วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

เลือกเอา


ได้ฟังสมาชิกจับกลุ่มคุยกัน คนเล่าเป็นผู้หญิงป่วยเป็นมะเร็งมดลูก กล่าวถึงอาการของตนว่า เจอฝนเหมือนเจอผี ต้องรีบหลบ เพราะเจอละอองฝนคราใด มดลูกจะมีอาการเจ็บจิ๊ด ยิ่งไปกว่านั้นมีอาการปอดรั้วอีกต่างหาก คือมีลมออก จนได้ยินและรู้สึกได้ แถมอาการปวดกระดูกสันหลัง อีกต่างหาก

ทานสมุนไพรมาหลายปี และการมาก็มากันหลายคน คนหนึ่งเป็นผู้ชายสูงอายุ เป็นมะเร็งเหมือนกัน ผ่านมาหลายปี เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน โดยก่อนตาย ลูกและภรรยาดูอาการไม่ค่อยดี ก็เรียกรถพยาบาลมารับ แต่พ่อกล่าวกับลูกและภรรยา "ไหนสัญญากันแล้วไง ว่าไม่ว่าอะไรเกิด จะไม่พาไปโรงพยาบาล" ในที่สุดพ่อก็เสียไป ด้วยหมดอายุขัย สั่งเสียแล้วก็หลับไป จนลูกและภรรยากล่าวว่า ไม่เคยเห็นใครตายดีแบบนี้เลย อยากตายแบบนี้บ้าง

อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง เป็นมะเร็งเช่นกัน มาด้วยกันปีกว่า จนมีอาการดีขึ้น วันหนึ่งก็บอกกับผู้หญิงคนนี้ว่า มีคนมาแนะนำอาหารเสริม แล้วเขาก็ซื้อมาทาน กล่องหนึ่งประมาณสี่พัน หลังจากทานได้สองสามเดือน อาการของเขาก็ดีวันดีคืน ผู้หญิงนั้นก็บอกกับเขาว่า จะเลิกทานสมุนไพรแล้ว เพราะทานอาหารเสริมแล้วดีขึ้นมากเลย

ผ่านมาหลายเดือน ผู้หญิงคนนั้น ก็กลับมาบอกเธอว่า ตอนนี้อาหารเริ่มหวนกลับมาแล้ว อยากจะกลับมาทานสมุนไพรอีกครั้ง กระนั้นก็ตาม หลังการกลับมาทานสมุนไพร ร่างกายเขาไม่เคยกลับไปดีเหมือนครั้งแรกอีกเลย และในที่สุด ก็จากไป

และเพื่อนอีกคนหนึ่ง ก็บอกเขาว่า จะเปลี่ยนไปรับยาจากหมอชื่อดังในเวลานี้ แล้วก็มาชวนเขาไปด้วย เขาก็ตอบว่า เขาไม่ไปหรอก นับตั้งแต่มาทานสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ถึงจะยังไม่หาย แต่อาการต่างๆก็ดีขึ้น ปวดกระดูกเดินไม่ค่อยได้ ตอนนี้ก็ดีขึ้น กลับไปทำงานได้ อาการมดลูก และการรั้วของปอด ก็ไม่เหลือแล้ว เขาคิดว่า สมุนไพรจะค่อยๆปรับสมดุลย์ในตัวเขา ถึงแม้นจะช้าหน่อย ก็ไม่เป็นไร เขารับได้

บทสรุป ความหลากหลายของจุดจบ ที่คนเหล่านั้นประสพ เสียดาย กลับมาเล่าให้คนที่ยังอยู่ฟังไม่ได้ ดังนั้น ทุกคนก็ยังต้องเลือกทางของตนเอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า วัดกันที่ตอนตาย จะตายดีเหมือนลุงท่านนั้น ที่หลายคนอิจฉา หรือจะตายแบบใดก็เลือกเอา หากแม้นยังอยู่ ก็อยู่อย่างรู้ว่า สิ่งที่ทำมีผลกับตนเช่นไร และตนควรทำตนอย่างไรเพื่อช่วยตน

พรหมลิขิต มิใช่ฟ้าดินกำหนด หากแต่เป็นตัวเราท่านเองนั่นแหละที่กำหนด แม้นเกิดเลือกไม่ได้ เพราะมันเป็นอดีต แต่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า เราท่านมีสิทธิ์เลือกที่จะตายได้ อยากได้แบบไหน เลือกที่จะไม่เจ็บได้ หากเชื่อในธรรมคำสอนของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา พิจารณา แล้วทำ

จะทำหรือไม่ ไม่มีใครบังคับ จะรู้ว่าสิ่งที่ทำมีความหมายเพียงใด ก็ต่อเมื่อถึงวันตายนั่นแล แล้วจะได้รู้ว่า มิเพียงเลือกตาย แถมยังเลือกเกิดได้อีก แค่ตอนตาย คนทั้งหลายก็อิจฉาอย่ากเอาอย่างแล้ว ยิ่งหากได้รู้ว่า ทำตามพระภูมี เลือกเกิดได้อีกต่างหาก คนทั้งหลายยิ่งเสียดาย ที่ตนตาย โดยไม่ได้ทำ เสียดายวันเวลาที่ผ่าน การกระทำของตน ไม่มีความหมายต่อวิญญาณเลย

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า ศาสนามีความสำคัญ เพราะเมื่อทำแล้ว มีความหมายต่อวิญญาณ คนที่อยากทำ อยากได้ เขาจึงต้องเห็นว่า "สุขของวิญญาณ นั้นสำคัญกว่าสุขของกายยิ่งนัก เขาจึงยอมทุกข์กับวินัยของพระภูมี " และท้ายที่สุดคนผู้นั้นจะพบกับความจริงที่ว่า "เมื่อวิญญาณอยู่สูง กายก็จักสูงตาม สุขใดจะเปรียบกับสุขนิสัยไม่มีเลย"

ศาสนาจึงไม่บังคับ ไม่กะเกณฑ์ จึงเป็นทางสายกลาง วางไว้ อยากได้ต้องทำเอง

เมื่อผลปรากฎ ถ้าไม่รอด ไม่สมปรารถนา ก็อย่าโทษสิ่งใด อย่าโทษพระภูมีไม่ช่วย เพราะนี่คือบัญญัติฟ้าดิน คือหลัก "ตนพึ่งตน" ใครก็ช่วยใครไม่ได้ ทำสิ่งใด ได้สิ่งนั้น

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

เพื่อน


คนเราตลอดชีวิต เจอะเจอเพื่อนมากมาย แล้วก็ทุ่มเทชีวิตไปให้เพื่อน ตามแบบที่ตนชอบ

หลายคนอาจมีความสุขเพลิดเพลินไปกับเพื่อนเหล่านั้น และที่สำคัญคือคิดว่า ชีวิตตนจะเป็นเช่นนั้นตลอด

วันเวลาผ่าน ความจริงที่ศาสนาชี้ให้พิจารณา แต่เราท่านไม่เคยคิด นั่นคือเมื่อเวลาเจ็บ เวลาตาย เหลียวซ้ายแลขวา เพื่อนกายอาจพอมี แต่เพื่อนใจ หามีใครไม่

หลวงพ่อนิพนธ์ ให้สติสงฆ์ของท่าน ถึงเหตุที่ทำไมต้องมาหา มาพึ่งศาสนา ก็เพราะ ยามเจ็บยามตาย ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องโดดเดี่ยว เฉพาะตน จะหาใครมาเจ็บ าตายแทนไม่ได้เลยนั่นเอง

ก็แล้วตอนนี้เราท่านทำอะไรให้เพื่อนเจ็บเพื่อนตาย ให้มีความหมายบ้างเล่า ไม่มีเลย ท่านอาสิจะชี้สักฉันใด ก็อ้างความเห็นความจำเป็น บังหน้า ... เอาไว้ก่อน ไม่อยากฟัง ไม่อยากทำ ขอทานแต่สมุนไพร พอแล้ว

แล้วก็เอาเวลา ความคิด จิตใจ ไปให้เพื่อนกาย เพื่อนกิน เพื่อนนอน หาเงิน หาร้านอร่อยทาน หาสถานที่รื่นเริงบันเทิงใจ เอาแต่ที่ใจตนชอบ

พฤติกรรมเยี่ยงนี้ ไม่ใช่มีมาในวันนี้ อดีตก็มีผู้ทำ จนถ้ำกระบอกล่มสลาย ด้วยทุกคนเอาแต่ตามความอยากตน ไม่สนธรรมของพระภูมี

ภาพสะท้อนเห็นชัด คนรับสมุนไพรเป็นพัน แต่คนจะไปรับธรรมมาปฏิบัติ มีสิบกว่าคน ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

หากแต่ใจเขาใจเรา น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะยังคงอยู่เพื่อคนส่วนใหญ่ ที่เอาแต่สมุนไพรไปฟื้นฟูตน แล้วบรรเลงนิสัยตน ได้นานสักเพียงใด มองแล้วน่าหดหู่ นี่แหละคนไทยไม่เอาศาสนา

หวนนึกถึงคำของหลวงพ่อนิพนธ์ก่อนลาสังขาร แม้นเจ็บสักฉันใด ก็อยากทำยาตาแจกในวันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน แต่ทำแล้วยากลับเละเป็นโคลน เสียซะงั้น แล้วรำพึงว่า “เราทำยามานับพันครั้ง ไม่เคยเสีย แทบจะเรียกว่าหลับตาทำก็ยังทำได้ ครั้งนี้มาเสียผล ด้วยเขาไม่ให้เราทำไปให้คนที่ไม่รู้ค่า

กระนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ก็ยังร้องขอให้โอกาสคนไทยอีกครั้ง จึงเป็นคำขาดที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่งเสียว่า”หนทางบุญทั้งหลายนั้นจบสิ้นแล้ว เหลือเชือกเส้นเดียวที่แม่ชีเมี้ยนให้ใช้สร้างบุญ นั่นคือทำนิสัย” แล้วก็ทำยาตาอีกครั้ง นั่นคือครั้งสุดท้าย พร้อมนำคำของแม่ชีเมี้ยน มาบอกต่อในวันงานปีนั้น

บทสรุป เราท่านทั้งหลาย จะเห็นในความเมตตาของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่พยายามยื้อสิ่งนี้ไว้ในแผ่นดินไทยจนนาทีสุดท้าย แม้นจะเหลือช่องเล็กๆ ก็ตามที ไว้ให้เราท่านได้ทำเป็นเพื่อนเจ็บเพื่อนตาย อันทำแล้วมีความหมาย ต่อวิญญาณ ให้พ้นเจ็บและตายดี มีนิสัยพระภูมีติดวิญญาณตนไปในวันข้างหน้า

ฤาเราท่าน จะทำให้ล่มสลายเหมือนถ้ำกระบอก

หลวงพ่อนิพนธ์ ให้สติเสมอว่า “หากธรรมของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ช่วยท่านไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยว่า จะมีที่ไหน ยาอะไรช่วยท่านได้"

เห็นคนตื่นเต้น เตรียมตัว ตื่นตัว กับแค่ละครดัง ตาลุกวาว แต่กับสินัยของพระภูมี นั่งหน้าเศร้า คิ้วขมวด อมทุกข์ นี่แลกงจักร มันเป็นดอกบัว ดอกบัวมันถูกเห็นเป็นกงจักร แต่ครั้นพอเจ็บ ไม่ร้องให้ละครช่วย กลับมาร้องพระภูมีช่วยด้วย เมื่อไม่ทำ เขาก็เมินไม่ว่าจะร้องสักฉันใด ก็เพราะหลักของเขา คือ “ทำเอง” แล้วไยวันนี้ จึงทุ่มเททุ่มใจให้กับเพื่อนกาย เพื่อนกิน แล้วทิ้งเพื่อนเจ็บเพื่อนตาย

ครั้นจะรอจนกายเจ็บ จะตาย อยากทำ ก็หมดสภาพทำไม่ได้แล้ว

ถ้าเราเป็นท่านอาสิ คงไม่รอให้ศาสนาฉิบหายก่อน ไม่เห็นแก่พันแต่ควรเห็นแก่คนสิบ มานั่งตำยางกๆให้คนสิบเสียดีกว่า ทิ้งคนพันที่ทิ้งวินัย ไม่ยอมทำเพื่อช่วยตน มาช่วยคนสิบที่ไม่สนหรอกว่าเป็นโรคอะไร หนักแค่ไหน ที่อยากเป็นคนดีตามคำสอนของพระภูมี ช่วยแล้ว รอดแน่ แลศาสนาก็ได้คนดี

ถามใจตน หากมีลูกที่ไม่คิดจะเป็นคนดี ท่านจะฟูมฟักสนับสนุนเขาหรือไม่ ฉันใดก็ฉันนั้น หรือควรทุ่มเทส่งเสริม แล้ววันหนึ่งลูกก็ทิ้งท่านให้นอนข้างถนน ยามท่านหมดคุณค่า ยกสมบัติให้หมดแล้ว

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

เพี้ยน


พยากรณ์ที่สำคัญประการหนึ่ง ชี้ให้เห็นการกระทำของมนุษย์เมื่อห่างศาสนานาน นั่นคือ “เพี้ยน” ดั่งภาษิต “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นดอกบัวเป็นกงจักร

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทำให้พฤติกรรมทั้งหลาย ล้วนบรรเลงไปตามสิ่งที่ตนชอบ สิ่งที่ตนอยาก ทั้งหมดทั้งปวง ยากที่จะมีสิ่งใดมาหยุดได้ แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า นั่นแลเขาเรียก “โลกแตก

เป็นยุคที่คนทั้งหลายอ้างสิทธิเสรีภาพ แล้วเอานิสัยตนเป็นใหญ่ ไม่มีแล้วที่จะเห็นแก่ผู้ใด สิ่งใด กูจะเอา กูต้องได้ ไม่สนกรรมเวร พ่อแม่ครูบาอาจารย์จะห้ามสักฉันใดไม่ฟังเลย

ความเพี้ยนนี้ เพียงเพื่อสนองสุขทางกาย มีเงินทอง บ้านใหญ่ รถหรู หลงลืมไปว่า ตนของเรา มิใช่มีแต่เพียงกายไม่ จะเอาแต่สุขทางกาย โดยไม่สนวิธี อยากด่าก็ด่า อยากฆ่าก็ฆ่า อยากโกงก็โกง หยิบฉวยของผู้อื่นมาเป็นของตนด้วยปัญญา

ท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญกว่า และอยู่กับตน เป็นที่รับผลแห่งการกระทำของตน คือ “วิญญาณ” เล่า หาสุขไม่ได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น กรรมเขาก็เป็นปราชญ์ เขาจึงสามารถหลอกล่อ ให้มนุษย์มองไม่เห็น ไม่กลัวเขา ก็ถ้าผลแห่งการกระทำผิดเกิดกับวิญญาณแบบว่า ด่าเขาปุ๊บ เราก็โดนปั๊บ ทำเขาเจ็บทำเขาตาย เราท่านก็เจ็บก็ตายตามทันที ใครที่ไหนจะทำชั่ว

นี่แลคุณอันมหาศาลของศาสนา ที่มาชี้มาสอน มาทำให้เราท่านพิจารณาแล้วเห็นกรรม เห็นแล้วก็ต้องยอมรับ เป็นคนจริง ไม่ตีโพยตีพาย ทำไว้แล้วก็ต้องยอมรับ เมื่อกรรมอุบัติเป็นโรค แล้วปฏิเสธ ก็ยิ่งทำตนเป็นดินพอกหางหมู ยิ่งอยากหาย ดิ้นรนหายา รังแต่มีโรคมากขึ้น ยิ่งปฏิเสธ ตัดโน่นตัดนี่ ยิ่งหนักกว่าเดิม

บทสรุป นี่และเหตุที่ทำไมจึงต้องมีศาสนา ก็ด้วยเราท่านเดินห่างมาไกล พฤติกรรมยิ่งเพี้ยน สิ่งที่ทำจึงมีแต่โทษ ทำโดยไม่รู้ตัว บางคนอ้าง ฉันไม่เคยโกงใคร ไม่เคยฆ่าสัตว์ เข้าวัดทำบุญมาตลอดชีวิต แล้วทำไมจึงเป็นโรค สาหัสเยี่ยงนี้ บุญกุศลที่สร้างทำไมไม่เกื้อกูล ทั้งนี้ก็ด้วยสิ่งที่ทำ ล้วนแล้วแต่ฟังเขาอ้างเอ่ยว่าดี ก็ไปทำ แต่สิ่งที่ทำนั้นไม่ตรงร่องธรรม คำสอนนั่นเอง

ก็สมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ทานแล้ว กายยังหายโรคได้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า แต่ทุกข์สุขมันอยู่ที่วิญญาณ ทำไมไม่ลองเอาธรรมของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มาสร้างสุขให้วิญญาณตนบ้างเล่า

อย่าแปลกใจเลย ว่าคนรุ่นใหม่ ว่าไม่ได้ สอนไม่ได้ โรคที่เกิดก็จะยิ่งรุนแรง ตามนิสัยของมนุษย์นั่นแล ถ้าคิดจะรอยารักษาโรค รอไปเถอะ ไม่มีวันถึง หากแต่อยากหายโรค กลับง่ายนิดเดียว ฟังความรู้ของศาสนา แล้วพิจารณา เลือกเอาไปทำ ควบคุมนิสัยตน ยิ่งลดนิสัยตนมากเท่าใด มีนิสัยธรรมมากขึ้น โรคอะไรก็ไม่น่ากลัว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักให้สติ “อยากสุข อยากหายโรค ยกวิญญาณให้อยู่สูง ไม่ใช่ด้วยวัตถุ ปัจจัยสี่

ด้วยสุข ที่แท้จริงของมนุษย์ คือ “กินได้ นอนหลับ” หาใช่ บ้านใหญ่ รถหรู เงินเต็มบัญชี สิ่งเหล่านั้น ตายไปก็เป็นของคนอื่น ฤา ไม่เชื่อว่าเราท่านจะต้องตาย

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

ทำไม


คงไม่มีใครเถียงว่าทุกศาสนา ทุกความเชื่อ มีจุดยืนเดียวกัน คือสอนให้เป็นคนดี

จึงไม่แปลกทุกผู้คนล้วนอยากเป็นคนดี แต่ทำไมทำไม่ได้ ไม่ดีอย่างหวังตั้งใจ

แม่ชีเมี้ยนชี้ให้เห็น “มนุษย์ มีกรรมเป็นอำนาจ

ความตั้งใจของเราท่านจึงยังไม่พอ เพราะทานอำนาจกรรมไม่ไหวนั่นเอง จะตั้งใจสักฉันใด อย่างดี ท่านอาสิก็ชี้ให้เห็นว่า แค่ตอนมีสติ ระลึกได้ที ก็ทำ เผลอก็ลืม

หากแต่ผลกรรมที่เกิด หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า “มันเป็นกรรมเที่ยง“ คือกระทำถึงพร้อมด้วย กาย วาจา ใจ ด้วยนิสัยกรรมที่ค่อยๆสร้างขึ้น มากขึ้น นั่นเอง

คำถามก็คือ ทำไมเราท่านชนะกรรมไม่ได้ ก็เพราะสิ่งที่ทำ ความดีที่ทำ มันไม่เที่ยง ผลของมันจึงไม่พอ ไม่มีน้ำหนักสู้กรรมได้ ด้วยเป็นแต่เพียงทำตามอารมณ์ หาใช่เป็นนิสัยธรรมไม่

นี่แลคือเหตุที่ทำไมพระพุทธเจ้า จึงใช้ “สัจจะ” เพราะจะกระทำให้เป็นนิสัยธรรม ไม่ใช่ทำตามความอยาก อยากทำก็ควบคุมตน ไม่อยากก็ไม่ทำ และจะเป็น “ธรรมเที่ยง” ที่มีผลแก่ตน ก็ต้องถึงพร้อม ด้วยกาย วาจา ใจ เฉกเช่นตอนสร้างกรรม ไม่ต่างกันเลย

ความต่างที่หลยาคนสงสัย “ทำไมทำเหมือนกัน แต่ได้ไม่เหมือนกัน” ก็เพราะทำด้วยความรู้สึกอะไรนั่นเอง เฉกเช่น ให้เพื่อเอาหน้า เอายศ เอาชื่อเสียง ลงข่าว หรือให้โดยไม่หวังผล ดั่งพระพุทธเจ้า

นิสัยเหล่านี้ของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้เราท่านมาฝึก อาทิ แรกๆมาแบบไฟต์บังคับอยากได้สมุนไพร ก็ต้องมา ก็ต้องสวด เมื่อทำความเข้าใจ รู้ค่าของผลที่ตนกระทำ ก็กลายเป็นทำด้วยความเต็มใจ แลอยากให้ตนมีนิสัยที่ชอบสวดมนต์ก็ไปรับสัจจะ “สวดมนต์” จึงกลายเป็นนิสัย เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ที่ทำทุกวัน มิใช่อยากก็ทำ ไม่อยากก็ไม่ทำ

บทสรุป นี่คือความจำเป็นที่ทำไมต้องรับสัจจะ เพราะจะได้เป็นอำนาจ สู้กับความรู้สึกนิสัยอำนาจกรรมที่มีในตน ที่มักสร้างทุกข์ให้ผู้อื่น แล้วย้อนมาหาตนในวันนี้ เปลี่ยนเป็นนิสัยที่สร้างสุขให้ผู้อื่น ติดตัวตน ไปทั้งชาตินี้และชาติหน้า

ที่สำคัญและต้องรู้ หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า “อำนาจธรรม เขามีเจ้าของ หาให้เจอ“ เมื่อเจอแล้วทำ จึงชนะกรรม ชนะโรคได้

ไม่ใช่ที่ไหนๆ ก็มี สิ่งศักดิ์สิทเต็มเมือง ที่ไหนว่าดี ไปหมด นี่แลทำผิดผลผิดจึงเกิด สิ่งที่ทำไม่มีตัวมีตน ทำสักฉันใด ช่วยตนไม่ได้ ท่านจึงสอนให้พิจารณา “ทำสิ่งใด ต้องดูผล

ก็ถ้ากรรมไม่มีอำนาจ ไม่มีจริง โลกนี้คงไม่มีคนเลว ไม่มีโรค

ทุกข์ในวันนี้ ก็เพราะทำผิด นั่นเอง

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561

รู้ธรรม


พระรูปหนึ่ง ถามหลวงพ่อนิพนธ์ ขณะที่แสดงธรรมว่า “มนุษย์คนแรกคือใคร“ หลวงพ่อนิพนธ์ตอบว่า ท่านจะรู้สิ่งนี้เพื่ออะไร ความรู้นี้ไม่ช่วยให้ท่านเจริญธรรม มีแต่รังจะเอาความรู้นี้ไปพูดข่มผู้อื่นเท่านั้นเอง

ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมของพระภูมีไม่จำเป็นต้องรู้เยอะ บางคนรู้โน่นนี่นั่น ฟังเยอะ พูดเป็นคุ้งเป็นแคว แต่ช่วยตนให้หายปวดท้องยังไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักชี้ว่า คนทั้งหลายมักตำหนิว่าพูดเยอะ พูดนาน อันที่จริงธรรมมีหลากหลาย แปดหมื่นพระธรรมขันธ์ การพูดมากมายนั้น ไม่ใช่เพราะอยากโอ้อวด แต่เป็นการให้โอกาสทุกผู้ทุกนาม ทุกหมู่เหล่า ได้ฟังแล้วเลือกหยิบเอาบางสิ่งที่ตนทำได้ นำไปทำเพื่อช่วยตนนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์เคยสอนคนผู้หนึ่งว่า ในขณะที่ท่านสอน หากคนผู้นั้นไอ หรือส่งเสียงดัง แล้วมีผลให้คนฟังที่จะรอดด้วยวลีนั้น ที่จะสามารถนำไปทำเพื่อช่วยตน ไม่ได้ยิน พลาดโอกาส ก็เท่ากับฆ่าโดยไม่เจตนา

ดังนั้น การนั่งฟังธรรม ความสงบจึงมีความหมายยิ่ง เป็นเอกลักษณ์ ที่แสดงถึงความเมตตา ที่มีต่อผู้อื่น ด้วยขันติอดทนอดกลั้นของเรา แม้ธรรมที่เราท่านฟังแล้ว เหมาะแก่ตน ได้ฟังแล้ว ก็อยู่ในความสงบ ให้คนอื่นได้ฟังในสิ่งที่เหมาะกับเขาน้างมิใช่เอาแต่ตัว เห็นแก่ตัว กูได้แล้ว กูรอดแล้ว คนอื่นจะเป็นไรช่าง

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนคุย หรือทำสิ่งที่รบกวนกรรมฐานผู้อื่น นั่นเจตนาเลย การมาได้ไม่คุ้มเสีย จะปฏิเสธสักฉันใด ตัวกระทำไม่ตาย แล้วก็บอกทำไมไม่หายสักที ก็กรรมที่ทำมาอักโขอยู่แล้ว นี่มาฆ่าคนเสียอีก หายก็แปลกแหละ

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอ หายโรคง่ายนิดเดียว ก็เพราะแค่จับวลีเดียว ที่ตนทำได้ ไปหยุดนิสัยที่สร้างกรรมของตน ก็เพียงพอแล้วนั่นเอง

ท่านจึงชี้ให้ดู คนผู้หนึ่งฟังธรรมไม่รู้เรื่อง จึงชี้ว่าไปให้สุขผู้อื่น คนผู้นั้นก็อาสาไปเข้าครัว ล้างหม้อล้างจาน อุปกรณ์ทำยา ก็สามารถรอดจากมะเร็งเม็ดเลือด อยู่มาได้ตั้งแต่ลูกสองคนยังเล็ก จนเรียนจบทำงานในทุกวันนี้

เทียบกับเปรียญ 9 ประโยค นักธรรมทั้งหลายแค่ปวดท้องยังแก้ไม่ตกเลย

ธรรมของพระภูมี ฟังง่าย ฟังแล้วทำได้เลย ไม่ต้องรู้เยอะ รู้ในสิ่งที่ทำแล้วช่วยตนได้ แล้วทำ โรคอะไรก็ไม่เหลือ ถ้าเอาแต่รู้เยอะ แต่ทำช่วยตนไม่ได้ มันก็มีไว้แค่อวดเท่านั้นเอง หาประโยชน์แก่ตนสักน้อยนิดไม่ แล้วจะรู้ไปเพื่อ

ร้ในสิ่งที่ถูก แล้วทำ ผลถูกจะได้เกิดกับตน แต่ถ้าบอกรู้แล้ว ดีแล้ว แต่ผลผิดเกิดกับตน สิ่งที่รู้ สิ่งที่ทำ จะยังควรทำอยู่อีกหรือ ปราชญ์ ไม่ทำเช่นนั้นแน่ เมื่อรู้ว่าผิด ก็ต้องรีบแก้ไข

วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561

ปาฏิหาริย์


ถ้าไล่เรียงความนึกคิด ความต้องการ มนุษย์จะผูกติดกับความเชื่อไว้กับสิ่งใด เป็นที่นับถือของตน ย่อมหนีความต้องการ คือ ปาฏิหาริย์หรือบุญญาธิการ ในสิ่งที่ตนนับถือ มาเป็นที่พึ่งของตน เป็นสำคัญ

ถ้าย้อนมาคนป่วย ก็หวังหมอเทวดา ยาเทวดา ที่จะดลให้เกิดซึ่งปาฏิหาริย์ หายป่วย รอดชีวิตได้ นั่นเอง

ก็แล้วทำไมศาสนาพุทธ ที่ปู่ย่าตายาย สอนสั่งให้นับถือกราบไหว้ มารุ่นสู่รุ่น กว่าสองพันปี นั่นย่อมเป็นเพราะบรรพบุรุษของเราท่าน ล้วนได้เห็นได้สัมผัวในบุญญาธิการและปาฏิหาริย์มาแล้ว เมื่อครั้งในอดีตนั่นเอง

คำถามก็คือ แล้วทำไมวันนี้ ความต้องการคือหายโรค ที่เทียบแล้วน้อยนิดกับการไปนิพพาน จึงไม่ยังผล ทั้งที่หลายคนก็อ้างเอ่ย นับถือกราบไหว้ เข้าวัด ฟังธรรมมา ต่อ้อนแต่ออก ไม่เคยด่าว่า ทำร้าย คดโกงใคร แล้วไยสิ่งที่ทำ บุญที่สร้าง ไม่มีมาปกป้องคุ้มครองช่วยตนเลย

แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ว่า ประเด็นแรก สิ่งที่ตนยึดถือคนอื่นเขาว่าดี เราท่านก็ไปบูชา แต่สิ่งนั้นไม่มีตัวไม่มีตน จึงช่วยตนของเราไม่ได้

ประเด็นสำคัญ แม้นเราท่านจะไหว้สิ่งี่มีตัวมีตน คือพระพุทธ เราท่านก็ไหว้เขาไม่ถูกต้องในร่องธรรม เมื่อทำไม่ถูกผลถูกจึงไม่เกิดกับตน ชืวยตนไม่ได้เช่นกัน

บทสรุป ท่านอาสิจึงชี้ให้เห็นในวันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยนว่า ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เราสงบ เพราะนั่นเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา เป็นจุดเริ่มของบุญ และจะกราบไหว้พระพุทธศาสนา ก็ต้องเริ่มด้วยการลดกิริยาลง

ก็แค่ดูหนัง เขายังห้ามคุย ห้ามรบกวน ก็ ย่าแปลกใจเลย ถ้าจะถามว่าทำไมโรคเราท่านจึงหายช้าตึ๋งหนืดไม่ยอมไป ก็สิ่งที่ทำมันชุ่ย มันขาดรายละเอียด ผลที่ทำจึงมีแต่ลมที่คิดว่าตนทำแล้ว ดีแล้ว ทำได้

ท่านอาสิ จึงสอนวิธี เอาแค่รับสมุนไพร ลองเปรียบเทียบที่มูลนิธิ ที่ทำตามใจตน กับที่สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ที่ทำตามคำสอน ก็เห็นชัดแล้วว่า ทำไมเราท่านจึงไม่ได้สัมผัสปาฏิหาริย์ บุญญาธิการของศาสนา ทำไมไม่หายหรือหายช้า

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้เล่า ก็ด้วยตนของเราท่านคิดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นดีแล้ว รู้แล้ว นั่นเอง ทั้งที่ความเป็นจริง ดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์เคยกล่าวกับพระบวชใหม่ที่เรียนจบสูงมาว่า “ความรู้ทางโลก ท่าน าจจะมีมากมาย เหนือคนทั่วไป แต่ความรู้ทางธรรม ท่านก็ไม่ต่างจากควาย ที่ไม่รู้ภาษานั่นเอง

ท่านทั้งหลายก็พิจารณาความจรืงที่ปรากฎ สิ่งที่ท่านรู้ท่านทำมาชั่วชีวิต มันช่วยหายปวดท้องยังไม่ได้เลย นั่นก็พิสูจน์แล้วว่า มันดีแค่ที่เขาอ้างเอ่ยว่าดี ลองเปิดใจมาฟังคำสอน แล้วพิจารณา สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนสอนจากท่านอาสิ หรือผู้ปฏิบัติ อย่าว่าแต่ปวดท้องเลย มะเร็ง เอดส์ ยังไม่กลัวเลย

ลองมาสงบตอนเข้าพิธีกรรม ตามท่านอาสิสอน ลองมาลดกิริยาเมื่ออยู่ในเขตพิธีกรรม แล้วดูผล ดูสิจะได้สัมผัสบุญญาธิการและปาฏิหาริย์เฉกเช่นบรรพบุรุษ ที่พบแล้วซาบซึ้ง สอนลูกสอนหลานมาจวบทุกวันนี้หรือไม่

ถ้าทำตามแล้วไม่ได้ผล ค่อยวางลง

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561

เลือกข้าง

ผลแห่งการกระทำของทุกคน ย่อมมีผลตอบแทน พระภูมีตรัส ความจริงของจักรวาล “ตัวกระทำไม่ตาย

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็ต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งในการทำตลอดเวลา นั่นคือ ดี หรือ ชั่ว

เรื่องของศาสนา เป็นส่วนเกิน ผู้ปรารถนาก็เป็นธรรมดา คือผู้ที่ประสพกับทุกข์ ถ้าเขาสุข อยู่ในกรรมดี หรือไม่ทุกข์กับกรรมชั่วจนเกินไป จะหาคนมองศาสนานั้นยากยิ่ง

เพราะศาสตร์ของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า มันเป็นหลักลด คือ ลดกิริยา ลดนิสัย เดิมของตนลง ฝืนความรู้สึกตน คนจึงไม่ชอบ ไม่อยากทำ เป็นธรรมดา

หากแต่สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ ให้พิจารณา ผลที่เกิดในวันนี้ เป็นโรค เป็นทุกข์ พูดฟังง่าย ก็คือ มีหนี้กรรม หนี้เวร เจ้าหนี้เขาตามทัน มาทวงแล้วนั่นเอง

ก็แล้วหนทางพ้นทุกข์ คือสิ่งที่ควรเลือกกระทำเพื่อช่วยตน จะมาเอาสร้างหนี้เพิ่มเติม เบียดเบียนผู้อื่นจนเกินไป จะเป็นไปได้หรือ นี่แลทำไมหลักพระภูมี จึงต้องเป็น “หลักมาทำให้ ไม่ใช่มาเอาถ่ายเดียว

หนี้เก่ายังไม่ใช้ หนี้ใหม่สร้างเพิ่ม ไม่หยุดนิสัยสร้างหนี้ ไม่ต้องหมอดูที่ไหน ก็เดาออกว่า แพ้ตั้งแต่ในมุ้ง นี่แหละทำไมไม่หายโรค

บทสรุป ไม่เชื่อหรือว่า กรรมมีจริง ถ้าบุคคลใดเชื่อ หลวงพ่อนิพนธ์ ก็ชี้ว่าหายโรคง่ายนิดเดียว ทำรอยมือรอยตีน ที่ให้สุขแก่ผู้อื่นไว้สิ มาเอามาใช้ ก็ยังพอเหลือกลับไว้ช่วยตน ก็นิสัยเดิม มันนิสัยกรรม สร้างทุกข์เกิดกับตนแล้ว ณ บัดนี้ ทำไมยังเลือกยืนข้างนิสัยเดิม ก้าวข้ามมาฝั่งนิสัยพระภูมี บางสิ่งบางอย่าง ทำได้ โรคอะไรก็ไม่น่ากลัว

อย่าฝันลมๆแล้งๆ นั่งขอพระภูมีช่วยด้วย โดยไม่มีตัวกระทำทำตามคำสอน หางตาท่านยังไม่มองเลย หายเพื่อ ไปทำนิสัยเดิมสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่ตาถั่วหลับหูหลับตาช่วยหรอก

ถ้าไม่มีแม่ชีเมี้ยน เราท่านก็มิรู้ได้ว่าจะพ้นทุกข์ที่มีโดยวิธีใด ทำอย่างไรจึงมีผลต่อวิญญาณ คุณอันนี้มหาศาลยิ่งนัก มิฉะนั้น ก็เหมือนคนทั่วไป มุ่งมั่นทำ ด้วยคิดว่าวิญญาณของตนนั้นจะอยู่สูง รู้อีกทีตอนตาย สิ่งที่ตนทำไม่มีความหมาย ช่วยตนสักนิดก็ไม่ได้ จะบอกกับใคร ก็ไร้ผล ได้แต่วอนให้มีใครช่วยไปบอกลูกหลานว่า “อย่าทำเลย

นี่แลหลักปราชญ์ สอนให้คิดพิจารณาก่อน แล้วจึงทำ

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

เพชรหรือก้อนกรวด


ทุกสรรพสิ่งในโลกที่ถูกทำให้ล้วนแล้วแต่มีจุดมุ่งหมาย ตามความอยากของผู้ทำให้ทั้งสิ้น ผลแห่งการกระทำ หลวงพ่อนิพนธ์เรียก คือทำเอาผลตอบแทน ไม่ว่า กรรมดี หรือกรรมชั่ว

นี่คือสัจจธรรมความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ “ตัวกระทำไม่ตาย มีผลตอบแทน รอเราอยู่วันข้างหน้าแน่

เราท่านทั้งหลายจึงมีพรหมลิขิต เดินตามกรรมที่ทำมา ก็ด้วยเหตุนี้จะปฏิเสธสักฉันใดไม่ได้เลย นี่แหละศาสนาพุทธจึงไม่เป็นศาสนาขอ เพราะจะขอสักฉันใดก็ไม่สามารถปฏิเสธกรรมที่ทำมาแล้วได้นั่นเอง พูดฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า อดีตเปลี่ยนไม่ได้ ผลของวันนี้เป็นของอดีต ทำสักฉันใดก็เปลี่ยนไม่ได้ มันจึงไม่มียารักษาโรค

การทานสมุนไพร และทำวินัย หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่าผู้ที่จะประสพผล จึงต้องรู้ความจริงนี้ พิจารณาแล้วยอมรับ จึงพร้อมทำตนเพื่อให้สู้กับผลที่จะบังเกิดนั่นเอง ทานสมุนไพรให้อวัยวะแข็งแกร่ง ทำวินัย ให้มีความอดทน อดกลั้น เพราะอาการต้องเกิดแน่นอน ทนอาการได้ จึงผ่านโรคได้ ไม่ใช่นั่งขอ ทานสมุนไพรตามใจ อยากทานก็ทาน ไม่ต่อเนื่อง นั่นแพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว

เพราะโรคจะทำให้ตาย ก็ย่อมต้องทำให้เราท่านทนอาการไม่ไหวนั่นเอง

ที่น่าเสียดาย หลายคนไม่เคยนึก ไม่เคยพิจารณา ธรรมหมวดสมุนไพร เป็นเพียงหมวดหนึ่งในแปดหมื่น เท่านั้นเอง แค่หายโรคจึงมีวิธีมากมาย บางทีอาจง่ายกว่า เหมาะกว่าตน ยิ่งกว่า

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนสงฆ์ในอดีตเสมอๆ เมื่อมีคำถามว่า ทำไมการสอนจึงต้องพูดนาน บางทีก็ซ้ำไปซ้ำมา นั่นก็เพราะ หนึ่งคนฟังสติยังไม่สมบูรณ์ การฟังก็ถูกนิวรณ์ง่วงบ้าง นิสัยตนบ้าง จับใจความไม่ได้บ้าง ที่สำคัญคือ ธรรมไม่จำเป็นต้องรู้มาก แค่จับส่วนหนึ่งส่วนใดที่เหมาะกับตน แล้วไปทำ ทำได้ก็เพียงพอหายโรคแล้ว

การพูดนาน ทำให้คนทั้งหลายได้โอกาส หาสิ่งที่เหมาะกับตนนั่นเอง จึงเห็นได้ว่า ทำไมความสงบนั้นสำคัญ ก็หากคนผู้นั้น กำลังจะได้ยินสิ่งที่เหมาะกับตน พาตนรอด แล้วมีคนทำให้คนผู้นั้นพลาด ไม่ได้ยิน แล้วไม่รอด เท่ากับฆ่าคนผู้นั้นเลย

ยิ่งเป็นคำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่ทุกพยางค์มีความหมายต่อวิญญาณ ถ้าทำได้ ทำแล้วเป็นบุญ มิเพียงล้างโรค ยังล้างกรรมที่ทำมาได้ ยิ่งไปกว่านั้นสร้างสุขติดวิญญานไปทุกภพทุกชาติ มีความหมายสุดประมาณ แต่ถ้าฟังไปงั้น ผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา มันก็ไร้ค่าไม่ต่างกับก้อนกรวด

บทสรุป เราท่านควรพิจารณา สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอๆ “หายโรคง่ายนิดเดียว” นั่นเพราะเหตุใด ก็เพราะมีสิ่งที่ดีกว่าสมุนไพร นั่นเอง คือการทำ “นิสัยของพระภูมี” นั่นแหละสุดยอด

อยากรู้ว่า ทำแบบไหน ทำอย่างไร วันงานรำลึกคุณ จะมีโอกาสฟังคำสอนจากแม่ชีเมี้ยน ลองพิจารณา แล้วเก็บไปทำ แล้วจะพบว่าสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าว นั้นไม่เกินเลยความจริง ง่ายกว่าธรรมหมวดสมุนไพรเยอะ

หลายคนที่ทำได้ สมุนไพรส่งมา แล้วทำตาม ตอนนี้ไปอยู่ที่ใดในโลกก็ได้ ทำได้สร้างบุญช่วยตนได้ทุกที่ ไม่ต้องกังวล จะมีสมุนไพรทานไหม ปีหนึ่งทำแบบหลวงพ่อนิพนธ์สอน มาทานสักครั้ง และสำนึกตนระลึกคุณแม่ชีเมี้ยน เราจึงเห็นคนเหล่านี้เวียนมาในวันงาน รับสมุนไพรไปทานเป็นเชื้อ ก็อยู่สบาย มิเพียงปลอดโรค ยังปลอดอุบัติภัย ดีกว่าคนทานแต่สมุนไพรเยอะ

สติที่หลวงพ่อนิพนธ์พึงพิจารณา "เอาแต่สมุนไพร เสมือนเดินขาเดียว จะได้นานสักเท่าไหร่ ลมแรงหน่อยก็ล้มแล้ว สมุนไพรไม่ใช่ที่สุด ในศาสตร์ของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มีวาสนามาเจอทำไมเอาแต่ปลอดโรค ไม่เอาปลอดภัยด้วย"

มีโอกาสไปเก็บเพชร อย่าฉวยกรวดใส่กลับมา เขาจะว่าได้คนไม่มีปัญญา เสียดายที่พานพบหลักปราชญ์

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

ชิน

คนทั้งหลายเกิดมาส่วนใหญ่ย่อมมีผู้เลี้ยงดูตนมาแต่น้อยจนเติบใหญ่

ด้วยการเลี้ยงดูนี้เอง โดยเฉพาะคนไทยถือว่าเป็นความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อตน ตลอดไปและตลอดกาล

หลายคนจึงมักพูดว่าเมื่อทำให้ฉันเกิด ก็ต้องเลี้ยงจนตาย มรดกก็ต้องให้ฉันเป็นของฉัน

แต่เมื่อออกไปสำรวจโลกที่ความคิดวัฒนธรรมต่างออกไป จะเห็นความจริงว่านี่ไม่ใช่กฎของโลก เป็นแค่ของกลุ่มชนใช้กับคนต่างถิ่นเหล่านั้นไม่ได้

โดยเฉพาะฝรั่ง ที่มุ่งเน้นให้ดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง ยิ่งเร็วยิ่งดี อย่างน้อยก็มีกติกา อายุ 18 ปี ต้องไปหางานทำเลี้ยงตัวเอง ความรับผิดชอบและความคิดก็ถูกบังคับให้เติบโต เพื่อความอยู่รอดแห่งตน

ฉันใดก็ฉันนั้น มองย้อนกลับมาหาศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นพี่เลี้ยง เหมือนพ่อแม่ที่ช่วยตอนที่เราท่านยังเล็ก ไม่มีกำลังพอ ช่วยตนไม่ได้ ถึงเวลาก็ต้องปล่อยให้เดินด้วยตนเอง

หลายคนไม่ยอมโต ติดสมุนไพรเป็นลูกแหง่เกาะพ่อแม่ตลอดเวลา เอาแต่สมุนไพร ไม่คิดจะเรียนธรรมคำสอน เอาวินัยมาทำเป็นนิสัยเพื่อหาบุญมาช่วยตน ให้ดำรงชีวิตมีพรหมลิขิตที่ดี ทั้งวันนี้และวันหน้า

ภาพที่เห็นฉายแล้วฉายอีก พ่อแม่ใครจะอยู่ตลอดกาลกับลูกได้ เฉกเช่นกันใครเล่าจะอยู่กับสมุนไพรไปจนตายได้ หาได้ยากยิ่ง พ่อแม่ดูแลก็แค่ตาเห็น หูฟัง พ้นตัวก็ช่วยอะไรไม่ได้ สมุนไพรก็แค่หายโรค เกินนั้นก็ใบ้กิน ช่วยให้พ้นอุบัติภัยไม่ได้เลย

บทสรุป ใครไม่ยอมยืนด้วยลำแข้งตน ยอมออกจากอกพ่อแม่ไปสู้ด้วยตนเอง สิ้นพ่อแม่ก็อับเฉา ใครไม่ยอมทำนิสัยเรียนวินัย เอามานำตน ช่วยตนให้พ้นทุกข์ เกาะแต่สมุนไพร ก็ไม่ต่างกัน ตราบใดที่ยังไม่เป็นคนดี คิดฤาสมุนไพรจะช่วยตนได้ทุกวัน ทุกเวลา แค่กรรมเขาเคาะขา มารับสมุนไพรไม่ได้ ชีวิตก็อับเฉาอัปปางแล้ว

อยากสุข พระภูมีชี้ ทำไมไม่หาสุขนิสัย นั่นแลสุขที่แท้จริง มีวาสนามาพบแม่ชีเมี้ยน หลวงพ่อนิพนธ์ให้สติ “ขออะไรไร้สาระ ขอให้รวย ขอให้แฟนรัก ทำไมไม่ขอนิสัย ที่จะสร้างสุขทุกประการที่ตนปรารถนาได้

ใครอยู่กับสมุนไพนจนชิน ดีแล้ว พอแล้ว บรรเลงนิสัยตนได้ ไม่คิดพัฒนาวิญญานให้สูง นั่นประมาทกรรม รู้อีกทีกรรมมาคิดจะทำก็สายเสียแล้ว มาพานพบของดีก็ไร้ค่า ช่วยตนไม่ได้ ที่สำคัญหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เชื่อหรือชาติหน้าฉันใดจะได้มาพบเจออีก แน่ใจหรือ แล้ววันนี้เจอทำไมไม่ทำช่วยตน

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

สำรอง

ศาสตร์สมุนไพร เป็นเพียงธรรมหมวดหนึ่งใน แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า เป็นเหตุที่ทำให้คนทั้งหลายทั้งปวงได้มาพานพบศาสนา เรียนรู้ แล้วปฏิบัติตามช่องทางในธรรมหมวดที่ตนถนัด

สมุนไพรจึงทำหน้าที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยง ให้โอกาสด้วยการแก้ไขสภาพที่ทำให้การปฏิบัติทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก เพราะหากมีความเจ็บความปวดมาประชิดตนมากย่อมยากที่จะมีจิตใจปฏิบัติได้เป็นแน่แท้

สมุนไพรจึงเสมือนตัวสำรอง ไม่ใช่ตัวจริงที่จะช่วยตนได้ทุกคน

พูดฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า การจะประสพความสำเร็จ โดยใช้สมุนไพรเป็นพี่เลี้ยง แล้วค้นหาธรรมที่เหมาะแก่นิสัยตนมาปฏิบัติ ย่อมเป็นหนทางที่หวังผลได้มากยิ่งกว่า

บทสรุป หลายคนมาใช้ศาสตร์สมุนไพรนานแล้ว แต่ไม่เคยมองหาธรรมมานำตนเลย ภาพที่ปรากฎจึงเป็นการเหนียวหนึบของอาการ ดีขึ้นแต่ไม่ยอมหาย หรือ เป็นๆ หายๆ ขาดสมุนไพรเมื่อไหร่ อาการหวนคืนทันที ก็แล้วทำไมไม่ยอมหาตัวจริงของตนให้เจอ แล้วจะพบว่า หายโรคนั้นง่ายนิดเดียว

ดังนั้น ถือโอกาสวันงานรำลึกคุณแม่ชีเมี้ยน ลองไปหาตัวจริง ธรรมที่เหมาะแก่ตน จากผู้ปฏิบัติ เจอตัวจริงเมื่อไหร่ จะได้ไม่ต้องพะวง พึ่งแต่ตัวสำรอง ด้วยหลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า แน่ใจหรือที่จะมีใครสามารถทานสมุนไพรไปจนตาย หรือ คนทำจะทำให้ทานไปจนตายได้

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

มีค่า

หลายคนเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก สะสมประสพการณ์ชีวิต เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ตน สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล

แล้วหลายคนก็คิดว่านั่นคือความมั่นคงของชีวิต ที่สามารถเลี้ยงครอบครัว ช่วยเหลือผู้อื่นตามสมควร เป็นจุดที่หลายคนคิดว่า ตนนั้นประสพความสำเร็จในชีวิต และจะมีชีวิตที่สุขสบาย

แล้ววันหนึ่ง เมื่อสัจธรรมความเป็นจริงปรากฎ การที่ชีวิตประสพความสำเร็จ มีคุณค่าต่อตน ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อโลก มากมายสักเพียงไหนก็ตามที แต่คุณค่าเหล่านั้น กลับไม่มีความหมายต่อวิญญาณของตนเลยสักน้อยนิด

ดังวลีสุดคลาสสิคของ สตีฟ จอบส์ ที่กล่าวว่า "เชื่อมาตลอดชีวิตว่าตนประสพความสำเร็จมากมาย สามารถมีทรัพย์สิน มีชื่อเสียง ระดับโลก แต่สุดท้ายสุด กลับพบว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดที่ตนอยากได้ กลับกลายเป็นการมีสุขภาพที่ดีต่างหาก"

ดังนั้น สิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรหันกลับมามอง ว่าสิ่งที่ตนทำนั้น มีความหมายต่อวิญญาณตน สักฉันใด เป็นสำคัญ เพื่อให้วิญญาณที่เป็นที่รับความรู้สึก "สุขหรือทุกข์" อันเป็นสิ่งที่ตนต้องรับผิดชอบ หาใช่คุณค่าภายนอกแต่เพียงประการเดียวไม่

และนี่แหละทำไมต้องมีศาสนา ก็เพื่อมาเรียนรู้ที่จะทำสิ่งที่มีความหมายต่อวิญญาณของตนนั่นเอง

บทสรุป แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เราท่านทั้งหลายทำ จะรู้ผลก็ตอนตายนั่นเอง แลจะเห็นศาสนาก็เมื่อเวลาตายนั่นเอง เพราะกว่าจะรู้ว่าการกระทำของตนที่ทำมาตลอดชีวิต ไม่มีความหมายแก่ตนเลย จึงเรียกร้องหาศาสนาช่วย อ้างว่า ทำไมเราไหว้พระพุทธมาตลอดชีวิต ทำไมไม่เห็นมาช่วยเราเลย แม้นแต่จะหันมามองสักน้อยนิด นี่ก็เพราะเราไหว้เขาไม่ถูกต้องในร่องธรรม การกระทำจึงไม่มีความหมายแก่ตนเลย

ตอนนี้ ท่านอาสิจะพูดสักฉันใด จะหาคนไปหาธรรมคำสอนจากผู้ปฏิบัติมาช่วยตน ก็ยากยิ่ง มุ่งแต่หาคุณค่าของตนในทางโลก หาเวลาน้อยนิดให้ตน ไปเรียนรู้ศาสนา แล้วทำช่วยตนก็ยากยิ่ง ครั้นเวลาที่ต้องพึ่งสิ่งที่ตนทำแล้วมีความหมายต่อวิญญาณตน ก็ทำไม่ได้แล้ว ด้วยสภาพของตนไม่พร้อมแล้วนั่นเอง

อย่าให้ได้ยินแบบนี้เยอะๆเลย ที่คนป่วยหลายคน ตอนที่สภาพยังพร้อม บอกไม่มีเวลา แต่ครั้นสภาพที่ทำช่วยตนไม่ได้ ก็รำพึงว่า "รู้งี้ ยอมทานมื้อเดียวดีกว่า"

หลวงพ่อนิพนธ์ มักให้สติเตือนเสมอว่า "อย่าลืมว่า สังขารนั้นเรายืมเขามา สักวันก็ต้องคืน แต่วิญญาณเป็นของเรา ติดตามไปทุกภพทุกชาติ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรับผิดชอบ การกระทำของเราจึงต้องคำนึงเสมอว่า มีความหมายต่อวิญาณหรือไม่ เพราะจะทุกข์จะสุข วิญญาณนั้นเป็นผู้รับ"

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

มีความหมาย

คำตรัสสุดท้ายที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ก่อนลาสังขารไปอุบัติที่พม่า กล่าวว่า “เมื่อฉันข้ามไปแล้ว จะหันกลับมามองว่า ธรรมที่ทิ้งไว้ให้ มีความหมายแก่ผู้ใดบ้าง

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ธรรมอันนี้ มีไว้พัฒนาวิญญาณ จึงมีความหมายต่อวิญญาณ ของผู้ที่ได้ฟัง พิจารณา แล้วทำตาม

แม้นรูปกายจะเป็นคน บางคนก็ถูกเรียกว่ามีใจสัตว์ ฟังแล้ว พิจารณา ทำตาม ก็พัฒนาเป็นใจมนุษย์ขึ้นมาได้ คนที่ใจเป็นมนุษย์ ซาบซึ้ง ก็พัฒนาเป็นสงฆ์ ขอนิสัยของพระภูมีติดวิญญาณตนได้ สงฆ์องค์ใดเบื่อหน่าย เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็พัฒนาเป็นอรหันต์ได้

เมื่อพัฒนาวิญญาณให้อยู่สูงได้ มีสมุนไพรเป็นพี่เลี้ยง ก็ได้หายโรคเป็นรางวัล ของแถม เหมือนประกาศนียบัตร ว่าผู้นั้นทำได้ เรียนรู้พระธรรมคำสอน แล้วนำมาปฏิบัติช่วยตน ทำจริง หายจริง

บทสรุป สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้ มีคุณค่าใหญ่หลวง แก่ผู้อยากพ้นทุกข์ อยากพัฒนาวิญญานของตน หลวงพ่อนิพนธ์พูดให้ฟังง่าย ก็คือ อยากเปลี่ยนพรหมลิขิตแห่งตน ให้มีสุขมากเท่าที่ตนจะทำได้นั่นเอง มิเพียงชาตินี้ แต่ยังรวมถึงชาติต่อยไปด้วย

เสียดาย คุณูปการอันมหาศาลนี้ แม่ชีเมี้ยนกลับกลายเป็นสตรีที่โลกลืม แม้นแต่คนไทยที่เป็นผู้รับประโยชน์เต็มๆ ก็หารำลึกไม่ แค่คนดังวิ่งหาเงินกรี๊ดกร๊าดกันทั้งประเทศ ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำช่วยใครให้รอดสักคนได้หรือไม่ แต่ผลงานของแม่ชีเมี้ยน คนติดยาหายเป็นแสน คนเป็นโรคอีกมากมายนับหมื่น ไม่มีใครกล่าวถึง

ก็หวังว่าน่าจะมีคนที่อยากได้ และซาบซึ้ง ในสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทำ และทิ้งไว้ให้ ไปแสดงตนในวันลาสังขารของท่าน ให้เมื่อยามท่านหันกลับมามอง ก็ยังมีคนไทยที่อยากได้ อยากปฏิบัติ ธรรมอันนี้ เพื่อช่วยตน แลหวังว่า พลังอันนี้ที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่าเสมือนข้อสอบวัดผลคนไทย ว่าสิ่งดีนี้จะยังควรอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ได้พึ่งในแผ่นดินไทยอีกหรือไม่ เรียกว่า สอบปีต่อปีเลยก็ว่าได้ ถ้าสอบตก ไร้เสียซึ่งอำนาจ สมุนไพรที่ทานก็กลายเป็นน้ำ เหมือนถ้ำกระบอก ทานสักฉันใดช่วยใครไม่ได้เลย อย่าว่าแต่โรค แค่ปวดท้องก็จบแล้ว

และเมื่อภัยมา หรือที่เรียกกรรมหมู่มาถึง เวลาจัเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ีความหมายเพียงใด แก่ผู้ที่เชื่อ แล้วทำตาม เพราะจะรอดทั้งภัยพิบัติและโรคภัย ได้อยู่ดูศาสนาคือพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่จะอุบัติมาแทนพระโคดมในประเรศพม้าได้เป็นผู้ที่หัวเราะทีหลัง และดังกว่า ว่าสิ่งที่เชื่อ แล้วทำตามแม่ชีเมี้ยนนั้น เป็นที่พึ่งของตนอย่างแท้จริง

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

มีเจ้าของ

เรื่องสำคัญประการหนึ่งที่ควรพิจารณาเมื่อมองดูประวัติศาสตร์ในวันมาฆบูชา นั่นคือคำว่า เอหิภิกขุ อันหมายถึง ต้องพระพุทธบวชให้ หรืออนุญาต

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสชี้ให้เห็นว่า สิ่งศักดิ์สิทธ์ในโลกมีหนึ่งเดียว คือ กรรมศักดิ์สิทธิ์ ส่วนธรรมเป็นองค์กรที่สาม เป็นทางเลือก คือ นอกจาก กรรมดี กรรมชั่ว เมื่อเดินตามโลกียะ มาเป็น บุญบารมี และทานบารมี เมื่อเดินตามโลกุตระ หรือพระพุทธเจ้า

ดังนั้นธรรมที่ชนะกรรม จึงไม่ใช่ที่ไหนก็มี มีหนึ่งเดียว มีอายุขัย ให้ผลกับคนเฉพาะกลุ่ม ไม่ก้าวล่วงกรรม นั่นคือ เกิดแก่ผู้ที่มาฟัง พิจารณา แล้วทำได้

ปัญหาคือ แล้วอยู่กับใคร ใครคือตัวแทน รู้ได้อย่างไร นี่แลพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จึง ห้แว่นส่องจักรวาล ไว้พิจารณา “ที่ใดมีความไม่มีโรค ที่นั้นแลมีธรรม

พูดฟังง่าย หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า โรคพามาหาศาสนา แล้วเจอธรรม เอาไปนำตน ได้หายโรคเป็นของแถม ได้นิสัยสุขของพระพุทธเจ้าติดวิญญาณ

ความสำคัญจึงขึ้นอยู่กับผู้นำ ผู้ที่เป็นตัวแทน ว่ามีคุณสมบัติ จึงรักษาอำนาจธรรมไว้ได้ ไม่ใช่ตำรา

ดูถ้ำกระบอกสิ นั่นที่เก็บตำราสมุนไพร แต่ถึงวันนี้ ทำช่ใยใครไม่ได้เลย สูตรก็สูตรเดียวกัน คนสอนก็คนเดียวกัน

เมื่อคนไทยไม่เอาธรรม ศาสนาก็ยิ่งให้ภาพที่น่าเกลียด ไม่น่าเข้าใกล้เป็นอุปสรรค จากเดิม ตัวแทนเป็นพระผู้ปฏิบัติ กลายมาเป็นหลวงพ่อนิพนธ์นุ่งกางเกงทำ มาวันนี้ท่านอาสิ ที่ด้อยวัยวุฒิ ใครผ่านได้เข้าถึง ก็ได้สัมผัส

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ ไม่กลัวหรอกใครจะไม่เข้าทางตรอก ไม่ออกทางประตู มาลักกินมาลอกสูตร ทำตัวเกลียดปลาไหล กินน้ำแกง อยากได้สมุนไพร อยากได้ธรรม ได้บุญทาน แต่ไม่ชอบคนสอน ทานสักฉันใดช่วยตนไม่ได้เลย

ก็ดูเอาในประวัติศาสตร์ คนรู้ธรรม ฟังคำสอนมีเยอะ โดยเฉพาะพวกพราหมณ์ แต่คนที่สำเร็จอรหันต์ มีใครที่พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตแล้วสำเร็จไม่มีเลย

ถามตัวเอง จะมาทานสมุนไพร รู้ไหมใครเจ้าของ เขามีกติกาเช่นไร หวังอะไรจากท่าน

อย่าแปลกใจเลยว่า ตนของเราท่านไปไหว้สิ่งศักดิ์ที่เขาว่ากันทั้งชีวิต แต่ทำไมไม่มาช่วยตนยามนี้ ก็เพราะนั่นมันไม่มีตัวไม่มีตน มันเป็นลม

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44