วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

หมูเขาจะหาม


หลายคนเคยคุยกับเรา ถามว่า อยากพาคนโน้นคนนี้ ที่รักกันสนิทกัน หรือสงสารเขา มาที่ชมรมจะได้ไหม จะดีไหม

ตัวเราเองก็เคยคิดเช่นนี้เหมือนกัน สมัยสิบปีก่อน ความคิดที่เคยเกิดในสมอง เมื่อช่วงก่อนหน้านั้น หลวงพ่อนิพนธ์ได้รับคนไข้เอดส์ไว้กลุ่มหนึ่ง เพื่อทดลองสมุนไพร

หลังจากที่คนไข้กลุ่มดังกล่าวดีวันดีคืน และไม่มีอาการเอดส์ปรากฎให้เห็น ร่างกายแข็งแรง กลับมาแบกหินแบกทรายได้ ช่วยงานก่อสร้างของหลวงพ่อนิพนธ์ได้

ความคิดที่เคยเกิดขึ้น นั่นคือ หากเราชักชวนโน้มน้าวคนที่เป็นโรคนี้ และเป็นที่รู้จัก มารักษาที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้ก็ดี

ด้วยหวังว่า เมื่อเขาหาย จะทำให้คนอีกมากมายเห็น และมีโอกาสรอดจากโรคที่ โลกเขาบอกว่าร้ายแรง เป็นแล้วต้องตาย

ซึ่งคนเหล่านั้น เมื่อรู้ตนว่าเป็น ก็หมดกำลังใจ ท้อแท้ สิ้นหวัง ซ้ำร้ายสังคมรังเกียจ จะได้มีความหวัง และตั้งใจเป็นคนดี เพื่อรับชีวิตใหม่ เพราะคนเหล่านี้ หลายคนเป็นคนมีความรู้ ความสามารถ

ความคิดนี้เอง ทำให้เกิดอาการ "เสือก" ของเราเกิดขึ้น

ในตอนนั้น เราจึงเข้าไปในเวปบอร์ดชื่อดัง เพื่อชวนชัก หัวขบวน และอย่างน้อย ก็พกพาเด็กๆที่เป็นโรคนี้ มาเพื่อให้หลวงพ่อนิพนธ์รักษา

ผลที่ได้ โดนถล่มยับ เย็บแทบไม่ทันจากเวปบอร์ดนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ เคยกล่าวเรื่องเหล่านี้ว่า เรื่องของสมุนไพรเป็นเรื่องของวาสนา เป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อย

ประวัติของพระภูมี ก็เห็นชัดว่า สาวกท่าน มีไม่ถึงแสน หากเทียบแค่อินเดียประเทศเดียว ที่สมัยนั้นมีคนเป็นร้อยล้าน ยิ่งถ้าเทียบกับคนในโลก ยิ่งเป็นกลุ่มคนหยิบมือเดียว

อันหมายความว่า คนที่จะเข้าถึงพระภูมี ย่อมต้องว่ายทวนกระแสของโลก ทนต่อเสียงคนรอบข้าง ที่ถาโถมเข้ามา เหตุนี้แหละจึงเรียกว่า วาสนา

ท่านจึงแนะนำว่า หากอยากช่วยใคร ยังไม่ต้องพามาหรอก ลองทดสอบวาสนาของคนเหล่านั้นดู ให้เขาลองทานยาเขียวสักแก้ว แล้วดูผลที่เกิด นั่นก็เป็นคำตอบที่รู้ได้ว่า เส้นทางสมุนไพรพระภูมี เหมาะเป็นทางเลือกของคนคนนั้นหรือไม่

ผ่านมาสิบปี รายล่าสุดที่ชวนมาทานสมุนไพร ก็คือเพื่อนสนิท ที่ครอบครัวเขาต่อต้านสมุนไพรสุดลิ่ม ก็ต้องรอจนฝาโลงแง้ม นั่นคือ เข้าไอซียู และหมอสั่งให้ทำใจ จึงไปแชะมาให้ทานสมุนไพร ญาติจึงไม่มีใครค้าน แล้วเพื่อนก็รอด อยู่มาจนทุกวันนี้

แต่ตอนนั้น ก็ลุ้นอยู่เหมือนกันว่า หากเพื่อนไม่รอด แม่เพื่อนและญาติคงสับเราเละเป็นแน่แท้ ก็ถือว่ายังมีโชค

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวเสมอว่า สมุนไพรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา คนที่เหมาะที่สุดในการทาน นั่นคือ คนที่อยู่ในสภาวะ "แง้มฝาโลง" นั่นเอง

เพราะคนเหล่านั้น ได้บทพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีอะไร สิ่งใด ในโลก ที่เขายึด หรือนับถือ ช่วยเขาได้แล้วนั่นเอง

เมื่อทางเลือกนี้เป็นทางเลือกสุดท้าย จิตจึงมุ่งมั่น แล้วทำตามคำสอนได้ง่าย

กระนั้นก็ตาม อย่ารอให้ฝาโลงแง้ม แล้วจึงคิดได้เลย ... ดีกว่า

เรื่องนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวให้ฟังว่า "หมูเขาจะหาม อย่าเอาคานไปสอด" กรรมเขาจะเล่นแล้ว หากคนผู้นั้นไม่มีจิตฝักใฝ่ในทางเลือกนี้ พิจารณาให้ดี หากจะเข้าไปยุ่ง

ยอดคุณแม่


พฤหัสที่แล้ว มีจดหมายน้อยฉบับหนึ่งเขียนมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อให้อ่านให้เพื่อนสมาชิกฟัง

เป็นจดหมายจาก คนไข้หญิงท่านหนึ่งที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม

เธอเขียนเล่าประวัติ ว่าเป็นคน อ.วังน้อย จ.อยุธยา มาชมรมคนรักสุขภาพ จนวันนี้ก็ ๑๑ เดือนแล้ว

ก่อนหน้าที่จะมาชมรม เธอก็ไปรักษาตัวที่ ร.พ. เหมือนคนทั่วไป จนท้ายที่สุด ก็ถึงวาระที่คนไข้ทั่วไปทำกัน อันเป็นแบบแผนของการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่ นั่นคือ ผ่าตัด คีโม ฉายแสง

อาการของเธอลุกลาม จนถึงระยะสุดท้าย และเมื่อเข้าคอร์ส คีโม ฉายแสง ร่างกายของเธอ ก็ไม่สามารถทนต่อคีโม และฉายแสง

ผลที่ปรากฎ ทำให้เกิดอาการข้างเคียง และการแพ้อย่างรุนแรง

จนวันหนึ่ง เธอได้พบกับ คุณหมอภาวิณี แนะนำเธอให้มาที่ชมรมคนรักสุขภาพแทน

เธอจึงได้เริ่มต้นการใช้สมุนไพร และหันหลังให้เคมีบำบัด นับแต่นั้นมา

ผ่านไปได้ระยะหนึ่้ง อาการของเธอดีขึ้น จึงได้ชวนสามีของเธอ ที่ป่วยด้วยโรค เบาหวาน ความดัน ... มาทานด้วยกัน

ร่างกายของเธอและสามี ดีวัน ดีคืน จนไม่เคยกลับไปหายาเคมีอีกเลย

เธอเห็นคุณค่าของสมุนไพร จึงได้พาลูกทั้งสามคน ของเธอมาด้วย เพื่อให้ได้โอกาสทานสมุนไพร และอบตัวเช่นเธอและสามี

มาวันนี้ หลังจากการตรวจร่างกายครั้งล่าสุด สุขภาพปกติ ไม่พบเชื้อมะเร็ง

หลวงพ่อนิพนธ์ อ่านจดหมายฉบับนี้ให้เหล่าสมาชิกฟัง พร้อมกับกล่าวว่า การหายของคนไข้ ไม่ใช่สาระที่สำคัญเท่าใด

สิ่งที่สำคัญกว่านั่นคือ การที่คนไข้ได้ใช้ตนเองเป็นเครื่องพิสูจน์ แล้วชักชวน ลูกทั้งสามให้มาเดินทางนี้

เพราะเท่ากับได้สร้างมรดกที่มีค่าที่สุด นั่นคือ ลูกของเขาจะไม่มีโอกาสที่เป็นโรค มะเร็ง เบาหวาน ความดัน .. ในอนาคตอย่างแน่นอน

พฤติกรรมเช่นนี้ เรียกได้ว่า "รักลูก" อย่างแท้จริง

และมรดกที่ให้ คือ สังขารสุขภาพที่ดี มีค่าเหนือทรัพย์สมบัติใดๆ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเชิญชวนให้ทำตาม หากตนของตน พิสูจน์แล้วในคุณค่าของสมุนไพรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

เพื่อให้คนที่เรากล่าวอ้างว่า รัก นั้น ได้สัมผัส "ลาภอันประเสริฐ"

ทิ้งท้ายของ การอ่านจดหมายฉบับนี้ คือ คำติติง ถึงคนที่บอกรักผู้อื่นแต่ปาก อาทิ แม่บอกรักลูก แต่เมื่อลูกมีปัญหาสุขภาพ ก็ยัดยาเคมีเข้าปากลูก

การทำเยี่ยงนั้น เท่ากับไม่ให้ร่างกายของลูก ได้มีโอกาสต่อสู้ สร้างภูมิ เพื่อช่วยตน เท่ากับกำลังทำให้ลูกอ่อนแอ สร้างจุดอ่อน ให้โรคเข้าโจมตีได้ในอนาคต

หากจะพูดได้เต็มปากว่ารักใคร ก็ควรที่จะให้คนที่เรารัก ได้มีโอกาสมาทานสมุนไพรด้วยเช่นกัน

แล้วจึงสรุปคำโบราณ ที่กล่าวให้คิด "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" เขาหมายถึงอะไร ... ก็ถ้ารักจริง ก็ต้องชวนชักมาในทางที่ถูก เพื่อประโยชน์แห่งคนที่เรากล่าวอ้างว่ารักซิ

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

อนาคตอันใกล้

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า จะมีการตั้งศูนย์ที่ จ.ชุมพร โดยในสัปดาห์นี้ หลวงพ่อนิพนธ์ จะเดินทางไปเพื่อเลือกสถานที่ และกำหนดพื้นที่ ในการสร้างอาคาร เพื่อทำกิจกรรม

ทั้งนี้ ศูนย์ดังกล่าว เป็นความร่วมมือ จากชาว จ.ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ นครศรีธรรมราช และตรัง

อนึง กลุ่มผู้จัดตั้งศูนย์นี้ ยังเสนอตัวเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบที่มีในพื้นที่ อาทิเช่น มะพร้าว พริกไทย ดีปลี ป้อนให้แก่ชมรมด้วย

นับว่าเป็นข่าวดี แก่ชาวใต้ และคนไข้ในชมรมคนรักสุขภาพ

ทั้งนี้ การทำกิจกรรมในศูนย์ที่ จ.ชุมพร นี้ ก็จะเป็นเฉกเช่นเดียวกับที่ ชมรมคนรักสุขภาพ

ในการนี้ สมุนไพรทั้งหมด ก็ยังคงจัดทำที่ชมรมคนรักสุขภาพเหมือนเดิม และจัดส่งไปยังศูนย์ดังกล่าว

เป็นที่น่ายินดี ที่ขบวนจัดส่งสมุนไพรดังกล่าวนั้น กำลังถูกเสนอ ขอพระบรมราชานุญาติ ให้ใช้ในชื่อ "พ.อ.ส.ว. (แผนไทย)"

คาดว่า ในไม่ช้า คนในภาคต่างๆ จะรวมตัวกันตั้งศูนย์ และเราท่านจะได้เห็นขบวนรถ "พ.อ.ส.ว. (แผนไทย)"  วิ่งพล่านไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

กำแพง


หลายต่อหลายคน ที่แบกความหวังมายังชมรมคนรักสุขภาพ ย่อมคาดหวังไว้ว่า สถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ย่อมเปี่ยมไปด้วยความเมตตา และการเป็นผู้ให้

นั่นหมายถึง แทนที่จะทำตนในการช่วยคน กลับใช้นิสัยตน ทำตนดุจเป็นกำแพงกั้น ไม่ให้ผู้ทุกข์ยากที่ดิ้นรน เพื่อที่จะมาทางรอด หวังพึ่ง แม่ชีเมี้ยน พระภูมี และหลวงพ่อนิพนธ์ เกิดทิฐิ จนทิ้งเส้นทางสายนี้ไปเสีย

มันจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ทั้งผู้เป็นเจ้าหน้าที่ และผู้ที่มา

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวเสมอว่า สิ่งเดียวที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ นั่นคือ การใช้ความอดทน และเชื่อว่าเป็นกรรมที่มาเป็นมาร ทำให้กีดขวางในการมาพบสิ่งดีๆ

เราจึงอยากเสนอแนะว่า หากปัญหาที่มีมันใหญ่ เรียกว่า เจ้าหน้าที่ทั่วไปคงยากตัดสินใจ หรือให้ความคิดเห็นได้ ควรขอคำปรึกษา จากบุคคลที่สามารถตัดสินใจได้ อาทิเช่น คุณดา หรือ หลวงพ่อนิพนธ์ โดยตรง จะเป็นการดี ที่จะหลีกเลี่ยงเจ้าหน้าที่เหล่านั้น

และอยากจำลองภาพวัดที่แท้จริงมาให้พิจารณา จากคนรุ่นก่อน ที่เราคิดว่า ทำให้คนรุ่นหลังได้คิด นั่นคือ ภาพของวัดพระแก้ว ที่หน้าโบสถ์ จะมียักษ์ตัวใหญ่ ยืนตระหง่านอยู่

ในความคิดเรา นั่นเป็นคำบอกของคนรุ่นก่อนว่า หากจะเข้าโบสถ์ไปหาพระประธาน จะต้องผ่านมารผจญเสียก่อนนั่นเอง

แต่เมื่อครั้นมาถึง เมื่อพบเจ้าหน้าที่บางคน ก็ต้องผงะ หรือพูดง่ายๆ คือ รับไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวเสมอว่า ปัญหาเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับทำให้คนคนนั้น สูญเสียโอกาสในการกอบกู้ชีวิต

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นเหตุที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้หมด เพราะเจ้าหน้าที่ที่มาทำงานนั้น เป็นจิตอาสา ไม่มีเงินเดือน นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้คนเหล่านั้น ที่ยังไม่สามารถควบคุมสติ อารมณ์ ความคิด จิตใจ ให้อยู่ในร่องธรรมได้ ดั่งปณิธานที่ตั้งมา

ปัญหาที่พบบ่อย ก็เช่น ต้องไปทำงานต่างจังหวัด หรือ ต่างประเทศ นาน่หลายสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ทำให้มาไม่ได้ จะทำอย่างไร

อย่างน้อยผู้ที่มา ก็ควรเตรียมใจไว้เผชิญกับยักษ์บ้าง จะได้เอาตัวรอดมาถึงพระประธานได้

พี่มาก ดีเดย์


ชมรมคนรักสุขภาพ แจ้งให้ทราบว่า กำหนดวันดูพี่มาก .. จัดขึ้นในวันอังคารที่ ๑๔ พฤษภาคม ศกนี้

โดยจัดฉายรอบ ๙.๓๐ น. (เช้า) ที่โรงภาพยนต์ ในเครือเมเจอร์ ณ.โลตัส อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

จำนวนที่รับได้ ๔๐๐ ที่นั่ง

ก่อนเข้า รับปอปคอร์น พร้อมเครื่องดื่ม ๑ ชุด

ตอนออก รับของชำร่วยทุกท่าน คนละ ๑ ชุด

และรถกลับมาส่งที่ชมรมคนรักสุขภาพ

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้สั่งให้เปิดกระโจมเป็นกรณีพิเศษ ให้เข้าอบตัว

สามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้าชมฟรีได้ที่ ห้องยื่นบัตร ทุกวันทำการ

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

เกิดแน่

ในที่สุดก็ลงตัว เมื่อชาวชุมพรได้รวมกลุ่ม และมีหัวหน้ากลุ่มที่มีฐานะ ได้อนุเคราะห์ ที่ดินริมถนนเพชรเกษม เพื่อจัดตั้งศูนย์ ในการแจกสมุนไพร ที่ภาคใต้

ช่วงสิ้นเดือนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ ก็จะลงไปดูอีกครั้ง เพื่อคุยรายละเอียด ในการสร้างสถานที่ เพื่อทำกิจกรรมเฉกเช่นเดียวกับที่เมืองกาญจน์

นั่นคือ ศูนย์นี้ ก็ต้องทำกิจกรรมเฉกเช่นที่เมืองกาญจน์ทำ มีการสวดมนต์ ฟังหลวงพ่อนิพนธ์ เข้ากระโจม รับสมุนไพร ... ทุกประการ

และคาดว่า ศูนย์แห่งนี้ คงจะเป็นแหล่งที่จัดหามะพร้าว เพื่อป้อนให้แก่ ชมรมคนรักสุขภาพ ในอนาคต

แล้วก็แว่วๆ มาว่า ภาคอื่นๆ ก็เริ่มร้อนอาสน์ เริ่มรวมตัว เพื่อก่อการเช่นเดียวกัน

แว่วมา ก็แม่สอด จ.ตาก เชียงราย ส่วนอีสาน ยังไม่ลงตัว

เพราะมีคนไข้หญิง ที่มีสถานะเป็นเจ้าลาว ได้เสนอให้หลวงพ่อนิพนธ์ไปใช้พื้นที่ในลาว พร้อมกับจัดพื้นที่ ๓๐๐๐ ไร่ ปลูกพืชสมุนไพรเพื่อป้อน ....

อนาคต ก็ใกล้ไหน ไปนั่น.... เด้อท่าน

ทวง


สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนไข้ที่มาสมัครเป็นกรรมการใหม่ท่านหนึ่ง

ปัจจุบัน เธอก็มีสถานะเป็นท่านผู้หญิง หรือ คุณหญิง ที่มีสถานะในสังคมชั้นสูงพอสมควร

หลังจากเธอรับสมุนไพรไป วันต่อมาก็ได้มีโอกาสคุยกับหลวงพ่อนิพนธ์

เธอกล่าวว่า หลวงพ่อจำเธอได้หรือไม่ เพราะเธอเคยไปถ้ำกระบอก โดยขณะนั้นอายุได้เพียง ๑๘ ปี

เธอกล่าวถึง ณ เวลานั้นว่า เธอจำได้ว่า ในตอนนั้น กว่าจะได้ทานสมุนไพรยากแสนยาก และที่เธอจำไม่ลืม นั่นคือ ในสมัยนั้น พระจะให้ทุกคนที่มาทานสมุนไพร ต้องวางสัจจะ อย่างน้อย ๑ ข้อ เป็นการสร้างคุณสมบัติ

แล้วเธอก็ยิงคำถาม ที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องอึ้ง นั่นคือ แล้วทำไมมาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้ทานสมุนไพรได้ง่ายจัง ไม่ต้องทำอะไรเลย

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คำถามนี้ ทำให้ท่านได้ฉุกคิด

ท่านจึงกล่าวว่า ในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้ประสิทธิภาพของสมุนไพรสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องนำรูปลักษณ์เช่นครั้งถ้ำกระบอกมาใช้ นั่นคือ ทุกคนต้องมีวัตรปฏิบัติ เพื่อรองรับในการทานสมุนไพร

ก็เตรียมตัว เตรียมใจ .... และรอดูว่า เมื่อเดินในแนวทางพระภูมีอย่างถูกต้อง ผลที่เกิดจะมหาศาลเพียงใด

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ป่าวประกาศ

คนไข้ท่านหนึ่ง ที่เป็นกรรมการของชมรมด้วย ได้มาเรียนขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อที่จะนำบทความที่เขาได้เขียนเกี่ยวกับชมรม นำไปลงในนิตยสารชื่อดังของออสเตรเลีย ที่เขาเป็นเจ้าของคอลัมภ์อยู่

บทความนั่น ตั้งชื่อเป็นไทยว่า "มหัศจรรย์วันสิ้นโรค"

อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในปีนี้ และก็คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า ในไม่ช้า กระแสชาวต่างชาติจะถาโถมเข้ามา ดั่งเช่นถ้ำกระบอก

ยิ่งใกล้วันที่ คุณดีนี่ เจ้าของแบงค์ชาวสวิส ที่จะกลับมาพร้อมกับเพื่อนรัก ไม่ว่า ไมเคิล เจ ฟอกส์ หรือ เจ้าของบริษัท ไร้ท์ ที่เป็นบริษัทผลติยาใหญ่ที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

เราท่านในฐานะเจ้าของ และเจ้าภาพ ก็ควรที่จะตั้งใจทาน และปฏิบัติตน เพื่อเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์โลก ยืนยันว่า ทางเลือกสายนี้ ทำให้ ความไม่มีโรค เป็นไปได้ ....

สมุนไพรแนวทางพระภูมี จะได้ผงาดเป็นทางเลือกให้มวลมนุษย์ชาติ สู้กับยาเคมี ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

พี่มากบุก


ชมรมคนรักสุขภาพ ได้รับความอนุเคราะห์จากสามีของคนไข้ท่านหนึ่งที่มารักษาตนด้วยโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรง และประสพผลแล้ว

ด้วยเหตุที่ตัวเขาเป็นผู้บริหารบริษัทในเครือเมเจอร์ทั้งหมด จึงได้จัดฉายภาพยนต์เรื่อง "พี่มากพระโขนง" รอบพิเศษ ให้แก่สมาชิกชมรมคนรักสุขภาพ พร้อม น้ำและข้าวโพดคั่ว

โดยจัดฉายที่ โรงภาพยนต์ในเครือเมเจอร์ ที่โลตัส บ้านโป่ง ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ศกนี้ โดยโรงภาพยนต์บรรจุได้ ๔๐๐ ที่นั่ง

สมาชิกชมรมท่านได้สนใจชมฟรี สามารถลงชื่อได้ในวันทำการ

อนึ่ง ในการนี้หลวงพ่อนิพนธ์ได้ให้มีการจัดกระโจมเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่สมาชิก ที่ไปชมภาพยนต์ด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นี่จึงเป็นเอกลักษณ์ของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ที่จะเห็นว่า คนที่ป่วยโดยปกติ จิตใจจะหดหู่ จิตวิตก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หัวเราะไม่ออก แต่แนวทางนี้ คนป่วย ต้องกลับมาทำชีวิตปกติ กินได้ นอนหลับ ฮาเต็มที่ ... ก็เพราะรู้เห็นซึ่งทางรอดในการช่วยตนนั่นเอง

ใครสนใจ รีบลงชื่อด่วน เพราะจำกัดตามจำนวนที่นั่ง...

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

ถาม ตอบ


คนไข้ใหม่ท่านหนึ่ง ได้ฟังหลวงพ่อนิพนธ์ ในเรื่องการต้องทำจิตทำใจ ควบคุมอารมณ์ แล้วจะมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูตน

เขาจึงถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ถ้ายังงั้น ตัวเขาที่เป็นพาร์กินสัน ไม่ต้องทานสมุนไพร แต่ไปนั่งวิปัสสนา หรือนั่งสมาธิ เพื่อทำจิต ทำใจ ได้หรือไม่

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงอรรถาธิบายว่า สิ่งที่เกิดกับตัวในปัจจุบัน คือ โรค เป็นเรื่องของสังขาร มันเกิดขึ้นแล้ว จะไปแก้กันที่ความคิด จิตใจ เพียงอย่างเดียว คงไม่ได้

เพราะสังขาร เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่กำลังจะถูกทำลายไป และเมื่อไม่มีสังขาร วิญญาณก็อยู่ไม่ได้

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้สมุนไพร เพื่อแก้ปัญหาของสังขาร ก่อน

แล้วจึงใช้จิตใจ ความคิด อารมณ์ เสริมกัน

บทสนทนาสั้นๆ อาจมีประโยชน์ จึงนำมาเล่าให้ฟังกัน

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

ที่มาของโรงทาน

เมื่อพระภูมีชี้ให้เห็นว่า "มนุษย์มีกรรมเป็นอำนาจ และต้องเป็นไปตามกรรม"

นั่นทำให้เราท่าน ได้รู้ว่า กรรมเป็นอำนาจ เป็นนามธรรม ในขณะที่ "โรค" คือ รูปธรรม เป็นตัวแทนแห่งอำนาจของกรรม

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวให้ฟังเสมอว่า มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะคิดค้นยา มาใช้แก้ไข โรค ที่มาทำหน้าที่คร่าชีวิต เพราะถ้าทำได้ นั่นคือ มนุษย์มีอำนาจชนะกรรมได้

หากแต่ประวัติศาสตร์ มีเพียงพระภูมี เท่านั้น ที่มีภูมิปัญญาเอาชนะกรรมได้

และช่องทางที่พระภูมีทิ้งไว้ให้ ด้วยการชี้ให้เห็นว่า กรรม คือ สิ่งที่เราทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ การแก้ไขนั่นคือ การเดินสวนทาง ทำให้ผู้อื่นเป็นสุขนั่นเอง

บัญญัติโรงทาน จึงถือกำเนิดขึ้น ก็ด้วยเพื่อเปิดโอกาสให้ คนที่ทุกข์ หรือคนกลัวทุกข์ ได้ทำในสิ่งที่แก้กรรมแก่ตนนั่นเอง

โรงทานของพระภูมี จึงมิใช่มีไว้เพื่อรับเงิน หากแต่เปิดเพื่อรับวัตถุ เพื่อนำไปแปรเป็นสุขให้แก่ผู้อื่น สร้างสถานะแก่ผู้ที่ทำ ว่าคือ "ผู้ให้"

ดังนั้น ในการนำวัตถุมาร่วม เพื่อสร้างสุขให้แก่ผู้อื่น ในยุคถ้ำกระบอก แม่ชีเมี้ยน จึงให้ผู้ที่นำมา กล่าวบทถวาย ดั่งที่เขียนอยู่หน้าหิ้ง ตรงหน้ารูปแม่ชีเมี้ยนในปัจจุบัน ที่ขึ้นว่า "ของของข้าพเจ้า ขาวอย่างกับดอกบัว ...." นั่นเอง

และเมื่อถวายเสร็จ ก็ทำการอุทิศให้แก่เจ้ากรรม นายเวร ดังบทที่กล่าวหลังการสวดมนต์ ...ที่ว่า ณ.สถานที่นี้ ข้าพเจ้าขออำนาจ..."

บัญญัติ หรือ วินัย ในการช่วยตน ให้พ้นจากโรคภัย จึงเป็นดั่งคำขวัญที่ว่า "สมุนไพรล้างโรค บุญล้างกรรม"

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง หากแต่อยากประสพผล จำต้องใช้ทั้งสองขา

คนจำพวก สวดมนต์ไม่เอา ธรรมไม่สน อะไรก็ปฏิเสธหมด ไม่คิดจะเปลี่ยนอะไรของตนเลย แล้วมาอ้าง สมุนไพรเพียงอย่างเดียว .... หลวงพ่อนิพนธ์จึงยืนยัน นอนยัน ว่า คงเป็นไปได้ยาก

เพราะท้ายที่สุด ในความต้องการของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย นั่นคือ คนดี

สมุนไพรเป็นเครื่องลางของฟ้าดิน สิงศักดิ์สิทธิ์คงไม่ส่งเสริมให้สำหรับคนที่มาหลอกทาน หายแล้วมีกำลังไปทำชั่วได้อีก เป็นแน่

วันใดที่โรงทานของชมรม เต็มไปด้วยสมุนไพร ผู้ป่วยมีสมุนไพรทานกันอย่างเต็มที่ และปฏิบัติตนตามธรรมคำสอนของพระภูมี แล้วมาดูกัน ว่า "ไม่ว่าโรคอะไร ก็ไม่เกินภูมิปัญญาของพระภูมี"

ข้อแม้ประการเดียว ที่มี คือ ใครก็ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง .... "ใครทำ ใครได้" คนที่ไม่ได้ คือ คนที่ไม่ทำ

พึ่งพาวิทยาศาสตร์

ศาสตร์แห่งสมุนไพรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า มีครบทุกอาการที่พึงเกิดอยู่แล้ว

นั่นหมายความว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งยาเคมีใดๆ เลยนั่นเอง

แต่วิทยาศาสตร์ก็มีความโดดเด่นในตัวที่ต้องยอมรับ นั่นใช่ยาเคมี หากแต่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือต่างหาก ที่มีความโดดเด่น โดยเฉพาะกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ความสามารถที่สมุนไพร ทำไม่ได้ หรือ ทำได้แต่ต้องอาศัยระยะเวลานาน นั่นคือ อาการที่เกิดจากอุบัติเหตุ ที่ซึ่งวิทยาการสมัยใหม่มีความคล่องตัว รวดเร็ว โดยเฉพาะด้านศัลยกรรม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ในกรณีนี้ ก็ควรยอมให้หมอ ดำเนินการแก้ไข อาทิ การจัดกระดูก หรือการผ่าตัดเร่งด่วนที่จำเป็นเพื่อรักษาชีวิต

นั่นหมายความว่า เราท่านหากเผชิญกรณีเช่นนี้ ก็สามารถใช้ยาเคมี ชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากนั้น ค่อยมาทานสมุนไพรเพื่อล้างเคมีที่ตกค้างในร่างกายออกในภายหลัง

คำแนะนำที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวกับคนไข้เสมอ โดยเฉพาะพวกที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอด เมื่อเกิดอาการไอมาก อาทิเช่น คนที่เป็นมะเร็งปอด เมื่อทานสมุนไพร หยุดยาเคมี ในบางคน แม้อาการโดยรวมจะดีขึ้น หากแต่จะปรากฎอาการแทรก นั่นคือ อาการไอ ปรากฎ เนื่องจากไม่มีสารเคมีมาช่วยกดอาการแล้ว ผลก็คือ เกิดอาการน้ำท่วมปอด ทำให้มีอาการไอ และเหนื่อยมาก

ภาวะเช่นนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมัก แนะนำให้คนไข้ไปพบแพทย์ วินิจฉัยอีกครั้งว่า อาการไอเกิดจากอะไร หากเกิดจากโรคปกติ ก็ไม่กระไร หากแต่เกิดจากอาการน้ำท่วมปอด ก็ควรที่จะให้แพทย์ทำการดูดน้ำออกจากปอดโดยไว

เมื่อไม่มีน้ำในปอดแล้ว คนไข้ก็จะไม่ไอ ไม่มีอาการเหนื่อย ก็กลับมาทานสมุนไพรเช่นเดิม อาการเช่นนี้อาจจะเกิดซ้ำอีก ก้ต้องแก้ไขเฉพาะหน้าเพื่อให้สมุนไพรมีวันเวลาในการฟื้นฟู

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสรุปความสำคัญของวิทยาศาตร์ หรือยาเคมี ว่า มีประโยชน์สำหรับเหตุการณ์เฉพาะหน้า เรียกว่า ใช้ชั่วคราว ในยามที่เกิดอุบัติเหตุนั่นเอง แต่ไม่สามารถยืนระยะ หรือ พึ่งพาถาวร เพราะร่างกายไม่สามารถขับออกได้หมด เมื่อมีปริมาณมากสะสมในร่างกาย ก็จะเกิดผลร้าย เป็นอาการข้างเคียง ปรากฎเป็นโรคใหม่ที่เพิ่มขึ้นมานั่นเอง

ในการพูดคุยกันในวันเสาร์ที่ผ่านมาก็เช่นกัน หลวงพ่อนิพนธ์ได้กล่าวกับตัวแทนที่มาว่า หากจะทำให้คนไข้อยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยสูงสุด นั่นคือ โรงพยาบาลที่จะพึงเกิด ก็ควรมีเครื่องมือทางการแพทย์สมัยใหม่ สองชนิด ประการแรก คือ เครื่องดูดเสมหะ ไว้ช่วยให้คนไข้ที่ยังมีกำลังไม่พอ ในการขับเสมหะ และเครื่องช่วยหายใจ สำหรับคนไข้ที่ยังไม่สามารถหายใจด้วยตนเองได้อย่างเต็มที่

ฟ้าเปิด


หน้าร้อน ที่ทุกครั้งต้องกระเบียดกระเสียน เพราะสมุนไพรเขียวไม่พอแจก ก็พบแหลงใบยาเขียว มากมายมหาศาล ในภูเขาอันเป็นถิ่นกำเนิดของแมชีเมี้ยน นั่นคือ จ.ลพบุรี

มาวันนี้หลวงพ่อนิพนธ์ประกาศว่า พร้อมชนกับทุกสิ่ง เพื่อที่จะแสดงคุณค่าของสมุนไพรให้โดดเด่น หลังจากได้รับอนุญาติจากแม่ชีเมี้ยนมาแล้ว ในวันงานรำลึกคุณ

เหตุการณ์ช่วงสองเดือนพลิกผันเร็วจะแทบตามไม่ทัน

ต่างชาติกำลังเตรียมตัว ตื่นตัวกันสุดลิ่ม เกาะติดสถานการณ์

หลวงพ่อนิพนธ์จึงทิ้งท้ายในการสนทนาว่า หากให้ท่านต้องรับผิดชอบในการหาวัตถุดิบมาทำแจก ท่านก็คงไม่ไหว หากเราท่านทุกคน ร่วมกันนำวัตถุดิบมา เหมือนทรายเม็ดเล็กๆ ท่านก็จะทำแจก ให้เม็ดทรายเหล่านั้น กลายเป็นเจดีย์ที่โดดเด่น

ที่สำคัญ แนวทางสมุนไพรไม่ได้มีไว้แข่งขันหรือโค่นผู้ใด หากแต่มีไว้เพื่อเสนอตัวเป็นทางเลือกให้แก่คนที่อยากได้ อยากลองเดินแนวทางนี้

โรคที่ว่าร้ายแรง คนทั้งโลกกลัว อาทิโรคเอดส์ เจอแนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน กลายเป็นโรคกระจอกไปเลย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวด้วยความมั่นใจ ก็เพราะท่านรักษามามากมายหลายคนยังเดินผ่านเราท่านในชมรม โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นมาก่อน...

คำเตือนเล็กๆ นั่นคือ ให้เราท่านปรับตัวให้สอดคล้องคำสอนของพระภูมี มิฉะนั้นแล้ว จะตกขบวนไม่สามารถช่วยตน เพราะทำตนเป็น "ผู้ดีตีนแดง ตะแคงตีนเดิน" และจุดจบ ก็จะตกอยู่ในสถานะ "ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน"

คำสอนตอกย้ำทุกครั้ง ที่ควรใช้เป็นสติ คือ "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า" อดทนทำ และทานสมุนไพรไปเถิด

วันเสาร์ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ในแผ่นดิน ก็ได้ส่งคนมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อสอบถามอุปสรรคที่พึงมี ทำให้ในไม่ช้านี้ เราท่านอาจจะได้เห็นสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์อยากให้มี นั่นคือ สถานพยาบาลแพทย์แผนไทยเต็มรูปแบบ รวมถึง มหาวิทยาลัยแพทย์แผนไทย แห่งแรก ของโลก

คำพูดเล่นๆ ในอดีตของหลวงพ่อนิพนธ์ ว่า "ท่านจะสร้างเมืองของผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยยาเสพติด ให้เดินกันเกลื่อน และรอดกลับมาเป็นกำลังที่ดีของสังคม" เราคงจะได้เห็นอีกในไม่ช้า

คุณค่าของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ที่เป็นอยู่ในวันนี้ ยังแสดงออกมาไม่ถึงครึ่งเลย หากคุณค่าที่โดดเด่นทั้งหมดเป็นที่ประจักษ์ สิ่งหนึ่งที่จะเกิด นั่นคือ คนทั่วโลกจะหลั่งไหลมาขอดู ขอเห็น แม้นจะไม่มาใช้แนวทางนี้ก็ตามที ..... แล้วมารอดูวันนั้นกัน

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

องค์ประกอบที่สมบูรณ์สูงสุดของสมุนไพร

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ชี้ให้เห็นรูปแบบแนวทางของสมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จะให้ผลสูงสุด มีลักษณะเช่นไร

อันเป็นเหตุที่ว่า ทำไมแม่ชีเมี้ยนจึงไม่กลัวว่า คนที่จะมาลักขโมยสูตรสมุนไพรไปทำ

ด้วยเหตุที่ประสิทธิภาพหรือผลอันสูงสุด เกิดจากเคล็ดอันเดียว คือ "การให้" นั่นเอง

ด้วยเคล็ดอันนี้เอง จะเป็นการเสริมสร้างสมุนไพร ที่อุปมาเหมือน ดินธรรมดา ที่นำมาปั้นรูป กลายเป็นพระ

การทำให้ดิน ที่แปรรูปมาเป็นพระ ให้มีความเป็นพุทธคุณ ก็โดยการผ่านการปลุกเสก ฉันใดก็ฉันนั้น สมุนไพร ธรรมดา ก็ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรค จึงต้องผ่านการปลุกเสก ให้กลายเป็นสิ่งศํกดิ์สิทธิ์เหมือนเครื่องลาง จึงมีสรรพคุณในการช่วยให้รักษาโรคได้ ฉันนั้น

ความอยากลำบาก นั่นคือ องค์ประกอบในการปลุกเสก ที่ผ่านเคล็ดการให้นี้ ไม่ได้เกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพียงฝ่ายเดียว จึงเป็นผล นั่นจึงเป็นเหตุให้ แนวทางนี้ยากเย็นแสนเข็ญ หากขาดความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว โดยผ่านการพิจารณาเหตุผล แล้วเกิดเป็นศรัทธา ในสิ่งเดียวกัน คือ ธรรมคำสอนของพระภูมี แล้วนำมาปฏิบัติ

องค์แรกที่นับว่าเป็นผู้เสียสละ นั่นคือ ผู้ทำ ที่ต้องรับผิดชอบ มากกว่าส่วนอื่นๆ เพราะไม่เพียงแต่ต้องทำให้ ยังต้องพูดให้คนเชื่อ และศรัทธา พิจารณาเหตุผล แล้วมาเดินตามรอยพระภูมี

ถึงกระนั้น สมุนไพรก็ยังมีฤทธิ์เพียงส่วนเดียว เจอโรคเบาๆ ก็พอไหว เจอหนักๆ ก็ไม่ไหวเอาไม่อยู่เหมือนกัน

องค์ที่สองที่ต้องมีส่วนร่วมตามมา พระภูมีทรงให้เคล็ดว่า "ตนพึ่งตน" นั่นคือ อันได้แก่ผู้ทาน ต้องเรียนรู้ พิจารณาเหตุและผล ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากไหน สรุปมาเพื่อสร้าง ความเชื่อ ความศรัทธา ร่วมในการปลุกเสกสมุนไพร

ประเด็นนี้หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนทุกครั้งว่า ถ้าเป็นพืชอยู่ในป่า จะเดินเหยียบก็ไม่เป็นไร หากแต่เมื่อถูกแปรรูปกลายมาเป็นสมุนไพร แล้วผ่านการปลุุกเสก จากผู้ทำ จากการสวดมนต์ของตน แล้ว สิ่งที่่ต้องทำ จะเหมือนเดิมไม่ได้เลย เพราะของต่ำช่วยใครไม่ได้ เมื่อสมุนไพรกลายเป็นของสูง กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงอยู่ในสถานะที่ต้องกราบไหว้ เพื่อร้องขอให้ช่วยตน เฉกเช่นพระปลุกเสกแล้ว เราท่านร้องขอให้คุ้มครองแคล้วคลาดปลอดภัย

แถมยังมีรายละเอียดเล็กน้อยสำหรับผู้ทานอีก นั่นคือ ต้องมีคุณสมบัติของการเป็นผู้ให้อีกต่างหาก

องค์สุดท้าย นั่นคือ ที่มาของสมุนไพร ยังต้องมาตามเคล็ดของพระภูมีด้วยเช่นกัน นั่นคือ ควรจะมาจากการให้

เราท่านจึงไม่เคยเห็นวัดในอินเดีย หากแต่พระภูมีไปที่ใด ที่นั้นจะมีโรงทานตั้งอยู่ ด้วยเคล็ดอันนี้ จึงเป็นที่มาของโรงทานนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ดูผลของยามะพร้าว ที่มาจากการซื้อ กับผลของยามะพร้าวที่มาจากการให้ ของชาวชุมพร ที่จะให้ผลต่างกันมหาศาล

หลายคนที่มักถามเจ้าหน้าที่ ว่าทำไมไม่ตั้งกล่องรับบริจาค ก็เพราะเงินทำให้เกิดกิเลส พระของพระภูมี จึงไม่รับเงิน หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า ไม่ต้องนำเงินมาให้หรอก เพียงแค่ทุกครั้งที่มา ถือมะกรูดมาหน่อย มะนาวมานิด มะพร้าวสักสองลูก พริกไทยหน่อย ดีปลี หรือแม้กระทั่งพริก ติดมือมาคนละหน่อย แล้วนำมาให้ท่านทำสมุนไพรแจก เคล็ดอันนี้ก็จะสมบูรณ์ ฤทธิ์ของสมุนไพรก็จะมหาศาล เพราะมีจุดเริ่มทั้งหมดมาจากการให้ นั่นเอง

แต่จนบัดนี้ ภาพที่ตอกย้ำทุกวัน นั่นคือ เมื่อมองไปยัง มูลนิธิขุนรัตนาวุธ ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน มีโลงที่คนมาบริจาคกองจนเต็มโรงเก็บ แถมล้นแล้วล้นอีก หากแต่พื้นที่เล็กๆ ที่รอรับสมุนไพรเพื่อมาทำแจก ใช้กอบกู้ชีวิตคนเป็น กลับไม่เคยเลยที่จะเต็ม

เราก็ต้องแปลกใจและไม่เข้าใจ ว่านี่มันเมืองพุทธจริงหรือเปล่า หรือคนที่มาไม่ได้เป็นผู้ป่วย ผู้ทุกข์จากโรคภัยจริง จึงไม่มีค่าพอให้ร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งที่เห็นกันเต็มตา ได้ยินกันเต็มหู

แล้วสมุนไพรเมื่อไหรจะมีฤทธิ์เต็มที่ ทันกับโรคนานาชนิดทีกระหน่ำมากันยังกับพายุ

ช่วยคนเป็น ไม่ดีกว่าช่วยอย่างอื่นหรือ จึงทำให้พื้นที่สมุนไพรมันไม่เคยเต็มสักครั้ง น่าฉงนจริงๆ

คำตอบก็มาถึงบางอ้อ เมื่อฟังหลวงพ่อนิพนธ์กล่าว "ก็มันดูเล็กน้อย ไม่มีชื่อติด ไม่มีตราตั้ง คนมันจึงมองข้าม"

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ประกาศ การเปิดปิดแอร์ และพัดลม

ช่างไฟแจ้งว่า ช่วงนี้ไฟฟ้าตก เนื่องจากภาครัฐต้องกระจายไฟ

ทำให้ ระบบไฟฟ้าไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ จนทำให้ต้องงดใช้ไฟในบางส่วนของชมรม อาทิเช่น แผนกยาเขียว ก็ต้องปิดแอร์ และแผนกอื่นๆ บางส่วน

ช่างแจ้งว่า ดังนั้น ในห้องสวดมนต์ ที่ได้วางระบบสายใหม่แล้วก็ตาม ไฟฟ้าก็ยังไม่พอเดินเครื่องทั้งหมด จึงต้องจำกัด การเปิดแอร์ และพัดลมในห้องสวดมนต์ เพื่อรักษาระดับไฟให้ไม่เกิดการเสียหาย

จึงขอห้ามสมาชิกทั่วไป และผู้ไม่เกี่ยวข้อง ปรับเปลี่ยนการเปิดปิดแอร์ และพัดลม โดยพลการ เพราะจะทำให้ระบบเสียหาย

ดังนั้น ช่วงวิกฤตพลังงานของประเทศ จึงต้องช่วยกันหน่อย ทั้งนี้ ทางชมรมจะเปิดแอร์และพัดลม ระบบไฟ เท่าที่ทำได้ เพื่อบรรเทาไม่ให้สภาพแออัด ร้อนจนเกินไป

ช่างไฟจึงเรียนแจ้งสมาชิกเพื่อทราบ และขอความร่วมมือ เพื่อไมให้ระบบไฟเสียหาย ดังเช่นช่วงก่อน แล้วส่งผลให้ห้องสวดมนต์ ไม่สามารถใช้แอร์ได้อีก

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

สตรีเหล็ก

คนไข้เมื่อเจอคำขู่ จากสิ่งต่างๆ รอบตัว ทำให้อาการที่เป็นแม้ยังไม่หนักหนา แต่ใจก็หดหู่ จนแทบสลายไปเสียแล้ว

หลายครั้งที่ได้ยินว่า เมื่อคนทราบว่าตนเองเป็นมะเร็ง ก็หมดอาลัยตายอยาก ยิ่งเมื่อต้องหมดเงินไปกับการรักษา และประสพสภาพที่เลวร้าย ทำให้บางคนคิดเลยไปว่า ตัวเองเป็นคนไร้ค่า ไปเสียแล้ว

ผู้หญิงคนหนึ่ง ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด ดีที่สามีเป็นข้าราชการ ก็อาศัยโรงพยาบาลรัฐรักษาตัวเรื่อยมา จนวันหนึ่ง หมอก็แนะนำให้ทำการผ่าตัดปอดข้างที่เป็นมะเร็งออกเสีย

ปอดของเธอ ก็จากเธอไป พร้อมกับสามีที่มาเสียไปในช่วงเวลาเดียวกัน

สภาพความเป็นอยู่จึงลำบากอย่างยิ่ง จึงกลับมาอาศัยกับแม่ที่บ้านเกิด รอวัน ตามคำของหมอ ที่กล่าวว่า คนไข้ที่ผ่าตัดปอดแล้ว ก็คงอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง

ความโชคดี ที่บ้านเกิดของเธอ อยู่ใกล้กับสวนสมุนไพรของหลวงพ่อนิพนธ์ และเป็นจังหวะเดียวกับหลวงพ่อนิพนธ์ได้เปิดรับรักษาขึ้น ณ ที่นั้น

เธอจึงไปกับเขาด้วย และได้รับคำชี้แนะจากพระว่า ลำพังการทานสมุนไพรอย่างเดียว คงหยุดอาการของโยมได้ยาก น่าจะหาตัวกระทำที่ดีมาช่วยเกื้อหนุน

พระจึงแนะนำเธอให้มาช่วยกิจกรรม กลายเป็นจุดเริ่มกิจกรรมการเด็ดใบยาเขียว นับตั้งแต่นั้นมา

คำของเพื่อนบ้านลอยมาเข้าหูเสมอว่า "เดินยังไม่ค่อยจะไหว ยังเสือกโง่ไปให้เขาหลอกใช้อีก"

เธอก็มานะทำ และทานสมุนไพร จนเวลาล่วงไปเป็นปี ก็ยังพอมีแรงทำอยู่

ครบวาระ เธอก็ไปตรวจสุขภาพที่ ร.พ. ใหญ่ของรัฐที่กรุงเทพฯ ตามหมอนัด ก็ได้คำทักทายจากหมอว่า เก่งน่ะ ที่เดินขึ้นชั้นสองไหว ในขณะที่คนไข้รุ่นเดียวกับเธอ ตายไปหมดแล้ว

เธอก็ทำกิจกรรมไปเรื่อยๆ จนอาการเหนื่อยของเธอ เนื่องจากมีปอดข้างเดียว เบาบางลง แต่คลื่นระลอกใหม่ ก็ถาโถมเข้ามาอีก นั่นคือ มะเร็งลำไส้

เธออดทนเรื่อยมา ยืนระยะในการทานสมุนไพร ไม่ยอมไปหาหมอเพื่อผ่าตัด จนวันหนึ่ง เธอมีอาการปวด จนญาติต้องวางยาแล้วพาไปให้หมอผ่าตัด

เธอฟื้นขึ้นมา พร้อมกับลำไส้ที่ออกมาอยู่หน้าท้อง แต่เธอก็ยังมีกำลังใจที่ดี และอธิษฐานเสมอว่า จะหายเพื่อกลับไปทำกิจกรรมเก็บใบยาอีกครั้ง

หมอบอกกับเธอว่า คนไข้ประเภทนี้ ที่ผ่าแล้วเอามาไว้หน้าท้อง ไม่เคยปรากฎว่า จะเอาเข้าไปได้อีก ล้วนแล้วแต่รออาการแล้วก็ตายไปในลักษณะนี้

แต่ที่หมอประหลาดใจและถามเธอว่า ปกติเธอทานอะไร เพราะลำไส้ของเธอ มีสีต่างจากคนอื่นๆ ทั่วไป

หลวงพ่อนิพนธ์ก็จัดสมุนไพรให้เธอทาน จนเวลาผ่านไป สร้างความประหลาดใจแก่หมอเจ้าของไข้ยิ่งนัก เพราะแผลที่ผ่าตัดสมานกัน จนสามารถนำกลับเข้า และเย็บช่องท้องปิดแผลได้

หมอแกล้งกระเซ้าเธอว่า พี่ต้องทำบุญมาดีแน่ เพราะตั้งแต่ผ่าตัดคนไข้ประเภทนี้มา ไม่เคยมีกรณีเช่นนี้เลย

มาวันนี้ เธอกลับมาทำกิจกรรมเด็ดใบยาอีกครั้ง ขึ้นเขาลงห้วยได้อีกครา พร้อมกำลังใจ กำลังกายที่เต็มเปี่ยม

เธอมักกล่าวว่า หลวงพ่อนิพนธ์มักพูดให้ฟังว่า ความเหน็ดเหนื่อยของเรา แค่คิดว่า คนอีกเป็นพันรอใบยาจากเราอยู่ มันก็หายไปเสียแล้ว และคนที่มีน้ำใจเช่นนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เขาไม่แล้งน้ำใจหรอก ตายยาก

ตอนนี้ เธอกลายเป็นคนไข้พิเศษของ ร.พ. ใหญ่ของรัฐ ที่กรุงเทพฯ ที่หมอมีไว้คุยว่า การผ่าตัดทำให้หายมะเร็งได้

แต่เธอรู้ดีว่า เธอทิ้งยาของหมอและไม่เคยแตะยาเคมีอีกเลย เกือบสิบปีแล้ว

ทุกวันนี้ เราท่านก็ยังทานยาเขียว ที่มาจากแรงกายแรงใจของเธอ

อยากเห็นเธอ ไปถามคนหนองกุ่ม อ.บ่อพลอย ว่าผู้หญิงวัยหกสิบ ที่เป็นมะเร็ง ชื่อแตน คนที่เก็บใบยาให้หลวงพ่อนิพนธ์ อยู่ที่ไหน .... เขารู้จักกันทั้งบาง

ยิ่งคนที่พูดกรอกหูเธอทุกวัน ที่ดูแล้วแข็งแรงดี ตอนนี้ลาโลกไปก่อนเธอเสียแล้ว

วันนี้ของเธอ กลายมาเป็นหัวหน้าชุดเก็บใบยาเขียว พร้อมกับอุทิศลานหน้าบ้าน ให้กลุ่มคนไข้วัยชรา มาช่วยกันสับ มาช่วยกันตาก ใบยาที่เราท่านทานกันทุกวันนี้

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวร้าย

หลังจากคนไข้พาร์กินสันชาวสวิส ได้กลับประเทศไปแล้วนั้น ทำให้เพื่อนของเขา คือ ไมเคิล เจ ฟอกส์ ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

และในสัปดาห์ต่อมา คนไข้ชาวสวิส ก็ยื่นเรื่องขอสนับสนุน ด้านเครื่องแปรรูปสมุนไพรมายังหลวงพ่อนิพนธ์

ต่อมา มูลนิธิ ไมเคิล เจ ฟอกส์ ได้เสนอ ตั๋วเครื่องบิน ชั้นเฟิร์สคลาสแก่หลวงพ่อนิพนธ์ และผู้ติดตาม เพื่อเดินทางไปสวิส และเข้าร่วมการประชุมใหญ่ของมูลนิธิ ที่มลรัฐซานดิเอโก้ ประเทศสหรัฐ

มาวันนี้ ได้แจ้งขอยกเลิกตั๋วนั้น

พร้อมกับแนบเอกสาร เป็นแคตตาล็อกของเครื่องบินส่วนตัว จำนวน ๕ แบบ มูลค่าลำละประมาณ ๓๐ ล้านเหรียญ เพื่อให้หลวงพ่อนิพนธ์พิจารณาเลือก เพื่อความสะด่วกในการเดินทางแทน

ในขณะที่แผ่นดินไทย ขาดคนเหลียวแลในสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำลังกอบกู้และแสดงให้เห็นคุณค่า

ต่างชาติแค่ได้สัมผัสผิวๆ ก็เห็นความมหัศจรรย์ ไหวตัว และเคลื่อนไหวเต็มที่ เพื่อที่จะเชิญชวนและสนับสนุนสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กำลังทำ ให้โดดเด่น

ได้แต่นอนก่าย แล้วรำพึง "กรรมอะไรหนอ ของคนไทย ของดีใกล้ตัว กลับไม่เห็นค่า"

ข่าวดี

หลังจากที่ได้กองทุนมาร่วมด้วยช่วยกัน ในการจัดหาเครื่องแปรรูปสมุนไพร ได้แล้วนั้น

มาวันนี้ ก็เหมือนบุญหนุนนำ ทำให้นายกสมาคมแพทย์แผนไทย ที่แอบมาซุ่มดูกิจกรรมของชมรม เป็นระยะเวลานานพอควร

มีความคิดที่อยากจะเสนอตัว เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเครื่องจักรที่ควรจะนำมาใช้ในการแปรรูปสมุนไพร เพื่อให้ผลการแปรรูปคงคุณค่าของสมุนไพรให้มากที่สุด

รวมไปถึง การทำให้สมุนไพรที่ทานได้ยาก อาทิเช่น สมุนไพรมะกรูด หรือสมุนไพรน้ำผึ้ง อยู่ในรูปแคปซูลที่ทานได้ง่ายขึ้น

ในไม่ช้า เราท่าน ก็จะมีโอกาสได้ทานสมุนไพรเต็มที่ เหมาะสมกับอาการที่เป็นอยู่ ส่งผลให้อัตราการประสพผลเพิ่มสูงขึ้น และยังลดระยะเวลาในการฟื้นฟูตนของแต่ละคนด้วย



เกาะไปด้วย

หลังจากชาวชุมพรรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น แสดงความพร้อมและศักยภาพ ทำให้กลุ่มคนไข้ชาวใต้มาประท้วงกับหลวงพ่อนิพนธ์

การประท้วงนี้ ก็เพื่อแสดงตนให้เห็นว่า กลุ่มของพวกเขาก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน จึงขอแสดงพลังให้หลวงพ่อนิพนธ์เห็น

ว่าแล้วก็รวมกลุ่มกันมา เริ่มจากกลุ่มคนไข้จาก จ.ตรัง ตามมาด้วย อ.ฉวี ของนครศรีธรรมราช และกลุ่มจากสุราษฯ

และก็แสดงให้เห็นว่า ศูนย์ทางภาคใต้ มีศักยภาพ รองรับได้อย่างแน่นอน

ทั้งสามกลุ่มนี้ จึงขอโดดเกาะขบวน แสดงให้เห็นความพร้อม ในการดำเนินกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์

นั่นคือ หลังจากชาวชุมพร เสนอตัวเป็นผู้จัดหามะพร้าว เพื่อป้อนแก่ชมรม ทั้งสามกลุ่มนี้จึงขอร่วมแจม และแจ้งแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า หลังจากมะพร้าวล็อตนี้หมดลง ก็จะนำมะพร้าวมาสมทบกับชาวชุมพร ให้ได้กว่าสองหมื่นลูก

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า พลังสามัคคีอันนี้ จะทำให้คนป่วย มีสมุนไพรมะพร้าวทานอย่างเต็มที่ อันจะทำให้เห็นผลได้เร็วขึ้น

ข้อเสนออันเย้ายวนนี้ ทำให้คาดว่า สิ้นเดือนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ อาจจะต้องลำบาก นั่งรถไปกว่าพันกิโล เพื่อเปิดบาตรรับมะพร้าวนี้ มาให้คนป่วยทาน

ถือเป็นโชคดีของชาวใต้ ที่รถขบวนนี้ไม่เหงา มีเพื่อนร่วมทาง ร่วมด้วยช่วยกันเยอะ

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

อนุญาต

พวกที่กล่าวอ้างเพื่อสิทธิ์ในการทำชั่ว ว่าทำดีได้ดีมีที่ไหน เพราะเห็นคนที่ทำชั่วมานมนาน แช่งชักกันทั่วหมู่บ้าน ก็ยังอยู่ยงคงกระพัน รุ่งเรืองและทำความชั่วได้ตลอด

นั่นก็เพราะกรรมที่ทำในชาตินี้ ผลเกิดชาติหน้า หากแต่ผลในชาตินี้ มันเกิดจากอดีตนั่นเอง

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คำตอบของแม่ชีเมี้ยน เมื่อครั้งถูกหลวงพ่อนิพนธ์ถามว่า ไม่กลัวว่าตำราของท่าน จะถูกขโมยไปหรือ เพราะมีคนรู้กันมากมาย

เรื่องก็มาถึงบางอ้อว่า สมุนไพรอุปมาเหมือนสังขาร อำนาจในการปลุกเสกสมุนไพร เป็นของท่าน คนที่เรียนรู้วิธีทำสมุนไพร เมื่อไม่มีคาถาปลุกเสกจากท่าน สมุนไพรก็ไม่มีวิญญาณ ไม่มีฤทธิ์ ดุจมัมมี่ ทำอะไรไม่ได้

คนที่เป็นคนปรุงแต่งสมุนไพรให้มีฤทธิ์ นั่นหมายถึงได้รับอนุญาต จึงทำได้ และเมื่อครั้งถ้ำกระบอก แม่ชีเมี้ยน ก็ได้มอบอำนาจนี้ให้ท่านจำรูญ เจ้าอาวาส

ท่านจำรูญจึงมีสิทธิ์ที่จะทำสมุนไพร และการสิ้นสุดสัญญา ก็นับจากการสิ้นสุดลมหายใจของแม่ชีเมี้ยน

เมื่อแม่ชีเมี้ยน เห็นว่าท่านจำรูญมีปณิธานเปลี่ยนไป จึงต้องละสังขาร เพื่อนำอำนาจกลับมา แล้วจึงมอบให้หลวงพ่อนิพนธ์

สิ่งที่ผู้ถืออำนาจกล่าว และอนุญาต จึงมีผล ในการสร้างบาปบุญ และเมื่อมอบหรือสั่งให้ผู้ใดทำแทน ย่อมหมายถึงผู้นั้นเป็นผู้ถืออำนาจในการทำ ผู้ใดทำตามจึงมีผลเฉกเช่นเดียวกัน

นี่จึงเป็นสิ่งหนึ่ง ที่เราท่านหากสังเกตจะพบเห็นว่า การกระทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ในชมรมคนรักสุขภาพ จึงต้องขออนุญาตจากหลวงพ่อนิพนธ์ก่อน

สิ่งที่ดูเหมือนกัน ทำเหมือนกัน หากแต่ไม่ได้รับอนุญาตแล้วไซร้ ก็ไม่สามารถเป็นบุญมาเลี้ยงตน อย่างดีก็แค่กรรมดี

ยกตัวอย่างเช่น การสวดมนต์ แม้กระทำในห้องเดียวกัน ทำเหมือนกัน แต่ผิดที่ทำตามนิสัยใคร ผลก็แตกต่างกัน

หลวงพ่อนิพนธ์ อนุญาตให้ท่าน อ.อร่าม เป็นผู้นำสวด นั่นหมายความว่า ผลของการสวดของเราท่าน ต้องเอื้อนเอ่ยตามการสวดของท่าน อ.อร่าม จึงจะเป็นผลมาช่วยตน

คนที่สวดเหมือนกัน แต่สวดตามนิสัยตน ตามความคิดตน ไม่สนการนำของ อ.อร่าม นั่นหมายความว่า เดินนอกกรอบ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า "ท่านไม่รับผิดชอบบุคคลเหล่านั้น"

เพราะสิ่งที่ทำ ตัวท่านไม่ได้เป็นคนกำหนดให้ทำ หรืออนุญาตให้ทำเช่นนั้น การกระทำแม้นดูว่าจะเป็นการสวดมนต์เหมือนกัน ห้องเดียวกัน เวลาเดียวกัน ผลก็ต่างกัน เอานิสัยตนมานำ ไม่ได้เอาคำสั่งของท่าน คือ ให้ตาม อ.อร่าม มานำ

สิ่งเหล่านี้ ก็จะเห็นกันบ่อย ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะพูดเช่นไร ก็ทำเฉย ไม่รู้ไม่ชี้ อยู่ในห้องสวดมนต์ ก็เอานิสัยตน อยากคุย ก็คุย อยากทำอะไร ก็ไม่มีกฎวินัย มาบังคับฝืนตน

มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไม คนที่ดูอาการร้ายแรง แต่ทานสมุนไพรไปพักเดียว ก็ฟื้นคืนปกตี คนที่ดูไม่สาหัส ทานมาตั้งนานก็ไม่เห็นจะดีขึ้น เรียกได้ว่า ส่วนใหญ่ทานแล้ว ผลที่ได้อืดเป็นเรือเกลือ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เคล็ดของมัน คือการได้รับอนุญาต และคำสั่งที่กล่าว หากใครทำตาม นั่นคือความรับผิดชอบของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ต้องให้ผลมหาศาล เพราะทำตามตัวแทนแห่งอำนาจ หากเพิกเฉย เพราะคิดว่า จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ผลก็ย้อนมาหาตน "ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น"

คนที่ประสพความสำเร็จ จึงมักเป็นคนที่จดจ่อว่า หลวงพ่อนิพนธ์ท่านจะสั่งให้ทำอะไร แล้วรีบทำตาม

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่งทั้งหมด ท่านต้องเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ในฐานะตัวแทนแห่งอำนาจ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ก็ขนาดตัวหลวงพ่อนิพนธ์เอง รู้สูตรสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนมากมาย ยังไม่กล้าทำแจกสุ่มสี่สุ่มห้าเลย จะทำสมุนไพรตัวใหม่ที ยังต้องขออนุญาตจากแม่ชีเมี้ยนทุกครั้งไป เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงทำได้ และมีผลต่อผู้ทาน

ใครสังเกต ก็จะเห็นว่า หลวงพ่อนิพนธ์มีใจอยากช่วยคนไข้มะเร็ง โดยคิดว่าหากได้สมุนไพรเพิ่มอีกสักสองขนาน ก็น่าจะทำให้โอกาสรอดมีมากขึ้น จึงดำริวันปีใหม่ หากแต่ยังไม่ได้รับอนุญาต โดยให้รอหลังวันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยนก่อน จึงทำได้ หลวงพ่อนิพนธ์ ยังต้องรอเลย

แผ่นดินนี้ จึงเป็นแผ่นดินที่มาเดินตามรอยวินัยของพระภูมี ที่มีหลวงพ่อนิพนธ์เป็นตัวแทนกำหนดวินัยต่างๆ

ใครก็ตามที่มา แล้วไม่สนอะไร ทำตามนิสัยตน ...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า มาเสียเปล่า .... อย่ามาเลย เพราะมิเพียงไม่ได้ผล หากแต่ยังเบียดเบียนสมุนไพรของผู้อื่น การไม่มา ยังเรียกว่ามีจิตกุศล ทำให้ผู้อื่นที่อยากหาย มีสมุนไพรทาน

และพวกที่ชอบหวัง นั่งขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ตาย ท่านก็ไม่ช่วยหรอก เพราะจะเป็นการทำลาย พุทธพจน์ของพระภูมี ที่ทรงตรัสว่า "ตนเป็นที่พึ่งของตน" ไปเสียสิ้น

จึงไม่น่าแปลก ยามที่ดีๆ ขอจากเจ้าพ่อ เจ้าแม่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ได้หมด หากแต่ยามที่กรรมมา สิ่งเหล่านั้นวิ่งกระเจิงหายหมด ไม่มาช่วยเลย แม้แต่ปวดท้องก็ช่วยไม่ได้

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่สิ่งหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนตรัสยืนยัน นั่นคือ ศาสน์มีเจ้าของ อันหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีเจ้าของ ไม่ใช่ของสาธารณะ ใครจะแห่ไป ใครจะแห่มา ร้องขอตามใจชอบไม่

ในทางกลับกัน กรรม ก็มีเจ้าของ ไม่ใช่ใครไม่ชอบใคร แล้วจะไปยัดกรรมให้คนที่ไม่ชอบได้ ด้วยเหตุนี้ หากไม่ขอบใคร จะแช่งชักสักฉันใด ก็ทำให้คนที่ถูกแช่งวิบัติไม่ได้ หากผู้นั้นไม่มีกรรม


วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

วัดพรหมลิขิต

คำที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวกับคนไข้หนักเสมอๆ นั่นคือ ทานสมุนไพรไปเถอะ แล้วชีวิตวางไว้กับพรหมลิขิต

หากถึงที่ตาย จะทำสักฉันใดก็คงหนีไม่พ้น หากไม่ถึงที่ตาย การทานสมุนไพร ก็จะทำให้ตนของเราช่วยตนเองได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่าง คนไข้ท่านหนึ่ง ที่มาทานสมุนไพรนานจนมีความเข้าใจในความจริงข้อนี้

ประมาณเดือนที่แล้ว คนไข้ท่านนี้ประสพเหตุทางรถยนต์ ผลคือ รถราคาเป็นล้านพังยับเยิน คนไข้ถูกกระแทกที่ศีรษะ มีเลือดคั่งในสมอง และมีบาดแผลที่ศรีษะ ตามลำตัวฟกช้ำ และมีบาดแผล

คนไข้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และถูกมะรุมมะตุ้มจากแพทย์ ๗ คนในการช่วยคนไข้

หมอจะทำแผลที่ศีรษะ คนไข้ปฏิเสธ

คนไข้มีเลือดคั่งในสมอง หมอจะฉีดยา คนไข้ปฏิเสธ

หมอจะฉีดยา แก้อาการอักเสบกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ถูกกระแทก คนไข้ปฏิเสธ

หมอจะฉีดยากันบาดทะยัก เพื่อกันการติดเชื้อ คนไข้ปฏิเสธ

หมอจะ ... คนไข้ก็ปฏิเสธทั้งหมด

ในที่สุด คนไข้รำคาญหมอ ก็เลยขอออกจากโรงพยาบาล ทั้งที่อยู่ในสภาพวิกฤติ ยังเคลื่อนไหวไม่ได้นั่นเอง เพื่อกลับมาทานสมุนไพรที่บ้าน

ผ่านมาถึงวันนี้ คนไข้เริ่มกลับมาเดินได้ และสามารถมาชมรมคนรักสุขภาพ เพื่อเข้ากระโจมได้
หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นี่เป็นตัวอย่างของคนที่เชื่อพรหมลิขิต และคำสอนของท่าน

และที่สำคัญ คนไข้ท่านนี้ อายุ ๗๐ ปี แล้ว

ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี ว่า ผลของการอดทนต่ออาการ และมุ่งมั่นทานสมุนไพร วางชีวิตไว้กับพรหมลิขิต หากไม่ถึงที่แล้วไซร้ ย่อมประสพผลอย่างแน่นอน

ไม่ตายด้วยคำขู่... ดอก

หากแต่สิ่งที่คนไข้ยังมีอยู่ดีนั่นคือ "สติ และความเชื่อมั่นในคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์"

โดยคนไข้บอกกับภรรยาให้โทรเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วกลับไปนำสมุนไพรทั้งหมดที่มีในบ้านมาให้ทานด่วน

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556

น้องไหม่

ประเพณีรับน้อง ย่อมเป็นเรื่องปกติในสถานที่ทั่วไป

สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เช่นกัน ในห้องของกรรมการ ที่รวมหมู่ของทหารระดับนายพล ประมาณสิบกว่าคน ก็เฉกเช่นเดียวกัน ที่ได้รับน้องใหม่มาจากสายทหารเช่นเดียวกัน เข้ามาร่วมในชมรมคนรักสุขภาพ

การรับน้อง ย่อมเป็นธรรมดา นั่นคือ การเย้าแหย่ สอบถามผู้มาใหม่ ถึงอาการที่เป็นอยู่

สิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่า เหมือนเป็นวินัยทหาร เพราะได้รับคำชี้แนะจากหมอ จนทำให้ทุกคนมีพฤติกรรมเหมือนกัน นั่นคือ การตรวจสุขภาพของตนเองทุกครั้ง เมื่อตื่นนอน

รุ่นพี่ย่อมรู้ดีว่า เป็นกันทุกคน ผ่านมาทุกคน ปฏิบัติกิจตามหมอสั่ง วัดความดัน กินยาคุม ตัวนั้น ตัวนี้ จนเรียกได้ว่า ถูกคำขู่จนหงอ วันใดที่ไม่ได้ทำ ไม่ได้ทาน วันนั้นแทบจะทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลย เกิดจิตปริวิตก ทั้งวัน ไม่เป็นอันทำอย่างอื่น

เมื่อกลุ่มนายพลเหล่านี้ หันมาเดินทางแนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เรียนรู้และเข้าใจ ก็เลิกลาพฤติกรรมเหล่านั้น ทิ้งเครื่องวัด เครื่องตรวจ ยาเคมี กันไปหมดสิ้น

สิ่งนี้จึงถูกนำมารับน้อง อันเป็นการเย้าแหย่กัน เมื่อทหารระดับนายพล ได้มาเป็นสมาชิกใหม่ของชมรม จึงแกล้งเอาเรื่องนี้มาขู่กันเล่นสนุก

น้องใหม่ จึงมักถูกแกล้งขู่ ในหมู่กรรมการเหล่านี้เสมอ

"ไม่คุมความดัน เดี๋ยวหลอดเลือดสมองแตกน่ะโว๊ย หมอบอก"

"ไม่ทานยาคุมเบาหวาน เดี๋ยวก็ช็อคตายเอาง่ายๆ น่ะ"...

ไม่..... หมอบอกว่า ถึงตายเชียวหนา ...

ล้วนถูกยกมาแกล้งกันในหมู่กรรมการสายทหาร

เพราะคนเหล่านี้ล้วนแต่ผ่านคำขู่มาแล้ว และก็กลัวจนลนลาน กว่าจะมาถึงวันนี้ ที่สามารถปลดแอก จากคำขู่ และยาเคมี

จึงมักเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยก มารับน้องใหม่เสมอ

แต่ความจริงตรงหน้าน้องใหม่ คือ กลุ่มคนที่ทิ้งพฤติกรรมเหล่านั้นไปหมดสิ้น หันหน้ามาสร้างวินัยในการทานสมุนไพร และปฏิบัติตนตามหลักพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เพื่อช่วยตน

นั่นย่อมเป็นเครื่องการันตีว่า เส้นทางใหม่ที่เลือก มิใช่เลื่อนลอย ความสำเร็จในการช่วยตนให้กายโรค ทำได้จริง ....

ฟังแล้วขนลุก

คำคนฟังเขามา ก็เล่ากันไป แสดงความเห็นกัน ยิ่งเป็นสิ่งที่ผิด ยิ่งส่งเสริม กระพือ ชวนกันพูด ส่งเสริมกันทำบาป หน้าตาเฉย

สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศห้องสวดมนต์ค่อนข้างจะร้อน ก็ด้วยเหตุที่ ไม่มีการเปิดแอร์ และมีพัดลมใหญ่เพียงไม่กี่ตัว บวกกับสภาพอากาศ จึงทำให้หลายคนอึดอัด ทนไม่ไหว

แต่สิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง มันทำให้ร้อนยิ่งกว่าอากาศในห้องสวดมนต์อีก เพราะไม่เชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินนั้น จะเกิดจากหมู่สมาชิกของชมรมเอง ที่พูดแล้วบอกต่อกันไป

คำกล่าวเหล่านั้น แสดงความเห็นกันไปต่างๆ นานา และกล่าวต่อกันไปว่า เหตุที่ห้องสวดมนต์นั้น ไม่ยอมเปิดแอร์ ก็เนื่องมาจากหลวงพ่อนิพนธ์ จะบีบให้ยอมเก็บเงินค่าจอดรถ นั่นเอง และเมื่อไหร่ที่เก็บเงิน ก็จะเปิดแอร์อีกครั้ง

ได้ยินได้ฟังแล้วแทบทรุด เพราะไม่เชื่อว่าจะมีคนคิดแบบนี้ ซ้ำร้ายพูดต่อกันไป คนโน้นที คนนี้ที แถมเออออห่อหมกกัน ว่า มันคงจะจริง

ทั้งที่เรื่องจริง นั่นคือ ช่วงนี้เป็นหน้าร้อน การใช้กระแสไฟมาก ทำให้เกิดสภาพไฟตก จนทำให้สายไฟช็อตขาดหลายครั้ง

ช่างไฟ จึงให้คำแนะนำว่า ควรจะเดินสายไฟที่เกี่ยวกับแอร์ใหม่ ให้เป็นเฉพาะส่วน เพื่อไม่ให้แอร์ดับ และเกิดการช็อต

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสั่งดำเนินการตามที่ช่างไฟแนะนำ เพราะรู้ดีว่า บรรยากาศในห้องสวดมนต์ มีส่วนสำคัญต่อคนป่วย ในการรักษาสมาธิ เรียนรู้ ...

ทำเสร็จ ส่งบิลมาก็ สี่หมื่นกว่าบาท

น้ำใจเช่นนี้ ไปหาได้ที่ไหน

แต่คุณไม่ได้ กลับได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ จากสมาชิก บางหมู่ บางเหล่า เรียกว่า หน้ามือ หลังตีน

เราไม่รู้ว่า คนพวกนั้นคิดกับหลวงพ่อนิพนธ์อย่างนั้นได้อย่างไร แล้วยังลอยหน้าลอยตา ไปชวนให้คนอื่นคิดตามตน ...

ก็เลยสงสัยว่า คนเหล่านั้นมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ให้ช่วย แต่พฤติกรรมที่กำลังทำอยู่ หลวงพ่อนิพนธ์จะช่วยคนเหล่านี้ได้โดยวิธีใด ... ไม่มีทางเลย

ก็ได้แต่ปลง และทำให้รู้ซื้งแล้วว่า ทำไมพระโคดม เมื่อครั้งสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า จึงอดอาหารแล้วไปนิพพานเลย ก็ด้วยทรงเห็นนิสัยมนุษย์แล้ว รู้ดีว่ามันยากลำบาก....

กระนั้น ก็คิดว่าต้องมีคนที่หูหนักบ้าง เชื่อและศรัทธา ในตัวหลวงพ่อนิพนธ์ ส่วนคนเหล่านั้น ได้แต่กล่าวว่า "ช่างพวกเขาเถอะ ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น"


วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

พลังสามัคคี

ลงความเห็นว่า ทุกคนจะกันสวนมะพร้าวของตนไว้ส่วนหนึ่ง ไม่นำไปขาย แล้วจะนำมาให้ชมรมเพื่อทำยาให้คนป่วยของชมรมตลอดทั้งปี

เมื่อถึงวันนั้น เราจะเห็นศูนย์สมุนไพรทั่วประเทศ และทำให้คนไทยได้มีทางเลือก ในการช่วยตน ....

หลังจากนั้น ได้มีการประชุม เสนอความเห็น ในการร่วมแรงร่วมใจ เพื่อช่วยกิจการของชมรม

กลุ่มผู้มีฐานะ ได้เสนอจัดเตรียมพื้นที่ในการตั้งศูนย์เสนอแก่หลวงพ่อนิพนธ์ หากอนุญาต โดยกล่าวว่า หากเปิดศูนย์ที่นี่ คาดว่าคงจะมีสมาชิกเรือนหมื่น ในเวลาไม่นาน

สมาชิกท่านหนึ่ง มีรถบรรทุก ก็ไปเก็บรวบรวมมา

เริ่มจากการรวมกลุ่มคนไข้ เกือบสองร้อยครัวเรือน และกลุ่มคนไข้ ก็เก็บมะพร้าวมากองไว้หน้าบ้านตน ตามแต่ที่ตนมี มาร่วมด้วยช่วยกัน

การเชิญหลวงพ่อนิพนธ์ไปยัง จ.ชุมพร เพื่อแสดงให้เห็นพลังสามัคคี นี้

กลุ่มคนไข้ชุมพร ได้แสดงตนให้เห็นของพลังสามัคคี ก่อให้เกิดพลังที่จะช่วยให้คนพ้นทุกข์จากโรคภัย

ช่วงนี้ เราท่านจึงอาจเห็น แนวโน้มที่จะสร้างบุคลากรเพื่อรองรับ ภารกิจเหล่านี้ ที่จะพึงเกิดในอนาคต

เราจึงอยากเห็นความพร้อมอย่างนี้ ในที่อื่นๆ ของภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย

ชุมพร ก็คงเป็นสถานที่แรก ที่มีศักยภาพ ในการจัดตั้งศูนย์ เพื่อรองรับชาวใต้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเมืองกาญจน์อีก ส่งผลให้สามารถทานสมุนไพรได้อย่างต่อเนื่อง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หากกระบวนการแปรรูปดำเนินแล้วเสร็จ การตั้งศูนย์ก็จะสามารถดำเนินการได้

และหมู่สมาชิก นับร้อยครัวเรือน ยินดีที่จะกันที่ของตน คนละหนึ่งไร่ เพื่อปลูก พริกไทย และดีปลี ที่ซึ่งเป็นตัวยาสมุนไพรหลักของชมรม

ระเบิดลง

รอยประวัติศาสตร์แห่งการหลั่งไหลมาของคนไข้ ทำให้เป็นลางบอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

ย้อนรอยไปแค่เมื่อครั้งหลวงพ่อนิพนธ์ ไปเปิดแจกสมุนไพรที่สวนสมุนไพร อ.บ่อพลอย

สถานที่ตั้งอยู่ในกลางป่า ไม่มีบ้านผู้คน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีถนนเข้า

คนไข้กลุ่มแรก ที่เข้ามาหาพระของหลวงพ่อนิพนธ์ มีชายสูงอายุท่านหนึ่ง ที่ไปไหนมาไหนด้วยการขี่ซาเล้งคู่ชีพ

เหตุเนื่องจากหลายปีก่อน คุณลุงถูกงูกัด จนทำให้ร่างกายท่อนล่างเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบไปโน่นไปนี่ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จึงทำรถซาเล้งพิเศษสำหรับตน

คุณลุงจึงเป็นคนไข้รุ่นแรกๆ ของสวนสมุนไพร บ่อพลอย ถัดจากนั้นไม่นาน ก็มีคนแห่แหนกันมา

ก็ด้วยเหตุที่คุณลุงที่เดินไม่ได้ ทิ้งซาเล้ง หันมาขี่มอเตอร์ไซด์ ไปหาคนโน้นคนนี้ จนทำให้สวนสมุนไพรมีคนแห่แหนกันมาฟ้ามืดมัวดิน

และของคุ่กันที่มักกับมาคู่กับระเบิดนี้ นั่นคือ การได้แหล่งสมุนไพร ก็ด้วยคุณลุงท่านนี้ เป็นคนพื้นที่รู้จักต้นไม้ต่างๆดี ทำให้สามารถพาไปเก็บสมุนไพรจากแหล่งต่างๆ ได้ หลังจากกลับมาเดินได้อีกครั้ง

มาวันนี้ ระเบิดได้ไปลงที่ชุมพร ก็เหตุเนื่องมาจาก ผู้หญิงท่านหนึ่งที่ป่วยด้วยโรครูมะตอยด์ขั้นสุดท้าย จนเดินไม่ได้

เธอมาเช่าบ้านที่หนองเสือใกล้กับชมรม เพื่อรักษาตัว จนผ่านไปสองเดือน ก็เริ่มพอช่วยตัวเองได้ จึงร้องขอหลวงพ่อนิพนธ์มาเป็นคนไข้พักอยู่ในชมรม ซึ่งท่านก็อนุญาต เพราะเห็นว่าบ้านไกล และตั้งใจจะมาใช้แรงกายทำกุศลร่วมกัน

ผ่านไปสามเดือน ผู้หญิงท่านนี้ สามารถกลับมาเดินได้ปกติ และที่ซ้ำร้ายกว่านั้น เธอกลับมาขับรถยนต์ได้อีกครั้ง จึงลากลับไปบ้าน

เหมือนระเบิดลง เพราะเธอคือไฮโซ ของเมืองชุมพร ที่เป็นที่รู้จักกันดีในชุมพร ทำให้เกิดปรากฎการณ์ คนชุมพรแห่แหนกันมา หลายร้อยคน ในคราวเดียวกันในวันนี้

ขณะที่วันนี้ระเบิดลงชุมพร ระเบิดอีกลูก ก็ไปลงที่สวิสเซอร์แลนด์

และลามไปยัง อังกฤษ เยอรมัน ...

ก็ด้วยคนไข้พาร์กินสันชาวสวิส ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของแบงค์ในสวิส เป็นที่รู้กันดีว่า ช่วงนี้ประเทศสวิส จะมีอุณหภูมิหนาวจัด ประมาณ ลบสิบ หรือ ลบยี่สิบ องศา นั่นหมายความว่า จะเป็นอุปสรรคต่อคนไข้พาร์กินสันยิ่งนัก เพราะความเย็นจะทำให้ปวดร้าวกระดูก สร้างความทรมานสาหัส

และแม้นจะใช้ห้องที่มีฮีทเตอร์ เพื่อสร้างความอบอุ่น ก็ช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง แต่นั่นหมายความว่า ผู้ป่วยจะไม่สามารถออกจากห้องพักไปไหนได้เลย

อันหมายความว่า ช่วงฤดูหนาวนี้ จะทำงานไม่ได้เลย

แต่ปีนี้ คนไข้พาร์กินสันท่านนี้ บินไปทำงานที่เยอรมัน อังกฤษ และอีกหลายประเทศ ทำให้กลุ่มนักธุรกิจที่คุ้นเคยตกใจ เพราะไม่เชื่อสายตา

นั่นเป็นเหตุที่ทำให้ สัปดาห์ที่ผ่านมา เขาจึงให้คนเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ว่า เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้ว คงจะหยุดคนที่ตามมาไม่ได้อย่างแน่นอน

ในขณะที่ระเบิดไปลงที่ต่างๆ หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่าสัญญาณของฟ้าอย่างหนึ่ง ที่เป็นของคุ่กันเสมอ นั่นคือ การที่ฟ้าจะเปิดแหล่งสมุนไพรให้

และเดือนที่ผ่านมา ก็มีคนไข้ลพบุรีท่านหนึ่ง มาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ขอตัวอย่างต้นยาเขียว เพื่อไปดูว่าแถวบ้านมีหรือไม่

เขากลับมาพร้อมกับกล่าวว่า ต้นไม้ดังกล่าวแถวบ้านเขามีขึ้นเป็นจำนวนมาก หลวงพ่อนิพนธ์ให้คนไปตรวจสอบตามที่แจ้ง พบว่า มีต้นยาขึ้นเต็มภูเขา และอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ใบเขียวสด

ดังนั้น ตามปกติที่ผ่านมา ในหน้าร้อนเช่นนี้ ใบยาจะขาด ไม่เพียงพอ จนต้องเจียดยาเขียวกัน ปีนี้หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อฟ้าเปิด ก็แจกให้เต็มที่เลย คนไข้ใดที่ต้องใช้ยาเขียวมาก ก็จัดให้เต็มที่ ทำให้ร้อนนี้ มียาเขียวแจกไม่ขาดอย่างแน่นอน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเปรยว่า อะไรกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่า ศาสนาใกล้เกิด ความเข้มข้นของสมุนไพร และการปฏิบัติก็ต้องเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบรับกับความเลวร้ายของโรค ที่จะทวีขึ้นเช่นกัน

ทุกคนจึงควรกระตุ้นตนเอง ..... เพื่อช่วยตน




จดหมายน้อย แต่ไม่น้อย


วันพฤหัสที่ผ่านมา มีจดหมายน้อยฉบับหนึ่ง เขียนมามอบให้หลวงพ่อนิพนธ์

ก็เหมือนจดหมายธรรมดาทั่วไป แต่มันไม่ธรรมดา ก็ด้วยเหตุที่ว่า จดหมายฉบับนี้เขียนมาจากคนไข้ที่อดีตเป็นคนตาบอดนั่นเอง

ผู้เขียนเป็นหมอ เขียนจดหมายนี้ให้หลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อบอกว่า ตอนนี้เธอสามารถมองเห็นและเขียนหนังสือได้แล้ว จึงเขียนจดหมายมาเล่าที่มาที่ไปของอาการของเธอ ให้เพื่อนสมาชิกได้ฟัง

คุณหมอหญิงเขียนเล่าว่า เธอป่วยเป็นโรคที่คนทั่วไปไม่เป็นกัน เรียกได้ว่า หนึ่งในล้าน เท่านั้น นั่นคือ โรคแพ้ภูมิต้านทานของตัวเอง ภาษาทางการแพทย์ คือ NMO

อาการที่ปรากฎ จะเริ่มจาก ผลที่ปรากฎต่อประสาทการมองเห็น นั่นคือ ทำให้ตาของเธอค่อยๆมืดลง และเมื่อถึงระยะหนึ่ง อาการจะลามไปปรากฎที่ไขสันหลัง ผลก็คือ เมื่ออาการปรากฎ จะเสียการทรงตัว

หลังจากผ่านการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันมาหลายปี อาการท้ายสุด นั่นคือ ตาของเธอบอด อันเนื่องมาจาก แพทย์ใช้เสตียรอยด์ฉีดที่ตา เพื่อช่วยให้มองเห็น แต่ท้ายที่สุด เสตียรอยด์ ส่งผลให้ประสาทตาขาด ทำให้ไม่สามารถมองเห็น หมอลงความเห็นว่า คุณหมอต้องตาบอดไปตลอดชีวิต

และก่อนหน้าที่จะเสียตา อาการที่ปรากฎในการเสียการทรงตัว เกิดขึ้น ๑๒ ครั้ง ทำให้เกิดโรคแทรก นั่นคือ การผวาจากอาการนี้ ทำให้ไม่กล้าที่จะไปไหนมาไหน จนในที่สุดอาการของเธอจากอาการที่ไขสันหลัง ก็ทำให้คุณหมอต้องนั่งรถเข็นในที่สุด

คุณหมอเล่าว่า คณะแพทย์ที่ทำการรักษา ลงความเห็นว่า อาการของคุณหมอ จะค่อยๆ ทวีความรุนแรงเรื่อยๆ และคงอยู่ได้อีกประมาณ สองปี

พรรคพวกของคุณหมอ จึงแนะนำให้มาลองแนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ของหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

คุณหมอ มาเข้าคอร์สของหลวงพ่อนิพนธ์ ได้เจ็ดเดือน มาวันนี้ คุณหมอกลับมาเดินได้ ไม่มีอาการเสียการทรงตัว และกลับมามองเห็น สามารถเขียนหนังสือได้อีกครั้ง จึงเขียนจดหมายน้อย มาให้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อ่านให้เพื่อนสมาชิกฟัง

หลวงพ่อนิพนธ์ บอกว่า สิ่งนี้แหละจะทำให้คนที่มาทีหลัง เกิดความเชื่อมั่น และศรัทธา มั่นใจในการเดินแนวทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ที่ซึ่งมีค่ายิ่ง

นี่แหละจึงเป็นสิ่งมีค่าสูงสุด ที่ควรทำ เรียกว่าทำตนเป็น "พระมาลัยโปรดสัตว์" ทำให้สมุนไพรได้รับการยอมรับ และเป็นทางเลือกแก่คนรุ่นหลัง

ดังนั้น หลังจากคนใดที่ช่วยตนจนหายแล้ว ไม่จำเป็นเลยที่ต้องนำเงินมาถวาย เพราะนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ สิ่งที่อยากได้นั่นคือ ทำให้ประวัติของตน เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอาตัวรอดคนเดียว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวกับคนที่มาทานสมุนไพรแล้วหายมะเร็ง ที่ถวายเงินหนึ่งแสนบาทแก่ท่านว่า เอาเงินกลับไปเถิด แล้วเอาประวัติของตนที่ผ่านมาสี่ปี ที่ใช้ในการทานสมุนไพร และเหตุต่างๆ ที่ต้องผจญ และอาการที่ปรากฏ รวมทั้ง วิธีการความคิดที่ตนเองใช้ จนประสพผล ทำให้มะเร็งระยะสุดท้ายที่ลามไปทั่วตัว นั้นสามารถหมดไป

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

ไปแล้ว...

หลวงพ่อนิพนธ์มักแสดงความสงสัย ในหมู่คนไข้ ที่ ณ จุดเริ่มต้น ล้วนมุ่งหน้ามาหาแม่ชีเมี้ยน หาพระพุทธ และหาตัวท่าน กับสมุนไพร

วันเวลาผ่านไป ได้ฟังคำสอน ก็รับนำไปปฏิบัติเพื่อช่วยตน

วันเวลาผ่านไป ก็ดีวันดีคืน มีพฤติกรรมที่สอดคล้อง

แต่สิ่งที่น่าประหลาด นั่นคือ วันหนึ่ง ก็มีใครไม่รู้ มาพูดโน่น พูดนั่น คนเหล่านี้ ก็เกิดความคิด ต่างๆ นานา ทำให้หยุด ไม่มาซะงั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ในเมื่อมาหาท่าน ตัวท่านเองไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เคยขับไสไล่ส่ง แล้วทำไมจึงเอาเหตุจากคนเหล่านั้น มาทำให้ชีวิตของตนเอง ต้องหมดโอกาส ได้สัมผัสสิ่งดีๆ เพื่อช่วยตน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า สถานที่นี้ นอกจากท่าน ใครก็ไล่ใครไม่ได้ และไม่ควรอย่างยิ่ง ที่จะให้ผู้อื่นมาทำให้การกระทำเพื่อช่วยตน เสียไป

ก็ควรที่จะคิดว่า "ตัวเรามีกรรม เมื่อทำความดี ก็ต้องมีมารมาผจญ เป็นธรรมดา"

พระภูมี จึงทรงตรัสไว้ว่า "รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดคน" ก็เพราะทรงรู้ว่า ทางเดินของท่าน มารมันเยอะนั่นเอง...

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

ไหวตัวก่อนเพื่อน

ความประสงค์อย่างนึงของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่เล็งเห็นความยากลำบากในการมารับสมุนไพรของเหล่าคนป่วย จึงอยากที่จะตั้งศูนย์สมุนไพร เฉกเช่นเดียวกับร้านสะดวกซื้อ

หากแต่ปัจจัยก็ไม่เอื้ออำนวย จนกระทั่งได้กลุ่มคนป่วยพาร์กินสันจากต่างชาติมาดำเนินการด้านเครื่องแปรรูปให้

นั่นหมายความว่า เมื่อสามารถดำเนินการแปรรูปและจัดเก็บสมุนไพรได้ ความฝันที่จะตั้งศูนย์ก็จะเป็นจริงไปด้วย

คนไข้กลุ่มชาวชุมพร จึงรวมกลุ่มและเชื้อเชิญหลวงพ่อนิพนธ์ ไปเที่ยวชุมพร นัยหนึ่ง ก็เพื่อเสนอพื้นที่ให้หลวงพ่อนิพนธ์ ในการจัดตั้งศูนย์ที่ภาคใต้นั่นเอง

พร้อมข้อเสนอที่ยั่วยวน นั่นคือ คนไข้กลุ่มนี้ เป็นเจ้าของสวนมะพร้าว ที่ชุมพร เสนอที่จะเป็นหน่วยจัดหามะพร้าวมาป้อนให้แก่ชมรม เรียกได้ว่า เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์จัดสมุนไพรไปที่ศูนย์ ก็บรรทุกมะพร้าวกลับมา ทำสมุนไพรไว้แจกจ่ายได้ด้วย

กลุ่มต่างๆ ไม่ว่าทางเหนือ ทางอีสาน แม่สอด ก็เริ่มเตรียมตัวเคลื่อนไหว เพื่อรองรับการตั้งศูนย์

และเมื่อวันนั้นมาถึง เราท่านที่อยู่ไกลๆ ก็ไม่ต้องมาที่เมืองกาญจน์แล้ว ใกล้ศูนย์ไหนไปศูนย์นั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเปรยๆว่า ในอดีตที่ผ่านมา ท่านต้องง้อคนไข้มาตลอด เพราะอยากจะโชว์ให้เห็นคุณค่าสมุนไพร

คงจะถึงเวลาแล้วละมั่ง ที่คนป่วยต้องมาง้อสมุนไพรบ้าง...

หากแต่ข้อปฏิบัติก็ยังเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน นั่นคือ "เป็นสมาชิกง่าย แต่ให้ออกจากสมาชิกนั้นง่ายกว่า" เพราะทุกที่เขาก็ต้องการคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ....














อิระวดี การยาง


ความรู้สึกหนึ่งของหลายๆ คน ที่มักจะเกิดขึ้นในใจ เมื่อผลสำเร็จเกิดขึ้นกับตน นั่นคือ ความคิดช่วยเหลือชมรม ให้ดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ เพราะทุกคนต่างรู้กันดีว่า สถานที่แห่งนี้ต้องพึ่งตนเองในการดำรงอยู่

ผู้บริหารท่านหนึ่งของบริษัทยางชื่อดัง ก็เฉกเช่นเดียวกัน เมื่อเขาพาภรรยาที่ผ่านมือหมอดังระดับประเทศ ท้ายที่สุดอาการโรคมะเร็งของภรรยาก็ถึงจุดที่หมอไม่สามารถช่วยอะไรได้อีก

พรรคพวกที่รู้จัก จึงได้แนะนำเขาให้พาภรรยา มาหาหลวงพ่อนิพนธ์

เผลอแป๊ปเดียว ผ่านไปหลายปี มาวันนี้ ภรรยาของเขากลับไปตรวจร่างกาย ผลที่ออกมาทำให้เขาและภรรยายินดีอย่างยิ่ง นั่นคือ ไม่ปรากฎอาการของมะเร็ง และสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ปกติ

เขาและภรรยาจึงมีความคิด อยากจะช่วยเหลือกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์ และก็รู้ดีว่า หากให้เป็นเงิน ท่านก็คงปฏิเสธ

เขาและภรรยา จึงเสนอหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อขอพื้นที่ด้านหน้า บริเวณทางเข้าชมรม เพื่อตั้งเป็นศูนย์ยาง เพราะเห็นว่าสามารถหายางและอุปกรณ์ ที่ราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เพื่อมาบริการเหล่าสมาชิก แล้วนำกำไรครึ่งหนึ่ง มอบให้แก่ชมรม เพื่อใช้ในกิจการ

หลวงพ่อนิพนธ์เห็นดีด้วย เพราะจะทำให้สมาชิกได้ของดี ราคาถูก และยังสามารถสร้างคุณสมบัติในการให้

วันนี้ เราท่านจึงเห็น ร้านอิระวดีการยาง ด้านหน้าทางเข้าของชมรม เกิดขึ้นมา

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

ย้อนอดีต

ท่านกลาง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ กันอื้ออึง เพราะคนเหล่านั้น มีความชำนาญในพื้นที่ดี และรู้ว่า บริเวณนี้พวกเขาเคยสำรวจมาหลายครั้ง ไม่มีตาน้ำแม้แต่แห่งเดียว

แล้ววันหนึ่ง แม่ชีเมี้ยน ก็ได้ร้องขอให้โยมท่านหนึ่ง ที่มีโรงโม่หิน ให้มาช่วยระเบิดหิน เพื่อเปิดตาน้ำให้แก่ถ้ำกระบอก

คำตอบที่ได้นั่นคือ บริเวณนี้ ผ่านการสำรวจมาหลายครั้ง ไม่ปรากฎพบตาน้ำ ไม่ว่าในระดับตื้นหรือลึก ใดๆ เลย จะมีก็แต่น้ำผิดดิน หากเจาะลงไป ก็จะมีลักษณะเป็นน้ำซึม น้ำที่ได้ก็มีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอแก่การใช้

อันได้มาจาก ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากคนไข้เริ่มมีจำนวนมากขึ้น และการนำน้ำมาใช้ ก็กระทำโดยการที่พระเดินหากน้ำ จากเชิงเขา ที่ต้องเดินไปประมาณ ๒ กิโลเมตรนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ เล่าอดีตให้ฟัง ถึงที่มาที่ไป ของแหล่งน้ำที่ใช้กันอยู่มาจนทุกวันนี้ นั่นคือ "บ่อแก้วพิศดาร"

เมื่อถึงเวลา ฟ้าเขาให้ อะไรที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ มันก็กลายเป็นเรื่องง่าย

นี่แหละที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า ธาตุธรรมทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาเป็นพี่เลี้ยง

เรื่องน่ายินดีนี้ จึงทำให้ย้อนนึกถึง "บ่อแก้วพิศดาร" ของถ้ำกระบอกในอดีต

นั่นหมายความว่า ต้นสมุนไพรในพื้นที่ที่แล้งที่สุดของประเทศไทย จะมีน้ำอุดมสมบูรณ์แล้ว

และเรื่องที่น่ายินดี นั่นคือ กรมทรัพยากร สามารถพบ และได้ทำการขุดบ่อน้ำ จนถึงระดับความลึก ๔๖ เมตร ก็ปรากฎน้ำพุ่งขึ้นมา และตรวจสอบคุณภาพน้ำ ก็พบว่าเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี สามารถทานได้

วันนี้ ทางกรมทรัพยากร ได้ขอลองตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อหาบริเวณที่จะสามารถเจาะบ่อน้ำได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงต้องใช้วิธีการขุดบ่อ เพื่อนำน้ำมาใช้ โดยการกักเก็บน้ำฝน ที่ซึ่งก็ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องจัดหารถน้ำ เพื่อไปสูบน้ำจากแหล่งน้ำ เพื่อนำมารถต้นสมุนไพร

ความแห้งแล้งของผืนดินผืนนี้ นอกจากฝนตกน้อย ไม่สามารถปลูกพืชผลใดๆ ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครั้งที่หลวงพ่อนิพนธ์ คิดอยากจะเจาะบ่อน้ำ ก็มีคนไข้ท่านหนึ่ง ที่มีพรรคพวก ทำหน้าที่เจาะบาดาล ให้แก่คนในพื้นที่ มาตรวจสอบให้

ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ มีดำริที่จะซื้อมาเพื่อเป็นแหล่งสมุนไพรป้อนให้แก่ชมรม เมื่อหลายปีก่อน

มาวันนี้ พื้นดินที่แห้งแล้งที่สุดในประเทศไทย อันทำให้มีอัตราเสียภาษีต่ำที่สุด นั่นคือ บริเวณที่เป็นแหล่งชุมนุมของสมุนไพร

แต่หลังจากการระเบิดหิน และพระเณร ช่วยกันขนหินออก โดยความมุ่งมั่นที่อยากให้คนไข้มีน้ำกินน้ำใช้ พระบางรูปถึงกับวางสัจจะไม่นอน ที่เรียกกันว่า "อยู่ราตรี" ตามแต่กำลังตน

และเมื่อผ่านไป ๗ วัน ในการระเบิดหินครั้งที่ ๓ ก็ปรากฎน้ำพุ่งออกมา จนทำให้ถ้ำกระบอกมีน้ำใช้มานับจากวันนั้น

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44