วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561

วัดอยู่ตรงไหน หายโรคได้ตรงนั้นแล


ประเทศของคนที่บอกว่านับถือพุทธศาสนา เดินไปในทุกถิ่นฐาน เห็นวัด เห็นพระพุทธรูป นั่นเป็นสัญลักษณ์  แลทุกคนก็ไปเข้าวัด กราบไหว้ แล้วก็บอกตนว่า เป็นคนพุทธ บูชาพระพุทธเจ้า

ถ้าพิจารณาการกระทำ ที่ทำมากันตั้งแต่เด็ก จนทุกวันนี้ เมื่อกรรมมาถึงตน มาเป็นทุกข์ มาเป็นโรค ทำไมไม่มีผลช่วยตนไม่ได้เลย แม้นแต่ช่วยให้หายปวดท้อง 

เกิดอะไรขึ้น ในเมื่อ ไปที่ไหน มรรคธายก หรือพระ ก็ชี้บอกว่า เป็นบุญเป็นทาน แล้วสิ่งที่ทำ ทำไมไม่ย้อนมายังตน ช่วยตนในยามทุกข์นี้บ้าง

อย่าว่าแต่เราท่านที่ไม่ประสพผล แม้นแต่ผู้ปฏิบัติ หลายท่านก็บวชมาแต่เล็ก หากแต่ท้ายที่สุด ต้องนอนในโรงพยาบาลสงฆ์ จนวาระสุดท้าย 

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า พระของพระพุทธเจ้า ไม่เป็นเช่นนั้นดอก

ด้วย ต้นแบบคือพระพุทธเจ้า ผลแห่งการปฏิบัติ หนีกรรม หนีเกิด พบมรรคผลนิพพาน

มันจึงชวนน่าสงสัยไหมว่า สิ่งที่เราท่านทำ ฤามันเดินมาผิดรอยที่พระพุทธเจ้าทำไว้หรือไม่

แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า "การบูชาพระพุทธศาสนา ถ้าไม่ลดกิริยา ก็หาบูชาพระพุทธศาสนาไม่"

ย้อนภาพในอดีต อันเป็นเอกลักษณ์ของศาสนา นั่นคือ ความสงบ ร่มเย็น เป็นสุข 

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า เพราะไม่มีธรรม จึงต้องหาสิ่งอื่นมาลวงล่อ สร้างวัตถุ สร้างโบสถ์ สร้างศาลา มีหนัง มีดนตรี ครั้งพุทธกาล คนไปหาพระพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรม ที่ซึ่งเป็นสุดยอดที่คนอยากได้ ฟังเพื่อนำมาช่วยตน พระพุทธจึงไม่จำเป็น ต้องสร้างวัด ต้องมีงานรื่นเริง เพื่อเชิญชวนคนมา

บทสรุป ชาวพุทธในวันนี้ หลงทางไปไกลหรือเปล่า ไปวัดเอาวัตถุ บอกไปทำบุญ ทำทาน แต่กิริยาไม่ลดเลย กลับมายังด่าผัวด่าเมีย นี่แลทำไมทำมาตั้งแต่เด็กช่วยตนไม่ได้เลย ไปวัดกลับมาก็ยังเบียดเบียนผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ไม่มีเชื้อหน่อเนื้อของพระพุทธเจ้าติดตัวกลับมา คือ ให้สุขแก่ผู้อื่น เพื่อสุขนั้นจะได้ย้อนมายังตน พูดง่ายก็คือ ไม่ได้ไปวัดเพื่อลดนิสัย ลดกิริยานั่นเอง

พระพุทธไม่สร้างวัด แต่วัดแลธรรม อยู่ที่ผู้ปฏิบัติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธ อยู่แห่งหนตำบลใด เห็นก็ปฏิบัติตน ควบคุมกิริยาตน ตรงนั้นแลวัด เป็นบุญช่วยตนได้

แผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ที่ลพบุรี ผู้ปฏิบัติจึงสอนให้เราเห็น ด้วยสัจจะ ทำที่ไหนตรงไหนของโลกก็เป็นบุญ ลองไปเรียนรู้แล้วดูผล ว่าทำแล้วช่วยตนได้จริงไหม หายโรคได้จริงไหม

ถ้าไปวัดเพื่อลดนิสัยตน ยิ่งลดลงเท่าใด มีนิสัยพระพุทธเจ้ามากเท่าใด นั่นแลชีวิตใหม่ ปีใหม่ของชีวิตตน ที่มีแต่สุข สุขใจด้วยนิสัยพระพุทธเจ้า สุขกายด้วยหายโรค แลไม่กลับไปเป็นอีก เป็นของแถม

ไปวัด ถามตนสักนิด วัดอยู่ตรงไหนแน่ เพื่อวันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องมาร้องว่า ทำไมทำดี ไม่ได้ดี ก็เพราะสิ่งที่ทำมันไม่ใช่รอยพระภูมีนั่นเอง ทำสักเท่าใดไม่เป็นผล

ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ว่า หากแต่วันใดอยากทำแล้วเอาผล ลองมาทำตามรอยพระภูมี แบบแม่ชีเมี้ยน ที่ลพบุรี แล้วแถมหายโรคให้ถ้าทำได้

หากแต่อย่ารอจน ทำไม่ไหว เดินไม่ได้ กินไม่ได้แล้วค่อยมา ไม่มีแรงทำช่วยตน

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561

โรคกรรมตาย หรือ กรรมผ่าน?


อยากหายโรค เริ่มให้ถูก ใคร อะไร ช่วยตนของตนให้พ้นโรคได้ 

ถ้าเป็นโรคกรรมผ่าน หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า จะยาชุดละสองบาท หรือชุดละหมื่นบาท ก็หายเหมือนกัน หรือแม้นแต่จะใช้คาถา พิธีกรรม ความเชื่อใด เมื่อพ้นปล้องกรรม ล้วนแล้วแต่หายทุกตัวคน 

ถ้าเป็นโรคกรรมตาย คือมาเอาถึงตาย ทีนี้แหละจะเป็นบทพิสูจน์ ว่า ความเห็น ความเชื่อ ลัทธิ พิธีกรรม ที่ตนทำ ที่เคยเชื่อ เคยทำแล้วหายโรค ยาที่เคยกินแล้วหาย จะเริ่มเอาไม่อยู่ หยุดโรคที่เป็นไม่ได้เลย
ที่สำคัญ ดั่งแพทย์ญี่ปุ่นชี้ นั่นคือ ยิ่งทำยิ่งเป็นโทษ ไม่ทำ ปล่อยตามธรรมชาติ อายุจะยืนกว่าเสียอีก สำคัญกว่า คือ ตายสบายกว่า

นี่เป็นบทพิสูจน์ ว่าต้นเหตุมิใช่เชื้อโน่นนี่นั่น แต่ศาสนาของพระภูมี ชี้ลึกไปกว่า คือ "กรรม" แลคนเดียวที่จะช่วยตน นั่นคือ ตนนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็น วิธีการที่เฉียบขาดแลเห็นผลไว ที่แม่ชีเมี้ยนตรัสสอน ที่ซึ่งแก้ที่ต้นเหตุของโรค ทั้งแก้ไขและป้องกัน นั่นคือ "เปลี่ยนนิสัยตนที่มี มาใช้นิสัยของพระภูมี ทำให้เที่ยง คือพูดแล้วทำ ในสิ่งที่ตนพอทำได้ ในเวลาที่กำหนดโดยการถวายสัจจะ เป็นคำมั่นสัญญา"

บทสรุป ารหายโรคที่ว่าง่าย ก็ด้วยการพัฒนาจิตวิญญาณตนให้สูง เมื่อใจสูง กายก็สูง พึ่งตนเอง อย่าหวังพึ่งผู้อื่น ไม่ว่า ยาเคมี ลัทธิ ความเชื่อ พิธีกรรม 

ไม่ได้ว่า ไม่ได้ห้าม ถ้าจะทำ แต่ศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เสนอตัวเป็นทางเลือก เมื่อหนทางอื่นช่วยไม่ได้ให้มาลองทำแล้วดูผล โดยวางความเชื่อ ความเห็นเดิม แม้นกระทั่งยาเคมี 

แต่ถ้าโน่นก็ดี นี่ก็เอา เหยียบเรือสองแคม ก็ไม่ควรมา หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า คนแบบนี้ไม่ควรเล่นของกายสิทธิ์ หาผลได้ยาก เสียเวลา เสียเงิน ทั้งตนเองแลมูลนิธิ ด้วยมาทำแบบไม่เอาผลนั้นเอง 

ดังนั้น "พร้อมแล้วค่อยมา" สถานที่นี้ยังอยู่รอ พร้อม แต่อยากได้คนอยากหายโรค ที่มิใช่มาเอาสมุนไพรเพื่อหายโรค นั่นไม่พอ เพราะกรรมที่ทำ ไม่ได้มีปล้องเดียว ดับไฟมิใช่แค่ทำให้ไม่มีควัน ควรดับที่ต้นเพลิงคือนิสัย ที่ก่อกรรม ก่อโรคด้วย จะได้หายแล้วไม่เป็นอีก

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561

คนพูดมีมาก คนทำมีน้อย


ในโลกแห่งความจริง คนรู้ คนพูด มีมากมายนับไม่ไหว แต่คนทำนั้นมีน้อย
 
ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องศาสนา ก็มีคนรู้มากมาย ไปที่ไหนก็เจอ แต่คนที่ทำตามคำสอนน้อยกว่าน้อย โลกมันจึงเป็นแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้น คำสอนที่เดิน ของเกจิ คณาจารย์ ที่ว่าไว้ หรือของพระโคดม

เมื่อไม่ทำย่อมไม่ได้ แต่ถ้าทำแล้วทำผิด ก็ไม่มีผลเช่นกัน 

แม่ชีเมี้ยนสอนสงฆ์ การกระทำถูกผิด ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์เหตุ ให้ดูผล ทำผิดผลผิดเกิด ทำถูกผลถูกเกิด คนที่ทำแล้วไม่เกิดผล ช่วยตนไม่ได้ แล้วมาบอกทำดีไม่ได้ดี นั่นเพราะสิ่งที่ทำมันไม่ใช่คำสอนที่แท้จริง นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักชี้ว่า หากทำถูก ทุกสิ่งอย่างย่อมมีผลถูกตอบแทน รอที่กระไดบ้าน ใส่บาตร ดูก่อน พระรูปนั้นเอากำลังไปทำอะไร ทำทานดูก่อน มีผลแก่สรรพสัตว์หรือไม่ แลถ้าเทียบกันแล้ว สิ่งที่กำหนดกิจกรรมที่ให้ทำที่มูลนิธิก็ไม่ยากหรือหนัก ผู้ใดทำได้ หายโรคได้ มีให้เห็น จะบอกว่าผิด ได้อย่างไร

บทสรุป เรื่องศาสนา ถูกผิด รู้ได้ด้วยตนเอง ทำแล้วผลเกิดกับตนอย่างไร เป็นที่พึ่งของตนได้ไหม ที่สำคัญ ต้องเล่นเอง ทำเอง ไม่ใช่ชี้นิ้วสั่ง หรือร้องขอพร

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ออกดอกออกผล


เห็นกล้วยไม้ออกดอกสวยให้คนชม ที่มูลนิธิ นึกถึงคำสอนของแม่ชีเมี้ยน

คนมากหลายมักอ้างว่าทำโน่นนี่นั่น ที่สำคัญเมื่อทำแล้ว ก็มักคิดว่าต้องได้ โดยเฉพาะ ทำบุญ ทำทาน

แม่ชีเมี้ยน ชี้ว่า การกระทำเหมือนต้นไม้ ความสำเร็จมิใช่การปลูก หรือดูแลให้เจริญเติบโต หากแต่ ไม้นั้นต้อง ออกดอกออกผล นั่นต่างหาก อันหมายถึง มีประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือสรรพสัตว์นั่นแลคือผลที่จะย้อนกลับมายังตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า การกระทำใดที่ไม่เกิดผล ย่อมเป็นการเสียเปล่า อุปมา เสมือนปลูกข้าว แต่หว่านลงปูน แล้วรอรวง จะรอสักฉันใดก็ไม่มีผลคืนมา 

ฉันใดก็ฉันนั้น ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี แม้นแจกฟรี แต่หวังผล คือให้เพื่อเป็นโอกาสได้ทำความดี ทำนิสัยพระพุทธเจ้า ไว้เป็นที่พึ่งแห่งตน

หากผู้ทาน ทานแล้วหายแล้ว ไม่ทำเสมือนไม้ไร้ดอกผล คนที่มาช่วยแลศาสนาก็เสียผล ผู้ที่มีกตัญญูจึงทำตนให้เป็นดอกผล พัฒนาวิญญาณตนให้มีจิตใจสูง เป็นเครื่องตอบแทนศาสนา

เพราะรู้ความจริงว่าทำอย่างไรได้อย่างนั้น ทำตนรู้คุณ ย่อมได้สิ่งนี่คืนกลับมายังตน ได้ความสุขความเจริญแก่ชีวิต

บทสรุป คนมากมายไม่ประสพผลเพราะ ทำแล้วไม่ดูผล ไม่เอาผล คิดว่าทำแล้วต้องได้ ที่สำคัญ จะทำแล้วให้ผลเป็นบุญทานบารมี ท่านอาสิชี้ ต้องทำเหมือนพระพุทธเจ้าคือ ไม่หวังผลตอบแทน

ดูสิ เขาสอนสร้างโบสถ์ใหญ่โต พระใหญ่ ให้ประโยชน์แก่สรรพสัตว์ตรงไหน เท่าใด แล้วจะหวังผลอะไรคืนมายังตน เทียบกับมะกรูดผลมะพร้าวลูก เช้าหิ้วมา เย็นคนหิ้วยากลับ ทานแล้วหายทุกข์หายเจ็บหายโรค ผลไปรอที่กระไดบ้านแล้ว

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เรื่องกาก - กากสมุนไพร เคล็ดลับหายโรค


ความรู้ความเข้าใจมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของชีวิต แลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมาด้วยแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคย

จึงไม่แปลกทำไมครูบาอาจารย์จึงต้องพูดซ้ำๆ ประการแรก ไม่มีใครที่ฟังแล้วเข้าใจหมดได้ในครั้งเดียว นั่นคือฟังแล้วเก็บไปพิจารณา ตรงไหนติด คราวหน้ามาฟังใหม่เหมือนต่อจิ๊กซอว์ จนเต็ม เข้าใจถูก ทำถูก ผลถูกก็เกิด

นี่เองทำให้ความสงบมีค่า เพราะวลีที่กล่าวมีผลกับชีวิตตนแลผู้อื่น อย่าให้คนอื่นพลาด แล้วช่วยตนไม่ได้เพราะเราคุย หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ว่า เราพูดนานสองนานซ้ำไปซ้ำมา เพื่อให้คนแค่จับเอาวลีหนึ่งไปทำแล้วช่วยตนได้ นั่นเพียงพอสำหรับคนนั้นไปแล้ว เพราะธรรมไม่จำเป็นต้องรู้หมด ขอเพียงรู้จริง เอาที่พอทำได้ ช่วยตนได้ แค่นั้นก็พอ การพูดจึงหว่านไปทั่ว ไม่ใช่ทุกคนต้องทำทั้งหมด ต่างคนต่างกรรมต่างวาระ เอาที่ตนทำได้ ธรรมจึงมี กว่าแปดหมื่นขันธ์ ให้เลือกทำ อันนี้เหมาะกับเขา ไม่จำเป็นว่าต้องเหมาะกับเรา ไปช่วยทำยาไม่ได้ ล้างห้องน้ำก็ได้ จัดเก้าอี้ก็ได้ จัดรถก็ดี เอาที่ตนทำได้

ประการที่สอง ท่านว่าเมื่อเอาไปทำย่อมมีอุปสรรคหรือมารผจญ การฟังซ้ำๆ นั่นเพื่อให้เกิดปัญญาพิจารณาเหตุและผล เพื่อดับหรือผ่านปัญหานั้นๆ ไปให้ได้ พูดง่ายๆ ยอมรับว่า "กรรมเราทำมา ศาสนาก็สอนให้เป็นคนจริง ยอมใช้" นั่นคือ ฟังให้เกิดขันติ และอดทน เพราะมาใช้ย่อมต้องมีมาร เมื่อยอมใช้ย่อมต้องหมด จิตใจจึงยอมรับและสงบ ด้วยเชื่อว่า "ทุกข์วันนี้สุขวันหน้า" ก้มหน้าทำไป ไม่ใช่มีเสียงมากระทบ กูไปแล้ว

ทีนี้เมื่อย้อนมาถึงการฟื้นฟูตนด้วยสมุนไพร ที่ท่านอาสิมักชี้ว่า "รู้เขารู้เรา" นั่นต้องรู้ธรรมชาติของร่างกายตน เป็นสำคัญ จึงจะมีโอกาสชนะได้สูง

ท่านมักชี้เสมอว่า ปัจจัยหลักของชีวิต "กินได้ไม่ตาย" ประเด็นก็คือ เมื่อเรากิน ร่างกายจะนำไปใช้ได้โดยวิธีใด โดยการย่อย แล้วดูดซึม รู้แบบนี้แปลว่า "มันต้องให้เวลา"

พฤติกรรมการทานสำหรับคนป่วยมันจึงต้องพิถีพิถันกว่าปกติ เพราะการดูดซึมยิ่งดีเท่าไหร่ โอกาสรอดและหายก็ยิ่งดีเท่านั้น ความสำคัญจึงอยู่ที่การประวิงเวลาให้อยู่ในระบบนั่นเอง หากเป็นน้ำก็ควรจิบทีละน้อย แต่สิ่งที่ช่วยชลอได้ดี นั่นคือ "กาก"

ถ้าคุณเชื่อฝรั่งหรือคนขายเครื่อง คุณก็คั้นน้ำผลไม้ดื่ม ไม่เอากาก ดื่มเข้าไป ร้อยได้คุณค่าไม่ถึงครึ่ง ดูส้มเป็นตัวอย่าง แต่ถ้าคุณทานส้มพร้อมเส้นใย นั่นแหละคุณค่าเต็มๆ ที่ได้จากส้ม

ทีนี้มาดูยาเขียว ก็ไม่ต่างกัน ท่านจึงสอนคนทำยาว่า เวลาคั้นอย่าใช้ตะแกรงที่ถี่เกินไป ต้องให้มีกากเหลือไว้ ชลอการไหลไปของยาเขียว ให้อวัยวะได้มีเวลาดูดซึมเอาไปใช้ประโยชน์

เสียดาย หลายคนไม่เอากาก ไม่ทานผักอาหารที่มีเส้นใย ไม่เรียนรู้สิ่งที่ร่างกายต้องการ ทำแต่สิ่งที่ตนชอบ กินเหล้า จิบเบียร์ มีเวลานั่ง จะทานสมุนไพร รีบเหมือนไฟไหม้ ชอบนักสารสกัด

ความไม่รู้ เลยพาลด่าคนทำอีก ทำไงวะกากเพียบเลย ใช้มือหรือใช้ตีนทำ ว่าไปนั่น

บทสรุป สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ทำ ทุกสิ่งอย่าง ล้วนต้องมีผลดี ทำแล้วเป็นคุณแก่ผู้ทำ ผ่านการไตร่ตรอง พิจารณามาแล้วอย่างดี ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่ดูแล้วให้ทุกข์ อาทิ ที่มักได้ยินคนป่วยหรือญาติพูดบ่นเสมอ แม่งเอ๋ย คนป่วยก็เดินจะไม่ไหว หรือลำบากอยู่แล้ว แทนที่จะให้นั่งสบาย นอนสบาย หรือเอายามาให้ เสือกให้เดินไปโน่น ไปนี่ ทรมานคน บาปกรรม หารู้ไม่ ถ้าร่างกายคนไม่เคลื่อนไหว ระบบการย่อย การดูดซึม จะทำงานน้อยลงไปเรื่อยไป หรือไม่ทำงานเลย การเดินคือการกระตุ้นที่ดีที่สุด

แลที่คนไม่รู้ ยิ่งถ้าเป็นการทานมื้อเดียวด้วยแล้ว ร่างกายยิ่งต้องฟื้นฟูระบบดูดซึมและย่อย ให้กลับมาสมบูรณ์ที่สุด คนป่วยบางคนในอดีต หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ให้ไปรับสัจจะทานวันละมื้อกับพระ ในเทศกาลต่างๆ อาทิ เข้าพรรษา ธุดงค์ แต่วิธีนี้เหมาะกับคนที่ยังทานอาหารได้ปกติ ไม่ใช้กับคนที่ทานได้น้อย หรือทานไม่ค่อยได้ และสอนพระว่า ทุกมื้อควรมีผัก

ก็ไม่แปลกทำไมพระโคดม ถึงคิดอดอาหาร หลังจากบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ อดก่อนบรรลุ เหมือนตำราว่า ก็พูดมากมนุษย์ก็บ่นรำคาญน่าเบื่อ ไม่พูดก็ไม่รู้ ทำผิดช่วยตนไม่ได้ เห็นนิสัยมนุษย์ดูแล้วหาคนทำยาก เรื่องของศาสนา มันจึงต้องอาศัยการพิจารณา สร้างความเชื่อ ความศรัทธา แล้วเดินตาม จะให้อธิบายหมด ทุกตัวคน คงเป็นไปไม่ได้ ใครเชื่อก็ตามแม่ชีเมี้ยนมา ใครทำได้ คนนั้นได้เปลี่ยนตนเป็นคนมีจิตใจสูง หายโรคนั้นแถมให้


วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เมื่อเรือออกจากฝั่ง - ความเชื่อกับการหายจากโรค


ความเชื่อ ความเห็น ความจำเป็น ถูกสร้างและปลูกฝังผูกติดกับวิญญาณ หากขาดพิจารณา ขาดปัญญา หรือผู้รู้บอกสอน ทุกตัวคนย่อมยึดถือไว้แน่นเหนียว และคิดเอาเองว่า สิ่งนี้ดี ช่วยตนได้

หากแต่สิ่งเหล่านี้เป็นเงามายา ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีอำนาจจริง คล้ายดั่งผืนน้ำที่เราท่านมองเห็น อยู่บนพื้นถนน ครั้นรถแล่นเข้าไปใกล้ ผืนน้ำนั้นก็หายไป

เราคิดเอาเอง เออเอง ว่าดี ไม่รู้เลยว่า สิ่งดีๆที่เกิด นั้น ผลกรรมดีของเราท่านที่ทำไว้แล้วต่างหาก ที่ช่วยตนของเรา

แม่ชีเมี้ยน ชี้ว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีเจ้าของ ไม่มาก้าวก่ายเหนืออำนาจกรรม ยกเว้นบุคคลผู้นั้นจะฟัง พิจารณาในสิ่งที่ศาสนาสอน แล้วทำได้จึงเกื้อกูล”

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าเรื่องขำที่ท่านพบให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งนั่งเรือไปในทะเล เกิดคลื่นพายุ และฝนกระหน่ำน่ากลัว คนในเรือต่างตื่นตระหนก ด้วยกลัวเรือล่ม ร้องกันเซ็งแซ่ มีชายผู้หนึ่งตะโกนขึ้นว่า ไม่ต้องกลัว เขามีวิธีทำให้พายุแลฝนสงบลงได้ 

หลวงพ่อนิพนธ์ฉงน เลยเดินตามชายผู้นั้นไป ชายผู้นั้นเดินไปด้านหน้าเรือถอดกางเกงในมากวัดแกว่ง ผ่านไปสักเท่าใด ก็ไม่มีทีท่าว่าลมฝนจะเบาหรือหยุดเลย ครั้นผ่านเหตุการณ์นั้นเรือเข้าท่า ถามชายผู้นั้น เขาตอบว่า เขาเคยทำเช่นนี้ ทุกครั้งมันก็ใช้ได้

นี่แลความเชื่อ ขาดพิจารณา แทบสังเวยด้วยชีวิต กว่าจะรู้ว่ามันไม่ใช่ 

การรักษาโรคก็ไม่ต่างกัน มากไปด้วยความเชื่อ ความเห็น ที่บอกต่อกัน กินอันนั้นสิดี ทำแบบนั้นสิหาย แถมวลีเด็ด ฉันลองมาแล้ว ที่ซึ่งมันจะต่างอะไรกับกลาสีเรือคนนั้น ที่เคยแกว่งกางเกงในแล้ว ลมฝนมันหยุดทุกที ก็พรหมลิขิตยังมี มันผ่านปล้องกรรมชั่ว มันก็ต้องหายทุกตัวคนนั่นแหละ ไม่ว่าวิธีใด เพราะกรรมที่มาไม่ได้เอาถึงตาย 

ครั้นมาเจอของจริง กรรมตาย มันมาเอาตาย ทุกข์เกิดเป็นโรคตาย นั่นเรือออกจากฝั่งแล้วทีนี้แหละ จะรู้ว่าแคมเรือที่เหยียบอยู่ มันเหยียบแคมเรือจริงหรือคิดเอา ตอนอยู่ที่ฝั่งเหยียบฝั่งคือกรรมดี ก็นึกว่าแคมเรือ น่าเสียดายคนส่วนใหญ่กว่าจะรู้ ตัวก็ตกน้ำเสียแล้ว

บทสรุป ศาสตร์สมุนไพร ที่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้ มาจากผู้รู้คือแม่ชีเมี้ยน ไม่ได้นึกเองเออเอง ลองผิดลองถูก ท่านจึงว่า ทำไมจึงไปเชื่อปัญญามนุษย์ นั่นปัญญากรรม กำเนิดจากความโลภ ไม่มีทางชนะกรรม ชนะโรคได้แน่นอน

ท่านจึงชี้เสมอว่า ยารักษาโรค ไม่มีในโลก ยิ่งบอกว่าสมุนไพร ตัวนั้นดี ตัวนี้ดี ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะสมุนไพรตัวเดียวไม่มีฤทธิ์ ต้องมีคู่ของเขา มารวมกัน ด้วยสัดส่วนที่พอเหมาะ จึงเกิดฤทธิ์ 

ไม่ต้องพูดถึงยาเคมี ที่มีฤทธิ์ เพียงระงับยับยั้งอาการ ยิ่งไม่มีทางหายโรค แลบทพิสูจน์จะมาถึง เมื่อเรือชีวิตของเราออกจากฝั่ง เจอลมฝน นั่นคือ กรรมเราทำมา มาทวง อะไรก็หยุดทุกข์อันนี้ไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจ นี่แลศาสนาแม้นมีอำนาจ ก็ก้าวก่ายไม่ได้ ถ้าผู้นั้นไม่มีคุณสมบัติ คือ เป็นคนดี ตามธรรมคำสอน ทำธรรม จนเป็นอำนาจ ไปแก้ไขอำนาจกรรมที่ตนทำมา ไม่ใช่เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เกจิคณาจารย์ใดที่ช่วยได้ ไม่เชื่อเอามะเร็งไปถวายสิ เผ่นป่าราบหมด ดูแต่ประเทศที่ผลิตคีโมรักษามะเร็งขาย ประเทศนั้นๆมีคนตายด้วยมะเร็งเป็นล้านคน ทำไมไม่เอาคีโมไปช่วย

ไม่ได้ด่า ไม่ได้ว่าใครทั้งนั้น แค่อยากสะกิดจิตอาสาเท่านั้นแล ก็เห็นมาช่วย ทำสมุนไพร แล้วทำไมไปเดินแจก เดินบอกคนเขา กินนั่นสิ กินนี่สิ นี่เลยไข่ผ่านพิธีมาแล้ว ฉันเอามาฝากกินแล้วแข็งแรง นี่ใบนี่ดี แถมเอามาปลูกในมูลนิธิชวนคนกิน บางคนเชื่อ หยุดกินสมุนไพร ไปกินใบนี้ อยากหายเร็วจนลิ้นชา เกิดอาการแทบไม่รอด ถามว่าหายไปไหนไม่มารับสมุนไพร บอกไปกินใบนั้นมากไป นอนโรงพยาบาลเกือบไม่รอด 

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติสงฆ์ ยิ่งทิ้งความเชื่อ ความยึดถือ ความเห็นได้มากเท่าใด เหลือพระพุทธเจ้า แล้วเดินตาม โรคอะไรก็ไม่น่ากลัว 

แต่ถ้าไม่ กินยาพระพุทธเจ้า เวลาหาย กลับไปแก้บน นั่นเรือกำลังออกจากท่า เจอลมฝนวันใด เรือผุพัง จะกลับเข้าท่า ก็ทำลายไปเสียแล้ว พระพุทธเจ้าเขาใช้ อุเบกขา ไม่อยากคบ 

หนทางเดียว ที่แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ “นิสัย” อย่ามัวไปนั่งขอ หรือเชื่อเขาว่า ทำนิสัยพระพุทธเจ้านี่แหละ วิญญานจะได้พัฒนาขึ้นที่สูง แล้วหายโรคจะแถมมา

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ความจริง - ถูกหรือผิด วัดกันที่ผลลัพธ์


แม่ชีเมี้ยนชี้ให้พิจารณาว่า ศาสนาของพระภูมี ใช้ความจริง มิใช่ความเชื่อ ความเห็น ความชอบ ความจำเป็น

จึงไม่แปลกที่คนทั้งหลาย จึงมักกล่าวว่า ศาสน์อันนี้ดี แต่ไม่เอา ไม่ทำ

หากมาพิจารณาเฉพาะเรื่องใกล้ตัว 

ถ้าร่างกายท่านต้องการแคลเซียม เสริมสร้างกระดูก ท่านนึกถึงอะไร คนทั้งหลายบอกดื่มนม โดยไม่เคยรู้เลยว่านมที่ดื่มมาอย่างไร มีอะไรมาด้วย ที่สำคัญเคยศึกษาไหมว่า มันเหมาะกับร่างกายมนุษย์อย่างเราหรือไม่ ย้อนไปถามบรรพบุรุษ ไม่สอน ไม่เคยบอกให้ดื่มนม แต่หาฝรั่งมาให้กิน ลองไปเทียบกันดู คุณค่า ความจริง ไม่ว่าจะแง่ไหน ฝรั่งให้คุณค่าและปลอดภัย กว่านมเยอะ แต่คนสมัยนี้ไม่เอาความจริง เอาที่ตนชอบ 

ถ้าเราทำอาหาร คนสมัยนี้ใช้น้ำมันพืช กันแทบทุกครัวเรือน โดยไม่เคยถามหรือค้นคว้าดูว่า มันมีที่มาอย่างไร ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยมี แต่มันเกิดขึ้นเพราะความตกต่ำของราคา และการผลิตที่มากเกินไป จากเดิมที่ปลูกเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม จึงถูกบิดเบือน แล้วเบียดสิ่งที่บรรพบุรุษสอนให้ใช้ให้กิน ที่มีคุณค่า นั่นคือ น้ำมันหมู 

ยิ่งมาถึง ความเชื่อถือ ยิ่งหลงเล่ห์คนฉลาด สร้างโน่นนี่นั่นมากันมากมาย ศักดิ์สิทธิ์นักหนา เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ตามความปรารถนาของคน ดูจตุคามสิ ในอดีต มาถึงวันนี้ ขายกันเกลื่อนตามช่องทีวี ไม่คิดสักนิด ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซื้อได้ เจ้าชายจะทิ้งวังออกบวชทำไม

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้พิจารณาว่า "ให้ดูผล" แล้วจะรู้ว่า เหตุนั้นถูกหรือผิด ถ้าผล ผิด เกิดขึ้นจะบอกอย่างไรว่า ถูก เฉกเช่นสิ่งที่ตนทำมาตลอดชีวิต ผลผิดมันเกิดแล้วในวันนี้ อุบัติเป็นโรคให้ทุกข์ นั่นแล ทำผิด ก็แล้วทำไม จะมาทานสมุนไพรเพื่อกลับไปทำแบบเดิม ไม่ยอมเรียนนิสัยของพระภูมี ไปเปลี่ยนการกระทำของตนให้ถูก

ไม่แปลกอะไร ทำไมคนมาทานสมุนไพรหายโรค แล้วไม่นาน ก็เป็นอีก นั่นแหละเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ตนทำมันผิด 

ปัญหาก็คือ แล้วทำไมกลับมาทานสมุนไพรอีกมันจึงยาก หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ก็มาคราวแรก ความผิดที่ทำ ทำโดยไม่รู้ ไม่เจตนา โทษมันจึงเบา มาเจอศาสนา สอนให้รู้ แต่ไม่อยากฟัง ไม่อยากทำ ไม่อยากแก้ไข จะขอหายแล้วไปทำแบบเดิม ทีนี้มันเรียกว่าสร้างกรรมโดยเจตนา ทำไปทั้งที่รู้ สมุนไพรอย่างเดียวจึงยากที่จะงัดแล้ว 

จะเดินต่อโดยไม่เอาธรรมของพระภูมี ศาสนา เขาไม่ใช่ขี้ข้าใคร ให้โอกาสก็เพียงหนเดียว อุปมา ตีงูต้องตีให้ตายในคราเดียว ไม่เอานิสัยพระภูมีมาทำ อย่าหวัง 

เพราะความจริง เวลาทำกรรม ใช้ กาย วาจา ใจ ไปเบียดเบียนเขา แต่เวลาจะมาหนีกรรม จะมานั่งขอพร จะล้างกระปุก ล้างขวด สมุนไพรที่ตนทาน หรือช่วยทำ จะได้ไม่เพิ่มการเบียดเบียน เพิ่มกรรม ยังไม่ได้ ขอให้ตาย อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าไม่ช่วย ชายตาแลยังไม่มีเลย ด้วยเขาช่วยเฉพาะคนเอาธรรม และทำได้

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เรียนอะไร - เปลี่ยนให้พ้นทุกข์หรือให้หายโรค


หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า คนมาหาศาสนาเพราะเป็นทุกข์ อยากพ้นทุกข์ นั่นคือ เรียนความรู้เพื่อมาทำให้พ้นทุกข์ มิใช่หายโรค นั่นของแถมสำหรับผู้เรียนแล้วทำได้ พัฒนาวิญญาณตนขึ้นที่สูงได้

บทสรุป ท่านอาสิจึงชี้ว่า ปีใหม่ จึงมิใช่หมายถึงปี แต่หมายถึงชีวิตใหม่ที่มีกายดี มีนิสัยที่ดีของพระพุทธเจ้า นั่นแหละปีใหม่

ดังนั้น การมาแล้วถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ว่า บุญ ทาน บารมี ทำอย่างไร ทำทำไม มาเอาแต่สมุนไพร ชีวิตก็คงมีใหม่แต่ปี แต่ไม่มีปีใหม่ที่มีนิสัยดี กายดี

ไม่สงสัยบ้างหรือ ทำไมสิ่งที่ตนทำช่วยตนไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นไปตามคำสอนของพระที่บอกว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติ นี่แหละทำไมต้องไปเรียน จะได้รู้

สนใจอยากรู้ โน่น สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณามีคำตอบ

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ทำไมต้องให้ - หายโรคได้ด้วยการให้


ศาสนา สอนหนทางแห่งสุข คือ “การให้” ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว ไม่ใช่แสวงหาสรรพสิ่งให้ตนแล้วจะสุข

สิ่งที่แฝง ท่านอาสิชี้ แต่หลายคน อาจยังไม่เคยพิจารณา นั่นคือ “มันไม่ใช่ของเรา”

แปลความว่า ไม่รู้ว่าวันไหนต้องเสียไป และแม้นไม่อยากเสีย ไม่อยากให้ แต่ก็รักษาไว้ไม่ได้

ศาสนาย่อ ผู้ที่มาเอา เปรียบเป็นชูชก เป็นตัวแทน ที่บอกเราท่านว่า จะยอมให้หรือไม่ยอม ฉันก็จะเอา

การฝึกให้ คือ การฝึกยอมสูญเสีย ฝึกทำใจ เมื่อใดที่เกิดสูญเสีย จะได้ไม่ทุกข์จนเกินไป 

แม่ชีเมี้ยน จึงมักตรัสให้สติเสมอ “กรรมน่ะกรรม จำไว้ให้ดี กรรมมันใช้กรรมมันสั่งแล้วเป็นทุกข์

หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้พิจารณา ผู้ที่เป็นผู้ให้สุขแก่ผู้อื่น ย่อมเชื่อในผลแห่งการกระทำ เชื่อกรรม จึงมีมานะทำ ครั้นวันหนึ่ง กรรมมาถึง ต้องเสีย ก็มักจะทำใจได้ ไม่ทุกข์จนเกินไป 

อาทิ คนขับรถมาชนรถเรา ก็เชื่อว่า กรรมมาต้องเสียทรัพย์ ทำใจได้ ก็ไม่ต้องต่อกรรม ทะเลาะกับคู่กรณี หรือที่เห็นมากมายในข่าว ไม่เชื่อหรือว่าบางทีท่านอาจต้องยกลูกให้ชูชก เมื่อวันหนึ่ง ลูกท่านเกิดลูกหลง เขาทะเลาะกันถูกยิงตาย ไม่ว่าท่านจะยอมให้หรือไม่ เขาก็เอาลูกท่านไปแล้ว 

บทสรุป การให้ คือ การเตรียมตัว เตรียมใจ ว่าเราท่านต้องสูญเสีย การทำใจยอมเสีย ยอมให้ ให้ใครก็ไม่รู้ มันคือการเสียก่อน และเสียด้วยความเต็มใจ ผลที่ได้จึงมหาศาล อย่าไปรอ ที่ต้องให้ แม้นจะไม่ยอม
หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า การไม่อยากเป็นโรค จึงมีหนทางง่ายๆ คือ ไม่อยากเป็นมะเร็ง ก็ไปช่วยเหลือคนเป็นมะเร็ง ไม่อยากเป็นโรค ก็ไปช่วยคนเป็นโรค การให้สมุนไพร การเก็บใบยา จึงมีความหมาย 

หลายคนเมิน การให้ แต่เรากลับเห็นคนที่ไม่เป็นโรค มามูลนิธิ ซื้อยาสระผม กลับมองเห็นค่า บอกกับเราว่า เห็นคนป่วยแล้วอยากให้ แต่ที่นี่ไม่รับเงิน เขาซื้อยาสระผมไปช่วยขาย เขาเก็บมะกรูดที่บ้านมาให้ ตามที่มี ซื้อพริกไทยมาให้ จึงนึกย้อนคำหลวงพ่อนิพนธ์ คนพวกนี้ ไม่ได้หยอดตา กลับมองเห็น คนที่หยอดยาตาเรา กลับตาบอด สงสัยนัก เอาตาที่ดี ไปเพื่ออะไร ในไม่ช้า หยอดสักเท่าไร ก็หาประโยชน์กับตาได้น้อย

ไม่ได้ว่า ถ้าไม่ให้ แต่ติงไว้ แน่ใจน่ะ ว่าพรหมลิขิตท่านดี จะไม่มีการสูญเสีย ถึงเวลา ทำใจให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ จะสร้างกรรมต่อ ใหญ่โตมหาศาล

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เที่ยงแท้ - หากเหยียบเรือหลายแคม


ผลแห่งการกระทำ แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า "ทำอย่างไรได้อย่างนั้น" 

หลายคนมักสงสัย เห็นคนบางคนมามูลนิธิ ดูแล้วเป็นคนที่เชื่อมั่นศรัทธา ทุ่มเท วันหนึ่ง เกิดเสียชีวิต จึงมักเกิดความลังเล ทำไมจึงเป็นแบบนั้น 

แต่สิ่งที่คนทั้งหลายไม่รู้ไม่เห็น คือการกระทำของคนผู้นั้น ซ่อนอะไรอยู่ ที่สำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้พิจารณา คือ "น้ำไหนใสมาก็ไปกับน้ำนั้น" อันหมายถึง อะไรที่เขาว่าดี เอาหมด ทุ่มเททำทุกสิ่งอย่าง
ภาพที่เห็นจึงเป็นความทุ่มเท หากแต่ความจริงเขาทุ่มเทกับทุกสิ่งที่เชื่อ

มันจึงเป็นพฤติกรรมเหยียบเรือหลายแคม 

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า วันหนึ่งเรือทุกลำต้องออกจากฝั่ง ต้องเจอพายุ หากเหยียบเรือหลายแคม ช้าเร็วเรือก็ต้องแยกจากกัน เราก็หนีไม่พ้นต้องร่วงหล่นน้ำ

ผลที่เกิดนั้นเที่ยงแท้ ไม่มีหรอกที่ฟ้าดินเขาแกล้ง แม้นแต่น้อยเดียว 

บทสรุป การฝึกนิสัยนี้ไว้ วันใดที่กรรมหนัก มาถึง ชีวิตจึงเกิดความเสี่ยง คว้าถูกคว้าผิด หลายคนบอกเชื่อมั่นสมุนไพร ครั้นพอวิกฤติ ด้วยนิสัยนี้ จึงมักพาไปในสิ่งที่เอาง่าย โดยเฉพาะที่ติดวิญญาน นั่นคือ ยาหมอ จะใช้ความขันติ อดทน สติของศาสนา มิได้เลย เพราะความกลัว ทั้งของตนแลคนใกล้ชิด
ด้วยเหตุเดียวคือ ไม่เชื่อเรื่องกรรม 

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักให้สติว่า ศาสน์นี้คนกังขาไม่น่าเล่นของกายสิทธิ์ เพราะยามวิกฤติ ยิ่งต้องจับให้มั่น อย่าเปิดตา สร้างความคิด ความเห็น จะเกิดความกลัว แล้วปล่อยมือ 

เพราะฉะนั้น หากสืบความจริง จะพบว่า คนเหล่านั้น ปล่อยมือจากศาสนา หรือคว้าผิด สิ่งที่ตนยึดถือ หรือคิดว่าจะช่วยตนได้ ไม่มีตัว ไม่มีตน ช่วยตนไม่ได้แต่จะรู้ก็ต่อเมื่อ ฝาโลงแย้ม

ไม่แปลก ที่หลายคนบอกขอลากับหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อตนกำลังจะหายดี ขอไปแก้บน ขอไปทำบุญที่โน่นนี่นั่น ทั้งที่คนตำยานั่งอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าตาย โบ้ยว่า ทานสมุนไพร

อยากเห็นก็ดูบางคน สมุนไพรก็ทาน ในขณะที่ทานสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เขาก็ทานยาอื่น ไปวัด ไปเป่าหัวพรหมน้ำมนต์

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กตัญญู ก็แล้วไง


หลายคนบ่นท่านอาสิ พูดอยู่นั่นแหละกตัญญู ก็แล้วไง ไม่สนหรอก ฉันจะมาเอาสมุนไพรแค่นั้นเอง หายแล้วก็ไป ทางใครทางมัน จะแม่ชีเมี้ยน จะหลวงพ่อนิพนธ์ ก็แค่คนแจกยา เท่านั้นเอง ที่ไหนก็มี คนแจกฟรี ไม่เห็นเขาต้องให้ทำเลย

มันทำให้เรานึกย้อนวันแรกที่คุยกับหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านว่าปัญญาทางโลกของเราอาจจะดีเลิศ แต่ทางศาสนานั้น ควายดีๆนั่นเอง 

ทำไมหรือ ก็เพราะเข็มทิศของชีวิตมันผิด สิ่งที่ทำ ยิ่งทำยิ่งหลงทาง ก็บอกมาหาศาสนา บอกอยากมีสุข แต่หนทางหาสุข กลับแสวงหา ลาภยศ เงินทอง หวังจะให้สุขกับตน สวนทางคำสอนของพระพุทธเจ้าสิ้น 

การกระทำของพระพุทธเจ้า พิสูจน์แล้วว่า วัตถุ สิ่งของ เงินทอง ให้ได้แค่สุขกาย แต่ให้สุขวิญญาณไม่ได้เลย โดยเฉพาะยามเจ็บ เจ็บคนเดียว ยามตายก็ตายคนเดียว

หาสุขแบบนั้นไม่มีทางถึงสุข

พระภูมีชี้ว่า "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว" 

แล้วไง ศาสนาจึงเริ่มที่กตัญญู ด้วยเป็นผู้มีคุณ น่าจะให้ตอบแทนคุณโดยง่าย แต่การให้ที่เป็นสุดยอด ให้แก่ทุกตัวคน แม้คนนั้นจะไม่ดี ก็ให้ เฉกเช่นพระเวสสันดรให้ชูชก 

แล้วจะไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร ก็คนมีคุณ ให้เพื่อความกตัญญูยังไม่ได้เลย จะไปถึงจุดสุดยอดให้ชูชกได้โดยวิธีใด ยิ่งถ้าคนผู้นั้นด่าเราท่าน เกลียดเราท่านทุกเมื่อวัน จะให้ได้หรือไง 

ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะให้ท่านอาสิอธิบายทั้งหมดคงยาก จึงให้มองที่ผล ทำแล้วดี ก็ควรทำไป 

กว่าจะไปถึงสุข จึงต้องเริ่มที่กตัญญู หยุดกาย ลดกิริยา คุมตนให้อยู่ในความสงบ 

ในบางเวลา หยุดกายได้ หยุดวาจาได้ หยุดใจได้ ไม่มีความคิด ไม่มีความเห็นผิด มันจึงให้ชูชกได้ 

ดูสิ วันนี้แค่ขอทานบางทียังว่า งอมืองอเท้า นั่นขอเงิน ชูชกขอลูกเราท่านเลยนะ จะให้ได้หรือ 

ถ้ากระไดกตัญญู ยังให้สุขไม่ได้ หวังสุขก็เป็นแค่ลม ไม่มีทางเป็นจริง


วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ปฏิบัติธรรม..วันนี้หรือวัน(ชาติ)หน้า?


คนทั้งหลายมักจะตอบ คำนี้ เมื่อคนรู้ ชี้ช่องว่า ควรจะหาเวลาไปปฏิบัติธรรม เพื่อช่วยตน เดินหนีกรรม
แต่คนทั้งหลายไม่มีใครรู้ ว่า “มันจะมีจริง” กว่าจะรู้ก็ใกล้ตาย หรือฝาโลงแย้มนั่นเอง

นับแต่อดีต เพื่อนหลวงพ่อนิพนธ์ อาน้อย มาหา ท่านเห็นลักษณะ ก็บอกว่าดูไม่ดี น่าจะหาเวลามาทานสมุนไพรบ้าง

คำตอบก็คือ ไว้วันหน้าแล้วกัน ตอนนี้ยังไม่พร้อม เวลาผ่านไป ด้วยความรักเพื่อนและมีความห่วง ท่านหอบหิ้วยาไปให้ถึงบ้าน คำตอบคือ วันหน้าแล้วกัน จะไปทานที่วัดเลย และอีกไม่นาน วันหน้าของอาน้อยก็หมดลง ไปอย่างกระทันหัน

บทสรุป ท่านอาสิจะพูดสักฉันใด คนส่วนใหญ่ก็กอดสมุนไพรแน่นเป็นที่พึ่ง ทั้งๆ ที่ชี้ว่า นั่นมันเครื่องช่วยเดิน แต่พาเดินไม่ได้ แต่คนทั้งหลายกอดไว้ไม่ยอมเดิน หนีกรรม ผลสุดท้าย กรรมตามเจอ เสร็จทุกราย 

การมาทานสมุนไพร ก็แค่ยืดวันเวลา หนีไม่พ้น นั่นเพราะนิสัยไม่เปลี่ยน วิญญาณไม่ยอมพัฒนาดีขึ้น ก็ไปทำแบบที่ตนชอบเหมือนเดิม ทั้งๆ การทำแบบนั้น การใช้นิสัยนั้น สร้างกรรมสร้างทุกข์ให้แก่ตน 

ศาสนา จึงยังผลแก่ผู้ที่เชื่อแล้วทำ ไม่ใช่ทุกคน และสอนไม่ให้ประมาท ต้องมีธรรมนำหน้า สมุนไพรเดินตาม

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

รอยถูก..ผลถูก "ถ้าไม่เอารอยพระโคดม จะเดินกันไปโดยวิธีใด"


หากจะถามว่า เดินธุดงค์ของพระพุทธเจ้า เพื่ออะไร คำตอบคือ "จับตนค้นตน พิจารณานิสัยตน" เมื่อมีเหตุมากระทบ ตนคิดอย่างไร ทำอย่างไร ที่สำคัญ ทำตามใคร ตามใจตน หรือวินัยที่ตนประกาศไว้

มันจึงเป็นบททดสอบ เป็นวัตรที่พระที่เดินตามรอยพระพุทธเจ้า ต้องปฏิบัติ เพื่อทดสอบตัวกระทำของตน ที่บอก ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง นั้นนั้นจริงไหม 

ดังนั้น แต่ละก้าวย่างของการเดินธุดงค์ แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า มีค่ามหาศาล ก้าวหนึ่งมีค่าเงินบุญหนึ่งตำลึงทอง ถ้าเดินในวินัยแล้วทำได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ช่อง ว่าอานิสงส์นี้มากนักหากใครเดินตามรอยนี้ ชนะโรคนั้นง่ายเลย จึงมักใช้บ่อยๆตั้งแต่ปี 30 โดยเฉพาะคนไข้หนัก

วันนี้ เราเห็นคนป่วยมะเร็งท่านหนึ่ง ที่หลายปีก่อนมาทานสมุนไพรกับเพื่อน ระดับของอาการคือ หมอให้กลับไปตายบ้านทั้งคู่ เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ให้บวช แม่นวยเชื่อก็ทำตาม ส่วนเพื่อนขอไปรับยาแจกหมอที่กำลังดัง เวลาผ่านไปเพื่อนก็จากไป แม่นวยยังอยู่ ยังมาเสียสละแรงกาย บวชบ้างตามโอกาส เพราะต้องกลับไปทำงานใช้หนี้ที่มีมาก่อน วันนี้ของแม่นวย คนป่วยมะเร็งที่หมอทิ้ง เดินตามพระครบ 7 วัน กว่าร้อยกิโล แบบสบายๆ 



บทสรุปที่เห็น พระเดินตามรอยพระภูมี ยิ่งนานวันวัตรปฏิบัติยิ่งน่ากราบ ข้าวที่ใส่บาตรท่าน มีผลตอบแทนที่ดีแน่นอน คนที่เดินตามรอยที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ ก็ประสพผลไม่ต่างกัน ขอชีวิตเพื่อพัฒนาวิญญาณตนให้สูง ชีวิตมิใช่มีแต่ทำเพื่อตน หาแต่เงินทอง มีเวลาทำเพื่อวิญญาณ ดูรอยนี้ของแม่นวยแล้ว มะเร็งคงทำอะไรเธอยากแล้ว

แม่ชีเมี้ยนจึงมักให้สติสงฆ์เสมอ "ถ้าไม่เอารอยพระโคดม จะเดินกันไปโดยวิธีใด" ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าไม่เอารอยของหลวงพ่อนิพนธ์ จะถึงสุขโดยวิธีใด สมุนไพรหรือ นั่นของแถม ไม่ใช่แก่นสาร ไปไม่ตลอดรอดฝั่งหรอก เหมือนวีไอพีหลายท่าน ที่เอาแต่สมุนไพร ในยุคหลวงพ่อนิพนธ์ นั้นอาจพอ แต่วันนี้ทานสักฉันใด เริ่มเห็นความจริง มีแต่ทรงกับทรุด 

รอยแม่นวยที่เดินตามคำสอน นั้นแหละที่จะทำให้สมหวัง ได้เป็นคนดี ได้หายโรคเป็นของแถม ส่วนที่อยากหายหนี้ ก็คงได้ ด้วยมีกายที่ดีแล้ว เงินที่หาได้ก็ไม่ต้องถูกค่ายากินหมด



น่าเสียดาย คนทั้งหลายบอกอยากได้บุญ ที่ไหนเขาบอกไปหมด ทำหมด แต่นั่นเป็นลมช่วยตนไม่ได้ บุญของพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนของจริง ช่วยตนได้ น้อยคนอยากทำ 

ไม่ว่ากัน ชอบแบบไหนทำแบบนั้น แต่วันเวลาจะพิสูจน์ คนป่วยหมอยังไม่ทิ้ง กับแม่นวยที่หมอทิ้ง ใครจะอยู่ ได้หัวเราะทีหลัง แลดังกว่า ดูสิ ปีหน้าเราเชื่อว่าเห็นแม่นวยแน่ แต่คนอื่นเราไม่รู้

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่น Sesamix-Z และ สารสกัดเซซามินสูตรที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44