วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ประกาศกรรมการคณะปัจจุบัน


หลวงพ่อนิพนธ์ได้ประกาศคณะกรรมการชุดปัจจุบัน อันได้แก่

  1. คุณดา ภรรยาท่าน และ คุณแอม ลูกสาวท่าน
  2. คุณปรียา รองรัตน์
  3. ภรรยาคุณบุญเติม ติวานนท์ (แทนคุณบุญเติม)
  4. อ.อร่าม ศิริพันธ์
  5. อ.สุนทร เฉลิมสันต์
  6. คุณปรียานุช ปานประดับ
  7. คุณนลิณี มนตรีวัต
  8. คุณศิรินทรา นิยากร
  9. คุณศิริวรรณ นพรัตน์ (คุณปุ้ม)
  10. พลโทชัยสิทธ์ แก้ววิรุฬ และคุณพอลล่า

ทั้งนี้ มีกรรมการเสริมมาอีก ๒ ท่าน เพื่อให้โครงการมะเร็งสมบูรณ์ขึ้น คือ ท่าน นายแพทย์กฤษณะ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาล และได้จัดห้องพิเศษเพื่อบริการคนไข้มะเร็ง ที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือแพทย์ ในการช่วยเหลือ โดยจะเรียกว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในโลก ที่จะไม่จัดให้คนไข้ทานยาเคมี แต่ทานสมุนไพรแทน ยกเว้นจำเป็นหรือฉุกเฉินเท่านั้น

อีกท่านหนึ่ง คือ น้องท่านนายกพม่า ที่จะมาช่วยดูแลในการจัดหาสมุนไพรที่หาได้ในพม่า รวมทั้งการหาพื้นที่ปลูกสมุนไพรที่จำเป็นและใช้จำนวนมาก ในพม่า

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงร้องขอแก่คนไข้มะเร็งว่า เพื่อให้ผลการฟื้นฟูมีประสิทธิผล ดังนั้น ทุกสัปดาห์ คนไข้มะเร็งทุกคนท่านจะเป็นผู้วินิจฉัยอาการ และสั่งจัดสมุนไพรด้วยตนเอง หากแต่ขอความร่วมมือผู้ป่วยว่า ทางมูลนิธิขอจัดเก็บข้อมูลความเป็นไปในการฟื้นฟู ดังนั้น จึงต้องมีการสัมภาษณ์และสอบถามอาการทุกสัปดาห์ เพื่อที่จะได้เก็บเป็นประวัติให้คนรุ่นหลังได้อ่าน และได้ศึกษา จึงร้องขอความร่วมมือมา

คนไข้มะเร็งที่บ้านไกล ไม่มีเงินไปมา หากประสงค์จะขอเข้าพักฟื้นฟู ก็สามารถเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ได้

ฝากสุภาษิตไทย อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น ... มามูลนิธิไทยกรุณา ก็ควรอย่านิ่งดูดาย ถือสมุนไพรที่หาได้ ติดไม้ติดมือ มาฝาก คนละนิด คนละหน่อย ... แล้วเราท่านมารอดูว่าสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ มีคุณค่ามหาศาลเพียงใด

จุดประสงค์เดียว

คำถามที่มักจะถูกถาม หรือ ซ่อนอยู่ อาจจะสร้างความเคลือบแคลง น่าสงสัย ว่า สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ทำเพื่ออะไรกันแน่

การฉลองวันเกิดครั้งแรก ที่บรรดาคณะกรรมการและเหล่าสมาชิก จัดให้ในครั้งนี้ คือ คำตอบของเรื่องราวทั้งหมด

มูลนิธิไทยกรุณา หรือ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงไม่มีจุดประสงค์ในเชิงพาณิชย์ ไม่ได้ทำเพื่อแสวงหาลาภยศ สรรเสริญ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโฆษณาตน หรือ ชวนคนให้แห่แหนกันมา

ดังนั้นภาพที่ปรากฎนับตั้งแต่ปี ๓๐ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวเสมอว่า กิจการนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องมีป้าย ไม่ต้องโฆษณา สิ่งเดียวที่จะชักนำผู้คน นั่นก็คือ แล้วแต่วาสนา

และที่เห็นเด่นชัด นั่นคือ การดำรงสถานะการช่วยเหลือให้ได้ ด้วยการพึ่งพาตนเอง อันเริ่มมาจากกิจการของครอบครัว ที่สร้างชื่อด้วยตำราที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ในการทำข้าวเหนียวมูล ที่แม้นไม่ใส่สารกันบูด ก็สามารถเก็บอยู่ได้เป็นอาทิตย์ และขนมกระยาสารท

ภาพที่ย้อนอดีต จึงเห็นกลุ่มคนไข้เล็กๆ ประมาณเกือบร้อยคน ที่จะมาช่วยในการทำขนม เพื่อเป็นรายได้ในการซื้อสมุนไพร ให้หลวงพ่อนิพนธ์ได้ช่วยเหลือคน

คำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกคำตรัสที่แม่ชีเมี้ยนมักให้เป็นกำลังใจเสมอว่า ทำไปเถอะ ที่เหลือก็แล้วแต่บุญบันดาล

จวบจนมาถึงยุค ศาลาขนมไทย ที่ตอนเริ่มสร้าง หลวงพ่อนิพนธ์ให้สร้างเป็นศาลากว้าง ๑๐ คูหา แม้นในขณะนั้น ยังแทบไม่มีเงินก็ตาม หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า ถึงจะเป็นหนี้ แต่ศาลาหลังนี้อีกหน่อยก็จะไม่พอใส่คน

ท่ามกลางการคัดค้านจากทั้งแม่บ้านและอีกหลายคน ว่ามันใหญ่เกินไปสำหรับครอบครัว และเป็นภาระ แต่ไม่นานศาลาหลังนี้ก็เต็มไปด้วยผู้คน หลั่งไหลกันมา จนไม่พอใส่

ฟ้าก็บันดาล ผู้มีใจเวียนว่ายมา แล้วเห็น รวมกลุ่มกันเพื่อช่วยกิจการของหลวงพ่อนิพนธ์ให้ดำเนินไป ภายใต้ชื่อ "ชมรมคนรักสุขภาพ" แล้วขยายที่มาด้านหลัง

แค่เพียงปีสองปี สถานที่ด้านหลังก็แคบเกินไป ประธานชมรมในขณะนั้น คือ คุณประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คือ คุณบุญเติม ติวานนท์ ก็เล็งเห็นว่า ในไม่ช้าพื้นที่ก็จักแออัด จึงร่วมกันซื้อที่ด้านข้าง ถวายหลวงพ่อนิพนธ์ และเปลี่ยนสถานะจากชมรมคนรักสุขภาพ กลายมาเป็น "มูลนิธิไทยกรุณา" ในปัจจุบัน

ภาพการสวดมนต์ ที่เริ่มจากการสวดเป็นสิบรอบ ในศาลาขนมไทย ด้านหน้าถนนที่รื้อไป กลายมาเป็นการสวดมนต์ รอบเดียว ในศาลาของแม่ชีเมี้ยน หากแต่ไม่นาน ก็กลายเป็นสองรอบที่แน่นขนัด อัดเป็นปลากระป๋อง

มาวันนี้ คณะกรรมการ และหลายฝ่าย ร้องขอหลวงพ่อนิพนธ์ให้ช่วยแก้วิกฤตด้านสุขภาพของคนไทย ด้วยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์มักปฏิเสธเสมอมาว่า ยังไม่พร้อม ด้วยความไม่มั่นใจ ว่า กิจการจะไปรอดตลอดรอดฝั่ง ประการหนึ่ง

หากแต่มาถึงวันนี้ ก็คงยากจะปฏิเสธ เพราะเป็นทางเลือกที่เพื่อนมนุษย์จะได้ใช้เป็นทางเลือก เพื่อฟื้นฟูตน

หากแต่ลำพังค่าใช้จ่ายสมุนไพร และสิ่งต่างๆที่รับผิดชอบ ก็หนักหนาสาหัส ไม่มีทางสร้างศาลามะเร็งได้อย่างแน่นอน แต่อย่างที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัส บุญบันดาล ...

เมื่อดำริโครงการนี้ขึ้น ก็มีเหล่ากรรมการและสมาชิก ที่มีความพร้อมด้านต่างๆ อาสามารับผิดชอบในส่วนของตน กลายมาเป็นอาคารมะเร็ง เพื่อรองรับและสู้ศึกอย่างเต็มที่และเต็มตัว อันเป็นจุดเริ่มของโครงการรับรักษาผู้ป่วยมะเร็ง เต็มรูปแบบ

กระนั้นก็ตาม ทุกสิ่งอย่างยังอยู่บนพื้นฐาน "ตนพึ่งตน" กิจกรรมเดิม และ กิจกรรมใหม่นี้ จะสามารถดำรงอยู่ได้ ก็อาศัย เหล่าสมาชิกช่วยกัน ไม่ใช่เงินทอง หากแต่เป็นสมุนไพร ที่ควรช่วยกันรับผิดชอบ มากองในโรงทาน ให้หลวงพ่อนิพนธ์นำไปปรุง เพื่อแจกจ่ายผู้ทุกข์ยาก ที่ดิ้นรนกันมายังสถานที่นี้ .... ตามปณิธานที่ให้ไว้กับแม่ชีเมี้ยน ... รับทุกคน ทุกอาการ ไม่ว่าสถานะใด กินฟรี อยู่ฟรี สมุนไพรฟรี

แลคำตอบที่ว่า เงินก็ไม่เอา ชื่อเสียงก็ไม่สน ... อะไรก็ไม่เอา แล้วทำเอาอะไร ... คำตอบจึงอยู่ที่ป้ายในงานวันเกิดนี้เอง ... ก็เพื่อให้ชื่อของแม่ชีเมี้ยน สตรีที่โลกลืม กลับมาจารึก และสถิตย์ให้คนทั้งโลกได้กล่าวขานไปตราบนานเท่านาน

หลังจากถูก พระพี่ชาย คือ ท่านจำรูญ และ ท่านเจริญ ทำให้จางหายไป พร้อมกับโครงการยาเสพติดของถ้ำกระบอก ที่เลือนไปจากความจำของคนแล้วนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกลาวว่า ที่นี่ วันนี้ ไม่ต้องการคนจำนวนมหาศาล แต่ต้องการคนที่มาเรียนรู้ และเข้าใจ มีใจเดียวกัน จริงใจ จริงจัง ในการฟื้นฟูตน นั่นหมายถึง ต้องการคุณภาพ คัดเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ แล้วมาฟื้นฟูตน

เมื่อฟื้นฟูตนแล้ว จะกลับไปไม่มาอีกก็ไม่ว่ากัน หากแต่คนไหนเห็นแล้วชอบ อยามมาร่วมกันช่วยเพื่อนมนุษย์ ร่วมเป็นพุทธบริษัท ตามรอยพระภูมีแบบที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็กลายมาเป็นจิตอาสา เป็นกำลังที่เพิ่มมากขึ้น ... ดั่งที่แม่ชีเมี้ยนเรียกว่า การกระนี้คือ "ธรรมสามัคคี" ทำคนเดียวไม่ได้ หากแต่คนดียิ่งมาก ยิ่งรวมกัน พลังนี้ก็จะยิ่งมหาศาล การช่วยเพื่อนมนุษย์ ก็ยิ่งง่าย รวดเร็ว และได้จำนวนมหาศาลเช่นกัน

เปลือยเจตนากันอย่างนี้แล้ว นั่นย่อมหมายความว่า ที่นี้มากันเพื่อสร้างชีวิต คำสอนทุกคำ จึงมีไว้เพื่อกอบกู้ชีวิต เป็นคำจริง ... หากแต่ผลแพ้ชนะ มันอยู่ที่เราท่าน ... ใครทำ ใครได้

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เคยเห็นปาฏิหาริย์ไหม

เรื่องราวอภินิหาร ปาฏิหารย์ มักถูกหยิบยกมาเล่าให้ฟังกันมากมาย ไม่ว่่าในสังคมใด ทำให้คนมากหลาย ในชีวิต ก็อยากเจออยากได้ปาฏิหารย์อันนั้นบ้าง

หากแต่ปาฏิหารย์ ของมนุษย์ ไม่มีจริง ล้วนแล้วแต่กรรมบันดาล ทั้งหมด ทั้งปวง อำนาจกรรมทีทำมาต่างหาก มีผลต่อมนุษย์ เป็นพรหมลิขิต ที่เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองให้มนุษย์ผู้น้้นอยู่จนครบอายุขัย

หลวงพ่อนิพนธ์ อุปมาให้เห็นชัด คนผู้หนึ่งเป็นโรค รักษากี่หมอ กี่หนทาง มาเป็นระยะเวลานาน ยังไงก็ไม่หาย ไม่ว่ายาถูกยาแพง ยาหมอผี หรืออะไรก็ตาม วันหนึ่งกรรมที่บันดาลโรคก็หมดไป บังเอิญคนผู้นั้น ไปพบสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือทำสิ่งใด วันรุ่งขึ้นกรรมหมดหายโรคที่เป็น ก็จะยึดว่่าสิ่งที่ทำ สิ่งที่พบ เป็นตัวทำให้หายโรค มีอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์ ทำให้โรคที่เป็นมานานหายไปได้ กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนผู้นั้นขึ้นมาทันที หากเป็นหมอ ก็หมอเก่ง หากเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ ก็ศักดิ์สิทธิ์เหลือหลาย หากเป็นสมุนไพร ก็เป็นสมุนไพรดี แต่แท้จริงแล้ว คนผู้นั้นหมดกรรมชั่ว เดินมาถึงปล้องกรรมดี เพื่อให้ดำรงพรหมลิขิตได้ต่างหาก

อุปมาต่อมา เหมือนคนประสพอุบัติเหตุ ไม่น่ารอด แต่ก็รอด รีบค้นดูใหญ่ว่า ผู้นั้น สวมใส่อะไร กลายเป็นมีของดี ... ช่วยคุ้มครอง ช่างศักดิ์สิทธิ์เหลือ ปาฏิหารย์มากมี ช่วยลูกช้างเอาไว้ ...

วันหนึ่งเมื่อเดินทางมาถึง กรรมดลบันดาล โรคตาย อุบัติเหตุตาย คนผู้นั้นก็ยังทำเหมือนเดิม ศรัทธาเหมือนเดิม พกของดีเหมือนเดิม แต่ไม่รอด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า พระภูมีทรงสอนว่า ในโลกนี้ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่สิ่งเดียว นั่นคือ กรรมศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นผู้รักษาให้เราท่านอยู่จนครบพรหมลิขิต ผู้ใด อะไร จะมาทำลายไม่ได้

มิฉะนั้น นึกอยากฆ่าคนนั้น คนนี้ ก็ทำตามใจ มั่วกันไปหมด นี่แหละจึงมีแคล้วคลาด

หากแต่เมื่อถึงวันเวลา โลกนี้ก็เปิดโอกาสให้อำนาจที่ ๓ ไม่ใช่อำนาจ กรรมดี กรรมชั่ว มาวุ่นวายในโลกได้ จึงเรียกอำนาจนี้ว่าอำนาจนอกโลก นั่นคือ อำนาจของศาสน์นั่นเอง หรือที่คุ้นกันว่า อำนาจธรรม นั่นเอง

บุคคลที่เป็นผู้ถือ หรือ เจ้าของอำนาจ จึงถูกขนานนามว่า "มนุษย์เหนือโลก" ความหมายที่อรรถาธิบาย นั่นก็คือ ต้องทำตนจนหมดนิสัยโลก มีแต่นิสัยธรรม ไม่สร้างกรรมมาเป็นอำนาจแก่ตนอีก นั่นคือ พระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้า ไม่ได้สร้างอำนาจ ไม่ได้สร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออำนาจธรรมขึ้น สิ่งนี้มีอยู่แล้ว สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำก็คือ สร้างคุณสมบัติ ทำตนมารองรับอำนาจ จนมีสิทธิ์ใช้อำนาจธรรม

นิทานถ้ำกระบอก ที่แม่ชีเมี้ยนมักนำมาเล่าสอน อันเป็นนิทานศาสนา นั่นก็คือ นิทานศาสนา ย้อนเล่าประวัติของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะในสี่ยุคอดีตที่ผ่านมา นับตั้งแต่ท่าน กุสันโธ โคนาคม กัสปะ และ โคดม

ความตอนหนึ่งที่แสดงให้เห็น นั่นคือ ก่อนที่บุคคลเหล่านี้จะมาทำตนเป็นพระพุทธเจ้า ย่อมต้องเห็นปาฏิหารย์ของศาสนา ก่อน จึงเกิดความเชื่อมั่น

หากแต่ปาฏิหารย์ที่เล่าลือกันในวันนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องแหงนคอ ตั้งบ่า รอบุคคลหรือที่ว่ากันว่าเทวดา ลอยลงมาจากฟากฟ้า แล้วดลบันดาลเสกคาถา ให้สมปรารถนา ... แต่ความเป็นจริง ในศาสนา ปาฏิหารย์ ที่ปรากฎในทุกยุคทุกสมัยไม่เป็นเช่นนั้นเลย

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ให้เห็นว่า หากทำเช่นนั้น ก็จะไม่ได้ผู้มีปัญญา มาทำตนเป็นพระพุทธเจ้าเลย ดังนั้น ปาฏิหารย์ของศาสน์ที่แสดงให้มนุษย์เห็น ผู้ที่เห็นก็จักต้องใช้ปัญญามองจึงเห็นได้

และที่สำคัญ ปาฏิหารย์นั้น ไม่ได้ลอยมาจากฟากฟ้า หากแต่เป็นปรากฎการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ ในสภาพทั้วไปของโลก พูดฟังง่ายกว่านั้นก็คือ โลกทำไม่ได้นั่นเอง

ปาฏิหารย์จึงเสมือนเครื่องมือคัดกรองมนุษญ์ ว่ามีปัญญาเห็นธรรมหรือไม่ ก็ว่าได้ เพราะผู้ใดเห็นปาฏิหารย์นี้แล้วพิจารณา ยอมรับ ก็จักเกิดศรัทธา แล้วทำตามธรรมคำสอน ผู้ที่มีคุณสมบัติ จึงต้องเป็นผู้ที่เอาเหตุเอาผล นั่นเอง

แผ่นดินที่เราท่านยืนอยู่ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดนั้น จึงกล่าวว่า หากไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีแม่ชีเมี้ยนเกื้อกูล ย่อมทำสิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน นั่นหมายความว่า ทุกเมื่อเชื่อวัน ในแผ่นดินนี้ หากเราท่านมีปัญญาก็จักเห็นปาฏิหารย์มากมาย ปรากฏให้เห็น

แต่ความชาด้านเกินไป ปาฏิหารย์เหล่านั้น กลับไม่สร้างความประทับใจใดๆเลย ไม่ตื่นเต้น ไม่ขนลุก นี่แหละที่เราไม่แปลกใจ ว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์เห็นเราท่าน แล้วจึงขนลุก เพราะปาฏิหาริย์ตรงหน้า กับมองไม่เห็น ไม่สะทกสะท้าน หรือ มีผลต่อพฤติกรรมเลย เรียกว่า บุญมีแต่กรรมบัง

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกตัวอย่างง่ายๆว่า แค่ในโลกนี้ มีสถานที่ใด ที่สามารถรวมคนป่วยเป็นจำนวนพัน มาไว้สถานที่เดียวกัน โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือ ทีมแพทย์ ไว้รองรับ ... ในขณะที่แม้นแต่กองทหาร ที่เรียกว่าเป็นหนุ่มแข็งแรง ยังต้องมีเต๊นท์พยาบาลรอเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงหยิบยกเรื่องราวคนไข้ท่านหนึ่ง ที่สามีป่วยทำให้เริ่มเดินไม่ได้ และต้องนั่นรถเข็น มาถึงวันนี้ ปีที่ ๒๗ ด้วยความเป็นคนมีฐานะ ภรรยาจ้างพยาพาลพิเศษดูแลสามีตลอด ๒๔ ชั่วโมง ๔ คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่ ผ่านหมอ ผ่านพิธีกรรม ผ่านการรักษาตระเวณไปทั่วโลก จนสองสามปีหลัง สามีบอกลา ไม่ยอมไปรักษาที่ไหนอีก เรียกว่ายอมรับชะตากรรมว่า ชาตินี้คงกลับมาเดินไม่ได้อีก

จนภรรยาได้ข่าวจากเพื่อนเกี่ยวกับหลวงพ่อนิพนธ์ ก็ไปพูดคุยกับสามี สามีที่ปฏิเสธการรักษามาตลอดในช่วงหลัง ฟังแล้วเกิดอยากลอง

วันเวลาผ่านไปไว เผลอนิดเดียว ชายผู้นี้ก็ทานสมุนไพรและทำตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ทุกอย่าง จนเดือนนี้เข้าเดือนที่ ๗

สัปดาห์ที่แล้ว ชายคนนี้ เดินมากราบหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่ต้องนั่งรถเข็นอีกแล้ว พร้อมกับคำกล่าวของพยาบาลทั้ง ๔ คน ที่ดูแลมาตลอด ๒๗ ปีว่า นี่แหละปาฏิหารย์ที่พวกเธอไม่คิดว่าคนคนนี้จะกลับมาเดินได้อีกครั้ง

คำของแม่ชีเมี้ยนที่สอนหลวงพ่อนิพนธ์ จึงดังขึ้นมาอีกครั้ง "ปาฏิหารย์ของศาสนา ไม่ได้ลอยลงมาจากท้องฟ้า แต่อยู่ติดดิน อยู่ใกล้ตัว หากแต่ต้องใช้ปัญญามอง แล้วจะเห็นว่า สิ่งที่เห็น หากไร้ซึ่งปาฏิหารย์ของศาสน์แล้วไซร้ ภาพนี้มักเกิดไม่ได้ เมื่อปัญญญาเห็น ก็จะซาบซึ้ง ศรัทธาก็จะเกิด"

อยากเจอปาฏิหารย์ ขืนไปอ่านตำรา ตั้งความหวังรอคอย ไม่มีวันได้สัมผัสหรอก และไม่มีทางเข้าถึงอย่างแน่นอน ... ขอให้ตาย อ้อนวอนจนปากฉีกถึงใบหู ก็ไม่มีทางได้

สถานที่นี้แม้ไม่มีพระพุทธเจ้า แต่ก็อุปมาเสมือนหนึ่งสถานีย่อย ที่ให้สิทธิ์ ให้ทำตนตามคำสอน เตรียมรับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่กำลังจะอุบัติ จึงมีปาฏิหารย์เกิดให้เห็น ...

อยาคิดว่ามีสมุนไพรดี ก็ถ้ำกระบอกตำราก็เล่มเดียวกัน คนสอนคนเดียวกัน มันยังฉิบหายเลย ... เพราะไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่ชีเมี้ยนเกื้อหนุนแล้วนั่นเอง ... จะหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อยากเจอปาฏิหารย์ จะเอาแต่สมุนไพร แล้วเลยธรรมคำสอน ... เป็นไปไม่ได้เลย

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เสียดาย


ความน่าเชื่อถือ นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ที่มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ดังนั้น แม้ค่าของคนจะเท่ากัน แต่เสียงของคน มีน้ำหนักไม่เท่ากัน

ย้อนไปหลายเดือนก่อน มีผู้บริหารองค์กรของภาครัฐท่านหนึ่ง ประสพปัญหาด้านสุขภาพ จนท้ายที่สุดก็ได้วาจาอมตะ นั่นหมายถึงทุกทางที่ดิ้นไป ปิดหมดแล้ว

มีคนรู้จักแนะนำมา เขาจึงได้มาสัมผัสมูลนิธิไทยกรุณา ของหลวงพ่อนิพนธ์ แต่ก็ปกปิดตัวเอง และที่สำคัญก็ไม่ได้ตั้งความหวังมาก หากแต่ทางสายนี้เป็นทางเลือกสุดท้ายที่เหลืออยู่

หลายเดือนต่อมา จากสุขภาพที่นับวันจบ มาวันนี้ เขากับไปตรวจสุขภาพ ปรากฎว่า สภาพร่างกายกับมาปกติเหมือนเดิม จากที่ต้องหยุดงานมากกว่าทำงาน ก็สามารถกลับไปทำงานได้ทุกวันเป็นปกติ

เขาจึงตกลงปลงใจ เปิดเผยตัว และขออนุญาติที่จะให้พนักงานใต้สังกัดที่เขาดูแล ได้มาลองใช้ทางเลือกนี้ดูบ้าง

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา จึงมีพนักงานในสังกัดที่สนใจ เข้ามาใช้ทางเลือกนี้เป็นกลุ่มแรก ประมาณ ๔๐ คน

ที่เล่ามา ก็เพียงอยากจะบอกว่า เสียงของคนนี้มันดัง เพราะเขาเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง สิ่งที่กล่าวสัมผัสและผ่านมาด้วยประสพการณ์ของตนเอง ทุกคนที่ใกล้ชิด ได้เห็นสภาพตั้งแต่แรกเริ่มจนปัจจุบัน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาจะวางใจ และอยากจะลองทางเลือกนี้

เห็นสิ่งที่เกิดวันนี้ ทำให้เราเสียดาย เพราะหากมีคนเช่นนี้เพิ่มขึ้น หลายคนก็จักได้มีโอกาสมาสัมผัส ได้พิจารณาทางเลือกนี้

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน เมื่อเราเห็นคนป่วยหลายคน ที่เป็นเอดส์ประสพความสำเร็จในการช่วยตน ทำให้เรามีความคิดที่อยากจะชวนคนที่เป็นที่รู้จัก และประสพเหตุทำให้ติดเชื้อ อันมิใช่ด้วยความเหลวแหลกแห่งตน เช่น ติดจากสามี หรือ อุบัติเหตุ ใช้เข็มร่วมกัน ...

เราจึงเคยชวนเชิญ คุณหมูแก้ว (ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม) อยู่หลายครั้ง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ ด้วยคิดว่า กรณีของเธอนั้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า การติดเชื้อประเภทนี้ ฟื้นฟูได้ง่าย และหากเธอสามารถฟื้นฟูตนเองได้ ก็จะทำให้คนที่ติดเชื้อ รวมทั้งเด็กในบ้านที่เธอดูแลได้มีโอกาสมาฟื้นฟู กลับเป็นเด็กที่ปกติสมบูรณ์ได้อีกครั้ง

เราคิดว่า กรรมบังตา เพราะเธอตอบว่า เธอไปมาหลายที่หลายแห่ง ลองมามากหลาย แต่มักจะเป็นการใช้ชื่อของเธอเพื่อโฆษณา ดังนั้น พอมาพบคำชวนของเรา. ประตูใจที่จะลองก็เลยปิด และเลือกที่จะใช้แนวทางของหมอปัจจุบัน

ด้วยคำตอบนั้น ทำให้เราก็เลิกราการชวนเชิญไป หากแต่วันนี้ เมื่อได้เห็น ผู้บริหารท่านนี้ เราจึงนึกเสียดายว่า หากคุณหมูแก้ว มีความคิดว่า ลองก็ไม่เสียหาย แล้วประสพผล ประตูของผู้ป่วยโรคเอดส์ โดยเฉพาะคนไทย ก็จักเปิดออก เชิญชวนให้เดินเข้ามา เหมือนพนักงานองค์กรนี้

แต่ความคิดที่ว่า สถานที่นี้จะใช้ชื่อเธอเพื่อโฆษณา จึงทำให้ประตูนี้ปิดลง ... ก็จึงหวังลึกๆ ว่า สักวันหนึ่ง คงจะมีคนที่จะอาสาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน และมีคุณสมบัติ ทำเป็นตัวอย่างให้แก่คนเหล่านี้บ้าง

แม้นจะมีคนประสพผลสำเร็จในการช่วยตนให้พ้นโรคเอดส์ หากแต่คนเหล่านั้น ก็ไม่มีน้ำหนักพอ คนที่รอดมาทุกวันนี้ ก็จึงเหมือนถูกรางวัลที่ ๑ เพราะโอกาสมันน้อยเหลือเกิน ที่จะทำให้มาเชื่อในแนวทางนี้

แลด้วยเหตุผลนี้เอง ที่นับตั้งแต่ปี ๓๐ หลวงพ่อนิพนธ์ไม่เคยทำประวัติผู้ที่หายเก็บไว้เลย หลายคนจึงพลาดโอกาส ดังนั้น การเปิดศูนย์ผู้ป่วยมะเร็งในวัน พฤหัสนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด เพื่อให้คนที่มาทีหลัง ได้พิจารณา และเป็นน้ำหนัก ...

หมายความว่า ความหวังในอนาคต คนที่ป่วยเป็นมะเร็ง ก็ไม่ต้องรอหามแล้วค่อยมา ทำให้โอกาสน้อย เนื่องจากทานก็ไม่ได้ ช่วยตนเองก็ไม่ได้ เมื่อตรวจพบ ในระยะแรก ระยะที่สอง ก็มาใส่สมุนไพรกันเลย การฟื้นฟูก็ง่าย และประสพผลรวดเร็ว

สำหรับโรคเอดส์ เราจึงคิดว่าคงอีกนานกว่าจะถึงคิว เพราะหลังจากมะเร็ง คนไข้อัมพฤกต์ อัมพาต ก็จะเป็นกลุ่มต่อไปที่จะต้องฟื้นฟู นอกเสียจากมีคนกล้ามาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน

บทสรุปของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวย้ำว่า นับตั้งแต่วันเปิดศูนย์มะเร็ง นั่นหมายความว่า เริ่มคัดคุณสมบัติ ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติ จะถูกตัดสิทธิ์ และการรับเข้ามาใหม่ นั่นก็จึงหมายความว่า ต้องตรวจสอบคุณสมบัติก่อน ไม่ใช่รับทุกคน ดังเช่นในอดีตแล้ว

วันหนึ่งเราท่านก็จะเห็นคนมานั่งหน้ามูลนิธิ ร้องขอเข้า แต่เข้าไม่ได้ นี่แหละยักษ์หน้าโบสถ์ ที่แท้จริงดั่งสมัยพุทธกาล ... ที่คนมาขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ไม่มีคุณสมบัติ ก็ไม่อนุญาติให้เข้าเฝ้า ฉันใดก็ฉันนั้น

ปราชญ์ ไม่มาเสียเวลาเปล่า กับการกระทำที่เมื่อทำแล้วไม่ได้ผลหรอก

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เริ่มสตาร์ท


หลวงพ่อนิพนธ์ประกาศ กระบวนการขึ้นตอนการรับรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โดยพิจารณาจากคุณสมบัติ เป็นสำคัญ ... สมุนไพรและสถานที่ รวมทั้งอาหารฟรี

เริ่มจากข้อกำหนดแรก ในวันพฤหัสที่ ๒๗ พฤศจิกายน ศกนี้ จะเป็นวันเปิดอาคารผู้ป่วยมะเร็ง นั่นคือ วันกำหนดให้สมาชิกที่เป็นมะเร็ง ที่ต้องการเข้าคอร์สการฟื้นฟู ต้องมารายงานตัว และลงทะเบียนทุกคน หากท่านใดไม่มา ถือว่าสละสิทธิ์ ทั้งการเข้าคอร์สและการเป็นสมาชิก

ผู้ที่ลงทะเบียน เจ้าหน้าที่จะจัดแยกหมวดหมู่ ตามที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ เพื่อสะดวกในการดูแล ฟื้นฟู

คุณสมบัติที่สำคัญ นั่นคือ ต้องมีวันเวลา เรียกง่ายๆว่า ปลอดพันธะ หากท่านใดมีกิจธุระ ไม่สามารถมาได้ตามที่กำหนด ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติ นั่นคือการสละสิทธิ์การเป็นสมาชิกโดยอัติโนมัติ

เมื่อเริ่มเข้าคอร์ส ผู้ป่วยมะเร็งแต่ละบุคคล จะได้รับการวินิจฉัยจากหลวงพ่อนิพนธ์โดยตรง ทุกครั้ง และในสัปดาห์ต่อมา ต้องรายงานสภาพอาการให้เจ้าหน้าที่ทราบ และในกรณีที่หลวงพ่อนิพนธ์วินิจฉัยว่า อาการอยู่ในขั้นวิกฤต ต้องฟื้นฟูและดูแลอย่างใกล้ชิด ก็จะกำหนดให้บุคคลนั้นๆ พักอยู่ที่อาคารผู้ป่วยได้ หากผู้ป่วยไม่พร้อมมาไม่ได้ ติดธุระ ก็ถือว่าสละสิทธิ์ และออกจากการเป็นสมาชิโดยอัติโนมัติ

กระบวนการฟื้นฟู จะมีการติดตามตลอดระยะเวลา เพื่อดูความคืบหน้า จนกว่าหลวงพ่อนิพนธ์จะบอกแก่บุคคลผู้นั้นว่า สิ้นสุดกระบวนการฟื้นฟู คือ หายจากมะเร็งแล้ว

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงแจ้งให้ทราบว่า โอกาสที่ให้มีเพียงครั้งเดียว ผู้ที่ไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องมา ผู้ที่มา ก็ต้องทุ่มเททำให้จบราวในคราวเดียว เพื่อให้คนใหม่ที่รอ สามารถเข้ามาฟื้นฟูตนต่อไป

ดังนั้น จึงคาดว่า จากรายชื่อผู้ป่วยมะเร็งที่มีในปัจจุบัน ประมาณ เกือบสองพันคน เมื่อผ่านการคัดกรองแล้ว เหลือเท่าไหร่ เท่านั้น เพราะมุ่งเน้นที่คุณภาพในการฟื้นฟูตน ไม่ใช่ปริมาณ นั่นคือ แม้นจะเหลือแค่หลักสิบ หรือหลัก ร้อยคน ก็หวังผลให้หายทุกตัวคน ส่วนคนที่ไม่พร้อม ก็ให้ไปหาทางเลือกอื่นที่ตนเองชอบ จะเรียกว่าขาดความเมตตา ไม่ได้ เพราะ การจะทำให้ได้ผล ต้องอาศัยทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน

เฉกเช่นคนไข้วันพฤหัส ที่มีอาการมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบวมปูดออกมา ประมาณลูกมะกรูด หลวงพ่อนิพนธ์บอกให้มาพักเพื่อหยุดอาการบวมนั้นก่อน แต่คนไข้บอกว่า มาไม่ได้ ไม่พร้อม หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า อันนี้เราก็ช่วยไม่ได้ ... และคนประเภทนี้ ก็เรียกว่าขาดคุณสมบัติ ไม่ควรมาเสียเวลาในการทานสมุนไพร เพราะผลสุดท้ายย่อมไม่ประสพผล เสียเวลาทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญ สมุนไพรควรเก็บไว้ให้ผู้ที่พร้อม

เมื่อลงทะเบียนเสร็จ จัดกลุ่มเสร็จ เริ่มเข้าคอร์ส สำหรับผู้ที่มาใหม่ ที่จะเข้ามาแทนคนเก่า ที่ฟื้นฟูตนจนแล้วเสร็จ ทางมูลนิธิจะไม่เปิดรับเหมือนก่อน หากแต่จะมีบททดสอบความพร้อม แล้วพิจารณาคุณสมบัติ เมื่อผ่านแล้วจึงจะส่งเข้าคอร์สมะเร็ง

บุคคลที่มีความพร้อม ไม่ว่าจะอาการจะอยู่ระดับใด รับหมด

นั่นหมายความว่า สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จะไม่ได้ทานง่ายๆ เหมือนก่อน

ลำดับถัดไป คือ ผู้ป่วยอัมพฤกต์ ก็จะถูกจัดเข้าระบบ เช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ สรุปให้เห็นเด่นชัดว่า สมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมานั้น หากทำถูกตามครรลองแล้วไซร้ เป็นกระบวนการฟื้นฟูที่ให้ผลอย่างรวดเร็ว นั่นคือ ระยะเวลา ๓ เดือน ๖ เดือน ต้องปรากฎผลเป็นรูปธรรมให้เห็นแล้ว ... หากแต่ทุกวันนี้ กินกันแบบตามสบาย จึงเนิ่นนาน และหวังผลได้ยาก

ถึงจะมีเมตตามหาศาลเพียงใด แต่พระภูมี ก็คัดคนเฉพาะผู้ที่ฝึกได้ มาเป็นสาวก ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อวันเวลามาถึง ครรลองนี้ก็ต้องเดินตาม คุณสมบัติไม่ได้อยู่ที่มีหรือจน หากแต่อยู่ที่จิดใจ และความพร้อม มีวันเวลาให้ในการกอบกู้ชีวิตตนหรือไม่ ... ถ้าสิ่งอื่นสำคัญกว่า ... ขนาดพระภูมียังไม่กล้าแตะเลย ... หลวงพ่อนิพนธ์ก็คงไม่ก้าวล้ำ ... เพราะคนพวกนั้น หมูเขาจะหาม กรรมเขาจะเล่น อย่าเอาคานไปสอด เพราะท้ายที่สุดหน้าจะแหกกลับมา เพราะมันไม่รอด ... บทท้าย จะถูกก่นด่าอีกว่า ไหนคุยว่าสมุนไพรดี ธรรมดี ...

หลวงพ่อนิพนธ์ การันตีว่า หากไม่ใช่พรหมลิขิตแล้วไซร้ ที่ต้องหมดอายุขัย ผู้ที่เข้าคอร์สแล้วทำได้ หากมีร้อย ทำได้ร้อย ก็หายทั้งร้อยนั่นแหละ

ถึงเวลาแล้ว รีบมา รีบทาน รีบปฏิบัติ แล้วรีบไป คนอื่นจะได้มามั่ง ไม่ใช่กี่ปีก็นั่งกันที่อยู่นั่นแหละ ... หายแล้วจะเจอกันอีกที ก็โน่น วันงานแม่ชีเมี้ยนนั่นไง จะเรียกว่าชุมนุมศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ก็ว่าได้ มาพร้อมเพรียง แสดงความกตัญญูต่อผู้ที่สอนทางรอดให้ ไม่เพียงปลอดจากโรค หากแต่ชีวิตก็ปลอดภัย ที่สำคัญ ได้ทำตนเป็นคนดี ตามบัญญัติของพระภูมี เรียกว่า เป็นพุทธสาวก อย่างแท้จริง ไม่ใช่เฉพาะในบัตรประชาชน

ขอย้ำ ผู้ป่วยมะเร็ง วันเปิดอาคารมะเร็ง ไม่มาลงทะเบียน ถือว่าสละสิทธิ์ และ ถือว่าลาออกจากการเป็นสมาชิกโดยอัติโนมัติ ส่วนผู้ป่วยทั่วไป ไม่มาก็เรื่องของเขา

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความจริงของสมุนไพร


คำร่ำลือว่าสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ ว่ากันไปตามปาก ตามตาที่เห็น จนทำให้หลายคนฝากความหวังไว้กลับสมุนไพรอันมหาศาล

หากแต่องค์ประกอบของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนที่ว่าดีนั้น กลับไม่สน ไม่เรียนรู้ หยุดแค่เพียง การทานสมุนไพรแล้วต้องหาย เท่านั้นเอง

หลายต่อหลายคน จึงไม่ประสพผลในการฟื้นฟูตน แลลืมจุดมุ่งหมายที่แท้จริง ว่าตนต้องการอะไร ในการมาพึ่งสิงศักดิ์สิทธิ์

เมื่อสืบสาวลึกลงไป นั่นคือความปลอดภัยของชีวิต มิใช่แต่เพียงจากโรคภัยไข้เจ็บ หากแต่หมายถึงความแคล้วคลาดจากภัยทั้งปวง อีกด้วยใช่หรือไม่

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เมื่อบัญญัติธรรมหมวดสมุนไพร ด้วยรู้รากของเหตุที่มาแห่งโรค ว่าคือกรรม ดังนั้น บัญญัติของท่าน จึงให้สิทธิ์เฉพาะผู้มีคุณสมบัติ หาใช่กวาดไปทั่ว ละเมิดหรือก้าวล้ำไป ไม่สนกรรม

บัญญํติสมุนไพร จึงใช้ไม่ได้กับทุกคน เป็นความจริงที่ปรากฎ คำถามก็คือ ก็แล้วใช้ได้กับผู้ใดเล่า หรือคนประเภทใด

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเล่าย้อนว่า บัญญํตินี้มีเจตนาอะไร มิใช่เงินทอง มีใช่ ลาภ ยศ สรรเสริญ จุดประสงค์เดียวของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนทรงชี้เป้า นั่นคือ "เพื่อสร้างปูชนียบุคคล"

สมุนไพร ใดๆ จึงมีสภาพการณ์เป็นเพียงสังขาร ที่ปราศจากวิญญาณ จะมีฤทธิ์ขึ้นมาได้ ก็ต้องสร้างคุณสมบัติ เป็นวิญญาณปลุกให้มีฤทธิ์

ก็แล้วปูชนียบุคคล เป็นอย่างไร พระภูมีสรุปย่อให้เห็น นั่นคือ ผู้ใช้หลัก ตนพึ่งตน นั่นเอง แลดำรงตนอย่างเป็นสุข ด้วยการให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย

นี่จึงเป็นเหตุให้คนหมู่มาก แม้นเห็นว่าดี แต่ก็ไม่นิยม เพราะนั่นหมายถึง ต้องกลายเป็นคนไม่ธรรมดา เพราะต้องควบคุมตน ไม่ตามนิสัย กระนั้นก็ตาม ทุกยุคทุกสมัย ก็มีคนเชื่อและทำตาม ประสพผลกันแม้ไม่มาก แต่ก็เป็นจำนวนหมื่น จำนวนแสน ให้เห็นเป็นประจักษ์ ว่าทำได้

ด้วยความจริงนี้เอง การเรียนรู้สมุนไพร แทนที่จะเน้นว่า สมุนไพรตัวนี้แก้อะไร เป็นโรคนั้นต้องทานตัวไหน ... แล้วมุ่งมั่นทานเพื่อให้หายโรค นั่นหลงทางไปแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า ควรจักเรียนรู้ว่า ต้องสร้างคุณสมบัติเช่นไร มีพฤติกรรมอย่างไร ต่างหาก การทานสมุนไพรจึงจักเกิดผล

บทพิสูจน์ที่มักถูกหยิบยกมาให้เห็น ไม่ต้องว่าไกลไปยังสมุนไพรของผู้อื่น ที่กินอย่างไรก็ไร้ผล หากแต่แม้นสมุนไพรสูตรพระภูมี ที่เรียนมาจากคนเดียวกัน ตำราเล่มเดียวกัน นั่นคือ แม่ชีเมี้ยน ไม่ว่า ถ้ำกระบอก หรือ พระ ๗ สำนัก ที่แตกตัวไป ล้วนแล้วมีจุดจบไม่ต่างกับสมุนไพรอื่นๆ นั่นคือ ทานอย่างไร ก็ไร้ผล

เคล็ดของการทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสรุปให้เห็นว่า ผู้ที่จักประสพผล ย่อมต้องเรียนรู้เรื่องบุญ แล้วพิจารณา เมื่อทำตนเป็นคนมีหลัก ก็จักกลายเป็นคนไม่ธรรมดา มีพฤติกรรมสร้างบุญ

สมุนไพรจึงอุปมาตัวปืน บุญที่ทำก็เหมือนกระสุน ทีนี้ไม่ว่าโรคอะไรก็ไม่เหลือ ...

พูดฟังง่ายๆ คือ พระภูมีต้องการคนดี คนไม่ธรรมดา นั่นคือ คนมีธรรม มีการฝืนนิสัย ผู้ทำได้จึงเรียกว่าปลอดภัย

เพราะเหตุแห่งโรคคือกรรม การช่วยให้พ้นกรรม จึงหาใช่เฉพาะการช่วยให้พ้นโรค แต่ต้องพ้นจากภัยอื่น ไม่ประสพอุบัติเหตุ ... ด้วยหากไม่เป็นโรคตาย แต่ถูกรถชนตาย ก็ตายเหมือนกัน นั่นเรียกว่า .. ไม่ได้ช่วย หรือ ช่วยไม่ได้ ผลแห่งการช่วยก็ไม่เกิด

นี่คือเหตุที่ทำไม ทั้งโลกจึงไม่มีทางรักษาโรคได้ เพราะโรคเป็นเพียงปลายเหตุ ต้นเหตุมันมาจากอำนาจกรรม นั่นเอง ที่โลกนี้ไม่มีใครชนะได้ มีเพียงอำนาจธรรม ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง

เมื่อฝรั่ง หรือใคร ก็ตาม ไม่สนพฤติกรรม นั่นคือ ก้าวไม่ถึงบุญ ก็ลืมเรื่องหายโรคไปได้เลย ไม่มีทาง

ความรู้เรื่องโรค ของฝรั่ง จึงนับว่ายังห่างไกลนัก หายารักษาโรคให้ตาย ก็ไม่เจอ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวเสมอ ว่า หากโรคมันหายด้วยสมุนไพรเพียงอย่างเดียว จะให้คนทั้งหลายลำบากมาทำไม นอนอยู่บ้าน แล้วทำสมุนไพรไปส่งให้ถึงหัวกระไดเลยไม่ดีกว่าหรือ ...

เบื้องหลังของอำนาจสมุนไพรที่ให้ผล จึงก่อกำเนิดมาจากคุณธรรมของคนมากหลาย ไหลมารวมกัน เรียก "ธรรมสามัคคี" ด้วยคุณธรรมนี้ กลายเป็นอำนาจ เพราะฟ้าดินเขาไม่รานน้ำใจคนดีหรอก ผู้ที่มีคุณสมบัติทานแล้วจึงช่วยตนได้ แล้วก็กลายมาเป็นหนึ่งในหมุู่ชนนี้

สมุนไพรของพระภูมี จึงมีลักษณะหนึ่งที่หลายคนไม่รู้ นั่นคือ อำนาจเขาโตได้ โตตามพลังของผู้ทำได้นั่นเอง ยิ่งมีคนทำตนได้ กลายเป็นพระมาลัยมากขึ้น ฤทธิ์ของสมุไพรก็ยิ่งมากขึ้น

เราท่านจึงมักได้ยินหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวชวนให้มาในวันงานของแม่ชีเมี้ยน เพราะเป็นวันที่แม่ชีเมี้ยนจะพิจารณา แล้วดูผล และอนุญาติให้อำนาจของสมุนไพรมีฤทธิ์เพิ่มขึ้นนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวย้ำเสมอว่า วันไหนไม่มาไม่เป็นไร แต่วันงานแม่ชีเมี้ยน ร้องขอ เพราะนั่นคือ วันตัดสินชะตา ไม่ว่าการทำต่อ ได้หรือไม่ และถ้าได้ นั่นก็คือ ฤทธิ์ของสมุไพร ปีต่อไป จะทวีความเข้มข้นขึ้น นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ การเปิดศึก ย่อมต้องการฤทธิ์ของสมุนไพรอันมหาศาล จึงหลีกหนีไม่พ้น เรียกว่าเป็นภาคบังคับ นั่นคือ ถึงเวลาแล้ว ที่หลวงพ่อนิพนธ์ ต้องคัดเฉพาะผู้มีคุณสมบัติ เพื่อให้คนเหล่านั้น ยินยอมเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับบัญญํติฟ้าดิน ผลก็จักพึงเกิดแก่ผู้ทาน

เราจึงขอย้ำ คนที่อยากได้ แต่ไม่มีคุณสมบัติ ก็ทำได้แค่เพียงเป็นยักษ์หน้าโบสถ์ อยากสักเพียงใด ก็เข้ามาในโบสถ์ไม่ได้

และย้ำอีกครั้ง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ โอกาสที่ให้จึงมีแค่ครั้งเดียว เพราะผู้รอคิว รอเสียบเพียบ

แม้นคนเป็นโรคมีเป็นล้าน แต่ก็ไม่หวังทุกคนจะนิยมชมชอบ แค่มีผู้ประสพผลสัก หมื่นสักแสนคน ก็ถือว่า ผลงานหรูแล้ว ... เพราะคนทั้งโลก รักษาไม่ได้แม้แต่คนเดียว

คำกล่าวที่หลวงพ่อนิพนธ์มักเตือนสติ คือ "ของสูงเท่านั้น จึงดึงชีวิตที่ต่ำของเราท่าน ขึ้นที่สูงได้" พฤติกรรมที่ทำ เป็นตัวบ่งชี้ว่า สำหรับเราท่าน สมุนไพรและธรรมวินัย นั้นอยู่สูงหรือต่ำเพียงใด .... เรื่องนี้ผลจะจบอย่างไร หายหรือไม่หาย เราท่านเป็นผู้กำหนดบทเอง ใครทำ ใครได้ ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

อุปมา คนเป็นอัมพฤกต์ แค่คิดช่วยตน ไม่เป็นภาระลูกหลาน แค่นี้โรคก็หายไปครึ่งนึงแล้ว

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เจียมตัว

คำตรัสของแม่ชีเมี้ยนเมื่อครั้งถ้ำกระบอก ปรากฎให้เห็นความจริงเด่นชัดในวันนี้ นั่นคือ ศาสน์ที่นำมาคือความจริง ไม่กลอกกลิ้ง แม้นจะศักดิ์สิทธิ์สักฉันใด มีฤทธิ์สักฉันใด หากแต่หลักของพระภูมี ทำได้ยาก จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่ พากันปฏิเสธ

ด้วยเล็งเห็นนิสัยมนุษย์แล้วไซร้ ก็ย่อมเห็นช่องโหว่ของมนุษย์ ที่แม้นจะกีดกันสักฉันใด แต่ด้วยนิสัยชอบพึ่งผู้อื่น นั่นจึงกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ศาสน์ของพระภูมีผงาดขึ้นมาได้ เพราะกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ แต่ทำไม่ได้นั่นเอง

อดีตถ้ำกระบอก แม้นสมุนไพรจักเป็นวัตถุดิบที่ให้ร่างกายทานเข้าไป เพื่อฟื้นฟูอวัยวะทั้งหลาย และเป็นวัตถุดิบที่ร่างกายนำไปสร้างเป็นยาเพื่อช่วยตัวเอง อันเป็นพหูสูตรที่ทำให้สามารถแก้ไขโรคต่างๆที่เป็นได้ก็ตามที

หากแต่วิทยาการของมนุษย์มีขีดจำกัด พยายามค้นคว้าหาทางแก้โรค ที่ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะประสพผลกับโรคที่มีเหตุอันมาจากเชื้อโรค ที่จับต้องได้

แต่วิทยาการเหล่านั้น จะมาถึงทางตันทันที เมื่อเหตุแห่งโรคที่มานั้นหาใช่เกิดจากเชื้อโรคใดๆ ไม่ แต่มีที่มาจากนิสัยของมนุษย์ ที่มีการกระทำละเมิดบทบัญญัติ นั่นคือ การใช้เคมี อันเป็นสิ่งที่ร่างกายย่อยไม่ได้ สลายก็ไม่ได้ ขับถ่ายก็มีขีดจำกัดนั่นเอง

ยาเสพติด จึงถูกใช้เป็นหัวหอก เมื่อครั้งถ้ำกระบอก อันทำให้กฎหมายเอื้อมไม่ถึง เพราะไม่ใช่โรคนั่นเอง

มาวันนี้ ด้วยบัญญัคิที่ถูกสาป อำนาจที่ถูกริดรอนกลับไปจนหมดสิ้น การจะใช้ยาเสพติดเพื่อเบิกทางเหมือนครั้งถ้ำกระบอก จึงทำไม่ได้ ...

โอกาสของคนไทยที่จะฟื้นฟูตนจากยาเสพติด ด้วยสิทธิ์ของถ้ำกระบอก ที่ท่านจำรูญ ยกให้หลวงพ่อนิพนธ์เป็นผู้รับช่วงต่อ ก็ได้รับการปฏิเสธจากกระทรวงสาธารณสุข ยึดใบอนุญาติคืน .. ช่องทางนี้ก็ต้องถูกปิดไป

หากแต่รอยโหว่อันใหม่ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสไว้ในอดีต อันเกิดจากนิสัยมนุษย์ ก็เปิดกว้างขึ้น เป็นภัยร้ายแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบัน กลายมาเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นอันดับหนึ่ง แม้นจะไม่มีสาเหตุมาจากเชื้อโรคก็ตามที นั่นคือ มะเร็ง

แม้นจะมีตำราดี มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อหนุน หลวงพ่อนิพนธ์ก็มักกล่าวเสมอว่า เรื่องของศาสน์ เป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ได้มาฟัง แล้วพิจารณา แล้วรวมกลุ่มกันทำ ก็เหมือนคนบ้าทั่วไป บางกลุ่มบ้าบอล บางกลุ่มบ้านักร้อง บ้าดารา แต่นี่กำลังชวนให้มาบ้าพระพุทธเจ้า เพื่อใช้ฟื้นฟูตน

เมื่อคนธรรมดาทั่วไป นั่นคือคนกลุ่มใหญ่ คนกลุ่มนั้นมีอิสระ ไม่มีข้อผูกมัด หากแต่สิ่งที่มี และวิทยาการที่ล้ำสมัย ไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตให้ได้ แต่คนเหล่านั้นก็พอใจ และรู้แก่ใจดีว่า เรื่องของชีวิต ของสุขภาพ สูงสุดหยุดกันแค่ที่ "การระงับ" วันใดที่เอาไม่อยู่ก็ตายไป

เมื่อก้าวมาเป็นคนบ้าพระพุทธเจ้า นั่นมีจุดเริ่มที่เหมือนกัน นั่นคือ เห็นชีวิตตนมีค่า หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า สิ่งนี้ไม่มีทางเป็นที่นิยมของคนส่วนใหญ่ หากแต่กลุ่มเล็กๆเหล่านี้ เมื่อจะทำตนเป็นคนไม่ธรรมดา นั่นคือ เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีโรค นั่นหมายความว่า พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ต้องไม่ธรรมดา ไม่เป็นอิสระเหมือนคนทั่วไป มีพันธะ มีความผูกพันธ์ มีกิจกรรมที่ถึงเวลา อะไรในโลกก็ไม่สำคัญ มุ่งที่จะมาทำกิจกรรมเพื่อชีวิต

หากบุคคลใดทำได้ สังคมโลกก็บอกว่า บุคคลนั้นบ้า ไม่ทำตามคนส่วนใหญ่ หากแต่สิ่งที่ทำ ฟ้าดินบัญญัติ คนเหล่านี้อาจไม่เป็นคนดีของโลก แต่เป็นคนดีตามฟ้าบัญญัติ จึงกลายเป็นคนไม่ธรรมดา ... "ไม่ตายโหง และก็ไม่ดายห่าด้วย"

สังคมที่เกิดขึ้นนี้ จึงไม่ใช่สังคมของหมอกับคนป่วย ไม่ใช่เกิดแต่กรรม เพราะไม่มีสัญญากันมาแต่ชาติปางไหน แต่มาเกื้อกูลกัน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติเรียกว่า "ญาติธรรม" เพราะธรรมทำให้มาอยู่รวมกันนั่นเอง

ความหมายของ คุณธรรม คือ การให้ และการให้ที่ฟ้าดินจัดว่าเป็นบุญ ก็คือให้แก่คนที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คู่คล้องกรรม

๑๖ สังคมของญาติธรรม จึงเกิดภาพของคุณธรรม เพราะสิ่งที่ทำ ทำให้แก่ใครก็ไม่รู้ ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยมีกรรมกันมาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้ บริสุทธิ์ สมบูรณ์ เพียบพร้อม ด้วยกาย วาจา ใจ เต็มร้อย ... นี่แล บุญ

ใครที่จะมาในสังคมนี้ แม้นจะรู้ว่าดี แต่ก็พึงสังวรณ์ไว้ว่า คนในอดีตกล่าวถึงหลักพระภูมี เป็นตำนานให้ฟังว่า "ดี ดี แต่ไม่เอา" จะไปชวนชักใคร ก็ไตร่ตรองเสียก่อน โดยเฉพาะพวกที่มีทางเลือก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ศาสน์เหมาะกับคนประเภทเดียวคือ พวกที่ลองมาหมดทุกอย่างแล้ว ไม่มีหนทางอื่นให้เลือกแล้ว ศาสน์เสนอตัวเป็นทางเลือก วงเล็บ ในเรื่องของชีวิต

ทุกวันนี้ มันมั่วกันไปหมด เพราะเรื่องของศาสน์ คือเรื่องของชีวิต อย่างอื่นไม่เกี่ยว แต่พระสมัยนี้ มันมั่ว ไปยุ่งการบ้าน การเมือง ของขลัง ตะกรุด ผ้ายันต์ ... เลยเรื่องของชีวิตไปหมด

ที่สำคัญกว่านั้น ทางบุญของพระภูมี บัญญัติเป็นทางสายกลาง ใครเอาธรรมไปปฏิบัติ ไม่ว่าเป็นชนชาติใด ภาษาใด ย่อมเกิดบุญทุกคนไป หาใช่ต้องจำกัดกับการทำ กับพระ ทำที่วัด ... ไม่

ก็ฝรั่งที่ไม่มีโบสถ์ ไม่มีพระ แต่ให้ความสำคัญกับชีวิตมนุษย์และสัตว์ ผลบุญที่สร้าง มันจึงทำให้ฝรั่งมันรวย มั่งมี อยู่ดี หากแต่คนในต้นศาสนา อ้างแต่บุญบนฟ้า แต่ให้ค่าชีวิตมนุษย์และสัตว์ ต่่ำเหลือเกิน

ดูแค่คำสั่งทางทหารที่เขาเอามาล้อกันเล่นทุกวันนี้ ประเทศอื่น เครื่องบินเสียจะตก ให้สละเครื่องเอาตัวรอด แต่กฎหมายไทย หากสละเครื่องมีความผิด ก็ตายไปกับเครื่องนั่นเอง ... คนกับเครื่องบิน อะไรมีค่ากว่า ในความคิด

คิดมาอยู่ในหมู่นี้ ประการหนึ่งก็ต้องทำใจ เพราะผองเราคือคนกลุ่มน้อย แต่ก็ภูมิใจเถิด หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หัวเราะทีหลังดังกว่า เพราะยามเราท่านตาย ก็ตายด้วยหมดตะเกียง ครบอายุขัย ไม่ตายด้วยความบีบคั้นทรมาน ด้วยโรค และก็ไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ .. ไปหาบ้านใหม่ด้วยรอยยิ้ม ค่อยๆเดิน ชอบบ้านไหนเห็นเจ้าของบ้านถูกใจ ก็ค่อยเข้า ไม่ใช่วิญญาณวิ่งกระเจิง เห็นแสงแวบหนึ่ง ก็รีบมุดหนีเข้าไป ลืมตามาอีกที เข้าท้องหมู ท้องหมาไปเสียแล้ว

ความหมายของคนไม่ธรรมดา หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า ก็เลือกเกิดได้ไง อยากได้แบบไหนก็ทำเอา ... ใครที่ว่ามนุษย์เลือกเกิดไม่ได้ เพราะคนเหล่านั้นไม่รู้เรื่องศาสนานั่นเอง ... ดั่งคำสอนที่แม่ชีเมี้ยนมักย้ำกับพระเสมอ "จำไว้น่ะ กรรม กรรม จำให้ดี กรรมมันใช้ กรรมมันสั่งแล้วเป็นทุกข์ สิ่งที่ทำวันนี้ คือ ตัวกระทำ ที่ซึ่งจะไปรอเราในวันข้างหน้า"

ศาสน์ จึงอุปมาเหมือนต้นกัลปพฤกษ์ ที่อยากได้สิ่งใดก็สอยได้ดั่งใจ เมื่อเจอธรรมคำสอน ก็เหมือนเจอต้น อยากได้สิ่งใด ก็ทำเอาซิ

เมื่อทำแล้ว มีผลบุญแล้ว ทีนี้ก็อธิษฐาน ผลจึงเกิด นี้จึงเรียกว่า ศาสนาทำ ไม่ใช่นั่งขอ ...

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แพ้ชนะอยู่ที่ตัวเราท่าน สามารถสร้างคุณสมบัติ รองรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่ ...

คนไข้มะเร็งที่ตอนนี้มีเกือบถึงเป้าแล้วคือ สองพันคน หลวงพ่อนิพนธ์จึงเจียมตัว ได้คนมีคุณสมบัติสักห้าร้อย พันนึง ก็ถือว่าพอใจแล้ว ไม่หวังว่าทุกคนจะเชื่อแล้วทำตาม และก็ไม่หวังว่า คนเป็นมะเร็งทุกคนจะมาใช้หนทางนี้ แม้นจะพิสูจน์ใหเห็นว่า มีคนรอด ก็ตาม

คนเป็นมะเร็งจำนวนล้าน ช่วยได้สักหมื่นคน ก็โอเคน่ะ

คนที่ทำตนได้ ก็ภูมิใจเถิด ท่านกำลังทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ และจะเป็นประวัติศาสตร์ให้คนได้อ่าน แม้นจะมีพวกน้อย แต่ก็ดีกว่าคนอ่านทีมีเป็นล้าน อย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ที่ไหนก็ทำไม่ได้

วันพฤหัสที่ผ่านมา หากใครมอง อาจจะสังเกตเห็น ฝรั่งชาวอเมริกันผู้ชาย เดินไปมาในห้องหลวงพ่อนิพนธ์

นั่นคือ เศรษฐีชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งพาภรรยาบินไปทั่วโลก ตระเวณรักษาตัว จนหมอทิ้ง และบอกให้รอวัน

เมื่อทราบข่าว จึงพาภรรยามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ในสภาพที่ตัดกล่องเสียง พูดไม่ได้ ทานอาหารไม่ได้ กินโปรตีนเหลว แล้วรอวัน

ผ่านไปสามเดือน ภรรยาของเขา สามารถทานอาหารเหลว และเนื้อสัตว์บดได้ จึงขออนุญาตบินกลับไป ให้หมอทำการขยายหลอดที่ใช้ป้อนอาหารให้ใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะได้ป้อนอาหารเหลวได้มากขึ้น

ถึงจะเป็นเศรษฐี สิ่งที่เหมือนกันก็คือ รักษาฟรี ในขณะที่หมดเงินไปกว่าร้อยล้าน คำตอบที่ได้คือ นับถอยหลัง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เราท่าน ผู้บริจาคสมุนไพร ไม่ภูมิใจหรือ แม้นเราท่านอาจจะไม่มีเงินทองมากมาย หากแต่เราท่านก็ได้ทำตนเป็นพระเวสสันดร บริจาคให้แก่มหาเศรษฐี

โอกาสอย่างนี้ ไม่มีที่ไหน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงบอกเสมอว่า มองบุญอย่ามองสูง ให้มองต่ำ มองที่คนทุกข์ ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว

แต่ความตั้งใจดี บางครั้งก็เป็นลม ไม่สมความตั้งใจ

วันพฤหัสที่ผ่านมา มีคนนำพริกไทยมาบริจาคให้สิบกิโล ซื้อมากิโลละสี่ร้อยบาท นำมาถวายหลวงพ่อนิพนธ์ หลวงพ่อนิพนธ์ บอกกับคนผู้นั้นว่า เจตนาท่านเป็นหมันไปเสียแล้ว เพราะพริกไทยที่ซื้อมา เป็นพริกไทยลม ที่ไม่มีเนื้อ อันหมายถึงพริกไทยที่ถูกเขาใช้ลมคัดแยกแล้วปลิวออกมา ไม่มีเนื้อพริกไทย เอามาหลอกขาย

กรณีแบบนี้เจอบ่อย ไม่ว่าพริกไทย น้ำผึ้ง นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ไม่อยากให้เราท่านไปซื้อของเหล่านี้มาให้ เพราะดูไม่เป็น ถูกพ่อค้าหลอกขาย จึงให้บริจาคเงินแทน

ปัญหาก็คือ พ่อค้าเหล่านี้ วันหนึ่้งกรรมก็ตามสนอง หากคนเหล่านี้เป็นมะเร็งด้วยกรรมที่ทำมา แล้วมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ พฤติกรรมอย่างนี้ สมุนไพรแม่ชีเมีั้ยน ก็คงยากที่จะทำให้คนเหล่านี้หาย แล้วกลับไปทำอย่างเดิม

ของบางอย่างทำได้เฉพาะที่นี่ นั่นคือการเป็นพระเวสสันดร ที่การให้มีผลมหาศาลนั่นคือชีวิตมนุษย์ หากแต่บางสิ่งบางอย่าง ทำที่ไหนก็ได้ หากแต่ที่นี่ต้องเว้นไว้ นั่นคือ การมาใช้นิสัย เห็นแก่ตัว ลักเล็กขโมยน้อย หรือความเอาแต่ได้ เพราะเมื่อทำแล้ว ได้ไม่คุ้มเสีย ที่สำคัญ ของที่เสียอาจจะหมายถึงชีวิตเลยก็ได้

จะว่าไป ไม่ว่าอดีต ก็มีคนท้าทาย ให้เห็น เช่น เทวทัต หรือแม้นแต่ยุคถ้ำกระบอก ก็ปลอมมาเป็นพระ แม่ชีเมี้ยนให้สึกสักฉันใด ก็ไม่ยอม สุดท้ายก็ต้องมรณะในสภาพนั่งแบกคานปูน เพราะเหตุคนหวังร้ายวางระเบิดตึก ในขณะที่พระ

ก็คงได้แต่เดือน แต่คงหยุดไม่ได้ ... ก็ต้องทำใจ เพราะคนไม่รู้ ก็จะบอกว่า มาทานสมุนไพรที่นี่แล้วตาย ก็มีพฤติกรรมอย่างนี้

ความรู้ที่ขาดหาย

เรื่องราวของผู้ประสพผล ช่วงนี้ก็จะถูกหยิบยกมาเล่าให้ฟังกันทุกครั้ง ไม่ใช่เพื่ออวดอ้าง อวดเก่ง หรืออยากดัง หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มันเป็นความจำเป็น ที่จะต้องทำให้คนป่วยที่มาทีหลัง เกิดความเชื่อมั่น เห็นหนทางที่จะเดินไป ว่าเป็นไปได้ ที่สำคัญ ยกระดับจิตใจขึ้นมาก่อน หาไม่เช่นนั้น สิ่งที่เกิดใช่แต่เพียงโรคทางกาย แต่ยังมีโรคทางใจ ที่อาจทำให้สภาพแย่ลงเร็วกว่าที่ควร

และก่อนจะมีการเปิดศึกกับมะเร็งอย่างเป็นทางการ ช่วงนี้ก็เป็นช่วงสังคายนาจิตอาสา ให้เข้ารูปเข้ารอย เพราะคนเหล่านี้ คือผู้ที่จะทำตนเป็นพระมาลัย หากแต่พระมาลัยยังไม่รอด คนทั่วไปจะวางใจได้อย่างไร

ทุกเย็นวันพฤหัส และอาทิตย หลวงพ่อนิพนธ์จึงเปิดโอกาสให้คุณฝน นำเหล่าจิตอาสา มารายงานอาการ ความคืบหน้าของแต่ละคน และวินิจฉัยเป็นรายบุคคล พร้อมทั้งให้คำแนะนำ

ที่เราเห็นว่าน่าเสียดาย เพราะคำวินิจฉัยของหลวงพ่อนิพนธ์ ซึ่งเราเห็นว่ามีประโยชน์มาก เพราะชี้จุดที่ทำให้เหล่าจิตอาสานั้นเห็นว่า อะไรคืออุปสรรคในการช่วยตน ทำให้ล่าช้า หรือ ทำให้ไม่ประสพผล แต่ไม่ถูกนำมาเล่าขาน เพื่อให้คนที่ตามมา ได้ระวังตนบ้าง

ก็คงต้องให้จิตอาสาเหล่านั้น ได้บอกต่อ เท่านั้นเอง

อาทิเช่น จิตอาสาท่านหนึ่ง มีอาการปวดขา จนทำให้เดินไม่ไหว มีอาการเบาหวาน หากแต่เวลาผ่านไป ผันตัวมาเป็นจิตอาสา ทานสมุนไพรจนอาการที่ขาหายเป็นปกติ แต่ปัจจุบัน มีอาการปวดที่ตา และค่าของเบาหวานขึ้น เขาจึงรายงานกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า คิดว่าเป็นเพราะสมุนไพร ทำให้อาการเบาหวานของเขา ยิ่งทานสมุนไพร ค่ายิ่งขึ้น และก็ทำให้เขาปวดตา

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ของสิ่งเดียวกัน จะให้คุณและโทษ ในเวลาเดียวกันเป็นไปไม่ได้ เมื่อทานสมุนไพร ทำให้อาการที่ขา ที่เรื้อรังมานานหลายปี หายไปได้ จะมาเป็นเป็นโทษ ทำให้ปวดตานั้น ไม่มีทาง อาการที่เกิด ก็เนื่องจากเบาหวานขึ้นตา สมุนไพรเข้าไปเค่ลียร์ และเมื่อร่างกายสามารถรีดน้ำตาลออกจากกล้ามเนื้่อ มาอยู่ในเลือด ซึ่งเรียกว่าสภาวะปลอดภัย ค่าของน้ำตาลในเลือดย่อมสูงขึ้นเป็นธรรมดา

นี่จึงเรียกว่า กรรม มันทำให้เห็นผิด และวิตกกับค่าของตัวเลข จนทำให้เกิดจิตที่ไม่เป็นคุณกับตน เรียก่ว่าจิตอกตัญญู เรียกว่าเป็นจุดผลิกผัน อันเป็นอุปสรรคใหญ่ที่จะประสพผล หากจิตแบบนี้ยังคงอยู่ ทั้งที่ความจริง สมุนไพร และร่างกาย มีความพร้อม สามารถต่อสู้กับอาการได้ จึงเปิดศึกกับโรค นั่นหมายถึง กำลังฝ่านรก และมองเห็นประตูสวรรค์เปิดรอ หากแต่ด้วยจิตแบบนี้ จึงอาจทำให้ ฝ่านรกไปไม่ถึงประตูสวรรค์ ก็ถอดใจไปก่อนแล้ว

ก็จิต ติดกับตัวเลข วันหนึ่ง ก็ต้องวิ่งกลับไปหาหมอ กินยาลดน้ำตาลในเลือด กินปุ๊บ ลดปั๊บ นั่นหมายถึง หนทางช่วยตนก็ปิดลงเช่นกัน

อีกท่านหนึ่ง ก็เป็นจิตอาสา เหมือนกัน เป็นโรคร้าย ก็ทานสมุนไพรจนอาการต่างๆ ดีขึ้น ร่างกายเริ่มกลับมาเป็นปกติ แต่เมื่อใกล้จะหายดี ปรากฎว่าเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ต้องหยุดมาเป็นเดือนๆ เมื่อขาดสมุนไพรนานเข้า อาการต่างๆก็เริ่มหวนคืนมา

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นี่แหละเขาเรียกว่า คนเดินขาเดียว คือ คิดแต่จะทานสมุนไพรให้หายโรค หากแต่ไม่ยอมสร้างบุญ รักษากรรม จึงต้องตำรา หนีเสือปะจรเข้ เมื่อใกล้จะพ้นโรค แต่กรรมยังอยู่ ก็ดลบันดาลให้เกิดอุบัติเหตุ ...

การจะช่วยตน ตามหลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงต้องช่วยให้พ้น ทั้งจากโรคและจากกรรม ต้องอาศัยสองขา ทั้งสมุนไพรและบุญ ดังนั้น เมื่อขาสมุนไพรเราท่านสมบูรณ์แล้ว ก็ควรจะเน้นขาของบุญด้วย ผลสำเร็จก็จักอยู่ไม่ไกล และเรียกว่าช่วยตนจนปลอดภัย

คำวินิจฉัยเหล่านี้ มีค่าทุกวลี ไม่อยากให้สูญเปล่า ดังนั้น หากใครรู้จักจิตอาสา ก็ลองไปถามไถ่ดู แล้วนำมาพิจารณา เพื่อไม่ให้การช่วยตน ล่าช้า และประสพผลดังตั้งใจ

ที่น่าเสียดายกว่า นั่นคือ เมื่อเราท่านเสียเวลามาสถานที่นี้ กลับเอาเวลาที่มีคุยเรื่องที่ไร้สาระ หากแต่เวลาที่เสียไปในที่นี้ นำมาคุยเรื่องราวเหล่านี้ เล่าความผิดพลาด และถูกต้อง ของแต่ละคน ที่ทำให้เกิดผลผิด ผลถูก กันแล้วไซร้ ก็จักเป็นการช่วยให้ทุกคน เดินทางเข้าสู่ความสำเร็จของแต่ละคนเร็วขึ้น ...

เราจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงเรียกวันนี้ว่า วันแห่งชีวิต นัั่นก็หมายความว่า ทุกเวลานาทีในวันนี้ มีเพื่อแสวงหาชีวิตตนนั่นเอง เรื่องอื่น ละคร สัพเพเหระคุยเมื่อไหรก็ได้ แต่เรื่องที่มีผลแก่ชีวิตต่างหาก ที่วันนี้ควรจะต้องนำมาคุยกัน แล้วพิจารณา

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นิทานสิ่งศักดิ์สิทธิ์


ความเป็นจริง หรือจะเรียกว่าปาฏิหาริย์ ซึ่งเกิดไม่ได้เลย หากไร้ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูล หากแต่เราท่านพยายามที่จะมองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าต้องมาจากฟากฟ้า ความคิดนี้ จึงบังตาปาฏิหารย์เบื้องหน้าของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปสิ้น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็น ว่าการที่คนป่วยจำนวนมากมารวมตัวกัน แลสามารถทำกิจกรรม โดยที่ไม่มีเหตุอันใดเลย ไม่ต้องมีหมอ มีพยาบาล มีเครื่องมือแพทย์ ห้องฉุกเฉิน อะไรทำให้เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ตัวท่าน เพราะตัวท่านเองก็อาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูลเหมือนกัน นั่นจึงหมายความว่า สถานที่นี้ มีคุณสมบัติให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูล การกระทำที่มารวมตัวกัน เป็นไปตามครรลองคลองธรรม ฟ้าบัญญัติ ทุกคนจึงรอดปลอดภัยนั่นเอง

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง หากแต่มองไปในโลก ที่ไหนเล่าจะกล้านำคนป่วย จำนวนมากมารวมตัวกันเช่นนี้

คำตอบที่ได้ คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขามีตามธรรมชาติอยู่แล้ว นั่นคือ กรรม ศักดิ์สิทธิ์ และ ธรรมศักดิ์สิทธิ์ เป็นของคู่กันมากับจักรวาล มนุษย์สร้างไม่ได้ อันหมายความว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง อุปโลกขึ้นเอง จึงเป็นเพียงแต่ความคิด เป็นลม ช่วยตนของตนไม่ได้

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มนุษย์สร้าง จึงมีความศักดิ์สิทธิ์เฉพาะตอนที่มีกรรมดีเท่านั้นเอง หากยามใดกรรมชั่วมาถึง ความเลวร้ายปรากฎ มนุษย์ ก็พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างไม่ได้เลย ภาพที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือ ยามกรรมมา แทนที่จะพาไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โน่น ไปโรงพยาบาลมั่ง ไปหาอะไรก็ได้ที่คิดว่าพึ่งได้ แต่ไม่พาไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันนั้นเลย

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า การเชิญสิ่งศักดิ์สิทธ ิ์มาคุ้มครองตน หาต้องใช้บาลีบทใดไม่ สิ่งเดียวที่พระพุทธเจ้าใช้ นั่นคือ "คุณธรรม" หากสร้างคุณสมบัตินี้ได้เมื่อใด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมเกื้อกูลเอง จึงมีคำกล่าวว่า คนดี ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ก็ด้วยผู้นั้นมีคุณสมบัติ ทำตนจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูลนั่นเอง

คำพรที่แม่ชีเมี้ยนทรงประทานให้หลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งที่ให้กลับมานำตำราออกจากถ้ำกระบอก แล้วจะละสังขารจึงตรัสว่า "ตำราของแม่ ยิ่งให้ ยิ่งเจริญ"

คำพรนี้ถูกท้าทายมาตั้งแต่ปี ๓๐ ครั้งหลวงพ่อนิพนธ์เปิดสำนักอีกครั้ง ที่แผ่นดินของพ่อ ที่ อ.เมือง จ.ลพบุรี แม้นในขณะนั้น สภาพของตนเอง ก็เรียกว่าขัดสนยิ่งนัก หลายคนจึงกล่าวว่า อย่างเก่งก็ไม่เกินสองปี สำนักของหลวงพ่อนิพนธ์ต้องเจ๊งอย่างแน่นอน

ผ่านไปสองปี คนเหล่านั้นก็บอกว่า กูว่าไม่เกิด ปี ๓๕ มันเจ๊งแน่ มา ณ.วันนี้ก็พิสูจน์คำพรของแม่ชีเมี้ยนได้เป็นอย่างดีว่า "ยิ่งให้ ยิ่งเจริญ" ไปทำที่ไหน ที่นั่นก็เจริญ

แม้นสถานที่นี้ เรียกได้ว่าย่อส่วนของพุทธศาสนาครั้งพุทธกาลมา หากแต่การฟังธรรมวินัยที่แท้จริงเมื่อครั้งพุทธกาล พิจารณาที่ทำได้ แล้วนำไปปฏิบัติ เมื่อทำได้ ก็จักได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูล บ้านร่มเย็น เมืองร่มเย็น ไม่ต้องดิ้นรนไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใดหรอก ... หนึ่งเดียวที่เป็นของจริง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทำให้เห็นแล้ว ว่า "ธรรม" คือสุดยอด และของจริง พาไปนิพพานได้ แค่หายโรค ... นั้นคือ น้ำจิ้ม ของแถมที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาให้แก่คนที่มี "คุณธรรม" เพราะมันคือ เครื่องหมายของคนดีนั่นเอง

ไม่ต้องใช้ หมอชีวก อะไรนั่นหรอก ด้วยการปฏิบัติธรรมอันนี้ พระพุทธเจ้าและสงฆ์สาวก จึงมีเอกลักษณ์ ที่เป็นผู้ไม่มีโรค แม้นจักอายุขัย แก่สักปานใด ก็ปฏิบัติกิจของสงฆ์ จนครบอายุขัย ไม่มีตาแก ตาฝ้าฟาง หลังโกง เดินไม่ไหว ให้เห็น แม้นแต่องค์เดียว

หากแต่บทเริ่มของคุณธรรม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนชี้เคล็ดให้เห็น ว่า มีบ่อเกิดมาจาก ความกตัญญู นั่นเอง อันเป็นกระไดขั้นแรกของผู้ปฏิบัติ

เราจึงไม่แปลกใจเลย ในบทสนทนาของการสัมภาษณ์แม่ชีท่านหนึ่ง ที่ป่วยเป็นมะเร็งมดลูก จนเน่า เนื้อหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ มีเลือดไหลตลอดเวลาเดิน และมีกลินโชยออกมา ความตอนหนึ่งว่า "สิ่งที่ทำให้แม่ชีมีมานะ อดทนต่อสู้กับอาการ และยืนระยะในการทานสมุนไพรมาได้ถึง ๔ ปี ก็คือ ความตั้งใจที่รู้ว่าสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์อยากได้ นั่นคือ คนหาย ก็อยากทำตนให้หาย เพื่อให้ท่านชื่นใจว่ามีคนทำได้ ครั้นเมื่อตนทำได้ ผ่านการตรวจเชื้อซ้ำอีกหลายหน หลายโรงพยาบาล จนทุกหมอกล่าวเหมือนกันว่า ร่างกายของแม่ชีตอนนี้เป็นปกติ ไม่มีเชื้อมะเร็ง จึงมาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ ให้ท่านได้ชื่นใจ ว่ามีคนทำตามคำสอน แล้วประสพผล"

จากคนที่หมอบอกว่า อย่างเก่งก็อยู่ไม่เกิน ๔ เดือน ตอนนี้อยู่มา ๔ ปีกว่า และที่สำคัญ แววท่าจะตายยากเสียด้วย

เราจึงขอย้ำอีกครั้ง .... กระไดขั้นแรก ของคุณสมบัติ การเป็นคนดี มีคุณธรรม จนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูล ... แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า เริ่มกันที่ คำว่า "กตัญญูู" หากไม่มี หรือข้ามกระไดขั้นนี้ไปแล้วไซร้ ช้าเร็วก็ตกบันได

นี่แหละจึงเป็นเคล็ดในการแสวงหาสมุนไพร ที่แม่ชีเมี้ยน สอนหลวงพ่อนิพนธ์ ในยามเดินป่าหาสมุนไพร ให้หลับตาประกาศต่อฟ้าดิน ว่าเจตนาในการมาอัญเชิญเพื่อการใด เมื่อลืมตามา จะเห็นประกายของต้นสมุนไพรเรืองแสงปรากฎตนออกมา แล้วให้เอาผ้าไปผูกทำเครื่องหมายไว้

นี่แหละ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงใช้ไม่ได้กับทุกคน เพราะเขามีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เป็นเจ้าของอยู่แล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น สมุนไพรเมื่อทานแล้ว ก็หาให้ผลแก่ทุกคนไม่ เพราะผลที่จักบังเกิด มีเฉพาะคนทำได้เท่านั้นเอง .... สมุนไพรเขามีวิญญาณ เป็นสิ่งศักดิสิทธิ์ตามธรรมชาติ มีคุ่มากับโลก คนชั่วจะมาลักกิน ขโมยกิน เอากำลังไปทำความชั่วอีก ... ไม่มีทาง

ศาสน์สมุนไพร จึงไม่ใช่ใครก็ทำได้ เพราะต้องอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูลนั่นเอง

คนที่ทานแล้วไม่ประสพผล จะโทษสมุนไพร โทษแม่ชีเมี้ยน โทษพระพุทธเจ้า โทษคนทำ หาได้ไม่ สิ่งที่ต้องโทษก็คือ คนของคน นั่นเอง ที่ทำไม่ได้ ไม่มีคุณสมบัติให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาเกื้อกูล ...เพราะสมุนไพรหม้อเดียวกันที่ทาน ผู้อื่นเขาทานแล้วประสพผล อย่ารำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แนวรบ


กระบวนการจัดทัพ ในการต่อสู้กับมะเร็ง อันเป็นโรคที่ยุคนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ใช้เป็นตัวบุกเบิก แทนยาเสพติด แยกเป็นหลายส่วน

กลุ่มแรก คือผู้ที่มีอาการหนัก คนไหนผ่านการคัดคุณสมบัติ สอบถามกันแล้วมั่นใจว่าพร้อม ก็จะจัดเป็นกลุ่ม เข้าคอร์สเต็มพิกัด มีการติดตามประวัติกันอย่างใกล้ชิด หลวงพ่อนิพนธ์จะเริ่มคนในกลุ่มนี้ ประมาณ ๒๐ คน

กลุ่มที่สอง ที่เกิดอาการวิกฤต ปัจจุบันทันด่วน ก็รับเข้ามาพัก แก้ไขอาการปัจจุบันทันด่วนนี้ให้คลี่คลาย อาจเป็นการพัก ห้าวัน สิบวัน เพื่อดูอาการอย่างใกล้ชิด

กลุ่มที่สาม จัดสมุนไพรเต็ม แต่สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ หลวงพ่อนิพนธ์จะเป็นผู้ถือสายโทรศัพท์ อนุญาติให้ปรึกษาอาการได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงเอง

แล้วมาดูปาฏิหารย์กัน ไม่ได้ลอยมาจากฟากฟ้า หากแต่เดินอยู่บนดินกันให้ไขว่นี่เอง ... คนเหล่านี้จะแสดงปาฏิหารย์ ทำในสิ่งที่คนทั้ิงโลกทำไม่ได้ นั่นคือ การหายโรค

คุณสมบัติ ที่จะถูกคัดสรร แค่มีความพร้อม กายพร้อม ใจพร้อม มีวันเวลา .... ใครที่บอกติดโน่น ติดนี่ ไม่มีวันเวลา ... ถอยไป

ลิเกฉากนี้ แนวรบนี้ หลวงพ่อนิพนธ์บอก ต้องเป็นสมรภูมิเดียวจบ หากจบมันไม่ลง จะย้อนกลับมารบอีก ก็ชนะยากเสียแล้ว .... เคล็ดของสมุนไพรจึงอุปมา ตีงูต้องตีให้ตายในคราวเดียว

หมายเหตุ โอกาสจึงมีให้แค่ครั้งเดียว

อีกไม่นานเมื่อผลปรากฎ คนที่เป็นโรคอื่นที่เบาบาง อันตรายน้อยกว่ามะเร็ง ที่เป็นโรคทำลายอวัยวะ ก็จะได้เชื่อมันว่า ของแรงยังเอาอยู่ ของตนนั้นยิ่งมั่นใจได้ว่า หากทำคุณสมบัติแบบพวกมะเร็งได้แล้วไซร้ ผลย่อมเกิดเร็วกว่าอย่างแน่นอน

คำปรารภสุดท้ายของหลวงพ่อนิพนธ์ คือ ตอนนี้ มีพระมาลัย มาทำเป็นประวัติศาสตร์ให้อ่าน แม้นจะมากกว่าสองร้อยคน หากแต่ผู้ที่มาทีหลัง ได้มาอ่าน ก็อย่าทำตนเป็นแต่เพียงผู้อ่าน ควรทำตนให้กลายมาเป็นประวัติศาสตร์ ให้คนรุ่นหลังได้อ่านบ้างเช่นกัน

ทำแล้วแต่ไม่เกิดบุญ

เราท่าน เมื่อมาสถานที่นี้แล้ว ฟังวิธีการหาบุญของหลวงพ่อนิพนธ์ หลายคนก็เมิน แล้วคิดในใจว่า ตนก็แสวงหาบุญทำบุญมาตลอดชีวิต บางท่านอาจกล่าวอ้างได้ว่า ทำบุญทุกวัน มีคนมาขอให้ช่วยโน่นช่วยนี่ สร้างวัด สร้างโรงเรียน หนทางบุญเยอะไปหมด

มาวันนี้ ยามที่ตนของตนเกิดวิกฤต ก็แล้วบุญเหล่านั้นที่ทำมาหายไปไหนหมด ไม่มาเกื้อกูล ตนของตนบ้าง

ที่น่าแปลกกว่า ก็คือ แหล่งที่กล่าวอ้างว่าเป็นแหล่งบุญ ที่โน่นศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ ในยามที่ดีๆนั้น มาวันนี้ ยามวิกฤต กลับพาตนของตนไปโรงพยาบาล ไม่พาไปหาไปนอนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันนั้นเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้อนอดีตถ้ำกระบอก เมื่อครั้งโอดครวญกับแม่ชีเมี้ยนว่า ทำไมพระของแม่จึงลำบากแท้ ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น อาพาธก็ไม่มียกเว้น เงินทองก็รับไม่ได้ ทีวี .. ก็ห้ามดู

คำตอบที่ได้ นั่นคือ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เรื่องบุญ จึงบัญญํติเป็นคำสอนว่า "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"

ขยายความให้ฟังว่า ด้วยเหตุอันนี้เอง พระวินัยของพระพุทธเจ้า จึงเป็นวินัยทุกข์ สงฆ์สาวก จึงทำตนกลายเป็นคนทุกข์ จนที่สุดในโลก เพราะไม่มีเงินแม้แต่เก๊เดียวในย่าม ไม่มีแม้แต่น้ำดื่ม มีแต่เพียงจีวร เครื่องใช้เพียงชุดเดียว จึงเป็นผู้ที่ทุกขเวทนาที่สุด

หรือย้อนกลับไปยังนางสุชาดา ทำไมข้าวมธุปายาสแค่ก้อนเดียว ที่ถวายแด่พระโคดม จึงแทบจะทำให้ผลบุญอันนั้น ทำให้นางสำเร็จเป็นอรหันต์เลย ก็เพราะหากไม่มีข้าวนั้นแล้ัวไซร้ ก็ไม่มีพระพุทธเจ้ามาสอนสงฆ์สาวก นับแสนองค์นั่นเอง อานิสงฆ์จึงมากมายนัก

อุปมาเหมือนคนผู้หนึ่ง มีน้ำแก้วหนึ่ง แล้วนำน้ำนั้นไปให้กับผู้มีน้ำเป็นตุ่ม น้ำนั้นก็ให้สุขน้อยนิด หรือแทบไม่ได้เลย แก่ผู้รับ เพราะตนมีเหลือแล้ว ในขณะที่ สงฆ์สาวก เดินธุดงค์มา ไม่มีน้ำ หิวกระหายเป็นกำลัง โยมก็นำน้ำแก้วนั้น มาให้ น้ำนั้นจึงมีค่าอันมหาศาลแก่สงฆ์รูปนั้น ให้สุขอันมหาศาล ผลมันจึงมหาศาลนั่นเอง

แปลความย้อนกลับ บุญจึงไม่เกิด หากไม่มีผู้ทุกข์ยากนั่นเอง

สมุนไพรตำราแม่ชีเมี้ยน สูตรของพระภูมี แม้นจะดีเลิศสักปานใด หากแต่ไม่มีผุ้ทุกข์ ไม่มีผู้ที่เป็นโรค ก็ไร้ค่า สร้างบุญไม่ได้เลย เช่นกัน

คนที่ไม่มีโรค จึงไม่สามารถก้าวข้ามไปยุ่งเกี่ยวได้เลย เพราะเขายังไม่ทุกข์ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา ศาสน์ จึงมีขอบเขต หมายความว่า ผลที่ได้ก็ต้องเกิดจากความยินยอมพร้อมใจ ... นั่นคือ ศรัทธา ความเชื่อ ต้องมาก่อน สองฝ่ายจึงต้องร่วมกัน ผลจึงเกิด

ยกการเปรียบให้ฟัง ว่า เมื่อเราท่านเป็นเจ้าของมะพร้าวสองลูก ไปให้คนหิวทาน ผ่านไปไม่นาน คนคนนั้นก็หิวอีก ค่าของมะพร้าวก็หมดไป หากแต่เมื่อนำมาทำเป็นสมุนไพร คุณค่าของสมุนไพร คงอยู่ในตัวคน ทำให้คนหายโรค ค่าจึงมหาศาล หากแต่ขณะเดียวกัน อีกคนหนึ่งไปสร้างเจดีย์ มูลค่าอันมหาศาล แต่ช่วยใครไม่ได้เลย ให้สุขใครไม่ได้เลย ผลบุญของมะพร้าวสองลูก จึงมากมายกว่าเจดีย์นัก

เคล็ดของการหาบุญ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอก หาคนทุกข์ให้เจอ อาทิ ครอบครัวต้องเป็นทุกข์เพราะนิสัยเราท่าน ที่โมโหร้าย โกรธง่าย แค่ไม่โกรธ ไม่ตบตี หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า นั่นเป็นบุญแล้ว ครอบครัวก็ไม่เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มองบุญอย่างมองไกล แหล่งบุญคือมนุษย์และสัตว์ ที่เป็นทุกข์นั่นเอง ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว บุญจึงทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องทำกับพระ

หากแต่พระ ที่ปฏิบัติตามวินัยของพระภูมี เป็นผู้ทุกขเวทนายังไม่พอ ยังเอากำลังที่ได้ปฏิบัติธรรมอีก ... ผลมันจึงมาก เป็นแหล่งเนื้อนาบุญที่ดีที่สุดนั่นเอง

ปัญหาก็คือ พระสงฆ์ที่เราท่านไปสนับสนุนนั้น เดินตามใคร เพราะเห็นแต่พระที่มี มองไปทางไหน จะถวายอะไร ท่านก็มีมากซะเหลือเกิน ล้นจนไม่มีที่จะเก็บ แล้วจะหวังผลบุญจากการถวายได้อย่างไร

พระของพระพุทธเจ้า จะรอถวายจีวรสักผืน โน่นสี่ปีห้าปี เพราะท่านปะแล้วปะอีก ไม่ยอมเปลี่ยน

หากแต่สิ่งหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัส นั่นคือ การที่ชวนชักให้คนมาบริจาคสมุนไพร พระพุทธเจ้าซ่อนปมอันหนึ่งไว้ นั่นคือ เมื่อผู้ให้เป็นผู้ช่วยให้ผู้อื่นพ้นจากโรคนั้น อาทิ มะเร็ง ด้วยมะพร้าวแล้วไซร้ เจ้าของหรือผู้ให้ จะมาเป็นมะเร็งเองได้อย่างไร นี่เรียกว่า การตัดไฟแต่ต้นลม ทำซะ แล้วจะได้ไม่ต้องไปเป็นนั่นเอง ... จึงไม่แปลกที่ทำไมเรียกหลักนี้ว่าหลักปราชญ์

ไม่ได้หวังว่าทุกคนจะทำ เพราะธรรมชาติมันต้องมีชูชก และพระเวสสันดรคู่กัน หากแต่ขอให้มันสมดุลย์ก็พอ

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เรียนเรื่องเสียบ้าง

เมื่อเน้นผลแห่งการกระทำ เพื่อผลสำเร็จ นั่นก็หมายถึงการเน้น การกระทำหรือตัวกระทำ ที่เมื่อทำแล้วเป็นมรรคเป็นผลนั่นเอง

ตลอดเวลา เราท่านมักได้ยินแต่การสร้างบุญโดยวิธีทางต่างๆ การสร้างคุณสมบัติ และการตอกย้ำเสมอว่า ต้นแบบแห่งบุญ คือ พระพุทธโคดม แสดงให้เห็นแล้วว่า การหาบุญ พึ่งวัตถุหรือสิ่งอื่นใดไม่ได้เลย อันหมายถึง สิ่งนอกกายนั้นให้ผลน้อย เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้ นั่นเอง ด้วยการทิ้งเวียง ทิ้งวัง ออกมาเดินกลางดิน กินกลางทราย

และภาพที่หลวงพ่อนิพนธ์ ฉายให้เห็นเด่นชัด ลักษณะของบุญ คือ วินัยทุกข์ หากแต่เป็นทุกข์จากธรรมวินัยทำให้เกิด เพื่อจะได้พ้นทุกข์ที่เกิดจากกรรมนั่นเอง

จุดใหญ่ใจความ ที่ชี้ชัดเข้าไปอีก เพื่อแสวงหาซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนค้นหา เดินทางไปแห่งหนตำบลใด วัดใด .. หากแต่อยู่ที่การนำธรรมวินัย มาปฏิบัติ สร้างคุณสมบัติของตน รองรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเกื้อกูลเอง

ขยายความให้ฟังว่า นั่นหมายถึง เมื่อเรียนรู้แล้วพิจารณา เข้าใจ ก็สามารถไปสร้างบุญ ณ.แห่งหนตำบลใด เวลาใด ก็ได้ ไม่จำเป็นหรือจำกัดว่า ทำบุญต้องทำที่วัด ทำกับพระ ไม่ใช่ ไม่ใช่

และมาระยะนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็พึงเน้นว่า เมื่อเราทราบหนทางบุญของพระพุทธเจ้าแล้ว แต่เพราะเหตุใด การทำของเราท่านจึงไม่ก้าวหน้า หรือ บรรลุผล

นี่แหละเรียกเหตุแห่งการเสียไปแห่งบุญที่ทำ ดังนั้น คำสอนในช่วงเวลานี้จึงต้องตั้งใจฟังเป็นพิเศษ เพื่อเก็บเกี่ยวผลแห่งบุญที่ทำให้ได้มากที่สุด หรือเสียน้อยที่สุด เพื่อนำไปช่วยตนให้สำเร็จนั่นเอง

ยกตัวอย่างการเสียไปแห่งบุญ ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักเล่าให้ฟังเสมอ นั่นคือ เมื่อครั้งพุทธกาล มีผู้หญิงคนหนึ่ง เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ก็อยากที่จะทำข้าวปลาอาหาร เพื่อไปใส่บาตรพระพุทธเจ้า

หากแต่การกระทำเช่นนั้น ก็ทราบโดยทั่วไปว่าการตักบาตรแก่พระพุทธเจ้าเป็นบุญมาก แต่ผู้หญิงท่านนี้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า บุญที่ได้ก็น้อยนิด

พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนหญิงนี้ว่า ด้วยเหตุแห่งการเสียบุญไป อันเนื่องมาจาก เจตนาของตนที่ตั้งไว้มันเสียไปนั่นเอง โดยเมื่อแรกเดิม หญิงนี้ มีความตั้งใจทำอาหารไว้ในใจอยู่ก่อน หากแต่เมื่อได้ฟังผู้อื่น ก็เปลี่ยนไปตามความคิดผู้อื่น นั่นจึงเป็นด้วยว่า อาหารนั้นจึงไม่ได้มาด้วยความคิดของตน แต่แปรไปตามผู้อื่นเสียแล้ว บุญที่พึงได้จากอาหารนี้ ก็เสียไป ๓ ส่วนให้แก่เจ้าของความคิดไปเสียแล้ว เรียกว่า สิ่งที่ทำมันขาดเจตนาของตนไป ผลจึงไม่สมบูรณ์

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เจตนาจึงเป็นเครื่องกำหนดผล เราท่าน อาจไม่อยากซื้อสมุนไพร แต่กลัวเขาว่าบ้าง ฟังคนอื่นบ้าง เลยจำใจทำ หรือ ทำตามความคิดผู้อื่น ..นั่นจึงเป็นเหตุว่า ทำเหมือนกัน หากแต่ถ้าทำถูก ทำน้อยก็ได้มาก ถ้าทำผิด ทำมากก็ได้น้อย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ทำไมจึงไม่ทำให้บุญอันนั้นสมบูรณ์เล่า คิดเอง ตั้งเจตนาเอง แม้นมะพร้าวเพียงลูกสองลูก ตามกำลังที่ตนมี ค่าก็มหาศาล ดีกว่าสร้างโบสถ์สร้างเจดีย์เสียอีก

หากไม่พร้อมซึ่งเจตนาแล้วไซร้ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำ เพราะผลมันน้อยนิด เหมือนทำไปเสียเปล่า แม้นทำมากสักฉันใด ก็ได้ผลเพียงน้อยนิด

อุปมาคนไข้มะเร็ง ที่ช่วยตัวเองยังไม่ไหว แต่อยากจะช่วยล้างจาน แม้นวันหนึ่งจะล้างได้เพียง ๗ ใบ ผลแห่งการกระทำนั้นก็สามารถช่วยตนให้หายจากมะเร็งได้ จนทุกวันนี้ ล้างได้เอง วันละเป็นพันใบ

นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์แห่งคุณสมบัติ เพราะหลายคนก็ทำมากกว่าล้างจาน ๗ ใบ แต่ทำไม ผลมันจึงยังช่วยตนไม่ได้ ...

คำสอนช่วงนี้ จึงค่อนข้างเข้มข้น และกระชับเข้าไปเรื่อยๆ จึงควรตั้งใจฟัง พิจารณา ... ฟังแล้วจับเอาแค่เสี้ยวที่ทำได้ เอาไปทำ ทำได้ เรื่องหายก็ไม่ไกลเกินฝัน

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เพิ่งจะเริ่ม

ตอนนี้ ประวัติของผู้ป่วยมะเร็ง ที่กำลังรวมเล่ม ของผู้ที่ทำตนจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ให้คนอ่าน มีมากกว่า ๒๐๐ ราย

จุดประสงค์ ไม่ได้มุ่งหาชื่อเสียง ไม่ได้หวังสิ่งอื่นใด แต่ก็เพื่อให้คนรุ่นหลังที่ตัดสินใจใช้ทางเลือกนี้ ที่ดูแล้ว หมอก็เหมือนหมอผี ไม่มีใบประกาศ ไม่มีปริญญา เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่เห็นมี มองด้วยตาแล้วขาดความน่าเชื่อถือ หรือเรียกความเชื่อมั่นไม่ได้เลย

หากแต่ ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน แม้นจะดูไม่ดีสักฉันใด ไม่สบายใจเหมือนอาคารติดแอร์หลังใหญ่ หมอเดินกันไขว่ แต่ที่นี่มีคนหายมาเดินให้เห็น ตัวเป็นๆ ให้ได้คุย ได้สอบถาม เหมือนรุ่นพี่ ที่จะประคับประคองรุ่นน้อง ในมหาวิทยาลัย แล้วก็จบตามกันไป สำเร็จได้รับปริญญาหายโรคเหมือนกันนั่นเอง

สิ่งที่เห็นอยู่ในวันนี้ ก็เรียกได้ว่า คนทั้งโลก หรือ ที่ไหนในโลกทำไม่ได้ เป็นดินแดนมหัศจรรย์อยู่แล้ว หากแต่นี่่แค่จุดเริ่มต้น ของท้องเรื่อง ที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้เท่านั้นเอง

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ มีค่ามหาศาลกว่านี้มากมายนัก เพียงแต่หลวงพ่อนิพนธ์ยังไม่มีโอกาสได้นำออกมาใช้ เราจึงไม่แปลกใจที่แม่ชีเมี้ยนตรัสทิ้งเป็นปริศนาให้หลวงพ่อนิพนธ์ว่า สิ่งนี้แหละจะใช้กอบกู้ประเทศได้ เป็นการตอบแทนแผ่นดิน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักสอนว่า วันใดที่ธรรมคำสอนของพระภูมีเกิด สมุนไพรเกิด สามารถสร้างคนดี มีความซ์่อสัตย์ ขันติอดทนได้ จนช่วยตนของตนได้ ในช่วงขณะเดียวกัน ประเทศก็จักเกิดวิบัติ เดินมาถึงทางตัน นั่นหมายความว่า ในอดีตที่ปลูกฝังมาว่า คนดี คือมีความรู้สูง จึงสมควรเป็นเจ้าคนนายคน จนทำให้คนยุคนี้แห่กันส่งลูกหลานเรียนกันให้สูงเข้าไว้

หากแต่การปลูกฝัง จูงลูกจูงหลานเข้าวัด เพื่อให้เป็นคนมีจิตใจดี ก็จางหายไปในสังคมไทย ผลที่ตามมาคือความหายนะของประเทศ

วันเวลาจะหวนกลับ คนดี ซื่อสัตย์ จักกลายเป็นบุคคลหายาก และเป็นที่ต้องการ ไม่ว่าจะกิจการระดับประเทศ หรือเล็กลงมาในบริษัท เพราะ คงไม่มีใครวางใจในคนดี ที่วัดกันด้วยความรู้สูงอีกต่อไป

ภาพของคนดี จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ว่าแท้จริงควรเป็นเช่นไร

เราจึงย้อนนึกถึงคำสอน ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวบ่อยๆ ในหลักที่พระภูมีใช้เลือกสาวก นั่นคือ คนดีของพระภูมี ก็ต้องเริ่มจากคนที่เห็นแก่ตัวก่อนโดยเริ่มจากพัฒนาชีวิตตนให้ดีก่อน แล้วจึงจะวางใจได้ว่า สิ่งที่รู้แล้วไปนำผู้อื่น ก็จะพึ่งรอดปลอดภัยด้วย

ความเห็นแก่ตัว ที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ ไม่ใช่ความเอาแต่ได้ หากแต่การจะเป็นคนดี ที่ฟ้าดินยอมรับ ก็ต้องช่วยตนให้พ้นก่อน เป็นคนดีให้ได้ก่อน จึงจะไปช่วยผู้อื่น

คำอุปมาที่มักได้ฟังเสมอ นั่นคือ เราท่านมักทำตนเป็นคนรักสัตว์ รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ในขณะที่ยังมีพฤติกรรมทำลายชีวิตตน กินยาเคมีวันละกำ ทำลายอวัยวะ ทำลายชีวิตตน อันเข้าข่าย ฆ่าผู้อื่นก็บาปหนึ่ง หากแต่ฆ่าตนนั้นบาปหนักกว่า จึงมีบัญญัติห้ามทำลายชีวิตตน

เมื่อเราท่านยังมีพฤติกรรมทำลายชีวิตตน ผลแห่งการรักสัตว์ รักชีวิตผู้อื่น การกระทำนั้นๆ ก็ถือว่าเป็นศูนย์ หาค่าไม่ได้เลย จะกล่าวอ้างเหมือนหลายคนที่มักกล่าวอ้างว่า ฉันทำบุญ สร้างวัด ไม่เคยฆ่าสัตว์ ช่วยเหลือคนทุกข์ ก็มากมาย ทำไมถึงต้องมาเป็นเช่นนี้ ... คำตอบที่หลวงพ่อนิพนธ์มักให้ก็คือ ก็เล่นกินยาวันละกำ แถมมีพฤติกรรม ทำลายศาสนาอีก ส่งเสริมพระไปในทางที่ผิด ... นี่แหละต้นเหตุที่ทำให้ผลไม่เกิด

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักชวนชัก ให้ทำตนรอดู ม่านของศาสนากำลังจะเปิด แล้วเราท่านจะได้รู้ว่า ทำไมคนในอดีต ทุกยุคทุกสมัยจึงยอมรับในบญญาธิการของศาสนา ของพระพุทธเจ้า จนกลายเป็นศาสน์หนึ่งเดียว ที่เดินถือบาตร ไม่ว่าไปที่ใด มีคนให้ แต่คนให้ยังต้องกราบไหว้ ระลึกคุณเสียอีก

หลวงพ่อนิพนธ์ เปรียบให้ฟังว่า แม้นได้ใส่บาตร ข้าวถ้วยแกงขัน กับพระอรหันต์ แล้วทำนิสัย สักเล็กน้อย โรคก็วิ่งป่าราบ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า หากตัดนิสัย ตัดกิเลส แล้วทำไมจึงไปนิพพานได้ในชาติเดียว

เราจึงเชิญชวนให้ฝันกัน ... ฝันรวย ฝันโน่น ฝันนี่กันมาเยอะ .. มาฝันได้อยู่รอชมบุญญาธิการของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่กัน ที่จะอุบัติในไม่ช้า แล้วได้ไปกราบ น้อมนำคำสอนมาประพฤติปฏิบัติกัน ... เมื่อนั้น คนดีจะมีมากมาย และหากได้ครองเมือง เป็นเจ้าคนนายคน ประเทศจึงจักเป็นศิวิไลซ์แท้

แล้วเราท่านจะได้รู้ว่า แม่ชีเมี้ยนเป็นใคร สำคัญเพียงใด ควรหรือที่คนไทย จะลืมเลือนท่าน ไม่ว่าชื่อ คำสอน แลสิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้ มาร่วมสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ในแผ่นดินไทยกัน หาใช่รูปอันใหญ่โต แต่สถิตย์ในดวงใจของคนไทย มิรู้ลืมต่างหาก ตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน เล่าขานไม่รู้จบ

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เริ่มสังคายนา

ผ่านการสอน และให้ความรู้ในเรื่องการแสวงหาบุญ มานานพอสมควร หลายคนก็เรียนรู้ ซึมซับ และนำไปปฏิบัติ

หากแต่คำถามหรือภาพที่ปรากฎ ทำไมจึงยังช่วยตนไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์มุ่งเป้าไปที่จิตอาสา ที่เรียกได้ว่า ฟังรู้ แล้วพยายามที่จะทำตนตามแนวทางแสวงหาบุญของพระภูมี

แต่อะไรเล่าทำให้จิตอาสาหลายคนเดินทางล่าช้า หรือไม่ประสพผลแม้นเวลาล่วงเลยมานาน

คำอรรถาธิบายก็คือ เรื่องการแสวงหาบุญนั้น จิตอาสาพอรู้ช่องทาง แต่ที่ไม่รู้ นั่นคือ อะไรเล่าเป็นสิ่งที่ทำลายบุญที่สร้างอันนั้นไปเสียจนหมด หรือ เหลือไม่พอมาเลี้ยงตน

ก่อนจะเปิดศึกใหญ่ คือ มะเร็ง จึงต้องมีการสังคายนาจิตอาสา เพื่อยกระดับ เพราะคนเหล่านี้ อาสามาทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ หากแต่จะโปรดผู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่อโปรดตนยังไม่ได้เลย

ช่วงนี้จึงถึอว่าเป็นโอกาสอันดี ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้ให้เจ้าหน้าที่ ทำบัญชีจิตอาสา เพื่อรายงานว่าแต่ละคนมีปัญหาอะไร มากน้อยเพียงใด แล้วจัดสมุนไพรให้เป็นรายบุคคล

แต่ที่สำคัญกว่า นั่นคือ ให้การอบรมชี้แนะว่า พฤติกรรมเช่นไร ที่ทำลายบุญที่สร้างอันนั้นไป นี่เรียกว่ารายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่เหล่าจิตอาสามองข้าม อันเป็นเรื่องน่าเสียดายวันเวลาที่เสียไป เพราะผลแห่งการทำมันไม่เกิด หรือเกิดก็ไม่เพียงพอนั่นเอง

ภาพใหญ่ใจความ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้จิตอาสาพิจารณา นั่นคือ หลักของพระภูมี เรียกว่า มีสัญญลักษณ์คือความสงบ ดังนั้น แม้นจักทำกิจกรรมต่างๆ ก็เลยซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้

ห้องสวดมนต์ เงียบสงัดฉันใด ห้องสมุนไพร หรือ ห้องกิจกรรมใดๆ ก็ควรเป็นเฉกเช่นเดียวกัน

ทำให้เรานึกย้อนไปเมื่อครั้งหลวงพ่อนิพนธ์ยังมีพระ คำสอนหนึ่งที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ในการสอนพระนั่นคือ ในขณะที่ท่านทั้งหลาย กำลังนั่งทำยา ไม่ว่าตำยามะพร้าว หรืออื่นใด ในเมื่อกายพร้อม ใจพร้อม ก็ควรมีวาจาพร้อม นั่นคือ ระหว่างตำยาไป ก็สวดมนต์ไป ผลที่ได้ในการทำนั้น ก็จัดสมบูรณ์ด้วยองค์ ๓

จึงถือว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีของเหล่าจิตอาสา ที่จะได้เรียนรู้รายละเอียด ในเรื่องบุญ ไม่ว่า การได้มาซึ่งบุญ รวมถึง การใดที่จะมาทำลายบุญที่ทำนั้นให้หมดลง

บุญของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่สักแต่ว่าอ้าง ทำแล้วเป็นบุญ เรื่องอื่นไม่สน กูทำแล้ว กูต้องได้ แบบนั้นเรียกว่า บุญนึกเอาเอง มันจึงเป็นลม ช่วยตนของตนไม่ได้

หลักของพระภูมี จึงเป็นหลักที่มีรายละเอียด ก้าวล้ำเกินกว่าวิทยาการใดๆ ของมนุษย์ เพราะนอกจากสิ่งที่มองเห็น ยังล้วงลึกไปถึงสิ่งที่มองไม่เห็นอีก คือ กรรม

คำเตือนสติอย่างหนึ่ง ที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นั่นคือ อย่าประมาทกรรม อย่าประเมินกรรมต่ำ เพราะคู่ต่อสู้นี้ ไม่มีใครหรือวิทยาการใดในโลก ที่สามารถเอาชนะได้ เรียกว่ารู้เท่าทันความคิดมนุษย์หมด เพราะเป็นผู้สร้าง จึงต้องอาศัย ความคิดของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า มนุษย์เหนือโลก เอามานำ จึงจักชนะได้

หากแต่ กว่าจะชนะได้ ก็เรียกว่าหืดจับ ต้องอาศัยน้ำอดน้ำทน มากมาย ผู้ใดหวังว่า สมุนไพรดี อย่างอื่นไม่ต้อง ... แค่เริ่มก็แพ้แล้วตั้งแต่ในมุ้ง อย่างดีก็แค่ยืดวันแพ้ไปก็เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวว่า คนไม่รู้ ทำไม่เป็น ทานมากสักฉันใด ก็แพ้อยู่ดี คนรู้ แล้วทำเป็น ไม่ต้องทานมากหรอก แถมยังจบเร็วอีกต่างหาก ... เมื่อโอกาสมาแล้ว ก็ขอให้จิตอาสา คว้าไว้ เพื่อการทำตนเป็นพระมาลัยจักได้สมบูรณ์ เริ่มต้นที่โปรดตนเองนี่แหละ

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44