วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ความจริง


ผ่านมาก็ผ่านไป เห็นแล้วก็ไร้พิจารณา คือ คำตอบที่หลายคนสงสัย ทำไมตนไม่หายโรค หรือช้าซะเหลือเกิน

คำของหลวงพ่อนิพนธ์ บนแผ่นป้าย ที่ชี้ว่า “สุขภาพดีเป็นเครื่องตอบแทนความดีที่เราท่านทำ

ไม่ได้โม้คุยโว ว่ายาดีสมุนไพรดีกินแล้วหาย

แต่ธรรมของพระภูมี ดีนักหนา ทำตามแล้วเป็นคนดี มีคุณสมบัติ ที่ฟ้าดินเขาเกื้อหนุน ปรุงแต่งสมุนไพร ให้สมดุลย์แก่ธาตุทั้งสี่ โรคอะไรก็หายได้

บทสรุป อย่ารอเลย ยารักษาโรค ยาดี ไม่มีหรอก ศาสนาเขาไม่ขวางกรรม หมูเขาจะหาม ไม่เอาคานไปสอด กรรมเขาจะเล่น ก็ต้องปล่อยไปตามกรรม ยกเว้นคนนั้นเชื่อธรรมแล้วเดินตาม ทวนกระแส จึงทวนกรรม ได้หายโรค

ตำราสมุนไพร แม่ชีเมี้ยน คนรู้มากมาย คนทำมากมี แล้วมีที่ไหนช่วยคนให้พ้นโรคได้ มีแต่เอาชื่อไว้หากิน นั่นก็สวนทาง สวนเจตนา ของแม่ชีเมี้ยน ของพระพุทธแล้ว เพราะของดีของศาสนามีไว้ให้ เอานิสัยมาแลก

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

บริสุทธิ์


ศาสนาพุทธ ท่านอาสิชี้ให้เห็นว่า ผลแห่งการกระทำใดๆ จะมากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของผู้ทำเป็นสำคัญ

ความบริสุทธิ์ที่ว่า นั่นคือ กาย วาจา ใจ อันจะเป็นตัวบ่งบอกถึงคุณสมบัติ ของผู้ทำ แลผลที่จะย้อนกลับมายังตนนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ มักจะยกตัวอย่าง ครั้งพระโคดมออกธุดงค์ ไปยังเมืองหนึ่ง แลปักกลดใกล้กับตัวเมือง ที่มีเพียงแต่บ้านสองตายาย

ข่าวถึงพระราชา และตายาย ทั้งสองฝ่ายก็ปรารถนามาใส่บาตรพระโคดม

หากแต่พระโคดม ฉันแต่ข้ามถ้วยแกงขันของสองตายาย ไม่แม้นแต่แลของพระราชาสักนิด จนพระราชาทนไม่ไหว แต่ก็รอจนฉันเสร็จ จึงเข้าไปทูลถาม

พระโคดม ก็ทรงถามพระราชาว่า ส่วนใดของโภชนาอาหารที่นำมา ที่พระราชาได้กระทำบ้าง คำตอบคือ ไม่มีเลย แล้วจะเอาผลอะไรที่จะย้อนคืนกลับไปหาพระราชาบ้างเล่า ฉันหรือไม่ฉัน พระราชาก็ไม่เกิดผลแต่อย่างใด

แลผลของสองตายาย ที่ตั้งใจร่วมกันทำมาถวาย ถึงพร้อม ด้วย กาย วาจา ใจ แม้นจะดูว่าเป็นของเล็กน้อย แต่ก็บริสุทธิ์ ด้วยการกระทำที่ถึงพร้อม ผลที่จะย้อนกลับไปยังตายาย ก็มหาศาลสุดประมาณ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์มักยกคำสอนของแม่ชีเมี้ยนให้พิจารณาเสมอว่า คนทั้งหลายมากาย มักจะปรามาสทาน โดยเฉพาะของพุทธศาสนา ทำไปไม่มีผลบ้างหล่ะ ทำไปเสียเปล่าบ้างหล่ะ หากแต่ความจริง คนเหล่านั้นทำด้วยไม่รู้ ผลของการทำจึงไม่บริสุทธิ์ ตัวกระทำที่ย้อนกลับมา จึงด้อยค่าลง หรือ หาผลตอบแทนได้น้อยนิด

เมื่อไม่รู้ก็ทำไม่ถูก นี่แลทำไมเราจึงต้องไปหาผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้ถูก เพื่อยังผลแห่งการกระทำให้ถึงพร้อม เมื่อฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ทำถูก ผลถูกย่อมเกิด แล้วดูผล จะได้ไม่สงสัยว่าทำไม คนโบราณทุกยุคทุกสมัย จึงสอนลูกหลานให้ทำบุญ และทำทาน

สมุนไพรก็เฉกเช่นกัน ผลจะเกิดมหาศาล ย่อมต้องบริสุทธิ์ทั้งผู้ให้แลผู้รับ อุปมา น้ำใสสะอาด ภาชนะก็ควรที่จะสะอาดเช่นกัน จึงเป็นน้ำที่ใช้ดื่มกินได้ หากสิ่งหนึ่งประการใดสกปรก การกระทำของอีกฝ่ายก็เสียผล

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สุข


คนทั้งหลายที่มามูลนิธิ ไม่แปลกที่จะตั้งความหวังไว้ที่การหายโรคเป็นสำคัญ

แลหากฟัง พิจารณา เชื่อแล้วทำ ก็ไม่ยากที่จะทำให้สมปรารถนาได้ดั่งใจมุ่งหวัง

แต่ทุกข์ของคนทั้งปวงที่มี ทุกข์กาย อาจไม่เรื่องหนักหนาสาหัส เมื่อเปรียบเทียบกับทุกข์ใจ ที่เป็นได้กับทุกผู้คน ทุกเวลานาที ที่สำคัญบั่นทอนชีวิตมากกว่าทุกข์กายเสียอีก ก็มีให้เห็นในชีวิตจริงมากมาย

แค่อกหัก รักคุด แล้วฆ่าตัวตายก็มีมากหลาย หนักกว่านั้นไปฆ่าคนอื่นเพื่อให้คลายทุกข์ใจที่มีแก่ตน ก็เห็นตามข่าวมากมาย

นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ตัวเราท่านไม่ได้มีแต่เพียงกาย ทุกข์ทางใจก็สำคัญยิ่ง แลศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็ช่วยให้พ้นทุกข์ทั้งสองได้ ไฉนคนทั้งหลายทั้งปวง จะมาเอาแต่สุขทางกายประการเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตร์ก็ชี้ชัด วิทยาการของโลกก็พิสูจน์ให้เห็น สัจจะธรรมความจริง ประการหนึ่ง คือ "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

เมื่อปรารถนาหาสุข แล้วทำไมจึงหยุดแค่เพียงแต่กาย ผลที่ได้ มันจะทำให้สุขไปได้สักกี่น้ำ เมื่อใจของเรามันยังต่ำ มันยังไม่สามารถพากายสูง นั่นคือ ยังไม่มีสุขนิสัยของพระพุทธเจ้า กายที่ดีในวันนี้ด้วยสมุนไพร ช้าเร็ว มันก็ต้องต่ำไปตามใจ ที่เป็นนายนั่นแล

บทสรุป แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า พระพุทธเจ้าหาสุข สุขนั้นคือ สุขนิสัย ที่จะประคองใจ ประคองกาย ให้สุขทุกเวลา ใจสุข กายไม่มีโรค การมาพานพบศาสนา แลถึงอย่างแท้จริง จึงต้องทำให้ถึงสุขที่แท้จริง หากเอาแต่เพียงกาย เอาแต่สุขเฉพาะหน้าในวันนี้ วันนี้ ไม่เจ็บ ไม่ปวด พอแล้ว ไม่ต้องทำอะไรแล้ว นั่นประมาท ด้วยไม่มีใครรู้พรหมลิขิตแห่งตน ก็ลองถามตนเองสิว่า หลับตาคืนนี้ แน่ใจหรือว่าพรุ่งนี้จะได้ลืมตามาดูอีกครั้งแน่นอน

วันเวลาก็ผ่านไปเร็วนัก กรรมก็หาญหัก ทำให้การเดินของเราท่านล่าช้า คิดว่ายังมีเวลา กว่าจะรู้ตนอีกที ใจอยากสักฉันใด กายมันมาไม่ได้แล้ว เห็นทางรอดชัดๆ แต่ไปไม่ถึง รู้สึกเสียใจ เสียดาย ก็ย้อนวันเวลาไม่ได้

พรหมลิขิตอยู่ที่เราทำ ... อยากมีสุข ก็ถามตนดู วันนี้เราสร้างพรหมลิขิตสุขหรือทุกข์ให้แก่ตน นั่นแลอนาคตที่รอเราอยู่ ไม่ต้องไปหาหมอดู พิจารณาเองก็รู้ได้ ถ้าไม่ทำแล้วจะมาร้องให้ใครช่วย ร้องสักฉันใด ก็ไม่มีใครช่วยได้

ที่ที่เขาบอก ว่าร้องขอได้ อ้อนวอนได้ ช่วยได้ .. ล้วนแล้วแต่ไม่มีตัว ไม่มีตน มีแต่ลม เชื่อเขาก็ทำตาม ... ก็ถ้ามันอ้อนวอนได้ ปรารถนาของพระภูมีทุกพระองค์ ก็คงเป็นจริง โลกนี้คงไม่มีมนุษย์แล้ว พระพุทธเจ้าพาไปนิพพานหมดเสียตั้งนานแล้ว


ให้ค่า


คำถามที่ไม่เคยมีใครถาม นั่นคือ “ทำไมไม่ชนะโรค

นั่นก็เพราะเราท่านให้ค่า “โรค” ต่ำนั่นเอง

ก็ด้วยเมื่อเราท่านเจอโรคที่พระพุทธเจ้าเรียก “โรคกรรมผ่าน” แล้วมียารักษา จนเคยชินนั่นเอง

แต่ครั้นมาเจอโรค “กรรมพัก” ที่ไม่เคยมีใครเอาชนะได้ เป็นแล้วตายทุกคน ก็นึกทึกทักเอาเองว่า มันก็ต้องมียารักษาเช่นเดียวกัน ยิ่งวิทยาการในปัจจุบันล้ำหน้าสักเท่าใด ว่าช่วยได้ คิดค้นทางแก้ได้

เมื่อหลอกตัวเองเช่นนี้ ทั้งๆที่ความเป็นจริง “โรคตาย” ตัวเลขมันฟ้อง มีแต่เพิ่ม ไม่มีลด ไม่ว่าวิทยาการ หมอ โรงพยาบาล จะดีขึ้นสักฉันใด แม้ในประเทศที่ผลิตยาเอง คุยโตว่าช่วยได้ ตัวเลขมันก็ฟ้อง ว่ามีแต่ตายมากขึ้นทุกปี ไม่ต้องถึงกับลดคนตาย เอาแค่ไม่เพิ่มยังทำไม่ได้เลย

ความเชื่อมั่นนี้ ทำให้ตีค่าโรค ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มันคือกรรม บันดาลมาให้เป็นทุกข์ ต่ำ ไม่ให้ความสำคัญว่า คนที่จะช่วยตนให้พ้นโรค ย่อมต้องมีพฤติกรรมที่ไม่ธรรมดา เหมือนคนทั่วไป ต้องมีวินัยสูง มีขันติอดทน เอาเหตุ เอาผล จึงจะพ้นโรค ไม่ตายเหมือนคนทั่วไป

หลายคนจึงไม่ยอมทุกข์ ไม่ยอมเจ็บ ไม่ยอมรับความจริง ว่าเราทำไว้แล้ว วันนี้กรรมมันยอกย้อนมาหาตน ทำให้เจ็บทำให้ทุกข์ จะเอาแต่สบาย หายสบาย กินสบาย

หลวงพ่อนิพน์ชี้ว่า ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ยังผลก็แต่คนทำตามคำสอนได้ เท่านั้นเอง

บทสรุป เมื่อประมาทกรรม จะเอาแต่สมุนไพร แก้ปลายเหตุคืออาการที่ปรากฎเฉพาะหน้าเท่านั้นเอง ครั้นพอมีแรงก็กลับไปทำแบบเดิม ที่ทำให้ตนเป็นทุกข์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน เขาจะเกื้อหนุน ช่วยโจรหายโรคกลับไปเป็นโจร

แน่ใจหรืออาชีพที่ทำของตนไม่มีบาป พฤติกรรมตนที่ทำอยู่ทุกวัน ไม่ได้สร้างเวรแก่ผู้ใด แล้วผลผิด คือ โรค มาโดยวิธีใด

คำถามที่ควรพิจารณา คือ “แล้วทำไมจึงทำแบบเดิม ทั้งที่ไม่อยากเป็นแบบเดิม

ในขณะที่กำลังทำสิ่งที่คนทั้งโลก “ทำไม่ได้

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ความฝันกับความจริง


ความจริงที่ปรากฎแก่ตนในวันนี้ คือ ทุกข์ อันเนื่องมาจากโรค

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ความจริงให้พิจารณา ประการแรก นั่นคือ คนที่มีความโลภ ย่อมเห็นโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์ที่คนทั้งหลายมี และจี้ไปยังจุดอ่อน ที่คนทั้งหลายผู้ไม่รู้กลัว นั่นคือ "ความตาย" แลก็ชี้ช่องหนทางแห่งการรอดพ้นจากความตาย อาศัยความน่าเชื่อถือประการใดๆแห่งตน นั่นคือ "ยารักษาโรค" ที่ซึ่งจะช่วยให้รอดพ้นจากความตาย ที่ปรากฎนั้นๆได้

โดยการทึกทักเอาเอง จากประสพการณ์ของตนที่ผ่านมา การได้พบเห็น สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ทำได้ อาทิ ทำให้คนบินได้ ทำให้คุยกับคนที่ห่างไกลได้ ทำให้หายปวดได้ อย่างน่าอัศจรรย์ แล้วก็สรุปเองเออออกันเอง ว่า นั่นหมายถึง "จะช่วยให้หายโรคได้"

ความไม่รู้จริง จึงพาตนเข้าไปยังกับดักของคนโลภ แลท้ายที่สุด กว่าจะพบความจริง ว่าหลงเล่ห์คนโลภ เสียเงินเสียทอง เสียเวลา ก็พอไหว แต่มันจบลงที่แม้นแต่ชีวิต ก็อาจจะต้องเสียไปด้วย

ประการถัดมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า "ต้นเหตุแห่งโรค คือ กรรม"

หลายคนก็ยังไม่ยอมตื่นจากฝัน มันต้องมีน่า ยาดี หรือแม้นมาเจอสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ก็ยังอยู่ในฝัน นั่นคือ ต้องมีสรรพคุณ ทานสบาย หายแบบชิวๆ โดยที่ตนไม่ต้องทำอะไรเลย เมื่อตื่นมาพบกับความจริง กรรมคือทุกข์ มาเพื่อให้ทุกข์ เพราะทุกข์นี้เราท่านสร้างไว้แก่ผู้อื่น วันนี้ย้อนมายังตน จะปฏิเสธสักฉันใด ก็หาพ้นไม่ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน ก็ล้วนแต่ทุกข์ทั้งสิ้น เพียงแต่ ทุกข์กับการทานสมุนไพร การทำวินัย นั้นดีกว่า เพราะทุกข์เพื่อจบ เพื่อจะได้มีชีวิตใหม่ ที่ดีกว่า ไม่ใช่ทุกข์กับโรค แล้วจบด้วยการเสียแม้นแต่ชีวิต

บทสรุป เห็นหลายคนเบื่อการกระทำ เบื่อหน่ายการทานสมุนไพร ไปยังเบื่อหน่ายไม่อยากที่จะทุกข์กับวินัย แม้นแต่น้อยเดียว เพราะมันสวนกับนิสัย ความรู้สึก ความอยาก ก็แล้วกรรมที่ทำมา มันไปไหน มันจะหมดลงโดยวิธีใด ฝันแต่ยารักษาโรค จะได้กินง่ายๆ หายง่ายๆ ไม่ต้องยารักษามะเร็ง หรือโรคร้ายใดๆ หรอก แม้นแต่ยาแก้โรคกระเพาะ ยังทำไม่ได้เลย มีแต่ยาถูกจริตนิสัย คือ น๊อคประสาทความรู้สึก ไม่ให้ปวด ไม่ให้ทุกข์ หมดฤทธิ์ยา ก็กลับมาปวดอีก ก็ทานอีก แล้วก็หลอกตัวเองว่า นั่นคือการรักษา ท้ายที่สุด ร่างกายดื้อยา ความจริงก็ปรากฎ ความฝันหลอกตัวเอง ว่ากำลังรักษาก็จบลง

คนโลภหากินกับชีวิตคน ทั้งๆที่รู้ว่าช่วยเขาไม่ได้ ก็หลอกล่อหวังจะเอาเงินเขา คนเหล่านี้ จึงต้องล่อหลอกด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือ สถานที่ดีๆ วิทยาการดีๆ วุฒิดีๆ ก็ถ้ามันช่วยได้ มันไม่มีหรอก สร้างแล้วสร้างอีกจนเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะคนเข้าไปแล้วหาย คนเป็นโรคก็ต้องมีแต่น้อยลง นี่มันสร้างที่ไหน ที่ไหนๆก็เต็ม ก็แน่น นั่นเพราะคนเก่ามันไม่หาย คนใหม่ก็เป็นอีก

น่าเสียดายงบประมาณ ที่ต้องละลายไปกับสิ่งเหล่านี้ และที่น่าเสียดายกว่า นั่นคือ คนมีความสามารถ ที่ต้องเสียชีวิตลง ทั้งๆที่ควรมีโอกาสสร้างความเจริญแลประโยชน์ให้กับคนและโลกใบนี้อีกนาน

วันหนึ่ง เมื่อประเทศชาติแบกภาระนี้ไม่ไหว อาจจะเจอภาพที่ไม่เคยคิด นั่นคือ คนที่เป็นโรค เช่น โรคเอดส์ อาจจะถือเข็ม เอามาจิ้มคนอื่น เพื่อให้เป็นเหมือนกัน ก็เป็นได้ เพราะสังคมดูแลพวกตนไม่ได้ ไม่ได้รับการเหลียวแล ด้วยภาระนี้มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่ประเทศไม่มีให้

วันนี้ การมาของเราท่าน อาจดูเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่วันหน้า มันจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ผู้ใดทำแล้วช่วยตนได้ สิ่งนี้แหละจะกอบกู้ประเทศไว้ได้ เชื่อหรือไม่ วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ การทำตนจนหายโรคได้ จึงมีความสำคัญ มีความหมาย แลไม่เป็นเรื่องเฉพาะตัวอีกต่อไป แลจะการกระทำของท่าน จะกลายเป็น "พระมาลัยโปรดสัตว์" ให้เพื่อนร่วมชาติได้เดินตาม ให้ประเทศพ้นวิกฤติ

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561

จบแค่รู้


สิ่งประการสำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์มักจะเน้นย้ำ คือ "ไม่เชื่อหรือว่ากรรมมันมีอำนาจ ไม่เชื่อหรือว่ากรรมมีจริง"

คนทั้งหลายมักมุ่งหวังอยากจะรู้เรื่องของศาสนา ยิ่งรู้มากก็ยิ่งเชื่อว่าตนนั้นเข้าใกล้มาก แลจะเป็นคนดีได้

หากแต่ความเป็นจริง หากความรู้นั้น มีไว้แต่เพียงเพื่อพูด เพื่อแสดงภูมิรู้ เพื่อข่มผู้อื่นว่าฉันรู้มากกว่า ความรู้ที่มีนั้นก็ไร้ค่า ด้วยไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติ พัฒนาจิตวิญญาณของตนให้สูงเลยแม้นแต่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณาเสมอ คำของศาสนา ฟังง่าย เข้าใจได้ ทำได้เลย ที่สำคัญ ขอเพียงจับจุดใดจุดหนึ่ง ที่ตนพอทำได้ มาเริ่มต้นทำ ก็ยังผลแก่ตนแล้ว

ไม่จำเป็นเลยที่ต้องเหมือนคนอื่น เพราะธรรมของพระภูมีที่พระโคดมทิ้งไว้ให้ มีถึงแปดหมื่นกว่าพระธรรมขันธ์ ตรงไหนทำได้ ก็หยิบมาทำ

เป้าหมายก็คือ "ให้สุขแก่ผู้อื่น" เมื่อทำแล้วสุขนั้นจะย้อนคืนมายังตน คงไม่ต่างกับทุกข์ที่เกิดในวันนี้ ก็ย่อมด้วยเราท่านสร้างไว้แล้วในอดีตนั่นเอง

ถามใครก็บอกว่ารู้ แต่มันก็จบตรงที่รู้ มองไปหาคนทำมีน้อยนิด คนที่เชื่อแล้วทำตามเพื่อยังผล นั้นน้อยยิ่ง ส่วนใหญ่ก็เชื่อกรรม เชื่อนิสัยตน เชื่อความคิดตน แล้วก็วางตนนิ่งเสีย อันต่างกันยิ่ง เมื่อจะทำกรรม เขาด่ากัน เห็นเขาด่า ก็ร่วมวงกันไปไม่รอช้า ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ หยุดไม่อยู่

จึงไม่แปลก ที่หลายคน มานอนรอ นั่งรอ คุยรอ แล้วก็หวังสมุนไพรช่วยให้หายโรค ทั้งที่ความจริงก็ปรากฎ ต้องให้ก่อน ผลจึงเกิด ให้ทุกข์เขาก่อน ทุกข์ก็มาเกิดในวันนี้ แล้วครั้นเวลาอยากหายโรค ย้อนซะงั้น ต้องให้ฉันหายก่อน แล้วฉันจะมาทำโน่นนี่นั่น มันจะเป็นไปได้หรือ

ก็เห็นอยู่ต้นยา ที่จะนำไปให้สุขแก่ผู้อื่น เห็นมีหญ้าจะคว้าดึงออก ก็เฉยเสีย เห็นอยู่คนเดินไม่สะดวก คนแก่ ก็ทำไม่เห็น เดินเบียดเสียด จะรีบไป ตาที่หยอด จะเมียงมอง คนไหนจะล้ม คนไหนจะลุก เราแข็งแรงกว่าจะได้ช่วย ก็เมินเฉย เร่งรีบเอาแต่ตน แล้วจะหยอดตาให้ตาดีไปเพื่ออะไร

ไม่ได้ด่า ไม่ได้ว่า เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า ทำไมการเดินไปให้หายโรค ที่ควรจะง่ายดาย กลับกลายเป็นเรื่องยาก เพราะอย่างที่ท่านอาสิชี้ พระพุทธเจ้าทำรอยให้ดู คือ เห็นสุขของผู้อื่นก่อนสุขของตน จึงพ้นทุกข์ แต่เราจะมาพ้นทุกข์ เดินสวนรอยซะงั้น โรคมันเลยตึ๊งหนืด หายยาก หายเย็น หรือไม่หาย

บทสรุป ความรู้ที่มากมายของศาสนา รู้ไปก็เท่านั้น ถ้าไม่ทำ ก็ช่วยตนไม่ได้ แลอย่าไปหลงตำราพราหมณ์ เอาแต่สรรเสริญคุณ พระพุทธดีอย่างงั้น พระพุทธดีอย่างนี้ แต่ควรเดินตามรอย ทำเท่าที่ความรู้แลกำลังเรามี ก็เพียงพอให้หายโรคได้ไม่ยากนัก แค่ตอบคำถามเดียว สิ่งที่ทำให้ทุกข์หรือสุขแก่ผู้อื่น เพราะนั่นคือผลตัวกระทำที่รอเราอยู่วันข้างหน้า

ถ้าเราเฉยกับการให้สุขผู้อื่น ความปรารถนาของเราก็คงเฉย ไม่มีวันเป็นจริงแน่แท้ จะรอให้ใครช่วย พระพุทธจะเมตตาสักฉันใด ท่านอาสิก็ชี้ ช่วยใครไม่ได้ ได้แต่สอน แล้วเอาไปทำเพื่อช่วยตน

รู้แค่เอากายไปรดน้ำพรวนดินต้นมะกรูด เพื่อผลจะได้นำไปให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วทำ มันจึงดีกว่ารู้ นักธรรม มากหลายนัก รู้กตัญญูพ่อแม่ ดีกว่าสร้างโบสถ์ ศาลา มหาศาล แต่รู้แล้วไม่ทำ จบแค่รู้ ... สุขที่หวัง เป็นแค่ดั่งความฝัน ที่ไม่อาจเป็นจริง

ก็ทำไมเราจึงรู้แล้วไม่ทำ นั่นแลกรรม อะไรที่เป็นดอกบัว มันจึงหลอกล่อให้เห็นเป็นกงจักร เมื่อไม่พิจารณา ไม่รู้ทัน ก็จึงเฉย ตกอยู่ในวังวนของกรรม ช่วยตนไม่ได้

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เป็นได้ไง


วันนี้ไปจ่ายค่าไฟ แล้วก็มีค่าธรรมเนียม ๑๐ บาท เป็นเรื่องของการค้า และยินยอมของลูกค้าในบริการที่ได้รับ ครั้นเมื่อรับบิล และเงินทอน ถ้าดูในบิลก็จักเห็นว่า ๖๔๘.๘๖ บาท พนักงาน ก็ทอนมาให้ ๖๔๘.๗๕ บาท

ก็พอเข้าใจได้ว่า ไม่มีเหรียญสตางค์ จึงต้องปัดให้ลงตัว แต่นั่นก็หมายความว่า ผู้ที่มารับบริการต้องจ่ายเพิ่มให้แก่ผู้บริการ ใช่หรือไม่ นั่นมิใช่ประเด็นหลัก แต่ในบิลกลับเขียนว่า เงินที่ต้องจ่ายเกินไปนั้น ผู้บริการมีบุญคุณ เพราะเขียนว่า เป็นเงินส่วนลดพิเศษ

ไม่ได้เห็นผิด ไม่ได้คิดว่าใครโกงใคร แต่ทำให้เรานึกย้อนคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ว่าทำไมจึงกล่าวว่า "โรคเกิดจากกรรม"

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้พิจารณาว่า คนทั้งหลายทั้งปวงมากมาย ต่างอ้างเอ่ยว่า ตนไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เคยเบียดเบียนใคร ทำอาชีพสุจริต เคยแต่ช่วยเหลือผู้อื่นบริจาคมาตลอดชีวิต ทำไมบั้นปลายของตน จึงมาเป็นโรคร้ายนี้ได้ .. นี่ทำดีไม่ได้ดี

วันหนึ่ง หลวงพ่อนิพนธ์ชวนไปซื้อเหล็กเพื่อมาทำศาลา อาคารสวดมนต์ ซื้อเหล็กเส้น ตามมาตรฐาน เหล็กนั้นเส้นหนึ่งก็ต้องมีน้ำหนักประมาณ ๒.๒ กิโลกรัม ครั้นนำกลับมา หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้ลองสุ่มออกมาชั่ง ปรากฎว่า เหล็กช่างได้ ๒.๑ กิโลกรัม ทุกเส้นที่สุ่มออกมา

หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ให้พิจารณาว่า คนมันอ้างเอ่ยว่าไม่เคยทำบาป แต่หารู้ไม่ ไม่ว่าเจตนาหรือไม่ เหล็กที่นำมาขายนี้ ไม่เต็ม แม้นจะขาดไปนิดหน่อย ดูไม่เป็นไร คนซื้อไม่เห็นมีคนไหนโวยวาย หากแต่เมื่อนำไปใช้ ด้วยความที่มันตกมาตรฐาน อันตรายก็เกิดขึ้น แลผู้ที่จ่าย ก็จ่ายเงินครบ แต่ได้เหล็กที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ดูแล้วบิลเงินคนละไม่เท่าไหร่ แต่ทำไปทำไป หลายปีเข้า เงินจำนวนนี้ก็สะสม รายแล้วรายเล่า เป็นกำไรมหาศาลแก่คนขาย

นี่แลมันเป็นกรรมย้อนมา กำไรน้อยนิดแต่ไม่ควรได้ รวมกับอุบัติเหตุที่เกิด เมื่อคนนำไปใช้ บั้นปลายของคนค้าเหล็ก มันจึงหนีโรคร้ายไม่พ้น ทั้งที่ตนของตนคิดว่า ตนไม่เคยทำบาป

แล้วท่านก็พยากรณ์ว่า วันหนึ่งคนขายเหล็กนี้เป็นมะเร็ง แล้วมาหาท่าน จะรักษาโดยวิธีใด ... ผ่านมาผ่านไปหลายปี คำพยากรณ์นั้นก็เป็นจริง คนผู้นั้นเป็นมะเร็งมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ให้ช่วย

บิลวันนี้ของเรา ไม่ได้มากล่าวร้ายใคร แต่มาชี้ให้พิจารณาว่า ทำแล้วคุ้มกันไหม เงินเศษสตางค์ ที่คิดเกินไป ทั้งที่ก็คิดค่าบริการไปแล้ว นั่นก็กำไรมหาศาล เมื่อมารวมกันของบิลหลายล้านใบต่อเดือน คิดเป็นเงินทั้งปี บริษัทนี้อาจจะใช้เงินส่วนนี้จ่ายโบนัส โดยตนไม่ต้องควักสักแดง แล้วอาจมีกำไรเหลือก็เป็นได้

แต่นั่นแลกมาด้วยอะไร พนักงานก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ยิ่งบัญชีต้นคิดด้วยแล้ว จึงอย่าสงสัยเลย ฉันทำงานอยู่กับหน้าจอ อยู่กับตัวเลข ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เคยทำร้ายใคร แต่นี่แหละกำลังสร้าง ... พรหมลิขิต โรคร้าย รออยู่วันข้างหน้า

จะให้บอกว่า เป็นโรคร้ายเพราะเชื้อโรค มิใช่ มิใช่ แต่ศาสตร์พระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ชี้ชัดว่า "ตัวกระทำ ที่เบียดเบียนผู้อื่น" นั่นแล คือ เหตุแห่งโรคที่แท้จริง

บทสรุป แม่ชีเมี้ยนเคยสอนฆราวาสว่า อย่าพึงคิด ว่าไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่เคยมีใครอ้างเอ่ย แต่ตัวกระทำไม่ตาย อะไรที่เกินเลย เบียดเบียนเขา นั่นเราสร้างไว้ มันจะย้อนมาหาตนของเราในวันข้างหน้า เรารับเงินเดือน ตอบแทนการทำงานวันละแปดชั่วโมง แต่ไม่มีใครดู ไม่มีใครเอ่ย เราทำแค่ ห้าหกชั่วโมง มาสายกลับเร็ว ทำไปทำมา ก็กายเจ็บ เป็นโรค ไม่รู้ว่าตนทำไมจึงเป็น แล้วก็โทษนี่นั่น ทำให้เป็น แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบหรอก ใช้ความคิด ความฉลาด เอาของเขามาวันนี้ วันข้างหน้า ก็ถูกเขาเอาไปเช่นเดียวกัน วันนี้มัดมือชก เอาเขามา ถึงวันเวลา หมอก็มัดมือชก เอาเงินไป ไม่เห็นหรือ หรือไม่อยู่ดีๆก็เสียทรัพย์

พิจารณาแล้วอย่าเมินเฉย อย่าอ้างเอ่ย ของที่ไม่ใช่ของเรา เอามาทำไม ได้ไม่คุ้มเสีย เห็นว่าเล็กน้อย น้ำหยดเดียว รวมกันมารวมกันไป จากวันเป็นเดือน เป็นปี หลายๆปี มันก็มหาศาลจมเราได้น่ะ

นี่ยิ่งแล้วใหญ่ เอาของเขา แถมยังมีบุญคุณ อ้างเอ่ยว่าลดให้ ให้คนเขาเข้าใจผิด ... อย่าพึงเลียนแบบอย่างนี้เลย นี่เขากำลังเดินตามรอยพ่อค้าเหล็กแล้ว

วันหนึ่งประวัติศาสตร์ย้อนรอย คนของบริษัทนี้ เจ้าของบริษัทนี้ อาจวิ่งมาหาท่านอาสิให้ช่วย ... ก็เจอคำถามเหมือนอดีตหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วจะช่วยได้โดยวิธีใด

วันนี้ มาเจอคำสอนของศาสนา ควรแก้เสียก่อนไหม ฤาจะรอเป็นโรคมา แล้วค่อยแก้ แน่ใจหรือ ว่าแก้ได้ นี่มันเจตนาชัดๆ กรรมครบเลย กาย วาจา ใจ ทำทั้งๆที่รู้ นี่แลปัญญามีใช้ในทางที่ผิด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ....

ก็ถ้าจะทำ ก็พูดเขียนไปตรงๆ คนให้เขายินยอม อโหสิกรรมกัน จะได้ไม่เป็นเวรเป็นกรรมกัน อย่าใช้เล่เหลี่ยมพลิกแพลง กว่าจะรู้ ผลทุกข์ก็เกิดกับตนของตนแล้ว นอนไส้บิด นอนปวด ร้องโอยๆ แล้วจะร้องให้ใครช่วย

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ขอนิสัย


ศาสนามานั่งอยู่ทุกวันนี้ จะหาคนไทยที่มุ่งหมายในการพ้นนิสัย เดินในสายธรรมตลอดชีวิต ก็คงยากยิ่ง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สิ่งที่คงทำได้นั่นคือ "ขอนิสัย"

วินัยปฏิบัติข้อหนึ่ง ในการขอนิสัย ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้สมาชิกมูลนิธิไทยกรุณาธรรม จึงเป็นการนำสิ่งของ วัตถุดิบสมุนไพร ติดไม้ติดมือ มาร่วม มาขอนิสัย นั่นเอง

คำถาม ที่หลายคนสงสัย นั่นคือ จำนวนเท่าไหร่ มากมายแค่ไหน จึงเป็นการขอนิสัย

แม่ชีเมี้ยนเคยตรัสสอนสงฆ์ในยุคถ้ำกระบอกว่า การขอนิสัยของพระพุทธศาสนา นั้นทำโดยที่ไม่เดือดร้อนแก่ตนเอง นั่นแลถูกต้อง และได้นิสัย

ท่านจึงยกตัวอย่างเช่น มีสิบบาท ก็แบ่งห้าบาทมาขอนิสัย เหลือห้าบาทไว้บำรุงในครอบครัว ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมีสิบทำร้อย นั่นสร้างความเดือดร้อนแก่ตนแลครอบครัว ซ้ำยังไม่ได้นิสัยอีกด้วย

ด้วยเหตุที่อายเขา มีสิบบาท ตั้งใจจะซื้อมะกรูดห้าบาท มาร่วม พอเห็นคนอื่น ทำร้อยบาท อายเขา กลัวได้ไม่เท่าเขา ก็ไปยืม ไปกู้ ให้ได้มาซึ่ง ร้อยบาท แล้วเอาไปทำเหมือนเขา ผลที่ควรจะได้จากการทำ ก็ไม่ได้ แถมตนเองเดือนร้อน นั่นพระพุทธไม่ยินดี แลไม่สอนให้ทำ

ยิ่งไปกว่านั้น อาจอายเขา เราเอามาลูกเดียว ที่พอหายได้ กลัวคนเห็น กลัวอาย เอาไปฝากคนอื่น ฉันฝากมะกรูดร่วมไปกับเธอด้วยลูกหนึ่ง แทนที่ผลจะเกิดกับตน ผู้รับฝาก ก็เอาผลแห่งตัวกระทำของตนไปเสียหมด การกระทำของตนก็เสียเปล่า นี่แลทำไมต้องมาเอง ต้องทำเอง

บทสรุป สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดเป็นวินัยให้ทำ ล้วนแล้วพิจารณาแล้ว ผู้ใดทำตาม ย่อมมีแต่ผลดี หากแต่ไม่สามารถอธิบายให้ทุกคนได้ ผู้ใดอยากรู้ ก็ไปถามผู้ปฏิบัติที่สำนักลพบุรี หากแต่พิจารณาผล ถ้าทำตามแล้วดี แล้วทำไมไม่ทำต่อ ไม่รักษาไว้ ให้เป็นนิสัยติดตัวไปทุกภพทุกชาติ

ทุกสิ่งอย่างล้วนแล้วมีเหตุมีผล ทำแล้วช่วยตนได้ แต่ก็เป็นส่วนเริ่มต้นให้เราท่านเห็นวา ศาสตร์แห่งนี้แม้นเพียงน้อยนิด ยังสามารถช่วยตนพ้นโรคได้ แล้วทำไมไม่ไปเรียน ในสิ่งที่ช่วยให้สุข และสามารถเอาเป็นสมบัติติดวิญญาณบ้างเล่า

อย่างที่ท่านอาสิชี้ "สุขภาพดี ตายไปก็จบ" มันเป็นเรื่องของชาตินี้ แต่เราท่านยังต้องเกิด เพราะไม่ได้มาทำเพื่อไม่เกิด แล้วชาติหน้าหล่ะ ไม่คิดจะเขียนพรหมลิขิตที่ดีไว้หรือ

แม่ชีเมี้ยนให้สติสงฆ์ว่า การจะพิจารณาว่าใครงาม หาใช่ที่แพรพรรณที่สวมใส่ หาใช่ความมากมายของสิ่งของที่นำมา แต่อยู่ที่ผู้นำมา นำมาให้ด้วยใจ ไม่หวังผล แลไม่ทำให้ตนเดือดร้อน แม้นเสื้อผ้าจะซอมซ่อ ขาดวิ่น แต่นั่นแหละ คือ "คนงามน้ำใจ" ควรที่จะรับสิ่งของนั้นไว้ แล้วมาแปรเป็นผลไชยทานที่ดี เพื่อส่งคืนแก่ผู้นั้น แต่หากแม้นใส่แพรพรรณดี นำสิ่งของมามาก เพื่ออวดตน หรือทำตามผู้อื่น นั้นมิควรที่จะรับ

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ของดี


นิสัยของคนไทย ที่ไหนเขาว่าดี ก็ดั้นด้นไป แล้วก็เป็นธรรมดา อยากได้ของดี มาเป็นของตน

ที่ไหนเขาว่าศักดิ์สิทธิ์ แลครั้นไปถึง ก็มองสอดส่องหาวัตถุมงคล เช่ามา จะถูกแพง ก็ว่ากันไปตามฐานะที่เอื้อมถึง

แลหากจะพูดถึง พระ ที่คนทั้งหลายเชื่อว่าศํกดิ์สิทธิ์ มีพุทธคุณมากมาย อย่างพระสมเด็จ ที่ทุกคนหมายปองอยากจะมีไว้ ด้วยฟังสรรพคุณมามากมายไม่รู้จบ

คำถามที่คนทั้งหลาย อาจไม่เคยคิด แต่ก็ควรจะคิด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งมงคล นั้นศักดิ์สิทธิื มงคล ด้วยเหตุใด

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ก็ด้วย "การให้ โดยไม่หวังผลตอบแทน" นั่นเอง

คงไม่ต่างอะไรกับ สิ่งที่พ่อแม่ให้ลูก ทำไมมันเป็นคุณมหาศาล ฉันใดก็ฉันนั้น

เมื่อเคล็ดอันนี้ถูกลบเลือน หรือบิดเบือน กลายเป็นราคาค่างวด ความมงคล หรือศักดิ์สิทธิ์ จึงเลือนหายไป

ภาพอันนี้ปรากฎชัดในยุคนี้ เมื่อย้อนไปยังถ้ำกระบอก ที่สรรพคุณของสมุนไพรที่เกิดจากการให้ด้วยไม่หวังผลตอบแทน ของพระในยุค ๒๕๐๑ ถึง ๒๕๐๙ จนทั้งโลกต้องยอมรับ แลส่งผลให้ได้รับรางวัลแมกไซไซต่อมา

ครั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง มาเป็นต้องมีค่าใช้จ่าย สรรพคุณของสมุนไพรก็เสื่อมลงทันตาเห็น

ภาพที่คนปัจจุบันเห็นแลมีมากมายที่เอาไปเลียนแบบ ด้วยเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ นั่นคือ การรักษายาเสพติด คือการทานยาตัด แล้วต้องทานน้ำตามเยอะๆ แล้วอาเจียนพุ่งเป็นสาย ที่หลายคนติดตา หากความจริง การทานยาตัดในยุคต้นๆ หาใช่แบบนี้ไม่

ภาพดังกล่าวจึงเกิดจากสรรพคุณที่ด้อยลง แล้วพยายามทำให้เกิดอาเจียน จึงต้องทานน้ำเข้าไปปริมาณมากๆ หลายคนที่เลียนแบบไม่รู้ ก็คิดว่าใช่ บางวัดที่เอาไปทำ จึงปรากฎเป็นข่าว ทำให้คนป่วยถึงกับอาเจียนเป็นเลือดเลยก็เคยปรากฎ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้เห็นว่า นี่เองทำไมที่นี่จึงมีกฎกติกา หรือวินัยแบบนี้ ทำไมต้องเป็นจิตอาสา ทำไมจึงชักชวนคนให้มีนิสัยพระเวสสันดร หิ้วมะกรูดลูก มะพร้าวลูก มาให้ ช่วยกันทำ แล้วก็แบ่งกันทาน

บทสรุป ตำนานของถ้ำกระบอก ก่อนปี ๒๕๑๐ จึงถูกกลบ ไม่ให้ใครรู้ ไม่มีใครเอ่ยถึงหลวงพ่อนิพนธ์ ที่เป็นหนึ่งในสามของตำนานถ้ำกระบอกยุคต้นๆ แลก็เฉกเช่นกัน ไม่มีใครพูด ใครบอกว่า พระสมเด็จที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น พระท่านให้ ท่านแจกฟรี จึงมีสรรพคุณ เมื่อบิดเบือน แต่แอบอ้างสรรคุณในอดีต ทั้งที่ปัจจุบัน มันเสื่อมไปด้วยการกระทำแล้ว มันจึงกลายเป็น "พุทธพาณิชย์" เป็นไปด้วยความโลภ มันจะศักดิ์สิทธิ์ได้โดยวิธีใด

จึงอย่าแปลกใจเลย สถานปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ที่หลวงพ่อนิพนธ์ตั้งขึ้น จึงไม่มีสิ่งอื่นใดที่ให้ชื่นชม เหมือนวัดอื่นทั่วไป ไม่มีโบสถ์ ศาลา สวยงาม ไม่มีมหรสพ เพื่อดึงดูดคนมา เพราะต้องการผู้มีปัญญา มองเห็นว่า วัดของท่่านมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีมงคล ด้วยมี "ธรรมคำสอน" ใครมาฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ช่วยตนได้ เป็นมงคลคุ้มครองชีวิตตนได้ นั่นเอง

ไม่ต้องใช้คำโฆษณากล่าวอ้าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่ใครมาปฏิบัติ ทำได้ ความปรารถนาหายโรค ย่อมเป็นไปได้ อันเป็นเครื่องยืนยัน "ทำถูก ผลถูกย่อมเกิด" หากแต่อยากได้ อยากช่วยตน ต้องทำเอง จะมานั่งอ้อนวอน ขอพร มีพระทันใจ สมหวัง ดลบันดาล นั้นไม่ใช่

เราจึงกล้าท้าทาย ไหนว่าเป็นเอดส์ไม่หาย ไหนว่าเป็นมะเร็งต้องตาย อยู่ได้สามเดือน หกเดือน ลองไปวางสัจจะบวชสามปี แล้วปฏิบัติ ดูสิจะตายไหม แลก็เช่นกัน ที่ไหนที่ว่าแน่ ว่าศักดิ์สิทธิ์ หรือมียาดี ก็ลองเอาไปรักษา ช่วยดู แล้วดูสิจะรอดไหม ว่าแต่... จะมีคนที่เป็นโรคกล้าไหมเท่านั้นเอง คงยาก เพราะกรรมมันบังตา บังใจ รอแต่ยารักษา รอแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหาะลงมา เคาะกบาลแล้วหายเลย ... นั่นฝันที่ไม่มีทางจะเป็นจริง

ก็โลกนี้เขาบอก "ของดี ราคาต้องแพง" ก็พาลเชื่อ ว่า "ยาแพง ต้องดี" บ้างหล่ะ "บริจาคเยอะๆ แล้วดี" บ้างหล่ะ ไม่ย้อนนึกเลยว่า แล้วเจ้าชาย สละสมบัติ ทิ้งทุกอย่าง มาทำให้ ด้วยมือตน ทำไม ....

แลก็ไม่แปลกเลยว่า ณ.วันนี้ จะมีใครพูดถึง แม่ชีเมี้ยน ว่าคำสอนของท่าน "สอนอะไร อย่างไร" เอาแต่สมุนไพรเท่านั้นเอง

ที่กล่าวมิใช่ว่าผู้หนึ่งผู้ใด หากแต่อยากชี้ว่า "จะเชื่อสิ่งใด ต้องดูผล"

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ร้อน


ภาพหนังผีของไทย ที่คุ้นตามาตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือ การสาดสิ่งของ หรือขว้าง หรือ แสดง ที่คิดว่ามีอาคม มีความศักดิ์สิทธิ์ใส่ผี

ผลก็คือ สิ่งใดที่เป็นของปลอม หรือ ไม่ดีจริง ผีก็ไม่กลัว หากแม้นสิ่งนั้นเป็นของดีจริง มีฤทธิ์จริง ผีก็ร้อน และท้ายที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้หนีไป เห็นกันจนชินตา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ภาพนี้ให้ดูเสมอเพื่อเป็นสติ ว่าคนทั้งหลายทั้งปวงดิ้นรนหาวิธีการ ให้หายโรค ไปที่ใด เจอแต่ของปลอม ผลก็คือ ผีร้ายหรือโรค ไม่เคยเกรงกลัว ไม่เพียงไม่หายไป แต่บางทีอาจกลับพาพวกมารุมกินโต๊ะเสียอี ก นั่นคือ จากหนึ่งโรค เป็นสอง สาม สี่...

ประการสำคัญคือ เมื่อผีมันไม่กลัว มันก็ไม่แสดงอาการดิ้นรน ไม่ร้อนรน จนทำให้คนทั้งหลาย คิดไปเอง เออเอง ว่า การกระทำของตนนั้นถูกต้อง ชอบอกชอบใจ ถูกจริต ด้วยไม่มีอาการปรากฎในวันนี้นั่นเอง

นั่นคือหายนะของชีวิต เพราะกว่าจะรู้ตัว ว่าสิ่งที่ทำมันช่วยตนไม่ได้ อาการปรากฎ ด้วยโรคนั้นสุกงอม แก่ และใกล้ตาย แต่มิได้โดยลำพัง เอาชีวิตของเราท่านที่เป็นโรคนั้น ตายไปด้วย ก็สายเกินกว่าจะเยียวยาเสียแล้ว

ครั้นพอมีวาสนามาเจอศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เจอของจริง ผีก็ย่อมต้องกลัวเป็นของธรรมดา ผลก็คือ ย่อมจะแสดงฤทธิ์แสดงเดช เพื่อให้เราท่านไปจากที่นี่ จะด้วยวิธีใดก็ตาม แลที่มักจะเห็นเป็นประจำ ก็คือ การเกิดอาการ หากคนไหนทนอาการได้ ก็ใช้ความคิดเห็น ทิฐิ ไม่ชอบเจ้าหน้าที่คนนี้ ไม่ชอบคนนั้น รอไม่ไหว ทนอากาศร้อนไม่ไหว ไม่ชอบคนเยอะ นานาจิตตัง แล้วก็พาตัวไปไกลจากศาสนาของพระภูมี เข้าล็อคของผี คือ กรรม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้หนทางแลกันไว้ ก็ด้วยการพูดทำความเข้าใจ แลให้รีบสร้างนิสัยธรรม อันจักทำให้เกิดความเย็น จิตใจสงบ ไม่รุ่มร้อนไปตามอาการ สภาวะแวดล้อม ที่ตนไม่ชอบด้วยกรรมของตนทำมา ย้อมมาทำลายตน

นี่แลทำไมเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนาคือความสงบ เพราะต่างคน ต่างนิสัย ต่างสันดาน ต่างความคิด แลมักเห็นผู้อื่นผิด ถ้ามาอยู่รวมกัน แล้วไม่ลดกิริยาลง ย่อมเลี่ยงการกระทบกระทั่ง ด้วยนิสัยแห่งตน ได้ยาก ก็มักจะเป็นเหตุซึ่งกันและกัน ผลก็คือ แทนที่จะมาหาบุญในแผ่นดินของศาสนา กลายมาเป็นสร้างบาป ทำลายผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่สามารถช่วยตนได้ ต้องกระเด็นกลับไปในสายกรรม

แม่ชีเมี้ยนจึงมักตรัสสอนสงฆ์ว่า แผ่นดินของศาสนา "ทำถูกผลบุญก็มหาศาล ทำผิดก็บาปมหันต์ทวีคูณ" การกระทำทุกสิ่งอย่าง จึงต้องมีสติ ด้วยผลแห่งการกระทำนั้น มีผลต่อชีวิตสรรพสัตว์มากมายนั่นเอง

เอาแค่ห้องสวดมนต์ หลวงพ่อนิพนธ์เคยสอนเรา เมื่อมีอาการ ไอ จาม ในขณะที่ท่านเทศน์สอนว่า หากปล่อยตามนิสัย ไม่ระวังระไว เสียงของการไอจามของเรา อาจไปทำให้คนอื่น พลาดที่จะได้ยินประโยคสำคัญที่เมื่อนำไปทำแล้วช่วยชีวิตตนได้ นั่นก็เท่ากับ เสียง ไอ จาม ของเรานั้น ได้ฆ่ามนุษย์ไปแล้วนั่นเอง จะปฏิเสธสักฉันใด ก็คงไม่ได้ หากเราลดกิริยา ไม่ทำให้เกิดเสียงดัง คนผู้นั้น ได้ยิน ได้ฟัง แล้วเอาไปทำช่วยตนได้ ก็ย่อมเป็นอานิสงฆ์เกิดจากเราเช่นกัน ความสงบ ที่ดูแล้วไม่มีอะไร ก็แค่เงียบ จึงย้อนกลับมาให้สุข ให้เราหายโรคได้ ยิ่งถ้ามีสักคนในการฟังนั้น สามารถทำตนจนเป็นคนดี หรือเปลี่ยนตนเป็นสงฆ์ แลเป็นสงฆ์ที่ดีด้วยแล้ว เหมือนถูกหวยเบอร์ใหญ่

บทสรุป คนทั้งหลาย เมื่อมีกรรมเป็นนาย จึงมักพ่ายแพ้ ความคิด ความเห็น ความจำเป็น แก่ตน แล้วก็พาตนออกจากศาสนา กลับไปอยู่ใต้กรรม คนเหล่านั้น ยิ่งมาก็ยิ่งร้อน ทำไมไม่หายสักที ทำไมให้แค่นี้ รู้ไหมเสียค่ารถ ค่าอะไรต้องเท่าไหร่ ทำไมเจ้าหน้าที่พูดจาหมาไม่แดก ไร้มารยาท โทษโน่นนี่นั่น ไม่เคยพิจารณาเลยว่า นั่นกรรมเราทำมา มันย้อมมาหาตน มาเป็นมารให้ตนไกลศาสนา คนที่จะประสพความสำเร็จ จึงต้องเอาเหตุ เอาผล ฟัง พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ก็จะไม่ร้อนรน สงบนิ่ง ใช้ขันติอดทน จึงไม่แปลกที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า ใครทำได้ พฤติกรรมย่อมเหนือมนุษย์ เขาจึงได้อภิสิทธิ์เหนือมนุษย์ หายโรค ที่คนทั้งโลกไม่หายได้

การหายจึงไม่ใช่ด้วยอ้อนวอนร้องขอ สมุนไพรดี แต่แลกมาด้วยความ ขันติ อดทน ความเพียรอันมหาศาล ในการฝืนนิสัย พฤติกรรมแห่งตน ที่มีมาในอดีต มาอยู่ในรอยของพระภูมีต่างหาก นี่แล หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า คนที่จะพบปาฏิหารย์หรือไม่ จึงข้ึ้นอยู่กับคุณสมบัติ พฤติกรรม ที่ตนทำ ทำถูกผลถูกจึงสนอง ไม่ใช่ด้วยสมุนไพรดี หากทำผิด พฤติกรรมไม่เปลี่ยน ทานสักฉันใด ก็เสมือนทานน้ำ ผ่านมาก็ผ่านไป จะหวังช่วยชีวิตตนให้พ้นโรคนั้นยากยิ่ง แม้นจักได้ หายโรคนี้ ... เป็นโรคนั้น ... หรือแม้นกระทั่งอุบัติภัยก็ย่อมได้

วินัยของศาสนา แม่ชีเมี้ยนจึงอุปมาเสมือนตระแกรงร่อน ตักดินขื้นมา ร่อนไปร่อนมา เหลือทองติดตะแกรงน้อยเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น แลสิ่งที่ได้ก็มีค่านัก คุ้มกับความเหนื่อย ความล้า ที่ลงทุนมิใช่หรือ

มาเป็นร้อยเป็นพัน หายสักห้าคนสิบคน ก็คุ้มแล้ว เพราะนั่นเป็นเครื่องชี้ว่า ศาสตร์นี้มีผลจริง ทำได้ ก็ช่วยตนได้ หรือที่หลวงพ่อนิพนธ์มักพูดบ่อยๆ คือคนทำได้ จึงสมควรได้ของกายสิทธิ์ ได้สัมผัสปาฏิหารย์ เพราะเป็นคนมีปัญญา ขันติ อดทน เป็นปราชญ์


วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561

แบบไหน

ศาสนา หรือ คำสอน ในโลกใบนี้มีมากมายยิ่ง จนนับไม่ไหว แต่ศาสน์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา นั้นกลับมีความแตกต่าง โดดเด่นนัก นั่นคือ "ศาสนาทำ"

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ศาสตร์ของพระภูมี มีพระพุทธเจ้าทำรอยไว้ แล้วชี้ให้คนเดินตาม อยากได้ต้องทำเอง

จึงเห็นได้ชัดว่า ไม่จำเป็นต้องรู้มาก ไม่จำเป็นต้องรู้ก่อน เพียงแต่พิจารณา หากเชื่อ แล้วก็ลงมือทำเลย นักธรรมเอก นักธรรมโท อะไร จึงไม่มีความจำเป็นต่อการสร้างบุญ สร้างทาน ของพระพุทธศาสนาแม้นแต่น้อย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า รู้ไปก็เท่านั้น มีแต่เอาไว้เอ่ยอ้างข่มกัน ที่สำคัญ บุญทาน มิได้เกิดจากการรู้ แต่เกิดจากการทำ ตามธรรมคำสอนของพระภูมี ตามรอยที่ทิ้งไว้ให้ต่างหาก

อันจักเห็นได้ชัดว่า คนที่รู้เรื่องศีล มีทั่วประเทศไทย แต่คนที่จะเดินตามรอยธรรม แล้วช่วยตนได้ มีสักกี่คนกันเล่า ทั้งๆที่ บุญญาธิการของศาสนานั้น เป็นที่ประจักษ์ นั่นคือ สามารถพาไปยังมรรคผล นิพพานได้ พ้นกรรม พ้นเกิด นี่แค่ทำเพียงเพื่อหายโรค รู้ธรรม ท่องเป็นวรรคเป็นเวร อธิบาย สาธยายเทศน์ฉอดๆ แต่ช่วยตนไม่ได้ เพราะไม่ทำนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาว่า บุญของศาสนาของคนไทย สร้างไว้นั้นต้องยิ่งใหญ่ ต้องทำใหญ่ ต้องอลังการ สร้างวัดใหญ่ๆ สร้างพระใหญ่ๆ แต่แบบของพระพุทธเจ้า หาใช่เป็นเยี่ยงนั้นไม่ บุญทานของพระพุทธเจ้าสร้างจากสิ่งเล็กๆ เพื่อให้เกิดสติที่โตใหญ่ต่างหาก

ค่อยๆ ฝึกวันละนิด สติก็จักชำนาญ และโตใหญ่ พิจารณาอะไรก็สร้างบุญแก่ตนได้ อาทิ ขวดน้ำหนึ่งใบ ทิ้งไปก็เสียเปล่า หากสามารถสร้างสติ นำไปให้สุขแก่ผู้อื่น ก็เก็บมา แลหากพิจารณาละเอียดลงไปอีก หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ว่า พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงของจักรวาล นั่นคือ "ตัวกระทำไม่ตาย ทำอย่างไรได้อย่างนั้น"

เมื่อพิจารณาคำสอน ย่อมเห็นหนทาง เห็นรอยบุญของพระพุทธเจ้า หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ว่า ก็แล้วสิ่งที่เราทำให้ผู้อื่น ทำไมไม่ทำให้ขาวสะอาด เพื่อสร้างสุขแก่ผู้อื่นเท่าที่จะทำได้เล่า ขวดใบนั้น ก็จึงถูกนำไปล้าง คว่ำเก็บให้แห้ง แล้วเก็บใส่ถุง นำมาใส่สมุนไพรให้คนป่วย

ก็จักเทียบให้เห็นว่า โบสถ์วิหารที่โตใหญ่ พระพุทธรูปที่ใหญ่โต มูลค่ามหาศาล ขวดใบน้อยเทียบไม่ได้เลย แต่สิ่งเหล่านั้น ให้สุขแก่สรรพสัตว์อันใดบ้าง แค่เจริญหูเจริญตา จิ้งจกยังเข้าไปอาศัยไม่ได้เลย พระนั้นเล่าก็นั่งนิ่ง สอนสั่งก็ไม่ได้ จักให้เป็นที่สงบ คนที่ไปกราบไหว้ ก็หาทำกันไม่ ไม่มีการลดกิริยา ลดอะไรของตนลงได้เลย พิจารณาแล้วหาคุณค่าได้น้อยนิด แต่ขวดใบน้อยด้อยราคา ถ้าไม่มี คนทุกข์จะมีสมุนไพรทานได้กระนั้นหรือ คนทุกข์จะหายทุกข์จากโรคที่ตนเป็นได้กระนั้นหรือ

จึงไม่แปลกที่หลวงพ่อนิพนธ์ยืนยันว่า เชื่อเถอะขวดใบน้อยก็ทำให้หายโรคได้ ด้วยเดินตามรอยของพระภูมี "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว"

บทสรุป ศาสนาของแม่ชีเมี้ยนต่างกับศาสนาแลคำสอนอื่นตรงไหน ก็ตรงที่ หิวข้าว อยากได้ข้าวมาประทังหิว ก็ต้องลงมือทำ มิใช่ ท่องบ่น หรืออ้อนวอน ให้ข้าวลอยลงมาจากฟากฟ้า ประทังหิว ที่ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ อ้อนวอนสักฉันใด ก็ไม่มีทางหายโรค แต่ถ้าลงมือทำ ใช้สติเท่าที่มี สร้างสุขให้ผู้อื่น ลดกิริยาลง บางสิ่งบางอย่าง ที่จะสร้างทุกข์ให้ผู้อื่น นั่นแล หนทางหายโรค ที่คนทั้งโลกไม่หาย จักเป็นไปได้

คนไม่รู้ ก็บอกว่า โรคเกิดจากเชื้อโรค คนไม่รู้ก็บอกว่า หายโรคด้วยสมุนไพร นั่นมันมั่ว เมื่อมันไม่รู้แล้วอ้างเอ่ย มันจึงไม่หายโรค มันจึงไม่เอามือทำ

ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า โรคเป็นบริวารกรรม เป็นอำนาจ สมุนไพรเป็นบริวารธรรม มีธรรมเป็นอำนาจ ต่างเป็นหุ่นเชิดทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครเห็นกรรม ไม่มีใครเห็นบุญ แต่สัมผัสได้ กรรมมันใช้ กรรมมันสั่ง ก็ทุกข์เวทนา เจ็บเจียนตาย บุญส่งเสริม ก็หายทุกข์ หายเจ็บ หายโรค

ก็แล้วจะไปกันอย่างไรหนอ อยากจะกินข้าว อยากจะหายโรค แต่ไม่อยากทำ ... ดูรอยเขาบ้าง ขนาดครูบาอาจารย์ ยังต้องทำ ไม่มีวันหยุด แล้วเราท่านจะมาหายโรค แค่สวดมนต์ยังไม่สน กูจะคุย กูจะทำแบบนี้ ถามกรรมหรือยัง เขายอมหรือเปล่า

สติที่หลวงพ่อนิพนธ์มักเตือนสงฆ์เสมอว่า ก็ขนาดพระโคดม ที่ทรงเสด็จเดินมายังประเทศไทย ผ่านวัดคลองเม่า ยังโดนหนามไผ่ทะลุเท้า ต้องเอาใบไผ่พัน แล้วเดินมายังพระพุทธบาท แลไปหลบฝนที่ถ้ำกระบอกเลย ก็แล้วเราท่านเป็นใคร มีบุญสักปานไหน กลับประมาท กูจะเอาแค่นี้ พอแล้ว ไม่ทำแล้ว นี่เรียกไม้สูงกว่าแม่แล้ว พึงระวังจะแพ้ลมบนบ้างเน้อ หักกลางคันเอาง่ายๆ

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ดีกว่าไหม


คำโบราณกล่าวไว้ว่า "คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล"

หากแต่ทุกวันนี้ คนหลงลม ไปเชื่อในคนที่มีกิเลส คือมีความโลภในหัวใจ ย่อมชักจูงส่งเสริมไปเพื่อผลประโยชน์แห่งตน เป็นธรรมดา

แลก็ไม่แปลกอะไร หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้ดูเสมอว่า มนุษย์ทั้งหลายล้วนแล้วแต่มีกรรมเป็นนาย ที่ใดที่ส่งเสริมธรรม อันเป็นนิสัยที่ไม่คุ้นชิน สถานที่นั้นผู้ที่จะมาถึง จึงต้องแหวกว่า ทวนกระแส ทวนนิสัย จึงไม่แปลกที่มีน้อยคน หากแต่สิ่งใดที่กรรมส่งเสริม ผู้คนแห่แหนกันไปอย่างล้นหลาม เหยียบกันตาย แย่งกันตาย ก็มีกันให้เห็นอย่างมากมาย

ไกลตัวไป มองภาพไม่เห็น ก็ดูแต่การสวดมนต์ ที่หลวงพ่อนิพนธ์จัดเป็นวินัยธรรม ให้คนป่วยปฏิบัติ ด้วยคำสอนของแม่ชีเมี้ยนที่ชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า "กรรมมันจำนิสัย" จะหนีกรรม หรือ เว้นจากกรรม ก็ด้วยเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนนิสัย ทำให้กรรมมันจำไม่ได้ จึงต้องฝืนนิสัยตน มาใช้นิสัยของพระพุทธเจ้า ทำให้ดู ทำให้เห็น ก็ด้วยการมาสงบ กาย แทนที่จะพูดคุยตามนิสัยสันดาน นินทา ด่าว่า ติเตียนผู้อื่น ก็มาสวดมนต์ธรรมโลกุตตระแทน แลสงบใจ

หากแต่หลายคนก็ยังพึงหวังว่าจะพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลอยลงมาจากฟากฟ้า เป็นเทวดา เป็นนางฟ้า ... แล้วเสกเป่าให้พร ให้ตนหายโรคดั่งปาฏิหาริย์ ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นดอก เพราะศาสนาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นปราชญ์ ก็ย่อมต้องการปราชญ์ หากแต่คนใดดู แล้วพิจารณา ก็จักเห็นว่า สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ทำ นั้นคือ ปาฏิหาริย์ของศาสนา ปรากฎอยู่ตรงหน้าแล้ว

กองทหารที่ว่าเข้มแข็ง อดทน มีวินัย ฝึกมาอย่างดี ยังต้องมีเต๊นท์พยาบาล ตายคาสนามฝึกได้ แต่นี่ คนที่มามีแต่คนอ่อนแอ เป็นโรค แต่ไม่เคยมีใครตาย เป็นลม ขณะสวดมนต์ ทำวินัยของพระพุทธเจ้าเลย

หายโรคนั้นเป็นไปได้ แต่หลักปราชญ์ของพระภูมี กล่าวว่า จะดีกว่าไหม ถ้าจะป้องกันไม่ให้เป็นโรค เพราะ การกันไว้ดีกว่าการมาตามแก้ นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ช่องให้เห็นว่า ก็โรคเกิดจากกรรม เราท่านทำไว้แล้ว ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว วันนี้เป็นโรคมาเพื่อใช้หนี้ แก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะมันทำแล้ว ก็ต้องขันติ อดทน หรือ อยากให้หายเร็ว ก็ไปทุกข์กับวินัยธรรม แทนที่จะมาต้องทุกข์กับโรคใช้

ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อทำกรรม ผลกรรมยังสนอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า แล้วทำไมไม่ทำสุขให้แก่ตนบ้าง เพื่อสุขนั้นจะได้สนองตน นี่แหละพรหมลิขิต เราท่านเขียนเองได้

จะดีกว่าไหม ถ้าเราท่านพาตนไปช่วยคนป่วยมะเร็ง จะได้ไม่เป็นมะเร็ง ไปช่วยคนป่วยอัมพฤกต์ จะได้ไม่เป็นอัมพฤกต์ ในภายภาคหน้า นี่แลทำไมเราท่านทั้งหลายจึงควรพัฒนาตน ไปเป็นจิตอาสาช่วยคนป่วย หรือแม้นแต่ชวนคนที่เราท่านรัก มาทำตนเป็นจิตอาสา จะได้ไม่ต้องไปเป็นไง

บทพิสูจน์ที่ศูนย์สมุนไพรบ่อพลอย มีให้เห็น เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ช่องให้คนป่วย ที่แม้นจะมาทานสมุนไพรเขียวคนละเป๊ก ต่อสัปดาห์ โดยชี้ว่า ก็สร้างอุปาทาน จะเอาแรงที่ได้ ไปช่วยผู้อื่น โดยการเป็นจิตอาสาดูแลต้นยา คนละต้น สองต้น ตามแต่จะทำได้ มาพรวนดิน รดน้ำ ผลก็คือ ทุกผู้คนที่ทำตาม ล้วนแล้วประสพผลในการช่วยตน แลผลแห่งการทำยังได้เก็บมาให้คนป่วยทุกวันนี้ได้ทาน

บทสรุป ไม่เชื่อหรือ "ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว" ก็แล้วอยากมีสุข ไม่อยากเป็นโรค ดันไปเชื่อคนโลภ ต้องออกกำลังกาย ต้องทานอาหารดี มีสุขลักษณธ ต้องกินดี อยู่ดี ต้อง... ไม่เห็นหรือ ตายคาสนาม ตายทั้งๆที่กินดีๆ ตายทั้งๆที่ อยู่บ้านหรู แล้วทำไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ... ที่เป็นจอมปราชญ์ ไม่แนะนำสิ่งผิดแน่นอน นั่นคือ "ให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย" เล่า

พูดไปทำไมมี ดูสิ จองบัตร ไปดูคนที่พูดเก่ง ตั๋วใบละสี่พันบาท หมดเกลี้ยงภายใน ๑ นาที ไปนอนรอ ไปแย่งกัน เพื่อความสุขเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่จะมีใครเชื่อศาสน์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา พากายตนไปให้สุขแก่ผู้อื่น หยิบมะพร้าวลูก มะนาวผล ไปปลอกมะกรูด ไปป่นพริกไทย ให้คนทุกข์ เพื่อให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วสุขที่ตนปรารถนา จะได้ย้อนมายังตน ...

นี่แล ทำไมพระพุทธเจ้าจึงเป็นบุคคลที่มีความสุขที่สุดในโลก ทั้งที่จนที่สุดในโลก ก็แล้วเราท่านมาหาอะไร มาหาสุข มิใช่หรือ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้รอยแล้ว เหลือแต่ตนเองเท่านั้น ... ทวนกระแส ทวนนิสัย มาทำเพื่อช่วยตน จึงไม่ต้องสงสัยเลย ทำไมที่นี่มีคนหายโรค เพราะคนทำได้ พฤติกรรมเขาเหนือมนุษย์ จึงได้อภิสิทธิ์เหนือมนุษย์ หายโรค ที่คนทั้งโรคไม่หายกันนั่่่นเอง หาใช่ด้วยสมุนไพรวิเศษ เพียงถ่ายเดียวไม่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักดักทางเราเสมอว่า อย่าไปฝันเลย ว่าคนดีๆ เขาจะแห่แหนกันมาเป็นจิตอาสา เพราะมันไม่ได้อะไรที่เขาต้องการ ไม่มีเงิน ไม่มีชื่อ มันเป็นการเสียสละ ต้องเอาเหตุ เอาผล จึงฝ่าคลื่นกระแสกรรมมาทำได้ ดูแต่คนป่วยเถิด ไฟถึงตนแล้ว ยังยากที่จะให้เขาทำตนเลย ทั้งที่เจ้าหนี้ตามทวง ตามติดตลอดเวลา ยังทำตนประมาท ไม่ยอมทำเพื่อช่วยตน เอาแบบชูชก แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสให้สติเสมอว่า "มนุษย์จะเห็นศาสนา ร้องให้ช่วยก็เมื่อเวลาตายมาถึง นั่นเอง"

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ไม่เชื่อหรือ


ศาสน์ชี้ความจริงของมนุษย์ให้เห็นว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" นั่่นหมายความ พฤติกรรมที่แสดงย่อมสื่อถึงสิ่งที่ใจตนคิด นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่อง "กรรมอุปาทาน" อันหมายถึง ทุกสรรพสิ่งย่อมเป็นไปตามกรรม หรือ ตัวกระทำที่ตนทำมาทั้งสิ้น

แลผลกรรม หรือ ตัวกระทำ ที่ทำไว้แล้ว กลายเป็นพรหมลิขิต ให้เราท่านทั้งหลายต้องรับ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือ กรรมชั่ว ปฏิเสธสักฉันใด ฤาใครจะมาแย่งมาทำลาย ไม่ได้เลย

ถ้าไปถามคนทั้งหลาย ว่ารู้ไหม เคยได้ยินไหม ทุกคนก็บอกรู้ ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าที่ไหนๆ ไปไหน ในแผ่นดินไทย ก็ได้ยินได้ฟังสิ่งเหล่านี้

แต่ประเด็นคือ "แล้วเชื่อไหม"

ก็หากดูตามพฤติกรรม คนทั้งหลายทั้งปวงแล้ว แม้นความจริงจะปรากฎ ดั่งที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัส นั่นคือ "มนุษย์มีกรรม กันทุกทาง" หากแต่คนทั้งหลายทั้งปวง กลับไม่ตื่่นตัว เกรงกลัว หนี้กรรม ของตนที่สร้างกันมากมายมหาศาลอันนี้เลย พูดง่ายๆ คือ "ไม่เชื่อในเรื่องกรรม" นั่นเอง

แล้วเชื่ออะไร ก็วิทยาศาสตร์ เชื่อสติปัญญาแห่งตน เชื่อความคิดตน ว่าสามารถทำได้ทุกอย่าง แก้ไขได้ทุกสิ่ง แสวงหานำมาซึ่งความสุขใส่ตนได้ เป็นโรคก็มียารักษาโรค อยากได้สิ่งใด ก็หามา ไม่ว่าจะฉ้อฉล ชิงเขามา ปล้นเขามา ฤาจะสุจริตก็ตามที

เราจึงไม่แปลกใจเลย เมื่อพิจารณาถึงในยุคที่ยังคงมีพระพุทธเจ้า แม้นดูว่า สาวกเรือนแสน จะเป็นจำนวนที่มาก แต่เมื่อเทียบกับคนทั้งอินเดีย นั้น น้อยกว่าน้อย ยิ่งถ้าเทียบกับคนทั้งโลก ไม่รู้เป็นเศษเสี้ยวสักเท่าใด ทั้งๆที่คนทั้งหลายทุกคนพูดอยากมีสุข แลธรรมคำสอนก็สร้างสุข คนส่วนใหญ่ก็กล่าวกันว่า "ธรรมของพระโคดมนั้นดีนักหนา แต่ไม่เอา"

หากแต่วันนี้ เราท่านที่กรรมมาถึง บันดาลทุกข์คือ โรค แลผ่านกลวิธีที่ตนคิดว่าจะช่วยตนได้ มาเนิ่นนาน สัจจธรรมความจริงก็ปรากฎว่า ไม่มีสิ่งใดที่ช่วยตนได้ วันนี้โรคร้ายของตน ยิ่งมายิ่งโตใหญ่ แลดูท่าจะมาเอาถึงชีวิตตนแล้ว

ความคิดก็ยังไม่เปลี่ยน คือ หวังจะมาเอายาสมุนไพร ไปช่วยตน ยาดีต้องช่วยตนได้

หากแต่ความจริง พระพุทธเจ้าชี้ให้เห็น ว่านั่นเป็นหนี้กรรม แล้วการมานั่งเฉยๆ จะหมดหนี้ได้โดยวิธีใด แถมยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างหนี้ใหม่ตลอดเวลา

แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ชัดว่า หนี้ที่เกิด เหตุมาจากนิสัย ทำไมไม่เอาวินัยธรรมของพระพุทธเจ้า มาหยุด มาลด มาตัดทอน ลงเสียบ้างเป็นบางสิ่งบางอย่าง ที่สร้างกรรม สร้างหนี้ มากจนเกินไป ทำให้พรหมลิขิตแห่งตน หักกลางบ้างเสียเล่า แล้วใช้หนี้เก่า ยอมรับ ด้วยขันติ อดทน เพราะนั่นเราท่านทำไว้แล้ว

บทสรุป คนทั้งหลาย กรรมชั่วยังไม่อุบัติ เขาย่อมเพลิดเพลินเจริญใจ กับรูปงาม น้ำใส เป็นธรรมดา แต่เราท่านวันนี้ ทำไมยังประมาทเช่นนั้นเล่า ยังไม่เชื่ออีกหรือ ว่าสิ่งที่ปรากฎในวันนี้ คือ "กรรม" ที่เราทำมา ก็คนทั้งโลก สถิติก็ชี้ชัด ถ้าวิถีทางโลกช่วยได้ การตายด้วยโรค ที่เพิ่มขึ้นทุกปี มันบอกอะไร คนที่จะหายจากโรคตายได้ ด้วยทำแบบเดียวกับคนทั้งโลกทำกัน มันจะจบต่างกันได้โดยวิธีใด นั่นเขาไม่เชื่อกรรม ก็ถ้าเชื่อกรรม ก็ต้องเชื่อว่า เราทำไว้แล้ว หนี้อันนี้จะหมด ต้องเดินตามผู้ที่เคยชนะ เคยทำให้หมดมาก่อน นั่นคือ พระพุทธเจ้า มิใช่หรือ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ศาสนา คือ "เราทำ" ตัวกระทำ ต้องทำด้วยมือ นี่มาเจอศาสนา เจอกรรมบันดาลทุกข์ คือ เป็นโรค แล้วจะหายด้วยมือซุกกระเป๋า รอยาสมุนไพร... ตกลง เชื่อใคร เดินตามใคร

หลักปราชญ์ ไม่ต้องรอก็รู้ผลแพ้ชนะ ตั้งแต่เริ่มแล้ว ด้วยพุทธองค์ชี้ชัด "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นก็ถึงตัว" จะมาสุข มาหายโรค หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกง่ายนิดเดียว "ใจสั่งมือทำ ให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย" โรคอะไรก็ไม่เหลือ นี่มาอะไรกันเล่า เวลาเขาด่ากันกระโดดเข้าร่วมวงไมลังเล แต่จะปลอกมะพร้าวสักลูก มะกรูดสักผล ไว้ทำสมุนไพรเพื่อช่วยคน ต้องอ้อนวอนแล้ว อ้อนวอนอีก กรรมอะไรของคนไทยเล่า

โรคไม่น่ากลัวเลย นิสัยของคนต่างหากที่น่ากลัว เขาจะมาเอาแต่ถ่ายเดียว ไม่ยอมเปลี่ยน ไม่ยอมลดพฤติกรรมของตนเลย แม้นแต่น้อยเดียว ไม่เดินตามรอยพระภูมี แล้วจะไปกันอย่างไรเล่า จะเอาผลบุญผลทานที่ไหน ไปใช้หนี้กรรม จะทานสมุนไพรสักฉันใด ก็มีแต่พอกพูนหนี้แก่ตน ด้วยไม่มีหยาดเหงื่อแห่งตนแม้นแต่น้อยเดียว เจือปนในสมุนไพรนั้นเลย ก็ไม่ว่าไร เพราะเขาไม่เชื่อนั่นเอง เขาจึงทำตนเป็นชูชก จะชี้ช่องพระเวสสันดรให้ช่วยตนสักฉันใด กายเขาก็ไม่ขยับ เพราะใจเขาไม่สั่งนั่นเอง

เราได้ยินคนสองคน คนหนึ่งบอกทานมาตั๊งนานแล้ว ยังไม่หายสักที เดี๋ยวต้องรีบไปก่อน มาเพื่อซื้อของถูกในตลาดข้างหน้า รู้หมด อะไรถูก ในขณะที่อีกคน บอกว่า ฉันมาเป็นจิตอาสาในโรงยาหลายปีแล้วสบายใจ เพราะตอนนี้ กว่าสามปีแล้วที่ฉันไม่เคยไปหาหมอ ไม่ต้องทานยาหมอ ไม่ง้้นตั้งแต่เล็ก จนโต หาหมอตลอด ... สองคนนี้ ใครเชื่อ ... แลเขาเชื่อใคร

ฝรั่งเขาไม่เชื่อกรรม แล้วมีฝรั่งคนไหนที่เป็นโรคตายแล้วหายโรค ไม่มีเลย มีแต่จะหายไปจากโลก

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รอยพระพุทธบาท


คนมากมายแห่แหนไปกราบไหว้ ปูชนียสถาน ที่อินเดีย

หากแต่ความจริงประการหนึ่ง พระพุทธโคดม เสด็จมายังประเทศไทย ก่อนจะลาดับขันธ์ปรินิพพาน

ความจริงประการนี้ปรากฎเป็นร่องรอยที่มาของรอยพระพุทธบาทสระบุรีนั่นเอง

แลการเลือกถ้ำกระบอกของแม่ชีเมี้ยนในครั้งนั้น ท่านก็ชี้ว่า ถ้ำแห่งนี้พระโคดมเคยมาอาศัยหลบฝน เมื่อครั้งที่เสด็จมานั่นเอง โดยขณะนั้นพื้นที่บริเวณนี้ยังเป็นชายทะเลอยู่

ก็แล้วรอยพระพุทธบาทที่พระโคดมอนุญาตให้สร้างไว้ เป็นอนุสรณ์ในการเสด็จมานั้น มีเพื่อ•••

หากจะนับแล้ว รอยพระพุทธบาทยังมีคุณค่ากว่าปูชนียสถานที่แห่แหนกันไปไหว้ที่อินเดียเสียอีก ด้วยเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าประทานให้โดยตรง คือเจตนาทิ้งไว้ให้ในผืนแผ่นดินไทยนี้

ก็แล้วความสำคัญความหมายที่ทรงทิ้งรอยพระบาท นั้นเพื่อให้มากราบไหว้กระนั้นหรือ เพื่อให้สมปรารถนาหรือพ้นทุกข์พ้นโศก คงไม่ใช่ เพราะศาสนาของพระโคดม ไม่ใช่ศาสนาขอ

จะกราบไหว้ขอพร ไม่ว่าที่ใดก็ไร้ผล

รอยนี้เป็นเครื่องย้ำเตือน ผู้ที่ปรารถนาจะพ้นทุกข์ ต้องเดินตามรอยตัวกระทำของท่าน ต่างหาก

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ผู้ปรารถนา ในสุข มรรคผลนิพพาน จึงต้องมาเรียนรู้ ว่าพระพุทธเจ้าทำเยี่ยงไรจึงพ้นทุกข์ พิจารณา แล้วเดินตามรอยของท่าน ที่ทำไว้ มิใช่ทิ้งไว้เพื่อกราบไหว้ แต่ให้เดินตาม

ก็แล้วเราท่านจะไปกันอย่างไรหนอ อยากพ้นทุกข์ อยากหายโรคแต่ไม่เอาธรรมคำสอน ไม่ดูร่องของพระโคดมเลย ไม่มีวันเวลาแม้นแต่น้อยนิด ไปเรียนรู้ ปฏิบัติ ก็แล้วจะไปกันอย่างไร อุปมาเหมือตาบอดคลำช้าง คิดเอง เออเอง

ก็ถ้าความรู้ความเห็นที่มีมันถูก สิ่งที่ทำย่อมให้ผลถูก ก็แล้วผลผิด ที่ปรากฎแก่ตนในวันนี้ กลายเป็นโรค ให้ทุกข์แก่ตนแล้ว ยังไม่พอพิสูจน์อีกหรือว่าความคิด ความเห็น ความรู้ที่ตนมีและทำนั้น มันผิด

นี่คือเหตุผลว่า ทำไมจึงต้องไปปฏิบัติไปเรียนรู้วิชาของพระพุทธเจ้า ที่สำนักลพบุรี จะได้ทำถูก ผลถูกจึงช่วยตนได้ ปลอดโรค และปลอดภัย

พิจารณาสักนิด สิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ เดินตามรอยใครไม่ต้องหมอดูก็ทำนายอนาคตตนได้ ผลสุดท้ายจะเป็นเยี่ยงไร


ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44