วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

ช่องโหว่

หลักของพระภูมีที่ใช้ คือ หลัก ตนพึ่งตน เป็นที่ทราบกันดี

นั่นหมายความว่า หากตนของตนทำได้ กรรมเขาก็เว้นให้

แต่ก็ยังมีช่องโหว่ ช่องเว้น อีกอันหนึ่งที่กรรมเขายอมให้เช่นกัน

ดั่งคำของแม่ชีเมี้ยนที่ตรัส แลเราท่านได้ฟังจากเทปที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาเปิดให้ฟังในวันงาน นั่นก็คือ อันตัวเราท่านนี้ กระดูกเป็นของพ่อ เลือดเนื้อเป็นของแม่

นี่แลคือช่องโหว่ ช่องเว้น ที่เขาเปิดให้ ทำแทนกันได้

เราท่านจึงเห็น หรือได้ยินเสมอมาว่า คำปรารถนาของพ่อแม่ชาวพุทธ นั่นคือ ได้เห็น ได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูก

นั่นหมายความว่า บุญอันใดที่ลูกทำ สามารถอุทิศให้แก่พ่อแม่ได้ เต็มที่ แลกลับกัน สิ่งที่พ่อแม่ทำย่อมส่งให้ลูกได้เช่นกัน

น่าเสียดาย สิ่งที่เราเห็น หลายคนที่มาที่นี่ ก็โยนภาระทิ้งไว้ให้พ่อแม่ ตัวเองก็นิ่งเฉยไม่ทำอันใด

หลวงพ่อนิพนธ์เคยหยิบยกเรื่องราวของแม่คนหนึ่งที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จนถึงขนาดหมอปฏิเสธที่จะให้การรักษา แลตนเองก็ไม่มีฐานะอันใด บากหน้ามาที่นี่ หลวงพ่อนิพนธ์รับไว้ แลกล่าวกับลูกชายว่า ในเมื่อแม่เอ็งทำอะไรไม่ได้ เอ็งก็ทำแทนซิ

ลูกชายของผู้หญิงคนนี้ มาทำหน้าที่แทนแม่ ทำทุกอย่างที่ตัวของเขาทำได้ หนักเอาเบาสู่ ตามที่หลวงพ่อนิพนธ์มอบหมายให้ทำ แม่ของเขาจากสถานะตอนมา ทำอะไรไม่ได้เลย นอนอยู่ที่สวนสมุนไพร ก็เริ่มกลับมาช่วยตนได้ เดินได้

เหล็กกำลังร้อน ไฟกำลังแรง หลวงพ่อนิพนธ์บอกมีแรง ก็เอาแรงต่อแรง สองแรงแข็งขัน ฝ่ายแม่ ก็เริ่มต้นจากถือสายยางรถต้นยา ปัดกวาด ทำความสะอาด ...

ในที่สุด ผู้เป็นแม่ก็ดีวันดีคื่น กลับมาเป็นปกติได้

เราจึงนำมากล่าวซ้ำ ชี้ช่องให้คนที่มีความรักในพ่อแม่ และกตํญญู หรือ คนที่รักลูก เมื่อเสียเวลาพาคนที่รักมา ... อย่าปล่อยเวลาของตนให้เสียเปล่า ทำตนให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วส่งให้คนที่เราท่านรักได้ ช่วยอีกแรง ...

หลักของศาสน์ บุญไม่ได้มีไว้ขอ .. หากอยากได้ต้องทำเอา ทำแล้ว เป็นของเราท่านแล้ว ที่นี้ศาสน์เขาจะสอนให้อธิษฐาน อยากส่งให้ใคร ... หากขอให้หายแต่ไม่ทำ ... ขอไปเถอะ ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดช่วยหรอก

ภาพที่เห็นบ่อยๆ เมื่อครั้งหลวงพ่อนิพนธ์เปิดสำนัก และจัดให้มีพระ นั่นคือ การที่ลูกของคนป่วยมาบวชเพื่ออุทิศบุญให้แก่พ่อแม่

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์เปิดให้มีพระอีกครั้ง ... เราจึงชี้ช่องทางบุญอันนี้ เผื่อมีใครอยากลอง ทำให้พ่อแม่ ... แล้วจะรู้ว่า การบวชแลดำรงตนตามวินัยของพระพุทธศาสนา ผลบุญมันแรงขนาดไหน

แลภาพในอดีตที่เราเคยเห็น ก็จะย้อนมาให้ท่านเห็นอีกครั้ง นั่นคือ พ่อแม่มาใส่บาตร แลพระลูกชายก็ฉัน แล้วเอาแรงไปทำความดีตามวินัยของพระพุทธเจ้า ... ทำสมุนไพรมาให้โยมพ่อโยมแม่ทาน ... ต่างฝ่ายต่างเป็นสุข

พระได้เห็นโยมดีวันดีคืน พ่อแม่ได้เห็นลูกกระทำตนเป็นตัวแทนพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เป็นพระที่สมควรกราบไหว้

คุยได้เต็มปาก ลูกฉันเป็นขันติสงฆ์ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พวกอ้างศาสนามาหากิน ... มองไปในย่าม ก็ไม่มีเงินสักเก๊ .. ฉันมื้อเดียว ไม่เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป ไปไหนก็เดิน ไม่ขึ้นรถ ลงเรือง ไม่สนองกิเลสแห่งตน ... ท่านเป็นสัญญลักษณ์แห่งพระพุทธกาลของพระพุทธเจ้า เป็นสัญญลักษณ์แห่งบุญ เพราะมีความสุขสงบ

เหมือนแต่ไม่เหมือน

อะไรเล่าทำให้หลักของพระภูมี ถูกเรียกว่าหลักปราชญ์ แม้นแต่อัจฉริยะของโลกเช่นไอสไตน์ ยังยอมรับว่าเป็นหลักเดียวที่อยู่เหนือหลักวิทยาศาสตร์ และตอบโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ได้ทั้งหมด นั่นก็คือ ความเป็นหลักแห่งเหตุและผล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนว่า ด้วยความที่ปัญญาของเราท่านยังด้อย หรือความไม่รอบรู้อย่างถ้วนถี่ ดังนั้น เมื่อพิจารณาเพียงแต่เหตุ จึงยังสรุปผลไม่ได้

ขยายความให้ฟังก็คือ โสตสัมผัสของเรา ยังเชื่อถือไม่ได้ ด้วยยังหามาตรฐานไม่ได้ ตัดสินเอนเอียงไปตามนิสัยสันดาน ความนึกคืด ความชอบของตน

อุปมาที่มักถูกหยิบยกมาให้ฟังเสมอๆ อันได้แก่ การกระทำที่เหมือนกันของต่างบุคคล เมื่อบุคคลแรกกระทำแล้วได้ผลดี คนที่ทำตามก็อุปมาเอาทันทีทันใดว่า ผลย่อมต้องเกิดเหมือนเช่นดั่งคนแรกที่ทำ จะเป็นอื่นไม่ได้

หากแต่ความเป็นจริง เรื่องราวสรรพสิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของชีวิต นั้น เป็นเรื่องต่างกรรม ต่างวาระ จะเอาเหมือนกันไม่ได้ หรือจะเอาเป็นบรรทัดฐานที่เหมือนกันทุกผู้นามไม่ได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงอรรถาธิบายให้ฟังเพิ่มเติมว่า อาทิเช่นเราท่านมีน้ำอยู่แก้วหนึ่ง แล้วนำไปให้คน ... น้ำแก้วเดียวกันนั้น อาจมีค่ามหาศาล หากถูกนำไปให้คนที่รอนแรมในทะเลทราย ขาดน้ำมาเป็นเวลานาน น้ำแก้วนั้นมีคุณค่าถึงชีวิตมนุษย์ อันประเมินค่าไม่ได้ เพราะทำให้ชีวิตหนึ่งรอดตาย หากแต่น้ำแก้วเดียวกันนั้น ถูกนำไปวางให้พระ ในวงฉันภัตตาหาร แม้นผู้ทานจะเป็นพระ หากแต่เมื่อมองไป จะเห็นน้ำปานะอื่นๆวางกันเกลื่อน เหลือทาน เหลือทิ้งเป็นอันมาก น้ำแก้วนั้น จึงอาจหาคุณค่าแม้นแต่สักนิดไม่ได้เลย แลอาจถูกเมิน เททิ้งไปโดยไร้ค่า ไร้ประโยชน์ก็เห็นกันมากมาย

คำตรัสของแม่ชีเมี้ยนในวันงานรำลึกคุณ ที่เราอยากจะย้อนให้ฟัง ที่กล่าวว่า การกระทำของมนุษย์ที่มี ไม่มีความหมายแก่วิญญาณเลย เมื่อมาพบศาสนา ศาสนาจึงสอน เมื่อทำตาม การกระทำนั้น ก็จักมีความหมายแก่วิญญาณแลชีวิต ... ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำ เรียกตัวกระทำ นั้นไม่ตายเลย เป็นสมบัติติดวิญญาณ ไปยังภพหน้าได้อีกด้วย

แม่ชีเมี้ยนจึงเปรียบให้ฟังว่า การกระทำของเราท่าน ในปัจจุบัน อุปมาเหมือน ทำแล้วมีแต่เพื่อนกาย แต่หาเพื่อนใจ ติดวิญญาณไปไม่มีเลย ...

เมื่อไม่มีเพื่อนใจ วันใดที่กรรมมาอุบัติ เพื่อนกายเหล่านั้นช่วยไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า นั่นแล จักรู้ความจริงว่า วิญญาณของเราท่านนั้นโดดเดี่ยว ยามเจ็บ เจ็บคนเดียว ยามทุกข์ก็ทุกข์คนเดียว ใครช่วยไม่ได้เลย

แม่ชีเมี้ยน จึงให้มาชวนเราท่าน หาเพื่อนของวิญญาณ เอานิสัยพระพุทธเจ้ามานำตน เมื่อทำได้ ก็จะได้ความไม่มีโรค ติดวิญญาณไปยังภพหน้า ทุกภพ ทุกชาติ

การกระทำที่พระภูมีสอน จึงหาใช่หวังผลแต่เพียงชาตินี้ หากแต่ตราบใดที่ยังเวียนว่าย ผลแห่งการกระทำ ก็จักติดวิญญาณไปตลอด

ย้อนกลับมายังการกระทำ เรื่องที่ถูกหยิบยกมาให้ฟัง นั่นคือ แม่ของพระสองคน คนหนึ่งมีลูกชายคนเดียว อีกคนหนึ่งมีลูกชายเจ็ดคน แม่ทั้งสองป่วยหนัก จึงให้ลูกของตนบวช

เวลาผ่านไป แม่ของลูกชายคนเดียวดีวันดีคืน แต่แม่ของลูกชายเจ็ดคน กลับไม่ดีขึ้นเลย จึงถามแม่ชีเมี้ยนว่า เพราะเหตุใดตนจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งที่มี่ลูกชายบวชถึงเจ็ดคน ในขณะที่อีกคนมีแค่คนเดียว

แม่ชีเมี้ยนตรัสตอบว่า ก็คนเดียว เขาทำ แต่ลูกทั้งเจ็ดแม้นจะบวชเหมือนกัน แต่ไม่ทำวินัยของพระภูมี ... ผลจึงเป็นเช่นนี้

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์มักเตือนสติเราท่าน นั่นคือ การเน้นการกระทำ มิใช่เพียงอ้างเหตุแห่งการกระทำ แล้วโมเมว่าผลต้องเกิด ไม่ดูรายละเอียดเลยว่า สิ่งที่กระทำนั้น เกิดผลอย่างไร

แลสอนวิธีการดูผลแห่งการกระทำของตนไว้ว่า ก็พิจารณาสังขารของตนนั้นแล หากเหตุแห่งการกระทำนั้นทำถูก ผลถูกก็จักเกิดแก่ตน หากเหตุที่ทำนั้นผิด ผลผิดก็จักเกิดแก่ตนเช่นกัน

ที่เห็นพระของพระพุทธเจ้านั่งหลับตา ไม่ใช่นั่งแล้วเห็นนั่น เห็นโน่น หลวงพ่อนิพนธ์เล่าว่า แม่ชีเมี้ยนตรัสสอน หลับตาก็เห็นแต่ความมืด หากเห็นนั่นเห็นโน่น ก็บ้าแล้ว ที่นั่งแบบนี้ ให้พิจารณาตัวกระทำที่ทำมา แลผลแห่งการกระทำ ผลถูกมาจากไหน ผลผิดมาจากไหน จะได้ปรับปรุงแก้ไข .. ไม่ได้นั่งให้เห็นภาพอะไร

ก็มาเหมือนกัน ทานสมุนไพรเหมือนกัน ... ผลจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ... ผู้ที่มาแล้วทานแล้ว ทำไมล่าช้า เข้าห้องสวดมนต์ ลองนั่งพิจารณาเอาเถิด ตัวกระทำของเราเป็นฉันใด กิริยาของเรา ลดลงไหม พฤติกรรมของเรา เปลี่ยนไปบ้างตามคำสอนของพระภูมี มีหรือเปล่า ... นั่นแลคำตอบ ที่บอกกับตัวเองว่า สุดท้ายสิ่งที่ทำ ผลจะเป็นอย่างไร ช่วยตนของตนได้ไหม

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

สัญญาณบอก

หลวงพ่อนิพนธ์พยากรณ์ไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า ปีนี้อาเพท หรือวิบัติภัยทั้งหลายทั้งปวงจะรุนแรง

ต้นปีมา หลวงพ่อนิพนธ์ก็ต้องเข้ากรรมฐาน ... ในขณะที่ดินฟ้าอากาศ ที่ปกติจะหาฝนไม่ได้เลย ก็มีฝนตกลงมาเป็นช่วงๆ

การมาแต่ละครั้ง สร้างวิกฤตให้กับคนหมู่หนึ่ง อาทิน้ำท่วมกรุงเทพ หน้าร้อน หากแต่ทำให้เกิดสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีตยามหน้าแล้งแบบนี้ นั่นคือ ใบยา

ทุกปี เมื่อเข้าย่างเมษา นั่นหมายถึงภาวะการขาดแคลนใบยามาเยือน หากแต่ปีนี้ หาเป็นเช่นนั้นไม่ การฝืดเคืองของใบยา มีก็เฉพาะช่วงต้นของเดือนมีนาคมเท่านั้น

หากแต่จะเรียกว่าฝืดเคืองก็คงไม่ใช่ซะทีเดียว เรียกว่า ฟ้าเขาปิดจะเหมาะสมกว่า เพราะหาแหล่งที่มีใบยาไม่เจอ

แต่พอครั้นผ่านวันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน แหล่งใบยาแหล่งใหญ่ที่มีในปัจจุบัน ที่พบที่ลพบุรี ล้วนถูกเก็บจนเกลี้ยง พื้นที่ในระแวกนั้น ที่ผ่านไปผ่านมาเป็นปีๆ ลึกจากถนนเข้าไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ขับผ่านเป็นร้อยๆเที่ยว ก็ไม่เห็นว่าจะมีต้นยา มาวันนี้ เหมือนฟ้าเปิด มองเข้าไปเห็นต้นยาซะงั้น

เมื่อขับรถเข้าไปดูยิ่งตกใจ เพราะต้นยาจำนวนมากมายมหาศาล มีใบดกเขียวขจี เมื่อได้ฝน รอให้เก็บอยู่ ... คนเก็บใบยาได้แต่สงสัย ที่ผ่านมาไม่เห็นได้อย่างไร

จึงเป็นที่วางใจได้ว่า แล้งของปีนี้ ใบยาไม่ขาดแน่ ... ฝนที่มาให้โทษแก่คนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนป่วยของแม่ชีเมี้ยน นับว่าเป็นคุณมหาศาล

หากแต่มองลึกลงไปกว่านั้น จากคำพยากรณ์ จำนวนแหล่งใบยาอันมหาศาลที่ฟ้าเขาเปิดให้ นั้นหมายถึงอะไร

นั่นคือวิกฤตกำลังจะเกิดภายในระยะเวลาอันใกล้นี้แล้วนั่นเอง ใช่หรือไม่

ใครไม่ตื่นตัวช่างเขา คนทั้งโลกสนใจอะไรก็ช่างเขา หากแต่คนที่เห็นว่าชีวิตตนมีค่า ควรที่จะตื่นตัว และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

สมุนไพรเพียงอย่างเดียว ในอนาคตอันใกล้ จะไม่เพียงพอแล้วในการกอบกู้ชีวิตตน ... น้ำหนักของการกระทำ จะถูกเน้นไปที่พฤติกรรม นิสัย

คำกล่าวที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนเสมอ นั่นคือ คนที่จะรอดจากวิกฤต นั่นคือคนที่ทำได้ คนที่เอานิสัยพระพุทธเจ้าบางสิ่งบางอย่างมานำตน ไม่ปล่อยตนไปตามนิสัยกรรมเหมือนคนทั่วไป เรียกว่า ทำตนรอ พระพุทธเจ้ามาอุบัติ เพื่อดับยุคเข็ญ หรือมหันตภัยของมนุษยโลก

นิสัยของพระพุทธเจ้าหรือธรรมของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงเสมือนสิทธิพิเศษ ที่ทำให้คนที่เชื่อ ศรัทธา แล้วทำตาม กลายเป็นอภิสิทธิ์ชน เสมือนหนึ่งได้นั่งเรือโนอาร์ แล้วผ่านพ้นวิกฤตในคริสต์คัมภีร์

คนที่บอกว่ากว่าจะมีพระพุทธเจ้าสักองค์ ต้องใช้เวลานานนับอสงไขย ... มันไม่รู้เรื่องศาสนาพุทธ พูดไปตามตำรา ... จำเอามาพูด เราท่านทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ รักษาตน ทำตน รอพระพุทธเจ้า ... รับรองได้ว่าจะได้เห็นพระพุทธเจ้าอุบัติในไม่ช้านี้แล้ว ... แต่ก่อนหน้าทุกยุคทุกสมัย โลกก็จะต้องเจอวิกฤตก่อนทุกครั้งไป เพื่อให้พระพุทธมาดับ นี่เองจึงเป็นเหตุที่คนทั้งโลก แม้นอาจจะไม่นับถือพระพุทธเจ้า แต่ก็ยอมรับ

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

สร้างภาพ

ความน่าเป็นห่วง นั่นคือ การสร้างภาพพระพุทธเจ้า ที่ให้เลอเลิศ จนเกินคน กลายเป็นคนวิเศษ เกินกว่ามนุษย์ทั่วไป

หากแต่ความเป็นจริง แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ก่อนจะเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็เป็นมนุษย์ มีนิสัย มีกิเลส มีโลภ โกรธ หลง มากมาย เหมือนทุกคน

นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงทำตน ตัด โลภ โกรธ หลง ได้ จึงเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่

หากแต่ภาพที่สร้างให้เห็นทุกวันนี้ กลับกลายเป็นผู้ที่เลอเลิศ ไม่มีนิสัยอันใดที่ไม่ดีเลย ทำมาหลายชาติ นั่นก็คือ การเป็นพระพุทธเจ้า แทบไม่ต้องตัดนิสัยอันใดเลย ซึ่งหาเป็นเช่นนั้นไม่

นี่เองเป็นจุดอ่อน ่และจุดเปราะบาง หรือกับดัก ที่คนนอกรีต เขียนไว้ ทำให้มนุษย์ทั่วไป ทุกผู้ทุกนาม เมื่อเกิดมาแล้ว ดูพุทธประวัติ ก็หาได้เป็นอย่างอดีตพระพุทธเจ้าไม่ พิจารณาตน ก็เห็นว่า มีนิสัยอยู่เต็มไปหมด จึงสรุปว่า ตนเองไม่สามารถทำตนดั่งอดีตพระพุทธเจ้าไม่

ที่สำคัญอีกประการ กลับบอกว่า การเกิดพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ แสนนาน นับปีไม่ไหว

หากแต่ความจริง อายุของยุคพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ นั่นก็เพียง ๒๕๐๐ ปี เท่านั้นเอง ...

นั่นหมายความว่า หากคำตรัสของแม่ชีเมี้ยนเป็นจริง ในไม่ช้าเราท่านจะได้เห็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติขึ้น แลจะได้รู้ว่า พระพุทธเจ้านั้น ก็คือ มนุษย์ธรรมดา ที่มีความปรารถนา อยางจะถึงซึ่งนิพพาน

และความจริงอีกอย่างหนึ่งที่จะปรากฎ นั่นคือ พระพุทธเจ้า ก็ต้องมีครู

แลบุญที่พระพุทธแต่ละพระองค์ จักพิสูจน์ให้คนเห็นว่า บุญของท่าน นั่นไม่ใช่เกิดจากการสร้างอิฐ สร้างปูน หากแต่เกิดจากการตัดนิสัย ...

อันเป็นเหตุที่ทำไมพระโคดม จึงต้องทิ้งเวียงวัง เพราะทรัพย์ที่มี ใช้หาบุญไม่ได้นั่นเอง

ไม่ใช่คิดจะมาต่อต้าน คัดค้านใคร แต่เกรงว่า วันหนึ่งที่พระพุทธเจ้าอุบัติ ความฝังใจในภาพของพระพุทธเจ้า ที่สร้างกันมากมายในวันนี้ จะทำให้พลาดโอกาส เพราะพระพุทธที่อุบัติ ไม่เป็นดั่งที่วาดฝัน แล้วจะทำใจรับยาก

แค่ประการแรก ที่จะเห็นเด่นชัด นั่นคือ พระพุทธเจ้า ก็ทรงมีศรีษะโล้น เหมือนพระทั่วไป ไม่มีเกศอย่างแน่นอน ... ไม่มีรัศมีฉายส่อง ดั่งที่ภาพวาด หรือหนังทำให้เห็น เช่นกัน ไม่มีเนื้อตัวเหลืองเป็นทองอร่าม เพราะทรงเดินธุดงค์เป็นวัตร ผิวก็ดำคล้ำอย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่จะเห็นทั้งพระพุทธและสาวก นั่นคือ วัตรปฏิบัติที่สวยงาม แลเด่นชัดที่สุด นั่นคือ ความสงบ

มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ หลวงพ่อนิพนธ์ยืนยันว่า พระพุทธและสาวก นั้น ท่านฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ มีกิจธุดงค์เป็นวัตร ... ที่สำคัญ ใช้สัจจะนำตน ไม่ใช้ศีลอย่างแน่นอน

แลเป็นเช่นทุกยุค ทุกสมัยของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ นั่นคือ ศีลมันเฟื้องฟู มีมาก่อนพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ เหมือนในวันนี้ ที่มีแต่ศีลเต็มบ้าน เต็มเมือง

เพราะทรงมีนิสัยเยี่ยงคนทั่วไป เมื่อทำตนได้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จึงถูกขนานนามว่า "มนุษย์เหนือโลก" ไม่ทำตนไปตามโลก คือไม่มีนิสัยโลก มีแต่นิสัยธรรมนำตน นั่นเอง


วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

วันพระ

การกำหนดของหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่ได้เลื่อนลอย คิดเอาเอง อยากทำแบบไหนก็ทำ หากแต่สิ่งที่ทำล้วนมีรูปรอบมาจากครั้งพุทธกาลทั้งสิ้น เป็นแต่ย่อส่วน เอามาใช้ เป็นบางสิ่งบางอย่าง

การกำหนดจังหวะในการทำกิจกรรม ด้วยการให้สมุนไพรไปพอทาน ครบสัปดาห์ ก็เช่นกัน บางคนบอกว่าทำไมไม่ให้สองสัปดาห์ หรือเดือนนึงมาที จะได้ไม่เปลืองค่ารถ ไม่เสียเวลา

คนบางคนก็คิดผิดเลยไปว่า สงสัยจะได้ขายของ ได้เงินเยอะๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรม มากกว่ารายได้จากการขายของ อาหารการกินหลายสิบเท่านัก

การบัญญัติเยี่ยงนี้ มีหลายเหตุปัจจัย อย่างแรกก็คือ หกวันใช้ในการดำรงชีวิต เพื่อครอบครัว แต่หนึ่งวันนี้ เพื่อชีวิต หกวันเพื่อสุขของสังขาร หนึ่งวันเพื่อสุขของวิญญาน

หกวันที่ใช้ในโลก มันจะยิ่งเพิ่มนิสัยบาป หนึ่งวันนี้จึงใช้เพื่อไถ่บาป ทำให้คนทุกข์ มาฝึกนิสัยบุญนิสัยของพระพุทธเจ้า จะได้มีสติ และก็มาใช้กรรม หรือที่ อ.อร่ามมักพูดว่า มาเข้ากรรมกัน ใช้ขันติอดทน ทนปวดเมื่อยยามสวดมนต์ ฟังธรรมของครูบาอาจารย์ ทนร้อนในกระโจม ทนอารมณ์ ไม่ว่าคนที่มาด้วย หรือแม้นกระทั่งจากเจ้าหน้าที่ เรียกว่าฝึกให้มีสติ

พระท่าเล็งเห็น ท่านชลอจึงไม่อยากให้เราท่านเสียเวลาเปล่า จึงให้วางสัจจะนำนิสัยพระพุทธเจ้ามาเป็นสติในระหว่างที่อยู่นี้ ฝึกไว้ ไม่โกรธ ไม่ติเตียนผู้อื่น

หากทำได้ย่อมเป็นบุญ ช่วยในการเสริมฤทธิ์สมุนไพร มิเพียงแค่นั้นเมื่อกลับไปในโลกของตน หากยังใช้นำตน ก็ลดหรือหยุดบาปได้

คนดี ในศาสน์ มีความหมายง่ายๆ คือคนที่เรียนรู้เรื่องกรรม และกลัวกรรม จะมีอำนาจเหนือตน จึงเอาสัจจะเอานิสัยพระพุทธเจ้า มานำตนเป็นสติ เริ่มจากน้อยๆ พอทำได้ สักวันละหนึ่งชั่วโมง ยิ่งทำมาก โอกาสสร้างบาปสร้างกรรมก็น้อยลง ตนของตนก็จักกลายเป็นคนดีมากยิ่งขึ้น

หากแต่สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน การมาสวดมนต์มีผลอย่างหนึ่ง อุปมาเหมือนกรมธรรม์อุบัติเหตุ หากแต่ไม่ใช่เกิดแล้วใช้ แต่คุ้มครองกายอวัยวะ32 ได้7 วัน นี่จึงเป็นเหตุแห่งการกำหนดวันพระ ครบสัปดาห์ ก็มาสวดมนต์ มาทำบุญกับคนทุกข์ มาฝึกนิสัย และก็มาต่อกรมธรรม์นั่นเอง

แลสิทธิ์นี้ ศาสน์เขามีพื้นที่กำหนดตามแต่ผู้ถืออำนาจขีดพื้นที่ อันเรียกเขตพัทธสีมา อยู่ในเขตจึงได้สิทธิ์ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ ใครอยู่ด้านนอกไม่รับผิดชอบ เราท่านที่มาอยากนั่งสบาย กูไม่เข้าไป นั่งลำบาก อึดอัด ไม่ชอบเบียด ... ทำเหมือนกัน สวดมนต์เหมือนกัน ฟังเหมือนกัน แต่ผลไม่เหมือนกัน ขอยืนยัน

การมาในวันพระของพุทธบริษัทในอดีต หรือการมาที่นี้ทุกสัปดาห์ จึงมีความหมาย ต่อชีวิต... หากแต่มองสิ่งที่เห็น ตาก็มองแต่ว่าจะเป็นการสูญเสีย เสียค่ารถ เสียเวลาทำกิน เสียเงิน เสียโอกาส....

แต่สิ่งที่เสียใช้ช่วยเรื่องของชีวิตไม่ได้เลยแม้นสักน้อย สิ่งที่ทำในวันพระต่างหาก ทำแล้ว ปวดก็หายปวด เป็นโรคก็หายได้ ทำแล้วให้สุขแก่วิญญาน หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังเสมอว่า ท่านให้ค่าแก่ชีวิตมนุษย์ไว้สูง ดังนั้นการดำเนินกิจกรรมจึงไม่มีวันหยุด ไม่มีนักขัตฤกษ์ คนที่ไม่มา ส่อคุณสมบัติ นั่นคือคนที่เห็นค่าของชีวิตตนต่ำ เรียกว่าขาดคุณสมบัติในการกอบกู้ชีวิตตน

หากช่วยตนจนพ้นแล้ว จะไม่มาที่นี่ ก็ไม่ว่ากัน แต่ระหว่างช่วยตน พฤติกรรมเช่นนี้น่าเป็นห่วง ยากจะช่วยตนขึ้นมาได้

วันพระจึงเป็นวันที่เราท่านต้องตื่นตัว ตั้งสติ และกอบโกยบุญให้มากที่สุด เอากบับไปใช้ในโลกของตน ..น่าเสียดายหลายคนไม่รู้ค่า มาแล้วก็ปล่อยเลย เสียเวลาเปล่า มาถึงแหล่งบุญ ได้แต่ของแถมคือสมุนไพร มองดูบุญติดกลับไปแทบไม่มี มิหนำซ้ำบางคนกลับพกบาปกลับไปอีกต่างหาก

แผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ทำบุญบุญมหาศาล ทำบาปก็ทวีคูณเช่นกัน .., แถมมาไวอีกต่างหาก...

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทางเลือก


มาถึงวันนี้สัญญาณที่เกิดน่าจะบ่งบอกได้ว่า คนที่จะมาเดินทางเลือกสายนี้ ต้องพึ่งตนเอง เพียงอย่างเดียว โดยอาศัยคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ มาเป็นเข็มทิศ

การมาโดยไม่ทำอะไรเลยดั่งวันวาน อาศัยฤทธิ์ของสมุนไพร และความเมตตาของหลวงพ่อนิพนธ์ที่แบ่งบุญมาช่วย ทำให้ผลแห่งการทานบังเกิด ถึงตอนนี้ฟ้าดิน เขาปิดหนทางนี้เสียแล้ว

นั่นหมายความว่า ผลที่จะเกิดนับจากนี้ ใครทำ ใครได้ ไม่มีตัวช่วยนั่นเอง

คณะกรรมการบางท่าน ให้ความเห็นว่า สภาพของสมาชิกวันนี้ส่วนใหญ่ไม่เดินตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ดูจากการไม่ให้ความเคารพสถานที่ ไม่หยุดพฤติกรรมของตน อยู่ในความสงบ ยามเข้าห้องสวดมนต์ คุยกัน อ่านหนังสือ เล่นเกมส์ เล่นโทรศัพท์ ยามทานสมุนไพร รับสมุนไพร ก็หาความสงบไม่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ช่วยดูแลสถานที่ ทิ้งขยะ วางเก้าอี้ทิ้ง เปิดก๊อกทิ้งไว้ วางภาชนะที่ทานแล้ว ทิ้งขว้างไม่นำมาในที่เก็บ

สิ่งเหล่านี้หลวงพ่อนิพนธ์ร้องขอมาตลอด ที่สำคัญสมุนไพรก็ยังคงเป็นการทิ้งภาระให้หลวงพ่อนิพนธ์ ยังไม่มีวี่แววว่า สมาชิกจะช่วยกันนำมาคนละนิดละหน่อยให้เห็น

หลายท่านจึงเสนอว่าเมื่อแก้ไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่อง ก็โละกระดานทิ้ง ปิดบริการชั่วคราว ทางหนึ่งเพื่อให้ช่วงนี้หลวงพ่อนิพนธ์ได้พักผ่อนเต็มที่ ทางหนึ่งก็เริ่มกันใหม่ เลือกเอาเฉพาะคนที่เข้าใจ พูดกันรู้เรื่อง ถึงจะมีจำนวนน้อยลง แต่ก็เอาผล ทุกคนช่วยกันไม่เป็นภาระแก่หลวงพ่อนิพนธ์ดั่งเช่นในวันนี้

พูดง่ายๆ เอาเฉพาะคนทำได้

กรรมการหลายคนก็เห็นด้วย แต่ก็กล่าวว่า น่าจะให้โอกาสแก่สมาชิกก่อน ตอนนี้ก็มีพระ ลองให้พระสอน และปรับเปลี่ยนกิจกรรม ดูผลสักระยะ หากไม่ดีขึ้น จนพระเองก็รับพฤติกรรมสมาชิกปัจจุบันไม่ได้ ก็ปิดไปก่อน

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ศาสน์เขาไม่ดูปริมาณ แต่ดูคนทำได้ เมื่อสอนไปแล้วไม่ทำตาม ผลก็ไม่เกิด นั่นคือ คนเหล่านั้นเขาไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย ไม่แก้กรรม เอาแต่สมุนไพร เมื่อเป็นเช่นนี้ ทานไปก็คงไม่ถึงหาย อบ่างดีก็แค่ยืด การทำก็เสียเปล่า ทั้งคนทำคนทาน

ท่านชลอ พระของหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หากภาพความสงบไม่เกิด พระก็คงต้องลากลับไปอยู่สำนัก เพราะนั่นคือการทำที่เสียเปล่า ทานสมุนไพรมะพร้าว ก็หาความสงบไม่ได้ รับสมุนไพรก็หาความสงบไม่ได้ ก็นี่มันของพระพุทธเจ้า หลวงพ่อนิพนธ์เอามา จะยอมให้ลิง มาเล่น มาลูบหัว ได้อย่างไร บ้านใตรบ้านมันดีกว่า พฤติกรรมของคนเยี่ยงนี้น่ารังเกียจ ศาสนาเขาไม่ให้คบ ขาดกตัญญู ขาดคุณสมบัติ ไม่ควรที่จะเกื้อกูล

ศาสน์มีไว้เกื้อกูลคนดี ที่อาจหลงผิด เมื่อได้มาเจอ ก็ลดกิริยา ฟังคำสอน เอาไปพิจารณาแล้วปฏิบัติ เพื่อช่วยตน

ใครไม่อยากได้ เขาก็ไม่ยุ่งด้วย ใครอยากได้ก็ทำเอา

เราจึงอยากกระซิบ ตอนนี้ยังมีโอกาสก็ทานไป วันไหนที่พระและกรรมการลงความเห็น ว่าไม่ไหวจะเคลียร์ ก็จะเห็นป้ายปิดแขวนไว้ เหมือนในอดีตที่ทำมาแล้ว

อยากได้ก็ช่วยกันบอก ช่วยกันทำ หากปล่อยถึงวันนั้น ก็ตัวใครตัวมัน กรรมใครกรรมมัน กลับไปให้หมอเชือดอีกครา

หากเราท่านพึ่งตนได้ หลวงพอนิพนธ์ก็ไม่ต้องมาเปลืองบุญกับเราท่าน เก็บบุญไว้ช่วยตน ท่านก็จักฟื้นได้ในเร็ววัน

ถึงเวลาที่เราท่านต้องเลือกแล้ว เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตนให้เข้าตามครรลองคลองธรรม ตามหลวงพอนิพนธ์ชี้ช่อง หรือเลือกเก็บนิสัยเดิมไว้ แล้วทำให้สถานที่นี้ต้องปิดลง ตัวเองก็กลับไปหาหมอ นอนเตียงเดิมที่เคยทิ้งมา

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

พระพุทธเจ้า

พวกนอกศาสนา ทำวินัยของพระพุทธเจ้าไม่ได้ จึงพยายามยกพระพุทธเจ้าว่าเลิศเลอ จนสูงเสียดฟ้า ... ไม่มีเกศ ก็บอกว่ามีเกศ.. เป็นคนธรรมดา ก็บอกว่าเป็นคนวิเศษ เกิดมาเดินได้เลย มีดอกบัวรองรับ ...

แม่ชีเมี้ยน ชี้ให้เห็นว่า เหตุก็ด้วย ทำให้คนทั่วไป เมื่อพิจารณาตน ก็จักเห็นว่า เราไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็คงทำตนเยี่ยงพระพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

จากคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ในวันงาน จักเห็นว่า พระพุทธเจ้ามีมาทุกยุคทุกสมัย ... แลที่สำคัญ ท่านตรัสสอนว่า พระพุทธเจ้านั้น เป็นคนธรรมดา เป็นกษํตริย์ก็มี เป็นคนจนก็มี ...

อย่าไปเชื่อคัมภีร์เหล่านั้น จนทำให้เราท่านสร้างภาพพระพุทธเจ้าว่า ต้องมีรัศมีส่องประกาย ต้องมีผิวพรรณ เหลืองอร่ามเป็นทอง มีเกศ ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ยามใดที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ เราท่าน ก็จักเห็นพระองค์ทรงเป็นเหมือนคนทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น ผิวก็อาจจะคล้ำดำ เพราะตากแดด เดินธุดงค์เป็นวินัย ยามชรา หนังตาก็หย่อน ผิวก็เหี่ยว

หากแต่พระพุทธเจ้าและสาวกทุกพระองค์ของท่าน แม้นจะแก่สักฉันใด ก็เป็นเพียงตัวเลย สังขารยังเป๊ะ ตาไม่ฝ้าฟาง เดินหลังตรง สามารถทรงวินัย ฉันมื้อเดียว เงินทองไม่รับ รถเรือไม่ขึ้น ไปไหนก็เดิน มีธุดงค์เป็นวัตร .. ได้สบาย ที่สำคัญ ไม่มีโรค

ไม่มีหรอกหมอชีวก ที่ไปรักษาพระพุทธเจ้า มันแต่งขึ้นมาเพราะรู้ว่า สักวันหนึ่ง หมู่คนของพวกที่แต่งขึ้นมาต้องเป็นโรค ความจะแตก พระพุทธเจ้าแลสาวก เขาพึงตน .. ไม่พึ่งหมอ

และคำหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนทรงวิพากย์วิจารณ์ศาสนาของไทยในปัจจุบัน คือ "มันเป็นศาสนาพูด ดีแต่พูด" หากแต่ศาสนาของพระพุทธเจ้า นั้นเป็น "ศาสนาทำ" รักวินัยยิ่งชีพ

หลวงพ่อนิพนธ์ เคยอรรถาธิบายความต่างของศาสนาพูด กับ ศาสนาทำไว้ว่า มันต่างที่วินัย ... พวกถือศีล เขาจึงต้องมีข้ออนุโลม ในขณะที่วินัยของพระภูมี ถือเป็นเด็ดขาด ผิดไม่ได้ มีชีวิตเป็นเดิมพัน

เราท่านจึงได้ยินเรื่องเล่าของหลวงพ่อนิพนธ์เสมอ ในยามธุดงค์ฺ แม้นจะอาพาธสักฉันใด ก็ทานได้มื้อเดียว แลต้องเดิน ขึ้นรถไม่ได้ ไม่ไหวพระรูปอื่นก็ช่วยกันประคองไป

จึงไม่แปลกว่า พระของแม่ชีเมี้ยนทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นพระโคดม ในอดีต หรือ พระในยุคหลวงพ่อนิพนธ์ ที่อาพาธแต่ไม่ยอมขึ้นรถ แลเมื่อมีพระนั่งรถมาจอดนิมนต์ให้ขึ้น แล้วไม่ขึ้น พอขึ้นรถก็ได้ยินเสียงตระโกนแว่วมาว่า ... "พวกนี้มันบ้า"

ไม่มั่นใจ ก็อย่ารับวินัย อย่าวางสัจจะ หากไม่แน่ใจ ก็เริ่มจากระยะเวลาน้อยๆ ทำได้ค่อยเพิ่มไปทีละน้อย ... จำไว้ เดิมพันคือชีวิต

หลวงพ่อนิพนธ์ เคยอุปมาให้ฟัง การทำนิสัย ก็เสมือน การปลูกหญ้าในพื้นที่แปลงใหญ่ ขอเพียงให้ปลูกต้นแรกได้ แลไม่ตาย เดี๊ยวมันก็โต แล้วกระจายไปเต็มแปลง ...

นิสัยกรรม แล นิสัยธรรม เป็นเฉกเช่นเดียวกัน ขอเพียงเริ่มจากหนึ่ง มันก็จะเพิ่มสองสาม ตามมา

ไม่ต้องแปลกใจในคำที่ได้ยินบ่อยๆ ทานเหล้าแค่แก้วครึ่งแก้วไม่ติดหรอก ในไม่ช้า เราท่านก็เป็นนักเลงเหล้า แค่ลองสูบครั้งเดียว ไม่เป็นไรหรอก ไม่นานก็เป็นสิงห์อมควัน ฉันใดก็ฉันนั้น

ที่สำคัญ ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องทำตาม ใครฟัง พิจารณาแล้วเชื่อ ก็มาทำ .. แล้วดูผลจากการกระทำของตน นี่จึงเรียกหลักพระภูมีว่า "หลักเหตุ และผล"

เรื่องเล่าแม่ชีเมี้ยน

วันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยนปีนี้ เราท่านจะได้ยินได้ฟังภาษาต่างดาว ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน

เริ่มจากบทสวดมนต์ ที่เราท่านไม่เคยได้ยินจากที่ได้มาก่อน ซึ่งนอกจากบทสวดมนต์ที่สวดกันเป็นประจำสองบทแล้ว ปีนี้ได้มีโอกาส ได้ยินบทสวดมนต์ของอดีตพระถ้ำกระบอก ที่แม่ชีเมี้ยน เป็นผู้บอกให้พระจด แล้วใช้สวดกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ นำมาให้พระใช้สวด จำนวน ๑๙ บท จากบทสวดมนต์ทั้งหมดกว่า สามร้อยบท

ดูน่าอัศจรรย์ สำหรับลูกชาวนา ที่ไม่เคยเรียนหนังสือ ไม่เคยไปโรงเรียน อ่านเขียนไม่ได้

หากแต่ใครทีอาจตั้งใจฟังเป็นพิเศษตอนพระสวดมนต์ ก่อนจะสวดมนต์ ท่านแต่ละองค์จะท่องบทสวดมนต์เฉพาะตน ซึ่งเรียกว่า "บทสำรวม"

จักเห็นได้ว่า แต่ละองค์ท่องเฉพาะตน บทสำรวมนี้ยิ่งน่าอัศจรรย์ไปยิ่งกว่า เพราะ มีทุกภาษา ไม่ว่า จีน ไทย พม่า อังกฤษ ... ตามแต่แม่ชีเมี้ยนจะเห็นสมควรแกพระรูปนั้นๆ ในยุคถ้ำกระบอก

อดีตมีพระคนไทย ที่เรียนจบได้อันดับสองของประเทศฮอลแลนด์ ในสาขาที่เรียน แล้วมีโอกาสได้มาบวช หลวงพ่อนิพนธ์ให้บทสำรวมภาษาอังกฤษแก่ท่าน ... สร้างความทึ่งให้แก่พระรูปนั้น รำพึงว่าแม่ชีเมี้ยนแต่งได้อย่างไร

และที่โชคดีสำหรับผู้มางาน หลวงพ่อนิพนธ์ได้เลือกคำสอนของแม่ชีเมี้ยน มาให้ฟัง และเป็นหนึ่งในคำสอนที่เป็นประโยชน์ยิ่ง

เราจึงอยากตอกย้ำคำสอนที่ได้ฟังอีกครั้ง ที่ทรงตรัสว่า ... เมื่อเราท่านได้มาพานพบศาสนา ก็ต้องลดกิริยาลง เป็นบางสิ่งบางอย่าง

ศาสน์ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ... นำมาทำไม นำมาสอนสัตว์ ให้เป็นมนุษย์ สอนมนุษย์ให้เป็นสงฆ์ สอนสงฆ์ให้เป็นอรหันต์

ก็แล้ว ความเป็นสัตว์ มนุษย์ สงฆ์ แลอรหันต์ .. นั้นแยกกันตรงไหน ก็ตรงนิสัยนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า กรรมมันจำนิสัย ... และผลแห่งการกระทำ อันเมื่อทำแล้วก็จักเป็นตัวกระทำ ที่แม่ชีเมี้ยนทรงย้ำว่า ไม่ตายเลย กรรมหรือตัวกระทำนี้แหละเป็นตัวนำเกิด ...

อยากเป็นแบบไหน ... ก็อาศัยสัจจธรรมที่แม่ชีเมี้ยนทรงนำมา มานำตน แล้วเปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนพฤติกรรมของตน พัฒนาตน ให้พ้นจากสัตว์ ไปเป็นมนุษย์ จากมนุษย์ไปเป็นสงฆ์ หากทำได้บริสุทธิ์ หมดกิเลส ก็จักเป็นอรหันต์

และบทส่งท้าย ที่เราท่านได้ยินได้ฟัง นั่นคือ คำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่แยกย่อยธรรม กรรมของสัตว์โลก มาให้ฟังและพิจารณา จากบทสวดสังคหะที่พระได้สวดให้ฟัง

เราท่านจึงได้พอรู้ว่า กรรมอะไรทำให้เราท่านต้องไปเกิดเป็นกิ้งก่า กรรมอันใดทำให้เป็นตะขาบ .. แล้วนิสัยพฤติกรรมอันใดที่จะทำให้เราท่านเดินผ่านกรรมอันนั้นได้ ...

เราจึงอยากย้ำท่อนสุดท้ายในการแยกธรรมหมวดนี้ของแม่ชีเมี้ยนที่ทรงตรัสถึง คำรำพึงรำพันของพ่อแม่เราท่านที่ได้ตายไป แล้วตกอยู่ในกรรม ก็อยากที่จะร้องบอกลูกหลาน ว่าการกระทำที่ผิด จักเกิดทุกขเวทนาแสนสาหัส .. ไม่อยากให้เดินตาม ... และร้องเติอนว่า "อย่าทำชั่ว"

หลักของแม่ชีเมี้ยน ที่ทรงชี้ว่า ทางที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงใช้ ไม่ใช่ศีล หากแต่เป็นสัจจะ ที่ใช้เป็นวินัยบังคับตน บังคับนิสัยและพฤติกรรมแห่งตน

คุณดาก็ได้ประกาศให้ฟังแล้วว่า ด้วยความเมตตาที่หลวงพ่อนิพนธ์มีให้แก่เราท่าน ท่านจึงใช้บุญของท่านเป็นหลักในการช่วย ทำให้สมุนไพรมีอำนาจ เมื่อเปิดโครงการมะเร็งแลอัมพฤกต์เต็มตัว ยิ่งต้องใช้บุญมาก จึงไม่เหลือมาช่วยตน เมื่อกรรมของท่านอาศัยจังหวะนี้มายังท่าน จึงไม่มีบุญมาช่วยตน

ณ.วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์คงทำเช่นเดิมไม่ได้ ต้องเก็บบุญของท่านมาช่วยตนก่อน นั่นหมายความว่า ต่อแต่นี้ สมุนไพรที่เราท่านทาน นอกจากฤทธิ์ที่แม่ชีเมี้ยนให้ ก็ต้องพึ่งพาบุญของตนที่ทำเอง เพื่อเสริมฤทธิ์สมุนไพร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้เราท่าน ทำสัจจะ ๒ ข้อ ในวันที่มา นั่นคือ ข้อไม่โกรธ และ ไม่ติเตียนผู้อื่น วันละสองชั่วโมง

อ.อร่าม จึงสรุปให้ฟังว่า นับจากนี้ไป คนป่วยจะแยกออกเป็นสองพวกอย่างเด่นชัด จากการกระทำของตนนั่นเอง ว่ามีบุญไปช่วยตนหรือไม่ คนที่ทำสัจจะได้ ตามคำของหลวงพ่อนิพนธ์ ผลก็จักเกิดมหาศาล อาการของตนก็ฟื้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนที่ไม่ทำ อาศัยการทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ซึ่งตอนนี้ไม่มีบุญของหลวงพ่อนิพนธ์สนับสนุน เหลือแต่ฤทธิ์ของสมุนไพรเพียงอย่างเดียว .. อย่างดีก็คงจะได้แค่ทรง หรือยืดไประยะหนึ่ง ...

นี่คือสัญญาณ ... ที่แม่ชีเมี้ยน ทรงบอกให้ทราบแล้วว่า นับแต่นี้ ... ใครก็ช่วยใครไม่ได้ ... นอกจากตนของตน ... จึงเป็นการก้าวเข้าสู่ หลักตนพึ่งตน ของพระภูม่ีเต็มตัวแล้ว นับจากนี้

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

วันดับ วันเกิด


ย้อนกลับไป ค่ำคืนวันที่ ๑๗ มีนาคม ๑๓ หลวงพ่อนิพนธ์ถูกแม่ชีเมี้ยนให้คนมาตามกลับไปยังถ้ำกระบอก

คำถามที่หลวงพ่อนิพนธ์ถามว่า ทำไมแม่ต้องละสังขาร ออกไปด้วยกันไม่ได้หรือ

คำตรัสตอบของแม่ชีเมี้ยนที่ให้ คือ สิ้นสุดลมหายใจ คือ สิ้นสุดสัญญา ... ฉันต้องดับลมหายใจ เพื่อให้ความศักดิ์สิทธิ์ หรือ สัญญาที่ให้แก่ท่านจำรูญสิ้นสุดลง

หลายปีต่อมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้รู้ว่า นั่นคือ วันเกิดตำราสมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนได้มอบให้ท่านนั่นเอง พร้อมกับความล่มสลายลงของถ้ำกระบอก

เช้าวันที่ ๑๘ มีนาคม ช่วงเช้ามืด หลวงพ่อนิพนธ์ก็เห็นชายสูงอายุ เดินออกจากร่างของแม่ชีเมี้ยน ออกทางหน้าต่าง ไปทางทิศที่ตั้งของประเทศพม่า

คำสุดท้ายที่ทรงตรัสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ และลูกศฺิษย์ใกล้ชิดที่เฝ้าอยู่ คือ ฉันจะกลับไปยังที่เคยจากมา นั่นคือ พม่า และจะหันกลับมามองว่า สิ่งที่ฉันทิ้งไว้ให้มีประโยชน์แก่ผู้ใดบ้าง

วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์่จึงชวนชักให้เราท่านมาแสดงตน เพราะเป็นวันที่แม่ชีเมี้ยนจะมาดูนั่นเอง

อันแสดงถึงค่าของสิ่งที่ท่านทิ้งไว้ และให้โอกาสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ในการทำสมุนไพรต่อไปอีก ... นั่นเอง

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ลูกศิษย์ของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ไม่เคยมาเลยตลอดปี ถึงเวลานี้ วันนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ใดในโลก ก็จะดั้นด้นมา .. เพื่อแสดงความรู้คุณ แสดงตน และร่วมจิตร่วมใจกัน เพื่อร้องขอ ให้สิ่งดีงามนี้ ยังคงอยู่ในประเทศไทยต่อไปอีก เพื่อเป็น่ที่พึ่ง

นี่แหละคุณสมบัตื ที่ชาวพุทธขาดไม่ได้ .. เรียกว่า กตัญญู รู้คุณ

วันนี้ จึงเป็นวันสำคัญที่สุด ... ห้ามพลาด ..

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

เล่าเรื่อง


ความคาดหวังกับความจริง ในการฟื้นฟูตน นั้นต่างกันมหาศาล

สิ่งที่พบเจอเสมอ ที่เจ้าหน้าที่ดูแลคนป่วยในมูลนิธิ ในวันที่เปิดทำการมักประสพ นั่นคือ.. ฉันหรือผม มีอาการปวดอย่างนั้น ไอแบบนี้ เป็นนั่นเป็นนี่ มีสมุนไพรกินแล้วหายเลยไหม ทนไม่ไหวแล้ว

เจ้าหน้าที่พอฟังปุ๊บก็สะดุ้งปั๊บ เพราะสมุนไพร เมื่อทานเข้าไป ยิ่งไปคุ้ยอาการ หากแต่สิ่งที่คนเหล่านี้คาดหวัง มีอาการไอ กินปุ๊บ หายไอปั๊บ ปวดหัว ปวดโน่น ปวดนี่ กินปุ๊บ หายปวดปั๊บ ..

เราจึงอยากให้คนเหล่านี้ ลองไปหาหนังสือของคุณปรียานุชมาอ่าน หรือ ไปยืนอ่านในร้านหนังสือ สักท่อน สักช่วง ดูว่า รุ่นพี่ที่ทำตนมาเล่าเรื่องเป็นพระมาลัย กว่าจะมาถึงวันนี้ พวกเขาเจออะไรบ้าง

อ่านความรู้สึก ความเห็นที่พวกเขามี .. อาทิเช่น คุณปรียานุช ที่เมื่อครั้งยังเดินไม่ได้ดี ยังต้องนั่งรถเข็น แล้วถูกหลวงพ่อนิพนธ์ให้ไปเดินรอบโบสถ์ในการบวชพระของท่าน

เดินไม่กี่ก้าวยังลำบาก นี่ให้ไปเดินรอบโบสถ์ ๓ รอบ ..

สิ่งที่เราชอบในหนังสือเล่มนี้ นั่นคือ ข้อเขียนที่กล่าวว่า ความรู้ของหลักสมุนไพรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน นั้นเป็นเสมือนภาษาต่างดาว พูดอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง ...

นั่นจึงเป็นเหตุที่เราท่านต้องรู้ว่า จะต้องทำอย่างไร จึงจะรู้เรื่อง แล้วน้อมนำภาษาต่างดาวนี้มาช่วยตน

ท้ายหนังสือ จะเป็นประวัติของพระมาลัย หลายท่านพอสมควร ที่มีหลากหลายชนิดของโรค อ่านแล้วก็จะเป็นแนวทางหากตรงกับเราท่าน จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ... เรียนรู้ก่อน จะได้เตรียมตัว เตรียมใจ ... อันจะทำให้การฟื้นฟูตนของเราท่าน โอกาสชนะเหมือนพระมาลัยเหล่านี้ เป็นไปได้

ที่สำคัญ บางที อาการของเราท่านที่ว่าสาหัส อ่านเรื่องเหล่านี้แล้ว กลายเป็นกระจอกไปเลย กำลังใจก็จะกลับมา

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

ธรรมของพระภูมี


อ.อร่าม มักกล่าวแปลความเสมอว่า "ธรรม" คือ ธรรมชาติ

นั่นคือ มันมีอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว เกิดมาคู่กับจักรวาลของมนุษย์ แลกรรมก็เช่นเดียวกัน เป็นของที่สร้างคู่กันมา

ด้วยทั้งสองเป็นธรรมชาติ ดังนั้นกระบวนการวิถีแห่งกรรมและธรรม จึงเหมือนกันทุกอย่าง ... จะต่างกันก็เพียงแต่จุดเริ่ม เท่านั้นเอง ว่า ปัญญาและความคิด ที่นำมาใช้ในกระบวนการ หรือการกระทำของตน นั้นมาจากที่ใด

แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ให้เห็นว่า หากเชื่อปัญญาโลก อันหมายถึง ปัญญาที่มีที่มาแห่งโลกียะ ผลแห่งการกระทำ ก็เรียกว่า กรรม หากเชื่อปัญญาเหนือโลก อันหมายถึงปัญญาที่มีที่มาแห่งโลกุตระ ผลแห่งการกระทำ ก็เรียกว่า ธรรม

สิ่งที่ได้กระทำแล้ว ก็จะกลายเป็นตัวกระทำ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า ตัวกระทำ ที่ทำแล้วนี้ไม่ตาย ผู้ใดจะมาลบไม่ได้เลย แลจะกลายเป็นพรหมลิขิต รอเราท่านในวันข้างหน้า

การกระทำเดียวกัน ผลของการกระทำ จึงมากน้อย ไปตามเจตนาแห่งการกระทำ อาทิเช่น เราตบหัวเพื่อนอย่างแรง ผลแห่งการกระทำนั้นก็ไม่มากมายนัก เพราะผู้ทำไม่เจตนาที่จะทำร้าย ดูหมิ่น ดูถูก ผู้ที่ถูกกระทำ ก็ไม่ถือสา หากแต่การกระทำเดียวกัน ไปกระทำกับผู้อื่น ผลก็เปลี่ยนไปแล้ว

การกระทำแรกๆ ก็อาจจะด้วยความคิดชั่ววูบ อาจนึกสนุก เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นนิสัย และถ้ากลายเป็นปกติวิสัย ก็จักซึมลึกกลายเป็นสันดาน

ไม่ว่า กรรมหรือธรรม จึงมีจุดเริ่มและจบที่เหมือนกัน

ดังนั้น ผู้รู้ จึงไม่นำของหนักมาให้ปฏิบัติ ตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะรู้ดีว่า ยากที่จะทำได้ การเริ่มต้นพื้นฐาน จึงใช้สิ่งล่อ ล่อให้กายมาทำก่อน

อยากได้สมุนไพร ก็ต้องมาแลกกับการนั่งสวดมนต์ ฟังคำสอน นี่แหละคือเหยื่อล่อ

มาแล้ว ก็พยายามโน้มน้าว ด้วยเหตุและผล ... เรื่องเดียวที่พระภูมี และผู้ที่เดินตาม จะพูดถึง คือ เล่าเรื่อง "กรรม" ให้ฟัง

เมื่อรู้เหตุแห่งทุกข์ ว่ามาแต่กรรม ก็พิจารณาเอาปัญญาเหนือโลก ไปปฏิบัติ เพื่อสร้างบุญ

หากแต่ผลแห่งการกระทำ จะมหาศาล ก็ย่อมต้องมาด้วยใจ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า หลักสมุนไพร แพ้ชนะวัดกันที่ใจ

การมาของเราท่าน แรกๆ ก็พึงมาด้วยเหยื่อล่อ คือ สมุนไพร จึงต้องมา หากแต่นานวันเข้า ผู้ทีเรียนรู้ก็จักมาด้วยความศรัทธา แลผู้ที่เข้าถึง ก็จะมาด้วยใจ นั่นคือ การมาจะกลายเป็นสัญญาใจ เมื่อถึงวันเวียนมาบรรจบ ไม่ว่าฟ้าถล่ม ดินทลาย ก็จะพากายตน มากราบแม่ชีเมี้ยน มาฟังธรรมของพระภูมี น้อมนำไปปฏิบัติ ตามแต่กำลังที่ทำได้

ก็มาเหมือนกัน รับสมุนไพรเหมือนกัน หม้อเดียวกัน แต่ทำไมทานแล้วผลมันจึงต่างกันราวฟ้าดิน ... คนนั้นทาน แล้วหายวันหายคืน ดูอาการไม่น่ารอด รอดได้อย่างปาฏิหารย์ ส่วนที่ดูแล้วไม่เป็นไรมาก ทานมาต้องนานสองนาน อาการถึงไม่ทรุด แต่การหายอืดเป็นเรือเกลือ

ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาอาทิเช่น แม่ชี ที่เป็นมะเร็งมดลูก ขนาดเลือดไหลออกมาตามขาตลอด มีชิ้นเนื้อหลุดออกมา มีกลิ่นเหม็น หมอไม่รับ และก็ให้ทำใจ ... ตลอดห้าปีของการมาที่นี่ ด้วยธุระจำเป็นจริงๆ จึงขาดไป ๒ ครั้ง ... มาวันนี้แม่ชีกลับมามีมดลูกที่ปกติ

ก็แล้วคนที่มาเหมือนกัน อาการก็ไม่สาหัสเท่า หากแต่การมา ว่างก็มา อยากก็มา ไม่ว่างไม่อยาก ก็ไม่มา ... อาการก็ไม่หายสักที ...

การปฏิบัติ จึงเริ่มที่กายก่อน ... กายมีมาตรฐาน จึงล้นไปถึงวาจา แลเมื่อวาจาล้น จึงไปถึงใจ ...

นี่แหละหลักของพระภูมีจึงไม่ใช้ศีล เพราะรู้ดีว่า ไม่มีใครทำได้ บวชมาปุ๊บ แบกศีล ๒๒๗ บังคับ กาย วาจา ใจ ... มันไม่มีใครทำได้หรอก

ธรรมของพระภูมี จึงเริ่มบังคับ วันละหนึ่งชั่วโมง แรกๆ ก็ต้องบังคับ เพราะไม่คุ้นชิน นานไปก็กลายเป็นนิสัย เมื่อทำได้มากขึ้น เพิ่มชั่วโมงได้มากขึ้น ก็จักกลายเป็นสันดานที่ดีของตน เรียกว่าซึมอยู่ในจิตวิญญาณ ทำได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ่ชี้ให้เราท่าน เริ่มฝึก ไม่โกรธผู้อื่น วันละหนึ่งชั่วโมง ไม่ด่าว่าใคร วันละหนึ่งชั่วโมง ... นี่จึงเป็นบทเริ่มของธรรม ที่ให้ตนของเราสร้างบุญ ...แรกๆมันไม่คุ้น ... ก็ต้องระวังระไว ใช้สติให้มาก ... เหตุก็มาก

หลวงพ่อนิพนธ์เคยสอนพระไว้ว่า แรกๆ ของการฝึก ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะควบคุม เพราะสติยังเล็กอยู่ หากจะต้องเสียคุณสมบัติ ก็ควรจะเสียให้น้อยที่สุด เหตุมา หยุดใจให้ด่าไม่ได้ ก็พยายามหยุดวาจา ไม่ให้หลุดออกไป หากรู็ว่าหยุดวาจาไม่ไหวแล้ว ก็พากายเดินหนีไป ... เสียแค่ใจ ก็พอทน

หนทางเส้นนี้ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า เสมือนไม้ไผ่ลำเดียว การปฏิบัติธรรมจักเป็นอื่นไม่ได้เลย หากต้องการถึงซึ่งนิพพาน ก็จึงต้องเริ่มที่หยุดกายก่อน ... นั่นคือ ต้องบวชสถานเดียว โกนหัว ห่มผ้าเหลือง มักน้อย สันโดษ

ก็สาวก ต้องทำตามพระศาสดา .. แต่วันนี้ไปไหน รูปเหมือนพระพุทธก็มีผมกันทั้งนั้น ...

สร้างความคิด ความเชื่อ กันผิดๆ จนยากแก้ไข วันใดที่พระพุทธเจ้าอุบัติ ไม่เป็นไปตามความคิด ความเชื่อ ที่มี ก็จะกลายเป็นเหตุแห่งตน เป็นอุปสรรคในการเข้าถึง

พระพุทธเจ้าก็คนธรรมดาเหมือนเราท่าน ... อายุมาก หนังก็เหี่ยวย่น เดินธุดงค์มาก ผิวก็ดำคล้ำ หากแต่ที่ผิดไปจากคนทั่วไป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นคือ พลังแลสังขาร ที่ไม่ร่วงโรยไปตามวัย .. ไม่ว่าจะอายุสักเท่าใด เดินหลังตรง ตาไม่ฝ้าไม่ฟาง ... ไม่มีโรค

ก็พิจารณาเถิด การกระทำของกายยังไม่มีมาตรฐาน ... แต่คุยโม้โอ้อวดว่า ทำใจได้ ..กันมากมาย ... ช่างน่าขัน

สงฆ์ของพระพุทธเจ้า วินัยเป็นตัวกำหนด ไม่มียกเว้น ฉันมื้อเดียว เป็นมาตรฐาน ไม่มีอ้างอาพาธ ไม่มีอ้างสิ่งใด จึงไม่แปลกที่เรียกสงฆ์ของท่านว่า "ขันติสงฆ์"

วินัยจึงเป็นเครื่องมือแยกคุณสมบัติของผู้ทำ ... วันหนึ่ง เมื่อฟ้าดินเขาถือวินัยนี้เป็นเครื่องตัดสิน ... ก็อย่าแปลกใจเลย ที่ผู้ที่มามาหยุดๆ อยากมาก็มา ... คนประเภทนี้ไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีมาตรฐานในวินัย ที่จะช่วยตน ... การทานสมุนไพรของคนเหล่านี้เปล่าประโยชน์ ไม่มีวันถึงฝั่ง ... คนประเภทนี้ต้องถูกคัดออกไปอย่างแน่นอน ...

จะแหกปากสักฉันใดว่าเชื่อ ศรัทธา .. ก็ไร้ค่า เพราะกายยังทำไม่ได้ .. ใจไม่ต้องไปพูดถึง ... ไม่มีทาง ... เขาเรียกพวกเชื่อแต่ปาก เพราะใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ... ใจไม่มี มันจึงไม่บังคับกายให้มา ... หลอกใครก็หลอกได้ ... แต่ศาสน์ของพระภูมี ... เป็นศาสน์แห่งปราชญ์ เขาไม่โง่ให้แราท่านมาหลอก

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

ที่มาแห่งชื่อ

ด้วยองค์ความรู้ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาสอนสงฆ์ถ้ำกระบอก นั่นคือ ความรู้ของพระภูมี อันเป็นปัญญาแห่งโลกุตระธรรม หรือ ปัญญาเหนือโลก

ดังนั้น คำเรียกของสงฆ์ถ้ำกระบอก ที่ใช้เรียกแทนตัวแม่ชีเมี้ยน จึงเรียกว่า "มนุษย์เหนือโลก" ...

เฉกเช่นเดียวกัน มนุษย์ผู้ใดที่ใช้ปัญญาเหนื่อโลก มาทำตน จนหมดนิสัยของปัญญาโลก คือ หมดกิเลส ผู้นั้น ก็จักได้ชื่อว่าเป็น "มนุษย์เหนือโลก" เมื่อละสังขาร ก็จะได้ไปถึงซึ่งนิพพาน

จึงไม่แปลกที่ทำไมโลกนี้ เมื่อสิ้นพระพุทธเจ้า และไกลศาสนาไปเรื่อยๆ คนดีจึงยิ่งหายาก ก็เพราะคนดี ที่ทำตนได้ ... เขาไม่อยู่ในโลกนี้แล้วนั่นเอง ที่ยังอยู่ ก็ล้วนแล้วแต่พวกที่ยังมีนิสัย ยังมีกิเลสอยู่ มากน้อยว่ากันไป ... รอจนกว่าจะมีผู้ทำตนเป็นพระพุทธเจ้าได้ ศาสนาจึงช่วยสร้างคนดี ให้โลกนี้กลับมาสมดุลย์อีกครั้ง ...

พระพุทธเจ้า จึงมีมาแล้วมากมาย ... และต้องมีอีกทุกยุค ทุกสมัย เมื่อครบอายุขัยในแต่ละยุค คือ ๒๕๐๐ ปี

อย่าไปหาคนดีที่สมบูรณ์ ตราบใดที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้า เพราะคนเหล่านั้น เขาไปกันหมดแล้ว ... หาแค่คนกลัวกรรม พบเจอก็เฮงแล้ว ... เพราะคนสมัยนี้ ทำกรรมน่าตาเฉย แถมยังอวดตนอีก ... บ้านใดเมืองใด มีผู้นำ ทำกรรมน่าตาเฉย .. บ้านเมืองนั้น ก็เตรียมตัวเถอะ.. หาความเจริญไม่ได้ดอก

เกร็ดให้คิดพิจารณา

ทำไมศาสนาพุทธ จึงมีเขตพัทธสีมา ...

ก็เพราะกรรมและธรรม เขาให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ก้าวก่ายกัน ใครที่อยู่ในเขต กรรมเขาก็ยกเว้น ใครที่ทำตนอยู่นอกเขต กรรมเขาจะเล่น หมูเขาจะหาม ธรรมเขาก็ไม่ไปสอด

นี่แหละทำไมเราท่านต้องไปหาศาสนา เพราะจะได้เข้าไปในเขต แล้วทำตน ทำนิสัย ให้เป็นบุญมาช่วยตน ...

คนที่ตั้งใจ เมื่อเข้ามาในเขต จะได้รับการยกเว้น ... นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมสถานที่นี้จึงไม่ต้องมีหมอ มีพยาบาล ไว้ในกรณีฉุกเฉิน ทั้งที่คนที่มาส่วนใหญ่ ก็เรียกได้ว่า หมอไม่รับ กันทั้งนั้น

การมากราบไหว้แม่ชีเมี้ยน ... ดูเหมือนธรรมดา ... จึงไม่ธรรมดา

ที่นี่ไม่มีโบสถ์ ไม่มีวิหาร ... แต่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ดูให้ดี ยิ่งกว่าวัดอีก ... แล้วทำไมจึงไม่ลดกิริยาลง ... เว้นไว้สักที่นึง เป็นที่พึ่งของตน ยามชีวิตมีปัญหา

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ ผู้คนทั้งโลกจึงแห่แหนกันไป อยากเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และรับธรรมมาปฏิบัติ

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ ผู้คนทั้งโลกจึงแห่แหน อยากเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า .. ที่อยู่ไกล ก็ส่งตัวแทน ไปรับธรรมมาปฏิบัติ

เทคโนโลยีจะเจริญสักฉันใด เทเลคอนเฟอเร้น จะเลอเลิศสักฉันใด ... พระพุทธเจ้าท่านไม่เอาด้วย ... ใครอยากได้ ก็ต้องดิ้นรนไป .. ไม่มีแบบพระสมัยนี้หรอก ธรรมออนแอร์ ... เดี้ยงทั้งคนฟังคนสอน ...

พายุกำลังมา


นักวิทยาศาสตร์ นักพยากรณ์ หมอดู หมอเดา มีกันทั่วโลก ทั่วประเทศ ... แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า มหันตภัยของมนุษย์โลก กำลังจะมา

และนี่คือบทพิสูจน์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างหนึ่ง อันจะทำให้เราท่านทั้งหลายได้เห็นว่า ... บรรดาสรรพสิ่ง ที่กล่าวอ้างกันว่า มีฤทธิ์ มีอำนาจ มีบารมีปกปักรักษาคุ้มครอง ... แท้จริงแล้ว เป็นเพียงอุปาทานที่มนุษย์สร้างขึ้นมาหลอกตน ... ไม่มีจริง

พยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน ที่กล่าวเตือนให้ตื่นตัว แล้วปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยการนำธรรมคำสอนของพระภูมี มานำตน .. จึงจะเป็นหนทางที่ผ่านภัยพิบัติได้

เหตุแห่งภัยนี้ ทรงกล่าวว่า เป็นกรรมโดยรวมของมนุษย์ ด้วยความห่างไกลศาสนา ทำให้มีพฤติกรรมที่ไม่กลัวกรรม ท้ากรรม อันทำให้โลกเสียสมดุลย์

แลเมื่อถึงปลายของศาสนาในยุคของพระพุทธเจ้าองค์ที่ผ่านมา กรรมอันนี้ก็จะมาสร้างทุกข์เข็ญให้แก่มนุษย์อันมหาศาล และแก้ไม่ได้ ... ต้องดิ้นรนแสวงหาหนทางเพื่อดับยุคเข็ญอันนี้ ...

นั่นคือ จะมีคนที่อาสาทำตน และพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ก็จักอุบัติ มาต่อยุคของพุทธศาสนา เป็นเช่นนี้ทุก ๒๕๐๐ ปี

กรรมอันนี้ จะบีบมนุษย์ให้ไปพึ่งพระพุทธเจ้า ... นี่คือวัฐจักรของจักรวาล

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า การทานสมุนไพร ในอดีตที่ล่าช้า เพราะเราท่าน มุ่งแต่สมุนไพร อาศัยบุญของท่านเป็นตัวค้ำจุน ไม่ยอมทำเอง

มาวันนี้ การทำเช่นนั้น ไม่ได้แล้ว เพราะหลวงพ่อนิพนธ์แม้นจัดมีบุญมากสักฉันใด ก็ไม่สามารถแบกรับเราท่านทั้งหมดได้

ฉะนั้น ณ.ตอนนี้ เพื่อให้มรรคผลในการทานสมุนไพร เป็นกอบเป็นกำ และคัดกรองคน หลวงพ่อนิพนธ์จึงจำเป็นต้อง รวบรวมบุญกลับมายังตน แล้วสอนให้เราท่านทุกคน สร้างบุญเป็นที่พึ่งของตนเอง

เคล็ดที่หลวงพ่อนิพนธ์ทรงนำมาใช้ คือ คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่ชี้ให้เห็นว่า กรรมที่มันตามติดเราท่านมานั้น จะหนีสักฉันใด ก็หนีไม่พ้น เพราะมันจำนิสัยเราท่านได้ การจะหนี จึงต้องเอานิสัยพระพุทธเจ้ามานำตน สร้างเป็นนิสัยใหม่

นี่คือ ที่มาของการถวายสัจจะ และความหมาย

อ.อร่าม จึงกล่าวว่า ตอนนี้ จึงเข้าสู่กระบวนการสอบ นั่นคือ ใครทำ ใครได้ ไม่มีตัวช่วยจากหลวงพ่อนิพนธ์เหมือนอดีตอีกแล้ว

ทุกครั้งนับแต่นี้ อ.อร่าม ก็จักนำถวายสัจจะ ให้เราท่าน ไปทำเพื่อช่วยตน อันเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดฤทธิ์และผลแห่งการทานสมุนไพร

อ.อร่าม จึงเน้นให้เห็นว่า ผู้ใดทำได้ ผลก็จักมหาศาล รวดเร็วเหมือนปาฏิหารย์ ผู้ใดไม่ทำ แม้นทานสมุนไพรสักฉันใด ผลก็อืดเป็นเรือเกลือ หรือ ไร้ผลก็เป็นได้

ผลแห่งการฟื้นฟูตน จะเป็นดัชนีชี้วัด คุณสมบัติว่า ผู้ที่มาและทานสมุนไพร ... เชื่อมั่น ศรัทธา แล้วทำตามหรือไม่

เพราะเหตุหรือมหันตภัยที่กำลังมา ไม่ใช่แต่เพียงมาทำลายมนุษย์ แค่แต่เพียงด้วยโรค หากแต่ภัยจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จักประดังเข้ามาด้วย

การปฏิบัติ จึงมิใช่หยุดแค่หายโรค หากแต่ต้องปลอดภัยจากภัยพิบัติที่พึงเกิดด้วย ... เพราะหากไม่ตายด้วยโรค แต่ตายด้วยอุบัติเหตุแห่งภัย ก็ตายเหมือนกัน เรียกว่าไม่ประสพผลเช่นกัน

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ... ทำไมปีนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นย้ำ เรื่องการขอขมา เป็นยิ่งนัก โดยเฉพาะ ดิน ฟ้า อากาศ ธาตุธรรมทั้งสี่ ..

คนที่มุ่งมั่นทานสมุนไพร แต่ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมอันใดเลย ... เราจึงขอเตือนว่า ... เวลาของท่านกำลังจะหมดลงแล้ว ... คุณสมบัติของท่านไม่ผ่านเกณฑ์ของศาสนา ... ถึงเวลากรรมก็จะพรากท่านไป ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ... ที่เราเห็นบ่อย นั่นคือ ประสพเหตุ เช่นลื่นล้ม ขาหัก ... ทำให้มาไม่ได้...

เพราะท่านไม่มีใจอยู่แล้ว กรรมเขาหยุดกายท่านไม่ให้มาได้ ... ท่านก็จะกลับเข้าวังวนของวิบากกรรม ... หมดหนทางช่วยตนแล้ว

ใครจะฝันหวาน วาดอนาคต ความเจริญ ก็ว่ากันไป

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ด้วยภัยพิบัตินี้ พระพุทธเจ้าจึงอุบัติมาดับยุคเข็ญ คนทั้งโลกจะยอมรับ ... นี่นั่นคือการสิ้นสุดของยุคพระพุทเจ้าโคดม ... และเริ่มพุทธศักราชที่ ๑ ของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่

ผู้ไม่รู้จึงประมาท .. เราท่านเมื่อรู้ ได้รับคำเตือนจากหลวงพ่อนิพนธ์ ก็พึงตื่นตัว ไม่ประมาท ... เริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันนี้ ... ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นิสัย ... ใช้สัจจะมานำตน .. เริ่มวันละหนึ่งชั่วโมง ทำได้ ก็ค่อยๆเพิ่มไป

พิจารณา เหตุและผล เชื่อ ก็ทำ ไม่เชื่อก็ไม่ว่ากัน ... ผลที่เกิด นั่นแลจะเป็นตัวชี้วัด ว่าการกระทำนั้นถูกหรือผิด

แลเมื่อภัยพิบัติมาถึง เราท่านจะเห็นชัดว่า ... ความเชื่อใดที่เป็นลม .. ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีจริง ... ช่วยตนไม่ได้ ... แลคำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ... ที่ว่า ... ศาสน์ที่แท้จริงเมีพียงหนึ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้มีเกลื่อนกันไปทั้งโลกหรอก ... เขามีเพียงหนึ่ง และที่สำคัญ มีเจ้าของ ไม่ใช่ใครอยากได้ อยากมี ก็เชิญไป .. นั่นมัน มโน กันไปเอง

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

ธรรมชาติเหนือมนุษย์

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาได้ ถูกกล่าวขานว่า เป็นวิทยาการที่ล้ำยุคนำสมัย เป็นเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง

หากแต่เมื่อเปรียบกับกระบวนการธรรมชาติแล้วไซร้ นับว่าล้าหลังอีกไกล เพราะธรรมชาติรู้จักวิธีการดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์แล้ว

ตัวอย่างที่ อ.อร่าม มักยกมาให้ฟัง อาทิเช่น การค้นคิดของนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ในการใช้แรงดันมหาศาล เพื่อขับดันอณูของน้ำ แล้วใช้ในการตัดเหล็กหรือวัสดุในภาคอุตสาหกรรม

กระบวนการดังกล่าว ร่างกายก็ได้ใช้ในการศัลยกรรมส่วนที่เป็นปัญหาของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการแยกเซลล์ดีกับเซลร้ายออก หรือแม้นกระทั่งการไล่ไขมันที่อุดตันในหลอดเลือดและอวัยวะต่างๆออกไป

ภาพที่กล่าวนี้ ทำให้เราท่านได้รู้ว่า ความดันเป็นสิ่งจำเป็น ร่างกายต้องสร้างขึ้นเป็นครั้งคราว ใช้ทั้งในการตรวจสอบ และซ่อมแซมฟื้นฟูระบบ

การทานยาควบคุมความดัน จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะวันใดที่ยาควบคุมความดันเอาไม่อยู่ นั่นหมายถึง อัมพฤกษ์ อัมพาต รออยู่ ... เห็นได้ชัดว่า เป็นทั้งๆ ที่ทานยาควบคุมนั่นแล เพราะร่างกายไม่สามารถตรวจพบจุดที่เป็นปัญหา แล้วซ่อมแซมได้

แลร่างกายก็ยังมีระบบการลดความดันเมื่อใช้เสร็จ ดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราปัสสาวะจะเกิดฟองขึ้นนั่นเอง

กรรมวิธีทางอุตสาหกรรมที่ใช้ในการตรวจอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ด้วยการนำไปใส่ในตู้อบที่อุณหภูมิสูง เพื่อเร่งอายุ ในการใช้งาน ร่างกายก็มีใช้เช่นกัน

หากแต่วงการแพทย์ แม้นรู้ว่าความร้อนจะให้ผล แต่ก็ไม่มีวิธี ดังนั้น จึงต้องอาศัยการฉายรังสี เพื่อให้ความร้อนแทน จึงหลีกเลี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงไม่ได้

แต่ร่างกายคน เมื่อได้รับสมุนไพรธาตุไฟ เช่น สมุนไพรมะพร้าว สมุนไพรมะกรูด ... ที่ซึ่งให้ไฟธาตุที่สูง และไม่เกิดผลข้างเคียงที่ทำร้ายร่างกาย จะมีก็แต่อาการร้อนจนผู้ทาน อยู่ไม่เป็นสุข อาจนอนไม่หลับ หรือแม้นกระทั่งร้อนใน

นี่คือการเร่งโรคแก่โดยวิธีธรรมชาติ พิจารณาดูว่า ขนาดมนุษย์ที่ตัวใหญ่ยังร้อนจนอยู่ไม่สุข แล้วเชื้อที่อยู่ใกล้กับแหล่งไฟธาตุ จะร้อนรนกว่าเราท่านสักฉันใด

เคล็ดที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอในการใช้สมุนไพร นั่นคือ ทำให้โรคมันตายก่อน โดยเราท่านยังอยู่ ...

เรียกได้ว่าวัดความอึดระหว่างโรคที่มาอาศัย กับเจ้าของร่างที่โรคอาศัยนั่นเอง ... ใครอึดกว่าชนะ

กระบวนการของร่างกาย ละเอียดอ่อน ซับซ้อน ลึกซึ้ง กว่าองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากมายมหาศาล

เพียงแค่อาศัยอสุจิหนึ่งตัว กับไข่ เมื่อได้อาหาร ก็สามารถสร้างเป็นมนุษย์ได้ ...

นั่นคือ ความเชี่ยวชาญ แม่นยำ และมาตรฐาน ... ก็แล้วทำไมเราไม่เชื่อตัวเรา วางใจในตัวเรา เพราะเป็นหมอที่รู้ดีที่สุดว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน ขอเพียงแค่ส่งวัตถุดิบ คือสมุนไพร และอาหารให้ รอวันเวลา ใช้ขันติ อดทน ... กลับไปเชื่อวิทยาการที่กล่าวอ้างว่าสุดล้ำ ... แค่เลือดมันยังทำไม่ได้เลย อย่าว่าแต่อวัยวะเลย

หันกลับมาเชื่อพระภูมี ... เรื่องของชีวิต ย้ำ ... ชีวิต .. ไม่มีอื่นใดพึ่งได้ นอกจากตนของตน เท่านั้นแล ... ชีวิตกับท้อง ธรรมชาติเขาผูกติดกันมา ... นี่แหละประตูธรรมชาติ อย่าปีนรั้ว ...

แค่วิตามินซี ม็ด กับทานผลไม้ .. ก็น่าจะบอกอะไรได้แล้ว ... กินเป็นเม็ดมากๆ ได้ไหม จะสู้วิตามินซีที่ท้องย่อยเองได้หรือ


ประกาศวันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน


กิจกรรมในวันงาน จะมีการสวดมนต์ในคืนวันอังคารที่ ๑๗ มีนาคม ไปจนข้ามเข้าสู่วันพุธที่ ๑๘ มีนาคม เรียกว่าสวดรับอรุณ

โดยช่วงเย็นวันอังคารที่ ๑๗ จะมีการจัดซุ้มอาหารให้รับประทานฟรี หากท่านใดสนใจจะจัดซุ้มร่วมในงาน สามารถแจ้งได้ที่คุณฝน ที่ห้องทะเบียน

วันพุธที่ ๑๘ จะมีการจัดโต๊ะเลี้ยงผู้ป่วยอัมพฤกต์ อัมพาต คนชรา และช่วงบ่ายก็จะแจกสมุนไพร

สำหรับวันพฤหัสที่ ๑๙ มูลนิธิเปิดทำการตามปกติ

ขอความร่วมมือ ท่านใดที่จะมาร่วมในการสวดมนต์รับอรุณ กรุณาแต่งกายชุดขาว

ท่านใดที่บ้านไกล ทางมูลนิธิเปิดให้ใช้สถานที่ทุกอาคาร ใช้ในการนอนพักค้างแรมในคืนวันอังคารที่ ๑๗ แต่ต้องเตรียมอุปกรณ์มาเอง

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

กินแบบไหนเป็นประโยชน์


นักวิทยาศาสตร์ ศึกษาค้นคว้า รู้ได้ว่า สารใดเป็นประโยชน์ อวัยวะส่วนใด ต้องการสารอาหารชนิดใด

อาทิเช่น สมอง มีความต้องการ สารโอเมก้า ๓ เพื่อใช้ในการพัฒนาของสมอง

ผลก็คือ บรรดาผู้ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็พยายามทำให้ผลิตภัณฑ์ของตน มีสารนั้นๆ เพิ่มเข้ามา ไม่เว้นแม้แต่เครื่องดื่มชูกำลัง

หากแต่การที่สารดังกล่าวไม่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ดั่งเดิม นั่นหมายความว่า การจะเพิ่มเติมเข้าไป มักจะได้มาจากการสกัด แล้วใส่สารลงไปในผลิตภัณฑ์นั่นเอง

เฉกเช่น สารที่ใช้ในการรักษาโรค ก็ใช้กรรมวิธีการสกัด แล้วทำเป็น ยาเม็ด ยาน้ำ ให้ทานเข้าไป

หลวงพ่อนิพนธ์เรียกกรรมวิธีแบบนี้ว่า การปีนรั้วเข้าบ้าน ไม่เข้าทางตรอก ออกทางประตู

นั่นหมายความว่า การที่จะเข้ามา ย่อมต้องทำลายปรากการของร่างกายก่อน จึงเข้ามาได้

การที่จะให้ร่างกายได้รับสารดังกล่าว จึงต้องแลกกับการเสียไป ของปราการของร่างกาย นั่นคือ การทำลายภูมิของร่างกายนั่นเอง

เรียกผลอันนี้ว่า "ผลข้างเคียง" จากการกินสารสกัดนั้นๆ

วิธีการที่ดี และปลอดภัย ตามธรรมชาติ นั่นคือ การได้มาซึ่งสารนั้น โดยการสกัดของร่างกายเอง

แลวัตถุดิบที่จะให้สารนั้น ต้องมาจากธรรมชาติ แล้วผ่านกระบวนการย่อย จนได้มาซึ่งสารนั้น แม้นว่าจำนวนที่ได้จะน้อยนิด หากแต่คุณค่า มากกว่าการทานสารสกัดลงไป เป็นร้อย เป็นพันเท่า

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นชัดมากขึ้น เช่น สารขม ในพืช เมื่อผ่านกระบวนการย่อย จะได้มอร์ฟีนธรรมชาติ ช่วยให้เบาเทาอาการปวดได้ ดีกว่าการใช้มอร์ฟีนสกัด ที่จะทานหรือฉีดเข้าไปมากมายนัก

ดังจะเห็นว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการปวด การฉีดมอร์ฟีนน้ำ อาจจะไม่สามารถช่วยระงับการปวดได้ แต่การทานสมุนไพรเขียวที่ปริมาณมากพอ จะทำให้การปวดนั้นลดลงได้ หากทานไปนานๆ ก็ทำให้ไม่ปวดเลย อันจะเห็นได้จากคนไข้ระยะสุดท้าย ที่มา แม้นจะช่วยตนไม่ได้ แต่ก็ไม่ทรมาน

อ.อร่าม เล่าให้ฟังว่า นักวิจัยสองท่านที่ได้รับรางวัลโนเบล เพียงแค่ค้นพบว่า โปรตีนที่ร่างกายส่งไปยังส่วนต่างๆ จะมีการเข้ารหัส เพื่อให้การส่งไป สามารถไปยังเป้าหมายที่ร่างกายต้องการได้

อ.อร่าม กล่าวว่า เรื่องแบบนี้ หลวงพ่อนิพนธ์คุยให้ฟัง ตั้งแต่เริ่มมาใหม่ๆ เมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ว่า เหตุที่ต้องให้ท้องย่อย ก็เพราะ เมื่อร่างกายเกิดวิกฤต สมองจะสั่งการ เมื่อท้องได้รับวัตถุดิบ ก็จะเข้ารหัส เสมือนแม่กุญแจ แล้วส่งไปตามร่างกาย เมื่อถึงเป้าหมาย ที่มีรหัสตรงกัน ร่างกายก็จะปล่อยผ่าน ให้เข้าไป นั่นคือ ผ่านภูมิคุ้มกันในส่วนของอวัยวะนั้นๆ ได้สะดวก หนังจีนมักพูดว่า รหัสถูกต้องเป็นพวกเดียวกัน ให้ผ่านได้นั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้นสารสกัดจะเข้าสู่ร่างกายได้ แต่ไร้รหัส จึงเข้าสู่จุดอวัยวะที่ต้องการไม่ได้ นี่เองเป็นจุดอ่อนของยารักษาโรค ที่ทำไมจึงไม่มียารักษาโรค ก็มันเข้าไม่ถึง หากแต่เป็นสารที่ร่างกายสกัดเอง จึงจะเข้าถึงโรคที่เป็นปัญหาของร่างกายได้ ...

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมสมุนไพรของพระภูมี จึงเป็นเพียงวัตถุดิบ ที่ป้อนเข้าร่างกาย แล้วต้องผ่านกระบวนการย่อย จึงจะกลายเป็นยารักษาโรค

จากความรู้นี้เอง หากจะทานสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย อะไรที่ได้ชื่อว่าเป็นสารสกัด ... นั่นคือผิดธรรมชาติ ร่างกายจะปฏิเสธ

มิเพียงเสียเปล่า หากแต่สารสกัดเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว กลายเป็นขยะลอยไปมา และทิ้งตัว สร้างมลภาวะให้แก่ร่างกายอีก เพราะ สารสกัดเหล่านี้ ไม่มีสถานีปลายทางที่แจ้งให้ร่างกายรู้ว่า มันต้องไปยังที่ใดนั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์ก็รู้เรื่องนี้ดี ดังนั้น สิ่งที่ทำ จึงไม่ใช่ยารักษาโรค หากแต่เป็นการบอมบ์ประสาทส่วนนั้น ไม่ให้รู้สึก โดยส่งผ่านด้วยวิธีการทำลายภูมิ

ปวดหัว ก็ทำให้ประสาทส่วนนั้นชา แต่แก้ต้นเหตุ หรือรักษาโรคไม่ได้ ผลก็คือ อาการปวดจะหายไปในทันทีที่ฤทธฺ์ยาทำงาน หากแต่เมื่อหมดฤทธิ์ยา อาการปวดจะกลับมาทันทีเช่นกัน เพราะต้นเหตุ หรือ โรคมันยังอยู่

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ความต้องการรักษาโรค จึงไปหาหมอ หากแต่ความจริงที่ประสพ คือ การระงับ ผลก็คือ ทำไมจึงต้องทานยาไปเรื่อยๆ

แลผลจาการทำลายภูมิด้วยยาตัวแรกนี้เอง ทำให้เกิดโรคที่สองที่สาม ตามมา ... ยิ่งรักษา โรคยิ่งเพิ่ม ของเก่าไม่หาย ของใหม่มาสมทบ

ธรรมชาติ เขากำหนด สิ่งที่มีคุณไม่มีโทษ คือ ปัจจัยสี่ อะไรที่ไม่ได้มาตามธรรมชาติ เมื่อนำเข้าสู่ร่างกาย นั่นคือ การชักศึกเข้าบ้าน

การปฏิเสธ ไม่ทานนั่น ไม่ทานนี่ เช่นไม่ทานเนื้อ ... ไม่กินน้ำกระดูกหมู ... ก็คือ การไม่ป้อนวัตถุดิบ แล้วร่างกายจะเอาสารที่ไหนไปป้อนแก่ร่างกาย .... เหมือนคนไม่กินผัก ไม่ทานของขม ... เวลาร่างกายเกิดการปวด จะเอามอร์ฟีนที่ไหนไปช่วยได้เล่า

มาเจออีกที สมุนไพรเขียว ที่ต้องอัดสารขม ทีเดียวมากๆ เป็นวัตถุส่งให้ดี ให้ตับอ่อน ผลิตสาร และฮอร์โมน เพราะร่างกายมันขาดมานาน

ทานสมุนไพรอย่างเดียวไม่พอ อยากช่วยตน ก็ช่วยทานอาหารให้ครบห้าหมู่ อย่าทานแต่ที่ชอบ ทานด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ด้วยความชอบ

คนอิสลามเป็นโรคกระดูกมา หลวงพ่อนิพนธ์ยังต้องให้ทาน สมุนไพรกระดูกหมู หรือ ขาตั๊ง เลย ถ้าอยากหาย

การใช้แนวทางสมุนไพรวิธีนี้ จึงไม่มีของแสลง .. มีแต่ยิ่งเป็น ยิ่งต้องทาน อ.อร่ามจึงมักบอกว่า เป็นเบาหวาน ก็ต้องทานของหวาน เป็นเก๊าต์ ก็ต้องทานสัตว์ปีก เป็นไต ก็ต้องทานเค็ม ...

เขาใช้คำว่า "ต้องทาน"

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

เหมือนแต่ไม่เหมือน

ข่าวฮอตกระแสฮิตในหมู่่สมาชิก ที่บอกต่อกันมากในเวลานี้ นั่นคือ มีสถานที่จัดทำสมุนไพร เฉกเช่นเดียวกับมูลนิธิไทยกรุณา ที่ จ.ลพบุรี

ที่ซึ่งกล่าวอ้างว่า ของเขาจึงเป็นของแท้ หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์เป็นของเทียม ขโมยตำรามาทำ

ที่ถูกใจมากสำหรับสมาชิกที่ได้ไปสถานที่นั้น นั่นคือ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องมีพิธีกรรม ไม่ต้องทำอะไรเลย ...

สมุนไพรนั้นดูภายนอก ก็ดูเหมือน ... แยกแยะรูปลักษณ์ก็ไม่ออก ส่วนประกอบของสูตร ก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกัน รสชาดก็เฉกเช่นกัน แต่รับรองได้ว่าสรรพคุณไม่เหมือน

คนที่รู้สูตรสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน อาจมีไม่น้อย ดั่งอดีต เมื่อคราวถ้ำกระบอกแตก พระลูกศิษย์ ที่ล้วนแล้วเคยเป็นผู้ช่วยหลวงพ่อนิพนธ์ทำสมุนไพร ก็แตกตัว ไปตั้งตนเป็นเจ้าอาวาส ทำสมุนไพรเอง ถึง ๗ สำนัก และก็ล่มสลายไปหมดแล้วในวันนี้

การเกิดขึ้นของสถานที่นี้ ก็จักเป็นบทพิสูจน์อีกครั้ง ของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ที่ทรงกล่าวไว้ว่า สมุนไพรของพระภูมี มีอำนาจ มีเจ้าของ ... และที่สำคัญผู้ทำต้องมีคุณสมบัติ

เราไม่ได้เขียนบทความนี้มาเพื่อห้าม ใครที่ชอบความสบายไม่ต้องรอ ไม่ต้องทำพิธีกรรม ไม่ต้องฟังอันใดทั้งสิ้น ที่สำคัญไม่ต้องเปลี่ยนนิสัยเดิมๆอันใดเลย ... ประเภททันใจ ก็ไปหาได้ที่ลพบุรี เพราะจุดประสงค์ที่มาก็เพียงอยากได้แค่สมุนไพร ที่นั่นเขาตอบสนองเต็มที่ อยากได้เท่าไหร่ จัดไป

แต่อยากร้องขอว่า หากไม่ประสพผล หรือเกิดอันใด อย่ามากล่าวอ้าง กล่าวโทษ ว่าเป็นเพราะทานสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาเล่า ...

อันว่าของเขาเป็นของแท้ ก็ว่าไป ... มีสรรพคุณช่วยรักษาโรค ก็ว่าไป ... จะทำสิ่งใดก็ว่าไป ใครจะเชื่อ จะชอบ ก็ว่ากันไป

แต่สมุนไพรของหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่รักษาโรคอันหนึ่งอันใดเลย เป็นเพียงวัตถุดิบ ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย กระบวนการรักษา ร่างกายทุกคนทำเองได้ เพราะเป็นผู้สร้างเอง ที่สำคัญ เชื่อในเหตุที่มา กรรมทำให้เกิดโรค ... ดังนั้น ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม บางสิ่งบางอย่าง แล้วมีพฤติกรรมที่ถูกทำนองคลองธรรมของพระภูมีที่ทรงบัญญัติ เพื่อเป็นบุญ มาช่วยตน ... การหายโรค ก็ไม่ต้องกล่าวถึง

ที่ไหนจะมียารักษาโรค หรือมีหมอเก่ง แต่หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ที่นี่ไม่มียา ไม่มีหมอ มีวัตถุดิบ และวิธีการให้มาเรียนแล้วไปช่วยตน .. อยากหายต้องทำเอง

จึงเชื่้อเชิญ จำพวกที่มาแล้วบ่น เบื่อชิบหาย น่าจะแจกๆ แล้วก็ให้กลับ ... ไปโน่นเลย ลพบุรี .. สมใจท่าน อย่ามาเลยไทยกรุณา เพราะที่นี่ หลวงพ่อนิพนธ์บอกเสมอ ไม่มีทางตามนิสัยท่านเด็ดขาด

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์พูดเสมอว่า ครั้งอดีตที่เชิญแม่ชีเมี้ยน ละทิ้งถ้ำกระบอก ไปตั้งสำนักใหม่ ... ทรงตรัสว่า ฉันให้สิทธิ์ท่านจำรูญไปแล้ว แลความศักดิ์สิทธิ์ของตำรานั้น มีได้ที่เดียว การจะถ่ายอำนาจความศักดิ์สิทธิ์มายังตำราที่หลวงพ่อนิพนธ์ มีเพียงวิธีการเดียว นั่นคือ สิ้นสุดลมหายใจ นั่นคือ สิ้นสุดคำมั่นสัญญา

นั่นคือเหตุแห่งการลาสังขารของแม่ชีเมี้ยน เพื่อถอนอำนาจจากท่านจำรูญ .. แลผลที่เกิด นับจากการลาสังขารของแม่ชีเมี้ยน ถ้ำกระบอกก็ล่มสลาย ดิ่งลงมาจนทุกวันนี้ ทั้งที่ตำรายังเต็มตู้นั่นเอง

ดังนั้น การเกิดขึ้นมาของที่แห่งนั้น ในจังหวัดลพบุรี ก็จักเป็นการตอกย้ำคำของแม่ชีเมี้ยน ให้เราท่านได้พิสูจน์ อีกครั้ง หลังการล่มสลายของถ้ำกระบอก และ ๗ สำนัก

ท่านจำรูญจากไปด้วยโรคเบาหวาน ท่านเจริญไปด้วยมะเร็ง ... และ เจ้าอาวาส ๗ สำนัก องค์สุดท้าย ตายด้วยมะเร็ง ที่สำคัญและไม่มีใครรู้ นั่นคือ ทุกองค์ก่อนจะละสังขาร ล้วนแล้วแต่มาขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ทำสมุนไพรให้ทาน ... เพือที่จะได้ไปสบายทั้งสิ้น

คำกล่าวของหลวงพ่อนิพนธ์ที่มีต่อบรรดาเจ้าอาวาสทั้งหลายที่มา เพื่อขอสมุนไพรไปช่วยตน ... กล่าวไว้ว่า คนทั้งโลก เป็นโรคแล้วมาหา หลวงพ่อนิพนธ์ท่านช่วยได้ แต่พวกท่าน เป็นบุคคลที่เรียนรู้ รู้บาป รู้บุญ ... เหตุที่เกิดไม่ใช่ด้วยความไม่รู้ แต่ทำผิดทั้งๆที่รู้ โรคที่เกิดจึงไม่เกิดมาแต่กรรม หากแต่เกิดจากธรรม ทำให้เกิด ... แล้วจะมาเอาสมุนไพรไปแก้ .. เป็นไปไม่ได้

นี่แลเหตุทำไม หลวงพ่อนิพนธ์จึงยืนหยัด ในคำมั่นสัญญา ที่มีต่อแม่ชีเมี้ยน ... ทำให้ ... และสอนคนให้ปฏิบัติให้ตรงแนวทางของพระภูมี ... เพราะทำถูก ผลบุญก็มหาศาล เห็นคนหายโรค หากทำผิด นั่นก็กรรมมหาศาล อะไรในโลกก็ช่วยไม่ได้ ...

คำตรัสของแม่ชีเมี้ยนในอดีต จึงย้อนมาว่า ศาสน์มีหนึ่งไม่มีสอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขามีเจ้าของ ไม่ใช่ที่โน่นก็มี ที่นี่ก็มี ใครอยากเชิญก็ได้ ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้ดูว่า อยากรู้ว่าที่ใดมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีบุญญาธิการ ก็เอาคนมีกรรมไปถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นซิ ก็บุญชนะบาปชนะกรรมได้ ... เอามะเร็งไปถวายซิ ก็นั่นน่ะ กรรมมันล่อซะน่วม ตกนรก ทนทุกข์เวทนามหาศาล ... หากเป็นของจริง เมื่อไปหา เชื่อแล้วทำตาม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องทำให้ช่วยพ้นจากนรกได้ ... เห็นไปที่ไหน ก็ศักดิ์สิทธิ์เฉพาะยามเราท่านมีกรรมดีทั้งนั้น

หากแต่วันใดกรรมมาถึง โรคมารุมเร้า แค่ได้ยินว่าอิฉันเป็นมะเร็ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บอกว่าดีอย่างนัน ศํกดิ์สิทธิ์อย่างนี้ เผ่นแน่บไปก่อนแล้ว ... ช่วยให้ปวดน้อยลงสักนิดยังไม่ได้เลย ... อย่าว่าแต่มะเร็ง แค่โรคปวดท้อง ก็ยังทำไม่ได้เลย

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44