วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

สายตรง


หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า การฟื้นฟูโดยหลักของพระภูมี จัดได้ว่า เป็นทางเลือกที่ให้ผลรวดเร็ว และเห็นผล สำหรับผู้ทำได้

หลายคนก็คงคิดว่า ก็คนนั้นคนนี้ที่เห็น มาตั้งนานแล้ว เป็นปีๆแล้ว ทำไมยังไม่สามารถฟื้นฟูตนจนหายดีได้เล่า

ประเด็นก็คือ สมุนไพรมีวิญญาณรับรู้ สนับสนุนคนดี ... ไม่สนอดีตว่าจะเป็นมาแบบใด แต่เข็มหรือความมุ่งหวัง ในภายภาคหน้า ต้องเป็นคนดี

นี่แหละคือความยาก เพราะด้วยสภาพของหลวงพ่อนิพนธ์ การจะชวนให้คน มาเป็นคนดี ฝืนนิสัยเดิมของตน นั้นยากยิ่ง ผิดกลับยุคถ้ำกระบอก ที่เป็นพระ พูดกล่าวอะไร ญาติโยมก็ฟัง เชื่อ แล้วทำตาม

นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ผลแห่งการสำเร็จมันล่าช้า

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้อนสมัยปี ๓๐ อีกครั้ง นั่นคือ การใช้สายตรง ในการเป็นคนดี โดยอาศัยวินัยของพระภูมีมากำกับ ด้วยการให้ผู้ป่วยที่สาหัส บวชเป็นพระ ดำรงวินัย

จึงเป็นโอกาสดี ของคนที่เป็นโรคร้ายแรง ไม่สนว่าจะเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ ติดยาเสพติด หรือ ... ยิ่งพวกหมอทิ้งแล้ว หากต้องการจะฟื้นฟูตน และมีวันเวลา มาใช้หนทางนีกัน

ท่านใดสนใจ มาตัวเปล่าก็ได้ ไม่มีอัฐบริขาร หลวงพ่อนิพนธ์จัดให้ บวชให้

แล้วมาดูกันว่า เมื่อดำรงตนเป็นคนดี แล้วทานสมุนไพร ผลที่เกิดจะเฉียบขาดสักฉันใด ...

ถือว่าเป็นโอกาสทองแล้ว ใครที่คิดว่าการป่วยของตน เป็นภาระแก่ครอบครัว ก็ถือว่าเป็นหนทางเลือกที่ดียิ่ง ยิงนกทีเดียวได้หลายตัว ช่วยทั้งตน ช่วยทั้งครอบครัว

ท่านใดสนใจ ยื่นความจำนงได้ที่ อ.อร่าม อ.สุนทร

ไม่ต้องกลัวว่า อุปัชชาย์ จะไม่บวชให้ เพราะเป็นโรคร้ายแรง เพราะเจ้าอาวาสท่านสนับสนุนหลวงพ่อนิพนธ์มาตั้งแต่ปี ๓๐ รู้และเข้าใจ ... บวชให้มาเป็นร้อย เห็นคนหายมากมาย และที่สำคัญ ท่านเชื่อว่า พระของหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่สร้างความเสื่อมเสียมายังท่านแน่นอน และก็เป็นเช่นนั้นมาตลอด ไม่ว่า ผู้ที่มาบวช จะเคยผ่านคุก ผ่านตาราง เป็นนักเลงหัวไม้มาก่อนก็ตามที

ร้ายกว่าโรค


ทำไมหลักของพระภูมีจึงต้องเน้นนิสัย พฤติกรรม เป็นหลัก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ลำพังโรคที่เป็น เกิดในคนใด อย่างมากก็สิ้นสุดที่ความตายของคนผู้นั้น

หากแต่ความเชื่อ ความคิด นิสัย ที่ผิด หากเกิดกับผู้ใดแล้ว ผลที่เกิด อาจจะมากมายประเมินไม่ได้เลย

โลกมีแค่ฮิตเลอร์คนเดียว ก็ป่วนไปทั้งโลก เกิดสงคราม ความทุกข์ยาก ความสูญเสีย เหลือคณานับ ..

โศกนาฎกรรมที่เนปาลในวันนี้ ดูผิวเผินก็น่าสงสาร น่าเวทนายิ่งนัก หากมองในรายละเอียด กลับเป็นกลุ่มคนที่มีนิสัย มีพฤติกรรม มีความเชื่อ ในสิ่งหนึ่ง

คนกลุ่มนี้ประมาณครึ่งปีก่อน มารวมตัวกันตามความเชื่อ กว่าล้านคน เพื่อทำตามความเชื่อ แลความเชื่อนั้น ก่อให้เกิดการฆ่าหมู่เหล่าสรรพสัตว์ ประมาณครึ่งล้านตัว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า โรคที่เราท่านเป็น ไม่ได้น่ากลัว แค่มีวันเวลา และทำตัวเป็นมาตรฐาน ทานสมุนไพรไป สักวันก็ต้องจบ หากแต่นิสัยนี่สิ มันเลวร้าย หากยังมีพฤติกรรมสร้างกรรม สร้างทุกข์ให้แก่สรรพสัตว์ ทุกข์อันนั้นมันจะไปไหน

ในเมื่อคำสอนบ่งชี้ชัดว่า ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นก็ถึงตัว

กลวิธีที่คนโบราณ อยากให้ลูกหลานเป็นคนดี จึงมีใช่ได้จากการเรียนรู้ อ่าน ท่อง ฟัง ธรรม ... เป็น หากแต่ส่งลูกหลาน เข้าไปปฏิบัติธรรม เพราะสิ่งเหล่านั้น อาจทำให้พลั้งเผลอ ยิ่งรู้มาก ยิ่งคุยมาก ก็ยิ่งมีโอกาสผิดมาก เพราะธรรมที่ได้มา ได้มาจากการเรียน การจำ หาใช่การปฏิบัติไม่ ... จึงได้แค่รู้ แต่ทำไม่ได้

ใครว่าซวยที่เป็นโรคร้ายแรง แต่เรามองว่า อาศัยเหตุแห่งโรค ทำให้เราได้ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ ด้วยการบวชเดินตามรอยพระพุทธเจ้าที่แท้จริงเหมือนพุทธกาล จะทำให้ได้รู้ ได้ปฏิบัติ ว่าคนดี ต้องเป็นอย่างไร

สิ่งสำคัญ ทำให้แยกแยะได้ว่า สมมุติสงฆ์ ที่พระพุทธเจ้าใช้เรียก สงฆ์ที่ห่มผ้าเหลืองแต่ไม่เอาธรรมวินัยของท่าน กับขันติสงฆ์ ที่เป็นสงฆ์สาวก ทำตามคำสอน ตามวินัย มันแตกต่างกันอย่างไร และที่สำคัญที่สุด บุญของพระพุทธเจ้าแท้จริงทำฉันใด ...

เนปาล ก็แค่โหมโรง ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงพูดในวันปีใหม่ว่า ระวังน่ะ ปีนี้มันแรง ลำพังสมุนไพรก็ยากจะเอาอยู่ ต้องเอานิสัยของพระพุทธเจ้าบางสิ่งบางอย่างมานำตนบ้าง จึงมีโอกาสพ้นภัย

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

ไม่ปฏิเสธ


วิทยากรมักกล่าวเสมอว่า การทานสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมานั้น ควรที่จะหยุดหรือลดการทานยาเคมีไปพร้อมกัน

แต่หาใช่การปฏิเสธ หรือ ไม่ยอมรับว่า วิทยาการของการแพทย์ในปัจจุบันนั้นไร้ค่า หรือ ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะในขณะที่คนป่วยยังไม่สามารถช่วยตัวเองได้เหมือนคนทั่วไป

คนป่วยที่มีปัญหาในการทานอาหาร หรือ ร่างกายขาดเลือด ในกรณีของผู้ป่วยมะเร็ง หรือ โรคเลือด ผู้ป่วยที่หายใจด้วยตนเองยังไม่ได้ ... กรณีเหล่านี้ ความทันสมัยของเครื่องมือแพทย์ในปัจจุบัน สามารถช่วยได้อย่างดี

ดังนั้น เมื่อเกิดอาการดังกล่าว อย่าปล่อยให้ร่างกายคนป่วยทรุด เนื่องจากการขาดอาหาร หรือ ขาดเลือด เมื่อทานไม่ได้ ไม่มีแรง ก็ไปอาศัยน้ำเกลือ จนพ้นวิกฤต ... ทั้งนี้เพราะสมุนไพรต้องใช้เวลา

หากแต่ในกรณีที่คนป่วยอยู่ในระยะสุดท้าย การอาศัยความทันสมัยของเครื่องมือ และทานสมนไพรไป ก็อาจจะให้ผลที่น่าพอใจ อาทิ คุณยายท่านหนึ่งที่เป็นโรคมะเร็ง ระยะสุดท้าย นอนในโรงพยาบาล ลูกก็นำสมุนไพรไปให้ทาน เพราะหมอแจ้งว่า คนป่วยไม่มีโอกาสแล้ว การรักษาก็เป็นไปตามอาการ

การได้อยู่ในโรงพยาบาล ก็ทำให้คนป่วยมีอุปกรณ์ช่วยเหลือ ด้านการหายใจ การดูดเสมหะ แม้นจะหยุดยาเคมี เปลี่ยนมาทานสมุนไพร อาการของคุณยายก็ยังคงมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ ตอนนี้ เท้าเริ่มบวม และลามขึ้นมาเรื่อยๆ

แต่เมื่อลูกๆถาม คุณยายตอบว่า ก็ยังพอทานข้าวได้ มีอาการแน่นท้องนิดหน่อย หากสิ่งที่กังวลนั่นคือ อาการปวด คุณยายบอกว่า ดีที่มันไม่มีอาการปวดเลย ทำให้ทั้งคนป่วยและลูกก็ยินดี รับได้กับสภาพที่เกิด แม้นรู้ดีว่า โอกาสในการหายหรือรอด ไม่มีแล้วก็ตาม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า การทานสมุนไพร หากได้รับการสนับสนุนจากการแพทย์สมัยใหม่ ก็จะดียิ่งขึ้น ... โดยเฉพาะคนป่วยที่ร่างกายยังช่วยตนไม่ได้ การฟื้นฟูด้วยสมุนไพรเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ทันการ

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

วัตถุธาตุ


หลายคนมาที่นี่มุ่งหวังแต่สมุนไพรรักษาตน หากแต่เมื่อมาพบเจอ กลับถูกสอนให้ทำจิตทำใจทำนิสัย ซึ่งอาจรับไม่ได้

หลายคนที่ได้รับสมุนไพร มองสมุนไพรก็เป็นแค่เสมือนยาทั่วไป วัตถุทั่วไป ก็ทำเหมือนวัตถุหรือยาทั่วไป ไม่เห็นจำเป็นเลยกับคำกล่าวของวิทยากร ที่ทำไมต้องไหว้ก่อนทาน ทานที่ไหนก็ได้ ในส้วมก็ได้ เก็บที่ไหนก็ได้ วางมันกับพื้นไว้ก่อน ที่มันเต็ม

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ยาหรือวัตถุอื่นใด จะทำอย่างไรก็ได้ เพราะมันเป็นของตาย นั่นคือไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีฤทธิ์ที่สามารถโค่่นโรค ที่สำคัญ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ

เมื่อสมุนไพร มีวิญญาณรับรู้ได้ นั่นก็เสมือนสิ่งมีชีวิต ย่อมมีชิวิต แสดงฤทธิ์ได้ หรือ ตายได้ เหลือแต่สังขารไม่มีฤทธิ์อันใด

ความจริงข้อนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้อนประวัติศาสตร์ให้ดู ไม่ต้องพูดถึงยาหรือสมุนไพรทั่วไป จำกัดวงมาแค่สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา นั่นคือ ตำราเล่มเดียวกัน ที่ทำโดยถ้ำกระบอก และพระที่แตกออกไปอีก ๗ สำนัก กับที่นี่

ทั้งๆ ที่มาจากตำราเล่มเดียวกัน หากแต่ไม่ใช่ที่นี่ แม้นจะตำราเดียวกัน แต่ก็มีฤทธิ์ต่างกันมหาศาล สมุนไพรที่อื่นล้วนใช้การเพื่อรักษาโรคไม่ได้เลย จนพระถุ้ำกระบอกสมัยนี้ ต้องวิ่งไปพึ่งโรงพยาบาลพระบาท

ความพิศดารของสมุนไพร ที่มีวิญญาณ ไม่เพียงให้ฤทธิ์ ที่เฉียบขาด หากแต่ด้วยความมีวิญญาณรับรู้ สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มักทำให้ดูยามคับขันจำเป็น นั่นคือ การแปรเปลี่ยนฤทธิ์หรือสรรพคุณ

อ.อร่าม วิทยากรได้เล่าประสพการณ์ครั้ง เมื่อไปดูงานต่างประเทศกับนักศึกษา ซึ่งการไปใช้ระยะเวลาครึ่งเดีือน ดังนั้น สมุนไพรเขียวที่เตรียมไปได้ไม่มาก ก็หมดลง เหลือจำเพาะสมุนไพรมะกรูด และสมุนไพรน้ำผึัง

จนวันหนึ่ง เกิดอาการไข้สูง ตัวร้อน สมุนไพรเขียวที่เตรียมไปก็หมดลง เหลือแต่สมไพรที่ให้ธาตุไฟทั้งนั้น จึงโทรมาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านก็กล่าวว่า ไม่เป็นไร เดี๊ยวจะแปรยามะกรูดให้เป็นยาเขียวใช้ไปชั่วคราว แก้ปัญหาเฉพาะหน้า

อ.อร่าม เล่าว่า เมื่อทำตามคำบอกคือละลายสมุนไพรมะกรูดในน้ำอุ่นชงทาน ผลแห่งการทานกลับเสมือนสมุนไพรเขียว คือ เย็นชุ่มคอ และดับพิษร้อนของไข้ลงได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า เมื่อสมุนไพรมีวิญญาณ ดังนั้น การทานก็ต้องสั่ง การสั่งก็ต้องอาศัยบุญที่ทำมา ตั้งจิตแล้วสั่ง

การมาที่นี่จึงมีความหมาย กิจกรรมทั้งวัน มาเพื่อสร้างบุญ เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมของคนทุกข์ สามารถสร้างบุญได้ทุกตารางนิ้ว และสร้างได้มาก สร้างได้ทุกนาที

เมื่อครบวัน ครั้นรับสมุนไพร เราก็จึงต้องอธิษฐาน เอาบุญที่ทำได้ แล้วบอกกล่าวยามรับสมุนไพร ว่าทานไปเพื่ออะไร

ฤทธิ์จะมากน้อย ก็ขึ้นกับบุญที่ทำได้ นั่นจึงเป็นเหตุว่า ทำไมต้องทำจิต ทำใจ แล้วมีพฤติกรรมตามบัญญัติของพระภูมี ที่สำคัญ ใครทำ ใครได้

สมุนไพรหม้อเดียวกัน ทานเหมือนกัน ... ฤทธิ์จึงอาจแตกต่างกันได้ มิต้องสงสัย

เรื่องอย่างนี้ ไม่ต้องถึงกับย้อนยุคไปถ้ำกระบอก แค่ยุคหลังที่หลวงพ่อนิพนธ์เปิดสำนัก แลมีพระก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

ตัวอย่างเช่น เมื่อธุดงค์ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์ให้พระเดินขึ้นไปทางสังขละ ชายแดนของจังหวัดกาญจน์ วันหนึ่งเดินไปถึงสวนมะม่วง แล้วปักกลด พระรูปหนึ่งเห็นมะม่วงลูกโตสวยน่าทาน จึงแอบเก็บมาทานในกลดตอนประมาณเที่ยงคืน

ผลคือ พระรูปนั้นเกิดอาการไส้แตกฉับพลัน จนพระทั้งคณะที่ไปด้วยไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะพระรูปนั้นเสียเลือดมาก เรียกว่าสบงชุ่มไปด้วยเลือด

แลโดยปกติ หลวงพ่อนิพนธ์ก็จะมาใส่บาตรพระตอนเช้า แต่วันนั้นทันมาแต่เช้ามืด เมื่อลงรถมา พระเจ้าอาวาสก็รายงานให้ทราบ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เราไม่ได้ติดยามา ท่านก็อธิษฐานฟ้าดิน สารภาพผิด แล้วหยิบดินปั้นเป็นก้อนให้ทาน

เมื่อพระรูปนั้นทานดินเข้าไป เลือดก็หยุดไหลทันที และรอดมาจนทุกวันนี้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า สมุนไพรที่นี่ จึงเรียกว่าเป็นของเป็น เป็นวัตถุธาตุ มีวิญญาณรับรู้ได้ มีฤทธิ์ตามพฤติกรรมของคนทาน ...

เคล็ดของการทานสมุนไพร จึงง่าย คือ ทำสูง ได้สูง ... ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น ...

ของสูงเท่านั้น จึงจะช่วยชีวิต หรือวิญญาณของเราท่านที่อยู่ต่่ำ ขึ้นที่สูงได้

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการทานสมุนไพรที่นี่ จึงต้องโยงกับพฤติกรรมของผู้ทาน ... เพราะมันคือปัจจัยที่กำหนดผลแห่งการทานนั่นเอง

สมุนไพรที่นี่ การทานจึงไม่ใช่ใช้ปาก แต่ทานด้วยใจ

คนที่บอกขอยาเขียวเยอะๆ นั่นใช้่เฉพาะคนที่ยังไม่รู้ คนที่ยังสร้างบุญไม่ได้ ... เมื่อรู้และสร้างบุญตามคำสอนได้ ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สมุนไพรตัวไหนก็ได้ ใช้บุญที่ทำสั่ง



วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

สามพี่น้อง


สมาชิกท่านหนึ่ง ครอบครัวเรียกว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ดี ทั้งตัวเองและพี่น้อง ก็จบปริญญาทั้งหมดทั้งสิ้น แลก็มีฐานะมั่นคง

ด้วยความเป็นคนมีฐานะ มีการงานที่ดี นั่นก็หมายความว่า เป็นลูกค้าชั้นดีของโรงพยาบาล .. เข้าออกโรงพยาบาล จนได้สิทธิ์พิเศษ ขนาดที่ว่า โรงพยาบาลอนุญาตให้เป็นคนไข้พิเศษสามารถลัดคิว เรียกว่า มาปุ๊บ ก็พบหมดได้ทันที ไม่ต้องรอ

ผ่านไปหลายสิบปี หมดเงินไปกับโรงพยาบาลก็มากโข ท้ายที่สุด ร่างกายของเธอก็วิกฤต โรครุมเร้าหลายโรค หมอก็ช่วยไม่ไหว จนมีพรรคพวกแนะนำให้มาหาหลวงพ่อนิพนธ์

เมื่อทางการแพทย์หมดทาง ไม่ว่าแผนไหน โรงพยาบาลไหน ทั้งรัฐ ทั้งเอกชนที่ว่าดี เรียกว่า ไปเยี่ยมมาหมด สุดทาง ก็มาลองสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

ด่านสำคัญไม่ใช่ความคิด ความเชื่อมั่นของตน หากแต่เป็นพี่และน้อง ที่คัดค้านหัวชนฝา ... สรุป มีงบ้าไปแล้ว

ผ่านไปหลายปี ผลการตรวจร่างกายล่าสุดของเธอ ผ่านทุกโรค คงเหลือแต่ค่าบางค่าที่ยังสูงอยู่นิดหน่อย

เมื่อตัวเองประสพผล เห็นพี่สาวที่ปัจจุบัน ต้องเข้าออกโรงพยาบาล และน้องชาย ที่วันนี้ หลังจากเริ่มรักษาอาการอัมพฤกษ์มานาน จนวันนี้ กลายเป็นอัมพาตเต็มตัว ไม่สามารถขยับส่วนไหนของร่างกายได้อีก

เธอนำสมุนไพรไปให้พี่สาว ที่ยังมีทางเลือก ผลคือ ยาอะไรวะ ทั้งกลิ่น ทั้งรสชาด ไม่น่าทาน แถมยังทานยากอีก พี่สาวเธอปฏิเสธ ในขณะเดียวกัน นำสมุนไพรให้ภรรยาน้องชาย ป้อนน้องชาย ที่หมดทางเลือก นอนนิ่งๆ

ผ่านไปสามเดือน มาวันนี้ น้องชายเริ่มขยับนิ้วและมือได้

เราเล่าภาพอันนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ความอยากกับความจริง คนละเรื่อง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอ สมุนไพรเป็นไก่รองบ่อน ... หากจะช่วยคนที่เราท่านรัก ช่วงเวลาที่ดีที่สุด นั่นคือ ตอนฝาโลงเริ่มแย้มนั่นเอง ...

เพราะหากคนยังมีหวัง ทางเลือกนี้น้อยคนนักจะเลือก

บทสรุปที่อยากชี้ให้เห็น ทำไมต้องรอฝาโลงแย้ม ... ทำตั้งแต่ยังมีกำลัง มีความสามารถ งานยากก็จะเป็นงานง่าย ขืนรอตอนนั้น ไม่รู้กู้ทันหรือเปล่า

แลอย่าเที่ยวไปแนะนำคนนั้น คนนี้ เพราะเห็นผลกับตน ... เดี๊ยวจะกระเด๊งกลับมา โดนด่าอีกต่างหาก ... ยิ่งกว่าคุยเรื่องการเมืองต่างขั้วอีก ..

วันนี้ของน้องชาย เลิกยาโรงพยาบาล แลรับสมุนไพรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาหมดใจ ...

แต่ก็ไม่รู้ว่ากู้ได้ระดับไหน ... อย่างน้อยก็มาถูกทาง ...

ปรับเข้ารูปอีกนิด

ความอึดอัดประการหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์มีมาตลอด นั่นคือ การที่ต้องร้องขอให้ช่วย เพราะรูปรอยของพระพุทธศาสนา การดำเนินกิจกรรมที่พระภูมีใช้ อาศัยรูปแบบของโรงทาน

หากแต่ความพร้อมยังไม่มี ก็ต้องพึ่งพาอาศัย การขายของเพื่อเป็นรายได้ส่วนหนึ่ง มาช่วย รวมทั้ง การบริจาคค่าที่จอดรถ หรือ ห้องน้ำ .. อะไรประมาณนี้บ้าง นับตั้งแต่อดีต

ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีเสียงสะท้อนกลับมา ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงพยายามที่จะเลิก แล้วปรับให้เข้ารูปรอย ซึ่งนั่นหมายถึง ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ท่านต้องแบกรับภาระไว้แต่ผู้เดียว

วันนี้ เราท่านจึงไม่เห็นการบริจาคค่าที่จอดรถ ... ไม่มีการเปิดให้บริจาคช่วยซื้อสมุนไพร แลที่กำลังจะเห็นนั่นคือ การขายของจะพยายามให้ลดลง

วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้ตั้งซุ้มแจกทาน โดยจะมีการจัดแจกอาหาร อาทิ ราดหน้า หรือ แล้วแต่ แจกให้แก่ผู้ขัดสน ทานฟรี

แลถ้าเป็นไปได้ ก็จะพยายามให้ทุกสิ่งอย่างฟรีทั้งหมด ...

ส่วนจะอยู่ได้นานขนาดไหน .. ก็แล้วแต่ความอึดของหลวงพ่อนิพนธ์ เพราะสถานที่นี้ไม่ได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานใด หรือจากภาครัฐ

แลหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก ในการช่วยกันนำสมุนไพรมาด้วย กิจกรรมก็คงจบเร็วอีกหน่อย เพราะคงไม่มีการย้อนกลับไปรับบริจาคอีก ...

บทสรุป ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ... ทำไม่ไหวก็ปิด

บทสรุป รูปแบบที่หลวงพ่อนิพนธ์ปรารถนา แลเป็นของพระภูมี นั่นคือ สมาชิกส่วนใหญ่ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่จะนำมาใช้ในการดำเนินกิจกรรม โดยไม่มุ่งหวังความช่วยเหลือจากภาคส่วนอื่น นั่นคือ อยู่ได้กลุ่มของพวกเรากันเอง โดยมีโรงทานเป็นศูนย์กลาง ไม่มีการรับบริจาคเงิน แลคนที่มาก็ไม่ต้องใช้เงิน

อันเป็นการแสดงเอกลักษณ์ "เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก"

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

กายพามา ใจพาไป


สถานที่นี้คนปกติ คงยากที่มาถึง คนที่มาถึงส่วนใหญ่ ก็คือคนที่ไปมาทั่วแล้ว จนท้ายที่สุด หมดทาง หมอทิ้ง หมดที่พึ่ง .. สถานที่นี้จึงถูกเลือก เรียกว่า เป็นทางเลือกสุดท้าย หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็คงไม่มาก็ว่าได้

นั่นก็คือ ความเจ็บของกาย เป็นตัวพามานั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า การฟื้นฟูตน ต้องใช้วันเวลา ต้องอาศัยองค์ความรู้ จึงจะทำให้ยืนระยะได้

หากยืนระยะ เป็นมาตรฐานกายได้ โรคก็ยากที่จะล้ม อาศํยวันเวลา ค่อยเรียนรู้ สร้างการกระทำของ วาจา และใจ ให้สอดคล้อง ผลสำเร็จก็ไม่เกินหวัง ไม่ว่าโรคอะไร

นี่จึงเหมือนเกมส์ชิงสาวก ... เมื่อธรรมอาศัยกายที่เจ็บพามา กรรมหากจะมาแย่งชิง คงใช้กายไม่ได้ สิ่งที่ได้ผลชะงัดก็คือใจ

อาศัยกรรมที่ทำมาเป็นเหตุ การมาของสมาชิก จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องมีเรื่องมีราวกระทบจิตใจ เจ้าหน้าที่บ้าง เพื่อนสมาชิกบ้าง ความร้อนบ้าง ... สร้างทิฐิมานะขึ้นทีละน้อย ... ใจก็จะพากายห่างจากที่นี่ไปทีละน้อย จากอาทิตย์ละครั้ง ก็เป็นสองอาทิตย์ครั้ง ... เป็นเดือนละครั้ง ... ในที่สุดก็หลุดจากที่นี่ไป

แม้นในภายหลังความเจ็บของกายจะเพิ่มขึ้นสักฉันใด ใจก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กายมาที่นี่ไม่ได้

แลหลักสมุนไพรของพระภูมี การจะประสพผล ต้องทำในคราวเดียว หากว่างเว้นไป แล้วกลับมากู้อีกครั้ง เหมือนมวยรู้ทาง การจะประสพผลก็ยากเป็นทวีคูณกว่าครั้งแรกมากนัก น้อยคนจะทำได้

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนสติให้พึงระลึกว่า สิ่งที่เรากำลังสู้อยู่ไม่ใช่โรค เราท่านกำลังสู้กับกรรม เมื่อทำลายกายไม่ได้ด้วยมีสมุนไพร ก็อาศัยทำลายใจ ... จึงพึงระวัง มีสติ เพราะอย่างไรเสียเมื่อทุกคนล้วนมีกรรม จึงต้องกระทบกระทั่งกันอย่างแน่นอน

การให้วางสัจจะ ไม่โกรธ และไม่เห็นผู้อื่นผิด นั่นเพราะสิ่งที่เกิด ย่อมเนื่องจากกรรมของเราท่าน ดลบันดาล

การทำสัจจะที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้นี้ จึงมีคุณหลายประการ ที่สำคัญคือระวังใจ และหยุดใจ ไม่ให้ลุกลามจนทำให้เสียโอกาสในการช่วยตน

โรคจึงไม่น่ากลัว นิสัยเราท่านสิน่ากลัว เพราะมันจะดลใจ ให้พากายออกจากที่นี่ไป รู้แล้วก็พึงระวังระไว ...

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558

พ่อค้าหัวใส


ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความอยู่รอดของธุรกิจ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ทรัพยากรมนุษย์

ค่าใช้จ่ายทุกชนิด พ่อค้านักธุรกิจ ต้องคำนวน วางแผนการใช้จ่ายเป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่ยากจะคาดคำนวน และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจจนล่มสลายได้ นั่นคือ สุขภาพ

แอปเปิ้ล สูญเสียผู้นำองค์กรในวัยเพียงห้าสิบเศษ นั่นหมายถึงนวัตกรรมที่จะใช้เป็นกุญแจในการต่อสู้ทางธุรกิจจะไม่มีอีกแล้ว อนาคตของทุกคนที่เหลือในองค์กร อาจเรียกได้ว่ากำลังถูกสั่นคลอน

ในอนาคต วันใดที่นักธุรกิจเห็นรูรั่วตรงนี้ และให้ความสำคัญ นั่นหมายความว่า เราท่านอาจจะได้เห็น โบนัส อันไม่ได้เกิดจากความสามารถในการทำงาน หากแต่เป็นผลอันเนื่องจากการรักษาสุขภาพของตน ที่ไม่เคยเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทเลยนั่นเอง

ความสูญเสียในการรักษาสุขภาพของพนักงาน ในสังคมเล็ก แลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ในระดับประเทศ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ส่วนหนึ่งก็ด้วยความโลภของคนบางกลุ่ม ทำให้ประเทศไทย อยู่ในอันดับต้นๆของประเทศที่มีการทานยาเคมีเกินความจำเป็น ...

หากกล่าวให้เห็นภาพชัดเจน เงินกว่าสามแสนล้านบาทต่อปีที่ประเทศใช้ไป ในการซื้อยา หากสามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นงบพัฒนาประเทศ ก็สามารถสร้างสนามบิน หรือ ท่าเรือ ถนนหนทางได้มากมายมหาศาล

เมื่อมองกลับมาในบริษัท พ่อค้าก็คงคาดการณ์ได้ว่า หากบริษัทไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพดั่งที่เป็นอยู่ แลเสียเพียงค่าเดินทาง ค่าอาหารนิดหน่อยให้แก่พนักงาน เพื่อมาฟื้นฟูตนด้วยสมุนไพร ... ถึงสิ้นปีผู้ที่ดูแลตนเหล่านี้ ก็ได้เงินโบนัส ค่ารักษาสุขภาพ แม้นดูว่าจะเป็นรายจ่ายทุกเดือน แต่ผลสูทธิต่อบริษัท ย่อมประหยัดงบประมาณในการรักษาสุขภาพลงได้มาก อีกทั้งยังได้บุคคลากรที่มีความพร้อม ไม่ลา ไม่ขาดงาน ... อีกด้วย

เมื่อค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น วันหนึ่งข้างหน้า คำสั่งเสียที่แม่ชีเมี้ยนมีแก่หลวงพ่อนิพนธ์ประการหนึ่ง นั่นคือ เอาศาสน์สมุนไพรไปช่วยพี่น้องคนไทยของเอ็ง ถือว่าเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดินเกิด

เมื่อค่าใช้จ่ายในชีวิตสูงขึ้นเรื่อยๆ ... สมุนไพร ก็จะเป็นทางเลือก .. แล้วเราท่านจะได้เห็นโบนัส... ที่บริษัททั้งหลาย ล้วนยอมจ่าย เพื่อให้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของตน ... อยู่สร้างคุณค่าแก่บริษัท อย่างยาวนาน และมั่นคง ... ซึ่งก็หมายถึง ความมั่นคงของบริษัทด้วย

มิใช่บริษัทจะได้แต่คนมีสุขภาพที่ดี ... หากแต่ยังได้บุคคลากรที่มีจิตใจดี เป็นคนดี กลัวกรรม ... มุ่งหวังสร้างสุขให้ผู้อื่น เพื่อสุขย้อนมาสู่ตน ... บุคคลากรอย่างนี้ บริษัทก็วางใจได้ว่า ต้องไม่มีความคิดฉ้อฉล โกงบริษัท อย่างแน่นอน

ใครจะมองว่าแค่สมุนไพร.... กระจอก ... แต่เรามองแล้วว่า ศาสน์สมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ มีคุณค่ามหาศาล เสียดาย ที่กว่าคนใหญ่คนโต คนมีอำนาจ ที่เสพสุขกับงบประมาณค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ จะมองเห็น ก็ต้องรอให้ประเทศบอบช้ำ ตกต่ำจนวิกฤตแล้ว ... คนทุกข์ทั้งแผ่นดิน .. เสียก่อน...


วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

บุญล้างบาป


หลักของพระภูมีที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาสอน นั่นคือ สมุนไพรล้างโรค บุญล้างกรรม หรือ บุญล้างบาป

วิทยากรมักเน้นเสมอว่า การจะช่วยตนนั้น ต้องอาศัยทั้งสองขา จึงจักประสพความสำเร็จ

หลายคนเมื่อได้ยินได้ฟัง ก็พาลคิดไปเลยว่า หากใช้กระบวนการครบทั้งสองแล้วนั้น ย่อมหมายความว่า การฟื้นฟูของตน จะราบรื่น ไม่มีอะไรมาแผ่วพาน เสมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ

แต่เมื่อประสพพบความจริง การเลือกหนทางนี้ ต้องผ่านวิบากกรรมมากหลาย ต้องทนเจ็บ ทนปวด ทนร้อน ทนหนาว ทนคัน ...

บางคนจึงมีคำถามว่า ก็ในเมื่อทำบุญล้างบาปแล้วทำไมต้องมาทนอย่างนี้อีก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกคำสอนที่แม่ชีเมี้ยน เล่าพุทธประวัติให้ฟัง ครั้งอดีตที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เสด็จไปโปรดและหาสาวก

ก็พระพุทธเจ้าเป็นต้นบุญ มีบุญญาธิการมหาศาล แล้วทำไมจึงเกิดอาการปวด อาการเจ็บเข่า เจ็บข้อ ทำไมบาปน้อยเพียงนี้ บุญของท่านจึงล้างไม่ได้

แม่ชีเมี้ยนจึงทรงชี้ให้เห็นว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเดินไปที่ใด ก็ต้องเหยียบสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ใต้ใบไม้บ้าง มองไม่เห็นบ้าง เหมือนคนทั่วไป สัตว์บางตัวก็อโหสิกรรมให้ บางตัวก็ไม่ยอม นั่นเองจึงเป็นเหตุให้ทำไม แม้นแต่พระพุทธเจ้าจึงยังต้องเจ็บ ต้องปวด ต้องเมื่อย ใช้กรรมที่สัตว์เหล่านั้นไม่อโหสิกรรมนั่นเอง

เกร็ดอันนี้ ทำให้เราท่านรู้ได้ว่า หากพระพุทธเจ้าถือศีล ห้ามฆ่าสัตว์ ท่านก็ไม่มีวันสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า เพราะทำไม่ได้

แลด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เมื่อครั้งจะดับขันธ์เพื่อปรินิพพาน แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า ก็ต้องทรงใช้กรรมเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการอาเจียนเป็นพระโลหิด ... อันเป็นที่มาที่พราหมณ์มันมั่ว แล้วแปลงสาร เป็นพระพุทธเจ้าทรงประชวร ต้องอาศัยหมอชีวก

เสมือนเป็นนัยว่า พระพุทธเจ้าที่ว่าเป็นที่สุดของโลก แต่ก็ยังต้องพึ่งพราหมณ์ มาช่วยรักษา .... ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะหลักของพระภูมีคือหลักตนพึ่งตน และพระพุทธเจ้าเป็นสัญลักษณ์แห่งบุญ ย่อมไม่ตกอยู่ในความเจ็บด้วยโรคอย่างแน่นอน .. เพราะแค่โรคยังผ่านไม่ได้ ... ยังอยู่ในวัฐจักรแห่งโลก คือ ความเจ็บ จะไปนิพพานได้อย่่างไร

แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าแลสาวก จะไม่ตกอยู่ในความเจ็บเยี่ยงนั้นหรอก

นี่เองจึงเป็นเหตุว่า ทำไมหนทางการฟื้นฟูตนของเราท่าน จึงยังต้องเจ็บ ต้องปวด และต้องอาศัยขันติอดทน .. ก็กรรมที่เราท่านทำมา เจ้ากรรมนายเวรเขาไม่ยอม ส่วนที่ลดได้ล้างได้ ก็อาศัยทำบุญแล้วจึงกล่าวอุทิศ เหมือนที่วิทยากรนำให้เราท่านทำนั่นเอง

ผลจะเป็นเครื่องชี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า ระยะทางพิสูจน์กำลังม้า ฉันใดก็ฉันนั้น ผลแห่งการกระทำ ก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า การกระทำ ความเชื่อ ที่เราท่านศรัทธาแล้วทำตาม ถูกหรือผิด ... ถ้าผลผิดที่เกิดกับตนเกิดขึ้นแล้ว โรคมันเกาะกินแล้ว ... จะบอกได้อย่างไรว่า หนทางที่เดินที่ทำอยู่ มันเป็นบุญ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เราท่านฝึกความอดทน ด้วยการบังคับให้มานั่งสวดมนต์ นั่งฟัง รักษาอาการสงบ เมื่อถึงสภาวะคับ่ขัน อาการรุมเร้า ก็จะเป็นเพียงแต่กาย ส่วนใจนั้นไม่กระวนกระวาย ตกต่ำไปกับอาการที่เกิด มีสติ แลใช้ขันติ อดทน ใช้กรรม จนผ่านอาการนั้นๆได้

อย่าหวังว่าจะผ่านโดยไม่มีอาการอะไรเลย ... แลก็อย่ากลัวจนเกินไป เพราะสิ่งที่เราจะเผชิญ ก็ถูกลดทอน ทั้งด้วยสมุนไพร แลด้วยบุญที่ทำมา

วิทยากร อ.อร่าม จึงมักเปรียบเปรยให้ฟังว่า เสมือนเราท่านทำผิด ต้องรับโทษ หากแต่โทษที่จะรับ จากประหารชีวิต ก็เหลือแค่จำคุกไม่นาน จากปวดมะเร็งจนตาย ก็ทนปวดสักสามเดือนหกเดือน จากจำคุกตลอดชีวิต เป็นอัมพฤกต์ อัมพาต ก็ทนเจ็บ ทนปวด สัก หกเดือน ... ปีนึง

ประเภทที่จะไม่รับโทษอะไรเลย ... ที่นี่ไม่มี ...

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

อะไรพามา

คนที่มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ บางคนข้ามน้ำข้ามทะเลมา หากแต่คนที่บ้านใกล้กัน ติดกัน ... กลับมาไม่ถึง

อ.อร่าม มักกล่าวเสมอในเมื่อจบการบรรยาย ด้วยคำที่ว่า บุญพามา จึงมาถึงที่แห่งนี้ได้

ก็แล้วบุญแต่ปางไหนเล่า .. จึงดลจิตดลใจ ให้พากายมาถึง ณ.ที่นี้ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ได้อรรถาธิบายให้ฟังว่า ก็ตัวกระทำมันไม่ตาย เมื่อทำแล้ว ก็ย่อมเกิดเป็นผลรอเราในชาติหน้า

เราท่านทั้งหลาย หากมองไปในอดีต ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่เกิดในอินเดีย หรือ เกิดในแผ่นดินที่พระพุทธเจ้าแลสาวก ได้เดินย่างกรายไปนั่นเอง

หากพิจารณาอย่างง่ายๆ พระอรหันต์แสนรูปในยุคพระโคดม ต้องปฏิบัติกิจตามอายุขัยเฉลี่ยคนละสามสิบปี

นั่นหมายความว่า หากทุกองค์ต้องทานข้าวเฉลี่ยวันละห้าทัพพี นั่นคือ กว่าจะลาสังขารแต่ละองค์ก็ต้องทานข้าวถึงประมาณห้าหมื่นทัพพี ทั้งหมดประมาณแสนองค์ ปริมาณข้าวที่ต้องใช้ ก็ประมาณ ห้าพันล้านทัพพี จึงสิ้นสุดสาวกองค์สุดท้าย

ข้าวจำนวนนี้มาจากไหน มาจากคนจำนวนเท่าใด ใครเป็นผู้ใส่บาตรให้

นี่แลคืออีกสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องสร้างเอาไว้ให้ นั่นคือ ผู้ที่จะเวียนว่ายมาหาศาสนา ในยามที่พระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาอุบัติ หรือเรียกง่ายๆว่าสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปนั่นเอง

สิ่งเหล่านี้ไม่มีในพระไตรปิฏก ไม่มีในคำสอนที่ใดๆ

นั่นหมายความว่า เราท่าน ก็คือผู้ที่เคยใส่บาตร อันเป็นตัวกระทำในอดีต แก่พระพุทธเจ้าหรือสงฆ์สาวกของท่าน อันเป็นตัวกระทำที่ทำให้เราท่านได้มาสถานที่นี้ในวันนี้

มาทำไม ก็มารับสมุนไพร ทวงหนี้ข้าวนั้นนั่นเอง ที่เคยใส่บาตรไป จึงไม่ต้องแปลกใจ คนที่มาที่นี่ เมื่อได้ทานสมุนไพร ทุกผู้คนล้วนแล้วแต่มีอาการ หรือ สภาพที่ดีขึ้น อย่างแน่นอน

หากแต่ข้าวที่ตัก เป็นสื่อให้เวียนมาหาศาสนาอีกครั้ง หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า ก็ผ่านมาอีกสองพันกว่าปี ยุคของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่กำลังจะอุบัติ จะมาเอาแค่หนี้หรือ ทำไมไม่เอาของที่ดีกว่านั้น นั่นคือธรรมคำสอน ที่ให้ผลอันมหาศาลกว่านัก

มีแค่สมุนไพร ก็ใช่ว่าชีวิตจะปลอดภัย อาจหายจากโรค แต่ก็ต้องไปตายด้วยอุบัติเหตุ ... ทำไมไม่ทำให้รอดทั้งสองอย่าง

เดินเลยสมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า พระภูมีให้เป็นของแถม เดินไปยังธรรมของพระภูมี แล้วน้อมนำมาบางสิ่งบางอย่าง มานำตน ทำตนเป็นคนดี มีนิสัยของพระพุทธเจ้า เป็นคนกลัวกรรม

สมุนไพรเขาสนับสนุนคน ที่อยากจะทำตนเป็นคนดี มีนิสัยของพระพุทธเจ้า .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงมันกล่าวสอนเสมอว่า ไม่ต้องมาพูดเรื่องโรคหรอก พูดกันเรื่องนิสัยดีกว่า เปลี่ยนได้ไหม

หลายคนก็คิดว่า ก็เห็นคนบางคน เป็นโรคหนัก มาที่นี่ไม่เห็นต้องทำอะไร เอาแต่ทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ก็ดีวันดีคืน ... นั่นมันของเก่าในอดีตเขาทำมา ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง ... คนเราต่างกรรม ต่างวาระ เอาเหมือนกันไม่ได้

เขาทำของเขามา เมื่อเขาหายโรค เขาก็ไป แต่เมื่อเขาไม่เปลี่ยนนิสัย เขาอาจพ้นเสือได้ สักวันเขาก็ต้องเจอจระเข้

คนบางคนบอกเป็นโรคไม่ดี ... หากแต่สิ่งนี้แหละที่นำเราท่านกลับมาหาศาสนา หาแม่ชีเมี้ยน ได้พบหลวงพ่อนิพนธ์ ได้เจอธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้มีโอกาสได้ทำตนเป็นคนดี ตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้าอีกครั้ง ... ใครว่าเป็นโรคไม่ดี ... เราว่าดี

เมื่ออดีตเราท่านทำมาน้อย ... ก็ไม่เป็นไร โรคที่เป็นอาจจะต้องใช้วิริยะ มานะ ขันติ อดทน และการปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์มากกว่าผู้อื่น แต่ผู้ที่เชื่อ และศรัทธา ทำตาม ก็ย่อมต้องประสพผลอย่างแน่นอน ...

ผลแห่งการมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่่า ควรจบที่การเป็นคนดี ไม่โกรธผู้อื่น ไม่ติผู้อื่น ไม่เห็นผู้อื่นผิด เป็นคนมักน้อย สันโดษ สิ่งที่ได้ ก็คือ การยกระดับจิตใจ แลความมั่นคงของชีวิต ได้ความไม่มีโรคเป็นของแถม ยิ่งไปกว่านัน นี่จะเป็นสมบัติที่ติดไปทุกภพทุกชาติ

ก็ข้าวที่ใส่เมื่อสองพันปีก่อน ... ยังมีผลถึงวันนี้ ... ไม่เชื่อหรือ นี่คือตัวกระทำ ที่แม่ชีเมี้ยนตรัสสอน และย้ำว่า ตัวกระทำ ไม่ตาย เมื่อทำแล้ว มันจะไปรอเราท่านอยู่ในวันข้างหน้า ...

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นย้ำว่า ใครที่บอกว่า คนเราเลือกเกิดเลือกที่จะเป็นอะไรไม่ได้ เพราะคนผู้นั้นไม่รู้เรื่องศาสนา หากเขารู้ เขาอยากเป็นอะไร ก็สร้างตัวกระทำที่อยากเป็นไว้ เมื่อทำได้เป็นตน ตัวกระทำนี้ก็รอเราอยู่วันข้างหน้า ตามที่เราเลือกและทำไว้อย่างแน่นอน

การมาทานสมุนไพร ก็สร้างตัวกระทำไม่มีโรคไว้ เกิดชาติหน้าฉันใด สิ่งนี้ก็เป็นสมบัติติดวิญญาณ เป็นคนไม่มีโรค

การกระทำตาม จึงมีความหมายแก่ชีวิต ทำสมบัติอื่นใดในโลก ก็เอาติดตัวไปไม่ได้ แต่ทำตามคำสอนของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา และหลวงพ่อนิพนธ์มาถ่ายทอดให้ ... สมบัติอันนี้ พกติดวิญญาณไปได้ ทุกภพทุกชาติ ...

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมคนที่ไม่ให้ความสำคัญในการมา จึงไม่ควรคบ ก็คนที่เห็นสิ่งอืนใดมีค่ากว่าชีวิตตน เลือกกระทำสิ่งอื่นก่อน การกระทำเพื่อช่วยชีวิตตน นั่นหมายความว่า ชีวิตของคนผุ้นั้นไร้ค่า มีราคาต่ำกว่าการกระทำนั้นๆ

แม้นแต่ชีวิตตน ยังไม่ให้ค่า คนแบบนี้ จะเห็นคาของชีวิตผู้อื่นได้อย่างไร

อย่าให้ข้าวถ้วยแกงขัน ของเราท่านสูญเปล่า ... มาถึงที่แล้ว เดินก้าวเข้ามาอีกนิด จากคนที่เคยเลื่อมใส ศรัทธา จนนำข้าวมาใส่บาตร เลื่อนฐานะมาเป็นคนดี มีนิสัยของพระพุทธเจ้า ใกล้ท่านเข้าไปอีกนิด แม้นชาตินี้ พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ อาจจะยังไม่ได้ไป อีกสองพันห้าร้อยปีข้างหน้า ก็ยังมีโอกาสไปกับเขามั่ง

ไม่ต้องพูดเรื่องโรค พูดกันว่า ตอนนี้เราท่านมาเจอกิ่งทองของแท้แล้ว ... เราท่านจะทำตัวเป็นใบหยก ประดับกิ่งทองนั้นได้หรือไม่ ... หากทำได้ ... โรคอะไร หนักแค่ไหน ก็กระจอก ทานบุญญาบารมีของคนมีธรรมไม่ได้หรอก ..

เพราะสัญลักษณ์ของบุญคือความสุข สัญลักษณ์ของกรรมคือความทุกข์ คนที่มีธรรม ก็ย่อมสร้างแต่บุญ จะต้องตกอยู่ในทุกขเวทนา ด้วยการเป็นโรค ... เป็นไปไม่ได้

คำถามที่ว่า มาที่นี่ทำไม ... หากคำตอบที่ได้รับ คือ มารับสมุนไพร ... ได้ยินแล้วห่อเหี่ยว ... ก็มาทวงหนี้อย่างเดียว หากแม้นคำคอบคือ มารับคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อที่จะน้อมนำนิสัยของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนทรงนำมา ไปนำตน พัฒนาตน แลชีวิต ... นี่แลใบหยก .. เอาหายโรคเป็นของแถมไปเลย

ใครถามว่า หลวงพ่อนิพนธ์กำลังทำอะไร ก็ทำหน้าที่ปลุกปั่น ชาวประชาผองไทย ... ให้มาเดินตามพระพุทธเจ้ากันไง ได้ความไม่มีโรคเป็นของแถม ได้ชีวิตที่ปลอดภัย ... ได้สมบัติติดวิญญาณ ได้คุณสมบัติ วันหน้ามีโอกาสได้รับธรรมจากพระพุทธเจ้า ปรารถนาที่กล่าว ... ขอบรรลุ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ก็จะได้เป็นจริง

คำตรัสที่แม่ชีเมี้ยนทรงสอนย้ำให้จำไว้ในอดีต ... จำไว้น่ะ ตัวกระทำไม่ตาย จะทำสักฉันใดไม่ตายเลย มันจะไปรอเราในภายภาคหน้า

คำอรรถาธิบายของหลวงพ่อนิพนธ์ ทำให้หายสงสัยเลยว่า ทำไมศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาเดียวที่เดินขอข้าว แลมีคนใส่บาตรให้ แถมชวนลูกชวนหลานมาใส่บาตรกัน

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

รูปรอยพุทธศาสนา


ผู้ทำตนเป็นพระพุทธเจ้าทุกยุคทุกสมัย ล้วนแล้วแต่เฉกเช่นคนทั่วไป มีนิสัย มีกิเลส ครบถ้วนเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อตัดกิเลส ตัดนิสัย ได้ เป็นมนุษย์เหนือโลก ด้วยความเป็นคนแรกของยุคนั้นๆ ความยากลำบากจึงมหาศาล บุญญาธิการจึงมหาศาล เป็นตัวแทนถืออำนาจธรรม แล้วนำตนกระทำของตน ในการปฏิบัติมาสอนสาวก จึงเรียกว่าบรรลุด้วยตน เป็นธรรมของตน ในแต่ละยุค

ธรรมแต่ละยุค จึงอาจมีความแตกต่างกัน ในเทปคำสอนของแม่ชีเมี้ยนที่ตรัสไว้ ชี้ชัดให้เห็นว่า ธรรมที่พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ใช้นำตน ใช้ธรรมสี่ยุค คือ พระกุสันโธ พระโคนาคม พระกัสปะ และพระโคดม

ท่านสามารถเลือกนำมาใช้ ใครว่าพระพุทธเจ้าต้องพูดไพเราะ หากเจอพระกัสปะ ท่านเป็นชาวกะเหรี่ยงพม่า ใช้คำดุดัน พูดมึงกู ยุคของท่านจึงมีสาวกน้อย

รูปรอยที่เด่นชัด แม้แต่พระโคดมที่เป็นพระพุทธเจ้า เรียกได้ว่าพร้อมที่สุด ทั้งวรรณะ การพูดจาสุภาพอ่อนหวาน สาวกยังไม่ถึงแสนเลย

รูปรอยที่โดดเด่นของศาสนาที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนบ่อยๆ นั่นคือไม่รับรู้ภายนอกที่ไม่ใช่ธรรม ถ้ำกระบอกจึงไม่มีหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี เมื่อไปหาศาสนา พระพุทธและสาวก ผู้ปฏิบัติ จึงมีเรื่องเดียวที่พูดที่สอน นั่นคือกรรม และธรรม อันหมายถึงการกระทำที่มีความหมายต่อชีวิต

รอยต่อมาที่วันนี้แทบหาไม่เห็น นั่นคือภาพของความสมถะ อันเห็นได้จากรอยผืนนาบนจีวร ที่ปะแล้วปะอีก เย็บแล้วเย็บอีก แต่ละองค์ไม่ยอมเปลี่ยนง่ายๆ แต่วันนี้มองไป จีวรแบบนี้หาไม่เห็น

ภาพสร้างฝัน พระพุทธแลพระอรหันต์ ผิวจะผ่อง เหลืองเป็นทอง ไม่มีให้เห็น เพราะของจริง ทุกองค์เดินตากแดด มีธุดงค์เป็นวัตร ตัวดำ

รอยที่สำคัญ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำสักขนาดไหน เราท่านจะไม่มีวันได้ยินการถ่ายทอดคำเทศนาผ่าน วิทยุ ทีวี เป็นอันขาด อยากได้ อยากฟัง ต้องดิ้นรนไปหา

รอยที่สำคัญ ทุกยุคทุกสมัยพระพุทธทุกพระองค์ต้องมีครูสอน คำว่าตรัสรู้ได้โดยพระองค์เอง หาใช่สร้างธรรมขึ้นมาเอง ธรรมมีอยู่แล้ว คู่มากับจักรวาล เรียก ธรรมโลกุตระ พระพุทธเป็นผู้อาสามาทำ เมื่อทำได้ก็เป็นตัวแทนถืออำนาจธรรม สอนสาวก ... ขอย้ำต้องมีครู

ใครบอกว่าสงฆ์มาประชุมโดยไม่ได้นัดหมายก็ว่าไป แต่วันนั้นคือวันที่พระพุทธเจ้าพาสาวกไปกราบไหว้ครูของท่าน แลเปรียบเปรยให้ฟังว่า เป็นผู้ที่สอนให้ไกลจากกิเลส จัดเป็นมนุษย์เหนือโลก

เมื่อพระพุทธอุบัติ รอยเหล่านี้ของท่านแลสาวก จะเด่นชัด พวกเอาศาสนามาหากิน ก็จะถูกคนจับได้ แลเอาออกไป นั่นคือ การสังคายนาศาสนาของพระพุทธเจ้า

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

สิ่งเล็กๆ

หลักธรรมของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็นลักษณะประการหนึ่งนั่นคือ มองจากสิ่งเล็กๆ

สิ่งนี้เป็นที่มาของหลัก "ตนพึ่งตน"

ดังนั้น ทุกคนจึงมีความสามารถ มีปัจจัยในการปฏิบัติธรรมที่เหมือนกัน หรือ เท่าทียมกัน

นั่นคือ นิสัย ที่มีอยู่ในตัวตนของเราท่าน

ภาพที่จะไม่เห็นเสมอเช่นวัดทั่วไป นั่นคือ การบอกบุญให้เศรษฐี ใช้ทรัพย์ของตนมาบริจาค หากแต่กลับเป็นการบอกให้คนทุกคนนำมา คนละเล็กละน้อย เรียกว่า ไม่เบียดเบียนผู้หนึ่งผู้ใด หรือ กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด จนเกินไป

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนเสมอว่า อุปมาปลูกต้นมะม่วง หากเราท่านปรารถนากินมะม่วงต้นนั้นแล้วไซร้ ก็ควรมีส่วนร่วมในทางหนึ่งทางใดในการโตขึ้นมาของมะม่วงนั้น

เมื่อมะม่วงออกผล เราท่านไปเด็ดก็จักไม่มีหนี้

นี่แหละสิ่งเล็กๆที่ศาสน์ให้ความสำคัญ คือ นิสัย

เมื่อคุณสมบัติที่ฟ้าดินกำหนด แลมองอยู่ ในการประสพผลแห่งตน นั่นคือ ความกตัญญู

ไม่ว่าผู้ใดที่มีธรรม จึงต้องมีนิสัยที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป จะมีก็เพียงเบียดเบียนเฉพาะหน้า

กระนั้นก็ตาม เพื่อไม่ให้เป็นหนี้ แลเสียซึ่งกตัญญูสมบัติ จึงต้องหาทางคืนให้ อุปมารดต้นมะม่วง

เรื่องที่หลวงพ่อนิพนธ์มักหยิบยกให้ฟัง ครั้งพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไป ณ.ที่ใด แลพักปักกลด สิ่งหนึ่งที่จะพึงทำ ก็คือ ทำพื้นที่ที่ทรงปักกลด ให้เรียบ ถอนหญ้า แลดูน่านั่ง ประการหนึ่ง

แลในย่ามก็จะมีเมล็ดผลไม้ที่ทรงทานเก็บไว้ ไป ณ.แห่งหนตำบลใด ก็จะทรงฝังเมล็ดนั้นไว้

หากผ่านไปยังที่ที่ชาวนาปลูกข้าว เมื่อข้าวนั้นสุกเต็มที่ ท่านก็จักทรงเกี่ยวข้าววางไว้

วันรุ่งขึ้น ท่านจึงเดินไปบิณฑบาต ขอข้าวมาประทังมื้อหนึ่ง

ใครที่มองว่า สิ่งเล็กๆที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนไม่สำคัญ ไม่สน ไม่ทำ ... คำบอกกล่าวว่า ผู้ใดเห็นช้อนตกหล่นให้หยิบไปล้างนำกลับมาคืน เป็นเรื่องเล็ก ไร้ค่า ไร้สาระ ไม่สน ไม่ทำ

หากแต่สิ่งเล็กๆเช่นนี้ อาทิ การเก็บช้อน การหิ้วพริกไทยมาขีดหนึ่ง หิ้วมะพร้าวมา ทลายหนึ่ง นี่แหละคือจุดเริ่มของคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มจากไม่เบียดเบียนใครจนเกินไป แลจะกลายเป็นความกตัญญู ที่เป็นคุณสมบัติสำคัญในการทานสมุนไพร

ฤากตัญญูของเราท่าน จะรอที่จะเอาเงินไปฟาด ... ดั่งที่ทำกับวัดอื่นๆ ... จะมาทำ ณ.ที่นี้ คงยาก นับวันมีแต่ประตูนี้จะถูกปิดลง

ไม่ต้องแปลกใจ ยิ่งวันยิ่งเห็น ทุกอย่างฟรีหมด

หากถึงวันนั้น กิจกรรมยังดำรงอยู่ได้ นั่นคือสมาชิกส่วนใหญ่ร่วมแรงร่วมใจ ในการดูแล และธำรงไว้

เศรษฐีจะมาใช้เงิน อวดร่ำอวดรวย โดยไม่ทำนิสัยอันใดเลย ... ในแผ่นดินนี้ คงไม่มีโอกาส

บุญ จึงเกิดด้วยสติ แล้วสร้างพฤติกรรมที่ดูเล็กๆ มีสติควบคุมตนให้สงบ ให้ไม่โกรธ ให้ไม่เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป ให้เมตตาเขาเสมือนเมตตาเรา

ไม่มีหรอกบุญมาด้วยเงิน .. มิฉะนั้น พระโคดมไม่ต้องทิ้งบัลลังค์ เปิดท้องพระคลังซื้อเลยดีกว่า

เปลี่ยนจากบุญที่ทำด้วยเงินไปสร้างโบสถ์สร้างวิหาร มาทำบุญด้วยสิ่งเล็กๆ เก็บขวดน้ำ ไว้ใส่สมุนไพร ให้คนทุกข์ ... แล้วมาดูผลว่า ด้วยสติที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้นี้ บุญจากสิ่งเล็กๆ จะให้ผลเช่นไร

ถามตนซิ สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน เราท่านทำแล้วหรือยัง ... ไม่เชื่อหมอ มาหาหมอทำไม ไม่ทำตามคำสอน ... การมาก็ไร้ค่า

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

ห้ามจัง


การเข้าสวดมนต์ นั่นคือเข้ามาในบริเวณเขตพัทธสีมาของศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ทุกการกระทำมีผลเป็นทวีคูณ ทำถูกก็ผลมหาศาล ทำผิดผลก็มหาศาลเช่นกัน

หากแต่การกระทำทุกสิ่งอย่าง ย่อมต้องมีเหตุและผล ศาสนาไม่บัญญัติการกระทำที่ทำแล้วไร้ผล หรือพูดฟังง่ายๆว่า ทำแล้วเสียเปล่าอย่างแน่นอน

หลายคนที่นิสัยเคยชิน กับความสบาย เมื่อเข้ามา สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แลกลายเป็นวิบากกรรมแห่งตนอันสาหัส อันเนื่องมาจากความรักสบายอย่างหนึ่งก็คือ ความร้อนของอากาศ

นิสัยที่ติดห้องแอร์ ชอบอากาศเย็นๆสบายๆ อย่างน้อยก็ต้องมีพัดลมโกรก กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เมื่อมาเจอบรรยากาศแบบนี้ พฤติกรรมที่เราท่านพบเห็นคนถือพัดเข้ามา แล้วก็พัดให้ตนเอง จึงเป็นภาพชินตา

บัญญัติของศาสน์ล้วนแล้วแต่เป็นบัญญัติทุกข์ ด้วยพระภูมีทรงเล็งเห็นความจริง ทุกข์วันนี้สุขวันหน้า หากจะให้เสียซึ่งสุขวันนี้ ก็จักทุกข์ในวันหน้า

หลายคนอาจนึกนินทาในใจ หรือคิดไปต่างๆนานา เห็นกรรมการนั่งในห้องแอร์ แต่ตัวเองต้องมานั่งทนร้อนอยู่ด้านนอก นั่งก็ลำบาก แถมยังร้อนอีกต่างหาก

การพัด เพื่อให้ตนเองเย็นสบาย ก็เป็นข้อห้ามอย่างนึงเช่นกัน

นี่ไม่ใช่เป็นการทรมานคนป่วยหรือไร เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ...

เมื่อมองจากตาคน สิ่งที่เห็นย่อมเป็นการโหดร้าย เป็นข้อห้ามที่ไม่สมเหตุสมผล ก็อากาศมันร้อน อึดอัด ... ทำไมจะพัดให้เย็นขึ้นไม่ได้ .. แอร์ก็ไม่ยอมเปิดให้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอรรถาธิบายให้ฟังว่า ก็ด้วยการทำเช่นนั้นจะทำให้ร่างกายเราท่าน อ่อนแอไม่มีภูมิต้านทานความร้อน

พระภูมีทรงตรัสรู้ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อยามป่วยไข้ สิ่งที่เป็นอันตรายกับมนุษย์มากที่สุด นั่นคือ ความร้อน ที่เมื่ออาการของโรครุนแรง ความร้อนนี้เองจะทำให้ระบบสมองของมนุษย์ถูกทำลาย

ดังนั้น พระภูมีจึงทรงบัญญํติวินัยทุกข์ ให้สาวกฝึกตน ทนกับความร้อนที่สูงไว้ สำหรับเราท่าน แค่นั่งในอุณหภูมิห้อง อย่างเก่งก็สี่สิบกว่าองศา เราท่านก็ทนไม่ได้แล้ว

แต่อาการไข้ โดยเฉพาะที่เฉียบพลันทำให้คนตายได้ภายใน ๒๔ ชั่วโมง อาจสูงถึงเกือบห้าสิบองศา นั่นวัดจากภายในร่างกาย

เมื่อสี่สิบกว่ายังทนไม่ได้ การเข้ากระโจมที่อุณหภูมิสูงกว่า ย่อมยากจะทนได้

ยิ่งการใช้ธรรมชาติ ด้วยการกำหนดธุดงค์ทุกปี ในช่วงเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด แถมสาวกก็ต้องปลงผม ไม่มีหมวก ร่ม คอยบังศรีษะ

อุณหภูมิห้องยังทนไม่ได้ กระโจมก็ยาก หากจะให้ถึงบัญญัติสูงสุดในการสร้างภูมิ นั่นคือเดินกลางแดด ให้ศรีษะร้อนวันละหลายๆ ชั่วโมง เป็นระยะเวลาประมาณ ๓ เดือน ในแต่ละปี ยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

หากแต่คุณประโยชน์จากการทนด้วยบัญญัตินี้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้ว่า ทำให้ร่างกายเราท่าน มีภูมิต้านทานต่อความร้อนสูง เมื่อผนวกรวมกับสมุนไพร เช่น สมุนไพรมะกรูด ด้วยแล้ว เรียกว่า อวัยวะส่วนสมอง ที่บอบบางต่อความร้อนสูง จะมีภูมิทนได้ถึง ๖๐ องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

ผลก็คือ ไม่ว่าโรคที่เป็น อาการที่เกิด ยามกรรมมาถึง อุณหภูมิอันเป็นผลมาจากอาการของโรค ที่สูงเกินกว่าคนทั่วไปจะทนได้ แล้วสมองถูกระทบกระเทือน จนอาจเสียชีวติ จะไม่มีทางเกิดกับเราท่าน ที่ทำตามบัญญัตินี้ได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า เห็นคนถือพัด แอบเปิดแอร์ให้ตน คนเหล่านั้น ขาดคุณสมบัติแล้ว ยากที่จะช่วยตนได้

เรียกได้ว่าแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง ... เพราะแค่พิษไข้สูงธรรมดา ร่างกายก็จะทนไม่ได้แล้ว ไม่ต้องสูงมากแบบที่ทำลายสมอง อาทิ มาเลเรียหรอก

ที่เปิดพัดลมให้ ก็ถือว่าช่วยบรรเทา ไม่ให้ทุกขเวทนามากจนเกิน เท่านั้นเอง ... เรียกว่าหลวงพ่อนิพนธ์หย่อนให้แล้ว ... โน่นของจริงไปเต็มหลักสูตร ... เขาต้องเดินกลางแดด ห้ามมีอะไรบัง

ภาพในอดีตถ้ำกระบอก หากมีโอกาสเห็นช่วงเดินธุดงค์ ก็จักเห็นลูกศิษย์เดินตามกันเป็นขบวน ... ยาวเป็นกิโล

ที่ห้ามน่ะหวังดี ... แต่ไม่ห้ามซิ ... แสดงว่าเห็นแล้ว มึงจะตาย เรื่องของมึง ปล่อยวาง ไม่ใช่เรื่อง ตัวใครตัวมัน ... คนรู้และมีจิตเมตตา เขาจึงห้าม

เรื่องของที่นี่ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า ต้องใช้ศรัทธา เชื่อ แล้วทำตาม .. เพราะหากจะให้ชี้แจงเหตุและผลทุกสิ่งอย่าง คงทำไม่ได้ .. แต่ยืนยันว่า สิ่งที่ให้กระทำ มีผลต่อชีวิต และให้ผลที่ดี อย่างแน่นอน

เพราะที่นี่เดินตามบัญญัติธรรมของพระภูมี ตามที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ... พระภูมียังกลัวกรรม ... ที่นี่ก็กลัวกรรม ... ไม่ทำในสิ่งที่เป็นโทษอย่างแน่นอน

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44