วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560

ถกกันไม่จบ

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ สอนผู้ปฏิบัติเสมอว่า ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มิใช่ลำพังแต่สมุนไพรจึงประสพผล ย่อมต้องอาศัยคุณสมบัติของผู้ทานด้วยเป็นสำคัญ

แลคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่ง นั่นก็คือ การควบคุมตนในเขตพัทธสีมา หรือที่ท่านอาสิมักกล่าวว่า ระหว่างพิธีกรรม ไม่ว่า ห้องสวดมนต์ กระโจม ทานสมุนไพร หรือรับสมุนไพรก็ตามที

ภาพที่เราเห็นทุกยุค ทุกสมัย นั่นก็คือ ผู้ควบคุมมักจะเป็นผู้ที่รู้ดีว่า ผลที่ชี้เป็นชี้ตาย สำหรับคนทั่วไป ที่จะหาบุญ ก็คือช่วงเวลานี้แหละ ความสงบยิ่งเกิดเท่าไหร่ ผลที่คนป่วยทำได้ ย่อมมีโอกาสประสพความสำเร็จในการหายโรคมากเท่านั้น

หลายคนจึงมักว่ากล่าวตักเตือน แล้วก็เป็นที่มาของผลสะท้อนว่า ทำไมต้องว่าด้วยอันจะเห็นได้ในเพจต่างๆ หนักบ้างเบาบ้าง แล้วแต่ใครจะมอง ใครจะคิด

ผู้ปฏิบัติ หรือผู้รู้ จึงมักมีข้อถกเถียงกัน ว่า "ควรจะเตือนดี หรือไม่เตือนดี" ถ้าเตือนก็ด้วยเมตตา คนก็ว่าปากจัดบ้าง โน่นบ้าง นี่บ้าง แต่ก็อยากให้คนทำในแนวที่ถูก จะได้ช่วยตนได้ บ้างก็ว่า ปล่อยไป แล้วแต่คน เพราะใครทำ ใครได้ เขาจะคุยก็ช่างเขา เพราะเวลาตายเขาตาย ไม่ใช่เราตาย

หากแต่คนส่วนใหญ่ ชอบที่จะทำตามนิสัยตน ยิ่งในวันนี้ ก็เลยหาคนเตือนไม่ได้ เล่นกันเอง ได้ไม่ได้ แล้วแต่ใครจะคิด ใครจะทำ เพราะคนที่เตือน ก็จะกลายเป็นคนผิดซะเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้เห็นว่า เรื่องของศาสนา ไม่ใช่ใช้ได้กับทุกคน แม้นศาสตร์อันนี้จะมีผลอันมหาศาล หากแต่ใช้ได้เฉพาะคนที่เชื่อ คนที่ทำ คนที่อยากได้ พิจารณาแล้วเชื่อ ก็ทำตาม เท่านั้นแล จะช่วยได้กี่มากน้อย ก็ดูในหมู่ว่า มีคนทำมากน้อย เทียบกับคนไม่ทำ พลังข้างนั้นก็จะดึงดูดไป มีคนทำมาก ภาพลักษณ์ศาสนาก็ปรากฎ คือความสงบ เงียบ คนก็ประสพผลมาก หากคนทำน้อย ส่วนใหญ่เล่นปล่อยตามนิสัยตน ไม่มีที่เว้น คุยเล่นกันตลอดเวลา ก็คงหาคนหายได้น้อย นี่แลจึงเรียกธรรมสามัคคี

เมื่อยังเป็นนกกระจอก คนที่ฝ่าออกมาได้ ย่อมเผชิญเหตุมาก เขาจึงได้สัมผัสปาฏิหาริย์ หายโรคได้ แม้นจะมีคนหายน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย เพียงแต่เสียดายคนอีกฝั่ง บุญวาสนาพามาพบ กลับถูกกรรมบัง ปล่อยตามนิสัย ผลสุดท้าย เหมือนกระต่ายหมายจันทร์ เห็นแต่เอื้อมไม่ถึง มีทางหาย แต่ไปไม่ได้

เมื่อยังถกกันไม่จบ ... สภาพก็เสมือนครูในวันนี้ ขืนตีนักเรียน โดนฟ้องเอาง่ายๆ ปล่อยไปดีกว่า กลายเป็นสังคมเอาตัวเองรอดไปหมดแล้ว


วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560

สมุนไพรคือ

หลายคนคาดหวัง คาดคิด และเชื่อว่า ยิ่งเห็นวิทยาการที่ก้าวหน้า เทคโนโลยีที่กรอกหูอยู่ทุกวัน ว่าไปถึงขั้นเสตมเซลล์แล้ว ยีนแล้ว โครโมโซมแล้ว ทำให้เชื่อว่า เห็นว่า ในอนาคตอายุขัย ของคนจะยืนขึ้น แลที่หวังกันมากคือ จะไม่มีใครเป็นโรค หรือป่วยตาย

พูดภาษาบ้านๆก็คือ จะมียารักษาโรคทุกชนิดนั่นเอง

นั่นเป็นความหวังมิเพียงแต่บางคน แต่อาจเป็นคนทั้งโลกก็ว่าได้

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เพราะคนทั้งหลายเชื่อว่า โรค มีสาเหตุมาจากเชื้อโรค หรือ การดำเนินชีวิตที่ผิด จึงไม่แปลกที่จะมีความหวังเช่นนั้น

แต่ท่านอาสิ ก็ย้ำนักย้ำหนาว่า ความคิดนั้นผิด เพราะมนุษย์เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น เชื่อในสิ่งที่สัมผัสได้ แต่พระพุทธเจ้า เห็นในสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ ลึกลงไปกว่ากล้องจุลทรรศน์ใดๆจะมองเห็น ลึกลงไปกว่าอณูของอะตอม สิ่งนั้นคือ "กรรม"

นับตั้งแต่บรมครูแม่ชีเมี้ยน มาหลวงพ่อนิพนธ์ ถึงท่านอาสิ จึงชี้เหตุที่แท้จริงว่า ทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นอะไร หรือเป็นโรค เหตุที่แท้จริง คือ "กรรม" ที่เราท่านทำมานั่นเอง

แลชี้ชัดลงไปให้เห็นว่า หากเป็นกรรมผ่าน โรคนั้นย่อมมีทางรักษาให้หายได้ มียาช่วยได้ เป็นธรรมดา แต่หากเป็นกรรมพัก หรือ โรคที่มาเอาถึงชีวิต หรือ โรคตาย แล้วไซร้ ไม่มีสิ่งใดที่จะรักษาโรคได้เลย เพราะโลกใบนี้ ไม่มีอะไรมีอำนาจเหนือกรรม

พูดฟังง่ายก็คือ โลกใบนี้ ไม่มียารักษาโรคตาย นั่นเอง คนที่อ้างเอ่ย ล้วนแล้วแต่เอาชีวิต เอาความกลัวของคน มาข่มขู่ แล้วค้าชีวิตเท่านั้นเอง บทสุดท้ายกว่าจะรู้ความจริง นั่นก็คือ การเสียทั้งเงิน เสียทั้งชีวิต

ไม่ได้บอกว่าการแพทย์ไม่มีประโยชน์ โลกมีสิ่งนี้ไว้เพื่อเหตุเฉพาะหน้า คือ อุบัติเหตุ อุบัติภัย นั่นแหละการแพทย์เหมาะสมที่สุด ขาหัก ถูกยิง ... จะมาใช้สมุนไพรก็คงไม่ทัน การแพทย์นั่นแหละรวดเร็ว เฉียบขาด ช่วยได้ดี และเหมาะสม

ก็แล้วสมุนไพรของพระภูมีเล่า คืออะไร ยารักษาโรคมิใช่หรือ นั่นคือความเข้าใจผิดพลาดอย่างมหันต์ ด้วยคิดเอง เออเอง เข้าใจไปเอง

สมุนไพรของพระภูมี คือ สารที่ร่างกายจะนำไปใช้ในการฟื้นฟูอวัยวะ ๓๒ ที่ซึ่งทุกคนมี ดังนั้น สมุนไพรจึงใช้ได้กับทุกคน ทุกโรค ไม่จำเป็นต้องตรวจ เมื่อร่างกายฟื้นฟูอวัยวะ ระบบต่างๆกลับมาได้ มนุษย์ก็จะได้สิ่งหนึ่งกลับคืนมา นั่นคือ "ภูมิคุ้มกัน"

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า สมุนไพรจึงเป็นเครื่องลางของศาสนา เป็นของมงคล เพื่อต่อรอง ร้องขอ เวรกรรม เพื่อให้โอกาสแก่มนุษย์ในการกลับตน เป็นคนดี ตามแนวทางศาสนา โดยอ้างว่า คนผู้นี้ ทำไปโดยไม่รู้เรื่องศาสนา เรื่องเวร เรื่องกรรม จึงเป็นคำกล่าวที่ใช้อ้างในการทานสมุนไพร ว่า ปรุงแต่งธาตุทั้งสี่ ของข้าพเจ้า เพื่อมีกำลังได้ทำตนเป็นคนดี ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

พูดให้ฟังง่ายลงไปอีก ก็คือ ยื้อเวลา ให้โอกาส ให้กำลัง เพื่อสร้างบุญบารมี ไปใช้เจ้ากรรมนายเวร นั่นเอง

จึงเป็นที่มาของคำขวัญของมูลนิธินั่นเอง สมุนไพรล้างโรค บุญล้างกรรม

แล้วถ้ากินอย่างเดียวไม่ทำหล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าใครทำเช่นนั้น ก็คือไม่มีบุญบารมีไปใช้เจ้ากรรมนายเวร ถึงวันหนึ่ง คำร้องขอก็ตกไป เจ้ากรรมนายเวรเขาก็ไม่ยอม ผลก็คือ จักทานสมุนไพรสักฉันใด ก็ช่วยให้หายโรคไม่ได้เลย

เราท่านทั้งหลายจึงได้ยินท่านอาสิสอนทุกครั้ง ปัจจัยแห่งความสำเร็จ นั่นคือ การสร้างคุณสมบัติ สร้างนิสัยของพระพุทธเจ้า เป็นคนดี คือ มีนิสัยให้สุขแก่ผู้อื่น การทานสมุนไพร จึงเห็นผล ทำให้ตนมีโอกาสได้สร้างบุญบารมีใช้ จนหนีกรรม หนีเวร หายโรคอันนี้ได้

สมุนไพร จึงไม่ใช่ยารักษาโรค ไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นเพียงจุดเริ่ม ที่สร้างโอกาส ให้เราท่านทั้งหลายได้มีวันเวลา มีกำลัง มีสติ คิด พิจารณา คำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วทำตาม เพื่อช่วยตน

ท้ายที่สุด คนที่มาทานสมุนไพรนานๆ ก็จะพบทางตัน เพราะทานไม่ถูกตามครรลอง นี่แหละ จึงต้องมีศูนย์ปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ให้ไปฝึก เรียนรู้ ว่าหากจะทานสมุนไพรแบบเอาผล ที่เฉียบขาด รวดเร็ว ต้องทำอย่างไร การทานโดยไม่เรียนรู้ จึงเป็นการทานแค่ยื้อระยะเวลาออกไปเท่านั้นเอง วันหนึ่งจะพบว่า ถ้าช่วงไหนไม่ได้มา ขาดสมุนไพร อาการจะปรากฎทันที ... แต่จะมีใครเล่า สามารถทานสมุนไพรได้ตลอดไปจนตาย หรือ จะมีคนทำให้ทานจนตาย

นี่แหละ จึงเป็นเครื่องชี้วัดว่า สมุนไพรไม่ใช่ปลายทาง เพราะท้ายที่สุด ทุกคนต้องหาคำตอบแก่ตนว่า จะดำรงอยู่อย่างปลอดโรค โดยไม่มีสมุนไพรได้อย่างไร เมื่อหายแล้ว มิเช่นนั้น ก็จะกลายเป็นวงจรให้เห็นเช่นทุกวัน หายโรคนี้ กลับไปเป็นโรคนั้น หรือ หายแล้วกลับมาเป็นอีก ... แน่ใจหรือ คนทำเขาอยากทำให้ทานอีก

เชื่อหรือไม่ คำกล่าวอ้างที่ว่า "มียารักษาโรค "ก็ไม่ต่างกับคำกล่าวว่า "มนุษย์ไปดวงจันทร์" คือโฆษณาชวนเชื่อ เป็นวาทะกรรมที่มีไว้หลอกเท่านั้นเอง แต่ไม่เคยเป็นจริง

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

ธรรมสามัคคี

ภาพที่เราท่านมักเห็น ไม่ว่าจากอดีตถึงปัจจุบัน อันแสดงถึงความอยากช่วยเหลือของคนไทย ดูแล้วก็น่าภูมิใจดีใจ นั่นคือ การบริจาค

ประกาศช่วยหมีแพนด้า คนไทยจัดไป ยี่สิบล้าน ประกาศช่วยหมาจรจัดพิการ คนไทยจัดไป ประกาศช่วยคนประสพภัย คนไทยจัดไปจนเมื่อครั้งสึนามิใหญ่ ได้รับคำชมจากทั่วโลก นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันในน้ำใจของคนไทยได้เป็นอย่างดี

แต่เราก็แปลกใจ กับการกระทำของคนไทยที่มูลนิธิไทยกรุณา ที่ซึ่งไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐ แม้นจะต้องแบกภาระในการช่วยคน ... มานานสักเท่าไหร่ แต่นั่นก็เป็นเรื่องไม่สำคัญ ที่สำคัญกว่าก็คือ คนที่มารับสมุนไพรนั่นเอง

การจะผลักภาระทั้งหมดทั้งมวลไปให้ท่านอาสิ หรือเหล่ากรรมการ หรือ จิตอาสาทั้งหมดทั้งมวล ก็คงเป็นภาพที่ไม่น่าดูนัก นั่นหมายความว่า สิ่งใดที่ไม่เหนือบ่ากว่าแรง หากทุกคนสามารถทำได้ ก็ควรสามัคคีร่วมกันทำ มะกรูดนิด มะพร้าวหน่อย พริกไทยสักขีด ที่พอจะช่วยกัน ก็คงไม่เกินกำลัง ส่วนที่ไม่มีตามท้องตลาด หายาก ก็ให้เป็นหน้าที่ของท่านอาสิ และกรรมการ จัดหามา มูลนิธิก็คงดำเนินไปได้

ทั้งนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ว่า ผู้อื่นเขาไม่ได้มาพึ่ง ไม่ทำไม่ว่ากัน พวกเราที่มาพึ่ง ก็ร่วมด้วยช่วยกัน คนละนิด ไม่ว่าแรงหรือสมุนไพรที่พอหาได้ น้ำคนละหยด รวมกันก็เป็นกระป๋องพอแจกจ่ายกันกิน ช่วยทุกคนได้นั่นเอง

แต่ไม่น่าเชื่อว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเดินผ่านโรงกระโจม ที่ซึ่งใช้วัตถุดิบที่มีทั่วไป เพียง ๔ อย่าง หาได้ไม่ยาก แต่กลับได้ยินเจ้าหน้าที่กระโจมบ่นทุกสัปดาห์ ว่า วัตถุดิบขาด ถามว่าอะไรหรือ คำตอบคือ "ผักบุ้ง" และยิ่งไปกว่านั้น ขาดเฉพาะวันพฤหัส ส่วนวันอาทิตย์ไม่เคยขาด พูดภาษาวัยรุ่นวันนี้ ก็ต้องบอก "โอ้แม่เจ้า"

คนพันคนที่มาใช้บริการ แทนที่จะได้ผลเลิศจากการเข้ากระโจม แต่เมื่อหาคนสนใจ หรือ เสียสละ เก็บผักบุ้งมาไม่มี กลายเป็นการเข้ากระโจม ที่เสียเปล่าไปซะงั้น จากร้อยเหลือสิบ .... ที่น่ารันทดคือ สิ่งที่ขาด เดินไปไหนก็กลาดเกลื่อน เต็มท้องทุ่งท้องนา

ภาพนี้ก็ส่งสัญญาณเตือนแล้วว่า อนาคตของมูลนิธิไทยกรุณา จะเป็นเช่นไร

ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา สอนให้สร้างสุขแก่ผู้อื่น ร่วมแรงร่วมใจสามัคคีกัน แต่ดูแล้ว สัดส่วนของพระเวสสันดรกับชูชก มันไม่สมดุลย์กันเลย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้เห็นเสมอ หากคนส่วนใหญ่เอาแต่ตน เอาแต่ได้ ที่นี่ก็ต้องสูญสลายไป ... เพราะไม่คิดกันว่า เป็นบ้านตน ไม่สน ไม่มอง ไม่ช่วย มาเอาเพียงถ่ายเดียว คนที่แบก จิตอาสาที่ทำ จะแบกกันไปได้สักกี่น้ำ ไม่มีเราท่าน ท่านอาสิก็คงไม่เป็นไร ทำสมุนไพรแจกเฉพาะคนใกล้ชิดก็พอ แต่ไม่มีมูลนิธิ อะไรจะเกิดแก่เราท่าน

สำหรับเรา ภาพที่เห็นทุกสัปดาห์ ตอนมา เปิดไฟ เปิดพัดลม เปิดน้ำ ทำเองได้ทุกอย่าง แต่ตอนกลับ ไม่เหลียวสักนิด มันปิดหรือยัง เดินตัวปลิวกลับบ้าน ... หากน้ำหนักชูชกมันมากเข้า ... เราเตือนด้วยความหวังดี วันหนึ่งอาจเห็นป้ายแขวน "ปิด" ถึงวันนั้นแล้วจะหนาว ดิ้นไปที่ใดก็เจอแต่พ่อค้า ค้าชีวิต ทั้งๆที่ช่วยไม่ได้ เสียเงินก็พอว่า ชีวิตก็เสียด้วยนี่สิ ถึงตอนนั้น จะร้องเรียกหา เจออุเบกขา อยากหาย "บวชสถานเดียว" เหมือนถ้ำกระบอก ตนก็ทำไม่ได้ เห็นทางรอดแค่เอื้อม แต่เอื้อมไม่ถึง เห็นคนรัก จากไปทั้งๆที่มีทางช่วย

นี่แลเข้าตำรา "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย"

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

เหมือนแต่ไม่เหมือน

เรื่องของศาสนาพุทธ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เป็นศาสตร์ที่ต้องใช้เหตุและผลพิจารณา

ดูเป็นเรื่องง่าย แต่กลับกลายเป็นเรื่องยาก เพราะมนุษย์มีนิสัย ชอบใช้ตาดู แล้วตัดสินตามความชอบของตน

นิสัยนี้หากใช้ในชีวิตประจำวัน หรือ การกระทำทั่วไป ก็ยังพอทน แต่เมื่อนำมาใช้กับการกอบกู้ชีวิต จึงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะเรื่องของชีวิตเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ใครๆ ก็มักกล่าวอ้าง ความเหมือน เช่นก็คนเหมือนกัน ทำไมจึงทำเหมือนกันไม่ได้

การอ้างเช่นนั้นในทางโลก เรื่องทางโลกทั่วไป อาจไม่ผิด เช่นสิทธิ เสรีภาพ ที่ซึ่งทุกคนควรจะมีเท่ากัน หากแต่ในเรื่องของชีวิตไม่เป็นเช่นนั้นเลย

เรื่องของชีวิต ต้องการรายละเอียด ต้องพิจารณาเอาเหตุ เอาผล อาทิเช่น การจะใช้ยา ก็อ้างเอาตำราเอางานวิจัยมา เขาบอกให้ทานครั้งละหนึ่งเม็ด ด้วยความน่าเชื่อถือ มีดีกรี มีใบรับรอง มีวิทยาการล้ำ เชื่อก็ทำตาม

หากแต่ไม่เคยคิดเลยว่า นั่นเขาใช้กับใคร เขาทดลองกับใคร โน่นฝรั่ง อันหมายความว่า โครงสร้างของร่างกายนั้นต่างกัน ความใหญ่โต ความทนต่อเคมี ... มันต่างกับเรา ที่รูปร่างเล็ก กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา เมื่อไปเดินตาม เห็นฝรั่งทานแล้วได้ผล แต่กับตนเอง มันอาจจะกลายเป็นการทานยาที่เกินขนาดไป เคมีที่มากไป จนร่างกายรับไม่ไหวก็เป็นได้

ยิ่งถ้าพูดเรื่องกรรมด้วยแล้ว คนเหมือนกัน แต่ไม่มีใครมีกรรมเหมือนกัน ต่างกรรมต่างวาระ ยิ่งแล้วกันไปใหญ่ จะทำเหมือนกัน ยิ่งไม่ได้ใหญ่

ครั้นมาถึงสถานที่นี้ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะยิ่งใช้ตาดู บางคนก็บอกว่า ก็แค่ใบยาอะไรก็ไม่รู้ เอามาคั้น เอามาต้ม หรือ ทำเหมือนเครื่องแกง หลายคนมาทำตนแบบครูพักลักจำ รู้สูตรแล้วก็คิดที่จะไปทำเอง หรือทำขายเลยก็มี

แต่... ท่านทั้งหลายพิจารณาเถิด อย่าดูแต่ตาเลย อย่าว่าแต่เปรียบที่อื่นกับที่นี่ แล้วแตกต่างกัน สมุนไพรที่นี่ของแม่ชีเมี้ยน แม้แต่หม้อเดียวกัน ยังให้ผลแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า หายไม่หาย จึงต้องพิจารณา ฟังแล้ว หากเชื่อ ก็นำไปทำ ภายนอกคนสองคนอาจจะได้สมุนไพรเหมือนกัน แต่อำนาจของสมุนไพรที่แต่ละคนได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนคนนั้น ที่จะปลุกเสกให้สมุนไพรของตน กลายเป็นยักษ์เสมือนตะเกียงอาละดิน ทำตามที่ตนปรารถนา หรือจะเป็นเพียงมัมมี่ เหมือนสมุนไพรอื่นๆทั่วไป ทานสักฉันใดก็ช่วยตนไม่ได้ พูดง่ายๆ หลักของพระภูมี คนที่จะช่วยให้หาย ไม่มีเลย นอกจากการกระทำของตนเท่านั้นแล ที่นี่ท่านอาสิ ก็มีแต่ชี้นำ ถึงวิธี แต่ช่วยใครไม่ได้เลย อยากได้ อยากหาย ต้องทำเอง

ใครบอกว่า มาที่นี่ได้รับสมุนไพรเหมือนกัน เราจึงเถียงตาย แม้นแต่สมุนไพรเขียวที่ทุกคนได้รับไป หนึ่งขวดเหมือนกัน แต่ให้ผลไม่เหมือนกัน อย่างแน่นอน ก็เพราะใจแลพฤติกรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกันนั่นเอง จึงเรียกว่า สมุนไพรมีวิญญาณ

สถานที่ที่เหมือนวัด แต่มันไม่ใช่วัด ที่นี่ไม่เหมือนวัด แต่เป็นวัดแน่นอน เพราะสอนให้ทำตามพระพุทธเจ้า ใครฟัง พิจารณาแล้วเชื่อ ทำตาม จึงได้สัมผัสอำนาจบุญของศาสนา ตามที่ตนทำได้ .... ที่นี่จึงมีคนหายโรคได้ ถามว่าใครรักษา ก็ตัวของเขาเองนั่นแหละรักษา ที่นี่จึงไม่มีหมอ เพราะใครก็ช่วยใครไม่ได้ ต้องทำเอง

ถ้าดูด้วยตา ที่นี่ก็ไม่เหมือนวัด เพราะคนทั้งหลายเขาบอกต้องมีโบสถ์ มีศาลา แต่ถ้าพิจารณาการกระทำ ที่นี่เป็นวัดแน่นอน ท่านอาสิก็สอนให้ลดกิริยา สร้างนิสัยพระพุทธเจ้า ... ที่ที่ว่าเหมือนวัด แต่มันไม่เหมือน ที่ที่บอกไม่เหมือน กับใช่ ใครเชื่อ แล้วทำ ผลจึงเกิด

ก็ที่ไหนบอกเป็นวัด เป็นที่ศํกดิ์สิทธิ์ มีบุญ ก็ลองเอามะเร็ง เอาเอดส์ไปนอนสิ ดูสิบุญของที่นั่นจะช่วยให้หายทุกข์ได้ไหม .... ถ้าไม่ได้ จะบอกว่ามีได้อย่างไร นี่แลเขาเรียกเอาเหตุเอาผล

หายโรคไม่ยาก แต่ที่ยากคือ คนเชื่อตาเชื่อใจ แม้นมาถึง ก็ไม่ทำช่วยตน มันจึงกลายเป็นเรื่องยาก ... ไม่ต้องดูมาก รับสมุนไพรก็เหมือนตลาดแตกแล้ว คนที่รักษาเอกลักษณ์ มองที่นี่เป็นวัด เป็นสถานที่ของพระพุทธเจ้ามีเพื่อลดนิสัยตน ควบคุมตนให้เงียบสงบได้ มีกี่มากน้อย แต่นั่นแหละคือทำที่จะหาย คือคนทำได้ และจะสมปรารถนาหายโรคที่ตนต้องการ

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

ทำมาแล้ว

ศาสนาพุทธ สอนให้เชื่อว่า "กรรมมีจริง" หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายให้ฟังว่า นั่นก็หมายความว่า ตัวกระทำมีจริง สิ่งใดที่เราท่านทำ เรียกตัวกระทำ ผลแห่งตัวกระทำ ก็จะกลายเป็นพรหมลิขิต รอเราอยู่วันข้างหน้านั่นเอง

หากแม้นพูดเฉพาะสิ่งที่เกิดในปัจจุบันนี้ คือ โรคที่ให้ทุกข์ ย่อมต้องเป็นผลจากอดีตของตัวกระทำที่ทำไว้แล้วส่งผลนั่นเอง

ด้วยผลอันนี้ นั่นคือสิ่งที่โรค ก่อให้เกิดอาการ สร้างทุกข์แก่เราท่านนั่นเอง

หมายความว่าอย่างไร หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ทุกข์อันนี้ เลี่ยงไม่ได้ ย่อมเกิดแก่เราท่านแน่นอน ว่าแต่จะมากน้อยเท่าไหร่ สมุนไพรก็ช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง

แต่ทุกข์อันนี้ก็ใช้ว่าจะมีแต่โทษก็หาไม่ หากเราท่านยอมรับ ยอมใช้ ด้วยขันติ อดทน ย่อมเป็นเครื่องส่งสัญญาณให้ร่างกายได้รับรู้ถึงปัญหาและแก้ไข จนอาการนั้นหมดลงหายไป นั่นคือ หายโรค

จึงเป็นธรรมดา ดั่งที่คุณปรียานุชบอก กว่าจะกลับมาได้ อาการ ๖ อย่างก็วนเวียนอยู่ไปมา นั่นคือ คัน ปวด ร้อน อึแตก ฉี่แตก อ๊วกแตก ที่ซึ่งไม่ใช่อาการเนื่องจากสมุนไพร แต่เป็นอาการของโรค ที่ร่างกายต่อสู้ และไล่สิ่งที่ไม่ดีออก

บทสรุป การใช้ศาสตร์สมุนไพร หลายคนหวังว่า ทานแล้วจะสบาย ไม่เป็นอะไรเลย หายแบบไม่มีอะไรมาแผ่วพานนั้น คำถามก็คือ แล้วกรรมที่ทำไว้แล้วไปไหน มันจึงเป็นไปไม่ได้ ผู้ที่ทานสมุนไพรแล้วเห็นผล ย่อมต้องผ่านอาการเหล่านี้ หากทานแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ว่า นั่นแสดงว่า สมุนไพรที่ทานไป ไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่ตน คือ สมุนไพรเขาไม่เอา ไม่ช่วย นั่นเอง ทานไปก็เหมือนที่ท่านอาสิกล่าว คือ เสมือนน้ำ ผ่านมาก็ผ่านไป

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวสอนสตรีสูงอายุท่านหนึ่งที่เมื่อทานสมุนไพรแล้ว มีเลือดออก เหมือนกลับมามีประจำเดือนอีกครั้ง หลังจากหยุดไปนานนับสิบปี ว่า นั่นมันเลือดเสีย ของเสียที่ขับออกมา จะวิตกทำไม ดีเสียอีกที่ร่างกายมีความสามารถทำได้ มิฉะนั้น ของเสียเหล่านั้นตกอยู่ในร่างกาย หมักหมมกลายเป็นต้นกำเนิดของโรค ออกมานั่นแหละดี หมดเมื่อไหร่ อาการนั้นก็หยุดหายไปเอง

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสสอนเสมอว่า เรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของคนจริง เมื่อทำแล้ว ก็ยอมรับ ยอมใช้ เมื่อใช้ย่อมหมดลง .... เพราะมันเป็นของจริง เรื่องจริง ไม่ใช่เพ้อฝัน เป่าเสก น้ำมนต์ ท่องคาถา ขอพร ... หรือแม้นแต่ ใช้วิทยาศาสตร์ สิ่งเหล่านั้น เข้าไม่ถึงกรรม ไม่มีทางที่จะชนะกรรมได้ ยิ่งไม่ต้องพูด ว่า จะทำให้หายโรคได้ ... ได้แต่ฝัน ที่ซึ่งไม่เคยเป็นจริง รายแล้วรายเล่า .. รอไปเถอะ ยารักษาโรค ถ้าโรคกรรมผ่าน มาแล้วก็ไป นั่นพอได้ แต่ถ้าเป็นกรรมพัก อย่างที่ท่านอาสิบอก มาเพื่อเอาถึงตาย ไม่มีทาง

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมจึงกล่าวว่า ศาสตร์สมุนไพร จึงต้องมีคาถาท่องไว้ "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า"

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

หายเพื่อ

เป็นธรรมดา คนทุกข์จากโรค ก็ย่อมปรารถนาให้ตนหายจากโรค เป็นสำคัญ

แต่คำถามที่สำคัญเช่นกัน ย้อนกลับมายังผู้ปรารถนาทั้งหลาย การหายโรคที่ปรารถนานั้น หายเพื่ออะไรกันแน่

หากนึกย้อนกลับไป เราท่านกำลังทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำให้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาการสมัยใหม่ทางการแพทย์ หมอผี เข้าทรง องค์เจ้า ก็ล้วนผ่านมาหมดจนถึงวันนี้ จึงมาใช้ทางเลือกสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา

แลก็เห็นแล้วว่า มีผู้ประสพผลสำเร็จ ก็มากมาย ล้มเหลวงยิ่งมากมี

คำถามที่สำคัญยิ่งนั่น ที่มีผลต่อการหายโรค นั่นก็คือ สิ่งศักดิ์สิทธิืจะช่วยเราท่านให้หาย เพื่ออะไร

เพื่อที่จะกลับไปมีพฤติกรรมแบบเดิมๆอีกอย่างนั้นหรือ อันเป็นพฤติกรรมที่ทำให้เกิดทุกข์แก่ตนในทุกวันนี้น่ะหรือ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักอุปมาให้เห็นชัด หากโจรฆ่าคนเป็นผักปลา เกิดทุกข์เป็นโรคร้ายแรง อย่าว่าแต่หยิบปืนฆ่าคนเลย แม้นแต่ช้อนตักข้าวใส่ปาก ก็เป็นเรื่องยาก มาที่นี่ เจอศาสนา เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บอกว่าสมุนไพรดี ช่วยเขาได้ แล้วจะช่วยเขาให้กลับไปหยิบปืน เพื่อฆ่าคนอีกอย่างนั้นหรือ

บทสรุป คนที่จะหาย หลวงพ่อนิพนธ์จึงอยากให้รู้ว่า ตนมีปรารถนาของตน ศาสนาก็มีปรารถนาเช่นกัน อยากได้คนดี จึงให้สมุนไพรเป็นโอกาส เอาทุกข์ที่เป็นเป็นอุทาหรณ์สอนตน ว่าการกระทำที่ผ่านมานั้นผิดพลาด สร้างทุกข์แก่ตน แล้วผลักดัน ตั้งเจตนาเพื่อเปลี่ยนตนเป็นคนดี นั่นแลสมุนไพรจึงสนับสนุนให้โอกาส แก่คนที่มีเจตนาตรงตามความปรารถนาของศาสนา

การฟัง เรียนรู้ แล้วพิจารณา เจตนาจึงเดินถูกต้อง หากเชื่อแล้วทำตน โรคอะไรก็หายได้ ช่วยตนได้

ถ้าจะหายโดยไม่มีคำตอบแม้นแต่แก่ตนแล้วไซร้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็คงไม่อยากได้ยิน คนทั้งหลายฟ้องแก่ฟ้าดิน ว่า ดูตัวแทนของท่านสิ เอาสมุนไพร มาช่วยโจรให้กลับมาฆ่าพวกฉันทำไม โกงพวกฉันทำไม ในเมื่อคนพวกนั้น ก็ถูกกรรมทำลาย จนหมดกำลังไปหมดแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีตาหรือไม่

พฤติกรรมความคิดของเราท่าน ไม่มีใครรู้ แต่ฟ้าดินรู้ สมุนไพรรู้ นั่นจึงเป็นเหตุว่า ทำไมสมุนไพรหม้อเดียวกัน คนหนึ่งทานแล้วดีวันดีคืน อีกคนหนึ่งทานแล้วเหมือนน้ำเปล่าดั่งที่ท่านอาสิว่า ก็เจตนาไง ..... ถามตนสิ ... มาทานสมุนไพร ให้โรคของตนหาย เพื่อ.......

แล้วจะได้ยินคำตอบกลับมาหาใจตนว่า .... เราจะหายไหม ด้วยเจตนาอันนี้ที่มีอยู่

วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

ใครหลอกกันแน่

ไม่น่าแปลก ที่เราจะได้ยินคนที่มายังมูลนิธิแล้วกล่าวว่า พูดเรื่องอะไรไม่รู้เรื่อง ไร้สาระ ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย ก็แค่สมุนไพร ทำไมต้องทำโน่นทำนี่ให้ยุ่งยาก

แล้วก็เป็นธรรมดาอีกเช่นกัน ที่จะเลยไปว่า เพื่อผลประโยชน์ แทนที่คนป่วยมาแล้วก็แจกๆไป จะได้รีบกลับบ้าน ให้มาเสียเวลา ขอสองอาทิตย์ก็ไม่ได้ ไม่รู้จักเห็นใจคนป่วยที่ไม่ค่อยจะมีเงิน หรือบ้านไกลเลยหรือไง

บางท่าน ก็แสดงความคิดเห็นลงในเวปต่างๆ บ้างก็ว่า ในเมื่อต้องการแจกแล้ว ทำไมไม่บอกสูตรให้ทุกคนไปทำเอง จะได้ไม่ต้องเสียเวลามา จะได้ช่วยคนเยอะๆ หรือ ให้แก่องค์กร วัด หรือกลุ่มคนที่พร้อม ช่วยกระจายไปทำแจก จะได้มีคนหายโรคเยอะๆ และไม่ต้องเดินทางไกล มิดีกว่าหรือ

สถานที่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า ไม่ใช่ลูกเต๋า ไม่มีเหลี่ยม มีมุม ที่หลบซ่อนแฝงเร้น เพื่อผลประโยชน์ หากแต่สิ่งที่ทำ เป็นความจำเป็น เพื่อยังผลแห่งการฟื้นฟูตนของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลำพังเพียงสมุนไพร ไม่พอ ต้องอาศัยองค์ความรู้ เพื่อสร้างพฤติกรรมให้สอดคล้อง เป็นสำคัญ

ด้วยจุดมุ่งหมาย มิใช่อยู่ที่เพียงแค่การหายโรค หากแต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางสิ่งบางอย่าง ตามครรลองของพระพุทธเจ้า เพื่อมิให้เมื่อกลับไปแล้ว ไม่ต้องกลับไปเป็นโรค ไม่ว่าโรคเดิม หรือ โรคใหม่อีก ต่างหาก

ดั่งที่ท่านอาสิกล่าว ชีวิตของเราท่านทั้งหลาย จะมีวันเวลามาทานสมุนไพรได้ตลอดหรือ เลยไปกระทั่ง คนทำก็จะทำให้ท่านทานตลอดหรือ คงเป็นไปไม่ได้

สถานที่นี้ อาจมีหลายสิ่งที่มองแล้วน่าสงสัย แต่เมื่อมีคนทำได้ แล้วหายให้เห็น ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การกระทำตามนั้นถูก ผลถูกจึงเกิด มิใช่หรือ

เพียงแต่ไม่ตรงจริตของหลายคน ที่มักเชื่อในสิ่งที่ตนเชื่อ เชื่อหมอ จึงเชื่อว่ายาดี ทั้งที่ไม่เคยมีผู้ประสพผลเลย เชื่อว่าบ้านดี อาหารดี สุขลักษณะดี ที่นอนดี จะสุขภาพดี จึงดิ้นรนหาเงินมาซื้อกัน แล้วเมื่อความจริงปรากฎ ความทุกข์มาถึง โรคมาประชิดตัว ทำไมสิ่งที่ว่าดีเหล่านั้น ทำให้ตนหายทุกข์แม้นแต่สักน้อยไม่ได้เลย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า ทำไมไม่ดูที่ผล เมื่อหนทางนี้มีคนรอด ให้เห็น จะบอกว่า คำสอนนั้น ไม่มีจริง ไม่มีผลได้อย่างไร

แต่ก็ไม่แปลก เพราะมันมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย นายพลท่านหนึ่ง นอนในโรงพยาบาล หมอบอกรอเวลา บังเอิญลูกชายมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ขอสมุนไพรไปกรอก โชคดี เหมือนปาฏิหารย์ สองวันต่อมาออกจากโรงพยาบาลได้ มาฟื้นฟูตัวต่อที่มูลนิธิ ได้หกเดือน กลับมาเป็นปกติ พอหายปุ๊บขอลาหลวงพ่อนิพนธ์ ถามว่าจะไปไหน บอกว่า บนไว้เจ็ดวัดทั่วประเทศ นี่หายแล้ว จะขอลาไปแก้บน

คนช่วยนั่งตำยาโป๊กๆ เขาบอกหายได้เพราะบนไว้ ซะงั้น คนช่วยแม้นแต่น้ำยังไม่ซื้อให้กิน แต่วัดนั่นอยู่เฉยๆ ก็มีของมีเงินมาถวาย สบายแฮ

นี่แลอุปสรรคใหญ่ ที่ทำไมคนหลายคนหายแล้ว กลับมาเป็นอีก ที่สำคัญกลับมาแล้วจะทานสมุนไพรสักฉันใด ก็ไร้ผล ...

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า นี่เพราะไม่ยอมเรียนรู้ ไม่ยอมพิจารณา จึงไม่รู้ว่า อะไรกันแน่ที่เป็นที่พึ่งของตน ย่อมตกเป็นเชลยของผู้อื่นโดยง่าย เอาสิ ที่นอนดีๆ กินดีๆ ช่วยได้ พิธีกรรมนี้สิ ช่วยได้ หมอนี้สิ ช่วยได้ นั่นมันลม ไม่มีตัวไม่มีตน ถึงเวลาตกน้ำ คว้าไป นึกว่าช่วยได้ แต่มันเป็นลม กว่าจะรู้ เสียใจ ก็กลับตัวไม่ทัน จมน้ำเสียแล้ว

ที่นี่ไม่ได้หลอกใคร ศาสตร์ของพระภูมี ใครทำ ใครได้ พึ่งได้ แต่ไม่ถูกจริตเราท่านทั้งหลาย เพราะที่พึ่งของเราท่านทั้งหลาย เยอะเหลือเกิน มากมายเหลือเกิน ไอ้โน่นก็ดี เกจินี่ก็แจ๋ว ... พิธีนี้ก็เลิศ ไม่ยอมพิจารณา หลอกตัวเอง แลเมื่อถึงเวลา ความจริงก็ปรากฎ

ดั่งที่ท่านอาสิชี้ ฟังแล้ว พิจารณา ชอบอยากได้ ก็ลองทำดู หากแต่ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ไม่เชื่อ ... อย่ามาเสียเวลาเลย ไปทำในสิ่งที่ตนชอบดีกว่า สิ่งที่ตนเชื่อว่าเป็นที่พึ่งดีกว่า อย่ามาดันทุรังทานสมุนไพรเลย ยากที่จะสมปรารถนา อย่างดีก็แค่ประทัง หรือดีกว่านั้น หายโรคนี้ แต่เชื่อเถอะ .... หนีเสือได้ แต่จรเข้มันรองาบอยู่

ไม่เอา ไม่บังคับ ไม่ว่ากัน .... ขอแต่คนที่ฟัง พิจารณา เชื่อ อยากได้ แล้วทำตาม วันเวลาก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่า อันไหนจริง อันไหนหลอก

วันอังคารที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560

เรื่องของบุญ

คนทั่วไปมักคิดว่า ศาสนาทุกศาสนาหรือแม้นแต่ลัทธิความเชื่อ ล้วนแล้วแต่สอนให้คนทำความดี

แต่ศาสนาพุทธไม่ใช่ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้า ปฏิเสธทั้งกรรมดี กรรมชั่ว การกระทำของพระพุทธเจ้า ไม่หวังผลตอบแทน

สิ่งที่ได้กลับมา จากการกระทำลดนิสัย และทำโดยไม่หวังตอบแทน หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า นั่นคือ "บุญ"

แล้วบุญสำคัญไฉน หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เงินบุญซื้อ บาปที่เราทำมาได้

ในขณะที่ กรรมดี นั้นซื้อไม่ได้ โดยจักเห็นว่า เมื่อเราทุกข์ โดยเฉพาะจากโรค แม้นจะทำความดีสักฉันใด ก็คลี่คลายไม่ได้ เพราะความดีที่ทำนั้น ผลไปรอตอบแทนในวันหน้า หากแต่ผลในวันนี้ คือกรรมชั่วมาสนองให้เกิดทุกข์ มันล้างกันไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกก็มีแต่เพียงกรรมศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น หากแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธ เป็นของนอกโลก เมื่อมาอุบัติ ก็มีเจ้าของ มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่กระจัดกระจาย แบบว่าที่โน่นก็มี ที่นั่นก็มี และที่สำคัญ ขอไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง คือ ทำนิสัยของพระพุทธเจ้า

เมื่อทำนิสัยของพระพุทธเจ้าได้ เป็นคุณสมบัติแห่งตน จึงได้ผลบุญเป็นเครื่องตอบแทน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ใครหลายคนไม่เข้าใจ ในเมื่อสมุนไพรก็แจกให้เป็นทาน คือให้ฟรีอยู่แล้ว ทำไมไม่บอกสูตรให้คนไปทำกินกันเองเลยเล่า จะให้เขาเสียค่ารถ ค่าเสียเวลาเพื่ออะไร

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอรรถาธิบายว่า ก็เพราะลำพังสมุนไพรขาเดียวมันไม่ได้ ต้องอาศัยบุญด้วย จึงเป็นที่มาของคำขวัญ "สมุนไพรล้างโรค บุญล้างกรรม" นั่นเอง

ก็แล้วทีนี้ หากทุกคนไปทำสมุนไพรเอง ก็อาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่เรื่องที่ยากคือ จะหาบุญอย่างไร นี่แล ศาสนาจึงเป็นที่รวมของคนทุกข์ เมื่อมารวมกัน ก็กลายเป็นแหล่งบุญ ให้คนที่อยากได้ ได้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วให้สุขแก่คนทุกข์ทั้งหลาย รวมทั้งฝึกนิสัยพระพุทธเจ้า เป็นการสร้างบุญให้ตน

ที่น่าเสียดาย คือ คนทั้งหลายใช้ตามอง ใช้นิสัยตนตัดสิน โดยไม่พิจารณา เหตุและผล จึงไม่แปลกว่า สิ่งที่มองว่าเป็นวัด ด้วยมีโบสถ์หลังใหญ่ สถานที่โอ่โถง งามตระการ มันไม่ใช่วัดเลย เพราะเมื่อไปแล้ว ก็เพียงแค่เจริญหู เจริญตา เจริญใจ เท่านั้นเอง หาแหล่งบุญ คือคนทุกข์ ให้สร้างไม่มีเลย

แต่สถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ดูยังไง มองมุมไหน ก็คือวัดของพระพุทธเจ้า เพราะ ไม่มีตรงไหนส่วนไหน ที่จะทำเพื่อส่วนตน ไม่มีตรงไหนที่มองแล้วหาคนทุกข์ไม่เจอ เพียงแต่เราท่านเอื้อมมือไป ก็ให้สุขแก่คนทุกข์ได้มหาศาล โน่นประคองคนแก่คนเฒ่า คนพิการเดินเหิรไม่สะดวก ล้างห้องน้ำให้สะอาด เจริญตา น่าใช้ ช่วยกันทำสมุนไพรแก้ไขทุกข์จากโรคที่เขาเป็น ..... มากมาย แล้วแต่จะทำ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า หากมองสถานที่นี้เป็นวัด ที่ซึ่งเป็นที่รวมของคนทุกข์ทั้งหลาย ก็จักเห็นแหล่งบุญมากมาย เพราะคนทุกข์นั่นแลแหล่งบุญ ดังนั้น เวลาในสถานที่นี้ แม้นหนึ่งนาทีก็มีค่าในการสร้างบุญ เพื่อช่วยตน

ก็ถ้ามองว่า บุญคือการสร้างโบสถ์ สร้างศาลา โรงพยาบาล สร้างพระใหญ่ๆ ที่ซึ่งคนจนไม่อาจทำได้แล้วไซร้ คงมองหาในสถานที่ของแม่ชีเมี้ยนไม่เจอ

แต่อย่าลืมน่ะ เวลาสร้างกรรม ก็ใช้ กาย วาจา ใจ ของเราท่านนี่แหละทำ เวลาจะมาสร้างบุญ เอากาย วาจา ใจ ไปไว้ที่ไหน ...

ถ้าที่ใดก็มีบุญ ทำแบบที่ตนชอบก็เป็นบุญ ก็คงไม่ต้องมีสถานที่นี้หรอก แลก็คงไม่เห็นคนเป็นโรคเดินกันเต็มทุกโรงพยาบาล ยิ่งคนรวย ยิ่งไม่มีทางเป็นโรคได้เลย

ใครจะคิด จะทำอย่างไรก็ช่าง ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นบุญ ... แต่บัญญัติศาสนา มีเพียงประการเดียว เหมือนไม้ไผ่ลำเดียว ให้ความยุติธรรมแก่ทุกผู้คน เป็นธรรมสายกลาง นั่นคือ อยากได้บุญ ต้องทำนิสัยของพระพุทธเจ้า ... ใครทำ ใครได้ แล้วมาพิสูจน์กันด้วยผลแห่งการกระทำ

ที่ไหนที่ว่าแน่ ที่ไหนว่าเป็นตนบุญ เอามะเร็ง เอาเอดส์ไปถวาย ดูสิจะรอดไหม แล้วก็เอามาถวายแม่ชีเมี้ยน ทำตามหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านอาสิสอน คือ นิสัย ดูสิว่าทำแบบไหน ใครจะรอด

ศาสนาจึงสอนให้เราท่านเป็นปราชญ์ ที่ที่อ้างว่าเป็นแหล่งบุญ นั้นหลอกได้เฉพาะคนที่มีกรรมดีเท่านั้นเอง หากผู้ใดกรรมชั่ว ผลทุกข์มาถึงตนแล้วไซร้ ความจริงจะปรากฎ ว่าสิ่งที่ตนเชื่อ ตนทำนั้น ช่วยตนไม่ได้ เสียดายก็แต่ กว่าจะรู้ตัว มันก็สายเสียแล้ว เสียเงินเสียทอง เสียเวลา ยังพอไหว แต่ถ้าลามไปถึงเสียชีวิตด้วย นี่สิ

ดังนั้น ท่านอาสิจึงชี้ว่า ใครมาแล้วไม่ทำ อย่ามาให้เสียเวลาเลย ลำพังสมุนไพร คงส่งไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก ท้ายที่สุด ก็จะมาว่าหลอกกัน อันที่จริง ท่านต่างหากที่หลอก อยากหาย แต่ไม่อยากทำ ไม่ช่วยแม้นแต่ตัวของตัวเอง

วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

ตบอยู่ข้างเดียวหรือเปล่า

ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา นั้นวิเศษนัก ทำให้เราได้เห็นว่า คนที่เป็นโรคที่หมดหนทางใดทางโลกที่จะช่วยแล้ว หากผู้ใดได้ฟัง พิจารณา เชื่อแล้วทำตาม ผู้นั้นสามารถทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำให้ตนไม่ได้ ด้วยวิธีการ "ตนพึ่งตน"

เราจึงได้เห็นท่านตองที่เป็นมะเร็งสมอง ทั้งห้าพี่น้อง ทุกคนตายหมด ท่านตองเป็นคนกลาง เริ่มมีอาการรุนแรงก็ประมาณอายุสี่สิบกว่าๆ ก็ช่วยตนจนหาย อยู่จนเป็นราษฎรอาวุโสแห่งบ้านเขาค้อ แลเพิ่งจะเสียไปไม่นาน อายุก็แปดสิบกว่าๆ

เราได้เห็นคนหนุ่มที่ไปโดดสะพานเพื่อฆ่าตัวตาย เมื่อรู้ว่าตนเป็นเอดส์หมดทางรักษา แล้วกลับมาแข็งแรง แต่งง่านมีลูกสาวที่น่ารัก ตอนนี้ก็เข้าสู่วัยรุ่น แข็งแรง ไม่มีเชื้อ

แต่ศาสตร์ที่วิเศษนี้ ที่แสดงความเฉียบขาดในสม้ยของหลวงพ่อนิพนธ์ โดยเฉพาะช่วงปี ๓๐ ที่คนป่วยที่หมอทิ้ง ล้วนแล้วแต่หลั่งไหลมา คนที่เชื่อ ก็ปฏิบัติ บวชบ้าง มาทำตนตามหลวงพ่อนิพนธ์ชี้บ้าง ไม่ว่า โปลีโอที่บอกขาลีบ เดินธุดงค์จนน่องโป่ง กลับมามีกล้ามเนื้อได้ ไม่ว่าลมชัก ที่เดินธุดงค์ไป ชักไป กลับไปเป็น ปลัด อบต ได้ ก็มีให้เห็นมาแล้ว

มาทุกวันนี้ คนป่วยก็ยังมากมี แต่ล้วนแล้วแต่ตึ๊งหนืด หายยาก หายเย็นก้นเหลือเกิน วิเคราะห์ดูแล้ว หาใช่ด้วยความด้อยของศาสตร์ลงไปไม่ แต่เพราะคนยุคนี้ จะเอาแต่สมุนไพร ไม่เอาตัวปฏิบัตินั่นเอง

ศาสตร์ในวันนี้ ก็เลยกลายเป็นว่า ท่านอาสิตบมืออยู่ฝ่ายเดียว จะพูดจะสอนให้ปฏิบัติ แม้นจะผ่อนอ่อนโอน ไม่ต้องบวช ขอแค่เอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนาสักหน่อย ใช้หลักตนพึ่งตนให้มาก กอบกู้ชีวิต ด้วยมือตน ก็ยังไม่อยากจะทำ ไม่ยอมที่จะยื่นมือมาตบ ให้สอดคล้องกัน จะได้เกิดเสียง เกิดผล

๗ เราก็ไม่แปลกใจ ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์ก่อนลาสังขาร จึงกล่าวว่า ที่มูลนิธิ ก็คงหวังผลอะไรไม่ได้ แต่หากใครเชื่อท่าน มาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ ในแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนที่ลพบุรีแล้วไซร้ การทานสมุนไพร ก็จะบรรลุผลได้โดยง่าย หวังผลได้ เพราะคนผู้นั้นจะรู้ว่า ผลจะพึงเกิด เมื่อทั้งผู้ทำและผู้ทาน มีจังหวะสอดคล้องประสานกัน ยื่นมือไปตบ เสียงจึงเกิด ผลที่ตนปรารถนา ก็เป็นจริงได้

บทสรุป ทุกวันนี้ คนที่ทานแต่สมุนไพร เสมือนคนมีอาวุธดี ชนะโรคได้อย่างง่ายดาย เสียแต่ว่า ไม่ยอมจักเรียนวิธีใช้ อาวุธจะเลอเลิศสักฉันใด ก็กลายเป็นสากกะเบือทื่อ อย่างดีก็ใช้ได้แค่ปาหัว หากฟลุ๊คก็อาจจะพ้นโรคได้ แต่ก็ชั่วคราว เพราะตีงู แต่ไม่ยอมตีให้ตาย ฟื้นมา ก็มาแว้งกัดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

จุดประสงค์ของศาสตร์ ย่อมต้องส่งคนให้ถึงที่ปลอดภัย ทั้ง โรคภัย และอุบัติภัย การจะไปถึงจุดนั้นได้ ก็ต้องอาศัยคุณสมบัติ เปลี่ยนตนเป็นคนดี แล้วคนดีที่ว่า เป็นอย่างไร ทำอย่างไร จะไปกันอย่างไรหนอ หากไม่เรียนรู้ แล้วปฏิบัติ ไม่เคยคิดแม้นแต่สักน้อยว่าจะไปสัมผัส แผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนเพื่อเรียนรู้ จะเอาแต่สมุนไพรหายโรคแต่ประการเดียว

ก็เปรียบกันดู ว่ามะเร็งที่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ที่หมอทิ้ง กับมะเร็งที่มูลนิธิไทยกรุณา เมื่อวันเวลาผ่านไป คนไหนที่รอดแน่ๆ

คนกำลังจะจมนั้น ท่านอาสิยื่นมือไปช่วย คนที่จมมิเพียงไม่ยื่นมือมาจับ แถมยังปัดป้อง .... คนช่วยจะช่วยได้หรือ นอกจากฟลุ๊คจริงๆ เท่านั้นแล นี่แลจึงเรียกหวังผลไม่ได้

ศาสนาคำชม

ไมว่ายุคไหนๆ นับแต่ถ้ำกระบอกสิ่งหนึ่งที่พบเห็นสำหรับผู้ปฏิบัติ นั่นคือ ไม่ว่าจะทำสิ่งไร ดีสักเพียงไหน ก็มักจะได้คำเตือนสติมิให้หลงในสิ่งที่ตนทำ อันจะนำตนคิดไปว่า ตนดีแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์มักยกตัวอย่างให้เห็นว่า พระมากมายในประเทศไทย หลายรูปที่บวชเข้ามาตั้งใจปฏิบัติ เพื่อตัดกิเลสตามรอยพระภูมี จนถึงวันหนึ่งมีคนพบเห็น ดูวัตรปฏิบัติ แล้วชอบ ทีนี้ก็เริ่มเอาสิ่งที่ตนคิดไปถวาย แล้วก็บอกว่าท่านปฏิบัติดี

พระมากมายเหล่านั้น ก็ทานกระแสความปรารถนาของคนไม่ไหว เคยสมถะ กินอยู่ง่าย ก็กลายมาเป็นสำรับ ต้องสร้างโบสถ์ เมื่อก่อนไม่มีเงินก็มุ่งมั่นในปฏิบัติ นานวันเข้า เงินมากมายมากองให้ ก็กลายเป็นไม่มีเวลาปฏิบัติ ต้องทำกิจโน่นนี่นั่น

ผลสุดท้าย จากเริ่มที่ทำตนให้โยมทำตาม ท้ายสุดกลายเป็นเดินตามความอยากของโยม เสียพระไปมากมาย ไม่เว้นแม้แต่พระถ้ำกระบอก

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เรื่องศาสนาที่จะปั้นแต่งปฏิมากรรมชิ้นเอก คือมนุษย์นั้น กว่าจะเป็นรูปดั่งหวัง เสมือนปูนปั้น ต้องถูกตบถูกแต่ง ไปจนกว่าจะเสร็จนั่นแล จะเอาดีเฉพาะส่วนแล้วก็หยุดหาได้ไม่ คนที่มาทำ จึงมักตกในสภาพ ถูกตำหนิ ไปตลอดทางเช่นนั้นแล เมื่อทำได้จึงจะได้คำชม หาไม่แล้ว ตกร่องเห็นตนดีแล้ว ก็อุปมาขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่เหลาไปเป็นบ้องกัญชาแน่ไซร้

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสเป็นสติว่าอย่าท้อใจ หลายคนก็บอกว่าฉันเป็นจิตอาสา ทำเหนื่อยมิได้หยุด ใครเห็นก็ชม แต่ศาสนาบอกยังไม่ดี ทำแค่นี้ยังช่วยตนไม่ได้ นั่นแค่กายทำ ควรที่จะทำวาจาแลใจด้วย ชีวิตจึงจะปลอดภัยอย่างแท้จริง


ก็ทำแล้ว รอคำชม จนคิดว่าตนทำดีแล้ว ไหนเลยจะพัฒนาตนขึ้นไปได้อีก ก็ดีแล้วไง แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ

ทำกาย ทำวาจา เหนื่อยแล้วหยุด ก็ไม่เกิดผล หากทำนิสัยได้ แม้นอยู่สถานที่ใดเวลาใด ก็ทำได้ ผลจึงเกิดทุกเวลา แลนิสัยนี้ติดตัวไปทุกภพชาติ

ถ้าทำเพื่อคำชมก็ต้องรอคนเห็น ถ้าทำเพื่อช่วยตน อยู่ที่ไหนก็ทำได้ ทำที่ใดก็สุข คือสุขนิสัยของพระพุทธเจ้า ที่เมื่อทำแล้วรู้แก่ตนว่า สิ่งที่รอเราในวันหน้าคือสุขอย่างแน่แท้ รู้แบบนี้จะเอาสุขนี้ไปแลกกับคำชมไม่ควรเลย

นี่แลแม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า หนทางรอดของมนุษย์ มีทางเดียวคือทำนิสัย การกระทำใดที่ทำแล้วไม่ลดนิสัย จึงยังไม่เข้าเป้าที่จะอยู่ในสถานะ ทำเพื่อช่วยตนได้

วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

สับขาหลอก

ความเห็นใดในหมู่ชน ที่เห็นพ้องต้องกัน แล้วทำตาม ทำไปนานๆเข้า ก็กลายเป็นประเพณี ลัทธิ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หรือจะเรียกว่าวัฒนธรรมในหมู่ชนนั้นๆ เมื่อนั้น สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของหมู่ชนนั้น แตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้

เราท่านทั้งหลาย จึงพบเห็นลัทธิ ประเพณี ความเชื่อ ไปตามแต่ละหมู่ชน หลากหลายทั่วโลก ที่กล่าวกันว่ากันว่า เป็นประเพณีดีงามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า การจะพิจารณาสิ่งใด จึงต้องดูที่เหตุที่ผล นั่นคือ ดูผลแห่งการกระทำนั้นๆ ว่าเกิดประโยชน์อะไร แก่ผู้ใดบ้างเป็นสำคัญ นั่นจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ลัทธิความเชื่อนั้น เราท่านควรเดินตามหรือทำตาม หรือไม่

ไม่เว้นแม้นแต่ศาสตร์ที่มีในโลก เมื่อเราท่านเป็นโรค ก็ต้องผ่านความเชื่อความเห็น มากมาย ที่อาจจะดูมีหลักการ เช่นศาสตร์การแพทย์ ไปจนถึงศาสตร์ที่บอกกันว่าลี้ลับ ประเภท เข้าทรง องค์เจ้า ก็เฉกเช่นเดียวกัน

สิ่งที่พบเห็น นั่นคือ คนมากหลาย ก็มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเชื่อ ทั้งๆที่ทำแล้ว ดูแล้ว ไม่มีผลตอบแทนใดๆ ก็ยังศรัทธา ทำกันอย่างจริงจัง

ครั้นมาเจอศาสตร์สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ดูแล้วกระบวนการวิธีการ เมื่อเทียบกับลัทธิความเชื่ออื่น ก็ถือว่า เบากว่ายิ่งนัก จะมารักษาตัว ก็แค่ขอให้มีที่เว้น คือ รักษาความสงบ แล้วก็พยายามพึ่งตนให้มากที่สุด เท่านั้นเอง

ไม่ต้องไปเดินสามก้าว ก้มกราบหนึ่งครั้ง เหมือนทิเบต ไม่ต้องดิ้นรนเก็บเงิน เพื่อแสวงบุญ ไม่ต้องสร้างวัตถุ ประเภท ยิ่งบริจาคมาก ยิ่งได้มาก แต่คนกลับไม่อยากทำ ทั้งๆที่ทำแล้วช่วยตนได้

ก็ไม่แปลก เพราะมันไม่ได้อยู่ที่ความยากลำบาก แต่มันต้องฝืนนิสัย ที่ซึ่งคนทั้งหลาย ไม่ชอบ ไม่สบายใจ สู้เอาเงินหยอดตู้ไม่ได้ มากเท่าไหร่ ก็ไม่บ่น ทำแล้วสบายใจ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ทางของพระพุทธเจ้า เดินง่าย แต่คนไม่ชอบ ไม่อยากทำ ท่านอาสิก็ชี้ หายโรคนั้นง่ายนัก แค่ทำเอกลักษณ์ คือ ความสงบ และพึ่งตนให้มากที่สุด เท่านั้นเอง เราท่านก็พบว่า มีแต่คนอยากหายโรค ไม่อยากทำ

นี่ไม่เรียกว่า สับขาหลอก แล้วจะเรียกว่าอะไร พอเจอของปลอมแต่ถูกจริต กระโจนใส่เต็มที่ ทำได้ ครั้นพอเจอของจริง ทำแล้วช่วยตนได้ ยิ่งน่าจะต้องทำได้ แต่ไม่ทำซะงั้น

ใครถามเราว่า ศาสตร์พระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา นั้นช่วยให้หายโรคได้เฉียบขาดจริงหรือ เราก็อยากให้ทุกคนเห็น วันใดที่คนที่มา ฟัง เข้าใจ พิจารณา แล้วทำตามท่านอาสิสอน แล้วเราท่านเห็น ไม่ว่าทำกิจกรรมใดๆ สวดมนต์ ทานสมุนไพร รับยา ... แล้วทุกคนสงบ แล้วจะเห็นว่า โรคอะไรก็หายหมด

ดังนั้น เราจึงหวังว่า ภาวนาว่า ใครที่เขาไม่อยากทำ ก็ให้มีสิ่งดลใจ อย่าเพิ่งมาเลย เหลือแต่คนที่อยากหาย อยากทำ อยากช่วยตน แล้วสร้างภาพเสมือนพุทธกาล ที่สาวกมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ คนเป็นพันเป็นหมื่น ป่าทั้งป่าเงียบสงบ มีเสียงพูดเสียงเดียว คือเสียงพระพุทธเจ้า มีการกระทำเดียวที่ทุกคนทำ คือ ให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย นั่นแล เราท่านจะเห็นความเฉียบขาดในอำนาจสมุนไพร และอำนาจธรรมคำสอน แล้วจะรู้ว่า คำพูดที่กล่าวว่า "โรคนั้นกระจอก" เป็นเรื่องจริง

หากแต่ถ้ายังเป็นนกกระจอกแตกรัง ใครใคร่พูดๆ ใครใคร่อยากทำอะไรตามใจทำ ... ก็อย่าไปหวังอะไรมาก ใครทำ ใครได้ เท่านั้นเอง คนแจกสมุนไพรก็ทำใจ คนมาร้อยทำแค่หนึ่ง ผลก็ได้เพียงหนึ่ง อีกเก้าสิบเก้าก็เสียแรงเปล่า

เพียงแต่ท่านจะยืนฝ่ายไหน ข้าง ๑ หรือข้าง ๙๙ เลือกเสร็จก็ตอบคำถามตัวปรารถนาของตนได้เลยว่า ตนจะหายโรคหรือไม่

วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

แลซ้ายสิบนาฬิกา

หลวงพ่อนิพนธ์ สอนว่า ศาสนาของพระภูมีเป็นศาสนาทำ ... ดังนั้นต้องทำได้ มิใช่ดีแต่พูด ... ว่าทำได้

เมื่อหันมามองความจริงในประเทศไทย แล้วก็แลไปซ้ายสิบนาฬิกา ถึงประเทศศรีลังกา จะพบเห็นความจริงอันนี้เด่นชัด

ประเทศไทย ภูมิใจนักหนากับคำว่า "เมืองพุทธ" เป็นเมืองที่มีผู้คนนับถือศาสนาพุทธกันมากมาย มีวัดวาอารามสิ่งก่อสร้าง ไม่ว่า .... ที่สุดในโลก มากมี

ในขณะที่ศรีลังกา ซ้ายสิบนาฬิกาของประเทศไทย เป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีอย่างประเทศไทย ไม่เคยอวดอ้างว่านับถือพุทธมากมาย เช่นประเทศไทย แต่มีผู้นำประเทศ ที่ออกกฎหมายให้วันพระเป็นวันหยุดของประเทศ แลทุกคนไปวัดทำกิจกรรม โดยมิต้องบังคับ กะเกณฑ์ ชวนลูกจูงหลานไปกันจนแน่นทุกวัดทั้งประเทศ

ไม่เว้นแม้นแต่นายกรัฐมนตรี และคณะ รวมทั้งข้าราชการทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เข้าวัด ตักบาตรถือศีลในตอนเช้า และฟังธรรมในตอนบ่าย

ผลก็คือ กลายเป็นเมืองที่ปลอดอบายมุข แม้นจะเป็นช่วงหนึ่งคือในวันพระ หรือ เวลาที่กำหนด ไม่ว่าร้านใหญ่น้อย ก็ไม่เห็นแก่รายได้ ปิดไม่จำหน่าย ไม่ขาย ไม่บริการ เพื่อสนับสนุนให้คนทำความดี อย่างน้อยก็มีวันเวลาที่เว้นบ้าง

ประเทศก็อาชญกรรมน้อย ผู้คนก็สมถะ อยู่กันอย่างมีความสุข มีน้ำมิตรต่อกัน นั่นมันเหมือนประเทศไทย ในยุคสยาม จนเป็นที่มาของสยามเมืองยิ้ม

บทสรุป ตอนนี้ไม่มีแล้วสยามเมืองยิ้ม เป็นประเทศไทย ที่มีแต่คำพูดสวยหรู ว่าเมืองพุทธ ผู้คนห่างไกลศาสนา บ้านเมืองวุ่นวาย นั่นคงไม่เกินจริงหากจะยกคำหลวงพ่อนิพนธ์ที่ชี้ว่า "ดีแต่พูดว่าทำได้ แต่ไม่เคยทำได้"

คงไม่ต่างอะไรกับคนที่บอกหรือประกาศว่า ตนอยากหายโรค อยากมีความสุข แล้วมาเจอศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ฟังคำสอนของท่านอาสิ แล้วก็บอกว่า อยากหาย แต่ไม่อยากทำ ไม่อยากลดหรือเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆแห่งตน จะอ้างด้วยเหตุใด ไม่มีวันเวลา มีภาระ มี....

มันจึงไม่แปลก ที่หนทางในการฟื้นฟูตนนั้นง่ายยิ่ง เปิดรับตลอด ให้ผลที่เฉียบขาด เมื่อไปฟัง พิจารณา และปฏิบัติ แต่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา กลายเป็นเสมือนที่กักขัง ทัณฑ์ทรมาน ไปซะอย่างงั้น ไม่อยากไป ไม่อยากเข้า รีบมา รีบไป ... นี่แหละ มนุษย์เห็นกงจักร เป็นดอกบัว

เราจึงนึกเสียดายนัก นี่มันเกิดผิดประเทศกัน คนศรีลังกาเหล่านั้น หากมาทำแบบที่ทำในแผ่นดินแม่ชีเมี้ยน ย่อมเกิดสุขแก่ตนมหาศาล แต่คนไทยที่เป็นเจ้าแผ่นดิน มีแผ่นดินดีๆเป็นที่พึ่ง กลับไม่อยากทำดีแต่ร้อง ช่วยด้วย ช่วยด้วย

ก็ไม่สงสัยมากนัก ทำไมจึงเป็นเยี่ยงนี้ ก็นั่นเคยเป็นแผ่นดินของพระพุทธเจ้าในอดีตมาก่อน ส่วนเมืองไทย ร้องแต่อยากได้ ครั้นศาสนามาจริงๆ กลับไม่สน ไม่เอา ไม่ทำ ศาสนาดีๆมีจริงก็ต้องวิ่งไป ... ประเทศมันถึงวุ่นวายทุกวันนี้

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

กลัวตรงไหน

คำบอกเล่า ให้ลูกหลานฟัง เมื่อมีคนในครอบครัวเสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ฟังเป็นเด็กด้วยแล้ว ก็จะได้ยินเสมอว่า คนที่ตายไปสวรรค์แล้ว เป็นดาวอยู่บนฟ้า คอยมองเราอยู่ข้างบน

หรืออาจจะได้ยินคำสอน ไม่ว่าศาสนาใดๆ ที่บอกตายแล้วก็กลับสู่สวรรค์ หากมีความเชื่อ ความรัก ความศรัทธา

ด้วยเหตุนี้ ด้วยความเชื่อนี้ หลายคนก็มุ่งมั่น ทำตามความเชื่อ ความศรัทธา ให้สูงยิ่ง ที่สำคัญ มองเห็นว่า ความดี ยิ่งทำยาก ยิ่งดี เห็นจากคนไทย ที่มีความเชื่อ สิ่งใดทำได้ยาก อาทิ พระองค์ใหญ่ โบสถ์วิหารหลังใหญ่ สถานที่ที่กว้างขวาง ดูแล้วน่าเลื่อมใส น่าปฏิบัติ จึงแห่แหนกันไปทำ กันมากมาย จนเต็มประเทศ

นี่แหละคือความเชื่อที่น่ากลัว แลห่างไกลความเป็นจริงของพระพุทธศาสนายิ่ง

ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า จุดเริ่มของการทำความดี หาใช่สิ่งที่ไกลตนเช่นนั้นไม่ หากแต่ให้เริ่มที่่พฤติกรรมของตน หรือนิสัยตน ปรับเปลี่ยนให้ถูกตามครรลองคลองธรรมก่อนต่างหาก

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า หลายคนที่มาที่มูลนิธิ มักจะกล่าวเสมอว่า ตนของตน ก็เข้าวัด ทำบุญ ทำทาน ทำทุกสิ่งอย่างที่ตนเชื่อว่าถูก ตามคำสอนที่ได้ฟังมา ตลอดชีวิต ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ช่วยคนตกยากเป็นนิจสิน บางคนถึงกับบอกว่า ปีหนึ่งก็นับเป็นหลักล้านบาทเลยก็ว่าได้ แต่... ผลที่เกิดกับตน คือ ทุกข์ คือ โรค

หลวงพ่อนิพนธ์พูดในวันงานแม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้คิดว่า แท้จริงแล้ว บุญของพระพุทธเจ้า ไม่ได้อยู่ไกลและทำยาก หากแต่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนนิสัยตน

การที่มีคำสอนแบบนั้น ให้เด็กฟัง มันจึงทำให้เกิดความประมาท เพราะไม่รู้ว่า แท้จริงแล้ว หากยังไม่หมดกิเลส ตายแล้วก็ต้องเกิด เมื่อความคิดฝังใจว่าตายแล้วก็ไปสวรรค์ ไปเป็นดาวเสียแล้ว ชีวิตในวันนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องระวังระไวในการใช้ชีวิต ทำในสิ่งที่ตนชอบ แลคิดว่าดี

กว่าจะรู้ตัวอีกที ทุกข์ก็ถึงตัว โรคก็รุมเร้า สุขที่มีก็หายไป ทีนี้ยิ่งสับสน ก็ทำมาเสียมากมาย ทำดีไม่ได้ดี พาลไปนั่นเลย บางทีก็เลยไป ไม่นับถือสิ่งใดแล้ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า หากจะใช้ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงต้องเริ่มที่การทำความเชื่อว่า "กรรมมีจริง" เป็นอำนาจ เป็นเหตุดลบันดาลให้เกิดโรค ไม่ใช่เชื้อโรค นั่นมันปลายเหตุ เมื่อเชื่อแล้ว ก็เป็นเหตุเป็นผลว่า ทำไมต้องทำตนให้หายโรค ก็เพราะ เมื่อยังมีกรรม ก็ต้องไปเกิดรับกรรมอีกนั่นแล การหายโรคในวันนี้ ก็จะเป็นผลให้การเกิดในชาติหน้า ไม่ต้องมีโรคอีก นั่นเอง

เมื่อไม่สอนว่า "ตายแล้วต้องเกิด" หลายคนจึงประมาท ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ นี่แหละมันจึงเป็นเรื่องน่ากลัว และเมื่อมาใช้ศาสตร์สมุนไพร หลายคนจึงไม่ยอมรับ อ้างว่าสมุนไพรดียาดี กินแล้วต้องไม่เป็นอะไร ห้ามมีอาการอะไรมาแผ่วพานให้เป็นวิบาก และต้องหายในเร็ววัน

หากแต่ความเป็นจริง พระพุทธเจ้าชี้ชัดว่า "กรรมทำไว้แล้ว จะปฏิเสธสักฉันใดก็ไม่พ้น" นั่นย่อมเป็นเครื่องยืนยัน ตามที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติว่า อยากจะหายโรค จึงต้องใช้ขันติ อดทน ท่องไว้ "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า"

หากแต่เมื่อเจอคนไม่เชื่อกรรมเสียแล้ว ปฏิเสธทุกข์ ศาสตร์สมุนไพรจะวิเศษสักฉันใด ธรรมของพระพุทธเจ้าจะเลอเลิศมีอำนาจสักฉันใด เขาก็ไม่ทำ ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ ก็อย่าแปลกใจเลย แม้นมีวาสนามาถึงที่นี้แล้ว คนส่วนใหญ่ จึงไม่ลดกิริยา ไม่สังกัดตน อย่างที่ท่านอาสิบอก นั่นสะท้อนว่า เขาเหล่านั้นไม่เชื่อ "เรื่องกรรม เรื่องเวร เรื่องศาสนา" เมื่อไม่ทำ ผลก็ไม่เกิด คนที่ช่วยตนได้ หรือคนที่ประสพผล ก็เลยยิ่งน้อยกว่าน้อย

แต่ก็มีคนทำได้ หายให้เห็นเดินกันมากมาย ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า ศาสตร์สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน เป็นของจริง .... หากแต่ ... ใครทำ ใครได้ ไม่ใช่หายทุกตัวคน

จึงเป็นคำที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ "ที่นี่ไม่กลัวโรค กลัวนิสัยของเขามากกว่า"

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

เสียดาย

ได้พบเห็นกระทู้ในพันทิป กล่าวถึงการบำบัดยาเสพของถ้ำกระบอก ในท่วงทำนองที่ว่า ไม่ใช่การรักษาหรือบำบัดที่แท้จริง เป็นเพียงกุศโลบายอย่างหนึ่ง แล้วใช้กระบวนการเหมือนหักดิบแบบทั่วไป

ฟังแล้วน่าใจหาย และรู้สึกเสียดาย ในสิ่งดีงามที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ยิ่งนัก

ก็ไม่ว่ากัน เพราะคนที่รู้เรื่องราวถ้ำกระบอกในวันนี้ เรียกว่าน้อยกว่าน้อย น่าจะไม่ถึงสิบคน พระรุ่นแรกที่ทันสมัยของแม่ชีเมี้ยน และเข้าถึง เท่าที่เราเห็น ก็คงจะเหลือแต่ ท่านเส่่ย เพียงคนเดียว

หลายคนที่มามูลนิธิไทยกรุณา ก็อาจจะยิ่งสงสัย หรือแม้นแต่คนทั่วไป ก็ยิ่งยิ่ง.. น่าสงสัยไปอีก ว่าทำไมจากถ้ำกระบอก ที่มีจุดเริ่มต้นจากการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด กลายมาเป็นเปิดให้เป็นทางเลือก ในการฟื้นฟูสุขภาพจากทุกโรคได้

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าความเป็นมา จุดเริ่ม ก็นับตั้งแต่ในยุคแรกๆของถ้ำกระบอก ที่เปิดรับบำบัดยาเสพติด แม้นแต่พระเองก็ไม่รู้ว่า สมุนไพรที่เรียกกันว่า "ยาตัดราก" ที่เห็นกันในสื่อทานแล้วอาเจียรนั้น มีสรรพคุณอะไรบ้าง รู้แต่ว่าช่วยบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด คือ ถอนพิษยาออกจากร่างกายได้เฉียบขาด เท่านั้นเอง

จวบจนวันหนึ่ง มีชายชาวจีนคนหนึ่ง เดินทางมาถ้ำกระบอก แล้วบอกกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ขอทาน "ยาตัดราก" หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ถามว่า ติดยามาหรือ ก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ติดยา ไม่เคยเสพ หากแต่ตนเป็นโรค เหมือนเพื่อนคนหนึ่ง แต่เพื่อนนั้นนอกจากเป็นโรคแล้วยังติดยาเสพติดด้วย แล้วก็มาเลิกยาที่ถ้ำกระบอก

เพื่อนเขาบอกว่า หลังจากทานยาแล้ว มิเพียงหายจากการติดยา โรคของตนที่เป็นยังหายไปด้วย เขาจึงเดินทางมาเพื่อขอทานบ้าง แต่หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ที่นี้รับแต่ผู้ป่วยยาเสพติด ไม่รับคนไข้อื่น ไม่รับรักษาโรคใดๆ โยมกลับไปเถิด

ผ่านไปไม่ถึงเดือน ชายผู้นี้กลับมาอีก แล้วบอกกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ผมขอทานยาครับ ตอนนี้ผมติดยาเสพติดแล้วครับ ถามว่าเพราะอะไร เขาบอกว่า เขาอยากทานยา จึงไปหัดเสพยา ว่าแล้วก็ทำท่า วิธีการเสพยาให้ดู

หลวงพ่อนิพนธ์และพระ จึงจำต้องรับไว้บำบัด แล้วก็สมใจชายผู้นั้น เพราะหลังการบำบัด เขาก็หายจากโรคนั้นสมใจ

จากจุดเริ่มนี้เอง ทำให้พระได้รู้ว่า สรรพคุณของ "ยาตัดราก" มิเพียงแต่ช่วยบำบัด ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ด้วย นับแต่นั้นมา จึงถูกนำมาใช้ในการฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยจากโรคต่างๆ

แต่กระบวนก็ไม่เหมือนกับในสมัยนี้ของมูลนิธิ การจะรับรักษาโรคในยุคนั้น มิใช่รับทุกคนก็หาไม่ ต้องรับสัจจะปฏิบัติ ทำนองเดียวกับผู้เสพยา และสร้างตัวกระทำ คุณสมบัติ ตามที่พระกำหนด เมื่อพระมีมติเห็นพ้อง ว่ามีคุณสมบัติแล้ว จึงให้ทาน

และก็ยิ่งเป็นที่โจษจันในยุคนั้นมากไปอีก เพราะไม่ว่าโรคจะหนักหนาสักเพียงใด เมื่อมีคุณสมบัติ ทานยาตัดรากเพียง ๕ แก้ว เหมือนคนเสพยา ก็สามารถคลี่คลายโรคลงได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า การฟื้นฟูสุขภาพ หรือ หายโรค จึงไม่ใช่เรื่องยาก ผู้ใดสร้างคุณสมบัติ ตามที่ศาสนากำหนดได้ ก็หายโรคได้ หากนั่นมิใช่พรหมลิขิต ที่หมดอายุขัย

เราจึงเสียดาย หลังจากการลาสังขารของแม่ชีเมี้ยน คุณสมบัติของยาสมุนไพรถ้ำกระบอกก็ถดถอย เหลือแต่ช่วยในการบำบัดยาเสพติด และก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ ก็แทบหวังผลอะไรไม่ได้

จนกลายเป็นว่า ผู้ที่จะไปบำบัดวันนี้ ของถ้ำกระบอก ต้องไม่เป็นโรค จึงจะรับ

ดั่งที่ท่านอาสิ ชี้เสมอ สมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นของพระพุทธเจ้า มีบัญญํติ มีวิญญาณ รับรู้คนทำ รับรู้คนทาน ต้องอาศัยคุณสมบัติของทั้งสองส่วน จึงจะประสพผล

เราจึงสงสัยนัก ที่หลายคน มีโอกาสมาพบพาน อยากได้ แต่ไม่อยากทำ .... ความปรารถนา ก็เป็นได้แค่เพียง ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง หรือแม้นเป็นจริง ก็ไม่ยั่งยืน .... ทั้งนี้เพราะ เหตุที่มา คือ กรรม เมื่อยังสร้างกรรม ยังมีนิสัยเดิม ไม่ยอมเปลี่ยน จึงต้องตกในวงจร "หนีเสือ ปะจรเข้" ท้ายสุด ก็ช่วยตนไม่พ้น การมาก็เสียเปล่า

ถ้ำกระบอกก็ล่มสลายไปเสียแล้ว เสียดายสรรพคุณที่สร้างมาในกาลก่อน เฉกเช่นกัน ถึงวันนี้ สรรพคุณสมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนให้หลวงพ่อนิพนธ์ จะดีสักฉันใด แต่ผู้ทาน ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างคุณสมบัติ ก็ย่อมทำลายสรรพคุณของสมุนไพรลงสิ้น เฉกเช่นถ้ำกระบอก ทานไปอย่างดีก็แค่ประทังเท่านั้นเอง

นี่แหละเรียกมีวิญญาณ "ใครทำได้ คนนั้นรอด" หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ มาร้อย ฟัง แล้วเชื่อเรา ทำตามร้อย ก็หายร้อย ทำตามเพียงหนึ่ง ก็มีเพียงหนึ่งที่หายโรค

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44