตี้ยลง พูดเป็นภาษาจิ๊กโก๋ก็คือ

“..วิธีการรักษาโรคหัวใจของการแพทย์แผนปัจจุบันที่ทำกันอยู่นี้มัน..ไม่เวอร์ค”

คราวนี้มาดูงานวิจัยนี้นะ หมอคนนี้ชื่อ Caldwell Esselstyn เขาเป็นหมอทางด้านต่อมไร้ท่อ เขาได้ทำงานวิจัยโดยเอาคนไข้โรคหัวใจของเขามา 22 คน จับทุกคนสวนหัวใจ ฉีดสี ถ่ายรูปไว้หมด ว่าคนไหน หลอดหัวใจตีบที่หลอดเลือดเส้นไหน ตีบมากตีบน้อยแค่ไหน แล้วถ่ายรูปไว้ แล้วให้คนไข้เหล่านี้กินแต่อาหารมังสะวิรัต กินอยู่นาน 5 ปี แล้วเอาคนไข้ทั้งหมดกลับมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปใหม่ แล้วเอารูปครั้งแรกและครั้งที่สองมาเปรียบเทียบกัน ก็พบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบของคนไข้เหล่านี้กลายเป็นโล่งขึ้น อย่างตัวอย่างคนไข้คนนี้ ก่อนเริ่มวิจัย ผลฉีดสีเป็นอย่างนี้ คือเวลาเราฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือดแล้วถ่ายเอ็กซเรย์ออกมาเป็นภาพยนตร์ ตัวสีจะเห็นเป็นสีขาวอย่างนี้ เวลาที่สีวิ่งผ่านจุดที่หลอดเลือดหัวใจมันตีบแคบหรือขรุขระ เนื้อสีสีขาวมันก็จะถูกบีบให้แคบและเห็นขอบขรุขระด้วยอย่างนี้ ส่วนภาพนี้เป็นผลการฉีดสีหลังจากกินมังสะวิรัติไปแล้วห้าปี จะเห็นว่ารอยตีบรอยขรุขระที่หลอดเลือดหายไป เหลือแต่ลำสีที่วิ่งได้เต็มหลอดเลือดตามปกติ

นี่เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ยืนยันว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เราเชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นแล้วไม่มีทางหายนั้นไม่เป็นความจริง ผลการติดตามฉีดสีซ้ำนี้ยืนยันว่ามันหายได้ และในงานวิจัยของเอสเซลส์ทินนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้มันหายคือการปรับอาหารการกิน

บทสรุปของคุณหมอที่ได้ ณ จุดนั้นผมมานั่งคิดใคร่ครวญดู ตัวเราหรือก็อายุก็ห้าสิบกว่าแล้ว จะผ่าตัดหัวใจให้คนไข้ไปได้อีกอย่างมากก็สองสามร้อยคนแล้วก็เกษียณ ผ่าไปแล้วพวกเขาใช่ว่าจะหายจากโรค อีกสิบปีถ้ายังไม่ตายก็จะพากันกลับมาให้ผ่าใหม่ แล้วเวลาในชีวิตของผมเองก็เหลืออยู่จำกัด ยิ่งเวลาในชีวิตงวดลง เวลาก็ยิ่งดูจะมีค่ามากยิ่งขึ้นทุกที ผมจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทำผ่าตัดอีกต่อไปอย่างนี้หรือ ทำไมผมไม่ทิ้งการผ่าตัดให้คนรุ่นหลังเขาทำกันไปละ ตัวผมเปลี่ยนไปทำอะไรที่ช่วยคนไข้ในวงกว้างได้ถาวรกว่าการผ่าตัดหัวใจเสียไม่ดีกว่าหรือ

คิดได้แล้วผมก็ตัดสินใจเลย คือลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล เลิกผ่าตัดหัวใจ หันไปเรียนหนังสือใหม่ ไปฝึกอบรมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว จะได้ทำงานป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพได้เต็มไม้เต็มมือ อ่านหนังสือและทำวิจัยอยู่สองปีก็สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวหรือ Family Medicine ได้ ไปสอบกับหมอรุ่นเด็กๆตอนอายุห้าสิบปลายๆนะ ปูนนี้แล้วคนเราถ้าไม่ตั้งใจจริงก็คงไม่ทำ จากนั้นก็เปลี่ยนอาชีพมาเป็นหมอทั่วไป ไม่ผ่าตัด ไม่รักษาคนป่วยแล้ว แต่ให้คำแนะนำคนดีๆ ที่ยังไม่ป่วยว่าต้องเปลี่ยนชีวิตอย่างไร จึงจะไม่ป่วย

น่าเสียดายงานวิจัยมากหลายในโลก ที่บ่งบอกความจริงให้แก่คน แต่ทีวีไทย หนังสือพิมพ์ไทย สื่อไทย ... ไม่เคยกล่าวถึง มีแต่หลอกให้ดู ละครน้ำเน่า สนุกเฮฮา หาสาระไม่ได้เลยไปวันๆ ประเทศจึงถอยหลังลงคลองไปทุกวัน จากจะเทียบกับอเมริกา ยุโรป ก็ลดชั้น เป็นญี่ปุ่น แล้วก็ลดลงเป็นเกาหลี แล้วก็ลดลง .... ท้ายที่สุด ณ.วันนี้ กำลังจะถูกพม่าแซงแล้ว

เมื่อไหร่คนไทยจะมองความจริง ว่าประเทศเราไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ในด้านความเจริญของเทคโนโลยี หรือความรู้ใดๆ เพราะขาดเสียซึ่งองค์ความรู้ แต่สิ่งหนึ่งที่ในโลกไม่มีที่ใดมี และทำไม่ได้ นั่นคือ องค์ความรู่้เรื่องสมุนไพร

เราจึงเชื่อดั่งคำพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า สิ่งนี้แหละที่จะใช้กู้ประเทศ

วันใดที่ปัญหาสุขภาพของโลกเข้าขั้นวิกฤต องค์ความรู้นี้ถูกเผยแพร่และได้รับการยอมรับ ชีวิตใครใครก็รัก ญาติใครก็ห่วง ฉันใดก็ฉันนั้น หากมีที่รอด มีหรือจะไม่มา

เมื่อเป็นที่เดียว ย่อมเลือกได้ กำหนดได้ จะมาต้องขึ้นเครื่องการบินไทย ประเทศไหนจะส่งคนไข้ยาเสพติดมา ต้องซื้อสินค้าเกษตรของไทย ... นี่แหละขุมทองของจริง ที่ไม่มีที่ใดในโลกแข่งได้ อยากทำก็ทำไม่ได้

ตื่นเถิดชาวไทย อย่าให้พ่อค้า กับหมอ และนักวิชาการ ที่หิวโหย โลภโมโทสัน หลอกอีกเลย แค่อยู่ตามปกติสุข ไม่ทานเคมี ก็สามารถใช้ชีวิตจนครบพรหมลิขิตแล้ว มีเจ็บป่วยบ้างก็เป็นธรรมดา หากเบื่อเจ็บ ก็มีสมุนไพรเป็นทางเลือก

งบประมาณสาธารณสุขปีหนึ่งมากมายมหาศาล นำมาพัฒนาประเทศได้สบาย แค่งบตรงนี้หายไป ประเทศก็ไม่ขาดดุลแล้ว

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

คุณสมบัติ


ความยุ่งยาก และถือเป็นบัญญัติของฟ้าดิน ในธรรมของพระภูมี นั่นคือ ช่วยใครไม่ได้เลย แม้นอยากสักฉันใด สิ่งที่ช่วยได้นั่นคือให้ความรู้ แล้วไปสร้างคุณสมบัติรองรับอำนาจบุญเอง

ความยากของบัญญัตินี้ ในพุทธประวัติเมื่อพระโคดมครั้นสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ยืนยัน... ว่าสำเร็จแล้ว ทรงพิจารณาสัตว์โลก ในความจริงข้อนี้ ก็ทรงเห็นว่ามนุษย์คงทำได้ยาก จึงเกิดความคิดที่จะอดอาหารเพื่อเข้านิพพานเลย หาใช่ความตามในพระไตรปิฏกไม่

หากแม้นตัดกิเลสได้ เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องมาหาบุญไปนิพพาน จึงได้สติจากคำเตือนของฟ้าดิน จนต้องกลับมาฉัน แล้วเราท่านจึงมีพระอรหันต์สาวก นับแสนรูป ให้เห็นเป็นประวัติศาสตร์

หลวงพ่อนิพนธ์เคยอรรถาธิบายว่า คุณสมบัติก็มีเป็นขั้นเป็นระดับ ใครที่อยากได้ ก็มาเรียนแล้วไปปฏิบัติ การปฏิบัติก็อุปมาเหมือนการสอบ ผลแห่งการปฏิบัติก็จะบอกได้ว่า จะเลื่อนขั้นได้หรือไม่

นี่จึงเป็นอีกเหตุหนึ่งแห่งการเข้าพรรษา เพื่อที่จะให้สงฆ์ได้มาเรียนรู้การปฏิบัติ แล้วฝึกฝนเตรียมพร้อม เมื่อออกพรรษา ก็ไปปฏิบัติกิจธุดงค์ นั่นคือการสอบ วนเวียนไปอย่างนี้จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

หลักธรรมชาติ ของการสร้างอำนาจ มีลักษณะเหมือนกัน ปฏิบัติเช่นเดียวกัน มีขั้นมีตอนเพื่อผลสัมฤทธิ์เฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือ กาย วาจา ใจ

การสร้างกรรมที่สมบูรณ์ จึงเกิดจากกรรมที่ประกอบพร้อม ทั้งกาย วาจา ใจ ฉันใดก็ฉันนั้น การประกอบธรรมที่สมบูรณ์ ก็เฉกเช่นเดียวกัน

หลักใหญ่ใจความ อยู่ที่คำ "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ค่าของน้ำหนักกรรมและธรรม จะมากน้อย ก็อยู่ที่ผลแห่งใจนั่นเอง

การมาปฏิบัติธรรมหมวดสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวย้ำเสมอ แพ้ชนะวัดกันที่ใจ ... สติเมื่อได้พิจารณาเหตุและผลที่พระภูมีทรงทิ้งไว้ให้ เกิดความเชื่อ ใจก็จะเกิดศรัทธา แล้วก็จะบังคับวาจา และกายให้ทำตาม

ผลแห่งการฟัง จะไม่มีทางบังเกิดเลย ไม่ว่าจะฟังมากสักฉันใด หากใจของผู้ฟังไม่เปิดรับ ภาพของศาสน์จึงเสมือนกับการปรบมือ จากคนสองคน ฝ่ายหนึ่งยื่นมือไป อีกฝ่ายไม่ยื่นมือมา หรือยื่นไปคนละทิศคนละทาง จะโบกมือสักฉันใด ออกแรงสักฉันใด ก็ไม่มีทางบังเกิดเสียง นั่นคือไม่มีทางสำเร็จได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า กระไดขั้นแรก ของคุณสมบัติ จึงเกิดจากความกตัญญู

ผู้ใดก็ตามที่สร้างบ้าน หากแต่ขาดเสียซึ่งเสาเข็ม คือความกตัญญู ภาพที่ดู อาจจะเป็นบ้านที่ใหญ่โต แข็งแรง หากแต่วันหนึ่งเมื่อเจอภัยที่รุนแรง ก็ต้องล้มครืน

พระภูมี จึงอุปมาคนที่มีจิตใจไม่มีกตัญญูเป็นพื้นฐานไว้ว่า "พวกเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง" หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวอุปมาให้ชัด ก็คือ ไม่ชอบคนให้ แต่ออยากได้สมุนไพรที่เขาแจก นั่นเอง

อันว่าธรรมสายกลาง อีกนัยหนึ่ง จึงหมายความว่า ไม่ว่าเป็นผู้ใด ศาสนาใด ชนเผ่าใด ก็สามารถทำได้ เมื่อทำได้ย่อมได้ผลเฉกเช่นเดียวกัน นี่เองจึงเป็นเหตุให้ธรรมของพระภูมี จึงมีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ทั่วโลก ส่งคนมาศึกษาเล่าเรียน เพื่อนำกลับไปให้ชนของตนปฏิบัติ เพื่อช่วยตน

หากใครที่ชอบประวัติศาสตร์ อาจจะเคยเจอการศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เผยแพร่กันอยู่ในวงแคบ เพราะไม่อยากให้คนรู้ นั่นคือเรื่องราวการสืบสาวประวัติของต้นตำนานบัญญัติสิบประการ ว่าแท้จริงแล้วก็เป็นพระรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนานั่นเอง ใครสนใจก็หาดูได้ในกูเกิล

บทสรุป ที่หลวงพ่อนิพนธ์เน้นย้ำ ฟ้าดินเขาไม่ตัดสินที่พฤติกรรมภายนอก หากแต่ดูกันที่ใจ ดั่งพุทธประวัติ พระเทวทัต ที่แม้นจักออกบวช ประพฤติปฎิบัติ เรียกว่าเคร่งกว่าพระโคดมเสียอีก หากแต่ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำก็หาเป็นบุญไม่แม้นแต่สักน้อย ยิ่งเกิดเป็นมิจฉาทิฐิ ทำบาปหนักเข้าไปอีก

คำเตือนจากหลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวเสมอว่า ไม่ได้บังคับ ไม่ชอบ ก็ไปหาที่ที่ตนชอบ อย่ามาเสียเวลาเลย หลอกตัวท่านอาจจะหลอกได้ แต่หลอกตาของฟ้าดินไม่ได้หรอก

คุณสมบัติ จึงต้องถูกเริ่มสร้างจากการบังคับกาย และวาจา ใจ ด้วยการบังคับให้สวดมนต์ และฟังเหตุและผล ... อยากรู้ว่าโรคของตนจะหายไหม จึงเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน เพราะตนนั่นแหละจะรู้ดีว่า ใจของตนมีที่ว่างให้ธรรมแทรกเข้าไปมากน้อยเพียงใด ... นั่นแลคุณสมบัติที่ตนมี ก็มากน้อยเพียงนั้น ผลที่เกิดจากการทานสมุนไพร ก็เป็นไปตามสิ่งที่ทำได้

ด้วยเหตุความจริงข้อนี้ ใครก็ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง

จึงไม่ต้องแปลกใจที่ทำไมจึงบอกว่า คนที่เข้าห้องสวดมนต์แล้วยังคุย ยังหาความสงบไม่ได้ คนเหล่านี้คบไม่ได้ ก็เพราะคนเหล่านั้น แม้นแต่เพื่อช่วยตนยังไม่ทำ พูดให้หนักกว่า ฆ่าตัวเองยังทำได้ จะเชื่อหรือวางใจได้อย่างไรว่าจะรักเราหรือช่วยเราได้ นี่แหละหลักปราชญ์ จึงมีคำที่พระภูมีตรัส "ให้ช่วยตนก่อน แล้วจึงช่วยผู้อื่น" ด้วยสิ่งที่ช่วยตนได้จนพ้นภัย ย่อมเป็นสิ่งถูก เมื่อนำไปใช้ช่วยผู้อื่น ย่อมไม่พลาดผิด แต่ความรู้หรือสิ่งที่ตนทำ ยังไม่รู้ถูกผิด ยังช่วยตนไม่ได้ กลับไปอวดอ้างสอนคนอืน ความรู้นั้นย่อมอันตรายยิ่ง ...

ธรรมจักร ในความหมาย จึงเป็นที่มาของพระมาลัยที่ทำตนจนสำเร็จช่วยตนได้ มาทำหน้าที่หมุนกงล้อธรรมจักรให้เคลื่อน ด้วยความรู้ที่ถูกที่ตนมีนั่นเอง ... อันเป็นการแสดงถึงความกตัญญูต่อพระภูมี ประการหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า เมตตาธรรมนี่แหละเป็นคุณธรรมที่ใช้ค้ำจุนโลก .. ไม่ใช่พอตนรอดก็ตัวใครตัวมัน หากเป็นเช่นนั้น เราท่านคงไม่มีพระพุทธเจ้ามาสอนสั่งสาวกดั่งในประวัติศาสตร์แล้ว


วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

เหมือนและต่าง


ธรรมชาติสร้างสองสิ่งมา นั่นคือ อาหาร และสมุนไพร

ความเหมือนของสองสิ่ง นั่นคือ จักแสดงผลก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการย่อยของท้อง แล้วร่างกายก็จักแยกแยะนำสารที่มีไปใช้ ตามที่ร่างกายต้องการ

หลวงพ่อนิพนธ์อธิบายให้เห็นว่า ความต่างของมันก็คือ อาหาร ไม่สนพฤติกรรมของผู้ทาน ไม่ว่าผู้ทานจะเป็นใคร เป็นอะไร ฐานะใด เมื่อทานก็ให้ผลเฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือ ทานแล้วก็โต เหมือนกันหมด

แต่สมุนไพรหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ผลแห่งการทานสมุนไพรกลับผูกติดกับพฤติกรรมของผู้ทาน อันหมายความว่า สมุนไพรสูตรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ชนิดเดียวกัน หม้อเดียวกัน ทานเหมือนกัน แต่ผลที่ได้กลับไม่เหมือนกัน จึงบัญญัติคำว่า นี่แหละผลแห่งการกระทำกำหนด เรียกว่า "ต่างกรรมต่างวาระ"

นี่เองจึงทำให้ธรรมหมวดสมุนไพร จึงต้องมีสองขา หนึ่งคือขาสมุนไพร อีกหนึ่งคือขาบุญ ...

ก็ด้วยขาบุญนี้เอง ที่พระภูมีชี้ให้เห็นทางว่าต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยพฤติกรรมเดิมนั้นมีนิสัยกรรมนำ สร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่น เป็นเหตุแห่งที่มาของโรค ก็ต้องอาศัยนิสัยธรรมนำ สร้างสุขให้แก่ผู้อื่น

ตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์ยกมาให้ดู ผลแห่งพฤติกรรม นั่นคือ การที่หมอปัจจุบัน มักจะสั่งให้คนไข้ ทำจิตใจให้สงบ ผ่อนคลาย สร้างสภาวะที่ร่าเริง แจ่มใส

กายวิภาคที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า ผลแห่งอารมณ์โกรธ จักทำให้เกิดสภาวะเป็นกรดแก๊สในกระเพาะ ที่หนักไปกว่านั้นนั่นคือ จักทำให้การทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ หยุดทำงาน หรือทำงานไม่เป็นปกติ

นี่เป็นสาเหตุอันเป็นต้นกำเนิดของโรคต่างๆ ตามมา ด้วยความเป็นพหูสูตรของพระภูมี รู้ธรรมชาติของมนุษย์ แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์จักช่วยคนเหล่านี้ ก็จึงต้องนำสัจจะ ไม่โกรธ ให้ปฏิบัติ เริ่มจากวันละ ๑ ชั่วโมง ผลที่ได้ก็จักเกิดมหาศาลแล้ว

ความเป็นปราชญ์และรอบรู้ธรรมชาติของกรรม ธรรมบัญญัติของพระภูมี ที่ให้กระทำ เสมือนยิงนกทีเดียวได้นกหลายตัว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เพราะการผูกติดกับพฤติกรรมนี้เอง ในยุคุถ้ำกระบอก จึงต้องเริ่มต้นด้วยการถวายสัจจะ ในการฟื้นฟูตน

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า สมุนไพรที่อื่น เขาทำเพื่อเลี้ยงตน ไม่ได้ทำเพื่อช่วยคน จะทำอย่างไร จะทานอย่างไร ก็แล้วแต่ ... หากแต่ความเป็นจริงคือ ไม่มีผลในการช่วยฟื้นฟูตน เฉกเช่นเดียวกับการทานยาหมอ ยาเคมี ... ซึ่งไม่ต้องสนพฤติกรรมใดๆ ของผู้ทานเลย หากแต่บัญญัติธรรมหมวดสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หากจะหวังซึ่งผลแห่งการทาน พฤติกรรมของผู้ทาน เป็นตัวกำหนดผลแห่งการทานนั้นๆ

และความเหมือนอาหารที่เด่นชัด สมุนไพรของพระภูมี จึงไม่มีเพื่อเฉพาะโรคใด เฉกเช่นอาหารที่ทาน ก็ไม่ได้ทานไปเพื่อส่วนใดของร่างกาย จึงไม่มีความจำเป็นต้องถามว่า เป็นโรคนี้ทานอะไร เป็นโรคนั้นทานอะไร ไม่มี สมุนไพรของพระภูมี จึงเป็นสูตรรอบครอบจักรวาล จัดการทั้งระบบอวัยวะ ๓๒ เป็นวัตถุดิบให้ร่างกายได้ไปฟื้นฟู สร้างภูมิ เมื่ออวัยวะสมบูรณ์ก็สามารถทำหน้าที่ในการกำจัดโรค หรืออาการที่เป็นได้เอง ตามธรรมชาติอยู่แล้ว

สมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยน จึงมีสถานะ "ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น" คำแนะนำของวิทยากรที่มักได้ยินบ่อยๆ นั่นคือ การสอนให้ไหว้ก่อนทาน เพราะการไหว้นั่นแสดงถึงว่าสิ่งนั้นเป็นของสูง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "ของสูงเท่านั้น จึงจะดึงวิญญาณของเราท่านขึ้นจากที่ต่ำได้"

การวางสถานะจึงเป็นสิ่งจำเป็น ... ถือไว้กับรองเท้า เก็บไว้ต่ำกว่าหมูกว่าผัก ในตู้เย็น ... สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นคำเตือนที่ได้ยินบ่อย จนหลายคนรำคาญ แต่นี่แหละคือพฤติกรรมที่มีผลต่อคุณค่าของสมุนไพรที่จะฟื้นฟูชีวิต

เราท่านจะมีความเชื่อ มีความเห็นประการใด ก็ไม่ว่ากัน .. แต่ตอนนี้เมื่อเราท่านเผชิญโรค มาบีบคั้น ต้องการแก้ไขด้วยวิธีสมุนไพรของพระภูมี ข้อปฏิบัติเหล่านี้ จำเป็นต้องทำ วางพฤติกรรมเดิมไว้ก่อน หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ดังภาษิต เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ... นั่นคือ ต้องทำ หากต้องการช่วยตน หากแต่เมื่อก้าวข้ามพ้น ช่วยตนจนสำเร็จ จะกลับไปทำตามพฤติกรรมเดิมๆที่ชอบ ก็ไม่ว่ากัน

บทสรุปที่เราอยากย้ำคำของหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง นั่นคือ บัญญัติธรรมของพระภูมี เป็นธรรมสายกลาง บัญญัติบุญเกิดจากมนุษย์และสัตว์ ไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องทำกับพระ หรือทำที่วัดจึงเป็นบุญ นั่นพราหมณ์มันเขียนให้ตัวมันสุขสบาย

นี่แหละคือความยาก ที่คนมากหลายทำไม่ได้ ... แต่คนที่ทำได้ ย่อมประสพผล ไม่สนหรอกว่าโรคที่เป็นจะคือโรคอะไร ขอเพียงยังมีพรหมลิขิต ย่อมถึงฝั่งความไม่มีโรคอย่างแน่นอน และก็ทุกยุคทุกสมัยก็ประจักษ์ว่า มีผู้ที่ทำได้ แม้นจะน้อย แต่ก็มีเป็นแสน เล่าขานมาจนทุกวันนี้

อย่างน้อยตอนนี้ แค่โรคมะเร็ง เราท่านก็เห็นคนประสพผลเป็นร้อย เดินให้เห็นเป็นประจักษ์

ตายไป ๓ เกิด ๑

สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งข่าวจากญาติคนป่วย ๓ ราย ถึงการเสียชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และก็เป็นผู้หญิง

คนแรกที่ได้ข่าว อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่ก็เลยวัย ๖๐ ปี มาทานสมุนไพรที่นี่นานเกินปี รู้จักกันดีในห้องทำสมุนไพรว่าป้าแอ๊ด จากสภาพที่รุ่งริ่ง ป้าแอ๊ดค่อยๆ ฟื้นตัว แล้วก็อาสามาเป็นจิตอาสาทำสมุนไพร จนดูไม่เหลือเค้าโครงของคนเป็นมะเร็ง หรือใกล้ตาย เพราะป้าแกมาทุกสัปดาห์ และทำงานอย่างมีความสุข ร่างกายแข็งแรง ไม่มีแววเลยว่าแกจะเสีย และแล้วญาติแกก็บอกว่า ป้าแกไปสบายแล้ว วันก่อนทานข้าวเย็นเสร็จ ก็เข้านอน แล้วก็จากไป

สองคนหลัง เป็นรุ่นคุณยาย อายุมากสักหน่อย มาก็ใกล้เคียงกัน และก็สภาพคล้ายๆ กัน นั่นคือ หมอทิ้ง ด้วยอาการระยะสุดท้าย กระจายไปทั่วตัว หนึ่งเป็นคนมีฐานะ อีกหนึ่งก็มีลูกหลานเป็นหมอ

ทั้งสองกรณี ญาติรู้ดีว่าคุณยายคงไม่รอด แต่ความหวังเดียวก็คือ อยากให้แกไปสบาย จึงพามาหาหลวงพ่อนิพนธ์

ความปรารถนาเป็นผล คุณยายท่านแรก จากไปพร้อมกับจับมือลูกหลาน ร่ำลา แล้วนอนยิ้มหลับไป คำสั่งเสียสุดท้าย ฝากกราบหลวงพ่อนิพนธ์ ลาแล้ว ส่วนคุณยายของหมอ ก็จากไปเช่นกันอย่างสงบ โดยคุณยายทั้งคู่ ไม่ได้ใช้มอร์ฟีนแก้ปวดของหมอ หรือยาใดๆ แม้นแต่น้อย ...

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นี่เรียกถึงพรหมลิขิต ถึงจะช่วยชีวิตไม่ได้ แต่ก็ไปสบาย ตายดี นั่นหมายถึงประสพผล เพราะการตายแบบนี้ วิญญาณไม่ถูกบีบเค้น อุปมาให้เห็นเหมือนเดินไปเที่ยว ชมวิวทิวทัศน์ สุขสบายใจ แล้วหิวน้ำ มองเห็นเจ้าของบ้านเชื้อเชิญ ดูท่าทางใจดี ก็เดินเข้าไป นั่นแลไปเกิดเป็นมนุษย์ เข้าท้องแม่ใหม่ไปแล้ว

ในขณะที่ข่าวการตายเข้ามา ก็มีคนไข้ท่านหนึ่ง ไม่ได้เป็นโรค แต่มีปัญหาที่หนักใจกว่าโรค ความมีฐานะของตนก็ช่วยไม่ได้ นั่นคือ การไม่มีบุตร แม้นจะผ่านการแต่งงานมากว่าสิบปี ไปใช้กระบวนการแพทย์ทั้งหมดที่มี ในที่สุดหมอก็บอกว่าไม่สามารถมีบุตรได้

มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ปัญหานี้ก็เลยกลายเป็นเรื่องง่าย โน่นแนะที่มาของสมุนไพรมะพร้าว แม่ชีเมี้ยนทรงเรียกว่า "ยากล่อมกุมาร" ใช้เพื่อทำให้คนมีบุตรมามากมายในครั้งถ้ำกระบอก

หลังจากทานมานี่ก็ครบปี ตอนนี้เธอมาลาเพื่อไปคลอดบุตร ในสัปดาห์หน้า ตามนัดของหมอ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า ทำไมเราท่านจึงไปวางชีวิตตนไว้กับคนอื่น เรื่องของชีวิต ไม่มีหมอใดหรือผู้ใดรู้ดีไปกว่าตนของเราเอง ท้องของเรานี่แหละหมอใหญ่ ขอเพียงมีวัตถุดิบ เครื่องมือส่งให้ สามารถแก้ปัญหาของตนที่มีได้ทุกสิ่งอย่าง เหมือนปาฏิหาริย์

เรื่องที่หมอหรือใครบอกว่า หมดปัญญา ไม่มีทางแก้ได้ เพียงแค่ไม่กี่เดือน ร่างกายก็สามารถฟื้นฟูมดลูก กลับมามีบุตรได้ เหมือนปาฏิหาริย์ ยิ่งไปกว่านั้น เด็กก็แข็งแรง สมบูรณ์

คำสอนทิ้งท้าย หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อเด็กออกมา สัมผัสแรก ก็ควรที่จะป้อนสมุนไพรเขียวให้เด็กทันที เด็กจะซึมซับ และคุ้นเคย ร่างกายจะตอบรับสมุนไพร ภูมิจะแข็งแกร่ง ไม่ต้องใช้วัคซีนใดๆ ...

ความเป็นธรรมชาติสร้าง ทำให้สมุนไพรไม่มีอันตราย ไม่ว่าผู้ทานจะแรกเกิด หรือสูงวัย ... ทานได้หมด ไม่ต้องกลัวทานเกินปริมาณ ดังนั้น ณ.วันนี้ เด็ก ๒ ขวบ ที่เป็นโรค ไปจนคุณยาย ๘๙ ปี ที่มายังมูลนิธิก็ทานสมุนไพรตัวเดียวกัน หม้อเดียวกันได้ ไม่ต้องกังวล


วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

ศาสน์มีไว้ทำไม


มนุษย์ไม่ต้องมีศาสนาก็ดำรงอยู่ได้ ด้วยมีกรรมนำเกิด มีพรหมลิขิตเป็นพี่เลี้ยงให้อยู่จนครบอายุขัยอยู่แล้ว

การที่ศาสน์มาอุบัติในโลก ก็เพื่อเฉพาะคนที่เบื่อวัฐจักรของ การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย หรืออย่างน้อย ก็เบื่อเจ็บ จะได้มีทางเลือก

หากเปรียบกระแสน้ำ ไม่ว่าจะว่ายทวนน้ำ หรือ ตามน้ำ ปลาก็อยู่ได้ หากแต่ผลที่ต่างกันคือ การปล่อยตนว่ายตามน้ำ ผลบั้นปลาย ย่อมตกลงสู่ที่ต่ำ หากฝืนตนว่ายทวนน้ำ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องใช้กำลังเยอะ ใช้ความขันติ อดทนมหาศาล แต่บั้นปลายนั่นคือ การขึ้นที่สูง

คนส่วนใหญ่ ชอบที่จะปล่อยตัว ปล่อยตน ตามนิสัย จึงชอบที่จะว่ายตามน้ำ หากแต่ศาสน์ สอนให้เราฝืนนิสัยตน ให้ใช้ขันติอดทน ว่ายทวนน้ำ

คนที่จะมาเชื่อศาสน์จึงมีน้อย แต่ผลที่ได้ก็มหาศาล เพียงแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คนเหล่านั้น สำเร็จไปหมดแล้ว ไม่มาเวียนว่ายตายเกิดให้เห็นอีก เราท่านจึงไม่รู้ว่า สุขแบบนั้นเป็นเช่นไร น่าภิรมย์ขนาดไหน

แต่ก็ต้องมีคนอยากได้ อยากทำ อยากสุขแบบนั้น เป็นเช่นนี้ทุกยุคทุกสมัย

ศาสน์ จึงมีความหมาย มีคุณค่า เฉพาะเจาะจง ในเรื่องของชีวิตเท่านั้น ใครที่อยากมีสุข เบื่อวัฐจักรเกิดแก่เจ็บตาย ก็ดิ้นรนหาศาสน์เป็นที่พึ่ง

ความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ที่กล่าวว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ นั่นคือ ธรรมชาติของชีวิต ของจักรวาลหมายถึง กรรม ที่เป็นตัวนำเกิด แลให้ทุกข์สุขแก่มนุษย์นั่นเอง และหนทางแห่งบุญ เพื่อพ้นกรรมที่ทำมา

ด้วยรู้หนทางแห่งบุญและกรรม ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ต้นแห่งศาสน์ หรือ แหล่งบุญ จึงสามารถใช้แว่นส่องจักรวาล เพื่อดูได้ว่าอยู่ที่ใด แว่นอันนั้นคือ "ความไม่มีโรค" นั่นเอง

เพราะโรคเป็นตัวแทนแห่งกรรม ศาสน์อุบัติที่ใด ก็เป็นแหล่งบุญ

การใด สิ่งใด คนใด อ้างตนเป็นศาสน์ เป็นแหล่งบุญ เมื่อวันเวลาผ่านไป ผลก็จักบังเกิด หากทำผิดเป็นกรรม ก็จะเป็นโรคกัดกินตน หากเป็นบุญ ก็จักปลอดภัยไร้โรคา ... ผลที่ปรากฎ อุปมาเหมือน ช้างตายเอาใบบัวปิดไม่มิด

นั่นคือ ไม่ว่าจะโกหก น่าเชื่อถือสักฉันใด ในเมื่อสิ่งที่ทำผิด ไม่เป็นบุญ วันใดที่กรรมทำมามาถึง หาบุญมาช่วยตนไม่ได้ ด้วยสิ่งที่กล่าวที่ทำไม่มีบุญจริง ใบบัว หรือใบบุญที่กล่าวอ้างนั้น ก็ปกปิดการตายของตนไม่ได้เลย

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสสอนพระถ้ำกระบอกว่า พระของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีธรรม นั่นคือ ผู้มีบุญ จึงไม่มีพระรูปใดที่ยามแก่ชรา เดินหลังค่อม ตาฝ้าฟาง เป็นโรค จนทำกิจธุดงค์ไม่ได้ ไม่มี จึงไม่มีโรงพยาบาลสงฆ์

คนมีโรค คือคนมีกรรม เพราะพระพุทธเจ้าตรัส กรรมคือต้นเหตุ ดลให้เกิดโรค เพื่อให้เป็นทุกข์ คนมีบุญ หรือสร้างบุญได้ ย่อมไม่มีโรคพักอันจะมาทำให้ตายอย่างเด็ดขาด จะมีก็แต่โรคผ่าน ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ซึ่งเป็นธรรมดาต้องมีบ้าง

ใครที่วาดฝันว่า มีพระพุทธเจ้าแล้วคนทั้งโลกจะคลั่งไคล้ ไม่มีทาง จักมีก็แต่ แม้นไม่ขอบ ทำไม่ได้ ก็ยอมรับเท่านั้นเอง ...

ภาพที่เห็นชัดของกรรมที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา นั่นคือ คนจะคลั่งไคล้กันมากมาย เพราะกรรมมันดลบันดาล มันสนับสนุน

โฆษณาบอกว่า มีคนชื่นชอบทีมแมนยูเป็นหลายร้อยล้านคน ... นั่นแหละชัด ... แต่ประวัติศาสตร์ก็บอกว่า สาวกของพระโคดม ที่จัดว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่เพียบพร้อมที่สุด มีวาทศิลป์ดีที่สุด ยังไม่ถึงแสนเลย

ศาสน์จึงมีประโยชน์เฉพาะคนอยากได้ ... แต่ก็ชัด อยากได้ก็ต้องว่ายทวนน้ำ เหนื่อยน่ะ แต่ผลแห่งการขันติ อดทน ที่รออยู่ต้นน้ำ คุ้มนัก

และก็อย่าเศร้าสร้อยน้อยใจ ชวนคนรัก คนสนิท มาเดิน เขาอาจไม่มาด้วย ทางนี้ เพื่อนน้อย ... แต่ทุกคนที่ทำได้มั่นใจได้ว่าเป็นคนดี หมู่ชนของพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่า "ชนชาวศิวิไลซ์" ... เป็นผู้เจริญ ...ด้วยจิตใจ ไม่ใช่วัตถุ

ความรู้อันนี้ ทำให้เราท่านพึงเห็นได้ชัดว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีตามธรรมชาติของโลกอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ใช่ของสาธารณะ มีทุกที่ ทุกแห่ง ผู้ที่จะเป็นผู้ถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ เป็นผู้หมดกิเลส หรือเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาติให้ใช้ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ชัด สิ่งศักดิ์สิทธิ์คือธรรม เพราะไม่ว่าพระพุทธเจ้า สงฆ์สาวก หรือ พุทธศาสนิกชน ก็ต้องอาศัยธรรม เพื่อช่วยตน หากแต่พระพุทธเจ้า สามารถสร้างคุณสมบัติ หมดกิเลส จึงได้เป็น ผู้ถือธํรรมอำนาจนี้ และเมื่อหมดยุค ก็รอผู้ทำตนคนใหม่ ที่หมดกิเลส กลายเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป เป็นผู้ถือและใช้อำนาจธรรมนี้ต่อไป เช่นนี้ทุกยุคทุกสมัย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยืนยันว่า จักมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ มาสืบต่อยุคของพระโคดมอย่างแน่นอน และพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยนที่ทิ้งไว้ให้ นั่นคือ ท่านจะอุบัติในประเทศพม่า

เราท่านจึงเห็นหลวงพ่อนิพนธ์กระตือรือล้น ไปสร้างฐานในพม่า เพื่อสืบเสาะเนื้อนาบุญนี้นั่นเอง ... หากเจอวันใด หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ธรรมหมวดสมุนไพรก็จะครบองค์ นั่นคือ ขาของสมุนไพรที่สมบูรณ์ และขาของธรรมที่ปัจจุบัน บุญที่ทำกันอยู่ก็แค่เล็กน้อย ก็จักสมบูรณ์เพราะได้ทำกับผู้ปฏิบัติธรรมที่หมดกิเลส ที่เมื่อทำแล้วจักเกิดผลบุญอันมหาศาล ...

การฟื้นฟูตน ก็จักเร็ว และให้ผลที่เฉียบขาด ... ใครทำได้หลวงพ่อนิพนธ์การันตีว่า ไม่ใช่หายร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ล้านเปอร์เซ้นต์

ใครสงสัยว่า ทุกวันนี้ ที่นี่ทำเพื่ออะไร มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝง ก็คิดกันไป แต่จุดประสงค์เดียวก็คือ ทำรอพระพุทธเจ้าอุบัติ แล้วได้มีโอกาสไปสัมผัสเนื้อนาบุญเท่านั้นเอง นี่แหละเป็นสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์รู้ และสร้างโอกาสให้เราท่าน เชิญชวนกันมาใช้ธรรมสมุนไพร ให้คุ้นเคย เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ และบัญญัติธรรม แม้นฟังไม่ออก แต่ก็ทำตามได้

คนหลากหลายสงสัยว่า ทำไมต้องไหว้ ก็แค่คนแจกสมุนไพรฟรีคนนึง คนที่แจกของฟรีมีกันมากมาย ... คำตอบจึงง่ายๆ เพราะท่านเป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้ที่ชี้ช่องให้เราท่านได้มีโอกาสที่จะสัมผัสเนื้อนาบุญ คือ พระพุทธเจ้า ในอนาคตนั่นเอง ส่วนสมุนไพรนั่นเป็นของแถม ที่หลวงพ่อนิพนธ์ท่านให้ ... ในฐานะที่มาบ้าพระพุทธเจ้าด้วยกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า ใครมาที่นี่หวังสมุนไพร ช่างน่าเสียดายนัก ... เพราะสิ่งที่ที่นี่มี คือ ธรรมของพระพุทธเจ้า มีแม่ชีเมี้ยน นั่นแลคือแก่นที่ใช้เป็นที่พึ่ง ... รอวันใดที่พระพุทธเจ้าอุบัติ ก็จะรู้เอง

ทิ้งท้ายจึงเชิญชวน ร่วมด้วยช่วยกัน ไปก่อสร้างวัดในพม่า ที่จะใช้เป็นสถานที่ในการพัก ในยามที่เราท่านจะได้มีโอกาสไปกราบพระพุทธเจ้าและสงฆ์สาวกที่พม่าในอนาคต ด้วยการทอดผ้าป่าให้วัดนี้ ในวันออกพรรษาที่จะถึงนี้ด้วยกัน

บทสรุปที่ทำให้เห็นชัด ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวให้ฟัง นั่นคือ มนุษย์มีกรรมเป็นอำนาจ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีธรรมเป็นอำนาจ ... อำนาจทั้งสองนี้คือธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ที่มาที่ไป และใช้เพื่อช่วยตนและสาวกพาไปนิพพาน

มานี่่ หลวงพ่อนิพนธ์จึงไม่มุ่งหวังให้มาเพื่อสมุนไพร แต่มาเพื่อทำกิจกรรม ปฏิบัติตามธรรมคำสอน แล้วมุ่งหวัง ประกาศตนทุกครั้งว่า "ข้าพเจ้า ปรารถนา ขอบรรลุ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑" คือปรารถนาได้พบพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรม และวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อเราท่านเบื่อโลกเกิดแก่เจ็บตาย ในยุคของพระพุทธเจ้าองค์ใด ก็จะได้ไปกับเขามั่ง แม้นวันนี้ยังปรารถนาอยู่ในโลกนี้ ก็ได้มนุษย์สมบัติ ความไม่มีโรค จากพระพุทธเป็นรางวัล

เหยียบเรือสองแคม


สุภาษิตมากมาย คือ ดำรัสของพระภูมี อาจเรียกว่า พุทธสุภาษิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ชวนให้คิด ให้พิจารณา แล้วทำ

เสียดายที่ความเดิมของเนื้อหา ห่างไกลไปทุกที จนทำให้บางครั้งก็แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ถูกเสกสรรปั้นแต่ง ไปตามความคิดของคนรุ่นหลัง ทำให้กลายเป็นคำพูดสวยหรู ดูดี แต่หาคุณค่าแก่ชีวิตไม่ได้

คำอรรถาธิบาย ความหมายที่แท้จริง ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ และหลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอดให้ฟัง จึงทำให้เราท่านได้รู้ว่า พุทธสุภาษิต ทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของชีวิต ที่ให้เป็นข้อคิด พิจารณาเหตุและผล ความเป็นจริง เพื่อที่จะเลือกหนทางแห่งชีวิตตน

ภาษิต เหยียบเรือสองแคม เป็นอีกบทหนึ่งที่เราท่านมักจะได้ยินหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวถึง เพราะถือได้ว่า เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า การปฏิบัติธรรมหมวดสมุนไพร จักมีโอกาสสำเร็จมากน้อยเพียงใด

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายให้ฟังว่า สถานการณ์ของเราท่านในปัจจุบัน เมื่อมาพบศาสนา อุปมาเหมือนเจอทางเลือก ที่จะต้องนำตนไปสู่ความสุข อาศัยซึ่งพาหนะนั่นคือ เรือ ซึ่งมีสองลำให้เลือก และทุกคนต้องไปกับเรือ

เรือหนึ่ง คือเรือของโลกที่มนุษย์คุ้นเคย เรียกเรือของโลกียะ มีกรรมเป็นอำนาจ อาศัยกลไกการขับเคลื่อน คือ การพึ่งพาคนอื่น

เรือหนึ่ง คือ เรือที่มนุษย์ไม่คุ้นเคย เรียกเรือของโลกุตระ มีธรรมเป็นอำนาจ อาศัยกลไกการขับเคลื่อน คือ การพึ่งตนเอง

เรือโลกียะ เหตุที่คุ้นเคย ก็เพราะใช้กันมาทุกภพทุกชาติ เรียกว่าเป็นวัฐจักร ที่เราท่านคุ้นเคย นั่นคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

หลายต่อหลายคน ก็ปลงตก ไม่ว่า เกิด ไม่ว่า แก่ ไม่ว่า ตาย จึงมีผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์น้อย ในทุกยุคที่พระพุทธเจ้าอุบัติ แต่ที่ปลงไม่ตก ก็อ้ายตรงที มันมีเจ็บนี่แหละ

วันนี้ แม้นยังไม่มีพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ทำให้คนเบื่อวัฐจักร เพื่อไม่เกิด ยังทำไม่ได้ แต่แม่ชีเมี้ยนก็ทิ้งธรรมหมวดสมุนไพร ให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ มาให้เป็นทางเลือก เพื่อหนีเจ็บ

ประเด็นมันจึงอยู่ที่ เรือของโลกียะ อันเป็นเรือปีศาจ ใครเข้าไปแล้ว ก็จะพบกับทุกขเวทนา แต่ภาพที่เห็น เรือนี้ช่างสวยงาม น่าเย้ายวน ให้ใช้บริการยิ่งนัก โดยเฉพาะ คุณสมบัติของการขึ้นเรือนี้ คือ ไม่ต้องทำอะไร เป็นโปรโมชั่น อยากได้ก็ขอ ... คนมากมายจึงหลั่งไหลไปใช้บริการ แม้นจุดสุดท้าย จะเป็นทุกข์เวทนา ก็หามีคนใดสนไม่ เพราะมองเห็นแต่สุขเบื้องหน้า

หากแต่เรือของโลกุตระ ดูช่างเงียบเหงา ไม่น่ารื่นรมย์ อมทุกข์ ที่สำคัญอยากได้ต้องทำเอง ซะอีก มองยังไงก็ทุกข์ ถึงจะเป็นเรือแห่งสรวงสวรรค์ ใครได้นั่ง บั้นปลายจะมีความสุขยิ่ง คนทั้งปวงก็มองไปไม่ถึงซึ่งความสุขอันนั้น ถูกความทุกข์ที่ต้องเผชิญด้วยการอยากได้สิ่งใดต้องทำเอง แม้นปรารถนาสุข ก็ยังไม่อยากขึ้น หากไม่ถึงที่คับขัน

จึงไม่แปลก ที่คนจะขึ้นเรือของศาสนา จึงกล่าวได้ว่า ส่วนใหญ่แล้ว ก็คือ ผู้ที่คับขันแล้ว นั่นคือ วัฐจักรของความเจ็บมาใกล้ชิด ประติดตัว รุมเร้าจน ทำให้สุขอยู่บนเรือของโลกียะเป็นปกติไม่ได้นั่นเอง

เมื่อมีคนกลุ่มเล็กๆ เบื่อเจ็บ ก็อยากมาลองนั่งเรือของศาสนาดูบ้าง เพราะคำเล่าขานว่าสามารถทำให้หายเจ็บได้ ก็ดิ้นรนมา เพื่อขึ้นเรือลำนี้

เรือสองลำนี้ จอดติดกันที่ท่า ภาพที่เราท่านจักเห็นนั่นคือ บางคนก็ข้ามจากเรือโลกียะ มาเรือโลกุตระเต็มตัว บางคนก็ครึ่งๆ กลางๆ นั่งคร่อมมันเลยทั้งสองลำ แบบรักพี่เสียดายน้อง หลายคนก็ตัวอยู่บนเรือโลกียะ แต่ขอยื่นข้ามเข้ามาในเรือโลกุตระสักนิด หากแต่คนที่มานี้รวมกันก็มีจำนวนน้อยกว่าน้อย เมื่อเทียบกับคนที่เลือกลงเรือโลกียะ

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายเพิ่มให้เห็นว่า หากไม่พิเรน ไปนอกลู่นอกทาง เรือทั้งสอง ก็พาไปถึงที่หมาย นั่นคือ ตามพรหมลิขิตที่กำหนดมาเช่นกัน แต่ที่ต่างกัน นั่นก็คือ ถึงแบบสภาพไหน

ศาสน์ไม่บังคับ ว่าจะเลือกลำใด ตามแต่ใจปรารถนา แต่สิ่งที่อยากเตือน นั่นคือ ไม่ควรที่จะนั่งคร่อม ยืนคร่อมทั้งสองลำ

ด้วยเหตุที่เรือทั้งสองลำ ไปคนละทาง วันหนึ่ง มันก็ต้องออกจากท่า คนที่เกี่ยวไว้หน่อย ก็ต้องปล่อยเรือโลกุตระ กลับไปอยู่ในเรือของโลกียะ ซึ่งก็เป็นคนส่วนใหญ่ที่มา คนที่เลือกอยู่ในเรือโลกุตระ ก็ต้องทนลำบาก เพราะมีวินัยบังคับตน เป็นทุกข์ด้วยวินัยนั้น

หากแต่เมื่อเรือทั้งสองลำถึงที่หมาย คนที่นั่งเรือโลกียะ ไม่ต้องมีพันธนาการใดๆ เล่นกันไปตามนิสัย จึงเริ่มด้วยการหัวเราะก่อน เพราะปล่อยตัว ปล่อยนิสัยได้เต็มที่ หากแต่เมื่อผ่านมรสุม ร่างกายก็ทรุดโทรม ท้ายที่สุด ก็หมดเรี่ยวแรง หมดสภาพ บางครั้งก็เรียกว่า แม้นแต่จะช่วยตนในกิจกรรมประจำวันยังทำไม่ได้เลย

คนที่นั่งเรือโลกุตระ ด้วยวินัยที่บังคับตน ทำให้ร่างกายแข็งแกร่ง สู้กับนิสัยตนที่มี จนสภาพที่ดูป้อแป้ในตอนเริ่ม ล้มลุกคลุกคลาน ทรมานในตอนแรกๆ ภาพสุดท้ายกลับเป็นผู้ที่มีพลานามัยสมบูรณ์ มีความสุขอยากทำอะไรก็ได้ทำ

เรือโลกียะ เมื่อนั่งยามต้นจึงให้ความสุขหัวร่อร่า แต่จมกับความทุกข์ในบั้นปลาย เรือโลกุตระ เมื่อนั่งต้องทนทุกข์ด้วยวินัยธรรม แต่จะหัวร่อร่าในความสุขที่ได้รับในบั้นปลาย ... จึงกลายมาเป็นคำตรัสที่ว่า "หัวเราะที่หลังดังกว่า"

หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า เลือกลำใดไม่ว่า แต่ที่เป็นห่วงคือพวกที่นั่งมันทั้งสองลำ ยืนมันทั้งสองแคม อันนี้ก็รัก อันนั้นก็ชอบ

คนเหล่านี้ เมื่อเรือออกจากฝั่ง ช้าเร็วก็ต้องแตกแยกออก คนพวกนี้จึงต้องตกน้ำอย่างแน่นอน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ศาสน์เสนอตัวมาเป็นเรืออีกลำให้คนทุกข์เลือก ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมาลองนั่ง หากไม่ชอบไม่ว่า ก็กลับไปเรือที่ตนชอบ แต่อย่ามาเหยียบเรือสองแคม เพราะไม่มีวันหายสมใจ เรียกว่าเบียดเบียนผู้อื่น ช้าเร็วก็ต้องตกน้ำ จะกลายเป็นบาปเสียเปล่าๆ เพราะคนทั่วไปไม่รู้พฤติกรรม ก็ต้องบอกว่า เห็นไหม ตายเพราะไปกินสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ... ไม่ควรเลย แทนที่จะอยู่จนครบพรหมลิขิตในเรือโลกียะ กลับไปไม่ถึง

คำแนะนำทิ้งท้าย หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ควรที่จะทดลองเป็นอย่างๆ จะได้รู้ว่า อันไหน ลำไหน เป็นที่พึ่งได้ ที่สำคัญ คนที่ไม่คิดจะพึ่งตนเอง ... การมานั่งเรือของโลกุตระ ก็หาความหมายใดไม่ ... เพราะการนั่ง ฟ้าดินเขาตัดสิน ไม่ได้ดูที่กาย แต่ดูที่ใจ ที่ศรัทธา

ผลแห่งคำสอนนี้ ทำให้เราท่านเข้าใจได้ว่า ทำไมหลายคนที่มุ่งมั่นทานสมุนไพร จึงไม่ประสพความสำเร็จ ไม่ว่าจะทานมากมายสักฉันใด เพราะนั่นมันเข้าข่าย นั่งแต่ตัว ... ยามสอบฟ้าดินจึงให้ตก

แลคำสอนนี้ ก็ทำให้เราท่านได้รู้ว่า จุดเริ่มอันเป็นประตูแห่งความสำเร็จในการใช้ธรรมหมวดสมุนไพร จึงต้องเรียนรู้ พิจารณาเหตุและผล เพื่อให้เกิดศรัทธา โน้มน้าวใจตน ให้ประพฤติไปให้ถูกต้องตามครรลอง เป็นหางเสือพาเดินไปสู่เป้าหมายที่ถูก ไม่มีใจ ไม่มีศรัทธา ก็ไม่มีหางเสือ พายนานสักเท่าไร ก็วนไปวนมา ไม่ถึงฝั่ง

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

อยู่ใต้เงา


มีบุคคลหลายท่าน ที่พยายามสื่อหรือแสดงให้เห็นลักษณะของเมืองไทย นั่นคือ การพยายามทำให้คนในประเทศมีความรู้น้อย หรือ ขาดการศึกษา เพราะนั่นหมายถึง การจะกล่าวสิ่งใด ย่อมหาคนโต้แย้งไม่ได้เพราะไม่มีใครรู้จริง

เราท่านจึงไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวที่แท้จริง ที่มีการกล่าวขานโต้เถียงกันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งบทพิสูจน์ ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะในวงการแพทย์

จึงอยากจะยกบางส่วนของบทความมาให้เห็นว่าความจริงของโลก ที่คนไทยไม่รู้ ทำให้เราท่านมีความเชื่อผิดๆ จึงทำตาม ท้ายที่สุดผลผิดก็เกิด กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว

บทความแรก เป็นเรื่องผลการวิจัย เรื่องการบำบัดมะเร็ง ที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์สองฝากฝั่ง คือ ฝั่งอเมริกา ที่ออกมาสนับสนุน การทำเคมีบำบัด แต่ก็ถูกโต้แย้งจากนักวิทยาศาสตร์ฝั่งยุโรป และอีกหลายประเทศ ได้ทำการวิจัยมะนาว และพบว่า ให้ผลที่ดีกว่า เคมีบำบัดมากมาย อีกทั้งปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง

Lemon (Citrus) is a miraculous product that kills cancer cells. It is 10,000 times stronger than chemotherapy.

The source of this information is fascinating: it comes from one of the largest drug manufacturers in the world, says that after more than 20 laboratory tests since 1970, the extracts revealed that: It destroys the malignant cells in 12 cancers, including colon, breast, prostate, lung and pancreas ... The compounds of this tree showed 10,000 times better than the product Adriamycin, a drug normally used chemotherapeutic in the world, slowing the growth of cancer cells. And what is even more astonishing: this type of therapy with lemon extract only destroys malignant cancer cells and it does not affect healthy cells.

Institute of Health Sciences, 819 N. L.L.C. Cause Street, Baltimore, MD1201
Read more at http://www.snopes.com

จากบทความจะเห็นได้ว่า การวิจัยนี้ ให้ผลตรงกันกว่า ๒๐ แห่ง ที่ทำการวิจัย และบทสรุปของการวิจัยก็ชี้ให้เห็นว่า มะเร็งไม่สามารถรักษาได้ด้วยการทำลาย เพราะเป็นเซลล์ที่เกิดตามธรรมชาติ หากแต่กระบวนการที่เหมาะสมในการรักษามะเร็ง นั่นคือ การกำจัดท่อน้ำเลี้ยง เพื่อไม่ให้เติบโต และฝ่อไปเองในที่สุด ซึ่งสารจากมะนาว สามารถทำได้ดีกว่า ยาคีโม ถึง ๑๐๐๐๐ เท่า และยังไม่มีผลข้างเคียง

งานวิจัยเหล่านี้ ถูกเผยแพร่ ตั้งแต่ปี ๑๙๗๐ เพื่อคัดค้านการใช้คีโม อันระบุว่า จะให้ผลดีในครั้งแรกเท่านั้น การใช้ครั้งต่อไป นับแต่ครั้งที่สอง จะมีผลทำลายเซลล์ที่ดีมากกว่าเซลล์ร้าย ทำให้ร่างกายทรุดโทรม และยังไม่สามารถรักษามะเร็งที่เป็นอยู่ได้อีกด้วย

การคัดค้านได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อไม่นานนี้เอง องค์การอาหารและยาของสหรัฐ ต้องประกาศยอมรับว่า การใช้คีโมเป็นสิ่งผิดพลาด และยกเลิก โดยจะเปลี่ยนมาใช้ยาแบบใหม่ที่มีลักษณะแคปซูลแทน หากแต่วงการแพทย์ตะวันตก และยุโรป ก็ยังค้านว่า กระนั้นก็ตาม สารในมะนาวก็ยังมีผลดีกว่ายาแคปซูลนี้ ถึง ๑๐๐ เท่า

ที่สำคัญ ยาคีโมที่คงค้าง และถูกยกเลิก ก็จะถูกระบายมาให้ประเทศโลกที่ยังไม่รู้ ไปอีกประมาณ ๕ ปี จึงจะหมด นี่เป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะประเทศเราก็เป็นหนึ่งในประเทศที่รองรับ

ใครสนใจ ก็ไปหาบทความต่างประเทศ หัวข้อ lemon cure cancer ก่อนที่จะเลือกไปทำคีโม...

อีกบทความหนึ่งที่เราเห็นว่ามีผลมาก นั่นคือ เรื่องของคลอเรสโตรอล อันเนื่องมาจาก ความเชื่อที่วงการแพทย์ไทย ให้มาผิดๆ อันเกี่ยวกับน้ำมันจากพืชและสัตว์

บทความงานวิจัย เหล่านี้มีมากมายในต่างประเทศ Difference between Animal Fat and Vegetable Oil?
Vegetable fats are quite different from the animal fats. Vegetables fat is none saturated because it has more than one carbon bond in its structure. On the other hand, animal fat is saturated because it has a single carbon bond in its structure.

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า วงการแพทย์ไทยปกปิดเรื่องราว เพราะเรียนตำรามาจากสหรัฐ ซื้อยาจากสหรัฐ อ้างสหรัฐมาเป็นบรรทัดฐานตลอด

ความขัดแย้งกันเริ่มจาก การที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐ ประกาศค่าระดับมาตรฐานของคลอเรสโตรอลในคนว่าอยู่ที่ ๒๓๐ จึงจะเป็นปกติ หนำซ้ำยังประกาศว่า ไขมันในร่างกาย มีตัวดี ตัวไม่ดีอีก

และอ้างว่า น้ำมันสัตว์ที่ใช้ทำอาหาร เป็นแหล่งหรือตัวการสำคัญให้เกิดโรคอ้วน หรือไขมันอุดตัน พร้อมกับรณรงค์ส่งเสริมให้ทาน นำมันพืชเพื่อใช้ในการทำอาหารแทน

การกล่าวอ้างนี้ ใช้งานวิจัยที่ทดลองโดยหนู เป็นสิ่งยืนยันสนับสนุน ผลการทดลอง

ต่อมานักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์ฝั่งตะวันตก พบว่า อัตราการตายจากโรคหัวใจของประชาชนชาวสหรัฐเพิ่มสูงมากขึ้นอย่างผิดปกติ ทั้งที่ทานน้ำมันพืช ในขณะที่ประชากรในยุโรปหลายประเทศที่นิยมน้ำมันสัตว์ อาทิ ฝรั่งเศส ที่ใช้น้ำมันสัตว์ทำอาหารหลากหลาย ที่สำคัญ ทานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันทั้งวัน กลับมีผู้ป่วยน้อย

จึงเกิดการรวมตัวทางฝั่งยุโรป เพื่อค้นหาคำตอบ โดยการทำวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ ๙๐ ปี ขึ้นไป กว่าสามพันคน พบว่า ระดับคลอเรสโตรอลในเลือด อยู่ในระดับประมาณ ๓๐๐

จึงทำการทดลองต่อไปในคน โดยแบ่งกลุ่มเป็นสองประเภท ประเภทหนึ่ง ทานน้ำมันพืช อีกประเภทหนึ่งทานน้ำมันสัตว์ พบว่า กลุ่มทดลองที่เป็นกลุ่มทานน้ำมันสัตว์ กลับมีโรคอ้วน โรคไขมัน น้อย ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่นักวิจัยเหล่านี้ ในหลายๆ กลุ่มพบเหมือนกันนั่นคือ การทานน้ำมันสัตว์ให้ความปลอดภัยกว่า อีกซ้ำยังทำให้ไม่เป็นโรคอ้วน

แปลความหมายก็คือ น้ำมันสัตว์ทุกชนิด ยิ่งกินก็ยิ่งทำให้ผอม นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้คนชาวฝั่งยุโรป มีรูปร่างผอม ทั้งที่ทานแต่น้ำมันสัตว์ และทานเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ต่างกับทางคนในสหรัฐที่เป็นโรคอ้วน กันมากเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งที่ทานแต่น้ำมันพืช

ผลของงานวิจัยยังชี้อีกว่า ไขมันที่มีในร่างกาย ที่วงการแพย์เรียกว่า ตัวดี ตัวเลว แท้จริงแล้ว ไม่มีตัวไหนเลวเลย และ ไขมันทั้งสองชนิดนี้ ไม่ได้เกิดจากการทานอาหารที่มีไขมันสูง แต่เกิดจากการสร้างของตับ และในแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน จึงไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว ร่างกายจะปรับสมดุลย์ของทั้งสองชนิดเอง ซึ่งแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า คนไทยในเวลานี้ อุปมาเหมือน "คนโง่ ย่อมเป็นเหยื่อคนฉลาด" ฝรั่งเขาฉลาดกว่า

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์มักเน้นย้ำนั่นคือ อย่าไปตื่นตระหนกกับตัวเลขทางการแพทย์ที่วัดได้ สิ่งใดก็ตามที่ร่างกายสร้าง ร่างกายทำ ย่อมเป็นคุณเสมอ เพราะไม่มีใคร อะไร จะรู้ดีไปกว่าตนของตนนั่นเอง

คนที่ทานสมุนไพร จึงเอาเกณฑ์ทางการแพทย์ไม่ได้เลย ความดันขึ้น เบาหวานขึ้น ไขมันขึ้น ... หรือ น้อยลง หลวงพ่อนิพนธ์บอกให้ดูที่ร่างกาย มีอาการผิดปกติไหม หากยังปกติ มันจะขึ้น จะลง ก็ช่างมัน

การเรียนรู้ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูตน ... ผู้ใดเบื่อหน่ายการฟัง การเรียนรู้ ย่อมอุปมาเหมือนขาดเข็มทิศเดินเรือ ยากที่จะประสพผล เพราะความเชื่อมันพาเฉไป นั่นแหละความคิดกรรม มันจะพาให้เราท่านกลับไปเส้นทางเดิม คือ ไปพึ่งคนอื่น ตลอดเวลา ...

หากเราท่านได้เปิดหูเปิดตา จักได้รู้ว่า ถึงตอนนี้ โลกเขาเดินมาถึงทางตันแล้ว ยาและวิทยาการ ไม่สามารถตอบโจทย์ในการรักษาได้ การให้ทุนในการรักษาจึงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ถึงขนาดต้องเปลี่ยนกฎหมายก็ต้องทำ ... ไปประเทศสวิต.. หรือกลุ่มประเทศนี้ จะไปซื้อยาเคมีส่งๆ ไม่ได้เลย เพราะกฎหมายเขาบังคับ หากจะซื้อยาเคมี ก็ต้องใช้สมุนไพรครึ่งหนึ่ง

ประเทศผลิตเองยังกลัว ... แต่เพื่อนคนไทยเรา .. ยังเฮฮาอยู่บนเรือเคมี ทั้งที่เจ้าของเรือ เขาเตรียมลงเรือเล็กหนีแล้ว

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

กายวิภาค ว่าด้วยภูมิ


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ร่างกายมนุษย์มีธรรมชาติ หรือกลไกในการแก้ไขปัญหาที่เกิด ด้วยการตรวจสภาวะความผิดปกติของร่างกาย แล้วแจ้งไปยังสมอง เมื่อพบความผิดปกตินั้น ก็จะสร้างภูมิขึ้นมาเพื่อแก้ไขอาการนั้นๆ

ความไม่รู้ จึงกลายเป็นเหยื่อของคนฉลาด นั่นคือคำโบราณว่าไว้

คำนี้ช่างเข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ที่ฝรั่ง ผลิตยาเคมี มาให้ทาน นั่นคือการทำลายภูมิ ยิ่งทาน จึงยิ่งอ่อนแอ จากโรคหนึ่ง เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่โรคดั่งเดิม ก็ยังอยู่

กายวิภาคที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น ว่าเป็นธรรมชาติ อาทิ เซลล์มะเร็ง ก็เป็นเซลล์ที่เกิดเป็นรอบๆ วัฐจักรทุก ๖ ปี ในมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว หากแต่เมื่อเกิดร่างกายมีภูมิ ก็สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งนั้นๆไปได้ เซลล์อันต่อมา ที่อาจจะหาคนรู้เรื่องแทบจะนับตัวคนได้ นั่นคือ เซลล์ตะคริว

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า ธรรมชาติ กายคนต้องการอุณหภูมิ ระดับหนึ่ง ที่คนทั่วไปเรียกว่า ธาตุไฟ หากเกิดปัญหาธาตุไฟอ่อน คนผู้นั้นก็จะเกิดอาการที่หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาเสมือนคนอยู่ในขั้วโลก

ไฟธาตุ ก็มากับเลือด ดังจะเห็นได้ว่า คนตายปุ๊บเลือดไม่เดิน ร่างกายจะเย็นเฉียบ ดังนั้น คนที่เลือดน้อย จึงเกิดอาการดังกล่าว ผลก็คือ อาการปวดตามมา อาทิเช่นอาการที่เกิดในคนเป็นมะเร็ง หรือโรคเลือด ยิ่งถ้าไม่ยอมทานอาหารด้วยแล้ว ร่างกายก็จะขาดเลือดไปเรื่อยๆ ผอมลง จนในที่สุด หัวใจจะหยุดทำงาน เพราะเลือดไม่พอ .. ไม่ต้องรอมะเร็ง

เมื่อร่างกายปกติ ภูมิก็ไม่ถูกสร้าง พูดกลับด้าน ภูมิจะถูกสร้าง ก็แสดงว่าร่างกายผิดปกตินั่นเองที่เป็นเหตุ ดังนั้น หลักการของสมุนไพร จึงต้องปล่อยให้อาการมันเกิด เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิ โดยมีสมุนไพรเป็นวัตถุดิบที่ร่างกายใช้ในการสร้างภูมิ

กายวิภาคอันนี้ จึงเป็นปัญหา และเป็นตัวกลั่นกรอง ที่ทำให้การใช้กระบวนการสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา คนนิยมน้อย ก็เพราะคนทั่วไป ล้วนแต่ผู้ดีตีนแดง นั่นคือ ไม่ยอมให้อาการใดๆ เกิดเลย

ภาพที่หลายคนมโน ก่อนมาทานสมุนไพร จึงเป็นแต่คำที่ฟังคนคุยมา ว่าสมุนไพรดีอย่างนั้น ดีอย่างโน้น คนที่เห็น ก็เป็นหนัก มาทานยังรอด หายเป็นปกติ คนโน้นหาย คนนี้หาย แต่สิ่งที่ไม่เคยรู้เลยว่า ก่อนที่คนเหล่านั้นจะหาย จะเกิดอาการอะไรบ้าง ที่ต้องทน จนกว่าภูมิของร่างกายจะถูกสร้างขึ้นมา แล้วกดอาการเหล่านั้นลง จนลดน้อยและหายไปในที่สุด

ผลก็คือ เมื่อคนเหล่านี้มาใช้แนวทางนี้ จึงหวังว่า ทานสมุนไพรแล้วจะหาย โดยไม่มีอาการใดๆ มาระคายเคืองให้ขุ่นข้อง ต้องเจ็บ ต้องปวด ต้องทรมานสักนิด ... ซึ่งเป็นไปไม่ได้

คำ "ลงแดง" จึงเป็นของคู่กันกับสมุนไพร ที่คนที่มาใช้แนวทางนี้ ต้องเจอทุกตัวคน ผ่านได้ ด้วยขันติอดทน แล้วจึงหาย

ภูมิ จึงอุปมาการล้างบาป ล้างกรรมที่ทำมา หาใช่ด้วยการอ้อนวอน ร้องขอ ต้องผ่านวินัยทุกข์ ผ่านกรรมฐาน ตั้งสติในขณะเกิดลงแดง ใช้ขันติอดทน ... ด้วยพระภูมีทรงเห็นวินัยการล้างบาปของท่านเป็นเช่นนี้ เรียก การล้างบาป ด้วยวินัยทุกข์ ทุกข์กับวินัยธรรม ดีกว่าทุกข์กับกรรมกับโรคที่จะเกิด ... จึงให้สติสาวกในการปฏิบัติวินัยนี้ว่า "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า อย้าท้อใจ"

ค่าของภูมิ ที่เกิดขึ้น นั่นคือ เมื่อชนะได้ ในอนาคตก็จักไม่กลับมาเป็นโรคนั้นๆ อีก อย่างแน่นอน จึงเรียกว่าการหายโรค

แต่คุณค่าที่คนอาจคิดไม่ถึง นั่นคือ เลือดของคนผู้นั้น ก็คือวัคซีนดีๆ  นี่เอง สามารถนำไปสกัด แล้วทำวัคซีนกันโรคได้เป็นอย่างดี เพราะมีภูมิ หรือสาร ป้องกันโรคนั้นๆอยู่ในเลือด

ความน่ากลัวของยาเคมี นั่นคือ ตัวของมันมีคุณสมบัติเหมือนหิน คือเป็นวัตถุเย็น เมื่อทานเข้าไป จะก่อให้เกิดสภาวะที่เย็นในบริเวณนั้น ประการหนึ่ง กดทับให้เซลล์บริเวณนั้น น็อคไป ด้วยขาดเลือดไปเลี้ยง ประการหนึ่ง ...

กายวิภาคอันนี้ จึงทำให้เราท่านมองเห็นภาพว่า หากมันเกิดในหลอดเลือดสมอง นั่นคือ บริเวณที่จะเกิดการเปราะ หรือ แตกของหลอดเลือด ทำให้ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมคนที่ทานยาคุมความดัน จึงเป็นอัมพฤกต์ทั้งที่กิน

เลิกยาเคมีได้ ร่างกายก็เบาภาระไปครึ่งหนึ่งแล้ว การทานยาเคมี หลวงพ่อนิพนธ์จึงเรียกว่า เป็นการทำร้ายตนเอง เป็นบาปชนิดหนึ่ง นี่คือเหตุที่ทำไมที่นี่จึงยุให้เลิกยาเคมีให้เร็วที่สุด

อุปมาให้เห็นภาพชัด นั่นคือ ยาเคมีทำให้เซลล์หลอดเลือดตรงนั้น เป็นตะคริว มันจึงไม่ยืดหยุ่น แล้วก็แตกนั่นเอง ผลที่ตามมา เลือดที่ไหลออกมา เจอความเย็น ก็กลายเป็นลิ่มเลือด กดทับประสาท จึงเกิดอาการอัมพฤกต์ หากไม่มากนัก ก็จะเป็นชั่วคราว แล้วหายไป แต่ก็พร้อมจะเป็นอีก และหนักขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุว่าคนเหล่านี้ทำไมต้องทานยาสลายลิ่มเลือด

แต่ยาเหล่านี้ก็แก้ปัญหาได้ไม่หมด ... มาเจอสมุนไพรพระภูมี คือ ยาลูกกลอนน้ำผึ้ง ที่มีพริกไทย กระเทียมโทน น้ำผึ้ง ... ให้อุณหภูมิธาตุไฟสูง แก้เซลล์ตะคริว ให้ความยืดหยุ่น แก้เส้นเลือด ทำให้เลือดใส ...

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่าหากทานได้ถึงปริมาณ ไม่มีทางเป็นอัมพฤกต์เด็ดขาด

เราท่านจึงเห็นอำนาจกรรมได้ง่าย จากคนที่เป็นอัมพฤกต์ อัมพาตเหล่านี้ เพราะคนพวกนี้ จะไม่ชอบทานสมุนไพรนี้ ... นี่แหละกรรม ขืนให้ทานมากๆ ก็หายน่ะซิ

หนำซ้ำ เหตุแห่งการเป็นคือสมอง คนเหล่านี้ กลับเชื่อหมอบอกว่า กล้ามเนื้อมีปัญหา ต้องไปกายภาพบำบัด ต้องไปอาบน้ำแร่ ... เฮ้อ... กรรมหนอกรรมอะไร

หลวงพ่อนิพนธ์สรุปให้ฟังว่า เครื่องมือใดจะดีกว่าร่างกายตนไม่มีเลย และเมื่อร่างกายรับรู้ปัญหา ก็ขาดแต่เพียงวัตถุดิบ นั่นคือเหตุที่ต้องทานสมุนไพร เพราะมันไม่มีในอาหาร

อยากมีภูมิ ก็อย่าไปทานเคมีกดอาการที่เกิด ... แล้วจะได้หายโรคสมใจ



ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44