วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คำสอน

หลักธรรมคำสอนของพระภูมี มักจะมีคำว่าวรรณะ แทรกอยู่เสมอ

เมื่อพราหมณ์ได้ยินเอาไปใช้ ด้วยความรู้ที่ผิด จึงผิดเพี้ยนกลายเป็นวรรณะดั่งทุกวันนี้ ในอินเดีย

ธรรมที่พระภูมีนำมาสอน ก็แบ่งเป็นวรรณะ ตามความประสงค์ของผู้ทำ ว่าจะปรารถนาถึงสิ่งใด

เราไม่ก้าวก่ายคำสอนอื่นว่าผิดถูก หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์ยกคำสอนแม่ชีเมี้ยนให้ำจารณาว่า คนเมื่อมาหาศาสนา พระภูมีย่อมจำแนกว่าผู้นั้นปรารถนาสิ่งใด แล้วจึงสอนไปตามความปรารถนาของผู้นั้น

ธรรมชั้นต่ำสุด ผลที่ได้ผู้ทำพึงปรารถนา มนุษย์สมบัติ แลธรรมอันสูงสุด ผู้ทำปรารถนาถึงซึ่งนิพพานสมบัติ

เมื่อความปรารถนาต่างกัน วินัยที่พึงปฏิบัติจึงมากน้อยต่างกัน

หากแต่เราท่าน ปรารถนาแค่มนุษย์สมบัติ คือความไม่มีโรค แต่การปฏิบัติ กระทำตนดั่งเช่น ผู้ปรารถนาซึ่งนิพพานสมบัติแล้วไซร้ ย่อมทำให้ผลแห่งปรารถนาถึงเร็วเป็นธรรมดา

หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาเหมือนการปฏิบัติคือการหาเงินนั่นเอง หลักผฏิบัติเบื้องต้นแก่ผู้ปรารถนามนุษย์สมบัติ ย่อมเป็นเรื่องที่ง่าย คนทั่วไปล้วนทำได้ไม่ยากนัก เมื่องานง่ายรายได้ก็น้อย นั่นคือเงินบุญที่พึงได้น้อย

หากแต่เมื่อไปปฏิบัติแนวทางนิพพานสมบัติ ต้องควบคุม กาย วาจา ใจ ทุกชั่วยาม งานมากและยากขึ้น ผลที่ได้เงินบุญจึงมากมายกว่านัก

กระบวนการฟื้นฟูตน สำหรับผู้ที่เข้าขั้นสาหัส ฟมอไม่รับ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักแนะนำให้ใช้แนวทางนิพพานสมบัติ คือการบวช ทำวินัย ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่า มีเงินบุญมากพอในการช่วยตน เรียกว่า สบายใจทั้งคนช่วยและคนถูกช่วยนั่นเอง

คำสอนที่ให้แก่พระ จึงต้องละเอียด เน้นทั้ง กาย วาจา ใจ

คำสอนหนึ่งที่เราได้ฟัง อันเป็นการสอนแก่พระรูปหนึ่งในที่ประชุมสงฆ์ กล่าวถึง ท่าทางในการเดิน ที่แกว่งแขวน โยกไหล่ เนื่องจากความเป็นนักเลงเก่า ครั้งสมัยฆราวาสนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า ต้องปรับเปลี่ยนเพราะดูไม่งาม ทำให้ญาติโยมรู้สึกไม่ดีได้

เรียกว่า การเดินนั้นเป็นเหตุให้ญาติโยมทำบาป เพราะอาจวิพากษ์วิจารณ์ติเตียน หากแต่ผู้ที่ติเตียนเป็นผู้ผฏิบัติ บาปนั้นก็กลายเป็นทวีคูณ

คนที่มาหลายคน สภาพปัญหานั้นเปรียบเหมือนซุงท่อนใหญ่ หากยังทำตนเหมือนคนทั่วไป ย่อมยากจะถึงซึ่งปรารถนาคือหายโรค

คนจำพวกนี้ ณ วันนี้จึงมีโอกาส ที่ทางเลือกในการใช้แนวปฏิบัติแบบหลุดพ้น หรือถึงซึ่งนิพพาน เปิดอีกครั้ง หากไม่คว้าก็น่าเสียดาย คิดจะเอาแบบคนอื่น ทั้งทีาปัญหาตนนั้นสาหัสนัก

สิ่งที่รู้ สิ่งที่ทำ ล้วนแล้วว่าดี แต่ก็พิสูจน์แล้วว่า ช่วยตนไม่ได้ มันดีเพราะนึกไปเอง ลองวางความรู้นั้น แล้วไปเรียนธรรมของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แล้วทำเพื่อช่วยตน

ไม่ใช่ไปลอง สิ่งนี้ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว นับแต่ยุคถ้ำกระบอก มาถึงปี30 ที่เปิดอีกครั้ง มีคนมากมายมหาศาลที่ใช้ช่วยตนจนสำเร็จ ไม่ว่าโรคใดๆ สาหัสแค่ไหน ล้วนผ่านมาแล้วทั้งสิ้น

เราจึงถือว่า วันที่ 29 กรกฎาคม เป็นวันมหามงคล เหมือนฟ้าเปิดม่าน ส่วนที่มูลนิธิ นั้นแค่น้ำจิ้ม ทำให้ดูว่าทำได้ แต่จะหวังผลให้ได้ตามเจตนาของศาสนา คือคนดี นั้นยากยิ่ง เพราะปรารถนาของคนส่วนใหญ่ ไม่ไดเข้าถึงธรรมใดๆเลย ติดอยู่กับสมุนไพรอย่างเดียวหมด

ช่างน่าเสียดายนัก มาเจอศาสนา แต่ไม่ได้แก่นธรรมไปนำตนสักนิด ติดอยู่ที่กระพี้คือสมุนไพรเสียหมด เข้าตำรา มีตาหามีแวว จึงมองๆม่เห็น หรือจะเป็นเพราะบุญมี พามาเจอ แต่กรรมมันบังตา บังใจ

ไม่ต้องแปลกใจ ที่ในอนาคต น้ำหนักจะถูกเทไปทางผู้ปฏิบัติเกือบหมด นั่นเพราะหลวงพ่อนิพนธ์ให้ความสำคัญแก่ผู้ที่อยากปฏิบัติ และทำตนเป็นคนดีนั่นเอง

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ขาลีบ


หลักสมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เมื่อเป็นธรรมหมวดหนึ่ง จึงมีคุณลักษณะเหมือนธรรมหลุดพ้น

ประการแรก มิใช่ของสาธารณะ มีเจ้าของ ใครจะลักเอาไปทำก็ไม่ได้

ผู้ที่จะใช้ต้องมีคุณสมบัติ นั่นหมายความว่าใช้ไม่ได้กับทุกคน อุปมาเหมือนพระพุทธเจ้าหาสาวก ย่อมเลือกเฟ้นเฉพาะผู้ที่ฝึกได้

ผลแห่งการกระทำ ย่อมเป็นตามหลักเหตุและผล นั่นคือ ผลการกระทำใดที่ทำแล้วให้สุขแก่ผู้อื่น จึงเป็นสุขย้อนคืนมายังตน หากทำแล้วไม่เกิดผลอันใด การกระทำนั้นก็สูญเปล่า หาผลคืนกลับมายังตนไม่ได้เลย

การทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้มองข้ามโรค แต่มองให้เห็นว่าเกิดแต่กรรมที่เราทำมา ผลแห่งการกระทำนั้นมาบังเกิดเป็นโรค

ขาที่ใช้ในการฟื้นฟูตน จึงจะมีเพียงสมุนไพรไม่ได้ แม้นสมุนไพรจะช่วยให้หยุดโรคได้ แต่หยุดกรรมไม่ได้ กรรมที่ทำมายังคงอยู่ ก็เกิดโรคใหม่ได้ ขาสมุนไพรจึงเป็นการแก้ปลายเหตุ ที่เมื่อทำแล้วงานไม่จบ

ขาที่สองคือธรรม จึงเป็นขาหลักที่ใช้ในการแก้ปัญหาที่เบ็ดเสร็จ แต่เนื่องจากเราท่านยังไม่รู้วิธีการทำที่ถูก หรือยังไม่มีความชำนาญในการทำ ผลที่เกิดก็อาจยังไม่พอแก้ปัญหา การใช้ขาสมุนไพร ทำให้เราท่านมีโอกาส มีวันเวลาที่มากขึ้น ในการเรียนรู้ฟังจากหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วนำมาทำเพื่อช่วยตน

ปัญหาที่ทำให้การฟื้นฟูตนล่าช้าก็คือ ทุกคนไม่คิดจะใช้ขาธรรมนำตน เอาแต่ขาสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ขาของธรรมจึงลีบ

สิ่งหนึ่งที่ขาดความเข้าใจนั่นคือ ผลแห่งการปฏิบัติธรรม นั้นมีมหาศาลมากกว่าสมุนไพรมาก หากย้อนกลับไปดูคำสอน ก็ด้วยเหตุสมุนไพร ให้ผลเฉพาะตน จึงมีข้อจำกัด ในขณะที่ธรรมมีผลต่อคนอื่นๆด้วย มากน้อยตามสถานะ

ปรารถนาสุข คือไปให้ถึง นิพพาน ในวันข้างหน้า ตามคำอธิษฐาน บรรลุมรรค จะไปได้อย่างไรหากไม่มีการกระทำ ได้แต่ฝันไกลแต่ไปไม่ถึง

เราจึงอยากพึงเตือนอีกครั้งว่า สิ่งที่ทำอยู่มันเป็นของมีเจ้าของ การกระทำแม้นดูว่าเหมือนกัน แต่ผลที่ได้ต่างกันมหาศาล

คนสองคนมาสถานที่เดียวกัน คนหนึ่งสวดมนต์ในที่ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนด อีกคนก็สวดเหมือนกัน บทเกียวกัน แต่นั่งนอกพื้นที่ที่กำหนด หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ไม่รับผิดชอบ นั่นคือ ผลแห่งการทำตามได้เป็นบุญมาช่วยตน หากแต่ผลแห่งการทำตามใจตน อย่างเก่งก็เป็นได้แค่กรรมดี ซึ่งโรคหรือกรรมมันไม่กลัว

ภาพที่เด่นชัดที่หลวงพ่อนิพนธ์ฉายให้เห็นชัด นั่นคือท่านตอง ที่มีพี่น้อง ๕ คน ทุกคนเป็นมะเร็งสมอง เมื่ออาการเกิด ทำงานไม่ได้ ท่าตองจึงไปบวช

การบวชของท่านตอง ช่วยอะไรไม่ได้เลยกับโรคที่เป็น มีแต่อาการหนักขึ้น จนแทบจะฆ่าตัวตาย

แต่เมื่อท่านตองมาปฏิบัติตามวินับของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านตองกลายเป็นคนเดียวในพี่น้องที่รอด และหายจากมะเร็งสมอง กลายเป็นราษฎรอาวุโสของเขาค้อ เป็นวิทยากรสอนจักสานแก่ชาวบ้าน มาจนทุกวันนี้ กว่ายี่สิบปีแล้ว

การบวชปฏิบัติวินัยครั้งพุทธกาลที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ผู้ใดทำได้ นั่นคือการทำขาธรรมเป็นหลักในการช่วยตน ขาสมุนไพรเป็นตัวเสริม กล่าวง่ายๆ คือ ใช้กรรมก่อนด้วยการสร้างบุญ เมื่อกรรมเบาบางหรือหมด วิญญานก็ขึ้นที่สูง โรคก็อ่อนแรงถูกสมุนไพรกำจัดโดยง่าย

การฟื้นฟูตนโดยไม่เอาธรรมจึงเป็นเรื่องที่ยาก เพราะขาธรรมมันลีบ ยิ่งหากกรรมที่ ทำมามันสาหัส สมุนไพรก็กลายเป็นไม้ซีก จะไปงัดไม้ซุงกรรม ก็คงยากหากกรรมน้อยๆก็พอไหว

ตอนนี้มีโอกาส หลวงพ่อนิพนธ์เปิดให้มีการบวชพระ ชี ... เราท่านจะได้เรียนรู้ว่า ธรรมครั้งพุทธกาลเขาทำอย่างไร เมื่อทำถูกผลถูกก็จะเกิด การช่วยตนไม่ว่าสาหัสเพียงใด เมื่อทำถูกก็ย่อมเป็นไปได้ เพราะขนาดท่านตองมะเร็งสมอง มาด้วยวัยอาวุโสใกล้ ๖๐ ปี ยังทำแล้วช่วยตนได้

แค่สัจจะข้อไม่โกรธ ที่มีผลอันมหาศาล ไปเรียนสิว่า การสร้างสติข่มความโกรธ ต้องทำอย่างไร อะไรเรียกวาาเหตุ อะไรเรียกว่าผล

เรียน แล้วกลายเป็นบัณฑิต ทีนี้ขาธรรมก็จะไม่ลีบ ไปที่ไหนก็สร้างบุญได้ ไม่ต้องพึ่งสมุนไพรมากจนเกินไป งานปีค่อยกลับมาทานสักครั้ง เหมือนคนเก่าๆ

สมุนไพรเขามีไว้เป็นสะพานชั่วคราว สะพานที่มั่นคงยืนยงคือ สะพานบุญ

มาถึงที่ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า มาหาอะไร เจออะไร มีทางบุญแต่มาไม่เจอ พบแต่สมุนไพร บางคนก็มาเจอพวก มาหาคนคุย มาหาประโยชน์ ล้วนแล้วแต่น่าเสียดาย ทั้งเวลา และทรัพย์ เพราะไม่ได้มาเพื่อชีวิต มาทำให้วิญญานใดๆ เลย

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มนต์บาลี


ของสองสิ่ง แม้นจะมีคุณลักษณะที่เหมือนกัน มาจากแหล่งเอียวกัน หากแต่อาจมีคุณค่าต่างกันมหาศาล

หลวงพ่อนิพนธ์หยิบยกตัวอย่างที่เด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำ หรือ พระที่ทำขึ้น หากแต่เมื่ออันหนึ่งไม่ได้ทำอะไร ค่าของสิ่งนั้นก็มีจำกัด หากแต่เมื่อนำสิ่งเดียวกันนี้ผ่านการปลุกเสก กลับกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ที่จะต้องกราบไหว้ หรือบูชา มีฤทธิ์ ได้

การสวดมนต์ จึงเป็นการเสก ทำให้ของธรรมดากลายเป็นมงคล

เราท่านเมื่อมาสวดมนต์ของพระภูมี ก็คือการเสกกายเสกใจของตนนั่นเอง

ของมีมงคล คือของสูง เมื่อกายใจเป็นของสูง โรคที่เป็นของต่ำย่อมอยู่ด้วยกันไม่ได้

ฉันใดก็ฉันนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนพระเสมอว่า มนต์บาลีของพระภูมีมีอำนาจ เมื่ออยู่ในขณะทำสมุนไพร จึงควรที่จะท่องมนต์อันนี้ไว้ เพื่อเสริมมงคลของสมุนไพร สิ่งดีๆจะบรรจุลงในสมุนไพร อย่าทำไปด่าไป พูดเลอะเทอะ อำนาจของสมุนไพรก็จักเพิ่มพูนทวีคูณ

น่าเสียดาย พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่มีให้เห็น จะมีก็แต่ทำสมุนไพรไป พูดจากันเรื่อยเปลื่อย

เมื่อกลับมามีพระอีกครั้งในวันนี้ และทำสมุนไพรตามครรลอง ผู้ที่บวช เมื่อทานสมุนไพรที่มีคุณค่า และตัวเองก็มีคุณสมบัติ จึงไม่น่าแปลกว่า ทำไมจึงฟื้นฟูตัวได้เร็ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่าสมุนไพรที่จะช่วยคนได้ต้องมีวิญญาน เมื่อเป็นวิญญานธรรม สมุนไพรยิ่งได้ยินมนต์บาลี ยิ่งมีฤทธ์ สมุนไพรที่ไร้วิญญาน เฉกเช่านถ้ำกระบอกยุคนี่ สูตรเดียวกัน อาจารย์คนเดียวกัน แต่ช่วยใครไม่ได้เลย

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

รื้อบ้านพังรั้ว


การฟื้นฟูด้วยหลักสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ทำไมไม่สนโรค หรือต้องวินิจฉัยโรค

เพราะนั่นเป็นปลายเหตุ การแก้อาการที่เกิด จึงไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุแห่งโรค การรักษาจึงไม่มีทางหาย

เหตุใหญ่พระภูมี ชี้ให้เห็นว่ามาแต่กรรม เมื่อกรรมมาอุบัติ ผลคืออวัยวะเสื่อมโทรม โรคจึงปรากฎ

แล้วการตายที่เกิด หลวงพ่อนิพนธ์สาวลงไปให้เห็นว่า คนที่ตายด้วยโรคแท้จริงมีกี่คน ไม่เคยมีใครถาม ไม่เคยมีใครอยากรู้

น้อยคนนักในยุคนี้ที่จะตายด้วยโรค ส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากผลข้างเคียง แล้วโยนความผิดให้โรคเป็นแพะไป

คนตายด้วยโรคมะเร็ง มะเร็งยังไม่ทำให้ตาย แต่เจอคีโม เจอฉายแสง ร่างกายรับไม่ไหว ทานอาหารไม่ได้ ไม่ต้องถึงมะเร็งหรอก แค่นี้ก็เป็นโรคขาดอาหารตายแล้ว ยิ่งอันโน้นห้ามอันนี้ห้าม ร่างกายค่อยๆขาดสารอาหารทีละนิด จนในที่สุดระบบล้มเหลวตายก่อนมะเร็งซะอีก

หลายกรณีที่เห็น ตอนเข้าโรงพยาบาลเลือดก็ปกติ นอนไปเรือยๆ บอกเป็นที่มีสุขอนามัยดีเลิศ ไม่ว่าอาหาร สภาพแวดล้อม นานไปติดเชื้อในกระแสเลือดตายซะงั้น ไม่เกี่ยวกับโรคเลย

หลักสมุนไพร จึงมุ่งเน้นจุดตาย เสมือนการพังบ้านพังรั้ว พังเมือง ย่อมต้องทำลายจุดที่อ่อนที่สุดนั่นเอง

การสังเกตุอาการแล้วหยุดอาการที่เป็นสาเหตุแห่งการทำให้ตายได้ เมื่อทำลายจุดอ่อนไม่ได้ ข้าศึกย่อมอ่อนล้า ล่าทัพไปเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงไม่ให้กังวลเรื่องโรค แตสอนให้สังเหตุอาการ แล้วดูว่า อาการนั้นรุนแรงทำให้เสียชีวิตได้หรือไม่ ถ้ามีต้องรีบหยุดอาการนั้นๆให้เร็วที่สุด

ตัวอย่างที่เราเคยเห็นในอดีต คนไข้เอดส์ระยะสุดท้ายท่านหนึ่ง มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ในสภาพที่นอนช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ยังทานได้บ้าง หลวงพ่อนิพนธ์ จัดสมุนไพรให้พักฟื้น จนสภาพดีขึ้นสามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้

หลวงพ่อชี้จุดตายแก่ญาติคนไข้ว่า ทุกส่วนยังดีอยู่ จะมีก็แต่ปอดที่ทำงานได้น้อยช่วยตัวเองยังไม่ได้ ต้องให้อ๊อกซิเจนทางสายช่วย แล้วทานสมุนไพร รอจนกว่าจะฟื้นจึงพ้นวิกฤต

คนไข้ท่านนี้ กลับไปพักฟื้นที่บ้าน ไม่นานญาติก็แจ้งข่าวมาว่าเสียชีวิต หากแต่เขาไม่ได้ตายด้วยโรคเอดส์ เขาตายเพราะภรรยาที่เฝ้าออกไปซื้อของ โดยไม่ได้ดูอากาศที่เหลือในถัง เขาตายเพราะอากาศหมดถัง หายใจไม่ทัน

ไม่ต้องสนหรอกว่าโรคที่เป็นคืออะไร แต่ต้องละเอียดรอบครอบหมั่นสังเกต ว่าอาการใดหากรุนแรงคนป่วยจะทนไม่ไหว หยุดให้ทัน

โดยเฉพาะคนประเภทที่ตอนนี้ยังทานได้ แต่เบื่ออาหาร ไม่ยอมทานอาหารให้ครบห้าหมู่ที่ร่างกายต้องการ วันข้างหน้า อาจเกิดสภาวะทานไม่ได้หรือทานได้น้อยมาก ร่างกายก็ขาดพลัง ไม่ทันตายด้วยโรค คนเหล่านี้ขาดอาหารตายก่อน โดยเฉพาะคนป่วยมะเร็ง ถึงเวลานั้นอยากจะทานก็ไม่ทันแล้ว

หลักของพระภูมี จึงสอนให้ทานอาหารให้ครบตามที่ร่างกายต้องการ ไม่มีเว้น

บมสรุปหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า "กินได้ไม่ตาย ไม่กินน่ะตายแน่ ไม่ต้องรอโรคทำให้ตายหรอก"

ไม่สงสัยบ้างเลยหรือ คำวินิจฉัย ตายเพราะติดเชื้อในกระแสโลหิต เป็นทั้งๆที่ฉีดยาฆ่าเชื้อนั่นแหละ เดิมมันไม่มี แล้วมันมีเชื้อมาตอนไหน เพราะอะไร

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ


การกำหนดกิจกรรมใดๆของหลวงพ่อนิพนธ์ย่อมต้องดูผลแห่งการกระทำนั้นๆเป็นหลัก หาใช่ทำตามใจนึก ใจอยาก แต่ล้วนทำแล้วมีผลทั้งสิ้น

กิจกรรมต่างๆ จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง แต่ก็ต้องยอมรับว่า หลายคนไม่ถูกใจ ไม่ชอบ ไม่อยากทำ

จึงยกเรื่องเล่าที่มีคนเขียนประสพการณ์ของตนในมูลนิธิจากเวปอื่นๆ มาให้พิจารณา

จะเล่าอะไรให้ฟัง

ผมพาพ่อและคนที่บ้านไปรักษามาแล้ว

พ่อผมเป็นเบาหวาน รักษาอาการดีขึ้น แต่รับไม่ได้ที่หลวงพ่อพูดนาน และพูดไปเรื่อยเปื่อย ท่านอยากหายไวๆ กะว่า ไปไม่กี่ครั้งหาย แต่ก็ไปได้แค่ไม่กี่ครั้ง ก็ท้อ ไม่ไป ไปที่อื่น เพราะทานยาแล้วผิวหนังคัน แต่เบาหวานลดลง แต่การคันแล้วทนการอบตัวไม่ไหว เพราะผุพอง เลยไม่ไปอีก อีกทั้งเบื่อเจ้าหน้าที่ อ่านในคอมเมนต์พวกนี้ เลยผสมปนเป ไม่อยากไป

ก็เลยลองไป นครปฐม สิงห์บุรี กรุงเทพ ฯ จำไม่ไหว ลองไปทั่ว เหมือนเดิมต่อ เหมือนก่อนที่จะไปที่มูลนิธิที่กาญจน์ รวมทั้งกลับมาซื้อยาอาหารเสริมกิน เสียเงิน แล้วก็เสียเงิน ทุกครั้งก็จะเล่าให้คนขาย หรือที่นั้นๆ ฟังว่า ไปที่ไหนมา ผมเองก็นั่งฟังเฉยๆ คำพูดก็เหมือนในเว็บนี้เพราะอ่านมานาน ตอนแรกๆ ก็ติดลบ เพราะเชื่อในคำพูดตัวโตๆ ว่ากล้าออกมาแฉแบบสรยุทธ มันส์ดี อ่านแล้วชอบ เพราะไม่เชื่ออีกทั้งไม่เคยรักษาด้วยตนเอง

แต่พอญาติอีกคนเป็นสะเก็ดเงิน เค้าไปรักษาตามที่พ่อผมเคยแนะนำก็หายดีขึ้นมากจากทรมานมานาน เรียกได้ว่า รักษามาเยอะทั้งอาหารเสริม สารพัดยี่ห้อของไทย ของนอก สมุนไพรขายตรง ยาเคมีโรงพยาบาล แต่ก็ไม่หายตอนนี้หายสิ้น ไม่มีอาการสะเก็ดเงินแล้ว ไปสอบถามเค้าดู ก็บอกว่า ศรัทธา อบตัว ทำสมาธิ พร้อมทานสมุนไพรตามที่เค้ากำหนดมาอย่างเคร่งครัด เปลี่ยนจิตใจให้เป็นผู้ให้ อดทนรอคิวได้ ยึดคำสอนของหลวงพ่อมาปฏิบัติ สิ่งที่บังเกิดคือ หาย ดีขึ้นเรียกว่า เกือบ 99% ผมเลยบังคับพ่อกลับไปรักษาอีกครั้ง และตอนนี้ดีขึ้นมาก

โดยปกติญาติผมไม่ว่าไปที่ไหน ญาติบอกมาว่า ก็จะทานยาเคมีหรือสมุนไพรเคร่งครัดเสมอ แต่ก็ไม่หายดูเหมือนจะดีขึ้นในระยะแรกๆ แต่ก็กลับไปเหมือนเดิม แต่ที่มูลนิธิไทยกรุณา ญาติบอกว่า ตอนแรกๆ คันและเห่อขึ้นอย่างมาก แต่อดทนและลองทำตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำก็หายดีมาก สมุนไพรที่หลวงพ่อนิพนธ์และตามตำราแม่ชีเมี้ยน นั้นดีมาก ญาติบอกว่า ไปคุ้ยไปกระทุ้งออกมาจริงๆ ทั้งสะเก็ดเงิน ทั้งผื่นคัน ตอนแรกๆ แทบไม่กล้าไปไหนเพราะเห่อขึ้น พอสักพักก็หายดีขึ้น ดีขึ้น จากเดิมญาติคนนี้ไม่เคยเชื่อเพราะเข็ดกับการรักษาแบบทางเลือก เพราะเสียเงินค่ายาไปเยอะ พอมาที่นี่ไม่ต้องเสียเงิน แค่อุดหนุนซื้ออาหารทาน ไม่เคยบริจาคเงินอะไรทั้งสิ้น นอกจากอุดหนุนสินค้า ทานอาหาร เพราะต้องเจียดเงินเป็นค่าเดินทางไปแต่ละครั้ง ญาติฝากขอบคุณหลวงพ่อนิพนธ์และเจ้าหน้าที่ทุกคน จากตอนแรกไม่เข้าใจ

ที่นี่ไม่ต้องเสียเงิน แค่อุดหนุนซื้ออาหารทาน ไม่เคยบริจาคเงินอะไรทั้งสิ้น นอกจากอุดหนุนสินค้า ทานอาหาร เพราะต้องเจียดเงินเป็นค่าเดินทางไปแต่ละครั้ง ญาติฝากขอบคุณหลวงพ่อนิพนธ์และเจ้าหน้าที่ทุกคน จากตอนแรกไม่เข้าใจทำไมต้องเคร่งครัด ทำไมต้องเข้มงวด ตอนหลังๆ มาเข้าใจดีและรู้สึกโชคดีมากๆ

ส่วนตัวผม ขอสรุปให้ว่า พวกรักษาเก็บเงิน ขายยา น่าจะเดือดร้อนมากที่สุด รองลงมา พวกไม่ตั้งใจหรือไม่ทำความเข้าใจ ให้ปฏิบัติตามได้

เพราะผมนี่แหล่ะมีประสบการณ์ตรงที่ว่า จากเงินที่ต้องไปจ่ายซื้อยา อาหารเสริม พวกสมุนไพรที่นำมาสกัดขาย จ้างดรงงานผลิต แบบไม่รู้คุณค่าที่แท้จริง ทำให้ผมรู้ดีว่าอะไรคือของจริง อะไรคือของปลอม เพราะจ่ายเงินไปเยอะมากรักษาคุณพ่อ ต่างอวดอ้างสรรพคุณ พูดโจมตีคนอื่น ยิ่งรู้ว่าที่ไหนรักษาฟรี พวกนี้จะบอกว่า เชื่อถือไม่ได้ อันตราย หลอกลวง สุดท้ายก็เหมือนกันตรงที่ว่า สินค้าของตนเองดี ชวนผม ไปทำขายตรงด้วยกันอีก เฮ้อออ

ในความคิดผม จากที่เคยเห็นหลายคนที่ไปมูลนิธิ ระหว่างผมนั่งรอยาก็จะเห็น ทั้งมาแบบโดนลากขึ้นรถมา ฉุนเฉียวโมโห ไม่อยากรอ อยากไปให้พ้นๆ แต่เกรงใจเพราะต้องพาญาติมารักษา ซึ่งตอนแรกๆ ผมก็เป็น ก็อดขำไม่ได้ เพราะตนเองก็เคยเป็นแบบนั้น ขี้เกียจรอ

ไม่มีครูฝึกที่ไหนที่ไม่โหด เพราะรู้ดีว่า สิ่งที่ต้องเผชิญนั้น ราคาคือชีวิต ความทุกข์ที่เราท่านได้รับ น้อยนิดนัก ที่ทำเพื่อแลกกับความทุกข์จากโรคในภายภาคหน้าที่จะบังเกิด

หากแต่ต่างจิตต่างใจ สถานที่นี้หลวงพ่อนิพนธ์ตั้งมาด้วยเจตนาดี เป็นตัวแทนของแม่ชีเมี้ยน เสนอตนมาเป็นทางเลือก มาลองแล้วชอบก็ทำตาม ไม่ชอบก็ไม่ว่ากัน

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์สอนให้เคร่งครัด บังคับตน ให้เกิดความสงบ เป็นสิ่งถูกต้อง ทำแล้วช่วยตนได้ แต่มันจะไม่ถูกใจใคร ก็ช่วยไม่ได้ ไม่อยากทำตาม ไม่สน จะอ่านหนังสือ จะทำงาน จะนั่งเล่นโทรศัพท์ จะคุยกัน ไม่ว่า ... เพราะฟ้าดินเขาบัญญัติหนทางไว้แล้ว ใครทำ ใครได้

หากผลแห่งการกระทำไม่สำเร็จ โทษใครไม่ได้เลย

สัปดาห์ที่แล้ว ญาติคนไข้ท่านหนึ่งแจ้งว่า คุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งสิ้นแล้ว แต่ดีใจมากเพราะท่านไปสงบ จนวาระสุดท้ายก็บอกลาลูกๆ แล้วขอนอน ภาพนี้ทำให้คุณหมอเจ้าของไข้ถึงกับต้องถามเจ้าของไข้ว่า ให้อะไรคุณแม่ทาน เพราะผลตอบรับดีกว่ามอร์ฟีนในมือหมอมากนัก เสียดายที่เจอช้า เพราะคุณแม่ของหมอก็จากไปด้วยมะเร็งเช่นกัน แต่สภาพต่างกันราวฟ้าดิน แลทิ้งท้ายว่า จัดงานเสร็จ ก็จะมากราบขอบคุณหลวงพ่อนิพนธ์

แต่ที่เราเสียดายยิ่งกว่า ด้วยหนทางที่ดีกว่านั่นคือ การมีพระและส่งเสริมพระ ที่ทรงวินัยของพระภูมีเยี่ยงอดีตพุทธกาล เพิ่งจะถูกรื้อฟื้น หนทางแห่งความสำเร็จในการฟื้นฟูตน จะเปิดกว้างกว่านี้มากมายนัก

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ไม่ปลอดภัย

สมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ให้หลวงพ่อนิพนธ์ทำ แม้นจะดีเลิศสักปานใด ช่วยให้หายโรคได้ก็ตามแต่ หากแต่ก็ยังเรียกไม่ได้ว่า ชีวิตเราท่านจะอยู่ในสถานะปลอดภัย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนเสมอว่า สมุนไพรหยุดได้แค่โรค แต่หยุดกรรมไม่ได้

หลายคนหวังว่าทานให้แค่พอประทัง รับอาการโรคไหว ช่วงไหนดีก็หยุด พออาการแย่ก็กลับมาทาน เรียกว่าไม่ได้หวังหาย

คนจำพวกนี้จึงไม่เน้นการปฏิบัติใดๆ เพราะไม่คิดทำตนอยู่แล้ว เสมือนเป็นนักเรียน ก็ไม่ยอมเรียน ไม่ยอมขึ้นชั้น

เมื่อคนประเภทนี้มากเข้า เรียกว่าพลังลบมากกว่าพลังบวก ภาพที่ปรากฎจึงหาความสงบไม่ได้ นานเข้า คนที่อยากช่วยตน หรืออยากทำ ก็รักษากรรมฐานตนไม่ได้ โดนกลืนกิน แทนที่จะเป็นวัดศักดิ์สิทธ์ ก็ค่อยๆ กลายเป็นตลาดไปทีละน้อย

ธรรมที่สอนสั่ง มีค่าล้ำดุจแก้วมณี ตกอยู่ในฝูงลิง หาค่าไม่ได้เลย

ช้าเร็วเส้นทางนี้ก็จะถูกเราท่านทำลายความศักดิ์สิทธ์จนสิ้นเสมือนถ้ำกระบอกในอดีตนั่นเอง ทีนี้กินไปเถอะ ต่อให้อาบก็หาผลในการช่วยตนไม่

ท้ายที่สุด การฟื้นฟูตน จึงถูกบีบให้กลับไปเหลือทางเดียว นั่นคือการปฏิบัติธรรมวินัยเป็นสำคัญ สมุนไพรเดินตาม กินก็ได้ ไม่กินก็ไม่เป็นไร

เพราะการเดินตามธรรมวินัย โดยเฉพาะการบวช ผู้ทำทำตลอด 24 ช.ม. ที่สำคัญ มีปรารถนา ที่ไม่เพียงแต่พัฒนากายเพียงอย่างเดียว แต่ฝึกฝนเคี่ยวกร่ำตน เพื่อพัฒนาจิตใจ แลนิสัยเป็นบุญ

บุญเท่านั้นที่พระภูมีทุกพระองค์พิสูจน์ให้เห็นว่า ชนะกรรม ชนะเวร ที่ทำมาได้

คนหายโรคจึงไม่ใช่ผลงานที่แท้จริงของศาสนา หากแต่คนที่พัฒนาจิตใจแล้วไซร่ ไม่สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นสนืเกนสนนี่จึงเป็นผลงาน เป็นคนรู้บาปบุญ เรียกว่าชาวศิวิไลซ์

คนที่พัฒนาจิตใจแล้ว ชีวิตจึงปลอดภัย และจะได้กายที่ดีไม่มีโรคเป็นของแถม

เราจึงอยากเตือนว่า เค้าลางมันบอกเรือสมุนไพรอาจจะล่มได้ หากแต่เรือของการปฏิบัติ ไม่ว่าบวชชี บวชพระ เป็นเรือที่มั่นคง ไม่มีวันล่ม เห็นผลแน่นอน

คนไม่มีนิสัยธรรมนำ เป็นคนดีไม่ได้หรอก สมุนไพรมีไว้สนับสนุนคนดี การทานแบบฆราวาส จึงยากที่จะประสพผล การบวชปฏิบัติธรรมวินัย จึงทำให้การทานสมุนไพรให้ผลมหาศาล เพื่อเกื้อหนุนผู้ปฏิบัติในการทำตนเป็นคนดีนั่ยเอง

เสียดายตัวอย่างคนดียุคนี้ยังไม่มี คนดียุคก่อนๆก็ไปนิพพานกันหมดแล้ว

ใครหวังยาเคมี ไม่มีทาง ใครหวังสมุนไพรก็ยากยิ่ง ใครหวังธรรมวินัย จักได้สัมผัสปาฏิหารย์ ต่อให้โคตรโรค ร้ายแรงสักฉันใด ... ก็จบ เพราะธรรมชนะกรรม โรคมันแค่บริวารกรรมจะเหลืออะไร

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ขอบคุณเด็กเลี้ยงควาย


เราฟังเรื่องคนดีจากหลวงพ่อนิพนธ์มาตั้งนาน ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าคนดีที่คนทั่วไปยกย่องหรือคนที่ทำตนเป็นคนดี คิดว่าตนก็เป็นคนดี กับคนดีของศาสนา มันต่างกันอย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์ เคยหยิบยกครั้งพุทธกาลที่แม่ชี้เมี้ยนเล่ามาให้พิจารณา เมื่อครั้งพระโคดมกำลังทำตนเพื่อที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ผ่านไปหลายปี ก็คิดว่าตนของตนดีแล้ว พูดฟังง่ายก็คือน่าจะหมดกิเลสแล้ว หรือสามารถควบคุมกิเลสได้แล้วนั่นเอง จนวันหนึ่งพระโคดมเสด็จผ่านทุ่งนาแห่งหนึ่ง ไปพบเด็กเลี้ยงควายกำลังเลี้ยงควายอยู่

เด็กเลี้ยงควายเห็นพระโคดมแต่งกายประหลาดไม่เคยเห็น จึงคิดว่าเป็นคนบ้า จึงเอาก้อนหินขว้างศรีษะพระโคดม

พระโคดมโดนก้อนหินก็โกรธเด็กเลี้ยงควาย แต่ก็สามารถควบคุมตน จึงเดินหนีไปด้วยอารมณ์โมโหในใจ คิดว่าอยู่ดีๆ มาขว้างศรีษะทำไม

ครั้นเดินไปได้สักประเดี๋ยว ก็คิดขึ้นได้ว่า ตัวท่านเองคิดว่าตนสามารถข่มกิเลสได้แล้วหมดสิ้น แต่พอเจอเด็กเลี้ยงควายกลับเกิดความโกรธขึ้นอย่างง่ายดาย นั่นแท้จริงแล้ว ตนยังไม่ดีพอนั่นเอง

พระโคดมพิจารณาแล้วจึงเดินกลับไปหาเด็กเลี้บงควายเพื่อขอบคุณ ที่ทำให้ตนได้สติ ไม่หลงตนว่าดีแล้ว

ฟังมาหลายครั้งหลายคราก็ยังไม่ซึ้ง ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงสักที

หลวงพ่อนิพนธ์ก็เล็งเห็นว่าความโกรธมีโทษอันมหาศาล จึงสอนเสมอให้ฝึกละวางความโกรธ มาทุกยุคทุกสมัยโดยเฉพาะลูกศิษย์ที่ติดตามกันมา

เราก็รับมาฝึกด้วยเช่นกัน ก็ฝึกมาหลายปี คิดว่าตนทำได้ในระดับที่น่าพอใจ ถึงจะไม่ทั้งหมดแต่ก็รู้ตัวหยุดตัว หยุดวาจาได้

จวบจนวันก่อน ขับรถไปในพื้นที่ที่เป็นทางร่วม รถวิ่งตามกันช้าๆ เราถึงทางร่วมก่อน ก็มีรถแท๊กซี่ขับตามมาเข้าทางร่วมแล้วชนด้านท้ายของรถเรา

ก็ลงไปดู เพื่อคุยกับแท๊กซี่ ปรากฎว่าฝ่ายตรงข้ามบอกเราผิด เท่านั้นเอง เราก็โมโห เถียงไปพักหนึ่ง แล้วก็เรียกเจ้าหน้าที่ให้ช่วยตัดสิน

ผ่านไปสักพัก ขณะเจ้าหน้าที่กำลังถ่ายรูปเพื่อพิจารณา คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์เรื่องเด็กเลี้ยงควายก็ผุดขึ้น

เออแหนะ เราบอกว่าฝึกตนตามวินัย แต่พอเจอเหตุจริงๆกลับลืมตน รถวิ่งช้ามากแต่ยังถูกคันอื่นวิ่งมาชน นั่นกรรมของเรา เสียหายแค่รถก็ใช้กรรม ทำไทต้องเสียนิสัย ก่อกรรมด้วยความโกรธอีกเล่า นี่แหละบททดสอบ ผลก็คือ เราที่ฝึกมายังไม่ถึงขั้นคนดีนั่นเอง เพราะควบคุมนิสัยตนไม่ได้

ตั้งสติได้ก็นึกขอบคุณแท๊กซี่ ที่ทำให้รู้ตนว่า หากอยากจะเป็นคนดี ต้องฝึกอีกเยอะ

คำสอนเรื่องเด็กเลี้ยงควายของหลวงพ่อนิพนธ์จึงทำให้เรารู้ว่า เหตุ จะเป็นเครื่องทดสอบว่าเราเป็นคนดีแล้วหรือยัง ไม่ใช่ด้วยคำคนอื่น หรือคิดเอาเอง

ไม่มีเหตุ ก็ไม่มีผล คนดีของศาสนา จึงเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน ว่าเมื่อเจอเหตุแล้ว นิสัยอะไรมันโผล่ออกมา

บทสรุป คนดีที่หลวงพ่อนิพนธ์มุ่งสอนให้เราท่านเป็น จึงเป็นคนที่มีนิสัยพระภูมีนำตนเมื่อเจอเหตุนั่นเอง

เมื่อทำจึงรู้ว่ายาก รู้แล้วจึงเมตตาผู้อื่น ให้อภัยผู้อื่น นี่จึงเป็นที่มาของคำกล่าว เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เพราะทุกสรรพสิ่งย่อมมีเหตุมาแต่กรรม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า ผู้ประพฤติธรรมวินัย จึงเสมือนยกใจให้สูง เมื่อใจสูง กายก็จะสูงตาม การทานสมุนไพรให้หายโรค จึงเป็นเรื่องง่าย

จึงไม่แปลกว่าทำไมคนที่ใช้แนวทางการบวชเพื่อฟื้นฟูตน จึงประสพความสำเร็จ แถมยังใช้เวลารวดเร็ว ก็เพราะแก้ที่ต้นเหตุก่อนนั่นคือนิสัย โดยใช้ธรรมวินัย ยกวิญญานของตนให้สูงก่อนนั่นเอง

ขอบคุณคนขับแท๊กซี่ ที่ทำให้เราเข้าใจคำสอนเรื่องเด็กเลี้ยงควาย

คิดจะมาทานสมุนไพรเพื่อยกกาย ในขณะที่ปล่อยวิญญานอยู่ในที่ต่ำ จะไปได้สักกี่น้ำ นี่แลทำไมต้องเปลี่ยนนิสัย

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปฏิมากรรมชั้นเลิศ


จุดมุ่งหมายของศาสนาพุทธ ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา นั่นคือ คนดี

อันคนดีที่สุด ย่อมหมายถึง ผู้ที่ไม่มีนิสัยกรรม ไม่มีกิเลสแล้วนั่นเอง หากแต่รองลงมา ก็หมายถึงสาวกหรือที่เรียกกันว่า พุทธมามกะ ที่ทำนิสัยบางสิ่งบางอย่าง แต่ยังไม่พร้อมที่จะตัดกิเลสให้หมดสิ้น

หลวงพ่อนิพนธ์เรียกจำพวกนี้ว่ายังอยากอยู่ในโลกนี้ ยังไม่อยากไปโลกนิพพาน ก็คือเราท่าน นั้นเอง

จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมโลกนี้จึงเลวร้ายขึ้นทุกวัน ก็เพราะคนดีไปหมดแล้วนั่นเอง รอคนดีรุ่นใหม่ นั่นจึงต้องรอพระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติขึ้น

ขยะ มนุษย์ที่สังคมรังเกียจ ไม่ว่าด้วยจากนิสัย หรือจากการเป็นโรค จนเป็นภาระแก่ครอบครัวและสังคม จึงเป็นเป้าหมายหลักของศาสนา ที่จะมาสังคายนาคนเหล่านี้ ให้กลับมาเป็นคนดี คนที่มีค่าของสังคมอีกครั้ง

ปฏิมากรรมชิ้นนี้ ใครก็ทำไม่ได้ นี่จึงเป็นเหตุที่ทำไมศาสนาพุทธ แม้นคนมากมายจะไม่นับถือ แต่ก็ต้องยอมรับ เพราะทำในสิ่งที่มนุษย์ทั้งโลกอยากทำแต่ทำไม่ได้

หลักฟื้นฟูตนเอง หรือหลักสมุนไพร ของหลวงพ่อนิพนธ์เป็นส่วนหนึ่งของหลักพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงมีแนวทางเดียวกัน

ภาพที่เห็นในวันนี้จึงยืนยันและเห็นชัดว่า เมื่อมาใช้กับมนุษย์ทั่วไป ที่ไม่ยอมจะเปลี่ยนตน ไม่มีวินัยอะไรบังคับ จึงยากจะประสพผล การจะได้คนดีสักคน เป็นเรื่องเข็นครกขึ้นภูเขา เรียกว่าล้มเหลวก็ว่าได้

ภาพความสงบ อันเป็นเอกลักษณ์ ที่แม้นในสำนักเข้าทรงองค์เจ้ายังทำได้ แต่มันไม่เกิดในสถานที่นี้ นั่นย่อมยืนยันว่า คนที่มาเห็นสถานที่นี้เป็นอะไร ทั้งที่แม้นแต่วัดที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ว่าเลิศ ช่วยให้หายปวดท้องยังไม่ได้ ตัวเจ้าอาวาสแลเจ้าพ่อเจ้าแม่ ปวดท้องยังต้องวิ่งไปหาหมอ แต่ที่นี่อย่าว่าแต่ปวดท้องเลย เอาถึงหายโรคกันเลย

ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ภาพที่เห็นจึงสะท้อนจิตใจของผู้ที่มาว่าคิดอย่างไร

วันนี้หลวงพ่อนิพนธ์ จึงต้องย้อนกลับไปเส้นทางเดิม ไม้ไผ่ลำเดียวของศาสนา ที่ให้ผลแน่นอน นับตั้งแต่ยุคถ้ำกระบอก นั่นคือ การบวช หรือ การต้องทำวินัยของพระภูมีบางสิ่งบางอย่าง ให้ตนมีคุณสมบัติ เข้าเกณฑ์คนดีของศาสนา นั่นคือเข้าลักษณะบุคคลที่ควรได้ทานสมุนไพร

เมื่อมีคุณสมบัติ การฟื้นฟูตนก็เป็นเรื่องง่าย ไม่สนว่าโรคจะหนักหนาสาหัสเพียงไร อันจะเห็นได้จากอดีต ไม่ว่าถ้ำกระบอก หรือหลังปี ๓๐ ก็ตาม

แลผลแห่งการได้ทำวินัย คนเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เรียนรู้เรื่องกรรม แต่จะมีสัญชาติญานกลัวกรรมเกิดขึ้น จึงกลายเป็นคนดี ไม่กล้าทำบาปเหมือนอดีต

เราท่านคงไม่มีทางได้เห็นปฏิมากรรมจากสภาพของมูลนิธิที่เป็นอยู่แน่แท้ หากแต่ก็มีโอกาสได้เห็นปฏิมากรรมจากการบวช แม้นว่าคนที่มา จะมีอดีตที่เลวร้ายสักฉันใด

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ก็คนมักคิดว่าตนดีแล้ว สิ่งที่ทำดีแล้วจึงไม่พฒนาใดๆอีก หากแต่เมื่อเป็นพระ หลวงพ่อนิพนธ์มักให้สติเสมอว่า ตนของเรายังไม่ดี เพราะมีกิเลส ให้พึงระวังระไว กิเลสของตน จึงเอาวินัยมากำกับตนตลอดเวลา เพื่อให้ตนดี

ไม่แปลกที่โบราณเรียกคนที่ผ่านการบวชพระ เรียนรู้แล้วปฏิบัติ ว่า "บัณฑิต" หรือ ทิด และสาวๆมักมาสู่ขอ เพราะผ่านการขัดเกลา เป็นปฏิมากรรมที่ดีของศาสนาแล้วนั่นเอง

ใครมีโอกาสได้บวชในตอนนี้ จึงนับว่ายิ่งกว่าถูกรางวัลที่๑ เสียอีก ไม่เพียงหายโรค แต่จักเป็นปฏิมากรรมชิ้นแรกๆ ให้โลกได้เห็น ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ไม่ได้ดั่งใจ

หลายคนที่มา มักกจะมีความรู้สึก "ไม่ได้ดั่งใจ" เพราะเสียงคนเล่าลือถึงการหาย ตนก็ตั้งความหวังวาดฝันมาแต่บ้าน หากแต่มาถึงสถานที่นี้ กลับตาลปัตร

หมอก็ไม่มี ตรวจอะไร หรือถามไถ่อาการ ก็ไม่มี ถามสมุนไพรตัวนี้ตัวนั้นแก้โรคอะไร ก็ไม่ได้คำตอบ และก็ให้มานั่งฟังพูด ก็ไม่รู้พูดอะไร อยากฟังแต่ว่ากินอะไรแล้วหายโรค ก็ไม่เคยพูด ที่สำคัญนั่งก็ลำบาก ร้อนก็ร้อน ทำไมไม่ทำให้ดี ติดแอร์ นั่งสบายๆ

หลายคนก็อยากรู้ ไอ้ที่บอกสมุนไพรดี กินกี่วันหาย

ไหนๆก็แจกแล้ว ทำไมไม่รีบแจก มาปุ๊บก็รับได้เลย หรือ แจกให้ไปทานเยอะหน่อย จะได้ไม่เปลืองเงิน เสียเวลาทำงาน หาเงิน ทำไมต้องให้มาทุกสัปดาห์

พูดง่ายๆ ต้องสมอยาก ต้องถูกจริตตน สนองใจตน

นี่คืออุปสรรคใหญ่ เสมือนผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ทำให้คนเหล่านี้ยากประสพผล

เหตุด้วยคนเหล่านี้ ไม่เชื่อเรื่องกรรม หรือเชื่อ แต่ปฏิเสธที่จะทำ เพราะมันต้องฝืน

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า หลักพระภูมี อุปมาเสมือนขั้นบันได ที่ต้องปีนป่ายขึ้นไป จึงจะได้สมปรารถนา ของสูงต้องทำตนขึ้นไปหา ไม่ใช่ดึงของสูงลงมาต่ำ วินัยของพระภูมี จึงเป็นวินัยทุกข์ กว่าจะได้ ต้องเหนื่อย ต้องทุกข์

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ทำไมพระของพระพุทธเจ้า จึงไม่เป็นโรค ในขณะที่เราท่านนั่งในห้อง มีพัดลมเป่า ยังทนความร้อนต่ำๆไม่ได้เลย ต้องนำพัดมาพัด รักษาความสงบไม่ได้ บ่นร้อน เมื่อไปเข้ากระโจม ความร้อนก็สูงเพิ่มมาอีหกหน่อย ก็ยากจะรักษากรรมฐานไว้ได

ในขณะทีพระ ปกติก็ทำงานกลางแดด ครั้นเดินธุดงค์ ต้องเดินกลางแดด เดินจนครบกำหนดจึงพักได้ นั่นคือต้องเผชิญความร้อนอันมหาศาล ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับความร้อน ยามที่มีพิษไข้ จักได้ไม่เกิดอันตราย

ดูตามขั้น นั่งในห้องนี้ต่ำสุดแล้ว ยังปฏิเสธ

เราจึงอยากบอกว่า ยามเราท่านไปหาหมอในอดีต เคยกำหนดตามใจตัวไหม ไม่มี หมอว่าอย่างไร ทำตามแบบไม่มีผิดสักกระบวน สั่งกินยาตอนเที่ยง กล้ากินตอนบ่ายไหม สั่งให้นั่ง สั่งให้นอน ก็รีบเร่งทำตามทุกกระเบียด ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เคยปริปากคาดคั้นหมอเลยว่า กี่วันหาย

จะให้มานั่งอธิบายทั้งหมดทุกคน ก็คงเป็นเรื่องยาก จึงต้องเป็นความเชื่อ ฟังเหตุฟังผล พิจารณา ศรัทธา แล้วทำตาม ทำเหมือนไปหาหมอนั่นแหละ บอกอย่างไรก็ทำ ไม่ต้องสงสัย เพราะไม่ได้มาหลอกเอาเงินเอาทอง ไม่ได้มาทำสร้างชื่อ

แลที่สำคัญมาเพื่อทุกข์ เพราะมาใช้กรรม หากคิดว่ามาแบบสบาย ต้องมีสถานที่ดีๆ นั่งสบายๆ ลมเย็นๆ หรือแม้นกระทั่ง ทานสมุนไพรแล้ว ต้องทานสบาย ทานง่าย ยิ่งไปกว่านั้น ทานแล้วต้องราบเรียบ ไม่มีอาการใดๆเลย พูดง่ายๆ ไม่ยอมเจ็บ ไม่ยอมปวด ใดๆ มาผิดที่แล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์สอนเสมอ ไม่ต้องไปสนโรคหรอก สนใจอาการที่มันเกิด แล้วหยุดมันให้เร็วที่สุด มีหน้าที่ทานก็ทานไป ร่างกายมันเป็นหมอแก้ไขของมันเอง ถึงเวลามันก็จบ เร่งให้ตายก็ไม่มีทางเร็วขึ้น ไม่ต้องรู้ว่า ตัวไหนแก้โรคอะไร แต่ควรรู้ว่า สมุนไพรตัวไหน ใช้สู้กับอาการนั้นๆ

งานนี้จึงต้องทำใจ แลใช้วันเวลา สิ่งที่วิทยากรพูดจึงเป็นการเตือนล่วงหน้า แลชี้ทางว่ากระบวนการลดอาการ หรือลดทุกข์ ทำอย่างไร โดยไม่จำเป็นให้ทุกข์อันนั้นมาถึงก่อน แลหากมาถึงแล้ว จะต่อสู้โดยวิธีใด

ดั่งแนวทางที่วิทยากร อ.อร่าม ชี้ว่า หน้าที่ของเราท่าน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวสั้นๆ ว่า จะฟื้นฟูตนจนสำเร็จได้นั้น ต้องเรียนธรรม แล้วทำ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า หากจะหนีทุกข์จากกรรมคือโรค มีวิธีเดียวคือ ต้องมาทุกข์กับวินัยแทน

จึงฝากย้ำว่า มาที่นี่เมื่อทุกข์ ไม่ว่าจากความร้อน หรือลมปากใคร การกระทำของใคร พึงระลึกว่าทุกข์นี้เพื่อใช้กรรม จิตจะเศร้าหมองไปไย หากมาแล้วมีแต่สุข เพราะเล่นตามนิสัยตน ทำให้ได้ตามใจตน นี่อันตรายแล้ว

ผู้ใดทำ จักรู้ว่า การทำตนควบคุมนิสัยนั้นยากยิ่ง ยิ่งทำมากฝืนมากเหมือนแบกภูเขาเหนื่อยใจแสนสาหัส หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้ทำตามพระภูมีทีละน้อยๆ เมื่อทำได้ จิตเมตตาจะเกิด เพราะรู้ว่ามันทำยาก จึงให้อภัยผู้อื่น ... จึงเรียกเมตตาธรรม มิต้องสงสัยเลยว่าทำไมพระภูมี แลครูบาอาจารย์จึงมีเมตตา แลขันติ อันมหาศาล ก็เพราะรู้ว่ามันทำยากนี่เอง

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

หลักปราชญ์ให้อะไร

หลักของพระภูมี ได้รับการยอมรับว่สเป็นหลักปราชญ์ ด้วยความเป็นเหตุเป็นผลนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนให้ดูผล แม้นว่าเหตุที่ให้ทำจักไม่ถูกใจ แต่ผิดหรือถูกในสิ่งที่กระทำเป็นเหตุ ก็วัดกันที่ผลแห่งการกระทำนั้นๆ

แม้นความรอบรู้ของพระภูมีจะรอบครอบจักรวาล หากแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั้งหลายต้องเรียนรู้ในการช่วยตน จักมีก็แต่เรื่องของชีวิต ที่มีเหตุมาแต่กรรมเท่านั้น ที่ทรงสอน

ความเป็นปราชญ์ที่ว่า จึงไม่เกี่ยวกับทางโลก ไม่ยุ่งการเมือง สิ่งที่ต้องเรียนจึงมีแต่เรื่องกรรม ที่ผูกเอาไว้ จะแก้โดยวิธีใด บุญทานแลกรรมดี ทำอย่างไร จุดมุ่งหมายคือ พัฒนาวิญญานตน ให้ถึงสุข

จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมผู้ที่ทำได้ จึงไม่มีโรค ก็เพราะโรคทำให้วิญญานทุกข์ คนที่จะสุขวิญญานได้ก็ต้องได้สุขสังขาร คือความไม่มีโรค เป็นพื้นฐานก่อนนั่นเอง แม่ชีเมี้ยนจึงย้ำนักหนาว่า พระของพระภูมี ไม่มีหรอกที่จะจมอยู่ในกองโรค จนทำกิจวินัยของพระภูมีไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า บุญบาปอยู่ด้วยกันไม่ได้ ผู้ที่ทุกข์ด้วยโรค เมื่อทำสิ่งใด แลสิ่งนั้นเป็นไปตามบัญญัติยุญของพระภูมีแท้จริงไซร้ เมื่อมีบุญ บาปคือโรคจะอยู่ได้อย่างไร จะมีก็แต่สิ่งที่ทำเป็นบุญเก๊ บุญนึกเอาเอง ทำสักฉันใด อย่าว่าแต่โรคเลย แค่ปวดท้องก็เอาไม่อยู่แล้ว

เพราะของจริงยังไม่มา ของปลอมที่พะยี่ห้อบุญจึงเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด บางคนพาลไปว่า ก็ทำมาตั้งแต่เล็ก แล้วไฉนชีวิตตนจึงอับเฉาปานนี้ สร้างโบสถ์ สร้างวัดมากมาย ก็นั่นมันบุญนอกบัญญัติ

หลักปราชญ์จึงมองที่ผล เมื่อผลเกิดก็สาวไปหาเหตุแห่งผลนั้น

หากผลแห่งการทำไม่มี คนทำจะได้อานิสงฆ์จากสิ่งใด ซ้ำร้ายหากเป็นต้นเหตุแห่งผลผิดด้วยแล้ว บุปไม่ได้แถมบาปมาด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาให้เห็น เราท่านเอาเงินไปถวายพระ พระที่เคยปฏิบัติดี แต่เดิมมีความอยากไปโน่นไปนี่ ก็ไปไม่ได้ ครั้นมีเงินก็เลยไปได้สมอยาก เลิกปฏิบัติแล้ว กลายเป็นทำลายพระองค์นั้นไปเสียแล้ว ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมาย ไม่มีเงิน เราอาจได้ เณรคำที่เคร่งวินัย ปฏิบัติดี แต่มีเงินเราท่านจึงได้เณรคำบินไปอเมริกา เลิกปฏิบัติ มาสะสมรถยนต์แทน

หลักปราชญ์จึงสอนให้เราท่านสาวไปให้สุดราว ว่าผลเกิดกับใคร เกิดอย่างไร หากให้สุข ก็รอผลสุข หากให้ทุกข์ ก็ไม่ต้องแปลกใจยิ่งทำมากยิ่งทุกข์มาก ก็เงินนั่นทำให้พระที่คิดดี ปฏิบัติดี เสียไป เพราะมีเงินทนความอยากไม่ไหว เท่ากับฆ่าพระดีๆไปหนึ่งองค์ แล้วจะบอกว่าเป็นการทำบุญ หรือไม่สน ทำแล้วต้องได้ .. ผลจะเป็นอย่างไร ไม่เกี่ยว จะปฏิเสธสักฉันใด ผลที่ได้ก็ย่อมเป็นทุกข์ ยิ่งทำยิ่งทุกข์

มาหาหลักปราชญ์ จึงมุ่งสุขวิญญาน แก้ทุกข์ของวิญญาน เราท่านจึงตั้งปรารถนา มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ผู้ที่ไม่ปรารถนาเยี่ยงนี้ หลักปราชญ์ก็แทบจะไร้ค่า หาประโยชน์แก่คนผู้นั้นไม่ได้เลย สู้ตำราทำขนมครกยังไม่ได้เลย

กลับกัน จะแก้ไขทุกข์ของวิญญาน จะเอาวิธีทางโลก ปัญญาโลก ก็ไม่มีทางสำเร็จ รอให้ตายคนแล้วคนเล่า จะหายา หรือวิธีใด รักษาโรคตาย จึงไม่มีทาง

อย่างดีก็แค่ระงับอาการ อันเป็นปลายเหตุ นี่จึงไม่ต้องสงสัยเลยกับคำที่ว่า วันใดเริ่มทานยาเคมี นั่นก็คือชีวิตนี้จะไม่มีทางหยุด ไม่มีลดมีแต่เพิ่ม เพราะต้นเหตุมันไม่เคยถูกแก้ จะหายได้อย่างไร นอกเสียจากเป็นกรรมผ่าน โรคที่ผ่านมาให้ทุกข์ระยะหนึ่ง หมดเมื่อไรโรคก็หายไปเอง

โรคกรรมผ่าน หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เศรษฐีกินยาเม็ดละหมื่น กับคนจนกินยาเม็ดละบาท เมื่อหมดกรรมมันก็หายเหมือนกัน

คนฉลาดเมื่อเจอหลักปราชญ์ เขาจึงตั้งใจเรียนรู้ การกระทำของพวกเขาจึงอยู่ในลักษณะ "กุ้งฝอยตกปลากระพง ทำน้อยได้มาก" แต่คนโง่ ไม่เรียนรู้ ทำมากสักฉันใด ก็เสมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

การฟังคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ มาพิจารณาแล้วทำตาม จึงสำคัญ ดังคำโบราณ "คบบัณฑิต พาไปหาผล"

เลิกเอาเงินไปซื้อบุญได้หรือยัง พระโคดมมีเป็นท้องพระคลัง ยังไม่ทำเลย เราท่านกำลังเดินตามใคร อยากได้บุญ พระภูมีตรัสว่า "ต้องลดนิสัยกรรม แล้วเอานิสัยธรรมมานำตน"

บทพิสูจน์นี้จึงใช้กับพระที่เป็นโรคร้ายแรง ทำให้รอดมามากมายแล้ว หลวงพอนิพนธ์ชี้วา ก็บวชเดินตามรอยพระภูมี ธรรมเขาชนะกรรมอยู่แล้ว จะตายด้วยโรคได้อย่างไร

ทุกคนจึงมีทุนในการสร้างบุญช่วยตนเท่ากัน คือ นิสัยกรรม จะหาบุญโดยไม่เปลี่ยนนิสัยอันใดเลย .... ได้แต่บุญนึก มีแต่ลม

แค่ควบคุมนิสัย มีสถานที่เว้น เข้าห้องสวดมนต์ กระโจม รับสมุนไพร รักษากรรมฐานความสงบได้ โรคอะไรก็ไม่น่ากลัว แต่กับพวกที่ไม่มีที่เว้น เอาแต่นิสัยตน อย่าสงสัยเลย ทำไมทานสมุนไพรมาตั้งนาน ไม่หายสักที ก็เล่นกันไม่มีที่เว้น เหมือนคนทั่วไป กรรมมันก็เล่นแบบคนทั่วไปนั่นแหละ อย่างดีก็แค่ยืด อย่าหวังหายเลย หรือหายโรคนี้ ก็ไปเป็นโรคอื่นแทน

การบวชพระ นั่นคืออยากปฏิบัติ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า บวชแล้วทำตามวาระได้ รับประกันรอด

หลักปราชญ์จึงสอนให้ทำ ทำให้เป็นตน ก็จักได้สมปรารถนา อย่านั่งขอ มีแต่ลมปาก สิ่งที่ได้ก็มีแต่ลม นึกคิดเอาเองยามหลับตา ลืมตามาพบกับความจริง ไม่เป็นไปตามขอเลย

เมื่อทำแล้ว ผลเกิดแล้ว ทีนี้อธิษฐาน อยากได้อะไรก็ว่าไป หายโรค .... มันก็จะเป็นจริงได้

หลักปราชญ์ จึงมีเพื่อพัฒนาวิญญาน ผู้ที่เรียนจึงกลายเป็น บัณฑิต หรือไอ้ทิด ที่เรียกมาจนทุกวันนี้

วิญญานสูง สังขารก็สูงตาม นี่แหละการหายโรค

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เฮงหรือซวย

หากถามคนทั่วไปว่าการเป็นโรค คืออะไร คนทั่วไปคงจะตอบว่าเป็นเรื่องไม่ดี

แปลความได้ว่า การเป็นโรคก็เสมือนถึงคราวซวย ทุกข์มาเยือนแล้วนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ทุกคนมีกรรม การเป็นโรค ก็คือการใช้กรรมอย่างหนึ่ง

หากแต่ทุกคนก็มีพรหมลิขิตเช่นกัน มีอายุขัย นั่นแปลว่า โรคมิใช่เป็นสิ่งเลวร้ายแต่อย่างเดียว ผลแห่งการเป็นโรค ย่อมต้องสร้างความแข็งแกร่งแก่ร่างกาย ให้สามารถดำรงจนจบอายุขัยได้นั่นเอง

ดูผลจากการฉีดวัคซีน หรือปลูกฝี ในเด็กนั่นเอง ที่อาจมีไข้ระยะหนึ่ง เมื่อร่างกายชนะได้ก็จะมีภูมิอยู่ในตนตลอดชีวิต

หากแต่โรคจะกลายเป็นโทษมหันต์ แม้จะเล็กน้อยแค่ไข้หวัดก็ตาม เมื่อมนุษย์ผู้นั้นปฏิเสธกรรม คือไม่ยอมใช้ ไม่ยอมเจ็บ ไม่ยอมปวด ใดๆเลย

การปฏิเสธจึงเสมือนการสร้างเขื่อนกักน้ำ นานเข้า แทนที่จะมาเป็นปวดหัว เลยกลายเป็นมะเร็งไปเลย

นี่เป็นเหตุหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นโทษของยาเคมี มองกลับกัน เมื่อมาฟื้นฟูตน อ.อร่าม จึงมักกล่าวว่า สัญญานของก่อนจะหาย จึงต้องลงแดง ต้องเจ็บก่อน อย่างแน่นอน

หากแต่มองโรคที่คนทั้งหลายกลัว ยิ่งกว่ามะเร็งนั่นคือโรคเอดส์

หรือการติดยาเสพติดที่อาการลงแดงน่ากลัว จนผู้เสพมิกล้าเลิก

สังคมถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัว ร้ายแรง แก้ไม่ตก

หลวงพ่อนิพนธ์กลับชี้ว่า คนพวกนี้หากมาเจอศาสนา เจอสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แลปฏิบัติตามวินัยได้ จะสามารถฟื้นฟูตนได้เร็วกว่าโรคไหนๆเสียอีก

ก็ด้วยเนื่องจาก สองอย่างนี้เมื่อเป็นแล้ว สภาพของอวัยวะยังอยู่ครบไม่ถูกทำลาย เป็นแต่เพียงทำงานได้ไม่เต็มที่เท่านั้นเอง

มะเร็งเป็นแล้ว ตับพัง ปอดพัง โรคเส้นเลือด อัมพฤกต์ก็เส้นเลือดเปราะ แตก เก๊าต์ก็ข้อพัง...

ยาเสพติด และเอดส์ ผู้เป็น เป็นปัญหาทั้งตัวเอง ครอบครัว และสังคม

ใครที่อยู่ในสภาวะนี้ ก็มักจะหดหู่ เพราะคิดว่าตนไร้ค่า หากแต่คนเหล่านี้ หลวงพ่อนิพนธ์ได้ทดลองให้มาบวช ฟื้นฟูตน ก็ประสพผลอย่างดี กลับไปเป็นกำลังของสังคมได้ ที่สำคัญเป็นคนดี

ตอนนี้หลวงพ่อนิพนธ์เปิดสำนักรับพระอีกครั้ง คนกลุ่มนี้ย่อมถือเป็นโอกาสอันดี

แลนับแต่ถ้ำกระบอก เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้ที่หายจากยาเสพติด ก็หายจากโรคด้วยเป็นของแถม จึงมีผู้เป็นโรคบางรายถึงกับลงทุนไปหัดเสพยาเพื่อมารักษาตน

แลผู้เป็นเอดส์ก็เฉกเช่นเดียวกันเมื่อผ่านการฟื้นฟู ก็จักได้ร่างกายที่สมบูรณ์เสมือนเด็ก มีเลือดที่บริสุทธ์ อวัยวะที่แข็งแกร่ง

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่คำกล่าวเลื่อนลอย หากแต่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วหลายรุ่น

อดีตเฉกเช่นถ้ำกระบอกจะกลับมา คนที่เสพยากลายเป็นผู้โชคดีหายโรคด้วย มาวันนี้ คนที่เป็นเอดส์ ก็จะเป็นเช่นกัน

คนน้อยคนจะรู้ว่า แม่ชีเมี้ยนได้มอบตำราพิชิตเอดส์ ให้หลวงพ่อนิพนธ์ครั้งถ้ำกระบอก แล กล่าวว่า ตำราที่มอบให้ โรคนี้ยังไม่มีหนา ต้องรอไปอีกสามสิบปีจึงปรากฎ

นี่จึงเป็นที่มาของการรับผู้ป่วยเอดส์เข้ามาบวชชุดแรก เพื่อลองตำราในครั้งเปิดสำนักที่ลพบุรี แลพระเอดส์ชุดนั้นก็ยังอยู่ มีครอบครัว มีลูก มาจนทุกวันนี้

วันนี้ผู้คนอาจมองว่าเป็นโรคร้ายเป็นเรื่องไม่ดี แต่วันหนึ่งเราท่านอาจได้ยินบางคนกล่าวว่า "เกิดมาโชคดีที่เป็นเอดส์" เพราะพามาพานพบสิ่งดี

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ชี้เป้า


คำโบราณของคนไทยที่คนแก่คนเฒ่ามักสอน นั่นคือหมั่นทำบุญทำทาน

หลวงพ่อนิพนธ์สอนเสมอว่า มองข้ามโรคไป ปล่อยให้วันเวลาผ่าน ทานสมุนไพรไป เดี๋ยวมันก็ดี หากแต่สิ่งสำคัญ โรคมันเป็นทุกข์ เราท่านมาก็จะแสวงหาสุข ต้องรู้ว่าโรคเป็นตัวแทนแห่งกรรม การจะแก้ไขเพื่อให้สุข จะแสวงหาสุขมาให้ตนสักฉันใดไม่มีเลย ต้องใช้หลักพระภูมี "ให้สุขแก่ผู้อื่น สุขนั้นจึงย้อนมายังตน"

หลักของศาสนาจึงมุ่งเน้นให้ ทำบุญและทำทาน

หากแต่บุญหาใช่เงินหรือสิ่งใดมาซื้อหาได้ ต้นทุนที่ทุกคนมีจึงเท่ากัน ใครก็สร้างบุญได้ ทำที่ไหนก็ได้ นั่นคือการเปลี่ยนนิสัยกรรมที่สร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่น มาเป็นนิสัยธรรม สร้างสุขให้แก่ผู้อื่น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เริ่มด้วยการทำทีละน้อยค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากนิสัยไม่โกรธ ไม่เห็นผู้อื่นผิด วันละสองชั่วโมง

หากแต่ความไม่ชำนาญ หรือไม่คุ้นชิน ทำให้การทำนิสัยธรรม อาจเกิดความไม่สมบูรณ์ ยังเป็นแหล่งสร้างบุญเป็นที่พึ่งยังไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้ทำทานประกอบไป ด้วยการสละแรงกาย อ.อร่าม มักพูดเสมอถึงคำกล่าวของคนในครอบครัวยามสวดมนต์ นั่นคือ การอุทิศตนสละแรงกายเพื่อเป็นทาน ทำงานเพื่อศาสนา

นี่จึงเป็นเหตุว่า ทุกยุคทุกสมัยของพุทธกาล ทำไมจึงต้องมีโรงทาน

การมาสถานที่นี้ จึงไม่เห็นว่า ต้องเอาใจใส่ดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด เหมือนโรงพยาบาล เพราะนั่นคือการแก้ปลายเหตุ แต่วิ่งเข้าจุดต้นเหตุเลย นั่นคือ กรรม ผลก็คือ หากจะประสพผล ต้องเป็นคนดี คือ มีวินัยกำกับ ไม่ปล่อยตามนิสัยตนทุกสิ่งอย่าง

เมื่อร่างกายฟื้นฟู หากแต่ยังเดินมาไม่ถึงจุดนี้ ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้เป้าให้ ก็ถือว่าชีวิตยังไม่ปลอดภัย

ตัวอย่างล่าสุด คนไข้ที่เพิ่งโทรมา บอกอยากกลับมาที่มูลนิธิอีก แต่มาไม่ได้แล้ว

ย้อนกลับไป คนไข้ท่านนี้เป็นอัมพฤกต์ เดินไม่ได้ มาทานสมุนไพรจนระยะหนึ่ง สภาพก็เริ่มดี พอช่วยตนได้ ถูกเจ้าหน้าที่ชวนชักให้มาช่วยในการดูแลจัดแถว อำนวยความสะดวก ยิ่งทำสภาพของตนก็ยิ่งดี จนเรียกว่าเข้าสู่สภาวะปกติ

วันหนึ่งเขามาลาบอกว่า ต่อไปคงมาไม่ได้แล้ว ด้วยเหตุที่ลูกสะใภ้บอกว่าสภาพดีแล้ว การมาทำให้สิ้นเปลืองเงิน ให้กลับไปช่วยทำงาน

เขากลับไปเป็น รปภ. และมีหน้าที่รับส่งหลานไปโรงเรียน เวลาผ่านไป ตอนนี้เขาโทรมาบอกว่าคิดถึงศาลา แต่สภาพของเขาตอนนี้ช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว นอนให้เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวอย่างเดียว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้เห็นเสมอว่า กรรมมันรอได้ หากแม้นไม่เปลี่ยนตนเป็นคนดี มีนิสัยของพระภูมีบางสิ่งบางอย่างไว้นำตน นั่นคือ หวังหายแล้วไปทำตนเหมือนเดิม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทำแล้วจนเกิดโทษ ท้ายที่สุดไปไม่รอด ฟ้าดินเขาไม่โง่ และไม่สนับสนุน ชีวิตก็ต้องย้อนกลับไปเส้นทางเดิม

เหมือนนายพลหรือเศรษฐีหลายท่านที่หลวงพ่อนิพนธ์มักเล่าให้ฟังเสมอว่า ทำให้กลับมาเดินได้ แล้วท้ายที่สุดคนเหล่านั้นก็กลับไปนอนตาย ที่เตียงเดิมโรงพยาบาลเดิม เหมือนก่อนมาหานั่นแล

เป็นฆราวาสมันดิ้นได้ เล่นยาก .,. ยิ่งไม่ใช่โรคตาย ปัจจุบันทันด่วน .... จึงย้อนนึกถึงคำแม่ชีเมี้ยนที่ทรงตรัสว่า ให้รับเฉพาะพวกยาเสพติด เอดส์ จะทำง่าย หากแต่ความเมตตาของหลวงพ่อนิพนธ์ ยากจะปฏิเสธเมื่อเห็นคนทุกข์ แต่บทพิสูจน์ก็เป็นตามนั้น แค่ความสงบในห้องสวดมนต์ ยังไม่มีให้เห็น

นั่นก็เป็นสัญญานว่า ทำไปก็ไร้ผล แนวทางในอดีตที่ให้ผลชะงัด นั่นคือ อยากหายก็ต้องบวช บวชไม่ได้ก็กลับบ้านไปก่อน คงจะต้องถูกปัดฝุ่นนำมาใช้แน่ เพราะบวชแล้ว ยังไงก็ต้องปฏิบัติ ทั้งทำบุญและทำทาน ใครทำได้รอด ทำไม่ได้ก็ไปหาทางเลือกอื่นที่ชอบ

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความเชื่อ


เราเคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นนักเรียนทุน ด้วยความที่เป็นครอบครัวที่ยากจน สมัยเล็กๆ จึงอยากเรียนต่างประเทศ เพราะฝันอยากนั่งเครื่องบิน

สาขาที่ไปร่ำเรียนคือ วิศวกรรมศาสตร์

พอร่ำเรียนจนจบ อาจารย์เล่าว่า ความคิดแรกในตอนนั้น คือ การที่จะไม่ยอมขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน ยอมนั่งรถไฟ ต่อเรือกลับดีกว่า เพราะรู้ว่า วัตถุทุกอย่างมักจะสร้างไว้ให้แข็งแรงกว่าสภาพการใช้งานจริงเสมอ

จะมีก็แต่เตรื่องบินที่สร้างด้วยความแข็งแรงน้อยกว่า ด้วยเหตุต้องรักษาน้ำหนักตัวเป็นหลัก

ความรู้ในสิ่งที่ร่ำเรียน ทำให้ความกลัวตายเข้ามาแทนที่ และไม่ยอมนั่งเครื่องบินอีกเลย ตั้งแต่จบด๊อกเตอร์

คนยิ่งเรียนมาก ยิ่งกลัวมาก เพราะไปรู้ในสิ่งที่ทำให้จิตตก คนเป็นโรค ถ้าไม่ไปตรวจ ก็ยังอยู่ปกติสุข พอตรวจปั๊บขาอ่อน โรคยังไม่ทำให้ตาย แต่ใจตกตายไปก่อนแล้ว ยิ่งหมอขู่ อันตรายอย่างนั้นอย่างนี้ ปล่อยไว้ตาย

ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้ที่มีผิด การแก้ไขก็ยิ่งไม่มีทางถูก ยิ่งแก้ยิ่งเละ

แม้นเครื่องบินจะมีค่าความปลอดภัยต่ำสุด แต่กลับเป็นพาหนะที่ปลอดภัยสูงสุด ประสพเหตุต่ำสุด

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า ก็เพราะมนุษย์มีกรรมเป็นอำนาจ ยิ่งมาอยู่รวมกัน ยิ่งเหนียวแน่น นานๆ ครั้งจึงจะมีคนมีกรรมมารวมกันขึ้นเครื่อง ตายหมู่สักครั้ง เครื่องบินมันจึงตกยาก

เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อกรรม วิชาการที่ร่ำเรียนกันก็ไม่รู้เหตุแห่งกรรม จึงสรุปเองเออเองว่าเหตุมาจากโน่นนี่นั่น โทษอาหารบ้าง การกินเหล้า การสูบบุหรี่ ..เชื้อนั่นนี่...ว่ากันไป

การแก้ไขจึงใช้การจัดอนามัยเป็นหลัก ชวนเชื่อว่า ยาดี เครื่องมือดีช่วยได้ ภาพความจริงสุดท้ายก็ฟ้องว่า ทุ่มไปเท่าไหร่ก็เสีย เสียทั้งทรัพย์ เสียทั้งชีวิต

เพราะพระภูมี ชี้ให้เห็นเหตุที่มา มาแต่กรรม ที่ทำไว้ การจะแก้จึงต้องแก้ที่การไม่ทำกรรม ไม่มีกรรม ความเลวร้ายก็ไม่เกิด ความรู้ที่มี เสมือนลูกตาลตก แล้วถูกกระพือเกินจริง ว่าฟ้าผ่า ด้วยภาพที่ชี้ให้กลัว เป็นแล้วตาย ความรักตัวก็จึงต้องวิ่ง หาทางเอาชีวิตรอด

คำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้แก่เจ้าอาวาสเป็นสติ เมื่อครั้งจะเริ่มทำกิจธุดงค์ ในสมัยแรกที่รับคนเป็นเอดส์มาบวช ร่วมคณะธุดงค์ด้วยหลายองค์

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์เห็นความกังวลของเจ้าอาวาส จึงถามว่าท่านกังวลเรื่องใด เจ้าอาวาสกล่าวว่าธุดงค์นี้มีพระหลายสิบรูป และก็มีพระเป็นเอดส์ร่วมด้วย หากแต่ทราบมาว่า สามารถติดกันได้ด้วยทางเลือด ก็แล้วเวลาปลงผม จะทำเช่นไร จะห้ามไม่ให้บาดศรีษะก็เป็นเรื่องยาก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงตอบว่า ท่านเชื่อพระภูมีหรือไม่ ท่านมาบวชเรียนธรรม เพราะเชื่อในกรรม จึงมาทำตน ก็เมื่อท่านเดินตามวินัยธรรม สิ่งที่ทำคือบุญตามบัญญัติของพระภูมี คนมีบุญหนึ่ง ไม่มีกรรมที่ทำมาหนึ่ง ต่อให้ปลงผมด้วยมีดใบเดียวกัน เลือดสาดสักฉันใด ก็ไม่มีทางติดเชื้อได้หรอก

ธุดงค์นั้นจึงเป็นบทเริ่มพิสูจน์ พระทั้งคณะก็ปลงผมกันตามสะดวก ไม่กังวล ก็หามีท่านใดติดเชื้อไม่ แถมพระเอดส์ในรุ่นแรกนั้น บางองค์ก็สึกเมื่อครบวาระ กลับไปมีครอบครัวมีลูกมีเมียอยู่มาจนทุกวันนี้ จนลูกโตกว่าสิบขวบแล้ว

ความรู้ทางโลก ใช้ไม่ได้กับเรื่องของชีวิต ยามมีปัญหา นี่จึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมต้องมีศาสนา ทำไมต้องไปหาพระพุทธเจ้า ก็เพราะถึงจะเป็นกษัตริย์ก็แก้ปัญหาชีวิตไม่ได้ ยิ่งเอาปัญญาโลก ที่คิดเองเออเอง ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงแนะนำเสมอ หากอยากประสพผล ให้วางความเชื่อเดิมไว้ก่อน มาฟังความรู้ของพระภูมี เอาไปปฏิบัติช่วยตน เมื่อพ้นวิกฤต จะกลับไปยึดถือความเชื่อเดิมก็ไม่ว่ากัน หากแต่ตอนนี้ต้องหยุด อย่าเหยียบเรือสองแคม สมุนไพรแม่ชีเมี้ยนก็เอา อย่างอื่น ที่ไหนใครว่าดี กูก็เอา ไม่ควร เพราะยากจะสำเร็จ แลถึงแม้นจะสำเร็จ ก็ไม่รู้ว่าตนรอดมาด้วยเหตุใด

คราวซวย สิ่งที่ช่วยกลับทิ้งขว้าง เจ้าพ่อเจ้าแม่นั่งเฉยๆ ได้กินไก่ .. ก็จักตกหลุมใหม่ที่ปิดทางรอดเลยนั่นคือ ความอกตัญญู

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44