วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ไม่เกี่ยวมั๊ง

หลายคนมามูลนิธิไทยกรุณา ฟังคำสอนของท่านอาสิ ก็อาจจะคิดในใจ พูดอยู่นั่นแหละ ให้ทำสัจจะ ให้ทำนิสัยของพระพุทธเจ้า ... นี่ตูจะมารักษาโรคน่ะ ไม่ใช่จะมาเป็นพระ หรืออยากจะรู้เรื่องศาสนาอะไรนี่

จนมีหลายคน โทรมาบอกกับจิตอาสาว่า เบื่อฟัง พูดนานเหลือเกิน จนไม่อยากจะมา แลหันเหไปแนวทางอื่นแทน ... ก็มากมี

พูดฟังง่ายก็คือ คนทั้งหลายอยากจะรู้แค่ว่า ทำอย่างไรให้ตนหาย เท่านั้นเอง อยากให้คุยเกี่ยวกับอาการของตน นั่นเอง อยากจะรู้หายเมื่อไหร่ จะได้ไป อย่างอื่นไม่สน

หากแต่สถานที่นี้ เป็นตัวแทนของศาสนา ของแม่ชีเมี้ยน ไม่ทำตามนิสัยเราท่าน หรือตามความอยากของเราท่านหรอก

เพราะความไม่รู้ จึงมีความเห็นเช่่นนั้น เพราะไม่เชื่อว่าโรคเกิดจากกรรม จึงมีพฤติกรรมเช่นั้น และที่สำคัญ คือ ความเชื่อ ในตัวผู้นำ ที่ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ผู้มีใบปริญญารับรอง ไม่ได้มีดีกรี หรือแม้นแต่เครื่องมือการแพทย์ที่ทันสมัยใดๆ สำหรับช่วยคนป่วยเลย ก็ไม่แปลกที่จะแคลงใจ ท้ายที่สุด คือ ความตั้งใจแห่งตน มาเพื่อหายโรค ไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนตน นั่นยิ่งทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ผู้นำสอน มันเกี่ยวอะไรกับโรคที่ตนเป็น ก็มาแค่เอายาดี ถ้ายาดีจริง ก็ต้องหายโรค เท่านั้นเอง ถ้ากินแล้วไม่หาย ก็ไม่ใช่ยาดี

หากแต่ศาสนาชี้ให้เห็นว่า การล้างโรค แม้นจะล้างโรคหนึ่งไป อีกโรคหนึ่งก็มาได้ การจะล้างกรรม ก็ยิ่งยากใหญ่ เพราะเราท่านสร้างกรรมมาก็ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ล้างให้หมด คงไม่มีใครทำได้ ศาสนาของพระภูมี จึงชี้ว่า กรรม มันจำนิสัย หลวงพ่อนิพนธ์และท่านอาสิ ก็จึงสอนว่า ทำไมเราท่านจึงไม่แก้ที่ต้นตอเลยเล่า นั่นคือ เปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนการกระทำใหม่ เป็นนิสัยพระพุทธเจ้า มีการกระทำที่สร้างสุขให้ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย

หากทำได้ หายโรคจึงเป็นเรื่องง่าย เป็นของแถมที่พึงได้ทุกตัวคน ก็ในเมื่อกรรมมันจำนิสัย แม้นกรรมจะมีอยู่ แต่นิสัยเราท่านเปลี่ยนไปแล้ว มันก็จำไม่ได้

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ศาสนาจึงสอนให้เราท่านทำนิสัย หรือ สร้างการกระทำใหม่ ทีนี้ก็จะเหลือแต่แผลเก่าที่ยังหนีไม่ทัน โดนกรรมงับ ก็ใช้สมุนไพรช่วย ส่วนกรรมเดิมแม้นยังอยู่ จำเราท่านไม่ได้ มันก็งับไม่ได้ นี่จึงหายขาด และที่สำคัญ ปลอดภัย ทั้ง ตายโหง แลตายห่า

ศาสน์ของพระภูมีจึงเรียกหลักปราชญ์ แก้ที่ต้นเหตุ คือนิสัย นี่แลท่านอาสิจึงเน้นหนักหนา ว่าต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นบางสิ่งบางอย่าง ต้องมีที่เว้น

ใครที่คิดจะมาทานสมุนไพรแล้วหายโรค แม้นจะหายโรคได้ นั่นก็หาปลอดภัยไม่ ก็กรรมยังมีรอมาทำลายเราท่านอีกมากมาย คิวยาวเหยียด หายโรคนี้ ก็เป็นโรคอื่นได้ หรือเอาแบบด่วน ที่หลวงพ่อนิพนธ์เรียกสรุปกรรมเลย เพราะโรคมันตายช้า ก็ใช้อุบัติเหตุ นั่นก็หมายความว่า ถึงหนีโรคได้ ก็ตายเหมือนกัน .. ผลแห่งการทานสมุนไพร ก็ไร้ค่า

ใครจะว่าไม่เกี่ยว อยากจะหายแต่โรค ก็ไม่ว่ากัน แต่รอยที่พระภูมีและสาวกทำให้เห็นเป็นประจักษ์ แม่ชีเมี้ยนชี้ว่า ทำจนหมดนิสัย หมดกิเลส อย่าว่าแต่โรคเลย ไม่เกิดยังหนีได้

วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ช่วยใครก็ไม่ได้

จิตอาสาท่านหนึ่งถามว่า มีคนไข้มะเร็งถ่ายรูปมาให้ดูว่า เหตุที่เขาไม่มามูลนิธิอีก เพราะไปเจอพระรูปหนึ่งทำยาสมุนไพรแก้มะเร็งให้ และทำพิธีต่อชะตาให้

ตอนนี้เขามีอาการดีขึ้น และก็แจ้งว่าคงไม่ได้มาที่นี่แล้ว

จิตอาสาถามว่า คิดเห็นอย่างไร

เราจึงตอบเขาไปว่า ทุกสถานที่ที่คนทุกข์แห่ไปหาในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะทุกข์ด้วยอะไร สถานที่นั้นมักจะบอกเสมอว่าช่วยได้ แก้ได้ แต่เราชี้ให้เห็นว่า สถานที่นี้ นับแต่บูรพาจารย์ แม่ชีเมี้ยน มาหลวงพ่อนิพนธ์ จนถึงยุคท่านอาสิ จะบอกเสมอว่า ช่วยใครไม่ได้เลย

สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนนำมา คือศาสน์ของพระภูมีนั้น ใครทำได้ คนนั้นช่วยตนได้

จึงไม่แปลกที่บทสรุปของทางเลือก ที่ที่บอกช่วยได้ เดินมาหามกลับ แต่สถานที่นี้ มีแต่สอนให้ช่วยตน จากหามมาแล้วเดินกลับ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณาง่ายๆ ก็ถ้าสิ่งที่ว่านั้นช่วยได้ ช่วยให้หายโรคได้ ช่วยต่อชะตาได้ ช่วยให้พ้นทุกข์ได้ .... ท่านยังรู้เลย คนที่มีอำนาจ มีเงิน เขาจะไม่รู้หรือ ถ้าทำได้จริง คิวของท่านก็คงไม่มีวันถึงอย่างแน่นอน

ถ้ามีหมอรักษามะเร็งได้ สมมุติในประเทศไทย ลองคิดสิว่า สตีฟ จอบส์ เจ้าของบริษัทแอปเปิล ที่เป็นมะเร็งจะทำอย่างไร

ถ้าต่อชะตาได้ ท่านคิดว่า คนที่รวยติดอันดับโลก กำลังจะเสียพ่อไป เขาจะทำอย่างไร

นี่แหละหลวงพ่อนิพนธ์ จึงบอกว่า มันถูกจริตมนุษย์ กรรมมันส่งเสริม ดึงให้ไกลศาสนา รู้อีกทีก็หาทางกลับไม่ได้แล้ว

ทำไมหรือ ก็มันอายไง

นี่แหละบทจบของคนมากมาย ไม่ใช่รายแรก ไม่ว่าเศรษฐีระดับประเทศ เพื่อนบอก นี่เลยอาจารย์ของอาจารย์หมอบอกคีโมเข็มละล้าน ครบคอร์ส 30 เข็มหายแน่นอน แล้วก็ตายคาเข็มที่ 30 ก็เห็นมาแล้ว

หรือจะแบบด่วน ยาวิเศษ 3 หยด ใส่น้ำกินหายขาด แล้วคนเก็บใบยาท่านหนึ่งก็บอกขอลาไม่มาเก็บ จะไปเอา แล้วก็หายไปพักใหญ่ โทรมาบอก นอนโรงพยาบาล ทานไปแล้วกัดไส้ขาด

พระพุทธเจ้าท่านลองมาหมดแล้ว ท่านจึงตรัสสอน หลักตนพึ่งตน

ไม่ห้ามหรอก จะเลือกทางไหนก็ตามแต่ ไม่ว่ากัน แต่พิจารณา คำหลวงพ่อนิพนธ์ ถ้าพระพุทธสอนผิด ท่านไปนิพพานไม่ได้หรอก

ที่นี่จึงบอกเสมอ ใครก็ช่วยใครไม่ได้ นอกจากตนของตน หวังพึ่งผู้อื่น ไม่มีทางสำเร็จสมดังหวังอย่าว่าแต่หายโรคเลย แค่โรคกระเพาะก็จนปัญญาแล้ว

ไม่มีปัญญาของคนใดในโลก ที่เอาชนะกรรมได้แน่นอน

หลักนี้จึงเรียกหลักปราชญ์ คนที่เรียนและรู้ ฟังแล้วบอกที่โน่นที่นั่น คนนี้คนนั้นช่วยได้ หางตายังไม่แลให้เสียตาเลย มีแต่คนโง่ที่หลงเป็นเหยื่อ เอาความอยากมาล่อเท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

โชคดีหรือโชคร้าย

กรรมทำให้ทุกข์ คนเป็นโรคย่อมมีทุกข์ นั่นก็บ่งบอกว่า คนป่วยย่อมกำลังตกอยู่ในปล้องกรรมชั่วที่ส่งผลแก่ตนในวันนี้

หากเป็นคนทั้งโลก ที่ตกอยู่ในสภาวะนี้ คิดแล้วก็น่าใจหาย แลก็คงนับว่าเป็นโชคร้าย ยิ่งถ้าเป็นโรคร้ายแรง ที่หมอทั้งหลายกล่าวกันเป็นเสียงเดียวว่า ตายแน่ นั่นยิ่งทำให้จิตตก อันจะเห็นว่า หลายคนแค่ได้ยิน โรคยังไม่ทำให้ตาย แต่ตนเองหมดอาลัยตายอยาก ทานข้าวไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ตายไปก่อนโรคก็มีให้เห็นมากมาย

หากแต่ในความโชคร้ายนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ถ้ามันเป็นเหตุให้เราท่านได้มาพานพบ หรือเป็นตัวชักนำมาให้พบเจอศาสน์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แล้วไซร้ ก็จะเรียกได้ว่า การเป็นโรคนั้น ถือว่าเป็นคุณมหาศาลเลยก็ว่าได้ เรียกว่า ดีกว่าถูกล๊อตเตอรี่ รางวัลที่ ๑ เสียอีก

ยิ่งไม่ต้องกล่าวอ้างเอ่ยในการหายโรค สำหรับศาสนาแล้วนั่นมันของแถม แต่แค่ได้รู้ความจริงของโลก ที่ว่า "ตัวกระทำมีจริง ตัวกระทำไม่ตาย รอเราอยู่วันข้างหน้าแน่" หรือจะพูดให้ฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น เพียงแต่แค่นี้ เมื่อได้ทานสมุนไพร เพื่อฟื้นฟูตน ให้มีโอกาส ได้สร้างตัวกระทำที่ตนต้องการ นั่นคือ พรหมลิขิตในภายภาคหน้า รวมไปถึงชาติหน้าที่ดี ไม่ต้องทุกข์เสมือนชาตินี้ การมาพานพบศาสนา ก็ต้องขอบคุณโรคที่เป็นอย่างยิ่ง

แต่อุปสรรคใหญ่ใจความ หาใช่อื่นใด หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า นั่นคือ นิสัยตน นั่นแล โชคดีที่จะพึงได้ ก็ด้วยการฟัง พิจารณา แล้วทำตาม แต่นิสัยสันดานของเราท่าน มันไม่อยากทำ มันอยากแต่นั่งขอ ขอพรให้หาย ขอพรให้รวย ขอพรให้มีสุขภาพดี นี่แลตัวปัญหาใหญ่ ยิ่งกว่าโรคที่เป็นเป็นไหนๆเสียอีก แก้ยาก

บทสรปุ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวเสมอว่า หายโรคไม่ใช่เรื่องยาก ก็ด้วยมาจากนิสัยกรรมของเราท่าน ที่เบียดเบียนผู้อื่น ให้ทุกข์ผู้อื่น แม้นจะไม่เจตนาก็ตามที หากเปลี่ยนมาใช้นิสัยของพระพุทธเจ้า หรือ สร้างการกระทำใหม่ คือ ให้สุขแก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัยได้ มิเพียงหายโรค แต่พรหมลิขิตที่เขียนขึ้นนี้ ย่อมสร้างสุขรอตนในวันข้างหน้า ภพหน้าอย่างแน่นอน

ใครมีปัญหาถาม "โรคของตนจะหายไหม" พระภูมีก็ถามกลับ "สร้างสุขให้ผู้อื่นเป็นอุปนิสัยได้ไหม" คำตอบของท่าน ก็คือ คำตอบที่จะบอกว่า สิ่งที่ท่านทุกข์ โรคที่ท่านเป็น มันจะหายหรือไม่ นั่นเอง

จะไปร้องให้ใครช่วย ให้หายโรค ให้หายทุกข์ ไม่มีเลย ยิ่งดิ้น ยิ่งเจ็บ เหมือนถูกหนามเกี่ยว มีแต่นิ่งแล้วค่อยๆแกะหนามออก ทีละเส้น จึงจักพ้น

ไม่เชื่อ ก็ไปดูคนรวย คนดังสิ เป็นมะเร็งตายไปเท่าไหร่แล้ว รวยกว่าเราท่านมากมายนัก ถึงหมอ ถึงยา ท้ายสุด ก็ถึงความตาย .... พิสูจน์ชัดว่าช่วยไม่ได้ จะมีก็แต่หลอกตนไปวันๆ ว่า ช่วยได้ ๆๆๆๆๆๆๆๆ ท้ายที่สุด ตัวเลขของการตาย ที่สูงขึ้นทุกวัน ทุกปี มันก็ฟ้องอยู่

ใครมองว่า โรคที่ท่านเป็น คือ ตัวซวย สำหรับเรา นั่นแลโชคมหาศาล

ดั่งคำตรัสของแม่ชีเมี้ยน "คนจะเห็นศาสนาก็เมื่อเวลาตาย เท่านั้นเอง"

จะเสียดายก็แต่ เห็นทางรอดแล้ว แต่กลับนิ่งเฉยไม่ช่วยตน ไม่ทำตน ถึงเห็น ก็ไร้ค่า ถึงอยากช่วย พระพุทธก็ทำไม่ได้ ... นี่แลหลัก "ตนพึ่งตน"

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

อยู่ไหน

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นเสมอว่า โลกนี้เป็นโลกของโลกียะ แลมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียว คือ กรรม ส่วนสิ่งอื่นที่มนุษย์อ้างเอ่ยก็ล้วนแต่เป็นเพียงความคิด ความเชื่อ หามีอำนาจใดๆไม่ เป็นแต่เพียงความคิด ความสุขทางใจ เท่านั้นเอง

ดังนั้น เมื่อกรรมบันดาล สุข บันดาลทุกข์ ก็ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลง หรือ ทำลายได้ นี่แลเป็นความจริงของจักรวาล หรือ เป็นธรรมชาติของจักรวาล

แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสสอนความจริงนี้ว่า "ตัวกระทำไม่ตาย จะทำสักฉันใดไม่ตายเลย" เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดทำแล้ว ก็จะเกิดเป็นตนกระทำ รออยู่ในวันข้างหน้า

หลวงพ่อนิพนธ์ เรียกว่า ปล้องกรรม หรือ พรหมลิขิต ของมนุษย์ทุกคนนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ คนที่รู้เรื่องศาสนาจึงรู้ว่า พรหมลิขิตแห่งตนนั้น แท้จริงแล้ว ตนนั่นแหละเป็นผู้เขียน เป็นผู้กำหนดเอง ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ใช่มีผู้ใดบันดาลให้เป็นไม่

หลายคนกล่าวอ้าง ทำไมตนทำความดีมาตั้งแต่เกิด หากแต่พบแต่สิ่งเลวร้าย ความยากลำบาก มาทั้งชีวิต ก็นั่นมันของเดิมที่ทำมา สิ่งที่ทำในวันนี้ ก็ส่งผลในวันหน้า มันก็จึงไม่แปลก คนที่มีพรหมลิขิตเก่าก่อนมาดี มาวันนี้ ทำความชั่วมากหลาย ยิ่งทำยิ่งเจริญ ก็นั่นมันของเดิมเขาทำมาเช่นกัน จะมาอ้างเอ่ยว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดีมีถมไป นั่นมันคนไม่จริง คือ ไม่ยอมรับความจริง ของตนที่ทำมาในอดีตต่างหาก กลับย้อนไปติเตียนคำสอนซะงั้น

เมื่อรู้ความจริงอันนี้ ก็เสมือนประหนึ่งว่า เมื่อกรรมมาอุบัติเป็นโรค ทำให้ทุกข์ จะดิ้นรนหาให้ใครช่วยย่อมไร้ผล มีแต่ก้มหน้ารับ รอจนใช้หมด ก็ไปเอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้ดูว่า นี่แลเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาของมนุษย์ เพราะเมื่อเวลาจะหมดกรรม บังเอิญไปพบสิ่งใดเข้า ก็ยึดเอาว่าสิ่งนั้นช่วยได้ แล้วก็ส่งต่อสิ่งผิดๆนี้ ให้ผู้อื่น ทำตามตน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกเรื่องครั้งถ้ำกระบอกมาให้ฟังเป็นตัวอย่าง มีคนป่วยผู้หนึ่ง ป่วยเป็นโรคปวดท้อง จะไปรักษาหมอกี่คน หรือใช้วิธีใด ก็ไม่หาย จนได้ข่าวถ้ำกระบอก ก็เดินทางมาหา พบหลวงพ่อนิพนธ์ หลวงพ่อนิพนธ์จึงเรียนถามแม่่ชีเมี้ยน แม่ชีเมี้ยนจึงบอกเรื่องราวความเชื่อของมนุษย์ให้ฟัง แล้วให้ลอง

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า กรรมของคนผู้นี้จะหมดลงในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า ท่านก็ลองให้หาธูปเทียน ผ้าแพรเจ็ดสี แล้วแกล้งทำพิธี ครั้นพอใกล้ครบสองชั่วโมง ก็รินสมุนไพรเขียวให้ทานแก้วหนึ่ง แล้วจะเห็นว่า คนผู้นั้น จะเชื่อกรรมพิธีของท่านแบบสุดตัว

หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ไปลองทำตาม ครั้นพอครบสองชั่วโมง คนผู้นั้นก็หายปวดท้องเป็นปลิดทิ้ง แล้วก็บอกแก่คนทั่วไปว่า พิธีกรรมนี้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ

การดิ้นรนไปเพื่อพ้นทุกข์ จึงทำไม่ได้ จะมีก็แต่ข้อยกเว้นประการเดียว ที่โลกียะ หรือ กรรม เขายอมให้ นั่นก็คือ หากคนผู้นั้นเจอศาสนา พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ก็จะสามารถเลียงกรรม หรือ หนีกรรมอันนั้นได้ ตามแต่ตัวกระทำที่ทำได้

เมื่อศาสนาจะมาอุบัติทุกรอบ ๒๕๐๐ ปี พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จึงทรงให้แว่นจักรวาล เพื่อให้มนุษย์ สามารถหาศาสนาเจอ เพื่อที่จะได้พบธรรม พิจารณาแล้วทำเพื่อช่วยตน ก็พึงหาได้ ด้วยแว่นส่องจักรวาล นั่นคือ "ที่ใดมีความไม่มีโรค ที่นั่นแลมีศาสนา"

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สมุนไพรเป็นแต่เพียงสร้างโอกาส และเป็นเทียนส่องนำทางให้เจอศาสนา เพื่อที่จะให้มนุษย์ได้พัฒนาวิญญาณของตน ได้พิจารณา แล้วนำธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มาทำ ให้เกิดเป็น อำนาจธรรม เพื่อช่วยตน แต่ไม่ได้มีไว้ขอ อยากได้ ต้องทำเอง

ดังนั้น ศาสน์ และความรู้ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงดับฝันหลายคน ที่คิดจะมาขอ จะมาแต่ทานสมุนไพร เพื่อสนองกิเลสตน หายแล้ว ก็จะไปทำตามนิสัยเดิม ถึงโชคดีหายได้ ก็หาพ้นกรรมไม่ ด้วยการจะมาคร่าชีวิต ไม่จำเป็นต้องเป็นโรค กรรมเขาก็บันดาลให้ตายได้ แค่ไม่จิ้มฟัน แทงเหงือกยังเสือกตาย ภาษิตโบราณก็ว่าไว้

ศาสน์สมุนไพรจึงไม่กลัวโรค หากแต่กลัวนิสัยของมนุษย์ ที่ชอบขอ แต่ไม่ชอบทำ ศาสน์อันนี้ ทำให้เราท่านได้มาพบธรรม แล้วทำธรรม เป็นอำนาจ ช่วยตน

๑๕ อย่าแต่เพียงท่อง "ขออำนาจพระธรรมคำสั่งสอน ช่วย...." แต่พฤติกรรมแห่งตน ไม่ได้เดินในร่องธรรม จะเอาอำนาจธรรมที่ไหนมาช่วยตนได้เล่า อยากหายก็ได้แต่เพียงอยาก คงยากจะเป็นจริงได้ ก็ทีทำบาป ยังต้องใช้ กาย วาจา ใจ สร้างให้เป็นตนกระทำ แล้วมันก็มาส่งผลให้ทุกข์ในวันนี้แล้ว บังเอิญโชคดีมาเจอศาสนา พบวิธีช่วยตน แต่จะเอาแต่เพียงความคิด ไม่มี กาย วาจา ใจ กระทำเลย จะมีบุญที่ไหนไปใช้กรรม หากแต่พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม นี่แลเป็นธรรมศักดิ์ มีอำนาจ เหนือกรรมเหนือเวร ใครทำได้ โรคอะไรก็ไม่น่ากลัว ทำได้ก็หายได้

หลวงพ่อนิพฯธ์จึงมักทิ้งท้ายให้พิจารณาเสมอ อย่าไปกลัวโรคเลย นั่นมันแค่บริวาร แต่ "กรรม" ต่างหากที่เราท่านต้องกลัว นี่แหละตัวแม่ ดลบันดาลให้เป็นทุกข์ เมื่อกรรมมีจริง วันนี้พบธรรมที่แท้จริง ถ้าทำจริงเดินตามศาสน์พระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง ช่วยตนของตนได้ สถานที่นี้มีผู้ทำได้ จึงมีผู้คนหายโรคนานาชนิดให้เห็นเป็นพยานนั่นไง

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตะเกียงอาละดิน


เราฝันถึงหลวงพ่อนิพนธ์ ก็เลยอยากย้อนคำสอนของท่าน ที่เราคิดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง เมื่อครั้งที่ได้มีโอกาสไปแจกสมุนไพร ที่ จ.ชุมพร และจำได้ดีมาทุกวันนี้ ให้ท่านทั้งหลายเอาไปพิจารณา

หลวงพ่อนิพนธ์ได้เล่าถึงคนป่วยหญิงที่มีฐานะเป็นเศรษฐีท่านหนึ่ง ป่วยเป็นโรค แล้วก็ไปพบแพทย์ เพื่อรักษาตัวมาหลายปี ด้วยฐานะ ก็ต้องได้รับการรักษาจากหมอและโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ทั้งในและต่างประเทศเป็นธรรมดาของคนมีฐานะ

เมื่อเข้าวัยชรา ผ่านการรักษามาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ถึงทางตัน บังเอิญมีเพื่อนแนะนำว่า ลองมาใช้ศาสตร์สมุนไพรของหลวงพ่อนิพนธ์ เธอจึงดั้นด้นมา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้อรรถาธิบายที่มาของโรคให้เธอฟัง จนเธอพิจารณาแล้วก็ตกลงใช้ศาสตร์สมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ในการฟื้นฟูสุขภาพของตน แต่หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกทำใจหน่อยน่ะ

ก็ด้วยอาการของเธอ ต้องใช้สมุนไพรที่เป็นย้าต้มหม้อดิน นั่นเอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกระเซ้าเธอว่า บ้านของเธอเฉพาะครัวก็เป็นล้านแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ล้วนมีราคา เอาหม้อดินไปตั้ง เพื่อนๆ ญาติๆเห็น เขาจะหัวเราะเอา

แต่เธอก็ทำใจได้ นับตั้งแต่วันนั้น ขากลับเธอก็ไปแวะซื้อหม้อดิน แบบที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่ง แล้วก็นำสมุนไพรกลับไปต้มกิน แล้วก็ทำตนตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่งทุกประการ

มาวันหนึ่ง ลูกชายของเธอมาเห็นเข้า ก็ถามคนใช้ว่า ใครเอาหม้อแม่นาคมานี่ จนรู้ความก็บอกกับแม่ของตนว่า อ้ายหม้อแม่นาคนี่น่ะ กินแล้วจะทำให้แม่หายได้ และกิจวัตรประจำวัน เมื่อเขาเห็นแม่ทานสมุนไพร ก็กระเซ้าแม่เรื่องหม้อแม่นาค เป็นอาจิณ

แม่ของเขาอาการดีขึ้นทุกวัน ในขณะที่ลูกชาย อยู่ดีๆ วันหนึ่ง อาจด้วยกรรมพันธุ์ก็เป็นได้ เขามีอาการเหมือนแม่ของเขาปรากฎอย่างรุนแรง และเฉียบพลัน ไปพบแพทย์ ก็ไม่สามารถหยุดอาการของเขาได้

แม่ของเขาจึงมาเรียนปรึกษาหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านก็บอกว่า ก็ต้องทานสมุนไพรแบบเดียวกัน หม้อเดียวกันนั่นแหละ

แต่ไม่ว่าลูกชายเขาจะพยายามสักฉันใด ก็ไม่สามารถทานสมุนไพรได้ ในที่สุดเขาก็เสียชีวิต

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักชี้เสมอว่า คิดอย่างไร ได้อย่างนั้น ทำอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น ก็หม้อแม่นาคมันจะไปช่วยอะไรใครได้เล่า เสมือนตะเกียงอาละดิน มียักษ์อยู่ข้างใน ไม่รู้ค่า ก็ขายเป็นตะเกียงเก่า ไม่มีราคา ใช้ไม่เป็น แต่ถ้ารู้ค่า และใช้เป็น ยักษ์ในตะเกียงก็ช่วยให้สมปรารถนาได้ นั่นเอง

มูลนิธิไทยกรุณา จะมองเป็นอะไร พฤติกรรมก็เป็นอย่างนั้น มองเป็นศาลาธรรมดา กิริยาก็หยุดไม่ได้ เป็นธรรมดา มองเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ช่วยตนได้ ไม่ต้องคนบังคับ ไม่ต้องมีคนบอก เข้าศาลา กิริยาก็ลด ทำกิริยาตนบูชาพระพุทธศาสนา เป็นที่เว้น ไม่ใช้นิสัยสันดานตน

ผลของสิ่งที่ตนทำ ก็เป็นเครื่องบอกว่า สมุนไพรจะมีค่าแก่ตนมากน้อยสักฉันใด หายหรือไม่หาย ก็มีคำตอบอยู่กับใจตนอยู่แล้ว นี่แหละหลักตนพึ่งตน คือ พึ่งผลการกระทำของตน

สมุนไพร จะไปต่างอะไรกับตะเกียงของอาละดิน เป็นได้ทั้งของเก่าไร้ค่า ช่วยใครไม่ได้ หรือ มีค่าก็น้อยนิด ประทังไปวันๆ หรือ จะกลายเป็นยักษ์จินนี่ ที่แม้นแต่มะเร็งยังกลัว เอดส์ยังต้องหนี .... ก็ด้วยตนของเราท่านนั่นแหละสร้าง หรือดลบันดาลให้เป็น ด้วยตัวกระทำของตน

ปากก็บอกอยากหาย แต่มาแล้วก็ไม่ลดกิริยา แม้นผู้สอนจะบอกสักฉันใด เอาแต่สุขเฮฮาเฉพาะหน้า ไม่หาสิ่งที่ช่วยตน ก็แล้วเวลากรรมมันสั่ง เจ็บเจียนตาย ใครจะช่วยได้ พระภูมีมาเองยังช่วยไม่ได้เลย ร้องให้ตาย ก็ไม่มีใครมาเจ็บแทน กว่าจะรู้ อยากทำ อยากลด ก็ไม่มีโอกาสแล้ว นั่งก็ไม่ไหว สวดมนต์ก็ไม่ได้

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ของเป็น

สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนของศาสนา นั่นคือ ความมีชีวิต รับรู้ได้ หรือที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ว่า เรื่องของศาสนา เป็นของเป็น

คำสอนหนึ่งที่ท่านให้จำไว้ขึ้นใจ จึงกล่าวว่า "เล่นของอย่ากินของ" มิฉะนั้นแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือของดี จะหมดไป แลเมื่อหมดวันใด สิ่งที่เหลือ สิ่งที่เห็นจึงมีแต่ซากสังขาร หามีฤทธิ์ไม่ นั่นคือ ช่วยตนไม่ได้ ช่วยใครก็ไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงย้อนถ้ำกระบอกให้ฟัง อุปมาให้เห็นภาพว่า เมื่อแรกเริ่มเดิมทีในการเปิดรักษายาเสพติด ไม่ว่าตัวของท่านจรูญ ท่านเจริญ รวมทั้งตัวท่าน ก็มุ่งมั่นเดินตามรอยของพระภูมี คือ ทำให้ ไม่หวังสิ่งใด อันเป็นคุณสมบัติที่แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า หากทำได้ ก็จักส่งเสริมให้ฤทธิ์ของสมุนไพรเพิ่มพูนขึ้น เสมือนไม้นั้นโตใหญ่

แลเมื่อเจตนาเปลี่ยนไป ในปี ๒๕๑๐ ท่านจรูญ และท่านเจริญ เปลี่ยนมาเป็นเรียกเก็บค่าบำบัดยาเสพติด หัวละ ห้าพันบาท ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์เสียใจ และต้องถูกขับออกจากถ้ำกระบอก ด้วยทำตัวเป็นผู้ค้านอย่างหัวชนฝา นับแต่นั้นมาฤทธฺ์ของสมุนไพร ก็ตกต่ำลง จนไม่เหลือ คงมีแต่ซากของสมุนไพร ที่ดูภายนอกนั้นไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็ช่วยผู้ป่วยไม่ได้อีกเลย

ย้อนกลับมายุคปัจจุบัน ก็คงไม่ต่างกัน เจตสิก ของผู้ทาน หรือ คุณสมบัติ ย่อมมีความสำคัญเหนืออื่นใด เพราะยุคนี้ คนที่จักปลุกเสกสมุนไพร ก็คือ ตัวเราท่านนั่นเอง ด้วยพฤติกรรมแห่งตน ในการลดนิสัย ทำตนเป็นอำนาจ ทำได้แค่ไหนได้แค่นั้น

การทำลายความศักดิ์สิทธิ์ หรือ เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ ก็จึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนผู้นั้น ว่าจะทำให้เป็นของเป็นหรือของตาย ด้วยเจตนาในการทานนั่นเอง

ทานแล้วนำกำลังไปทำอะไร ให้สุขแก่ผู้อื่น คิดถึงสุขผู้อื่นก่อนตน ยิ่งทานนานวัน ยิ่งทำตามเจตนานานขึ้น ฤทธิ์ของสมุนไพรก็มีแต่เพิ่มพูน ต่อให้มะเร็งก็ไม่เหลือ หากแต่ทำแบบถ้ำกระบอก คิดแต่จะเอาของผู้อื่น หายแล้วจะได้ไปทำตามนิสัยสันดานเดิมแห่งตน อันเป็นการสร้างทุกข์ให้ผู้อื่น ยิ่งทานนานวัน สมุนไพรก็มีแต่ต่ำเตี้ยลง ท้ายที่สุด ก็กลายเป็นเสมือนสมุนไพรถ้ำกระบอก แค่ปวดท้องก็ยังแก้ไม่ได้เลย

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นเสมอว่า ศาสน์ เป็นหลักปราชญ์ ถึงแม้คนทำจะไม่รู้ว่าคนทานคิดอย่างไร แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะช่วยทุกตัวคน มั่วไปหมด ไม่รู้คนดีคนชั่ว ดังนั้น สมุนไพรของพระภูมี เริ่มทานก็รู้ผลบั้นปลายแล้ว หายไม่หาย ตัวเราท่านมีคำตอบอยู่แล้ว

ไม่ทำตนเฉกเช่นของตาย อาทิยาเคมี ใครทานยาแก้ปวด ทานแล้วก็หายปวดทุกตัวคน ไม่สนพฤติกรรม นั่นก็แก้ปลายเหตุให้หลง แต่ยิ่งทาน ต้นเหตุไม่ได้แก้ มีแต่ทำร้ายตน ผลร้ายมากกว่าผลดี สุขแค่ชั่วครู่ แต่ทุกข์มหาศาลรออยู่ นั่นคือ ปฏิเสธไม่ปวดวันนี้ แต่มะเร็งรอวันข้างหน้า ปวดไม่เอา ไม่ทน กรรมสมทบกัน กลายเป็นเอาถึงตายเลย แถมก่อนตายดอกทบต้น ร้องเสมือนควายถูกเชือด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ สมุนไพรให้ผลเฉพาะผู้ทำได้ มีคนเชื่อแค่ ๑ ในร้อย ก็หายแค่หนึ่ง ได้คนดีมาหนึ่ง แต่ถ้ามา ๑๐๐ เชื่อร้อย ก็หายทั้งร้อย ศาสนาก็ได้คนดีร้อยคน ... นี่แลจึงเป็นของเป็น พวกทำตัวเป็นศรีธนญชัย มาหลอกทาน หายแล้วกูก็ไป ไม่สนจะพัฒนาตน นั่นทำได้กับที่อื่น แต่นี่เป็นภูมิของพระภูมี เป็นจอมปราชญ์ ไม่มีทางสนองความอยากเช่นนั้นแน่


วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รอยอดีต

ครั้งหนึ่ง มีชายสองคนพี่น้อง ติดยาเสพติด มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านรับไว้ แล้วก็บอกว่าให้รินสมุนไพรเขียวให้สองคนทาน

เราเรียนถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ไม่ต้องใช้ยาตัดหรือ ท่านก็ตอบว่า ไม่จำเป็นหรอก อำนาจของศาสนาที่ให้ อะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ให้

ขณะนั้น ศาลาขนมไทยที่เป็นเรือนด้านหน้าที่ถูกรื้อไปแล้วนั้นยังอยู่ แลก็จะมีห้องเล็กๆที่คนป่วยใช้สำหรับสวดมนต์ แล้วหลวงพ่อนิพนธ์สอน

สมุนไพรเขียวที่รินให้นั้น ก็เต็มแก้วโอเลี้ยงสมัยก่อน เทียบกับสมัยนี้ ก็เรียกได้ว่า สมุนไพรเขียวขวดเล็กที่แจกกันนั้นเททานทีเดียวหมด

ภาพที่ติดตาก็คือ สองพี่น้องทานเสร็จ ก็เดินออกมาจะนำแก้วไปล้าง แต่กลับเดินชนกระจกประตูเสียงดังสนั่น ถามดูก็บอกว่ารู้สึกเมายาเขียว สมองตื้อไปหมด

แต่ก็เป็นอยู่ระยะสั้นๆ สิ่งที่เราทึ่งกลับเป็นว่าสองพี่น้องที่ติดยาบ้างอมแงม ด้วยมีฝีมือช่าง แต่ทำงานโดยไม่มีค่าแรง เพราะเจ้าของกิจการนอกจากมีงานช่างอยู่ด้านหน้าโรงงาน ด้านหลังก็ผลิตยาบ้าขาย นั่นคือ อยากจะเอาเท่าไหร่ ก็หยิบไป สองพี่น้องจึงจัดหนัก เสพกันแบบไม่กลัวหมด จนติดหนัก เรียกว่า เสพจนเลือดออกทวาร คือ หูตา กันเลยทีเดียว

แต่สมุนไพรเขียวคนละแก้วใหญ่ ทำให้สองพี่น้องนั้น เลิกยาบ้าได้ และเริ่มกลับมาทานอาหาร มีแรง ทำงานได้อีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ ที่สำคัญ เป็นยาแก้วเดียวที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้สองพี่น้องนั่น

มาวันนี้ เราจึงนึกเสียดาย คำที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอ เมื่อยังสร้างบุญทานไม่เป็น การทานสมุนไพรให้ได้ปริมาณ โดยเฉพาะสมุนไพรเขียวนั้น ช่วยได้เยอะ การให้สมุนไพรเขียวในยุคของท่าน อ.อร่าม ที่มาแรกๆนั้น หากย้อนไปถามก็จักเห็นว่า แจกกันเป็นขวดลิตร

ในวันนั้น คนเก็บยาก็เป็นคนป่วยที่เชื่อในหลวงพ่อนิพนธ์ เป็นมะเร็งไปเก็บยาให้สุขแก่ผู้อื่น แล้วรอด คนเป็นมะเร็งหลายคนที่เป็นผู้หญิงเชื่อ ก็ชวนสามีไปเก็บ เผลอแพล็บเดียว คนกลุ่มนี้ เก็บใบยามากว่ายี่สิบปี ยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็วัยเข้าชรา ต้องปลดระวางตัวเองไปกันหมด

บทสรุป นี่คือบทพิสูจน์ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนเสมอ อยากพ้นทุกข์ อยากมีสุข มิใช่ไปไขว่ขว้ามาหาตน หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ แต่ต้องด้วยการไปสร้างสุขให้ผู้อื่น สุขนั้นจึงย้อนมายังตน คนป่วยหญิงเหล่านั้น ทุกวันนี้ ปลดระวาง กลายเป็นคุณยาย นั่งเลี้ยงหลานมีความสุข ลืมมะเร็งของตนที่เป็น ลืมคำของหมอที่บอกว่า คงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่นั่นมัน ยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว

สงสัยนัก คนป่วยทุกวันนี้ เดินตามใคร หากเดินตามรอยที่รุ่นพี่ทำไว้ การหายโรคก็คงไม่ใช่เรื่องยาก และก็เป็นไปได้แบบรุ่นพี่ หากเดินตามนิสัยตน ไม่รู้หรอกว่าจะหายไหม ทั้งที่ทุกวันนี้ คนป่วยมากมายกว่าเดิมนัก แต่ต้องจำกัด สมุนไพรเขียว ด้วยกลัวไม่พอครบคน ... นี่แลเรื่องตลกไม่ออก ทั้งๆที่คนเยอะ ใบยาก็เยอะ สมุนไพรมันก็ควรจะได้บริบูรณ์ แต่แนวทางให้สุขแก่ผู้อื่น เพื่อสุขย้อนมาหาตน ของพระภูมี ไม่นิยม ... เขาจะเอาหายโดยไม่ทำ แล้วจะไปกันอย่างไรหนอ

แต่ก็นั่นแหละ หลวงพ่อนิพนธ์บอกเสมอ สถานที่นี้เพียงแค่ให้โอกาส เป็นทางเลือก ถ้าเห็นพ้องก็ช่วยกันทำ ช่วยกันทาน หากแต่ถ้ามันไม่รอด ศาสนาก็ไม่จนตรอก ก็หันกลับไปย้อนยุค ย้อนอดีต ทำน้อยๆ เอาแต่คนอยากได้ ... ใครอยากหาย บวช ... ถ้าบวชไม่ได้ ก็กลับบ้านไป บ้านใครบ้านมัน

จึงน่าสงสัยหนักเข้าไปอีก สร้างโบสถ์ สร้างศาลา ที่ซึ่งแม้นแต่จิ้งจก ก็ไม่ให้อยู่ ช่วยใครก็ไม่ได้ ยังสร้างได้ นี่สร้างชีวิต ดั่งคำโบราณ ช่วยมนุษย์ดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น แล้วไยวางเฉย ธุระไม่ใช่ คนทำก็ทำตาย เพราะมีส่วนน้อย แลที่สุด น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ไฟมันต้องเผาสถานที่นี้มลายหายไปในวันข้างหน้าแน่ ถ้าคนที่มาไม่สามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ .... แล้วลูกหลานเราท่าน คนที่รัก จะมีทางเลือกที่ดีแบบนี้ให้เลือกหรือ มิเท่ากับร่วมกันฆ่า ร่วมกันปิดหนทางรอดของลูกหลานเราท่านหรือ

หากจะหวังรัฐ หวังคนภายนอกมาช่วย .... นั่นไม่ควรเลย ควรที่พวกเราท่านนี่แหละ ช่วยกันทำ ช่วยกันกิน แล้วก็ช่วยกันหาย สานต่อให้เป็นทางเลือกของลูกหลาน ไม่ใช่บอกว่า พวกเอ็งอยากทำ อยากสร้าง ก็รับผิดชอบไป ฉันไม่สน มาทานหายก็ไป .... จะหายด้วยจิตใจแบบนี้หรือ ตอบแทนพระคุณผู้ให้แบบนี้หรือ ... ไม่น่าจะใช่มั๊ง

ก็แล้วถ้าเราท่านช่วยกัน สมุนไพรมีมากมาย เหลือให้เอาเฉพาะแค่ลูกหลานที่ติดยา นั่นก็เป็นคุณมหาศาลที่ร่วมกันทำแล้ว ภาพของสองพี่น้องที่เลิกยาได้ มันจะได้กลับมาอีก ฤาจะทิ้งให้มันเป็นแค่ความทรงจำของเรา

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ลนก้น



ปีนี้นับได้ว่ามีฝนตลอดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา นั่นก็ทำให้วางใจได้ว่า ใบยาเขียวในปีนี้ไม่น่าจะขาด ด้วยก็ผ่านมาเข้าเขตหน้าฝนแล้ว

หากแต่ความเป็นจริง แม้นดินฟ้าจะประทานฝนให้มีใบมากพอแล้ว แต่ปริมาณสมุนไพรเขียวที่ควรจะได้รับกันอย่างเต็มที่สมกับที่ฟ้าดินให้ กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ด้วยว่า คนเสียสละไปเก็บใบยานั้นน้อยกว่าน้อยนัก

เมื่อย้อนอดีตไปในยุคที่หลวงพ่อนิพนธ์เปิดรักษาที่บ่อพลอย อันเป็นดินแดนที่มีต้นยาเขียวมากมาย การเก็บใบยาเขียว มีผู้คนมาช่วยกันมากมาย แม้นว่า การแจกสมุนไพรเขียวในยุคนั้น ก็เพียงแต่ให้ทานคนละแก้วเป๊ก แถมยังช่วยกันรดน้ำพรวนดิน ดูแลกันอย่างดี

ไม่น่าประหลาดใจ ที่ทำไมยุคนั้นคนจึงหายกันมากมาย ทิ้งกองไม้เท้าเป็นเนินย่อมๆ จนพระต้องเผาทิ้ง ไม่มีที่เก็บ

ความสำคัญประการหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นเสมอนั่นคือ เมื่อเราท่านยังทำนิสัยไม่ได้ ยังสร้างบุญไม่เป็น หรือไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยจนช่วยตนได้ การได้ปริมาณสมุนไพรที่เพียงพอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เสียดาย คนยุคนี้วางเฉย ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่ธุระ ก็มีแต่เพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่เสียสละ แต่ความสามารถมีจำกัด หน้านี้ ควรที่แต่ละคนได้ปริมาณสมุนไพรเขียว มากกว่ายามร้อน ยาวหนาว ที่มีใบยาน้อย ตุนไว้ในร่างกาย ก็เลยเสียโอกาส

ครั้นถึงยามรบ คือ ต้องต่อสู้กับอาการ ก็อุปมาเสบียงไม่มี จะไปได้สักกี่น้ำ แทนที่ยามปวด จะมีสมุนไพรเขียวทานช่วย ก็ไม่มี ผ่านช่วงวิกฤติไม่ได้ ผลก็คือ หลายคนก็ต้องย้อนกลับไปหาหมอ แม้นจะรู้ว่าช่วยตนไม่ได้ แต่ปัญหาเฉพาะหน้ามันก็สาหัส รับไม่ไหว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นเสมอว่า กิจกรรมนี้ ต้องอาศัยความสามัคคี ช่วยกันทำ จึงจะสำเร็จ หากทิ้งให้เป็นภาระผู้หนึ่งผู้ใด หรือ กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ช้าเร็ว ก็ไปไม่รอด ผลก็จะย้อนกลับมาลนก้นตัวเราท่านเอง ในยามที่กรรมเข้ามารุมเร้าหนักหน่วง ตัวกระทำช่วยตนก็ยังทำไม่ได้ จะพึ่งสมุนไพร ก็ไม่เพียงพอ เพราะมีแต่คนทาน ไม่มีคนเก็บ คนแล้วคนเล่า ก็ขาดโอกาสช่วยตนจนสำเร็จ

ยิ่งสมุนไพรเขียว เป็นสมุนไพรครูที่มีความสำคัญยิ่ง ฟ้าดินเขาให้ความอุดมสมบูรณ์แล้ว เราท่านกลับไม่คว้ามาช่วยตน เมื่อถึงวันที่ต่อสู้กับอาการ ไฟลนก้นแล้ว จะเอากำลังที่ไหนไปสู้ ... ไฟมาแล้ว น้ำอยู่ไกล ถึงวันนั้น จะช่วยตนก็กลายเป็นเรื่องยากแสนเข็ญ ก็แล้วทำไมวันนี้ จึงไม่ช่วยกัน เวียนกันไปเก็บ เดือนละครั้ง ครั้งละห้าหกสิบคน ทุกคนก็มีสมุนไพรเขียวเพียงพอช่วยตน

ทีสิ่งอื่น ทำแล้วไม่มีผลต่อชีวิต ยังร่วมกันทำได้มากมาย นี่ไม่เรียกกรรม แล้วจะอย่างไง กรรมอะไรเล่า จึงรอแต่คนเขาหุงข้าวมาให้กิน กาลจึงกลับตาลปัตร ควรที่จะมีแต่คนอาสาไปช่วยกันเก็บจนล้นหลาม ทั้งช่วยตน แลช่วยผู้อื่น กลับกลายเป็นจะหาคนทำ ยากแสนเข็ญ

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

นิสัยของพระพุทธเจ้า


ความลังเลใจของหลายคน ต่อคำถามที่มีต่อ ศาสนา เมื่อได้รับคำสอนว่า จากท่านอาสิว่า ต้องทำนิสัยของพระพุทธเจ้า ... คือ ไม่เชื่อ หรือ ไม่แน่ใจว่าตนจะทำได้

เหตุประการหนึ่ง ที่เราอยากให้พิจารณา นั่นคือ การวาดภาพว่าการลดนิสัย เพื่อให้เกิดบุญ ตามรอยพระพุทธเจ้านั้น มุ่งเน้นไปที่ การตัด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้หมดสิ้นลง ภาพที่หลายคนมองจึงปรากฎว่า เป็นงานช้าง เป็นงานยาก หรือพูดง่ายๆ คือ คิดว่าตนทำไม่ได้ตั้งแต่เริ่ม

เมื่อประกอบกับ คำสอนจากท่านอาสิที่ชี้ว่า การกระทำในศาสนา โดยเฉพาะเมื่อรับสัจจะมาทำแล้ว หากทำได้ก็เป็นบุญมหาศาล หากทำผิด ผลผิดก็มหาศาลเฉกเช่นเดียวกัน ดังนั้น หลายคนจึงคิดว่า ปลอดภัยไว้ก่อน ไม่รับดีกว่า เพราะกลัวทำไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ ยกคำสอนของแม่ชีเมี้ยนมาอรรถาธิบายให้ฟังว่า แท้จริงแล้ว เมื่อพิจารณาไปในรายละเอียด นิสัยของพระพุทธเจ้า พูดภาษาชาวบ้านก็คือ นิสัยที่ให้สุขแก่ผู้อื่น นั่นเอง การที่ศาสนาสอนให้ทำสัจจะ ก็คือ เพื่อที่จะให้เราท่าน ทำบางสิ่งบางอย่างที่พอจะทำได้ นั่นเอง หาใช่แบกของหนัก แล้วทำไม่ได้ เริ่มทีละน้อย เอาเฉพาะที่ทำได้ก่อน

ดังนั้น ความแตกต่างของสัจจะ กับศีล หรือข้อปฏิบัติในลัทธิความเชื่ออื่นๆ ที่เห็นเด่นชัด นั่นก็คือ แต่ละบุคคลไม่มีความจำเป็นต้องเหมือนกัน ด้วยนิสัยต่างกัน ในขณะที่ความเชื่ออื่นนั้น อาจจะต้องใช้ศีล หรือ บัญญัติ อะไรก็ตามแต่ หากแต่ทุกคนต้องทำเหมือนๆกัน

ก็แล้วจะเลือกสัจจะนิสัยของพระพุทธเจ้าข้อใด ท่านก็อธิบายว่า ก็ให้ดูว่าพฤติกรรมใดของเราท่าน ที่ให้ทุกข์แก่ผู้อื่นเป็นอุปนิสัย ทำบ่อย นั่นแล อาทิเช่น คนบางคน ปกติ ก็เป็นคนดี อยู่ในร่องรอย แต่พอเหล้าเข้าปาก ก็เรียกว่า เมาหมา เกะกะระรานชาวบ้าน อาละวาด ยิ่งปืนบ้าง ... ท่านก็ให้วางสัจจะ ไม่ทานเหล้า เพื่อหยุดนิสัยให้ทุกข์อันนี้เสีย บางคนเป็นแม่ค้า อะไรก็ดีหมด แต่มีนิสัยโกงตาชั่ง หรือ ขี้เหนียว ของเสียก็ใส่ปนไปให้ลูกค้า ของจะเน่า ก็ใส่สารกันบูด จะได้ขายได้อีก อะไรประมาณนี้ ผลคือ คนที่ซื้อ ถูกเบียดเบียน ไปจนกระทั่งนำไปทานแล้วกัดกระเพาะ ลำไส้ แม่ค้านั้นก็ไม่รู้ว่า ตนเองเป็นมะเร็งได้อย่างไร ไม่เคยทำบาป ท่านก็ให้วางสัจจะ ไม่โกงตาชั่ง พูดจริง ทำจริง ของใดเสียไม่ดี ก็บอกไม่ดี ของดี ก็บอกดี ของเสียก็ยอมทิ้งไม่นำมาขาย นี่แหละ เราท่านก็พิจารณาว่า นิสัยสิ่งใดของเราท่านที่สร้างทุกข์ให้ผู้อื่น ก็พึงนำมาใส่บาตรถวายนิสัยนั้นแก่พระพุทธนั่นเอง

เมื่อสาวไป นิสัยเหล่านั้นก็เป็นรากเหง้าของ ความโกรธ ความโลภ ความหลงนั่นเอง การตัดนิสัยที่ให้ทุกข์แก่ผู้อื่นนั้น จึงเสมือนตัดริด ต้นโกรธ โลภ หลง ทีละเล็กละน้อย ตามแต่ที่ตนทำได้ ต้นก็เล็กลง แม้นจะยังเหลือ สร้างทุกข์ให้ผู้อื่น ก็แต่เพียงเล็กน้อย เพราะกิ่งใหญ่เราท่าน ทำสัจจะ โค่นมันลงไปก่อนแล้วนั่นเอง

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์ ชี้ให้เห็นว่า ทุกสรรพอาชีพ ล้วนมีบาปทั้งหมดทั้งมวล ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ทำไมทุกคนจึงหนีความเจ็บไม่พ้น เมื่อมาเจอศาสนา ก็พึงพิจารณาว่า นิสัยใดของเราท่านที่มีในอาชีพ สร้างทุกข์ให้ผู้อื่น หรือ แม้นแต่นิสัยเฉพาะของตน ก็เฉกเช่นเดียวกัน นิสัยนั้นแลเป็นเหตุที่มาแห่งโรค เมื่อเราท่านตัดทอนลง จึงเสมือนตัดเหตุที่มาแห่งโรคที่ตนเป็น เมื่อทำได้ ไม่มีเหตุแห่งโรค การฟื้นฟูตนก็จะกลายเป็นการง่าย เพราะสมุนไพรทำหน้าที่กำจัดสิ่งที่มี โดยไม่มีอะไรมาเพิ่มเติมให้่หนักหนาอีก ในไม่ช้า นิสัยของเราหรือวิญญาณของเราก็จะถูกพัฒนาขึ้นสูง กายของเราก็จะสูงตามไปด้วย ตามวันเวลาที่สมุนไพรคลี่คลาย

เรื่องของศาสนา ดั่งที่ท่านอาสิสอน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ "นิสัยของพระพุทธเจ้า นำตน" แล้ว การหายโรค จึงเป็นผลพลอยได้ ที่ศาสนาเขาแถมให้ เมื่อสามารถทำวิญญาณของตนให้สูงขึ้นได้นั่นเอง

หากพิจารณาย้อนยุคถ้ำกระบอก จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า คนที่มาเลิกยาเสพติด มีตั้งแต่สามัญชน จนถึงเจ้าขุนมูลนายชั้นสูง การเริ่มกระบวนการ จึงเริ่มที่การวางสัจจะ ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่ค้า ไม่ส่งเสริม เป็นประการสำคัญ แล้วจึงทำการฟื้นฟู อันจะเห็นว่า นั่นคือ นิสัยของพระพุทธเจ้า เมื่อกระทำตามสัจจะที่ให้ไว้ได้ จากการเป็นคนที่ให้ทุกข์ ทั้งคนในครอบครัว และรอบข้าง ก็กลายมาเป็นกำลังของครอบครัว ให้สุขทั้งครอบครัว คนรอบข้าง จนถึงประเทศชาติ นี่และเป็นเหตุให้ ทำไม ยาสมุนไพรเพื่อบำบัดยาเสพติด ในยุคถ้ากระบอก จึงให้ผลที่เฉียบขาด หาใช่ด้วยฤทธิ์ยาแต่เพียงอย่างเดียวไม่

บาตรของพระพุทธเจ้า จึงมิใช่มีไว้เพื่อขอข้าว เหมือนต่างชาติบางคนดูถูกว่าเป็นลัทธิขอเขากิน แต่มีเพื่อขอนิสัย อันเป็นการแก้ที่ต้นเหตุแห่งทุกข์ของเราท่าน จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมโลกนี้ไม่มียา หรือวิธีการใด ที่สามารถรักษาโรคตายได้เลย ก็เพราะคนทั้งหลายที่คิดวิธีเหล่านั้น มองโรคเป็นโรค แต่โรคเป็นปลายเหตุ หากจะแก้ พระพุทธเจ้าสอนให้แก้ที่ต้นเหตุแห่งทุกข์ คือ นิสัยทุกข์ ที่เราท่านสร้างนั่นเอง เมื่อแก้ที่ต้นเหตุ เหลือแต่โรคที่เป็นปลายเหตุ จึงไม่เกินกำลังของสมุนไพรที่จะทำได้

คุณสมบัติอันนี้ จึงต้องถูกสร้างขึ้น ในทุกตัวคน ที่อยากจะประสพผลสำเร็จ ในศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หาไม่แล้ว แม้นบุญเก่าจะทำมาดี หายโรคนี้ได้ โรคใหม่ก็มาได้ หรือ ตายด้วยอุบัติเหตุ มันก็ตายเหมือนกัน การหายโรคในวันนี้ จึงไร้ค่า เพราะท้ายที่สุดก็ไม่รอด

เคล็ดของศาสนา ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น จึง เป็นการกระทำ ทีละน้อย สร้างนิสัยสุข เท่าที่ตนทำได้ เมื่อหนึ่งทำได้ สองก็ทำได้ ยิ่งทำได้มากข้อ มากนิสัย มากเวลา จากหนึ่งชั่วโมง เป็นสองชั่วโมง จนในที่สุด กลายเป็นอุปนิสัยใหม่เกิดแก่ตน หายโรคนั้นจึงเป็นเรื่องกระจอก

หากใครไม่รู้ มองไม่ออกว่า นิสัยสร้างทุกข์ให้ผู้อื่น ของตนเป็นเช่นไร ก็ถามคนใกล้ชิด หรือ พ่อแม่ดู ย่อมรู้ได้ และหากวันใด สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยอันนั้นลงได้ เกิดนิสัยสร้างสุขให้ผู้อื่น จนคนใกล้ชิดสัมผัสได้ ท่านจะพบว่า นิสัยเก่าที่หายไป มันมิใช่แต่เพียงแค่นั้น มันยังทำให้โรคท่านหายไปด้วย ...

สถานที่นี้ จึงไม่สนหรอกว่าท่านเป็นอะไร หนักหนาแค่ไหน ก็ถ้ามาฟังคำสอน พิจารณา เชื่อ แล้วทำตาม ... ปาฏิหารย์ในการเปลี่ยนนิสัยของท่านได้ ก็คือปาฏิหารย์ในการหายโรคได้ ... จึงเป็นที่มาว่า ทำไมต้องพึ่งตน ใครก็ช่วยใครไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง

วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ทำทำไม

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เรื่องของศาสนาเป็นเรื่องของมือที่สาม นั่นก็หมายความว่า คนทั่วไปแม้นไม่พานพบศาสนา หรือ ปฏิบัติตาม ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกของตนได้ ตามสถานะกรรมดี กรรมชั่วที่ทำมา นั่นเอง จนครบพรหมลิขิต

หากแต่มีสัญญาที่ทำในอดีต แล้วเวียนว่ายมาเจอศาสนาอีกครั้ง ได้ฟังคำสอนของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นสติ ให้พิจารณา ก็เกิดคำถามว่า เมื่อไม่มีก็อยู่ได้ แล้วเราท่านจะต้องมาทำทำไม

แม่ชีเมี้ยนตรัสเป็นสติว่า ก็นิสัยสันดานเดิมที่เราท่านมี หรือนิสัยของโลกียะนั้น เมื่อนานวันเข้า มันมักจะเอนเอียงไปทางกรรมชั่วนั่นเอง ด้วยเหตุห่างศาสนามานาน

ดังนั้น การมาพานพบศาสนาอีกครั้ง เหมือนเตือนสติตน ให้กลับมาทำนิสัยของพระพุทธเจ้าอีกครั้ง แม้นหากพลาดจากการกระทำที่เป็นบุญ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ก็ยังตกในร่องของกรรมดี ติดตัวไป

หาไม่แล้ว นิสัยกรรมดีที่มีอยู่ในตน ก็ย่อมลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ สิ่งดีงามที่ตนเคยทำในอดีต ก็ถูกลัทธิพิธีกรรม เบี่ยงเบน จนหายไปสิ้น

บทสรุป การมาของศาสนา นั่นก็คือ ทำให้เราท่านสามารถยกวิญญาณขึ้นสูงได้อีกครั้ง เตือนสติตน ให้เดินห่างจากร่องกรรม แม้นไม่สำเร็จมรรคผลนิพพาน ด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้าที่ทำได้ กว่าจะได้พบพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า วิญญาณก็ไม่ต้องทุกข์แสนสาหัส ด้วยนิสัยกรรมที่มี และพอกพูนมากขึ้นทุกวันนั่นเอง

ก็ดูแต่ชาตินี้ หากไม่ทำ เราท่านจะพ้นทุกข์ พิจารณาแค่โรคที่เป็นก็หาพ้นไม่แล้ว หากชาติหน้ามีแต่เพิ่ม ไม่ต้องหาหมอดู ก็รู้ได้ว่า ดวงชะตาของตนทุกภพทุกชาติ จะน่าเวทนาสักเพียงใด

คนที่ทำได้ จึงถือว่าเป็นปราชญ์ เพราะมองเห็นตนในภายภาคหน้า แล้วทำ นี่แลจึงเรียกว่า คนที่เจอศาสนา ย่อมสามารถกำหนดพรหมลิขิตแห่งตนได้ จึงไม่ต้องสงสัย คนที่พิจารณาแล้ว เห็นแล้ว จึงไม่ท้อต่อความทุกข์ ไม่ว่าด้วยวินัย หรือสมุนไพร ในวันนี้ เพราะรู้ดีว่า อะไรรอตนอยู่ในวันข้างหน้า

น่าเสียดาย ก็แต่คนที่มาเจอศาสนาแล้ว ถูกกรรมบังตา บังใจ มัดมือ มัดตีนของตน ทำให้วิญญาณขึ้นที่สูงไม่ได้ มิเพียงอาจไม่ประสพความสำเร็จในการหายโรคในชาตินี้ แม้นแต่ ภายภาคหน้า ด้วยนิสัยของพระพุทธเจ้าที่มีในตนน้อยลงหรือหมดลง ก็ไม่อยากจะคาดเดาเลยว่า พรหมลิขิตจะเลวร้ายไปในทางกรรมชั่วสักฉันใด

วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เห็นแก่ตน

หลวงพ่อนิพนธ์ มักเน้นย้ำพระเสมอว่า สิ่งที่ศาสนาสอน นั้นคือ "ไม่เห็นแก่ตน ฟ้าดินลงโทษ"

กระบวนการของศาสนา จึงสอนให้เริ่มที่ตนของตนก่อน เป็นสำคัญ แลอย่าสับสน เห็นแก่ตน ไม่ใช่เห็นแก่ตัว

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า หลักใหญ่ใจความของศาสนา อันจะเรียกว่าหลักศาสนาพุทธก็ว่าได้ คือ "ตัวกระทำไม่ตาย รอเราอยู่วันข้างหน้าแน่"

ด้วยเหตุนี้ ศาสนาจึงสอนให้เราพัฒนานิสัย เพื่อเห็นแก่ตน เพราะสิ่งที่ทำนั่นคือ ตัวกระทำที่จะรอเราในวันข้างหน้านั่นเอง แลเพื่อจะให้ได้ผลที่ดีรอเราในวันข้างหน้า การกระทำเพื่อตน จึงอยู่บนพื้นฐานทำให้ผู้อื่น เป็นอุปนิสัย เบียดเบียนผู้อื่นให้น้อยที่สุด

แลจะทำอย่างนั้นไม่ได้เลย หากไร้ซึ่งเมตตาธรรม ด้วยนิสัยของเราท่านย่อมมีคนชอบคนชัง เมตตาของเราท่านที่มี อยู่บนพื้นฐานอันนี้ เราท่านจึงใช้มักจะให้แก่เฉพาะ คู่คล้องกรรมเป็นธรรมดา อาทิ แม่ให้ลูก ให้เพื่อนสนิท คนที่รู้จักขอบพอ หากแต่เป็นผู้อื่นแล้วไซร้ ก็นิ่งเสีย เมื่อมองกลับไปยังต้นแบบคือ พระพุทธเจ้า ทรงใช้เมตตาธรรม คือ ให้แก่ทุกผู้ทุกนาม ด้วยพื้นฐานว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ สามารถพัฒนาตนได้ แลการกระทำที่ทำไป ล้วนแล้วแต่ด้วยความไม่รู้ในเรื่องศาสนา ทำให้ใช้ความคิดความเห็นตนนำ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า "เมื่อไม่รู้ก็ไม่ผิด"

สิ่งที่ผิดใหญ่หลวงสำหรับเราท่าน เมื่อไม่รู้เรื่องศาสนา ย่อมหนีไม่พ้น การเอาความคิดตน ไปส่งให้ผู้อื่นทำตาม เมื่อผู้ตามเชื่อเราท่าน แล้วทำ จึงปฏิเสธผลผิดอันนั้นไม่ได้เลย ด้วยตัวกระทำไม่ตาย อาทิเช่น เราท่านรักลูก ลูกไม่สบาย ความไม่รู้ของเราท่าน ก็ป้อนยาเคมีให้ลูก ดูเสมือนหนึ่งช่วยลูก เพราะทานแล้วแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่กลับกลายเป็นทำลายภูมิของลูกไปทีละน้อย เมื่อเติบใหญ่ก็กลายเป็นคนขี้โรค เห็นได้จากทุกวันนี้ จะหาคนหนุ่มสาวที่ไม่ทานยา ไม่มีโรค น้อยกว่าน้อย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า บัญญัติศาสนา จึงสอนให้เห็นแก่ตน ช่วยตนก่อน นั่นคือ เรียนรู้หนทางที่ถูก โดยดูจากตนของตนก่อนเป็นสำคัญ ทำเยี่ยงไรผลถูกจึงเกิด นั่นแหละเป็นความรู้ที่ถูกต้อง เมื่อช่วยตนของตนได้ จึงนำความรู้นั้น ไปส่งให้คนอื่น

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์บอกอยากช่วยตน ทำเพื่อตน ต้องทำให้ผู้อื่น และเสมอภาค ไม่เลือกหรือแบ่งกลุ่ม นั่นแลเมตตาธรรม ผลที่ให้สุขแก่ผู้อื่น จึงย้อนกลับมาหาตน นี่แลจึงเรียก เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

อยากหายโรคจึงไม่ใช่เรื่องยาก อยากไม่เป็นโรคก็ไม่ใช่เรื่องยาก ก็รู้แล้วว่า ทำอย่างไรได้อย่างนั้น อยากไม่เป็นมะเร็ง ก็ไปช่วยคนป่วยมะเร็ง อยากหายมะเร็ง ก็ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งนั่นแล ประการสำคัญ ไม่ใช่ด้วยเงินด้วยทอง แต่ด้วยรอยมือรอยตีน แลนิสัยของเราท่านนั่นเอง

เอาเงินล้านไปซื่อคีโม ไม่มีทางรักษามะเร็งหาย แต่เอามือตน ไปปลูกมะกรูด มะพร้าว ตำลึง ไพล หรือสมุนไพรที่คนเป็นมะเร็งใช้ แล้วดูแลรดน้ำ พรวนดิน จนออกดอก ออกผล เป็นมะกรูด มะนาว ไพล ที่ได้มาจากน้ำเหงื่อน้ำแรง ของตน ที่บริสุทธิ ไม่มีสารเคมีเป็นพิษ ไม่มีความโลภ ปลูกเพราะจะขายได้ราคาดี แล้วเอามาถวายแม่ชีเมี้ยน พระพุทธ หลวงพ่อนิพนธ์ ทำยาให้คนเป็นมะเร็งได้ทาน แล้วลองดูสิ มะเร็งจะอยู่กับตนได้ไหม

ทำเพื่อตน ต้องคิดให้สุขแก่ผู้อื่น นี่แลคือ บทพิสูจน์ ว่าหลักของศาสนาพุทธ "ตัวกระทำไม่ตาย ทำอย่างไรได้อย่างนั้น" ใครทำ ใครได้ ... หรือจะรอทานของผู้อื่น แล้วให้ตนหาย ทางใดถูก ทางใดให้ผล ก็พิจารณาแล้วทำ

หาทางที่ถูก ช่วยตนให้รอด แล้วค่อยส่งความคิดที่ถูกให้ผู้อื่น หรือ คนที่เราท่านรัก เขาจะได้ไม่เดินทางผิด มิฉะนั้น ก็กลายเป็นผิดแล้วผิดอีก ตนทานยาเคมี จนพรหมลิขิตตนหักกลาง ไปเสียก่อนวัยอันควร แล้วยังไปส่งเสริมบอกคนอื่น ให้ทำตามอีก ฆ่าชีวิตตนก็สาหัสแล้ว นี่ฆ่าคนอื่นอีก

หากตนของตน ทำได้ เริ่มเหมือนเห็นแก่ตนถ่ายเดียว แต่เมื่อเห็นทางที่ถูก ทีนี้จะช่วยใครบอกใคร ก็เป็นผล กลายเป็นการกระทำที่ให้ผลแก่ผู้อื่นอันมหาศาล เห็นแก่ตนก่อนนี่แหละ ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว

อยากทำเพื่อตน จึงต้องฝึกทำให้ผู้อื่น ด้วยเมตตาธรรม ตามรอยของพระภูมี นั่นเอง รอยนี้แหละที่จะทำให้หมู่ชนของคนที่เชื่อ แล้วทำตาม กลายเป็นหมู่ชนชาวศิวิไลซ์

วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เรียนเพื่อ

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เรื่องของศาสนาพุทธนั้น เป็นเรื่องมือที่สาม นั่นก็หมายความว่า แม้นผู้ใดจะไม่พานพบศาสนา ก็สามารถดำรงชีพของตนได้อยู่แล้ว ตามพรหมลิขิต กรรมดีกรรมชั่ว ที่ตนทำมา

เรื่องของศาสนาจึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ที่เห็นแล้วเกิดเบื่อหน่าย อยากจะหนีวัฐจักรของกรรม นั่นคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นบางสิ่งบางอย่าง หรือ พ้นไปเลย นั่นคือ ไม่เกิด

เพราะเหตุใดเล่า บางคนจึงเบื่อหน่าย ก็เพราะมันทุกข์นั่นเอง

ทุกข์จึงเป็นสัญญลักษณ์ของกรรม การสุขในนิสัยกรรม มันไม่เที่ยง ปล้องกรรมดีมาก็สุข ปล้องกรรมชั่วมาก็ทุกข์ แต่มนุษย์จะเห็นศาสนา ก็เมื่อทุกข์แสนสาหัสนั่นเอง โดยเฉพาะตอนตาย ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า กรรมเขาจะทำให้เราท่านรู้ และเห็นทุกอย่าง นี่แหละมันจึงน่ากลัว

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสสอนว่า สัตว์ทั้งหลาย นั่นก็มนุษย์นั่นแหละ เมื่อตายไป ต้องรับกรรม จึงมีกายเป็นสัตว์ หลวงพ่อนิพนธ์ก็อรรถาธิบายเพิ่มว่า นั่นแลเสวยทุกข์ ยิ่งทุกข์ที่รู้ทุกสิ่งอย่าง แต่พูดไม่ได้ อาทิ เกิดเป็นหมา เห็นลูกเดินมา ก็วิ่งเข้าไป เห่าเรียก ลูกไม่รู้ว่าเป็นพ่อตน เห็นดังนั้น ก็ไล่ตี ไล่เตะ

ดังนั้น คนทั่วไปที่ไม่รู้เรื่องศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า อุปมาเหมือนเด็กไม่รู้ภาษา จะทำสิ่งไร ก็หาความเอาเป็นความผิดไม่ได้ เพราะทำไปโดยที่ไม่รู้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมศาสนาไม่เคยอ้างเอ่ย ถามไถ่ว่า คนที่มา ทำอาชีพอะไร นิสัยใจคอเป็นอะไร ใครมาพานพบก็ให้โอกาส ช่วยหมด

ทำไมจึงอุปมาเป็นเด็ก ก็เพราะยังไม่รู้ว่า "อะไรที่ช่วยตนได้" นั่นเอง เกิดทุกข์ปวดท้อง จะทำฉันใด ไม่รู้เลย นิสัยหยาบช้าของตน จะทำให้ลดน้อยถอยลง โดยวิธีใด ก้ไม่รู้ได้ ยิ่งความคิดความเห็นที่มีนั้นผิด นิสัยของตนยิ่งเติบใหญ่ มีแต่เพิ่ม ล้วนแล้วแต่สร้างทุกข์ให้เกิดกับตน

หลวงพ่อนิพนธ์ย้ำว่า ยิ่งไม่รู้ว่า ทุกข์ที่เกิด มีเหตุมาแต่กรรม แลคนทั้งหลายทั้งปวง ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในอำนาจกรรมนำตน จะหาความคิดใดที่มาชนะกรรมไม่ได้เลย ดังนั้น ความคิดที่นำมาใช้ มีแต่ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เสมือนดินพอกหางหมู ...

จึงไม่แปลกอะไร ที่ทุกคนเริ่มจากปวดหัว ปวดท้อง แล้วทำไมจึงมากลายเป็นโรคตาย ก็ด้วยความไม่รู้นั่นเอง ทำไปทำมา ปัญหานิดเดียว แก้จนพรหมลิขิตหักกลาง ไปไม่ถึงอายุขัย ต้องตายเสียแล้ว

คนที่มาหาศาสนา จึงล้วนแล้วแต่คนทุกข์ มาเพื่อหาทางดับทุกข์ นั่นแลคือ เหตุว่า ทำไมต้องเรียน ก็เพื่อจะได้รู้ ด้วยปัญญาของศาสนา คือ ปัญญาของพระพุทธเจ้า เป็นปัญญาเหนือโลก วิชานี้เมื่อเรียนแล้ว พิจารณา นำไปทำ จึงช่วยตนได้

ลองไปถามคนที่ว่าฉลาดที่สุดในโลกสิ ปวดท้องจะทำอย่างไรให้หายได้ แค่โรคกระเพาะยังทำไม่ได้เลย อาทิ ฉลาดอย่าง สตีฟ จอบส์ คิดไอโฟน แมคอินทอช ที่ทำงานสารพัดอย่างได้ เสมือนปาฏิหารย์ แต่ช่วยตนให้พ้นมะเร็งไม่ได้เลย และก็ตายไปโดยไม่รู้ว่า ตนเองเป็นมะเร็งได้โดยวิธีใด อะไรทำให้เป็น ความรู้ที่มี ช่วยตนไม่ได้เลย แม้นจะมีทรัพย์มากมายสักฉันใด ก็ช่วยตนไม่ได้เลย

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า เราท่านมาเพื่อเรียนวิชาจากปัญญาเหนือโลก คือ พระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ฟัง พิจารณา แล้ว ทำ ..... เมื่อทำตาม ทำถูก ผลถูกย่อมเกิด วิชานี้ ถูกหรือไม่ ก็ดูที่ผล มีคนมากมายทำตาม แล้วช่วยตนได้ มากมาย นั่นย่อมเป็นสิ่งยืนยัน

๑๓ วิชาอย่างนี้ ไม่น่าเรียนหรือ ไม่น่าสนับสนุน ช่วยกันรักษาให้ดำรงไว้หรือ ก็วิชาโลก ยังร่ำเรียนกันได้ ยี่สิบปี ก็แค่เพื่อกิน เพื่ออยู่ หากแต่หลายคนไม่ได้เรียนวิชาโลก ก็ดำรงอยู่ได้ ส่วนวิชาธรรมนี้สิ ไม่รู้ก็ไม่เท่าไหร่ รู้แล้วไม่ทำ เอาแต่อ้อนวอนขอ ให้พ้นทุกข์ .... สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ก็ต้องวิ่งหนี เมื่อเจอคนแบบนี้ ก็ดูสิพระพุทธเจ้าต้นแบบ อยากได้ ต้องทำจนซึโครงบาน กว่าจะได้ นี่ไม่ทำอะไรเลย แต่อยากหาย

มันจึงเป็นภาพที่น่าขัน แลเศร้าใจ บอกว่าอยากหาย แต่มาถึง บอกไม่ไหว นั่งสวดมนต์ไม่ไหว ทำไม่ไหว ขอมานอน แล้วก็เล่นโทรศัพท์ คุยกับเฮฮา ... คุณสมบัติแบบนี้หรือ ที่จะได้เจอปาฏิหารย์ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า คงยาก

ศาสนานาไม่ใช่ขี้ข้า ไม่ช่วยคนผิดให้กลับไปทำผิดหรอก ยิ่งไม่มีทางช่วยโจรให้กลับไปเป็นโจร จึงบัญญัติว่า ... ผลที่เกิด ตามแต่คุณสมบัติ คือ ทำแค่ไหน ได้แค่นั้น ... ไม่สนองตัณหาพวกทำตนฉลาดแกมโกง ไม่ทำแต่อยากหาย นั่นไม่ใช่หลักปราชญ์แล้ว ...

คิดจะชนะกรรม ด้วยเอาเงินไปแลก ยิ่งแลกมิเพียงเสียทรัพย์ แม้นแต่ชีวิตก็รักษาไม่ได้ จึงมีภาษิต เดินเข้า หามกลับ ... แต่หลักปราชญ์ ... มีบาตรรอรับ ใครเอานิสัยตนมาใส่ เอานิสัยธรรมไปทำ ... ต่อให้มะเร็ง .... ไม่ต้องเสียสักบาท ก็หายได้

วิชานี้ จึงเรียนเพื่อจะได้รู้วิธีช่วยตน ให้หนีกรรม หนีเวร หนีทุกข์ คนที่ทำได้ จึงเป็นปราชญ์เหนือมนุษย์ ทั่วไป อย่างแน่นอน มิเชื่อไปถามด๊อกเตอร์ทั้งโลกว่า โรคกระเพาะ เป็นแล้วจะหายโดยวิธีใด ทำอย่างไรไม่ให้ตน เกิดอุบัติภัยตาย ไม่มีใครตอบได้ ที่สำคัญไม่มีใครทำได้ ผู้ที่เรียนวิชานี้ แม้นไม่มีใบปริญญา แต่รู้วิธีทำให้หายโรคได้ ไม่เกิดอุบัติภัยแก่ตน กินได้ นอนหลับ จนครบพรหมลิขิต แล้วอย่างนี้จะไม่เหนือคนทั้งโลกได้อย่างไร

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ได้แค่คิด

คนจำนวนมาก มักกล่าวอ้างเสมอว่า "ขอเพียงมีความคิดดี ก็พอแล้ว"

หากแต่สิ่งที่คนทั้งหลายต้องการ นั่นคือ ผล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชอบยกตัวอย่างหนึ่งให้ฟังซ้ำๆว่า เสมือนหนึ่งเราหิวข้าว จะใช้เพียงจิต ไม่ว่าจะทำสักฉันใด ก็ไม่มีทางหายหิว ไม่มีทางสมปรารถนา หากแต่ต้องพากาย ไปหยิบหม้อ ซาวข้าว ตั้งไฟ แล้วก็รอได้เลยว่า อีกไม่นาน ก็จักมีข้าวกิน ปรารถนาของตนย่อมสมใจเป็นแน่แท้ คือ หายหิว

ฉันใดก็ฉันนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงอุปมาเปรียบเทียบให้ฟังว่า ธรรมของพระพุทธเจ้ามีมากมาย จะพึงเรียนรู้ และจดจำมากสักฉันใด ก็ไม่สามารถช่วยตนของตนได้ หากไม่ลงมือทำ

การรู้ธรรมมาก จึงมิใช่ความจำเป็นเร่งด่วน หากแต่การลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ ตามที่ตนรู้ แม้นแต่เพียงน้อยนิด นั่นแลช่วยตนได้

แลศาสนาสอนให้เราท่านเป็นปราชญ์ ย่อมมุ่งเน้นในสิ่งที่พอทำได้ เพื่อให้ผลเกิด หาใช่มุ่งแต่จะอยากได้ผลมาก หากแต่สิ่งนั้นตนยังไม่พร้อมที่จะทำ หรือ ทำไม่ได้ แม้นจะเสียเวลาทุ่มเทไปสักฉันใด ก็ไร้ค่า อุปมาเสมือนเด็ก ที่ยกของได้น้อย แม้นจะน้อย แต่หากมุ่งมั่น ทำหลายๆครั้ง ปริมาณรวมก็มากได้ หากแต่อยากจะยกของหนัก เช่นข้าวสารทั้งกระสอบ ทุ่มเทสักเท่าไหร่ก็ไร้ผล สู้ยกทีละน้อยๆ เอาที่ตนพอแบกไหว ทำบ่อยๆ หลายๆครั้ง ก็ได้ข้าวเป็นกระสอบเช่นกัน

คนโบราณจึงมักสอนว่า อย่าหมิ่นเงินน้อย เรื่องของศาสนาก็เช่นกัน อย่าเห็นว่าการกระทำนั้นเล็กน้อยไร้ค่า หากทำบ่อยๆ หลายๆครั้ง ก็อาจช่วยตนได้เช่นกัน

วันก่อน เราได้ยินคุณยายท่านหนึ่งคุยกับคนป่วยที่มาว่า ข้างบ้านฉันริมรั้วมีตำลึงเยอะเลย แต่มันต้องเอื้อมฉันเลยขี้เกียจเก็บ

แล้วท่านอาสิก็สอนว่าให้เราท่านทำนิสัย เพราะนั่นคือบุญ อันจะเรียกได้ว่า เงินบุญเป็นกอบเป็นกำ ก็ว่าได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า เราท่านเพิ่งมาในศาสนา ย่อมเสมือนเด็กหัดเดิน จะทำนิสัยสร้างบุญเลย บางทีมันอาจเกินกำลัง ต้องอาศัยเวลาฝึกฝน หากแต่พฤติกรรมเล็กน้อย หรือนิสัย "อยู่บ้านท่านไม่นิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น" เสมือนเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน แม้นจะได้เงินบุญน้อยนิด แต่ทำบ่อยๆ ทำเป็นนิสัย ก็พอประคองตน จนกว่าจะทำนิสัยได้

การเด็ดตำลึง ปลูกมะกรูดเอง มะนาวเอง แล้วนำมาให้ การเอาใจดูหูใส่ ปิดก๊อกที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ปิดไฟ เก็บช้อนชาม รวมไปถึง การแสดงเอกลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ล้วนแล้ว แต่เป็นสิ่งที่ทำได้เลย ตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้

ฟังเยอะ รู้เยอะ ได้แต่คิดว่าตนจะทำตนเป็นคนดี ตามรอยพระพุทธเจ้าที่แม่ชีเมี้ยนนำมา แต่หาสติบังคับใจ บังคับกาย ให้ทำในสิ่งที่ตนพอทำได้ ไม่ได้เลย ครั้นจะไปรอสร้างนิสัยบุญ ก็คาดหวังไม่ได้ นี่แลจึงเป็นเหตุที่ทำไม การฟื้นฟูตน มันจึงล่าช้า มันจึงกลายเป็นเรื่องยาก

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนคนป่วยที่มาบวชเป็นพระว่า นิสัยกำลังทำอยู่ ยังทำไม่ได้ ทำไมท่านจึงไม่ดูคนทุกข์ แล้วทำให้ทุกข์นั้นหายไป ก็ไปปลูกตะไคร้ มะกรูด มะนาว แล้วเอาไปให้คนทุกข์ หายทุกข์ สุขที่คนเหล่านั้นได้ จะได้ย้อนมาให้สุขท่าน จะได้มีวันเวลา ให้ตนได้ฝึกฝนนิสัยของพระพุทธเจ้า จนทำได้

คิดอย่างเดียว มันไม่ให้สุขแก่ผู้ใด ไม่มีรูปธรรมเกิด ลงมือทำให้ผลเกิดแก่ผู้อื่น ตามความรู้ที่ตนมี ตามที่ตนทำได้ จะได้ทอนกรรมลง มีวันเวลาให้สร้างนิสัยสุข เกิดกับตน หาไม่แล้ว กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ กว่าจะมีนิสัยสุข โรคก็เล่นเราท่านจะงอม ตายไปก่อนแล้ว

ใครจะบอกว่า มะกรูด ๑ ลูก ไม่มีค่า ช่างเขา ใครจะบอก สงบ ตามบัญญัติของพระภูมี สักชั่วครู่ ชั่วยาม ไม่มีค่า ช่างเขา เสมือนคนผู้นั้นกำลังบอกว่า เหรียญสลึง ไม่มีค่า ฉันใดฉันนั้น ต้องแบงค์พัน จึงจะถือว่ามีค่า ก็ช่างมัน คนที่รวย ล้วนแล้วแต่เห็นค่า ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ หรือ แบงค์

หากถามว่า รู้ได้อย่างไรว่า เราท่านจะหายโรคได้หรือไม่ ก็วันใดที่เห็นทุกข์ของผู้อื่น แล้วไม่นิ่งเฉย หรือธุระไม่ใช่ ทำแล้วเหนื่อย ไม่คุ้ม ไม่ทำ นั่นแหละตัวตัดสิน หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ตัวกระทำไม่ตาย ทำให้เขา ก็คือ ทำให้เรา เมินเขา ธุระไม่ใช่ นั่นก็คือ เมินเรานั่นเอง หายไม่หาย เราท่านนั่นแลกำหนดเอง

เรื่องของศาสนา จึงเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน ผลเป็นอย่างไร รู้อยู่แก่ใจ ตัดสินชะตาตนเอง ด้วยตนเอง

ท้ายที่สุด อย่าให้ถึงวันที่พูดกับตัวเองว่า "รู้งี้ทำเสียดีกว่า" ถึงวันนั้น ก็ได้แต่เพียงคิด ตัวกระทำเพื่อช่วยตน จากวันเวลาที่ได้ ด้วยฤทธิ์ของสมุนไพรที่ให้ หาประโยชน์แก่ตนไม่ได้เลย ปล่อยทิ้ง จนเวลาหมดไป แต่ก็นั่นแหละ ภาษิตก็กล่าวชัด ไม่เห็นโลง ไม่หลั่งน้ำตา ทุกวันนี้ คนสอนจะสอนสักฉันใด พูดสักฉันใด ก็ไม่ทำ กลับเห็นเป็นเรื่องน่าเบื่อ น่ารำคาญ ไป

จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าคนที่ทวนกระแสมาได้ จึงเป็นคนที่เหนือมนุษย์ ผู้ใดทำได้ จึงได้สมปรารถนา หายโรค เป็นรางวัลคุ้มค่ากับความเหนือย คนแบบนี้ มีน้อยกว่าน้อย หากแต่คนที่ได้แต่คิด มือไม่ทำ นั้นมากหลาย คนจำพวกนั้น ชอบขอพร หากแต่เรื่องศาสนา ใครทำ ใครได้ ขอให้ตายก็ไร้ผล เรื่องศาสนาจึงเป็นเรื่องของคนหมู่น้อย แต่อยู่ทน อยู่ยาว จนแก่เฒ่า เล่าขานเรื่องราวของตน ให้เฮฮา และอย่างมีความสข สู่คนรุ่นหลัง ด้วยความภาคภูมิใจ ที่ตนของตน เชื่อหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วทำในศาสตร์ของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จนได้พบสุขตราบบั้นปลายชีวิต คือ กินเป็นสุข นอนเป็นสุข ไม่มีโรค ไม่มีภัย มากล้ำกราย ถึงแก่ชีวิต

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44