วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ทำไมยาก


รูปรอยของศาสนาที่เราเห็นประการหนึ่ง คือ มีคนทำได้ไม่ถึงแสน จากคนอินเดียเป็นร้อยๆล้าน

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า “เพราะเป็นนิสัยที่เราท่านยังไม่มี หรือยังทำไม่ได้นั่นเอง” คนดีคนทำได้ ไปนิพพานกันหมดแล้ว

มันจึงไม่แปลกที่คนทั้งหลายที่มาพบศาสนาในวันนี้ แม้นจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญคือเคยพบเคยสัมผัสมาแล้วในยุคพระโคดม แต่ยังทำไม่ได้หรือยังไม่ยอมทำ เราท่านจึงมาอยู่มาเจอทุกวันนี้ ปัญหาก็คือ มันห่างมันร้างมานานแล้ว มันเคยแต่เริ่มไม่คุ้น มันจึงต้องเริ่มต้องฝืน กับสิ่งที่ต้องทำ ด้วยไม่เคยทำหรือไม่ได้ทำมานานนั่นเอง

ศาสนาจึงเป็นเรื่องเหตุและผล ฟังคำสอน พิจารณา เชื่อทำตาม แล้วดูผล

นั่นแปลว่า ต้องยืนระยะ เพื่อให้ผลเกิด วิญญาณจะได้สัมผัส การกระทำที่เริ่มแต่เพียงกาย หรือวาจา มันจะได้ซึมซับถึงวิญญาณเมื่อเห็นสิ่งที่ทำได้ นิสัยตนที่ลดลง ผลที่เกิด ร่างกายที่ดี ศรัทธาก็จะเกิดมหาศาล

บทสรุป ความยาก จึงอยู่ที่ไม่ยอมฟัง ยึดความเชื่อเดิม จนไม่มีช่องว่าง ทำตนเหมือนคนตาบอด ไม่เอาเหตุเอาผล

ภาพที่ปรากฏที่เห็นจนชินชา นับแต่อดีต อาทิ คนป่วยเอดส์พ่อเลี้ยงเชียงราย ที่หามมา ทานสมุนไพรจนแบกซุงได้ ตอนทานสมุนไพร มักหันหน้าไปทางเหนือ หลวงพ่อนิพนธ์ให้เราไปถาม ได้คำตอบว่า “ไหว้เกจิอาจารย์ดังที่ตนนับถือ” มาจนวันนี้ ภาพนี้ก็ยังปรากฎ

บทสุดท้ายของคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ ก็คงลงเอยเหมือนพ่อเลี้ยง ที่พอดีแล้วก็กลับไปลั้นลาพอแย่กลับมาอีก จะทานสักฉันใดก็ยากแล้ว ตอนมาครั้งแรกมายังไง ก็กลับไปสภาพนั้น รายแล้วรายเล่า บางคนช่วยลุกจากเตียง ICU ดีแล้ว คำสอนก็วางไว้ไปทำที่ตนชอบ เดินสายแก้บน ท้ายสุดลูกก็เรียน พ่อกลับไปนอนเตียงเก่าที่เคยช่วยมาแล้วจากไป

ความยากที่ว่า นั่นคือ ใจที่ไม่เอาเหตุเอาผล ไปเปลี่ยนตนนั่นเอง จะทำแต่สิ่งที่ตนเชื่อ ตนยึดถือ

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ความเชื่อ


ศาสนา มีจุดเริ่มที่ “ความเชื่อ” ที่ซึ่งเกิดจากการฟัง พิจารณา แล้วจึงเชื่อในเหตุและผลของศาสนา

ลัทธิความเชื่อ ทั่วไป มีรากฐานความเชื่อ จากความชอบของตน คิดว่าทำแล้วดี หรือ เขาเล่าว่า เขาบอกว่าดี ก็ทำตาม

ผลที่เกิดมันจึงเป็นความงมงาย เพราะเชื่อในสิ่งที่ไม่มีตัว ไม่มีตน

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า เมื่อศาสนาของพระภูมีเฟื่องฟู คนทั้งหลายประชาชนพลเมืองที่ชื่นชอบ จะส่งตัวแทนมาเรียนรู้พระธรรมคำสอนไปปฏิบัติ ในหมู่ตน

ศาสนาในโลก ท่านชี้ว่า รากเหง้าจึงมาจากศาสนาโลกียะคือพราหมณ์. แลศาสนาโลกุตระ คือ พุทธศาสนา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ศาสนาโลกียะทำให้มนุษย์หลงทาง จึงมีพระเจ้ามากมาย ไม่มุ่งหลุดพ้น หากแต่ศาสนาโลกุตระ สอนให้หลุดพ้นจากโลก จึงเริ่มที่การมีพระพุทธหรือพระเจ้าองค์เดียว การกระทำจึงมีทิศมีทางในร่องธรรม

บทสรุป จึงไม่แปลก ว่าทำไมยุคถ้ำกระบอก คนที่เข้ารับการรักษา จึงเริ่มต้นให้ความสำคัญที่นับถือศาสนาพุทธตลอดชีวิต หรือมีพระเจ้าองค์เดียวตลอดชีวิต และไม่นับถือกราบไหว้ ลัทธิความเชื่ออื่นตลอดชีวิต

ก็ทิศที่จะมุ่งหน้าตรงไปหลุดพ้น มันมีหนึ่งเดียวนั่นเอง ที่มีตัวมีตน คือพระพุทธเจ้า เดินตามจึงมีผลช่วยตนได้ ก็แล้วความเชื่ออื่น มันไม่มีตัวไม่มีตน นับแต่อดีตจึงไม่ปรากฎว่าจะพาใครไปได้สักคน

วิทยาศาสตร์ก็เป็นลัทธิความเชื่อหนึ่ง ที่มันเพ้อฝัน สร้างภาพว่าไปดวงจันทร์ มันจะไปโดยวิธีใด ในเมื่อมนุษย์เป็นบริวารของโลก ถามเขายัง เขายอมหรือ นั่นมันแมงโม้ ของมหาอำนาจ แหกตาชาวโลกเท่านั้นเอง

คนไม่รู้เรื่องศาสนา อาจหลงเชื่อ เหมือนเชื่อลัทธิความเชื่อต่างๆในโลก แต่เมื่อเจอศาสนา รู้ว่าศาสนาพามนุษย์ไปโลกนิพพานโดยวิธีใด จึงรู้ว่านั่นมันแค่ปาหี่ไม่เป็นจริง และไม่มีทางทำได้ ดุจเสมือนหายารักษาโรคตายนั่นเอง

ความสำคัญที่สุดเมื่อพบศาสนา จึงมิใช่การหายโรค แต่เป็นการตั้งหางเสือ ความเชื่อที่ถูก ติดวิญญาณต่างหาก เราท่านจะได้ทำถูก พบสุขที่แท้จริง

วันใดที่พระพุทธเจ้าประกาศตน อุบัติในพม่า ศาสนาที่แตกออกไปจะกลับมารวมเป็นหนึ่งอีกครั้ง ทำตนรอดูเถอะ

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

พระของแม่ชีเมี้ยน


หลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ทำให้ภาพความแตกต่างของพระในยุคนั้นเด่นชัด จนทำให้พระผู้ใหญ่ในยุคนั้นบางคน ถึงกับประกาศ ไม่อยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน

ทำไมหรือ พระถ้ำกระบอกในยุค 2504 เขาทำอะไร แบบไหน จึงมีมวลชนนับหมื่นนับแสนหนุนหลัง ผ่านวิกฤตอันนั้นได้

วัตรปฏิบัติที่เด่นชัด คือ
✅ ฉันหนเดียว
✅ รถเรือไม่ขึ้น
✅ เงินทองไม่รับ
✅ มีธุดงค์เป็นวัตร
นั่นคือสิ่งที่คนทั่วไปเห็น แลไม่เหมือนวัดใดในยุคนั้น

แต่ที่คนบางคน อาจรู้ บางคนอาจเคยได้ยิน บางคนไม่รู้เลย นั่นคือ เรื่องของการปฏิบัติประจำวัน ด้วยแนวทาง “สัจจะ"

เหตุที่ใช้สัจจะเป็นผู้นำ ย่อมต้องดูรอยของพระภูมีทุกพระองค์ ว่าสิ่งที่ท่านทำ นั่นคือ พิจารณานิสัยตนไปวันหนึ่งๆเท่านั้นเอง เมื่อพิจารณาเห็นนิสัยตน การจะทำให้ลดน้อยถอยลง หรือตัดลงได้ แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า ท่านก็ใช้การประกาศ “สัจจะ” นี่แหละ เมื่อพูดแล้ว ทำให้ได้ตามที่พูด

แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า เมื่อสร้างกรรม ก็พร้อมด้วย กาย วาจา ใจ มันเป็นตนย้อนมาให้ทุกข์ เมื่อจะสร้างธรรม ครั้นประกาศออกไป อ้างดินฟ้า อากาศ เป็นพยาน ก็ทำให้ถึงพร้อม กาย วาจา ใจ เรียก แก้วสามประการ ผลบุญจึงเกิด นิสัยกรรมของตนจึงลดลงได้

ก็แล้วกิจกรรมเล่า นั่นศาสนาทำโรงทาน ให้เป็นที่พึ่งของคนทุกข์ แลคนที่อยากทำบุญ ทำทาน เชื่อพระก็มาร่วมกันทำ จึงเกิด การรักษายาเสพติดขึ้นนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้เสมอ เราทุกข์ด้วยกรรมที่ทำมา จะเห็นสุขย่อมด้วยมือเราทำ แต่จะเริ่มที่คิดดี นั้นไม่พอ เพราะไม่แน่ว่าจะมีสติ จึงเริ่มทีละน้อย หนึ่งชั่วโมง ให้สัจจะเป็นสตินำตน สร้างพฤติกรรมนิสัยของพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพร้อม กาย วาจา ใจ ทำได้นั่นแลบุญ ที่ตนทำเป็นที่พึ่งแห่งตนได้

จึงไม่แปลกโรคจะสาหัสเพียงใด การบวชในหลักธรรมโลกุตระ ที่นานพอพาพ้นปล้องกรรม ภาพที่คนยุคก่อนเห็นจึงหายทุกตัวคน

ก็แล้วทำไมไม่ใช้ศีลเหมือนทั่วไป

ท่านว่า เอาแต่ศีลข้อหนึ่ง ไม่ฆ่าสัตว์  ข้อสอง ไม่มุสา หรือโกหก ประกาศออกไป ถ้าทำได้ก็ดี ยิ่งใหญ่ แต่ใครเล่าจะทำได้ สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยมากมาย ยิ่งไม่มีกำหนดเวลา ต้องทำทุกขณะจิต ท่านว่าอุปมาผู้ทำได้ต้องเดินรอบขอบเขตประเทศไทย ซึ่งหามีไม่ เพราะอาจเผลอเดินเหยียบ เพราะซ่อนใต้ใบไม้ หรือหลับไปยุงกัดก็ตบ นั่นหมายถึงศีลข้อหนึ่งก็เสียไปแล้ว เมื่อพูดแล้วทำไม่ได้ เกิดฆ่าสัตว์ ศีลข้อสองก็พลาดไปด้วย นี่แลมันใหญ่เกิน ทำไม่ได้ ผลมันจึงเป็นหอกย้อนมาทิ่มตน ยิ่งรับยิ่งประกาศว่าตนรับศีล ก็เลยไม่รู้ทำไมวันนี้เราจึงเจ็บ ก็สรรพสัตว์เขาฟ้อง ไหนว่าไม่ฆ่าสัตว์ แล้วมาฆ่าฉันทำไม ดูหน้ารถสิ แมลงตายเกลื่อน

สัจจะที่ท่านอาสิ แลท่านชลอ สอนให้ทำ จึงให้ประกาศ เอาเฉพาะที่ตนพอทำได้ เมื่อหนึ่งชั่วโมงทำได้ สองก็ทำได้ ยิ่งมีนิสัยพระพุทธเจ้าในตนมาก ยิ่งสุข ยิ่งสงบ

เมื่อวิญญาณสูง ก็จะพากายสูง พ้นโรคโดยง่าย จะหายก็ด้วยตนทำ จึงเรียกหลัก “ตนพึ่งตน” ที่มุ่งหมายสร้างสุขให้ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย สุขจึงย้อนมายังตน

ไม่ได้บอกว่าที่นี่แน่ แต่ชี้ให้เห็นว่า จะหายโรคแล้วไปสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นอีก สรรพสัตว์ที่ไหนยอม ถ้าหมอช่วย แล้วผู้นั้นมีแรง ไปฆ่าคน ถามหน่อยคนที่ถูกฆ่า เขาไม่ร้องหรือ มึงช่วยมันให้มีแรงมาฆ่าเขาทำไม มันควรตาย ควรหมดแรงฆ่าคนแล้วมิใช่หรือ นี่แลทำไมไม่มียารักษาโรคตาย เพราะโรคตาย ย่อมหมายถึง ไม่สามารสร้างกรรมได้อีก ต้องรอรับกรรมที่ทำมาแล้ว

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

หนี้


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้เหตุแห่งโรค ว่า “เรามีโรค เพราะเรามีกรรม”

พูดฟังง่าย คือ เราเป็นหนี้กรรม เขามาทวงแล้วนั่นเอง

คำถามก็คือ “จะหมดหนี้นี้โดยวิธีใด”

คนทั้งโลก วิธีที่เขาใช้ คือ “หนีหนี้” ปฏิเสธ ไม่เอา ไม่ใช้ ไม่จ่าย ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด จะทำพิธีกรรม ยาเคมี ขอพร ไปยันนั่งสมาธิ เพื่อให้หาย

ยิ่งหนี ดอกยิ่งเพิ่ม ทวีคูณ โรคจึงมีแต่เพิ่ม จากหนึ่งเป็นสอง สาม สี่

ท่านเรียกว่า “หลักบวก”

บทสรุป ทางเลือก ศาสตร์พระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นหลักลบ แต่ทำยาก เพราะแก้ที่ต้นเหตุคือกรรม ผู้ทำต้องมีการกระทำเหนือมนุษย์ ต้องใช้ขันติอดทนมหาศาล ในการยืนระยะ ผู้ทำได้ ผลตอบแทนจึงได้ในสิ่งที่คนทั้งโลกอยากได้แต่ไม่ได้ คือหายโรค

ที่สำคัญกว่า กรรมนี้ โรคนี้ หายไป ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอีก นี้แลคือคำตอบว่า ทำไมต้องทำนิสัย

ท่านอาสิว่า มันจะได้ไม่ก่อกรรม มาเป็นโรคใหม่รอเราอีกนั่นเอง นั่นแลเรียกหายโรค

พระพุทธเจ้า สงฆ์สาวกแลพุทธบริษัท ของพระพุทธเจ้า จึงไม่มีหรอกเป็นโรคตาย “หมอชีวก” มันแค่แต่งขึ้น ข่มว่ามันเก่ง เหนือพระพุทธเจ้า ดูสิยังต้องพึ่งมันเลย

พระพุทธเจ้าเป็นพหูสูต รู้รอบครอบจักรวาลถ้าต้องพึ่งผู้อื่น จะบัญญัติหลัก “ตนพึ่งตน” ได้อย่างไร

ใครมันแน่ ว่ามียาดี รักษาโรคได้ วันหนึ่งมันก็เจอกรรมของมันเอง ฟ้องตัวมันเอง

ถ้าเชื่อศาสนา อยากสุขต้องพึ่งตนเอง ถ้าพึ่งผู้อื่นไม่มีวันถึง อยากหายโรค จะร้องให้ใครช่วย มีแต่ตนของตนเท่านั้น เคลียร์หนี้ตนได้ ที่นี่จึงมีคนหายโรคให้เห็น


วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562

มีหรือไม่


คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาสอน นั่นก็คือ “ตนกระทำ” คือ ตนของตัวกระทำที่ทำได้ และเป็นที่พึ่งของเราท่านต่อไปภายภาคหน้า

พูดฟังง่าย หลักตนพึ่งตน ของพระภูมี สอนให้สร้างตัวกระทำที่เป็นตนที่ดี ให้เป็นพรหมลิขิตที่ดีรอตนในวันข้างหน้านั่นเอง อยากได้แบบไหนเขียนเอา

คำถามก็คือ บุญทานของศาสนา นั้นทำอย่างไร ที่ไหน นี่แหละสิ่งที่ต้องมาเรียนรู้ มาฟังท่านอาสิ หรือท่านชลอสอนให้ทำ

ทำไมหรือ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ก็เพราะเขามีเจ้าของ ....

แล้วรู้ได้อย่างไรว่ามีเจ้าของ ท่านก็บอกง่ายนิดเดียว ดูผลของตัวกระทำสิ

ท่านจึงยกผลที่ฉกาจฉกรรจ์ ที่สุดของพระพุทธศาสนา นั่นคือธุดงค์ ถ้ามีเจ้าของมีตัวมีตน สงฆ์องค์ใดทำผิด ผลเกิดทันที

นิยายต้นมะม่วงจึงมีแทบทุกยุค บางปีปักในสวนมะม่วง อยากฉัน แต่มีสัจจะฉันมื้อเดียว หัวหมอก็แอบเอามาใส่บาตร ผลคือ บ้างมดขึ้นกลด นอนไม่ได้ บ้างเกิดพายุต้นมะพร้าวล้มทับกลด คลานออกแทบไม่ทัน บางองค์ไม่รอเช้าแอบฉัน ไส้แตกทันทีก็เห็นมาแล้ว

นี่เขามีตัวมีตน ผลจึงเกิด ทำถูกผลถูกเกิด ทำผิดผลผิดก็เกิดทันทีเหมือนกัน

ย้อนไปดูที่อื่น ก็เห็นฉันมะเตี๋ยวกันมากมาย ให้ลูกศิษย์ออกไปซื้อยามค่ำคืน ไม่เห็นเป็นไร มั่วยา มั่วสีกา ตามข่าวก็มากมี ถ้าคนจับไม่ได้ไม่มีใครรู้ ก็ทำกันไปได้ เพราะนั่นไม่มีศาสนาที่แท้จริงนั่นเอง ผลที่ทำก็ได้กรรมชั่วธรรมดา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงว่า วันใดที่พระพุทธเจ้าประกาศตน นั่นเจ้าของเขามา ใครใส่ผ้าเหลือง กินสองมื้อดูสิ รับเงินดูสิ ผลจะเป็นอย่างไร

อยากรู้ทำตนอยู่ดู จะได้รู้ว่าทำไมคนโบราณถึงไม่นับถือ ก็ยอมรับในบุญญาธิการของพระพุทธเจ้า กฎหมายยังต้องเว้น ในเขตพัทธสีมาเลย ใครหนีเข้าเขตได้รอดอาญา

บทสรุป บุญของศาสนาดีอย่างไร ดีที่ทำแล้วผลเกิดทันทีนั่นเอง ไม่เหมือนกรรมดี ที่ต้องไปรอเอาวันข้างหน้า จึงพาผู้ทำหนีกรรมหนีโรคในวันนี้ได้

มันจึงง่าย ที่ไหนว่าศักดิ์สิทธ์ ที่ไหนว่ามีบุญญาธิการ ท่านก็ว่าเอาเอดส์ เอามะเร็งไปถวายสิ ถ้าช่วยพ้นทุกข์ได้ ที่นั่นแหละมีศาสนา ทำตามแล้วเกิดผลเป็นตนช่วยตนได้

มิใช่วาดฝัน ทำแล้วบุญมหาศาล บุญทานคิดเอาเอง แล้วถึงวันตาย แม่ชีเมี้ยนตรัสในสังคหะว่า “กายไม่รู้ ก็นึกว่าวิญญาณนั้นอยู่สูง ดูสิมาอุบัติในสังขารสัตว์ ทุกข์น่ะมีกาย”

นี่แหละกรรมของมนุษย์ เชื่อโดยขาดพิจารณา กรรมเราทำไว้แล้ว มาอุบัติ จะเอายาเคมี ความเชื่อ พิธีกรรม มาชนะได้หรือ ไม่มีอะไรในโลกศักดิ์สิทธิ์กว่ากรรม แม้นจะไม่เคยเห็นผู้ใดรอด ก็ยังเชื่อ ยังทำ ยังเดินตาม นั่งร้องขอพร ขอให้ผู้อื่นช่วย

ทำใจไว้เลย หากมาเดินในศาสนา เพื่อนร่วมทางน้อยน่ะ หลวงพ่อท่านว่า คงได้สักเจ็ดพัน ไปนั่งสนามมังคลา อุปมาเหมือนไม่มีคนดู เทียบคอนเสิร์ตนักร้องไม่ได้เลย คนเป็นแสน ยัดกันอย่างกับมด

แต่เอาเถิดท่านปลอบว่าเป็นมนุษย์ เขาวัดกันที่ตอนตาย หัวเราะทีหลังดังกว่า

ดูยายแตนสิ เป็นมะเร็งตัดปอดตัดไส้ อายุตอนมาก็หกสิบ อยู่บ่อพลอย เดินไม่ค่อยจะไหว ท่านชี้ให้ไปเก็บใบยา คนข้างบ้านบอกมึงบ้า เชื่อก็ทำตาม ค่อยๆทำจนมีแรง ขึ้นเขาเก็บก็ทำได้ อยู่มาจนทุกวันนี้นับสิบปี กับปอดข้างเดียว ยังไปเก็บใบยาได้ทุกสัปดาห์ ส่วนคนพูด จากดีๆ จนเป็นมะเร็ง เผาไปหลายปีแล้ว

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562

ทางเลือก


การมาของเราท่าน ถ้าแบ่งง่ายๆ ก็ เป็นสองประเภท ตามพุทธลักษณะ หนึ่งคือ ชูชก สองคือ พระเวสสันดร

การดำเนินงานของมูลนิธิไทยกรุณา ตั้งแต่ยุคหลวงพ่อนิพนธ์ คนสองกลุ่มอยู่รวมกัน ภาพที่เห็นจึงไม่เด่นชัด

หากแต่ความจริงคือ ชูชก มันเยอะกว่ามาก ในยุคที่ยังมีหลวงพ่อนิพนธ์ กอปรกับโรคยังไม่ร้ายแรงดังทุกวันนี้ ก็พอได้

ครั้งก่อนลาสังขาร หลวงพ่อนิพนธ์จึงสั่งว่า จะทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว วันเวลาผ่านมาสามปี ที่ท่านอาสิทอดมา จึงสมควรแก่เวลาที่จะต้องแยกให้เด่นชัด เพื่อเป็นทางเลือกของมนุษย์ที่ผ่านเข้ามา ชอบแบบไหน เลือกแบบนั้น

หนทางฟื้นฟูที่ให้ผลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวดเร็ว ย่อมต้องเป็นแบบพระเวสสันดร ที่แม่ชีเมี้ยนกำหนดให้ทำในอดีต นับตั้งแต่ยุคถ้ำกระบอก นั่นคือ การมาสร้างคุณสมบัติ รองรับอำนาจบุญ เมื่อมีบุญสมุนไพรก็มีอำนาจทวีคูณ วิญญาณสูง กายก็จะสูงตาม จะมามากมายสักฉันใด ก็พ้นทุกข์ทุกตัวคน ถ้าพรหมลิขิตยังมี

คนยุคถ้ำกระบอก และยุคปี 30 ของหลวงพ่อนิพนธ์ เขามีวันโกน วันพระ บ้างก็เย็นวันศุกร์ บ้างก็เช้าวันเสาร์ เขาจะพาตนและครอบครัว ไปทำกิจกรรมร่วมกับพระ ตกกลางคืน สวดมนต์ ฟังพระ เช้าใส่บาตร สายๆวันอาทิตย์รับสมุนไพรเป็นของแถมกลับบ้าน

บทสรุป ถึงเวลาแล้ว ที่บทพระเวสสันดร จะต้องเด่นชัด ให้เป็นตัวเลือก แข่งกับชูชก ที่คนมา จะทำอะไรก็เอาแต่ตน พอใจ แล้วเราท่านจะได้เห็นว่า “ไม่มีหนทางไหนในโลก ที่ให้ผลเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวดเร็วกว่าหนทางพระภูมี” เอาไม่เอา ไม่ว่ากัน

ทำให้ดู แล้วเลือกกันเอาเอง มิใช่รักชอบวันนั้น เกลียดวันนี้ จึงยุบ แต่ทำให้รู้ สองทางเลือก ระหว่างเดินขาเดียวของสมุนไพร กับเดินสองขา เอาธรรมนำหน้า สมุนไพรเดินตาม ชอบแบบไหน ไปแบบนั้น

ทำไมหรือ ก็เพราะกรรมมันแรงขึ้น โรคก็ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ต้องรอแก่แล้ว เดี๋ยวนี้วัยรุ่นหนุ่มสาวก็เป็นโรคแลเวลานั่นเอง จะมาทำแบบเดิมคงไม่ได้

ยุบจึงมิใช่ไร้เมตตา แต่ด้วยเมตตาของท่านอาสิ นั่นแลจึงต้องยุบ แล้วชี้ร่องที่ควรเดิน รอยพระภูมี ที่ปลอดภัย ชวนไปร่องนั้น ผลเกิดแน่ต่างหาก

หมายเหตุ การแจกสมุนไพรที่ลพบุรี กำหนดการเริ่ม ยังไม่แน่นอน จนกระทั่งพร้อม จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562

ผิดตรงไหน

ภาพนี้ใช้เพื่อประกอบเรื่องเท่านั้น

ยังไม่ต้องพูดรายละเอียดการปฏิบัติ ที่ทำให้ถ้ำกระบอกโด่งดัง เอาแค่ของหยาบๆ ที่เห็นกันทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือ การทำยา ว่าเลยเขาไปคนละทางแล้ว

สมัยเราบวช ที่สำนักลพบุรี หน้าที่หนึ่งของพระในยุคนั้น คือทำยา โดยเฉพาะยามะกรูด ยามะพร้าว ที่ต้องใช้การตำ ชุดละครก อาทิ ยามะพร้าว ตัวยาแต่ละตัว นำมา 9 ชิ้น ด้วยความไม่รู้ จัดให้ได้ชุด แล้วตำให้ครบตามที่เจ้าอาวาสจัดสรรให้ ใครตำเสร็จมักจะคุยว่าฉันทำเก่ง ทำเร็ว

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เราดูว่า สัดส่วนที่ถูกยังไม่พอ ต้องดูรายละเอียด ดีปลีเป็นราไหม กระเทียมมีความร้อนไหม เกลือต้องเป็นตัวผู้ ที่ซึ่งไม่เคยรู้เลย เฮ้ยมันมีตัวผู้ตัวเมียด้วย พริกไทยเม็ดต้องไม่ฝ่อ เป็นต้น

ที่สำคัญกว่า นั่นคือเจตนาและการกระทำ ต้องสมบูรณ์ มิฉะนั้นจะปลุกเสกให้มีวิญญาณช่วยคนไม่ได้ ก่อนทำต้องถวายสัจจะ ทำให้เป็นทาน ขณะทำต้องสงบกาย วาจา ใจ ถ้าจะพูดก็เป็นเรื่องการถกธรรมวินัย ข้อปฎิบัติ มิฉะนั้นให้สวดมนต์ไป

ท้ายสุด ต้องดูตัวกระทำตน ยาที่ตำต้องละเอียดเนียนมือ ไม่มีซาง ปั้นเป็นก้อนไม่แตก ครกหนึ่งคือ ใช้กับมะพร้าวลูกหนึ่งพอดี

นั่นคือเจตสิกที่ผู้ทำใส่ไปในสมุนไพรที่บริสุทธิ์ ปลุกเสกสมุนไพรให้มีวิญญาณ ตามบัญญัติ

ก็แล้วมาวันนี้เล่า คนทำยาก็ทำเหมือนเราในอดีตที่ไม่รู้ แล้วผลจะได้สักแค่ไหน ฤาจะเอาแค่มาทำให้

หากแต่ที่ผ่านมาโรคมันยังไม่ร้ายแรง กรรมคนยังไม่รุมเร้าเหมือนทุกวันนี้ ที่สำคัญยังมีหลวงพ่อนิพนธ์ ก็พอไหวสู้โรคได้ แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว แค่ทำให้มันไม่พอ

บทสรุป จึงเชิญชวน มาเรียนรู้รอยกันก่อนดีไหม คนไหนไม่เอา ไม่ว่ากัน คนที่อยากทำและทำได้ มาสามัคคีช่วยกันทำ ผลที่เกิดจะได้มหาศาล ช่วยคนทุกข์ที่มาพึ่งได้

ฤาจะเล่นกันแบบทุกวันนี้ หาความแน่นอนไม่ได้เลย

สมัยเดินธุดงค์ พระรูปหนึ่งแอบฉันมะม่วงตอนกลางคืน ปรากฎว่าไส้แตก ถ่ายเป็นเลือดเต็มสบง รอเช้าหลวงพ่อนิพนธ์มาใส่บาตร ท่านรินยาเขียวให้ทาน แก้วเดียวหยุดถ่ายทันที มาวันนี้ กินกันเป็นปี๊บ บางคนจะหยุดปวดท้องยังยากเลย

ถึงเวลาสังคายนาหรือยัง พิจารณาดู สถานที่นี้ไม่ล้มหายตายจากแน่นอน แต่ทำแล้วหวังผล มิใช่เอาปริมาณ

ใครนำใคร

คนมาหา นั่นก็ชี้ชัดแล้วว่า สิ่งที่ตนมี สิ่งที่ตนทำ ช่วยตนไม่ได้

มาหาทำไม นั่นก็ย่อมให้ผู้รู้ช่วยชี้แนะหนทางดับทุกข์ที่ตนมี

หากแต่ทุกวันนี้ คนที่มาส่วนใหญ่ คิดว่าตนรู้ คิดเอง เออเอง ทำในสิ่งที่ตนชอบ ไม่ได้ถามคนที่ตนมาหาเลย ไม่ดูรอยพระพุทธที่แม่ชีเมี้ยนชี้ ฉันเอาแค่นี้แบบนี้

บทสรุป จึงต้องถามตนเองว่า ถึงวันนี้รู้ไหม ศาสนาสอนให้ตนช่วยตนรอดโดยวิธีใด คงหาคนตอบได้น้อยเต็มที นี่แหละทำไมต้องหยุดรับก่อน

มาเรียนรู้รอยเขาก่อน ใครอยากทำ ทำได้ มาลุยกัน ใครไม่ชอบ ไม่อยากทำ ถอยไปก่อน แล้วดูว่าเป็นดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์พูดไหม โรคอะไรก็ไม่กลัว มาสิบทำได้สิบ มันก็หายทั้งสิบ ที่สำคัญ ไม่ต้องใช้เวลานาน

ไม่ชอบ ไม่อยากทำ แต่อยากหาย ไปนั่งหน้าโบสถ์ก่อน ชะเง้อดูว่า จะหายเขาทำกันอย่างไร วันไหนอยากทำค่อยเข้ามา ถ้าเขาอนุญาติ

กรรมเขามาแรงขึ้นทุกวัน ไม่เฉพาะโรค ภัยพิบัติก็รุนแรงเกิดถี่ขึ้น แล้วจะมารอดโดยกินแต่สมุนไพร ที่ไหนมันว่าแน่ มียาดี วิทยาการดี ให้มันแน่ไป แต่ที่นี่ไม่ประมาทกรรม ถ้ากรรมเขาไม่แน่จริง แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า พระพุทธเจ้ามีเป็นล้านพระองค์แล้ว แต่เราท่านยังอยู่ในโลกนี้

ถ้ามาหาท่านอาสิ แต่ไม่เดินตาม เขาก็คงไม่เดินตามท่านหรอก บ้านใครบ้านมัน ไปในทางที่ตนชอบ มิตรภาพก็ยังอยู่ ให้วันเวลาพิสูจน์ เชื่อแม่ชีเมี้ยน นั้นมีความหมาย

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

รอยใคร


คนนอกศาสนา ไม่รู้จักคำว่าบุญ ทาน บารมี มีแต่กรรมดีกรรมชั่ว

หากแต่คนโบราณ ที่ใกล้พุทธศาสนาเคยเห็นเคยสัมผัส จึงสอนลูกหลาน พาตนไปหาศาสนา

วันเวลาผ่านไป คนทำได้ ไปนิพพานกันหมดแล้ว หนทางบุญ ทาน บารมี จึงหาผู้รู้ได้ไม่

วันนี้ผ่านมา สองพันกว่าปี จึงไม่แปลก ที่คนเอาศาสนาหากิน ย่อมอ้างเอ่ย ว่าทำแบบนี้สิเป็นบุญ ทำแบบนี้สิเป็นทาน

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า ผลไม่เกิด เพราะไม่อยู่ในรอยของพระภูมี บุญ ทาน ที่หวังจึงเป็นแค่ลม ช่วยตนไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์เสนอทางเลือก ธรรมของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ลองมาทำแบบนี้สิ ช่วยตนได้ พิสูจน์ตนมากว่าครึ่งศตวรรษ มีคนประสพผลมากมายให้เห็น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ก็หวังจะมีคนเชื่อ จากคนไทย เจ็ดสิบล้าน เอาแต่เจ็ดพัน มาเดินตาม ทำไมหรือ เพราะแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า คนไทยอะไรก็ดี แต่ไม่ยอมรับความจริง เชื่อในสิ่งที่ตนชอบ ไม่ใช่เชื่อในสัจธรรมความจริง นี่แลอุปสรรคใหญ่ ใครเล่าจะฝ่านิสัยอันนี้มาเดินในรอยของพระโคดม ผู้ทำได้จึงเหนือมนุษย์ เหมือนปลาว่ายทวนน้ำ ทวนกระแสกรรม

ทั้งประเทศ เขาสอน สร้างโบสถ์สร้างศาลา เป็นบุญ แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า พระพุทธเจ้าเป็นสร้างมนุษย์ ผู้มีวิญญาณสูง มีสัจธรรมนำตน สิ่งที่สอนให้ทำ ล้วนมีผลแก่มนุษย์ “ให้สุขแก่เขา สุขนั้นจึงย้อนมายังตน”

รอยพระพุทธเจ้า คนเดินตามไม่ถึงแสน ไอ้ที่แห่แหนเป็นแสนเป็นล้าน พากันไป นั่นกระแสธรรม กระแสกรรม พิจารณาให้ดี ที่พาไป ดูเอาเถิด ทำแล้วมีผลกับมนุษย์ผู้ใดบ้าง

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562

โลกใบนี้ไม่มียารักษาโรค ถ้าโรคนั้นมาเพื่อคร่าชีวิต


คำโบราณที่มักใช้สอนลูกสอนหลาน ที่ทุกคนล้วนได้ยินได้ฟัง “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

คำถามหนึ่งที่ควรถามเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ทำไมเราต้องไปหาศาสนา หรือศาสนามีไว้ทำไม

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า หลักพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นหลักปราชญ์ ผู้ใดมาฟังพิจารณา เชื่อ แล้วทำ เมื่อทำได้ย่อมกลายเป็นปราชญ์ เป็นมนุษย์เหนือโลก

บัณฑิตหรือผู้รู้ในโลก นั่นมันความคิดโลก วิชากรรม มันไม่มีทางทำให้เหนือโลกเหนือกรรมได้

บทพิสูจน์ไม่ต้องเรื่องลึกซึ้ง เอาแต่ปวดท้อง ศาสตราจารย์ที่ว่าเก่งในโลก คนที่ฉลาดที่สุดในโลกของกรรม มันยังแก้ไม่ได้เลย

ลองไปดูผู้ปฏิบัติที่เชื่อศาสนา แล้วทำได้ ที่สำนักสงฆ์ อย่าว่าแต่ปวดท้องเลย ต่อให้มะเร็ง ก็รู้ว่าจะทำให้หายได้โดยวิธีใด แม้นตนจะอ่านหนังสือไม่ออกก็ตามที

เราท่านจึงมาหาศาสนา ที่ผู้ปฏิบัติได้คือบัณฑิต สอนวิชาเหนือโลก นั่นคือ การเขียนพรหมลิขิตตน ด้วยตัวกระทำของตน ฉีกพรหมลิขิตเดิม ไม่ปล่อยเป็นไปตามพรหมลิขิตเดิม ที่สร้างกรรมตลอดเวลา มันจึงทุกข์มาสร้างพรหมลิขิตสุขให้ตนแทน

นี่แลทำไมศาสนาแม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า เป็นขวัญใจของคนทุกข์ ก็คนที่มีกรรมดีมาก มักหลงในกรรมดีของตน ยังไม่ทุกข์ ยังไม่เจ็บ ศาสนาก็ไม่มีความจำเป็นสำหรับเขา ศาสนาจึงถูกจัดว่า เป็นองค์กรที่สาม จะไปยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ไม่ได้ถ้าเขาไม่ยอม เรียนแล้วเขียนพรหมลิขิตตนเองได้

บทสรุป ศาสนาจึงมีลักษณะเหมือน น๊อต ที่ทั้งสองฝ่ายต้องทำตัวสอดคล้องกัน ยื่นมือเข้าหากัน ทำตนเป็นน๊อตเกลียวเดียวกัน จึงจะยังผล ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจ แม้นคนอินเดียเป็นร้อยล้าน พระโคดมอยากช่วย แต่ก็ช่วยไม่ได้ ช่วยเฉพาะคนที่เชื่อ แล้วทำตามได้

บทพิสูจน์ เราท่านจะได้เป็นหนึ่งในเจ็ดพัน ของหลวงพ่อนิพนธ์ จะเป็นคนดีที่มีธรรมวินัยของพระภูมีนำตน จะเหนือมนุษย์ ไม่ตายด้วยโรค หรือหายโรคได้ ย่อมต้องคบบัณฑิต หาบัณฑิตให้เจอเสียก่อน แล้วทำตนใกล้ชิด เป็นที่ชอบของตน เพื่อจะได้เขียนพรหมลิขิตที่ดีให้ตนได้ ส่วนหายโรคนั้นแถมให้

นี่แล จะรู้ว่าผู้ใดเป็นบัณฑิต มีวิชาเหนือโลกพระพุทธเจ้าจึงทิ้งแว่นส่องจักรวาลไว้หาศาสนา นั่นคือ เอาคนเป็นโรคร้ายไปถวายสิ ที่ใดทำได้ที่นั้นแลมีบัณฑิต มีปราชญ์ที่มีวิชาของศาสนาที่แท้จริง

ด้วยคำสอนนี้จึงเห็นชัด ทำไมจึงไม่หายโรค ก็วิชาที่เรียนมันวิชาโลกวิชากรรม จะไปชนะกรรมโดยวิธีใด เป็นไปไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ “โลกใบนี้ไม่มียารักษาโรค ถ้าโรคนั้นมาเพื่อคร่าชีวิต”



วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

ได้แต่หวัง แต่...



ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ หลวงพ่อนิพนธ์นำมาช่วยเพื่อนมนุษย์ ดังคำกล่าวที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้พูดในวันงานถึงเหตุและผลที่ชวนกันมาใช้นั้นท่านก็พูดเสมอว่า ไม่มุ่งหวังจะมีคนเชื่อและทำตามทั้งประเทศแม้นอยากให้เป็น

หากแต่รูปรอยทุกยุคทุกสมัยของพระพุทธเจ้า แม้นแต่พระโคดมที่ปราชญ์เปรื่องปราดแลมีวาทะศิลป์เป็นเลิศ คนอินเดียเป็นร้อยล้านในยุคท่าน ยังพาไปได้ไม่ถึงแสน

ศาสตร์สมุนไพรแลธรรมที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ก็คงไม่ต่างกัน ท่านก็หวังว่ามีคนมาเชื่อและเดินตาม ได้สักเจ็ดพันคนก็พอใจแล้ว

แม้นว่าศาสตร์อันนี้คนมาล้านคน เชื่อทั้งล้านคนก็หายโรคทั้งล้านคนก็ตามที แต่ความจริง มาสิบเชื่อสักสาม ก็รอดสาม ตายเจ็ด แม้นจะตายมากกว่า แต่ก็ยังมีผู้รอด ที่สำคัญคนที่รอดเป็นคนดี มีวินัยของพระพุทธเจ้ามานำตนตามแม่ชีเมี้ยนสอน

บทสรุป แผ่นดินลพบุรี จึงเป็นดินแดนสวรรค์ เป็นที่ชื่นชอบของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มาฟังคำสอนท่านอาสิ พิจารณา เชื่อแล้วทำตาม ทำตนอยู่ดูพระพุทธศาสนา สร้างตัวกระทำที่ดีเป็นที่พึ่งของตน แม้นแต่สุขภาพ ก็เชื่อว่า ให้สุขแก่เขาสุขนั้นถึงตน ครั้งสร้างกรรมก็ทำแก่มนุษย์และสัตว์ จะสร้างบุญจะหนีมนุษย์ไปสร้างวัตถุได้กระนั้นหรือ

วันรำลึกคุณหลวงพ่อนิพนธ์ จึงมาทำตามคำสอน นำสมุนไพรมาใส่บาตร ให้พระนำไปช่วยชีวิตมนุษย์ แล้วดูผล

วันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ “ท่านนำสมุนไพรมาช่วยคนเป็นมะเร็ง หายมะเร็ง แล้วจะไปเป็นมะเร็งได้อย่างไร”

ไม่มีวัตถุใดในโลกมีค่าเหนือมนุษย์ ทำไมไปเชื่อคนเอาศาสนาหากินสร้างวัดสร้างโบสถ์ ไม่สร้างมนุษย์ นี่แลท่านว่า ทำไมสิ่งที่ทำไม่ช่วยตน ก็ทำไม่ถูกในร่องธรรม

ดูรอยพระโคดมสิ มีวัดที่ไหนเล่า มีแต่โรงทาน รวมคนทุกข์ มาเพื่อให้คนอยากได้บุญ ได้ทาน มาสร้างตัวกระทำ ช่วยตน

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562

อดตายดีกว่า



ภาพบิดเบือนของพุทธประวัติ เมื่อผ่านกาลเวลาย่อมมีมากมาย เอนเอียงไปตามผู้แต่ง เพื่อผลประโยชน์ของเหล่าผู้แต่งเป็นธรรมดา

แลไม่ต้องแปลกใจ ทำไมพิธีกรรมจึงมากมาย ก็พระไตรปิฎกทุกวันนี้ พราหมณ์เป็นผู้เขียนนั่นเอง

แม่ชีเมี้ยน ตรัสเล่าครั้งพระโคดมสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าใหม่ๆ พิจารณาตัวกระทำของตนที่ทำมา ดูแล้วมนุษย์คงทำได้ยาก จึงดำริว่า เราจะอดอาหารเข้าสู่นิพพานเลยเห็นจะดีกว่าเป็นแน่ จึงเป็นที่มาของข้าวมธุปายาส ที่โลกุตระมาให้สติพระโคดมกำลังฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซึ่งก็คือชีวิตของพระโคดมเอง ครั้นได้สติแลนางสุชาดานำมาถวายจึงฉันอาหารอีกครั้ง แลเริ่มโปรดสัตว์ นั่นคือต้องมีมนุษย์ที่อยากได้ธรรมของพระองค์แลทำได้ จึงมีสาวกเกือบแสนรูป

ผ่านมาสองพันกว่าปี นิสัยมนุษย์ก็ยังคงเหมือนเดิม ศาสนาขอผู้คนนิยมชมชอบ ดูรูปสิ เป็นวัดดังในไต้หวัน คนมาขอกันจนล้นวัด ทุกวัน เขาลือกันว่าใครมาขอลูกมักประสพผล

ก็นั่นมันเหมือนถูกหวย มาขอร้อยคน มันต้องได้บ้าง คนที่ได้ก็โพทนากระพือข่าว คนก็แห่แหนกันไปเหมือนหวยแม่นนั่นแล

ย้อนดูยุคถ้ำกระบอก พยาบาลจุฬาภรรยานักบินพระที่นั่ง สองผัวเมียอยากมีลูก มาถามหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านก็ให้เณรไปถามแม่ชีเมี้ยน ได้สูตรยามะพร้าวมา ให้บอกโยมจะมีลูกได้ ต้องทานร้อยวันวันละลูก ฝนตกแดดออกอย่างไรก็ห้ามขาด ครบร้อยวันมดลูกจะแข็งแรง มีลูกง่าย แลทั้งสองก็ได้ลูกสมใจ

แม่ชีเมี้ยนจึงเรียกชื่อว่า “ยากำเนิดกุมาร” ที่ซึ่งในยุคต่อมาหลวงพ่อนิพนธ์ให้คนที่อยากมีลูกใช้ ก็ได้สมใจมาตลอด

บทสรุป นี่แหละนิสัยมนุษย์ดูสิ ขนาดแค่เรื่องมีลูก ทานสมุนไพรนี่แหละของจริง แต่กว่าจะได้ คนเป็นแม่ต้องอยู่ในวินัยเคร่งครัด สู้ไปขอที่วัดดังไม่ได้ ง่ายกว่าเยอะ

จะแปลกอะไร ถ้าจะหายแต่ต้องกตัญญต้องยืนระยะ ต้องอดทน ต้องสร้างคุณสมบัติ จะหาคนทำยาก แต่ถ้าบอก มียาวิเศษ จ่ายเงินมา คนเข้าคิวจนล้น ทั้งๆที่ไม่เคยมีใครประสพผลให้เห็นสักคน ที่เห็นหายนั่นไม่ใช่ อาทิหายมะเร็ง นั่นมันเป็นซีสต์ ก็บอกหายมะเร็ง

ภาพในวันนี้เห็นชัด ดังหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ ศาสนาเป็นไก่รองบ่อน เป็นทางเลือกสุดท้าย คนให้ค่าน้อย ทั้งที่ทุกคนบอกว่าชีวิตสำคัญที่สุด แต่การมาทำเพื่อชีวิต กลับเป็นตัวเลือกแรกที่จะไม่ทำ อยากมาก็มา ภาพคนมาร้อยคนจึงปรากฎ


คงจะถึงยุค ยักษ์หน้าโบสถ์ในไม่ช้า ที่ผู้ปฏิบัติ เขาจะเป็นผู้เลือกบ้าง ใครไม่อยากทำ ไม่ปรารถนาถึง ทำตนอยู่รอดูศาสนา ไม่มีวันโกน วันพระ ทำตนเป็นยักษ์ ท่านไม่คบด้วย ไปรอหน้าวัดก่อน อยากทำเมื่อไหร่ค่อยเข้ามา

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ย้ำหนักหนาว่า “ศาสนาไม่เป็นขี้ข้าใคร เขาไม่มีเราไม่เป็นไร เราไม่มีเขาเราตาย ขาดที่พึ่ง”

อย่าทำตนให้ท่านอาสิเบื่อ ท่านไม่อดอาหารหลอก แต่ปิดมูลนิธิ แล้วกลับไปใช้วิธีเดิม บวชได้ไหม ถ้าไม่ได้กลับบ้านไป

ถึงตอนนั้น จะเห็นยักษ์ร้องหน้าโบสถ์ ร้องสักฉันใดท่านก็ไม่หันมา เพราะศาสนาเอาเฉพาะคนทำได้

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2562

ศิวิไลซ์


ประเทศทุกประเทศล้วนแล้วแต่มุ่งหมายเป็นประเทศเจริญแล้ว คือมีความศิวิไลซ์

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เมืองนั้นมิใช่เจริญที่วัตถุ หากแต่เป็นที่จิตใจของผู้คนในเมืองนั้นต่างหาก เป็นเมืองของผู้คนมีวิญญาณสูง คือมีธรรมนำตน

ทำไมเมืองนั้นน่าอยู่ เพราะผู้คนล้วนแล้วแต่ดำเนินชีวิตด้วยปรารถนาให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย

นี่แหละเป็นเมืองที่ผู้ใฝ่ธรรม ชอบ เป็นจุดหมายที่อยากไปเกิด เมืองที่มีธรรมอำไพ ผู้คนมีสัจธรรมนำตน

การมาหาศาสนา จุดมุ่งหมายจึงสร้างตัวกระทำ ร่วมกับผู้มีธรรมทั้งหลาย จะได้ไปเกิดในแผ่นดินนั้น ทำตนรอพระพุทธเจ้า

ส่วนสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนตรัสว่า เขาแถมสุขภาพให้ คนที่อยากเป็นคนดีมีธรรม แต่ติดที่มีโรค จะได้มีโอกาสทำตนได้สมปรารถนา

บทสรุป จะไปกันอย่างไร เมื่อวันนี้ ตัวกระทำที่สร้าง สถานที่ชอบ มองซ้ายมองขวา หาคนมีธรรมยาก ดังนั้น จะไปได้ก็ต้องพากายตน ไปในที่คนปฏิบัติธรรมมาอยู่รวมกันนั่นเอง เราจึงจะไปกับเขาได้

ที่สำคัญ จะไปที่ชอบ ท่านอาสิชี้ว่า ดูกันที่ตอนตาย ตายแบบไหน จะไปได้ต้องตายดี จึงเสมือนเดินชมสถานที่ เจอที่ชอบแล้วจึงไป มิใช่วิญญาณถูกบีบเค้น วิ่งกระเจิงเหมือนอยู่ในถ้ำ เห็นแสงก็พุ่งไปหา โผล่ออกมาก็ท้องหมูท้องหมา

จะไปก็ต้องสร้างตัวกระทำร่วมกับคนมีธรรม ที่ใฝ่สร้าง ทานบารมี บุญบารมี ที่ซึ่งแผ่นดินแม่ชีเมี้ยนเป็นที่รวมคนเหล่านั้น

ทำไมจึงเชื่อ ก็ดูเอาสิ คนมีโรคมาก็หายโรค คนมีทุกข์มาก็คลายทุกข์ คนไม่ดีมา ก็เปลี่ยนเป็นคนดี แผ่นดินไหนทำได้

เสียดายคนทั้งหลายบอกอยากได้ ท่านอาสิชวนสักฉันใด บอกไม่มีเวลา ครั้นมีเวลา สังขารก็ไม่ไดี

ไม่ต้องแปลกใจเลยทำไมทุกยุค คนของศาสนาจึงน้อย อินเดียคนเป็นร้อยล้านในยุคพระโคดม คนคิดไปมีไม่ถึงแสน คนที่มาทำสะสมแค่สามแสน ศาสนาจึงเป็นเรื่องคนกลุ่มน้อย

คนส่วนใหญ่เขาอยากได้แต่ไม่อยากทำ

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562

ไปที่ชอบ

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ก่อนลาสังขารว่า แผ่นดินของท่านที่เหลือไว้ ที่ทำแล้วยังผล มีแค่ สองที่

หนึ่ง คือ มูลนิธิไทยกรุณา ที่ทิ้งไว้เป็นแผ่นดินทาน จะทำหรือไม่ทำก็ได้ แล้วแต่ท่านอาสิ

ท่านชี้ว่า แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ศาสตร์สมุนไพร เหมือนปาหี่ของศาสนา ที่มีไว้เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงอำนาจ แสดงให้มนุษย์เห็น เป็นเสมือนแว่นส่องจักรวาล ที่มนุษย์ใช้หาศาสนา โดยแสดงให้เห็นว่า ความไม่มีโรค ทำได้จริง หากทำตามศาสนาสอน โรคใดๆก็มีทางรักษาได้ ถ้ายังมีพรหมลิขิต หรือวันเวลา พอให้ฟื้นฟูทัน

กระนั้นก็ตาม ศาสตร์สมุนไพรก็ให้ได้แค่เพียงสุขสังขาร คือ ความไม่มีโรค จะไปให้สุขของวิญญาณ ยังไม่ได้ นั่นคือ ปลอดโรค มิใช่ชีวิตจะปลอดภัย เพราะการตายไม่จำเป็นต้องเป็นโรค

จึงเป็นเสมือนไม้เท้า ที่พยุงเดิน พาเดินมาหาศาสนา เมื่อเจอแล้ว พบแล้ว ก็ต้องเดินด้วยตนเอง จะพึ่งไม้เท้าตลอดเป็นไปไม่ได้

สอง คือแผ่นดินบุญ ที่สำนักสงฆ์แม่ชีเมี้ยนกรุณา ลพบุรี ที่มีไว้สร้างบุญ เพื่อทำตนรอดูพระพุทธศาสนา ที่จะอุบัติ

ท่านชี้ว่า ธรรมชาติของศาสนา เป็นของมีเจ้าของ โลกุตระเป็นเจ้าของ เมื่อไปอุบัติแผ่นดินใด ที่นั่นมีสัญญาอรหันต์

แปลว่า เมื่อคนในแผ่นดินนั้น มีผู้ทำตนเป็นพระพุทธเจ้าได้แล้ว ก็หาสาวก แลสาวกที่จะเป็นอรหันต์ได้ ต้องเกิดในแผ่นดินนั้น อาทิ พระโคดม ที่เป็นพระพุทธเจ้าในแผ่นดินของอินเดีย สาวกทุกพระองค์ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนอินเดียทั้งสิ้น

ความหมายของแผ่นดินบุญที่ทิ้งไว้ คือ การเลือกเกิดนั่นเอง ศาสนาสอนให้เขียนพรหมลิขิตแห่งตน คนที่ปรารถนา มรรคผล นิพพาน จึงต้องมีตัวกระทำ มารวมกลุ่มกัน ฝึกฝนนิสัยพระพุทธเจ้า มีการกระทำเสียดสีกัน อันหมายถึง เมื่อตายแล้ว จะได้ไปเกิดในหมู่เดียวกัน ในแผ่นดินของพระพุทธศาสนานั่นเอง จึงจะไปกับเขาได้

การมาบวชหรือปฎิบัติ ที่ท่านอาสิชวน จึงเป็นการมาฝึก มาสัมผัสหนทางบรรลุ ทำแล้วนิสัยลดจริงไหม เดินตามคำสอนแม่ชีเมี้ยน แล้วได้บุญคือสัมผัสสุขจริงไหม ถ้าทำแล้วว่าใช่ ก็เริ่มเขียนพรหมลิขิตตน ให้สมปรารถนา

บทสรุป ศาสนา สอนพึ่งตัวกระทำที่ทำมา เมื่อปรารถนามรรคผล นิพพาน จึงต้องสร้างที่ชอบ ที่ที่มีคนปรารถนานิพพาน เช่นกัน รวมหมู่กัน สร้างธรรมสามัคคี ผลอันนี้เมื่อตาย ก็คล้ายบุพเพสันนิวาสที่คนรักกันทำกัน. ต้องมาเจอกัน เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดในหมู่ตนทำตนได้ ก็สอนคนในหมู่ตนที่ปรารถนาให้เป็นอรหันต์ ตามกันไปในยุคนั้นๆ

ประเด็นก็คือ สิ่งที่ศาสนาสอน ผู้ใดจะขอถึง ต้องพูดจริง ทำจริง คือมีตัวกระทำร่วมในแผ่นดินบุญ เพื่อสร้างที่ชอบ รวมหมู่กัน สามัคคี ร่วมกันสร้างแผ่นดินธรรม เป็นที่พึ่งของหมู่ตน จะมาเอาแต่การสร้างบุญเป็น นั่นยังไม่พอ เพราะยังไม่มีที่ชอบ ชาติหน้าถึงจะมีสุข แต่ไม่รู้ไปเกิดแผ่นดินไหน ไปกับเขาไม่ได้

คนที่ประสพผลในการมาเจอศาสนา จึงวัดกันที่วิญญาณ สร้างที่ชอบของตนไว้ตรงไหน ตัวกระทำก็พาไปเกิดที่นั้น

นี่เห็นแต่คนพูด ปรารถนา มรรคผล นิพพาน แต่ไม่เห็นคนพาตนไปใกล้ชิด ผู้ปฏิบัติ สร้างที่ชอบ มันก็คงเป็นแต่ลม ไปไม่ถึง เพราะขาดตัวกระทำ นำเกิดไปที่ชอบ

ถ้าผู้ใดพิจารณา แล้วจะเห็นค่าของแผ่นดินบุญผืนนี้ ย่อมต้องพากายไป แลน้อมรำลึกคุณ แม่ชีเมี้ยน ที่ทิ้งไว้ให้ แลคุณหลวงพ่อนิพนธ์ ที่นำมา การเวียนว่ายนั่นคือการสร้างที่ชอบ

ถามตนสักนิด เราท่านล้วนต้องตาย แล้วที่ชอบ ที่คนทั้งหลายบอกให้เราไป นั้นอยู่ไหน แผ่นศาสนาที่แม่ชีเมี้ยนอุปมา จะพูดได้อย่างไรว่าคือที่ชอบ เพราะไม่เคยคิดจะไป ถึงได้ไปก็ร้อนลน รีบกลับ เคยมีไหมที่จะอาลัยอาวรณ์เหมือนจะจากคนรัก ที่เมื่อไปแล้วอยากกลับไปหาทุกเมื่อเชื่อวัน ที่มีโอกาส

นี่แลคือเหตุที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ วันโกนวันพระ ก็ให้คนที่ปรารถนาถึง แต่ยังไม่อยากไปในยุคท่านได้สร้างที่ชอบ

พระถามแม่ชีเมี้ยนว่า ใครมันจะมาถ้ำกระบอกขนาดหมายังไม่เดินขึ้นมาเลย เพราะไม่มีอะไรกิน ท่านตรัสตอบ ก็คนสามแสนของพระโคดมไง ที่เขาจะมาทวงสัญญาของเขา ท่านมาจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เคยทำไว้แล้วนั่นเอง

ศาสนาจึงต้องมีพุทธบริษัท ที่มารวมตัวกันทำธรรมสามัคคี รอพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป จะไปได้จึงต้องมีที่ชอบเหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562

ตัดหรือต่อ


มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ที่เขาว่ากัน คำถามที่น่าคิด “ประเสริฐตรงไหน”

แม่ชีเมี้ยน ตรัสชี้ว่า ก็มีปัญญา พิจารณา แล้วทำช่วยตนได้ พ้นทุกข์ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายชี้ให้พิจารณา คำว่าตกนรก นั่นหมายถึงมนุษย์ ที่กรรมนำเกิดให้อุบัติมีกายเป็นสัตว์ เพื่อใช้กรรมที่ทำมา

นั่นหมายความว่า มีแต่นิสัย ไม่มีความคิด สร้างกรรมไม่ได้ จึงช่วยตนพ้นทุกข์ไม่ได้ มีแต่ก้มหน้ารับกรรมจนหมด

พระเคยถามว่า ทำไมหมาที่วัดชอบหอน แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ก็มันเห็นพระ ก็ร้องบอกว่า ตนนั้นทุกข์ เมื่อไหร่จะไปกับเขาได้บ้าง

ฉะนั้น การใดที่สัตว์กระทำ จึงไม่มีบาปมีกรรม ถึงงูจะกัดเราตาย งูนั้นหามีกรรมไม่ เพราะกรรมอาศัยงู นิสัยงู มาทำให้เราที่มีกรรมต้องตาย ถึงแก่ความตายต่างหาก

แลเราเลี้ยงหมา ก็ไม่ติดหนี้ที่เราเลี้ยง นั่นกรรมทำกันมา หมาแมวนั้นอาจเป็นพ่อเป็นแม่เรา เราจึงเอ็นดู

ถ้าจะบอกว่ารักชอบหมาแมว แล้วทำไมหมาแมวอื่น เราไม่สน

แต่เมื่อเราเป็นมนุษย์ สิ่งที่เวียนว่ายเข้ามา ท่านชี้ว่า นั่นเราทำในอดีต ทำไว้แล้ว ถึงเวลาเขาก็มาให้รับผล เมื่อรับแล้วก็จบ

ส่วนที่ไม่จบ นี่แลคือกรรมใหม่ที่เราท่านเขียน เป็นกงกรรมกงเกวียนไปรอข้างหน้า ทีนี้ จะเขียนอะไร นี่แลขึ้นกับจิตของเราใจของเรา มีใครเป็นผู้นำ หรือเป็นนาย

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกให้ฟัง คนผู้หนึ่งเป็นอัมพฤกษ์ นั่งรถเข็น หากไม่พบเจอศาสนา คนผู้นั้นนานวันย่อมถูกความรู้สึกตนกัดกร่อน เพราะกลายเป็นคนไร้ค่า โรคไม่น่ากลัว แต่ความซึมเศร้า หดหู่ ทำให้กลายเป็นอารมณ์เสีย คนปรนนิบัติ ทำอะไรช้าไม่ทันใจก็ดุด่า พูดจาก้าวร้าว เอาแต่ใจตน ท้ายที่สุด อาจคิดฆ่าตัวตาย กรรมเก่าที่มีก็ให้ทุกข์ ยังสร้างกรรมใหม่มาเป็นพลังต่อ จะหายทุกข์โดยวิธีใด หากเมื่อพบเจอศาสนา จะพยายามรักษาอารมณ์จิตใจตน พยายามทำสิ่งต่างๆเอง ใช้กรรมไปกรรมก็หมด หายโรคได้ สร้างกรรมที่ดีเท่าทีพอทำได้ ไว้รอตน ตามคำสอนท่านอาสิ. เป็นคนป่วยที่ไม่โกรธ ไม่ติเตียนใคร ทำตัวสงบ สวดมนต์ พึ่งตนเองมากที่สุด กรรมที่มีอายุขัย มีวันเวลา มาให้ใช้ เมื่อยอมใช้ วันหนึ่งต้องหายแน่แท้

บทสรุป ไม่ว่าจะเป็นนิสัยกรรม หรือนิสัยธรรม ที่ทำไว้แล้วย่อมย้อนมาให้ผลแห่งตน จะเป็นโรคแล้วเวียนว่ายเข้ามาหาแม่ชีเมี้ยนนั่นทำไว้แล้วในอดีต เมื่อมา ก็ตัดจบหรือใช้สิ่งที่ทำในอดีต ประการสำคัญ สิ่งที่จะมาต่อ มีนิสัยกรรมก็สร้างกรรมต่อ จึงไม่ต้องแปลกใจ ทำไมไม่หายโรค หรือหายโรคนี้. เป็นโรคอื่น แต่ถ้ามีนิสัยธรรม ก็ทำนิสัยดีๆที่เคยทำได้ในอดีต ในยุคพระโคดม ให้ทวีคูณ เป็นที่พึ่งของตนในภายภาคหน้า เดี๋ยวก็หายโรค

สัตว์ประเสริฐ จึงมีสิทธิ์เลือกที่จะทำ จะตัดสิ่งไร จะต่อสิ่งไร เขียนกันเอาเอง พรหมลิขิตเรานั่นแหละเขียนเอง อย่าโทษผู้อื่น

อยากรู้ตนจะหายไหม ก็ตนนั่นแหละผู้ตอบ สงบได้ไหม ไม่คุย ได้ไหม ไหนบอกว่าทุกข์

อยากหายโรค แล้วทำไมไม่ทำช่วยตน

มาแล้วไม่ทำ ไม่เงียบ ท่านว่าคนแบบนี้อย่าไปคบ เพราะตัวเองยังไม่รักไม่ทำตนช่วยตน คนแบบนี้หรือจะมารักเรา ทำเพื่อเราได้

บ้านใครบ้านมันดีกว่า มาเพื่อต่อกรรม เสียเวลาทั้งสองฝ่าย แล้วไม่ได้ผล ที่ไหนบอกคุยได้ เล่นโทรศัพท์ได้ ทำให้หายได้ ไปเถอะ ที่นี่บอกจะหายได้ ต้องมีนิสัยพระภูมีเกิดขึ้นในตน แล้วแสดงออกมา ทำให้เกิดผล ให้สุขผู้อื่นก่อน ผลจึงย้อนมายังตนหายโรคได้

ท่านอาสิว่า “วิญญาณสูง ดึงกายสูง”

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2562

เรื่องบังเอิญ


คนมักพูดบ่อยๆว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ

แต่พุทธศาสนาชี้ว่า ไม่มีหรอกบังเอิญ ทุกสิ่งอย่างที่เราพบ เราเห็น เราได้รับ ล้วนแล้วแต่เราทำไว้แล้ว

คนทั้งหลาย ชอบที่จะเอาแต่สุข อยากได้ไม่รู้จบรู้สิ้น ท่านอาสิชี้ว่า ครั้นพอถึงปล้องกรรมชั่วมา ดลบันดาลให้ทุกข์ กลับปฏิเสธ ไม่อยากได้ บ้างอ้างไปโน่น ไม่เคยสร้าง ไม่เคยทำ ฟ้าดินไม่มีตา

สิ่งที่เผชิญ แม่ชีเมี้ยนตรัสชี้ เราทำไว้แล้ว จะปฏิเสธทุกข์เอาแต่สุขสักฉันใด ตัวทำไว้แล้วไม่ตายเลย ย่อมย้อนมาทำให้เราเจ็บ เราปวด

พุทธศาสนาจึงสอนให้เป็นคนจริง ทำไว้แล้วก็ยอมรับ เมื่อมาก็ยอมใช้ จึงมีคำสอนเป็นหลัก สอนให้พยายาม ขันติและอดทน

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ทำไมที่นี่จึงมีคนหายโรค เพราะสอนให้ยอมใช้ นั่นเอง เมื่อกรรมบันดาลโรค ก็ชี้ว่า ถ้าอยากหายโรค ไม่อยากทุกข์กับโรค ก็ทุกข์กับวินัยของศาสนาแทน ไม่ว่าจะเป็นวินัยสมุนไพร หรือ วินัยธรรม ใครทำได้จึงใช้หนี้กรรมได้ หายโรคได้

บทสรุป ศาสนาจึงชี้ ทำไมศาสนามีความสำคัญต่อมนุษย์ ก็สอนให้เป็นปราชญ์ รู้ว่าสิ่งที่ทำวันนี้ จะรอตนในวันข้างหน้า อดีตแก้ไม่ได้แล้ว แต่อนาคต อยากเป็นแบบไหน เขียนเอาเอง มนุษย์ที่รู้เรื่องศาสนา จึงไม่รอพึ่งผู้ใดให้ช่วย พึ่งการกระทำของตนในวันนี้ นี่จึงเรียกหลัก “ตนพึ่งตน”

คนทั้งหลายเขาไม่กลัวกรรม เขาจึงสร้างพรหมลิขิตกรรมแก่ตนตลอดเวลา เพราะคิดว่า หมอช่วยได้ สิ่งโน้นช่วยได้ เขาจึงไม่เปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ ดูสิกรรมมาทำลายสังขาร ดลให้เป็นโรค ยังสร้างกรรมอยู่อีก จะหายโรคโดยวิธีใด เพราะใช้ไม่มีวันหมด กรรมของเก่ายังใช้ไม่หมด สร้างหนี้กรรมใหม่เพิ่มตลอดเวลา คนทั้งโลกเขาจึงไม่มีทางหายโรค

นี่จะมาหายโรค ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เหมือนกัน ต้องยอมใช้ยอมเจ็บ และที่สำคัญ เอาวินัยธรรม มาล้างหนี้เก่า ไม่สร้างหนี้ใหม่

คนทำได้แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสชี้ว่า มีการกระทำเหนือมนุษย์ทั่วไป เขาจึงได้สัมผัสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่เป็นเหมือนคนทั้งโลก หายโรคได้

อย่าแปลกใจเลย ทำไมศาสตร์ของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ใช้ช่วยตน ไม่ค่อยพูดเรื่องวัตถุ คือสมุนไพร เพราะนั่นมันปลายเหตุ ต้นเหตุคือกรรมจึงต้องใช้ธรรมนำหน้า มาลดกิริยาสวดมนต์ ไม่ทำเหมือน ที่อื่น คนไข้ต้องพักผ่อนเยอะๆห้ามทำอะไร หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ยิ่งเบียดเบียนผู้อื่น มีแต่หนี้เพิ่ม ไม่มีทางหายโรค

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562

แค่รู้ - สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


ศาสนาพุทธ แม่ชี้เมี้ยนชี้ว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เรื่องเดียว คือ “กรรม”

คำสอนที่เป็นหัวใจ ตรัสว่า “ตัวกระทำมีจริง กรรมมีจริง” ที่ซึ่งศาสนา ลัทธิความเชื่อ ความเชื่ออื่นๆ ไม่กล่าวถึง ไม่เชื่อ

ในขณะที่คนที่กล่าวว่าตนเป็นชาวพุทธ ได้ยิน ได้ฟัง รับรู้ เรื่องกรรม มาตั้งแต่เด็ก อาทิ “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”
หากแต่จบที่รู้ ยังหาซึ้งไม่ ในเรื่องตัวกระทำ หรือ กรรม

ผลก็คือ การกระทำตน คิดเอง เออเอง ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำ เชื่อเขากล่าวว่าดี ก็ทำตาม มันจึงช่วยตนพ้นทุกข์ไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า บางคนจึงโทษโน่นนี่นั่น ทำไมตนจึงเป็นเช่นนี้ ลำบากเช่นนี้ ทำดีไม่ได้ดี

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณา ทำไมจึงต้องมาหาศาสนา ก็เรียนรู้เรื่อง ตัวกระทำ เรื่องกรรม นั่นเอง เมื่อรู้เหตุแห่งทุกข์ จึงอยากเรียนหนทางดับทุกข์ คือเรียนธรรม มาสร้างสุข

คนทุกวันนี้ จะเอาสุข แต่ไม่รู้หนทางสร้างสุข ไม่ยอมทำ อยากได้ แต่ไม่ทำ จึงหันเหไปในการ ร้องขอพร แสวงหาสิ่งที่จะช่วยตนให้พ้นทุกข์ แม้นแต่หายโรค จะดิ้นรนสักฉันใด ก็ไร้ผล

ท่านอาสิ จึงชี้หนทางในการดับทุกข์ เริ่มที่ทำใจตน ให้มีที่ว่าง มานั่งฟัง ศาสนาชี้ก่อน เอาไปพิจารณา ถ้าเห็นว่าเป็นไปได้ ที่ทำแล้วจะพ้นทุกข์ ก็ค่อยทุ่มเททำ ตามคำสอน

นี่จะมาหายโรค แบบเอาตามนิสัยกู ไม่รู้เลยกรรมเราทำมา มากน้อยสักเท่าไร อ้างสมุนไพรดีจริง ต้องช่วยตนให้หาย

ยืนยันอีกครั้ง ศาสนา ช่วยเฉพาะ คนอยากทำตนเป็นคนดี ตามพุทธศาสนา และทำได้ ไม่ใช่ขี้ข้าใคร เมตตาไปทั่ว ทุกตัวคน

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562

เบอร์สอง


ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ชี้สัจธรรมของจักรวาล คือ “ตัวกระทำไม่ตาย”

หลวงพ่อนิพนธ์ยังชี้อีกว่า จะทำสิ่งใด ผลแห่งตัวกระทำจะมากน้อย ก็ดูผลที่พึงเกิดกับสรรพสัตว์นั่นเอง

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า พระหรือผู้นำศาสนา ลัทธิความเชื่อต่างๆ จึงเป็นผู้ที่ทำแล้วเกิดผลมากที่สุด

รองลงมา ท่านชี้ว่า นั่นคือ “หมอ”

ผอโรงพยาบาลท่านหนึ่ง ได้ฟังคำสอน จึงถามว่า แล้วอย่างไร จึงเป็นหมอที่มีคุณธรรม ท่านจึงยกตัวอย่าง ถ้าคนไข้เป็นเบาหวาน อย่าเห็นแก่ได้ จ้องจะหาเงิน จ่ายยาอย่างเดียว ควรแนะนำคนไข้ ให้เปลี่ยนพฤติกรรม เป็นเบื้องต้น ถ้าทำแล้วหยุดอาการไม่ได้ ก็ค่อยจ่ายยา

บทสรุป ไม่สงสัยหรือ ทำไมคนทั้งหลายเป็นโรค ไม่ว่าจะทำอะไร หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ก็ด้วยทุกอาชีพ ล้วนแล้วมีบาปนั่นเอง

คนมากหลายมักกล่าวอ้าง ไม่เคยทำบาป ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แล้วทำไมตนเป็นโรคได้ นี่แลไม่รู้เรื่องศาสนา จึงไม่รู้ว่า กรรมมาโดยวิธีใด เราจึงต้องไปหาศาสนา เพื่อเรียนรู้ จะได้มีตัวกระทำที่อยู่ในร่องธรรม มิใช่คิดเอง เออเอง ว่าถูก ว่าใช่ ว่าดี


วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562

กำแพงยักษ์


พื้นฐานคนไทย ด้วยมีนิสัยศาสนาเป็นทุนเดิมย่อมอ่อนน้อม ถ่อมตน เอื้อเฟื้อเป็นอุปนิสัย จนคนทั้งโลกอิจฉา เพราะทำอย่างไร ก็เป็นเมืองยิ้มเฉกเช่นประเทศไทยไม่ได้

หากแต่อุปสรรคใหญ่ ที่แฝงมาในนิสัยของคนไทย แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า คือ การไม่ค่อยยอมรับความจริง

ผลก็คือ เมื่อไม่รับ ก็ไม่มีอะไรต้องเปลี่ยน เพราะสิ่งที่ตนมี เชื่อว่ามันดีอยู่แล้ว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ เคยตอบคำถามพระว่า ทำไมไม่เคยเห็นท่านชมพระ

ไม่ว่าจะทำดีสักฉันใด ท่านตอบว่า ตราบใดยังไม่หมดกิเลส ก็ยังไม่ดี คนที่ดีแล้ว คือพระพุทธเจ้าแลสาวก ล้วนไปกันหมดแล้ว ส่วนพวกเรา แม้นทำดี ก็ยังมีกิเลส หากชม แล้วเกิดหลง ก็เสียพระ เมื่อใดหมดกิเลสนั่นแหละ จึงดีแล้ว โลกแลฟ้าดินเขาก็สรรเสริญ

มาวันนี้ มีจิตอาสามากมายเข้ามาช่วยตน ทำตนได้นิดหน่อย สร้างบุญได้บ้าง ก็คิดว่าตนดีแล้ว จึงน่ากลัว เพราะเขาเหล่านั้นก็จะหยุด เอาแค่ที่ตนทำ ไม่พัฒนาตนให้ยิ่งขึ้นไป

เชื่อเถอะ เราท่านยังไม่ดี อย่าประมาทกรรม นิสัยธรรมดีๆที่ทำได้จะสูญไป

นี่แลทำไมต้องรับสัจจะ เอามาบังคับตน

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562

สอนอะไร


น่าแปลกคนไทยแห่แหนไปสักการะ ที่โน่นนี่นั่น ใกล้บ้าง ไกลบ้าง หวังผลบุญใหญ่ ของพุทธศาสนา

ในขณะที่ องค์การระดับโลกประกาศยืนยัน ว่า รอยพระพุทธบาท สระบุรี เป็นหนึ่งในห้าของโลก ที่เป็นของจริง

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า พระโคดมเคยเสด็จมาประเทศไทย เมื่อครั้งสระบุรียังเป็นชายทะเล แลมาหลบฝนที่หน้าถ้ำกระบอก ท่านจึงเลือกสถานที่นี้ เป็นที่ก่อตั้งสำนัก

รอยพระบาท ที่บรรพบุรุษเราคนไทยร้องขอจากพุทธองค์ แลทรงประทานเพื่อที่จะเป็นที่รำลึก ว่าอยากถึงสุขให้เดินตามรอยท่าน

จึงไม่แปลกทำไมท่านที่มาทานสมุนไพร ระยะแรกจึงเห็นผลทุกตัวคน ก็เคยทำมากับศาสนาของพระโคดมนั่นเอง ผลนั้นจึงพามาแลให้ผลดี

แต่มันเนิ่นนานมาแล้วกว่าสองพันปี นิสัยดีๆที่เคยทำตามคำสอน มาวันนี้ เลือนลาง จำไม่ได้ บ้าง นิสัยกรรมเข้ามาแทน ผลกรรมจึงบันดาลโรค

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ชวนให้ไปหาผู้ปฏิบัติ ที่มีธรรมเที่ยง ของแม่ชีเมี้ยน ในแผ่นดินลพบุรี ไปรื้อฟื้น คำสอน แล้วจะได้ปฏิบัตินิสัยที่ดีของพระโคดมเป็นที่พึ่งพาของตนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสุขแห่งตน ส่วนพ้นโรคนั่นแถมให้

บทสรุป การมาของท่าน หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า เพราะตัวกระทำไม่ตาย ท่านจึงมาทวงกับศาสนา แต่เมื่อใช้แล้ว วันหนึ่งมันก็หมด บุญเก่าที่ทำมากับพระโคดมหมดลง คำถามก็คือ จะทำต่อไหม หรือจะตัดสายสัมพันธ์กับศาสนา

นี่แลทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงทิ้งแผ่นดินลพบุรีไว้ ก็จะได้ไปรื้อฟื้นแล้วทำต่อ ในสิ่งดีๆที่เคยทำ นิสัยของพระภูมี จะได้เกิดกับตนยิ่งมาก ยิ่งสุขมาก พ้นโรค พ้นภัย

ศาสนาสอนให้เป็นปราชญ์ จะมาเอาแต่สมุนไพร แน่ใจหรือ หายโรคแล้วจะไม่ตาย คนฉลาดจึงพาตนไปเรียนรู้ ว่าธรรมของพระโคดมที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ทำอย่างไร เพราะมันห่างศาสนามานาน สิ่งที่ทำตามความคิด ความเห็น ความเชื่อทุกวันนี้ มันไม่ถูกร่องธรรม มันจึงช่วยตนไม่ได้

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562

หนึ่งเดียว - ที่ใดมีความไม่มีโรค ที่นั้นมีศาสนา”


สิ่งที่อ้าง กล่าวกัน มากมาย ในความเชื่อของมนุษย์ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นั่นก็อ้างกันไป แล้วแต่หมู่ชน จะจัดสิ่งที่ตนเชื่อถือว่าเป็นสิ่งใด

แต่ความจริงของจักรวาล แม่ชีเมี้ยนตรัสชี้ว่า โลก มีศาสนาเพียงหนึ่งเดียว

โลกของโลกียะ ศาสนาหนึ่งเดียวของเขาคือพราหมณ์ อยู่คู่มากับโลก

ลักษณะที่เด่นชัด คือ เป็นศาสนาร้องขอพร พูดฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ก็หวังพึ่งผู้อื่นเป็นอุปนิสัย

ศาสนาลัทธิความเชื่ออื่นใดในโลกโลกียะนี้ ชื่อต่างๆก็เกิดดับไปตามยุค ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในความจริงอันนี้ รวมไปถึงการแพทย์ ล้วนแล้วคือพราหมณ์ ที่เปลี่ยนชื่อ แปลงรูป

โลกโลกุตระ ศาสนาหนึ่งเดียว คือ พุทธศาสนา สอนให้พึ่งตนเอง

เราเคยถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ก็แล้วพุทธที่มีมาหลังสิ้นพระโคดม มิใช่พุทธหรือ ท่านว่า มันเป็นสมมุติสงฆ์ แต่พุทธที่แท้จริงมันไม่มีแล้ว บทพิสูจน์ คือ ไม่ว่าพระเหล่านั้นจะทำผิดสักฉันใด มันจึงเป็นไปตามกรรมของโลก ไม่มีธรณีสูบเหมือนเทวทัต

ก็ในวันนี้ พราหมณ์ที่มีเต็มอินเดีย มันไปไหน มาเกิดในยุคนี้ มันก็ครองผ้าเหลืองหากิน จึงไม่แปลก พิธีกรรมมากมาย ก็เพื่อสุขของพราหมณ์นั่นแล

วันใดที่พระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติและประกาศตน นั่นของจริงเขามาแล้ว อำนาจมหาศาล ทำถูกบรรลุได้ ทำผิดธรณีสูบได้ เมื่อประกาศวินัย ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ ผู้ใดที่ครองผ้าเหลือง แล้วกินสองมื้อ สามมื้อ ผลเกิดทันตาเห็น พระสามแสนรูปในประเทศไทย รับรองหายหมด เหลือต่ำร้อยแน่นอน ใครแน่ลองขายพระดู

บทสรุป เมื่อของจริงยังไม่มา ใครจะเอาศาสนาหากิน ผลกรรมมันจึงไม่ทันตา แลกลับกัน สิ่งที่ทำทำสักฉันใด ก็ช่วยตนของตนไม่ได้ แค่ปวดท้องยังแก้ไม่ได้เลย

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงให้แว่นส่องจักรวาล ให้มนุษย์ไว้มองหาศาสนาที่แท้จริง นั่นคือ “ที่ใดมีความไม่มีโรค ที่นั้นมีศาสนา”

เมื่อกรรมมันแรง ธรรมเขาก็ต้องแรง ทำผิดผลผิดมหาศาล ทำถูกกผลถูกก็ยิ่งมหาศาลหลวงพ่อนิพนธ์เคยเตือนว่า ถึงวันนั้น ท่านอาจเห็นคนที่คุยในห้องสวดมนต์ คุยไปคุยมาชักตาตั้ง พฤติกรรมมันเย้ยศาสนา มันไม่กลัวกรรม มันฆ่าคนหน้าตาเฉย ด้วยคำพูดของมัน

จึงไม่ต้องแปลกใจ ทำไมความสงบจึงเป็นเอกลักษณ์ของศาสนา เพราะคนทุกข์เขามาฟังธรรมเอาไปช่วยตน เสียงที่รบกวนทำให้เขาไม่ได้ยินคำสอน จึงช่วยตนไม่ได้ จะปฏิเสธสักฉันใด ตัวกระทำฆ่าคนมันเกิดแล้ว

และถ้าคนผู้นั้น ถ้าได้ฟังแล้วศรัทธาเกิดเลื่อมใสในพุทธศาสนา อยากบวช นั่นยิ่งหนักฆ่าพระเลยนั่น จึงไม่ต้องสงสัย ทำไมคนพูดมันชักตาตั้ง

ส่วนลัทธิ ความเห็น ความเชื่อ ในโลกต่างๆ ทีเป็นของพราหมณ์ ศาสนาร้องขอพร วันเวลาจะพิสูจน์ว่าทำแล้วช่วยตนไม่ได้แม้นแต่น้อย จึงไม่แปลกที่ต้องแต่งตัวสวยดูดี ต้องมีอาคารหรู ห้องแอร์ มีใบประกาศรับรอง พิธีกรรมน่าเชื่อถือ แต่แค่ปวดท้องก็แก้ไม่ได้แล้ว

ยาเม็ด มันก็ไม่ต่างกับพราหมณ์นั่นแล แค่โลกียะเขาแปลงรูป กว่าจะรู้ ช่วยไม่ได้ ฝาโลงก็แย้ม

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562

หายโรค ไม่ได้แปลว่า “ไม่ตาย”


เราท่านมาหาศาสนากันทำไม

แม่ชีเมี้ยน ตรัสชี้ว่า คนมาแล้วทำ นั่นเพราะปรารถนาอยากได้ มรรคผล นิพพาน ไม่ว่าจะชาตินี้ หรือ ในภายภาคหน้า

มาแล้วทำอะไร

ท่านว่า จะไปถึงปรารถนานั้นได้ ต้องมีนิสัย ของพระภูมีพระภาคเจ้า ทุกเวลานาที

ดังนั้น จะไปได้ ก็ต้องลดนิสัยสันดานกรรมของตนลง สร้างสมหรือสะสมนิสัยของพระพุทธเจ้าให้เกิดกับตน จนหมดนิสัยกรรม นั่นแหละจึงไปกับเขาได้ สมปรารถนา

การมาหาศาสนา จึงมาเพื่อ “ทำนิสัยของพระภูมี ที่ยังทำไม่ได้ หรือยังไม่ได้ทำนั่นเอง” ตามแต่ตนจะทำได้ สะสมไป

เมื่อพิจารณาความจริงนี้แล้ว ก็ตัดสินใจ เราท่านจะอยู่รอกรรม ทำนิสัยกรรม แล้วนิสัยดีๆของพระภูมีที่เคยทำ ค่อยๆหายไป หรือพาตนเดินหนีนิสัยกรรม ไปสะสมนิสัยธรรม ด้วยมีสัจจะธรรมนำตน ให้พอกพูนขึ้นเป็นลำดับ

บทสรุป การทำสัจจะ จึงไม่แปลกที่สอนให้ทำทีละน้อย ทีละชั่วโมง และก็ไม่แปลกที่เมื่อเริ่มทำ จะทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่สมบูรณ์ อุปมาเสมือนเด็กหัดเดินใหม่ๆ ย่อมล้มลุกคลุกคลานเป็นธรรมดา กว่าจะเดินได้ หากแต่การล้มทุกครั้ง ก็จะเกิดปัญญา ความแข็งแกร่งแก่ตน

คนที่ไม่ยอมล้ม ไม่มีทางเดินได้ อย่าพึงกลัวล้ม หรือกลัวสัจจะ เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่พรหมลิขิตต้องเผชิญ นั่นคือ “กรรม” ที่รอมาให้ทุกข์อันมหาศาล

ฤาจะรอทุกข์มา ถึงวันนั้นอยากทำก็ทำไม่ได้แล้ว จะบวชฉันมื้อเดียว ก็ทำไม่ได้ แม้นจะนั่งสวดมนต์ยังยากเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเคล็ดของการหายโรค แลสร้างบุญว่า “ทำตนตายจากโลกไปก่อนเสียแต่วันนี้ อย่ารอให้ถึงวันที่ที่กรรมมาดลให้เราตาย นั่นหนีไม่พ้น” จะสัปดาห์ละครั้ง เสมือนวันพระครั้งพุทธกาล หรือ บวชสักช่วงเวลาก็ตามแต่

ก็แล้วจะเดินกันไปอย่างไร เมื่อไม่มีวันเวลาไปเรียนรู้เลย สัจจะ ทำอย่างไร บุญเป็นไฉนทำอย่างไร แม้นแต่วันเวลามาสวดมนต์ ทำตนเป็นพระเวสสันดรยังไม่มีเลย หรือมีเวลา แต่มาเอาแต่สมุนไพร โดยไม่ทำอะไรเป็นที่พึ่งของตนเลย

ฤาจะเอาแต่สมุนไพร ไม่ว่ากัน แต่คนขาเดียวจะเดินไปได้สักกี่ก้าว สักแค่ไหน แน่ใจหรือจะไม่ล้ม

หายโรค ไม่ได้แปลว่า “ไม่ตาย”

แน่หรือ สิ่งที่ตนทำนั้นเป็นบุญ รู้อีกทีว่าเป็นลม ฝาโลงก็แย้มให้เห็นแล้ว

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

หายเพื่อ


หนทางการฟื้นฟูตน ของศาสนา ท่านอาสิชี้ว่า โรคใดๆ ก็เป็นไปได้

คำถามก็คือ หายหรือดีขึ้นแล้วเอาแรงที่ได้ไปทำอะไร

ทำแบบเดิม ใช้นิสัยเดิมๆ ที่สร้างกรรม ก่อให้เกิดโรค อย่างนั้นหรือ

ศาสนาคงไม่เป็นขี้ข้าใคร มิฉะนั้นคงไม่ใช่หลักปราชญ์ ที่อ้างแต่เมตตา ต้องช่วย ขอแล้วต้องได้ มันจึงไม่น่าจะใช่ มิฉะนั้น พระโคดมคงเอาไปหมดโลกแล้ว

บทสรุป ถ้าทานแล้วเอาแรงไปเก็บใบยา ถ้าท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะช่วยใคร

สมุนไพรดี จึงมีวิญญาณ มิใช่ดีที่ทำให้ทุกคนหาย แต่ดีเพราะช่วยคนที่อยากเป็นคนดี ได้มีแรงทำความดีต่างหาก

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562

ไม่เที่ยง


ยุคนี้เป็นยุคที่คนทั้งหลายบอกสรรพสิ่งไม่เที่ยง

ที่มันไม่เที่ยงเพราะการกระทำของคนมันไม่เที่ยง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ดิน น้ำลม ไฟ เป็นพี่เลี้ยงของมนุษย์ สะท้อนพฤติกรรมมนุษย์ เมื่อการกระทำไม่เที่ยง เอนเอียงไปด้านใด ฤดูกาลก็เบี้ยวไปทางนั้น ตามนิสัยหมู่คนนั้นๆ

เมื่อผลแห่งตัวกระทำหมู่ให้ทุกข์ ไม่ว่าจะแก้สักฉันใดไม่เป็นผล ร้อนจัด หนาวจัด ทะเลทรายน้ำยังท่วม โรคที่หายสาบสูญไปนานก็ย้อนคืนมา

แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ว่า พระพุทธเจ้าจะมาดับยุคเข็ญ ตอบโจทย์ แก้ทุกข์ที่ต้นเหตุ คือ ”นิสัย”

นำสัจจะธรรมมาให้มนุษย์ปฏิบัติ สร้างการกระทำเที่ยง เป็นที่พึ่งแห่งตน

สอนให้ใช้สัจจะ แล้วใช้ขันติ อดทน ทำให้เที่ยง คือ พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น

ใครก็อยากเป็นคนดี แม้นจะมีขันติอดทน แต่ก็ทำไม่ได้ ยืนระยะไม่ได้ เพราะเหตุใด

แม่ชีเมี้ยนชี้ให้พิจารณา

ขันติ เป็นการกระทำ

อดในสิ่งที่อยากได้แต่ไม่ได้

ทน ในสิ่งที่ไม่อยากได้แต่ได้

สัจจะ จะเป็นผู้นำทำให้สำเร็จ

ถ้ามีแต่ขันติอดทน แต่ไม่มีสัจจะ

เดี๋ยวก็ลืมทำ ขันติอดทน

พอนึกขึ้นได้ ก็ทำใหม่

การกระทำมันจึงไม่เที่ยง

ผลจึงไม่เที่ยง แค่อยู่จนครบพรหมลิขิต ยังไม่เที่ยงเลย เพราะการกระทำทำลายตน ด้วยหวังพึ่งผู้อื่น ขอแต่พร

บทสรุป เมื่อสร้างตัวกระทำเที่ยง ผลมันก็เที่ยง เป็นบุญ ที่เสมือนเงาตามตัว ยิ่งไปกว่านั้นให้ผลเร็ว ทำปุ๊บหลวงพ่อนิพนธ์บอกบุญไปรอที่กระไดบ้าน เสมือนแสงอาทิตย์ เมื่อเราเดินออกแดด ก็รู้สึกได้ทันที ที่สำคัญ ซื้อกรรมได้ เลี่ยงกรรมได้

หายโรคจึงเป็นไปได้ เหมือนปาฏิหาริย์

ยุคเฟื่องฟูของศาสนา ที่เรียกยุคศรีวิไลซ์ นั่นจึงยุคที่การกระทำเที่ยงเฟื่องฟู สัจจะธรรมเฟื่องฟูนั่นเอง ฤดูกาลจึงกลับมาปกติ ฤดูละสี่เดือน

นี่แลทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงชวนเราท่านให้มาทำ ก็จะได้เลี่ยงกรรมหมู่ ทำตนอยู่ดูศาสนา ดูพระพุทธเจ้าที่จะอุบัติในแผ่นดินพม่า แลมีนิสัยของเขา ทำตามคำสอนได้

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562

นิสัยกรรม - นิสัยธรรม


ศาสนาเป็นหลักปราชญ์ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณา ว่าทำไมแม่ชีเมี้ยนจึงนำหลักสัจจะ มาให้ปฏิบัติ

แลนับตั้งแต่ยุคถ้ำกระบอก สัจจะที่รับเพื่อทำนิสัยของพระภูมี อาทิ ไม่โกรธ มักมีกำหนดเริ่ม ทีละ 1 ชั่วโมง ครั้งละ 100 วัน

เมื่อเทียบกับศีลที่นิยมรับกัน ในยุคนี้ บอกไม่มุสา พิจารณาเอาเถิด ทำได้จริงหรือ บอกไม่ฆ่าสัตว์ ทำได้จริงหรือ จะมีสติผู้ใดที่ไม่เคยฝึกแล้วทำตนได้ตลอดในศีลที่รับมา อุปมาเหมือนคนไม่เคยวิ่ง หรือวิ่งบ้าง จับไปวิ่งมาราธอน จะมีผู้ใดทำได้ ศีลที่รับมาทำไม่ได้ ย่อมย้อนมาเป็นหอกทิ่มแทงตน

แม่ชีเมี้ยนจึงให้เริ่มทำนิสัยของพระภูมีทีละน้อย ตัดนิสัยกรรมของตนทีละนิด แค่หนึ่งชั่วโมง ซึ่งพอทำได้ทุกตัวคน อาจจะไม่สมบูรณ์ ครบ กาย วาจา ใจ แต่หยุดได้บ้าง เช่น หยุดใจไม่โกรธ ยังไม่ได้ หยุดวาจา หยุดกายก็ยังดี ถ้าผู้ใดทำแล้ว ย่อมเกิดปัญญาที่จะต่อสู้ อาทิ แรกๆก็เดินหนี เก่งหน่อยก็ทนเอา ทำได้ก็วางได้ เขาทำเป็นของเขาตัวกระทำเขา เราทำเป็นของเราจะไปโกรธเขาทำไม ใครทำอย่างไรได้อย่างนั้น จากอารมณ์โกรธ กลายเป็นสงสารคนที่มาทำให้โกรธ เพราะเขาต้องรับกรรมที่ทำด้วยไม่รู้เรื่องศาสนา

ทีนี้เมื่อทำได้ ผลบุญเกิด ผลกรรมไม่มีเพิ่ม เท่ากับสองแรงบวก กรรมที่มีย่อมลดเร็ว เสมือนตักน้ำในตุ่ม แลไม่มีน้ำก๊อกมาเพิ่ม ตุ่มก็รั่วอยู่แล้วด้วยใช้กรรม โรคมันจึงหายเร็ว และหายแน่นอน ช้าเร็วน้ำก็หมดตุ่ม

นิสัยที่ไม่สร้างกรรม เปลี่ยนมาสร้างบุญ ย่อมหมายถึงสุขรอตนในวันข้างหน้า หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกถ้าหายจึงไม่กลับมาเป็นอีก

วิชาดีๆแบบนี้มีที่ไหนสอน และเมื่อทำทุกวันไปเรื่อยๆ ฝรั่งทำวิจัยมาแล้วว่า การกระทำใดที่ทำซ้ำไป ทุกวัน หากเกิน 63 วัน จะกลายเป็นนิสัย ถ้าเราทำตามแม่ชีเมี้ยน เราก็จะได้นิสัยใหม่เกิดกับตน

เมื่อ 1 ชั่วโมงทำได้ 2 ก็ทำได้ เมื่อสองทำได้ 4 ก็ทำได้ พิจารณาเอา ถ้าทำได้ 24 ชั่วโมง อะไรจะเกิด เพราะสิ่งที่ทำมีแต่สร้างบุญ ด้วยทีนิสัยธรรมนี้เอง

เมื่อไม่โกรธทำได้ นิสัยอื่นย่อมทำได้

ทำสะสมไปเรื่อยไป ย่อมเห็นชัดว่า ปรารถนา มรรคผล นิพพาน ด้วยวินัยนี้เป็นไปได้

บทสรุป ผู้ทำย่อมเป็นผู้รู้ด้วยตนเอง ว่าสิ่งที่ตนทำตนเชื่อ ทำแล้วลดกิเลสของตนลงได้หรือไม่ แลทำถูกผลถูกต้องเกิด นี่แลทำไมพระของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่มีหรอกทำแล้วเป็นโรค เดินหลังตรง ธุดงค์จนตนตายทุกตัวคน

หมอชีวกพราหมณ์ นั่นจึงเป็นเรื่องโกหกที่แต่งขึ้นมา

เมื่อมีนิสัยธรรม ย่อมไม่สร้างกรรม จะเป็นโรคโดยวิธีใด ถ้าเป็นโรค แล้วจะบอกได้อย่างไร ว่าตนมีธรรม ธรรมที่มีนั้น คิดเอง เออเอง น่ะสิ

ปราชญ์ จึงรักแม่ชีเมี้ยนสุดหัวใจ จึงไม่แปลก ทำไมพระจึงก้มกราบตีนแม่ชีเมี้ยน ที่เป็นหญิง ก็สอนให้ไกลกิเลส ไกลตัวทะยานอยากของตน ทำให้ตนได้มีนิสัยพระภูมี เป็นที่พึ่งแห่งตน ทุกภพชาตินั้นเอง ที่สำคัญ ปรารถนา มรรคผล นิพพาน ของตน เป็นไปได้ ไม่ใช่พูดเป็นลมพ่น ไม่มีวันถึง

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562

ทางตรง





การหายโรค สำหรับศาสนา ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าโรคอะไร เพราะรู้ว่าเหตุแห่งโรคที่แท้จริง คือ กรรม

การทานสมุนไพร แลปฏิบัติตามวินัยที่กำหนด เหมือนยาอ่อน เป็นทางอ้อม ต้องใช้เวลานาน คนที่จะใช้วิธีนี้ ต้องยืนระยะ และต้องใช้ขันติอดทนสูง

ด้วยเหตุที่เป็นการเตรียมตัวเพื่อรับกรรมนั่นเอง นั่นคือมีเท่าไหร่รับหมด ถ้าร่างกายทนได้ หมดกรรมก็หายโรค เหมือนนักกีฬา จะชนะก็ต้องฝึกมาดี

แต่ศาสนามีทางที่ดีกว่า เป็นทางตรง มุ่งที่จะตัดต้นเหตุให้น้อยลงมากที่สุดเท่าที่ทำได้ นั่นคือการรับสัจจะ ทำนิสัยพระภูมี ทุกข์กับวินัย แทนทุกข์กับโรค

นั่นหมายความว่า วินัยที่ทำได้แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า เงินบุญซื้อกรรมได้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงนิยมใช้หนทางนี้ เพราะให้ผลที่แน่นอน แลรวดเร็ว

บทสรุป งานรำลึกคุณของแม่ชีเมี้ยน ทำให้คนที่ไป ได้ฟัง ได้รู้ ว่าทางบุญของศาสนาทำอย่างไร ทำไมต้องใช้สัจจะ ยิ่งไปกว่านั้น ทำได้มิเพียงแต่ช่วยตน สามารถใช้หนี้บิดามารดา ผู้อุปถัมภ์ ผู้อุปการะ เจ้ากรรมนายเวร

แล้วมาดูกัน ทานมาตั้งนาน ผลอืดเป็นเรือเกลือ ลองมาใช้หนทางสัจจะของแม่ชีเมี้ยน แล้วดูผล

ดีใจที่มีคนมาลองแล้ว

แล้วดูผลจริงหรือไม่ ที่ทำแล้ว ใจสูง วิญญาณสูง แล้วกายจะสูงตาม หายโรคแบบปาฏิหาริย์

นี่แลทางตรง ที่หลวงพ่อนิพนธ์อยากให้ทำ ไม่เหนื่อยทั้งคนทำยา และคนทาน เสมือนน๊อตเกลียวเดียวกัน จับมือกันแน่น โรคอะไรก็ไม่เหลือ

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562

บอกอะไร


บทสวด "ยันทิกะ" เป็นบทสวดที่นับตั้งแต่ยุคถ้ำกระบอกเริ่มก่อตั้ง พระจะสวดเป็นบทแรกเสมอ

เป็นบทสวดที่บอกเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ ต้องมีครู

แลครูผู้สอนในทุกยุค คือ "โลกุตระ"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า ศาสนา เป็นของนอกโลก เป็นองค์กรที่สาม มีธรรมเป็นอำนาจ ผู้ทำตาม ผลที่ได้ คือ "บุญบารมี ทานบารมี"

แปลความว่า บุญบารมี ทานบารมี นั้นมีเจ้าของ ไม่ใช่ที่ไหนก็มี ที่สำคัญ มีวันเวลา ผุดเกิด แลดับลง ไม่ใช่อยู่คู่โลก

ส่วนการกระทำใดในโลก เกิดผลแค่สองอย่าง คือ กรรมดี กรรมชั่ว อันนี้แลคู่โลก เป็นของโลกียะ

พระเคยถามว่า แล้วรู้ได้อย่างไร ว่าที่ใดเป็นศาสนาที่แท้จริง

หลวงพ่อนิพนธ์ตอบว่า พระพุทธเจ้าก่อนดับขันธ์ให้แว่นส่องจักรวาล เพื่อหาศาสนา เมื่อใดพบ "ความไม่มีโรค" ที่นั้นแลมีศาสนา

เพราะคนที่มีศาสนา จะได้เป็นของแถม

แล้วอย่างไรเรียกมีศาสนา

ท่านชี้ว่า บทยันทิกะ อธิบายว่า ด้วยการสร้างคุณสมบัติ คือ โพธิกิริยา หรือ นิสัยของพระพุทธเจ้า ให้เกิดกับตน นั่นเอง

ใครยิ่งมีมาก ผู้นั้นยิ่งสุขมาก

ผู้ที่จะบรรลุมรรคผล นิพพาน ก็คือ ผู้ที่ทำได้ ทุกเวลา นั่นเอง จึงไม่สร้างกรรม ไม่ว่า กรรมดี กรรมชั่ว ผลคือ ไม่มีตัวกรรมนำเกิดแล้ว จึงไม่ต้องเกิดอีก

ส่วนพวกที่ยังทำไม่ได้ทุกเวลานาที ก็จึงยังต้องเกิด เพราะยังสร้างกรรมอยู่นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงว่า เราท่านมาพานพบ มิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะเคยทำนิสัยดีๆนี้ไว้ จึงพามาพบ

คำถามก็คือ พบเพื่อตัด หรือเพื่อต่อ

ท่านจึงชี้ว่า ทำไมคนที่มาทานสมุนไพร ทุกตัวคนจึงดีขึ้น นั่นเพราะผลที่ทำไว้แล้วในอดีต นั่นเอง

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ของเดิมหมด ก็ต้องสร้างใหม่ หรือ สร้างเพิ่ม จึงไม่แปลก แรกไปกินดี ทานไปมีแต่ทรงกับทรุด

บทสรุป บทสวดนี้จึงชี้ว่า เราจึงควรมีปณิธาน ในการมุ่งหวัง มรรคผล นิพพาน และมีสัจจะ นับถือศาสนาพุทธ ตลอดชีวิต ชาติใดที่มาพานพบ ก็จะได้ทำในสิ่งที่ยังทำไม่ได้ หรือยังไม่ได้ทำ สะสมไปเรื่อยๆ ชาติหนึ่งชาติใด ก็จะได้บรรลุ ไปกับเขาได้ เมื่อปรารถนาจะบรรลุในยุคของพระภูมียุคนั้นๆ

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า หากไม่มีแม่ชีเมี้ยน เราท่านก็ไม่รู้เรื่องศาสนา ถูกคนโลภหลอกลวง อ้างตนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำสิ่งใดสักฉันใด ก็ไร้ผลช่วยตนไม่ได้ กลายเป็นปราชญ์ รู้หนทางบุญบารมี ทานบารมี ทำช่วยตนได้ ด้วยการลดนิสัยกรรม สร้างนิสัยธรรม ไม่คิดหวังพึ่งผู้อื่น แลแม้ไม่บวช การกระทำก็เป็นพระได้ คือ พระมาลัยโปรดสัตว์ ทำให้คนอื่นเห็นแล้วทำตาม เพื่อช่วยตน

คุณของแม่ชีเมี้ยนจึงมหาศาล คนที่รู้คุณ แม้นจากไปยังที่แห่งตน ก็ต้องมาสักการะให้ได้ ทุกปีเราท่านจึงอาจเห็นที่คนผู้นั้น ไม่เคยเดินในมูลนิธิเลย แต่มากราบ

ในพุทธประวัติ เขาบอกมาฆะบูชา สงฆ์มาประชุมมิได้นัดหมาย แท้จริงแล้วทุกองค์รู้ว่า นี่คือวันที่พีะพุทธเจ้าระลึกคุณการลาสังขารของโลกุตระ จึงมาพร้อมเพรียง

จึงไม่แปลกที่พระที่แยกไปตั้งตนเป็นเกจิ ล้วนไม่มีใครนำบทสวดนี้ไปด้วย เพราะมันฟ้อง มันข้ามโลกุตระ จะตัั้งตัวเป็นอาจารย์นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ว่า การมารวมกันในวันลาสังขารของแม่ชีเมี้ยน ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า มีคนเชื่อ แลทำตนอยู่ดูศาสนา สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้ ยังมีคนทำ ยังมีคนร้องขออยากได้ แลถ้าแม่ชีเมี้ยนยังให้ ก็เป็นเพียงปีต่อปี เหมือนข้อสอบนั้นแล

แต่ถ้าไม่ให้ ก็ตัวใครตัวมัน รอรับกรรมของตน สมุนไพรก็ไร้ความหมาย เหมือนถ้ำกระบอก ที่เป็นเพียงมัมมี่ ไม่มีวิญญาณ ช่วยใครไม่ได้ ที่นี้ก็ต้องปิดลง

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562

บวชแล้วได้อะไร


กิจกรรมอย่างหนึ่งของชาวพุทธที่ควรจะต้องทำ นั่นคือ "การบวช"

คำถามคือ บวชทำไม บวชแล้วได้อะไร

การบวชคือการเรียนรู้หนทางเดินไปสู่มรรคผลนิพพาน แล้วพิจารณานำมาปฏิบัติในส่วนที่เหมาะแก่ตน

ธรรมของพระโคดมมี แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า นั่นแปลว่า ต่างคนต่างกรรม ต่างวาระ ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกัน หากแต่จุดมุ่งหมายเหมือนกันคือ ตัดกิเลสนิสัยสันดานกรรมของตนให้หมดลง สร้างนิสัยพระภูมีให้เกิดแก่ตน อันเป็นกิริยาบุญ ช่วยตนบรรลุมรรคผลนิพพาน

สำหรับผู้ที่ยังไม่คิดไป การบวช จึงมุุ่งหมายขอนิสัย บางสิ่งบางอย่าง ทำเพื่อเป็นที่พึ่งแห่งตน

ดังนั้น แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ว่า ผู้มาบวชเพื่อขอนิสัย จึงมาเพื่อเรียนรู้ว่า พระภูมีลดสันดานกรรมโดยวิธีใด สร้างบุญโดยวิธีใด และรู้ว่าบุญทานบารมี เป็นอย่างไร

เมื่อพบแล้ว สัมผัสแล้ว ก็ตั้งคำถามกับตน ว่าจะเอาไหม วินัยเดินหนีกรรมอันนี้ หรือ จะอยู่รอกรรมมาอุบัติ

บทสรุป การบวช สามวัน เจ็ดวัน จะมีความหมายไม่ใช่ผลจากสามวันเจ็ดวันที่ได้ทำ นั่นกินแป๊บเดียวก็หมด แต่เป็นการเรียนรู้หนทางช่วยตน ได้สัมผัสบุญญาธิการ แล้วบอกกับตน ให้เดินหนีกรรม โดยเอาวินัยมาทำช่วยตน ตามแต่ที่พอทำได้ จะเป็นวินัย กาย วาจา ใจ อันใดก็ตามแต่

แลพึงรู้ว่า ผลที่ได้ ทำสิ่งใด ได้สิ่งนั้น หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า วินัยกายทำง่าย ส่วน วาจา ใจ นั้นยาก ครั้งถ้ำกระบอกจึงมักเริ่มโดยให้ทำวินัยกาย โดยการมาอาทิตย์ละครั้ง บ่ายเสาร์มา เช้าอาทิตย์กลับ เมื่ออยู่ในที่สงบ การทำวินัยวาจา และใจ ก็ง่ายขึ้น

หากผู้ใดเห็นว่าดี ก็ควรตั้งปณิธาน ทำให้บรรลุ มรรคผล นิพพาน ไม่ว่าจะชาติไหน แต่จะทำเช่นนั้นได้ ย่อมต้องเจอศาสนาเป็นปฐมบท ดังนั้นผู้ปรารถนาจึงต้องให้สัจจะ "นับถือศาสนาพุทธ ตลอดชีวิต" อันเป็นหางเสือพาวิญญาณไปพบพระพุทธศาสนาทุกชาติไป

แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนว่า ธรรมของพระภูมี ยิ่งทำ ยิ่งลดนิสัยสันดานกรรม ยิ่งลดมาก และสร้างนิสัยธรรมได้มาก ยิ่งถึงสุขมาก

หากผู้ใดทำแล้วไม่ลด นั่นเป็นผู้บดหรือทำลายศาสนา

จึงไม่แปลก ทำไมไปทำบุญที่วัด โรคไม่หาย ก็กลับบ้านมายังด่าเหมือนเดิม ยังว่าเขา ยังเบียดเบียนเขาเหมือนเดิม นั่นเอง

คนจะหายโรค กรรมต้องลด กรรมจะลดได้นิสัยสร้างกรรมต้องลด

นี่แลทำไมธรรมแม่ชีเมี้ยน ใครบวชแล้วหายโรคทุกตัวคน ก็ดูวินัยที่บัญญัติสิ ใช่หลักลดหรือไม่ ผู้ทำนั่นแลรู้ดี

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562

ตามใคร


เขตพัทธสีมาของศาสนา คนโบราณให้ความสำคัญนัก โดยเฉพาะประเทศไทย ถึงขนาดที่ว่า แม้แต่อาญาแผ่นดินยังยกเว้น หากคนผู้นั้นหนีเข้าเขตนี้ได้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คนโบราณเห็นอะไรในพุทธศาสนาครั้งพุทธกาล จนบอกลูกสอนหลานให้ทำเช่นนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เพราะเป็นเขตที่คนทั้งหลายทิ้งนิสัยสันดานตนไว้ด้านนอก แล้วมาใช้นิสัยพระพุทธเจ้านั่นเอง

เมื่อไม่ใช้นิสัยตน แม้นแต่กรรมยังจำไม่ได้ อาญาแผ่นดินจึงต้องยอมเว้น ด้วยคนผู้นั้นในแผ่นดินนี้สร้างสุขให้ผู้อื่นเป็นอุปนิสัยแล้ว ไม่มีพิษมีภัยกับผู้ใดอีก

แล้วนิสัยที่ว่ามาจากไหน ทำอย่างไร เดินตามใคร ครั้งถ้ำกระบอก พระก็เดินตามแม่ชีเมี้ยน ดูแม่ชีเมี้ยน ฟังคำสอนแล้วทำ อันเป็นที่มาพระกรรมกร ก็ขนาดแม่ชีเมี้ยน อดีตพระเล่าให้ฟัง ท่านทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น ชุดท่านเปื้อนฝุ่น มือไม้มีร่องรอยเต็มไปหมดทุกวัน

ครั้นมายุคหลวงพ่อนิพนธ์ ภาพที่เราเห็นบ่อย คือท่านยืนรดน้ำต้นไม้ ครั้งละหลายชั่วโมง ครั้งหนึ่งเมื่อซื้อที่บริเวณมูลนิธิใหม่ๆอันเป็นที่นา ท่านก็ดำริให้ขุดบ่อ ซื้อแมคโครมา โดยที่มีคนป่วยที่ขับได้เป็นคนขับ เราก็เห็นท่านมาขับเองบ้างบางครั้ง

เราถามท่านว่า ทำไมต้องมาขับเอง ท่านตอบว่า ก็จะได้มีรอยมือรอยตีน มีน้ำเหงื่อของท่านบ้างในแผ่นดินนี้ จะได้ไม่เป็นหนี้ใคร เวลามาใช้กิน ใช้นอน มาหิ้วปูน เวลาเข้าส้วม นั่งจะได้ไม่เอาเปรียบใคร

บทสรุป เราดูคนที่มาทุกวันนี้ เข้ามาในเขตพัทธสีมา เขาเดินตามใครน่าฉงน กรรมตนก็อุบัติมาเป็นโรคแล้วในวันนี้ เข้ามาก็หวังสุข แล้วเขาเดินตามใคร ไม่กลัวเป็นหนี้หรือ จึงมาทำตนแบบนั้น

นึกเองว่า ขนาดแม่ชีเมี้ยน ขนาดหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ซึ่งมีบุญญาธิการมากโข ท่านยังทำเลย กลัวเป็นหนี้

คนที่ไม่มีบุญแม้นแต่เก๊เดียว กลับทำตนเสมือนรวยบุญ ให้คนอื่นเขาทำให้ทุกสิ่งอย่าง

จริงน่ะแม่ชีเมี้ยนตรัสสอนสงฆ์เรื่องหนี้กรรม แม้นแต่มุ้งนอนสี่หู ผัวเมียยังต้องช่วยกันกางคนละสองหูเลย

คำสอนแม่ชีเมี้ยนสอนสงฆ์ "กรรมน่ะ จำไว้ให้ดี เรามีทุกข์มีโรค เพราะเรามีกรรม กรรมอันนี้เราทำไว้แล้ว เราเป็นผู้ทำ จะร้องให้ใครช่วยไม่ได้ผล เราต้องเป็นผู้แก้เอง"


วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562

ผุดมาจากดิน


โลกร้อนช่วยปลุก “ซอมบี้ไวรัส” ให้ตื่นขึ้น หลังอยู่ใต้น้ำแข็งมานานกว่า 75 ปี

กวางเรนเดียร์ ที่ไซบีเรีย กว่า 2,349 ตัวพร้อมใจกันตายในชั่วพริบตา เพราะพวกมันได้รับไวรัสแอนแทร็กซ์ ที่อยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งมานานกว่า 75 ปี แต่ที่มันพึ่งโผล่ขึ้นมาเป็นเพราะว่า โลกร้อนนั่นเอง นอกจากกวางเรนเดียร์ การคืนชีพของแอนแทร็กซ์ครั้งนี้ทำให้มีคนตายแล้วสองคน ขณะที่เด็ก 41 คน และผู้ใหญ่อีก 31 คน อยู่ในภาวะติดเชื้อ

ข้อมูลระบุว่าแอนแทร็กซ์ที่อยู่ในฝูงของกวางเรนเดียร์ทางตะวันตกของไซบีเรีย มีลักษณะคล้ายกับเชื้อที่พบในอวัยวะภายในของกวางเรนเดียร์ที่ตายเมื่อ 75 ปีก่อน ซึ่งศพเหล่านี้ถูกแช่แข็งไว้ใต้ดินเรื่อยมา

การผุดขึ้นมาจากดินของแอนแทร็กซ์อาจเกิดจากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนอัตราการละลายของพื้นน้ำแข็งบนภาคพื้นทวีปในฤดูร้อนเปลี่ยนแปลงจาก 30 เซนติเมตรเป็น 1 เมตร ลึกพอที่จะถึงบริเวณหลุมฝังศพ และมันก็ลอยฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง (ผมจึงตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า ไวรัสซอมบี้ คงไม่เกินจริงนะครับ เพราะมันตายไม่เป็นนั่นเอง

นี่ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด เพราะ Bacillus anthracis แบคทีเรียที่เป็นตัวการของโรคแอนแทร็กซ์จะผุดขึ้นมาจากดินในไซบีเรีย มันสามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้เกือบศตวรรษ ทันทีที่น้ำแข็งละลาย สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในนั้นก็จะหลุดออกมาจากภาวะจำศีล

และที่น่ากลัวมากกว่าเจ้าแอนแทร๊กซ์ก็คงจะเป็นโรคฝีดาษ ถ้าฝีดาษฟื้นขึ้นมาจากการจำศีล 120 ปี อะไรจะเกิดขึ้น เพราะหลายๆ เมืองของรัสเซียมีศพจำนวนมากที่เสียชีวิตในยุคฝีดาษระบาดถูกฝังไว้ เอาจริงๆคิดไม่ถึงเหมือนกันนะว่า ปัญหาโลกร้อนจะส่งผลได้เป็นวงกว้างได้

นี่แค่บทเริ่ม หลวงพ่อนิพนธ์พยากรณ์ว่า เชื้อที่ผุดมานี้ ตัวที่ร้ายแรงสามารถแพร่ไปในอากาศ ผู้คนจะล้มตายมากมาย นั่นแลยุคผู้ดีเดินตรอก ขี้คลอกเดินถนนแท้จริง

ไม่เชื่อตน


กับดักที่สำคัญประการหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา นั่นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกตัวคนมีอยู่แล้ว เป็นอำนาจปกป้องคุ้มครองตน ที่เรียกกันว่า "พรหมลิขิต" อันเป็นสิ่งที่ผู้ใดหรือใครจะมาทำลายไม่ได้เลย นอกเสียจากตัวของเราเอง

เมื่อไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อพรหมลิขิต ที่ตนทำไว้แล้ว ไม่มีศาสนา คนทั้งหลายจึงเดินสวนทางกับหลักพระภูมี ที่สอนให้พึ่งตนเอง พึ่งการกระทำที่ตนทำได้

ทุกวันนี้ คนจึงไปร้องขอพร เดินในวินัย พึ่งผู้อื่นตลอดเวลา แลตกเป็นเหยื่อของความโลภ ของผู้มีสติปัญญาเหนือกว่า แต่อ้างคำเดียว ไม่ทำตาม ไม่ตาย ก็ต้องวิบัติ ฉิบหาย

ดูสิเริ่มแค่ความดัน คนโลภก็ชี้เลยว่า ตาย ตาย ตาย คนฟังขาดสติ เสมือนภาษิต "กระต่ายตื่นตูม" วิ่งไปร้องไป มิเพียงตนไม่รอด ผู้อื่นพาฉิบหายไปด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์เคยอรรถาธิบายเมื่ครั้งประชุมสงฆ์ เมื่อพระถามท่านว่า ทำไมไม่เคยเห็นท่านลุกเข้าห้องน้ำเลยสักครั้ง ท่านตอบว่า นี่แลความวิเศษของร่างกาย สามารถแก้ไขความวิกฤติที่เกิดกับร่างกาย เพื่อมีชีวิตให้ครบพรหมลิขิตนั่นเอง เมื่อร่างกายมีน้ำเกินต้องถ่าย ถ้าเราไม่เข้าห้องน้ำ ร่างกายก็ต้องขับออกโดยวิธีอื่น

ความเชื่อนี้คนทั้งหลายมิใช่ไม่เชื่อ หากแต่ความกลัว ทำให้คนทั้งหลายไม่กล้าเดิน ยิ่งพอคนโลภกรอกหู ตาย ตาย ตาย ด้วยแล้ว รีบวิ่งไปให้เขาช่วย ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากปวด ด้วยความกลัวตายนั้นเอง

ท่านจึงมักยกอดีตที่เปิดสำนักปี 30 ให้ฟัง เมื่อครั้งท่านบวชเปิดหลักธรรมของแม่ชีเมี้ยนอีกครั้ง วันหนึ่งท่านมีอาการ ไส้ติ่ง ปวดท้องมาก ลูกศิษย์ที่เป็นหมอแลคนใกล้ชิด ต่างลงความเห็นว่า ต้องพาท่านไปผ่าตัดด่วน มิฉะนั้นตายแน่ แม่ชีนงค์ที่เป็นพี่สาว จึงวางแผนใส่ยานอนหลับให้ท่านทาน เพราะท่านไม่ยอมไป ด้วยรู้ทัน ท่านจึงเข้าห้องล็อคประตูหน้าต่าง แล้วบอกว่า ท่านไม่ตายหรอก ท่านนอนทนปวดในห้อง 48 ชั่วโมง ในที่สุด ถ่ายไส้ติ่งออกมา แล้วก็หายปวด

สิ่งที่ได้จากการทนปวดครั้งนั้นนั่นคือ ท่านได้ภูมิกลับมาจึงไม่เคยมีอาการปวดท้องอีกเลยนับแต่นั้น

บทสรุป เมื่อคนไม่รู้เรื่องศาสนา ไม่เชื่อกรรม ไม่เชื่อบุญ จึงไม่เชื่อพรหมลิขิต ท้ายที่สุด เขาจึงไม่เชื่อตน ว่าตนของตนทำได้ แลตนของตนเท่านั้นที่ช่วยตนได้ ก็พาตนไปพึ่งผู้อื่น ไปร้องขอพร วิ่งหายาดี สุดท้าย ไม่ต่างอะไรกับภาษิต กระต่ายวิ่งไปวิ่งมา ไม่ได้ตายด้วยโรค ตกเหวอุบัติภัยตาย ตายก่อนพรหมลิขิต เห็นกันมากมาย

แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ให้เห็นว่า สงฆ์ของพระภูมี ไม่มีหรอกที่เป็นโรคตาย เดินธุดงค์หลังตรงจนวันตาย คนโลภมันหลอกกิน มันจึงต้องเขียนว่ามีชีวกพราหม์ มาทำยาให้พระพุทธเจ้า ถ้าต้องพึ่งผู้อื่น ย่อมเป็นหนี้ จะไปนิพพานโดยวิธีใด ทั้งที่มีหนี้

คนที่มาทุกวันนี้ ปวดนิดปวดหน่อยว่าจะตาย ไม่เอาปวด ร้องหายา แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ... ก็แล้วกรรมที่ทำมาหล่ะจะเอาไปไว้ไหน จะร้องให้ใครช่วย ไม่ได้ผล

เชื่อกรรม เชื่อธรรม จึงต้องพึ่งตน เชื่อตน ช่วยตน ด้วยเดินในวินัยธรรม เท่าที่ตนพอทำได้ ด้วยขันติอดทน เดินตามรอยพระภูมี จึงจักมีโอกาสช่วยตนได้

ถ้าพึ่งผู้อื่นแล้วช่วยตนได้ โลกนี้ไม่ต้องมีศาสนาหรอก

ดูไอ้พวกคนเก่ง มันท้ากรรม เดี๋ยวก็พายุ เดี๋ยวก็ไฟป่า น้ำท่วม แผ่นดินไหว มันจะเก่งสักฉันใด สู้กรรมได้หรือ เหล็กที่ว่าใหญ่ แค่เขย่านิดเดียวเหมือนหยวกกล้วยเลย ทำยาเก่งนัก นี่ล่าสุด เจอ "ซอมบี้กวาง" ผวาทั้งเมือง

จึงไม่แปลก ลมชัก มาทำให้ทรมาน วิตกจริต ไม่ตายหรอก แต่วิ่งหายากันชัก ยิ่งกินยิ่งชัก แล้วก็พาลเป็นโรคอื่นตามมา นี่แลพึ่งผู้อื่น ไม่รับกรรม แล้วมีใครหาย พระรุ่นเรา วันหนึ่งชักหลายหน ทุกวันนี้ไปเป็น ปลัด อบต ที่นครปฐม ผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้ว ไม่เห็นเขาชักอีกเลย


วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562

ไม่กลัว...กรรม


แม่ชีเมี้ยนตรัสชี้ให้เห็น สิ่งเดียวที่พระภูมีทุกยุคทุกสมัยสอนสาวก คือ "กรรม"

มันจึงไม่แปลกที่มีเพียงชาวพุทธ ที่พูดถึงกรรม

ครั้นพอห่างศาสนามานาน โลกโลกียะ ก็หลอกล่อเราท่านทั้งหลาย จนลืมเลือนเป็นธรรมดา จนบางคนกล่าวว่า ไม่กลัวกรรม ก็มี

คำถามหนึ่งที่พระเคยถามหลวงพ่อนิพนธ์ ว่าทำไมมนุษย์จึงไม่กลัวกรรม ท่านอรรถาอธิบายให้ฟังว่า นั่นเพราะลักษณะของกรรม หรือ ตัวกระทำที่ทำนั้น "ทำวันนี้ ผลจะไปรอเราอยู่วันข้างหน้า ไม่ว่ากรรมดี หรือกรรมชั่ว" นั่นเอง

ถ้าทำแล้วผลมันเกิดทันที อาทิ ตีเขาปุ๊บ เขาเจ็บเท่าไร ตนจะเจ็บเท่านั้น ถามเถอะใครจะกล้าทำชั่ว

เมื่อผลกรรมที่ทำมันทำแล้วไม่ได้เลย ในทางกลับกัน เมื่อผลกรรมมาอุบัติในวันนี้ หลายคนมักอ้างว่า วันนี้ของตนทำดี แล้วไม่ได้ดี นั่นผลของอดีต มาอุบัติ ส่วนที่ทำวันนี้มันไปรอเราในวันหน้า

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณา โรคที่เกิด จึงเป็นผลที่ทำไว้แล้วในอดีต จะมาทำดีในวันนี้ หรือกรรมดี สักฉันใด มันจึงแก้โรคไม่ได้ เพราะผลกรรมดีวันนี้ มันต้องไปรอให้ผลวันหน้า ที่ซึ่งจะเห็นว่า ถึงวันนั้นคนผู้นั้นจะชั่วช้าสักฉันใด มีคนแช่งสักฉันใด ก็มีแต่เจริญ ดูจากพวกเจ้าพ่อทั้งหลายนั่นไง พวกโกงบ้านโกงเมือง อายุยืน ตายยาก แข็งแรง

บทสรุป ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า จะแก้ทุกข์ในวันนี้ คนจึงต้องไปหาศาสนา ต้องพึ่งบุญ ที่ซึ่งแม่ชีเมี้ยนอุปมาว่า เหมือนแสงอาทิตย์ ที่เมื่อกระทบปุ๊บ รู้สึกปั๊บ บุญก็ทำปุ๊บ หลวงพ่อนิพนธ์บอกไปรอที่หัวกระไดบ้านปั๊บ เป็นเสมือนเงาตามตัวเรา

ปัญหาก็คือ หลายคนบอกตนทำบุญมากหลายทำไมจึงทุกข์เพียงนี้ นั่นเพราะบุญที่ทำ คิดเอง เออเอง เขาว่าดีก็ไปทำนั่นเอง หาใช่บุญที่พระพุทธเจ้ากำหนดไม่

ใครอยากรู้ว่าทำเช่นไร จึงต้องไปหาผู้ปฏิบัติ แล้วดูผล

บุญจึงเป็นสัญลักษณ์ของสุข ทำปุ๊บเห็นผลปั๊บ แลสุขของมนุษย์คือ "กินได้ นอนหลับ" จึงไม่แปลกถ้าทำถูก คนป่วยที่ทำได้ ผลดี ผลสุขแห่งบุญอย่างแรกที่ตนจะได้รับ คือ "กินได้ นอนหลับ"

ใครว่าแผ่นดินแม่ชีเมี้ยนเป็นแผ่นดินบุญหรือไม่ ก็ดูผลที่ผู้นำชี้ให้ทำ ทำแล้วผลเป็นอย่างไร นี่แลเป็นเหตุว่า ทำไมที่นี่มีคนหายโรค


วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562

กูไม่เกี่ยว กูไม่ได้ทำ


เมื่อโรคมาอุบัติ คนมักอ้างเอ่ย ตนเองเป็นคนดี ไม่เคยทำบาป ไม่เคยฆ่าสัตว์ ตั้งแต่จำความได้ช่วยเหลือคนและสังคมมาตลอดชีวิต ไม่เคยโกงใคร ไม่เคยเอาเปรียบใคร แล้วทำไมจึงมาเป็นโรค ไม่ยุติธรรม

คำที่เราได้ยินเสมอเวลาไปงานศพ นั่นคือ ผู้ตายเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ

คำถามคือ แล้วทำไมคนดีเหล่านั้น จึงป่วยจนตายคนแล้วคนเล่า จนบางคนบอกว่า ทำไมฟ้าจึงเอาคนดีๆไปหมด คนชั่วๆไม่เอาไป นั่นดีตนคิดเอา ไม่ใช่ของฟ้าดิน

เราได้ฟังอดีตพระถ้ำกระบอกท่านหนึ่งเล่าตัวกระทำในยุคนั้นให้ฟังว่า ท่านก่อไฟไว้แล้วพอตกเย็นทำกิจกรรมเสร็จ ก็ดับไฟแล้วไปทำวัตรเยย็น แต่ไม่ได้ตรวจดูให้ดี ผลคือไฟกองนั้นมันดับไม่สนิท เมื่อมีลมมากลับปะทุขึ้น แล้วลามไหม้ขึ้นบนเขา ไฟติดอยู่สามวันสามคืน

แม่ชีเมี้ยนชี้ให้พิจารณาว่าสรรพสัตว์ต้องตายมากมาย จะปฏิเสธสักฉันใดไม่ได้เลย นี่แลผลแห่งตัวกระทำ ต้องพิจารณาให้ดี และรอบครอบ ว่าผลเกิดกับใครอย่างไร แล้วจึงทำ

ดูทางโลก คนที่เป็นดาวยั่ว ทำไมจึงมีบั้นปลายที่ดียาก ทั้งที่บางทีนิสัยมิได้เลวร้าย ก็ผลแห่งการทำแม้นเป็นอาชีพสุจริต แต่คนดูแล้วมีผลกับผู้คนมากมายเกิดอารมณ์ควบคุมตนไม่ได้ ไปทำลายผู้อื่น แล้วจะปฏิเสธสักฉันใดก็ไม่พ้น ว่าไม่ได้เกิดจากตน

บทสรุป การมาหาศาสนา เมื่อผลเกิด ศาสนาของพระภูมีจึงให้สาว พิจารณาไปให้เห็นว่าเกิดจากนิสัยอะไร การกระทำใดของตน แล้วเลิกเสีย น้อมนำนิสัยพระภูมีมาใช้แทน

คนโบราณดูเขาทำสิ ปู่ยาตายายเข้าวัดแต่งตัวแบบไหน เพราะกลัวเป็นเหตุโดยเฉพาะยิ่งทำให้พระร้อนด้วยตนแล้ว ฉิบหายใหญ่ ประเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องอื่นไกล แค่ถ้ำกระบอก มันนุ่งมินิเสกิตมาเลย นี่แล คนไทยจึงตกเป็นจำเลย ทำลายศาสนา ไม่เอาศาสนา เอาหนัง เอาเพลง เข้าวัด เห็นกันมากมาย

ใครว่ากูจะคุย จะเล่นโทรศัพท์ เรื่องของกู ทำอะไรเรื่องของกู ไม่เกี่ยวกับใคร หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า คนมาก่อนคือแบบพิมพ์ ที่ให้คนมาหลังทำตาม ก็คนมาก่อนมันคุย คนมาหลังนึกว่าคุยได้ ถึงคุยก็รอด แต่ผลคือไม่รอด รายแล้วรายเล่า คนที่สองสามดูคนแรก สิบคนดูต่อ ร้อยคนเดินตาม เป็นเสมือนแชร์ลูกโซ่ ผลคือตายหมด เหมือนกองไฟที่พระดับไม่หมดนั่นแล สรรพสัตว์ตายทั้งเขา

กลับกันถ้าคนแรกเงียบ คนตามมาก็เดินตาม รอดกันมากมาย คนมาหลังเดินตามรอดทุกตัวคน

พิจารณาเอา ผลที่ตนทำมันน้อยหรือมาก เกี่ยวกับตนไหม ตัวเงียบสงบของตน หรือ คุย มันมีผลใหญ่เพียงไหน

นี่แลการกระทำในแผ่นดินศาสนา จึงให้ผลมหาศาล ช่วยตนได้ถ้าทำถูก เหมือนพระมาลัย แม้นจะดูว่าสิ่งที่ทำมันน้อยนิด แต่ถ้าไม่ทำเหมือนทำตนเยี่ยงเทวทัต ผลผิดก็มหาศาล มาทำไม ไปในสิ่งที่ตนชอบดีกว่า หลวงพ่อนิพนธ์บอก กรรมก็แค่เฉพาะตัว

แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ว่า สิ่งที่ศาสนาสอน คือ "จับตน ค้นตน" หานิสัยที่สร้างกรรมของตนให้เจอ แล้วแก้ไข ไม่สร้างกรรมอีก แล้วสร้างนิสัยใหม่ คือนิสัยพระพุทธเจ้า ใครทำได้ โรคอะไรก็ไม่เหลือ ช่วยตนได้

ถ้าหาไม่เจอ ก็ถามคนใกล้ตัว พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง ก็รู้ได้

แผ่นดินนี้ ทุกการกระทำจึงไม่ธรรมดา ทำแล้วมันจึงมีผลช่วยตนได้ถ้าทำถูก เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตสรรพสัตว์มากมายที่จะเวียนว่ายมา

จะมาเป็นพระมาลัย หรือเทวทัตก็เลือกเอา จะว่าเรื่องของกู ก็ทำไป ผลอุบัติอย่าบอกน่ะ ไม่ยุติธรรม ฟ้าดินยุติธรรมเสมอ ทำอย่างไรได้อย่างนั้น คนที่พูดเพราะมันไม่ใช่คนจริง ทำแล้วบอกไม่ได้ทำ ทำแล้วไม่ยอมรับ โทษฟ้าโทษดิน นั่นตนทำเอง

ท่านอาสิจึงชี้ ให้วางนิสัยตนไว้ก่อน เข้ามาในเขตพัทธสีมา ใช้นิสัยของพระพุทธเจ้า

ใครเชื่อ มาร้อยคน ทำตามร้อยคนก็รอดทั้งร้อยคน แต่มาแล้วเอานิสัยตนมาบรรเลง กินสมุนไพรหมดเป็นถัง ตายทั้งที่กินนั่นแล

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ศรัทธา - คนรอด คือ คนทำตามคำสอนได้


คนมาหาศาสนากันทำไม ในเมื่อทั้งโลกเขาอยู่กันได้โดยไม่ต้องมีศาสนา มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง มีลัทธิความเชื่อของตนเอง

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ศาสนาเป็นของนอกโลก มาอุบัติเพื่อคนอยากได้ เท่านั้นเอง

เรื่องของศาสนาจึงเป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มองพิจารณาตนแล้วเบื่อ เบื่อที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย มองโลกนี้แล้วไม่ว่าจะมีกรรมดี หรือกรรมชั่ว ย่อมมีทุกข์ จะหาหนทางพ้นทุกข์ ด้วยความเชื่อ ลัทธิที่ตนนับถือนั้น ไม่พบ

แม้นแต่ทุกข์สังขาร ด้วยโรคภัย ก็ยังหาหนีพ้นไม่ แรกๆก็หลอกตนได้ ยานี้กินแล้วดี หายปวด หายเจ็บ หมอนี้ดี พิธีกรรมนั้นดี สุดท้ายเมื่อสรุปกรรม อะไรที่เคยว่าดี ว่าหาย หยุดเจ็บ หยุดปวด ของตนไม่ได้เลย

ครั้นมาพบศาสนาของแม่ชีเมี้ยนที่หลวงพ่อนิพนธ์นำมา ชี้ให้เห็นเหตุแห่งทุกข์ ไม่ว่าทุกข์แบบไหน ล้วนแล้วมีที่มาจากนิสัยกรรมที่ตนมีตนทำนั่นแล จะมาแก้ทุกข์ ท่านอาสิชี้ว่า ต้องแก้ที่นิสัย ทิ้งนิสัยเดิม มาเรียนนิสัยพระภูมี สร้างให้เป็นนิสัยตน

ภาพที่ถูกฉายให้ดู เป็นความจริงของจักรวาล นั่นคือ “ตัวกระทำมีจริง ตัวกระทำไม่ตาย จะทำสักฉันใด ไม่ตายเลย” ท่านอาสิย่อให้ฟัง “ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น”

ด้วยความจริงนี้ คนที่อยากสุข เบื่อทุกข์ เมื่อพานพบพระพุทธศาสนา จึงชวนกันมารับวินัยของพระภูมีไปปฏิบัติ เมื่อทำได้ ก็เห็นสุข เพราะกรรมใหม่ไม่สร้าง กรรมเก่าก็ยอมใช้ ด้วยเห็นความจริง เรื่องตัวกระทำนี้เอง “ศรัทธา” จึงเกิดมหาศาล

แม้นการฝืนนิสัยกรรมในวันนี้ อยากด่าคน อยากเบียดเบียนคน อยาก... ด้วยวินัยทุกข์นี้ ก็มุ่งมั่น เพราะเห็นสุขรอตนในวันข้างหน้า

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณา เพราะเราไม่เชื่อ เราไม่รู้ว่าตัวกระทำมีจริง ตัวกระทำไม่ตาย เราจึงคิดพึ่งผู้อื่น หวังผู้อื่นจะให้สุขตนได้ ไปกราบไหว้สิ่งใด ถ้าตนได้ตามขอ ก็ว่าดี ถ้าไม่ได้ ก็ไปหาที่ขอใหม่ ไม่คิดจะพึ่งการกระทำของตน ยิ่งมาเจอศาสนาของพระอริยเจ้าที่เป็นศาสนาทำ จะขอสิ่งใดก็ไร้ผล ศรัทธาจึงยากจะเกิด สู้ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ยังไม่ได้ จะไปขอหวย ยังต้องหมอบคลาน ยิ่งถ้าขอแล้วถูก ก็ไม่แปลกที่เขาจะให้อมหัวแม่เท้าเหมือนในคลิป ก็ยอมทำกันมากมาย

เราจึงไม่สงสัย ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์บอกหายโรคง่ายนิดเดียว ก็โรคมาจากนิสัยเบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป หายโรคก็แค่มาทำตนเป็นพระเวสสันดร เมื่อ กาย วาจา ใจ ทำให้เป็นโรค ก็กาย วาจา ใจ นี่แหละทำให้หายโรค แทนที่จะรอทานยาเขียว เราก็ปลูกดูแลต้นยาเขียว ไว้เพื่อตน เหลือนั้นทำทาน แทนที่จะรอทานยามะนาว เราก็ปลูกต้นมะนาวมาทำยา เหลือนั้นก็ทำทาน ปลูกด้วยกาย วาจา ใจ พร้อม โรคอะไรจะเหลือ เมื่อยังผล เห็นทางสุข ศรัทธาก็จะเกิด

นี่แค่วินัยกาย ยังสุขหายโรคได้ ถ้าเราทำวินัย วาจา ใจ เล่าจะให้สุขมหาศาลเพียงใด ยิ่งทำศรัทธายิ่งเกิด เพราะยิ่งทำได้ยิ่งมีความสุข สุขในนิสัยพระอริยเจ้า

แต่มันน่าแปลก คนมาบอกอยากสุข ท่านอาสิสอนให้ทำ นี่จะมาเอาแต่ไม่ทำ หรือ ทำแค่นี้พอแล้ว นี่แลศรัทธา มันจึงไม่เกิด เพราะสิ่งที่ตนหวัง มันไม่มีวันมาถึง หรือมาถึงหายแล้วก็เป็นอีก ไม่ดูเลย นี่หลักอะไร หลักพระภูมี คือ “หลักตนพึ่งตน”

อยากเห็นไปดูคนป่วยมะเร็ง ถามว่าทำไมมาบ้างไม่มาบ้าง บอก ไปรับยาหมอที่เขาแจก แต่เขาให้น้อย วันไหนเขาแจกก็ไปรับ ยาไม่พอกินก็มารับสมุนไพร แล้วก็นั่งๆนอนๆรอหาย แล้วบอกศรัทธา นับถือแม่ชีเมี้ยน ... นั่นเดินรอยใคร พอเป็นอะไร คนเห็นแต่มาทานสมุนไพร ไหนว่าสมุนไพรดี

ออกตัวไว้ก่อน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า คนรอด คือ คนทำตามคำสอนได้ ไม่ใช่คนมาทานสมุนไพร หรือคนที่ไหว้แม่ชีเมี้ยน



วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เอาผล - ทั้งกาย วาจา ใจ


ในยุค 30 ที่หลวงพ่อนิพนธ์เปิดสำนัก “มนต์บาลี” พระที่บวชใหม่ มักจะถูกจัดสรรให้ทำงาน ภาพที่คนทั่วไปเห็น จึงมักเปื้อนดินเปื้อนฝุ่น

คำถามที่ผุดขึ้นมา ทำไมไม่ทำเหมือนพระทั่วไป ที่เน้นสวดมนต์ นั่งกรรมฐาน ภาวนา อฐิษฐานจิต

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ผลแห่งการกระทำที่สมบูรณ์ ขึ้นกับองค์สาม คือ กาย วาจา ใจ

หากแต่ การจะทำแล้วสมบูรณ์ ย่อมต้องผ่านการฝึกฝน มิใช่คิดเอาเองว่าทำได้ ผู้ปฏิบัติที่ข้ามขั้น จึงไม่มีทางสำเร็จได้

หลักของแม่ชีเมี้ยน จึงเริ่มที่การกระทำกายก่อน เพราะจะหวังผลจาก วาจา ใจ นั้นแม้ทำแล้วจะได้มากกว่า แต่ก็ยังทำให้สมบูรณ์ไม่ได้ ผลจึงน้อย จะเอามาเป็นหลักช่วยตน ในตอนเริ่ม คงยังไม่ได้ ด้วยหากวินัยกาย ยังทำไม่ได้ วินัย วาจา ใจ ย่อมไม่ต้องพูดถึง ไม่มีทาง

ดังนั้นวินัยกาย จึงเป็นวินัยที่เด่นชัด แม้ให้ผลไม่มากเท่าแต่ทำได้ง่ายกว่า

จึงไม่แปลก ที่การช่วยของหลวงพ่อนิพนธ์จึงมักจะกำหนดสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ทำเป็นวินัย

ดูต้นมะพร้าวในมูลนิธิ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำหนดให้ ตาตอง ผู้ป่วยมะเร็งเนื้องอกในสมอง เป็นผู้ปลูก ท่านกล่าวว่า เราจะเอามะพร้าวนี้ให้คนป่วยทาน ถ้าต้นมะพร้าวทั้งหมดนี้รอด ตาตองก็รอด

ตาตอง จึงดูแล รดน้ำพรวนดิน จนอยู่มาทุกวันนี้ แลตาตองก็ได้อยู่จนวัย แปดสิบกว่า ทั้งที่มีห้าพี่น้อง แต่คนอื่นตายหมดไม่มีใครเกินหกสิบสักคน ด้วยกรรมพันธ์ุมะเร็งสมอง

บทสรุป ศาสนาของแม่ชีเมี้ยน แม้นจะสอนให้ทำนิสัยเป็นสำคัญ ถ้าทำได้ช่วยตนได้ หากแต่การจะทำได้ ต้องฝึก ต้องใช้เวลา เสมือนจะทำอาชีพ ต้องเรียน ต้องฝึก จนชำนาญ จึงหาเงินได้

คำถามคือ แล้วตอนที่ยังทำไม่ได้หล่ะ วินัยกายนี้แหละประทังได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้คนป่วยที่บ่อพลอย กล่าวว่า แผ่นดินนี้มีต้นยามากมาย ขาดแต่น้ำ แค่คนหนึ่งดูแลต้นหนึ่ง ทำให้เกิดผล มีใบไปทำยา ถ้าทำได้ การช่วยตนหายโรคของตน ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว ส่วนวินัยวาจา แลใจ ก็แล้วแต่บุคคล จะทำหรือไม่ อยากได้ก็ไปขอพระ หากอยากได้มรรคผลที่ยิ่งขึ้นไป

ภาพในอดีตยุคนั้น คนที่มา เตรียมอุปกรณ์ เตรียมน้ำมาจากบ้าน บางคนนำน้ำมาเผื่อผู้อื่นอีกต่างหาก มาถึง ไปดูแลรดน้ำพรวนดิน ใส่กาบมะพร้าวคลุมโคนต้น ต้นของตน จึงไม่แปลก เฉพาะคนเป็นอัมพฤกษ์ ทิ้งไม้เท้ากองพะเนิน จนพระต้องเอามาเผาทิ้ง

ที่สำคัญ คนยุคนั้นมาเรือนหมื่น แต่ไม่เคยขาดยาเขียวเลยสักครั้ง ในแผ่นดินที่ร้อนที่สุด มีฝนน้อยที่สุด ของประเทศ แต่ต้นยาเขียว กลับเขียวสดชื่นตลอด

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

โหดหน้าเป็น


โดยปกติเป็นคนชอบดูหนังจีน เรื่องหนึ่งที่ชอบมาก นั่นคือ "คนตัดคน" พ่อพระเอก เกาจิ้ง ถูกตัวร้ายที่เป็นเพื่อนพ่อฆ่า แล้วเอามาเลี้ยง พี่เลี้ยงบอกกับเขาว่า คนร้ายโหดเหี้ยมมาก หน้ามันยิ้มให้เราตลอดเวลา ตอนดูก็ยังไม่รู้สึกเท่าไหร่ในความโหด

เมื่อมาทำงานในมูลนิธิ หลวงพ่อนิพนธ์เคยสอนเราว่า ในขณะที่ท่านพูด คำพูดของท่านเพียงแค่วลีเดียว การกระทำของเราแค่การไอ หรือพูดคุย ถ้าบังเอิญคนที่อยู่ใกล้ๆ ที่เมื่อฟังแล้วช่วยตนได้ ด้วยการพูด หรือไอ ของเราทำให้ไม่ได้ยิน ช่วยตนไม่ได้ เท่ากับฆ่าคน แม้ไม่เจตนา แต่ตัวกระทำมันมี เราฟังแล้วขนลุกกลัวมาจนทุกวันนี้

ดั่งที่ท่านอาสิชี้ ความสงบจึงเป็นเอกลักษณ์ เพราะตนแลผู้อื่นจะได้ทำสิ่งที่ช่วยตนได้ โดยเฉพาะบุญ แม้นเพียงน้อยเดียวสำหรับคนบางคนอาจหมายถึงชีวิต ความเป็นความตายเลย

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสสอนสงฆ์เสมอว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงกลัว "กรรม" มาก ดังนั้นจะทำสิ่งไรพิจารณาแล้วพิจารณาอีก ว่าส่งผลแก่ผู้อื่นอย่างไร

แต่ดูคนที่มามากหลายไม่ว่าท่านอาสิจะพูดสอนสักฉันใด ให้มีที่เว้นโดยเฉพาะในช่วงพิธีกรรม แต่เขาเหล่านั้นไม่ยอมหยุด เห็นชัดตอนสวดมนต์ ตอนรับยา อันเป็นเวลาที่ทุกคนต้องสร้างบุญ ต้องสงบ คนที่มาด้วยกัน เป็นผัวเป็นเมีย เป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก กลับชวนคนที่บอกว่ารักกันชอบกันคุย แทนที่จะชวนกันหยุด

นี่มันไม่ต่างกับหนังที่เราดูเลย ปากบอกรักกันชอบกัน พฤติกรรมฆ่ากันหน้าตายิ้มแย้ม รู้ทั้งรู้ว่า ต่างคนต้องการบุญเพื่อช่วยตน

บทสรุป แม่ชีเมี้ยนตรัสให้พิจารณา ว่า "ศาสนามานั่งทุกวันนี้ ไม่กลอกกลิ้ง พูดความจริงทุกอย่าง" ก็แล้วคนที่มา ปากบอกว่าช่วยด้วย คนสอนก็สอนชี้ แต่ทำสวนทาง นี่เรียกว่า "ท้ากรรม" แทนที่จะมาช่วยกันทำให้เป็นวัดเป็นแผ่นดินรอด กลับมาทำเป็นทำเป็นตลาด เล่นตามนิสัย แล้วตลาดที่ไหนช่วยให้รอด ที่สำคัญ คนที่ตาย เป็นคนที่ตนบอกรักบอกชอบ นี่มันโหดสัตว์เลย รึเปล่า

อยากฆ่ากันไปที่อื่นดีกว่าไหม ? จะมาหลอกที่นี่ทำไมว่าอยากรอด แต่พฤติกรรมไม่ช่วยตนยังพอทน นั่นชีวิตตน กลับ ทำให้คนที่บอกรักบอกชอบตายไปด้วยหน้าตาเฉย

ใครมองอย่างไงไม่รู้ แต่เราบอกคนพวกนี้โหดสุดๆ ไม่หยุดตนก็หนักแล้ว คนที่เขาบอกให้หยุด เพราะเขารู้ ด่าเขาเสียอีก นี่แลขาดความรู้ ขาดพิจารณา เป็นพุทธเฉพาะในบัตรเท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

พุทธบาท


เชื่อหรือไม่ พระพุทธเจ้าโคดม เสด็จจากอินเดีย มาประเทศไทย

แลเพื่อเป็นการระลึกถึง การเสด็จมาในครั้งนั้น สิ่งที่คนเลื่อมใสขอเพื่อเป็นที่ระลึก ในการเสด็จมา ที่ท่านให้คือ "รอยพุทธบาท" นั่นเอง

ความหมาย คือ ผู้ใดอยากพ้นทุกข์ ให้เดินตามรอยตัวกระทำ หรือรอยการกระทำของท่านนั่่นเอง

คำถามก็คือ รอยที่ว่าต้องทำอย่างไร มีใครรู้จริง หรือไม่

รู้แค่ว่า ทำแล้วเป็นบุญบารมี ทานบารมี ช่วยตนพ้นทุกข์ได้

ทุกที่ ทุกแห่งหนก็อ้างของตน เป็นแก่นศาสนาแน่แท้ บางคนอ้างตนเป็นอรหันต์เลยก็มี

ศาสตร์พระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า หนทางที่ใช้ มีสัจจะเป็นเหตุ แล้วในชั่วโมงสัจจะนั้น อยู่ในกรรมฐาน สมาธิพิจารณา

พิจารณาอะไร พิจารณาว่า สิ่งที่ตนเชื่อ ตนทำอยู่นั้น เป็นสัจธรรมความจริง ทำเพื่อลดนิสัยกรรมให้น้อยลง หรือ ทำตามความเห็น ความเชื่อ ที่ผู้อื่นเขาว่าดี แล้วก็ทำตาม ถ้าเป็นความจริง ก็พยายามทำให้ได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติว่า ถ้าทำตามพระภูมี นิสัยกรรมย่อมน้อยลง ตนนั่นแลรู้สึกได้ กิริยาย่อมสงบลง นี่แลจึงเป็นเหตุให้คนทั่วไปเห็น ว่าความสงบคือเอกลักษณ์ของผู้มีธรรม

ดูแค่ความเจ็บป่วย เมื่อความเจ็บมาถึง ไม่โทษใคร รู้ว่า "นี่เราทำไว้แล้วเราจึงเจ็บ" ถ้าไม่อยากเจ็บแบบนี้อีก ก็ต้องลดนิสัยสร้างกรรม ถ้าเราไม่สงบ อารมณ์ไม่ดี โกรธว่าติเตียนผู้อื่น กรรมย่อมเพิ่มทวีคูณ หนทางหายย่อมเป็นไปไม่ได้

เมื่อยอมใช้ วันหนึ่งย่อมหมด หมดกรรม ก็หายโรค

คนที่บอกอยากหาย แต่เขาเหล่านั้นจะไปอย่างไร ถ้าไม่เดินตามรอยพระโคดมเลย ไม่ลดกิริยาบาป ไม่สร้างกิริยาบุญ

ถ้าถามว่าทำไมเขาไม่ทำ คำตอบง่ายนิดเดียว เขาไม่เชื่อกรรม ที่สำคัญ เขาไม่ปรารถนามรรคผล นิพพาน

คนเหล่านี้ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้า ไม่ยุ่งด้วย ไม่เสียเวลา เพราะฝึกไม่ได้

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44