วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ที่มาของหลักสมุนไพร

หลักของพระภูมี เป็นหลักเหตุและผล ที่แม้นแต่นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ไอสไตน์ ยังยอมรับหมดหัวใจ

หากแต่เราท่านไม่รู้ที่มา หรือ เหตุแห่งการได้มา ด้วยวันเวลาอันน้อยนิดในการได้เข้ามาสัมผัส แลหลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่ได้มีวันเวลาที่จะมาอธิบายรายละเอียดทั้งหมดทั้งมวลให้ฟัง จึงเอาเป็นว่า หากเชื่อ ก็ทำตาม ก็แล้วกัน แล้วดูผล

สถานที่นี้ จึงสร้างคนที่ประสพผลให้ดูเป็นตัวอย่างว่า เมื่อใช้หลักสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาแล้ว การหายโรคใดๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ไม่เลื่อนลอย

มาวันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กลับไปเปิดสำนักที่ลพบุรีอีกครั้ง หลายคนอาจจะมุ่งหวัง ที่จะไปที่นั่น จะด้วยความสะดวกสบาย ใกล้บ้านกว่า หรืออะไรก็ตาม

แต่เราอยากจะบอกว่า คงไม่ง่ายอย่างนั้นแน่ เพราะสถานที่นั้น หลวงพ่อนิพนธ์ จะใช้รองรับเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ หรือ อยากทำตามธรรมคำสอน เท่านั้นเอง

เรียกได้ว่า มาร้อย ก็ต้องหายทั้งร้อย มาเท่าไหร่ หายเท่านั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า ทำได้จริง เป็นที่พึ่งได้

เราจึงย้อนนึกคำสอนที่มาหลักสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยน นำมา ว่ามาอย่างไรให้ฟัง จะได้รู้ว่าตนเองมีคุณสมบัติหรือไม่ ตามฟ้าดินบัญญัติ

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า บัญญัติของสมุนไพร เป็นการย้อนเกล็ด ของกรรม ที่สร้างทุกข์นั่นเอง ดังนั้น พระภูมีจึงบัญญัติธรรมหมวดสมุนไพร เป็นวินัยทุกข์ แต่การที่จะทุกข์อันมาจากกรรม ก็ให้มาทุกข์กับวินัยธรรมแทน นี่จึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมเมือทำแล้ว จึงช่วยตนได้

และสาวต่อไปให้เห็นว่า ผลแห่งทุกข์ จากกรรมที่ทำมา แลเลวร้ายที่สุด นั่นคือ "การตาย" นั่นเอง ดังนั้น การย้อนเกล็ดของพระภูมี ก็คือ "การตาย" เช่นกัน แต่ตายทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่

ดังนั้น วินัยที่บัญญัติ ในธรรมหมวดสมุนไพร จึงไม่แปลกเลย ที่จะต้องทำให้เราท่านต้องตัดขาดจากทางโลก เป็นบางเวลา ให้เหลือแต่ตน เสมือนเราได้ตายจากโลกไป

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า นี่แหละคือที่มาของเขตพัธสีมา และวันพระ อันเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ต้องทำตนเป็นคนตาย ละทิ้งทางโลก มาสร้างบุญ เพื่อช่วยตน หนึ่งวัน ในรอบสัปดาห์

จึงเห็นได้ว่า คุณสมบัติแรกที่ต้องมี คือ วันเวลา ในการสร้างบุญ และต้องมาทำเอง คำถามที่มักถามว่า สองอาทิตย์ได้ไหม เดือนหนึ่งได้ไหม รับแทนได้ไหม ก็ตอบกันเอาเองว่าได้ไหม

เมื่อมาแล้ว การทำตนจึงเสมือนโลกนี้ไม่มีเราท่าน จึงไม่มีกิจการใดๆ หรือกิจใดๆ ทางโลก ที่ต้องกระทำ หรือจำเป็น เพราะเวลานี้มันไม่มีเราท่าน

ก็ตอบคำถามว่า ทำไมจึงห้ามคุย ห้ามโทร ห้ามอ่านหนังสือพิมพ์ ห้ามโน่นนี่ ก็เราท่านตายไปจากโลกแล้ว สิ่งเหล่านั้นจึงไร้ค่า คนตายคุยไม่ได้ อ่านไม่ได้ ทำธุรกิจไม่ได้ นอนสงบนิ่งอย่างเดียว บัญญัติก็ให้เราท่านทำเสมือนคนตาย แต่ยังมีลมหายใจ พิจารณาตน ควบคุมนิสัย และทำตนเพื่อให้สุขแก่ผู้อื่น

เสมือนพระของพระพุทธเจ้า ก็ทำตนเสมือนตายจากโลก แม้นแต่ชื่อยังต้องเปลี่ยนเป็นฉายา ไม่สนกิจการใดๆในโลก นั่นแล

คุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้เราท่านมีเวลาในการสร้างบุญ และเมื่อทำแล้ว ก็จะได้เงินบุญ ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มีแล้วอยากจะได้อะไร ก็เอาเงินบุญไปแลกตามปรารถนา

กรรมดี ไปแลกกรรมชั่วหรือบาปไม่ได้เลย หากแต่เงินบุญ ทำได้ พระภูมีจึงสอนให้เราท่านอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวรนั่นเอง หากแต่คนทั่วไป มีแต่บุญเก๊ ผลจึงไม่เกิด

บุญที่ทำในวันพระนี้เอง จึงบันดาลให้ได้สมบัติวิเศษของศาสนา ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า "มนุษย์สมบัติ" หรือ "ความไม่มีโรค" อันเป็นสมบัติที่สามารถพกพาติดวิญญาณไปภพหน้าได้

หากบุญที่ทำล้น ก็จะถึง "สวรรค์สมบัติ" นั่นคือ มีทั้งสุขภาพ และทรัพย์ นั่นเอง

สำหรับพระ ทำถึงขั้นตัดกิเลสนิสัยหมดสิ้น ก็เลยพวกเราท่านข้างฆราวาส ไปถึง่ชั้น "นิพพานสมบัติ" คือ ไม่เกิดเลยได้

ไม่มีหรอก อนาคามี .. อะไรทั้งหลายนั่น พราหมณ์มันแต่งทั้งนั้น

จึงไม่แปลกเลยว่า เมื่อปฏิบัติธรรม ย่อมมีเหตุ มีมารผจญเป็นธรรมดา อาศัยความโลภ เห็นแก่เล็กแก่น้อยของมนุษย์ เป็นฐาน สถานที่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้เราท่าน มุ่งมาและทำตน คนที่มาก็แพ้ภัยแห่งตน ถูกตลาดนัด ของถูก เป็นมารคาบไปแดกหมด จะห้ามสักฉันใด ก็ไร้ผล

เจตนาในการมา เพื่อสร้างบุญไว้ช่วยตน และรับสมุนไพรไปทานรักษาโรค จึงถูกมารผจญ กลายเป็นมาเพื่อได้ของถูก ที่ถูกกว่ากันไม่กี่บาท แต่ต้องเสียบุญ เสียชีวิต ... คุ้มกันหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ เราจึงอยากเตือนว่า เราท่านจะไม่สามารถทำตนเช่นนี้ได้ กับสถานที่ที่ลพบุรี เรียกว่า ไม่ต้อนรับคนไม่มีคุณสมบัติ คนที่ไม่ยอมเผชิญเหตุ ไม่ระงับความอยากของตน หรือที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "คนที่เห็นค่าของชีวิตตนต่ำ" นั่นเอง

เพราะคนเหล่านั้น จะไม่มีวันช่วยตนให้ประสพผลอย่างแน่นอน แม่ชีเมี้ยนจึงไม่ยอมที่จะให้หลวงพ่อนิพนธ์มาเสียเวลากับคนเหล่านั้น เหตุเพราะทำแล้วผลแห่งการช่วยไม่เกิดนั่นเอง

คนที่อยากทำตนสบายตามใจ หลวงพ่อนิพนธ์ก็อนุญาติให้ มารับสมุนไพรที่มุลนิธิได้ตามเดิม อยากทำอะไรก็เล่นกันไปตามนิสัย หากแต่ออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ผลที่เกิดตามตัวกระทำที่ทำ นั่นคือ หวังผลแห่งการหายไม่ได้เลยนั่นเอง

ส่วนคนที่มีคุณสมบัติ ได้เข้าไปอยู่ทีสำนักลพบุรี พระท่านจะเลือกเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ และหลวงพ่อนิพนธ์ก็จะเรียกให้เข้ามาใกล้ สอนสิ่งที่จะใช้ช่วยตน นั่นหมายความว่า เมื่อฟัง พิจารณา แล้วทำตาม ไม่ว่าโรคใดๆ หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า โลกเขาทำไม่ได้ ไม่มีทางรักษา แต่ที่นี่จะทำให้ดูว่า หากเชื่อธรรมคำสอนของพระภูมีแล้ว มันไม่ยากเลย

นี่แหละเราจึงภาพยักษ์หน้าโบสถ์ของจริงกำลังปรากฎ คนที่อยากหาย แต่ไม่อยากทำตน หรือทำตนไม่ได้ ก็ได้แต่นั่งอยุ่ด้านนอก อยากเข้าก็เข้าไม่ได้ นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ถึงจุดต้องเปลี่ยนแล้ว

ในวันงานคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านได้เล่าข้อผิดพลาดที่ผ่านมา ว่าสาเหตุหลักนั้นมีบ่อเกิดมาจากความขี้สงสารของตัวท่านเอง

เมื่อเห็นใครทุกข์ก็อยากช่วย โดยนำอำนาจของศาสนา เข้าไปเกื้อหนุน ดามไว้ โดยกล่าวอ้างว่าเป็นการให้โอกาสคนนั้นๆ ทั้งที่ในบางครั้งคนผู้นั้นไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของศาสนเลย

อรรถาธิบายเพิ่มเติมว่า การกล่าวอ้างในการช่วย ก็คือการนำเอาบุญส่วนกลางไปค้ำจุนคนผู้นั้น แล้วก็บอกว่า เมื่อคนผู้นั้นรอด ผ่านวิกฤตก็จะได้มีโอกาสสร้างบุญ นำมาใช้คืนส่วนกลางนั่นเอง เสมือนให้เงินยืมไปก่อน เมื่อหายและมีกำลังก็เอาแรงที่ได้ไปหาเงินมาใช้นั่นเอง

แต่คนส่วนใหญ่ หาเป็นดังคำกล่าวอ้างของหลวงพ่อนิพนธ์ไม่ นั่นคือ เป็นจอมเบี้ยว เมื่อผ่านวิกฤตกลับไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตน หลายคนอาจจะไปสร้างกรรมหนักหนาสาหัสกว่าเดิมเสียอีก

ผลก็คือ กรรมที่คนเหล่านั้นทำ หลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องแบกไว้เองทั้งหมด ทั้งสิ้น จึงเกิดสภาพที่เห็นทุกวันนี้

หากแต่การเลือกกลับมาอีกครั้ง แม่ชีเมี้ยนจึงริบอำนาจส่วนนี้ไปหมดสิ้น

แลคำเตือนจากแม่ชีเมี้ยน ก็มาย้ำเตือนหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง ในการทำยาตา ครั้งล่าสุด ทั้งที่ตั้งแต่เริ่มเปิดสำนักอีกครั้ง ในปี ๓๐ สมุนไพรตาที่ทำ ไม่เคยมีปรากฎการณ์ว่า ทำแล้วเสียเลยแม้นแต่ครั้งเดียว หากแต่ครั้งนี้สมุนไพรตาที่ทำ มีสภาพกลายเป็นน้ำคลำถึงสองกระป๋อง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า การดำเนินการแบบเดิม ช่วยหมดนั้น ศาสนาเขาไม่ให้แล้ว และตัวท่านเองนับแต่นี้ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาบุญส่วนกลางเข้าไปค้ำจุนใคร

แปลความว่า นับแต่นี้ ฟ้าดินจะเป็นผู้จัดสรรผลนั่นเอง ตามคุณสมบัติของผู้ทาน ทำแค่ไหน ได้แค่นั้น

หน้าที่ของหลวงพ่อนิพนธ์นับจากวันนี้ ศาสนากำหนดให้ทำตนเป็นคนหยิ่ง เพราะสิ่งที่มีเป็นหนึ่งเดียวในโลก หากใครไม่มีคุณสมบัติ ก็จะไม่คบ ไม่พูดจาด้วย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเตือนว่า ในไม่ช้าจะมีภาพของการเชือดไก่ให้ลิงดู นั่นคือ เริ่มจากคนใกล้ชิด ที่ในอดีตหลวงพ่อนิพนธ์ใช้บุญส่วนกลางค้ำจุนเขาอยู่ แต่ไม่ยอมพัฒนาตนใดๆเลย ณ.วันนี้ บุญส่วนนั้นศาสนาเขาริบคืนไปแล้ว หาก ณ.วันนี้ คนผู้นั้นยังไม่แก้ไขให้ลงร่องรอยของศาสนา เราท่านก็จะได้เห็น ฟ้าผ่ากลางวัน คือ กรรมเขาเล่นทั้งๆที่อยู่ใกล้ชิดนั่นแหละ

สิ่งนี้ จึงแปลความว่า ในอดีตเราท่านทานสมุนไพร ได้ทั้งผลจากอำนาจสมุนไพร แลผลบุญที่หลวงพ่อนิพนธ์เกื้อหนุนเมตตาแผ่มาให้ แต่นับแต่นี้ การทานสมุนไพร ผลที่เกิดจะมาจากอำนาจสมุนไพรส่วนหนึ่ง แลที่สำคัญ เกิดจากการสร้างคุณสมบัติของคนผู้นั้นเอง โดยมีฟ้าดินเป็นผู้จัดสรรตามการกระทำ ... ห้ามมิให้หลวงพ่อนิพนธ์เข้าไปยุ่ง ทำได้แค่เพียงสอนให้พิจารณา ยกเว้นเสียแต่คนผู้นั้นมีคุณสมบัติตามศาสนากำหนดแล้วเท่านั้นเอง

เฉกเช่นแม่ชียะ ที่เป็นมะเร็งลำไส้ จนเกิดอาการเน่า แทบทุกวันต้องถ่ายเป็นเลือด บางครั้งเป็นกระโถน เมื่อสร้างคุณสมบัติของตนได้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้เข้ามาใกล้ สอนเน้นพฤติกรรมที่จะช่วยตน จนวันนี้ ลำไส้เริ่มกลับมาปกติ

คำทิ้งท้าย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ศาสนาเขาเอาคนทำได้ ไม่จำเป็นหรอก ต้องช่วยเศรษฐีจึงเป็นบุญ ช่วยคนจน ชาวไร่ ชาวนา ซึ่งก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน นั่นก็เป็นบุญ เศรษฐีทำไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ไม่คบด้วย ... ใครไม่ทำ ผู้นั้นเรียกได้ว่า จักไม่มีโอกาสได้เข้าถึง แลเข้าพบหลวงพ่อนิพนธ์เลย ในอนาคต

เท่ากับว่า บัญญัติยักษ์หน้าโบสถ์กำลังเปิดฉากขึ้นแล้วนั่นเอง

คำสอนสุดท้ายในวันคล้ายวันเกิดของท่าน ทิ้งไว้ว่า "ณ.วันนี้ โรคอะไร ก็ไม่กลัว กลัวแต่ใจมนุษย์เท่านั้นเอง"

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ภัยใหญ่

วัฐจักรของโลก ที่ไม่มีเขียนในพระไตรปิฎก นั่นคือ วงรอบของศาสนาพุทธ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า โลกทุกวันนี้ จึงไม่มีใครรู้ หากแม่ชีเมี้ยนไม่นำมาบอก ว่า พระพุทธเจ้าที่อุบัติบนโลกนี้ ไม่ได้มีพระองค์เดียว หากแต่มีมาทุกยุคทุกสมัย นับตั้งแต่โลกนี้กำเนิด

เมื่อนั้น จะมีผู้ทำตนขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ มาแทน

เฉกเช่นในสี่ยุคหลัง ไล่เรียงกันมานับตั้งแต่ พระพุทธเจ้า กุสันโธ โคนาคม กัสปะ มาจนถึงพระโคดม

รูปรอยที่สำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้พึงระวัง นั่นคือ เมื่อถึงปลายยุคของพระพุทธเจ้าองค์นั้นๆ ย่อมหมายถึงมนุษย์ห่างพระศาสนามาไกล พฤติกรรมที่สร้างจึงโอนเอียงไปทางกรรมเป็นธรรมดา

ดังนั้น ภัยที่มาถึง จึงเป็นภัยกรรม อันเป็นกรรมรวมของมนุษย์ทั้งโลก ที่จะก่อให้เกิดความเลวร้าย เพื่อตัดทอนนิสัยของมนุษย์นั่นเอง
๓ แลวงรอบของศาสนา หรือ ยุคของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ นั่นคือ ๒๕๐๐ ปี

ภัยอันนี้ จึงก่อให้เกิดผลมหาศาล หรือ ทุกขเวทนามากมายนัก เพื่อบีบให้มนุษย์ ร้องหาศาสนา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อมาช่วยตน

ความจริงที่จะปรากฎแก่มนุษย์ ที่สำคัญนั่นคือ โลกนี้ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เลย ล้วนแล้วแต่มนุษย์สร้างขึ้นมาเองทั้งหมดทั้งปวง เรียกว่า อุปาทาน เมื่อเจอภัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น จึงช่วยตนไม่ได้ หายนะจึงเกิด

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ธรรม หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นอำนาจพิเศษนอกโลก ที่จะมายังโลกเฉพาะช่วงต่อพุทธกาล เพื่อสร้างพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ และก็มีวันเวลาที่จะสถิตย์บนโลก

ผู้ใดเชื่อแล้วทำตนตามธรรม ก็จะบรรลุสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า โลกนี้จึงมีพระพุทธเจ้า ทุก ๒๕๐๐ ปี นั่นเอง

แล้วพระพุทธเจ้าก็จะใช้อำนาจธรรมนี้แหละ สอนเพื่อนมนุษย์ และสาวก แลอำนาจธรรม หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็จะสูญสิ้นไปจากโลก เมื่อสิ้นสาวกองค์สุดท้าย

จึงไม่แปลกใจเลยว่า คนดีๆในโลก หากพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ มันไม่มี เพราะที่เคยมี พระพุทธเจ้าก็หอบไปนิพพานหมดแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์เล็งเห็นภัยอันนี้ จึงเตือนเป็นนักหนา แลยกคำแม่ชีเมี้ยนที่ชี้ช่องทางรอดว่า สมุนไพรอย่างเดียว มันไม่พอ หากจะรอดมีทางเสมือนไม้ไผ่ลำเดียว ที่ใช้ข้ามห้วย นั่นคือ "ลดนิสัย"

หากแต่จะบอกสักฉันใด เมื่อภัยยังไม่มา พี่น้องคนไทย ก็ยังประมาท ตีวงให้แคบลง เฉพาะสมาชิกมูลนิธิ ก็ยังน้อยคนที่จะตื่นตัว

นี่แหละศาสนาจึงต้องทำใจ เพราะใครทำ ใครได้ เอาเท่าที่ได้ ที่เขาฟัง หลวงพ่อนิพนธ์ พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม

ก็ภัยอันนี้เป็นภัยกรรม จะหลบจะซ่อน สักฉันใด ไม่ว่าปราการจะแน่นหนา เหล็กจะหนาเป็นฟุด ซ่อนอยุ่ในบังเกอร์ใต้ดิน มันหาพ้นกรรมไม่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ต่อให้เป็นห้องปลอดเชื้อ กรรมมันไม่กลัวหรอก ทะลุทะลวงทั้งที่มีเครื่องทำให้ปลอดเชื้อนั่นแล

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นย้ำ บันไดขั้นแรก คือความสงบ หากยังทำไม่ได้ การลดนิสัย ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย จะคิดหนีกรรมอันนี้ คงเป็นไปได้ยาก

แล้วเราท่านจะลดนิสัยไปทำไม ก็เพื่อทำตนรอพระพุทธเจ้า แล้วรอรับธรรมคำสอนมาปฏิบัติ เพราะนั่นคือ สมบัติที่สามารถติดตัว ติดวิญญาณไปทุกภพทุกชาติ

พอกันที กับสมบัติกรรม ที่เป็นสัญญาโรค ที่ติดวิญญาณ เกิดปุ๊บ มาปั๊บ ไม่ต้องเชิญ ที่เรียกกันว่า โรคกรรมพันธ์นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า ศาสนา มีค่าเฉพาะคนที่อยากพัฒนาชีวิต พัฒนาวิญญาณเท่านั้นเอง เพราะเมื่อทำแล้ว มีความหมาย ไม่เพียงภพนี้ หากแต่ภพต่อไปที่ต้องเกิดทุกชาติไป

สำคัญยิ่งก็คือ กว่าจะได้ มันยาก ต้องทำเอง ... คนที่เลือกเดินเส้นทางนี้มันจึงน้อย ในทุกยุคพุทธกาล แต่ก็เชื่อเถอะ มันต้องมีผู้อยากได้ และทำ จนสำเร็จ เป็นพุทธประวัติอย่างแน่นอน

ใครไม่กลัวภัย ก็ปล่อยไปตามทางเขา คนที่กลัว และไม่ประมาท มีวาสนาได้มาสัมผัส ก็ฟังคำสอน แล้วเอาไปช่วยตน

ภาพที่จะสะท้อนวัฐจักรอันนี้ได้ดี คือ พวกอลัชชี ที่เอาพระพุทธศาสนาหากิน ตราบใดที่พระพุทธเจ้ายังไม่ประกาศตน ทำไปเถอะ กรรมมันจะไม่แรงนัก จะค้าพระ ค้าบุญ ก็เล่นกันไป แต่วันใดที่พระพุทธเจ้าท่านปรากฎโฉม มาแสดงตนเป็นเจ้าของแล้วไซร้ ดูสิว่า พวกอลัชชีนี้จะครองผ้า หรือเอาศาสนามาหากิน แล้วลอยหน้าลอยตา ได้อยู่อีกหรือไม่ ก็ขนาดเทวทัต ที่พรหมลิขิตแน่ๆ ยังจมธรณีเลย ...

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ร่มน้อย


หลวงพ่อนิพนธ์มักเตือนเสมอ ในมหันตภัยที่กำลังมาเยือน เพื่อให้เราท่านตื่นตัว

การเตรียมตัวเพื่อรับมือ สร้างร่มน้อยไว้ให้เป็นทางเลือก จึงดำเนินการมาตลอด และพยายามทำให้ร่มน้อยอันนี้ ขยายมากที่สุดเท่าที่กำลังจะมี

ที่สำคัญยิ่ง การดำเนินการก็จัดให้เข้ารูปรอยของธรรมคำสั่งสอน มากที่สุด เพื่อที่ให้ผู้ที่อยากจะช่วยตนนั้น มีโอกาสประสพผลดั่งหวัง

ไม่เพียงแหล่งที่มาของสมุนไพร ที่พยายามให้ต้นทาง มาจากการให้ หลีกเลี่ยงการซื้อมากที่สุด ปลูกได้ปลูกเอง ทำเอง แม้นจะลำบากมากขึ้นสักฉันใด

และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่เป็นที่กังวลของหลวงพ่อนิพนธ์ตลอดมา นั่นคือ ความลำบากในการไปมาของคนป่วย

ในไม่ช้านี้ เราท่านก็จะมีทางเลือกเพิ่มมาอีกช่องหนึ่ง นั่นคือ การมาฟื้นฟูตนที่จังหวัดลพบุรี

ใครอยู่ทางเหนือ หรือ อีสาน ก็ไม่ต้องไปไกลถึงกาญจนบุรี

แต่สิ่งที่อยากเตือนล่วงหน้า แม้นว่าความสะดวกจะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน กฎระเบียบในการฟื้นฟูตน ก็จะมากขึ้นเฉกเช่นเดียวกัน

ยิ่งที่สำนักลพบุรี ที่มีผู้ปฏิบัติทั้งพระและชีด้วยแล้ว ผู้ที่เคยชินกับพฤติกรรมตนยามไปที่มูลนิธิ อาจปรับตัวไม่ทัน หากจะมายังสำนักลพบุรี ก็พึงระวังถูกพระท่านเชิญออกจากสถานที่แทบไม่ทัน

จึงอยากย้ำว่า ความสงบเป็นสัญญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา และหลวงพ่อนิพนธ์ก็พึงสอนมาตลอด ใครคิดจะมายังสำนักลพบุรี คงไม่มีเจ้าหน้าที่มาตะโกนบอกให้ระคายหู หากแต่เราท่านไม่แสดงเอกลักษณ์อันนี้ พระชีท่านก็จะเชิญออกจากสำนัก และจะไม่มีโอกาสเข้ามาในสถานที่นี้อีกเลย

วันนั้นแหละ ผู้ที่ถูกเชิญออก ก็จะกลายเป็นยักษ์หน้าโบสถ์ อยากสักฉันใด ก็เข้าไปไม่ได้

และก็เชื่อเถอะที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สถานที่ของหลวงพ่อนิพนธ์ จะกลายเป็นหลุมหลบภัย ในประเทศไทย ที่เดียว ที่คนเข้ามาแล้วทำตาม สามารถพ้นภัยได้จริง

บทสรุป เราจึงอยากเตือนอีกครั้ง ใครที่ปล่อยตัว ปล่อยนิสัย จนเคยชิน หากยังไม่ยอมปรับตัว ท่านจะไม่พื้นที่ในร่มน้อยนี้อย่างเด็ดขาด

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

นับถอยหลัง

คำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ตื่นตัวในเรื่องของบุญ เพราะพระพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นในโลกนี้แล้ว กลุ่มคนที่เชื่อแล้วทำตาม ในยามนี้ นับว่าน้อยนิดนัก

หากแต่ภัยคุกคามที่จะมาถึง ก็คืบคลานเข้ามาใกล้ตัวทุกขณะ ไม่ว่าโรคภัยไข้เจ็บ หรืออุบัติภัย จากนิสัยของมนุษย์ด้วยกันเอง

แลที่รอวันปะทุ ที่จะซ้ำเดิมเข้ามาในไม่ช้านั่นคือ ภัยธรรมชาติ

หลวงพ่อนิพนธ์ในยามนี้ จึงเน้นคนใกล้ชิดเป็นหนักหนา ให้เร่งสร้างบุญ ให้ลดนิสัยให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะเป็นหนทางรอด แม้นจะหนีภัยนั้นไม่พ้น เพราะเป็นกรรมหมู่ก็ตามที

ด้วยอำนาจแห่งสมุนไพร มีสถานะเพียงแค่รักษาโรค ไม่ได้มีผลต่อพรหมลิขิตหรือชีวิต จึงเป็นเพียงเสมือน เครื่องช่วยทำให้เราท่านมีโอกาสทำตนลดนิสัย สร้างบุญ

หากแต่สิ่งที่น่ากังวล คือ เราท่านกลับทำในสิ่งตรงข้าม นั่นคือ เอาแรงที่ได้มา กลับไปทำเหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิม

ทั้งที่ความเป็นจริง ควรที่จะเปลี่ยนตนเป็นคนสองโลก มีวันเวลาในการสร้างบุญที่เป็นแก่นสารของชีวิต อย่างน้อยก็ตามที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์บัญญัติ นั่นคือ วันพระ

เมื่อมาอยู่กับสิ่งดีๆ สัมผัสแล้ว รู้แล้ว วางเฉย ความเคยชินก็เกิด เมื่อภัยยังไม่มา สภาพที่ดำรงก็ดีอยู่ มีกำลัง หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่จึงมักกล่าวว่า แค่นี้พอแล้ว ทำเยอะแล้ว ไม่มีการตื่นตัว

หากแต่ภัยที่กำลังมา แต่เดิมก็มีแต่ภัยอันเป็นกรรมส่วนตัว ต่อแต่นี้ไม่ใช่แล้ว มันเป็นภัยของมนุษย์โลก ที่ห่างศาสนามานาน ทำกรรมจนเป็นน้ำหนักให้โลกเอียง เสียสมดุลย์ไปหมดแล้ว

ใครจะว่าธรรมชาติของโลกมันเอียง แต่ศาสนาบอกไม่ใช่ เหตุแห่งความเอียงมันเกิดจากน้ำหนักกรรมของมนุษย์ที่สร้าง ผลแห่งการกระทำของมนุษย์นี้เอง โลกจึงเอียง เมื่อเอียงฤดูกาลก็จะผิดเพี้ยนไป

ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ช่วงเวลาแต่ละฤดูก็ผิดเพี้ยน

นี่แลคือเหตุที่ทำไมโลกนี้จึงต้องมีพระพุทธเจ้า ก็เพื่อสังคายนาศาสนา ให้มนุษย์กลับมาทำความดี เป็นน้ำหนักหรือดุลย์ถ่วง โลกก็จะกลับมาสมดุลย์ ไม่โอนเอียง

เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศตน แลมนุษย์หันมาทำความดีกันมากเข้า ฤดูกาลก็จะกลับมาปกติเหมือนเดิม

ใครที่โทษนั่นโทษนี่ โทษเรือนกระจก โทษ ตัดไม้ทำลายป่า โทษไปเรื่อยเปื่อย ว่าทำให้โลกร้อน ก็ว่ากันไป จะวิ่งแก้ด้วยสร้างเขื่อน หรือทำสักฉันใด ก็แก้ไม่ได้ เหมือนแก้โรคนั่นเอง เพราะการแก้ที่ถูก หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า พระพุทธเจ้าชี้ไปที่สิ่งเดียว คือ "นิสัย"

ใครเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อแม่ชีเมี้ยน เชื่อหลวงพ่อนิพนธ์ ... ก็อย่ามุ่งหวังสมุนไพรเป็นที่พึ่ง เพราะหลวงพ่อนิพนธ์ไม่เคยสอนเช่นนั้น หากแต่สิ่งที่พึ่งได้ คือ นะโมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

ธรรมคำสอนนั้นแลเป็นที่พึ่ง แลธรรมคำสอนก็มีเป้าหมายประการเดียว คือ "ลดนิสัย"

สมุนไพร อาจทำให้เราท่านรอดจากโรค แต่ภัยพิบัติสมุนไพรไม่เกี่ยว

เราจึงย้ำคำเตือนของหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้ง ในคำของแม่ชีเมี้ยน ก่อนที่จะกลับมาฟื้นอีกครั้ง ที่ว่า "ให้ไปบอกพี่น้องคนไทยของแก ทางรอดทางเดียวคือ "ต้องลดนิสัย"

ใครจะฝันถึง พ.ศ.๖๐ ๖๑ ๖+,,, แต่หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้ทำตนรอ พ.ศ.๑

ปีแห่งหายนะกำลังมาเยือนแล้ว

ยิ่งหายนะของโลกรุนแรงมากสักฉันใด เมื่อพระพุทธเจ้าปรากฎโฉม แล้วหยุดหายนะอันนั้นได้ สิ่งนี้แหละที่ทำให้คนทั้งโลก ทุกยุคทุกสมัย เชื่อในบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า แม้นไม่นับถือ ก็ต้องยอมรับ

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มองข้าม


อิทธิพลของโฆษณา ช่างเหลือหลายยิ่ง ยิ่งฟังซ้ำฟังบ่อย ยิ่งคล้อยตาม ทั้งที่หลายครั้งสิ่งที่กล่าวอ้าง หาข้อยืนยันไม่ได้เลย อ้างงานวิจัย ลมๆแล้งๆ ก็ทำให้คนเชื่อได้ ทำตามได้

สมุนไพรไม่ใช่ยารักษาโรค ทำหน้าที่ฟื้นฟูระบบให้กลับมาทำงานเป็นปกติ ก็เท่านั้น ส่วนการรักษาเป็นหน้าที่ของร่างกาย ที่ธรรมชาติให้มาอยู่แล้ว

ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญยิ่งแต่มักถูกมองข้าม นั่นคือร่างกายต้องการอาหารเพื่อใช้ดำรงชีพและแก้ไขปัญหาที่เกิด

หลายคนหวังหาย หากแต่มุ่งเน้นทานสมุนไพร ไม่ยอมปรับเปลี่ยนการทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ ตามที่ร่างกายต้องการ

ผลก็คือ แม้นสมุนไพรจะฟื้นฟูอวัยวะกลับมา ร่างกายก็ขาดวัตถุดิบในการฟื้นฟูร่างกาย ผลสุดท้ายไม่ตายด้วยโรคหรอก แต่ร่างกายขาดสารอาหารจนตาย

ยิ่งในสภาวะที่อาการของโรคปรากฎรุนแรง ผลที่มักพบเจอ คือ ทานอาหารไม่ได้ หากไม่รีบตุนไว้ในช่วงที่ยังทานได้ เหมือนกองทัพที่แข็งแกร่ง แต่ไม่มีเสบียง ผลก็ย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก

แลยิ่งแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ไม่ทานอาหารด้วย แถมยังไปทานอาหารเสริม อาหารสกัด หลอกร่างกายอีกว่า มีสารอาหารแล้ว อวัยวะที่จะต้องเร่งสร้างสารนั้นๆ ยิ่งไม่ทำงาน ทีนี้งานเข้าเมื่อวันหนึ่งร่างกายปฏิเสธสารสกัดนั้นๆ จะสร้างเองก็ไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า คนทุกวันนี้มันเลยไปไกล กู่ไม่กลับ หนทางที่คนโบราณใช้มาทุกยุคทุกสมัย ไม่ต้องวิจัย เพราะผ่านรุ่นคนให้เห็นกลับไม่เลือก ไปเชื่อวิชาการ ทีแฝงมาด้วยความโลภ

ทานอาหารไม่ได้ ก็กลับไปขูดกล้วยนำว้าทาน ทานไข่ต้มบดกับข้าว ทานน้ำซุปไก่ ทานผลไม้ ตามธรรมชาติเดิม เหมือนสมัยที่เราท่านเป็นเด็ก แล้วพ่อแม่ป้อนให้ทาน ได้สารอาหารครบถ้วน โตมากันทุกตัวคน

ไม่เห็นเด็กคนไหนขาดอาหารเสริม ขาดวิตะมินเม็ด แล้วตาย หรือไม่โตเลย

ยามเราท่านป่วย ร่างกายก็เหมือนทารก เราท่านก็ทำตัวไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้เวลาก็ทาน พักผ่อน หรือทำอะไรให้เป็นเวลา ร่างกายจะได้รู้เวลาชีวิต ระบบก็ทำงานได้ถูก

เลิกเชื่อคำชวนเชื่อ แล้วกลับมาหาธรรมชาติเดิมของตน วางใจในหมอคือกายตน ที่รู้ดีกว่าเครื่องมือทุกชนิดแลหมอทุกคน สำคัญแต่ป้อนวัตถุดิบ คือสมุนไพร แลอาหารให้ครบและถึงพร้อม แล้วใช้ขันติ อดทน รอเท่านั้นเอง

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า อย่าเอาปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ ที่ธรรมชาติไม่ได้กำหนด เข้าไปยุ่ง ทำเช่นนั้น เท่ากับแกว่งตีนหาเสี้ยน ไม่มีทางช่วยตน แถมยังทำร้ายตน เพิ่มปัญหาให้แก่ตนจนเกินแก้ไขอีกต่างหาก

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ควันหลงธุดงค์


คำถามเล็กๆ จากเด็กคนหนึ่งถามคุณพ่อของเขา เมื่อไปเดินตามธุดงค์พระของหลวงพ่อนิพนธ์ เธอกล่าวว่า "นี่ขนาดพระของหลวงปู่ ยังดูแล้วตัวดำขนาดนี้ แล้วพระพุทธเจ้าจะดำสักขนาดไหน ไม่เห็นเหมือนในทีวีหนังเรื่องพระพุทธเจ้าเลย ที่บอกว่า รูปกายผิวพรรณ ผ่องใส ประกายดุจดั่งทอง"

วิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า พยายามค้นคว้าเพื่อให้คนมีอายุยืน และไม่มีโรค ... ศาสตร์ด้านเทคโนโลยีก้าวล้ำ จนทำให้คนเชื่อว่า การรักษาโรคก็จะล้ำตามไปด้วย แต่ความจริงแล้วมิเป็นเช่นนั้นเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเริ่มผิด ก็คือหลงทาง วิทยาการทั้งหลาย ริเริ่มที่สิ่งของนอกกายมิพอ แถมยังสร้างสิ่งแปลกปลอมที่ธรรมชาติร่างกายไม่ตอบรับอีก นั่นคือสารเคมี ฉะนั้น ไม่มีทางที่จะหาหนทางในการรักษาโรคที่เป็นกรรมตาย หรือโรคที่มาเพื่อคร่าชีวิต อย่างดีก็แค่โรคกรรมผ่าน ที่มาแล้วก็ผ่านไปเท่านั้นเอง

ศาสตร์ของพระภูมี มุ่งเข้าประเด็นของการพิชิตโรค นั่นคือ ภูมิของร่างกาย แถมยังมีการสกัดเป็นชั้นๆ เพื่อความไม่ประมาท

พูดให้ฟังง่ายก็คือ แผนปัจจุบัน ใช้การไล่ตามอาการที่เกิด ในขณะที่ศาสตร์พระภูมี ใช้การป้องกันด้วยการสร้างภูมิ

ด้วยเหตุนี้ ศาสตร์สมุนไพรจึงเป็นพหูสูตร ที่ไม่ต้องสนโรคว่าจะเป็นโรคใดมา จบด้วยสมุนไพรแบบเดียวกัน

สมุนไพรทุกชนิดที่ทานเข้าไป จึงมีหน้าที่สร้างภูมิให้แก่อวัยวะ และกระตุ้นหรือซ่อมแซมอวัยวะที่สึกหรอ ให้กลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนปกติ ไม่ใช่ทานไปเพื่อรักษาโรค หากแต่ผลแห่งการทำงานได้เป็นปกติของอวัยวะ และภูมิที่แข็งแกร่งขึ้นนี้เอง จะทำให้ร่างกายสามารถทนต่ออาการของโรค แล้วสามารถแก้ไขปัญญาที่เกิดลงได้

แต่การทานสมุนไพร ก็ยังก้ำกึ่งกับยาเคมี ที่ทำหน้าที่ตามล้างตามเช็ด เพราะส่วนใหญ่คนที่ทาน จะมาใช้ศาสตร์นี้ ก็ต่อเมื่ออาการเกิดแล้ว จึงแทนที่จะทานเพื่อป้องกัน กลายมาเป็นทานเพื่อแก้ไขอาการซะส่วนใหญ่

แต่สุดยอดของการสร้างภูมิ หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า พระภูมีใช้ธรรมชาติที่สำคัญ นั่นคือ ความร้อนจากดวงอาทิตย์นั่นเอง

เราท่านอาจจะบอกว่า กระโจมร้อนเหลือเกิน ไม่ไหว หรือ การนั่งในห้องสวดมนต์นั้นร้อนเหลือหลาย จะเอามาทรมานหรือไง นี่คนป่วยนะโว้ย ทำไมไม่ทำให้ดีๆ เปิดแอร์ให้เย็นๆ นั่งให้สบายๆ เหมือนโรงพยาบาล ภาพที่เห็นคือ นั่งพัดบ้าง ใช้ผ้าชุบน้ำลดความร้อนกันบ้าง จึงเจนตา

นั่นเพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในศาสตร์พระภูมี ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนนั่นเอง

เพราะมาตรการสุดท้ายของโรค ที่เรียกว่าเป็นไม้เด็ดในการคร่าชีวิต นั่นคือ การทำลายอวัยวะที่สำคัญที่สุดของมนุษย์นั่นคือ สมอง

ดังนั้น ภาพที่จะเห็นเสมอๆ เมื่อคนเราเป็นโรค นั่นคือ อาการไข้ ตัวร้อน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ สมองก็จะเสียหาย ระบบการทำงานของร่างกายก็จะรวนและเสียไปในที่สุด นั่นคือ ตาย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นวินัยของพระภูมี ที่เป็นสุดยอดพหูสูตรที่บัญญัติขึ้นแก่สงฆ์นั่นคือ การธุดงค์

การเดินจะทำให้ร่างกายถูกกระตุ้น อวัยวะทุกส่วนตื่นตัว ความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่สาดลงมายังศรีษะ จะทำให้เกิดความร้อนอันมหาศาลในยามธุดงค์ ร่างกายก็จะรับรู้ปัญหาและสร้างภูมิมาเพื่อต่อสู้กับความร้อนนั้นตามธรรมชาติ

นี่จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า พระที่ผ่านการธุดงค์ทำไมจึงหายป่วยง่าย เพราะร่างกายจะมีภูมิที่แข็งแกร่ง อุณหภูมิของไข้จากโรคอย่างเก่งก็ สี่สิบต้นๆ น้อยกว่าการเดินกลางแดดยามธุดงค์นัก ความร้อนจากไข้ จึงทำลายสมองพระธุดงค์ของพระพุทธเจ้าไม่ได้เลยนั่นเอง

แลกรรมเมื่อใช้ก็มีวันหมด ไข้ที่เกิดจากโรคเมื่อเกิดแล้ว ทำลายไม่ได้ ช้าเร็วก็ต้องคลี่คลาย หมดไปตามแรงกรรม

ภาพที่เราเห็นจนชินตา นับแต่ปี ๓๐ นั่นคือ คนที่อาการสาหัส หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้บนบวช แล้วจับเดินธุดงค์ จนหายมากมายมาแล้ว

นี่จึงเป็นเหตุที่ว่าทำไม ยามธุดงค์ บรรดาศิษย์ทั้งหลายในยุคถ้ำกระบอก ไม่ว่ายาจก เศรษฐี หรือผู้มียศศักดิ์ จึงยอมทิ้งรถ มาเดินตามกันเป็นแถวยาวเหยียด

นี่แหละยาอายุวัฒนะ ทำแล้วภูมิของร่างกายจะแข็งแกร่ง โรคอะไรก็ยากจะล้มเราท่านได้

เสียดาย คนยุคนี้ไม่เห็นค่า แค่นั่งร้อนในห้องสวดมนต์ ยังนั่งพัดกันให้ไขว่ จนหลวงพ่อนิพนธ์ส่ายหน้า ...แล้วอุทานเบาๆ ว่า "แค่นี้ยังทนไม่ได้ จะเอาอะไรไปสู้กับโรค แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว"

ทานสมุนไพรเป็นปี เทียบกับการเดินตามพระธุดงค์ไม่กี่วัน ผลจึงต่างกันมหาศาล

อดีตพุทธกาลจึงเห็นภาพพวกนอกศาสนาถือโอกาสนี้มากอบโกยกันมากมาย เพราะเข้ารั้ววัดไม่ได้

เราท่านเมื่อรู้หลักปราชญ์ของพระภูมี ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน ก็ควรหันมาฟื้นฟูตน ด้วยการเลิกพึ่งสิ่งอื่นใด หันมาเสริมสร้างภูมิของตนให้แข็งแกร่ง แล้วพิจารณาตน ลดนิสัยบางสิ่งบางอย่างลง เมื่อใช้กรรมเก่าที่ทำมา จะหมดลงได้ ก็ต้องไม่เอานิสัยไปทำกรรมใหม่มาเพิ่มพูน

อยากจะรู้ว่าตัวเราจะหายโรคไหม หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้ดูว่า ไม่ต้องถามใคร ก็แค่ดูตัวเองยามเข้าเขตพัทธสีมา หยุดตัวเองให้สงบ ได้หรือไม่ ... นั่นแลคือคำตอบ

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ธุดงค์


การเข้าพรรษา ถ้าว่ากันตามพระไตรปิฎก ก็จะว่าไปตามที่เราท่านได้ยินกันมา หากแต่เนื้อแท้ของการเข้าพรรษา ที่ถือตอนช่วงฝนตก แล้วให้พระมาจำกันในวัดนั้น นั่นคือ การฝึกฝน

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ช่วงฤดูฝน จะเป็นโอกาสอันดี ที่พระของพระพุทธเจ้า จะได้มาจำพรรษา รวมกัน แล้วให้พระผู้ใหญ่สอนแก่พระที่มาใหม่ หรือ พรรษาน้อย

ดังนั้นในช่วงการเข้าพรรษา เวลาที่ใช้ไปส่วนใหญ่ ก็คือ การเรียนรู้และเริ่มฝึกฝนตนเองให้เชื่ยวชาญ ในการลดกิเลส ลดนิสัย

หากแต่ด้วยความจำกัด ที่อยู่กันในหมู่คณะอยู่แล้ว ดังนั้น เหตุที่จะมาบังเกิดจึงมีน้อย หรือแทบไม่มีเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่พระพุทธเจ้า บัญญัติวินัยธุดงค์ แก่สงฆ์ทุกองค์

ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการทดสอบ เสมือนนักเรียนที่จะสอบเลื่อนชั้น หลังจากเรียนภาคทฤษฎี ในระหว่างพรรษามาแล้ว ทีนี้ก็มาภาคปฏิบัติ เผชิญเหตุดู

การธุดงค์ จึงเป็นการลดนิสัย อย่่างมหาศาล เพราะต้องเผชิญเหตุนานัปการ ดังนั้น ผลแห่งการธุดงค์จึงมหาศาลเช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าให้ฟังถึงนิสัยตน เมื่อครั้งบวชในยุคถ้ำกระบอก เดินธุดงค์มีวินัยฉันมื้อเดียว เลยสิบโมงเช้าไม่มีใครใส่บาตร ก็ตักน้ำใส่บาตร ฉันแทน ก็ถือว่ามื้อนึงแล้ว

วันหนึ่ง อดข้าวมาสองวัน วันที่สาม เดินไปบิณฑบาตร ด้วยความที่การเดิน ต้องเดินแต่เช้า เรียกว่า พอฟ้าสว่างก็ออกเดินบิณฑบาตรแล้ว เผอิญหมู่บ้านที่ผ่าน เป็นพวกชาวไร่ ตื่นนอนกันสาย ไม่รู้ว่ามีพระธุดงค์ กว่าจะรู้ก็เมื่อเห็น จึงเตรียมกับข้าวไม่ทัน

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ยินพ่อสั่งลูกสาวให้ตั้งข้าว และทอดไข่ รู้ว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก ก็เดินผ่านไป กะเวลาให้กลับมาพอดี เดินผ่านไปอีกหลายบ้าน ก็เหมือนกัน ไม่ได้ข้าวสักทัพพี ก็เดินกลับมาบ้านแรก แต่ข้าวยังไม่สุก

ความหิวที่อดข้าวมาสองวัน ก็ละเมิดวินัยที่ว่า หากไม่มีโยมนิมนต์ หยุดได้ครู่หนึ่งก็ต้องเดินต่อ จึงยืนรอรับข้าวหน้าบ้านโยมเลย

กะยังไงก็ต้องได้ฉันแน่วันนี้ ปรากฎว่า หมาของบ้านนั้น ซึ่งไม่เคยเห่าใคร กัดใคร วิ่งเข้ามาไล่กัด จนหลวงพ่อนิพนธ์ต้องหนีไป

พอเดินจากมา ก็ได้สติว่า ความหิวทำให้เสียซึ่งวินัย ปลงตก ก็คิดว่ากลับไปตักน้ำใส่่บาตรฉันเหมือนเดิมอีกวัน ก็ไม่เป็นไร

ครั้นพอถึงกลด กลับมีสำรับกับข้าววางไว้ มีข้อความเขียนว่า ถวายท่าน ฉันเสร็จแล้ววางไว้ จะกลับมาเก็บเอง

นี่แล เมื่อครั้งพุทธกาล เหล่าพวกพราหมณ์ รู้ในข้อนี้ดี จึงรอโอกาส ในการนี้เพื่อกอบโกยบุญ เพราะตนของตนทำวินัยไม่ได้ แต่ก็รู้ว่า บุญในธุดงค์นี้ใหญ่หลวงนัก อย่างน้อยก็ช่วยตนได้ไม่มากก็น้อย

ภาพในอดีตถ้ำกระบอก เมื่อครั้งหลวงพ่อนิพนธ์ธุดงค์ จึงไม่แปลกเลยที่บรรดาศิษย์ทั้งหลาย จะพากันเดินตาม เป็นแถวยาวเป็นกิโลเมตรเลยก็ว่าได้

วินัยข้อหนึ่งในธุดงค์ คือเดินเป็นระยะทางตามที่วางสัจจะ เช่น ครั้งละ ๕ กิโลเมตร แล้วจึงสามารถหยุดพักได้

เราท่านลองไปเดินดูสิ แล้วจะรู้ว่าเหตุมันเยอะ ไหนจะแดด ไหนจะเหนื่อย ห้ามกินน้ำระหว่างเดินอีก ห้ามคุย ไหนจะสัมภาระ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า บุญของพระพุทธเจ้า จึงไม่ได้มาง่ายๆ เหมือนที่พูดกันทั่วไปหลอก กว่าจะลดนิสัยตนได้เป็นบุญ เสียเหงื่อไปเท่าไหร ต้องใช้ขันติอดทนเพียงใด

อ้ายที่อ้าง บุญ ๆๆๆๆๆๆ มันมีแต่ลม ทำมาตั้งแต่เด็กจนหัวหงอก ก็ไม่มีบุญมาช่วยตนสักเก๊ มีแต่กรรมที่บันดาลโรคมารุมเร้า

ใครจะไม่จ้องเล่า ก็ข้าวถ้วย แกงขัน ของเราท่าน ที่ถวายพระธุดงค์ของพระพุทธเจ้า ที่เมื่อฉันแล้ว ก็ใช้ไปเพื่อทำวินัยธรรม หากไม่มี จะเอาแรงที่ไหนไปทำวินัยเล่า นี่แหละคนจึงแย่งกันใส่ เพราะเมื่อใส่แล้ว หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า บุญไปรอที่หัวกระไดบ้านแล้ว

หากแต่พระพุทธเจ้าแลสาวก จะรับของทุกคนก็หาไม่ รับเฉพาะผู้มีคุณสมบัติ เท่านั้น เรียกได้ว่า ท่านเลือกที่จะให้บุญแก่ผู้ที่มีคุณสมบัตินั่นเอง

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมธรรมหมวดสมุนไพร จึงต้องเลือกเช่นกัน

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ไม่เคยทำใช่ไหม

ศาสนาพุทธในโลกทุกวันนี้ สอนก้าวเลยไปคนละทางกับของพระภูมีแทบจะสิ้นเชิงในสาระ จะเหลือไว้ก็แต่เพียงสัญญลักษณ์ ที่บ่งบอกว่าเป็นพุทธศาสนาเท่านั้นเอง ก็ว่าได้

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ธรรมของพระภูมี คือคำตรัสที่ออกมา แล้วผู้ฟังจับไปทำ เป็นวินัยของตน ใช้บังคับตน

แลธรรมคำสอนที่ตรัส ก็ไม่ซับซ้อนเลิศหรู ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนที่สอนกันทั้งประเทศไทยเวลานี้ ฟังง่าย ปฏิบัติง่าย ไม่มีศัพท์แสงที่ต้องแปลแล้วแปลอีก ก็ยังไม่รู้เรื่องว่าหมายถึงอะไร

ที่สำคัญ หลวงพ่อนิพนธ์ย้ำว่า ธรรมไม่จำเป็นต้องรู้มาก ขอเพียงจับหมวดใดหมวดหนึ่งเป็นเจตสิก แล้วทำให้เป็นตนสำเร็จขึ้นมา

ทำไปพิจารณาไป เราท่านจะรู้ช่องทางธรรม ว่าทำอย่างไร ต้องเผชิญเหตุเยี่ยงไร แล้วจะชนะเหตุนั้นๆ ด้วยวิธีใด

แต่วิธีการที่ใช้ ใช้ได้เฉพาะตน รู้ได้เฉพาะตน แต่ละคน ต่างกรรมต่างวาระ เหตุแลวิธีการจึงไม่เหมือนกัน

หันกลับมาพิจารณาที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน วิทยากรมักกล่าวเสมอว่าเป็นธรรมคำสอน แต่ครั้นเราท่านฟัง ช่างแตกต่างจากพระทั่วไปสอนยิ่งนัก พูดเรื่องหิ้วมะกรูด มะพร้าวมา พูดเรื่องให้มีสติในการใช้ของ ล้วนแล้วแต่ไม่เคยพูดถึง การนั่งทำใจ ทำสมาธิ สวรรค์ชั้นโน้น ศัพท์บาลี เลยแม้นแต่น้อย

หลายคนจึงกล่าวว่า ไม่รู้พูดอะไร บางคนก็ว่าน่าเบื่อ เพราะคิดว่า สอนธรรม ก็ต้องมีคำพูดธรรมะ ที่ฟังแล้วลึกซื้ง กินใจ

หรือไม่ก็ต้องมุ่งเน้นให้ทำใจ นั่งสมาธิ ประมาณนี้ ตนจึงชอบ

หากแต่ธรรมคำสอนของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มีบทเริ่ม จาก "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว"

หากแม้นแต่กายยังบังคับไม่ได้ จะไปบังคับวาจา ใจ ได้อย่างไร นี่เรียกว่า แบกของหนัก เกินกำลัง ไม่มีวันทำได้ เหมือนศีลห้า หากไม่อคติ พิจารณาเห็น ก็รู้ได้ว่าไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอนนั่นเอง

เมื่อวินัยกายเบื้องต้น คือ บังคับกายให้มาทุกสัปดาห์ ติดต่อกัน จนกว่าการฟื้นฟูตัวจะสำเร็จ ใครจะมองว่าเป็นอะไรก็ช่าง แต่นี่แหละคือธรรม

เพราะธรรม ที่แท้จริง มีผลแห่งการกระทำแห่งธรรม คือ ผลต่อชีวิต ผู้ใดนำไปประพฤติ เป็นวินัยแห่งตน ย่อมมีผลต่อชีวิตนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า เราจักสอนธรรมแก่ฆราวาสเป็นสายกลาง ไม่บังคับผู้ใดให้ประพฤติ หากแต่ผู้ใดฟัง พิจารณา แล้วนำไปเป็นวินัยบังคับตน แล้วทำได้ ก็แทบจะเรียกได้ว่า โรคหายไปกว่าครึ่งแล้ว

แค่วินัยข้อนี้ข้อเดียว ฆราวาสก็ทำได้ยากยิ่งแล้ว เพราะไม่ให้ความสำคํญ จึงไม่ถือคำสอนเป็นวินัย นั่นก็เสมือนไม่ให้ค่าแก่ชีวิตตน ด้วยสำคัญหมายว่า การฟื้นฟูตนจักสำเร็จด้วยการทานสมุนไพรเป็นสำคัญ ซึ่งผิดตั้งแต่เริ่มแล้ว

เราจึงไม่สงสัยเลยว่า คนไข้ท่านหนึ่งที่เป็นแม่ชี เป็นมะเร็งมดลูก รักษาทางการแพทย์จนสุดท้าย หมอวินิจฉัยว่า มดลูกเน่า เกินกว่าที่จะรักษาแล้ว อาการในขณะที่มามูลนิธิ คือ เมื่อเดินจะมีเลือดไหลออกมาตลอด จนเปื้อนขา ไม่ว่าจะใส่ผ้าอนามัยกันสักฉันใดก็ตาม

แม่ชีฟังธรรมของหลวงพ่อนิพนธ์รู้เรื่อง จับวินัยข้อนี้มาปฏิบัติ ขึ้นไปถวายคำปฏิญาณต่อหน้าแม่ชีเมี้ยนว่าจะมามูลนิธิทุกสัปดาห์ไม่ยอมขาด จนกว่าจะหาย

แล้วแม่ชีก็ยึดสิ่งนี้ ทำจนเป็นตน มาทุกสัปดาห์ไม่เคยขาด จากไม่มีแรงทำอะไรไม่ได้ ผ่านไปหลายเดือน พอมีแรง ก็เริ่มไปช่วยงานจิตอาสาเท่าที่ตนพอทำได้

ผ่านเดือน ผ่านปี วันนี้ของแม่ชี กลับไปให้หมอตรวจอีกครั้ง หมอแจ้งว่า ไม่พบเซลล์มะเร็งในร่างกายแล้ว และสภาพร่างกายปกติดีสมบูรณ์

หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวกับแม่ชีว่า ก็ไม่จำเป็นต้องมาทุกสัปดาห์แล้ว เดือนละครั้ง สองเดือนครั้ง มาทานทีก็ได้ ตอนนี้มีกำลังแล้ว อยากทำอะไรก็ไปทำ

หลายต่อหลายคน ที่ยึดเอาคำพูดคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ จับไปนำตน แล้วประสพผล ไม่ว่า จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย มาทุกครั้ง หิ้วมะกรูดมา ๕ ลูก ๑๐ ลูก ตามที่ตนมี ทำจนเป็นนิสัย แล้วทานสมุนไพรจนพ้นโรค ก็มีให้เห็นเสมอๆ

คนเหล่านี้จะบังคับกายให้มา ให้ไปหาแล้วหิ้วมะกรูดมาได้อย่างไร ถ้าใจไม่สั่ง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงเตือนว่า ศาสนาพุทธที่แท้จริง มันไม่เหมือนกับที่เราท่าน วาดฝัน หรือเจอในปัจจุบันนี้ เรียกว่าหน้ามือหลังมือ ก็ปาน ใครปรับตัวไม่ได้ หรือไม่เคยลองปฏิบัติ เมื่อเจอของจริง ก็น่าเสียดาย เพราะทำไม่ได้

เมื่อเราท่านไม่เห็นคำสอนเหล่านี้ว่าเป็นธรรม ก็ไม่ให้ความสำคัญ แล้วก็ปล่อยตามนิสัย ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้

เมื่อเล่นตามนิสัย ก็ไม่เคยเผชิญเหตุ เมื่อไม่มีเหตุให้ต้องฝืน ต้องทุกข์กับวินัยธรรม ก็ไม่มีผล การมาจึงเสมือนไร้ค่า ไม่มีน้ำหนัก หรือไม่มีผลต่อชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น

ใครอยากลอง ก็ลองไปวางสัจจะดู แล้วดูว่าคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ที่ดูแล้วธรรมดา เป็นธรรมคำสอน ที่ประพฤติแล้วมีผลต่อชีวิตหรือไม่

แลเมื่อทำแล้ว จะรู้ได้ว่า เหตุเป็นเยี่ยงไร เมื่อเผชิญเหตุแล้วยังรักษาสัจจะได้ นั่นแลคือผล เป็นบุญมาเลี้ยงตน

ผลที่พึงเกิด ก็รู้ได้เฉพาะตน ใครจะมารู้ดีกว่าตนไม่มีเลย

นี่แหละเป็นเหตุว่าทำไมต้องฟังคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ แลก็อย่าหวังเลยว่า ธรรมที่สอนจะลึกซึ้งพิศดาร มีศัพท์แสงที่ฟังไม่รู้เรื่อง เพราะธรรมของพระภูมี ฟังง่าย เข้าใจง่าย ไม่ไกลตัว

ใครหล่ะที่ฟังแล้วจะเชื่อ พิจารณาแล้วไปทำ กะอีแค่ เข้าห้องน้ำแล้วปิดก๊อกให้สนิท กะอีแค่หิ้วมะพร้าว กะอีแค่คุมตนให้อยู่ในความสงบ จะมีผลต่อชีวิต เพราะธรรมในความคิดตนนั้นห่างไกลจากสิ่งนี้นัก

จะพูดสักฉันใดว่า นับถือ ก็พูดไป จะโม้ว่ามีใจมากมายสักฉันใด ก็โม้ไป แต่ถ้ากายไม่ทำ พูดให้ตาย ฟ้าดินเขาก็ไม่เชื่อ เพราะกายเป็นบ่าวของใจ พฤติกรรมกายเยี่ยงใด ก็บ่งบอกเองแล้วว่าใจเป็นเช่นไร ไม่ต้องมาพูดให้ฟังหรอก

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บุญทาน


ศาสนาสอนให้เราท่านสร้างบุญ หากแต่ก็อย่าลืมทำทาน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า แม้นจุดมุ่งหมายของศาสน์พระภูมี จะมุ่งเน้นหาคนอยากได้ และทำตน ตามคำสอนก็ตามที นั่นหมายถึงผู้ทาน เรียนรู้ พิจารณา เรื่องบุญแล้วทำตาม จนมีนิสัยของพระพุทธเจ้าในตน มากน้อยตามแต่ที่ทำได้

หากแต่ก็ยังให้โอกาสผู้ที่ยังไม่อยากทำ ได้สัมผัสอำนาจของศาสน์ ในส่วนของสมุนไพร

การให้สมุนไพรในส่วนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่าให้เป็นทานนั่นเอง

ความต่างของคนสองกลุ่ม ก็คือ พรหมลิขิตในภายภาคหน้า

คนที่ใช้ธรรมนำตน สร้างบุญ แล้วใช้สมุนไพรล้างโรค ดูผิวเผิน ก็หายโรค เหมือนคนที่มาใช้สมุนไพรล้างโรค ด้วยผลแห่งทาน ไม่ต่างกัน

แต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่ต่างกันนั่นคือ พรหมลิขิตในภายภาคหน้า คนที่ใช้ธรรมนำตน นั่นคือความไม่ประมาท ชีวิตก็จะปลอดภัยไปนานเท่าที่ตนทำได้ อาทิ ทำตนได้ ๑ ปี ก็อยู่รอดปลอดภัยไปสิบปี

หากแต่เส้นทางของทาน แม้นจะหายจากโรคที่เป็น ก็ไม่แน่ว่าจะเกิดโรคใหม่มาแทนหรือไม่ เรียกได้ว่าวางใจไม่ได้นั่นเอง

ด้วยความแตกต่างนี้มันเป็นเรื่องอนาคตที่มองไม่เห็น จึงทำให้หลายคนก็หยุดแค่การหายโรค ในปัจจุบันที่ประสพ

แต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หากจะช่วยก็ต้องช่วยให้สุดราว เรียกว่า พรหมลิขิตในภายภาคหน้าสิบปี ยี่สิบปี ปลอดภัย นั่นแลจึงเรียกว่าช่วย

ภาพที่กำลังจะปรากฎให้เห็น นั่นคือ ความเฉียบขาดของการประพฤติธรรมตามคำสอนของพระภูมี

หากแต่ผู้ที่จะเข้าไปสัมผัส หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า หากคิดจะช่วยตน ก็ต้องช่วยให้พ้น จึงต้องมีวันเวลา จะมาตามความอยาก คงไม่ได้อีกแล้ว

ใครมีวันเวลา ก็กระโจนเข้าไปในเนื้อนาบุญของศาสนา ใครที่ไม่มีวันเวลา ก็ให้เขารับทานของศาสนาไป ได้แค่ไหนก็แค่นั้น

อนาคตอีกสิบปี ยี่สิบปี นั่นแล จึงจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า วันเวลาที่เสียไปปีหนึ่งสองปี ในการสร้างบุญ สร้างนิสัย นั้นช่างคุ้มค่าจริงๆ หรือที่เรียกว่า หัวเราะทีหลังดังกว่า

แลก็จะได้รู้ได้สัมผัส ว่าคำตรัสของพระภูมี ที่ว่าความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ นั้น จริงแท้แน่นอน

อนาคต การจะบวชพระหรือสามเณรีเข้ามา ในหลักนี้ ไม่ใช่อยากก็ทำได้ อีกต่อไปแล้ว

ต้องเลือก


ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่สุด ในศาสตร์ของสมุนไพร ในฐานะของผู้ให้ นั่นคือ การไม่เลือกช่วยคน

หากจะอ้างความเมตตา แล้วช่วยโดยไม่ดูคุณสมบัติ ก็คงยากจะหลีกพ้น การช่วยโจรร้าย ให้มีกำลังกลับมาฆ่าคน ทำร้ายคน อีก ไม่ได้

เราจึงไม่แปลกใจว่า ในอดีตที่เห็นหลวงพ่อนิพนธ์ช่วยคน ในสถานะที่เป็นพระ สมุนไพรที่จัดทำให้ จะมีความหลากหลาย เข้าถึงจุด ให้ผลเฉียบขาด และรวดเร็วยิ่ง

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นเด่นชัด นั่นคือ คนไข้เอดส์ชาวจันทบุรี ที่ไปเป็นลูกเรือแล้วเสพยาร่วมกัน ติดเชื้อเอดส์มาจากประเทศแถบอินโดนีเซีย แถมมีลักษณะที่เป็นพิษรุนแรง

ขนาดที่เรียกว่า เละทั้งตัว จับเป็นเนื้อหลุดติดมา ผิวหนังเสมือนถูกไฟไหม้ทั้งตัว การทำสมุนไพรเพื่อคลี่คลาย และอาศัยการปฏิบัติ ด้วยการเป็นพระ ก็จบลงเพียงแค่เดือนเดียว

จึงไม่แปลกว่า เมื่อการเปิดรับผู้ปฏิบัติในอนาคต ที่บวชช่วยตน เราท่านก็จะได้เห็นว่า ตำราสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มีครบองค์ประกอบ ไม่น้อยหน้าโรงพยาบาลแต่อย่างใดเลย

โดยเฉพาะสมุนไพรที่ใช้เพื่อแก้ไขอาการเฉพาะหน้าด้วยแล้ว

ใครเคยเห็นภาพการปั๊มหัวใจ สมุนไพรปั๊มหัวใจก็มี ใครเคยเห็นคนขาดอ๊อกซิเจน ต้องใส่สาย สมุนไพรเพิ่มอ๊อกซิเจนในเลือดก็มี ใครเคยเห็นยาห้ามเลือด สมุนไพรที่ทาปุ๊บเลือดหยุดปั๊บก็มี

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สมุนไพร แต่อยู่ที่คุณสมบัติ

ภาพที่คนทั้งโลกไม่เคยเห็น การรักษามะเร็งด้วยสมุนไพร ที่เคยใช้กับคนไข้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านม ที่ให้ทานสมุนไพร พร้อมกับทาสมุนไพรที่ภายนอก แล้วไปยืนกลางแดด เมื่อสมุนไพรทำงาน ก้อนมะเร็งจะถูกดันออกมา แล้วแตกออก

ใครที่ว่า สมุนไพรที่นี่สุดยอด แต่เราว่า หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านแค่ทำให้ดูเล่นว่าทำได้ ของจริงนั้นยังไม่ได้เอาออกมาโชว์เลย

ครรลองในอดีต โดยการให้คนป่วย มาอยู่วัด เพื่อดูคุณสมบัติก่อนระยะหนึ่ง กำหนดวินัยให้ปฏิบัติ แล้วพระค่อยตัดสินว่า คนผู้นั้น มีคุณสมบัติหรือไม่ คงจะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง

สิ่งนี้ เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่า ผู้ใดที่ผ่านกระบวนการนี้แล้วไซร้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนที่กลัวกรรม และมีวินัยธรรมควบคุมตนเป็นบางสิ่งบางอย่าง โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน ใครทำได้ ก็ได้ความเป็นคนไม่มีโรคเป็นของแถม ใครทำไม่ได้ ก็กลับไป ในวงเวียนกรรมของตน หลวงพ่อนิพนธ์คงไม่ยุ่งด้วย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ศาสน์จะสร้างและส่งเสริมกลุ่มคนดี มีธรรม ขึ้นในโลก แม้นจะมีไม่มาก แต่ก็จะโชว์ให้โลกเห็นว่า ทำได้ กลุ่มคนนี้แหละเรียกว่า คนศรีวิไลซ์

และความโชคดีของคนกลุ่มนี้ ก็จะได้อยู่กราบพระอรหันต์ที่แท้จริง แล้วน้อมนำธรรมของพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่มาอุบัติ มานำตน ให้มีสุข

คำตอบที่ว่า หลวงพ่อนิพนธ์สร้างสถานที่นี้ไว้ทำไม นี่แหละคำตอบ ก็สร้างและรวบรวมคนที่เชื่อในธรรมคำสอน และปฏิบัติตาม รอพระพุทธเจ้า และอรหันต์สาวกนั่นเอง ได้ชื่นชมบุญญาธิการ และได้ปฏิบัติธรรม เป็นที่พึ่งของตน และลูกหลานนั่นเอง

ใครว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ไม่ว่ากัน ก็เพียงแค่ถอยไป ทำในสิ่งที่ตนชอบ ก็ถือว่่าเป็นบุญแล้ว ที่เก็บสมุนไพรไว้ให้ผู้ที่อยากได้ อยากทำตน

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลา จะพิสูจน์คน ว่า ผู้ที่เราเชื่อ สิ่งที่เราทำ ถูกหรือผิด ทำถูกผลถูกก็ปรากฎ ทำผิดผลผิดก็ปรากฎ

ประเภทโจรมาหลอกกิน ขโมยกิน ... ใช้ไม่ได้กับศาสน์หรอก กินเป็นถังก็เหมือนกินน้ำ หรือเหมือนไม่ได้กิน

เป็นคนมีธรรม จะนับถือคริสต์ อิสลาม ... ตามใจปรารถนา ไม่ได้บังคับ

อย่าไปเสียเวลาค้นว่า สมุนไพรตัวนี้ตัวนั้น แก้อะไร รักษาโรคอะไรเลย สำหรับสมุนไพรของพระภูมี เสียเวลาเปล่า ค้นตนว่า นิสัยตนอะไรที่ไม่ดี ควรเว้นเสีย ถวายพระพุทธ แล้วนำนิสัยพระพุทธมาไว้ในตนดีกว่า ทำได้ แล้วทานสมุนไพรไปเถอะ หลวงพ่อนิพนธ์ยืนยันว่า หายแน่นอน

ไม่จำเป็นต้องนับถือพระพุทธหรอก ไม่ไหว้ก็ไม่เป็นไร แต่จะไม่ลดนิสัยนั้น ไม่ได้เลย ยิ่งไม่เอาธรรมมานำตนด้วยแล้ว ... เสียเวลาเปล่า

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มงคล

สิ่งหนึ่งที่เป็นที่ปรารถนาของคนทั่วไป คือ ความเป็นมงคล

หลายคนจึงดิ้นรนแสวงหา เพื่อให้ได้มา ไม่ว่าจะยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม ก็ดิ้นรนเดินทางไปยังทุกที่ ที่ตนเชื่อว่ามีมงคล

คำถามที่บางคนสงสัยว่า เชื่อได้อย่างไรว่าสมุนไพรนั้นเป็นของมงคล หรือเป็นเครื่องลาง หรือ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ธรรมชาติฟ้าดินเขาสร้างมา

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ฟังว่า จักรวาลนี้ สิ่งที่ธรรมชาติใช้สร้างสิ่งมีชีวิต อาศัย ธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แลด้วยเหตุนี้ การดำรงอยู่ จึงอาศัยปัจจัยสี่ ที่ธรรมชาติสร้างในการดำรงชีพ

มนุษย์และสัตว์ จะเจริญเติบโตเพราะร่างกายตอบรับ สิ่งที่นอกเหนือไป โดยเฉพาะสารเคมี จึงกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม ที่สำคัญ ร่างกายไม่รับ ดังนั้น จึงเป็นตัวก่อเกิดโรค หากร่างกายไม่สามารถขับออกได้หมด

เมื่อธรรมชาติ บัญญัติอาหาร ที่เป็นปัจจัยสี่ในการดำรงชีพ ก็บัญญัติสมุนไพร ไว้ใช้ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพมาด้วย พร้อมสรรพ

ประเด็นปัญหาของสมุนไพรมีสองประการ

ประการแรก คือ สูตรของสมุนไพร ที่จะนำมาใช้นั่นเอง หากให้มนุษย์คิดค้นหา ค้นคว้า เหมือนอย่างประเทศจีน ลองตั้งแต่หนุ่มสาว จนผมหงอก ก็ไม่รู้ว่าจะได้สักสูตรไหม

อันนี้นับว่าเราท่านโชคดี เพราะแม่ชีเมี้ยนท่านรู้สูตรของพระพุทธเจ้า จึงไม่ต้องค้นคว้า ไม่ต้องเป็นหนูทดลอง บอกปุ๊บพระจด แล้วไปเก็บนำมาทำ ใช้ได้เลย

แค่นี้ก็น่าจะคิดได้ว่า แม่ชีเมี้ยน ไม่ธรรมดา รู้ได้ไง

แต่ที่สำคัญกว่าสูตร แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนพระว่า นั่นคือ คำสาปของฟ้าดิน ที่มีต่อสมุนไพรที่สร้างขึ้นมา ที่ซึ่งเป็นเคล็ดในการรักษามงคล หรือความศักดิ์สิทธิ์ ที่มีตามธรรมชาติของสมุนไพร

พูดให้ฟังง่าย คือ เล่นของไม่กินของ ทำไปแล้วไม่เสื่อมนั่นเอง คือ "ทำให้"

เรื่องเล่าแต่ครั้งถ้ำกระบอก ที่คนรุ่นเก่าเล่าให้ฟัง ที่อยากหยิบยกมา นั่นคือ การถวายข้าวสาร ๕ กระสอบ ของคนผู้หนึ่งแก่พระ ในยุคถ้ำกระบอก

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า ผู้ที่ถวายตั้งจิตอธิษฐานขอไว้ หากพระรูปใดทำได้ ก็นำข้าวนี้ไปทานได้

พระถามว่า เขาอธิษฐานอันใดหรือ แม่ชีเมี้ยนตรัสตอบว่า อานิสงฆ์ของข้าวนี้ ขอให้เขาถูกรางวัลที่หนึ่ง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีพระรูปใดกล้านำข้าวนั้นไปทานเลย

ของทุกสรรพสิ่ง ไม่มีได้มาฟรี แม้นผู้ให้ดูเสมือนจะให้ปล่าว แต่ก็มีคำขอติดมา ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า หากรับมาแล้วอย่านำมากอง ให้รีบใช้ เพื่อให้ผลแห่งบุญทาน กลับไปยังผู้ให้เร็วที่สุด

แต่ที่สำคัญกว่าคือ หากทำให้เขาไม่ได้อย่าไปรับ มิฉะนั้นจะเป็นหนี้อันมหาศาล เหมือนพระทั่วไป ที่บวชไปนานๆ แล้วถูกหนี้ทับจนกลายเป็นโรคนั่นเอง

ด้วยจะหาซึ่งมงคลกับพ่อค้าแม่ค้าในยุคนี้ ก็ยากยิ่ง ดูจากเศษกระดูกหมู ที่นำมาใช้ทำขาต้๊ง หรือ ยากระดูก นั่นเอง

ขึ้นราคาก็พอทน แต่ยังเอาของเน่าเสียปนมาให้ด้วย เพราะคิดว่าจำเป็นใช้ อย่างไรก็ต้องซื้อ

วันนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงพยายามอย่างยิ่ง ที่จะช่วยตนเอง เสาะหาพื้นที่ ทำการปลูกทุกสรรพสิ่งที่ใช้ เท่าที่ทำได้

เพราะรู้ดีว่าภัยกำลังมา ในไม่ช้าผู้คนจะหันมามองทางเลือกนี้

แลก็กำลังฟื้นฟู สำนักที่ลพบุรี ที่จะเปิดตัวให้บริการอย่างเป็นทางการ อีกแห่ง ในวันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้น ต้นปีหน้านี้

ใครอยู่ทางด้านไหน สะดวกที่ใด ก็ไปรับบริการที่นั้น

สิ่งที่จะต่างไปจากเดิม ก็คือ พยายามสร้างมงคลของสมุนไพรให้มากที่สุด ซื้อให้น้อยที่สุด เพื่อผลแห่งสรรพคุณสมุนไพรนั่นเอง

อันที่จริงหากเราท่าน เห็นด้วย ก็ติดไม้ติดมือมาคนละเล็กละน้อย มะนาว ๕ ลูก มะกรูด ๕ ลูก มะพร้าว ๒ ลูก พริกไทยขีด ตามแต่จะหาได้ ส่วนของที่หายาก หลวงพ่อนิพนธ์ท่านก็จัดหามา เท่านี้ กิจกรรมของมูลนิธิไทยกรุณา ก็ดำเนินไปได้ ไม่ต้องง้องบประมาณ หรือความช่วยเหลือจากใคร ไม่ต้องเป็นหนี้เจ้าของเงิน เหมือนเจ้าของข้าว ที่จะมาช่วย

เช้าหิ้ววัตถุดิบมา เย็นหิ้วสมุนไพรกลับ กินของเราท่านเอง ไม่เป็นหนี้ใคร เหลือนั้นทำทาน ปะติโย โหตุ

นี่แล วัดของพระพุทธเจ้า ไม่มีโบสถ์ ไม่มีศาลา มีแต่โรงทาน

เราจึงอย่ากระตุ้นให้ทุกคน อย่ารอพึ่งผู้อื่น อย่าทำตนเป็นผู้รับฝ่ายเดียว มีแต่หนี้ ของเก่ายังไม่ใช้ ของใหม่เพิ่มพูน ควรทำตนเป็นผู้ให้ดีกว่า ไม่มีหนี้ เหลือก็เป็นทาน สมุนไพรที่ทานก็มีแต่นับวันยิ่งเป็นมงคล

คนที่ยังสร้างบุญไม่ได้ ทางช่วยแรกก็อาศัยสรรคุณ หรือ ฤทธิ์ของสมุนไพรนี้ สร้างโอกาส ยิ่งสร้างได้มากเท่าใด คนทุกข์ก็ยิ่งมีโอกาสช่วยตนได้มากเท่านั้น

อย่าเลย อย่าคิดเอาเงินมาทำบุญ ไม่ใช่เป้าประสงค์ของศาสนาเลย หิ้วมะกรูด มะนาวมา ขีง ดีปลี พริกไทย กระเทียม เข้าโรงทาน นี่ต่างหาก และจะยิ่งดี หากไปลงมือทำสมุนไพรด้วยตนเอง นี่แหละเขาจึงเรียกหลักพระภูมีว่า "ตนช่วยตน"

ทำไปเรื่อยๆ จนเป็นนิสัย ก็จะได้นิสัยใหม่ของพระภูมีอย่างไม่รู้ตัว นั่นคือ นิสัย ที่เป็นผู้ทำให้ ไม่ใช่ผู้รับ ... ไปไหนใครก็ชอบ

ผู้ที่คิดจะกินของผู้อื่น ดูเสมือนได้เปรียบ เป็นผู้ได้ ... จริงแล้ว หนี้บาน รอวันทวงคืน .... ดั่งคำตรัสที่แม่ชีเมี้ยนให้ว่า ทำให้เขาได้ก็เอาไปกิน ทำไม่ได้ ก็รอเป็นเป็ดเป็นไก่ ไปให้เขากินนั่นแล

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมจึงมีเป็ดไก่กินไม่รู้จักหมดจักสิ้น ก็ไอ้พวกที่คิดจะกินแต่ของเขานั่นเอง

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สัจจะ ๒


คำถามก็คือ การทำสัจจะ ทำอย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า ก็เหมือนการทำนิสัยกรรมนั่นแล ต้องเริ่มจากทีละน้อยๆ วันละหนึ่งหรือสองชั่วโมง ทำแต่พอที่กำลังจะทำได้ เมื่อทำได้ ก็ค่อยๆเพิ่มเวลาหรือ จำนวนข้อขึ้น

สิ่งที่แตกต่างอย่างเด่นชัด ในการทำสัจจะกับคำสอนอื่นๆ นั่นคือ การเริ่ม แม้นการกล่าวจะดูคล้ายกัน คือ กาย วาจา ใจ ก็ตามที

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า คำสอนทั่วไป มักสอนให้ทำใจ หากแต่การทำสัจจะ แม้นสิ่งที่วางอาจจะดูเหมือนว่าให้ทำใจ เช่น ไม่โกรธ แต่ก็ต้องเริ่มที่กายก่อน เพราะใจเป็นของละเอียด หากแต่กายเป็นของหยาบ ทำได้ง่าย

อรรถาธิบายเพิ่มเติมให้ฟังว่า เช่น เมื่อเราท่านวางสัจจะไม่โกรธ เมื่อมีเหตุมากระทบ เช่นสิ่งที่ทำเราทำถูกอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว แต่ถูกต่อว่า ความโกรธก็จะเข้ามาทางอารมณ์ เมื่อเริ่มทำใหม่ๆ จะให้หยุดโกรธนั้นสติธรรมของเราท่านยังเล็กอยู่ ไม่สามารถทำได้หรอก ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ ก็ลดระดับมา นั่นคือ คุมวาจาให้ได้ หากแต่ว่าก็ยังเป็นงานยาก จึงเริ่มที่กายก่อน จึงต้องหยุดกายไม่ทำร้ายผู้อื่นให้ได้นั่นเอง

คำแนะนำที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนพระ เพราะรู้ดีว่า สัจจะทำยาก ดังนั้น เมื่อเผชิญเหตุ แล้วหยุด กาย วาจา ใจ ของตนไม่ได้แน่ จึงเริ่มที่การพากายหนีเหตุก่อน เมื่อรู้ตนว่าอารมณ์โกรธมา แล้วจะหยุดคงไม่ไหว ก็อาศัยวิธีนี้ไปก่อน เมื่อฝึกนานเข้า จึงเริ่มหยุดกายโดยไม่หนีเหตุ

ดังนั้น การทำสัจจะ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เริ่มที่ควบคุมกาย จนกายล้น ก็ควบคุมวาจา เมื่อวาจาล้น จึงจะเริ่มควบคุมใจ

แลด้วยนิสัยคนไม่เหมือนกัน ต่างกรรมต่างวาระ ดังนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องวางสัจจะให้เหมือนกันทุกตัวคน

ดังนั้น พระภูมีจึงให้นั่งกรรมฐาน มิใช่นั่งหลับตาเพื่อให้เห็นโน่นเห็นนี่ ไอ้นั่นมันคนบ้า หลับตาก็ไม่เห็นอะไร มืดอย่างเดียว แต่การนั่งกรรมฐาน ของพระภูมี ไม่จำเป็นต้องหลับตา อาจจะนั่งฟังพระภูมีเทศนาไป เข้ากรรมฐานไป

กรรมฐานจึงใช้ทำเพื่อพิจารณานิสัยตน ว่าสิ่งที่ทำในอดีตแล้วเป็นกรรม ให้โทษแก่ตนอย่างร้ายแรง คืออะไร ฟังเทศนาไป แล้วจับเอาคำใดคำหนึง ประโยคใดประโยคหนึ่ง ของพระภูมี แล้วนำมากำหนดเป็นสัจจะนำตน เพื่อลดนิสัยนั้นประการหนึ่ง

แลกรรมฐานที่ทำเพื่อพิจารณา สัจจะที่ทำไปแล้ว ว่าเป็นผลหรือไม่อย่างไร พิจารณาเหตุและผล เพื่อให้เกิดสติ เมื่อเหตุมาในครั้งต่อไป จะได้ตื่นตัวได้เร็ว และควบคุมนิสัยตนได้ดีขึ้นนั่นเอง

ประการที่สำคัญในการทำกรรมฐาน หลวงพ่อนิพนธ้สอนว่า ให้พิจารณาว่า การกระทำเช่นใดที่ทำแล้วให้ผลถูก ก็พึงรักษาไว้ การกระทำใดที่ทำแล้วให้ผลผิด ก็ควรพึงระวังระไว ละทิ้งเสีย

นี่เองจึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมเวลาประชุมสงฆ์ หรือฟังธรรม จึงมีความสงบเป็นเอกลักษณ์ เพราะสาวกทุกองค์รู้ดีว่า ตนเองแลผู้อื่น กำลังรอฟังธรรมที่จะใช้นำตน เพื่อช่วยตนนั่นเอง

หากแม้นการพูดของเราท่าน ทำให้ตนแลผู้อื่น พลาด ไม่ได้ยินคำตรัสของพระภุมี จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นหรือตน ไม่สามารถช่วยตนได้ ก็เข้าข่าย เจตนาฆ่าคนตาย จะปฏิเสธอย่างไรก็ไม่พ้น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ธรรมของพระภุมี ไม่จำเป็นต้องรู้มาก รู้หมด ขอแค่จับแค่คำเดียว ประโยคเดียว แล้วมาพัฒนาวิญญาณของตนได้ ก็เพียงพอแล้ว

เมื่อเริ่มจากสัจจะเพียงข้อเดียวแล้วทำได้ ก็เสมือนนิสัยกรรม นิสัยธรรมก็จะเพิ่มพูน การเพิ่มข้อก็จะง่าย อุปมานาข้าวทั้งแปลง ปลูกตรงไหนก่อนก็ได้ ขอเพียงให้เจริญเติบโตงอกงาม เดี๋ยวก็แตกงอก จนเต็มแปลงได้เหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น

นี่เองจึงไม่แปลกว่า ธรรมของพระโคดมมีสี่หมื่นแปดพันพระธรรมขันธ์ ให้สงฆ์ได้เริ่มทำ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ท้ายที่สุด ก็สำเร็จมรรคผล นิพพานเหมือนกัน

คำเตือนของเรา จึงอยากบอกว่า อย่าเอ่ยปากพล่อยๆ ในการวางสัจจะธรรม ไม่ทำก็อย่ารับ หากรับก็ต้องทุ่มเทควบคุมตน เพราะเดิมพันคือชีวิต ไม่สามารถต่อเหมือนคำสอนอื่นๆได้

โบราณจึงสอนว่า เสียชีพอย่าเสียสัตย์ มันเพี้ยนมาจากสัจจะนั่นเอง

เขียนมาให้พิจารณา ไม่ได้เพื่อแย้งหรืออวดอ้างแข่งกับผู้ใด พิจารณาแล้วเชื่อแบบไหน ไปแบบนั้น ไม่จำเป็นต้องโต้เถียงกันว่า ของฉันถูก ของแกผิด หากทำให้ผู้ใดขุ่นเคือง ขอน้อมรับแต่เพียงผุ้เดียว

ท้ายสุด จึงอยากบอกว่า หากไม่คิดจะทำ ก็อย่ามีพฤติกรรมฆ่าผู้อื่น ในยามเข้าห้องสวดมนต์แลฟังหลวงพ่อนิพนธ์ นั่งสงบนิ่งๆ ก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว ที่ช่วยทำให้ผู้อื่นรอด กลับกัน เสียงของเราเมื่อพูด จะปฏิเสธสักฉันใดก็ไม่พ้น ว่าฉันไม่ได้ฆ่าเขา

เราท่านไม่เคยได้เห็นได้ยิน พระทุศีล คนทุศีล ถูกธรณีสูบ แต่คนผิดวินัย ผิดสัจจะของพระพุทธเจ้า หรือแค่เพียงท้าทาย มีเรื่องเล่าขานมาให้ประจักษ์ มิใช่หรือ

สัจจะ

คนส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับคำว่าศีล แลพระไตรปิฏกก็เขียนว่า พระพุทธเจ้าแลสาวกล้วนถือศีล ๒๒๗ ข้อ เป็นวัตรปฏิบัติ

หากแต่ความจริงแล้วไซร้ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ใช้ คือ สัจจะธรรม ไม่ใช่ศีล

คำถามก็จึงเกิดว่า แล้วสัจจะธรรม หรือเรียกกันสั้นๆว่า สัจจะ นั้นเป็นเช่นไร แล้วทำไมจึงไม่ใช้ศีล

เหตุแห่งการไม่ใช้ศีล แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า เพราะศีลเป็นของหนัก ไม่มีมนุษย์ผู้ใดทำได้ อย่าว่าแต่ศีล ๒๒๗ เลย แม้นแต่ศีล ๕ เองก็ตามเถิด ไม่มีใครทำได้

แลศีลก็ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าบัญญัติ มีที่มาจากพราหมณ์

ไม่ว่าศีล หรือ บทบัญญัติใดๆในโลก ที่มนุษย์บัญญัติขึ้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นความแตกต่างกับสัจจะของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจน

เราอุปมาว่าคำสอนต่างๆที่มนุษย์บัญญํติ เปรียบเทียบได้กับสัญญาณอนาลอก นั่นคือ การประพฤติปฏิบัติจึงมีได้ตั้งแต่ ไม่เคร่ง ไปจนถึง เคร่งครัดสุดๆ

แลที่มักจะเห็นเด่นชัด นั่นคือ เมื่อทำไม่ได้ก็ต่อได้

ประการที่สำคัญ เมื่อเป็นบทบัญญัติมาจากความคิดมนุษย์ ผลที่ทำได้ จึงมีสถานะแค่กรรมดี กรรมชั่ว ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงชีวิต หรือ พรหมลิขิตในปัจจุบันแต่อย่างใด

แปลความหมายว่าไม่ว่าเราท่านจะทำศีลได้ดีเพียงใด เมื่อปล้องกรรมมาถึง ย่อมหนีไม่พ้นอย่างแน่นอนนั่นเอง

หากแต่สัจจะ ที่เป็นบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ จะพึงบังเกิดก็เฉพาะในยุคที่ศาสนามาอยู่ในโลก หลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า เป็นอำนาจที่ ๓ เรียกอำนาจนี้ว่าอำนาจ "บุญ" หมายความว่า เมื่อผู้ใดประพฤติปฏิบัติ ผลที่บังเกิด ไม่ใช่กรรมดี กรรมชั่ว หากแต่เป็นบุญ

ความแตกต่างที่เด่นชัดนั่นคือ อำนาจบุญ สามารถล้างอำนาจกรรมได้ ดังนั้น เมื่อผู้ใดปฏิบัติ จึงสามารถลบล้างพรหมลิขิตในปัจจุบันได้ หรือ เปลี่ยนแปลงพรหมลิขิต

หากอุปมา สัจจะ ก็เสมือนสัญญาณ ดิจิตอล ที่มีค่า เพียง ๐ กับ ๑ เท่านั้นเอง นั่นหมายความว่า ผู้ปฏิบัติสัจจะธรรม ผลแห่งการปฏิบัติ จึงมีแต่ทำได้ กับทำไม่ได้ ไม่มีครึ่งๆกลางๆ ได้บ้างไม่ได้บ้างไม่มี

ประการที่สำคัญยิ่งนั่นคือ เมื่อทำแล้วมีผลต่อชีวิต ต่อพรหมลิขิต นั่นคือ หากทำได้ ผลถูกก็มหาศาล พ้นทุกข์ได้ แลสูงสุด สามารถไปถึงมรรคผลนิพพาน คือไม่เกิดได้ หากแต่ทำผิด ผลก็มหาศาล กลายเป็นน้ำหนักกรรมอันมหาศาล ก็อย่างเทวทัต ที่แม้นแต่แผ่นดินยังรับไม่ไหวนั่นเอง

ดังนั้น การทำสัจจะ ผิดคือ ผิด ไม่มีการมาล้างบาป มาต่อศีล แลไม่มีโอกาสที่สอง อุปมาเช่น ท่านจำรูญ ท่านเจริญ แลหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งถ้ำกระบอก เมื่อผิดสัจจะที่ให้ไว้ ผลก็คือ ความล่มสลายของถ้ำกระบอกนั่นเอง ไม่มีโอกาสที่สองให้แล้ว

แม้นหลวงพ่อนิพนธ์ในยุคนั้นจะไม่เห็นด้วยและคัดค้านเต็มที่ แต่ด้วยความเป็นน้อง แลมาทีหลัง ก็ต้องพ่ายแพ้ กระนั้นก็ตาม ความผิดในครั้งกระนั้น ก็ถือว่าร่วมกันทำความผิด หากแต่ด้วยความซื่อสัตย์จึงได้โอกาสหาบุญช่วยตน อย่างไรก็ตามโอกาสในการทำตนให้ถึงมรรคผลนิพพาน ก็หมดลง

ด้วยเหตุนี้เอง คำเตือนที่หลวงพ่อนิพนธ์มักสอนเราท่านเสมอนั่นคือ เมื่อเราท่านมาฟื้นฟูตน เสมือนจะสู้กับงู ก็ต้องตีให้ตายในคราเดียว มิฉะนั้น มันก็จะแว้งกัดเราท่านได้

ขยายความว่า โอกาสที่ศาสนาเขาให้เราท่านนั้น มีครั้งเดียวในการช่วยตน ก็ควรทำตนเพื่อช่วยตนให้พ้นกรรม พ้นทุกข์

หากจะมาแค่หวังหายโรค แล้วก็กลับไปทำนิสัยแบบเดิมอีก จนกลายเป็นโรคใหม่ หรือ โรคเดิมหวน จึงคิดจะมาใช้ธรรมหมวดสมุนไพรช่วยตนอีกครั้ง ครานี้ก็เป็นเรื่องยาก หรือเป็นไปไม่ได้แล้ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า เมื่อก่อนเราท่านมา สิ่งที่ทำผิด ด้วยความไม่รู้เรื่องศาสนา ความผิดจึงอภัยได้ เพราะทำโดยไม่รู้ แต่เมื่อมาแล้ว เรียนแล้ว ฟังแล้ว พิจารณาแล้ว ช่วยตนแล้ว ศาสนาเขาก็ถือว่า กลายเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อมีกำลังแล้วไม่เอาความรู้ที่เรียนไปช่วยตน กลับเอานิสัยเดิมมาทำร้ายตน อันนี้ฟ้าดินเขาเรียกว่า ทำโดยเจตนา นี่แหละเหตุที่ทำไมเมื่อกลับมาอีกครั้ง จึงยากยิ่ง

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ความจริงที่สัมผัสได้เอง


สัปดาห์แรกหลังจากการออกพรรษา สมาชิกท่านหนึ่งที่ได้ผ่านการบวชีในพรรษานี้ได้เข้ามาพูดคุยกับเรา

สิ่งแรกที่สมาชิกท่านนั้นกล่าวก็คือ ความสงสัยที่ว่า ตอนอยู่ในพรรษา เธอแม้นจะมีสัจจะฉันมื้อเดียว แต่เธอก็ทานได้ปกติ และได้ปริมาณเพียงพอ นั่นคือ ในแต่ละวันไม่รู้สึกหิวโหย

แต่หลังจากลาสึกออกมาอยู่บ้าน แม้นจะทานได้หลายมื้อ กลับปรากฎว่าเธอทานอาหารไม่ได้ เพราะเกิดอาการอยากอาเจียนซ้อนขึ้นมา

ปัญหาแรก ยังไม่คลี่คลาย สิ่งที่เธอแปลกใจเป็นนักหนานั่นคือ ในช่วงที่เธออยู่ในพรรษา ทานมื้อเดียว สวดมนต์ ทำกิจตลอดวัน อาการปวดศรีษะของเธอที่เคยเป็นก็ไม่เคยปรากฎเลย

ครั้นพอสึกออกมา อาการปวดศรีษะของเธอกลับมาอีกครั้ง

นี่แหละสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์บอกกล่าวกับเราท่านเสมอ ว่าแผ่นดินนี้ไม่ธรรมดา มีอำนาจปกปักรักษาผู้ประพฤติธรรม ดูด้วยตาอย่างไรก็ไม่ใช่วัด หากแต่สิ่งที่ปรากฎแก่ตน จะทำให้รู้ว่า ผลแห่งการปฏิบัตินั้น เป็นเช่นไร

เราท่านทั้งหลาย เมื่อยังไม่ได้สัมผัส เพราะทุกข์ยังมาไม่ถึง เลยไม่ซึ้ง แต่ผู้ที่นอนอยู่ในกองทุกข์ จะสัมผัสได้เลยว่า เมื่อเราเดินอยู่ในวินัยของพระพุทธเจ้า เรานั้นทุกข์กับวินัยแล้วไซร้ ทุกข์กายของเราก็จะเบาบางหรือหายไป เพราะได้ใช้แล้วนั่นเอง

แต่เมื่อเราออกจากเขตพัทธสีมา มิได้ถือซึ่งวินัยของพระภูมีแล้วไซร้ กรรมก็จะกลับมา ทุกข์ก็มารุมเร้าอีก เพราะสิ่งที่เราทำยังไม่พ้นนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า ด้วยการมองด้วยตา ไม่ใช้ปัญญาพิจารณา การมาหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ จึงเสียเปล่า เวลาที่มีก็น้อยอยู่แล้ว แต่กลับใช้เวลาไปในทางอื่น ไม่ใช้เพื่อกอบกู้ชีวิต

มาแล้วก็นั่งเฉย มาแล้วแทนที่จะทำวินัย จิตกลับจดจ้องกับของถูก ไม่ว่าผัก ไม่ว่าของตลาดนัด

ความตั้งใจเดิมที่เราท่านมาเพื่อช่วยตน ก็ถูกสิ่งต่างๆเหล่านี้ กลืนกินไป วันเวลาที่ควรอยู่ในเขตพัทธสีมา แล้วมีพฤติกรรมช่วยชีวิตตน ก็ถูกลืมเลือน กลายเป็นมีพฤติกรรมที่เห็นศาสนาต่ำ เห็นชีวิตของตนต่ำ ไม่สำคัญ ด้วยเหตุเพราะของที่ถูกกว่ากันไม่กี่บาทเท่านั้นเอง

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แพ้ชนะอยู่ที่การลดนิสัย โรคไม่น่ากลัว นิสัยของเราท่านนี่สิน่ากลัว และที่สำคัญแก้ยาก

คำตอบที่เรามีให้แก่สมาชิกท่านนั้น ก็คือ คำที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า การเข้าพรรษา นั่นคือ การเข้าไปเรียนรู้วิธีการทำเพื่อช่วยตน การวางสัจจะแล้วประคองสัจจะนั้นให้เป็นตน เมื่อตนของตนทำได้ ผลแห่งการทำสัจจะนั้นก็จะกลายเป็นบุญมาช่วยตนนั่นเอง

เมื่ออยู่ในพรรษา เราเรียนแล้วรู้แล้ว ผลเกิดแล้ว แต่พอออกพรรษา เราก็วางเสียไม่เอามาทำต่อ ผลก็คือ ต้นบุญของตนที่กำลังโตก็ขาดน้ำเลี้ยง เหี่ยวเฉารอตายนั่นเอง

เราจึงควรพิจารณานิสัยตนที่เป็นโทษใหญ่หลวง แล้ววางสัจจะ กับแม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า เพื่อควบคุมตน เป็นวินัยทุกข์ เสมือนอยู่ในพรรษาเล่า มิใช่ออกแล้วก็ออกเลย

หรือจะเอาวินัยกลางที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด คือ "ไม่โกรธ และไม่เห็นผู้อื่นผิด" วันละสองชั่วโมง มาเป็นวินัยควบคุมตนก็ได้

ท้ายสุด หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้กล่าวว่า คนดี ย่อมต้องปรารถนามรรคผลนิพพาน หรือ สวรรค์ ดังนั้น จึงต้องมีวินัยบางสิ่งบางอย่างของพระพุทธเจ้ามาควบคุมตน จึงจะไปในทางที่ปรารถนาได้ มิฉะนั้น นิสัยตนก็พาไปหากรรม

เรียนแล้ว รู้แล้ว ่เจอแล้ว แต่ไม่เอาไปทำช่วยตน สิ่งที่รู้ก็ไร้ค่า นักเรียนอย่างนี้ ไม่มีทางสอบผ่าน

นี่แล หลวงพ่อนิพนธ์จึงพิจารณาแล้วเห็นว่า เพราะเราท่านมีเวลาให้ศาสนาน้อยเกินไป การช่วยตนจึงยังไม่พ้น ดังนั้น อนาคตที่จะมีการบวช คนที่จะเข้ามาบวชก็ต้องมีความตั้งใจ มีวันเวลา ทำตนให้พ้น มิใช่แค่ช่วงสั้นๆ มิฉะนั้น ผลแห่งการทำ ทำแล้วไม่พ้นกรรม สิ่งที่ทำก็สูญเปล่า

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44