วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มีความหมาย

ฟังท่านอาสิ หลายคนอาจมีความคิดและเห็นเป็นเรื่องลำบาก ทำไปทำไม นั่นก็คือ "วินัยของพระพุทธเจ้า เป็นวินัยทุกข์" ก็ในเมื่อมันเป็นวินัยทุกข์ แล้วจะสร้างสุขให้แก่เราท่านได้อย่างไร แสดงว่า หากเชื่อแล้วทำตาม ก็ต้องทุกข์ไปตลอดจนตายอย่างนั้นหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำเพื่อ..

ก็ตัวของเราท่านที่มา ก็ทุกข์อยู่แล้ว ด้วยโรคภัยมาเบียดเบียน แล้วไยต้องมาหาทุกข์เพิ่มให้แก่ตนอีกเล่า แค่ทุกข์ด้วยโรค ก็สาหัส ไหนจะต้องมาทุกข์กับวินัยอีก

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า หากผู้ใดทำวินัยทุกข์ของพระพุทธเจ้าได้ ผลที่ได้รับคือ "ชีวิตจะมีความหมาย"

แลวินัยทุกข์อันนี้ หาใช่ทุกข์เพราะเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ สายตัวแทบขาด ก็หาใช่ไม่ เราท่านก็ยังคงดำรงตนปกติ แต่ที่ทุกข์ก็คือ ทำตามนิสัยสันดานเดิมของตนไม่ได้ หรือ ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า ต้องมีที่เว้น นั่นเอง คือ เว้นที่จะไม่ทำตามนิสัยตน หรือ ปล่อยตามนิสัยตน ไปทุกเรื่อง ทุกเวลา

หากแต่เมื่อเทียบกับคนทั่วไป ที่ไม่ต้องทำวินัยทุกข์ บางคนก็บอกตนนั้นสุขเหลื่อเกิน มีเงินมีทอง มีบ้านมีรถ มีทุกสิ่งอย่าง แต่หากพิจารณาไปยังคนเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่มีความทุกข์แฝงไว้ข้างใน ด้วยไม่รู้ว่า ตนจะตายเมื่อไหร่ ความเจ็บ หรือ โรคภัยจะมาเบียดเบียนตนวันไหน ที่สำคัญ สถานะของตน จะเป็นอย่างที่ตนให้เป็นไปจนวันตายไหม

๖ หลวงพ่อนิพนธ์ เล่าการพบปะสังสรรค์ ของเพื่อนสนิทของท่านที่เรียนกันมา แล้วสอบติดแพทย์ ๕ คน ส่วนตัวท่าน ก็หันเหไปบวช ซึ่งทุกคนบอกว่า พวกเราเป็นหมอ ส่วนหลวงพ่อนิพนธ์ มันเป็นหมอผี ผ่านวันเวลามาเจอกันในวัยประมาณ ๗๐ ปี หมอ
๕ คน บอกหลวงพ่อนิพนธ์ ว่ารู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่า เรียนมารักษาใครไม่ได้เลย ทำตัวได้ก็แค่เสมือนเซลล์ขายยาให้ฝรั่ง ที่สำคัญ มาวันนี้ ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องกินยา หนักกว่านั้น คือ คนนั้น กินไอ้นั่นไม่ได้ คนนี้ กินไอ้นี่ไม่ได้ มีแต่หลวงพ่อนิพนธ์คนเดียว ที่กินได้ทุกอย่าง สูบบุหรี่ ทานเหล้าได้หมด

ทุกข์ที่ซ่อนอยู่แต่ไม่มีใครบอก เพราะไม่รู้ว่าอนาคตตนจักเป็นเช่นไร หากแต่คนที่อยู่กับวินัยทุกข์ ทำตนมีนิสัยของพระพุทธเจ้า ให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย นั่นย่อมหมายความว่า ชีวิตคนเหล่านี้ มีความหมายต่อสรรพสัตว์ คนผู้นั้น ย่อมสุข เพราะรู้ว่า ชีวิตตนจะอยู่จนครบอายุขัย ไม่ตายด้วยโรค ด้วยอุบัติภัย อย่างแน่นอน ที่สำคัญ อยู่อย่างมีคุณภาพ คือ ไม่เจ็บ จนล้มหมอนนอนเสื่อ ทำวินัยไม่ได้

แค่ความหมายแค่นี้ การทำวินัยทุกข์ ที่แรกเริ่มอาจทุกข์หนัก เพราะฝืนนิสัยมาก หากแต่เมื่อทำได้ ก็กลายเป็นความคุ้นชิน เป็นอุปนิสัยใหม่ ที่ไม่สร้างกรรม รอตนอยู่วันข้างหน้า นั่นหมายความว่า ตนได้กำหนดพรหมลิขิตที่ดีของตนไว้ในวันข้างหน้า แลพรหมลิขิตนั้น เป็นพรหมลิขิตที่ดี อีกต่างหาก จะไม่สุขได้อย่างไร

บทสรุป สุขของพระพุทธเจ้า จึงเป็นสุขนิสัย ที่เมื่อทำแล้ว ย่อมวางใจว่า ผลเบื้องหน้าของตน ย่อมดีแน่ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมุ่งเน้น ให้เรามีที่เว้น สร้างนิสัยสุข แลสุขย่อมรอตนของเราในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน

คำถามง่ายๆ คนที่รู้ว่าวันข้างหน้าของตน จะปลอดภัย ไม่มีโรค ไม่มีภัย กับคนที่ไม่รู้อะไรเลยว่าชีวิตตนจะเป็นเช่นไร ใครจะสุขกว่ากัน นี่แล ทำไมคนที่ฟัง เชื่อ พระพุทธเจ้า แล้วทำตาม จึงมีมานะ ขันติ อดทน เพราะรู้ว่า การกระทำที่ทำ ไม่ตาย รออยู่วันข้างหน้า

แถมนิสัยสุขนี้ ยังตามติดไปชาติหน้า ก็สร้างสุขรอไปทุกภพทุกชาติ เฉกเช่นคนที่มินิสัยกรรม เมื่อเกิดโรค โรคก็ตามติดไปทุกภพทุกชาติ เรียกโรคกรรมพันธ์ แลนิสัยกรรมแห่งตน ก็สร้างทุกข์รอไปทุกภพทุกชาติเช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า หายโรคเป็นเรื่องกระจอก นั่นมันของแถมของศาสนา เมื่อมีวาสนามาพานพบ ทำไมไม่ไปเรียนรู้ ทำตน พัฒนาตน ให้ชีวิตตนมีความหมาย สร้างสุขแก่ตน ไปทุกภพทุกชาติเล่า วิชาทางโลกยังทุ่มเทมากมาย หลายสิบปี ก็แค่มีกิน มีใช้ กันเวรกันกรรมไม่ได้เลย โรคมาโครม ก็ไม่รุ้ที่ทำพอไหม แต่วิชาของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มีเพื่อช่วยตน อย่าว่าแต่โรค กันได้แม้กระทั่งกรรม ไม่มีเวลาไปเรียน ไปทำเลย ... น่าเสียดายโอกาสนัก

มาเพียงเพื่อเอาแค่หายโรค ... แน่ใจเหรอว่าชาติหน้าฉันใด จะได้เจอศาสนา แต่นิสัยยังมี ตราบใดที่ยังมีนิสัยสร้างกรรม ช้าเร็วโรคมันก็เวียนมาหาอีก แม้นโชคดีชาตินี้อาจจะไม่ แต่ชาติหน้าก็ไม่รอด เพราะให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว นิสัยกรรม มันสร้างรอเราอยู่ข้างหน้าแน่นอน

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นึกว่าฉลาด

หลวงพ่อนิพนธ์สอนพระในสมัยที่เราบวชอยู่ว่า ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นหลักปราชญ์ ดังนั้น ไม่ว่าท่านจึงไม่มีความจำเป็นที่จักต้องมาเฝ้าดู พฤติกรรมของพระที่มาบวช ว่าทำตามบัญญัติของพระพุทธเจ้าหรือไม่

การมาหาพระของหลวงพ่อนิพนธ์ ก็อาจจะอาทิตย์ละครั้ง หรือ ครึ่งเดือนครั้ง ก็ตามที ท่านจึงบอกว่า ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพระองค์ไหน ทำอย่างไร ก็ดูที่ผลที่ปรากฎนั่นเอง ดูสภาพของพระ ก็จักฟ้องเองว่า สิ่งที่ทำถูกหรือผิด

พระในยุคนั้น กว่าสามสิบรูป มีพระป่วยกว่าค่อน และเฉพาะที่เป็นเอดส์ ก็หลายองค์อยู่ ไหนจะมะเร็งสมองอีก โรคจิปาถะมากมาย เรียกว่า เป็นโรคสาหัสเกือบทุกองค์

หลวงพ่อนิพนธ์ ก็จึงชี้ว่า นิสัยมนุษย์ก็เหมือนลิง ทำตัวหลอกเจ้า พอเจ้ามาก็สงบเสงียม ทำตัวดี ครั้นลับหลัง ก็ใช้นิสัยตนบรรเลง เป็นธรรมดา

ศาสตร์ของศาสนา ไม่ว่าวินัยธรรม หรือสมุนไพร ผลที่จะบังเกิดมิใช่อยู่ที่การทำตาม เพียงอย่างเดียว หากแต่ปัจจัยสำคัญ คือ คุณสมบัติ ต่างหาก

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า เรื่องของศาสตร์ ไม่ใช่ของตาย ไม่ใช่วัตถุ เหมือนทานยาแก้ปวด ใครทานก็ให้ผล แต่เป็นเรื่องของอำนาจ ที่ศาสนามีแลให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติ ต่างหาก

ดังนั้น การจะได้มาซึ่งอำนาจ หรือปาฏิหารย์ใดๆ ย่อมต้องขึ้นอยู่กับคนผู้นั้น ทำตนเป็นภาชนะรองรับอำนาจได้ มากน้อยเพียงใด นี่แลจึงกล่าวว่า เรื่องของศาสนา ใครทำ ใครได้ ทำได้แค่ไหน ได้แค่นั้น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้พิจารณา คนที่เชื่อ ทำตามทุกสิ่งอย่าง สำเร็จเป็นอรหันต์ ทำตามบางสิ่งบางอย่าง ได้มนุษย์สมบัติ คือ ความไม่มีโรค คนที่ไม่ทำตาม แม้นจะดูเหมือนทำทุกสิ่งอย่าง อาทิ เทวทัตและสาวก มิเพียงไม่ได้สัมผัส อำนาจธรรม แต่ยังถูกธรณีสูบอีกด้วย ส่วนคนที่ไม่เชื่อ ไม่ทำ นั้นมีมากกว่ามากเสียอีก ก็อยู่เวียนว่ายไปตามกรรมดีกรรมขั่วของตนที่ทำมา ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน

คนที่ไม่ทำ เขาชอบศาสนาขอ แต่ขอจนตาย ก็ไร้ผล เพียงแต่ชอบมั่วกัน เพราะกล่าวอ้าง ขอแล้วได้ ที่ซึ่งเป็นผลแห่งกรรมดีของตนที่ทำไว้แล้วต่างหาก

บทสรุป สถานที่นี้ ดั่งที่อาสิชี้ ไม่กะเกณฑ์ให้ต้องทำ แล้วก็ไม่รับรองว่า มาทานสมุนไพรแล้วจะหาย หากแต่ผู้ใดได้มาฟัง พิจารณา เชื่อแล้วทำตาม ในศาสตร์ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา และหลวงพ่อนิพนธ์มาถ่ายทอด สร้างคุณสมบัติให้เกิดแก่ตนได้ อำนาจธรรมเขาก็จักเกื้อกูล แล้วจักพบปาฏิหารย์ คือความไม่มีโรคได้

พระในยุคที่เราบวช โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคสาหัส หมอไม่รับ ก็เฉกเช่นกัน บางองค์เป็นเอดส์ ทำได้ ตามที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด หายกลับไปแต่งงานมีลูก ก็เห็นมาแล้ว บางคนฉลาดแกมโกง ทำดีต่อหน้า แม้นอาการดูเบากว่า ตายเฉย ก็เห็นมาแล้ว

ดูอย่างท่านตอง มะเร็งสมองมาตอนอายุห้าสิบ ทำตามได้ อยู่จนกลายเป็นราษฎรอาวุโส และราษฎรดีเด่น ของเขาค้อ จวบจนสิ้นอายุขัยในวัยแปดสิบกว่า แต่บางองค์ แค่โรคมะเร็งเบาๆ อายุก็แค่สามสิบ สอนสักเท่าไหร่ ก็ไม่ทำ ตายซะงั้น

เราจึงอยากเตือนว่า หากคิดว่าตนฉลาด สวดมนต์ก็ไม่เอา ฟังก็ไม่ชอบ ให้สุขแก่ผู้อื่น ก็ไม่ยอมทำ ... หลบซ้าย หลบขวา เอาแต่สมุนไพร นั่นมันคนโง่ เห็นแก่ความสุขเล็กน้อย หากแต่แลกด้วยชีวิตตน คุ้มกันหรือ

หากมาแล้วไม่คิดทำ ไปอยู่ในพรหมลิขิตของตนเองเฉยๆดีกว่า เพราะจะได้ไม่มีตัวกระทำที่ลบหลู่ศาสนา เป็นกรรมมาซ้ำเติบตน ก็สามารถดำเนินชีวิตไปเหมือนคนทั่วไป หากแต่มาแต่ไม่ทำตน หลวงพ่อนิพนธ์เตือนสติพระเสมอในยุคนั้นว่า "ตีนกรรมน่ะพอไหว แต่ถ้าตีนฟ้าที่เขาหมั่นไส้ มาทำตนไม่ดีในศาสนา อันนี้ แม้นแต่ธรณีก็รับไม่ไหว เหมือนเทวทัต"

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ศาสตร์ทุกข์เพื่อสุข


หลวงพ่อนิพนธ์ เล่าอดีตครั้งถ้ำกระบอก เมื่อเทียบกับคนในปัจจุบัน ให้เห็นว่า ยุคของถ้ำกระบอกนั้น เมื่อพิจารณาคนป่วยที่เวียนว่ายเข้ามาหาท่าน นับพันนับหมื่นในสมัยนั้น สิ่งหนึ่งที่จะเห็นได้ยากนั่นคือ คนจน หรือ ชาวนา ชาวไร่

พูดให้ฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า คนส่วนใหญ่ที่มา ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่กินดี อยู่ดี ไม่ต้องตรากตรำทำงานหนัก นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้เห็นภาพว่า คนบ้านนอก เช่นตามี อยากไปหาตามา เพื่อคุยธุระ ก็ต้องเดินข้ามทุ่ง ทุกวันก็ต้องไถนา เดินตามวัวตามควาย แม้นแต่ชาวไร่ ก็ต้องฟันจอบนับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะหมดไร่ ยืนตากแดดตากฝน เพื่อความอยู่รอด

ผลแห่งการทำเช่นนั้น ดูแล้วทุกข์ยากแสนเข็ญ เทียบกับคนในเมือง หรือคนที่ไม่เคยตากแดด นอนห้องแอร์ทั้งชีวิต คนที่เราท่านมองว่าลำบาก กลับกลายเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง ส่วนคนที่เราท่านอยากเป็น คือผู้ที่เป็นโรคเวียนว่ายมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นเอง มากมายผู้คน มากมายโรคภัย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอรรถาธิบาย หลักธรรมชาติ เมื่อเราท่านทุกข์ ผลก็คือ ร่างกายก็ต้องปรับสภาพ ต่อสู้ดิ้นรน สร้างความแข็งแกร่งขึ้นมาต่อสู้ ผลที่ได้ ก็คือ ภูมิ ที่ใช้สร้างความแข็งแกร่ง ทำให้ทนต่อสภาวะต่างๆได้ดี

ฉันใดก็ฉันนั้น หลักของพระภูมี เห็นความจริงของธรรมชาติข้อนี้ และถูกนำมาใช้เป็นหลักในศาสตร์ของสมุนไพร

คนทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่รอยารักษาโรค อยากหายโรคโดยสบายๆ หลายคนเห็นโอกาส ก็อวดอ้างว่า ตนนั้นมียาดี รักษาโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นหมอแบบไหนๆ ลงท้ายความจริงก็ปรากฎว่า ยารักษาโรคนั้น จักใช้ได้ก็เฉพาะโรคกรรมผ่าน เป็นแล้วก็ผ่านไป หากแต่เป็นกรรมตาย คือ โรคที่มาเพื่อดับชีวิต ค้นคว้าเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางเจอ

ก็เพราะคนที่คิดค้น คือ คนที่อยู่ใต้กรรม จะมีความคิด เหนือกรรม เอาชนะกรรมได้โดยวิธีใด เป็นไปไม่ได้ นั่นเอง

แม้นแต่ศาสตร์ของพระภูมี ก็ไม่มีไว้เพื่อรักษาโรค หากแต่ยิ่งไปกว่านั้น ยังสอนให้ยอมรับในกรรมที่ทำมาอีกต่างหาก

ศาสตร์สมุนไพร ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงมุ่งเน้นที่การสร้างเสริมความแข็งแกร่งของอวัยวะ ๓๒ เป็นสำคัญ และฟื้นฟูสร้างภูมิ ให้กลับมาแข็งแกร่ง เมื่ออวัยวะแข็งแกร่ง มีสารอาหารจากการทานครบทั้ง ๕ หมู่แล้ว ร่างกายก็จะก่อกวนโรค ให้เกิดอาการ ในขณะที่สภาวะของโรคนั้น ยังไม่แก่ตัวเต็มที่

ผลก็คือ โรคจะกำเริบก่อน ทำให้อาการที่เกิดไม่รุนแรง เสมือนหนึ่งอยู่ในสภาพวัคซีน ฉีดเข้าร่างกาย แล้วเกิดอาการ ด้วยเชื้อที่อ่อนฤทธิ์ ภูมิของร่างกาย และสภาวะของอวัยวะที่ถูกฟื้นฟู ก็จะถูกกระตุ้นให้ต่อสู้ ด้วยฤทธิ์ที่ยังอ่อนนี้เอง จึงทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้ได้ และแข็งแกร่งมากขึ้น จนในที่สุด ก็สามารถขจัดโรคออกจากร่างกายได้

สภาวะการฟื้นฟูด้วยศาสตร์สมุนไพร จึงมีความแตกต่างจากพวกหายารักษาโรค ที่มุ่งหมายที่จะเดินหน้าฆ่าลูกเดียว ให้โรคร้ายตายไป แต่ศาสตร์พระภูมี กลับมิทำเช่นนั้น เตรียมร่างกายและสารอาหารให้พร้อม กระตุ้นให้โรคกำเริบ แล้วใช้วิกฤตนี้ สร้างภูมิ อวัยวะ จนแข็งแกร่ง สามารถเบียดพื้นที่ หรือ เอาพื้นที่คืนจากโรค ทำให้โรคร้าย ถูกรุกไล่ และขับออกจากร่างกายไปในที่สุด

ภาพที่ปรากฎตลอดระยะเวลาของกระบวนการฟื้นฟูด้วยศาสตร์สมุนไพร จึงเห็นได้ชัดว่า ทุกข์ไปตลอดทาง ด้วยอาการของโรค เราท่านก็ทำได้แต่เพียงรอ และอดทน ให้ร่างกายฟื้นฟู ต่อสู้ จนเอาชนะได้ อาการต่างๆจึงหาย และนั่นคือการหายโรค

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ศาสตร์นี้จึงเรียกว่า "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า" เชิญชวนให้เข้ากระโจม ร้อนมากมายนัก หากแต่ถ้าทนได้ ร่างกายก็จักสร้างภูมิที่ทนต่อความร้อนสูงในกระโจม ที่สูงกว่า ๕๐ องศาได้ ผลก็คือ วันใดที่อาการของโรค ทำให้เราท่านเป็นไข้ นั่นคือ อุณหภูมิที่สมอง ประมาณ ๔๐ องศา ร่างกายก็จักทนได้ สมองไม่เสียหาย ด้วยพิษไข้

ศาสตร์ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงยืนอยู่บนหลักความจริง มิใช่ปาหี่ หลอกขายฝัน กว่าจะรู้ตัว ฝาโลงก็แย้มให้เห็น กรรมเราท่านทำมา จะปฏิเสธสักฉันใด ก็ไม่พ้น ศาสตร์ของพระภูมี ผู้ที่จะประสพผล คือคนจริง เมื่อเราท่านทำไว้แล้ว ก็ต้องรับ มีสมุนไพรเป็นพี่เลี้ยง มีความเข้าใจ ก็ต้องสร้าง ขันติ อดทน ในอาการที่พึงเกิด มีสติ ไม่ใจตก หรือ กลัวจนเกินเหตุ มีสติที่จะต่อสู้

ท้ายสุด หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า การที่เราท่านมาใช้ศาสตร์นี้ ก็เสมือนหนึ่งกำลังแข่งกัน ว่า อะไรจะอึดกว่ากัน ระหว่างโรค กับร่างกายเรา ถ้าสามารถยืนระยะ ทำให้ระบบร่างกายของเราท่าน ยังดำรงอยู่ได้ โดยที่โรคหมดอายุขัย ตายก่อน นั่นแลหายโรค เราท่านก็จะพ้นลิขิต โรคตาย อันหมายถึง โรคกับเรา ตายไปพร้อมกัน

เมื่อเอาชนะได้แล้ว จะเกิดภูมิในตน นั่นก็หมายความว่า เราท่านจะไม่เป็นโรคนั้นอีกต่อไปในภายภาคหน้า ส่วนคนที่มีอาการโรคหวน แสดงว่า โรคแค่สงบไปเท่านั้นเอง

ดังนั้น อย่าแปลกใจเลยว่า ทำไมคนที่หายโรค หากไม่เปลี่ยนนิสัย การตายของคนผู้นั้น มักจะเกิดโรคใหม่ ทำให้ตาย ... การหายโรค จึงไม่ใช่ที่สุด และไม่ใช่เป้าหมายของแม่ชีเมี้ยน ที่ส่งศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีให้ แต่การหายที่แท้จริง คือ ทำตนให้มีนิสัยพระพุทธเจ้า บางสิ่งบางอย่าง ทำตนเป็นคนที่มีที่เว้น สร้างสุขให้ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ผู้ใดทำได้ มิเพียงหายจากโรคเดิม แม้นแต่โรคใหม่ ก็ไม่มีกรรมทำให้เกิดเช่นกัน

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า อย่าท้อใจ" แลสุขที่ได้ ก็จักติดตัวไปทุกภพทุกชาติ เพราะเป็นสุขนิสัย ของพระพุทธเจ้าที่มีนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ผลักให้ล้ม

อุปสรรคใหญ่ประการหนึ่ง ที่เรามองเห็นว่า เป็นกำแพงกรรม ที่น้อยคนจะฝ่าฟัน ผ่านพ้นได้ นั่นคือ ทิฐิมานะของตน

นับแต่ยุคถ้ำกระบอก แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนสงฆ์ เมื่อเห็นว่า การกระทำของสงฆ์ มีการกระทำที่ ไม่ถูกต้อง หรือ ล่าช้า ด้วยเหตุอันใดก็ตาม คำที่ใช้ในการเตือนสติ เพื่อให้พิจารณา แล้วกลับมาเดินอยู่ในรอยของพระภูมี ฟังแล้วก็คล้ายคำ ต่อว่า หรือ ประสงค์จะผลักให้ล้ม ก็ปานนั้น

เฉกเช่นคำที่ท่านอาสิสอนในปัจจุบัน หลายคนฟัง แล้วก็เกิดรู้สึกว่า เหมือนว่าตน อย่างไรอย่างนั้น จึงไม่แปลกที่คนฟัง จะเกิดทิฐิมานะ รวมถึงสงฆ์ในยุคถ้ำกระบอก ที่จะไม่อยากอยู่หรือเบื่อหน่ายผู้พูด เป็นธรรมดา

หากแต่ คำสอนเหล่านั้น แท้จริงแล้ว มีให้เพื่อพิจารณา และไตร่ตรองว่า สิ่งที่เราท่านมาทำกันในทุกวันนี้ เพื่ออะไร แล้วพฤติกรรมที่ทำ จะนำไปสู่สิ่งที่หวังได้หรือไม่ ถ้าหากพิจารณาแล้ว เห็นว่าคนทัก เขากล่าวถูกต้อง สอนให้เราท่านได้สติ เพื่อจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้กลับมาทำในสิ่งที่ช่วยตนได้ ความรู้สึกที่มีต่อคำสอน ฟังเหมือนตนโดนด่าว่า ก็จักกลายเป็นคำสอนที่ช่วยยกตนให้พ้นหล่ม แลถึงจุดหมายได้ไว

หลวงพ่อนิพนธ์ มักชี้ให้เห็นว่า ยามเมื่อเราท่านสร้างกรรม ก็ต้องมีองค์ประกอบ คือ กาย วาจา ใจ ... ครั้นจะมาสร้างบุญ หรือ พฤติกรรมตามศาสนา เพื่อช่วยตน มันก็ต้องอาศัยองค์ประกอบเดียวกัน นั่นเอง

บทสรุป ดั่งคำโบราณ ยาดีรสขม คำที่ฟังไม่รื่นหู มักมาจากผู้หวังดี คำสอนของท่านอาสิ เราจึงอยากให้มองเนื้อหา เอาเหตุเอาผล หากก้าวข้ามกำแพงของตนได้ พิจารณา แล้วทำตาม ผลก็จักเกิดกับตนมหาศาล

เชื่อเถอะ สถานที่นี้ มีไว้สร้างชีวิต มิใช่ทำลายชีวิต .. ฟังคำสอนอาจไม่ถูกใจ แต่ถูกต้องแน่นอน

วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สุข


จิตอาสาท่านหนึ่งกล่าวกับเราว่า ชีวิตเขาทุกวันนี้ ไม่มีอะไร รอแต่ว่าเมื่อไหร่จะถึงวันที่เขาจะได้มามูลนิธิ

ถามว่า ทำไมจึงมีความคิดเช่นนี้ คำตอบที่ได้ก็คือ มันทำให้เขารู้สึกว่า ชีวิตมีความหมาย เมื่อได้ทำให้ผู้อื่น ได้เห็นผู้อื่นพ้นทุกข์ เขาก็รู้สึกว่า การกระทำของตน มีค่า ยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความสุข ด้วยตลอดชีวิตที่ผ่านมา ล้วนทำเพื่อตนเอง แม้นจะมีทุกสิ่งอย่าง แต่กลับขาดซึ่งความสุข

พระภูมี สอนให้เราท่าน "ให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วสุขนั้นจักย้อนมายังตน" แค่ความรู้แต่เพียงนี้ ก็เพียงพอที่จะเป็นแสงสว่างให้เราท่านได้เห็นช่องว่า ทำไมการหายโรค หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกเป็นเรื่องกระจอก

แลด้วยความรู้ที่ท่านอาสิ เน้นย้ำให้ฟังเสมอทุกครั้ง ว่า ศาสนาชี้ให้เห็นว่า "ตัวกระทำไม่ตาย ทำอย่างไรได้อย่างนั้น"

เมื่อมีคนมาถามหลวงพ่อนิพนธ์ในอดีต เนื่องด้วยอาการเบาหวานของตน เริ่มจะขึ้นตา แลหมอก็บอกกับเขาว่า ในไม่ช้าคงต้องเสียตาไป เขาควรจะทำอย่างไร

ก็ทำอย่างไรได้อย่างนั้น คำตอบของหลวงพ่อนิพนธ์ จะมามัวแต่รักษาตาตนนั้นไม่ควร ควรที่จะไปหาตัวกระทำให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น ให้มองเห็น คำแนะนำของหลวงพ่อนิพนธ์ในวันนั้น จึงแนะนำว่า พระของท่านอยู่ที่ ศรีสวัสดิ์ ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ก็ให้ไปทำเครื่องไฟ และเดินไฟให้ท่านได้มีแสงสว่าง ในการทำกิจยามค่ำคืนสิ

ชายผู้นั้นก็ทำตาม แลรักษาดวงตาของเขาเอาไว้ได้มาจนทุกวันนี้

กระบวนการย้อนรอยอันนี้ของศาสนา เราได้เห็นหลวงพ่อนิพนธ์ใช้มามากมาย แม้นกระทั่งคุณปรียานุช ปานประดับ หากใครได้ไปอ่านหนังสือ ก็จักพบว่า ทำไมเธอจึงมาทำห้องน้ำแลดูแล ให้คนป่วยได้มาใช้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า โรคเป็นตัวแทนแห่งกรรม มาเพื่อสร้างทุกข์ ก็ทุกข์อันนี้ จะปรารถนาให้หายไป โดยไม่ทำอะไร กรรมเขายอมหรือ ทำไมไม่ไปสร้างสุขให้ผู้อื่น ในสิ่งที่สร้างทุกข์ให้แก่ตนเล่า อันเป็นช่องที่ศาสนาเขาเปิดให้ ศาสนาเขาดึงคนทุกข์มาแล้ว ก็ไปทำให้คนเหล่านั้นมีสุข แล้วสุขก็จักย้อนมาหาเรา ให้หายโรค มิใช่มัวแต่จ้อง เอาแต่ตน เหมือนทั้งโลกทำ แล้วมีใครในโลกที่หายบ้าง ไม่มี

เป็นโรคกระดูก ไยไม่เอาขาตั็งมาทำให้คนที่เป็นโรคกระดูกทานเล่า กระดูกคนอื่นหาย มันก็จักย้อนมาให้กระดูกเราหาย เป็นมะเร็ง ทำไมไม่เอาสมุนไพรที่คนเป็นมะเร็งทานมาให้ เพื่อให้เขาหายมะเร็ง เราก็จะได้หายด้วย

อยากมีสุข ไม่มีโรคมะเร็ง ไม่มีโรคกระดูก ไม่มีเบาหวาน ทำไมไม่ทำตน ช่วยคนเหล่านั้นที่เป็นโรคเล่า เราจะได้ไม่ต้องไปเป็นอย่างเขา ... เพราะตัวกระทำสร้างสุขให้เขา มันจักย้อนมาหาเรา ทำให้ไม่ต้องไปเป็นโรคนั้น

มัวแต่ทำตัว ธุระไม่ใช่ มันเดินไม่สะดวกเรื่องของมัน กูรีบ กูต้องออกก่อนใคร รอสักนิด ช้าสักหน่อย ช่วยประคองดูแลผู้ที่ด้อยกว่า ไม่ได้เลย จะเอาแต่ตน เอาแต่สมุนไพร ... .. ทำเช่นนั้น ... ทำตามใครสอน พระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนเช่นนั้นเลย

อยากได้สุข มีแต่ต้องให้สุขผู้อื่นก่อน อยากหายโรค ถามใจตนสิ ดูการกระทำตนสิ ให้สุขผู้ใด ไปเที่ยว กินเหล้า ตีกอฟล์ หมดเท่าไหร่ไม่ว่ากัน แต่พริกไทย ๑ ขีด มะพร้าวสักลูก บอกเสียดายเงิน ... นี่แหละอำนาจกรรม หลวงพ่อนิพนธ์จึงว่า ทำให้เราอยู่ในฐานะ "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย"

คนสมัยก่อน ถึงวันโกนวันพระ กุลีกุจอ เตรียมข้าวปลาอาหาร ถวายพระ ดีใจที่จะไปไปทำบุญ สร้างสุข รอตนในวันข้างหน้า ... มาวันนี้ กลับรอว่า เมื่อไหร่จะได้กลับ ...จะได้ไปทำตามใจตนเสียที .... แต่อย่างนัอย ได้ยินจิตอาสาคนนี้พูด ก็ยังดีใจว่า สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สร้าง ยังมีคนยินดี ทำได้ และมีสุข ที่ได้ให้สุขแก่ผู้อื่น

ฝันถึงสุข แต่ไม่สร้างสุขให้ผู้อื่น ไม่มีวันถึงสุขได้อย่างแน่นอน ก็ตอนสร้างกรรม ยังเอามือ เอากายไปทำ จะมาเอาสุข เก็บมือ เก็บกาย ซะงั้น

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

รู้ทำ

หากจะถามคนทั้งหลายที่เราท่านพบในแต่ละวัน ที่นับถือพุทธศาสนา ว่า คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่สอนนั้น มีอะไรบ้าง

เสมือนครั้งหนึ่ง เราเคยสมัครงานในบริษัทหนึ่ง เจ้าของถามเราว่า งานอดิเรกคืออะไร เราตอบว่าไปวัด ท่านก็ใจดี ร่ายยาวว่า เรื่องพุทธศาสนา ท่านรู้แจ้งเห็นจริง พูดเล่าให้เราฟัง เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เกือบครึ่งชั่วโมงได้

ก็ไม่น่าแปลก ที่จะมีคนรู้มากมาย เต็มประเทศไปหมด เพราะหากนับเฉพาะพระ ในประเทศไทย ก็ประมาณสามแสนรูปแล้ว นั่นเอง

หากแต่เมื่อมองย้อนกลับไปที่ผลเล่า ทำไมคนที่รู้ทั้งหลาย จึงตกในสถานะ ที่ช่วยตนไม่ได้เลย พระก็ยังต้องไปพึ่งโรงพยาบาลพระ คนทั้งหลายที่พูดเรื่องศาสนาเป็นต่อยหอย ก็ยังต้องไปพึ่งโรงพยาบาล มันต้องมีอะไรผิดพลาดไม่ใช่หรือ

ท่านอาสิก็ชี้ให้เราท่านเห็นว่า เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องรู้ทำ นั่นคือ เมื่อฟัง แล้วรู้ ก็นำไปปฏิบัติในสิ่งที่ตนพอทำได้ ความรู้ของศาสนาไม่จำเป็นต้องรู้มากมาย รู้ทั้งหมด หากแต่ต้องรู้จริง ว่ารอยของพระพุทธเจ้านั้นทำเช่นไร โดยพิจารณา เหตุและผล ในความรู้นั้น และสิ่งใดทำได้ ก็นำมาปฏิบัติ เพื่อช่วยตน

ความผิดพลาดที่ท่านอาสิชี้ให้พิจารณา ในความรู้นั้นก็คือ การไม่มองผลแห่งการกระทำนั้นๆ หยุดแค่เพียงทำตาม สิ่งที่ตนได้ยินได้ฟัง หรือ เชื่อ ไม่ว่าจะเชื่อด้วยสถานะของผู้พูด หรือ จาก ตำรา หรือ เขาเล่าว่า นี่แหละปัญหาใหญ่ เมื่อสิ่งใดทำแล้ว ผลไม่เกิด ไม่ให้สุขแก่ผู้ใด หรือให้แต่น้อยนิด แล้วจะผลที่ไหนมาให้สุขแก่ตน การกระทำของตน ที่ดูยิ่งใหญ่ จึงไร้ค่า ช่วยตนไม่ได้

สิ่งที่บัญญัติ แล้วเราท่านต้องพิจารณาให้หนัก นั่นคือ "ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นก็ถึงตัว" การกระทำใดที่รู้ จึงต้องสาว ว่า ให้ทุกข์ให้สุขแก่ผู้ใด เป็นสำคัญ นี่แลหลักปราชญ์ แลปราชญ์ ก็เลือกการกระทำที่ให้สุขแก่ผู้อื่น

เมื่อรู้ว่า ต้องให้สุขผู้อื่น ก็จึงทำ การกระทำให้ผู้อื่นมีสุข ย่อมต้องแสวงหาผู้ทุกข์ จึงให้สุขได้ นี่แล แผ่นดินศาสนา จึงมีไว้เป็นที่รวมของคนทุกข์ ผู้ใดปรารถนาสุข จะได้มาให้สุขแก่ผู้ทุกข์เหล่านี้ เพื่อสุขจักย้อนมายังตน มิใช่มีน้ำขวดหนึ่งในมือ ดันไปยื่นให้คนทั่วไป ที่คนเหล่านั้น ก็มีน้ำสำหรับตนมากมาย น้ำขวดนั้น จะมีค่าเท่าใดหรือ แก่คนเหล่านั้น บางทีปาทิ้งอีกต่างหาก แต่หากน้ำขวดนั้น ยื่นให้แก่คนที่เดินทางไกลมา กระหายสุดๆ น้ำนั้นย่อมมีค่าหมายถึงชีวิตคนผู้นั้นเลยก็ว่าได้

ศาสนาพุทธจึงเป็นหลักปราชญ์ สอนให้ฟัง ให้รู้ก่อน แล้วจักทำสิ่งใด ให้พิจารณา มิใช่ เอาง่าย อ้างว่าฉันให้น้ำแก่คนไปแล้ว ฉันต้องได้ ดั่งคนทั้งหลาย ที่บอกรู้ ในเรื่องศาสนา แต่เวลาทำ ไม่เคยพิจารณาอันใด หยอดเงินลงตู้ ก็อ้างฉันทำแล้ว

ยทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เราท่านทั้งหลายแท้จริง ยังไม่รู้เรื่องศาสนาเลยแม้นแต่น้อย เมื่อเวียนว่ายมา จึงจำต้องฟัง แล้วพิจารณา เพื่อให้รู้ รู้แล้วจึงทำ ทำใน่สิ่งที่ตนพอทำได้ ไม่จำเป็นต้องรู้เยอะ รู้ทั้งหมด แต่ควรรู้ในสิ่งที่จะพึงช่วยตน เป็นสำคัญ

เมื่อรู้แล้ว ก็ทำ ... เพราะถ้ารู้แล้วไม่ทำ ก็ไร้ค่า มีแต่ปรารถนา อยากได้ ก็ได้ฝัน ที่ไม่มีวันเป็นจริง เรื่องของศาสน์ "อยากได้ ต้องทำเอง"

ที่สำคัญ เมื่อทำแล้วต้องให้เกิดผล หาไม่แล้ว การกระทำนั้นก็ไร้ค่า อุปมาเหมือนปลูกมะม่วงโตใหญ่ ใบงาม แต่ไร้ผล การกระทำนั้นก็เสียเปล่า อาทิเช่น จะนำสมุนไพรมา แต่ไม่พิจารณาว่า สมุนไพรชนิดนั้น มีมากเกินไปหรือเปล่า เมื่อนำมาจนล้น ทำไม่ทัน สมุนไพรที่เรานำมา ก็ไม่ถูกใช้ ปล่อยเน่าทิ้งเสีย การกระทำของเราก็ไร้ผล หากแต่ถ้าเราใส่ใจรายละเอียด ดูสิสิ่งที่เรามี อันไหนมูลนิธิเขาขาด แล้วเราก็นำมา ของที่เรานำมาก็ถูกนำไปใช้ ให้สุขแก่คน เกิดดอก เกิดผล นั่นแล ผลจึงย้อนมาหาตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักเตือนพระเสมอว่า เรื่องของศาสนา อย่ามักง่าย สักแต่ว่าทำ

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ขอแบบนี้บ้าง

ต้นสัปดาห์ ได้มีโอกาสไปงานศพ อาวุโสหญิงท่านหนึ่ง ซึ่งติดตามสามี มาทำกิจกรรมกับหลวงพ่อนิพนธ์ ถึงวันนี้ ก็ประมาณสามสิบปีแล้ว

บทสุดท้ายของชีวิตท่าน ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าผลแห่งการกระทำเป็นเช่นไร การกระทำที่มาทำในศาสนาตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่ว่าจะเป็นการมาช่วยทำขนม การมาช่วยเก็บใบยาทุกสัปดาห์ ส่งผลให้ท่านไม่ต้องไปโรงพยาบาล เลยสักครั้ง จวบจนสิ้นอายุขัย

แลวันสุดท้ายของท่าน ก็กลับจากการทำธุระในตอนเช้า กลับเข้าบ้านตอนบ่าย แล้วรู้สึกมีอาการเหมือนจะเป็นลม แล้วก็จากไปอย่างสงบ แถมก่อนจะเสีย ยังทำในสิ่งที่ตนชอบ คือ บอกคนอื่นให้ไปแทงหวยเสียอีก

วันเผาศพของท่าน ได้เห็นจิตอาสาในมูลนิธิไปร่วมงานท่านมากมาย หลายคนกล่าวอย่างอิจฉา และภาวนาว่า หากตนจะตาย ก็ขอตายแบบอาวุโสท่านนี้บ้าง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผู้ใดพานพบศาสนา ฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม คนผู้นั้น ก็จักสามารถเลือกพรหมลิขิตแห่งตนได้ คือ เลือกตาย เลือกเกิดได้ นี่แหละคือข้อยืนยันว่า การตายดี นั้น เราท่านกำหนดได้ ตายแบบวันสุดท้าย ก็ยังดำรงชีวิตเหมือนปกติ ไม่ต้องหยอดข้าว โยงสายน้ำเกลือ ช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วก็ตายโดยไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น ให้ต้องกู้หนี้ยืมสิน มาจ่ายค่ายาตน ต้องมาเฝ้าดูแล เช็ดขี้ เช็ดเยี่ยว หลวงพ่อนิพนธ์จึงว่า เรื่องของศาสนา "วัดกันตอนตาย" นี่แล

การมาหาศาสนา เพียงเพื่อหายโรค จึงนับว่าน่าเสียดายนัก เพราะนั่นคือคุณค่าที่ด้อยที่สุด ที่ศาสนาพึงให้ แต่การมาหาศาสนา เพื่อพัฒนาวิญญาณตนให้สูง สร้างพรหมลิขิต นิสัยที่ดีของพระพุทธเจ้า ติดตัวไปทุกภพทุกชาติ เกิด ตาย เมื่อไหร่ ก็เกิดี ตายดี ทุกภพไป

การมาทำตนในศาสนา แม้นจะทุกข์ในวันนี้ แต่ผลที่ได้ คือ สุขในวันหน้า นั้น มากมายมหาศาล คุ้มเกินคุ้ม มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้ว ว่าเป็นของจริง ผู้ใดทำได้ ผู้นั้นเหนือมนุษย์ ไม่ใช่นอนเจ็บ ร้องโอยๆ จนตาย เหมือนคนทั้งโลก แม้นแต่เศรษฐี ก็ไม่เว้น แต่ไม่ใช่กับคนที่เชื่อศาสนา แล้วทำตาม

อาวุโสหญิงท่านนี้ บ้าทำตามพระพุทธเจ้า เสียสละเก็บใบยา มาสามสิบปี นี่แหละคือผลที่ได้รับ .... เป็นผลที่หลายคนอิจฉา อยากได้มั่ง ... ก็เขาทำรอยไว้แล้ว .. อยากได้ ก็เดินตามสิ ... ทำเหมือนเขา แล้วท่านก็จะกลายเป็น คนเหนือมนุษย์ ไม่ตายแบบมนุษย์ทั่วไป เหมือนเขาได้เช่นกัน อย่าหยุดแค่อยาก ... แต่ไม่ทำ เพราะเรื่องของศาสนา อยากได้ ต้องทำเอง

วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สอนให้เป็นปราชญ์


ศาสตร์ของพระภูมี แม้นจะดีเลิศสักปานไหน แต่คนที่มาเดินตามนั้นก็คงมีไม่มาก นั่นคือรูปลักษณ์ที่เห็นในทุกยุคทุกสมัยของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ กระนั้นก็ตาม คนมากมายแม้นไม่ทำตาม หรือไม่อยากทำ ต่างก็ให้การยอมรับ ในศาสตร์อันนี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

อะไรเล่าที่ทำให้คนทั้งโลก แม้นไม่นับถือ แต่ก็ยอมรับ ก็ด้วยศาสตร์อันนี้ สอนเหตุสอนผล มิได้สอนให้เชื่อ โดยไม่ไตร่ตรองนั่นเอง ผู้ใดมาใช้ศาสตร์อันนี้ ฟัง พิจารณา ย่อมเห็นเหตุและผล ในไม่ช้า ตนของตน เมื่อทำได้ ย่อมกลายเป็นปราชญ์ อย่างไม่ต้องสงสัย

ความจริงอันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อในหลักของพระพุทธศาสนา มิได้เกิดเหมือนกับความเชื่อในลัทธิ ศาสนาอื่นใด ที่บอกสอนกันสืบมา แล้วให้ทำตาม หากแต่ความเชื่อในพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ล้วนแล้วแต่ให้พิจารณาถึงผลแห่งเหตุนั้นๆ เป็นสำคัญก่อน เมื่อผลถูกเกิด จึงสรุปได้ว่า เหตุที่มาแห่งผลนั้นถูก ซึ่งย้อนกระบวนการกับลัทธิ ความเชื่อของศาสตร์อื่นๆอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ก็เพราะ ศาสตร์ของพระภูมี เป็นศาสตร์นอกโลก ที่มนุษย์ไม่คุ้นเคย สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ตั้งแต่เกิด ล้วนแล้วแต่ถูกดัดแปลง แต่งเติม แก้ไข จนสืบสาวเค้าโครงเดิมไม่ได้ เมื่อกระทำตาม ผลมันจึงไม่เกิด

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้ดู อาทิเช่น การจะได้มาซึ่งบุญ คนทั้งหลายยังไม่รู้เลยว่า บุญกับกรรมดี มันต่างกันอย่างไร หากแต่บุญเป็นสิ่งที่เล่าขานกันมา และได้รับการยอมรับ ดังนั้น ธุรกิจขายบุญจึงเฟื่องฟู จะทำสิ่งใดก็อ้างเป็นบุญ บางคนทำมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หัวเท่ากำปั้น ไม่ว่าจะฆราวาส หรือ สงฆ์ที่บวชตั้งแต่เป็นสามเณร จนแก่เฒ่า แต่การกระทำนั้น ที่เขียนในตำรา ช่วยอะไรตนไม่ได้เลย แม้นแต่แค่ทุกข์เพียงเล็กน้อย คือ ปวดท้อง

ทั้งๆที่บุญของพระพุทธเจ้า พาไปได้แม้นกระทั่งนิพพาน แต่ผู้ปฏิบัติมากหลาย ไม่ว่าพระหรือฆราวาส กลับต้องไปจบที่โรงพยาบาล แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า สาวกของพระพุทธเจ้า หรือสงฆ์ของพระพุทธเจ้าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นดอก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่าการกระทำ จึงต้องดูผลเป็นสำคัญ ว่าสร้างทุกข์หรือสุขแก่ผู้ใด เพราะพระพุทธเจ้าตรัสชี้ว่า "ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นก็ถึงตัว" ดังนั้น คำถามที่ว่า ทำแล้วได้ อะไรเป็นตัวบอกว่า ผลที่ได้จะได้อะไร ก็ตัวสุขทุกข์ ที่มาจากเหตุอันนั้นนั่นเอง อาทิ สร้างโบสถ์ ก็ต้องดูว่า โบสถ์นั้น ให้สุขแก่ผู้ใด หรือ สรรพสัตว์ หรือไม่ หากโบสถ์ร้อยล้านพันล้านนั้น แม้นแต่จิ้งจกก็ยังอยู่ไม่ได้ คนก็อาศัยไม่ได้ คนที่ร่วมทำ จะรอผลอันใดได้เล่า หรือหากแม้นมี ก็น้อยนิด ด้วยประโยชน์ที่ให้สุขแก่ผู้อื่นนั้น ไม่มากพอ

พระภูมี ชี้ว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดและควรสร้างมากที่สุด นั่นคือ ชีวิตมนุษย์ การสร้างโบสถ์ อุปมา ปลากระพงมาแลกกุ้งฝอย แต่การสร้างชีวิตมนุษย์ เสมือน เอากุ้งฝอยมาแลกปลากระพง บริจาคเงินร้อยล้านสร้างโบสถ์ แก้ปวดท้องไม่ได้ แต่เอาสมุนไพรมา ทำให้ป่วยคนทุกข์ทาน อย่าว่าแต่ปวดท้องเลย โรคยังอาจหายได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ทำไมพระถ้ำกระบอก จึงปลูกต้นไม้ เพราะการสละแรงกายทำ นั้นมีระยะเวลาจำกัด หยุดทำ ผลที่ได้ก็หยุดตาม หากแต่ต้นไม้ เราดูแลจนเติบใหญ่ แม้นตัวเราจะไม่มา ต้นไม้นั้นก็ยังผลให้ผู้อื่นได้ตลอดอายุขัย ผลอันนั้นก็ส่งให้เราตลอด และที่สำคัญ สามารถเลือกตามความจำเป็นเร่งด่วนของเรา ว่าจะเอาผลเร็วผลช้า ถ้าวันนี้ทุกข์มาประชิดตัวก็ปลูกไม้ที่ให้ผลเร็ว ปลูกตะไคร้ ให้คนเข้ากระโจม ไม่กี่วันก็เอาผลได้ หากมีวันเวลา ก็ปลูก พริก ไพล มะกรูด มะนาว หากจะให้ผลอันนี้ อยู่นานๆ ก็ปลุกไม้ยืนต้น ผลที่ให้ก็ยืนยาว แก่สรรพสัตว์ ผลที่ส่งให้เราท่านก็ยืนยาวนานเช่นกัน ..

นี่แล จึงไม่ต้องสงสัย จากปี ๒๕๐๑ ถ้ำกระบอกคือที่โล่งเตียน เต็มไปด้วยหิน กลายเป็นผืนดินที่มีต้นไม้เต็มไปหมด

คนเมื่อเรียนวิชาของพระภูมีแล้วเป็นปราชญ์ จึงมิหยุดแค่การสละแรงกาย ทำงานให้ศาสนาเท่านั้น เพราะผลอันนั้นมันจำกัด แต่คนเหล่านั้น จะปลูกต้นไม้ และดูแลอย่างดี เพื่อให้ผลแก่ตน ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ควบคู่ไปด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ว่า การปลูกสมุนไพร แล้วให้คนทาน อาจจะฟลุ๊คที่คนทุกข์ ได้ทานสมุนไพรที่เราท่านปลูก แล้วเกิดศรัทธา บวชปฏิบัติเป็นพระดี ผลที่ได้ก็มหาศาล เสมือน นางสุชาดาใส่บาตรพระโคดม นี่แลทำไมยุคถ้ำกระบอก พระทั้งหลาย จึงมานะ ปลูกสมุนไพรกันมากมาย ภาษาธุรกิจในวันนี้ ก็คือ ทำตนเสมือนรอกินค่านายหน้า นั่นเอง

คงต้องมีบ้างแหละ คนที่มาทานสมุนไพร และหากสมุนไพรนั้นมีส่วนในน้ำเหงื่อน้ำแรงนั้น ของเราท่าน จากคนพันคน กลายเป็นคนดี ตามคำสอน สักห้าคนสิบคน ผลที่ได้ก็มหาศาลแล้ว

ปราชญ์ จึงไม่ยอมเสียผล แทนที่จะเอาเงินซื้อสมุนไพร ไม่รู้ว่ามียาเคมีมากน้อย ทานแล้ว คุณหรือโทษ มากกว่ากัน ปราชญ์จึงเลือกที่จะลงทุน ลงแรง ปลูกเอง ดูแลเอง เก็บเอง ... แล้วมาทำให้คนทุกข์ทาน เพื่อผลอันสมบูรณ์ ที่จะย้อนมายังตน ทำให้อย่างแท้จริง ตามครรลอง อย่างสมบูรณ์

การทำนิสัยของพระพุทธเจ้า จึงเริ่มที่นิสัยกายก่อน เพราะทำได้ง่าย ผลก็เกิดรวดเร็ว แล้วค่อยๆฝึก วาจา ใจ ต่อไป

ด้วยผลที่เกิดเป็นที่ประจักษ์ เมื่อทำตามนี้เอง คนทั้งหลายจึงยอมรับในเหตุ คือ วินัยของพระพุทธเจ้า ว่าดีจริง เพียงแต่ทำได้ยาก คนทั้งหลายจึงไม่อยากทำ ด้วยติดนิสัย ขอ นั่นเอง ที่ซึ่งวินัยขอ แม้นผลจะไม่เกิด แต่ก็ให้ผลทางใจ หลอกตนได้ สร้างความหวังได้

ท้ายที่สุด จึงไม่สงสัย ทำไมคนที่มาทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง จึงมีน้อย และกลายเป็นคนเหนือมนุษย์ เพราะอยากได้ต้องทำเอง คนที่ทำได้ จึงได้สิทธิ์เหนือมนุษย์ทั่วไป คือ ความไม่มีโรคเป็นรางวัลแถมให้

ท้ายสุด จะทำอะไร หลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนว่า ให้ดูผล อย่าคิดแต่ว่าตนทำแล้ว ย่อมต้องได้ผลที่ตนทำ เสมือน หว่านข้าว ก็หวังจะได้ข้าว โดยไม่ดูเลยว่า ข้าวที่หว่านไปตกที่ใด บนปูน หรือ ถูกนกกินหมด ข้าวที่รอ ก็คงได้แต่รอ ไม่มีทางเป็นรวงขึ้นมาได้

นี่จึงเป็นเหตุผล ว่าทำไม พระพุทธเจ้าทุกยุคจึงสร้างโรงทาน ก็เพื่อให้คนทุกข์มารวมกัน ผู้ที่ปรารถนาสุข จะได้สร้างสุขให้แก่คนทุกข์เหล่านั้นอันมหาศาล ในระยะเวลาสั้น เพื่อผลที่มากพอย้อนกลับมาช่วยตน คนทั่วไปมามูลนิธิ ก็แค่สถานที่หนึ่งไม่ได้วิเศษ หรือจะเรียกว่า กระจอกก็ได้ ไม่สวยงามเหมือนวัด เหมือนที่อื่น แต่ปราชญ์มามูลนิธิ สิ่งที่เขาเห็นคือ ขุมทอง เพราะเมื่อเป็นที่รวมของคนทุกข์ นั่นย่อมเป็นบ่อของ บุญทาน ที่ตักไม่รู้จักหมดจักสิ้น ใช้ช่วยตนได้

คนทั่วไป มาที่นี่จึงงอมืองอตีน ทำตนเป็นชูชก แต่ปราชญ์ย่อมต้องใช้ทุกเวลานาทีในสถานที่นี้ ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นมากที่สุด เพราะนั่นคือสุขที่จะย้อนมาหาตน อันหาจากที่ใดไม่ได้ และรู้สึกถึงคุณแม่ชีเมี้ยน คุณพระพุทธ และครูบาอาจารย์ ที่ทำให้มีแผ่นดินนี้ ทำให้ตนมีที่ที่ทำแล้วช่วยตนของตนได้

ก็ลองพิจารณาดูเล่นๆ เป็นพ่อแม่เลี้ยงดูบุตรอย่างดีเลิศ ผลอันนั้น แก้ปวดท้องก็ไม่ได้ ช่วยญาติมิตร ผู้อื่นมาตลอดชีวิต ผลอันนั้น ก็แก้ปวดท้องไม่ได้ แต่หิ้วสมุนไพร มาให้คนทุกข์ที่ไม่รู้จัก .... การกระทำแม้นดูเล็กน้อย แต่หยุดปวดท้องได้ แล้วจะบอกว่าสถานที่นี้ธรรมดาได้อย่างไร

ให้ชีวิตมนุษย์ ดีกว่าสร้างเจดี ๗ ชั้น และถ้าสร้างมนุษย์ให้เป็นคนดี มีนิสัยศาสนาด้วยแล้ว ... ผลนั้นจะแค่ไหน ... การมา จึงมิใช่มาเพื่อหายโรค แต่มาเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างนี้ ส่วนหายโรคนั้น เป็นของแถม

วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ชักศึกเข้าบ้าน


ความน่าหอมหวานยิ่งนัก เมื่อเห็นตัวเลขอันมหาศาลของปริมาณยาเคมี ที่คนไทยใช้ในแต่ละปี จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมความโลภมันจึงเข้าบดบัง คุณธรรม ที่พึงมี ของคนได้

ความรู้ ที่ถูกถ่ายทอด มาให้คนทั่วไป มันจึงบิดเบี้ยว จุดประสงค์เดิม แห่งศาสตร์การแพทย์ ไม่ว่าแบบไหน ที่มุ่งหมายเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์เป็นสำคัญ ก็ถูกบดบัง กลายเป็น จุดประสงค์หลักคือ ความร่ำรวย กับการค้าชีวิตมนุษย์แทน

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นตัวอย่าง กรณีของคนที่มีโอกาสจะเป็นโรคเบาหวาน ในขณะที่เริ่ม ก็จะมีช่วงที่น้ำตาลในกระแสเลือด มีค่าสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน และบังเอิญ พาตนไปพบแพทย์ในเวลานั้นพอดี

แทนที่จะให้โอกาสร่างกาย ในการฟื้นฟูตน ด้วยการแนะนำในการออกกำลังกาย ดูแลกวดขันวินัย การกิน การอยู่ เวลาพักผ่อน ให้เหมาะสม ลองดูสักระยะ ว่าร่างกายสามารถฟื้นคืนกลับเป็นปกติได้ไหม สักพักหนึ่ง แต่โลกทุกวันนี้ เมื่อค่าน้ำตาลในกระแสเลือดสูง คำแนะนำก็คือ คำขู่ ที่ถูกใช้เป็นอมตะ "หากไม่รีบรักษา อาการอาจรุนแรง และทำให้ตายได้"

แล้วก็ให้ยาเคมีมาทาน แล้วก็ดีใจกับค่าน้ำตาลที่ลดลง กลับมาอยู่ในเกณฑ์ของหมอ ในวันนี้

การทำเช่นนั้น ย่อมหมายถึง การทำลายสัญญาณเตือนของร่างกาย ว่าระบบมีปัญหาแล้ว ต้องแก้ไข กลายเป็นว่า หลอกร่างกายว่าปกติ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องแก้ไขใดๆ ที่สำคัญ การทานยาเคมี มีผลที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ ทำลายระบบการฟื้นฟูร่างกายของตนธรรมชาติลง นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่า "ภูมิ" ทีละน้อย
๗ หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาภูมิเสมือนกองทัพ เหล่าทหารที่ไม่เคยได้รบเลย แม้นแต่ศึกเล็ก ศึกน้อย ด้วยสัญญาณที่บอกกล่าวว่ามีข้าศึก ไม่เคยเลยที่จะดัง ด้วยการใช้ยาเคมี

สิ่งที่ทุกคนจะประสพ จึงเข้าข่าย "สุขวันนี้ ทุกข์วันหน้า" คือวันที่ยาเคมีเอาไม่อยู่ และยิ่งไปกว่านั้น ผลแห่งการทานยาเคมี ก็ทำลายภูมิของตนไปมากมาย พอเจออีกที ทีนี้ ก็เข้าขั้นตรีทูต สัญญาณดัง มิใช่ข้าศึกบุก แต่เป็นข้าศึกยึดเมืองได้แล้ว นั่นก็คือ อาการเบาหวาน ขั้นรุนแรง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า การหลอกร่างกายด้วยยาเคมี จึงไม่ต่างอะไรกับการมีพฤติกรรม ที่กำลังฆ่าตนเองทีละน้อย ฉันใดฉันนั้น เป็นการชักศึกเข้าบ้าน ส่งผลให้ พรหมลิขิตหักกลาง แทนที่จะมีแต่กรรมเดิม ที่แม้นเป็นก็ยังอยู่ได้จนครบพรหมลิขิต แต่กรรมอันนี้ ตกในฐานะ "เจตนาฆ่าตนเอง" กรรมอันนี้ร้ายแรงนัก ผลก็คือ เราท่านอยู่ไม่ถึงพรหมลิขิต

จึงไม่ต้องสงสัย หากจะใช้ศาสตร์สมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ช่องว่า ต้องลดคู่ต่อสู้ที่มาทำลายเราท่านลง จากศึกหลายด้าน ก็ลดให้เหลือหน้าเดียว คือ โรค เราท่านจึงจำเป็นต้องเลิก ยาเคมี ให้เร็วที่สุด

กระบวนการต่อมา ก็ลดอารมณ์ นิสัย .... ที่ซึ่งหากไปดูตำราทางการแพทย์ไม่ว่าศาสตร์แบบไหน ก็จักเห็นได้ชัดว่า อารมณ์มีผลต่อร่างกายมหาศาล ยิ่งตอนป่วยด้วยแล้ว ใครนึกภาพไม่ออก ก็ไปดูสามก๊ก ตอนจิวยี่ถูกธนูอาบยาพิษนั่นแล ยามใดที่โกรธ พิษก็จะกำเริบ ยามใดที่ควบคุมจิตใจได้ อาการก็ดีขึ้นรวดเร็ว

ใครจะบอกว่า รักษาโรคไม่เกี่ยวกับนิสัย ... ก็ไม่ว่ากัน แต่แม่ชีเมี้ยนชี้ชัดว่า การฟื้นฟูตน โดยเฉพาะด้วยศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีด้วยแล้ว ตัวชี้ขาด คือ นิสัย

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เมื่อคนใดฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำนิสัย ตามบัญญัติคำสอน ไม่ว่าโรคใด ที่หมอทั้งโลกบอก ไม่มีวันหาย ก็สามารถพบปาฏิหารย์ หายโรคได้ ด้วยการทำนิสัย ทำให้ลดการทำลายตน เหลือแต่โรคหน้าเดียว ก็เป็นงานง่ายสำหรับสมุนไพรแล้ว หากทานแต่สมุนไพร ก็ยากจะคำนวนว่า ส่วนที่ฟื้นฟู มันจะทันส่วนที่ถูกทำลายหรือไม่ ... ผลของการทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว จึงเอาแน่เอานอนไม่ได้

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อะไรรักษาโรค

ศาสนาเปรียบเทียบมนุษย์ ในการดิ้นรนแก้ทุกข์ อันมีจากโรคที่เป็น ว่ามีการกระทำเสมือน "กระต่ายตื่นตูม"

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่แสดงให้เห็นที่มาที่ไปของวงการแพทย์ อันเป็นการเปลี่ยนโฉมจากเดิม และเปลี่ยนเป้าประสงค์ หรือเจตนา ที่คนในอดีต อยากเป็นหมอเพราะอยากช่วยชีวิตมนุษย์ นับจากมีคนผู้หนึ่งที่มีความเฉลียวฉลาด จบการศึกษาแพทย์ ในขณะเดียวกัน ก็มีหัวในทางการค้า มีความโลภในตน

การค้นพบของหมอท่านนั้น ทั้งในศาสตร์ของจิตวิทยา และศาสตร์ของการแพทย์ ทำให้เห็นช่องทางในการสร้างความร่ำรวยแก่ตน โดยเริ่มจาก ยาแก้ปวด ธรรมดานั่นเอง เมื่อสามารถคิดค้นยาแก้ปวดได้ แลเป็นที่นิยม สิ่งหนึ่งที่แพทย์ท่านนั้นรู้ คือ ผลแห่งการใช้ยาแก้ปวด เป็นเวลานานจะเกิดผลข้างเคียงอย่างไร

แผนความร่ำรวยจึงเกิดขึ้น ด้วยการตอบสนองความต้องการของคน ที่จะหลีกหนีความปวด ดังนั้น ยาแก้ปวดจึงถูกจำหน่ายออกไป ในราคาที่ถูก และด้วยความไม่รู้ของคน การส่งเสริมจิตวิทยา โดยอาศัยความเชื่อที่มีต่อวงการแพทย์ นั่นคือ พูดอะไรก็เชื่อ เพราะมีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าอาการสิ่งใดปรากฎ ... คำอมตะ ที่จะถูกนำมาใช้ เพื่อให้คน ตกในสภาวะกระต่ายตื่นตูม นั่นคือ "ถ้าปล่อยไว้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต"

ผลแห่งการทานยาแก้ปวดเป็นเวลานาน ผลข้างเคียงที่ปรากฎอันดับแรก คือ การไปทำลายอวัยวะ ด่านแรกที่เป็นตัวประทะ นั่นคือ ไต แลเมื่อไตเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ ทีนี้แหละ จะมีสารเคมีหลุดจากไต เข้ากระแสเลือด รวมทั้งเชื้อทั้งหลายเล็ดลอดจากไต ไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย จุดใดของร่างกายเปราะบาง ก็จะกลายเป็นที่พัก อันนี้แหละวัดดวง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักบอกเสมอว่า คนทั้งหลายเข้าใจผิดในสิ่งที่ตนเป็น โรคที่ปรากฎจึงเป็นแค่สถานี หรือ อุปมาเสมือน ปากอ่าว ที่เป็นที่ตะกอนทับถม เท่านั้นเอง หากหลงประเด็น มัวแต่รักษา โดยการเอาตะกอนปากอ่าวออก แต่แหล่งที่สร้างตะกอนยังคงอยู่ แม้นวันนี้จะหายโรค อุปมาเสมือนกำจัดตะกอนหมดไป แต่ในไม่ช้า โรคมันก็หวนคืนมาอีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่างให้เห็นชัด อาทิคนเป็นโรคตาต้อ คนทั้งหลายก็มุ่งแต่อยากกำจัดต้อ อันนั้นให้หมดไป จึงไปใช้วิทยาการสมัยใหม่ หรือแม้นแต่หวังแต่ขอยาหยอดตา เพื่อให้ตานั้นกลับมาปกติ แลก็สมหวัง ทำได้ แต่นั่นคือ การกำจัดตะกอน ปากอ่าว ในไม่ช้า สิ่งที่หลุดจากไต ก็จะมากองที่ปากอ่าว คือ ดวงตาอีก นั่นคือ การกลับมาเป็นต้ออีกครั้ง นั่นเอง

การฟื้นฟูตน ด้วยศาสตร์ของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หรือ ศาสตร์สมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ไม่ต้องไปสนโรค นั่นมันปลายเหตุ ควรแก้ที่ต้นเหตุ หากมองแค่ รูปธรรม คือ ร่างกาย จึงต้องแก้ที่อวัยวะทั้ง ๓๒ ของร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ นี่แหละคือ หน้าที่ของสมุนไพร

กระบวนการสมุนไพร จึงต้องไปทำให้อวัยต่างๆ รู้ตัว นั่นคือ ทำไมต้องทานของแสลง เพราะจะทำให้ร่างกายรับรู้ปัญหาของอวัยวะนั้นๆ แล้ว แก้ไข ฟื้นฟู โดยมีสมุนไพร เป็นพี่เลี้ยง

กระบวนการของสมุนไพร จึงซ๋อมสร้างอวัยวะ และสร้างสิ่งที่สำคัญอันมีประโยชน์ยิ่งในการฟื้นฟูตน ให้กลับมา คือ สิ่งที่เรียกว่า "ภูมิ"

ทีนี้ เมื่อร่างกายมีภูมิ มีอวัยวะที่สมบูรณ์ ทำหน้าที่ได้เต็มที่ ร่างกายก็สามารถแก้ไขปัญหาที่มีคือ สามารถใช้ภูมิอันนั้น แลวัตถุดิบ คือ อาหาร ๕ หมู่ ไปต่อสู้โรค หรือ เอาชนะโรคได้

แต่ปัญหาที่สำคัญ ที่คนทั้งหลายไม่รู้ แม้นแต่วงการแพทย์ก็ไม่รู้ ว่า ทำไมเมื่อคนเราปกติ มีภูมิ แต่กลไกอันนี้ไม่ทำงาน จนทำให้เกิดโรคได้ เฉกเช่นเดียวกัน แม้นจะทานสมุนไพร ให้อวัยวะกลับมาทำงาน และมีภูมิ ก็ยังไม่ใช่คำตอบว่า จะหายโรค

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ศาสตร์ของพระภูมี ทำให้เราท่านได้รู้ว่า กลไกของการทำงานของคนทุกคน มีกลไกชนิดหนึ่งที่มองไม่เห็นแต่มี นั่นก็คือ การให้คุณให้โทษ จากสิ่งที่ทานเข้าไปนั่นเอง ผลแห่งการทานจะเป็นผลดี หรือผลร้าย ขึ้นอยู่กับสิ่งหนึ่ง พระภูมีเรียกสิ่งนั้นว่า "กรรม" อำนาจกรรม ที่เราท่านทำไว้ในอดีต จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ที่มีผลต่อการทาน ไม่ใช่ สุขอนามัยของอาหาร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็น เมื่อกรรมชั่วมาถึง แม้นเศรษฐีจะกินอาหารที่ว่าดีเลิศ ถูกสุขอนามัยสักฉันใด อาหารนั้นก็เป็นพิษ หากแต่ถ้ามีกรรมดี ขอทานเก็บอาหารที่ทิ้งในถังขยะมาทาน ก็ให้สุข

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ตัวแปรที่สำคัญ ที่ทำให้เกิดโรค คือ "กรรม" การที่จ่ะรักษาโรค ก็ต้องอาศัย อำนาจหรือมือที่สาม เพื่อเปลี่ยนแปลงผล เพราะผลในวันนี้ คือ กรรมชั่ว มาอุบัติ ทำให้เป็นทุกข์ ถ้าจะฟื้นฟู ก็ต้องสร้างอำนาจธรรม มาเพื่อหลีกหนี กรรมชั่วอันนั้นลง เพื่อให้ผลแห่งการทานนั้น รวมกับภูมิของตน สร้างคุณแก่ร่างกาย ฟื้นฟูตนได้ อันเป็นที่มา ของ สมุนไพรล้างโรค ธรรมล้างกรรม นั่นเอง

ก็แล้วทำไมทานสมุนไพรแรกๆ จึงดีขึ้น หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้เห็นว่า นั่นคือ ผลแห่งการกระทำในอดีต มาส่งผลให้ ทุกคนจึงมีครบทั้งสองส่วนในระยะแรก การทานสมุนไพร แม้นบางคนไม่ต้องทำอะไรเลย จึงฟื้นฟูตนได้ แต่เมื่อผลบุญในอดีตหมดลง หากไม่ทำใหม่ สร้างบุญเพิ่มเติมขึ้นมา ปฏิเสธแม้นแต่การสวดมนต์ นั่งฟัง ช้าเร็วก็กลับไปรอยเดิม เพราะขาดอำนาจที่จะสู้กรรม มีแต่สมุนไพร ก็ได้แต่อวัยวะดีขึ้น แต่แก้ไขโรคที่เป็นไม่ได้

จึงไม่ต้องแปลกใจ ทำไมศาสตร์นี้ จำต้องอาศัยคุณสมบัติของผู้ทาน ประกอบด้วยเป็นสำคัญ จะมาหวังแต่สมุนไพร ก็คงไปไม่ได้ไกล หรือ โชคดี บุญเก่าเยอะหน่อย พอหายโรคได้ แล้วก็ลำพอง แต่ช้าเร็ว บุญนั้นก็หมดไป ทีนี้ ก็เข้าอีหรอบเดิม ก็ไม่ต้องสงสัย ว่าทำไมโรคจึงหวน หายไปตั้งนานแล้วกลับมาเป็นอีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวอย่างมั่นใจให้ฟังเสมอว่า ด้วยเหตุนี้ "ในโลกนี้ ไม่มียารักษาโรค" เพราะไม่มีทางที่ความคิดของคน จะสามารถเอาชนะกรรมได้ ยิ่งวัตถุด้วยแล้ว เป็นของตาย ยิ่งไม่มีทางเอาชนะกรรมได้อย่างแน่นอน ... คนที่รอความหวัง ว่าจะพบตัวยามารักษาโรค (โรคตาย) ของตน รอจนตายไปแล้ว คนแล้วคนเล่า ก็ไม่มีทางสมหวังโดยเด็ดขาด ฝันนั้นไม่อาจเป็นจริง ยกเว้นก็แต่โรคกรรมผ่าน ที่เป็นแล้วก็หาย ไม่ได้มาเอาถึงตาย นั่นแหละจึงพอหายาได้

ด้วยความรู้จากหลวงพ่อนิพนธ์นี้เอง ย่อมแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่รักษาโรค อย่างแท้จริงให้แก่ตัวเราท่าน คือ "คุณสมบัติ" อันจะมีมากน้อย แม่ชีเมี้ยนก็ชี้ช่องว่า มาจากการทำนิสัยของตนนั่นเอง ว่าสามารถสร้างการกระทำใหม่ นิสัยใหม่ อันเป็นนิสัยของพระพุทธเจ้าให้เกิดแก่ตนได้มากน้อยเพียงใด ผู้ใดยอมทุกข์กับวินัยมาก ผลก็มาก การหายโรคก็มีโอกาสมาก ผู้ใดไม่ยอมทุกข์กับวินัย ผลไม่มี กินแต่บุญเก่า ไม่ว่าทานสมุนไพรมากสักฉันใด ก็ดีได้ระยะหนึ่งเท่านั้นเอง หมดบุญเก่าเมื่อไร ก็มีแต่ทรงกับทรุด .... การทานแบบนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็ได้แค่ "ยื้อ" เท่านั้นเอง

เราจึงอยากยกคำแม่ชีเมี้ยนมาเป็นสติ "ไม่เชื่อหรือ ว่า กรรมมีจริง ตัวกระทำของเรามีจริง รอคอยเราอยู่วันข้างหน้าแน่" ผลที่เกิดพิจารณาแล้วก็เห็นประจักษ์ หากไม่มีกรรมเป็นอำนาจ เสมือนประหนึ่งเครื่องจักร ใส่ของที่เหมือนกันเข้าไป เครื่องตัวเดียวกัน ผลย่อมได้เหมือนกัน ... แต่คนคนเดียวกัน กินข้าวเหมือนกัน วันก่อนกินแล้วโต ให้สุข ครั้นมาวันนี้ กินแล้วกลับทำให้เกิดโรคซะงั้น ... ถ้าไม่เชื่อกรรมมีจริง ศาสตร์อันนี้ก็ไร้ค่า หาประโยชน์ไม่ได้ ถ้าไม่สร้างคุณสมบัติ จะมากินสมุนไพรสักฉันใด จะหาผลเลิศ คือ หายโรค และไม่กลับมาเป็นอีก คงเป็นได้แค่ความฝัน

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มาไม่ถึง

เราเคยถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ในเมื่อศาสนาของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นสิ่งที่เรียกว่า วิเศษสุด สามารถช่วยคนได้ หากคนผู้นั้นได้มาเจอ ฟัง พิจารณา แล้วเกิดความเชื่อ ทำตามคำสอน ก็จักเปลี่ยนพรหมลิขิตของตน ตามที่ตนปรารถนาได้ นั่นก็หมายความว่า ต้องเป็นที่นิยม ต้องมีคนมาหามากมายมหาศาล หรือ ล้นหลามสนามแตก เหมือนดั่งคนอยากไปดูฟุตบอล ที่ชื่นชอม หรือ คอนเสริตท์ของนักร้องที่ตนชอบ เช่นนั้นแน่

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก เพราะศาสนาเป็นของนอกโลก ปกติวิสัยจะไม่มีในโลก ยกเว้นก็แต่เฉพะาช่วงเวลา ที่พระพุทธเจ้าองค์ใหม่จะอุบัติ เพื่อสานต่อองค์เก่า มีระยะเวลาสั้นๆ ในวงรอบของ ๒๕๐๐ ปี เท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้ ศาสนาจึงเป็นของที่คนทั้งหลายทั้งปวง ย่อมไม่คุ้นเคย ด้วยภพชาติที่ผ่าน ก็อาจไม่ได้เจอศาสนาทุกครั้งที่พระพุทธเจ้าอุบัติ นั่นยิ่งต้องอยู่ในนิสัยกรรม จึงคุ้นเคยกับ การสร้าง กรรมดี กรรมชั่ว แต่ศาสนาไม่สอนให้สร้างสิ่งเหล่านั้น การทำตามศาสนา ผลตอบแทน คือ "บุญ"

คนที่จะมาหาศาสนา จึงมักเป็นผลจากอดีต นั่นคือ เคยมีการกระทำ กับพระพุทธเจ้าองค์เก่า หรือ สาวก ไม่ว่าทางหนึ่งทางใด หากย้อนไปยุคพระโคดม ก็ทราบกันดีว่า มีสาวก ประมาณเกือบแสนองค์ หากแต่บุคคลที่ไม่อยากไป ขอแค่ฝึกนิสัย หรือ ฆราวาส ก็ประมาณสามแสนคนเท่านั้นเอง คนเหล่านี้แหละที่จะเวียนว่ายมา

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ดูคนที่อยู่ข้างมูลนิธิสิ แม้นจะใกล้ติดกัน สิ่งที่เป็นก็เหมือนเช่นคนอื่น คือ มีโรค แต่เขาก็ไม่มา ไม่สนใจ นั่นคือ เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องของเฉพาะกลุ่ม .... ยิ่งไปกว่านั้น คือ กลุ่มคนน้อยๆ ย้อนไปอินเดีย กลุ่มของพระโคดม ก็แค่หลัก ครึ่งล้านคน เฉพาะในอินเดียยุคนั้น ก็มีคนเป็นหลักร้อยล้านคนแล้ว หากยิ่งเทียบกับคนทั้งโลก ยิ่งน้อยกว่าน้อย

การได้มาถึง จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นี่แหละด้วยตัวกระทำของคนเหล่านั้นในอดีต อุปมาเสมือนมาทวงหนี้ที่มีต่อศาสนา จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมคนทั้งหลายที่มา เราท่านอาจเห็นคนบางคน อาจจะเป็นต่างชาติ ต่างศาสนา มาทานสมุนไพร แล้วไม่ต้องทำอะไรก็หายได้ เรียกว่ากินบุญเก่า ก็ได้ประมาณนั้น หากแต่บุญนั้น มีมากน้อยต่างกัน เมื่อบวกกับกรรมที่สร้าง มากน้อยไม่เท่ากัน ศาสตร์สมุนไพร จึงเอาเกณฑ์อะไรไม่ได้เลย เพราะต่างกรรม ต่างวาระ

แล้วศาสนาดึงคนเหล่านั้นมาทำไม คนที่เวียนว่าย หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ชี้ว่า ประการแรก ศาสนา ก็ต้องใช้หนี้ ที่คนเหล่านั้นทำให้ ในยุคพระโคดม ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมที่นี่จึงให้โอกาสทุกคนที่มา ในทุกโรค ทุกอาการ และก็ยิ่งไม่ต้องแปลกใจว่า คนที่มาเมื่อทานสมุนไพร ย่อมไม่มีผลเสีย มีแต่ผลดี แต่อาจจะมากน้อยต่างกัน ไปตามแต่ละบุคคล

ประการที่สอง หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ว่า การมา คือ การที่ศาสนาให้โอกาส หรือให้คนผู้นั้นชั่งใจว่า จะมีการกระทำต่อ หรือ ตัด ไม่กระทำ ตามคำสอนของศาสนาอีก เพื่อผลในภายภาคหน้าต่อไป หลังจากใช้ของเดิมที่ทำมาหมดลงไปแล้ว

นี่แหละคือใจความสำคัญ หรือ จุดประสงค์ของการมีมูลนิธิ คือ เพื่อให้เราท่านทั้งหลาย ได้มีการกระทำ มีนิสัยของพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งของตนต่อไปในภายภาคหน้านั่นเอง หลังจากการห่างหายจากศาสนา เมื่อสิ้นยุคของพระโคดม กว่าสองพันปี ล้วนแล้วแต่อยู่ในนิสัยกรรม นิสัยกรรมก็หล่อหลอม กลืนนิสัยธรรม ก่อให้เกิดทุกข์แก่ตน มากขึ้น ตามความห่างนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า ศาสนาเป็นแต่เพียงผู้ชี้ สอนเหตุและผลให้พิจารณา ช่วยใครไม่ได้เลย คนที่มา แลได้ผล ก็ด้วยตัวกระทำเก่า และตัวกระทำใหม่ ที่เสมือนบังคับให้ทำ คือ การสวดมนต์ และฟังคำสอน แต่ของเดิมเมื่อใช้ย่อมหมด จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทุกคนมาทานแล้วย่อมดีขึ้น บางคนก็ด้วยตัวกระทำเดิม เพียงพอให้หายโรคได้ แต่นั่นก็แค่มาหา ยังมาไม่ถึง คนที่ถึง ก็คือคนที่เมื่อได้สัมผัส แล้วพิจารณา เกิดปัญญา จึงนำคำสอนไปเปลี่ยนแปลงนิสัยตน คือ นิสัยกรรมให้ลดลง เพิ่มนิสัยธรรม ให้มากขึ้น เพื่อเป็นที่พึ่งแห่งตนในภายภาคหน้า

บทสุดท้าย หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า คนที่มาแล้วถึง จึงมีเฉพาะคนที่มาแล้วเปลี่ยนการกระทำของตน ตามรอยของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนนำมา สถานะของตนจึงปลอดภัย คือ ถึงสุขที่แท้จริง ที่ กินได้ นอนหลับ ไม่มีโรค ไม่มีอุบัติภัย แต่หลายคนก็หยุดแค่เพียงการดีขึ้น หรือ หายโรค ไม่สนนิสัย ... โดยหารู้ไม่ว่า นั่นเป็นการกินบุญเก่า ช้าเร็วก็ต้องหมด

อย่าแปลกใจเลย หากสงสัยว่า ฉันมาตั้งนาน ทานสมุนไพรแรกๆก็ดีขึ้น บ้างก็มาเป็นจิตอาสา ก็ดีขึ้นอีกระดับ หรือ โชคดี หายโรค แต่ครั้นนานวันเข้า ทานสักฉันใด เป็นจิตอาสา สักฉันใด โรคก็ไม่ดีขึ้น หรือ หนักกว่าเก่า หรือ โรคเก่าไป โรคใหม่มา ก็นิสัยกรรมของเราท่านยังอยู่ครบ ผลบุญหมดวันไหน ไม่มีใครรู้ มันก็ย้อนกลับมาเล่นเราท่าน ทีนี้ อะไรก็หยุดไม่อยู่ เพราะการมาของเราท่าน ไปไม่ถึงซึ่ง "นิสัยของพระพุทธเจ้า" พูดฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า เมื่อมีวันเวลา ไม่รู้จักสร้างร่มของตน ไม่มีใครคนไหน ที่จะมาพักในร่มของศาสนา ถึงเวลาก็จากไป แต่ครั้นมีร่มของศาสนา ก็เพลิดเพลินเจริญใจ ไม่ทำตน ถึงเวลาต้องไป ก้าวพ้นปุ๊บเจอแดดแรงปั๊บ ร่มของตนไม่มี นั่นแลเจอตอแล้ว

คำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่มักกล่าวให้ฟังเสมอว่า เมื่อเป็นบุญเก่า ใช้ก็หมด นั่นหมายความว่า ศาสตร์สมุนไพร หากจะใช้ให้ได้ผล อุปมาตีงู ต้องตีให้ตายในครั้งเดียว เมื่ออาศัยบุญเก่า และการกระทำที่สอดคล้อง ทำให้มีกำลังฟื้นฟูตนขึ้นมา ก็ต้องเร่งรีบ ไปให้ถึงที่หมาย คือ สร้างร่มของตนเป็นที่พึ่ง คือ นิสัยสร้างสุขให้ผู้อื่น ให้มีแก่ตนให้จงได้ แลลดนิสัยสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นมากที่สุด มิฉะนั้น เมื่อถึงเวลา ต้องออกจากร่ม เจอแตดแรง ช้าเร็วก็ต้องล้ม ทีนี้ จะมาใช้แบบเดิม บุญเก่าก็ถลุงซะเกลี้ยงคลัง ของใหม่ ก็สร้างไม่เป็น หรือ ทำไม่ได้ .... การได้พบศาสนา ในชาตินี้ ก็ไร้ค่า ช่วยตนไม่ได้

สิ่งที่เรากลัว แต่คนอื่นอาจไม่กลัว นั่นคือ เชื่อหรือ ว่าจะมีพรหมลิขิต ได้เจอศาสนาอีก .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า กรรมดี มันล้างกรรมชั่วไม่ได้ วันนี้ จึงไม่ควรประมาท ทำไว้ให้มากที่สุด ยิ่งพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ จะอุบัติในพม่า แม้นจะมีองค์บุญให้ทำ แต่มั่นใจหรือ จะเข้าถึง สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ทุกเวลานาที คือโอกาสทอง วันใดที่พระพุทธเจ้าประกาศตน อำนาจบุญ ก็จักต้องกลับไปรวมศูนย์ที่พระพุทธเจ้า ทีนี้ อยากได้บุญ อยากพบพระพุทธเจ้า อยากทำสัจจะ ก็ไปรอต่อคิว .... แล้วนึกหรือ ว่า มีเราท่านแค่นั้น ที่อยากเจอพระพุทธเจ้า ที่สำคัญ พระพุทธเจ้าจะให้เราท่านเจอหรือเปล่า

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ทิ้งไว้ให้ ไม่ใช่จบที่สมุนไพร หรือ การหายโรค แต่คือการสร้างนิสัยพระพุทธเจ้า เป็นบางสิ่งบางอย่าง เป็นสัญญา ต่อจากของเดิม ที่หมดลงเมื่อพามาพบศาสนาในวันนี้ นิสัยหรือสัญญานี้แหละ ที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า เป็นใบเบิกทางที่จะทำให้เราท่านได้พบพระพุทธเจ้า ในวันหน้า

หลายคนกังวลว่า เมื่อไหร่จะหายโรค ช่างน่าเสียดายวันเวลานัก สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อไหร่ตนจะมีนิสัยพระพุทธเจ้าบ้างต่างหาก หากฟังคำสอน พิจารณา เชื่อ แล้วทำตามได้ วันใดที่มีนิสัยของพระพุทธเจ้าเกิดในตัว นั่นคือ วิญญาณของของตนอยู่ที่สูงแล้ว เพราะฝากไว้กับศาสนาที่เป็นของสูง โรคที่เป็นมันก็หายได้เหมือนปาฏิหารย์ ด้วยวิญญาณสูง กายย่อมสูงตาม จะเป็นโรคอยู่ได้อย่างไร หากไม่มี แล้วบุญหมด แต่กลียุคก่อนพระพุทธเจ้าประกาศตน ต้องมาแน่ ไม่ต้องรอตายด้วยโรค จะหนีกลียุค ภัยพิบัติร้ายแรงนั้น ได้หรือไม่ ถึงหายโรค ก็ไม่ได้บอกว่าจะรอดภัยอันนี้ การมาของท่าน ก็ไม่ถึงที่พึ่งแห่งตน ทำตนช่วยตนไม่ได้ ... แม้นจะมา ได้พบ ได้เจอ ... การมาก็เสียเปล่า

วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าคนบ้าสองจำพวก หนึ่งบ้าทำตามโลก ทำตามนิสัยตน กับหนึ่ง บ้าทำตามแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ ทำนิสัยพระพุทธเจ้า ... กลุ่มแรกหัวเราะก่อนในวันนี้ กลุ่มหลัง จะหัวเราะดังกว่าในทีหลัง ... เพราะยังมีชีวิต มีสุข มีเสียงหัวเราะได้ ...

วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ทำทำไม

หลวงพ่อนิพนธ์ย้ำเสมอว่า เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องของมือที่สาม อันหมายความว่า โดยปกติทั่วไป คนทั้งหลายไม่จำเป็นต้องมาพึ่ง มาหาศาสนา ก็ดำรงอยู่ได้ อาจจะเจริญรุ่งเรือง สมบูรณ์พูนสุข ตลอดอายุขัย หรือ ทุกขเวทนา ก็ตามแต่สิ่งที่ตนได้ทำมาในอดีต และสิ่งที่ทำมานั้นเอง ก็จักเป็นเครื่องปกปักรักษา ให้มีอายุขัยจนครบ เพื่อรับผลแห่งการกระทำของตนนั้นๆ เป็นปกติอยู่แล้ว

ศาสนา รู้ธรรมชาติอันนี้ดี ดังนั้น เมื่อศาสนาอุบัติในโลกอีกครั้ง เพื่อก่อกำเนิดพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ สานต่อองค์เก่า ก็ยังคงรูปลักษณ์เดิมเอาไว้ นั่นคือ เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม แถมยังเป็นกลุ่มคนเล็กๆเท่านั้นเอง ไม่ยื่นมือไปก้าวก่ายคนทั้งหลายทั้งปวง เอาเฉพาะคนที่เวียนว่ายเข้ามา ได้ฟัง ได้ยิน พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม เท่านั้นเอง

ดังนั้น คนที่มีศาสนา หรือ คนที่ได้มาฟังเรื่องราวของศาสนา พิจารณาแล้วเชื่อ จึงเดินตาม จึงเป็นบุคคลที่ทวนกระแสโลก เมื่อทำได้ จึงเป็นมนุษย์ เหนือ มนุษย์ หรือจะเรียกว่า มนุษย์วิเศษ ก็ว่าได้ เพราะคนเหล่านี้จะได้สิทธิ์ที่คนทั้งหลาย ทั้งปวง อยากได้ แต่ไม่มีทางได้ เริ่มจากสิทธิ์พื้นฐาน นั่นคือ "ความไม่มีโรค"

จึงไม่แปลกเลยว่า เมื่อเป็นคนวิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไป คนเหล่านี้ ย่อมมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนคนทั่วไป พูดฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า คือ "ไม่ทำแบบคนทั่วไป" อันหมายถึง จะใช้นิสัยตนเหมือนคนทั่วไปไม่ได้ ต้องมีอะไรแปลกไป

สิ่งที่แปลก คือสิ่งที่คนทั่วไป ไม่เอา ไม่สน ไม่ทำ นั่นคือ วินัยทุกข์ของพระพุทธเจ้า นั่นเอง

ผลที่บังเกิดกับคนเหล่านั้น จะวิเศษปานใด ก็ขึ้นอยู่กับการทำวินัยอันนั้้นแล ว่าทำได้มากน้อยสักเพียงใด หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น ใครทำ ใครได้" แลแม้นธรรม่ของพระภูมีจะวิเศษสักฉันใด ก็ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ ต้องทำเอง

บทบัญญํติ ของพระภูมี ที่ทำได้ จึงมีสิ่งวิเศษ ที่โลกนี้ไม่มี นั่นคือ "บุญ" ในขณะที่การกระทำตามลัทธิความเชื่ออื่นใด ผลตอบแทน ก็พึงจบแค่ "กรรมดี แลกรรมชั่ว" เท่านั้นเอง

แลท่านอาสิก็ชี้ให้เราท่านเห็นว่า ช่องเล็กๆที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ในการสร้างบุญ ก็มีแต่เพียง การทำนิสัย หรือ การลดนิสัยตน ที่สร้างทุกข์แก่ผู้อื่น แล้ว ไปสร้างนิสัยใหม่ ที่ให้สุขแก่ผู้อื่น ขึ้นมาแทน

คำถามที่ว่า ทำไมต้องทำ หรือ ทำทำไม ในเมื่อ การมาของเราท่าน มาเพื่อหายโรค ไม่ได้ต้องการอื่นใด ไม่ต้องการเปลี่ยนนิสัย

คำตอบ ที่ได้จึงย้อนถามกลับมาว่า ทำไมต้องช่วย ให้พ้นทุกข์ ที่สำคัญ ไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะตาย เพราะหากยังไม่ถึงซึ่งพรหมลิขิต ชีวิตเราท่านก็เหนียวอยู่แล้ว จะทุกข์จากโรคสักฉันใด ดูน่ากลัว น่าตายสักฉันใด เมื่อยังมีพรหมลิขิตก็ไม่ตายแน่นอน เพราะต้องรับสุข รับทุกข์ที่ทำมา จนครบกระบวนความตามพรหมลิขิต หากแต่ถ้าเมื่อครบพรหมลิขิตแล้ว จะทำสักฉันใด ก็ตายแน่ หนีไม่พ้น

คนที่จะพ้นทุกข์ จึงต้องทำตนเป็นคนวิเศษ เป็นคนมีศาสนา เพราะสัญญลักษณ์ของศาสนา คือ ความสุข

ท่านอาสิ จึงชี้ว่า การมาที่นี่ จึงต้องมีคำตอบ ว่าจะทำตนแบบคนทั่วไป หรือ จะทำตนให้วิเศษกว่าคนทั่วไป แล้วได้ความไม่มีโรคเป็นของแถม

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ สำหรับคนที่อยากพบ อยากเจอศาสนา อยากปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อพัฒนาวิญญาณของตนให้อยู่สูง แต่ตอนนี้ พระพุทธเจ้ายังไม่ปรากฎโฉม การกระทำของเราท่าน เพื่อให้สมเจตนา จึงทำตนรอพระพุทธเจ้า นั่นเอง โดยการเอาวินัยบางสิ่งบางอย่างมาฝึกฝนตน ไปพลางๆ แม้นจะไม่ใช่บุญมหาศาล แต่ก็มากพอที่จะสร้างสุขให้แก่ตน แลมีชีวิตที่ดีรอพระพุทธเจ้าที่จะอุบัติในไม่ช้านี้ได้ ที่สำคัญ คือ พ้นภัย ที่จะมาก่อนการประกาศตนนั่นแล

ดั่งที่ท่านอาสิสอน วินัย ก็มีองค์ประกอบ กาย วาจา ใจ การทำวินัยก็ทำในสิ่งที่พอทำได้ แลสิ่งนั้นให้ทุกข์แก่ผู้อื่นมหาศาล เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป ก่อกรรมแก่เราท่านมากจะเกินไป อาทิเช่น ถ้าเราท่านค้าขาย จากคนที่อยากกำไรมากๆ โกงตาชั่ง เอาของเสียปนมั่ง ก็ถวายสัจจะ ทำตนเป็นคนค้าขายที่ดี ไม่โกงตาชั่ง ของไม่ดี ก็ยอมที่จะทิ้งไป ไม่ขายให้ลูกค้า หากทานเหล้าแล้วชอบตบตี วิวาท ก็วางสัจจะเลิกเสีย หากชอบด่าว่า ติเตียนผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ก็วางลง

แค่โค่นนิสัยที่สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นเกินไป ก็ทำให้เราท่านเป็นคนวิเศษเหนือคนทั่วไปแล้ว ใครถาม ก็บอกว่า แม่ชีเมี้ยนสอน เราท่านก็ลดนิสัยตามรอยพระพุทธเจ้า ตามที่พอทำได้ เมื่อคนเห็นนิสัยเราท่านเปลี่ยน พรหมลิขิตก็เปลี่ยน เป็นดีขึ้น อย่างแน่นอน เพราะกรรมเขาจำนิสัย ส่วนโรคนั้น ได้หายโรคเป็นของแถมอย่างแน่นอน

ถามว่าทำไมจึงดีขึ้น ก็สิ่งที่เราท่านทำ นั่นกำลังแสดงนิสัยของพระพุทธเจ้าให้คนอื่นเห็น ให้คนอื่นมีสุข การทำเช่นนี้ ย่อมสร้างสุขให้แก่ แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ ถือเป็นเครื่องตอบแทน แสดงกตัญญู ที่สูงสุด ในการให้กำลัง ให้สุขภาพแก่เราท่านคืนมา

มองให้ละเอียดลงไป หลวงพ่อนิพนธ์ ก็บอกว่า การแสดงนิสัยของพระพุทธเจ้า มิเพียงแต่ตนเองรอดพ้นภัย หากแต่เป็นการโปรดสัตว์ทั่วไป เหมือนพระมาลัย ผู้ใดได้พบเห็นความเปลี่ยนแปลงในนิสัยของเราท่าน ที่มีวินัยของพระพุทธเจ้า แล้วอยากได้ จะได้มีโอกาสช่วยตนบ้าง อย่างน้อยก็คนใกล้ชิด พ่อแม่ ลูกหลาน เป็นทางเลือกให้คนเหล่านั้นได้เดินตาม แลเป็นคนดีเหมือนท่านบ้าง ก็จะได้กลายเป็นคนวิเศษ คนที่ไม่มีโรค เหมือนท่านได้เช่นกัน

ถ้าทำตัวเหมือนคนธรรมดา ไม่มีที่ใดที่จะทำให้เว้นนิสัยแห่งตนได้ ไม่มีใครที่จะหยุดนิสัยแห่งตนได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ ของมงคล ไม่มีทางอยู่กับคนใจต่ำเป็นแน่แท้

เมื่อเหนือคนธรรมดาไม่ได้ จะมีสิทธิอะไรเล่าที่จะไม่เป็นแบบคนทั่วไป แม้นอาจจะพ้นโรคหนึ่ง หรือหนีเสือตัวนี้ได้ด้วยสมุนไพร แต่จรเข้ก็ขวางอยู่ข้างหน้า ท้ายสุด ก็คงมีชะตากรรมเหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ การมาพบเจอศาสนา ก็หาประโยชน์อะไรแก่ตนไม่ เพราะช่วยตนของตนไม่ได้ รักษาชีวิตไม่ได้ ก็แย่แล้ว ที่แย่กว่าคือ ไม่มีสิ่งดีงามของศาสนาติดวิญญาณตนไปแม้นแต่น้อย

มาทำตัวเป็นคนบ้า คนไม่ธรรมดาเหมือนพระพุทธเจ้าเถิด ที่คิดแต่จะลดนิสัยให้ทุกข์ มาให้สุข แก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ตามแต่ตนจะทำได้ ด้วยการประกาศสัจจะ นำตน แล้วเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าตนของเราท่านเมื่อทำได้ นั้นวิเศษ ไม่เป็นเหมือนคนทั้งหลายทั้งปวง ... มีสุข คือ กินได้ นอนหลับ ทุกเวลา ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน แลวันใดที่พระพุทธเจ้าปรากฎโฉม ก็เดินเข้าไปกราบอย่างภาคภูมิใจ

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44