วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตรวจโรคยังไง กับมูลนิธิไทยกรุณา



สิ่งหนึ่งที่ไม่มีในชมรมคนรักสุขภาพ นั่นคือ การตรวจโรค

หลายคนจึงสงสัยว่า เมื่อไม่เห็นมีการตรวจโรค แล้วจะรักษาได้โดยวิธีใด

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า นี่แหละเป็นความวิเศษของหลักพหูสูตรของพระภูมี

โดยอันที่จริงแล้ว กระบวนการตรวจโรค เกิดขึ้นในขณะที่เราท่านนั่งสงบ ลดกิริยา แล้วทำการสวดมนต์นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถตรวจพร้อมๆ กัน จะเป็นแสน เป็นล้านคน พร้อมกัน ก็ไม่เป็นปัญหา

หลวงพ่อนิพนธ์ มักย้ำว่า การสวดมนต์ จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะใช้อำนาจธรรมคำสอนของพระภูมี เป็นเครื่องวินิจฉัย ทำให้สามารถเข้าไปได้ทุกอณูของร่างกาย

ดังนั้น จึงต้องทำการสวดมนต์ก่อน เพื่อวินิจฉัย แล้วจึงรับสมุนไพร ไปเพื่อปรุงแต่งธาตุทั้งสี่ ตามเหตุที่เป็น

ประเด็นที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นความสำคัญ นั่นคือ ความสงบ และลดกิริยา จึงไม่ใช่ทำเฉพาะแค่ช่วงเวลาสวดมนต์เท่านั้น หากแต่ต้องทำในยามทีทานสมุนไพรมะพร้าว หยอดตา อบตัว รวมไปถึงการรับสมุนไพรด้วย

จึงเป็นการยากสำหรับทุกคน เพราะต้องสร้างสติอันมหาศาล ด้วยมีเหตุมายวนยั่วตลอด ให้สมาธิแตก

ท่านใดเชื่อในคำสอน ก็ลองไปทำดู เน้นความสงบ ลดกิริยา ใช้สติ ทุกขั้นตอน แลเมื่ออยู่ที่อื่น จะกระทำ สิ่งใด อย่างไร ก็ไม่มีข้อบังคับอันใด

ความสงบ จึงอุปมาเหมือนประตู ที่เปิดเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เข้ามานั่นเอง หากแม้นไม่เปิดประตูด้วยตนเองทำ ต่อให้ร้องขอสักฉันใด ก็ยังประโยชน์แก่ตนไม่ได้เลย

จึงไม่น่าแปลก ที่ทำไม สมุนไพรสูตรเดียวกัน คนสอนคนเดียวกัน มันจึงให้ผลแตกต่างกัน เพราะขาดซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง ก็เล่นทำตนปิดประตูรับซะแล้ว หวังรอโดยการขอ แต่ไม่ทำ ...... หลวงพ่อนิพนธ์ ย้ำแล้ว ย้ำอีก .... พระภูมี ตรัสว่า "ศาสนาของท่าน คือศาสนาทำ ไม่ใช่ศาสนาขอ" ขอให้ตายก็ไร้ค่า

คำพูดที่เหมือนพูดเล่น จึงลอยตามลมมาเสมอว่า "เชื่อหรือไม่ โรคมันกลัวความสงบ มันไม่กลัวหรอก ยาเคมี ยาหม้อ ยา... เกจิ หมอผี" ........ นี่แหละเคล็ดลับ แลทีเด็ดของพระภูมี

ไม่เห็นเป้า จะยิงอย่างไร จึงไม่ใช่ว่าทานเยอะแล้วหาย แต่ว่าทานแล้ว เหมือนมีปืน ถ้าเห็นเป้า นัดเดียวก็จอดแล้ว

ห้าครั้ง - หายเลยไหม?



หลวงพ่อนิพนธ์ นำสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน และหลักของพระภูมีมา ให้เป็นทางเลือก

คำว่า "ทางเลือก" แสดงว่าเหมาะสมกับบางบุคคล ไม่ใช่ทุกคน กระนั้นก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้ลองฟัง ลองคิด และลองทำดู

บทบัญญัติ ห้าครั้ง จึงถูกกำหนดขึ้น เพื่อที่จะให้ทุกคนได้มีสิทธิ์ที่จะลองนั่นเอง หาใช่ หมายความว่า สมุนไพรนี้ เป็นสมุนไพรที่ทานครบห้าครั้งหายไม่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ ขอย้ำ

กระบวนการสมุนไพร อาศัยธรรมชาติที่ค่อยๆ ปรับสมดุลย์และฟื้นฟูตัวเอง ต้องใช้เวลา ระยะสั้นยาว ไม่มีใครตอบได้

ทำไมเรียกทางเลือก เพราะเป็นพหูสูตรที่ใช้ได้กับทุกคน และทุกโรค ไม่มีขีดข้อจำกัด สิ่งที่เป็นปัจจัยกำหนดว่า ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ทานเป็นสำคัญ นั่นคือ ผู้ทานเป็นผู้เลือก หรือ ตัดสินใจ ว่าเส้นทางนี้เหมาะสมกับตัวหรือไม่

ในห้าครั้งแรกนี้เอง จึงเป็นช่วงที่หลวงพ่อนิพนธ์ มีไว้เพื่อให้เราท่านตัดสินใจ ว่าจะเดินในเส้นทางนี้หรือไม่

คำถามที่ต้องตอบกับตัวคนป่วยเอง ในระหว่างห้าครั้งแรกก็คือ

๑. การทานสมุนไพร ต้องอาศัยความต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่มากพอ จึงจะเกิดผล จะยืนระยะไหวไหม พร้อมไหม มีสิ่งไรที่ติดขัดหรือไม่ เพราะระยะเวลาจนกว่าจะหาย นานหรือสั้น ไม่มีใครตอบได้ แล้วแต่ตัวบุคคล

๒. ข้อปฏิบัติที่จะต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง มีความพร้อมหรือไม่ นั่นก็คือ ต้องมาเองทุกสัปดาห์ ยกเว้นกรณีพิเศษจริงๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป

๓. ดั่งคำโบราณ ที่ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสมุนไพรอาจจะทานยากสำหรับบางคน ดังนั้น ห้าครั้งนี้ ก็ลองดูว่าสมุนไพรที่รับมา ทานได้หรือไม่

๔. การใช้แนวทางนี้ ใช้ความขันติ อดทน ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่เกิดอาการลงแดง รวมทั้งความลำบากในการต้องทนกับเหตุ อันเนื่องจากการอยู่รวมกันของคนหมู่มาก

เพราะหลวงพ่อนิพนธ์มองเห็นแล้วว่า เส้นทางนี้เมื่อมองเทียบกับทางหมอสมัยใหม่แล้ว ภาพเสมือนขาวกับดำ

วิทยาการสมัยใหม่ แสดงภาพให้เห็น เริ่มตั้งแต่ภาพคนรักษา ต้องมีดีกรีที่สากลยอมรับ ยาเคมีที่ทำ ได้รับการรับรองจากสถาบัน สถานที่ให้การรักษา สะอาด สุดยอด เป็นภาพที่งดงาม อุปมาดอกบัว เมื่อทานก็ทานง่าย ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยาก สรุป มีเงินทุกอย่างก็จบ

หากแต่ตอนจบ ก็หนี้ไม่พ้น นิ้วขาด แขนขาด อวัยวะถูกตัด ถูกเฉือน เพราะสิ่งนี้คือ กงจักร ที่เราท่านเห็นเป็นดอกบัว เมื่อเลือกเดิน ก็เพราะถูกจริต ได้ใจ กว่าจะรู้ตัว ก็ถูกตัดโน่นตัดนี้ อาจจนกระทั่งชีวิต

วิทยากรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนถ่ายทอดมาให้ ภาพที่เห็นไม่น่าไว้วางใจเลย สมุนไพรก็ไม่รู้สะอาดไหม มี...ไหม ชวนน่าสงสัยไปหมด จะวางใจดีไหม ทานก็ยาก ยิ่งซ้ำร้ายข้อปฏิบัติก็ยุ่งยาก จนเห็นเป็นภาพที่น่ากลัวดุจกงจักร จะหยิบจับก็กลังไปหมด หากแต่เมื่อได้สัมผัส และทำได้ ผลที่ได้รับ กลับเป็นความงดงามของชีวิต ดุจดังดอกบัว

สถานที่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักพูดให้ฟังเสมอ "เราไม่กลัวโรค เรากลัวความคิด แลนิสัยของผู้ที่มาต่างหาก"

สถานที่นี้จึงไม่มีข้อจำกัด รับทุกโรค ทุกอาการ ทุกขั้น ไม่ว่าจะวิกฤตสักเพียงใด แม้หมอให้นับชั่วโมงก็ยังรับ และให้โอกาสมาทดลองทางเลือกสายนี้เสมอ และห้าครั้งแรก ก็คือ ช่วงที่คนไข้ต้องตอบคำถามกับตัวเอง ว่าทางเลือกนี้ เหมาะกับตัวท่านหรือไม่ และท่านมีความพร้อมที่จะช่วยตนด้วยวิธีนี้หรือไม่

และหลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่หวงห้าม หากเห็นว่า ไม่ชอบ หรือ ทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร สามารถเลิกแลไปหาเส้นทางเลือกใหม่ ได้ตามอัธยาศัย จะเลิกเมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าจะทำ "ต้องยืนระยะ และอดทน" รอจนกว่า เมล็ดพันธุ์ที่เราปลูกออกผล ซึ่งผู้ทำได้ ช้าหรือเร็ว ผลก็ต้องเกิดอย่างแน่นอน

หากมีปัญหาใดๆ ก็สามารถถาม วิทยากร ได้ที่แผนกประชาสัมพันธ์ หรือเข้าหาคุณดา ได้โดยตรง ในวันทำการ คือ พฤหัส และอาทิตย์

ห้าครั้งแรก จึงอุปมาได้ดั่ง ไปรับเมล็ดพันธ์ และตัดสินใจว่าจะปลูกหรือไม่ เท่านั้นเอง



ข้อห้าม - การทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน


คำถามหนึ่ง ที่คนไข้มักถามวิทยากร นั่นก็คือ มีข้อห้ามอะไรบ้างในการใช้แนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน

วิทยากรทุกท่าน ให้คำตอบว่า แนวทางนี้เป็นการฟื้นฟูธรรมชาติ ให้กลับไปเหมือนดั่งเดิม ดังนั้น ยามปกติเราท่าน สามารถทำอะไรได้ ก็ทำไป

โดยเฉพาะในประเด็นของแสลงด้วยแล้ว วิทยากรมักจะเน้นว่า เมื่อทานสมุนไพรได้สักพัก อันใดที่ถูกสั่งห้ามกินห้ามทาน ให้ทานก่อน

ด้วยเหตุผลที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า ของแสลง อันหมายถึงสิ่งนั้น มีสารที่สามารถเข้าถึงต้นกำเนิดของโรคได้อย่างรวดเร็ว และเป็นธรรมชาติ ดังนั้น จึงมีคุณสมบัติ ที่สมุนไพรจะใช้เกาะและนำพาไปยังต้นตอของปัญหานั่นเอง

พูดภาษาง่ายๆ ของแสลงก็คือตัวชี้เป้านั่นเอง ดังนั้น เมื่อทานสมุนไพรได้สักพัก วิทยากรจึงแนะนำว่าให้เริ่มทานของแสลงนั้นๆ ปริมาณน้อยๆก่อน เช่น เป็นเบาหวาน ก็ทานทองหยิบ ทองหยอดสักกระทง เป็นเก๊าต์ ก็ทานไก่สักน่อง อะไรประมาณนี้

และโดยเฉพาะโรคมะเร็ง รีบกลับไปทานเนื้ออย่างเร็วด่วน

คำถามที่คนไข้มักสวนมาทันที คือ อัลกอฮอร์ละครับ และก็บุหรี่ด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์ มักยกตัวอย่าง คุณธานินทร์ อินทรเทพ ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจตีบ ๔ เส้น และเป็นคำถามแรกที่ยิงมา พร้อมกับกล่าวว่า ถ้าให้เลิก ผมยอมตาย

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ถ้าทานสมุนไพรถึง จะสูบหรือจะดื่ม ก็ไม่เป็นไร อย่าให้มากจนเกินไป

เราจึงได้ยินวิทยากร โดยเฉพาะท่าน อ.อร่าม มักหัวเราะ และยิ้ม เพราะตัวท่านเอง หมอห้ามไว้เยอะ ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ชอบมากที่สุด ในการใช้ทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทานให้หมด


คนไข้ที่มาแรกๆ เมื่อฟังวิทยากร ในการอธิบายวิธีการทานสมุนไพรแล้ว อาจจะประสพปัญหา คือ ทานตามที่บอกแล้ว สมุนไพรยังเหลือ

หลวงพ่อนิพนธ์ สอนว่า สมุนไพร เปรียบเสมือนอาหาร ทานมากน้อย ไม่เป็นโทษ หากแต่การทานมากไว้ก่อน ก็ประกันว่าเพียงพอต่อร่างกายที่จะนำไปใช้

ดังนั้น สมาชิกท่านใด ที่ได้ทานสมุนไพรตามวิทยากรบอกกล่าวแล้ว ปรากฎว่า ยังมีสมุนไพรเหลืออยู่เมื่อครบวันที่จะมาชมรมแล้วนั้น

เราก็อยากแนะนำว่า ให้ท่านเพิ่มปริมาณมากขึ้น กล่าวง่ายๆ คือ ทานให้หมดในระยะเวลาที่จะมาชมรมอีกครั้ง นั่นคือ หมดตอนมื้อเช้าที่ชมรมคนรักสุขภาพนั่นเอง

ส่วนสมุนไพรเดิมที่เหลืออยู่ ก็สามารถนำมาทานได้ โดยเฉพาะ สมุนไพร มะกรูด ลูกกลอนน้ำผึ้ง ยาปอด ยาเบาหวาน ขาตั๊ง ซึ่งเก็บรักษาได้ในตู้เย็น มีอายุที่ยาวนาน หากเหลือก็นำมาทานต่อได้ และครั้งต่อไปก็ทานให้หมดในวันครบรอบการมาชมรม

เหรียญสองด้าน


หลวงพ่อนิพนธ์เคยกล่าวเสมอว่า สิ่งที่ท่านพูด เมื่อคนที่มาเขาไม่ฟัง ไม่ทำตาม ผลมันก็จะย้อนกลับมาทิ่มแทงท่านในที่สุด

เพราะประสพการณ์ในอดีต เมื่อคนป่วยหลั่งไหลกันมา สิ่งที่ตามมาก็คือ คนโลภ คนที่เห็นช่องทางได้ ก็จะมารุมล้อม สถานที่นี้

เริ่มจากอดีตลพบุรี ที่มีผู้คนมาทำสถานที่พักรายล้อมสำนักสงฆ์ของหลวงพ่อนิพนธ์ เพราะในอดีตที่เริ่มทำนั้น มาจากผืนดินว่างเปล่า มาเริ่มปลูกต้นไม้ มีศาลาเล็กๆ เพียงหลังเดียว

เมื่อคนป่วยเพิ่มขึ้น จากที่มากางเต้นท์นอน ก็แทบไม่มีที่ให้เดิน เมื่อคนโลภเห็น ก็ดีดลูกคิด ร้านค้า และที่พัก จึงเต็มรายล้อมสำนัก จนในที่สุด หลวงพ่อนิพนธ์ก็ต้องปิดสำนักย้ายหนี

ไม่ว่าจะไปที่แห่งใด สภาพเช่นนี้ก็เกิดให้เห็น เป็นปกติ

มาวันนี้ สภาพเดียวกันก็กำลังจะเกิด พร้อมกับคำวิพากษ์วิจารณ์ มากมายที่ประดังเข้ามา

"ไปมาแล้วครับ พอย่างก้าวเข้าไปมันวุ่นวายมาก ไม่มีระบบระเบียบ เจ้าหน้าที่ก็แสดงกิริยาแบบบ้านๆ ทั้งคำพูดวาจาทุกๆ อย่างสุดจะทน ทั้งขู่ (ด่าทอ) คนไข้ ถ้าไม่ทำตาม คุณมารักษาจะไม่หายหรอก ประเมินค่าคนไข้ที่มาต่ำและแย่ มองว่าเขาต้องมาพึ่ง  ถ้าเปรียบให้ดูดีก็ คือร้านอาหาร ร้านนี้ยังก็ต้องทาน / ก็เป็นจริง อาหารทั้งที่โรงอาหาร*เรือนกล้วยไม้ ทั้งไม่อร่อยปริมาณก็ไม่ได้ แพงอีกต่างหาก แล้วยังพูดอีกว่าเงินที่ขายได้เข้ามูลนิธิอีก ถ้าคุณไม่ทานที่นี่ ต่อไปเราไม่มียาให้พวกคุณทาน ต้องช่วยกันซื้อ  ปริมาณอาหารที่โรงอาหารน้อยมาก ข้าวราด 2 อย่าง 30 บาท ข้าว+กับข้าว อย่างละ 1 ทัพพี  ของน่ะเคยทำมาเลี้ยงคนตามงานต่างๆ ผมยังให้ปริมาณคุณภาพที่ดีกว่านี้อีก แล้วที่มาไม่ใช่จะร่ำรวยเสียทุกคน เขาทุกข์กายมากลับไปยังทุกข์ใจกลับไปอีกหรอ  ก๋วยเตี๋ยวก็เช่นกันธรรมดา 25 พิเศษ 30 ปกติถ้าไม่สั่งพิเศษก็ต้อง 25 บาท/ชาม พอส่งคูปอง 25 บาทให้ ไม่พอใจ คนขายบอกว่าทำ 30 บาทให้ทุกชาม ข้าวขาหมู-ข้าวหมูแดง คือวิญญาณและกลิ่น  กรุงเทพฯ ว่าอาหาร/จานราคาปริมาณแพงแล้ว ที่นี่หนักกว่า ต่างจังหวัดหมูไก่ผักแถวเมืองกาญจฯ หายากราคาสูงมั้ง เอ้าท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ช่วยตรวจสอบราคาปริมาณอาหารที่มูลนิธิฯ เมตตากรุณาหน่อย ขอครับ ผมเห็นใจคนไข้และญาติที่มา ว่าค่าใช้จ่ายที่มาแต่ละครั้งสูงนะ ผมคงไม่เดือดร้อนอะไร แถมเจอแม่ค้ากิริยาทรามอีก ถามอะไรก็ไม่ได้ คนรวยเขาแบ่งปันกันนะครับจำไว้ "

บางส่วนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำตลาดนัด ท่ารถตู้ จิปาถะ ... จนงงไปหมด

เมื่อคนเหล่านั้นเข้ามา ทำธุรกิจ แลคนป่วยก็สนับสนุน จนรายได้เขาเป็นกอบเป็นกำ ก็ยากที่จะให้เขาเหล่านั้นเลิก แต่ที่สำคัญกว่า คือ คนเหล่านั้น ควบคุมไม่ได้

ก็คนของเราเองยังควบคุมไม่ได้เลย ต่างจิต ต่างใจ

ปัจจุบัน เราจึงเห็น แนวโน้มของสองด้านที่เกิดขึ้นในที่ที่เดียวกัน อย่างแรกคือ การมาเพื่อไปจ่ายตลาด หาของถูก ทานของอร่อย และอย่างที่สอง คือ การมาเพื่อจะได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะ เมื่อเกิดปัญหาในด้านโภชนาการ ที่ผู้คนเบื่ออาหารเดิมๆ จึงมีผู้ป่วยที่พอมีฝีมือด้านอาหาร มาเปิดซุ้ม ขายอาหารในสิ่งที่ตนถนัด เพิ่มมากขึ้น ทั้งที่มาทำให้ แลออกทุนมาเอง

ความเข้าใจอย่างหนึ่ง ที่เราท่านฟังและอาจลืมเลือนและไม่นึกถึง จึงอยากจะฝากย้ำให้คิด

สิ่งแรกที่อยากกล่าวคือ หลวงพ่อนิพนธ์ไม่ใช่ผู้มั่งมี ถึงแม้อยากทำให้ดีสักปานใด ก็ต้องอาศัยผู้ร่วมอุดมการณ์ช่วยกัน สังเกตจากสิ่งปลูกสร้าง หลายแห่งก็ล้วนแล้วแต่ต้องนำของที่เขาไม่ใช้มาบริจาค และใช้สติปัญญามาทำให้ใช้งานได้ ท่านจึงเป็นคนที่สอนให้เราท่านรักษาของที่ได้มาใช้ให้นานที่สุด เพื่อเจ้าของจะได้รับผลจากการให้นี้ แต่สิ่งที่ปรากฎ ก็ยังไม่เป็นดังหวัง สิ่งของจึงเสียหาย ขยะก็ยังเกลื่อน

ประการที่สอง การใช้แนวทางของแม่ชีเมี้ยน อันเป็นพหูสูตร ของพระพุทธเจ้า ใช้หลัก "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า" ฉะนั้น มาสถานที่นี้ จึงมาเพื่อทุกข์ ไม่ตอบสนองนิสัย การมาเพื่อช่วยตนด้วยวิธีนี้ พร้อมหวังว่า จะต้องมีที่นั่งเป็นสุข ที่กินเป็นสุข ที่นอนเป็นสุข จึงเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด  หากแต่ทุกข์ที่เกิด ก็เพียงแต่แก่ร่างกาย และไม่ถูกกับนิสัย ส่วนจิดใจนั้น กำลังถูกพัฒนา ให้เป็นคนที่มีความอดทน ขันติ อดกลั้น และที่สำคัญ เป็นคนที่เอาเหตุ เอาผล อันจะก่อให้เกิดนิสัยของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนไว้ว่า "ผู้ใดเชื่อพระภูมี เขาจะกลายเป็นคนที่มี เมตตาเป็นอุปาทาน"

ใครจะเห็นด้านใดของเหรียญในสถานที่นี้ ก็ตามแต่ หากแต่ทุกบุคคลและหมู่เหล่าในสถานที่นี้ ไม่มีใครมีความผิด ด้วยเหตุแห่งสติที่แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนว่า "เราทุกคนเป็นเหตุ ซึ่งกันและกัน ผู้ใดดับเหตุได้ ผู้นั้นแลได้ผลบุญ"

ชาดกที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมาให้สติหลายครั้ง เมื่อเราท่านทุกข์จากสิ่งที่ผู้อื่นทำ คือ พุทธประวัติเมื่อครั้งพระพุทธเจ้า ทรงดำเนินผ่านท้องนา เด็กเลี้ยงควายเห็นพระพุทธเจ้า ก็เอาหินขว้างศีรษะของท่าน พระพุทธเจ้าทรงโกรธเด็กเลี้ยงควายนั้น แต่ก็ยังทรงเดินต่อไป ผ่านไปได้สักครู่ พระภูมีก็ได้สติ แลคิดว่า ตัวเราเองเป็นผู้ที่กล่าวว่า เราสิ้นอาสวะ แต่ก็ยังโกรธอยู่ ถ้าไม่ด้วยเหตุที่เด็กเลี้ยงควายมาทำให้เห็น ก็คงคิดว่าเราสิ้นอาสวะแล้ว แท้จริง เรายังมีนิสัยโกรธอยู่ เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงเดินกลับไปขอบคุณเด็กเลี้ยงควาย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนเสมอว่า สถานที่นี้ เป็นเนื้อนาบุญ ให้เราได้มาเรียนรู้นิสัยของพระพุทธเจ้า ผู้ใดทำได้ ก็เป็นบุญ นั่นแลเราจึงมีคนหลากหลายมาเป็นเหตุ มีสรรพสิ่งมาเป็นเหตุ เป็นมารให้เราผจญ

หากย้อนกลับไปวันงานของแม่ชีเมี้ยน คำสอนที่ท่านให้เราท่านปฏิบัติ และกล่าวว่ามีผลอันมหาศาล นั่นคือ "การทำใจไม่โกรธ" วันละหนึ่งหรือสองชั่วโมง โดยตั้งอยู่บนฐานของเมตตาเป็นอุปาทาน

สถานที่นี้ไม่ใช่วัด ไม่มีโบสถ์ ไม่มีวิหาร แต่มีธรรมคำสอน และเหตุให้ปฏิบัติ ผู้ที่ฟัง เอาเหตุ เอาผล แลปฏิบัติ ทำใจ ก็เหมือนกับที่คนเขาวิจารณ์ คนที่มาสถานที่นี้ เขาทุกข์อยู่แล้ว สิ่งที่เราท่านทำ แม้ให้สุขเพียงน้อยนิด ก็มีคุณมหาศาล เพราะนั่นแหละคือบุญของพระภูมี

แลบุญนี้ หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่าสามารถใช้ล้างกรรมได้ ที่นี่จึงมีคนหายโรค

เหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งใช้ตามอง อีกด้านหนึ่งต้องใช้สติปัญญามอง ต่างไม่มีใครผิดใครถูก แล้วแต่จะหยิบจับกันเอง สิ่งนี้ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวย้ำว่า "ให้มาฟัง เรียนรู้ และอยากได้ ต้องทำเอง"

ใครจะเห็นประโยชน์ เห็นโทษ เห็นดี เห็นงาม อย่างไร ก็เลือกเอา เพราะสถานที่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ทำคุณให้คุณมหาศาล ทำโทษให้โทษมหาศาลเช่นกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่วางใจได้ คือ หลวงพ่อนิพนธ์ไม่ทำมาหาผลประโยชน์ใส่ตนเองอย่างแน่แท้ มิฉะนั้นจะออกจากถ้ำกระบอกมาทำไม

กินด้วยลิ้น อาจเป็นทุกข์ กินด้วยสติ ก็จะสุขใจที่ได้ให้

ฟังด้วยหู ลมโมโหก็เห็นผิด ฟังด้วยสติ ก็กรรมของเรา เราได้ใช้ หยุดเขาไม่ได้ แต่เราหยุดตัวเราได้ .... ดังคำตรัสของพระภูมี "เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด" หากเราไม่หยุด ก็เท่ากับไม่เมตตาตน แล้วจะกล่าวได้อย่างไรว่า เราเชื่อพระภูมี เพราะเรื่องของชีวิต เราต้องเมตตาตนเองก่อน เขาไม่หยุดเรื่องของเขา แต่เราต้องหยุด เพราะเรามีเมตตาตน ไม่ก่อกรรมให้แก่วิญญาณและสังขารของตนอีก

นี่แหละจึงเป็นเหตุที่ีว่า ทำไมต้องเมตตาตนเองก่อน โดยการหยุด ดั่งคำพระภูมี ก็หยุดกรรมใหม่ ใช้กรรมเก่า

หรือท่านคิดว่า สิ่งที่เขาทำกับท่าน ไม่ใช่มาจากกรรมของท่าน อาศัยเขาเป็นเหตุ ให้เราท่านรับกรรมที่ทำมา ถ้าเป็นเช่นนั้น แนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ก็ใช้ไม่ได้กับท่านแล้ว

มาเพื่อทุกข์ แล้วหาบุญ แต่หากมาเพื่อสุข ก็มาผิดที่แล้ว

นิสัยของพระในสมัยพุทธกาล ที่ต้องฝึกให้มีทุกถ้วนตัวคน อันจะทำให้ไม่เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป นั่นคือ "กินง่าย อยู่ง่าย" เพราะมีกิจธุดงค์เป็นวัตร ถ้าสร้างนิสัยนี้ไม่ได้การครองเพศก็คงทำไม่ได้

ก็ในเมื่อ อธิษฐานว่า ขอบรรลุ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันหมายถึงวางอุปาทานที่จะบวช และสำเร็จมรรคผล ไปนิพพาน ในชาติหน้า ชาติใดชาติหนึ่ง แล้วไม่มีนิสัยนี้ จะเป็นไปได้โดยวิธีใด

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวว่า สิ่งที่ให้ทำ คือให้ฝึกนิสัยพระพุทธเจ้าไว้ เมื่อใดที่ท่านอุบัติ เราท่านจะได้ร่วมขบวนไปกับเขาได้ ....

ทุกสรรพสิ่งในสถานที่นี้ ล้วนแล้วเกี่ยวพันกับชีวิต ไม่ใช่ทำเล่นขายของ หรือหาผลประโยชน์ แต่ใครจะมองด้านใด เราว่า ก็ไม่ผิด เพราะมองด้วยเหตุและผลของแต่ละคนนั่นเอง


วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ไม่ได้เป็น ให้มาทำไม

หลายต่อหลายครั้ง ที่คนป่วยมักจะถามวิทยากร ด้วยคำถามนี้

"ฉันเป็นโรคนี้ ไม่ได้เป็นอันนั้น ให้มาทำไม"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้อรรถาธิบายว่า สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่หมอเห็น หรือเครื่องมือหมอตรวจพบเจอ มักจะเป็นปลายเหตุ

มูลเหตุของโรคทั่วไป มักจะมีพื้นฐานมาจากระบบการกรองของเราท่านมีปัญหา ทำให้เกิดการหลุดรอดเข้าสู่ร่างกาย พูดง่ายๆก็คือ ไตมีรอยรั่ว

การหลุดรอดนี้เอง จึงเป็นการวัดดวงว่า มันจะไปตกที่ส่วนใดของร่างกาย หากเกาะที่กระดูก ก็เกิด กระดูกทับเส้น ไปเกาะที่ตา ก็เป็นต้อ

นั่นจึงเป็นที่มาว่า ทำไมทุกคนต้องทานสมุนไพรมะพร้าว ก็เพราะปิดต้นเหตุนี้เสียก่อนนั่นเอง

ประเด็นถัดมา ท่านกล่าวว่าวิธีที่ใช้ คือการล้อมกรอบโรค ด้วยการ ทำให้อวัยวะที่ยังไม่ถูกโจมตี แข็งแกร่ง แล้วเมื่อร่างกายพร้อม มันก็จะโจมตีโรค เมื่อโรคแตก ก็ไม่สามารถเข้าไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆได้นั่นเอง

การทานสมุนไพร พื้นฐาน จึงมุ่งเน้น ฟื้นฟูอวัยวะ และภูมิต้านทาน

หากแต่สิ่งหนึ่งที่พิเศษกว่าเครื่องจักรกล หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ร่างกายจะมีความสามารถพิเศษคือ อวัยวะอื่นสามารถทำหน้าที่แทนอวัยวะที่มีปัญหาได้ ในระดับหนึ่ง

สิ่งนี้ จะเห็นได้ว่า ทำไมตัดต่อมโน่น ต่อมนี่ ยังอยู่ได้

ย้อนไปยังคำถามยอดฮิต "เป็นมะเร็ง ทำไมต้องทานสมุนไพรปอด ไม่ได้เป็นโรคปอดสักหน่อย"

การจัดสมุนไพรปอดให้ ก็มีพื้นฐานมาจากสิ่งนี้นี่เอง

การให้ก็เพื่อเป็นการป้องกันอวัยะปอดประการหนึ่ง และให้ปอดทำหน้าที่ฟอกเลือด ด้วยการอัดออกซิเจนเข้าเลือด ประการหนึ่ง

ด้วยเหตุที่ ทุกคนมีอวัยวะ ๓๒ เหมือนกัน ดังนั้น จึงใช้สมุนไพรพื้นฐานที่เหมือนกัน ในการฟื้นฟู และป้องกัน

วันหนึ่งเมื่อร่างกายพร้อม ก็จะเข้าโจมตีรังของโรค ก่อให้เกิดการลงแดง และการกระจายของเชื้อ เชื้อก็จะลอยในระบบร่างกาย หาที่ฝังตัวใหม่ หากแต่อวัยวะทุกส่วนเราแข็งแรง ก็จะปฏิเสธการฝังตัว เชื้อก็จะลอยและรอการขับออกจากร่างกาย จนหมดในที่สุด

สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงใช้เพื่อรักษาฟื้นฟู ระบบอวัยวะทั้ง ๓๒ อยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะเพื่อส่วนใด การปฏิเสธไม่ทานตัวโน่น ไม่กินตัวนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็เท่ากับเป็นการเปิดให้มีช่องโหว่ในอวัยวะส่วนอื่น ที่จะใช้ฝังตัวเมื่อรังของโรคถูกโจมตีนั่นเอง

จะเห็นได้จากความจริงว่า ทำไมเมื่อหมอตัดบริเวณที่เป็น มันไปโผล่ที่ใหม่ ก็เพราะอวัยวะส่วนอื่น มันขาดความสามารถในการปกป้องตนเองนั่นเอง

แนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงเป็นการฟื้นฟูทั้งระบบ ในเมื่อทุกคนมีอวัยวะเหมือนกัน จึงไม่น่าแปลกที่ทุกคนจึงทานสมุนไพรพื้นฐานเหมือนกัน

เมื่ออวัยวะส่วนอื่นแข็งแรง ก็สามารถทำหน้าที่ชั่วคราวแทนอวัยวะที่เสียหาย รอจนกว่าจะฟื้นฟูเสร็จ

เรื่องของร่างกาย จึงเป็นเรื่องของทั้งระบบ ไม่ใช่แยกส่วน นั่นจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมที่นี่ ไม่มีสมุนไพรเฉพาะเจาะจง ดั่งเช่นแผนปัจจุบัน เป็นตา หาหมอตา เป็นหัวใจ หาหมอหัวใจ .... ไม่มี ไม่มี เพราะทุกส่วนมันถึงกันหมดนั่นเอง

คุ้มหรือเปล่า

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้เคยพูดเล่นเสมอๆ ว่า เมื่อคนรังแกธรรมชาติจนเกินไป ในที่สุดเมื่อธรรมชาติไม่สามารถรักษาดุลย์ให้เป็นปกติได้ ทำให้ระบบของร่างกายเสียไป นั่นแหละปัญหาใหญ่กำลังตามมา

เรื่องของชีวิต เป็นเรื่องของธรรมชาติ สิ่งที่จะนำมาใช้ ถูกจำกัดว่า ต้องเป็นของที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ ร่างกายจะปฏิเสธทั้งสิ้น

หลายปีก่อน เมื่อผู้คนเริ่มนิยม การทำสีผม การใส่สารพัดสิ่งลงบนศีรษะของเราท่าน ท่านบอกว่า สิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้แก่มนุษย์เหล่านั้น

เมื่อมีคนไข้ที่มีอาการโรคไมเกรน หมดค่ารักษาไปมากมาย ก็ไม่สามารถทำให้อาการทุเลาลงได้ ท้ายที่สุด คนไข้ผู้นี้ก็มาถึงทางเลือกสุดท้าย คือ สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้วินิจฉัย คนไข้รายนี้ว่า ปัญหาของคุณ อุปมาดังเส้นผมบังภูเขา เมื่อหมอไม่รู้สาเหตุ การแก้ปัญหาจึงบานปลาย ดังเช่นไปหาช่างซ่อมรถ ที่ไม่รู้อาการของรถที่แท้จริงนั่นเอง

ท่านจึงอรรถาธิบายให้ฟังว่า สาเหตุของการเกิดอาการปวดหัวของเขา เกิดจากการใช้สารเคมีกับศีรษะมากเกินไป จนทำให้สารเคมีเหล่านั้น ไปอุดตันรูขุมขนที่ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียบริเวณศีรษะ

ผลก็คือ เมื่อร่างกายไม่สามารถขับของเสียบริเวณศีรษะออกได้ ทำให้ของเสียเหล่านั้น ไหลย้อนกลับ และตกค้างอยู่บริเวณศีรษะนั่นเอง

ของเสียเหล่านี้สะสม จนเกิดเป็นพิษ ทำให้มีอาการปวดศีรษะขึ้น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้ คนป่วยนั้นเข้ากระโจม และพยายามนวดศีรษะ เพื่อให้สมุนไพรในห้องกระโจม ทำหน้าที่เปิดรูขุมขนบริเวณศีรษะที่อุดตันนั้น

ความทรมานหลายปีที่เกิด สามารถหายได้เพียงชั่วสองสัปดาห์ โดยที่ไม่ต้องทำอื่นใดเลย

ตำนานบทนี้ ท่านจึงทายทักว่า ในอนาคต เมื่อมนุษย์มีพฤติกรรมรังแกธรรมชาติของตนมากจนเกินไป จะบังเกิดเป็นโรคใหม่ เรียกว่า "มะเร็งเส้นผม"

ใครจะเชื่ออะไรก็ช่าง แต่ธรรมชาติกับเคมี เป็นดั่งเช่น น้ำกับไฟ วงเล็บเฉพาะเรื่องของชีวิต

สิ่งที่ได้จากเคมี มันจึงต้องตรองให้ดีว่า คุ้มกันหรือไม่

ปรับเปลี่ยนการจอดรถ

ประกาศ เรื่อง ที่จอดรถ

มูลนิธิไทยกรุณา ได้แจ้งปรับเปลี่ยนแปลงการนำรถเข้าในเขตมูลนิธิ และการจอดรถ เริ่มวันพฤหัสที่ ๑๒ กรกฎาคม

เนื่องด้วยปัจจุบัน มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และบางส่วนมีอาการค่อนข้างหนัก หลวงพ่อนิพนธ์เล็งเห็นว่า มลพิษจากรถยนต์ที่เข้ามาในบริเวณพื้นที่มูลนิธิ เริ่มมากขึ้น อันอาจส่งผลกระทบผู้ป่วย

ดังนั้นทางมูลนิธิจึงได้จัดระเบียบการเดินรถ และจอดรถใหม่

สำหรับพื้นที่จอด นอกจากด้านหน้าบริเวณข้างทางรถไฟแล้ว ทางมูลนิธิยังได้รับความเอื้อเฟื้อจากกรมชลประทาน ให้ใช้พื้นที่ด้านหลังมูลนิธิ บริเวณด้านข้างคลองชลประทาน เพิ่มเติม

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังได้รับความอนุเคราะห์จากกองพลทหารราบที่๙ ได้ส่งเครื่องมือ และทหารช่าง มาทำการปรับปรุงพื้นที่จอดรถด้านริมคลองชลประทาน ทำให้บริเวณนี้สามารถจอดรถได้ประมาณ ๖๐๐ คัน

ขอขอบคุณส่วนราชการทั้งหลายที่ได้อนุเคราะห์ในการนี้

ส่วนในรายละเอียด ทาง อ.อร่าม จะทำการประกาศให้ทราบ


วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นิสัยคนไทย

ด้วยอุปสรรคใหญ่ของการรักษาด้วยสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมา นั้นก็คือ นิสัย นั่นเอง

การพูดทุกครั้งของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงต้องให้เหตุและผล เพื่อที่จะให้คนป่วยทุกคน ละวางความเชื่อของตนไว้ก่อน ขอย้ำ วางไว้ก่อน ไม่จำเป็นต้องทิ้ง แล้วเอาเหตุผลที่ได้ยินได้ฟัง ตรองดู ถ้าเห็นด้วย ก็นำเอาคำสอนที่ได้ยินได้ฟัง ไปปฏิบัติ

การปฏิบัติ จึงต้องรวบรวมสมาธิ ความเชื่อ ที่กระจัดกระจายไป มารวมไว้ ที่แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า และสมุนไพร ทำตนให้เป็นที่พึ่งแห่งตน เพื่อที่จะรักษาตนเองได้

เมื่อใด ที่ก้าวพ้นโรคภัยที่เป็นมา จะหวนกลับไปยึดความเชื่อเดิม หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ไม่ว่าอะไร ตามแต่บุคคลจะชอบ

แม่ชีเมี้ยน ได้เคยตรัสเทศนาไว้ในอดีตถ้ำกระบอก ถึงนิสัยของคนไทยว่า "คนไทย จัดว่าเป็นคนที่มีวินัย จะเสียก็แต่ชอบทำตัวเป็นไม้เลื้อย ใกล้ไหนพันนั่น"

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายให้ฟัง ความว่า ด้วยนิสัยนี้เอง เมื่อได้ยินคนเขาบอกว่า สิ่งนั้นดี สิ่งโน้นดี ก็แห่ตามกันไป ทำตามอย่างกัน โดยไม่ไตร่ตรอง เอาเหตุเอาผล นั่นเอง

จึงไม่แปลก ที่เรามักจะได้ยิน คนไข้ใหม่ถามวิทยากร เมื่อได้ยินได้ฟังหลวงพ่อนิพนธ์พูดว่า ให้ทำตนรักเดียวใจเดียว อย่าเหยียบเรือสองแคม นั่นคือ เมื่อทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ก็หยุดอย่างอื่นเสีย โดยเฉพาะยาเคมี

คำถาม ที่บังเกิดคือ ทานสมุนไพรแล้ว สิ่งที่เคยทานอยู่แล้ว จะทานได้ไหม หรือ ทานคู่กันไปได้ไหม

อันที่จริงคำตอบก็แสนง่าย ดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "ถ้าสิ่งเหล่านั้นช่วยได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ เพราะสิ่งนั้นก็คงช่วยท่านให้สมหวังไปตั้งนานแล้ว"

ท่านจึงมักยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราแขวนพระที่คอหลายองค์ ผ่านอุปสรรคมามากมาย เราก็ไม่เคยรู้เลยว่าองค์ใดเป็นองค์ที่ช่วยเรา บังเอิญ วันหนึ่ง เกิดสิ่งร้ายแรงขึ้น ในใจก็คิดถึงหนึ่งในพระที่ห้อยอยู่ แต่องค์ที่นึก ไม่เคยช่วยเราได้ เพราะไม่มีฤทธิ์จริง เราก็ไม่สามารถรอดพ้นเคราะห์ร้ายแรงน้้นได้

ตัวอย่างคนไข้ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้เตือนใจ คือ พ่อเลี้ยงเชียงใหม่ ผู้ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพื่อนๆ พาร่างที่ต้องนอนเปล มาส่งให้หลวงพ่อนิพนธ์

ผ่านการดูแลไปหลายเดือน พ่อเลี้ยงดีวันดีคืน จนมีแรงเดินและทำงานได้ เกือบเหมือนคนปกติ หลวงพ่อนิพนธ์ส่งไปให้พักฟื้นที่เกาะศรีสวัสดิ์ ที่มีอากาศ และสิ่งแวดล้อมเหมาะกับคนไข้ประเภทนี้

พ่อเลี้ยงดีวันดีคืน จนเพื่อนๆ ต่างดีใจ และคิดว่าอย่างไรเสียคงไม่ตายแล้ว

แต่สิ่งที่พ่อเลี้ยงประพฤติปฏิบัติทุกครั้งในการทานสมุนไพร นั่นคือ หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อไหว้สิ่งที่ตนเคารพบูชา ก็แล้วสมุนไพรที่ช่วยให้กำลังจนฟื้นกลับมาจนเกือบปกติ คือสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ของพระพุทธเจ้า พ่อเลี้ยงไม่ไหว้ ไม่ระลึกคุณ แต่ไประลึกคุณใครก็ไม่รู้

หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า พฤติกรรมเช่นนี้ เรียกว่า "ขาดกตัญญู" ท้ายที่สุด ก็ตกม้าตาย

สิ่งนี้ทำให้หวนนึกภาพ เมื่อครั้งในอดีต ที่ผู้คนที่มา โดยเฉพาะพวกที่ชอบพระ เมื่อมาถึงแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ยังต้องเก็บไว้ที่รถ หรือ ใช้เสื้อปิดมิดชิด ให้ความสำคัญต่อแม่ชีเมี้ยน ต่อพระพุทธเจ้า ยามเมื่อออกจากสถานที่นี้ไป จึงนำมาสวมต่อ ก็ไม่ว่ากัน

แลยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเข้ามาในพื้นที่ของแม่ชีเมี้ยน โกรธกันให้ตาย ก็ต้องหยุด ทุกคนรู้จักสงบ นิ่ง ลดกิริยา ทำตนเหมือนคนรักกัน หากแต่เมื่อก้าวพ้น ก็อีกเรื่อง นี่แหละหลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูดว่า ผู้ใดทำให้แผ่นดินแม่ชีเมี้ยน เป็นแผ่นดินที่หยุดนิสัย หยุดการกระทำของเขาได้ อันหมายถึง แผ่นดินนี้ เขาละเว้นการกระทำนิสัยทางโลกเขาได้ ผู้นั้นก็ได้รับการละเว้นจากกรรมของเขาเช่นกัน โรคหรือกรรมใดๆ ก็ยากจะแผ่วพานคนเช่นนี้

เรียนรู้ธรรมชาติของความดัน

ความดัน มีไว้ทำอะไร ประเด็นนี้หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวเสมอๆ ว่า หลอดเลือด อุปมาเหมือนรถไฟ เลือดที่วิ่งก็เหมือนรถไฟ

แลเมื่อรางใช้ไป ก็ย่อมสึกหรอ เสียหายเป็นธรรมดา

รถไฟจึงจำเป็นต้องมีการใช้รถตรวจไม้หมอน เฉกเช่นเดียวกัน ธรรมชาติของร่างกาย ก็ต้องมีการตรวจสอบระบบของหลอดเลือดว่ามีปัญหาหรือไม่เช่นกัน นั่นคือ การสร้างความดันสูงชั่วคราว

ร่างกายจะปล่อยความดันสูงกว่าปกติ อาจถึง ๑๕๐ เพื่อตรวจสอบหลอดเลือด และการอุดตัน เมื่อตรวจพบก็จะแจ้งให้ร่างกายทราบ และธรรมชาติก็จะจัดการซ่อมแซม เมื่อตรวจเสร็จ ระบบของร่างกายก็จะสลายความดันนี้ไปเอง

หากบังเอิญช่วงตรวจสอบ เราไปหาหมอตรวจความดัน ก็จะได้ค่าที่สูง ผลที่ตามมาก็คือ ทานยาควบคุมความดัน

เมื่อทานยา อุปมาเหมือนไปปิดลิ้นของวาล์วความดัน ไม่ให้ทำการตรวจสอบหลอดเลือด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า วันใดที่ทานยาคุมความดัน นั่นแหละวันเริ่มวงจรอุบาทว์ เพราะเมื่อร่างกายสูญเสียความสามารถในการตรวจสอบ ระบบซ่อมแซมก็จะไม่ทำงาน

ผลก็คือ ผู้ทานยาความดัน ก็จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ทั้งๆ ที่ทานยาคุมความดันนั่นเอง

เมื่อเลือกทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน จึงต้องเริ่มหยุดทายยาคุมความดัน ผลที่ตามมาคือ ความดันที่แท้จริงจะปรากฎ จึงไม่น่าแปลกที่ความดันจะพุ่งสูง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สมุนไพรดำ หรือ สมุนไพรน้ำผึ้งที่ให้ไป จะทำหน้าที่ ทำให้เลือดใส และผนังเลือดมีความหยุ่นตัวสูง สามารถรองรับกับความดันที่เกิดขึ้นได้

ความดันที่พุ่งสูง อันตรายไหม หากได้ฟังวิทยากร คือ ท่าน อ.อร่าม ที่มักพูดเสมอ แม้แต่ตัวท่านเอง ก็พุ่งจนวัดค่าไม่ได้ แลมีบางท่านเช่นภรรยาของอธิบดีศาล พุ่งสูงจนหมอทั้งโรงพยาบาลวิ่งตีนขวิด ในขณะที่คนเป็นบอกว่า "ฉันปกติ สบายดี"

การทน เพื่อให้ร่างกายได้ต่อสู้ และปรับตัว ฟื้นฟูส่วนที่ผิดปกติ จึงต้องอาศัยความเข้าใจ และเหตุผล ที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ ซึ่งท่านย้ำนัก ย้ำหนาว่า ไม่อันตราย และรับประกันได้ว่า เมื่อทานไปสักระยะหนึ่ง คนคนนั้นจะไม่มีทางเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต อย่างแน่นอน แม้วัดแล้ว ค่าจะสูงสักเพียงใด

คนเป็นโรคนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่าไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือ โรคแทรก นั่นคือ "โรคปอดแหก" เพราะโดนหมดขู่จนฝ่อ ด้วยคำว่า ตาย ... ตาย ... และตาย...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูดว่า ถ้าอยากหายจากโรคนี้ เวลาทานอาหาร อย่าได้สั่งปอดมาทานโดยเด็ดขาด กินหัวใจเยอะๆ ....

ลงแดงไม่ตายหรอก นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าร่างกายเราพร้อมสู้ศึกแล้ว เมื่อร่างกายพิชิตศึกได้ นั่นแหละเขาเรียกว่าหาย และเป็นการหายที่ถาวร เพราะร่างกายมันชนะด้วยตัวเอง

การชนะ จะก่อให้เกิดภูมิที่แข็งแกร่ง อันเป็นที่มาว่าสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน สูตรของพระพุทธเจ้า มีไว้เพื่อสร้างภูมิ ซึ่งก็คือ เป็นพี่เลี้ยงให้ร่างกายสามารถต่อสู้ จนเกิดภูมิคุ้มกันนั่นเอง

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มะพร้าวสิบลูกช่วยได้ไง


หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม้ว่าจะเป็นการกระทำเล็กน้อย แต่มีคุณูปการหลายประการ

ประการแรก ได้นิสัยพระเวสสันดร คือ ผู้ให้

ประการที่สอง ไม่เป็นหนี้ใคร เพราะสิ่งที่เราทานเป็นน้ำเหงื่อน้ำแรงของตนเอง

ประการที่สาม ส่วนที่เกินจากเราท่านทาน ในส่วนที่ทำไปแล้วนั้น ก็แบ่งแยกเป็นสองกรณีย่อย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ถ้าคนที่ทานไม่มีกรรมกับเรา ก็เป็นการให้สุขผู้อื่น แลสุขนั้นก็ย้อนกลับมาหาตน

แต่ถ้าโชคดีกว่านั้น บังเอิญ คนที่มาทานนั้นเป็นคู่คล้องกรรม แลเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราด้วยแล้ว ก็ทำให้ได้โอกาสใช้กรรมด้วย

ประเด็นนี้ ทำให้เราคิดถึงในอดีต เมื่อครั้งหลวงพ่อนิพนธ์ตั้งสำนักอยู่ที่ลพบุรี มีคนป่วยมากมายมารักษาและบวชอยู่ในสำนัก

หนึ่งในนั้น คือ ท่านหมู ผู้ซึ่งชาวคลองเตยทั่วไปรู้จักดี เพราะเป็นขี้ยา โจรชกชิงวิ่งราว ในแถวย่านนั้น

ท่านหมูมาเลิกยาเสพติด และได้บวชเป็นพระ เมื่อเลิกยาได้แล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้จัดหน้าที่ให้ท่านหมู เป็นพระที่คอยรินยาให้คนไข้ที่มา

วันหนึ่ง ขณะรินยา คนไข้ก็ตะโกนขึ้นว่า "คนนี้แหละ คนนี้แหละ ฉันจำได้"

คนไข้ที่มามากมาย แตกตื่น ด้วยไม่รู้ความ ที่มาที่ไปในสิ่งที่คนๆ นั้นพูด

เมื่อสืบสาวก็ได้ความว่า คนไข้ท่านนั้น เคยไปจ่ายตลาดที่คลองเตย และเคยโดนท่านหมูกระตุกสร้อยคอทองคำของเธอไป

การก็จบลงด้วยการอโหสิกรรมให้กัน

ด้วยเหตุนี้กระมัง ถึงแม้หลวงพ่อนิพนธ์พูดเป็นทีเล่นทีจริง ว่าเชื่อหรือไม่ มะพร้าวสิบลูก รักษาโรคได้

แต่ผลที่เกิด ก็สะท้อนให้เห็นมาตั้งแต่ในอดีตว่า "เป็นไปได้"

ก็ด้วยเหตุแห่งมะพร้าว ก่อให้เกิดอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ... เมื่อไม่มีกรรม จะมีโรคได้ไง

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มูลเหตุที่มาของสมุนไพร

แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ อันเป็นสัจจธรรมแห่งชีวิต นั่นคือ ทุกสรรพสัตว์ล้วนแล้วแต่มีรากฐานที่มา จากธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในการอุบัติก่อเกิดเป็นสังขาร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวเสมอมาในประเด็นนี้ว่า เมื่อเรายังไม่พ้นเวียนว่ายตายเกิด นั่นคือ เราต้องเกิด เมื่อเราเกิด จึงต้องยืมธาตุทั้งสี่ มาก่อกำเนิดเป็นสังขารให้วิญญาณเรา

ดังนั้น จึงเป็นความรับผิดชอบของเราท่าน ที่เมื่อยืมเขามา ก็ต้องใช้คืน

ประเด็นปัญหาของเราท่านก็คือ การคืนนั่นเอง หากผู้ยืมนำมาใช้ จนธาตุในกายป่วนปั่น ไม่เพียงก่อให้เกิดทุกข์ คือการเป็นโรคในชาตินี้เพียงเท่านั้น

สิ่งที่ตามมาเพราะเรายังต้องเกิด นั่นคือ สังขารใหม่ที่เราจะได้ใช้ให้วิญญาณเราอาศัยในพบหน้า ย่อมต้องมีการวิบัติเฉกเช่นเดียวกัน พูดง่ายๆภาษาทั่วไป นั่นคือ กรรมพันธุ์ ซึ่งก็คือโรคที่ติดตัวเราไปตั้งแต่เกิดนั่นเอง หรือร้ายกว่านั้น ก็คือ การได้สังขารที่ไม่ครบ

ด้วยเหตุนี้ ด้วยความเมตตาของพระภูมี ต่อสรรพสัตว์ ที่ยังไม่คิดหลุดพ้นนิพพาน จึงมีช่องให้เดินอีกช่อง อันจะทำให้อยู่ในโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข เรียกสิ่งนี้ว่า "มนุษย์สมบัติ" นั่นคือ สิ่งที่พระภูมีทรงตรัสว่าเป็นลาภที่แท้จริง คือ ความไม่มีโรคนั่นเอง

เมื่อมนุษย์ได้มาพบพระพุทธเจ้า จึงได้รับธรรมหมวดหนึ่ง นั่นคือ หมวดสมุนไพร ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น เพื่อที่จะทำการสังคยานา ธาตุทั้งสี่ของร่างกาย ให้ได้สัดส่วน นั่นเอง

ดังนั้น คำอธิษฐาน ที่ใช้กันมาตั้งแต่ดั่งเดิม ในสมัยถ้ำกระบอก ไม่ใช่การขอให้หาย หากแต่เมื่อจรดสมุนไพร ระลึกคุณแล้ว คือ "ขออำนาจสมุนไพรปรุงแต่งธาตุทั้งสี่ของข้าพเจ้าให้ได้สัดส่วนด้วยเทอญ"

ด้วยมูลเหตุที่โรคมีที่มาจากกรรม ธรรมหมวดสมุนไพร ได้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อที่จะให้มนุษย์ได้คลายทุกข์จากโรค และกลับมามีสติ มีความสามารถในการทำความดีได้

สมุนไพร จึงบัญญัติแลมีอำนาจเพียงแค่รักษาโรค

แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้น ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน แม่ชีเมี้ยนได้ชีให้เห็นว่า นั่นคือ "กรรม" ที่เราทำมา อันเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์

การหายโรคจึงไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายในการใช้แนวทางสมุนไพร ตราบใดที่กรรมอันเป็นต้นกำเนิดยังอยู่ แม้หายจากโรคหนึ่ง ก็ไปเป็นอีกโรคหนึ่งได้ ดั่งคำกล่าวที่หลวงพ่อนิพนธ์มักพูดเสมอว่า อุปมา หนีเสือปะจรเข้ นั่นเอง

การเดิน เมื่อเดิน ก็ต้องเดินให้สุดราว จนข้ามพ้นถึงพื้นดิน ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า พระภูมีจึงให้ธรรมคำสอน เพื่อปฏิบัติ นำมาหนีกรรมที่ทำมา

เราจึงไม่แปลกใจ ที่หลายคนเมื่อหายโรคก็ย่ามใจ ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการเสียชีวิต มามากมาย ด้วยเหตุที่รับแต่สมุนไพร ไม่รับธรรมไปปฏิบัตินั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หากการแก้ปัญหาจบที่สมุนไพร ก็คงไม่ต้องลำบากพูดอย่างทุกวันนี้ และคงไม่ต้องให้คนป่วยลำบากสวดมนต์ มาทำตนเป็นพระเวสสันดร จิตอาสา ให้เสียเวลา

ถ้ามันจบแค่นั้น ท่านก็คงทำสมุนไพร ใส่รถคอนเทนเนอร์ไปแจกให้ตามบ้านแล้ว ไม่ต้องมายุ่งยากลำบากทุกคนอย่างนี้

เมื่อผลสัมฤทธิ์ ต้องมีทั้งสองขา สมุนไพรจึงเป็นบันได้ขั้นแรก ที่จะทำให้คน กลับมามีความสามารถในการทำความดี หรือ ฟังธรรมแล้วนำไปปฏิบัติได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักย้ำว่า ธรรมของพระภูมี ต่างหาก ที่สร้างความปลอดภัย ให้ชีวิต สมุนไพรเป็นเพียงบันไดที่ทอดให้มาถึงธรรม เพราะเหตุที่คนที่กำลังเจ็บ กำลังป่วย คงไม่มีจิดใจ และสมาธิ เพื่อฟังธรรม แล้วนำไปปฏิบัติเพื่อช่้วยตน

ด้วยเหตุนี้ เราท่านจึงเห็นได้ว่า สมุนไพร มีอำนาจจำกัด เป็นเครื่องช่วยให้ทุกคนมีโอกาส ได้สัมผัสธรรม และปฏิบัติ


โดยสรุปความ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า สมุนไพร มีหน้าที่สังคยานา ธาตุทั้งสี่ ให้กลับมาสมดุลย์ แลเหตุที่จะทำให้ธาตุกลับไปแปรปรวนอีกครั้ง คือ กรรม จึงต้องปฏิบัติธรรม เพื่อล้างต้นเหตุนั้นเสีย

การทานสมุนไพร จึงใช้ได้กับทุกคน ไม่สนว่าเป็นโรคใด แลแม้กับสรรพสัตว์ ก็ด้วยเหตุรากฐานที่มาของกาย นั่นคือ ธาตุทั้งสี่นี่เอง

การทานสมุนไพร และปฏิบัติธรรม จึงไม่เพียงแต่ยังผลในชาตินี้ แม้ในชาติหน้า ก็ยังผลด้วย เพราะเราท่านได้คืนสังขารที่ครบถ้วนบริบูรณ์ ดั่งตอนที่ยืมมานั่นเอง สังขารใหม่ที่ได้ย่อมบริบูรณ์ ที่สำคัญ ปราศจากโรคภัย พระภูมี จึงตรัสว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ก็เพราะสามารถติดตามเราไปทุกภพทุกชาติ นั่นเอง

ด้วยเหตุที่มา ของสมุนไพร มาจากคนมีคุณธรรม คือพระภูมี แลสมุนไพร ฟ้าดิน เสกสรรให้ มีฤทธิ์มีวิญญาณ มีสรรพคุณ ก็ต่อเมื่อ ผู้รู้ ผู้ทำ ผู้กิน พึงต้องตั้งอยู่บนฐานของคุณธรรม เช่นเดียวกัน

แม่ชีเมี้ยน จึงกล่าวว่า พหูสูตรสมุนไพรของพระพุทธเจ้า ให้คุณมหาศาล กระนั้นก็ตาม ท่านก็สาปไว้มหาศาลเฉกเช่นเดียวกัน ผู้ใดนำไปใช้หาผลประโยชน์ จึงฉิบหายแน่ แลผู้ที่ไม่เรียนรู้ และปฏิบัติธรรม ตามคำสอน ก็ย่อมหาผลสำเร็จไม่ได้เช่นเดียวกัน

สิ่งนี้ทำให้เรานึกถึงคำพูดของ สมาชิกสองท่านที่พูดให้เราฟังว่า ผมมาได้ห้าปีแล้ว อาการไม่สาหัสเท่าใด ยังไม่หายเลย แต่ผมพาเพื่อนผม ที่เป็นมะเร็งตับ ตัวเหลือง ท้องโต หมอให้นับวัน ผ่านไปสองปี เพื่อนผมหายเป็นปกติ

คิดไปคิดมา ว่าผมกับเพื่อนต่างกันอย่างไร ก็คงเป็นเพราะผมยังอาการไม่หนัก จึงไม่เน้น ในขณะที่เพื่อนอยากหาย จึงทำตามที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกทุกอย่าง นั่นเอง


ดังน้้นเป้าหมายสุดท้ายของเส้นทางสายนี้ คือ การเป็นคนดี ที่น้อมนำธรรมคำสอนไปเป็นที่พึ่งของชีวิต เพราะการหายจากโรค เป็นเพียงบันไดขั้นแรก ที่ทำให้เรามีโอกาส ทำความดีนั่นเอง หาใช่ที่สุดไม่

ด้วยเหตุนี้แล ที่พระภูมีทรงให้โอกาสทุกคน ได้มีโอกาสมาฟังและรับธรรมไปปฏิบัติ ไม่ว่าโรคใดจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ

อุปสรรคใหญ่ จึงไม่ใช่โรค หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูกกระเซ้าบ่อยๆว่า " โรคใหญ่แค่ไหนของท่านเราไม่เคยกลัว แต่เรากลังนิสัยของท่าน ที่ไม่เอาเหตุเอาผล ไม่เรียนรู้ แล้วรับธรรมไปปฏิบัติ นี่สิน่ากลัว "

เมื่อพิจารณาจะเห็นว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ต้องพูด ต้องสอน เราท่านทุกครั้ง และการสงบ ตั้งสติ ตั้งใจฟัง น้อมนำรับธรรมไปปฏิบัติ มีคุณค่ามหาศาลเพียงใด

เมื่อเข้าใจถ่องแท้ เราจะเห็นคุณของแม่ชีเมี้ยน คุณของพระพุทธเจ้า และคุณของสมุนไพร ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมา ว่ามีค่ามหาศาลเพียงใด

เราจึงกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า " นี่คือของจริง เพราะทุกส่วนล้วนแล้วเดิมพันกันด้วยชีวิตทั้งสิ้น ทำถูกผลถูกเกิด ทำผิดผลผิดเกิด " ดั่งที่แม่ชีเมี้ยนได้ให้สติหลวงพ่อนิพนธ์ไว้เมื่อครั้งเรียนสมุนไพรว่า "ทำถูกก็เป็นบุญเลี้ยงชีวิต ทำผิดฉิบหายแน่ ดูพี่ชายเอ็งเป็นตัวอยาง "

สติที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้พึงระลึก คือ " การหายโรค ยังไม่ปลอดภัย การหายกรรมต่างหากที่ทำให้ชีวิตเราปลอดภัย "

จึงไม่แปลกที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดเหมือนพูดเล่นว่า " แม้เพียงนิสัยพระเวสสันดร ที่ดูน้อยนิด ก็ทำให้หายโรคได้ เชื่อหรือไม่ "

นี่แหละบทพิสูจน์อำนาจธรรม "ให้สุขแก่ท่านสุขนั้นถึงตัว"

แม้ผู้ทาน ได้ทำตาม หากแต่ไม่ทันกาล ต้องมีอันเสียชีวิต หลวงพ่อนิพนธ์ ก็กล่าวว่า เรียกได้ว่าประสพผลแล้วเช่นกัน เพราะไม่ได้ตายด้วยโรค เพราะถ้าตายด้วยโรค ต้องทรมานจนตาย หากแต่คนที่เชื่อ และทำตาม แม้ตาย ก็ตายสบาย นั่นเรียกว่าตายด้วยอายุขัย ตายสงบ มีสติ .....

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

คุณสมบัติของผู้หายประการหนึ่ง

ชมรมคนรักสุขภาพ มีคนรักชอบในสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ทำก็ไม่ใช่น้อย มีคนเกลียดก็ไม่น้อยเช่นกัน

คำถามหนึ่ง ที่หลายคนคิด อาจด้วยความกังวล ห่วงใย หรือสงสัย และคิดว่าไม่ชอบมาพากล นั่นคือ ชมรมดำรงอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้ขายสมุนไพร

ครั้งหนึ่งถึงกลับมีคนปล่อยข่าวว่า มีพรรคการเมืองหนุนหลัง ว่าไปโนน่ จนถึงกลับทางการต้องนำเครื่องเฮลิคอปเตอร์มาบินตรวจ เพราะคิดว่ากำลังซ่องสุมคน โดยใช้เป็นฉากบังหน้า เอาเข้าไป

ในแท้ที่จริงแล้ว หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สถานที่นี้ เมื่อใช้หลักของพระภูมีในการรักษาตน ก็ต้องใช้หลักนี้ในการดำเนินกิจกรรมเช่นเดียวกัน

การดำเนินงานที่ผ่านมาในอดีต อาจต้องอาศัยแนวทางโรบินฮู๊ด ปล้นคนรวยช่วยคนจน แต่มาถึงวันนี้แม้จะมีคนรวยที่ยอมให้ปล้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่าก็ทำไม่ได้

ตัวอย่างเช่นผู้ที่ศรัทธาในตัวท่าน อาทิ รองประธานของบริษัทเบทาโกร ที่เอ่ยปากขอสนับสนุนกิจกรรมทั้งหมด ขอรับค่าใช้จ่ายของชมรมเดือนละล้านบาท ท่านก็จึงต้องปฏิเสธไป

เพราะเวลานี้ พูดง่ายๆ คนที่รับผิดชอบ คือคนที่มีส่วนได้เสียจากชมรมเท่านั้น คนนอกมิอาจไปยุ่งเกี่ยวได้

คุณสมบัติประการหนึ่งที่สมาชิกควรจะมี นั่นคือ การทำตนเป็นพระเวสสันดร

กิจกรรมของชมรม จึงขับเคลื่อนไปด้วยพระเวสสันดร นับพันนี้เอง

ภาระของค่าใช้จ่ายสมุนไพรหลักๆ เช่น มะพร้าว พริกไทย เป็นต้น จึงเป็นภาระของสมาชิก ที่จะแสดงตนว่าเชื่อในคำสอนของพระภูมี นั่นคือการเป็นพระเวสสันดร

จึงก่อให้เกิด หน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบและแสดงคุณสมบัติ ในยามที่ชมรมเปิดซุ้มรับบริจาค ค่ามะพร้าว พริกไทย ตามสัดส่วนของตน นั่นคือ มะพร้าว สิบลูก พริกไทยคนละโลครึ่งโล

พฤติกรรมนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง อุปมาดุจเม็ดทรายที่มารวมกัน ก่อกันจนเป็นเจดีย์ ไม่ใช่นำหินใหญ่ก้อนเดียวมาสร้างไม่

การกระทำนี้แม้ดูน้อยนิด แต่ให้ผลมหาศาล เพราะสมาชิกทานในส่วนของตน ส่วนที่เกินก็เป็นทานให้แก่ผู้อื่น อันก่อให้เกิดสุขแก่ผู้อื่น การทำเช่นนี้ ถือได้ว่าเข้าข่ายเป็นพระเวสสันดรแล้ว

ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มะพร้าวสิบลูก พริกไทยครึ่งโล ช่วยเราให้พ้นโรคได้ ... ใครเชื่อก็ทำดู

แต่กว่าจะได้ทำ ก็ต้องรอสองเดือน หรือสามเดือนครั้ง .... โน้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ธรรมของพระภูมี บัญญัติให้ใครก็ทำได้ ไม่สนหรอกเศรษฐี ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด

เสียงที่ล่องลอย


ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง แต่เสียงที่กำลังจะสะท้อนออกไปถึงชมรมคนรักสุขภาพ แผ่ไปถึงที่ใดยากที่จะทราบ

แม้วิทยาการสมัยใหม่ จะโหมโฆษณาสักฉันใด สมุนไพร ที่มีขายกันดาษดื่นในจอทีวี จะทำให้คนเชื่อได้มากมายก็ตาม หากแต่สัจจธรรมความเป็นจริง เมื่อถึงที่สุดก็ย่อมปรากฎ

ใครที่ได้ไปชมรมคนรักสุขภาพช่วงนี้ อาจจะพบหญิงสาววัยสามสิบ หน้าตาสะสวยคนหนึ่ง ที่ค่อนข้างจะเตะตา และน่าแปลกที่มาเดินในสถานที่นี้

ก็ไม่น่าแปลกที่จะบอกว่าเธอสวยมาก เพราะเธอมีดีกรีนางงามถึงสี่รางวัล ของอเมริกานั่นเอง

หากแต่ชะตาอาจจะเล่นตลก ความสวยของเธอเป็นที่สุดที่คนอยากเป็น แต่เป็นไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เธอก็เป็นโรคที่เป็นที่สุดของคนทั่วไปเขาไม่เป็นเช่นเดียวกัน

ด้วยโรคที่เธอเป็น ทำให้ตระเวณหาหมอไปทั่วอเมริกา ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ จนปัจจุบัน อาการของเธอก็เข้าขั้นรุนแรง เพราะหมอเอาไม่อยู่ นั่นคือ การต้องฉีดยาเคมีตลอดเวลา หากขาดสารยากระตุ้นเมื่อไร ร่างกายจะเกิดอาการตัวแข็งทั้งตัว

และแม้เมื่อได้รับสารยาเคมีเพื่อไม่ให้ตัวแข็งแล้ว เธอก็ไม่สามารถทำงานได้อีกแล้วในปัจจุบัน เมื่อได้ข่าวและตรวจสอบความแน่ชัดจนมั่นใจ เธอจึงตัดสินใจยื่นใบลาพิเศษ ขอเวลาสี่เดือนบินมาหาหลวงพ่อนิพนธ์และขอเข้าพำนักรักษา

แม้ไม่ใช่สถานพยาบาล การรับคนเข้าพำนักรักษาย่อมผิดกฎหมาย กระนั้นก็ตามหลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า ชีวิตคนสำคัญกว่า จึงรับเธอไว้พักรักษาที่ชมรม

เราจึงแปลกใจว่า เธอผู้นี้อยู่ไกลถึงอเมริกา แต่ได้ยินเสียงสะท้อนของชมรม หากแต่คนอยู่ใกล้กลับไม่ได้ยิน

ที่ต่างไปอย่างยิ่ง คือ เธอมาด้วยความมุ่งมั่น เตรียมตัวเตรียมใจ มาเต็มร้อย ศึกษาทำความเข้าใจ และไม่เกิดการลังเลใจ ในขณะที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คนของเราเองซะอีก กินไปคิดไป "สมุนไพรสะอาดไหม ปลอดภัยไหม .... มากมาย"

นี่แหละคือสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคของเราท่าน เพราะมาแล้วไม่เรียนรู้ ทำให้การเดินทางล่าช้า หรือไปไม่ถึง ในขณะที่คนแดนไกล ศึกษามาอย่างดี เรียนรู้ตั้งแต่ยังไม่มา

แล้วรอดูผลอีกสี่เดือนข้างหน้าของเธอกัน....

ก็คนไทยดูที่บุคคลิกลักษณะ ใบรับรอง หากแต่ฝรั่งมังค่า เขาดูที่ผลกระมัง จึงเป็นเช่นนี้

สงสัย อยากรู้ อยากถาม อยากได้คำตอบ

เราและผองเพื่อนที่ได้จัดทำเพจ "ศาลาอโรคยา" (http://www.facebook.com/iGoodHealth) นี้ ขอเรียนย้ำว่า ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หรือ มีความรู้ในเรื่องสมุนไพรมากนัก

ดังนั้น หากท่านใดเมื่อแวะเวียนมาที่นี้แล้ว เกิดความสงสัย อยากรู้ อยากถาม และอยากได้คำตอบ ซึ่งเราคิดว่าน่าจะดีที่สุด และถูกต้องที่สุด นั่นคือ การสอบถามจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของขมรมคนรักสุขภาพเอง

โดยหลวงพ่อนิพนธ์ ได้จัดวิทยากรที่มีความรู้ และพร้อมที่จะให้คำตอบในทุกส่วนอย่างละเอียด ครบถ้วน ที่สำคัญ ถูกต้อง

โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ จะเปิดให้บริการ เวลาประมาณ ๘.๐๐ น. ถึง ๑๖.๐๐ น. ในเวลาเปิดทำการของชมรม นั่นคือ วันพฤหัส และอาทิตย์ ไม่มีวันหยุด

เราก็ทราบว่า บางท่านอยากได้คำตอบจากทางหน้าเพจเลย แต่เราคิดว่า เรื่องของชีวิตสุขภาพ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่สำคัญ เป็นเรื่องของชีวิต ที่มิอาจให้เกิดการผิดพลาดได้แม้แต่เพียงเล็กน้อย

อีกประการหนึ่ง เราคาดคิดว่า แต่ละท่าน ปัญหาที่มีย่อมมีความละเอียดอ่อนต่างกัน มีคำถามที่อยากได้คำตอบแยกเป็นหลายประเด็น การที่ได้พบผู้รู้ จะก่อให้เกิดความมั่นใจ การที่ได้เห็นตัวอย่างบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน มาเล่าประสพการณ์ให้ฟัง ย่อมทำให้เกิดผลดีอย่างมหาศาล ไม่ใช่ฟังแต่เพียงลมปาก หรืออ่านจากข้อเขียน ซึ่งจะทำอย่างไร พูดอย่างไร เขียนอย่างไร ก็ได้ ที่สำคัญ หาได้รับผิดชอบชีวิตของท่านไม่

สรุปประเด็นที่เรากล่าวก็คือ บล็อกนี้เป็นแค่สื่อ ที่ทำให้เห็นซึ่งแนวทางที่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้ อันเป็นการให้ข้อมูลพิจารณาว่า ความเป็นไปได้ ข้อเท็จจริง เพื่อเสนอแนวทางเลือกอีกทางหนึ่ง ให้คนทั่วไป และรวบรวมคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อให้เข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง อันจะนำไปซึ่งผลสำเร็จ ทั้งผู้สอนและผู้เรียน ในการรักษาตนเอง

หากท่านใดอ่านแล้ว เกิดความสนใจ เราก็อยากบอกว่า ไม่ควรที่จะถามใครอื่นใด แต่ควรที่จะยอมเสียเวลา แวะเวียนไปที่ชมรมคนรักสุขภาพในวันทำการ แลสอบถามจากวิทยากร ที่แผนกประชาสัมพันธ์ด้วยตนเอง ในทุกซอกทุกมุม ที่ท่านอยากรู้ อยากได้คำตอบที่แน่ชัด จะเป็นการดีที่สุด

ส่วนประเด็นบางประเด็น ถ้าไม่มีรายละเอียดมากเกินไป คุณนนท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยากร ก็ได้เอื้อเฟื้อ เข้ามาตอบให้ ก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้

ธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา



ภาพเด็กนั่งรถเข็น ดูไปก็ธรรมดา ไม่เห็นน่าจะแปลกอันใด

หากแต่ใครที่ได้เห็นเด็กสาวผู้นี้ และพี่ของเธอ ซึ่งป่วยเป็นโรคกรรมพันธุ์อย่างหนึ่ง จากเด็กปกติในวัยเด็ก และเริ่มมีอาการเมื่อย่างเข้าสู่วันประมาณ ๖ ขวบ อาการดังกล่าวก็ปรากฎ

นั่นคือ ร่างกายจะเริ่มปรากฎอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้เริ่มที่จะช่วยตนเองไม่ได้ แม้กระทั่งเดิน

เมื่อความเลวร้ายอย่างสุดๆ ปรากฎให้เห็น น้องก็ไม่สามารถแม้จะนั่งทรงตัวอยู่ได้อย่างคนธรรมดาทั่วไป

ภาพของน้องที่ปรากฎที่ชมรมคนรักสุขภาพ นั่นคือ การที่นั่งรถเข็น พร้อมกับตัวเอียงล้มลง เพราะไม่สามารถทรงตัวตั้งตรงอย่างคนธรรมดาได้ และมีอาการน้ำลายไหลตลอด เพราะไม่สามารถบังคับกล้ามเนื้อปริเวณปากได้

นับแต่อาการของน้อง ทั้งสองเริ่มปรากฎ พ่อแม่ ก็พาตระเวนไปหาหมอที่เชี่ยวชาญ จนท้ายสุดวิธีที่ใช้ คือ การปลูกถ่าย stem cell

เวลาผ่านไป พร้อมความทุกข์ใจของพ่อแม่น้องทั้งสอง เพราะอาการมีแต่ทรุดลง จนท้ายที่สุดแม้จะทรงตัวนั่งตรงบนรถเข็นยังทำไม่ได้

ภาพธรรมดาของเด็กนั่งตัวตรงนี้ จึงธรรมดาสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับพ่อแม่ของน้องทั้งสอง นี่คือปาฏิหารย์ที่สัมผัสได้จริง

รอยยิ้มของผู้เป็นแม่ ปรากฎขึ้นเริ่มจากวันที่น้องแย่งตุ๊กตาจากมือผู้เป็นแม่ อันก่อให้เกิดประกายความหวังในการรักษา เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา น้องจะไม่สามารถแม้กระทั่งถือชาม หรือมีแรงฝืนยึดดึงสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น

ผ่านไปเกือบครึ่งปี น้องเริ่มกลับมานั่งตัวตรงได้ ทำให้ผู้เป็นพ่อแม่ รู้ดีว่า เส้นทางที่เดินมาถูกต้องแล้ว

หากแต่ผู้เป็นพ่อแม่ ได้เรียนรู้ว่า การให้สุขผู้อื่น ย่อมได้รับสุขคืนกลับมา เป็นที่ประจักษ์ ใครจะเชื่อว่า พ่อแม่ของน้องทั้งสอง ที่เรียกได้ว่าผู้มีอันจะกินเช่นกัน ณ วันนี้ เขาทั้งสองเป็นผู้ดูแลห้องน้ำ ขัดถู ให้แก่เพื่อนสมาชิกของชมรมคนรักสุขภาพ ด้วยความเต็มใจในสิ่งที่ทำ

เป็นอีกตำนานบทหนึ่ง ของผู้ที่ได้รู้ว่าหนทางแห่งสุขที่แม่ชีเมี้ยนให้หลวงพ่อนิพนธ์นำมาสอน เขาทำกันอย่างไร

เรียนให้รู้ เมื่อรู้แล้วอยากได้ "ต้องทำเอง" เพราะผู้ทำได้คือผู้ที่จะประสพผลไม่ว่าสิ่งที่เป็นอยู่จะเลวร้ายสักฉันใด อันสะท้อนให้เห็นสัจจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่า "ธรรมย่อมชนะกรรม"

เรื่องของชีวิต ไม่ใช่ได้มาด้วยเงิน ......

เรื่องของชีวิต ไม่ใช่ได้มาด้วยการขอ ....

เรื่องของชีวิต อยากได้ "ต้องทำเอง" ... ด้วยธรรมที่พระภูมีทิ้งไว้ให้ ในหมวด "ตนพึ่งตน" นั้นแล ................

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ปรับ .. ปรุง .. ห้องกระโจมสมุนไพร


หลวงพ่อนิพนธ์แจ้งให้ทราบว่า จะมีการปรับปรุงตัวยาที่ใช้ในห้องกระโจม เพิ่ม

โดยเฉพาะในส่วนที่ออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อจากระบบทางเดินหายใจ อันจะเป็นที่วางใจได้ว่า แม้จะเข้าร่วมกับผู้ที่มีปัญหาด้านนี้ ก็ปลอดภัยแน่นอน และท่านได้แนะนำว่า ควรที่จะสูดหายใจ ยาวๆ ช้าๆ เพื่อให้ตัวยาสมุนไพรเข้าไปทำงานได้เต็มที่

อีกส่วนหนึ่งคือ ได้เพิ่มถ่านไม้ไผ่ เข้าไปไว้ในห้องกระโจม อันเนื่องจากถ่านนี้ จะมีคุณสมบัติที่ช่วยในการฆ่าเชื้อรา

หลวงพ่อนิพนธ์ ย้ำมาว่า คนป่วยท่านใดที่ไม่เคยเข้ากระโจมเลย ควรที่จะเข้าได้แล้ว .... เพราะมีประโยชน์หลายประการ

ทำไมต้องครั้งที่ 5

เราได้ยินคนไข้ มักถามเจ้าหน้าที่ว่า "อยากกินสมุนไพรมะพร้าว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้ ทำไมบางคนให้ บางคนไม่ให้ และทำไมเขาจึงต้องรอครบ ๕ ครั้ง จึงทานได้"

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้เคยกล่าวว่า สมุนไพรมะพร้าว เป็นสมุนไพรที่ให้คุณเอนกอนันต์ และเป็นสมุนไพรพื้นฐานที่ทุกคนควรได้ทาน

หากแต่สมุนไพรมะพร้าวนั้น มีองค์ประกอบของสมุนไพร ที่เผ็ดร้อน ค่อนข้างรุนแรง นั้นเอง คือปัญหา

ท่านกล่าวว่า ด้วยเหตุที่คนทั่วไปที่มา ส่วนใหญ่แล้ว มักจะผ่านยาเคมีมามาก ผลของการทานยาเคมีประการหนึ่ง คือ ระบบทางเดินอาหาร จะถูกฤทธิ์ที่เป็นกรดของยาเคมี กัดทำลาย จนบาง หรือเป็นแผล

ดังนั้น ทางสายกลางสำหรับคนทั่วไป ควรที่จะทานสมุนไพรที่ทำหน้าที่ฟื้นฟู ระบบทางเดินอาหารเหล่านี้เสียก่อน เพื่อให้รองรับฤทธิ์ของสมุนไพรมะพร้าวได้

การที่ด่วนทาน เมื่อทานแล้ว แต่ร่างกายยังไม่พร้อม อาจจะก่อให้เกิดอาการที่เรียกกันว่า "แหยงยา" ทำให้ไม่กล้าทานอีก ซึ่งสมุนไพรมะพร้าว เป็นสมุนไพรพื้นฐานหลัก ที่ทุกคนต้องทาน การทานไม่ได้จึงก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในแนวทางนี้

ส่วนในกรณีคนไข้เร่งด่วน ที่มีอาการค่อนข้างหนัก และรุนแรง ที่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้ทาน นั่นก็เรียกได้ว่า เป็นการเสี่ยงดวง เพราะไม่มีเวลารอให้ฟื้นฟูแล้วนั่นเอง คนไข้จึงต้องเสี่ยงกับอาการแหยงที่อาจเกิดขึ้น นั่นเอง

ดังนั้น การใช้ทางสายกลาง คือ รอให้สมุนไพรฟื้นฟู ระบบทางเดินอาหาร ให้สมบูรณ์พร้อมรองรับ จะทำให้การทาน ทานได้ง่าย ภาษาของเจ้าหน้าที่ คือ "ทานรื่น" จะเป็นการดีที่สุด

ท่านที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทานในห้าครั้งแรก ก็แสดงว่า อาการยังไม่รุนแรง จนต้องรีบใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์แรง น่าจะดีใจเสียกว่าการเสียดายที่อยากทานแล้วไม่ได้ทาน

มรดกบาป - มะเร็งร้ายรักษาหายไหม

หลายต่อหลายครั้ง ที่คนไข้ที่มาพบหลวงพ่อนิพนธ์ประสพปัญหาที่ยังคิดไม่ตก และขอความเห็นจากหลวงพ่อนิพนธ์

ตัวอย่าง ล่าสุด คือ คนไข้ที่เป็นแม่ เป็นมะเร็งร้ายแรง และหมอวินิจฉัยว่า ต้องทำการผ่าตัดด่วน พร้อมแจ้งค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดกับเธอว่า ให้เตรียมเงินประมาณแปดแสนบาทในการนี้

ด้วยความรักแม่ เธอจึงตัดสินใจที่จะให้แม่ทำการผ่าตัด ตามวินิจฉัยของหมอ

ปัญหาของเธอก็คือ เธอมีเงินอยู่ประมาณสี่แสนบาท ดังนั้นจึงต้องทำเรื่องกู้เงินอีกสี่แสนบาท เพื่อใช้ในการนี้ จึงต้องขอเลื่อนหมอไปจนกว่า เรื่องเงินกู้ของเธอจะผ่าน จึงจะทำการผ่าตัดได้

ขณะที่เรื่องกู้ กำลังดำเนินตามขั้นตอน เธอก็ยังพาแม่ไปหาหมอตามปกติ แต่วันหนึ่ง แม่ของเธอฉุกคิดปัญหาหนึ่งขึ้นมา จึงถามหมอว่า หากเธอเข้ารับการผ่าตัดแล้ว จะหายไหม

ได้รับคำตอบจากหมอว่า "หมอไม่รับรอง"

เมื่อเธอได้รับข่าวสารเรื่องชมรมคนรักสุขภาพ เธอจึงมาพบหลวงพ่อนิพนธ์ ขอคำปรึกษา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักพูดให้คนประเภทนี้ฟังว่า ถ้าคนเราถึงพรหมลิขิต ไม่ว่าจะอย่างไร ก็คงต้องตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแต่ถ้าเรายังไม่ถึงพรหมลิขิต แต่ไปแก้ไขด้วยไม่ถูกวิธี ก็อาจเสียชีวิตได้ ซึ่งเรียกว่า อุบัติเหตุแห่งชีวิต ทำให้สิ้นก่อนอายุขัย

แนวทางสมุนไพร เป็นหนทางที่ใช้ธรรมชาติบำบัด เพราะมีรากฐานจากคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นหนทางที่เป็นไปได้ ในการหายโรค

หากแต่เรา ถ้าชีวิตถึงพรหมลิขิตแล้ว เราจะตายตาหลับได้อย่างไร ในเมื่อเราได้ทิ้งหนี้ก้อนมหาศาลให้ลูกหลานต้องตามใช้ ไม่ว่าจะทางไหนก็ต้องตายเหมือนกัน แต่สมุนไพรแม้นตาย ก็ตายสบายไม่ทรมาน ที่สำคัญประหยัด ไม่ก่อหนี้ เงินที่มีก็ยังเหลือ ลูกหลานไม่เดือดร้อน

หากพรหมลิขิตยังไม่ถึง แนวทางสมุนไพร สำหรับผู้ทำได้ ก็มีคนหายให้เห็นเป็นตัวอย่างมากมาย

เรียกได้ว่า หนทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน มีแต่ได้กับได้

บทสนทนานี้ น่าจะเป็นประโยชน์ให้หลายๆ คน ได้เก็บเอาไปคิด และวินิจฉัย เพื่อเลือกทางเดินสำหรับชีวิตตน

และโชคดีที่การดำเนินเรื่องของเธอยังไม่แล้วเสร็จ ปัจจุบัน เธอไม่ต้องเป็นหนี้ และแม่ของเธอก็ยังอยู่

ใครสร้าง

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักให้สมาชิกเก็บไปขบคิดเสมอๆ คือ ของสิ่งใดในโลก " ผู้สร้างย่อมเป็นผู้แก้ไข ได้อย่างแน่นอน "

ท่านจึงมักยกตัวอย่างให้เห็น ในอุปมานี้ว่า หากเราท่านเป็นเจ้าของรถยนต์ ถ้าเป็นรถธรรมดา ช่างทั่วไปก็พอได้ ถ้าเป็นรถรุ่นพิเศษ มีกลไก หรือ อุปกรณ์ที่ซับซ้อน ก็ต้องกลับไปหา บริษัทรถนั้นๆ เพื่อให้ซ่อมอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุผลใดหรือ ก็เนื่องด้วยบริษัทผู้สร้าง ย่อมรู้และเข้าใจในระบบอันซับซ้อน ที่ตนผลิตนั้นได้ดีนั่นเอง

คำถามที่ท่านมักย้อนให้เราได้ขบคิดก็คือ "ก็แล้วตัวเราท่าน ใครเป็นผู้สร้าง"

ธรรมชาติใช่ไหม? แล้วเมื่อมีผู้อวดดี ไม่ว่า หมอ เกจิ หรือใดๆ ที่อวดอ้างว่าตนช่วยได้ รักษาได้ มันจะเป็นไปได้ไหม เพราะชีวิตทุกชีวิต ธรรมชาติเขาสร้าง ของเขามา มิใช่หรือ

ช่วงที่ผ่านมา หากเราท่านได้ไปที่ชมรม จะเห็นเด็กสาว ซึ่งกำลังเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศคนหนึ่ง

เธอคือความหวังของพ่อแม่ ของประเทศ เป็นนักศึกษาเรียนดี ประพฤติดี แต่ .... แต่ ... สังขารของเธอไม่ดีด้วย

อนาคตที่กำลังสดใส ถูกพยากรณ์ของหมอ พิพากษาเสียแล้ว ด้วยอาการที่เธอเป็นคือ ปวดศรีษะอย่างหนัก เมื่อทำการตรวจพบว่า เธอมีหินปูนงอกกดทับเส้นประสาทสมอง และเจ้าหินปูนนี้ ก็โตขึ้นเรื่อยๆ

หมอยื่นทางเลือกให้เธอเลือกสองทาง คือ หนึ่ง ต้องรับกับอาการปวดที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนตาย สอง ทำการผ่าตัดหินปูนออกจากสมอง

แต่เนื่องจากตำแหน่งของหินปูน เบียดกับประสาทส่วนสำคัญ นั้น ผลที่ได้จากการผ่าตัด หมอกล่าวว่า เบาสุด ก็ช่วยตัวเองไม่ได้ หนักสุด ก็เจ้าหญิงนิทรา

เมื่อถึงทางตัน มารดาเธอได้รับคำแนะนำทางเลือกสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน จึงมาปรึกษาหลวงพ่อนิพนธ์ในกรณ๊ของลูกสาว

คำถามนี้จึงถูกย้อนไปยังมารดาของเธอ ให้ใช้ในการตัดสินใจ

แลเมื่อเชื่อและวางใจในธรรมชาติ ก็มาลอง

เมื่อมารดาและเธอตัดสินใจเลือกสมุนไพร จึงใช้เวลาช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน สามเดือน มาพักฟื้นรักษาตัวที่ชมรมคนรักสุขภาพ

สามเดือนแห่งความมุ่งมั่นทุ่มเทของเธอ ก็ประสพผล ก่อนเปิดภาคเรียนปกติ เธอกลับไปให้หมอตรวจอีกครั้ง ผลการตรวจ เธอไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดแล้ว อาการของเธอไม่น่าวิตก เพราะไม่มีการเบียดเส้นประสาทแล้ว

ครอบครัวได้ลูกสาวคนเดิมกลับมา ประเทศกำลังได้บัณฑิตที่มีความรู้ดีอีกคนหนึ่ง

คำถามนี้ จึงควรเป็นคำถามที่ทุกคนต้องหาคำตอบ และหาข้อสรุปให้ตนเองให้ได้ เพื่อที่จะวางชีวิตไว้ในมือสิ่งนั้น

"ใครกัน สร้างเราท่านมา"

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

คุณหวัง ชมรมหวัง


หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวเสมอๆ ว่า ทุกสถานที่ที่มีคนไป ต้องมีสิ่งที่จูงใจให้คนไปอย่างแน่นอน

การเปิดชมรมคนรักสุขภาพ มีอะไรเป็นสิ่งดึงดูดคนให้มาเล่า

สถานที่นี้ ไม่มีนักร้อง ดารา ไม่มีดนตรี สิ่งที่มี แค่ ๓ ประการคือ ๑.แม่ชีเมี้ยน ๒.พระพุทธเจ้า ๓.สมุนไพร

คำถามง่ายๆ ที่ต้องมีคำตอบ คือ คนที่มาที่นี่ หวังอะไร

ก็ไม่น่าจะเป็นอื่นนอกจาก การหายโรค ดังนั้นความหวัง จึงฝากไว้กับสมุนไพร ที่เขาได้ยิน ได้ฟังมานั่นเอง

หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ ได้กล่าวถึงที่มาของสมุนไพร ว่า ต้องมีสูตร เฉกเช่นเครื่องแกง ฉันใดก็ฉันนั้น หากแต่สูตรสมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนถ่ายทอดออกมา ท่านก็ตรัสว่า ไม่ใช่ของท่าน หากแต่เป็นของพระภูมี เป็นภูมิปัญญาที่ได้รู้แจ้งในธรรมชาติของสรรพสัตว์ คือ มนุษย์และสัตว์

หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำเสมอว่า สูตรสมุนไพรมีที่มา ไม่ใช่ยาผีบอก ไม่ใช่นั่งเทียน ในอดีตท่านก็ต้องตรวจสอบ ให้แน่ใจว่า สูตรที่ได้เป็นของจริง ซึ่งบทพิสูจน์ย่อมเกิดจาก มีผู้ได้รับผลนั่นเอง เมื่อผู้รับผลจากหนึ่ง เป็นร้อย เป็นหมื่นแสน ก็วางใจได้ว่า สูตรสมุนไพรนี้ใช้ได้ และมีผลจริง

และด้วยต้นทางมาจากพระภูมี แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า ผู้ทำก็ต้องเดินตามรอยพระภูมี เพื่อให้สมุนไพรเกิดผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ทำด้วยคุณธรรม พูดง่ายๆ ก็ทำแจกนั่นเอง

จึงไม่น่าแปลก ที่พระนับร้อยของถ้ำกระบอก และลูกนับสิบของแม่ชีเมี้ยน ล้วนแล้วแต่ไม่มีใครอยากเรียนวิชานี้เลย

ประการที่สำคัญยิ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แม่ชีเมี้ยน ชี้ให้เห็นว่าเป็นเคล็ดลับที่สำคัญยิ่ง ในการทานสมุนไพรให้ประสพผล นั่นคือ "สิ่งที่เจ้าของภูมิปัญญาต้องการ"

อุปมา ดั่งภาษิตที่ว่า "หมูไปไก่มา"

เมื่อเราท่านมา ด้วยความหวังจะได้รับการหายโรคกลับไป

แล้วคำถามว่า เจ้าของภูมิปัญญา เขาได้อะไรกลับไป

สิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่สิ่งของใดๆ หากแต่เป็นนิสัย

ในเมื่อพระภูมี อยากได้ อยากเห็น คนที่นำเอาธรรมวินัยของท่าน ไปปฏิบัติ ทำตนเป็นคนดี

คนที่จะได้ผลจากแนวทางนี้อย่างเฉียบขาด รวดเร็ว และแน่นอน จึงทำได้ไม่ยาก

นั่นก็คือ นำสิ่งที่พระภูมีอยากได้ไปแลกมาเท่านั้นเอง

และภาพที่เห็นเด่นชัด ในสาวกของพระภูมี และเป็นสัญญลักษณ์ของท่านก็คือ ความสงบนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอๆ ว่า โรคมันกลัวความสงบ เพราะเป็นของพระภูมี ผู้ที่จะหายจากโรคได้ ย่อมต้องมีคุณสมบัตินี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

หากแม้นไม่มีสถานที่ใดในโลกนี้ ที่ทำให้เราท่านเปลี่ยนพฤติกรรมได้เลย ก็อย่าหวังหายโรคได้เลย

สิ่งนี้เอง ที่เป็นที่มา ของเรื่องเล่าว่า และเป็นกฎมณเฑียรบาลในอดีตของไทย ที่ตราไว้ว่า หากใครจะทำผิดสักฉันใด เมื่อเข้าเขตพัทธสีมา ถือว่าสิ้นสุด


จึงเป็นเรื่องง่ายในการหายโรค เพราะเพียงแค่เข้าเขตห้องสวดมนค์ ห้องกระโจม แลชมรม ก็ลดกิริยากาย วาจา ใจ ลง เท่านั้นเอง โรคก็หายไปกว่าครึ่งแล้ว ที่เหลือจึงเป็นหน้าที่สมุนไพร

ลองนำไปพิจารณา ...

สิ่งนี้จึงเป็นเหตุผลที่ต้องกล่าวว่า ทำไมคนที่ประสพผล ในแนวทางนี้ ต้องเป็นคนดี มีธรรม .... ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่แม่ชีเมี้ยน และพระภูมี ต้องการนั่นเอง


วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แค่สวดมนต์ ทำได้หรือเปล่า

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายความสำคัญในการสวดมนต์ ให้ฟังว่า เป็นการเตรียมพร้อมสติ หยุดพฤติกรรมที่เป็นบาป

ดังนั้น การเข้ามาสวดมนต์ จึงต้องทนทุกข์ กับการนั่ง กับการเงียบ สงบปาก อยากคุย อยากว่าใคร อยากติใคร ก็ต้องหยุด แล้วเตรียมตัว ทำพฤติกรรมที่เป็นบุญ นั่นคือ พูดมนต์ของพระภูมีแทน

เมื่อสวดมนต์เสร็จ ท่านจึงสอนว่า ให้ดำรงสตินี้ไว้ และประคองในช่วงที่นั่งฟังท่านพูด เมื่อลุกออกจากห้องสวดมนต์ไป ก็นำสตินี้ พร้อมกับนำบุญที่ได้จากการทำนี้ ไปแผ่ให้เจ้ากรรมนายเวร ในขณะเข้าห้องกระโจม ขณะทานสมุนไพร

และเมื่อกลับ ก็ไปกราบระลึกคุณ แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า สมุนไพร ที่ทำให้เราได้มีพฤติกรรม ที่สร้างบุญ เพื่อช่วยตน

ผู้ใดทำเยี่ยงนี้ได้ เรียกได้ว่าเดินอยู่บนครรลอง บทบัญญัติของ พระภูมี ย่อมประสพผลในการหายจากโรคได้อย่างไม่ยาก

หากแม้นสถานที่นี้ ยังไม่สามารถหยุดพฤติกรรมของท่านได้ เริ่มจากการเข้าสวดมนต์แล้วไซร้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็อย่ามาให้เสียเวลาเปล่าเลย เพราะยากที่จะประสพผล

อย่าไปฟังคำคนเลย สมุนไพรดี กินแล้วหาย

เพราะความจริง คนหาย คือ "คนทำได้" ด้วยหลัก "ตนพึ่งตน"

ทุกคน ทุกอาการ จึงมีสิทธิ์ ถ้าเขาพึ่งตนของเขาเอง

พวกอ้าง


บทเรียน เมื่อครั้งทำสมุนไพรช่วยคน ในสมัยถ้ำกระบอก บทหนึ่ง นั่นคือ การอุตริมนุษย์ธรรม

เมื่อครั้งที่หลวงพ่อนิพนธ์ มีคนไข้มารับการรักษาและประสพผลมากมาย จนชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ

คนไข้ ก็พากันพูดปากต่อปาก ว่า ท่านนิพนธ์เก่ง สามารถรักษาคนได้ทุกโรค

และยิ่งไปกว่านั้น ก็สรรเสริญว่า ด้วยวัตรปฏิบัติ ที่เคร่งครัด ด้วยตัวท่าน มีบุญญาธิการ ทำให้สามารถช่วยคนที่มาพึ่งได้

แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสให้สติว่า ท่านกำลังทำให้มนุษย์หลงทาง ผลสุดท้าย ท่านจะกลายเป็นพวกอุตริมนุษย์ธรรม นั่นคือ อ้างผลในสิ่งที่ตนไม่ได้เป็นผู้ทำ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ด้วยแท้ที่จริงแล้ว การหายจากโรค เป็นปาฏิหารย์ของธรรมชาติ และธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า หาใช่จากตัวท่านไม่

หากแต่ผู้ที่จะหายจากโรค เมื่อได้มาฟัง เชื่อและศรัทธา ในตัวท่าน เมื่อฟังแล้วก็ทำตาม ท่านจึงทำหน้าที่เหมือนกระบอกเสียงเท่านั้นเอง

เมื่อผู้ฟังชอบก็ทำตาม ไม่ชอบก็ไม่ว่ากัน ไปทำในสิ่งที่ชอบอย่างอื่นแทน

ท่านจึงย้ำว่า ท่านไม่ใช่หมอ รักษาใครไม่ได้ ช่วยใครไม่ได้ แต่มีวิธีให้ไปปฏิบัติ และรับวัตถุดิบ คือสมุนไพร เพื่อไปช่วยตนเอง

หากแต่สมุนไพร เป็นเครื่องลางธรรมชาติ มีจิต มีวิญญาณ รู้ใจผู้ทำและผู้ทาน อันแสดงผลต่อผู้มีคุณธรรมเท่านั้น

หมอรักษาคนให้หายโรคได้จึงไม่มี เพราะหนทางเดียวที่จะรักษาตนให้หายโรค พระภูมี ตรัสว่า มีเพียงสายเดียว คือ "ตนพึ่งตน" ใครก็ช่วยใครไม่ได้เลย แม้จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงละเมิดสัจธรรมความจริงนี้

จึงไม่น่าแปลกที่จะเห็น ผู้ที่อ้างว่าช่วยรักษาคนได้ รายแล้วรายเล่า ท้ายที่สุดก็ตายด้วยโรค ไปทีละรายสองราย เข้าทำนอง หมองู ตายเพราะงู นั่นเอง

แสงสว่างเล็กๆ อีกช่อง


มหาเศรษฐีอีกท่านหนึ่ง ของเมืองไทย ได้มีโอกาสมาพบหลวงพ่อนิพนธ์ และถามคำถามมากมาย

ตัวเขาเอง เป็นโรคร้ายแรง และมีเพื่อนที่รู้จักหมดดังของโลกในเรื่องนี้ ได้เข้าคอร์สทำการรักษา มายาวนานต่อเนื่อง หมดเงินไปมากมาย แต่ก็ไม่ประสพผลสำเร็จ

วันหนึ่งได้ติดตามกลุ่มเพื่อน มายังชมรมคนรักสุขภาพ ได้คุยประสพการณ์ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เขายืนยันกับหลวงพ่อนิพนธ์คือ หากว่า วิชาการที่เขาเคยใช้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเป็นหลักล้านนั้นช่วยเขาได้ แม้จะคิดเป็นสิบล้าน เขาก็ไม่เกี่ยงเลย

แต่ความจริง ก็คือความจริง เมื่อเวลาผ่านไป คำฮิตของหมอ ก็มาเอ่ยกับเขา "หมอช่วยจนสุดความสามารถแล้ว คงต้องทำใจ"

เมื่อมาถึงชมรมคนรักสุขภาพ หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ลองมาใช้วิธีที่ไม่เสียเงินดูซิ แต่ด้วยความมีน้ำใจของเขา จึงร้องขอว่า เขาอยากทำอะไรบ้าง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ทุกครั้งที่มาชมรมเพื่อรับสมุนไพร ลองตื่นตี่สี่ ไปซื้อของแล้วทำมาตั้งขายที่ชมรม เพราะทราบว่าเขาพอมีฝีมือ คนที่ชมรมจะได้ทานอาหารอร่อยด้วย

เขาจึงกล่าวว่า ถ้างั้นเขาขอลงทุนเอง ส่วนรายได้ยกเข้ามูลนิธิ นับจากนั้นมา เขาก็ดำเนินในลักษณะเช่นนี้ทุกสัปดาห์

ผ่านไปไม่นาน อาการของเขาก็ดีขึ้นเป็นลำดับ จนคนไข้ที่เป็นรูมาตอยด์รุนแรง จนต้องนั่งรถเข็น ก็เริ่มที่จะเลียนแบบเขาบ้าง โดยการทำอาหาร ผัดหมี่ ที่เขามีความชำนาญมาให้

แนวทางนี้ กำลังมีคนเดินตาม และประสพผล แม้บางคนอาจจะยกรายได้ทั้งหมดให้เลย หรือ ขอทุนคืนก็ตาม

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ช่องทางใดที่สามารถให้สุขแก่ผู้อื่นได้ พระภูมีตรัสว่า นั่นแลจะย้อนมาให้สุขเรา เป็นการแก้ไขปัญหาชีวิต ที่ถูกโรครุมเร้า ที่ถูก ผลถูกจึงมาสนอง

วันนี้ เราจึงได้เห็น คนเป็นรูมะตอยด์ ทิ้งรถเข็น มาเดินเอง และมุ่งมั่นกับการผัดหมี่ มาวันละถาด ให้คนที่มาได้ชิมฝีมือของเขา

เราจึงได้เห็นคนที่หมอบอกนับวันรอ ไปจ่ายตลาดตอนเช้ามืด ด้วยใจที่เป็นสุขในสิ่งที่ทำ อันเป็นสิ่งพิสูจน์ พุทธพจน์ ที่ว่า "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว" ได้เป็นอย่างดี

มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ



สุภาษิตโบราณ ล้วนแล้วแต่มีรากฐานที่มาจากคำตรัสของพระพุทธเจ้า หากแต่คำแปลที่สืบทอดกันมา ผิดเพี้ยน ทำให้ความหมายที่สื่อแต่ดั่งเดิม ไม่มีคนรู้

เมื่อแม่ชีเมี้ยนนำคำสอนของพระภูมีมาให้พิจารณา ก็ทำให้เราได้ทราบว่า แท้จริงแล้วสุภาษิตเหล่านั้น เกิดจากการปฏิบัติตนของเหล่าสาวกของพระพุทธเจ้า และคนทั่วไป เมื่อครั้งพุทธกาล แลพระภูมีได้ยกมาเป็นคำเปรียบเทียบ เพื่อให้คนเหล่านั้นได้เข้าใจในคำสอนนั่นเอง

เวลานี้ ผู้คนกำลังหลั่งไหลมายังชมรมคนรักสุขภาพ หากแต่บางคนมีพฤติกรรมที่แสดงออก ถึง การไม่ทุ่มเท เพื่อกอบกู้ชีวิตตน อาจจะเป็นเพราะตัวเขาเหล่านั้น ยังไม่ถึงขึ้นวิกฤตอย่างแท้จริงก็เป็นได้

พฤติกรรมที่คนกลุ่มนี้แสดงให้เห็นเด่นชัด นั่นคือ ไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ ทั้งสิ้น มาเพื่อรับสมุนไพรไปทาน ไม่หวังผลการหาย หลวงพ่อนิพนธ์เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า กินเพื่อประทัง

คนกลุ่มนี้ รู้ว่าสมุนไพรดี กินแล้วมีประโยชน์ แต่ด้วยอาการของตนยังไม่เข้าขั้นวิกฤต จึงทำตัวลอยชาย หรือที่คนทั่วไปเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า เลี้ยงไข้นั่นเอง

เมื่อมาแล้วไม่ทำ ไม่เปลี่ยน แต่ก็มา โดยมามั่ง ไม่มามั่ง ตามอารมณ์ความอยากของตน ผลที่ปรากฎก็คือ คนเหล่านี้เมื่อยังมีพรหมลิขิต ยังไม่ถึงที่ตาย เมื่อได้ทานสมุนไพร แม้จะไม่หาย แต่ก็ทำให้ไม่เลวร้าย เรียกว่า พอประทัง นั่นเอง

พระภูมี จึงจัดคนกลุ่มนี้ประเภทนี้ว่า เป็นประเภท "มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ" ก็ด้วยเหตุที่ มารักษาสิทธิ รับสมุนไพร แต่ไม่ยอมทำตนให้หาย กลับทำตน มาเป็นผู้กิน เพื่อกันผู้ที่อยากหาย ไม่มีโอกาสได้รับสมุนไพรเต็มที่ เท่านั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า อยากจะร้องขอให้คนกลุ่มนี้ เมื่อไม่คิดทำตนให้หายจากโรค ก็ควรที่จะเลิกไป เพราะแค่ประทัง หมอทั่วไป เขาก็ทำให้ได้อยู่แล้ว ด้วยเหตุที่พรหมลิขิตยังมีอยู่ ผู้ที่มาพึ่งแนวทางนี้ ควรทำตน ให้รีบมา ทำความเข้าใจ เมื่อเลือก ก็ทุ่มเท ให้หายโดยเร็วไว เพื่อผู้ที่มาทีหลังจะได้เข้ามาแทนที่

ดังนั้น หากจะเลือกแนวทางนี้ ต้องปลุกปลอบสติ และมุ่งมั่น อันแสดงถึงนิสัย กตัญญู นั่นคือ รู้คุณสมุนไพร แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า จึงเน้นตนเองเพื่อให้หายเร็ววัน

ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า "เมื่อไม่มาทั้งตัวและใจ ก็กลับไปเสียดีกว่า" อย่ามาทำตน ราน้ำ ถ่วงเรือลำนี้ ในการไปรับคนอื่นเลย

ตำนานถ้ำกระบอก


ตำนานบทหนึ่งของถ้ำกระบอก คือ วัดคลองเม่าธรรมโกศล จ.ลพบุรี สถานที่ที่ซึ่งแม่ชีเมี้ยนได้ใช้เป็นสถานที่พักพระ ๙ รูป ก่อนที่จะพาขึ้นไปพำนักยังถ้ำกระบอก ในเดือนมกราคม ปี ๒๕๐๑

ความสงสัยของพระ จึงได้ก่อเกิดคำถามว่า ทำไมหลวงพ่อใหญ๋ หรือ แม่ชีเมี้ยนจึงเลือกวัดคลองเม่า

แม่ชีเมี้ยน ได้ตรัสว่า ภารกิจสุดท้ายของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ นั่นคือการเดินทางมาเพื่อวางธรรม ในสถานที่ที่พระพุทธเจ้าองค์ใหม่จะอุบัติขึ้นมาต่อยุคของท่านนั่นเอง

พระโคดม จึงเสด็จมายังประเทศไทย ผ่านภาคเหนือ มาจนถึงสระบุรี ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นชายทะเลอยู่

ครั้นเดินถึงบริเวณวัดคลองเม่า ท่านทรงถูกหนามไผ่ตำ จนต้องใช้ใบไผ่ซ้อนกัน แล้วร้อยด้วยเชือก พันแผล และเดินต่อ

ณ แผ่นดินนี้ จึงมีตำนานอันเป็นรากฐานของพระพุทธศาสนา ในแผ่นดินไทย แม่ชีเมี้ยนจึงเลือกวัดคลองเม่าเป็นที่พำนักนั่นเอง


ตำนานอีกบทหนึ่งของถ้ำกระบอก คือ "ทำไมต้องถ้ำกระบอก"

แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสตอบพระว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเดินผ่านวัดคลองเม่ามา และเสด็จมาถึงสระบุรี ประชาชนผู้เลื่อมใส ได้ขออนุญาตเพื่อทำรอยพระพุทธบาท เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระภูมี อันเป็นตำนานสืบทอดมาจนทุกวันนี้ หากแต่รอยพระพุทธบาทนั้น เป็นการจำลองขึ้นมา หาใช่รอยพระพุทธบาทจริงมาประทับไม่

ในการเสด็จครั้งนั้นเอง พระพุทธเจ้าโคดม ได้เสด็จมาปักกลดอยู่บริเวณชายทะเลในสมัยนั้น ซึ่งก็คือบริเวณถ้ำกระบอก ในปัจจุบันนี้นั่นเอง

ที่มาของถ้ำกระบอก อันมาจากโพรงของถ้ำ ที่ซึ่งถูกน้ำทะเลกัดเซาะ จนเป็นโพรง เมื่อเดินเข้าถ้ำ จะเป็นโพรงขนาดพอดีตัวคน สามารถลงไปด้านล่าง ซึ่งเป็นบริเวณลานกว้าง นั่นเอง

และด้วยเหตุที่ด้านล่าง มีซากโครงกระดูกทั้งสัตว์ และคน มากมาย ทำให้ถ้ำแห่งนี้ ในสมัยปี ๒๕๐๐ จึงถูกขนานนามว่าถ้ำผีดุ ไม่ค่อยมีคนผ่าน

สถานที่นี้ มีตำนาน รากฐาน อันเป็นที่พำนักของพระพุทธเจ้าโคดม เมื่อครั้งเสด็จประเทศไทย และพำนักหลบฝนในอดีต จึงถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งสำนักสงฆ์ของแม่ชีเมี้ยน ด้วยประการฉะนี้

สถานที่นี้ แม่ชีเมี้ยนจึงได้ปลุกปั่นพระ ให้มาแสดงนิสัยพระของพระพุทธเจ้า นั่นคือ มุ่งหมายเพื่อตัดกิเลส มีวัตรที่โดดเด่น คือ ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น ไม่รับเงิน ธุดงค์เป็นวัตร

ในการนี้ ขณะที่ธรรมยังไม่เฟื่องฟู แม่ชีเมี้ยนก็ได้นำสูตรสมุนไพรมาให้พระได้จัดทำเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ อันเป็นวัตรที่ทำให้พระถ้ำกระบอกมีชื่อเสียงโดดเด่นไปทั่วโลก

หากแต่น่าเสียดาย ที่พระผู้ปฏิบัติ ที่เป็นผู้นำทั้งสอง คือ ท่านจำรูญ และท่านเจริญ ได้พลิกผันเปลี่ยนเจตนา จนท้ายที่สุด พระผู้น้อง คือพระนิพนธ์ ก็ต้องออกจากถ้ำกระบอก พร้อมลาสิกขา พร้อมกับความเสื่อมลงของถ้ำกระบอก เหลือแค่ตำนานเล่าขานในอดีตเท่านั้นเอง

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อยากดู - ม้าสมุนไพร

สิ่งหนึ่งที่คนใกล้ชิด จะรู้ว่า หลวงพ่อนิพนธ์ ผูกพันกับม้า เรียกได้ว่าชอบมากก็เป็นได้

ในความคิดเรา อาจจะเป็นเพราะหลายหลากเรื่องราวในชีวิตท่าน เป็นเรื่องเกี่ยวกับม้านั่นเอง

เริ่มจาก ปีเกิด เป็นปีมะเมีย หรือปีม้า

และประสพการณ์หนึ่งที่ฝังใจแต่เด็ก ในวัยที่ซุกซน และยังเจ้าคิดเจ้าแค้น ที่ท่านมักเล่าให้ฟังบ่อยๆ ก็คือ สมัยวัยรุ่น จะมีชาวจีนท่านหนึ่ง ในตรอกไผ่สิงห์โต ของคลองเตย จะใช้มาเทียมเกวียน เพื่อจูงลากสิ่งของ ด้วยความซนของท่าน ชอบแกล้งคน ทำให้ชายเจ้าของม้าโกรธ จนเป็นเรื่องราว

วันหนึ่ง เพื่อแก้แค้นเจ้าของม้า ด้วยความซุกซน และยังเด็ก จึงแอบขึ้นไปขี่ม้า ในขณะที่เจ้าของม้าเผลอ ด้วยความที่ยังเด็ก และบังคับม้าไม่เป็น ทำให้ม้าวิ่งเตลิด จนตกลงไปในคลอง และถูกเกวียนที่ลาก กดทับทำให้ม้านั้นเสียชีวิต

มาวันนี้ เมื่อท่านเปิดให้การรักษาด้วยสมุนไพร ท่านจึงคิดย้อนไปในอดีตที่แม่ชีเมี้ยนสอน ที่ว่า "สมุนไพรใช้ได้กับสรรพสัตว์" ดังนั้นท่านจึงนำไปให้สรรพสัตว์ ที่อาศัยอยู่ในรั้วของท่านทุกตัว ได้ทานด้วย

ผลของการทานสมุนไพร อาทิเช่น เป็ดไข่ ที่คนเลี้ยงทั่วไปบอกว่า จะออกไข่ได้ประมาณสองปี แต่เป็ดไข่ของท่าน อายุเกือบสิบปี แล้วยังออกไข่อยู่เลย

จวบมาวันหนึ่ง เมื่อคนไข้คุยเรื่องม้าของ บ.ช.การช่าง ให้ฟังว่า เจ้าของจะฆ่าทิ้ง เพราะเป็นม้าแข่ง แต่เกิดอุบัติเหตุระหว่างแข่ง ไม่สามารถลงแข่งได้อีก หากเก็บไว้ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ท่านจึงขอมาลองรักษาด้วยสมุนไพรดู

จากวันนั้นถึงวันนี้ ม้าตัวนั้น สามารถกลับไปแข่ง จนได้ถ้วย ทำให้คนที่แฟนชาวอาชาต่างชื่นชอบ และตั้งฉายาว่า "ม้าสมุนไพร"

ทุกวันนี้ ม้าในลักษณะดังกล่าว มีจำนวน ๔ ตัว และสามารถกลับไปลงแข่งได้ทุกตัว

มาวันนี้ คนในวงการแข่งอาชา ได้ทราบเรื่อง และชอบในสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ทำอยู่ จึงเสนอจัดแข่งม้า เพื่อนำรายได้เข้ามูลนิธิไทยกรุณา

ชั่วชีวิตเรา ไม่เคยคิดอยากดูม้าแข่งเลย หากแต่ม้าแข่งเที่ยวพิเศษเที่ยวนี้ เกิดความรู้สึกอยากดูขึ้นมาจับใจ

ใครมีเวลาว่าง หาโอกาสไปดูซะ เพราะม้าเที่ยวนี้ จะเป็นม้าแข่งเที่ยวเดียว ที่มีคนที่ไม่เคยดูม้าแข่ง ไม่เคยสัมผัสม้าแข่ง เข้าดูมากที่สุด และมีคนจากหลากหลายวงการมาชมมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ แม้แต่คนเชิญถ้วยรางวัล ก็ได้รับเกียรติจากศิลปินนักแสดงมาร่วมกันอย่างคับคั่ง

บทพิสูจน์ของสมุนไพร "เพื่อสรรพสัตว์" นี่แหละที่เขาเรียก "ปาฎิหารย์" มาจากธรรมชาติ ไม่ใช่ มนุษย์สร้าง

ปัจจัยที่ชี้ขาด ในการรักษา

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า ปัจจัยที่สำคัญ อันเรียกได้ว่า เป็นตัวชี้ขาดในการเดินตามแนวสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน นั่นคือ "องค์ความรู้"

ดังคำสอนในหลักพิชัยสงคราม ของ ซุนวู ที่กล่าวว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"

ด้วยเหตุที่ว่า หนทางแห่งการรักษาโรค พระภูมีกล่าวว่า ต้องอาศัย หลัก "ตนพึ่งตน"

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ป่วยเอง ที่ต้องศึกษาว่า ที่มาที่ไปของโรค มาจากที่ใด เกิดได้เพราะเหตุใด และจะดับไปด้วยวิธีใด

อุปมา ทุกคน ต้องเรียน พหูสูตร "ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค" ให้แตกฉาน และทำตามความรู้นั้น เพื่อช่วยตนนั่นเอง

องค์ความรู้เปรียบเหมือนเข็มทิศ เมื่อเราท่านเป็นโรค อุปมาเหมือนเรือล่องอยู่กลางมหาสมุทร มองไม่เห็นฝั่ง

หากขาดเสียซึ่งเข็มทิศแล้วไซร้ การจะแล่นเรือ เพื่อให้ถึงฝั่งย่อมทำได้ยากยิ่ง หรือ เป็นไปไม่ได้เลย

หากแต่น่าเสียดาย ที่องค์ความรู้ ดันมาอยู่กับชายแก่ธรรมดา กินเหล้า สูบบุหรี ไม่ได้ห่มจีวร

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า นี่แหละจึงเป็นอุปสรรค ยากที่จะทำใจ หากแต่ ผู้ที่มา ไม่ได้มาเพื่อยอมรับท่าน แต่มาเพื่อรับองค์ความรู้ ดังนั้น จึงควรแยกแยะไม่นำมารวมกัน และเหมารวม ว่า เสียงที่เปล่งออกมา เพราะเสนาะหู เป็นเสียงสวรรค์ ต้องออกมาจากเครื่องเสียงชั้นเลิศ หากแต่ความเป็นจริง เมื่อพบว่า เสียงนั้นมาจากวิทยุเก่าๆ แสนจะธรรมดา ก็ทำใจยอมรับไม่ได้ จึงละทิ้งเสียงนั้นไป น่าเสียดาย

สมุนไพร อุปมามือข้างหนึ่ง องค์ความรู้ เมื่อนำไปทำ อุปมามืออีกข้าง เมื่อสองมือมากระทบกันย่อมเกิดเสียง นั่นคือ ผล

ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะโบกมือข้างเดียวให้มีเสียง ฉันใดก็ฉันนั้น หากมีครบทั้งสององค์ประกอบ ก็ย่อมเกิดเสียง เกิดผลอย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เมื่อฟังดังนี้แล้ว พึงพิจารณา หากไม่เห็นด้วย ก็ไม่ว่ากัน หันไปหาในสิ่งที่ชอบ หากเห็นด้วย ก็พึงศึกษา แล้วใช้ขันติ อดทน ฝ่าฟัน ย่อมมีโอกาสได้ดังหวังแน่นอน ดังรุ่นพึ่ ที่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างให้เห็น

เปิดแล้ว - ศูนย์ประชาสัมพันธ์ มูลนิธิไทยกรุณา



หลวงพ่อนิพนธ์ แจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้แผนกประชาสัมพันธ์ ของชมรมคนรักสุขภาพ และ มูลนิธิไทยกรุณา ได้เริ่มเปิดให้บริการแล้ว

สมาชิกท่านใด อยากจะสอบถามข้อมูล หรือ ปรึกษา ปัญหาอาการของโรค หลวงพ่อนิพนธ์ ได้จัดวิทยากร เพื่อให้คำปรึกษา นำโดย อ.สุนทร เฉลิมสันต์

แผนกประชาสัมพันธ์ ตั้งอยู่ด้านหน้า บริเวณทางเข้า เป็นอาคารตู้คอนเทนเนอร์สีเหลือง ดังรูปที่ให้ไว้

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555

คำถามที่ไม่อยากตอบ

เมื่อคลื่นมนุษย์แห่แหนกันมายังชมรมคนรักสุขภาพ เกือบจะทุกตัวคน ล้วนแล้วแต่ได้ยิน ได้ฟัง แล้วตั้งความหวังกันมาอย่างล้นเปี่ยม

คำที่คนไปคุยโม้โอ้อวด "ที่นี่เลย ขนาดเป็นหนักอย่างงี้ อย่างงั้น เห็นมากับตา ยังหายเลย"

เมื่อได้มา ก็ตั้งธงไว้แล้ว กินแล้วต้องหาย กินแล้วต้องดี กินแล้วต้องไม่ปวด ไม่มีอาการ หายวันหายคืน ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น ฟังถูกบ้างผิดบ้าง ก็เหมาเอา แล้วพูดว่า "มาครบ ๕ ครั้ง แล้วหายเลย"

อันนี้ก็ว่าไม่ได้ จะหาใครมาช่วยชี้แจง ก็ยังไม่มี ประชาสัมพันธ์ ก็กำลังตั้งทีม ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์

หากแต่เมื่อมาพบความเป็นจริง ไม่ได้เป็นไปตามที่วาดฝัน คำถามจึงเกิดขึ้น

ปัญหาที่เกิด เพราะขาดองค์ความรู้ ปล่อยเวลาให้ผ่าน แล้วโยนภาระทั้งหมด ลงไปที่สมุนไพร พร้อมสรุปว่า เมื่อเขายืนระยะทานสมุนไพรแล้วนั้น ทุกอย่างต้องผ่านไปด้วยดี และหาย

เราจึงอยากยกตัวอย่าง เมื่อมีคนไข้ถามเจ้าหน้าที่ว่า บิดาเขามาทานสมุนไพรได้เกือบปีแล้ว ก็มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีอาการไอตลอด เป็นเพราะสมุนไพรใช่ไหม พร้อมบทสรุปว่า บิดาของเขากำลังแย่

เราคิดว่า นี่ขนาดเขามาเกือบปีแล้ว ยังไม่มีองค์ความรู้เลย ว่าสมุนไพรทำงานแล้วเป็นอย่างไร สิ่งนี้เป็นเพราะอะไร

เมื่อพิเคราะห์ดู ก็น่าจะเป็นเพราะคนเหล่านี้ โยนภาระให้ชมรม ให้สมุนไพร ให้หลวงพ่อนิพนธ์ ให้เจ้าหน้าที่ ว่าต้องเป็นผู้ทำให้ญาติของเขาหาย โดยตัวของพวกเขาไม่ต้องทำอะไรเลย

หากแต่ในโลกความเป็นจริง คนไข้ที่มีอาการหนัก น้อยคนที่จะเหลือความสามารถในการเรียนรู้ หากต้องการช่วยเขา ต้องมีพี่เลี้ยง ที่ช่วยซึมซับ ทำหน้าที่รับองค์ความรู้ และบอกแก่คนไข้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น และต้องทำอย่างไร แทน

เมื่อคนไข้ ไม่พร้อม พี่เลี้ยงไม่สนใจในองค์ความรู้ เพราะไม่ใช่ตน เมื่อมีอาการปรากฎ ก็ทำอะไรไม่ถูก แม้จะมาเกือบปี สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง อันเป็นความรู้ในการช่วยคนป่วย ก็ไม่มีในสมองของเขาเลย ส่วนคนป่วยเอง ก็ยังไม่พร้อมในการรับรู้ ผลก็คือ โทษสมุนไพร

หากถามเจ้าหน้าที่ผู้รู้ เขาก็ไม่อยากจะตอบคำถาม เพราะถ้าตอบก็เหมือนว่า อาจก่อให้เกิดความไม่พอใจ ทั้งนี้ เพราะองค์ความรู้เหล่านี้เป็นพื้นฐาน ที่วิทยากร ทุกท่าน ได้พูด ได้กล่าว ให้ฟัง ในการอบรมคนไข้ใหม่ ทุกสัปดาห์ ในรายละเอียด และหลวงพ่อนิพนธ์ก็ได้ตอกย้ำ เป็นประจำว่ามันต้องเกิด

สิ่งนี้เอง ที่ทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมต้องฟังบ่อยๆ เพราะเราจะได้เรียนรู้ที่ละเล็ก ละน้อย ปะติด ปะต่อ และเข้าใจ เตรียมรับสถาณการณ์

หากแต่บางคน ก็ไม่กล้าถามวิทยากร ยิ่งเลวร้ายไปใหญ่ เพราะ อายครูก็ไม่รู้วิชา

เราจึงอยากบอกว่า เราท่านทั้งหลาย ที่เลือกแนวทางนี้ โดยเฉพาะพี่เลี้ยง ยิ่งต้องทำความเข้าใจ ว่า สมุนไพรที่เราท่านได้รับมา จะพึงมีผลอย่างไรต่ออาการของเรา พยายามฟัง สงสัยถามวิทยากร หากมีปัญหารุนแรง ก็เข้าหาหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อรู้เขารู้เรา ก็จะแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างสุขุม ถูกต้อง

เมื่อไม่เรียน ก็ไม่รู้ เวลาที่มาแม้ผ่านไปเป็นปี ก็ยังไม่รู้เลยว่า อะไรจะเกิดขึ้น และเมื่อเกิดแล้วต้องทำอย่างไร เมื่อถามเจ้าหน้าที่ ก็คงไม่ใครอยากตอบ เพราะถูกดักคอไว้แล้วว่า "เป็นเพราะสมุนไพร"

ท้ายสุดที่อยากบอก สถานที่นี้ ใช้หลัก "ตนพึ่งตน" หลวงพ่อนิพนธ์ จึงจัดให้ได้เฉพาะ วัตถุดิบ ส่งให้ ช่วยใครไม่ได้เลย

หากอยากช่วยตน ก็หยิบเอาวัตถุดิบที่จัดให้ไป คือ ๑.สมุนไพร นำไปทาน ๒.องค์ความรู้ นำไปทำ

เมื่อคนไข้ไม่พร้อม พี่เลี้ยงก็ต้องทำหน้าที่แทน ชดเชยในสิ่งที่คนไข้ขาด คอยประคองคนไข้ และเรียนรู้แทนคนไข้ จนกว่าคนไข้จะพร้อมที่จะเดินได้ด้วยตัวเอง

ป.ล.
อ.อร่าม ได้เคยบรรยายให้ฟังว่า คนไข้ที่ได้รับสมุนไพรปอด เมื่อทานไประยะหนึ่งแล้ว ปอดฟื้นตัวขึ้น ก็จะมีความสามารถในการขับสิ่งแปลกปลอม ที่จับอยู่บริเวณปอดให้หลุดออก นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไม เมื่อทานสมุนำไพรปอดไประยะหนึ่ง จึงเกิดอาการไอขึ้น ลักษณะการไอเช่นนี้ อ.อร่าม เรียกว่า อาการ "ไอกระแทก" แสดงว่าปอดแข็งแรงพอ และมีความสามารถฟื้นฟูตัวเองให้สมบูรณ์ได้แล้ว

แค่ได้ยินบ่นว่า กินสมุนไพรแล้วเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แล้วมาถามเจ้าหน้าที่ ว่าทำไมถึงเป็น .... มาตั้งนานแล้ว ... แค่เอิ้น ก็เดินหนีห่างแล้วแรา

ยิ่งตัดสินใจกลับไปหาหมอ เราก็สนับสนุนส่งเต็มที่เลย

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การรีไซเคิล "ขยะมนุษย์"

แม้จะเป็นความจริง แต่ไม่มีใครกล้าพูด กล้าเปิดเผย มันก็ยังคงเป็นความจริง นั่นคือ ขยะมนุษย์ กำลังเพิ่มจำนวนสูงขึ้น

นั่นคือ จุดประสงค์ที่ชมรมคนรักสุขภาพ ได้ถูกจัดตั้งขึ้น

หากแต่ความจริงอีกข้อหนึ่ง ที่ต้องยอมรับก็คือ แม้คนที่มายังชมรมคนรักสุขภาพ ก็เรียกได้ว่าน้อย เมื่อเทียบกับคนทั้งหมด ที่กำลังถูกเรียกว่า "ขยะมนุษย์"

แต่สิ่งที่น้อยกว่าเข้าไปอีกนั่นคือ ปริมาณที่สามารถกอบกู้ หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า การรีไซเคิล ให้ขยะมนุษย์เหล่านั้น กลับกลายมาเป็น มนุษย์ที่มีคุณค่าของสังคมได้ดั่งเดิมนั้น

ตัวอย่างเช่น คุณธานินทร์ อินทรเทพ ที่แค่เพียง ร้องเพลงสักเพลง ให้จบ ก็ทำแทบจะไม่ไหว กลับมา ออกคอนเสิร์ท ได้

หากแต่นักร้องอีกหลายคน ก็จบชีวิตการร้องเพลงไปมากมาย

นั่นจึงไม่น่าแปลก เพราะต้นรอย มาจากพระภูมี ผลท้ายสุด ย่อมไม่แตกต่างกัน นั่นคือ ผู้ที่จะได้กำลังกลับคืน ได้ชีวิตกลับคืน จากแนวทางนี้ จึงหนีไม่พ้น คนที่ต้องทำตนให้เป็น "คนดี" ในความหมายของพระภูมี เท่านั้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คนที่ทำได้ ทำตนเป็นแบบอย่าง จึงอาจได้ฉายาว่า "พระมาลัยโปรดสัตว์" ก็ด้วยเป็นต้นแบบให้คนได้เดินตามนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงย้ำแล้ว ย้ำอีก ว่า "ไม่ใช่ ไม่ใช่ ทานสมุนไพรแล้วหาย" หากแต่ผู้ที่จะรีไซเคิลตนเองได้ ต้องมีพฤติกรรม ประกอบด้วย

ผู้ที่มาแล้วไม่ทำ ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ก็หมายถึง เสียเวลาเปล่า ทั้งผู้ทาน และผู้ทำ นั่นเอง

การเรียนรู้ ฟัง และ คิดพิจารณา เพื่อนำไปปฏิบัติ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อผลการรีไซเคิล นั่นเป็นเหตุที่บังคับให้ต้องฟัง

หากเบื่อฟัง เบื่อสวดมนต์ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงนิสัยเดิม หลวงพ่อนิพนธ์จึงร้องขอว่า "ท่านไม่ควรจะมาเสียเวลาที่แห่งนี้ เพราะไม่มีทางประสพผลอย่างแน่นอน เก็บสมุนไพรไว้ให้คนที่เขาพร้อมจะทำ ก็ถือว่าเป็นน้ำใจที่เป็นกุศลแล้ว"

สิ้นยุค


ตอนนี้ไปไหน ก็คงจะหนีไม่พ้นกระแส "พุทธชยันตี" ที่กำลังมาถึง

หากแต่ความจริงอีกด้านหนึ่ง ที่หลายคนอาจไม่ทราบ หรือ เคยรู้ เคยได้ยินมาเลย หรือ ได้ยินแล้วแต่ไม่เคยนึก นั่นคือ นี่คือเวลาที่ครบอายุขัย หรือ ยุคของพระโคดม ใกล้จะถึงวันสิ้นสุดแล้วนั่นเอง

นั่นหมายถึง จะบังเกิดพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติขึ้น เพื่อมาต่อยุคของพระโคดม

หลายคนอาจเคยได้ยินคำทำนายวันสิ้นโลก ที่จะมาถึงในปี ๒๕๕๕ นี้ อันเป็นการแปลความหมายที่ผิด โดยที่จริงแล้ว น่าจะหมายถึง การสิ้นยุคของพระโคดมเสียมากกว่า

ก็ด้วยเหตุที่ แม่ชีเมี้ยน ได้ตรัสอรรถาธิบายไว้ว่า ยุคของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ คือ ๒๕๐๐ ปี หลังจากนั้นก็จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาต่อยุค นับแต่ยุคหลังไปหมื่นปี ก็คือ พระพุทธเจ้า กุสันโธ โคนาคม กัสปะ และ พระโคดม

ในขณะที่คนกำลังเฉลิมฉลอง ในเทศกาลนี้ หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ กำลังทำ คือ การปลุกปั่น ประชาชนชาวไทย ให้มีพฤติกรรมสอดคล้องกับธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อรอรับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่กำลังจะอุบัติขึ้น

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า การที่ได้รู้ว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติ และได้เตรียมตัว เตรียมใจ ฝึกฝนตนให้พร้อมรองรับ คำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ นั่นคือความปลอดภัยสูงสุดของชีวิต

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ร้องป่าวเรื่องนี้มานานพอสมควร และยืนยัน ว่า ต้องมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ อุบัติขึ้นในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน

และนี่คือจุดประสงค์หลักของการเกิดชมรมคนรักสุขภาพ ก็เพื่อให้ดำรงตนตามแนววิธีของพระภูมี หันมาใช้ธรรมชาติ คือ สมุนไพร และธรรมคำสอน ในการดำรงชีวิต

ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพื่อทำให้เราท่าน สามารถเข้าเป็นเนื้อเดียว ดังคำ "น็อตเกลียวเดียว" ยามที่พระพุทธเจ้าได้อุบัติแล้วนั่นเอง

ใครจะเชื่อ จะหวังสิ่งใด ที่นี่ ชมรมคนรักสุขภาพ โดยหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่หวง ไม่ห้าม หากเชื่อในแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ เราท่านก็ควรทำตน เตรียมไว้รองรับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ดีกว่า

เพราะแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัตินั้น อุปมาคนท้องใกล้คลอด ย่อมทุกขเวทนามหาศาล นั่นคือ ภัยพิบัติจะมากมายทวีคูณ และหนทางที่จะรอดพ้น ก็ด้วยอาศัย หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง ...

ได้ยิน ได้ฟัง ก็ไตร่ตรอง แล้วเลือกเดินกัน ....

และในไม่ช้า เราจะได้พบ ได้เห็น มหาตภัยแห่งธรรมชาติ ที่กำลังมาเยือน และเมื่อเราทำตามคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่ได้ยกคำพระภูมี มาให้หลวงพ่อนิพนธ์นำมาถ่ายทอด มาให้เราท่านปฏิบัติ เพื่อรักษาตัวรอด

แล้วเราจะซึ้ง คำว่า "หัวเราะที่หลังดังกว่า" ในวันที่เรารอดจากมหันตภัยนั้น และได้มีโอกาสไปกราบพระพุทธเจ้า รับธรรมมาปฏิบัติ แล้วได้สัมผัสว่า "ความสุข" จริงๆ เป็นอย่างไร

ใครจะเชื่อหรือไม่ ไม่เป็นไร แต่ สิ่งที่ชมรมคนรักสุขภาพทำอยู่ และยุยงให้ทำ นี่คือ ธรรมหมวดหนึ่งของพระพุทธเจ้า ที่เปิดให้คนได้เลือก ได้พิจารณา แล้วทำ .... รอ .... พระพุทธเจ้าที่จะมาอุบัตินั่นเอง

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เดินตามรอยพระพุทธ



เรามักได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ถึงความเห็นในโรงอาหารของชมรมคนรักสุขภาพ

คำพูดหลากหลายความเห็น ไม่ว่า คิวยาว อาหารไม่ถูกปาก แม่ค้าพูดไม่ถูกใจ หรือสรรพสิ่งอีกมากมาย สรุปได้ประเด็นเดียวคือ ไม่ทาน

คำพูดเหล่านั้นล้วนมีเหตุผล มีน้ำหนัก ที่น่าฟังได้ ที่ทำให้เลือกเช่นนั้น หากแต่สิ่งที่ทำลงไปนั้น ก็คงหนีคำว่า "ใจสั่งมา" ไม่ได้เลย

พฤติกรรมเช่นนั้น ถ้ากระทำที่อื่นก็ไม่กระไร แต่สำหรับที่ชมรมคนรักสุขภาพ ผลมันต่างกันมหาศาล

ด้วยเหตุสถานที่นี้ มีคำสอนพระภูมีให้หนีกรรม ดังนั้น ทุกภาคส่วนย่อมทำเพื่อตน และหนีไม่ได้ที่ต้องเผชิญกรรมที่ทำมา

ร้านอาหาร ที่จัดขึ้ัน มีเจตนาเพื่อนำผลที่ได้ ที่หลากหลายคนได้ทำร่วมกัน นำไปเพื่อจัดหาสมุนไพร ไว้กอบกู้ชีวิตมนุษย์

คนทำ ก็ต้องใช้ขันติ อดทน เพราะคนมาก งานมาก และหนักมาก แต่ทำฟรี คนขาย ก็ทำฟรี คนกิน ก็ต้องทน คิวยาว อาหารไม่ถูกปาก ทุกภาค ทุกส่วน ล้วนแล้วแต่ต้องทน

แล้วทนไปเพื่ออะไร เพื่อแสดงว่าเราท่านเชื่อในคำสอนของพระภูมี จึงมีขันติ อดทน ทำด้วยเหตุ ด้วยผล ไม่ใช่ด้วยใจอยาก

หลวงพ่อนิพนธ์ สอนว่า เราได้ทำใจ แม้เราจะไม่สุขใจในรสชาติ แต่ควรจะสุขใจที่ได้เป็นผู้ให้ ได้ฝึกตนให้มีขันติ อดทน

แลที่ฝึกโดยไม่รู้ตัว คือ ฝึกทานเพื่อประทังสังขาร ดั่งพระภูมี ที่บิณฑบาต ได้อย่างไร ฉันอย่างนั้น

เมื่อพิจารณาแล้ว จะพึงเห็นว่า ถ้าทานด้วยใจ ก็ไปหาที่อื่นดีกว่าเยอะ อร่อยกว่าเยอะ ยิ่งนำมาเอง ยิ่งถูกปาก หากแต่การทำเช่นนั้น ไม่ได้ช่วยตนเลย นอกจากถูกจริตเท่านั้นเอง

หากเราทานด้วยเหตุและผลแล้วไซร้ การทานนั้นก็จะให้สุขมหาศาล เพราะไม่มีที่ไหนที่เราทาน อิ่มแล้วยังมีบุญ ได้เป็นผู้ให้

พฤติกรรมที่ดูไม่สำคัญ แต่มีผลต่อตนเองมหาศาล หากไม่เชื่อในพระภูมีแล้วไซร้ สุขในการทานย่อมไม่บังเกิด หากเชื่อ แม้มีเพียงข้าวคลุกน้ำปลา ก็อร่อยหาที่เปรียบไม่ได้เลย

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ น่าจะย้อนให้เราได้คิดว่า ทำไมจึงมีวินัยให้บิณฑบาต

และควรฉุกคิดว่า ถ้าสิ่งที่สอนให้ทำมันผิด ผลถูกมันจะเกิดให้เห็นได้โดยวิธีใด

ทำจนลืม

ได้ฟังคนไข้สองคน ที่ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัคร ในการช่วยเหลือ และทำบัตร คนไข้ใหม่ รวมทั้งบัตรสีส้ม

คนไข้ท่านแรก ทั้งตัวเองและลูก เรียนหมอ หลังจากการตรวจครั้งสุดท้าย ผลปรากฎว่า เธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เริ่มจะกระจายไปทั้งตัว เมื่อทราบข่าวก็ปรึกษากับลูกที่เป็นหมอ ลูกก็เห็นดีด้วยที่จะให้มาลองในแนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน

เธอเล่าว่า มาแรกๆ ก็ได้ยาสามอย่างกลับบ้าน ก็คิดไปต่างๆ นานา เขียว ไพร ดำ อีกล่ะ มันจะเอาอยู่หรือแค่นี้น่ะ กับอาการที่เป็นอยู่

เธอก็เพียรพยายามที่จะร้องขอสมุนไพรเพิ่ม เพราะคิดว่าไม่น่าจะเพียงพอต่ออาการของเธอ แต่ด้วยความมีน้ำใจ เมื่อมาถึงชมรมทุกครั้ง เธอก็เข้าไปช่วยทำงานที่แผนกคนไข้ใหม่ และคนไข้บัตรสีส้มทุกครั้ง จนถึงเวลากลับบ้าน ทำให้ไม่มีโอกาสขอสมุนไพรเพิ่มสักที ก็คิดว่า เอาน่ะ สามอย่าง ก็สามอย่าง ทานไปก่อน แล้วค่อยขอ

เธอเล่าไปด้วยความขำ เพราะว่าเหตุการเป็นเช่นนี้ จนล่วงเลยมา ๘ เดือน เธอก็ยังได้รับสมุนไพร ๓ อย่างอยู่เหมือนเดิม และก็ทานแบบนี้มาตลอด แต่สิ่งที่เธอวิตก กลับเหมือนถูกยกออกไปจากอก เมื่อผลตรวจครั้งล่าสุด หมอแจ้งผลให้เธอทราบว่า อาการลุกลามหายไป และมีสภาพดีขึ้น

ทุกวันนี้ เธอจึงบอกกับลูกว่า แม่อยากทำในสิ่งที่ไม่เคยทำเลย เพราะตลอดชีวิต มุ่งมั่นกับการเรียน แล้วก็ทำงาน นั่นคือ การไปร้องคาราโอเกะ

เธอกล่าวว่า ชีวิตช่วงนี้มีความสุขมาก อยากกินได้กิน อยากเที่ยวได้เที่ยว และก็ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ จนทุกวันนี้ เธอจึงบอกว่า ก็ทานสมุนไพร ๓ อย่างนี้แหละ พอแล้ว ไม่สนที่จะขอเพิ่มอีก มีชีวิตสบายขึ้น และได้มาช่วยงานที่ชมรม ทุกสัปดาห์

คนไข้อีกท่านหนึ่ง ก็ช่วยงานแผนกเดียวกัน เป็นมะเร็งเช่นเดียวกัน และเป็นโรคข้อด้วย เธอก็มีประสพการณ์เช่นเดียวกัน จนทุกวันนี้ ก็ยังได้สมุนไพร ๓ อย่าง กลับไปทานบ้าน ด้วยเหตุเดียวกัน

สามีเธอแกล้งแซวว่า ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่า อาการโรคข้อของเธอ หายไปตั้งแต่เมื่อไร เพราะไม่เคยได้ยินบ่นปวดอีกเลย และเธอเองก็ไม่ได้สนใจ จนสามีทัก ส่วนอาการมะเร็ง ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ

หลวงพ่อนิพนธ์ สอนไว้ว่า ให้ทำตัวเหมือนปกติ มีสมุนไพรก็ทานไป ทำหน้าที่ให้สุขแก่คนอื่น และเมื่อถึงเวลา ผลก็จะออกเฉกเช่นต้นไม้ที่ได้อายุนั้นแล

เมื่อสมุนไพรดี บวกกับพฤติกรรมดี ผลดีย่อมปรากฎอย่างแน่นอน


อย่ามัวแต่ห่วง ต้องได้สมุนไพรเยอะๆ ทานเยอะๆ แล้วจะดี นั่นเป็นความจริงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งของความสำเร็จ ต้องได้มาจากพฤติกรรมที่ดี ตามคำสอน จึงจะเบ็ดเสร็จ หวังผลได้

หากฟังคำคน ที่เสกสันปั้นแต่ง สมุนไพรดี กินแล้วหาย และมุ่งมั่นมา เพื่อทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว อย่างอื่นไม่สน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "คงเป็นไปได้ยาก" .......

พลเมืองชั้นสอง

ในขณะที่โลกปัจจุบัน สอนคนให้มองทุกอย่างเป็นธุรกิจ เป็นตัวเงิน การตัดสินใจทั้งหมด ย่อมตกอยู่ภายใต้ความเห็นที่ว่า คุ้มทุนหรือไม่ที่จะทำ

เมื่อทุกสิ่งล้วนต้องมีค่าในตัว แม้แต่ขยะยังต้องถูกนำมาแยกแยะ และรีไซเคิล ให้เกิดประโยชน์ ดังกล่าวที่ว่า "โลกนี้ต้องไม่มีอะไรที่ไร้คุณค่า" หากสิ่งใดไร้คุณค่า ก็ไม่มีใครที่จะเหลือบตามอง หรือให้ความสนใจ

สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่คิด แต่เราคิดว่าในไม่ช้ามันจะอุบัติ เมื่อสภาวะความรุนแรงของการแข่งขันเพื่อดำรงอยู่ในโลกนี้สูงขึ้น จนคนบางกลุ่ม เริ่มจะคิดว่า มนุษย์ที่ทำอะไรไม่ได้ หรือเรียกว่าขยะมนุษย์ ที่เขาคิดว่า เป็นผู้ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน หรือ กลุ่มของพวกเขา ซ้ำยังต้องหารายได้ มาเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อคนกลุ่มนี้อีก

เมื่อวันนั้นมาถึง อาจมีข้อเรียกร้องต่อรัฐ ที่จะต้องนำคนที่ไม่ก่อเกิดรายได้ หรือคนเจ็บคนป่วย ไปกักกันในสถานที่ใดที่หนึ่ง ดังเช่นในภาพยนต์หลายๆเรื่องก็เป็นได้

ด้วยเหตุที่ถึงที่สุดแล้ว ก็หนีความจริงไม่พ้นว่า วิทยาการของมนุษย์ที่คิดว่าล้ำเลิศ ก้าวไกลถึงอวกาศ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของมนุษย์ อันเป็นปัญหาพื้นฐานทั่วไป นั่นคือ "โรค" ได้นั่นเอง

หากคิดว่าเรื่องนี้ไกล และไม่มีวันเป็นจริง ก็ลองมองอเมริกา ประเทศที่กำลังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เกินกว่าครึ่งของงบประมาณแผ่นดินนั้นแล

นับวัน ขยะมนุษย์เริ่มจะมากขึ้น ภาพที่สะท้อนให้เห็นเด่นชัด คือ การนำคนแก่ไปทิ้งในบ้านพักคนชรา การนำคนป่วยไปทิ้งที่วัด หรือสถานที่รัฐจัดไว้ให้ เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าใจหาย

ทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมา จึงเป็นช่องทางเล็กๆ ที่จะทำให้ขยะมนุษย์เหล่านี้ มีโอกาสกลับไปเป็นคนปกติธรรมดาได้อีกครั้ง

ผู้ทื่มีมานะ ขันติ อดทน ทำตนจนสำเร็จ ได้เป็นตัวอย่างแก่คนที่เดินตาม ว่า ทางสายนี้เป็นไปได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า คนเหล่านั้น ย่อมทำตนเฉกเช่น "พระมาลัยโปรดสัตว์"

การกระทำของเราท่าน ที่พยายามช่วยตน ด้วยหลักตนพึ่งตนนั้น จึงไม่ได้จบแค่ตัวตนของคนเพียงคนเดียว หากแต่หมายถึง คนรอบข้าง และคลื่นมหาชนที่กำลังจะเดินตามมาอีกด้วย มันจึงมีความหมาย และเรียกได้ว่า ผู้ทำได้ ย่อมเป็นผลงานชิ้นเอก ที่มีค่า มากยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลก จึงเรียกได้ว่า "ปฏิมากรรมชีวิต" อันจะเป็นทางที่ให้ พลเมืองชั้นสอง ได้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44