วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ร้อนอาสน์


ใครๆ ก็รักชีวิต จึงไม่่แปลกที่เมื่อมีหนทางรอด ก็ต้องดิ้นรนแสวงหาเป็นธรรมดา

ความไม่พร้อมของหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐ หรืออื่นใด ไร้การเหลียวแลมาตลอดนับแต่ปี ๓๐

หากแต่ผลงานในการฟื้นฟูตน ก็เริ่มปรากฎผลให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน จากหนึ่งเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพัน

กระนั้นก็ตาม ความไม่พร้อม ก็ทำให้โอกาสของคนจำพวกหนึ่ง ถูกปิดลง นั่นคือ คนที่มีฐานะ มีความเป็นอยู่ดี ไม่คุ้นชินกับสภาพ และไม่สามารถทนกับสภาพที่เป็นอยู่ได้ หรือ ยืนระยะไม่ได้ เพราะตลอดชีวิต มีแต่สุขสบาย และความสะดวกสบาย

สถานที่นี้ คนที่มีโอกาสจึงกลายเป็นลูกตาสีตาสา คนธรรมดา ที่เรียกว่า มีความอดทนต่อความลำบาก จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ใครว่าคนรวยมีวาสนา การจะมากางเต๊นท์นอน เหมือนคนไข้ปัจจุบัน ก็ทำไม่ได้ โรคที่เป็นอาจจะไม่สาหัสเท่า มันก็เลยหมดโอกาส

จากกลุ่มเล็กๆ เริ่มมากขึ้น จนกลายเป็นหมู่ใหญ่ ที่เห็นทางรอดของตน แต่สัมผัสไม่ได้ การนี้จึงเกิดการรวมตัว แล้วใช้สิ่งที่ตนมี ผลักดันทางรอดของตนให้เกิด

สิ่งที่คนกลุ่มนี้กำลังทำ นั่นคือ ผลักดันภาครัฐให้ยอมให้มีการจัดตั้งโรงพยายาลแพทย์แผนไทย โดยมีแพทย์สมัยใหม่ร่วมมือกันขึ้น อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อที่คนกลุ่มนี้จะได้มีโอกาสมาใช้แนวทางสมุนไพรอย่างเต็มที่

วันที่ ๒๒ มกราคม ๕๘ คณะแพทย์กลุ่มหนึ่ง จึงถูกผลักดันให้มาดูงานที่มูลนิธิไทยกรุณา โดยมีวิทยากรให้คำบรรยาย คือ แพทย์ ๓ ท่าน ที่สนับสนุนแนวทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนอยู่ในปัจจุบัน

ข้อเรียกร้องของคนกลุ่มนี้ นั่นคือ คณะแพทย์ต้องมาตรวจสอบ และสรุปข้อมูล เพื่อใช้ในการขอจัดตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย ของพวกเขา

นั่นก็เป็นโอกาสที่ทำให้คนมีฐานะ ที่ไม่สามารถสมบุกสมบันเฉกเช่นคนทั่วไป ได้มีโอกาสมาใช้ทางเลือกนี้ แต่ก็เป็นโอกาสของคนทั่วไปเช่นกัน ที่จะได้รับอานิสงฆ์จากเครื่องมือทางการแพทย์สมัยใหม่ ที่จะลดความเสี่ยงจากสภาวะปัจจุบันทันด่วน เช่น เสลดพันคอ

คนมีฐานะเริ่มเห็นแล้วว่าวิทยาการสมัยใหม่ช่วยพวกเขาไม่ได้ แล้วเราท่านจะดิ้นรนไป เอาเงินทองที่มีอยู่น้อยนิดเมื่อเทียบกับคนเหล่านั้น จักไปสู้ได้หรือ คีโมเข็มละล้าน ยังเสร็จ คีโมเข็มละหมื่นจะเหลืออะไร

ไม่ถึงกับต้องศรัทธา มานับถือพระพุทธ แค่เชื่อ และทำตามที่พระพุทธสอน แล้วยืนระยะทานสมุนไพร ก็เพียงพอต่อการรอดแล้ว

เราท่านอาจไม่มีเงินเหมือนเขา แต่ก็มีช่องจิตอาสา ใช้แรงกาย ส่วนคนกลุ่มนั้น อาจจะมาเป็นจิตอาสาไม่ได้ พวกเขาก็เป็นกองหนุนหาสมุนไพร ไม่ว่าจะแบบไหน ขอให้มีพฤติกรรมช่วยชีวิตมนุษย์ ก็ถือว่า เข้าครรลองเช่นกัน

แล้วเราท่านจะเห็นความจริงข้อนี้ จากคนต่างชาติที่จะหลั่งไหลเข้ามา ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง ไม่นับถือพระพุทธ แต่สิ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ เข้าใจกฎเกณฑ์ สมุนไพรแก้โรค ธรรมแก้กรรม ทุกคนจึงไม่เลยชีวิตมนุษย์ มีพฤติกรรมเหมือนกัน นั่นคือ ให้สุขแก่ผู้อื่น ไม่ว่าทางไหน

ปีใหม่... จึงเป็นเรื่องของมาตรฐาน เพื่อเป็นแนวทางที่เด่นชัดว่า ทำเช่นไรจึงรอด ... ใครไม่ทำก็ถอยไป หาทางอื่น หรือจะมารับสมุนไพรไปทานก็ไม่ว่า ได้แค่ไหนแค่นั้น ไม่ต้องมายุ่งกับกิจกรรมที่นี้ คนที่จะเข้ามาจะได้รู้ว่า จะต้องทำอย่างไร จะเลือกทางนี้หรือไม่

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเกริ่นเนิ่นๆ ให้เตรียมตัวว่า ถึงเวลาที่จะอุเบกขาแล้ว ไม่มีเวลาที่จะเสียให้กับคนที่ไม่มีคุณสมบัติ ... ฉะนั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่มาคอยเตือนแล้ว กรรมการเขาจะคอยดู แล้วคัดออก ... ถึงตอนนั้นก็อย่าว่ากัน เราเตือนท่านแล้ว

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เสมอภาค

ศาสน์ของพระภูมี เราท่านมักจะได้ยินเสมอว่า เป็นหลักประชาธิปไตย และทุกคนมีสิทธิเสมอภาคกันทุกคน

หากจะกล่าวถึงประชาธิปไตย ก็แล้วแต่มุมมอง ถ้าพิจารณาในแง่ของการให้สิทธฺิ์เสรี ในการเลือก ก็คงใช่ แต่มุมมองของเรา กลับมองเห็นเป็นลั่ทธิที่เป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบ

การเป็นเผด็จการ ก็เกิดจากความยินยอมพร้อมใจ ของสาวก ที่จะทำตาม ส่วนกำหนดกฎเกณฑ์กติกา ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นบัญญัติของพระพุทธเจ้า ทั้งหมดทั้งปวง ส่วนความสมบูรณ์แบบที่เราว่า นั่นคือ ผู้นำมีคุณธรรมสูงสุด ดังนั้น แนวทางที่ให้ปฏิบัติ ล้วนแล้วเพื่อมรรคผลนิพพาน คือ ความสุขที่แท้จริง ... ใครไม่ชอบ ไม่เอา ก็ถอยไป ต่างคนต่างอยู่

อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว .... ส่วนใครคิดยังไงก็ว่ากันไป

ส่วนความเสมอภาค หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็มาจากบัญญัติบุญของพระพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสว่า มนุษย์และสัตว์ เป็นบ่อเกิดของบุญบาป

ด้วยเหตุนี้เอง ผลแห่งการกระทำต่อมนุษย์ ไม่ว่ากระทำแก่คนจน เศรษฐี หรือซุปเปอร์เศรษฐี จึงมีฐานันดรเดียวกัน นั่นคือ หากเป็นบาปก็บาปเท่ากัน หากเป็นบุญก็เป็นบุญเท่ากัน

ดังนั้น เมื่อแม่ชีเมี้ยนนำสูตรสมุนไพรของพระภูมี มาให้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะนำไปช่วยคนจน หรือ เศรษฐี ซุปเปอร์เศรษฐี จึงได้ผลบุญเท่ากัน

เพราะค่าของชีวิตเท่ากัน เสมอกัน นั่นเอง

ที่นี่ จึงไม่มีความจำเป็น ต้องเลือกว่าผู้ที่มาเป็นใคร ฐานะเช่นใด ค่าของการช่วย เท่ากันหมด

แลยิ่งไปกว่านั้น ในความเสมอภาค ยังก้าวล่วงไปถึงชนชาติ ภาษา อีกต่างหาก

เพราะบัญญัติสมุนไพร มิใช่มีไว้เพื่อให้คนที่มา จำเป็นต้องศรัทธา ในศาสนาพุทธ ต้องนับถือพระพุทธเจ้า แล้วจึงจักประสพความสำเร็จ ไม่ใช่ ไม่ใช่

การหายโรค บัญญัติฟ้าดิน พิจารณาคุณสมบัติของผู้ทำได้ เพียงแต่ มีความเชื่อ แล้วทำตาม นั่นคือ มีการกระทำถูกต้องตามครรลองคลองธรรม เป็นคนดี แล้วยืนระยะในการทาน มีมาตรฐาน เท่านั้นก็เพียงพอ

ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าเชื้อชาติภาษาไหนที่มาพึ่ง ขอเพียงเรียนรู้ ว่า สมุนไพรแก้โรค บุญล้างบาป ไม่ต้องฟังธรรมอันใด ขอแค่เพียงมีมาตรฐานในการทานสมุนไพร และมีพฤติกรรม ก็สำเร็จการหายโรคได้

จึงเป็นเหตุที่มาของคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์เสมอมาว่า ให้วางในสิ่งที่ตนเชื่อ ตนศรัทธา ไว้ชั่วคราวก่อน มาฟัง แล้วพิจารณา ทำตามในสิ่งที่สอน เพื่อฟื้นฟูตนก่อน เมื่อช่วยตนได้ จะกลับไปหยิบสิ่งที่วางไว้เหมือนเดิม ก็ไม่ว่ากัน จะกลับไป อิสลาม พระเยซู เข้าทรง องค์เจ้า ก็ไม่แปลก ทำได้

นี่แหละคือความเสมอภาค ที่พระภูมีไม่ทรงปิดกั้น เรียกได้ว่า มีเมตตาแก่มนุษย์ทุกหมู่เหล่า ทุกคนมีสิทธิ์มาใช้ศาสน์อันนี้ได้ ฟัง แล้วพิจารณา ขอเพียงมีความเชื่อ ก็ทำตาม มีมาตรฐาน ก็ประสพผล

เมื่อศักราชของศาสน์พระภูมี จะเปิดขึ้น ในวันที่ ๑ มกราคม ศกนี้ หลักการนี้ก็จะถูกนำมาใช้ เรื่องของความเชื่อ อาจซ่อนเร้นกันได้ หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ก็พยายามโน้มน้าว ทำผลงานให้ปรากฎ เพื่อสร้างความเชื่อ ให้พึงเกิด ใครจะเชื่อจริงเชื่อไม่จริง ก็คงไม่รู้ได้

แต่เรื่องของมาตรฐาน พฤติกรรม อันนี้แหละที่ต้องโดดเด่น เห็นชัด ใครไม่มีวันเวลา ไม่มีมาตรฐาน ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติ คนเหล่านี้ มีพฤติกรรมบ่งบอกว่า ชีวิตตน ไร้ค่า ไม่สำคัญ คนที่ไม่ให้ความสำคัญแก่ชีวิตตน ย่อมไร้ค่า เพราะชีวิตเป็นสิ่งมีค่าเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อผู้นั้นเหยียบชีวิตตนต่ำกว่าสิ่งใด จึงขาดคุณสมบัติที่ฟ้าดินเขาถือ หนทางนี้ก็ต้องปิดลง

เมื่อม่านศาสน์พระภูมีเปิด ใช้ได้กับคนที่มีมาตรฐาน นั่นย่อมหมายความว่า คนที่ไร้คุณสมบัติ กรรมเขาจะเล่น พระภูมีบัญญัติว่า หมูเขาจะหาม อย่าเอาคานไปสอด เดี๋ยวจะหน้าแหก ต้องปล่อยเขาไป ให้เผชิญเวรเผชิญกรรม อย่าไปยุ่ง เพราะไม่มีวันสำเร็จ จึงเป็นเหตุให้ต้องใช้ธรรมหมวดอุเบกขา

คำเตือนที่มีมาทุกยุคทุกพุทธกาล นั่นคือ พยากรณ์ที่กล่าวว่า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติ จะเกิดทุกข์เข็ญ รุนแรง มหาศาล นั่นคือ กรรมมันแรง ไม่ว่าโรคภัย หรือภัยธรรมชาติ นี่คือวัฐจักรของจักรวาล ที่กรรมเขาจะบีบมนุษย์ แลเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ มนุษย์ก็จักดิ้นรนไปหาพระพุทธเจ้า เพื่อรับธรรมมาปฏิบัติ ความทุกข์เข็ญก็จะหายไป ฝนฟ้าก็จะกลับมาตกต้องตามฤดูกาล

ภาพที่เห็นในปีนี้ คนอาจมากมาย แต่ในปีหน้า จักเหลือแต่คนทำได้ มีมาตรฐาน ซึ่งอาจจะเป็นเพียงแค่ ๑ ใน ๑๐ ของคนในวันนี้ แต่รับรองได้ว่า คนที่ทำได้ หายทุกคน หากไม่ใช่โรคพรหมลิขิต ที่สำคัญ ไม่เนิ่นนานเยิ่นเย้อเหมือนที่ผ่านมาแน่นอน

และเมื่อผลปรากฎเป็นรูปธรรม นั่นหมายถึง คนที่จะมาเดินตาม ก็ดูรูปรอยรุ่นพี่ที่ทำไว้ ว่าอยากหายต้องทำอย่างไร มีมาตรฐานอย่างไร เป็นสูตรสำเร็จ ... ทำได้ก็มา ทำไม่ได้ ก็ไปหาแบบที่ชอบ ... ไม่ว่ากัน

ใครว่าบุญ เกิดจากสร้างวัตถุ ก็ทำไป หากแต่ที่นี่ หากจะหาบุญ อย่าเลยมนุษย์ อย่าหาสุขใส่ตน มองคนทุกข์ แล้วกระโดดเข้าใส่ สุขที่บังเกิดแก่ผู้อื่นเท่าใด นั่นคือ ผลบุญที่จักย้อนมาให้สุขแก่ตนของเราท่าน ... คนดีของพระพุทธเจ้า จึงเข้าใจง่าย ... ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว และทำง่าย ไม่ต้องไปถือศีลกินเจอะไรหรอก

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น นั่นคือ ฤาษี นั่งถือศีล วิปัสสนา กรรมฐาน หามีตนใดไปนิพพานไม่ พระพุทธเจ้าไม่มีเงินสักรูปี มีแต่ธรรม สอนสาวก ให้กลายเป็นปูชนียบุคคล ไปนิพพานกันทั้งหมด ทิ้งไว้แต่คำบอกเล่า ไม่มีโบสถ์ ศาลา สักหลัง ที่ทรงให้สร้าง ...

ด้วยความเสมอภาคนี้เอง ทุกคนจึงมีสิทธิ์ มีโอกาสที่จะได้สัมผัส ได้ใช้แนวทางนี้ ไม่สนหรอกว่าอาการจะสาหัส หนักหนา หมอทิ้ง ... ไม่ใช่สาระ ...อยู่ที่ สร้างความเชื่อ แล้วทำตาม ให้เป็นมาตรฐานได้หรือไม่ นั่นคือคำตอบ ใจเราท่านเท่านั้นเอง ที่จะกำหนดผล ทำหรือไม่ หายหรือไม่ ใครก็ช่วยไม่ได้ ...

สมุนไพรดีอย่างไร ก็ช่วยใครไม่ได้ ธรรมประเสริฐสักฉันใดก็พาใครไปนิพพานไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง ... มิฉะนั้น พระพุทธเจ้าใช้ธรรมของท่านพาคนทั้งอินเดียไปนิพพานหมดแล้ว

วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สองทางเลือก


วิธีดำเนินกิจกรรมที่ใช้มาตลอด นั่นคือการเปิดกว้างให้คนทั้งหลายได้มีโอกาสร่วม ในหลากหลายทาง หากแต่นั่นไม่ตรงบัญญัติของพระภูมี วันนี้เมื่อจะเดินให้ตรงแนว จึงต้องปิด

วิธีตามครรลองจึงมีให้เลือกเพียงสองสิ่ง อย่างแรกก็คือ ทำกิจการธุรกิจบุญ หาจิตอาสา. หาแนวร่วมทีีใจตรงกัน มาดำเนินธุรกิจแล้วนำกำไรมาทำกิจกรรม

แนวทางนี้หลวงพ่อนิพนธ์เห็นชอบ แต่ก็ไม่รู้จะไปรอดหรือไม่ เพราะขึ้นกับสมาชิก และก็ต้องเหนื่อย เพื่อให้กำไรเพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรม

แนวทางหลังเป็นแนวทางที่แม่ชี้เมี้ยนทรงชี้ให้เดิน เป็นทางสบาย หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ปฏิเสธเสมอมา นั่นคือ ให้นั่งเฉยๆ หากมีใครมาอยาหทานสมุนไพร ก็บอกวัตถุดิบ ที่จะใช้ทำสมุนไพรให้เขาไปหามาให้แล้วก็ทำสมุนไพรให้เขาไป วิธีนี้ไม่ต้องยุ่งยากลำบากหาสมุนไพรแต่ประการใด. แต่ด้วยความเมตตาหลวงพ่อนิพนธ์เกรงว่าลำบากคนป่วยจึงพยายามรับภาระนี้. ไม่ยอมใช้ตลอดมา

ปีใหม่นี้ วิธีแรกจึงถูกนำมาใช้ก่อน หากถึงที่สุดมันไปต่อไม่ได้ ไม่มีคนสนับสนุน ก็คงต้องใช้วิธีของแม่ชีเมี้ยน. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ใครคิดอย่างไรไม่รู้ แต่เราคิดว่าแม่ชีเมี้ยนรู้แจ้งแทงตลอดนิสัยคนไทย จึงให้วิธีนี้เป็นทางแก้. ไม่ต้องขายสมุนไพร. ก็ได้แต่หวังว่า อย่าให้ต้องใช้วิธีของแม่ชีเมี้ยนเลย เพราะนั่นหมายถึงน้ำใจคนไทย มันแล้งเกิน

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เกร็ดเล็กๆ


หนุ่มน้อย อายุ ๑๔ ปี พาแม่จากจังหวัดอื่น มาพักกับญาติ ที่ จ.กาญฯ แล้วก็พาแม่ผู้ซึ่งเป็นมะเร็งเต้านม มาฟื้นฟูที่มูลนิธิไทยกรุณา โดยการขับซาเล้ง พ่วงแม่มา

ผลก็คือ การสะเทือนในการมาแต่ละครั้ง ทำให้เลือดทะลักออก ที่แผลมะเร็งเต้านม และคนป่วยก็อ่อนเพลียในการเดินทางมาก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอนุญาตให้เขาและแม่ พักฟื้นฟูที่มูลนิธิ พร้อมกล่าวว่า เอ็งก็ทำบุญให้แม่บ้าง อย่านิ่งดูดาย กิจการในมูลนิธินี้ทุกสิ่งอย่าง เป็นบุญมาเลี้ยงแม่เอ็งได้ทั้งนั้น

เราท่าน จึงอาจเห็นเด็กหนุ่ม ก้มหน้าก้มตาทำงานในมูลนิธิ อย่างเต็มที่ด้วยความรักแม่ ... และสิ่งที่เกิด ผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียว ตอนนี้ แผลมะเร็งที่เต้านมของแม่แห้งลง และไม่มีเลือดไหลแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้ข้อคิดพิจารณาว่า การทานสมุนไพรก็ทานเหมือนกัน ชนิดเดียวกัน ปริมาณเท่ากัน แต่ทานที่บ้านมันหยุดอาการที่เลวร้ายเช่นนี้ไม่ได้ แต่เมื่อมาทานที่สถานที่ของแม่ชีเมี้ยน มีกิจกรรมควบคู่ไป ทานสมุนไพรเหมือนกัน เท่ากัน แต่มันหยุดได้ ...

เราท่านควรพิจารณา ว่าสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน มีคุณค่าอย่างไร ... สิ่งที่เราท่านกำลังเผชิญ คือของจริง เจ็บจริง ตายจริง ... สิ่งที่เราท่านกำลังทำ มันจริง หรือ เล่น ... จะไปสู้กับคู่ต่อสู้ได้ไหม

เรียนรู้เขา รู้เรา ไม่ต้องรอหมอ ก็รู้เองได้ว่า ผลของการศึกจักเป็นเช่นไร

หวูดสุดท้าย

หลวงพ่อนิพนธ์ประกาศดีเดย์ ในวันที่ ๑ มกราคม ๕๘ นี้ ในการเริ่มทำตามคำบอกของแม่ชีเมี้ยน นั่นคือ การลดคน หรือ คัดคนที่ไม่มีความพร้อม ไม่มีคุณสมบัติออกไป

คนที่เหลือ คนที่ทำได้ ก็ต้องจัดสมุนไพรให้อย่างเต็มที่ เต็มพิกัด นั่นหมายถึง สงครามระหว่างโรค กับ สมุนไพร บังเกิดขึ้นแล้ว

ผลที่ได้ จะเกิดเป็นรูปธรรม และรูปรอย ในการปฏิบัติตามคำสอนของพระภูมี ให้คนที่มาทีหลังได้พิจารณา แล้วเลือก

สำหรับคนไข้มะเร็ง ขาดแม้นแต่เพียงสัปดาห์เดียวก็ไม่ได้ นอกเสียจากได้รับการอนุญาตจากคุณดา

คนที่ขาด มูลนิธิจะถือว่าท่านสละสิทธิ์ และไม่มีการรับเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่อีกเด็ดขาด เพื่อเปิดโอกาสให้คนใหม่ ที่มีความพร้อม เห็นค่าของชีวิต มีวันเวลา มีคุณสมบัติ ได้มีโอกาส

เมื่อเน้นการเดินตามรอยพุทธประวัติ นับแต่ต้นทาง คือที่มาของสมุนไพร ไปจวบจนปลายทาง ให้อยู่ในครรลองของบัญญัติพระภูมีแล้วไซร้ มาดูกันว่าคำตรัสของแม่ชีเมี้ยนที่ว่า หนทางนี้ เป็นหนทางที่ให้ผลเลิศ และรวดเร็ว จริงหรือไม่

สมาชิกก็ต้องทำใจ ที่ปีหน้า เพื่อนสมาชิกที่เห็นกัน ก็อาจหายไป ถูกคัดออกไป เพราะเมื่อหวังผล ก็ไม่เน้นปริมาณ เอาคนที่ทำได้ ก็ควรทำใจไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่คนอื่นเขาไม่ทำ ก็จะร้้งไว้ เมื่อเขาหลุดลอย ก็เลยหลุดตามเขาไปด้วย ... เรื่องของชีวิต เป็นเรื่องโดดเดี่ยว ชีวิตใคร ชีวิตมัน ช่วยกันไม่ได้เลย ใครทำใครได้

สำหรับสมาชิกมะเร็ง ที่ไปมาไม่สะดวก ก็อนุญาตให้มาพักฟื้นฟูที่มูลนิธิได้ โดยขออนุญาตจากหลวงพ่อนิพนธ์ ซึ่งตอนนี้ ก็ได้รุ่นพี่ที่หายจากมะเร็ง มาเป็นจิตอาสา เป็นพี่เลี้ยง และก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะจะหาคนที่อาการหนักกว่าท่านนี้ก็คงยาก เพราะตัวเธอเอง เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หมอไม่รับรักษาแล้ว ให้กลับไปรอตายที่บ้าน ครอบครัวซื้อโลง ตั้งไว้ข้างเตียง พร้อมยกใส่ลงโลง จนเพื่อนบ้านมาบอก ก็หอบหิ้วมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ตัวดำเป็นเหนี่ยง หัวโล้นไม่มีผม แต่ก็อยู่มาถึงวันนี้ เข้าปีที่ ๕ แข็งแรง จนกลายมาเป็นพี่เลี้ยงมะเร็งในปัจจุบัน

หากไม่มีข้อผิดพลาด หลัวจากวันงานแม่ชีเมี้ยนในวันที่ ๑๗ มีนาคม ศกนี้แล้ว ก็ได้เวลา โชว์ไทม์ นั่นคือ การนำผู้ป่วยมะเร็งที่สาหัส กลุ่มหนึ่ง ที่พิจารณาคุณสมบัติตั้งแต่ต้นปี มาเข้าคอร์สเต็มรูปแบบ นั่นคือ เมื่อผ่านการฟื้นฟูด้วยสมุนไพรระดับหนึ่ง คุณสมบัติถึง ก็ให้เริ่มทานยาตัด ซึ่้งเป็นยาสมุนไพรที่สร้างชื่อของถ้ำกระบอก

นั่นหมายความว่า กลางปีนี้ เราจะได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ ในศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ... ไม่ใช่ลอยมาจากฟ้า แต่มาเดินกันให้เห็น ตัวเป็นๆ เดินกันเต็มไปหมด ก็ล้วนแล้วคนที่หมอทิ้ง ...

คำเตือนสุดท้าย ไม่พร้อม ไม่มีวันเวลา ไม่เห็นค่าชีวิตตน ... ยังไม่ต้องมา รอดูคนที่พร้อมก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ โอกาส... มีหนเดียว

คนที่มาแล้ว ปรับตัวไม่ทัน ... ท่านก็จะกลายเป็นตำนานของยักษ์หน้าโบสถ์ ให้คนมาดูมาอ่าน ... สิทธิ์ของท่านหมดลงแล้ว อยากสักฉันใด ก็เข้ามาไม่ได้

งานนี้ ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า อาการหนักแค่ไหนก็ไม่กลัว แพ้ชนะวัดกันที่ใจ

จบหลักสูตร รับปริญญา ตรวจแล้วไม่มีเชื้อแล้ว หายโรคแล้ว จะหายไปจากที่นี่ ไม่มาอีก ก็ไม่ว่ากัน แต่ตอนเรียน ห้ามขาด

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ธุรกิจบุญ


นับจากนี้ไป ภาพทีเห็นในอดีต คือ การบริจาคเงินเพื่อร่วมช่วยซื้อสมุนไพร ในโอกาสต่างๆ ก็จะจางหายไป

สิ่งที่จะมาแทน นั่นก็คือ การเลียนแบบม๊อบ อันได้แก่การดำเนินธุรกิจ แล้วให้เหล่าสมาชิกมาอุดหนุน แล้วนำกำไรที่ได้เข้ากองทุน เพื่อใช้ในการดำเนินการ

หมายความว่า ตั้งแต่นี้ไป หากใครอยากจะช่วยสนับสนุน ส่งเสริมกิจกรรมของมูลนิธิ ก็มีช่องทางเดียวนั่นคือ ซื้อของ หรือ กินอาหาร ของมูลนิธิฯ เท่านั้น

เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ก็มีกรรมการที่มีความสามารถในการทำขนมเค้ก และคุ๊กกี้ มาทำให้ โดยจัดเป็นกล่องของขวัญ ที่ใช้มอบให้แก่กัน ในเทศกาลปีใหม่

ท่านใดอยากช่วยมูลนิธิ ก็ไปช่วยกันซื้อ สั่งจองได้ที่ คุณอ้อ คุณฝน

และหากท่านใด มีความสามารถหาของดี ราคาถูก จะนำมาให้มูลนิธิจัดจำหน่าย แล้วแบ่งกำไรให้แก่มูลนิธิ ก็ยินดี (เอาทุนกลับคืนไป)

นั่นหมายความว่า ปีหน้า การได้มาซึ่งสมุนไพร ก็จะมีที่มาจากการให้ตั้งแต่ต้นทาง จนถึงมือผู้รับ

และด้วยเหตุนี้เอง ผู้ให้ทุกคน ล้วนแล้วแต่หวังบุญ เพื่อมาช่วยตน ดังนั้น การใช้จึงจำเป็นต้องทำให้เกิดผลอย่างเต็มที่ เพื่อผลที่จักย้อนคืนไปแก่ผู้ให้ มาตรการการคัดคนออก หรือ คนที่ไม่มีคุณสมบัติ ก็ไม่ควรได้โอกาส เพราะทานแล้วไม่เกิดผล จึงมีความจำเป็น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวย้ำ หมดเวลา เมตตา กรุณา มุทิตา แล้ว ถึงบท อุเบกขา เมื่อผู้ให้พร้อม ผู้รับหรือผู้ทานก็ต้องพร้อมยื่นมือมาตบเช่นกัน เพื่อให้เกิดเสียงหรือเกิดผล ผู้ใดไม่พร้อม ถูกคัดออก ก็ว่ากันไม่ได้

คัดเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ มีวันเวลา มีความพร้อม อาการจะสาหัสแค่ไหนไม่กลัว ขอให้ไปในทิศทางเดียวกัน ตามครรลองของศาสนา

อาจจะเริ่มพิจารณาจากการขาด เป็นหลัก แล้วก็ตามติด คือ พฤติกรรม แม้นบางท่านจักดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่นั่นคือคุณสมบัติ อาทิเช่น ทิ้งขว้างของ หยิบชามไปใช้แล้วทิ้ง ไม่นำกลับมา ทิ้งขยะให้เป็นภาระ หรือทิ้งขว้างถุงลงบ่อ

หากพิจารณาในรายละเอียด นั่นคือ ผู้ให้ให้ชีวิต เป็นของสูงค่า ไม่ต้องการเงินทองตอบแทน แต่พฤติกรรมต้องมี แม้นแต่ถุงทิ้งไปในน้ำ ก็ทำให้ปลาตายได้ ... นาทีนี้ เรือชีวิตกำลังจะจม บาปแม้นเพียงน้อยนิด ก็จมเรือได้ ... รายละเอียดที่เห็นว่าเล็กน้อย แต่มีผลเกี่ยวพัน ... ไม่เห็นค่าชีวิตผู้อื่น แล้วจะกอบกู้ค่าชีวิตของตนได้อย่างไร ไม่มีทาง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงออกตัวไว้ก่อนเลยว่า หากท่านไม่มีคุณสมบัติ ก็ต้องขอให้ออกจากสมาชิก ว่ากันไม่ได้ เพราะท่านทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ ... ไม่ต้องรอผล ด้วยรู้กันดีว่า ไม่มีทางสำเร็จ เสียเวลาทั้งสองฝ่าย

คนให้เขารอบุญอยู่ .. หมดเวลาทำทิ้ง ทำขว้างแล้ว หากสู้ มีคุณสมบัติ จักเสียสมุนไพรสักปานใด หลวงพ่อนิพนธ์ก็จักหามาให้ไม่ขาด ไม่ต้องการปริมาณ ขอเฉพาะคนที่มีคุณภาพ มีใจ เท่าไหร่ก็เท่านั้น

ไม่อุตริ

ความสามารถในการฟื้นฟูอวัยวะ หรือพูดให้ฟังง่าย ก็คือ การฟื้นฟูธรรมชาติของร่างกาย ด้วยวิธีการสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็มีขีดจำกัด

หากเป็นโรคอื่นๆ ก็มักไม่ค่อยมีปัญหา ด้วยโรคเหล่านั้น ไม่ได้ทำลายซึ่งอวัยวะ หากแต่โรคมะเร็ง ที่เรียกกันว่าร้ายแรง ก็เพราะมันทำลายอวัยวะนั่นเอง

การฟื้นฟูอวัยวะในส่วนที่ถูกทำลายโดยสิ้นเชิงนั้น จึงเกินกว่าขีดความสามารถของสมุนไพร

ตัวอย่างที่เด่นชัดในตอนนี้ คือ คนไข้มะเร็งท่านหนึ่งที่เป็นมะเร็งที่ปาก หมอทิ้ง อาการที่ปรากฎคือ ปากแหว่ง เนื้อเน่าส่งกลิ่นเหม็น

หลังจากผ่านการให้สมุนไพรอย่างเต็มที่ ผ่านไปไม่นาน เนื้อที่เน่าก็แห้งลง กลิ่นเหม็นก็หายไป กลายกลับมาเป็นเนื้อแดง และรอวันเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ที่ทำไม่ได้คือ ทำให้เนื้อที่แหว่งไปซึ่งกว้างพอสมควร กลับมาได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า อันนี้จึงจำเป็นต้องพึ่งหมอศัลยกรรม ซึ่งจัดได้ว่ามีฝีมือ และทำได้ดี

การเกื้อกูลกัน รู้หน้าที่ จึงทำให้ผลที่เกิดกับคนป่วย ได้ผลสูงสุด

เฉกเช่นเดียวกัน เมื่อคนป่วยได้รองพื้นด้วยสมุนไพร จนร่างกายมีกำลังพอ และมีคุณสมบัติ ในอนาคต เพื่อให้ผลได้รวดเร็ว ก็จะจัดให้ทาน ยาตัด ทั้งนี้ สมุนไพรชนิดนี้ หมอแผนปัจจุบัน ชื่อก็เพิ่งเคยได้ยิน หรือพอได้ยินมาบ้าง หากแต่อาการที่พึงเกิดในขณะที่สมุนไพรทำงาน นั้น ไม่เคยรู้เลย

หมอที่มีใจ อยากช่วย จึงเรียนถามว่าแล้วจะทำอย่างไร คำตอบก็คือ หมอก็ต้องลองทานก่อนนั่นเอง

เมื่อทั้งสองส่วนร่วมมือกัน ก็จะปิดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุทำให้คนป่วยเสียชีวิตได้ เพราะการทานยาตัด ในบางคนบางกรณี ก็อาจเกิดอุบัติเหตุ อาทิ เสลดพันคอ หายใจไม่ได้ ซึ่งการใช้เครื่องมือแพทย์สมัยใหม่ ก็สามารถแก้ไข อาการปัจจุบันทันด่วนแบบนี้ได้ดี

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ มีสมุนไพรดี แล้วก็ไม่ใช่จะต้องอวดเก่ง สิ่งใดที่ทำได้ ก็ทำ สิ่งใดที่วิทยาการสมัยใหม่ ทำได้ดี ก็ต้องยกให้

ความต่างของการใช้่สมุนไพรก็คือ การผ่าตัด ศัลยกรรม ใดๆ ต่อคนไข้มะเร็ง นั่นก็ต้องหลังจากการฟื้นฟูเสร็จสิ้นแล้ว ร่างกายไม่มีเชื้อมะเร็ง หากทำในขณะที่เชื้อยังอยู่ นั่นเสมือนแหย่รังแตน มันจะกระจาย ทีนี้ก็ยากแล้ว แต่หากฟื้นฟูเสร็จสิ้น การศัลยกรรมนั้น ก็ไม่ส่งผลเสียใดๆ ทำได้ ปากแหว่งหรือ ก็เอาเนื้อที่ก้น ไปปะก็กลับมามีปากที่สมบูรณ์เหมือนเดิม

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความต่างของคำสอน


การสวดมนต์มีความสำคัญ และการฟังคำสอนก็ยิ่งมีความสำคัญ

มนุษย์ชอบความสบาย ชอบทำตามนิสัย จึงไม่แปลกที่หลายคน พยายามหลบ พยายามเลี่ยง ไม่สวดมนต์บ้างหล่ะ ไม่ฟังบ้างหล่ะ หรือ แม้นกระทั่ง อยากนั่งในที่สบายๆ

การแบ่งแยกกลุ่มคนไข้ออก ย่อมมีความหมาย หากใครพิจารณาคำสอน ก็จะพบว่า การสอนคนไข้เก่าที่อาคารแม่ชีเมี้ยน มีความแตกต่างจาก คำสอนที่สอนให้แก่คนไข้มะเร็ง อัมพฤกต์ และคนไข้ใหม่่ ที่ศาลามะเร็ง

หากดูรายละเอียด ก็จะพบว่า คนไข้เก่า คือกลุ่มคนไข้ที่มีวันเวลา มีความเชื่อมั่นในสมุนไพร ทำให้สามารถยืนระยะในการทานสมุนไพร หลายคนก็เป็นปี หลายคนก็มาหลายปีแล้ว

ในขณะที่คนไข้มะเร็ง คนไข้อัมพฤกต์ และคนไข้ใหม่ กลุ่มคนเหล่านี้ เรียกได้ว่า โรคที่เป็นยังไม่ร้ายเท่าไหร พอสู้ไหว แต่จิตใจของคนกลุ่มนี้ เปราะบางเหลือเกิน พร้อมล้มทุกเมื่อ ขาดจิต ขาดวิญญาณ ในการต่อสู้

นี่เองจึงเป็นสาเหตุหนึ่งในการแยกกลุ่ม แล้วแยกคำสอน

กลุ่มอาคารแม่ชีเมี้ยน เน้นไปที่ความถูกต้อง ในพฤติกรรม การกระทำ เรียกว่า ชี้ให้เห็นช่องทาง ให้พิจารณาแล้วเดิน ว่าจะเดินอย่างไร เรียกว่าคัดหางเสือให้ถูกทิศ

ในขณะที่อาคารมะเร็ง ชี้ให้เห็นแสงที่หลายอุโมงค์ และหนทางที่ไปว่ามีคนทำได้ เพื่อให้เกิดกำลังใจ ความฮักเหิม ในการที่จะช่วยตน เป็นสำคัญ

ใครที่ไหนว่าแน่ เรียนรู้ได้โดยไม่มีครู ไม่มีหรอก ... ยิ่งเรื่องของศาสน์ด้วยแล้ว หากแม่ชีเมี้ยนไม่นำมา ศาสน์อันนี้ก็ถูกกลบฝัง ยิ่งไปควานหากับพระ กับหนังสือตำรา ยิ่งห่างไกล ข้อพิสูจน์ย่อมเห็นชัดว่า ความรู้อื่นใดในโลก ที่ร่ำเรียนกัน หากเป็นเรื่องของชีวิต ช่วยไม่ได้เลย ทำสักฉันใด ก็ไร้ผล ยิ่งไปกว่านั้น หมองูตายเพราะงู คนสอนเองยังไม่รอดเลย ก็มีให้เห็นกันดาษดื่น หมอเป็นหมอก็ตาย

เราจึงอยากเตือนว่า มาตรการที่หลวงพ่อนิพนธ์ออกมาอย่างแรก คือ การไม่ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมของชีวิต นั่นคือ อยากมาก็มา อยากหยุดก็หยุด นั่นคือ กรรไกรตัดความสัมพันธ์เล่มแรก หากแม้นมาแล้ว ไม่อยากสวดมนต์ ไม่อยากฟัง เราก็คืดว่า สิ่งนี้คือกรรไกรเล่มที่สอง เป็นมาตรการต่อไปในการตัดสัมพันธ์ ระหว่างที่นี่กับคนป่วย .... ที่น่าจะนำมาใช้เป็นอันดับต่อไป

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ ในการฟื้นฟูตน นั่นคือ แพ้ชนะวัดกันที่ใจ และพฤติกรรมการกระทำ ย่อมเป็นตัวแทนของใจ ดั่งคำกล่าว "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" เมื่อพฤติกรรมกายปรากฎ ย่อมสะท้อนว่าพฤติกรรมของใจเป็นเช่นไร เมื่อไม่พร้อม ยังไม่ต้องมา เพราะนั่นหมายถึง โอกาสวันนี้จะหมดไป และปิดโอกาสของวันหน้า ไม่เพียงแต่ตน แม้นญาติมิตร ประตูนี้ก็ยากจะเปิดรับ ... นั่นแลที่มาของ ยักษ์หน้าโบสถ์ในตำนาน ต่อให้ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า ... หลวงพ่อนิพนธ์ก็คงไม่ชายตามอง เพราะถึงบทถึงตอน ธรรมหมวดอุเบกขาแล้วนั่นเอง จึงไม่มาเสียเวลากับคนที่ไม่มีคุณสมบัติ แล้วทุ่มไปที่คนที่อยากได้ ให้รอด นั่นเอง

เส้นทางนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ย้ำเสมอ ถูกต้อง รวดเร็วที่สุดในการฟื้นฟูตน แต่ทำไมเราท่านมาใช้ มันจึงล่าช้า ... ก็เพราะขาดองค์ความรู้ เพื่อไปปฏิบัตินั่นเอง ... ถ้าคิดว่าตนรู้แล้ว ทำถูกแล้ว ไม่อยากฟัง ... นี่แหละคืออุปสรรคใหญ๋ ขนาดพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ยังกลัว คนแบบนี้เลย

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประกาศ ขอจิตอาสา


สมุนไพรเขียว เป็นสมุนไพรหลัก ที่ทุกคนทาน หากแต่เป็นสมุนไพรที่ใช้ใบในการนำมาปรุง ดังนั้น ทุกปี เมื่อเข้าหน้าหนาว จึงมักมีปัญหาในการหาใบยา เนื่องจากเมื่อลมหนาวมา ต้นก็จักทิ้งใบ ดังนั้น การที่จะทำให้มีทานตลอดจนกว่าจะผ่านฤดูหนาวนั้น จึงยากลำบาก และต้องใช้วิธีการลดปริมาณการแจก เสมอมา

หากแต่ในปีหน้า เพื่อให้ปริมาณสมุนไพรเพียงพอ ในการสู้ศึก โดยเฉพาะคนไข้มะเร็ง ที่ต้องใช้ปริมาณมากกว่าโรคทั่วไป มูลนิธิจึงจำเป็นต้องเร่งเก็บใบยา แล้วนำมาแช่ในห้องเย็น เพื่อเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาวนี้

ดังนั้น จึงใคร่ขอเรียนเชิญผู้ที่อยากเป็นจิตอาสา ไปช่วยกันเก็บใบยาเพื่อสต๊อคไว้ให้มากที่สุดก่อนใบจะร่วง ผู้ใดสนใจ สามารถติดต่อได้ที่ คุณอิ๊ด 089 414 8920 ผู้เป็นหัวหน้าชุดเก็บใบยา อนึ่งการเก็บใบยา จะกระทำในทุกวันเสาร์ ท่านใดสนใจร่วมกิจกรรมนี้ ก็เรียนเชิญมา ณ ที่นี้

หมายเหตุ
หลวงพ่อนิพนธ์อยากให้คนที่ไป ได้สัมผัสกับผลแห่งการให้ หรือ ที่มักเรียกว่า แรงต่อแรง โดยดูจาก คุณแตน ผู้เป็นมะเร็งปอด ตัดปอดไปข้างหนึ่ง และเป็นมะเร็งลำไส้ ตัดแล้วเช่นกัน ..

ผู้ซึ่งหมอให้นับวันถอยหลัง และรอหมดแรงไปทีละน้อย จนหมดลม แล้วมาใช้หลักการนี้ จากคนเดินสี่ห้าก้าว ก็ต้องพักหอบเหนื่อย หลวงพ่อนิพนธ์ให้มาอาสาเก็บใบยา จากเริ่มนั่งเด็ด เพราะเดินไม่ไหว แล้วก็มาเด็ดต้นที่เด็ดง่าย

มาวันนี้ คุณแตน สามารถปีนต้นยาขึ้นไปเก็บ และอยู่มาแปดปี เดินขึ้นเขาไปเก็บใบยาได้สบาย ใครมีโอกาสได้ไปเก็บใบยา ก็หาโอกาสนั่งคุย ... จนทุกวันนี้ คุณแตน กลายเป็นคนไข้ที่หมอโรงพยาบาลดังของรัฐ ใช้อ้างเป็นกรณีตัวอย่างของการผ่าตัดมะเร็ง โดยให้ไปตรวจร่างกายปีละครั้งฟรีทุกปี โดยที่คุณแตนไม่เคยบอกหมอเลยว่า ยาเคมีที่ให้มา ไม่เคยทานเลย คีโมก็ไม่เอา ตรวจเฉยๆ

และทุกครั้ง คำกล่าวของหมอที่คุณแตนมักเล่าให้ฟังเสมอ ก็คือ คนไข้กรณีเดียวกัน กับคุณแตน ที่มารุ่นเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็ตายไปหมด ที่เหลือ ก็ไม่มีใครเดินขึ้นกระไดไปหาหมอไหวแล้ว เพราะห้องตรวจ ที่โรงพยาบาลไม่มีลิฟต์ ต้องเดินขึ้นไปชั้นสอง ... เหลือแต่คุณแตนคนเดียว ถ้าเป็นฝรั่งได้ยินเรื่องนี้ ก็ต้องทึ่ง .. แต่คนไทยฟังแล้ว เฉย.. ไม่รู้สึก

เข้าสู่โหมดตนพึ่งตน

เมื่อการฟื้นฟูตน กำลังเข้าสู่โหมด ตนพึ่งตน เต็มตัว ในปีหน้า สิ่งที่ต้องทำให้สอดคล้องกัน นั่นคือที่มาของสมุนไพร ก็ต้องเข้าโหมดตนพึ่งตน เพื่อความสมบูรณ์เช่นกัน

นั่นหมายความว่า ประตูบุญที่เคยเปิด ก็จะกำลังถูกปิดไปอีกบาน อันหมายถึง การบริจาคเงินช่วยเป็นกองทุนสมุนไพร ก็จะไม่มีเหมือนในอดีต จะมีก็แต่วันเดียวในรอบปี ที่มีโอกาสจะเปิดบาตร นั่นคือ วันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน

ก็แล้วค่าใช้จ่ายที่จะมาดำเนินกิจกรรมจักทำอย่างไรเล่า หลักตนพึ่งตน ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็ชี้ช่อง อาศัยความร่วมมือร่วมใจของเหล่าสมาชิกนั่นเอง

รายได้ที่จะพึงเกิด เพื่อรวบรวมมาเป็นกองทุนส่วนกลางในปีหน้า จึงมีจุดเริ่มจากน้ำจิตน้ำใจ และน้ำแรง ใครมีแรงมาช่วยกันทำในสิ่งที่ตนเองถนัดและมีฝีมือ ทำอาหารเป็น ก็มาทำอาหาร ทำขนมได้ ก็มาทำขนม มีของดีอย่างไร ไม่ว่าทำเอง หรือ หาแหล่งที่ถูกได้ ก็นำมาเสนอ แล้วขายให้แก่สมาชิกในราคาที่ถูก

ต้นทุนการนำมา ก็จะให้กลับคืนไป ส่วนต่างกำไร ก็จะจัดเข้ากองทุนสมุนไพรทั้งหมด

ดังนั้น ปีหน้า มูลนิธิ ก็จะมีตลาดย่อมๆ มีสินค้าที่หลากหลาย ให้เพื่อนสมาชิกได้อุดหนุน เป็นสิ่นค้าดี ราคาถูก

ใครอยากร่วมกิจกรรมนี้ ในท้องถิ่นของตน เห็นสินค้าดีมีคุณภาพ อยากช่วยคนทำ และช่วยมูลนิธิไทยกรุณา ก็นำมาเสนอได้

สิ่งเก่าคือ การเปิดรับบริจาค ก็จักไม่มีต่อไป สิ่งใหม่ ก็คือ โรงทาน ที่เป็นแหล่งทุนในการจัดซื้อสมุนไพร ที่อยู่ในรูปของตลาดสินค้า อยากช่วยกิจกรรมของมูลนิธิ ก็ไปช่วยกันซื้อ

หากวงจรนี้ทำให้การดำเนินการอยู่ได้ นั่นก็หมายความว่า สถานที่นี้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐ หรือ งอนง้อเศรษฐีใด .. การดำนเนินการก็จักเป็นไปในตามครรลองคลองธรรม ผู้ที่มาใช้บริการในการฟื้นฟูตน ไม่ว่ายากดี มีจน ก็มีโอกาสมารับน้ำใจจากคนในมูลนิธิได้เหมือนกัน

นี่แหละ สายธารแห่งคุณธรรม คนละหยด ก็เพียงพอเหมือนทำตนเป็นเม็ดทราย แม้นเจดีย์จะใหญ่สักฉันใด เม็ดทรายเล็กๆรวมกัน ก็ก่อขึ้นมาได้

เมื่อตลอดเส้นทางของการฟื้นฟู ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แล้วไซร้ อันหมายความถึง มีรากฐานที่มาจากการให้ จากคุณธรรมน้ำจิตน้ำใจ แล้วไซร้ ... ทีนี้มาลองดู ปาฏิหาริย์ หรือฤทธิ์ที่พึงเกิด ... สมุนไพรพร้อม คนให้ คนทาน พฤติกรรม พร้อม ... เราท่านจักเห็นคนหายโรคเดินกันให้เกลื่อน เป็นดินแดนมหัศจรรย์ นั่นคือแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน อย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เราเป็นแบบไหน


การเปิดรับคนไข้มะเร็ง ก็มีคนทยอยมาขออนุญาตพักฟื้นที่มูลนิธิไทยกรุณา หากแต่โรคไม่น่ากลัว นิสัยคนสิ นี่ซิน่ากลัว

รายหนึ่ง คีโมมา เละทั้งตัว มาพักฟื้น หยุดยาเคมี อยู่ได้ไม่กี่วัน ก็บอกไม่ถูกชะตากับที่นี่ ไม่มีวิปัสสนา กรรมฐาน สร้างบุญ จะขอกลับบ้าน หลวงพ่อนิพนธ์ก็อนุญาติ

คนไข้รายนี้เนื่องจากโดนคีโม ทำให้มีอาการนอนไม่หลับ จึงต้องใช้ยานอนหลับช่วย เมื่อขอกลับบ้านก็รอคนมารับ จึงขอพักอีกคืน ปรากฎว่า คืนนั้นเธอนอนหลับสนิท แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จึงขออยู่ต่ออีกสองสามวัน

ผ่านไปสามวัน ก็เป็นสามคืนที่นอนหลับได้อย่างเป็นสุข เธอบอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่าเธอเปลี่ยนใจแล้ว ไม่กลับ จะขออยู่ต่อ แต่ขอถามว่า อีกกี่วันจะหาย ...

อีกราย เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง บวมปูด กระจายไปทั่วตัว หลวงพ่อนิพนธ์บอกต้องหยุดอาการบวมให้ได้เร็วที่สุด จึงให้เธอมาพักฟื้น ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ อาการบวมของเธอเริ่มลดลง แต่อาการที่มาแทน นั่นคือ อาการปวด

เธอบอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ทำไมทานสมุนไพรแล้วจึงปวด เมื่อก่อนไม่เคยปวดเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นี่แหละคือการขาดความรู้ แล้วก็ไปโทษสมุนไพร เรียกว่าขาดกตัญญู อาการที่เกิด ก็เพราะร่างกายเริ่มฟื้นฟูเซลล์กลับมาได้ อาการบวมจึงลดลง เมื่อเซลล์ฟื้น ก็จะเริ่มรับรู้ เหมือนยามเป็นแผล ย่อมเจ็บเป็นธรรมดา

อีกรายหนึ่ง อาการที่เกิดดูวิกฤตน่ากลัว เธอมีลูกสาวเป็นหมอ ไม่ว่าลูกสาวเธอจะพูดสักฉันใด โน้มน้าวสักฉันใด เธอยืนกรานว่า เธอเชื่อมั่น ศรัทธา เธอจะยอมตายอยู่ที่นี่แหละ ยังไงก็ไม่ไปโรงพยาบาล

เมื่อวิกฤตผ่าน อาการของเธอก็เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ

คนเป็นมะเร็งลำไส้ เมื่อร่างกายมีความสามารถ ก็ต้องไล่เลือด หนอง ของเสียออกจากร่างกาย การถ่ายออกมาเป็นเลือด และหนอง จึงเป็นเรื่องธรรมดา ดูแล้วน่ากลัว แต่นั่นแหละคือความปลอดภัย หากยังทิ้งให้ของเสียเหล่านี้อยู่ในร่างกาย อันตรายก็เกิดได้ทุกวินาที

องค์ความรู้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ก่อให้เกิดคุณสมบัติ ทุกคำพูดของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมีค่า อันหมายถึงชีวิต

น่าแปลกใจที่ว่า หลายคนกลับไม่ตั้งใจฟัง ไม่ให้ความสำคัญ นั่นแปลความว่า ชีวิตตนเองมันไร้ค่า ตีค่าชีวิตต่ำ ความรู้นี้ จึงสู้นั่งเล่นโทรศัพท์ นั่งอ่านหนังสือ นั่งทำงานดีกว่า ไม่อยากฟัง เสียเวลา ... ไม่เหมือนดูหนัง ดูละคร ตื่นตัว ตาโตยังกับไข่ไก่ นั่งจ้องตาไม่กระพริบ ไม่ให้ขาดแม้นแต่วลีเดียว ตอนเดียว

เมื่อวันหนึ่งมาถึง ก่อนจะเข้าสวรรค์ มันต้องผ่านประตูนรกก่อน จึงไม่มีองค์ความรู้ เพื่อให้ตนดำรงกรรมฐาน สงบนิ่ง เพื่อผ่านนรกได้ ... ที่สำคัญ ก่อให้เกิดจิตอกตัญญู อันเป็นคุณสมบัติที่ฟ้าดิน เขาถือ โทษสมุนไพรทำให้เป็นบ้าง โทษคนสอนว่าหลอกบ้าง ... ท้ายสุดจึงตกกระป๋อง ไม่ประสพผล อย่างดีก็แค่ยืดเท่านั้นเอง

ไปหาหมอ หาพระ หาเจ้า หา... อาการไม่ดีขึ้น และก็ไม่เคยถามเลยว่า จะหายไหม กี่วันหาย ...

เปิดม่าน


นับถอยหลังการเปิดม่าน เพื่อสู้ศึกมะเร็งเต็มตัว ด้วยสูตรสมุนไพรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา กำหนดปฐมฤกษ์ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘

นั่นหมายความ คนไข้มะเร็งที่เข้าคอร์สทุกท่าน จักได้รับสมุนไพรเต็มพิกัด โดยหลวงพ่อนิพนธ์จะพิจารณาเป็นรายบุคคล และติดตามทุกสัปดาห์

รายใดจำเป็นต้องกอบกู้วิกฤตเฉพาะหน้า ก็จะอนุญาติให้มาพักฟื้นฟู เพื่อให้พ้นช่วงวิกฤตได้ที่มูลนิธิ

หลังจากฟื้นฟูจนเห็นว่าพ้นวิกฤต ก็จะให้กลับไปฟื้นฟูที่บ้านเหมือนปกติ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อเป็นการทำเอาผล ก็ต้องคัดสรรบุคคลที่พร้อม มาจับมือร่วมกัน เพื่อให้ผลเกิด

นั่นหมายความว่า คนไข้มะเร็งจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรก จะเป็นคนไข้ที่มาแบบไม่หวังผล ไม่อยากมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับใดๆ ก็ให้รับสมุนไพรเหมือนคนไข้ปกติ ได้แค่ไหนก็แค่นั้น

กลุ่มที่สอง คือคนไข้ที่พร้อมรับกฎเกณฑ์ และหวังผลในการฟื้นฟูตน หลวงพ่อนิพนธ์ก็จักให้โอกาสทุกคน คนละครั้ง

นั่นหมายความว่า คนไข้มะเร็งกลุ่มนี้ ต้องมีวันเวลา ต้องสามารถมาทำกิจกรรมได้ทุกสัปดาห์ หากติดธุระจำเป็นต้องแจ้งก่อน และพร้อมที่จะทำตามที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด คนไข้กลุ่มนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จะเป็นผู้ดูแลด้วยตนเองทุกคน และสั่งจ่ายสมุนไพรให้ พร้อมคำแนะนำ ทุกสัปดาห์

และเมื่อคนไข้กลุ่มนี้ คนไหนมีสภาพความพร้อม นั่นหมายถึงได้รับการปูพื้นสภาพร่างกายมาถึงระดับ ก็จะจัดสมุนไพร "ยาตัด" ให้ทาน ทั้งนี้เพื่อความไม่ประมาท ในอาการที่อาจเกิด เช่น เสลดพันคอ การทานนี้ได้รับความร่วมมือจากแพทย์ที่มีใจมาดูแลเสริม ในกรณีที่ต้องใช้เครื่องมือ เพื่อแก้ไขอาการปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้ เพื่อให้ความปลอดภัยสูงสุด

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงคาดการณ์ว่า คนไข้มะเร็งกลุ่มนี้ ก็น่าจะเห็นผลได้ภายในไม่เกิน ๖ เดือน

หากคนไข้ท่านใด ที่แสดงคุณสมบัติความไม่พร้อมออกมา อาทิเช่น ไม่พร้อมจะมา หรือ มาได้บ้างไม่ได้บ้าง ทางมูลนิธิจะตัดสิทธิ์ และให้ออกจากสมาชิกทันที ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่มีความพร้อม ที่รออยู่เข้ามาแทน

อนึ่ง สมุนไพรที่ได้มาจากความร่วมมือของสมาชิกไม่ว่าทางใด ย่อมหมายถึง ผู้ให้ย่อมรอซึ่งผลบุญอันเกิดจากผลที่จะบังเกิดแก่สมาชิก ดังนั้น การเสียเปล่ากับสมาชิกที่ไม่มีความพร้อม นั่นหมายถึง การสูญเสียสมุนไพรโดยไม่ได้อะไรตอบกลับมาเลย ซึ่งผลก็คือ ผู้ให้ เหมือนข้าวรอฝน เพราะผลบุญแห่งการให้ไม่เกิด สิ่งนี้ทางมูลนิธิถือว่าเป็นความสูญเปล่า จึงจำเป็นต้องตัดสิทธิ์สมาชิกที่ไม่มีความพร้อมออก

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ในอดีตอยากให้คนได้มาทานสมุนไพร จึงเชิญชวนทุกรูปแบบ ให้คนได้มาลอง ธรรมที่ใช้ จึงเป็นการ เมตตา กรุณา มุทิตา มาตลอด มาวันนี้ ผลของสมุนไพร เป็นที่ประจักษ์ ถึงเวลาที่ต้องทำเอาผล ใช้สมุนไพรให้คุ้มค่า ให้แก่คนที่มีความพร้อม ธรรมที่ใช้ จึงมาถึงหมวด อุเบกขา แล้ว ... ใครไม่พร้อม ใครไม่เอา ถอยไป

ใครจะอยู่กลุ่มไหน วันที่ ๑ มกราคม ก็จะเปิดให้ลงทะเบียนยืนยันการเลือกกลุ่มอีกครั้ง ... ไม่บังคับ คนไข้มะเร็งนับพันคน เลือกคนที่พร้อม ... มีแค่ไหน แค่นั้น ส่วนที่เหลือ คนที่ไม่พร้อม อยากทาน ก็อนุญาติให้ทาน ได้แค่ไหน แค่นั้น อย่ามาคาดหวังผลการทานใดๆ

นั่นคือ ผลแห่งการฟื้นฟูตน หากแม้นมิใช่พรหมลิขิตแล้วไซร้ คนที่เชื่อ ศรัทธา แล้วทำตาม เท่านั้น จึงรับรองผลว่า รอด และหายแน่

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ตัวแม่


คำสอนที่เราท่านมักจะได้ยินเสมอว่า ในโลกนี้ไม่มียารักษาโลก .... อันหมายถึง โรคที่มาดับชีวิต หรือ โรคตายนั่นเอง ... คำถามก็คือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เหตุเพราะคนทั้งโลก มองโรคเป็นโรค นั่นเอง

หากแต่พระภูมี ผู้ซื่งตรัสรู้ความจริงของโลก พิจารณาโรค แล้วตรัสว่า โรคเป็นบริวารของกรรม คือ รูปธรรมของกรรม ที่ปรากฎ

ดังนั้น การแก้โรค ที่ถูกวิธี และถูกจุด ตรงประเด็น เบ็ดเสร็จ จึงจำเป็นต้องแก้ที่กรรม อันเป็นต้นตอ

หากแต่กรรม มีการก่อกำเนิด จากความคิดกรรม ก่อให้เกิดรูปธรรม คือ การกระทำ พฤติกรรม เมื่อจะแก้ จึงจำเป็นต้องเริ่มจากความรู้ เพื่อสร้างความคิดธรรม ก่อให้เกิดการกระทำ พฤติกรรม ของบุญ เป็นปฐมเหตุ

ส่วนโรคเป็นบริวาร เป็นปลายเหตุ เป็นรูปธรรม ก็อาศัยสมุนไพร ที่เป็นรูปธรรม เป็นบริวารของธรรม แก้ไข ซึ่งเป็นเรื่องง่าย ขอเพียงยืนระยะการทาน มีมาตรฐาน ของพฤติกรรมระดับหนึ่ง ก็จบแน่นอน

คำตอบ ที่ไม่มียารักษาโรค ก็ด้วยเหตุที่ว่า ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดเอาชนะกรรมได้ ไม่มีวิธีใดที่มนุษย์บัญญัติ สามารถสู้กรรมได้ ความจริงข้อนี้ ทำให้เมื่อวิทยาศาสตร์ถึงทางตัน จึงใช้วิธีการระงับอาการ หรือปฏิเสธปัญหา ด้วยการผ่าตัดทิ้งเสีย แล้วก็กล่าวอ้างว่าเป็นการรักษา ความจริงจึงปรากฎด้วยยอดผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ การจะใช้หลักสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ความเริ่มอาจจะมาจากการอยากหายโรค แต่นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของที่นี่ การหายโรคของที่นี่ แท้จริงก็เป็นแค่น้ำจิ้ม หรือของแถม ของแม่ชีเมี้ยนที่ให้ต่างหาก

จุดประสงค์ที่แท้จริง จึงอยู่ที่ตัวแม่ ตัวต้นเหตุ นั่นคือ กรรม หรือ นิสัยกรรมของเราท่าน ที่หากแม้นเราท่านได้ฟังธรรม แล้วพิจารณา นำไปปฏิบัติ เปลี่ยนนิสัยกรรม บางอย่าง ให้กลายเป็นนิสัยธรรม ได้แล้วไซร้ เท่ากับการกำจัดตัวแม่ ตัวต้นเหตุ อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ไปได้

ผลที่ได้ก็จักมหาศาล เพราะทุกข์ที่เกิดกับเราท่าน มิใช่แค่เพียงแต่โรคที่เป็น หายจากโรคนี้ ไปเป็นโรคอื่น ก็ทุกข์อีก หายจากโรค ไปประสพอุบัติเหตุ ก็ทุกข์เช่นกัน หรือประสพเรื่องอื่นใด ก็ทุกข์เช่นกัน ...

เป้าหมาย หรือจุดประสงค์ ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงเป็นการแก้ทุกข์ทั้งหมด ทั้งปวง มิใช่เพียงแก้โรค ผลของการแก้ก็มิใช่จบแค่ตน ยังกระจายไปยังคนในครอบครัว แลสังคมส่วนรวม

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่สอน จึงเป็นเรื่องของกรรม อันจำเป็นต้องใช้ความรู้ของพระภูมี คือ ธรรมคำสอน เพื่อใช้เป็นแนวทาง เสมือนหางเสือ ในการประพฤติตน ชีวิตจึงปลอดภัย พ้นกรรมได้

คนทั่วไป ฟังคำสอนแล้วจึงไม่ซึ้ง ปล่อยเลยผ่านไป สนใจหรือมุ่งแต่สมุนไพร เพียงเพื่อให้ตนหายโรค หากแต่คนที่วิกฤต จักพบว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง แม้นจักทานสมุนไพรสักเพียงใด อาการของตนก็ยากที่ดีขึ้น นั่นคือ ถึงทางตัน

หลวงพ่อนิพนธ์ก็จักชี้ให้เห็นว่า นั่นย่อมหมายความว่า ผลแห่งพฤติกรรม เป็นตัวชี้วัดว่า การทานสมุนไพรจักมีผลเป็นเช่นไร หากพฤติกรรมยังเหมือนเดิม เท่ากับปิดกั้นสมุนไพร หากแต่เมื่อใดที่มีการนำธรรมคำสอนของพระภูมีมาปฏิบัติ นั่นคือการเปิดประตู หรือทำให้อำนาจของสมุนไพร อุปมาเหมือนจากระเบิดธรรมดา ก็ถูกกระตุ้นให้กลายเป็นระเบิดปรมาณู

คำเตือนเล็กๆ ที่มีต่อคนไข้วิกฤติ ที่ถึงทางตัน จึงมักกล่าวว่า เรือชีวิตของเรานั้นปริ่มน้ำแล้ว นั่นหมายถึง กรรมแม้นอีกเพียงน้อยนิด ก็จมเรือชีวิตของเราได้ ณ.จุดนี้ เราจึงทำกรรมอีกไม่ได้เลย

แค่ด่าว่าคนใช้ ก็จมเรือเราได้แล้ว ในทางกลับกัน การรักษาอารมณ์ ไม่โกรธ ไม่ด่าว่าใคร ก็จึงเป็นการกู้เรือชีวิตของเราได้เช่นกัน

เคล็ดลับของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ที่ไม่กลัวใครขโมย หรือลักไปทำ ก็ด้วยเหตุที่ผูกติดกับพฤติกรรมนั่นเอง ดั่งคำพรของแม่ชีเมี้ยน ยิ่งให้ยิ่งเจริญ และสาปไปพร้อมกัน ที่ว่า ยิ่งขายยิ่งฉิบหาย

ในอดีต เราจึงไม่แปลกใจที่คนไข้เอดส์ ที่ฟื้นฟูตน จนหาย หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกำชับคนเหล่านั้นเสมอว่า อย่าทำบาป โดยเฉพาะเรื่องชุ้สาว หลายคนก็กลับไปแต่งงาน มีครอบครัวมีลูก อยู่มาจนทุกวันนี้ หากแต่หลายคนก็ยังละทิ้งนิสัยเดิมไม่ได้ ห้ามใจตนไม่ได้ หนีวังวนชู้สาวไม่พ้น คนเหล่านั้น ไม่มีใครรอดมาถึงทุกวันนี้เลย

สิ่งหนึ่งที่เราเห็นเป็นประจักษ์ คนที่รอดจากโรคด้วยสมุนไพร ร่างกายสู้ได้ ชั่วชีวิต จักไม่กลับไปเป็นโรคนั้นอีก คนไข้เอดส์ก็เช่นกัน แม้นหายเอดส์ แล้วทำตนไม่ได้ สิ่งที่เราเห็น นั่นคือ ไม่ได้ตายด้วยเอดส์ แต่ก็ไปเป็นโรคอื่นตาย ไตวายบ้าง ทานไม่ได้บ้าง ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกเสมอ โดยเฉพาะกับจิตอาสาว่า สิ่งที่กำลังต่อสู้ คือ กรรม ไม่ใช่โรค กรรมมันมีอำนาจ ที่สำคัญคือ มันรอได้ และไม่จำเป็นต้องอาศัยโรคนี้มาเข่นฆ่าเรา หรือทรมานเรา ... มันแปรได้ เป็นโรคอื่นก็ได้ เป็นอุบัติเหตุก็ได้ ...

เมื่อจะหนี ต้องหนีกรรม ไม่ใช่หนีโรค จึงจักพ้น ดังนั้น มิใช่หยุดแค่การทานสมุนไพรแล้วอย่างอื่นไม่สน พฤติกรรมต่างหาก ที่เป็นตัวตัดสินผล

ปริญญาในการฟื้นฟูตน ... จึงมีไว้ให้เฉพาะคนดีเท่านั้น ไม่คิดจะเป็นคนดี ไม่คิดจะเปลี่ยนพฤติกรรม สมุนไพรอย่างดีก็แค่ยืด หรือทำให้หายโรค แต่ทำให้ชีวิตปลอดภัยไม่ได้หรอก

เรื่องเหล่านี้ หากไม่มีแม่ชีเมี้ยน เราท่านไม่มีวันได้รู้ เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรับรู้ ... หลวงพ่อนิพนธ์จึงจำเป็นต้องพูด ต้องสอน โน้มน้าวทุกสิ่งอย่าง ด้วยผลแห่งความสำเร็จ ไม่ได้จบที่สมุนไพรนั่นเอง หากแต่จบที่ตัวเราท่าน นำความรู้ ไปพิจารณา แล้วทำ ...

ด้วยหลักของพระภูมี แก้ที่ตัวแม่ นั่นเอง จะกล่าวว่าโม้ ก็คงไม่ใช่ เพราะคงไม่เกินจริง ที่หลวงพ่อนิพนธ์จะบอกว่า "โรคอะไรก็ไม่กลัว อาการหนักแค่ไหนก็ไม่สน" ช่วยได้ หากเชื่อ ศรัทธาในเหตุผล แล้วทำตาม มีโอกาสรอดทุกคน

แต่ทำให้ใครหายไม่ได้ อยากหายต้องทำเอง

เรื่องกรรม เรื่องบุญ ที่เคยเรียน เคยรู้ วางไว้ก่อน มาเรียนตำราแม่ชีเมี้ยน พิจารณา แล้วทำตาม .... หากอยากช่วยตน เมื่อพ้นแล้ว จะทิ้งตำรานี้ ก็ไม่ว่ากัน กลับไปยึดตำราเก่า ก็ตามแต่ เวลานี้ ถ้าอยากหายโรค ก็ต้องถือสุภาษิต "เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม"

ก็ขนาดคนอิสลาม เป็นโรคกระดูก หลวงพ่อนิพนธ์บอกต้องทานขาตั๊ง คนอิสลามบอก ห้ามทานหมู หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ท่านก็ไปถามพระเจ้าท่านดูว่า หากท่านไม่ทาน ท่านก็จะไม่มีชีวิต ไปกราบพระเจ้า ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนที่มีเมตตา จะห้ามไม่ให้ทานหรอก

ก็รู้ว่าทุกคนมีเกจิคณาจารย์ มีหมอดี มียาดี ... แต่มาถึงที่นี่ วางไว้ก่อน หยุดไว้ก่อน เอาตัวรอดก่อนดีไหม ... อย่าเหยียบเรือสองแคม เพราะวันใดที่เรือออกจากฝั่ง มันจะแยกออก ท่านจะต้องตกน้ำอย่างแน่นอน

เลือกลำใด ลำหนึ่ง ไม่ชอบที่นี่ ไม่เห็นด้วย ไม่... ก็ไปที่อื่นที่ตนเองชอบ ไม่ว่ากัน ไม่มีภาคบังคับ ท่านมีสิทธิ์มาลอง มาเลือก ทำนองกลับกัน ที่นี่ ก็มีสิทธิ์เลือก คัดเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ ตามบัญญัติฟ้าดิน เช่นกัน

นี่จึงขึ้นกับความพอใจทั้งสองฝ่าย เมื่อพอใจ ก็มาร่วมมือ ตบมือกัน เสียงจึงดัง ผลจึงเกิด ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่งตบ อีกฝ่ายนิ่ง ... แรงที่เสียไป ทรัพย์ที่ลงไป ก็เสียเปล่า ... ผลไม่เกิด บุญก็ไม่เกิด .. ไม่ใช่อ้างทำแล้ว ทำแล้ว ต้องเป็นบุญ เหมือนทุกที่อ้าง ...

คนทำ คนร่วมกันทำ ก็หวังบุญ จึงจักสู้กับกรรมได้ ... เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลา ก็ต้องเน้นการกระทำ ทำแล้วต้องเกิดผล ... ไม่มาทำทิ้งทำขว้าง หมดช่วงโปรโมชั่น ขั้นเชิญชวนมาทานสมุนไพรแล้ว ต่อไปจะเป็น ช่วงหาผลบุญ ... แล้วเราท่านจะได้เห็นปาฏิหารย์ของศาสนา ที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ ... นั่นคือ คนเป็นโรค ที่ทั้งโลกปฏิเสธ เดินมาสิบ ทำได้สิบ ก็หายสิบ เดินมาหมื่น ทำได้หมื่น ก็หายหมื่น ...

แล้วจะพบว่า สัจธรรมที่พระภูมีตรัสไว้ "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" ไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอย ทำไม่ได้ วัฐสงสาร เกิด แก่ ไม่เจ็บ แล้วตาย .. ทำได้ หากเชื่อ ศรัทธา แล้วทำตาม ธรรมคำสอนของพระภูมี

นี่แหละคือเหตุผลว่า ทำไมโลกนี้ต้องมีศาสนา มีธรรมคำสอน ... ก็ไว้สำหรับคนที่เบื่อเจ็บ นั่นเอง

ธรรมหมวดสมุนไพร ช่วยได้ ... หากแต่เบื่อทั้งหมด ไม่อยากเกิดอีก ก็ต้องรอพระพุทธเจ้า ... ซึ่งก็คงอีกไม่นาน ... ตอนนี้ แค่ฝึกตนไว้รอ คร้้นพอพระพุทธเจ้าอุบัติจริง จะได้คุ้นเคย และทำตามได้

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สุดแต่ใจ


แม่ชีเมี้ยนทรงอุปมาศาสนาไว้ว่า "เสมือนไม้ไผ่ลำเดียว"

นั่นหมายความว่า หนทางการช่วยตน โดยหลักของพระภูมี มีเส้นทางเดียวให้เลือกเดิน ฟังแล้วพิจารณา ท้ายสุดก็ตัดสินใจ

แม้นธรรมจะมีอำนาจเหนือกรรม แต่กฎกติการ ของกรรมกับธรรม ก็มีเส้นกำกับที่กรรมจะยอมให้ธรรมมาก้าวก่ายและมีอำนาจเหนือ นั่นคือ ธรรม ช่วยใครไม่ได้เลย หากแต่คนที่อยากได้ ต้องมาเรียนรู้ แล้วทำเอง

ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางของธรรม ก็ดูจะลำบากเหลือแสน หากแม้นปราศจากเหตุและผลแล้วไซร้ ก็ยากยิ่งที่ใครอยากจะเดินตาม แต่ผลที่ได้รับ คือ ความสุขที่แท้จริง หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาไว้ว่า เสมือนเดินผ่านนรกก่อน แล้วจึงได้ขึ้นสวรรค์

ความจริง ข้อนี้เอง ทำให้สงฆ์สาวกของพระโคดม มีเพียงหลักแสน แม้นคนในอินเดียยุคนั้นจะมีนับร้อยล้านคนก็ตามที

เมื่อหนทางรอด ของคนที่มาก่อนหน้าบุกเบิกให้เห็น ว่าทำได้จริง หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักเสนอ ให้คนป่วยพิจารณา แล้วตัดสินใจ

นับตั้งแต่ ท่านตอง ที่มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ในช่วงเปิดสำนัก ครั้งปี ๓๐ และให้พระทำกิจธุดงค์ ท่านต้องนั่งรถผ่านมาเห็น จะด้วยเหตุใดก็ตาม จึงลงรถมา เข้ามาถามไถ่

ด้วยเหตุที่ตนเองเป็นมะเร็งสมองขั้นสุดท้าย เมื่อได้คุยกับพระ แลตนเองครั้งนั้นก็บวชอยู่แล้ว จึงขอตามติดคณะสงฆ์ไปด้วย หลวงพ่อนิพนธ์ก็อนุญาต

ทางเลือกหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์เสนอให้ท่านตองในยุคนั้น ด้วยเห็นว่าเป็นชาวสวนชาวไร่ ดังนั้น จึงกล่าวกับท่านตองว่า ให้ดูแลมะพร้าวที่ปลูกไว้ เพื่อที่จะนำผลไว้ทำสมุนไพรแจกจ่ายญาติโยม ต้นไม้รอด ท่านก็รอด

ท่านตองก็ดูแลต้นมะพร้าวเหล่านั้นเป็นอย่างดี จนหายจากมะเร็งสมอง ในขณะที่พี่น้องอีกสี่คน ตายไปกับมะเร็งหมดแล้ว ท่านตองยังอยู่เป็นราษฏรอาวุโสที่เขาค้อ จนทุกวันนี้

เมื่อเส้นทางนี้ใช้ได้ ผ่านการพิสูจน์จากท่านตอง ก็ถูกนำมาใช้ในคนป่วยรุ่นต่อไปอีกมากมาย

มาวันนี้ เมื่อเริ่มรับคนป่วยเข้ามาอีกครั้ง ปฐมฤกษ์ของมะเร็งคนแรก ที่รับมา ก็เริ่มจากมะเร็งสมอง ชื่อต้อม ชายวัยสามสิบกว่า ก้อนมะเร็งเบียดประสาทจนตาเริ่มมองไม่เห็น การทรงตัวเริ่มเสียไป

สวนสมุนไพร จึงเป็นที่ที่ให้เลือก แล้วเขาก็คว้าไว้ ฝากชีวิตไว้กับต้นสมุนไพร นับพันต้นที่นั่น พร้อมด้วยสติที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ สมุนไพรเหล่านี้ ให้ชีวิตคน เมื่อท่านดูแล ผลแห่งการให้ ก็จะกลับมาเป็นชีวิตตน

มาวันนี้ ต้อมกลับมามองเห็น ขับรถได้ รดน้ำดูแลต้นสมุนไพรได้ทั้งวัน

คนที่สอง ที่สาม ... ก็ตามไป มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ... ทางเลือกนี้ ก็ทำให้มะเร็งดีวันดีคืน

แต่มันดีกับเฉพาะคนที่อยากได้

พฤหัสที่ผ่านมา มีมะเร็งขั้นสุดท้าย คีโมจนหัวล้าน หลวงพ่อนิพนธ์ก็เสนอทางเลือกนี้ให้ เขาไปอยู่สวนสมุไพรได้สองสามวัน ก็มาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ว่า เขารู้สึกผิดหวังกับที่นี่

เพราะเขาคิดว่า หลักของพระภูมี ที่ทำแล้วเป็นบุญ นั่นคือ การนั่งวิปัสสนา กรรมฐาน ทำจิต ทำใจ และจะช่วยอาการของเขาได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นั่นมันหลักเห็นแก่ตัว ของฤาษี เมื่อทำแล้ว ก็หาบุญไม่ จึงไม่เห็น ไม่มีฤาษี ตนใด เข้านิพพานได้เลยแม้นแต่คนเดียว

เมื่อชอบแบบนั้น ที่นี่ไม่มี แลสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ก็คงช่วยไม่ได้ ดังนั้น ก็ขอให้ไปหาที่อื่น ที่ที่ตัวเองชอบ ไม่ว่ากัน ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องฝืนใจ แลผิดใจกันในตอนหลัง เพราะผลมันเห็นแน่ว่า ไม่มีทางสำเร็จในการช่วยตน

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า การมาลอง ไม่ว่ากัน เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกท่าน ทุกอาการ หากแต่เมื่อลองแล้ว ก็ตัดสินใจ พิจารณา ทางเลือกนี้ ชอบก็ทำตาม ไม่ชอบก็ไปหาที่อื่น

แลก็ด้วย เป็นหลัก ตนพึ่งตน ใครก็ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง ดังนั้น จึงเป็นภาคบังคับ ให้ต้องนั่งฟัง วิธีการ หรือ หลักการดำเนินการเพื่อช่วยตน แล้วนำไปใช้

ใครที่ใจร้อน ไม่อยากฟัง เบื่อฟัง ก็จึงไม่ควรมาเสียเวลากับสถานที่นี้เช่นกัน

แลบทสุดท้าย แห่งการหวังผล นั่นคือ ต้องมีมาตรฐาน เหมือน กรรม ทำงานก็ต้องมีเวลาเข้า ออก เมื่อจะทำธรรม ก็ต้องมีวันเวลา เช่นกัน ทำงาน อยากมา ก็มา อยากหยุด ก็หยุด ไม่ได้ฉันใด งานชีวิต ก็เฉกเช่นกัน ไม่ใช่อยากมาก็มา อยากหยุดก็หยุด เมื่อมาๆหยุดๆ เขาก็ไล่ออกจากงาน เฉกเช่นกัน งานชีวิต มาๆหยุดๆ ก็ต้องกันออกไปก่อน ทุ่มเทให้กับคนที่พร้อมดีกว่า

นั่นหมายความว่า เมื่อเปิดม่าน สมุนไพรที่สูญเสียไปกับคนกินเล่น จะถูกรวบรวมกลับมา ให้คนที่มุ่งมั่น ทุ่มเท ใช้ในการกอบกู้ตน แทน เมื่อนั้น จะเห็นคนหาย เดินให้เกลื่อน แลไม่มีที่สำหรับพวกที่มาทานเล่น เขาฟังธรรม ข้านั่งเล่นไลน์ อ่านหนังสือ คุยกัน ไม่มีที่สำหรับคนพวกนี้แล้ว

ที่นี่ รับผิดชอบชีวิต ให้ค่าแก่กิจกรรมการกอบกู้ชีวิต จึงเปิดโดยไม่มีวันหยุด ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่มา ก็ต้องไม่มีวันหยุด ในชั่วขณะที่ฟื้นฟูตน หากแต่เมื่อหายแล้ว จะไม่มาอีกเลย ไม่ว่ากัน แต่ช่วงฟื้นฟู ไม่มา ก็ขาดกัน เพราะนั่นบ่งชี้ว่า ท่านกำลังเห็นสิ่งอื่นดีกว่าชีวิตตน อันเป็นการขาดคุณสมบัติที่ร้ายแรง ของหลักพระภูมี

อยากหายโรค หาวิธีให้ตายในโลก คิดพึ่งคนอื่น ไม่มีทางสมหวัง ทางเลือกเดียว ที่จะพิชิตโรคได้ คือ "พึ่งตนเอง" นี่แหละไม้ไผ่ลำเดียว ที่จะทำให้เราท่านสมหวัง

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มาตรฐาน


กรรมมีมาตรฐาน มีจุดเริ่ม มีจุดจบ เมื่อกรรมทำให้อุบัติเป็นโรคมะเร็ง นั่นจึงหมายถึงการกำหนดวันที่แน่นอนให้ เราท่านจึงได้ยินหมอวินิจฉัย ว่า เวลาของคุณเหลือเท่านั้น เท่านี้

เมื่อจะกอบกู้ ฟื้นฟูตน ก็ต้องใช้หลักการเดียวกัน นั่นคือ ความมาตรฐาน

ดังนั้น คุณสมบัติของผู้ป่วยมะเร็งที่จะฟื้นฟูตน จึงอยู่ที่มาตรฐานนั่นเอง จะทำเหมือนโรคอื่นๆทั่วไป ไม่ได้เลย เพราะต้องแข่งกับเวลานั่นเอง เวลาที่ใช้ในการทำลายอวัยวะ

โรคอื่นแค่ทำให้ภูมิอ่อนแอ แล้วก็เกิดอาการจึงตาย ไม่ได้ทำลายอวัยวะ แต่มะเร็ง ทำลายอวัยวะ นี่คือ ตัวกำหนดเวลา

ดังนั้น คุณสมบัติที่จะประสพผล และใช้ในการคัดเลือก จึงขึ้นกับมาตรฐานของคนผู้นั้น เป็นสำคัญ คนที่มีความพร้อม มีวันเวลา สามารถมาฟื้นฟูตน จนเป็นมาตรฐาน ไม่ใช่อยากมาก็มา ไม่อยากก็หยุด มีธุระอื่นที่สำคัญกว่าชีวิต ... จึงหวังผลจากแนวทางสมุนไพรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ไม่ได้เลย

หน้าที่หนึ่งของผู้ป่วย คือ ทุกสัปดาห์ต้องรายงานสภาพอาการ หากมีอาการบวม หรือ อื่นใด ต้องรายงานทุกครั้ง เพื่อหยุดอาการนั้นๆ ซึ่งบางครั้ง อาจจำเป็นที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องให้พักฟื้นฟู สามวันเจ็ดวัน ก็ต้องมีวันเวลาให้

คนที่สามารถทำตามคำบอกของหลวงพ่อนิพนธ์ นี่ถือว่า เปรียบเหมือนทำตามหมอสั่งได้ ย่อมการันตีถึงความสำเร็จทุกตัวคน

สำหรับคนอีกกลุ่มที่ไม่มีมาตรฐาน ก็จะถูกจัดเป็นอีกกลุ่ม หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า กลุ่มที่ไม่หวังผล อยากทานก็ทานไป ได้แค่ไหน ก็แค่นั้น

คนกลุ่มนี้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามที่หลวงพ่อนิพนธืกำหนด จะมาไม่มา และหรือ ไม่จำเป็นต้องมารายงานอาการ แต่อย่างใด

หากแต่บุคคลที่จะเข้ามาใหม่ ก็จะคัดเฉพาะคนที่สามารถยืนระยะ และทำตนเป็นมาตรฐานได้เท่านั้น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า คนไข้มะเร็งที่มาลงทะเบียน ในวันงานเปิดอาคาร ถึงวันนี้ มีประมาณ หนึ่งพันคน คนที่ไม่สามารถทำตามมาตรฐาน ก็จะถูกแบ่งไปเป็นกลุ่มอื่น แยกออกไป และเน้นไปยังกลุ่มคนที่ทำตนเป็นมาตรฐาน อันหมายความว่า ทุกคนที่เข้ามาตรฐาน รับรองว่า มีร้อยก็ประสพผลทั้งร้อย หากถึงพรหมลิขิต ก็การันตีว่า เป็นการตายที่สบาย ไม่เหมือนผู้ป่วยมะเร็งทั่วไป ไปอย่างสบาย ไม่ทุรนทุราย ไม่ต้องฉีดมอร์ฟีน ถึงเวลาก็ง่วงนอน หลับไป

ตอนนี้ ภาระหนัก จึงอยู่ที่การจัดหาสมุนไพร โดยเฉพาะสมุนไพรเขียว ที่ต้นปี ก็จะร่วงหมด กรรมการท่านหนึ่ง จึง บริจาครถมินิบัสให้ และกรรมการกลุ่มหนึ่ง ก็จัดหาคนมาช่วยเก็บสมุนไพร เพื่อแช่เก็บไว้ให้พอใช้ ไม่ขาดแคลนในช่วงต้นปี

คำถามจึงมีอยู่ว่า หลวงพ่อนิพนธ์ และกรรมการ ทุ่มเทเต็มที่ในการฟื้นฟู ให้ความสำคัญแก่ชีวิต เปิดดำเนินการทุกพฤหัส และอาทิตย์ ไม่มีวันหยุด ... สิ่งที่คาดหวัง ก็คือ จะพบคนจริง ที่ให้ความสำคัญแก่ชีวิต เป็นอันดับแรก มุ่งมั่นฟื้นฟูตน จนสำเร็จ

ที่นี่ ไม่กลัวโรค แต่กลัวคนไม่จริง เพราะเสียเวลาทั้งสองฝ่าย ดังนั้น คนกลุ่มนี้ จึงจำเป็นต้องถูกปฏิเสธ และต้องมีการคัดเลือกบุคคล เพราะที่นี่อยู่ด้วยลำแข้ง ไม่มีองค์กรใดๆ มาเหลียวแล ไม่สามารถสูญเสียไปกับสิ่งที่ทำแล้วเสียเปล่าได้

พร้อมก็มา ประสานมือกัน ความสำเร็จย่อมเกิดแน่ หากไม่พร้อม ยังมีที่หวังอื่น ยังมีกิจอื่นที่สำคัญกว่า .... ไม่ต้องมา

แล้วปีหน้ามาดูกัน คนที่หายมะเร็ง เดินกันให้เกลื่อน ที่สำคัญ คนเหล่านั้น จากขยะของบ้าน ของสังคม จะกลายเป็นกำลังของสังคม เพราะคนเหล่านั้น จะกลายเป็นคนดี ที่กลัวกรรม มีธรรมของพระภูมีในหัวใจ เป็น เข็มทิศ ในการดำเนินชีวิต

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

งง


สิ่งที่เราท่านมักจะเห็นก็คือ การคุยกัน หากแต่ที่เราสงสัยก็คือ ทำไมเรื่องที่คุย จึงไม่ใช่เรื่องของการทานสมุนไพร การเรียนรู้ว่าทานอย่างไรแล้วจึงหาย

ผลก็คือ หลายคนที่มา ก็จะเวียนมาถามเจ้าหน้าที่ ถามวิทยากร บ่นว่าทานสมุนไพรมาพักนึงแล้วทำไมไม่ดีขึ้น ก็ถูกถามว่าทานยังไง

คำตอบที่ต้องอึ้ง อาทิ นำยาเขียวไปอุ่นทาน ทานยาต้ม เช่นยาปอด ยาเบาหวาน ทั้งที่ยังไม่ได้อุ่น คำอธิบายก็คือ ทานง่ายดี หรือ ตัวไหนทานง่าย ชอบ ก็ทาน ตัวไหนไม่ชอบก็ไม่ทาน เหลือทิ้งไว้ที่บ้านบานเบอะ ของเก่าก็ทานไม่หมด ของใหม่รับมาสมทบอีก

สมุนไพร แม้นจักไม่ได้มีไว้เพื่อรักษาโรค หากแต่มีไว้เพื่อฟื้นฟูโรงซ่อม หรือ กระตุ้นให้โรงซ่อมทำงาน

ด้วยเหตุนี้ การทานสมุนไพร จึงไม่จำเป็นต้องสนเรื่องว่า เป็นโรคอะไร

สิ่งที่ต้องสนใจ และเรียนรู้ นั่นคือ อาการที่เกิด เกิดกับอวัยวะใด และอาการปัจจุบันทันด่วน ประเภทไหน ควรทานสมุนไพรประเภทใด ที่ซึ่งจะแก้ปัญหาได้เร็วที่สุด

เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องที่น่าศึกษา น่าคุย แต่กลับไม่ การมาจึงเสียเวลาเปล่า เพราะกลับไป ไม่ได้ความรู้อะไรไปช่วยตนเลย สมุนไพรที่รับไป จึงกลายเป็นกินตามมีตามเกิด หวังผลอะไรไม่ได้

หลายคน พอทราบสรรพคุณสมุนไพรบางชนิด เห็นญาติเป็น หรือ มีอาการตรงตามนั้น ก็อยากให้ทาน บังคับให้ทาน ผลคือ คนป่วยแหยงยา ในที่สุดก็ไม่อยากทานยานั้น เผลอก็เททิ้ง ขว้างทิ้ง กินไม่ได้ในที่สุด

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกตัวอย่าง ให้เจ้าหน้าที่พึงระวังเสมอในการจ่ายยาสมุนไพร โดยเฉพาะคนไข้ใหม่ และคนที่มีอาการหรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร กระเพาะเป็นแผล หรือ รั่ว คนเหล่านี้ ห้ามจ่ายยามะกรูด ยามะพร้าว เด็ดขาด เพราะสมุนไพรเหล่านี้ มีฤทธิ์แรง เมื่อทานเข้าไป ผู้ทานจะมีอาการทรมาน แสบร้อนบริเวณแผลมาก ทำให้ไม่อยากทาน แหยง จนทานไม่ได้ โอกาสการฟื้นฟูตนก็ปิดลง

การฟังวิทยากร และหลวงพ่อนิพนธ์ จึงสำคัญ หากมีข้อสงสัย ก็ควรถามวิทยากร อยาคิดนึกเอาเอง มโนเอาเอง ว่าอย่างนี้ได้ อย่างนั้นได้

มาถึงสถานที่นี้แล้ว เรื่องอื่นเก็บไว้คุยวันหลัง เปลี่ยนมาคุย เรื่องของชีวิตดีกว่าไหม

สิ่งที่เห็นเป็นประจำ นั่นคือ การขอสมุนไพรเฉพาะตัว หลายท่านมีอาการเกิด แล้วได้ยินคำบอกจากคนโน้นคนนี้ ให้ไปขอสมุนไพรเฉพาะตัว ที่คุณปุ้ม หรือคุณดา ประเด็นก็คือ ได้ตามความประสงค์ แล้วก็ดีใจ กลับบ้านเลย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วิธีทำ วิธีใช้ ต้องทำอย่างไร วิธีเก็บรักษา เป็นอย่างไร ...

ก็เวลาคุยเรื่องอื่น มีเวลาเหลือเฟือ แต่เรื่องของชีวิต ไม่มีเวลาให้สักหน่อยหรือ คุยสักนิด ถามสักนิด ว่า สมุนไพรที่ได้มา ต้องทำอย่างไร ต้องใช้อย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนเสมอว่า เรื่องทำกิน เรื่องหาเงิน รู้จักวางแผน ศึกษา ทำอย่างพิถีพิถัน หากแต่เรื่องของชีวิต หยาบเป็นกระด้ง ...

เรื่องของชีวิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แม้นแต่วิทยาศาสตร์ ยังเข้าไม่ถึง แก้ไม่ได้ ขืนทำหยาบ แล้วจะหวังผลเลิศ ... ดูแล้วคงยาก

ถามตัวเองก่อนซิ แค่สมุนไพรเขียว ที่ อ.อร่าม มักเรียกว่า "ยาครู" นั้น ใช้แก้อาการใดบ้างรู้ไหม ทานทำไม สำคัญอย่างไร ยามปกติ ทานอย่างไร ยามวิกฤติ ทานอย่างไร ... รู้เรื่องนี้ ดีกว่า รู้เรื่องอื่นๆ ในโลกทั้งหมด

หากยังไม่รู้ ไปหาความรู้ซะ

ประเภทอุ่นยาเขียวทานมาตลอด เราก็เลยไม่รู้ว่าท่านมาทำอะไร

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

นิทานสั้น

คนไข้ท่านหนึ่ง เมื่ออยู่ต่อหน้าหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ดูดี พูดอะไรก็ทำตาม หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ก็สงสัยว่าทำไมอาการของคนผู้นี้จึงไม่ดีขึ้น

วันหนึ่งด้วยความบังเอิญจึงพบว่า ในยามที่คนไข้ท่านนี้อยู่กับคนใช้ของตน วาจาที่ใช้ล้วนกราดเกรี้ยว ดุด่า

ด้วยความเมตตา หลวงพ่อนิพนธ์จึงเรียกมาเตือนสติว่า โรคมะเร็งที่เป็นอยู่ นั่นหมายความว่าสถานะของตน นั้นไม่สามารถที่จะทำบาปได้อีกแล้ว

การจะกอบกู้ชีวิตตน ต้องใช้ความเมตตา เป็นหลัก แลแสวงหาบุญ บุญก็พึงเกิดจากมนุษย์และสัตว์นั้นแล ... มะเร็งยังพอทำเนา แต่นิสัยนี้สิน่ากลัว

หากจะช่วยตน ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูลเมตตาตน ตัวเราก็ต้องให้สุขแก่ผู้อื่น มีเมตตาแกผู้อื่นก่อน สุขที่ให้ผู้อื่นจึงย้อนมายังตน

เลิกด่าคนใช้ไม่ได้ ก็อย่าหวังหายมะเร็งเลย ทานสมุนไพรให้ตาย ก็ไร้ผล เพราะพฤติกรรมนั้นมันทำลายค่าไปหมดนั่นเอง สมุนไพรมีวิญญาณ รับรู้ ไม่ช่วยโจรหรือคนชั่ว ที่กำลังจะหมดแรง ให้มีแรง แล้วกลับมาเป็นโจร หรือ ทำร้ายผู้อื่นได้อีกเป็นอันขาด ....

มิฉะนั้น คนที่ถูกทำร้าย สัตว์ที่ถูกนิสัยคนเหล่านี้ เข่นฆ่าทารุณ ก็ไปฟ้องฟ้าดิน ว่า คนนี้นิสัยโหดร้าย สมควรตาย แล้วฟ้าดินให้สมุนไพร ให้หลวงพ่อนิพนธ์ไปช่วยคนผู้นี้ได้อย่างไร

ถ้าคนผู้นี้ตายไป มนุษย์และสัตว์ มากมายก็ไม่ต้องเดือดร้อนอีก ...

หลวงพ่อนิพนธ์สรุปว่า สมุนไพรคือ ธรรมหมวดหนึ่งของพระภูมี แลเอกลักษณ์ของธรรม คือ ความสุข อันจักเกิดแก่ผู้ประพฤติ และคนรอบข้าง คนที่จักประสพผลในการทานสมุนไพร ผลท้ายที่สุด จึงหลีกหนีไม่ได้เลย ที่จะต้องกลายเป็นคนดี

แม้นจะใช้เล่ห์เหลี่ยม ซ่อนแง่ ซ่อนมุม ไว้สักฉันใด หลอกตัวหลวงพ่่อนิพนธ์ได้ หลอกใครต่อใครได้ ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก ... แต่ก็หลอกตาฟ้าดิน ที่เป็นพยานใหญ่ไม่ได้ ดังนั้น หากแม้นไม่หาย ก็จักโทษสมุนไพร หรือโทษใครไม่ได้เลย เพราะมีผู้ทำได้ จะโทษก็แต่ตนของตนเองที่ทำไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ทางที่ดี หากไม่ชอบแนวทางนี้ ไม่อยากเปลี่ยนพฤติกรรม ก็ควรที่จะบ้านใครบ้านมัน ชอบทางไหนไปทางนั้น จะได้ไม่เสียเวลา ตายไปก็จะได้ไม่ต้องมีอะไรติดค้าง มิฉะนั้น ยามตายอาจจะบอกว่าที่นี่หลอกลวง ทานมาตั้งนาน ก็ไม่หาย และที่ตาย ก็โทษสมุนไพรซะอีก ... กรรมมันจะติดตัวกันเข้าไปใหญ่

คำในพระไตรปิฏก ที่มักเห็นบ่อย แต่ไม่สนใจ นั่นคือ "ทุกเช้า พระภูมีจะทรงพิจารณาสรรพสัตว์ แล้วดูว่า ควรจะไปโปรดผู้ใด ... " ไม่ใช่เห็นใครก็โปรดดะ ... นี่แหละหลักปราชญ์ เขาฝึกบุรุษ เฉพาะคนที่ฝึกได้ นอกนั้น ไม่ยุ่ง ไม่เกี่ยว

เริ่มการเปลี่ยนแปลง

การโหมโรงของศาสน์พระภูมี หมวดสมุนไพร กำลังเชิดดังขึ้น นั่นย่อมหมายความนับตั้งแต่บัดนี้ไป ความเข้มข้น อันหมายถึงความเข้มงวด ก็จักเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ปัจจัยเดียวที่ตัดสินผลแพ้ชนะ นั่นคือ ใจ อันส่อให้เห็นถึงคุณสมบัติในการใช้ศาสน์แขนงนี้ ผ่านทางพฤติกรรมที่แสดงออก

สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือ การเลือกเฟ้น หาผู้มีคุณสมบัติมีใจ ตรงตามบัญญัติฟ้าดิน นั่นแลจึงจักเป็นผลสำเร็จทั้งผู้ทำให้ และผู้รับ บุญจึงบังเกิดเป็นรูปธรรม

มา ณ.วันนี้ จึงเลยจุดที่จะงอนง้อคนเพื่อมาให้ใช้บริการแล้ว แม้นจะแจกฟรี ให้โอกาสทุกคน แต่ก็มีวงเล็บเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ ไม่ใช่ทุกคน

วันเวลาที่ต้องมีเจ้าหน้าที่มาคอยเตือนว่าพฤติกรรมเราท่านล้ำเส้น บัญญัติ ก็จะหมดไป ไม่มีเสียงนั้นอีกแล้ว เราท่านก็ไม่ต้องเบื่อหน่ายฟังเสียงนั้นอีก หากแต่สิ่งที่จะมาแทน นั่นก็คือ การตัดสินว่า คุณสมบัติผ่านหรือไม่ อันหมายถึง ผู้ที่ผ่าน นั่นย่อมหมายถึง โอกาสสำเร็จในการฟื้นฟูตน คงไม่ไกลเกินฝัน หากแต่ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ย่อมหมายถึง การหมดสิทธิ์ในหนทางนี้ ตลอดไป

คุณสมบัติแรกที่หลวงพ่อนิพนธ์ บอกเสมอว่า เหมือนแว่นส่อง หรือ เครื่องกรอง ที่เด่นชัด นั่นคือ เอกลักษณ์ของศาสน์ อันหมายถึง ความสงบ ผู้ใดเข้ามาในบริเวณเขตของอำนาจ นั่นคือ ห้องสวดมนต์ แล้วสงบไม่ได้ ควบคุมตนไม่ได้ นั่นคือไม่ผ่าน

ผู้คนที่หลีกเลี่ยง ไม่ทำตามคำบอก กฎเกณฑ์ที่ให้ทำ เหมือน มารักษา แต่ไม่เชื่อหมอ บอก ให้สวดมนต์ ก็เลี่ยง บอกให้เดิน ก็อ้างโน่นอ้างนี่ ไม่ไหว ไม่ได้ ... เมื่อหมอสั่งไม่ได้ ก็ไร้ค่า เพราะนั่นหมายถึง คนผู้นั้น ยืนอยู่นอกสายสิญจ์ นอกเขตบุญ นอกเขตอำนาจ ขืนให้อยู่ วันใดกรรมมาถึง มาเป็นอะไรในเขตนี้ คนไม่รู้ ก็จะเห็นผิด ว่าทำไม ถึงเป็นเช่นนั้น โดยไม่รู้ว่า คนผู้นั้น เขาไม่เชื่อ ไม่ทำตาม จะมาเอาก็แต่สมุนไพรเพียงอย่างเดียว ...

บทสรุปที่เด่นชัด นั่นคือ อำนาจสมุนไพรเขามีขีดจำกัด แม้นอาจจะพอรักษาโรคที่เป็นได้ หากแต่ไม่สามารถรักษากรรมที่ทำมาได้ การฟื้นฟูตนที่เบ็ดเสร็จ หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำว่า ต้องอาศัยสองขา ทั้งขาสมุนไพรรักษาโรค และขาบุญรักษากรรม

คำเตือน .. หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า กรรมมันก็มีขันติอดทน มันรอได้ และก็ไม่มีความจำเป็น ที่จะต้อง่ใช้โรคนี้มาเพื่อดับชีวติ หายจากโรค อาจไปเกิดอุบัติเหตุตาย หายเบาหวาน ไปเป็นไตวาย ... นั่นหมายถึง ผลสุดท้ายก็ตายเหมือนเดิม จะเรียกว่าช่วยตนได้อย่างไร แม้นหายโรค ก็ไม่ถือว่าประสพผลในการช่วยตน ...

เรื่องที่ชวนชักกันมาทำ ... จึงไม่ใช่จบแค่หายโรค แต่ศาสน์ มีไว้ด้วยเรื่องของชีวิต ทำอย่างไร ชีวิตจึงปลอดภัย โรคมันเป็นแค่ของแถม ...

ก็เตรียมตัว เตรียมใจไว้ ในอีกไม่ช้า เราท่านก็จักเห็น การคัดออก จากหลวงพ่อนิพนธ์อย่างแน่นอน เกริ่นๆมา หลังจากวันที่ ๑๗ มีนาคม อันเป็นวันรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน มาตรการนี้ก็จะถูกใช้อย่างเต็มรูปแบบ

ที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีคนมาก แต่คนที่ทำได้ อยู่ได้ มีพฤติกรรมสอดคล้องบัญญัติฟ้าดิน ... มาอยู่แล้ว โอกาสหาย หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า หากไม่ใช่ถึงพรหมลิขิต มาร้อยก็ต้องหายร้อย นี่แหละคือมาตรฐานธรรม ดังเช่นมาตรฐานกรรม ที่คนทั้งโลกเป็น เป็นมะเร็งร้อย ก็ตายทั้งร้อย เช่นกัน

ตัวอย่างหนุ่มวัย ๓๐ ต้นๆ เป็นมะเร็งสมอง หมอทิ้ง แม่พามาให้หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านบอกว่า ไม่ต้องสนโรค ไปอยู่สวนสมุนไพร ดูแลสมุนไพร ต้นยารอด ชีวิตรอด เพียงแค่สามเดือน กลับมาแข็งแรง เนื้องอกที่กดทับทำให้ตามองไม่เห็น ก็กลับมามองเห็น ขับรถได้ มีแรงเดินรดน้ำต้นสมุนไพร และดูแลสัตว์ได้ทั้งวัน

เมื่อทางนี้ทำให้รอดได้ คนไข้มะเร็งตับท้องโต ตาเหลือง มาสมัครวันเปิดอาคารมะเร็ง บ้านอยู่ไกล ไม่มีเงิน หลวงพ่อนิพนธ์เสนอหนทางนี้ให้ เขาก็ตัดสินใจรีบคว้า

ท้องที่โตเหมือนหญิงท้องเก้าเดือน ตาเหลือง ตัวเหลือง แต่มีคุณสมบัติคือ หมดทางเลือกแล้ว จึงทุ่มเต็มที่ ผ่านไปไม่กี่วัน ตาเริ่มหายเหลือง กลับมาทานข้าวได้ มีแรงทำงานได้

แพ้ชนะวัดกันที่ใจ .. มีใจ .. มีศรัทธา ... ก็จักมีคุณสมบัติ ...

คุณสมบัติไม่ได้วัดกันที่เงิน ความมีฐานะ ยากจกทำได้ ยาจกรอด เศรษฐีทำได้ เศรษฐีก็รอด ใครทำไม่ได้ ... จึงไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ ... รู้ผลตั้งแต่ในมุ้ง บ้านใครบ้านมัน ...

พระวัดไหนไม่เคยบอก และอาจไม่รู้ด้วยว่า บัญญัติศาสน์ในเรื่องเมตตาเป็นเยี่ยงไร แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า แม้นพระภูมีจะมีฤทธิ์สักฉันใด จะมีเมตตามหาศาลเพียงใด แต่สิ่งที่มีก็ใช้ได้เฉพาะคนที่เชื่อ ศรัทธา แล้วทำตามเท่านั้น

คนที่อยู่ในเกณฑ์ หมายถึง คนที่ยอมเอาธรรมของพระภูมี มาเป็นนายบังคับพฤติกรรม จึงพ้นกรรม ส่วนคนที่ไม่เอาธรรม ย่อมหมายถึง คนที่มีกรรมเป็นอำนาจ เมื่อกรรมเขามาถึง หมายถึงหมูเขาจะหาม พระภูมีก็จะไม่ละเมิดเอาคานไปสอด ก้าวล่วงเป็นอันขาด

ความจริงข้อนี้จึงเห็นเด่นชัดว่า ทำไมศาสน์จึงต้องมีเขตพัทธสีมา เพื่อกำหนดเขตอำนาจนั่นเอง หากอยู่ในเขต ย่อมอยู่ในอำนาจธรรม กรรมเขาก็เว้น หากอยู่นอกเขต ธรรมก็ไม่ยุ่ง ในยามที่กรรมเขาจะหาม

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไม่ จึงต้องเลือกคนที่มีคุณสมบัติ ... และห้ามเราท่าน มิให้ละเมิดบัญญัติฟ้า มิฉะนั้น แม้นอยู่ในเขต กรรมเขาก็ล้วงเข้ามาเอาไปได้ พระภูมีรู้ แต่คนทั่วไปไม่รู้ ... ศาสน์เขาไม่ยอมให้เกิดหรอก ... จึงต้องคัดคนเฉพาะที่มีคุณสมบัติ แล้วแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ ว่า ใครทำ ใครได้ ใครไม่ทำ ขอให้ตายก็ไร้ผล

เรื่องของชีวิต เราท่านจึงไม่มีสิทธิ์หยิ่ง เรื่องของโลกศาสน์เขาก็ไม่หยิ่งและไม่ก้าวก่าย แต่หากเป็นเรื่องของชีวิตแล้วไซร้ รู้ไว้เถิด แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า พระภูมีทุกพระองค์หยิ่งเป็นที่สุด แม้นคนที่มาจะเป็นกษัตริย์ หากแต่ไร้ซึ่งคุณสมบัติ ยังไม่ยอมพบเลย

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44