วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เณร กับ ๕ สมเด็จ

ความผิดใหญ่ที่สุดที่ทำให้สามเณรนิพนธ์กลัวจนตัวสั่นได้ นั่นก็คือ การไปขอบวชเปลี่ยนจากเณรเพื่อเป็นพระ เมื่ออายุได้ ๑๙ ปี นั้นเอง

ปี ๒๕๐๔ เมื่อสามเณรนิพนธ์อายุเพียง ๑๙ ปี วันหนึ่งแม่ชีเมี้ยนก็ให้เข้าพบแล้วสั่งว่า ให้เดินทางไปเพื่อขอบวชเป็นพระ สามเณรหนุ่มก็แย้งว่า ผมยังอายุไม่ครบ ใบสุทธิของพระก็เขียนอยู่ แล้วเขาจะบวชพระให้ผมได้อย่างไร

แม่ชีเมี้ยนก็ยังย้ำคำเดิม พร้อมกับบอกระบุวัดที่จะให้ไปบวช และกล่าวว่าท่านไปเถอะ สามเณรหนุ่มจึงดั้นด้นไปที่วัด พอไปถืงก็ใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่ำๆ ตัวสั่น เพราะกลัวเขาจับได้

จนเมื่อพระลูกวัดเดินมาเห็นเข้า จึงถามสามเณรหนุ่มว่ามาทำอะไร เณรนิพนธ์จึงตอบว่า ผมจะมาสวดยัดเพื่อเป็นพระครับ พระลูกวัดจึงพาไปหาเจ้าอาวาส

เจ้าอาวาส จึงให้พระเลขาขอใบสุทธิมาดู พระเลขาดูแล้วส่งให้เจ้าอาวาส เมื่อดูแล้วก็กล่าวว่า อายุครบแล้วนิ มาหลวงพ่อจะจัดการบวชให้ สามเณรนิพนธ์จึงกลายเป็นพระนิพนธ์นับแต่นั้นมา

ความครั้งนั้นกับมาย้อนความทรงจำอีกครั้ง ในเหตุผลที่ทำไมแม่ชีเมี้ยนจึงต้องรีบให้ไปบวชเป็นพระ ก็เมื่อคณะสงฆ์ถ้ำกระบอกและแม่ชีเมี้ยน ถูกกรมศาสนาตั้งข้อหาอุตริมนุษย์ธรรม และถูกจอมพลสฤษด์แจ้งข้อหาหนัก ซ่องสุมผู้คน มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ นี้เอง

ด้วยเมื่อถูกข้อหาทั้งหมดทั้งปวง คณะกรรมการสอบจึงให้พระถ้ำกระบอก ตั้งตัวแทนเพื่อสอบปากคำ หลวงพ่อนิพนธ์จึงรับเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์เพื่อเข้ารับการสอบปากคำในครั้งนั้น

พระนิพนธ์จึงถึงบางอ้อ ว่าเจตนาของแม่ชีเมี้ยน ก็เพราะเห็นในอนาคตแล้วพิจารณาว่า สถานะเป็นเณรกับพระนั้นมันต่างกัน จึงต้องรีบนั่นเอง

เรื่องเล่าที่หลวงพ่อนิพนธ์มักจะเล่าให้ลูกศิษย์ฟังหลายครั้ง ก็คือ การสอบของข้อหา อวดอุตริมนุษย์ธรรม จากพระระดับสมเด็จทั้ง ๕ องค์ในสมันนั้น

เมื่อองค์หนึ่งถามว่า ทำไมพระถ้ำกระบอกจึงถือสัจจะ ไม่ถือศีล ๒๒๗ ข้อ ที่ซึ่งไม่มีในบัญญัติของพระไตรปิฏก

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงตอบว่า หากคำกล่าวในพระไตรปิฏกเป็นความจริง แล้วไซ้ร ก็ในพระไตรปิฏกเขียนระบุว่า พระนางสิริมหามายา ต้องการบุตร ในครั้งนั้น ได้คำแนะนำจากพราหมณ์ว่า ให้ไปถือศีล แล้วจักได้สมประสงค์ พระองค์ก็กระทำตามคำนั้น จึงได้พระโอรส หากข้อความนี้จริง ก็ย่อมหมายความว่า ศีล มีมาก่อนการอุบัติของพระพุทธเจ้า ใช่หรือไม่

พระสมเด็จอีกรูปหนึ่ง จึงเปลี่ยนเรื่องถามว่า ทำไมพระถ้ำกระบอกไหว้ผู้หญิง หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เราไม่ได้กราบไหว้ผู้หญิง แต่เรากราบไหว้ครูบาอาจารย์ ที่สอนให้เป็นพระที่ดี เป็นคนดี อันจะเห็นได้จากผลจากการกระทำตามครูบาอาจารย์ พระถ้ำกระบอก ที่มีความประพฤติดี ช่วยเหลือคน ก็มีอดีตที่มาหลากหลาย จากนักเลงบ้าง จากอดีตเสือปล้นเขากินบ้าง จากพวกติดเหล้าติดยาบ้าง ก็ขนาดเสาปูนไม่มีอะไรเลย สอนก็ไม่ได้ คนทั่วไปยังกราบไหว้ได้ แล้วแม่ชีเมี้ยนสอนให้ผมและคณะเป็นพระที่ดี ทำไมจึงกราบไม่ได้

พระสมเด็จอีกรูปหนึ่ง จึงกล่าวว่า แล้วท่านเชื่อได้อย่างไรว่า หลักปฏิบัติของท่านที่ทำอยู่ เดินตามรอยของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เพราะไม่มีปรากฎหลักอันนี้เลยในพระไตรปิฎก

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ทุกท่านก็ล้วนแต่ศึกษาพุทธประวัติของพระพุทธเจ้ามาทั้งสิ้น ย่อมรู้ดีว่า ก่อนจะมาเป็นพระพุทธเจ้า ท่านเป็นใครมาก่อน นั่นแสดงให้เห็นว่าแนวทางของพระภูมี ทิ้งวัง ทิ้งราชรถ มาเดินกลางดิน กินกลางทราย ทิ้งช้อนทอง มาใช้ช้อนสังกะสี จึงพบโมกขธรรม หลักปฏิบัติของพระถ้ำกระบอก ก็ทิ้งทุกสิ่งอย่าง ไม่รับเงินรับทอง ไม่ขึ้นรถลงเรือ จึงเป็นรอยเดียวกัน

หากแต่รอยของท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี้ทำอยู่ และกล่าวว่าถูกต้อง พวกท่านมาจากไหน ลูกเต้าเหล่าใคร พฤติกรรมที่ท่านทำอยู่ ทิ้งช้อนสังกะสี มาใช้ช้อนทอง มานั่งราชรถ จะให้เชื่อว่าเป็นของพระพุทธเจ้า คงเป็นไปไม่ได้

ผลก็คือ การสอบในวันนั้น แทบจะถูกสมเด็จทั้งห้าถกจีวรเตะ พร้อมกับการลุกขึ้นเดินขึ้นรถกลับไปในทันที พร้อมกับคำกล่าวลอยตามลม "อ้ายพระองค์นี้ปากมันร้ายนัก"

ไม่ได้เล่าให้มาคัดง้างใคร แต่เล่ามาเพื่อให้ยั้งคิดสักนิด หากจะทำบุญกับพระ จะได้ใช้เป็นดุลย์พิจารณาว่าพระนั้นอยู่ในรอยใคร ... อันหมายถึงสิ่งที่จะถวายน้้น ผลที่ย้อนกลับมามันจะให้สุขหรือให้ทุกข์กันแน่ ไม่ใช่จบที่การถวาย

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทางตรง


ผลของการรักษา ที่ได้ผลชะงัดที่สุด และจัดว่าเป็นทางสายตรง ที่สั้นที่สุดในการรักษาตน ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะสาหัสสากรรจ์สักเพียงไหน นั่นคือ การบวช

ด้วยบัญญัติของพระภูมี อยู่ในร่อง "บุญล้างบาป สมุนไพรล้างโรค" นั่นเอง

เมื่อผู้ใดมาดำรงตนอยู่ในวินัยธรรมของพระภูมี และทานสมุนไพรควบคู่กัน ผลของความถูกจึงมหาศาล สอดคล้องกันดั่งกิ่งทอง ใบหยก

จึงไม่น่าแปลก ที่นับแต่ครั้งถ้ำกระบอก เมื่อคนที่มีสภาพเลวร้ายของสังขาร จึงได้คำแนะนำจากพระยุคนั้น ให้บนบวช ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง

หากแต่การบวชของพระถ้ำกระบอก ก็แตกต่างจากพระทั่วไป เพราะถือสัจจะ ไม่ใช้ศีล มีวัตรข้อปฏิบัติในสัจจะไม่กี่ข้อ ที่เห็นกันเด่นชัด ก็คือ ฉันท์มื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ ถือธุดงค์เป็นวัตร

ด้วยวิธีนี้เอง ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ประสพผลสำเร็จ เห็นคนหายมามากมาย และเป็นวิธีที่วางใจได้ จึงถูกนำมาใช้อีกครั้ง นับตั้งแต่การเปิดสำนักในยุคปี ๓๐ เรื่อยมา

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า หนทางตรงอันนี้ นับตั้งแต่พระบนบวชรุ่นสุดท้าย ที่มาจาก คนเป็นโรคหัวใจร้ายแรง คนเสพยา คนเป็นโรคมะเร็ง เมื่อสามปีที่่แล้ว เส้นทางนี้ก็ถูกปิดลง เพราะความไม่พร้อม ในการแบกภาระหลายๆ ด้านพร้อมกัน ของหลวงพ่อนิพนธ์

ช่องทางที่เป็นสายตรงนี้ กำลังจะถูกใช้เป็นทางให้คนไข้ร้ายแรงได้พึ่งพิงอีกครั้ง เมื่อมีกลุ่มคนไข้มะเร็ง ยาเสพติด และเอดส์ ที่พ้นวาระวิกฤต จนกลับเป็นปกติ ประมาณสิบคน เห็นว่า ช่องทางดังกล่าวเป็นช่องทางรอดของเพื่อนมนุษย์ ที่ได้ผลชะงัดที่สุด จึงอาสาที่จะบวชเป็นพระชุดแรกในพรรษานี้ เพื่อที่จะเป็นกำลัง ในการรักษาผู้ป่วยในวิถีที่ถูกต้อง และตรงที่สุด ที่พระภูมีบัญญัติ นั่นคือ ทานสมุนไพร และเป็นคนดี

ข้อเสนอนี้ ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ ที่กำลังวิตกจากคำร้องขอจากหลายฝ่าย ให้แบ่งเบาภาระ ไม่ว่าจากราชการ ที่ต้องการแหล่งบำบัดยาเสพติดที่ได้ผล เพื่อลดปัญหาของบ้านเมือง รวมไปถึงโรคเอดส์ ที่เป็นคลื่นใต้น้ำที่รอวันประทุ เพื่อที่จะมีช่องทางเปลี่ยนบุคลากรของประเทศ ที่เสียหายเหล่านี้ กลับมาเป็นกำลังของประเทศอีกครั้ง

หากการเปิดสำนักสงฆ์เป็นจริงอีกครั้ง เราท่าน ก็จักได้เห็น ศูนย์บำบัดยาเสพติด กลับมาอีกครั้ง และจักได้เห็นว่า โรคเอดส์ ที่คนทั้งโลกบอกว่าไม่มีทางรักษานั้น ใช้ไม่ได้กับสมุนไพรของพระภูมีเลย เพราะพระที่อาสาในพรรษานี้ ท่านผ่านมาแล้ว ประสพการณ์ของท่าน จึงจะเป็นตัวอย่างให้คนที่เดินตาม เชื่อมั่นได้ว่า สิ่งที่หวังในการช่วยตนด้วยหลักสมุนไพรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มันเป็นไปได้

พื้นที่ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้จัดเตรียมไว้ให้สำหรับคนไข้ ทั้งยาเสพติด และโรคเอดส์ ที่เมื่อครั้งซื้อไว้นั้น คนใกล้ชิดทักท้วงว่าทำไมจึงต้องซื้อมากมายขนาดนี้ ซื้อมาก็เป็นหนี้ ขายก็ไม่ได้ ทำกินหาเงินในพื้นที่นี้ก็ไม่ได้ หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ไว้เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ และมันจะเล็กในพริบตาที่พวกนั้นแห่กันมา ..... อีกไม่นานเราท่านก็จะได้พิสูจน์ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

เราจึงเห็นว่า เข้าพรรษานี้ จึงเป็นโอกาสที่คนใดที่มีลูกหลาน หรือญาติ ที่ยามนี้คนทั้งโลกเขาปฏิเสธ เพราะติดยา เพราะติดเชื้อ จะได้มีโอกาสนำคนเหล่านั้นมาพัฒนา เพื่อเป็นคนดี กลับสู่สังคม ช่วยพัฒนาประเทศอีกครั้ง

หลักปฏิบัตินี้ จึงเห็นได้ชัดว่า คนที่จะเดินแล้วสุดราวออกไปได้ โดยการประสพความสำเร็จ ... คำตอบง่ายนิดเดียว ... คือ สนองความต้องการของพระภูมี เป็นคนดีของพระพุทธเจ้า นั่นเอง ที่มีสติประจำตัวว่า ... ให้สุขแก่เขา แล้วสุขนั้นจะถึงตัว ..

สัญลักษณ์ของสาวกพระภูมี จึงดูง่าย เพราะกลัวบาปจะย้อนมาให้ทุกข์แก่ตนนั่นเอง

ประเภทเช้าไหว้พระ พอออกไปก็ให้ทุกข์แก่ผู้อื่น อันนั้นไม่ใช่แล้ว .... หลอกทั้งพระ หลอกทั้งตัวเอง

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กรรมทันตา

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ ตอกย้ำเสมอว่า สถานที่นี้สามารถคงความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพร หรือเรียกว่า ทานแล้วมีผล หาใช่เป็นเพราะท่าน หรือ สมุนไพร ไม่ หากแต่เป็นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่ชีเมี้ยน เกื้อกูล หนุนอยู่ต่างหาก

ความจริงข้อนี้ ก็ดูได้จาก พระถ้ำกระบอก หรือ สำนักสงฆ์ที่แตกออกจากถ้ำกระบอก ก็ล้วนมีตำราสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน กันทุกถ้วนตัวคน หากแต่ไม่มีใครประสพผลในการทำสมุนไพรเพื่อช่วยคนเลย ก็เพราะคนเหล่านั้น ไม่ได้รับอนุญาติ หรือ เกื้อกูล จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม่ชีเมี้ยน นั่นเอง

ด้วยแผ่นดินนี้ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกื้อกูล นี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอน คนที่มีกิเลส มีความโลภ ว่า ขอไว้สักที่เถิด อย่ามาทำบาปในสถานที่นี้เลย เพราะแผ่นดินนี้ ทำถูกผลถูกก็ทวีคูณ ทำผิดผลผิดก็ทวีคูณ อันมหาศาล

แต่ความโลภมันก็มีอำนาจ หลายคนที่เป็นมิจฉาชีพ ไม่ว่าจะมาในรูปใด ก็คอยจ้องที่จะทำบาป อาทิเช่นสัปดาห์ก่อน คนไข้แขวนกระเป๋าไว้ เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า เข้าห้องกระโจม ก็ขโมยกระเป๋า หยิบเอาเงิน และโทรศัพท์ เสร็จแล้วก็ทิ้งกระเป๋าไว้หลังรถกระบะ คนไข้ด้วยกันที่จอดไว้

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า สิ่งที่ได้ไป กับความเสียหายที่จะพึงเกิด กับบุคคลที่ทำอย่างนั้น มันไม่คุ้มกันหรอก

จึงย้อนอดีตถ้ำกระบอกให้ฟังว่า เมื่อครั้งพระไปธุดงค์อันเป็นกิจประจำปี ของพระถ้ำกระบอก ที่ต้องทำทุกปี

ครั้งหนึ่ง พระไปปักกลด แถวกองบินที่ ๖ ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนอิสลาม เป็นส่วนใหญ่ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ได้เทศน์สอนคนพื้นที่นั้น เป็นที่ชอบอกชอบใจกัน

หากแต่มีบุคคลหนึ่งที่ไม่ชอบในการเทศน์สอนของหลวงพ่อนิพนธ์ วันรุ่งขึ้น จึงได้ทำอาหารมาถวายหลวงพ่อนิพนธ์ พร้อมกับใส่ยาพิษที่มีฤทธิ์กัดไส้อย่างรุนแรง มาด้วย

หลังจากฉันอาหารเสร็จ หลวงพ่อนิพนธ์ก็มีอาการ ถ่ายและอาเจียนเป็นเลือดอย่างรุนแรง จนกระทั่งแม่ชีเมี้ยนต้องให้ทานดิน เพื่อช่วยดูดซับพิษ และอาเจียนออกมา

อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องรักษาวัตร คือการธุดงค์ไว้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงถูกพระช่วยกันหิ้วปีกประคองเดินกันต่อไป เพราะขึ้นรถไม่ได้ แม้จะอ่อนระโหยจากพิษก็ตามที

วันนั้น พระจึงเดินได้น้อย และปักกลดอยู่ที่ บริเวณ คลอง ๔

เมื่อปลักกลดเสร็จ แม่ชีเมี้ยนได้เดินมายังกลดของหลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า บุคคลที่วางยานั้น ไปทำผิดกับผู้อื่นก็ไม่เท่าใด แต่เมื่อทำกับผู้ปฏิบัติ ผลกรรมจะมาสนองอย่างรวดเร็ว ท่านรอฟังข่าวเถิดในไม่ช้า

วันรุ่งขึ้น มีทหารจากกองบิน ตามมาใส่บาตร และเล่าให้ฟังว่า บุคคลที่ใส่ยาพิษนั้น เมื่อคืนที่ผ่านมา ได้ไปร่วมพิธีฝังศพ ตามศาสนาอิสลาม ประสพเหตุ ไม้เสียบขา จนหมอต้องตัดขาทิ้ง

จึงอยากจะร้องขอว่า เว้นสถานที่นี้ไว้สักที่เถิด จะไปทำที่ไหนก็ตามใจ เพราะมันไม่คุ้มกันหรอก

การที่เจ้าหน้าที่ หรือหลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวเสมอว่า เมื่อเข้าในพื้นที่ บริเวณของแม่ชีเมี้ยน ถึงแม้นไม่ใช่วัด แต่ต้องทำยิ่งกว่าวัดเสียอีก เพราะบริเวณนี้ เป็นของแม่ชีเมี้ยน กรรมมันยังกลัว

หากมีพฤติกรรมที่เย้ยฟ้าท้ากรรม ท้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วไซร้ อยากคุย ก็คุย ลดกิริยาไม่ได้เลย นั่งอ่านหนังสือบ้าง เล่นแชทบ้าง จีบกันบ้าง ... กลัวจะยังไม่ทันโดนกรรมตามทัน ฟ้าเขาหมั่นไส้ จะกระทืบก่อนกรรมเสียอีกน่ะซิ

คำโบราณที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเตือนเสมอ "ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่" และที่สำคัญสถานที่นี้ของจริง

ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ไม่เชื่อ ไม่..... ก็บ้านใครบ้านมัน ต่างคนต่างอยู่ ไปตามกรรมของตน ดีกว่า .. เชื่อเถอะ อย่ามาเลย









สัจจะไม่ทำลายศาสนา


ข่าวของพระที่ดังกระฉ่อน และลามไปทั่วในประเทศไทย ทำให้ย้อนนึกถึงเมื่อครั้งอดีตถ้ำกระบอก

ลูกศิษย์ในยุคนั้นลัวนถูกกำหนดกฎเกณฑ์ เพื่อสร้างคุณสมบัติให้เหมาะสมในการทานสมุนไพร เพื่อช่วยตน นั่นคือ ต้องถวายสัจจะก่อน จึงจะอนุญาติให้ทานสมุนไพรได้

สัจจะข้อหนึ่ง ที่มีความสำคัญ นั่นก็คือ "จะไม่ส่งเสริม หรือ ทำลายศาสนา"

จุดเริ่มของการให้ถวายสัจจะข้อนี้ ก็มาจากคนไข้คนหนึ่ง ที่มาจากชนชั้นสูงของประเทศ ในสมัยนั้น ที่มาถ้ำกระบอก ด้วยกระแสร่ำลือ ในการรักษาโรค นั้นเอง

เมื่อวันหนึ่ง พระมาบอกหลวงพ่อนิพนธ์ว่า มีโยมมาขอพบ

หากแต่คนวงนอกในสมัยนั้น หามีใครรู้ว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่พระจะกล่าวทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่ต้องเข้ามาถามแม่ชีเมี้ยนก่อน ทั้งสิ้น

ด้วยอภิญญาของท่าน หลวงพ่อนิพนธ์จึงเรียนถามว่า ผมควรจะพูดอะไรกับโยมท่านนี้ เพราะตัวท่านเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี กับบุคคลระดับนี้

แม่ชีเมี้ยน ทรงตรัสตอบว่า เมื่อท่านออกไป ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น ให้พูดเรื่องเดียวชี้เป้าไปเลยว่า สิ่งที่เป็น โรคที่รุมเร้า มาจากการมีพฤติกรรมที่ผิด เรียกว่า เป็นการทำลายศาสนา โดยไม่เจตนา

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ออกไปพบ ก็พูดตามคำแม่ชีเมี้ยน โยมท่านนั้น ก็กล่าวว่า สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวนั้น เป็นเรื่องจริง เพราะตัวเขาเอง เรียกว่าเป็นคนนิยมทำบุญ จึงสร้างโบสถ์ ไป ๓ หลัง ถวายรถยนต์ให้พระ ถวายปัจจัยเงินทองอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพระร้องขอ เพราะคิดว่าเป็นการสร้างบุญ

หากแต่สิ่งที่ตนเองคลางแคลงในใจ นั่นคือ ในเมื่อตนทำบุญมาก็มาก ทำไมตัวเองจึงเป็นโรคเช่นนี้ได้

หลวงพ่อนิพนธ์เรียนถามแม่ชีเมี้ยนว่า เมื่อให้โยมวางสัจจะ "ไม่ทำลายศาสนา" แลหัวใจของสัจจะข้อนี้เป็นอย่างไร

แม่ชีเมี้ยน ทรงตรัสว่า พระที่บวชมา ยังไม่สิ้นกิเลส ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ดังนั้น การที่คนนำเอาเงิน หรือวัตถุไปถวายให้ ก็ทำให้กิเลสที่มีอยู่นั้น ทำได้ตามความอยาก

อาทิเช่น เมื่อท่านมาบวช ถือสัจจะไม่ขึ้นรถลงเรือ เมื่อท่านอยากไปหาใคร เพียงแค่คิดว่าต้องเดินไปกลับ ห้าสิบโล ร้อยโล กิเลสมันก็ห่อเหี่ยวแล้ว หากแต่เมื่อมีรถ เมื่ออยากไปก็ขึ้นรถ ไปตามความอยากนั้น จึงเท่ากับส่งเสริมให้พระมีกิเลส นั่นก็อุปมา คนที่ถวายนั้น จึงมีพฤติกรรมทำลายพระรูปนั้นไปเสียแล้วนั่นเอง

และที่สำคัญกว่า นั่นคือ พระทำให้ญาติโยมไขว้เขว้ เพราะบัญญัติของพระภูมี ทรงตรัสว่า การสร้างบุญหรือบาปนั้น มีที่มาจากการสร้างสุขหรือทุกข์ แก่สรรพสัตว์ หาใช่วัตถุสิ่งของไม่

นั่นคือ ศาสนามีไว้เพื่อสร้างปูชณียบุคคล หาใช่วัตถุสิ่งของ อันจะเห็นได้ว่า ในแผ่นดินของพระโคดม หามีปูชณียวัตถุใดๆไม่เลย ในครั้งพุทธกาล หากแต่มีปูชณียบุคคล คือ พระอรหันต์ นับแสนรูป และพุทธบริษัทบริวาลอีกหลายแสนคน นั้นเอง

การรักษาโรคของคนผู้นี้ จึงไม่มีความจำเป็นในเรื่องของสมุนไพรมากนัก หากแต่แค่เปลี่ยนพฤติกรรม ไม่กระทำในสิ่งที่ทำให้พระเกิดกิเลส จนเสียความเป็นพระ เขาก็แทบจะหายแล้ว เพราะสิ่งที่เป็นเกิดจากการทำผิด จากการทำลายศาสนาโดยไม่เจตนานั้นเอง

นับจากนั้นมา สัจจะข้อนี้ จึงถูกกำหนดให้แก่คนที่มาถ้ำกระบอก เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญข้อหนึ่งในยุคนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายเพิ่มเติมว่า การทำบุญจึงมิใช่เกิดจากฝ่ายเดียว แล้วไปโมเมว่าเป็นบุญ เมื่อทำแล้วต้องดูผลที่เกิดว่า ให้สุขแก่ผู้ใดหรือไม่ด้วย นั่นคือ ต้องตามไปดูผลที่พึงเกิดจากการกระทำของเราด้วย

อุปมาตัวท่าน ทำสมุนไพร และให้คำสอนแก่คนป่วยที่มา เพื่อช่วยตน แล้วจะเหมาเอา โดยไปบอกกับคนที่มาช่วย ไม่ว่า คนเหล่านั้นจะมาช่วยแรง นำสมุนไพรมาให้ นำมะพร้าวมาให้ หรืออะไรก็ตาม จนเกิดเป็นสมุนไพร แล้วให้คนป่วยทาน ว่ารอรับบุญได้เลย หาได้ไม่

เพราะบุญจักบังเกิดก็ต่อเมื่อ คนป่วยที่มา นำสมุนไพรไปทาน นำคำสอนไปปฏิบัติ จนเกิดผลสามารถช่วยตนให้พ้นจากโรคได้แล้วต่างหาก จึงจะเกิดบุญย้อนกลับมายังท่าน และผู้ที่ร่วมกิจกรรมกัน

จึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมสถานที่นี้จึงไม่คิดจะโหมประโคมข่าว ให้คนแห่หลั่งไหลกันมา เพราะบุญเกิดจากปริมาณคนที่ทำตน จนหายโรคได้ ต่างหาก ไม่ได้ดูจากปริมาณคนที่มานั่นเอง

จึงไม่แปลกใจเลยว่า คนไทยนิยมทำบุญ สร้างวัด สร้างวา ทอดกฐิน ผ้าป่า กันมากมาย จึงหาบุญมาเลี้ยงตนไม่ได้เลย หยุดปวดท้องยังไม่ได้ ก็เพราะสิ่งที่ทำมันไม่เกิดผลกับผู้ใด แถมยังทำลายพระ ส่งเสริมให้มีกิเลส จนเสียพระกันมากหลายนั่นเอง

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พระเจ้า

ความสามารถอย่างหนึ่งที่ติดมากับมนุษย์ นั่นคือ การสร้างพระเจ้า เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของตน

จึงไม่น่าแปลก ไม่ว่าจะมองไปในชนเผ่าใดของมนุษย์บนโลกนี้ ไม่ว่าจะอยู่ซอกหลืบใด ก็จะเห็นสิ่งที่มนุษย์นับถือเป็นพระเจ้า ทุกหนทุกแห่ง

และสิ่งที่เหมือนกันในพระเจ้าที่มนุษย์สร้างขึ้นเหล่านั้น นั่นคือ มีไว้เพื่อขอ และความเชื่อในพระเจ้านั้นก็ไม่สนใจในรายละเอียด ว่าพระเจ้าที่ตนนับถือนั้น มีตัวมีตน มีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะมุ่งไปที่ประเด็นสำคัญ คือ ขอได้

เมื่อวันเวลาผ่านไป คนยิ่งซาบซื้งดื่มด่ำกับพระเจ้าของเขา โดยเฉพาะกับบุคคลที่ประสพความสำเร็จในชีวิต หรือประสพผลดั่งตั้งใจที่หวังไว้ ความเชื่อมั่นย่อมทวีคูณไร้ขีดจำกัด

แต่เมื่อกรรมที่ทำมามาถึง และตัวแทนแห่งกรรมปรากฎ เริ่มให้โทษแก่ผู้ทำ คนเหล่านี้ก็จะไปขออ้อนวอนจากพระเจ้าที่ตนนับถือ เพื่อให้โรคาพยาธิที่เบียดเบียน หายไปจากตัว

ความจริงก็ปรากฎ ว่าพระเจ้าที่นับถืออยู่นั้น ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ก็เริ่มหันไปหาพระเจ้าองค์ใหม่ ที่คนโน้นคนนั้น ว่าดี ว่าเก่ง ว่าช่วยได้

พระเจ้าที่เคยอยู่สูงสุดสอย เริ่มไต่ระดับลงมาเรื่อยๆ กลายไปเป็น หมอสมัยใหม่ หมอผี หมอน้ำมนต์ หมอเสกเป่า ยาผีบอก เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ... จนในที่สุด ก็ได้รู้ว่า ไม่มีพระเจ้าองค์ใดที่ช่วยตนเองได้เลย แล้วก็ตายไป กลับมาบอกลูกหลานไม่ได้เลย ว่า พระเจ้าเหล่านั้นไม่มีจริง ไม่มีตัวมีตน ความศักดิ์สิทธิ์อะไรนั้นแท้จริงแล้วหามีไม่ จึงช่วยไม่ได้

เมื่อพระเจ้าองค์สุดท้าย คือ หมอ ให้วาจาอมตะ จึงทำให้หลายคน เพียงแค่ได้ยิน ได้รู้ จิตใจก็ห่อเหี่ยว หมดกำลังใจ หมดหวัง และก็หมดพลังของชีวิตไปในทันใด

ทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เสนอตัวเป็นทางเลือก และเสนอธรรมคำสอนของพระภูมี ที่มีตัวมีตน มีเหตุและผล ให้พิจารณา เพื่อเป็นทางเลือก เป็นพระเจ้าองค์สุดท้าย และองค์เดียวที่พึ่งได้

และชี้แจ้งแถลงไขว่า ทางนี้มีคนรอด ให้ดู ให้เห็น ว่าเป็นไปได้ หากแต่พระเจ้าองค์นี้ ใครขอก็ไม่ให้ อยากได้ต้องทำเอง ด้วยหลัก "ตนพึ่งตน" ทำตนให้เป็นคนดี ตามแนวพระภูมี

จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกแต่จริง ของมนุษย์ ที่เมื่อประสพพบพระเจ้าที่ช่วยไม่ได้ กลับกราบไหว้ได้สนิทใจ ยกอยู่เหนือสุดประมาณ หากแต่เมื่อเจอสิ่งที่ช่วยได้ นั่นคือ สมุนไพร และธรรมคำสอนของพระภูมี กลับยกไม่ขึ้น ตะขิดตะขวงใจ

ทำไมต้องไหว้ ต้องยก ต้องเทิดทูนสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ได้ยกคำกล่าวของแม่ชีเมี้ยนมาให้ฟังว่า ก็สิ่งนี้เป็นของพระภูมี ทิ้งไว้ให้ เกิดจากความคิดของผู้ที่ปราศจากกิเลส มีคุณธรรมอันสูงส่ง มีจิตวิญญาณรับรู้การกระทำ เมื่อยกเป็นของสูง จึงจะนำพาวิญญาณที่กำลังลอยต่ำ ด้วยถูกเวรกรรมกระหน่ำ ขึ้นจากหล่มอันนั้นได้

ประเภทที่เดินถือหมูระวังตก ถือสมุนไพรแกว่งไปแกว่งมา วางตรงไหนก็ได้ ทานทิ้งทานขว้างเพราะได้มาฟรี ก็จัดได้ว่ากำลังวางสถานะของสมุนไพรต่ำกว่าเนื้อหมูเสียอีก ก็แล้วของต่ำแบบนั้นจะกู้วิญญาณได้ฉันใด ไม่มีทาง

เมื่อเหลือพระเจ้าองค์สุดท้าย ที่ขอแล้วไม่ให้ ต้องทำเอง จึงจะได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อมาแล้วไม่ทำในสิ่งที่ช่วยตน ก็ไม่รู้ว่าจะมาทำไม กลายเป็นมาเบียดเบียนสมุนไพรของผู้ที่อยากจะช่วยตนไปเสียอีก ผลไม่ได้ ยังสร้างกรรมเพิ่ม ... ไม่ควรเลย ต่างคนต่างอยู่ ชอบแบบไหนไปแบบนั้น ดีกว่าไหม

อยากได้ในสิ่งที่หวัง ก็ควรถามพระเจ้าองค์สุดท้ายที่จะเป็นที่พึ่งเสียก่อน ว่า แล้วพระภูมีหล่ะหวังอะไรจากเราท่าน .... คำตอบสั้นๆ คือ คนดี มีธรรม ที่คิดแต่จะให้สุขผู้อื่น เพื่อได้สุขกลับมาหาตน

หลักของพระภูมี เป็นหลัก หมูไปไก่มา เมื่อใครถามว่า จะหายไหม รักษาได้ไหม คำตอบก็ง่ายนิดเดียว เป็นคนดี ตามรอยของพระภูมีได้ไหม .... (ไม่ใช่ดีของโลก ของพระเจ้าองค์อื่นใด) เท่านั้นเอง

การฟังหลวงพ่อนิพนธ์ ก็เพื่อจะศึกษาว่า คนดีของพระภูมี เป็นเช่นไร ต้องทำอย่างไร แล้วทำตาม ... จึงเป็นเหตุว่าทำไมต้องฟัง ทำไมต้องพูด



เจอทาง

Photo: เจอทาง

สามีพาภรรยา ที่เป็นโรคมะเร็งที่เท้า ที่มีอาการบวมพอๆ กับเท้าช้าง นั่งรถเข็นมาหาหลวงพ่อนิพนธ์

พร้อมกับคำวินิจฉัยของหมอ ที่ลงความเห็นว่า ภรรยาของเขาคงไม่มีโอกาสเดินได้อีกแล้ว และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มะเร็งลุกลาม คณะแพทย์ลงความเห็นว่า "ให้ตัดเท้าทั้งสองข้าง"

นั่นหมายความว่า ภรรยาของเขาหากดำเนินการที่หมอวินิจฉัย ก็จะกลายเป็นคนพิการเท้าทั้งสองข้าง นั่นคือ ต้องนั่งรถเข็นตลอดชีวิตที่เหลืออยู และหมอก็ไม่รับรองว่า เชื้อมะเร็งจะไปก่อที่อวัยวะอื่นๆ หรือไม่

นี่คือตัวอย่างของการเลือกช่างที่ชุ่ยมาซ่อมชีวิต ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เสียนิดหน่อย แต่ดันไปฝากความหวังไว้กับช่างที่ชุ่ย เหตุอันเพียงเล็กน้อย ก็เลยทำให้แทนที่จะซ่อมกลับมาเหมือนเดิม กลับยิ่งเสียหายหนักเข้าไปอีก

ยังดีที่เปลี่ยนช่างท่าน และมาเจอช่างที่รู้จริง วันนี้ของภรรยาเขา เท้าเริ่มกลับมาสภาพปกติ และเริ่มเดินได้เป็นระยะทางสั้นๆอีกครั้ง

เลือกผิดคิดจนตัวตาย ก็คงจะเป็นสื่งที่ได้สัมผัส ความขมขื่นนี้ เพราะคนป่วยเพิ่งจะอายุประมาณ ๔๐ ต้นๆ ชีวิตที่เหลือหากกลายเป็นต้องอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา ช่างชุ่ยๆ ที่ตัดเท้าเธอ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ได้ค่าตัดสบายใจ ไม่สนอะไรต่อคนป่วยเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อความโลภ เป็นจุดกำเนิดของสรรพวิชา ย่อมเป็นไปได้ยากที่ ผลของสรรพวิชาเหล่านั้น จะเป็นคุณ หรือ เกิดผลดี เพราะที่มามันก็เริ่มผิดแล้ว ที่คิดเอาชีวิตของมนุษย์ หรือ ความทุกข์ของมนุษย์ มาเป็นเครื่องมือในการหาเงิน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวย้ำเสมอว่า หน้าที่ของท่านที่แม่ชีเมี้ยนมอบให้ จึงมาเพื่อปลุกปั่น พี่น้องคนไทย ให้ตระหนักถึงภัยอันนี้ อย่าได้หลงเชื่อยาเคมีแลวิทยาการจากฝรั่ง ที่มีรากฐานจากความโลภ เพราะท้ายที่สุด กว่าจะรู้ว่าถูกหลอก สิ่งนั้นช่วยไม่ได้ ก็เสียทั้งเงิน เสียทั้งสังขาร และอาจจะถึงกับเสียชีวิต

การยืนหยัดของชมรมคนรักสุขภาพ นั่นคือ "ปฏิเสธยาเคมี" แล้วหันมาใช้สมุนไพร เดินตามวิถีธรรมชาติบำบัด

ใครที่ไม่คิดปฏิเสธ ยาเคมี หรือ ยาอื่นใด รักพี่เสียดายน้อง ทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน แต่ก็กลัว ไม่อยากเลิกยาอื่นๆ เหล่านั้น ... หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเรียกคนประเภทนี้ว่า พวกเหยียบเรือสองแคม เล่นของขลังแล้วกังขา ไม่ควรมีของกายสิทธิ์ และไม่มีวันสำเร็จในสิ่งที่ตนหวัง คือการหายโรค อย่างแน่นอน


วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ลาตาย

การมาของคนไข้ หลายครั้งมักจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของคนไข้ นั่นคือ อาการที่หมอเอาไม่อยู่ และร่างกายถูกทั้งการผ่าตัด และสารเคมี ยำจนเละหมดแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงต้องทำความเข้าใจให้ญาติเข้าใจว่า หนทางกอบกู้ก็ต้องขึ้นอยู่กับพรหมลิขิตเป็นสำคัญ หากถึงพรหมลิขิตที่กำหนดโรคมาทำให้ถึงแก่ความตาย ก็ต้องยอมรับ

หากแต่การทานสมุนไพร แม้นจะไม่สามารถกอบกู้ชีวิตให้คืนกลับมาได้ หากผู้ทานมีความเชื่อ และยืนระยะทานได้ ก็ต้องได้ผลระดับหนึ่งอย่างแน่นอน นั่นคือ "การไปโดยสงบ"

สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อสามีคนไข้นำภรรยาที่นอนมาในรถ และดิ้นทุรนทุรายร้องด้วยความทรมาน จนเสื้อผ้าหลุดหลุ่ยก็เช่นกัน คำแนะนำแรก จึงมักจะให้เริ่มด้วยการหยุดยาเคมีอย่างเด็ดขาด แล้วทานสมุนไพร สร้างความเชื่อมั่นในพรหมลิขิต หากจะถึงที่ตายก็ต้องตาย ฝืนไม่ได้

เมื่อพรหมลิขิตยังไม่ถึงเวลาตาย สมุนไพรก็ช่วยให้คนไข้สบายตัว ไม่ทุรนทุราย แล้ว หากแต่พิษจากการขาดสารเคมีที่หลงเหลืออยู่ ก็ทำให้คนไข้หญิงเกิดอาการนอนไม่หลับ ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ก็จะเป็นชั่วขณะ แล้วก็จะหายไป

ก็ยังไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร ในขณะที่ญาติคนไข้อีกรายหนึ่ง โทรมาแจ้งหลวงพ่อนิพนธ์ว่า สามีเธอที่นอนอยู่โรงพยาบาลมานานและหมอให้นำกลับไปตายบ้าน แต่ก็ยื้อมาและได้ทานสมุนไพร ได้เสียชีวิตลงแล้ว

ทั้งนี้ สามีเสียชีวิตไปโดยกล่าวว่าง่วงนอนแล้ว ขอนอนนะ แล้วก็ฝากภรรยาให้โทรมากราบขอบคุณหลวงพ่อนินพธ์ด้วย

ภรรยาเล่าว่า หลังจากทานสมุนไพร แม้นว่าอาการโดยรวมไม่ดีขึ้น หากแต่สิ่งหนึ่งที่หมอเองยังสงสัย นั่นคือ อาการของคนป่วยที่เป็นมะเร็ง เมื่อเข้าระยะสุดท้าย จะต้องมีอาการปวดทวีขึ้น และต้องฉีดมอร์ฟีนช่วย ถึ่ขึ้น หากแต่คนไข้รายนี้ สองเดือนให้หลัง กลับให้ฉีดน้อยลง และช่วงก่อนเสียชีวิต ไม่ต้องให้หมอฉีดยาให้เลย

ประกาศมะพร้าว


ชมรมคนรักสุขภาพแจ้งให้ทราบว่า เนื่องจากสมาชิกชาวชุมพร ได้จัดสรรมะพร้าวมาให้เพื่อนสมาชิกที่ชมรม กว่าหมื่นลูก ในการระดมวันเสาร์ที่ ๒๑ ที่ผ่านมา ณ วัดถ้ำทะเลทรัพย์

ชมรมประเมินว่า มะพร้าวที่ได้มาในคราวนี้ น่าจะพอใช้ให้เพื่อนสมาชิกทานได้ประมาณ ๒ สัปดาห์

จึงประกาศงดการนำมะพร้าวมาร่วมกิจกรรม เป็นเวลา ๒ สัปดาห์ นับจากนี้ไป

และขอขอบคุณสมาชิกชาวชุมพรมา ณ ที่นี้ด้วย

อนึ่ง แม้รู้ดีว่าสมาชิกชาวชุมพรมีน้ำใจ และยินดี ในการจัดหามะพร้าวมาให้ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ก็เห็นว่า ไม่ควรโยนภาระนี้ให้แก่ชาวชุมพรเพียงฝ่ายเดียว

จึงอยากเห็นเหล่าสมาชิก ช่วยกันถือมะพร้าวมาคนละลูกสองลูก ตามแต่คนที่มีความสามารถทำได้ เพื่อแบ่งเบาภาระของคนชุมพรได้จะเป็นการดีที่สุด ในวาระหลังจากนี้

วันใดที่โรงทานของชมรม มีของมากองเต็มโรงทาน โดยสมาชิกส่วนใหญ่ ถือมาคนละเล็กละน้อย แล้วมารวมกัน ให้หลวงพ่อนิพนธ์ปรุงเป็นสมุนไพรแจกทุกคน วันนั้นแหละผลแห่งทานที่ถูกทำนองคลองธรรมอันบริสุทธิ์ จะพึงเกิด แลคุณค่าของสมุนไพรก็จักมหาศาล เพื่อสนองน้ำใจของคนที่เชื่อมั่น ศรัทธา แม่ชีเมี้ยน แลพระพุทธเจ้า แล้วทำตามอันมหาศาลนั้นเอง

ทำให้ครบ

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าอดีตให้ฟังว่า ด้วยนิสัยเดิมของท่านตั้งแต่ครั้งฆราวาส นั่นคือ ชอบอยู่คนเดียว ไม่ค่อยจะไปยุ่งกับผู้อื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ครั้นเมื่อถูกบังคับให้ไปบวชกับแม่ชีเมี้ยน นิสัยอันนี้ ก็ทำให้ท่านกลายเป็นพระ ที่เมื่อเสร็จกิจ ก็ไปนั่งวิปัสสนา กรรมฐาน ที่บริเวณหลังเขา ปลีกวิเวก ทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะไม่อยากพบผู้คนนั่นเอง

ความสามารถและอดทนในการนั่งความเพียร ไม่เป็นสองรองใคร เรียกว่า นั่งจนตัวลายกลายเป็นตุ๊กแกเลย

จนกระทั่งถูกแม่ชีเมี้ยนไปดึงหู ตามตัวลงมา แล้วเล่าเรื่องครั้งพระโคดม เมื่อสำเร็จเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว หมดกิเลส แล้วพิจารณามนุษย์ ก็เห็นว่าธรรมของท่าน ทำได้ยาก คงไม่มีมนุษย์คนไหนทำได้ พิจารณาแล้วก็ตัดสินพระทัย อดอาหาร เพื่อเข้านิพพานเลย

ครั้นเมื่อได้สติ แลกลับมาหาบุญกับมนุษย์ จึงมีพระอรหันต์สาวก และมีบุญพาไปนิพพาน ฉันใดก็ฉันนั้น การไปนั่งความเพียรเพียงอย่างเดียว อุปมาพวกฤาษี ไม่มีทางได้บุญไปนิพพานหรอก สิ่งที่ทำกำลังเดินสวนทางกับคำสอนของพระภูมีแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงต้องกลับมาเรียนสมุนไพร เพื่อช่วยคน อันเป็นการแสวงหาบุญ

หากแต่นิสัยเดิม ก็ยังคงพัวพันอยู่ ดังนั้น ความที่ไม่อยากยุ่งกับคนอื่น และชอบสันโดษ เมื่อทำสมุนไพรเสร็จ ก็ไปกองเอาไว้ เรียกญาติโยม ใครอยากได้ก็มาหยิบเอาไป

แม่ชีเมี้ยน จึงเขกกระบาล แล้วสอนว่า เมื่อขณะเราสร้างกรรม มันถึงพร้อมด้วย กาย วาจา และใจ กรรมมันสมบูรณ์ยิ่ง แต่เมื่อเรามาสร้างบุญ วิญญาณ บังคับกายให้ทำสมุนไพร บังคับใจให้มีสติในการทำให้ แล้ววาจาหล่ะไปไหน

การที่บังคับให้บวช ก็เพื่อให้ศึกษาหนทางบุญของพระภูมี และเมื่อเรียนสมุนไพรเพื่อช่วยคน ก็ต้องอาศัยซึ่งองค์ประกอบ "สมุนไพรล้างโรค บุญล้างกรรม"

แล้วจะเอาสมุนไพรไปกอง ให้ญาติโยม โดยไม่สอนหนทางบุญแก่เขา เพื่อที่จะไปล้างกรรม แล้วญาติโยมจะประสพผลในการหายโรคได้เช่นไร แล้วบุญของท่านจักสมบูรณ์ได้หรือ โดยไม่มีวาจา

จึงเป็นที่มาของความจำเป็นของผู้ให้ที่จะแสวงบุญ ที่จะต้องพูด เพื่อให้คนฟังเข้าใจ หนทางบุญ เพื่อนำไปพิจารณา เหตุและผล แล้วทำตาม เพื่อช่วยตน

ในทางกลับกัน คนที่มาหา แล้วคิดจะเดินทางสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เพื่อช่วยตนเล่า คงหนีไม่พ้นที่จะต้องทำแบบเดียวกันนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า หากสมุนไพรเพียงอย่างเดียวช่วยได้ ไม่ต้องลำบากมาหรอก จะทำแล้วบรรทุกใส่รถไปแจกให้ถึงบ้านเลย แต่ความจริงก็คือความจริง "มันไม่ได้"

เมื่อความจริงที่พระภูมีทรงชี้ให้เห็น คือ ธรรมของท่านเป็นสายกลาง ให้เพื่อพิจารณา เหตุและผล แล้วจึงทำ อันหมายความว่า "ใครทำ ใครได้"

ดังนั้น จึงต้องทำเสมือนบังคับกลายๆ ให้มาทำ เมื่อทุกคนที่มา จะมาด้วยเหตุใดก็ตาม วิญญาณก็บังคับกายมายังสถานที่นี้ แล้ววิญญาณก็บังคับวาจาให้สงบนิ่ง แทนที่จะพูดตามนิสัย ก็มาสวดมนต์ พูดธรรมของพระภูมีแทน และบังคับใจของตน ให้อดทน ต่อสภาพแวดล้อม นั่นคือ ไม่เป็นทุกข์ ด้วยอากาศที่ร้อน ไม่เป็นทุกข์ด้วยเสียงจากรอบข้างที่ไม่ถูกใจ ไม่เป็นทุกข์จากภาพที่ไม่ชอบ หรือคนที่ไม่ชอบ สร้างสภาวะจิตที่สงบ ไม่ไหลไปตามสภาวะแวดล้อม

การเข้ามาห้องสวดมนต์ จึงหมายถึง การสะสมบุญในทุกวินาที ที่ซึ่งมีความหมายยิ่ง ด้วยแม่ชีเมี้ยนทรงชี้ให้เห็นว่า เงินบุญนั้นใช้ซื้อกรรมได้ นั่นเอง

นั่นหมายความว่า เราท่านสามารถลดทอนต้นเหตุแห่งโรค และทุกข์ต่างๆ ที่เกิดแล้วหรือจะพึงเกิดได้ ด้วยบุญอันนี้

หนทางช่วยตนเอง ให้ประสพมรรคผล มนุษย์สมบัติ คือ ความไม่มีโรค จึงเป็นไปได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเน้นย้ำทุกครั้งว่า ผู้ใด ไม่ให้ความสำคัญ ในช่วงเวลาบุญแล้วไซร้ หนทางแห่งความสำเร็จก็ย่อมเป็นเพียงแค่ความฝัน หลอกตัวเองไปวันๆ

การทานสมุนไพร เพียงอย่างเดียว ก็คงได้แค่ยืด หรือประทังเท่านั้นเอง เรียกว่ามาเสียเวลาเปล่า

เมื่อทั้งผู้ให้ และผู้รับ ต่างต้องพึ่งบุญ จึงต้องร่วมมือกัน จึงจะเกิดผล

ศาสนาสอนให้เป็นปราชญ์ จึงใช้สิ่งนี้เพื่อพิจารณาคนใดควรคบ ก็ดูจากพฤติกรรมของเขาที่ทำแก่ตนเองนั้นไซร้ กิจกรรมทำเพื่อช่วยตน ยังไม่ทำ ทำแต่กิจกรรมทำร้ายตนเอง คนประเภทนี้พระภูมี กล่าวไว้ "หนีให้ไกล" ในเมื่อตนของตนยังไม่รัก จะไปรักผู้อื่นแท้จริงได้อย่างไร

จึงไม่แปลกเลย ที่สักวันหนึ่ง คนประเภทนี้จะต้องถูกเชิญออกจากสถานที่นี้ไป จะเรียกว่าไร้เมตตา ก็คงจะหาได้ไม่ เพราะมันน็อตคนละเกลียว เข้ากันไม่ได้

ใครจะว่าคนประเภทนี้ดีสักฉันใด มีเมตตาแก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยสรรพสัตว์สักฉันใด หากแต่นั่นคือดีของโลก ในโลกของศาสนา ฟ้าดินเขาปฏิเสธ แลเรียกคนประเภทนี้ที่มีพฤติกรรมทำร้ายต้นเอง ว่าคนอำมหิต ...

คนที่รักกันจริง มีเมตตาจริง จึงมีแต่ชวนชัก ให้มีสติ เมื่อถึงเวลาบุญ เข้าอยู่ในเขตบริเวณ ชวนกันสงบ รักษากรรมฐานของตนไว้ แล้วคอยฟัง หนทางบุญ ฟังได้บ้างไม่ได้บ้าง วันละนิด ก็ยังดี ค่อยๆ เรียนรู้ จะช้าเร็ว เป็นบัวเหล่าใด ก็ต้องสำเร็จเข้าสักวัน ในความพยายามของตนเอง

วันเวลาตัดสิน นั่นคือ วันตายของทุกคน แล้วจะรู้ว่า สิ่งที่ทำและตามติดวิญญาณไปด้วยนั้น เป็นเช่นไร สัญญาธรรม หรือสัญญากรรม ... เกิดชาติหน้าฉันใด จะได้สัมผัส ความไม่มีโรค หรือ โรคกรรมพันธุ์ที่เกิดตามติดกันมา ทุกภพทุกชาติ

และจะได้รู้ซึ้ง คำตรัสของพระภูมี ที่ว่า วิญญาณนั้นโดดเดี่ยว ไม่มีใครเป็นที่พึ่ง นอกจากตัวกระทำของเราเอง

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ลองวิชา

ตำราที่แม่ชีเมี้ยนให้นำออกมาจากถ้ำกระบอก เมื่อปี ๑๐ มีบทหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า ใช้ในวันข้างหน้าอีก ๒๐ ปี โรคจึงปรากฎโฉมเป็นที่รู้จัก

ครั้นเมื่อเริ่มเปิดสำนัก ที่แผ่นดินของพ่อ จ.ลพบุรี อันขอแบ่งมาจากพี่น้อง ได้ระยะหนึ่ง ก็เริ่มที่จะรับพระมาบวช เพื่อช่วยในกิจกรรมการรักษาคนด้วยสมุนไพร

หากแต่ตำราบทนี้ก็ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ จนกระทั่งพระถึงเวลาทำกิจประจำปี นั่นคือ ธุดงค์ แลโลดแล่นจาก ลพบุรี ไปยังจังหวัดตาก

ที่ อ.แม่สอด นั้นเอง หลวงพ่อนิพนธ์ได้แลเห็นชายคนหนึ่ง ที่กำลังจะกระโดดแม่น้ำเมย เพื่อฆ่าตัวตาย ท่านจึงบอกให้คนที่ตามมาว่า ให้รอจังหวะ เมื่อชายผู้นั้นจะกระโดด ก็ให้ล็อคตัวทันที

และชายคนนั้นก็กระโดดจริงๆ แต่ก็ถูกนำตัวมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ก่อน สอบถามชายหนุ่มได้ความว่า เป็นตัวเขาติดเชื้อเอดส์ มา เพราะมีอาชีพเป็นนักร้องในร้านอาหาร ที่มีการค้าประเวณีอยู่ แม้นจะมีอายุไม่มาก แต่ก็เกิดความเครียด ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงคิดฆ่าตัวตาย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ท่านอาสาจะรักษาโรคให้ โดยแลกกับคำสัญญาในการอยู่เพื่อทำความดี ๓ ปี ตกลงหรือไม่ ชายคนนั้นก็ตกลง และเข้ามาอยู่ในปกครองของหลวงพ่อนิพนธ์ จัดได้ว่าเป็นผู้ป่วยเอดส์ที่รับมารายแรก ... และนี่คือเป้าหมายที่จะเริ่มใช้เพื่อทดลองตำราของแม่ชีเมี้ยนที่ให้มานั้นเอง

ผ่านไป ๓ ปี ชายผู้นั้น ก็กลับมามีสภาพความแข็งแรง ดังเดิม สามารถกลับมาทำงานได้เป็นปกติ เฉกเช่นชายหนุ่มวัยสามสิบทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกลับไปบ้าน ยังไปแต่งงานมีภรรยา

มาวันนี้ ชายคนนั้น มีลูกโตเป็นหนุ่ม หลายคน ทั้งลูกและตัวเขา ก็ยังอยู่ปกติดี ไม่มีวี่แววของโรคเอดส์ให้เห็นอีกเลย

การรับรักษาชายผู้ติดเอดส์นี้ มิเพียงจะลองสูตรสมุนไพรเท่านั้น หากแต่ยังทดสอบว่า แม่ชีเมี้ยนยังคงปกปักรักษา อยู่หรือไม่ด้วย และอนุญาติให้ทำหรือไม่

นั่นก็ดูจาก พระที่ดูแล ที่ทำแผลให้คนป่วยโดยไม่มีเครื่องป้องกัน และเมื่อสภาพแข็งแรงดีขึ้น ก็ให้บวชอยู่ด้วยกัน กินนอนด้วยกัน ที่สำคัญ ปลงผมด้วยมีดโกนเล่มเดียวกัน

ผลที่ปรากฎ พระนับสามสิบองค์ ก็ยังคงรอดปลอดภัย ไม่มีเชื้อเอดส์มาติดแต่อย่างไร

นั่นจึงเป็นจุดเริ่ม ของการรับผู้ป่วยเอดส์รายต่อมา อีกมากมาย พร้อมกับรู้ดีว่า วันหนึ่ง หน้าที่นี้ก็คงจะหนีไม่พ้น คลื่นมนุษย์ย่อมแห่แหนกันมา เมื่อหนทาง หรือความหวังอื่นๆ เริ่มปรากฎให้เห็นว่า เป็นทางตัน

งานของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงไม่ใช่มีแค่ในชมรมคนรักสุขภาพเพียงเท่านั้น หากแต่ยังต้องเตรียมพื้นที่ สถานที่รองรับ คนไข้ที่ในอนาคตจะแห่กันมา ไม่ว่า ผู้ป่วยยาเสพติด และ ผู้ป่วยเอดส์

รอยของคนแรกที่ทำ แล้วประสพผล ย่อมทำให้มั่นใจได้ว่า ผู้ที่เดินตาม ย่อมสามารถประสพผลได้เช่นกัน จะติดก็แต่ว่า ... จะมีกี่คนที่เชื่อ แล้วมาเดินตามเท่านั้นเอง

โลกนี้ช่างน่าขัน ทางที่ไม่เคยมีคนประสพผลให้เห็นเลย กลับเชื่อแล้วชวนกันเดิน ทางของพระภูมี คนประสพผลมีให้เห็นเป็นตัวเป็นตน สัมผัสได้ กลับไม่อยากเดิน .... ไม่ใช่กรรมบังตา แล้วจะเรียกอะไร




ที่นี่มีคนตาย


หลายครั้งที่ได้ยิน หรือได้อ่านจากเวปอื่นๆ ที่กล่าวว่า "ไปรักษาที่ชมรมคนรักสุขภาพ แล้วตาย"

คำกล่าวเพียงสั้นๆ ที่เขียนลงไปโดยไม่พิจารณาดูในรายละเอียดถึงการตายนั้นๆ ให้ผู้อ่านได้ลองพิเคราะห์ดู ย่อมจะทำให้ผู้อ่านขาดเสียซึ่งโอกาสที่จะมาใช้ทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนอย่างน่าเสียดาย

วันพฤหัสที่ผ่านมา ก็มีคนไข้ที่หมอทิ้ง เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และก็ให้วาจาอมตะ ญาติก็พามาหาหลวงพ่อนิพนธ์ให้ช่วย ในรูปก็รายหนึ่ง อีกรายหนึ่งเป็นมะเร็งปอด ส่งกลับมาจากอเมริกา

ด้วยคุณธรรม หลวงพ่อนิพนธ์ท่านก็รับไว้ แต่มันจะช่วยได้ในระดับไหน ยังไม่รู้ ก็ต้องลอง เพราะส่วนใหญ่ที่มา ก็ต้องรอจนหมอทิ้งก่อนทั้งนั้น

วันเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิด กว่าจะมา และสภาพร่างกายที่ทรุดโทรม จนการกอบกู้ทำไม่ได้ หรือ ไม่ทัน จึงไม่ปฏิเสธเลยว่า ที่นี่มีคนตาย ไม่ใช่มาแล้วหายทุกคน

หากสิ่งที่ปรากฎในคนตายของที่นี่ อย่างน้อย ก็ยังมีคนรอด ถึงแม้นจะเป็นร้อยละสิบ ยี่สิบ ก็ตามที ของจำนวนผู้ที่มา

สิ่งที่น่าสงสัยคือ เส้นทางที่หลายคนปฏิเสธ มันยังมีเปอร์เซ็นต์ของคนรอด มาเดินให้เห็น แต่เส้นทางที่หลายคนสนับสนุนให้เดินเข้าไป เน้นย้ำความทันสมัย ความถูกต้องตามหลักวิชาการ มีสถาบันรับรอง มีคุณวุฒิสูงส่ง ... มีตัวเลขของคนรอดให้เห็นหรือไม่ ....

ไม่ว่าจะกล่าวโต้แย้งเช่นไร สิ่งที่ประจักษ์ในคำตอบ ก็อาทิเช่น เศรษฐีดังระดับโลก อย่างสตีฟ จ็อบ เจ้าของบริษัทโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่ของโลก ผู้ซึ่งอยู่ท่ามกลางศูนย์กลางวิทยาการที่ทันสมัยที่สุด มีทุนทรัพย์พร้อมจะจ่ายให้แก่ผู้ทำให้รอด ...ผลก็คือ ตาย...

ก็แล้วที่นี่จะมีคนตายบ้างมิได้หรือ แล้วละเลยจะไม่กล่าวถึงคนที่รอด หรือสัจธรรมความเป็นจริง โมเมเลยว่า มาที่นี่แล้วต้องรอดหมด ห้ามตาย หากตายถือว่าหลอกลวง .... จะโหมประโคม

ก็ต่างคน ต่างกรรม ต่างวาระ คนรอดของที่นี่ คือคนที่มีวันเวลา มีพฤติกรรม ... ใครทำได้ คนนั้นและเป็นผู้รอด ถึงจะไม่ถึงหนึ่งในสี่ที่รอด แต่ก็ยังมีตัวเลขคนรอดให้เห็น ยังไม่พอหรือ ฝรั่งที่ว่าแน่ยังทำไม่ได้เลย

อยากรู้นัก หมอไหนที่ว่าแน่ หรือ วิธีไหนที่ว่าแจ๋ว ลองพาคนไข้อย่างในรูปไปหาสักหน่อย ดูซิว่าคนเหล่านั้นจะกล้ารับไหม

ก็แค่เข้าห้องสวดมนต์ แล้วมีสติ ลดกิริยา ไม่พูดไม่คุย รักษาตนอยู่ในกรรมฐานสงฆ์ หลวงพ่อนิพนธ์พูดทุกครั้ง ว่ามีความสำคัญ เป็นคุณสมบัติเบื้องต้น ของผู้ที่จะรอด ยังทำไม่ทุกคนเลย แล้วจะมาเอารอดทุกคนได้อย่างไร

เมื่อเขาเหล่านั้น ไม่ทำ แล้วจะมาเหมาเอารอดกันทุกคน ... ไม่มีทาง และก็อย่ามาโทษสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน โทษหลักพระภูมี เลย ... ท้ายที่สุด อย่าพูดอย่าเขียน เอามัน เอาสะใจ เพื่อผลประโยชน์ตน

พุทธประวัติของพระโคดม สงฆ์จากหลายแสนรูป เหลือมาเป็นพระอรหันต์ของพระภูมีเพียงแค่ไม่ถึงแสน ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้มาทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน หลักแสน ก็คงมีเพียงไม่กี่หมื่นที่จะประสพผล ... เพราะมันรอยเดียวกัน





คิดสู้มะเร็ง

หลายครั้งที่ได้ยินคนไข้กล่าวว่า "ฟังหลวงพ่อนิพนธ์มาแล้ว ก็เลยตัดสินใจ สู้ ตายเป็นตาย และก็จะมาที่ชมรมทุกอาทิตย์"

ช้าก่อน .... ฟังยังไม่จบ อย่ารีบด่วนสรุป

โดยเฉพาะคนไข้ที่อาการสาหัส ดังเช่นในกรณีของโรคมะเร็ง ที่เมื่อมีใจฮึกเหิม ก็อยากที่จะมาชมรม อยากสวดมนต์ อยากเข้ากระโจม อยากทานสมุนไพรมะพร้าว ..... อยากหาย...

ปัจจัยที่ต้องคำนึงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนไข้มะเร็ง นั่นคือ สภาวะความพร้อมของร่างกาย ที่เราท่านแบกมาเพื่อฟื้นฟู มันอยู่ในสภาวะใด ไม่ใช่เห็นเขาทำกันอย่างนั้น แล้วดีวัน ดีคืน ก็ทำตาม ... หลวงพ่อนิพนธ์ บอกว่าไม่ได้ เพราะคนเรามันต่างกรรมต่างวาระ

ก่อนอื่นต้องเรียนรู้สภาวะทั้งของเรา และคู่ต่อสู้ก่อน จึงกำหนดแผน และสร้างโอกาสชนะ

โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคมะเร็ง ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า มะเร็งไม่ใช่โรค หากแต่เป็นเซลล์ของร่างกาย และการดำรงอยู่ของมัน คือการดูดเลือดจากร่างกายเข้าไปหล่อเลี้ยงตัว

นั่นหมายความว่า ร่างกายของเราแทนที่จะผลิตเลือดเพื่อเลี้ยงตน อย่างเดียว กับถูกเซลล์มะเร็งแย่งไปส่วนหนึ่ง

นั่นหมายความว่า ยิ่งเซลล์มะเร็งโตขึ้นมากสักเท่าใด เลือดที่หล่อเลี้ยงร่างกายก็จะลดลงไปมากขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น การกระทำใดที่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร หรือ อ่อนแอลง ย่อมทำให้สภาวะการขาดเลือดไปเลี้ยงระบบต่างๆ มากขึ้น จนเกิดสภาวะรวนขึ้น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็ง จึงจำเป็นต้องทานอาหารให้ครบหมู่ โดยเฉพาะโปรตีน และประเภทที่จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดให้มากขึ้น

ประเภทที่เป็นแล้ว ไม่กิน หรือทานมังสวิรัติ ชีวจิต ด้วยแล้ว ร่างกายจะเอาอะไรไปสร้างเลือด ยิ่งทำร้ายร่างกาย จนในที่สุดยังไม่ตายด้วยมะเร็ง จะขาดสารอาหารตายเสียก่อน

และส่วนใหญ่ของคนไข้มะเร็งที่มา มักจะอยู่ในสภาวะขั้น ๔ หรือ ขั้นสุดท้าย แล้ว ยิ่งต้องทำความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เหมาะสมเพื่อการต่อสู้กับมะเร็ง

โดยเฉพาะคนที่เริ่มอาการขาดเลือด คือ ระบบจะเริ่มรวน ดูได้จากเมื่อมีการออกกำลัง หัวใจทำงานหนัก หน้ามืดจะเป็นลม นั่นส่งสัญญาณแล้วว่า เลือดมันไม่เพียงพอต่อการใช้งานหนัก

เมื่อมาใช้ระบบการฟื้นฟูด้วยสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ต้องพิถีพิถัน อย่าหักโหมตามใจ ด้วยหวังจะหายเร็วๆ อาทิเช่น นั่งนานๆ ไม่ไหว ก็อย่าฝึน สวดมนต์เสร็จ ก็ขอเจ้าหน้าที่ออกไปพักผ่อนก่อน หรือเข้ากระโจม ก็ชั่วครู่ ไม่ใช่นานเหมือนคนทั่วไป เพราะเมื่อร่างกายเลือดไม่พอหล่อเลี้ยง เมื่ออยู่ในที่อากาศที่ค่อนข้างอับ ร่างกายได้ออกซิเจนเลี้ยงเลือดไม่พอ ระบบต่างๆของร่างกาย อาจจะเกิดอาการช็อคได้

ดังนั้นจึงไม่ต้องเกรงใจ แจ้งเจ้าหน้าที่ขอพื้นที่ที่โปร่งโล่งสบาย หรือเมื่อรู้สึกมีอาการ ก็ออกไปพักผ่อนก่อน และยังไม่ควรเคลื่อนไหวมากจนเกินกำลัง และจะดีอย่างยิ่ง หากจะเตรียมพร้อม อาทิเช่น มีออกซิเจนกระป๋องเตรียมไว้

และด้วยปัจจัยสำคัญ คือ เลือด ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นว่า คนป่วยมะเร็ง จำเป็นต้องทานสมุนไพรมะกรูด ที่มีคุณสมบัติในการสร้างเลือด และฟอกน้ำเหลืองได้ดี มากกว่าคนเป็นโรคอื่น เพื่อเร่งกระบวนการสร้างเลือดมาชดเชยที่ถูกเซลล์มะเร็งแย่งไปนั่นเอง

และในกรณีที่คนไข้ทานอาหารทางสาย หลวงพ่อแนะนำว่า ควรให้ข้าวต้ม หรือโจ๊ก ผสมกับตับ หรือ เนื้อไก่ และผักเล็กน้อย ปั่นด้วยเครื่องให้ละเอียด ป้อนแก่ผู้ป่วย เพื่อให้มีสารอาหารใช้ในการสร้างเลือด และมีอาหารเลี้ยงอวัยวะอื่นๆ ให้แข็งแรง

ที่สำคัญที่สุด หากเมื่อเคลื่อนไหวมากๆ แล้วร่างกายอ่อนเพลียมาก นั่นหมายความว่าปริมาณเลือดในตัวมันเหลือน้อย จึงยังไม่ควรที่จะเดินทาง ให้คนมารับสมุนไพรแทน และฟื้นฟูสภาพและระบบต่างๆ จนดีขึ้นก่อน .... โดยติดต่อขอรับสมุนไพรแทน ที่ คุณดา ณ.ตึกมูลนิธิไทยกรุณา

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สอนให้หยิ่ง

ธรรมของพระภูมี เมื่อปฏิบัติแล้ว เข้าใจเหตุผลแล้ว ปรากฏการณ์ที่จะเกิดนั่นคือ "ความหยิ่ง"

ก็ด้วยปฐมบท ของธรรมหมวดแรกที่ทรงบัญญัติ คือ ธรรมหมวดตน ที่ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่ไม่เดินอยู่ในรอยนี้ ถือได้ว่าไม่ใช่พวก ไม่คบค้า เพราะเสียเวลาเปล่า ไม่มีวันสำเร็จ หรือบรรลุสิ่งที่ต้องการ นั่นคือ เป็นคนดี ของศาสนาได้นั่นเอง

ชาดกที่แม่ชีเมี้ยนทรงเล่าให้สงฆ์ฟัง เมื่อครั้งพระโคดม ทรงเสด็จเพื่อโปรดสัตว์โลก และผ่านมายังป่าแห่งหนึ่ง แลมีสองตายายทราบข่าว พร้อมกับท่านเศรษฐี ที่ซึ่งล้วนได้ยินกิติศัพท์และเลื่อมใสในพระโคดม

กาลครั้งนั้น สองตายาย หนึ่งเข้าป่าหาของ หนึ่งหุงต้มเตรียมฟืนไฟ เพื่อทำแกงเลียงและข้าว ไปถวายพระภูมีในตอนเข้า เฉกเช่นเดียวกับเศรษฐีที่เกณฑ์ไพร่พลมากมาย เพื่อจัดเตรียมสำรับอาหารที่คิดว่าดีที่สุด พร้อมภาชนะเครื่องเงินทอง มาถวายภัตตาหารเช้าเช่นกัน

กาลในครั้งนั้น พระโคดม ทรงเสวยแต่เฉพาะข้าวและแกงเลียงของสองตายายจนหมดสิ้น ทำให้ท่านเศรษฐีสงสัยและทูลถามหาซึ่งเหตุผล

คำตอบที่ได้คือ หลักของพระภูมี คือหลักตนพึ่งตน อาหารของท่านเศรษฐีที่นำมา ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใด ที่เกิดจากตัวท่านเศรษฐีเลย เรียกได้ว่าเดินคนละทาง แม้นว่าจะทรงทานก็หาเกิดผลแก่ท่านเศรษฐีไม่

หลักปฏิบัติของพระภูมี เมื่อทรงสอนให้เชื่อเรื่องกรรม ก็ทรงสอนให้เชื่อมันในบุญด้วยเช่นกัน นั่นคือ เมื่อเดินในทางธรรม บุญย่อมคุ้มครองปกปักษ์รักษา

จึงไม่น่าแปลกที่หลวงพ่อนิพนธ์ ปฏิเสธการช่วยเหลือจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ที่มาใช้บริการของชมรม ในขณะเดียวกันก็ปลุกปั่นคนของตน ให้เดินในหลักการอันนี้ทุกวี่ทุกวัน เพื่อสร้างคุณสมบัติ เป็นน็อตเกลียวเดียวกับพระภูมี

ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง ไม่ว่า หากแต่ภาพของชมรมคนรักสุขภาพในอนาคต ที่จักต้องบังเกิดอย่างแน่นอน นั่นคือ ผู้ที่เดินเข้ามาส่วนใหญ่ เมื่อเข้าใจเหตุและผลที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนและอยากให้ทำ คนเหล่านั้นจะไม่มามือเปล่า ไม่ทำตนเป็นทองไม่รู้ร้อน นั่นคือ มีการสร้างพันธะแก่ตน ว่ากำลังมาเพื่อให้สุขแก่ผู้อื่น

ดังนั้นสติ จึงสั่งกาย ให้จัดเตรียมสิ่งของที่จะมาให้สุขแก่ผู้อื่นติดมาด้วยทุกครั้ง เมื่อมายังชมรม แม้นจะดูกว่าเป็นของน้อยนิด มะพร้าวสองลูก มะกรูดห้าลูก มะนาวลูกหนึ่ง พริกไทยขีดหนึ่ง ... เพราะนั่นคือ สุขที่ได้จะให้แก่ผู้อื่น แล้วจะย้อนกลับมาหาตน ในอนาคต

ก็ด้วยความสำเร็จในหลักของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนทรงนำมา จะพึงมีก็แต่คนที่ทำตนเป็นพระเวสสันดร หาใช่ชูชกไม่

ดั่งถ้ำกระบอกในยุคแรก ที่ผู้คนหลั่งไหลกันไป หอบหิ้วข้าวปลา เผื่อแผ่ไปยังผู้ติดยาที่มาเลิก มาสวดมนต์ ... ล้วนแล้วแต่มีสติกันว่า มาเพื่อให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วสุขนั้นจะย้อนไปรอตนที่กระไดบ้าน เพื่อช่วยตน ....

คนในยุคนั้น จึงใจจดใจจ่อว่าพระจะประสงค์สิ่งใดมาเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์และสัตว์ .... และไม่เคยได้ยินเลยว่า เอาเงินมาถวาย หรือ เรียกเก็บเงินค่ารักษาสักคำ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกำลังส่งสัญญาณให้พวกเราท่านได้รู้ว่า ชมรมแห่งนี้ ควรจะหยิ่ง อยู่ได้ และเดินไป ด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่ต้องง้อผู้อื่นให้มาช่วย ไม่ใช่หมารอบริจาคค่าข้าว ไม่ใช่แพนด้า รอคนสร้างบ้าน หากแต่เป็นมนุษย์ที่เรียนรู้ธรรมคำสอน และปฏิบัติตน อยู่ในครรลอง มีจิตใจเผื่อแผ่ ช่วยตนด้วยการให้สุขแก่ผู้อื่น

หากคนส่วนใหญ่ อยู่เฉย รอพึ่งคนอื่น กิจกรรมดำเนินไปไม่ได้ ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะร้องขอให้คนนอกที่ไม่ได้รับประโยชน์จากตรงนี้มาช่วยเหลือ เพราะผลที่ได้ก็คงหาคนสำเร็จจากการหายโรคได้น้อยเต็มที .... ก็คงจะต้องปิด ไปเริ่มใหม่จากคนน้อยๆที่เข้าใจดีกว่า

คนที่จะประสพผล จึงต้องมีเชื้อแห่งความหยิ่งในเรื่องของชีวิต ที่จะทำตนเป็นพระเวสสันดร ไม่ใช่รอรับดั่งชูชก ทำตนเป็นหมูไปไก่มา โดยคุณธรรม ส่วนที่เกินก็ดั่งคำอธิษฐานที่ได้กล่าว "เหลือนั้นทำทาน" ทุกครั้งในยามสวดมนต์ ... ไม่เป็นหนี้ดีที่สุด และที่สำคัญ ที่หลวงพ่อนิพนธ์เน้น นั่นคือ หายด้วยคุณสมบัติ ไม่ใช่ด้วยเงิน หรือการขอ ......ตอกย้ำว่า .. ใครทำ ใครได้

ฤาจะรอแต่ทานมะพร้าวของคนชุมพร ไม่คิดจะหิ้วพริกไทย มะกรูด มะนาว .... มาให้คนชุมพรหิ้วกลับไปบ้างหรือ ....

จุดเริ่มของถ้ำกระบอก

การรวบรวมคนให้มาบวช คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับคนทั่วไป หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย อันจะเห็นได้จากหลายครอบครัวที่พ่อแม่ตั้งตารอว่าเมื่อไหร่ลูกชายจะบวชให้ จะได้นอนตาหลับ

การหลอกล่อ หรือเหตุจูงใจ ที่ทำให้ หลานสองคน และลูกชายอีกหนึ่งคนของแม่ชีเมี้ยนมาบวชก็เช่นกัน อันเป็นจุดเริ่มตำนานของถ้ำกระบอก นั้นต้องเริ่มมาจากการใช้อภิญญาของแม่ชีเมี้ยนเป็นตัวล่อ

เรื่องเล่าในอดีตที่เล่าขานกันไม่รู้จบ และเป็นที่รู้กันดีในสมัยสงครามโลก ในอภิญญาของแม่ชีเมี้ยน เมื่อครั้งยังอยู่ที่ตรอกไผ่สิงโต แม้นยังอยู่ในเพศฆราวาสก็ตามที นั่นคือ การหลบลูกระเบิดจากการทิ้งของฝ่ายพันธมิตร ที่มีต่อฝ่ายญี่ปุ่น

คนละแวกอื่น จึงมักต้องวิ่งหาหลุมหลบภัยที่รัฐสร้างให้ เมื่อมีเสียงหวอดังขึ้น ในขณะที่คนตรอกไผ่สิ่งโต กลับวิ่งไปอยู่ในใต้ถุนบ้านแม่ชีเมี้ยนแทน ด้วยรู้ดีว่าบ้านนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ไม่เคยมีระเบิดอะไรมาเฉียดใกล้ ปลอดภัยแน่นอน

เมื่อใกล้ปี ๒๕๐๐ แม่ชีเมี้ยนได้ทิ้งลูกชายคนเล็กที่เพิ่งคลอดไปบวชเป็นชี ที่วัดคลองเม่า ได้ไม่นาน ก็ชวนหลานชาย คือ ท่านเจริญ ปานจันทร์ มาบวชด้วยกัน

การเกลี้ยกล่อมหลานให้มาบวช จึงต้องสำแดงอภิญญาให้ประจักษ์ จนหลานมั่นใจ และรู้ดีว่า อาของท่านไม่ธรรมดา นั่นคือ การใช้ "ตาทิพย์" มองสรรพสิ่งรู้แจ้งแทงตลอด

เมื่อ ส.ต.จรูญ ปานจันทร์ ผู้ซึ่งใคร่อยากได้ติดยศนายร้อยเช่นกัน แต่เส้นทางก็ตีบตัน เพราะความรู้น้อย ความสามารถก็ไม่โดดเด่น มาหาพระน้องชาย และได้รับคำบอกเล่าในอภิญญานี้ ก็หูผึ่ง นึกถึงอนาคตที่สดใส คงจะสมดังหวังตั้งใจ

จึงขอให้พระน้องชาย สอบถามแม่ชีเมี้ยน เพื่อจะหาผลงาน ดังนั้น ส.ต.จำรูญ ปานจันทร์ จึงกลายเป็นตำรวจแหวนอัศวินในเวลาไม่นาน มีผลงานการปราบปราม ทั้งยาเสพติด ของเถื่อน อย่างมากมาย กระนั้นก็ตามความฝันที่จะเป็นนายร้อยก็ยังไม่สมดังใจ

จวบจนโอกาสทองมาถึง เมื่อภรรยาของท่านพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เจ้าของฉายา "ใต้พระทิตย์ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้" อันโด่งดัง ได้ทำแหวนที่รักทีสุดหายไป ประกาศิตจากนายที่ว่า ใครหาเจอ ขออะไรให้หมด ... จึงเป็นประกายความหวังในการเป็นนายร้อยที่จะเป็นจริง

นายตำรวจมุ่งหน้าไปหาพระเจริญ พร้อมกับร้องขอให้ช่วยขอร้องแม่ชีเมี้ยน ให้ช่วย เพื่อความฝันของตนจะเป็นจริง

ความอยากนี้เอง ที่แม่ชีเมี้ยนใช้หลอกล่อท่านจำรูญ จึงให้ทำสัญญาใจกัน ประกาศว่า หากพบแหวน แล้วได้แต่งตั้ง ต้องกลับมาบวชอยู่กับท่าน และก็ได้รับคำตอบรับอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องหยุดคิด จากนายตำรวจหนุ่ม

การในครั้งนั้นเอง อันเป็นผลงานที่นายตำรวจหนุ่มใช้ขอให้ตนเองได้สมดังฝัน ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายร้อยตำรวจแห่งกองปราบปราม ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ แต่งตัวด้วยชุดที่รีดจนกรีลโง้ง เพื่อลงเรือข้ามฝั่งเจ้าพระยา ไปรับตำแหน่งนายร้อยคนใหม่ยังกองปราบปราม

หากแต่ข้ามไปไม่ถึง อยู่ดีๆ ก็มีเรือและคลื่นซัดจนเรือที่นั่งมาล่ม ตัวเองตกลงน้ำ ก็ว่ายน้ำโดยชูใบตราตั้งไว้ หากในที่สุดก็เริ่มหมดแรง ในวินาทีนั้นเองก็คิดถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ชีเมี้ยน และยอมปล่อยใบตราตั้งไป พร้อมกับมีขอนไม้ลอยมาให้เกาะเข้าฝั่ง แล้วผันตัวเองไปเป็นพระตามน้องชายนับแต่นั้นมา


วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สงสัยอยากถาม

ในกรณี ของการสอบถามทางเพจนี้ ในบางโอกาส หากวิทยากรบางท่านสะดวก เช่น คุณณัฐนนท์ เลิศสัตยพร ก็จะเข้ามาตอบคำถามให้เป็นครั้งคราว

ส่วนตัวแราและเพื่อน ถนัดเล่าเรื่องมากว่า จึงต้องขออภัย ที่หลายครั้งมักจะไม่ค่อยได้คำตอบจากเราและเพื่อนที่ร่วมทำเพจนี้ด้วยกัน

การสอบถามเบื้องต้น หากเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ก็สามารถสอบถามได้จากวิทยากร ซึ่งจะไปประจำเพื่อให้บริการที่ตู้คอนเทนเนอร์สีเหลือง ของแผนกประชาสัมพันธ์ของชมรม ในเวลาประมาณบ่ายโมง ถึง สองโมงครึ่งของวันทำการ

หากต้องการสอบถามทางโทรศัพท์ ทางชมรมและมูลนิธิยังไม่มีเบอร์โทร เนื่องจากอยู่นอกเขตพื้นที่ให้บริการขององค์การ สามารถสอบถามรายละเอียดโดยผ่าน บริษัท เป่า จิน จง ของคุณนพพล และปรียานุช ที่เปิดให้บริการตอบคำถามทุกวัน ดูเบอร์โทรได้จากเวป

เบอร์ของท่าน อ.อร่าม อ.สุนทร และ บ.เป่าจินจง เราเคยลงไว้ให้ในกระทู้ก่อนๆ สามารถย้อนไปดูได้ และวิทยากรที่เพิ่มเข้ามาล่าสุด ก็คือ คุณสิรินทรา นิยากร ก็สามารถปรึกษาสอบถามได้เช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เมื่อหมอทิ้ง

ในช่วงไม่นานนี้ เราเห็นคนไข้สามคน ที่ประสพชะตาคล้ายคลึงกัน นั่นคือ เป็นโรคมะเร็ง แล้วเลือกใช้วิธีทางการแพทย์ จนสุดท้าย ล้วนได้รับวาจาอมตะ แล้วจึงหันมาใช้ทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน

คนไข้คนแรกอยู่ในสภาพนั่งรถเข็นมา สภาพช่วยตัวเองไม่ได้ จนทำให้เจ้าหน้าที่บางคน คิดว่าคงจะไม่รอดตั้งแต่วันแรกที่มา หากแต่บังเอิญคนที่พามา เธอเป็นพยาบาลและเป็นจิตอาสาของชมรมอยู่แล้ว ยืนกรานที่จะลองใช้ทางเลือกนี้ดู

ความโชคดีของคนไข้ท่านแรก ผ่านไปเพียงระยะไม่นาน คนไข้ก็กลับมาช่วยตนเอง จนตอนนี้ไม่ต้องพึ่งรถเข็นแล้ว

คนไข้ท่านที่สอง สภาพที่หมอทิ้ง แล้วบอกให้นำคนไข้กลับบ้าน แต่ลูกสาวคนเล็กที่เลือกอยากจะให้พ่อใช้ทางเลือกสมุนไพร แต่สู้กระแสเสียงของญาติ และพี่ๆ ไม่ไหว จึงต้องยอมให้พ่อใช้วิธีทางการแพทย์ จนกระทั่งวินาทีที่ทุกคนได้รับวาจาอมตะจากหมอ จึงไม่มีใครคัดค้านให้เธอได้ลองใช้ทางเลือกนี้

สภาพของพ่อ ที่เหลือคือ ให้น้ำเกลืออย่างเดียว แล้วรอวันตาย โดยหมอกล่าวว่า ให้นำกลับบ้าน รักษาไปตามอาการ แต่ลูกสาวที่มีเพื่อนเป็นเจ้าหน้าที่ของชมรมคนรักสุขภาพ เสนอแก่พี่ๆ และญาติให้พ่ออยู่โรงพยาบาล แล้วมาขอสมุนไพรเขียว สมุนไพรปอด ไปให้ทางสายแก่พ่อ

สองสัปดาห์ต่อมา พ่อที่ไม่เคยถ่ายเลย นานๆ ก็ต้องสวนสักครั้ง สัปดาห์นี้ อาหารที่ป้อนทางสาย หลังทานสมุนไพรเขียว เริ่มได้รับการตอบรับ มีการย่อย และขับถ่ายออกมาอย่างดี เป็นปกติทุกวัน

เธอดีใจและมาเล่าให้เพื่อนเจ้าหน้าที่ฟังด้วยความหวัง ที่พยาบาลที่ให้ดูแลพูดกับเธอว่า คุณพี่เอายาอะไรให้คนไข้ทาน ระบบการกินและขับถ่าย จึงกลับมาดีแบบนี้ หนูขอทานบ้างได้มั๊ยค่ะ เธอไม่ตอบ แต่เริ่มเห็นแสงความหวังเล็กๆ ของพ่อแล้ว

คนไข้ท่านที่สาม มาวันพฤหัส เล่าให้ฟังแล้วว่า เขาถูกส่งตัวกลับมาจากฝรั่งเศส และหมอถอดสายทุกอย่างออกแล้ว เหลือแต่น้ำเกลือเช่นกัน ผ่านมาสามวัน พี่ชายของเขากลับมารายงานหลวงพ่อนิพนธ์ว่า หลังจากให้หมอใส่สายป้อนอาหารกลับเข้าไป และทำการป้อนสมุนไพรเขียวและอาหารทุกชั่วโมงตามคำสั่ง

ผ่านไปสองวัน อาการเลือดที่ไหลออกตลอดเวลา อันเนื่องมาจากแผลผ่าตัดของหมอฝรั่งเศส ที่รอยแผลไม่ยอมประสาน ก็หยุดลง คนไข้เริ่มมีการถ่ายหนัก

สามกรณีที่ผ่านมา หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า คนไข้มะเร็ง จำเป็นอย่างยิ่งยวด คือ การทานอาหารที่ต้องครบหมู่ และที่สำคัญอาหารประเภทโปรตีน ขาดไม่ได้ไม่พอ ยังต้องทานเสริม หากไปใช้วิธีหยุดทานเนื้อสัตว์ หรือ โปรตีน หรือ กินมังสวิรัต ชีวจิต จะทำให้อวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ขาดสารอาหาร และอ่อนแอตามไปด้วย ท้ายที่สุด มะเร็งยังไม่ได้คร่าชีวติ แต่โรคขาดสารอาหารทำให้ไปก่อนแล้ว

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สำหรับผู้ที่ยังทานอาหารปกติไม่ได้ ควรอย่างยิ่งที่จะใช้เนื้อไก่ ฉีกเป็นชิ้นๆ แล้วทำเป็นน้ำซุป ป้อนให้คนไข้ทาน เพื่อให้ได้สารอาหาร โดยเฉพาะโปรตีน

เหตุและผลที่หลวงพ่อนิพนธ์ท่านให้พิจารณา นั่นคือ มะเร็งเป็นเซลล์ ไม่ใช่โรค ดำรงตนอยู่ได้โดยการอาศัยเลือดของคนป่วย การทานอาหารให้เพียงพอ เพื่อสร้างเลือดชดเชย และรักษาอวัยวะส่วนอื่นๆ ให้แข็งแกร่งเอาไว้ เพื่อรับศึกด้านเดียว

ที่น่าเสียดาย คือ มีน้อยกว่าน้อย ที่พอรู้ว่าเป็นมะเร็งแล้วจะเลือกแนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนก่อน ดั่งเช่นคนไข้ไต้หวัน ที่พอรู้ก็ปฏิเสธหมอ เพราะศึกษาข้อมูลมาแล้ว ไม่ว่าจากเพื่อนที่เป็น หรือถามหมอเอง ก็รู้ดีว่าทางตัน บินมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ โดยคำสุดท้ายที่หมอกล่าวแก่เขาคือ คงอยู่ได้มากสุดก็ไม่เกินครึ่งปี มาวันนี้ผ่านไปสี่ปีกว่า พร้อมกับค่ามะเร็งที่ลดลง จนครั้งล่าสุด หมอบอกว่าเขาเป็นปกติดี

และที่เขาไม่คาดคิด นั่นคือ การได้มาพบหลานสาว ลูกของพี่ชายที่เป็นหมอใหญ่ของโรงพยาบาลชื่อดังของไทย ที่ชมรมคนรักสุขภาพนี้เอง พร้อมกับคำยืนยันของหลานสาวว่า "เจ็กมาถูกทางแล้ว"

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คำแนะนำ สำหรับรถเข็น

หลวงพ่อนิพนธ์ ให้คำแนะนำสำหรับคนไข้รถเข็นว่า สมุนไพรลูกกลอนที่ให้ไปนั้น ควรจะทานให้หมดภายในหนึ่งสัปดาห์

วิธีการทานที่ดีที่สุด ให้ละลายน้ำอุ่น คนให้สมุนไพรละลายให้หมด แล้วทาน

สำหรับสมุนไพรมะพร้าว ก็เช่นเดียวกัน ให้ทานให้หมดภายในสัปดาห์

หลวงพ่อนิพนธ์จะจัดคอร์สพิเศษ สำหรับสมาชิกรถเข็น เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ โดยจะจัดในวันพุธ เดือนละครั้ง ให้รอดูประกาศของชมรมในรายละเอียดอีกครั้ง

 หลวงพ่อนิพนธ์เน้นย้ำว่า อาการที่ปรากฎ สาเหตุหลักเนื่องมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ จึงขอให้พี่เลี้ยงกระตุ้นคนไข้ ให้พยายามทานสมุนไพรที่จัดให้ เนื่องจากคนไข้ประเภทนี้จะมักมีอาการซึมเศร้า ท้อแท้ และที่สำคัญคือ การควบคุมอารมณ์ ไม่ให้โกรธ และเน้นที่การช่วยตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะมันเป็นสัญญาการเบียดเบียนผู้อื่น พี่เลี้ยงจึงจำต้องใจแข็งสักหน่อย ถึงจะทำให้คนป่วยฟื้นกลับมาได้

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เมื่อคนเป็น SLE อยากหาย

คนไข้เบาหวาน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า จัดว่าเป็นโรคที่มีความจุกจิกของอาการมากแล้ว แต่ก็เป็นอาการรบกวน หรือเรียกว่ากวนใจเล็กๆ น้อยๆ

หากแต่เมื่อคนไข้ SLE บอกว่าอยากหาย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มันเป็นเรื่องยากเพราะส่วนใหญ่แล้วมักจะยอมแพ้ต่ออาการที่ปรากฎ

การเรียนรู้ธรรมชาติประการหนึ่งที่หมอแผนปัจจุบันหรือผู้ผลิตยา นิยมนำไปใช้ นั่นก็คือ การนำเชื้อไปฉีดในร่างกายของสัตว์ เพื่อให้ร่างกายของสัตว์สร้างสารขึ้นมาเพื่อกำจัดเชื้อนั้น เมื่อสกัดสารนั้นออกมาวิเคราะห์ แล้วจึงสร้างเป็นวัคซีนป้องกันโรคนั้นๆ

นี่แหละเป็นกระบวนการที่วิเศษของร่างกาย นั่นคือ กระบวนการฟื้นฟูตนเอง จากวิกฤตที่เกิดขึ้น

ด้วยหลักการนี้เอง การทานสมุนไพร จึงต้องหยุดยาเคมี เพื่อให้เกิดสภาวะวิกฤตแก่ร่างกาย แล้วร่างกายจะดิ้นรนเพื่อรักษาความผิดปกตินั้น ให้กลับคืนมาเหมือนเดิม

นอกจากอาหารแล้ว กระบวนการแก้ไขวิกฤตยังต้องพึ่งพาสารจากสมุนไพร เพื่อฟื้นฟูอวัยวะส่วนนั้นๆ ให้กลับมาเป็นปกติ

คนที่เป็น SLE จึงมีความลำบากกว่าโรคประเภทอื่น ทั้งนี้ก็เนื่องจาก เมื่อเชื้อผ่านเข้าสู่ระบบใดๆ ก็จะเกิดวิกฤตไปแทบทุกระบบ และอาการที่เกิดดูแล้วค่อนข้างจะรุนแรง

อุปมาเหมือนนักบู๊ฝ่าด่านอรหันต์ของเส้าหลิน ฉันใดก็ฉันนั้น และต้องผ่านจนครบทุกส่วนของร่างกายที่เป็นปัญหา ร่างกายจึงจะกลับมาเป็นปกติ ดังนั้น ผู้ที่จะใช้แนวทางสมุนไพร จึงทำได้ยาก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า กระบวนการแก้ไขโดยวิธีการสมุนไพร จึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ วิเคราะห์เหตุและผล ที่มาที่ไปของการเกิดโรค เพื่อที่จะก่อให้เกิดผล หรือความเชื่อมั่น ทางจิตใจ เป็นปฐมก่อน

ความเชื่อเรื่องกรรม ทำให้เราท่านเชื่อมั่นพรหมลิขิต ถ้าถึงที่ตาย ยังไงมันก็ต้องตาย หากไม่ถึงที่ตาย อย่างไรเสียก็ไม่ตาย นั่นคือ เราท่านต้องหายจากโรคอย่างแน่นอน เมื่อยืนหยัดให้ร่างกายได้ต่อสู้ โดยมีสมุนไพรเป็นพี่เลี้ยง มีการกระทำเป็นบุญคอยเกื้อหนุน

ดังนั้น ระหว่างทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้กล่าวเสมอเมื่อใครถาม ว่าเป็นยังไง ตอบไปเลยว่า "ดี" นั่นคือ การสร้างหลักชัยเพื่อไปให้ถึง สิ่งที่ทุกข์อยู่ในวันนี้จากอาการที่มี นั่นคือสุขที่จะรอเราในวันข้างหน้าตามคำสอนของพระภูมี เราท่านจึงจะมีความขันติ อดทน ต่ออาการที่เป็น ยิ้มรับด้วยความเต็มใจ ว่าเราได้ใช้กรรม และกำลังจะหาย กำลังจะมีสุขจากการไม่มีโรค

จุดเริ่มจึงแก้ที่ใจให้ได้ก่อน เพื่อเป็นสติ แล้ววาจา กับกาย ก็จะตามมาเอง

ประเภทที่พอมีอาการหน่อย ก็แช่งตัวเอง แย่แล้ว ตายแน่แล้ว ..... ไม่ช่วยตน ยังแช่งเสียอีก ... หนทางหายก็มืดมน

คำเตือนที่ได้ยินบ่อยๆ เมื่ออาการเกิด นั่นคือกรรมของเรา เราต้องรับ เมื่อเรายอมใช้ ย่อมต้องมีวันหมด และวันใดที่เราท่านผ่านอาการนั้นได้ ย่อมหมายถึงภูมิของอวัยวะนั้นๆ จะมีความแข็งแกร่งทนต่อโรคภัย ไม่กลับมาเป็นอีก นั่นคือการหาย ... ไม่ผ่านนรก จะถึงประตูสวรรค์โดยวิธีใด

อาการที่เกิด จึงเกิดจากโรคของเรา ทำให้ร่างกายเกิดวิกฤต แล้วฟื้นฟูตน ในจุดนั้นๆ อย่าเผลอไปโทษสมุนไพรเข้า ระวังตกในข่ายพวกจิตอกตัญญู เพียงแต่คนที่เป็นโรค SLE ก็จะมีมากกว่าโรคอื่น และแต่ละด่านก็หนักกว่า ... ใครผ่านได้ เรียกว่า สุดยอด.....

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความไม่รู้


วันก่อนรถของเราเสียในตอนกลางคืน ขณะจะขับกลับบ้าน ตรงบริเวณตัวเมืองของนครปฐม ดูท่าทางจะอาการหนัก ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่ใช่คนพื้นที่ ก็เลยให้รถลากเข้าอู่บริเวณนั้นไปก่อน

เราถามเจ้าของอู่ว่าทำรถรุ่นนี้ได้ไหม คำตอบคือว่าได้ เคยทำมาแล้ว ก็เลยให้ลองทำดู หลายวันต่อมาช่างบอกว่าเสร็จแล้ว ไปรับรถ รถขับได้แต่เสียงเหมือนจะพัง ช่างบอกว่าเป็นที่วาล์ว วิ่งไปศูนย์ให้เขาตั้งให้ เพราะต้องใช้เครื่องมือพิเศษ วิ่งออกมาได้กิโลเดียว เครื่องดับ สตาร์ทไม่ติด พอดีอยู่หน้าร้านไดนาโม ให้เขามาดูเขาบอกว่า ไดสตาร์ทเสีย

ให้รถมาลากเข้าร้านได เปลี่ยนไดเสร็จ ช่างบอกให้อู่ข้างๆ เช็คเครื่องอีกที ถามเขาว่าอู่นี้ซ่อมรถรุ่นนี้เป็นหรือ เขาบอกน่าจะได้ เพราะเห็นมีรถแบบนี้จอดที่อู่ ก็ลากรถไปอู่อีกรอบ ช่างบอกว่าทำได้ แล้วก็รื้อเครื่องอีก

ช่างแจ้งว่าเป็นที่หัวฉีดไม่ดี ให้ซื้อมาเปลี่ยน ซื้ออะไหล่ไปให้เปลี่ยน ช่างก็บอกว่าไม่หาย น่าจะเป็นที่ตัวอื่น แล้วก็บอกว่าน่าจะเป็นที่ตัวโน้น ... เปลี่ยนแล้ว ก็ไม่ใช่ ... ช่างก็บอกน่าจะเป็น ... ก็เลยบอกช่างไม่ต้องทำแล้ว ตัดสินใจลากกลับไปทำที่อยู่ที่แถวบ้านที่ทำรถรุ่นนี้อยู่

ช่างแถวบ้านบอก เครื่องพัง ชาร์ป ละลาย ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ ตกลงกว่าจะจบหมดไปหลาย ...

ที่เล่าเรื่องมา ก็เพราะนึกถึงคำหลวงพ่อนิพนธ์ที่ว่า เรื่องของชีวิตก็เหมือนกัน เมื่อเสียหายควรจะให้ใครซ่อม เรื่องของรถ ยังต้องหาช่างที่รู้จริง เรื่องของชีวิตยิ่งต้องเลือกคนซ่อม เพราะมิฉะนั้นไม่เพียงเสียทรัพย์ ยังต้องเสียชีวิตอีกต่างหาก

ภาพวันพฤหัสที่ผ่านมา มันจึงตอกย้ำความเป็นจริงของสัจธรรมข้อนี้ เมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งมาขอพบหลวงพ่อนิพนธ์ แจ้งให้ทราบว่า เขามีน้องคนหนึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ อายุ ๒๙ ปี อยู่ประเทศฝรั่งเศส หมอฝรั่งเศสตรวจร่างกายแจ้งให้ทราบว่า มะเร็งที่น้องเป็น เป็นชนิดเฉียบพลัน อันหมายความว่ามีอัตราการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อมะเร็ง เร็วกว่าปกติหลายเท่าตัว ไม่สามารถรักษาได้

หมอทำการผ่าตัดก้อนเนื้อส่วนที่เป็นมะเร็ง แล้วก็บอกว่าทำได้แค่นั้น

พี่ชายจึงจ้างหมอจากโรงพยาบาลพระมงกุฎ บินไปรับน้องกลับจากประเทศฝรั่งเศส กลับมาเพื่อรักษายังเมืองไทย ณ.โรงพยาบาลศิริราช

หมอศิริราชจัดให้เข้าคอร์สฉายแสงบำบัด จนร่างกายทนไม่ไหว ทานอาหารเองไม่ได้ หมอจึงได้เจาะกระเพาะเพื่อป้อนอาหารทางสายยางแทน

จนในที่สุดหมอบอกแก่พี่ชายว่า หมดทางรักษา และได้ทำการถอดสายยางป้อนอาหารออก ให้เฉพาะน้ำเกลือ แล้วให้ทำใจ รอคนไข้จะหมดลม

มีคนบอกข่าวเรื่องมูลนิธิไทยกรุณาแก่เขา เขาจึงมาขอพบหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อขอคำแนะนำ และวิธีการ เพื่อที่จะมีโอกาสช่วยน้องได้

มีคนบอกข่าวเรื่องมูลนิธิไทยกรุณาแก่เขา เขาจึงมาขอพบหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อขอคำแนะนำ และวิธีการ เพื่อที่จะมีโอกาสช่วยน้องได้

มีคนบอกข่าวเรื่องมูลนิธิไทยกรุณาแก่เขา เขาจึงมาขอพบหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อขอคำแนะนำ และวิธีการ เพื่อที่จะมีโอกาสช่วยน้องได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า นี่แหละคือผลแห่งความไม่รู้ในเรื่องของพระภูมี เรื่องโลกทุกคนล้วนมีภูมิรู้กันมากมายเต็มหัว แต่เรื่องของชีวิต ไม่รู้อะไรเลย เมื่อเกิดปัญหา จึงพาตนไปมอบให้คนนี้ คนนั้นช่วย ก็คนที่ไปให้ช่วย ตัวเขาเองยังเป็นโรคเลย จะมาช่วยได้อย่างไร ผลที่ได้คือ ไม่เพียงเสียเงิน แต่จะเสียชีวิตไปด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงอรรถาธิบายให้พี่ชายเขาฟังว่า การวินิจฉัยที่ผิด ทำให้การแก้ไขผิด ผลมันจึงไม่เกิด

มะเร็งมันเป็นเซลล์ที่เติบโตจากการกินเลือดของมนุษย์ เมื่อหมอวินิจฉัยว่า มะเร็งเติบโตจากอาหารที่มนุษย์ทานเข้าไป หมอจึงสั่งไม่ให้ทานเนื้อ หรืออาหาร และท้ายที่สุด ก็ถึงสายอาหารออก นั่นแหละคือจุดตาย เพราะคนไข้จะไม่ได้ตายเนื่องจากโรคมะเร็ง หากแต่จะตายเพราะขาดสารอาหารแทน

ดังนั้น คนป่วยด้วยโรคมะเร็ง ยิ่งมีความจำเป็นต้องทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายมีวัตถุดิบในการสร้างเลือด อีกทั้งยังทำให้อวัยวะส่วนอื่นที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง มีความสมบูรณ์ ในการทำงาน ร่างกายจึงพอที่จะต่อสู้กับมะเร็งที่เป็นได้ หากไม่ทานอาหาร แทนที่จะมีเหตุจากมะเร็งเฉพาะส่วนนั้นๆ พาลทำให้อวัยวะส่วนอื่นบกพร่อง เสียหาย รวนไปทั้งระบบ จนแก้ไขไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงบอกแก่พี่ชายคนป่วยว่า ให้บอกหมอเสียบสายป้อนอาหารกลับเข้าไป ป้อนสมุนไพรเขียวทุกชั่วโมง ตามด้วยอาหารประมาณ ๑๐๐ ซีซี แล้วอีกสามวันมารายงานผล

ความไม่รู้นี้เอง ทำให้สิ่งที่เป็นปัญหาของเรา ถูกแก้ไม่ตรงจุด วิ่งไปผิดทาง เสียเวลา เสียเงิน ก็พอทน แต่อาจลามไปถึงเสียชีวิต

วิทยากรที่ให้ความรู้ทุกท่าน จึงแนะนำให้ผู้ป่วยใหม่ทุกท่าน ควรที่จะทานอาหารให้ครบหมู่เป็นประการสำคัญประการหนึ่ง ควบคู่ไปกับการหยุดยาเคมี แล้วหันมาทานสมุนไพร เพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนแก่ร่างกาย

คำพูดเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจริง ที่มักจะได้ยินคือ "อะไรที่หมอห้าม กินก่อนเลย"

ก็ชีวิตอยู่มาได้ เพราะการกิน หากกินไม่ได้ นั่นหมายถึง "ตายแน่"

หลวงพ่อนิพนธ์ ให้สมุนไพรเขียวแก่พี่ชายคนป่วย ที่รับด้วยอาการมือสั่น อันเป็นประกายความหวังที่น้องจะมีชีวิตรอด พร้อมกับควักเงินปึกใหญ่ออกมา แล้วถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ค่ายาเท่าไหร่ครับ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ก็น้องทานยาดี ราคาแพงมาก็มาก แล้วเป็นไง เปลี่ยนมาใช้ยาบุญ ทานฟรีมั่งซิ

หากจะใช้เงินซื้อสมุนไพรนี้ ก็เตรียมตัวจัดงานให้น้องได้เลย ไปเถอะไปลองยาฟรีของแม่ชีเมี้ยน แม้นไม่มีราคา แต่มีคุณค่าต่อชีวิตมหาศาล เพราะชีวิตของน้องมีราคามากกว่าเงินไม่ใช่หรือ นั่นแหละคุณค่าของสมุนไพร

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทานให้ได้

กรรมมันเป็นอุปสรรค ทำให้ผลประการหนึ่งที่ผู้ทานสมุนไพรประสพ นั่นคือ ทานได้ยาก หรือไม่ได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนผู้ที่ใกล้ชิดเสมอว่า คำอธิษฐานที่มีต่อ แม่ชีเมี้ยน ต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ข้อหนึ่ง คือ "ขอให้ทานสมุนไพรได้"

และเมื่อทานสมุนไพร ต้องตั้งสติ ทำจิต ทำใจ ประหนึ่งสมุนไพรเป็นมิตร เป็นผู้มีพระคุณ ให้สุขแก่ผู้ทาน

ประเภทที่ทานไป บ่นไป ขมฉิบหาย เผ็ดฉิบหาย .... เรียกว่าพฤติกรรมอกตัญญู อย่าได้ทำเป็นอันขาด

ฝรั่งชาวสวิส ผู้ซึ่งแรกเริ่มเดิมที ทานสมุนไพรมะกรูดไม่ได้เลย ด้วยเคล็ดนี้เองที่หลวงพ่อนิพนธ์แนะให้ ปัจจุบัน เขาสามารถทานยามะกรูดได้สัปดาห์เป็นกิโล ที่ซึ่งโรคของเขาจำเป็นต้องทานยามะกรูดมากกว่าคนทั่วไป หากทานไม่ได้ก็ฟื้นตัวยาก

ทำตนให้เป็นมิตร ใครถามก็บอกว่าดี อร่อยดี ทานง่าย แล้วมันจะเป็นพรให้เป็นไปตามนั้น ประเภททานไปหน้าเบี้ยว หน้าบูด ... อย่าลืมน่ะว่า สมุนไพรเขามีวิญญาณ รับรู้จิตใจคนทาน

ปืนบ่มีลูก

คำร่ำลือที่มีออกไปของสมุนไพร ย่อมนำมาซึ่งความเชื่อ และวาดฝัน ฝากความหวังไว้กับสมุนไพร สมุนไพรจึงประดุจดั่งพระเจ้า ที่คนเหล่านั้น มาแล้วขอพรเพื่อให้ตนสมประสงค์

หากแต่บทพิสูจน์ นับจากอดีต ไม่ว่าต้นกำเนิดของสมุนไพรเอง คือ ถ้ำกระบอก หรือแม้กระทั่ง ๗ สำนักที่แตกออกไป ล้วนแล้วแต่พบความล้มเหลว ทั้งหมดทั้งปวง และลงท้าย เจ้าสำนักทั้งหลายล้วนตายด้วยโรคกันทั้งหมด ทั้งปวง

น่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันในคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ว่า สมุนไพร ก็อุปมาเหมือนตัวปืน หากขาดเสียซึ่งธรรมคำสอนของพระภูมี ที่น้อมนำเอามาปฏิบัติ เป็นบางสิ่งบางอย่าง ที่จะก่อให้เกิดลูกปืน หรือ ปาฏิหาริย์ แล้วไซร้ หนทางที่จะสู้กับโรคก็น้อยนิด แต่ที่สำคัญกว่า คือ กรรมที่ทำมาแล้วนั้น ไม่มีทางที่จะชนะได้เลย

ศาสตร์ของสมุนไพร ที่คนทั้งหลายทั้งปวงนำไปใช้ แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า อุปมามัมมี่ หรือ ซากสังขาร ที่ไม่มีวิญญาณ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ วิญญาณของสมุนไพร ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ธรรมชาติ จึงรอคนที่มีคุณธรรม และนำไปใช้ได้กับเฉพาะคนที่ประพฤติธรรม เท่านั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนให้ทำตนให้สอดคล้อง เป็นน็อตเกลียวเดียวกัน หรือเป็นดั่งกิ่งทอง ใบหยก เพื่อให้ได้สัมผัส ปาฏิหารย์ หรือ ความศักดิ์สิทธิ์ ของสมุนไพร โรคอะไรก็ไม่กลัว

ด้วยเหตุต่างๆนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า พระภูมีจึงจำกัดวงศาสนาของท่าน ว่ามีลักษณะเฉพาะกลุ่ม มีผลเฉพาะคนที่เชื่อและทำตาม มีการกำหนดเขตความรับผิดชอบต่อสาวกของท่าน อันเป็นที่มาของเขตพัทธสีมา

อันหมายความว่า ผู้ใดก็ตามที่เชื่อและศรัทธา เมื่อเข้ามาในเขตพัทธสีมา ที่พระภูมีกำหนด แล้วทำตาม ผลถูกที่ได้ก็จะมหาศาล เป็นบุญใช้หล่อเลี้ยงชีวิต ล้างกรรมที่ทำมาได้ หากทำผิด ผลผิดก็จะมหาศาล โทษหนักหรือกรรมหนัก ขนาดแผ่นดินรับไม่ไหว หรือที่เรียกว่า ธรณีสูบนั่นเอง

คนโบราณ จึงได้จัดทำเขตพัทธสีมาขึ้นมา เพื่อเป็นสิ่งเตือนสติ ให้ระแวดระวังการกระทำของตน

ผู้ที่เข้ามาแล้วไม่ลดกิริยา วาจา ลง ย่อมเข้าข่ายเป็นผู้ทำลาย หรือท้าทาย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า โดนตีนกรรม ยังไงก็ไม่ถึงกับธรณีสูบ แต่โดนตีนฟ้า ... พรหมลิขิตแข็งแค่ไหน เฉกเช่นเทวทัตที่มีพรหมลิขิต ๑๐๐ ปี ยังไม่เหลือ

เราจึงไม่แปลกใจ ที่หลายครั้งที่หลวงพ่อนิพนธ์เห็นคนที่มา มีพฤติกรรมส่อไปทางนั้น จึงยอมที่จะปิด ดีกว่าให้คนเหล่านั้นมาทำบาปในสถานที่ของแม่ชีเมี้ยน เพราะเขาวัดกันที่ผล ไม่ใช่ปริมาณ

ภาพในอดีต สงฆ์นับหมื่นนั่งสงบ ประดุจดั่งไร้คน มีเพียงเสียงพระภูมีเสียงเดียว นั่นและคือสัญญลักษณ์ของศาสนา หากภาพนี้ไม่พึงเกิด ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ทำมันไร้ผล แม้นจะใช้สมุนไพรดันสักเท่าไร ผลไม่เกิด และบุญที่จะย้อนมาแก่ผู้ทำก็ไม่มี ทำไปก็เสียเปล่า อุปมาคนโง่ปลูกข้าวบนปูน เสียแรง เสียเวลา นั่นคือ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลือกทางปิด แล้วล้างกระดาน เริ่มใหม่ เลือกเฉพาะคนที่อยากได้ แม้นมีเพียงหลักสิบหลักร้อย ก็ดีกว่าหลักหมื่นที่หาคนทำไม่ได้

คนที่มาแสวงหาปืนเพียงอย่างเดียว เขาจึงมีพฤติกรรมลดกิริยาในห้องสวดมนต์ไม่ได้เลย นี่แหละเป็นแว่นส่องให้เห็นชัด วันใดที่หลวงพ่อนิพนธ์ ต้องใช้มาตรการเด็ดขาด คนเหล่านี้ก็คือเป้าหมายที่ต้องรีบกำจัด เพราะมาแบบไม่เอาผล ทำให้สูญเสียโดยใช่เหตุ แต่เพราะความใจดี มีเมตตา จึงยังให้โอกาสเสมอมา กระนั้นก็ตาม วันหนึ่ง หากเลิอกที่จะรักษาคนเหล่านี้ไว้ ก็ต้องสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพร เมื่อวันนั้นมาถึง จะว่าโหดเหี้ยม ไม่มีเมตตา ก็ว่ากันไป เราคิดว่าหลวงพ่อนิพนธ์ท่านต้องเลือกรักษาความศักดิ์สิทธิ์ไว้ก่อนอย่างแน่นอน

มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นดีขึ้น ไม่เห็น.... ..... .... ก็ควรจะย้อนถามตัวเองว่า ก็มาตั้งนานแล้ว เปลี่ยนพฤติกรรม หรือนิสัยตน ประการใดบ้าง ที่ไม่ดี นำมาใส่พานถวายแม่ชีเมี้ยน ถวายพระพุทธ แล้วนำเอานิสัยบางสิ่งบางอย่างอะไรบ้างของพระภูมี ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน ไปประพฤติปฏิบัติให้เป็นลูกปืนยิงโรคยิงกรรมบ้าง

พระภูมีไม่โกหกหรอก เพราะถ้าเป็นการหลอกลวง จนเป็นโทษหรือทำฟรี โดยไม่มีผลตอบแทน ท่านจะไปนิพพานได้อย่างไร

คำพูดที่ดูเหมือนพูดเล่นๆ ในการกระทำที่จะทำให้หายโรค ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าว อาทิ ทานข้าวแกงซิ ทานกาแฟซิ ทานขนมซิ จ่ายค่าที่จอดรถซิ ซื้อดีปลี พริกไทย สักขีดซิ หิ้วมะพร้าวมาคนละลูกสองลูก ต้องเข้าสวดมนต์ นั่งสงบลดกิริยา ดูเหมือนไม่มีอะไร หากแต่ท่านเป็นตัวแทนของแม่ชีเมี้ยน ที่เป็นคนไม่ธรรมดา เมื่อกล่าวแล้ว ต้องมีผลกับคนทำตาม แม่ชีเมี้ยนท่านต้องรับผิดชอบในคำพูดของตัวแทน

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์พูด จึงเป็นการชี้ให้กระทำให้เกิดลูกปืน ใครอยากลอง ก็ทำ

ดั่งในอดีต ที่ท่านจำรูญ ท่านเจริญเป็นตัวแทนแม่ชีเมี้ยน พูดสิ่งใด เป็นเช่นนั้น จนได้ชื่อว่า "วาจาสิทธิ์" แลเมื่อถอนสิทธิ์นั้นออกมา ก็หัวทิ่ม

เมื่อมอบให้หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเป็นสิ่งที่เชื่อได้ว่า ไม่ต้องกลัวว่าใครจะขโมยลักสูตรสมุนไพรไปทำหรอก ไม่มีทาง และย่อมหมายถึงสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดย่อมมีผลผูกพันธ์กับแม่ชีเมี้ยน ที่ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยว่า ผู้ใดทำตามผลย่อมบังเกิด

เปลี่ยนความคิดซะเถอะ ที่ว่าขอสมุนไพรไปทานเยอะๆ จะได้หายไวๆ มาทำตามคำสอนที่ว่า ลดกิริยา กินข้าวแกง หิ้วสมุนไพรมาเข้าโรงทาน แล้วทำตนให้สุขแก่ผู้อื่น ดูซิว่าอย่างไหนจะให้ผล ทำแบบนี้หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า พวกที่ฟังเข้าใจ และทานสมุนไพรเป็น

ไป ไป .... ไปหาลูกปืนกันดีกว่า ... เราจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมคนในอดีตจึงเรียกหลักแม่ชีเมี้ยนว่า "หลักกรรมกร" เพราะพระทุกองค์รู้ดีว่า บุญที่แท้จริงของพระภูมี อยู่ที่มนุษย์และสัตว์ นั่นเอง จึงต้องชวนกันไปสร้างสุขให้แก่มนุษย์และสัตว์ เพื่อหาบุญสู่ตนนั่นเอง


วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เปลี่ยนไป

สิ่งต่างๆ หลายสิ่ง จำเป็นต้องเปลี่ยนไป เพื่อให้เข้ากันกับความแรงของโรคที่กำลังอุบัติ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ไม่ว่าผู้ทานหรือสมุนไพร ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้มข้นขึ้น นั่นหมายความว่า ข้อปฏิบัติในอนาคตอันใกล้ คงจะต้องเข้าข่ายตะแกรงร่อน เพื่อคัดคนที่มาลอง หรือ ไม่เอาจริงเอาจังออกไป เหลือแต่คนที่พร้อมจะเดิน และทำตาม เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียสมุนไพร และอื่นๆ โดยใช่เหตุ ที่สำคัญ เพื่อให้ผลบังเกิดแก่ผู้ทานสูงสุด รวมทั้งสมุนไพร ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้มข้นขึ้นเฉกเช่นเดียวกัน

จำนวนคนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์และกรรมการ เล็งเห็นว่า สถานที่ในปัจจุบัน เริ่มคับแคบ และไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงได้มีการปรับปรุงสถานที่ต่างๆ ให้กว้างขวาง และดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นส่วนของห้องสวดมนต์ โรงอาหาร โรงกระโจม ห้องน้ำ ดังนั้น เราท่านจะพบเห็นว่า เริ่มจะมีการทุบรื้อเพื่อสร้างใหม่ หรือมีการก่อสร้างเพิ่มเติมมากขึ้น อันอาจจะทำให้ก่อความไม่สะดวกบ้าง ก็ต้องทนลำบากสักนิด เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า

งานของหลวงพ่อนิพนธ์ เริ่มแตกกิ่งก้านสาขามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ชมรม งานหลังฉาก ของคนไข้หนัก งานที่่จะต้องเชิดชูสมุนไพร นั่นคือ งานคนไข้กลุ่มพิเศษ ที่ทำตามหลักกลารแพทย์ ที่ซึ่งมีการตรวจทุกขั้นตอน แถมยังต้องเริ่มเปิดสาขาต่างๆ ตามความพร้อมของคณะกรรมการในส่วนนั้นๆ และที่ต้องเตรียมการไว้เผื่ออนาคตที่ปุ๊บปั๊บรีบด่วน คือ คนไข้ยาเสพติด และโรคเอดส์ ....

งานต่างๆ เหล่านี้ ไม่มีหน่วยงานภาครัฐใดๆ เข้ามารับผิดชอบ ต้องดำเนินการเอง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสมบูรณ์ทุกสิ่งอย่างในเวลานี้

แม้นกระทั่งไฟ ที่ใช้ในกิจกรรมวันแจกยา ซึ่งมีปริมาณมากจนไม่เพียงพอ ก็อาจสร้างความไม่พอใจให้หลายคนได้ ด้วยความไม่เข้าใจ ทำไมไม่เปิดไฟ มืดจะตาย ทำไมไม่เปิดพัดลมให้หมด คนไข้ร้อนจะตาย ทำไมไม่เปิดแอร์ ทำไมน้ำไม่ไหล ทำไม...

หลวงพ่อนิพนธ์จึงร้องขอว่า กิจกรรมดำเนินไปได้ ด้วยกำลังของตัวเอง ยังไม่มีความพร้อมเช่นนั้น ทั้งที่อยากทำให้ทั้งนั้น ถ้าทำได้ หากวันใด เป็นดังอดีตที่ถ้ำกระบอก สามารถหาทุนนอกมาสนับสนุนได้เมื่อไหร่ .... ถึงวันนั้นทุกอย่างฟรีหมด ทานข้าวฟรี สถานที่ติดแอร์อย่างดี อะไรที่ว่าดี ก็คงจะมีให้หมด แต่ตอนนี้ก็ต้องทำใจหน่อย

การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปีนี้ นั่นย่อมหมายถึงพายุที่แรงกำลังจะมา จึงควรกระตุ้นตัวเอง เรียนรู้และปฏิบัติ เพื่อผลบังเกิดแก่ตน ไว้รองรับพายุแห่งโรคภัยไข้เจ็บ ที่รอ

ภาพอนาคตอันใกล้ ที่จะปรากฎดั่งพุทธพจน์ นั่นคือ "ผู้ดีเดินตรอก ขี้คลอกเดินถนน" ... อันเป็นภาพที่จะบังเกิดก่อนที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติในโลก อันหมายถึงภัยพิบัติจากโรคที่จะมาโหมกระหน่ำมนุษย์ โชคดีของคนไทยที่มีแม่ชีเมี้ยน มีหลวงพ่อนิพนธ์ มากระตุ้น ได้รู้ก่อน และเชิญชวนให้ทำตนรอ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เราท่านกำลังทำตนเป็นผู้ไม่ประมาท นั่นเอง เพราะเมื่อถึงเวลา เหตุการณ์จะรวดเร็ว จะทำตอนนั้นก็ไม่ทันแล้ว

อย่าตกรถไฟขบวนนี้ ....


วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความไม่มีโรค สำคัญไฉน

หลวงพ่อนิพนธ์ได้อรรถธาฺธิบายให้ฟังว่า พระภูมีทรงชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เรามีกรรม และด้วยกรรมนี้เอง ทำให้นำเราไปเกิดเพื่อใช้กรรม

สิ่งที่เราทำจึงเป็นสัญญากรรม ที่จะต้องได้รับในชาติต่อๆ ไป

เมื่อชาตินี้เราทำสัญญาตายเพราะโรคเอาไว้ นั่นหมายถึงโรคอันนั้นจะตามติดวิญญาณเราไป จึงเรียกว่า "กรรมพันธุ์" 

พระภูมี จึงบัญญัติ ธรรมหมวดสมุนไพร เพื่อให้มนุษย์ที่มีศรัทธา ความเชื่อ และเดินตามท่าน ได้ล้างสัญญาโรคอันนี้ หรือพูดง่ายๆว่า จบสัญญาโรคในชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เกิดใหม่ฉันใด วิญญาณก็จะได้ร่างที่บริสุทธิ์ ไม่มีโรค

พระภูมี จึงทรงตรัสว่า "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" ไม่ได้หมายความเพียงชาตินี้ แต่ครอบคลุมไปถึงชาติต่อๆไป ที่เราท่านไม่ต้องทุกข์กับโรค ดั่งเช่นชาตินี้อีกนั่นเอง

ดังนั้น ความสำเร็จในการทานสมุนไพร นั่นจึงไม่ใช่การหายโรค ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น หากแต่การตาย ที่ไม่เกิดจากการบีบเค้นของโรค ก็จัดว่าได้ใช้กรรม และพ้นจากสัญญาโรคเช่นกัน

ดังเช่นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ญาติคนไข้แจ้งแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า คนไข้ของเขาเป็นมะเร็งตับขั้นสุดท้าย อยู่โรงพยาบาล รักษาตัวมา ๖ ปี แล้ว ท้องโตน่ากลัวมาก มาทานสมุนไพรได้ ๓ สัปดาห์แล้ว ตับยุบลง แต่ดูสภาพคนไข้แล้วคงจะไม่ไหว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ก็ให้คนไข้ทำใจ อย่าดิ้นรนอีกเลย เพราะไม่มีทางหรอก ทานสมุนไพรไป เพื่อให้การจากไป เรียกว่าไปสบาย นั่นคือ ไม่มีการปวด ทรมานที่บีบเค้นวิญญาณจากโรคมะเร็ง ถึงเวลาก็หลับไป นั่นก็ถือว่าประสพความสำเร็จเช่นกัน ถึงแม้นชาตินี้จะตาย แต่สัญญามะเร็งก็หมดไปเช่นกัน เกิดชาติหน้า ก็ไม่ต้องเป็นมะเร็งอีก

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นความสำคัญว่า ทำไมเราต้องทานสมุนไพร ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้วทุกคนมีพรหมลิขิต อยู่ได้จนครบอยู่แล้ว ก็ด้วยเหตุที่จะล้างสัญญาโรคทั้งในชาตินี้ และชาติหน้านั่นเอง

พระภูมีจึงทรงเรียก บุคคลที่เชื่อท่านแล้วทำตาม จักได้สมบัติขั้นพื้นฐาน นั่นคือ "มนุษย์สมบัติ" ที่สามารถติดวิญญาณไปทุกภพทุกชาติ อันหมายถึง ความไม่มีโรคนี้เอง

การเป็นโรค ย่อมหมายถึงสร้างกรรมเบียดเบียนผู้อื่นไว้ โดยเฉพาะจำพวกที่ช่วยตนเองไม่ได้ เมื่อเกิดชาติหน้า กรรมอันนี้ ก็จะดลบันดาลให้มีลักษณะเช่นนี้อีก เพื่อเบียดเบียน เป็นกงกรรมกงเกวียนทุกชาติ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เพียงแค่คนไข้จำพวกนี้ เชื่อและทำตามที่ท่านสอน จนกลับมาช่วยตนเองได้ แม้นจะใช้ไม้เท้า ก็ตามที ก็เรียกได้ว่าล้างสัญญาโรค สัญญากรรมอันนี้ เกิดชาติหน้าก็ไม่ต้องเบียดเบียนลูกหลาน คอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว ทำได้แค่นี้ ก็นอนตาหลับได้แล้ว

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หลักตนพึ่งตน

รากฐานที่มาของสมุนไพรสูตรพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมานั้น คือ ธรรมหมวดตนของพระภูมี

ดังนั้น ไม่ว่าการกระทำใดๆ ล้วนต้องมีลักษณะคือ วัวพันหลัก อันนี้ไว้อย่างเหนียวแน่น จึงจะประสพผล

ความจริงข้อนี้เอง เป็นเหตุให้ หลวงพ่อนิพนธ์ จำต้องกำหนดกฎเกณฑ์ หรือ จะเรียกว่า บังคับ ก็ได้ ให้ทุกคนต้องมา แล้วทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ เข้ากระโจม ทานสมุนไพรมะพร้าว ก็ตามแต่

ภาพที่เห็นหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะคนไข้หนัก ที่มักจะให้ลูกหลานหรือญาติ มารับสมุนไพรแทน หรือ แม้กระทั่งบุคคลที่ยังช่วยตัวเองไม่ค่อยได้ ต้องนั่งรถเข็น

คนเหล่านี้มักจะละเลย ไม่ให้ความสำคัญกับหลักอันนี้ ด้วยเหตุที่เมื่อเริ่มแรก ของการทานสมุนไพรและประพฤติตน โดยอาศัยการพึ่งคนอื่น ก็ยังมีสภาพที่ดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้กระมั่ง จึงทำให้คนเหล่านั้น สรุปเอาเองเลยว่า ไม่เห็นต้องไปลำบาก อยู่เฉยๆ ให้คนอื่นเอาสมุนไพรมาให้ จะทานสมุนไพร เดี๋ยวคนที่ดูแลก็จัดมาให้ มันก็จะดีไปเรื่อยๆ จนหาย

แต่ความเป็นจริง มันคงเป็นไปไม่ได้ในสภาพแบบนี้ พฤติกรรมเช่นนี้ เพราะมันขัดกับหลักของพระภูมี

ดังนั้น คำแนะนำของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงกระตุ้นให้คนป่วยเหล่านี้ ควรมีปณิธาน ที่จะพึ่งตนเอง เป็นพื้นฐาน ด้วยเป็นต้นเหตุแห่งการสร้างกรรมเบียดเบียนผู้อื่น สิ่งไรพอทำได้ด้วยตนเอง แม้จะลำบากสักหน่อย ก็ควรทำด้วยตนเอง เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของความเชื่อ ในธรรมของพระภูมีนั่นเอง

หากแต่ความเข้าใจที่ตรงกันทั้งผู้ดูแล ที่่หากมีใจอยากให้คนป่วยหาย ก็ต้องมีใจที่แข็งระดับหนึ่ง ในขณะที่คนป่วย ก็ต้องรู้จุดอ่อน ที่กรรมมันทำให้เราเป็นเช่นนี้ นั่นคือ สภาวะที่เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ อันจะก่อให้เกิดอารมณ์ ซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย ขึ้โมโห ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ก็โวยวาย

สมุนไพรที่หลวงพ่อนิพนธ์เน้นเสริมเข้าไป ทั้งสองขนาน ไม่ว่าเป็นสมุนไพรน้ำผึ้งที่เป็นสูตรเฉพาะ และสมุนไพรมะพร้าวที่ให้ทานมากขึ้นนั้น ท่านกล่าวว่า จะเกิดผลมหาศาล ก็ต่อเมื่อผู้ทานมีปณิธานที่จะพึ่งตนเองหนึ่ง แลควบคุมอารมณ์ ไม่โกรธ ไม่โวยวายหนึ่ง หากใครทำสองประการนี้ได้ย่อมประสพผล กลับมาช่วยตนได้

เคล็ดเล็กๆน้อยๆ ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักแนะนำให้ผู้ดูแล ควรที่จะให้ผู้ป่วยทำ แม้นจะกระทำด้วยกายไม่ได้ แต่วาจา กับใจ ก็ยังสมบูรณ์อยู่ นั่นคือ การเอ่ยถามคนป่วย ว่าควรจะทำอย่างไรดี อาทิเช่น อาทิตย์นี้จะไปศาลา แม่ว่าจะเอาอะไรไปไหว้แม่ชีเมี้ยน ไหว้พระพุทธดี หลวงพ่อนิพนธ์ท่านอยากได้ ดีปลี พริกไทย มะพร้าว ... คำตอบที่ได้ นั่นย่อมมาจาก ความคิด จิตใจของแม่ แล้วก็ไปทำให้มันเป็นผล

แม่บอก ซื้อพริกไทยไปขีดหนึ่ง เราก็ไปหาซื้อพริกไทย จะเม็ด หรือ บดแล้ว อยากให้ผลออกมาดี การซื้อก็ต้องพิถีพิถัน เลือกที่ดูแล้วว่าสะอาด ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปน เพราะจะไปทำให้คนทาน หากสักแต่ว่าซื้อ แล้วคิดเอาว่า ทำแล้ว หากแต่พริกไทยนั้น มีเศษอะไรปนตามนิสัยพ่อค้าที่คิดเอาแต่กำไร แทนที่พริกไทยนั้นจะไปสร้างสุขให้คนทาน กลายเป็นสร้างทุกข์ ผลที่จะกลับมายังแม่ ก็กลายเป็นทุกข์แทน เรียกว่า เสียเงิน เสียแรง ก็พอว่า แต่เสียผลนี่สิ... ไม่ควรเลย

ก็ด้วยหลักอันนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หลายคนกำลังหลงทาง คิดเองเออเอง สร้างสมุนไพรเป็นพระเจ้าไปแล้ว กล่าวอ้างสมุนไพรดี กินแล้วต้องหาย โดยไม่ต้องทำอะไรเลย นิสัยเดิมอย่างไร ก็เหมือนเดิม พฤติกรรมไม่เคยให้สุขกับใครเลย ก็ยังเหมือนเดิม .... เป็นไปไม่ได้

เพราะถ้าหายได้ด้วยวิธีนี้ ก็คงไม่ต้องมีชมรมคนรักสุขภาพหรอก เปลี่ยนไปเป็นทำสมุนไพรใส่รถบรรทุกไปแจกให้ตามบ้านเลยดีกว่า ไม่ต้องให้คนมากมายมาลำบากโดยไม่จำเป็น

ด้วยหลักนี้ เกิดขึ้นเพราะพระภูมีตรัสรู้ว่า โรคเป็นตัวแทนแห่งกรรม มีกรรมเป็นอำนาจ จึงบัญญัติสมุนไพรเป็นตัวแทนแห่งธรรม แล้วให้ปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นอำนาจบุญ ไปล้างกรรม

มันจึงเป็นกฎที่พันธนาการทั้งผู้ทาน และผู้ทำ ให้พึ่งกันและกัน ไม่สามารถพึ่งผู้อื่นได้ ดั่งคำ หมูไปไก่มา หรือ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ จึงไม่เปิดให้องค์กรภายนอก ไม่ว่าบุคคล หรือ นิติบุคคล มาบริจาคให้แก่มูลนิธิไทยกรุณา เพราะกิจกรรมนี้ต้องอยู่ได้ด้วยคนในกลุ่มเกื้อกูลกันเอง

คนทำสมุนไพร มีคุณธรรม ทำให้ฟรี เพื่อให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วสอนให้คนที่มา เข้าใจ และเกิดศรัทธา แสวงหาสุขให้แก่ตน ด้วยการให้สุขแก่ผู้อื่น สร้างบุญโดยให้ผลแก่มนุษย์และสัตว์ ทั้งสองฝ่ายจึงมีหน้าที่ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบร่วมกัน ขาดจากกันไม่ได้

หากคุณธรรมข้างใดข้างหนึ่งเสียไป ผลที่ตามมาคือความล่มสลาย เมื่อคนทำสูญเสียคุณธรรม เปลี่ยนไปเก็บเงิน ก็ดุจดั่งถ้ำกระบอก ที่ต้องล่มสลาย หากคนทานส่วนใหญ่ ไร้คุณธรรม เอามือซุกกระเป๋า รอรับอย่างเดียว ก็เหมือนเจตนาสร้างเจดีย์ แต่ไม่มีทราย ก็คงเป็นเจดีย์ไม่ได้เช่นกัน แม้นแปลนจะดีสักฉันใด

ใครจะกล่าวอย่างไรก็ช่าง แต่ตราบใดที่ยังมีคนหายจากโรค ให้เห็นอยู่ นั่นเป็นการฟ้องว่า คนทำยังมีคุณธรรม แต่ผู้ที่ทานแล้วไม่หาย นั่นคือ ทางที่เขาเดิน ไม่ใช่หลัก "ตนพึ่งตน"แล้ว

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความรู้เรื่องเบาหวาน

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบาย กลการรักษาโรคเบาหวาน เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ทั้งแบบปัจจุบัน และ แบบพระสมุนไพรพระภูมี

โดยชี้ให้เห็นว่า ร่างกายของคนเราทุกคน จะมีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ประมาณหนึ่งอยู่แล้ว เมื่อตับอ่อน มีปัญหา ก่อให้เกิดการผลิตอินซูลินที่น้อยลง ทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลได้ตามปกติ น้ำตาลส่วนนี้ จึงล้นออกมาอยู่ในเลือด ทำให้ค่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ นั่นคือ มีอาการเริ่มของโรคเบาหวาน

เมื่อร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ อาทิเช่น หายไป ๒๐ หน่วย ค่าน้ำตาลในเลือด ก็สูงขึ้น ๒๐ หน่วย แนวทางการแพทย์สมัยใหม่ จึงใช้การทานอินซูลิน อันหมายความว่า ใช้การยิงอินซูลิน ผ่านตับอ่อน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลเอาไว้

ผลที่ได้คือ ค่าระดับน้ำตาลจะลดลง หากแต่สภาวะการบกพร่องหรือผิดปกติของตับอ่อน ไม่ได้ถูกแก้ไข นั่นหมายถึง สภาพการบกพร่องนี้ จะยังคงมีอยู่และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ตามมาจากการเพิ่มขึ้นของส่วนที่บกพร่องในตับอ่อน ทำให้คนป่วยต้องทานอินซูลินเพิ่มมากขึ้น ตามสัดส่วนของความบกพร่องนี้เอง จนในท้ายที่สุด เมื่อตับอ่อนทั้งหมดไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เองเลย นั่นจึงเป็นสัญญาณว่า การทานอินซูลิน ก็ไร้ผลไปด้วย

หมอจึงต้องเปลี่ยนการยิงอินซูลินผ่านตับ มาเป็นการฉีดอินซูลินเข้ากระแสเลือดโดยตรง อันเป็นนัยบอกกลายๆว่า เส้นทางกำลังเดินมาถึงจุดสุดท้ายของชีวิตแล้วนั่นเอง

จะเห็นว่า ไม่มีกระบวนการรักษาตับอ่อน หรือฟื้นฟูตับอ่อน เพื่อให้กลับมาปกติดั่งเดิมเลย ในกระบวนการทางการแพทย์ ผลจึงรู้ได้อย่างชัดเจนว่า กินยาจนตายอย่างแน่นอน และไม่มีวันที่จะได้รับคำว่า หายจากโรคเบาหวาน

ในขณะที่พระภูมี ตรัสรู้ แล้วชี้ให้เห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์ ต้องสร้างสภาวะวิกฤติเพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกาย ฟื้นฟู ซ่อมแซมตัวเอง

ดังนั้น เมื่อใช้แนวทางพระภูมี จึงต้องยอมปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือด เป็นไปตามความเป็นจริง เพื่อให้ร่างกายเกิดวิกฤต แล้วส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อสั่งการให้ฟื้นฟู

เมื่อร่างกายได้รับวัตถุดิบจากสมุนไพร ที่ใช้ในการฟื้นฟู สภาพการผลิตอินซูลินของร่างกายก็จะค่อยๆ ดีขึ้น จนในที่สุดกลับมาเป็นปกติ นั่นคือการหายจากโรคเบาหวาน

คนที่มาใช้แนวทางของพระภูมี จึงต้องเรียนรู้และเข้าใจว่า ค่าที่แท้จริงของระดับน้ำตาลในเลือด จึงถือว่าเป็นวิกฤติที่เป็นคุณ และเป็นตัวฟ้องถึงความสามารถของตับอ่อนได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เมื่อหยุดยาเคมี ระดับน้ำตาลที่ถูกควบคุมไว้ จึงแสดงค่าที่แท้จริงปรากฎออกมา ดังนั้นในระหว่างกระบวนการฟื้นฟู ด้วยสมุนไพร ระดับน้ำตาล จึงต้องสูงอย่างแน่นอน ในช่วงเริ่มต้น และจะลดลงไปเรื่อยๆ ตามระดับการฟื้นฟูของตับอ่อน จนเมื่อใดที่กลับมาเป็นปกติ โดยไม่มียาเคมีช่วยคุม นั่นคือตับอ่อนทำงานเป็นปกติแล้ว .... อันหมายถึง หายโรคเบาหวานนั่นเอง

ระดับน้ำตาล แค่สองร้อย สามร้อย จัดว่าจิ๊บๆ อย่างที่ ท่าน อ.อร่าม เคยกล่าวให้คนไข้ใหม่ฟัง ถึง ระดับน้ำตาลของท่านภรรยาอธิบดีศาล ที่พุ่งไปจนถึงกว่าพัน เรียกว่า เกินทะลุค่าของเครื่องตรวจ จนทำให้หมอทั้งโรงพยาบาลวิ่งกันวุ่น แต่ภรรยาอธิบดี กล่าวแก่หมอว่า อาการของดิฉันก็ปกติดี เดินมาได้ ก็เดินกลับได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้ำว่า เรียนรู้ไว้ แล้วจะได้ไม่กลัว ไม่ตื่นตระหนก การหายก็เป็นเรื่องเป็นไปได้ เพียงแต่โรคนี้จัดว่าเป็นโรคที่ชอบตอด นั่นคือ มักมีอาการจุกจิก กวนใจ ให้รำคาญในระหว่างทางเสมอ เท่านั้นเอง

ท้ายสุด ชี้ไปที่กรรมการที่นั่งข้างๆ แล้วกล่าวว่า พวกท่านจะไปหาใคร ในเมื่อคนที่นั่งข้างเรา คือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลใหญ่ของรัฐ ที่มีภรรยาเป็นเบาหวาน สั่งยาที่ดีที่สุดในโลกมาครบทุกขนานแล้ว หมดหนทางที่จะช่วย ยังพาภรรยามาหาท่านเลย

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปัจจัยแพ้ชนะ

ในขณะที่เราได้ฟังคนไข้หลายคน กล่าวว่า เมื่อลูกเขา ซึ่งยังตัวเล็กๆ มีอาการปวดท้อง เขาจะวิ่งไปหยิบสมุนไพรเขียว จากตู้เย็นเอง รินเอง ทานเอง ..... เพราะรู้ว่า ทานแล้วหาย และจะไม่ปวดอีก

ด้วยเหตุนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักตอกย้ำเสมอว่า การฟังจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะสิ่งที่กำลังจะได้รับฟัง เราท่านจะไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน เป็นสิ่งใหม่ ที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่เคยทำมาก่อนนั่นเอง

คนที่เรียนรู้มากเข้า มีประสพการณ์ในสมรภูมิของการช่วยตนมากเข้า เช่น อ.อร่าม

เข้าใจจุดชี้เป็นชี้ตายนี้ดี จึงพยายามที่จะพูด ถ่ายทอด และให้ความรู้ให้ได้มากที่สุด

ไม่ว่าความรู้จากการฟังหลวงพ่อนิพนธ์ หรือความรู้ที่ได้จากประสพการณ์ตรงของตนเอง ที่ผ่านการทานยาเคมีมื้อละกำ วันละสามมื้อ จากโรคที่เป็น ที่คนอื่นเขาว่า โรคสองโรคก็แย่แล้ว แต่รวมในตัวของ อ.อร่าม คนเดียว ถึง ๙ โรค เมื่อสิบปีที่แล้ว

ความรู้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เรา สามารถเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมร่างกาย เพื่อต่อสู้กับศึก จากโรคภัยไข้เจ็บ ที่มาประชิดตัว ได้อย่างมั่นใจ และรู้ว่า ผลสุดท้าย ความรู้นี้ เมื่อนำมาปฏิบัติได้ ชัยชนะต้องตกเป็นของฝ่ายเราอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ความรู้ของท่าน อ.อร่าม มีมาก จนทำให้หลายคน ไม่สามารถประติดประต่อ เริ่องทั้งหมดที่ถ่ายทอดให้ฟังได้ จนกลายมาเป็นวลีที่กล่าวกันว่า ท่านพูดไม่รู้เรื่อง

ยิ่งความรู้ของหลวงพ่อนิพนธ์ ยิ่งมีมากมายมหาศาล หากแต่สิ่งที่นำมาสอน เพียงกำมือเดียว ยังมากจนหลายคนงง จนไม่รู้ว่า ความรู้ของตนที่มี มันอยู่ตอนไหนของเรื่อง เพราะไม่รู้ต้นเรื่องมายังไง ปลายเรื่องเป็นอย่างไรนั่นเอง

การเรียนรู้จึงต้องใช้วันเวลา ค่อยๆ ประติดประต่อเรื่องราว ที่มาที่ไป เหตุและผลต่างๆ ในการกระทำสิ่งนั้นๆ

อุปมาดั่งพระโคดม ผู้ซึ่งจัดว่ามีความเฉลียวฉลาดกว่าคนทั่วไป ยังต้องใช้เวลาศึกษาเล่าเรียน และปฏิบัติถึง ๖ ปี ๔ เดือน จึงจักสำเร็จ เป็นพระพุทธเจ้า แล้วใช้เวลาโปรดสัตว์สร้างบุญบารมี อีก ๔๐ ปี

เราขอย้ำว่า สิ่งที่ท่านจักได้เรียนรู้จากหลวงพ่อนิพนธ์ และวิทยากร เช่น อ.อร่าม หรือท่านอื่นๆ เป็นความรู้ที่ท่านไม่เคยได้ยินมาก่อน และยิ่งเรียนรู้เร็ว และถูก เมื่อนำไปปฏิบัติ ผลถูกจะเกิดอย่างมหาศาล

ความรู้เหล่านี้ ไม่ได้เรียนกันได้ภายใน สามเดือน หกเดือน หรือ ปีหนึ่ง ... ขนาด อ.อร่าม ก็อยู่ในประเภทคนหัวดี กว่าจะถึงวันนี้ ต้องสะสมความรู้มาถึงสิบปี

เมื่อเบื่อเรียนรู้ ย่อมไม่มีทางรู้เขา รู้เรา หรือรู้เรา ไม่รู้เขา หรือ รู้เขา ไม่รู้เรา เท่ากับโอกาสชนะก็เริ่มไม่แน่นอนแล้วนั่นเอง

ความรู้ของพระภูมี แม้นเพียงเสี้ยว ก็เป็นความรู้ของปราชญ์

ไม่เชื่อไปลองพิสูจน์ ถามคนที่เก่งที่สุดที่พบ หรือคนที่คิดว่ามีความฉลาด มีภูมิรู้ ถามง่ายๆ ถ้าเราปวดท้องเป็นโรคกระเพาะจะแก้โดยวิธีใด ... ให้หายขาด

คำตอบที่ได้ คือ ...... ไม่มีทาง

ตำราพิชัยสงคราม มักกล่าวเสมอว่า สิ่งที่เป็นตัวกำหนดปัจจัยในการแพ้ชนะของการยุทธ นั่นคือ ความเข้าใจในสถานการณ์ และจึงนำไปปฏิบัติ

การรบที่จะทำให้ผลสำเร็จอยู่ข้างเราตลอดกาล จึงต้องพึงรู้ทั้งเขา รู้ทั้งเรา อย่างถ่องแท้ แล้วจึงวางแผนกลศึก จัดสรรพกำลัง

ไม่มีแสงแห่งความรู้ ก็คือไม่มีไฟส่องทางที่จะเดินที่ปลอดภัย นั่นคือ สิ่งที่คนทั่วไปกำลังเป็น เดินไปเหมือนคนตาบอด โอกาสรอดจึงมองไม่เห็น

ฟังได้วันละนิดไม่เป็นไร ค่อยปะติดปะต่อ แล้วนำไปปฏิบัติเพื่อช่วยตน



ใจต้องหิน

คนป่วยทั้งนั้น เอามานั่งทรมานตั้ง ๒ ชั่วโมง จนหลายคนเป็นลม

นี่คือข้ออ้างในการร้องขอให้หลวงพ่อนิพนธ์ เปลี่ยนระยะเวลาการพูดให้เหลือ ๑๐ นาที

แต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวปฏิเสธ

เพราะการกระทำที่จัดให้ทำนี้ คือการฝืนนิสัย หรือเปลี่ยนนิสัยเดิมของผู้ป่วย เพราะหากถามความสมัครใจ ก็คงไม่มีใครมีนิสัยอยากมานั่งแบบนี้หรอก

สิ่งที่พระภูมีตรัสรู้ และแม่ชีเมี้ยนทรงนำมาให้หลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ กรรมเกิดจากนิสัยกรรม หากจะแก้กรรม ก็ต้องเปลี่ยนจากนิสัยกรรมที่ตนชอบ มาใช้นิสัยธรรมของพระภูมี จึงจะเกิดบุญ

มันจึงเป็นความจำเป็นที่ต้องให้ทำ

แม้นสิ่งนี้จะเป็นทุกข์ แก่คนป่วยทั้งหลาย แต่ก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม และก่อให้เกิดการหายโรค จึงเรียกบัญญัตินี้ว่า "ทุกข์เพื่อสุข"

ทุกข์กับวินัยของพระภูมีในวันนี้ แล้วจะสุขในวันที่เราไม่มีโรคในวันหน้า

หากจะเรียกแนวทางวิทยาศาสตร์ ที่คนป่วยเมื่อมาโรงพยาบาล ให้ไปนอนเตียงนุ่มๆ เปิดแอร์ ไม่ต้องทำอะไร

ดูผิวเผินเปลือกนอก ก็คงจะทำให้คนป่วยสบาย หากแต่ผลที่ประจักษ์ นั่นคือ ต้องทุกข์กับโรค ทั้งวันนี้ และวันหน้า ไปจนตาย

จึงไม่แปลกใจเลยที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หากคิดจะช่วยคน และเดินในหลักพระภูมี ต้องใจแข็งเป็นหิน การช่วยจึงประสพความสำเร็จ

ภาพในอดีตที่คุณสมศักดิ์ เพื่อนคุณพิศาล อัครเศรณี ที่สมองไหม้จากการไปดูสถานที่ถ่ายทำหนัง แล้วติดเชื้อมาเลเรีย มา จนทำให้สมองหยุดสั่งการ ขณะขับรถ จนพุ่งชนราวสะพานพุทธ

ฟื้นมาอีกครั้ง ก็ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่กินข้าวเอง ก็ทำไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์รับมารักษา จึงสั่งให้ ตักข้าวใส่จานแบนๆ และเทน้ำใส่จานแบนๆ แล้วให้ทานเอง

คนที่เห็นต่างบอกว่าทารุณ เพราะให้กินเหมือนสุนัขเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ถ้าเราใจอ่อน เขาจะไม่มีวันหาย

มาวันนี้ คุณสมศักดิ์วัย ๗๐ ปี กลับไปมีภรรยาใหม่แล้ว

หรือแม้แต่ภรรยาของจ่าทหารลพบุรีท่านหนึ่ง ที่ป่วยด้วยโรคท้าวแสนปม เส้นยึดทั้งตัว เดินไม่ได้ มือเท้าหงิก

ก็สั่งไม่ให้สามีช่วย ปล่อยให้คลานมาทุกเช้ามาใส่บาตรพระแล้วสวดมนต์ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาว่างทั้งวัน ให้ไปถอนต้นหญ้า วันหนึ่งจะถอนได้กี่ต้น ก็ต้องทำ

มาวันนี้ สามีของเธอ ลาออกจากทหารไปซื้อที่ทำไร่กันสองผัวเมียที่นครสวรรค์

ใครจะว่าโหดก็ช่าง หากเราท่านรักคนของเรา อยากให้เขาหาย ก็ต้องทำตนเป็นคนใจแข็ง พยายามให้คนป่วยเดินในครรลอง หรือ ทางสายเดียวที่พระภูมีบัญญัติในการช่วยตน นั่นคือ "ตนพึ่งตน" ให้ได้ ....

เมื่อนั้นความหวังในการหาย จึงจะเริ่มมีประกาย

เจ้าหน้าที่ที่เขารู้เคล็ดอันนี้ ก็พยายามที่จะให้คนป่วยทำด้วยตนเอง

จึงมักได้รับเสียงด่าตอบกลับมา .... เพราะความไม่เข้าใจในสิ่งนี้นั่นเอง

เขาหวังดีหรอก เขาจึงทัก ...

พฤติกรรมที่คอยป้อน คอยประคอง เป็นภาพที่ดูดี แต่นั่นแหละคือเป็นกลอนลั่นดานประตูหาย ที่จะทำให้ประกายของความหวังดับลง

หากมีวิธีอื่นที่ทำให้หายได้ แม่ชีเมี้ยนก็คงไม่จำเป็นต้องมาสอนให้ลูกชายทำบาปกับมนุษย์หรอก เงินก็ไม่ได้ ....

แต่แม่ชีเมี้ยนก็ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีหรอก วิธีที่จะหายจากโรค นอกจากวิธีของพระภูมีเท่านั้นเอง

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์เห็นคนนั่งรถเข็น จึงต้องรีบแก้ไขคนเหล่านี้ให้กลับมาช่วยตนได้ ให้เร็วที่สุดนั่นเอง

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หยุดไม่อยู่แล้ว


เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ประกาศเมื่อวันงานว่า "ตอนนี้ท่านพร้อมที่จะทำศึกกับโรคแล้ว"

นับจากวินาทีนั้น ถือได้ว่าเป็นการเรียกแขกเลยก็ว่าได้

งานต่างๆ จึงเริ่มไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

และความเติบโต ก็ค่อยๆ ปรากฎให้เห็นเด่นชัด

เริ่มจาก การจัดตั้งศูนย์ที่ จ.ชุมพร ที่กำลังจัดทำอยู่ และมีศูนย์ชั่วคราวอยู่ที่ "วัดถ้ำทะเลทรัพย์" ห่างประมาณ ๗ กิโลเมตร จากแยกปะทิว

ทั้งนี้จะมีการกำหนดระยะเวลา และเกณฑ์ในการประเมินผล พร้อมการตรวจทางการแพทย์ตลอดระยะเวลาของโครงการนี้

นั่นหมายความว่า สถานะของชมรมในขณะนี้ กำลังเดินรอยตามอดีตของถ้ำกระบอก ที่อเมริกาและประเทศยุโรป ร่วมกันจัดคนไข้ยาเสพติด พร้อมรถโมบายทางการแพทย์ ๒ คัน มาร่วม ตรวจสอบผล นั่นเอง

และที่เข้ามาในสัปดาห์นี้ สดๆ ร้อนๆ อันน่าจะเป็นข่าวดีแก่คนชาวอีสาน

เมื่อคณะกรรมการที่เป็นคนไข้ชาวอีสาน ได้ปรึกษาและรวมตัวกัน พร้อมกับหาบุคคลที่มาร่วมกันดำเนินการได้แล้วเสร็จ เป็นที่ลงตัว ในการก่อตั้งศูนย์ ที่ จ.ขอนแก่น

คณะกรรมการกลุ่มนี้ จึงได้ร้องขอหลวงพ่อนิพนธ์ ให้เดินทางไปเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่

ระหว่างนี้ก็ต้องรอคำอนุญาตจากหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กำลังพิจารณาถึงความพร้อมของบุคลากร และสมุนไพร การควบคุมดูแล ความเป็นไปได้

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า ท่านเหนื่อยคนเดียวเดินทางไป ก็จะเป็นการดีกว่า ให้คนไข้มากมายที่อยู่ไกล ต้องเดินทางมาหา

งานที่กำลังเข้ามาในสัปดาห์หน้า ก็ถือว่าเป็นงานช้างอีกงาน นั่นคือ การอนุญาตให้ สำนักข่าวใหญ่ของออสเตรเลีย ทำหน้าที่ตรวจสอบ และเก็บข้อมูลทั้งหมด จากคนไข้กลุ่มแรกที่จะเข้ามาเข้าคอร์ส โดยร่วมกับคนไข้ชาวสวิสที่เป็น พาร์กินสัน ในการคัดเลือกบุคคล กลุ่มแรก เพื่อที่ทำการทดสอบสมุนไพรอย่างเป็นระบบ เฉกเช่นเดียวกับที่วงการแพทย์ทั่วไปดำเนินการ

ดังนั้น คาดว่า เราท่านก็คงจะได้เห็นศูนย์ที่ จ.ขอนแก่น อุบัติขึ้นในไม่ช้านี้




ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44