วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ความต่าง


ความน่าสงสัยประการหนึ่งที่เราสังเกตเห็น นั่นคือ ทำไมคนต่างชาติที่มาทานสมุนไพร ล้วนแล้วแต่ใช้เวลาในการฟื้นฟูตนน้อย

ไม่ว่าในยุคแรกๆ คือ ฟรังโก้ ... จนมาคนปัจจุบัน คือแหม่มชาวอเมริกัน ที่ตอนนี้กำลังจะบินกลับอเมริกา เพื่อให้หมอทำการผ่าตัด เปลี่ยนสายยางในการป้อนอาหาร เพราะตอนนี้ระบบการย่อยและการขับถ่ายเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง

คนเหล่านีัฟังภาษาไทย รู้บ้างไม่รู้บ้าง ไปจนไม่รู้เรื่องเลย แต่ทำไมการฟื้นฟูตนจึงเร็วนัก ทั้งๆ ที่ คนเหล่านี้ ทุกคนมาในสภาพที่หมอปฏิเสธการรักษาแล้วทั้งสิ้น

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็น ข้อสังเกตนั่นคือ ความเชื่อ

ชาวต่างชาติ ไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ไม่เชื่อในประกาศนียบัตร หรือคำชักชวนใดๆทั้งสิ้น แต่สิ่งเดียวที่คนเหล่านั้นเชื่อ นั่นคือ ผล

เมื่อผลเกิดความเชื่อในสิ่งนั้นก็จะถูกยอมรับหรือปฏิเสธไป ดังนั้น หลังจากผลทางการแพทย์เกิด นั่นคือ การที่แพทย์ยอมรับว่าอาการที่เกิดขึ้นกับตนนั้น ช่วยไม่ได้ จึงหมายความว่า สิ้นสุดความเชื่อในการแพทย์

ยิ่งในเรื่องที่ไม่มีเหตุมีผล เช่น เข้าทรง องค์เจ้า ก็ยิ่งถูกปฏิเสธ

หากแต่เมื่อมาใช้แนวทางสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ผลในทางที่ดีบังเกิดอย่างต่อเนื่อง นั่นจึงหมายถึงแสงสว่างที่คนเหล่านี้เห็น การทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยตน เรียนรู้และทำตาม อย่างเคร่งครัด

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมแต่ละคนจึงฟื้นตัวได้รวดเร็ว

สำหรับคนไทย ไม่ต้องไกลอื่น วันก่อนนั่งฟังกรรมการท่านหนึ่ง ที่บังเอิญมาคุยโทรศัพท์ใกล้ๆ กล่าวถึงการไปซื้อสมุนไพรที่อื่น แล้วมาทานควบคู่กัน บอกว่าทานแล้วดีอย่างนั้นดีอย่างนี้

พฤติกรรมเช่นนี้ เหมือนเหยียบเรือสองแคม หรือ รินน้ำจากสองแหล่งในแก้วเดียวกันแล้วดื่ม ผลดีที่ได้ จักรู้ได้อย่างไรว่ามาจากแหล่งใด

และที่หลวงพ่อนิพนธ์ฟังแล้วถึงกับส่ายหน้า นั่นคือ การชักชวนกรรมการท่านหนึ่ง อรรถาธิบายก็แล้ว ยกตัวอย่างให้เห็นก็แล้ว ในการซื้อสมุนไพรเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ คำตอบที่ได้รับกลับมา คือ ไม่เอา ด้วยแลว่าไม่เห็นจักเป็นบุญย้อนมาหาตน แต่กรรมการท่านนี้ ยอมเสียเงิน ๑๕ ล้านบาท ไปสร้างธรรมจักรฝังเพชร ที่เป็นข่าวออกในตอนนี้ และกล่าวว่า นี่แหละบุญอันมหาศาล ภูมิใจที่ได้ทำ

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า มันจึงเป็นเรื่องยาก เพราะนิสัยนี่เอง ที่ไม่เอาเหตุเอาผล ธรรมจักร มันให้สุขแก่ผู้ใด นกกาอาศัยยังไม่ได้เลย

พฤิตกรรมของคนไทย มักเป็นเช่นนี้ เสียเงินน้อย ซื้อมะพร้าว ห้าลูกสิบลูก กลับตะขิดตะขวงใจ หลอกกูปล่าววะ แม้นจะให้เหตุผลสักเท่าไร ก็ไม่เป็นผล แต่ยอมควักเงินหมื่น เงินแสน สร้างพระ สร้างเจดีย์ ... แล้วก็ฝันถึงบุญใหญ่ เลยบุญของพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า บุญบังเกิดจากการให้สุขแก่มนุษย์และสัตว์ ไปเสียสิ้น

คำตรัสของแม่ชีเมี้ยน ที่ให้สติสามเณรนิพนธ์เพื่อทำใจที่อดไปเรียนแพทย์ดังเช่นเพื่อนๆ คือ ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน คนเรียนหมอ รักษาใครไม่ได้แม้นแต่คนเดียว แต่วิชาของพระภูมีนี่ซิ แม้นไม่มีประกาศนียบัตร แต่ช่วยคนได้มหาศาล คนมีปัญญาเขาจักเชื่อท่าน และทำตาม เมื่อเห็นผล

เหมือนหมอผู้ชายที่พาพ่อมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ได้เห็นคนป่วยมะเร็ง จึงทึ่ง และสงสัยว่า หลวงพ่อนิพนธ์ทำได้อย่างไร แต่คนส่วนใหญ่ เห็นคนเป็นมะเร็งเดินหัวเราะ ยิ้มร่า ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องประหลาด หาที่ไหนไม่ได้ แต่ไม่รู้สึกอะไรเลย ...

นี่มันเรื่องมหัศจรรย์ ไปโรงพยาบาลไหน หรือที่ใดในโลก ภาพอย่างนี้ไม่มีให้เห็น มีแต่นั่งคอตก หมดอาลัยตายอยาก

เมื่อไม่มองผล แล้วสาวไปหาเหตุ ก็จึงมองไม่เห็นค่า สติก็เลอะเลือน ไม่สามารถดลจิตดลใจให้หึกเหิม และมุ่งมั่นเพื่อรักษาตนได้

ผลที่เกิดจึงไม่แปลก หากไปนั่งฟังคนป่วยพูดกัน ทั้งๆที่ทานสมุนไพรที่นี่อยู่ แต่ก็คุยโม้บอกคนโน้นที คนนั้นที ทานไอ้นี่สิ ดีนะ ทานอันโน้นสิดีน่ะ ที่นั่นก็ดี ตรงนั้นก็แจ๋ว ...

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า คนเหล่านี้ จึงเป็นพวกชอบกังขา ไม่น่าเล่นของกายสิทธิ์

อุปมาให้เห็นว่า ตราบใดที่เรือชีวิตยังอยู่ในท่า ก็ไม่เท่าไหร่ พฤติกรรมเช่นนี้ อาจยังพอดำรงตนอยู่ได้ วันใดที่เรือชีวิตต้องออกจากฝั่ง ก็ต้องเจอมรสุมเป็นธรรมดา แถมตัวเองยังเหยียบเรือหลายแคม เรือนั้นเจอมรสุมก็ต้องแยกแตกออกจากกันเป็นธรรมดา คนผู้นั้นก็ต้องตกน้ำอย่างแน่นอน

คำสอนทิ้งท้าย อยากรู้ว่าสิ่งใดช่วยตน ก็ต้องลองทีละอย่าง เหมือนฝรั่งต่างชาติ เขาทำ อันไหนลองแล้วไม่ช่วยตน ก็ทิ้งไป อย่าเอามาปะปนกัน ทำให้แยกไม่ออก ถึงเวลาคับขัน คว้าผิด คว้าถูก

อยากลองสมุนไพรพระภูมีของแม่ชีเมี้ยน ก็วางอันอื่นไว้ก่อน มาลองดู หากลองแล้ว ไม่ชอบ ไม่ดี ก็วางลง ไปคว้าอันอื่นใหม่ ... จะได้รู้

คนที่จักสำเร็จ จึงต้องเป็นคนรักเดียว ใจเดียว

ที่สำคัญ กินยาแม่ชีเมี้ยน คนทำคือหลวงพ่อนิพนธ์ แต่พอดี กลับไปบอกเจ้าพ่อนั่นช่วย เจ้าแม่นั่นช่วย หลวงพ่อนั่นช่วย ... ดูซิกูไปบนเอาไว้ ท่านช่วยเอาไว้ ไม่นั้นกูตายไปแล้ว รีบบึ่งกลับไปแก้บน ... เห็นมาเยอะแล้ว พักเดียว ก็กลับไปวังวนเดิม มาอีกที ก็หามมา ... หลวงพ่อนิพนธ์ปฏิเสธไปเยอะแล้ว คนเหล่านี้ คือพวกไม่เอาเหตุเอาผลนั่นเอง




วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เข้าพรรษาทำไม


แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสว่า พระไตรปิฏกที่เราท่านเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เป็นแต่พราหมณ์แต่งขึ้น เพื่อประโยชน์ตน

หลักของพระภูมีที่แท้จริง ถูกบิดเบือน และกลบฝังไว้ ทำให้ไม่มีผู้ใดเห็น เพราะหากแพร่หลาย นั่นก็หมายความว่า พราหมณ์ที่แปลงกลายอาศัยผ้าเหลืองหากิน จะดำรงความเป็นพระไม่ได้เลย เพราะทำไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงถามว่า รู้ได้อย่างไร แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสตอบว่า ข้อความที่เขียน มันจึงขัดกันเอง และสิ่งที่เขียน หาได้มุ่งเพื่อการตัดกิเลสไม่ แต่เพื่อแสวงหาสุขใส่ตน

หลักของพระภูมี ฉันมื้อเดียว ไม่ขึ้นรถลงเรือ ไม่รับเงิน ถือธุดงค์เป็นวัตร

เพราะเหตุนี้ จึงมีสาวกน้อย คนที่จะปลอมมาบวช ก็ทำไม่ได้ เพราะวินัยนี้เป็นวินัยทุกข์ ดังนั้น พราหมณ์จึงต้องแปลงสาร

แม่ชีเมี้ยนจึงชี้ให้พิจารณา อาทิเช่น เมื่อพระนางสิริมหามายา แม่ของพระพุทธเจ้าอยากมีบุตร พราหมณ์ก็บอกให้ไปถือศีล แล้วก็จะได้บุตรตามต้องการ

นั่นก็หมายความว่า พราหมณ์ และศีล มีมาก่อนพระพุทธเจ้าอุบัตินั่นเอง

หลักของพระพุทธเจ้า ถือธุดงค์เป็นวัตร เพื่อไม่ให้ยึดติด การแสวงหาบุญ ก็มุ่งเน้นประการเดียวคือ มนุษย์และสัตว์ ไม่ใช่การสร้างโบสถ์ วิหาร วัตถุใดๆ ดังจักเห็นว่า อินเดีย ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ทั้งที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาของพระโคดม

การบัญญัติการเข้าพรรษาของพระโคดม หาใช่เกี่ยวกับหน้าฝน แล้วพระจะเดินไปเหยียบต้นข้าวไม่ ...

ด้วยหลักของพระโคดม ถือธุดงค์เป็นวัตร นั่นหมายความว่าต้องจาริกไปเรื่อยๆ จึงกำหนดเข้าพรรษา เพื่อให้พระได้พักฟื้นฟูร่างกาย เพื่อเตรียมตัวพร้อมกิจธุดงค์ ประการหนึ่ง เรียนรู้ธรรมประการหนึ่ง พอหมดพรรษา ก็ออกไปสอบด้วยกิจธุดงค์ และประการสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน ได้มีโอกาสทำบุญกับพระ ด้วยการนำสมุนไพรมาให้พระ ได้ทำสมุนไพรฟื้นฟูตน แลที่เหลือพระก็ทำแจกจ่ายญาติโยม

ด้วยบุญเกิดจากมนุษย์และสัตว์ หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า จึงไม่มีความจำเป็นว่า พระต้องแก่งแย่งกันเทศนาสอนสรรพสัตว์ หรือพระผู้เทศน์จักได้บุญมากก็หาไม่ พระไม่ว่าจะเป็นผู้ทำสมุนไพร ผู้เทศน์ ผู้แจกจ่ายสมุนไพร จึงล้วนแล้วแต่ได้บุญ อันเนื่องจากให้สุขแก่มนุษย์และสัตว์ ถ้วนทุกองค์ เพียงพอแก่การสะสมเพื่อไปนิพพานได้

การเข้าพรรษา จึงเป็นโอกาสของพุทธศาสนิกชน หรือผู้ที่เลื่อมใส ศรัทธา ได้มีโอกาสสร้างบุญ และเรียนรู้ธรรม เพื่อนำไปปฏิบัติ อีกทั้งยังได้ฟื้นฟูตน

พระของพระพุทธเจ้า จึงไม่มีผู้ใดเป็นโรค ไม่มีบวชไป หูหนวก ตาบอด หลังค่อม แม่ชีเมี้ยนยืนยัน ไม่มี ไม่มี ... อินเดียจึงไม่มีโรงพยาบาลสงฆ์

แต่พราหมณ์มันก็เขียน ว่ามีหมอชีวิก หมอประจำพระพุทธเจ้า ...

ก็โรคมันเป็นตัวแทนแห่งกรรม หากพระพุทธเจ้ามีโรค ก็แสดงว่ายังมีกรรม จักไปนิพพานได้โดยวิธีใด แล้วจักเรียกว่าเป็นผู้มีบุญอันมหาศาลได้อย่างไร แล้วบุญที่ว่าเกิดจากการสอนสาวกจนบรรลุอรหันต์นับแสน ทำไมไม่ช่วย .. ขืนเป็นโรค บุญของพระพุทธเจ้าก็เป็นบุญเก๊ อุปมาดั่งบุญสร้างโบสถ์ สร้างศาลา ลูกนิมิต ในยุคนี้ซิ ทำจนเข้าโรงพยาบาล โรคเกาะเต็ม

แต่ความเป็นจริง พระโคดม พาสาวกทั้งแสน หมดกรรม เข้านิพพาน ... บุญของท่านเป็นของจริง .. จึงบัญญัติธรรมหมวดสมุนไพร และตรัสว่า ผู้ใดทำได้ ก็จักได้ลาภอันประเสริฐ คือ ความไม่มีโรค

ถ้าพระไตรปิฏกเป็นจริง พระพุทธเจ้ายังมีโรค ธรรมที่บัญญัติก็หลอกลวง แต่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ทำ คนที่ทำได้ หายมาเดินให้เห็นกันมากมาย

ขาของบุญจึงมีความสำคัญ การเรียนรู้ในสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะความจริงที่ปรากฎ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ พระก็จักทำสมุนไพรให้แค่ในพรรษาเท่านั้น เมื่อครบวาระ ท่านก็จักต้องไปทำกิจธุดงค์ การทานสมุนไพรจึงจบแค่ในพรรษา จักเหลือแต่หนทางบุญคือ ธรรมคำสอน ที่ทิ้งไว้ให้ปฏิบัติ เพื่อช่วยตน

สิ่งที่ต่างกันกับตอนนี้ก็คือ พระพุทธเจ้าและสาวก คือเนื้อนาบุญ ทำแต่น้อยก็ได้มาก การทานสมุนไพรจึงไม่ยืดเยื้อ เพราะได้บุญจากหลายทาง และได้มาก ในขณะที่เราท่านทำอยู่ มีขาสมุนไพรเป็นหลัก แต่ขาบุญนั้นน้อยนัก ผลมันจึงอืดเป็นเรือเกลือ

จะว่าไป ก็เพราะมนุษย์ไม่เอาเหตุเอาผล เชื่อในความคิดตน ในสิ่งที่เห็น จักเรียกว่าเป็นกรรมของคนไทยก็ว่าได้ ครูบาอาจารย์จึงมาในรูปคนนุ่งกางเกง ไม่ใช่พระดังอดีตถ้ำกระบอก คำสอนจึงไม่ซึ้ง ไม่ศรัทธา จิตมันปฏิเสธคำสอน ไม่ว่าจะมีเหตุและผลสักฉันใด ขาบุญมันจึงเหมือนแคระแกน

คำถามที่หลวงพ่อนิพนธ์ถามแก่แม่ชีเมี้ยน เมื่อตรัสให้นุ่งกางเกงทำ จึงได้คำตอบว่า ธรรมหมวดสมุนไพรที่ให้ อุปมาทอง อยู่ที่ใดก็เป็นทอง แม้นตัวท่านจะอุปมาส้วม แต่ก็ต้องมีผู้เห็น ผู้อยากได้ เดินเข้าไปหยิบทองอันนี้แน่ ค่าของทอง ก็คงเป็นทอง ไม่แปรเปลี่ยนไปตามท่านที่เป็นส้วม หรือจะเป็นโบสถ์หรอก

ด้วยกรรมอันนี้ หากใครเห็นและผ่านได้ ก็จักรู้ว่า ผลแห่งสมุนไพรและบุญที่ปฏิบัติ ไม่ได้เกี่ยวกับพฤติกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์แต่อย่างไร ไม่ว่าท่านจะนุ่งกางเกง สูบบุหรี่ กินเหล้า ก็ไม่มีผล จักมีก็แต่คำสัญญาเท่านั้น ที่ไม่ขายสมุนไพร นั่นแลที่เป็นผล ...

จึงทำให้เราย้อนถึงคำสอนของแม่ชีเมี้ยนที่ตรัสกับพระถ้ำกระบอกว่า ทำไมท่านถึงเป็นหญิง เพราะต้องทำตนเป็นเหตุ ฉันใดก็ฉันนั้น กรรมของคนไทย หลวงพ่อนิพนธ์จึงต้องนุ่งกางเกง ทำตนเป็นเหตุให้ผู้มาเฉกเช่นเดียวกัน ใครทำใจได้ ก็พึงวางสถานะท่านให้ถูก ฟังและพิจารณาคำสอน เอาเหตุและผล รับไปปฏิบัติ สร้างขาบุญ

เรียนแล้วทำใจเลยว่า วินัยของพระภูมี ที่บัญญัติ คือวินัยทุกข์ หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์สรุปให้ฟังว่า วินัยที่สร้างทุกข์วันนี้ จักพึงได้สุขในวันหน้า การทำย่อมเผชิญเหตุ ต้องอาศัยความขันติอดทน เมื่อทำได้จักไม่ต้องไปทุกข์กับกรรม คือ โรค อีก นั่นคือ บุญที่ทำได้ จักทำให้สมุนไพรมีฤทธิ์อันมหาศาล ดั่งปาฏิหารย์ ดลให้พ้นโรคภัย

แต่ที่เห็นว่าจะเป็นโชค ก็เพราะเราท่านมีสมุนไพรทานตลอด ในขณะที่กำลังสร้างขาบุญ ยังอ่อนในการปฏิบัติธรรม เพื่อลดนิสัยกรรม แต่คำเตือนจากหลวงพ่อนิพนธ์ก็คือ อย่าเสพติดสมุนไพร ควรจะเรียนและสร้างขาบุญให้เป็น เมื่อทำได้ ก็จักมีบุญเลี้ยง ไม่ว่าไปอยู่ที่ใดในโลก

พระพุทธเจ้าและสาวก รวมทั้งสมุนไพร ไม่ได้อยู่กับเราท่านตลอด นี่คือความจริง แต่ธรรมที่ท่านทิ้งไว้ให้ เราท่านสามารถเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติสร้างบุญเลี้ยงตนได้ตลอด ไม่ว่าอยู่ที่ใด .. จึงเป็นที่มาของคำตรัส ที่ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเป็นตถาคต" นั่นหมายถึงเราท่านก็ปฏิบัติธรรมอันนั้นเป็นที่พึ่ง อุปมาเหมือนมีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ได้ทุกหนทุกแห่ง ทุกที่ทุกเวลา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แค่มีจิตอันเป็นกุศล รีบทาน รีบเรียน รีบปฏิบัติ แล้วก็ไปซะ คนอื่นจะได้มาแทนที่ ไม่ใช่จ้องแต่ทานสมุนไพร อย่างอื่นไม่สน มันก็ได้แค่ยืด ทำตนยึดหัวหาดไม่ให้คนอื่นมานั่ง แค่มีจิตอย่างนี้ ก็แทบจะหายโรคแล้ว

พราหมณ์จึงเรียกพวกตนเองที่ห่มเหลืองว่าพระ แต่พระพุทธเจ้าเรียกสงฆ์สาวกของท่านว่า "ขันติสงฆ์" คือ สงฆ์ ที่มีความขันติ และอดทน ในวินัยธรรมของท่านนั่นเอง และเรียกพระของพราหมณ์เหล่านั้นว่า "สมมุติสงฆ์"

ที่สำคัญที่สุดที่พราหมณ์มันเขียนเพื่อตน นั่นคือ บุญต้องทำกับพระ ... หากแต่พระภูมีทรงบัญญัติ บุญเกิดจากการให้สุขแก่มนุษย์และสัตว์ ผู้ใดทำ ผู้นั้นได้ ไม่จำเป็นหรอกว่า ต้องเป็นใคร เป็นอะไร นับถือศาสนาใด .. จึงเรียกธรรมของท่านว่า "ธรรมสายกลาง"



วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คำถามเล็กๆ แต่ไม่เล็ก

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวเสมอว่า เรื่องของศาสนามีรายละเอียดปลีกย่อย มีเหตุมีผลของตัวมันเอง ในการที่จะให้ทำหรือไม่ให้ทำ

บางครั้งก็เป็นการยากที่จะบอกซึ่งเหตุเหล่านั้น ผลที่เกิดก็คือ หากเชื่อ และศรัทธา ก็ทำตามที่บอก ทั้งๆที่ยังไม่ได้บอกเล่าถึงเหตุและผลที่ให้ทำ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ให้วางใจว่า สิ่งที่ให้ทำย่อมเป็นคุณ เพราะผู้ที่บอกย่อมต้องรับผลแห่งการบอก การสอนให้ทำในสิ่งนั้นๆ ยิ่งไม่เอาเงินเอาทองด้วยแล้ว จะมาบอกสิ่งผิดๆ ให้ตนได้รับกรรม ก็คงเป็นไปไม่ได้

คำถามเล็กๆ ที่คนไข้ท่านหนึ่งถาม ทำไมเวลาเข้าห้องสวดมนต์ จึงพูดคุยไม่ได้ เล่นโทรศํพท์ไม่ได้ ... เพราะดูแล้วไม่น่าจะเสียหายอันใด หรือร้ายแรงแต่ประการใด

ก็เห็นเมื่อก่อนเจ้าหน้าที่ จ้ำจี้จำ้ไช ยิ่งนัก ... แต่ตอนนี้ก็ปล่อยอิสระ

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า ประการแรก ความเหมือนของกรรม กับ ธรรม นั่นคือ มีเหตุที่มาเหมือนกัน หรือ ธรรมชาติที่เหมือนกัน นั่นคือ เกิดจากสิ่งที่ทุกคนมี และทุกคนทำได้ เหมือนกัน

เมื่อกรรมที่ทำมา ก่อให้เกิดทุกข์ด้วยกรรมนั้นมันสมบูรณ์ ด้วยการกระทำ คือ กาย วาจา ใจ อันมีเหตุจากนิสัยกรรมเป็นผู้นำ

เมื่อทำธรรม ก็ต้องสมบูรณ์ด้วยกาย วาจา ใจ เฉกเช่นเดียวกัน จึงจะสามารถล้างกรรม

กรรม อุปมาหนี้ การสร้างบุญ ก็เหมือนหาเงินบุญ เพื่อไปซื้อกรรม เมื่อทำไม่สมบูรณ์ เงินบุญที่ได้ ก็หาเพียงพอไปใช้หนี้กรรม จะพ้นกรรมอันนั้นได้อย่างไรประการหนึ่ง

คำกล่าวที่ว่า ไปที่ใดให้เคารพสถานที่ เข้าป่า ก็ต้องไหว้เจ้าป่า เจ้าเขา เข้าบ้าน ก็ต้องไหว้พระภูมิเจ้าที่ ... แล้วสถานที่นี้ มีอะไร มีแม่ชีเมี้ยน มีพระพุทธเจ้า ... เมื่อเข้าห้องสวดมนต์ ก็อุปมาเหมือนเข้ามาในสถานที่ของท่าน จึงต้องลดกิริยา เป็นบางสิ่งบางอย่าง ... อยู่ในความสงบ ถือว่าให้เกียรติแก่เจ้าของสถานที่ หรือให้ความเคารพ ...

ประเภทกล่าวอ้าง หลวงพ่อนิพนธ์ยังไม่เข้า จะทำอะไรก็ได้ จึงตกในคำพังเพย ลิงหลอกเจ้า เมื่อเจ้าไม่อยู่ ก็มีพฤติกรรมเป็นลิง หาความสงบไม่ได้เลย แถมตกอยู่ในสถานะ หน้าไหว้หลังหลอกอีกต่างหาก

เหตุและผลในการมา นั่นคือ การช่วยตน เพราะที่มาก็เพราะเรื่องของชีวิตตน หากแต่กิจกรรม ที่ช่วยชีวิตตน กลับไม่ให้ความสำคัญ พฤติกรรมเยี่ยงนี้ อาจจะหลอกผู้อื่นให้เห็นว่าตนดี ด้วยการแสร้งเมตตาผู้อื่น เมตตาสัตว์ สักฉันใด แต่ชีวิตตนกลับวางเฉย ไม่ช่วยแล้วยังทำลายได้ ... เรียกว่า ทำดีเอาหน้า ไม่ควรคบ เพราะชีวิตตนยังไม่รัก จะไปรักผู้อื่นได้อย่างไร

ประการที่สำคัญ ด้วยคนเรามีความสามารถต่างกัน การสร้างพลังแห่งความสงบ จักทำให้คนที่มีความสามารถน้อย ในการรับฟัง รับรู้ ได้มีโอกาส เช่นคนที่ตอนนี้ถูกโรคคุกคามจนงอม ในช่วงระยะเวลาเข้าห้องสวดมนต์ อาจจะรักษาสติ และสมาธิของตน ได้เป็นช่วงสั้นๆ แล้วก็ถูกความปวดความเจ็บ บดบัง ไม่สามารถรับรู้ ช่วงนั้นหลวงพ่อนิพนธ์เรียกว่า นาทีทอง เมื่อมีสติ สมาธิ สามารถรับฟังในสิ่งที่สอน แล้วเอาไปช่วยตนได้ ก็เรียกว่า ได้ช่วยเพื่อนมนุษย์

จึงเรียกความสงบนี้ว่า ธรรมสามัคคี ช่วยคนที่อ่อนด้อยกว่า หากแต่เมื่อเราท่าน ทำตัวเป็นเหตุ คุยกัน เล่นกัน รบกวนสมาธิ คนเหล่านั้น ทำให้เวลาที่มีอันน้อยนิด สมาธินั้นต้องเสียไป จึงพลาดโอกาสฟังคำสอนที่จะช่วยตนได้ ... หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นั่นคือ การเจตตาฆ่าคนตาย จะแก้ตัวแก้ต่างสักฉันใด ก็ฟังไม่ขึ้น

ความสงบจึงเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ก่อให้เกิดพลังธรรมสามัคคี ช่วยเกื้อหนุนคนที่ด้อยกว่า แม้นจักมีคนพันคนหมื่น ต่อหน้าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็เสมือนไม่มีเลย เสียงที่ปรากฎ มีเพียงเสียงเดียว นั่นคือ เสียงธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

เจ้าหน้าที่มันดุฉิบหาย.. นั่นเพราะเขาไม่อยากให้คุณสร้างกรรม

ภาพชัดยิ่งกว่าชัด คนที่ไม่รักตน จักมารักเราได้ฉันใด คนที่บอกรักเรา เมื่อเราทำผิด กลับไม่ตักเตือน รั้งสติให้กลับมา แต่กลับส่งเสริม ร่วมกันทำผิดอีก ... ดังพ่อแม่ลูก นั่งคุยกันกระหนุงกระหนิง ... ทำให้น่าสงสัย คนเหล่านี้ ปากบอกรักกัน แต่พฤติกรรมไม่ใช่เลย ... นี่แหละหลักปราชญ์ มองคนทะลุเข้าไปถึงหัวใจเลย

เข้าห้องสวดมนต์ เป็นภาพที่เห็น แต่ความเป็นจริง คือ เราท่านกำลังเข้ากรรมฐานของพระพุทธเจ้า เพื่อช่วยตน มีบทเริ่มตั้งแต่เดินเข้า สิ้นสุดเมื่อเดินออก ผลที่ได้นั่นแหละเงินบุญ มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าใครทำได้ ทำอย่างไร ทำแบบไหน

จึงเรียกหลัก ตนพี่งตน .. สมุนไพรหม้อเดียวกัน ผลที่ได้ทำไมต่างกัน ก็เพราะผลของสมุนไพร เกิดตามผลของการทำได้นั่นเอง

บทสรุปของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวเหมือนกล่าวเล่นว่า พื้นที่นี้ ไม่ใช่วัด ไม่ใช่โบสถ์ แต่ยิ่งกว่าวัดอีก แล้วแต่ใครจะมอง แล้วแต่ใครจะทำ .. ใครทำ ใครได้ ใครมองสูง ได้สูง มองต่ำ ได้ต่ำ ... เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่ใจจะนึก

สถานที่นี้มีวินัยธรรม เมื่อปฏิบัติย่อมฝืนกับนิสัยความอยากของตน ก่อให้เกิดทุกข์ แต่ทุกข์อันเกิดจากวินัยนี้ดีกว่าทุกข์จากโรค เป็นไหนๆ

คำแนะนำของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงชัดและง่าย หากไม่ชอบในวินัยนี้ ก็ไปเถอะ ไปที่ไหนก็ได้ เพราะสถานที่นี้ไม่ตอบสนองนิสัยท่านแน่นอน เมื่อไม่ทำ จะทานสมุนไพรสักฉันใด มากสักปานไหน หนทางที่จะประสพผลก็ยาก และห่างไกลยิ่งนัก เรียกสั้นๆ ทานเสียของซะปล่าวๆ

วินัยธรรมพื้นฐานยังผ่านไม่ได้ ... แต่คู่ต่อสู้คือกรรม คือของจริง เกิดทุกข์แก่กายแล้ว ... บุญที่สร้างมีแต่ลม ไม่เป็นตน จะเอาอะไรไปสู้ ... ไหว้ขอพร อยากให้ตายก็ไม่มีทาง ... ไม่มีใครช่วยได้ เพราะตนของท่านไม่ช่วยตน ฝืนนิสัยกรรมไม่ได้เลย

ขอขอบคุณพระมาลัยทุกท่าน

ฝ่ายทะเบียนแจ้งว่า ตอนนี้มีพระมาลัยที่ให้ความร่วมมือ ในการแสดงตนและแจ้งประวัติ ในการฟื้นฟูตนแล้วประมาณ ๒๐๐ ท่าน นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น หลายท่านที่ประสพความสำเร็จในการช่วยตนจากโรคมะเร็งนานแล้ว และปัจจุบันก็ไม่ได้มาที่ชมรมอีก ก็ได้แจ้งความประสงค์ผ่านเพื่อนฝูงญาติมิตรที่ยังมาอยู่ว่า กำลังรวบรวมข้อมูล และประวัติ เพื่อมาช่วยสมทบเป็นวิทยาทานแก่คนรุ่นหลังด้วยเช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ในการเปิดอาคารมะเร็ง ก็น่าจะเป็นสถานที่ที่มีประวัติผู้ป่วยที่ฟื้นฟูตนจนหาย ให้ศึกษามากมาย อย่างที่ไม่มีที่ใดในโลกมี หรือ ทำได้

ก็คงต้องถึงเวลาที่จะตีฆ้องร้องป่าว ไม่ใช่เพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ แต่เพื่อแสดงตนเป็นทางเลือก ให้คนที่เป็นได้มีทางเลือก และที่สำคัญ มีทางรอด

เราจึงเสนอตัวเป็นตัวแทน ขอขอบคุณพระมาลัยทั้งสองร้อยท่านมา ณ. ที่นี้

ท้ายสุด จึงคิดติดตลกคนเดียวว่า ทั้งหมด กำลังถูกสอบประวัติโดยหมอ จะมีสักคนไหมที่ถามหมอที่สอบประวัติว่า แล้วทำไมหมอมาที่นี่ มาบอกเล่าให้เราท่านฟังบ้าง ...

น่าเสียดายอย่างเดียว ที่ปาฏิหารย์เหล่านี้ ยังไม่เพียงพอที่จะจุดประกายคนไทยให้ตื่นตัวได้เลย ทั้งๆที่ โรงพยาบาลที่ว่าดีที่สุดในโลก หมอที่ว่าเก่งที่สุดในโลก รวมกับคนไข้ที่รวยติดอันดับโลก อาทิ สตีฟ จ๊อบ ร่วมกั้น ยังไม่รอดเลย .... แต่ที่นี่คนรอดเป็นร้อย คนไทยไม่ตื่นเต้น ตื่นตัว...

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มีแถมก็ไม่กลัว

การทำประวัติคนไข้มะเร็ง นับว่าให้ประโยชน์มากมาย อย่างน้อยก็ได้เห็น ได้รู้ ก่อให้เกิดกำลังใจอันมหาศาล

ประวัติคนไข้หญิงท่านหนึ่ง ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย และเมื่อหนทางทางการแพทย์ถึงทางตัน เธอก็ได้มาใช้ทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนเหมือนคนอื่นๆ

อายุของเธอยังไม่มาก ร่างกายก็ตอบสนอง นั่นคือ สามารถฟื้นฟูส่วนต่างๆกลับมาได้ ทำให้เธอวางใจ ไม่ไปพบแพทย์อีก

หลังจากการฟื้นฟูมาระยะหนึ่ง ความอยากรู้ ก็ทำให้เธอไปตรวจร่างกายสักครั้ง ว่าสภาพของเธอเป็นอย่างไรบ้าง

ผลการตรวจ อาการของโรคมะเร็งเธอดีขึ้น แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน นั่นคือ หมอบอกว่าผลเลือดของเธอเป็นบวก นั่นคือ มีการติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้นมา

กลับบ้านมาด้วยความงง เพราะเธอก็ไม่ได้ยุ่งกับคนอื่น ในที่สุดก็รู้ว่า เธอติดมาจากสามีที่เธอวางใจนั่นเอง

มาที่มูลนิธิในสัปดาห์ต่อมา เธอก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ พร้อมใบตรวจของแพทย์ แล้วก็ทานสมุนไพรมาตลอด ทำตนเป็นจิตอาสา จนเวลาผ่านไปเป็นปี

ร่างกายของเธอในวันนี้ จากที่เดินไม่ไหว ก็สามารถทำงานได้ ยกของหนักได้ จนกระทั่ง หลวงพ่อนิพนธ์อยากได้ประวัติของผู้ป่วยมะเร็ง เธอเห็นว่า สภาพเธอตอนนี้ก็เหมือนคนปกติ จึงกลับไปตรวจร่างกายอีกครั้ง

ผลการตรวจร่างกายของเธอ กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เธอจึงนำผลการตรวจนั้นมาถวายหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อให้คนรุ่นหลังมาอ่านประวัติของเธอ เพื่อเป็นกำลังใจ

นี่แลคือพระมาลัยโปรดสัตว์ ที่จักทำให้เมื่ออาคารมะเร็งแล้วเสร็จ ประวัติของเธอจะถูกติดไว้บนฝาผนัง สร้างกำลังใจแก่คนรุ่นหลัง อันมหาศาล ที่จะมุ่งมั่นช่วยตนให้สำเร็จ

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พิจารณา นั่นคือ เมื่ออ่านประวัติพระมาลัยเหล่านี้ ศึกษาให้ดี แล้วหาคำตอบให้ได้ ว่า ปาฏิหารย์ที่เกิดอยู่ที่ใด ต้องทำอย่างไร ... เราท่านรู้ก็จักได้ทำตาม และได้สัมผัสปาฏิหารย์เช่นกัน


ล้างกรรม แบบของพระพุทธเจ้า

คนส่วนมาก มักจะขอพรให้ตนหายจากทุกข์ที่เป็นอยู่ โดยตนของตนไม่ต้องทำอะไรเลย

หากแต่หลักของพระภูมี ไม่ตอบสนองความอยากเหล่านั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมหลักของพระภูมี จึงมีคนนิยมน้อย แม้นจะดีหนักหนา จนกลายเป็นวลีฮิตในทุกยุคพุทธกาลว่า "ดีๆ แต่ไม่เอา"

หลักของพระภูมี สอนให้ทำ อยากได้ต้องทำเอง เมื่อทำได้ จึงจักได้พรอันนั้น การล้างกรรมก็เช่นกัน หาใช่มานั่งขอพรพระพุทธเจ้า ช่วยล้างกรรมที่ทำมา ซึ่งคำตอบที่ได้คือ ทำไม่ได้ แม้นจะมีเมตตาอันมหาศาล อยากให้พ้นทุกข์สักเพียงใด ก็ทำให้ไม่ได้

คำถามที่หลวงพ่อนิพนธ์ถามแม่ชีเมี้ยน แล้วพระพุทธเจ้าสอนสงฆ์ให้ล้างกรรมโดยวิธีใด แม่ชีเมี้ยนตรัสตอบว่า ก็ปฏิบัติวินัยธรรม ใช้ทุกข์ที่เกิดจากวินัยธรรม นั่นแหละล้างกรรม

แม่ชีเมี้ยนจึงหยิบยก เรื่องครั้งพุทธกาลมาให้พิจารณา เมื่อครั้งพระอานนท์ ไปพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า พระอานนท์มีกรรมที่จะต้องประสพในอีกไม่ช้า กรรมอันนั้นจักทำให้เข่าของพระอานนท์ เจ็บเป็นแผลฉกรรจ์ จึงทรงสั่งพระอานนท์ว่า ให้พระอานนท์นั่งความเพียรจากเดิม ที่ปฏิบัติคือ ๑ ชั่วธูป ให้เพิ่มเป็น ๓ ชั่วธูป

พระอานนท์ ก็คิดว่า ธรรมดาการนั่งเพียง ๑ ชั่วธูปของตน ก็ลำบากมากแล้ว เพราะมีปัญหาที่ขา เมื่อนั่งนานจักปวด คิดในใจว่า หากนั่งถึง ๓ ชั่วธูป คงจะแย่แน่ หากแต่ความเชื่อ และความศรัทธาในพระพุทธเจ้า จึงปฏิบัติตาม

ครั้นถึงเวลานั่งความเพียร พระอานนท์ก็ประสพเหตุเมื่อผ่านไปเพียง ๒ ชั่วธูป ขาก็มีอาการปวดรุนแรง หากแต่ความมีขันติ อดทน ก็พยายามนั่งต่อไป จนกระทั่ง ธูปที่ ๓ ความปวดก็ทวีความรุนแรง จนกระทั่งเหงื่อโทรมกาย ปวดขาจนร่างกายสั่นไปทั้งตัว แต่ก็ทำจนครบตามที่พระพุทธเจ้าสั่ง

หลังจากครบ ๓ ชั่วธูป รอจนอาการปวดเบาบางลง ความสงสัยก็ทวีขึ้นจนอดไม่ได้ที่จะต้องทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เพราะเหตุใดจึงต้องให้ท่านนั่งความเพียรถึง ๓ ชั่วธูป

พระพุทธเจ้าตรัสตอบพระอานนท์ว่า อานนท์เอ่ย ก็ตัวท่านเล็งเห็นแล้วว่า อานนท์มีกรรมที่ทำมา จักต้องทำให้เข่าเจ็บสาหัส จึงสั่งให้อานนท์ทำเช่นนี้ เพราะเมื่ออานน์ทุกข์กับวินัยธรรมแล้ว กรรมอันนั้นก็จะถูกล้างไปหมดสิ้น อานนท์ก็จักไม่ต้องไปรับกรรมเจ็บเข่าอันนั้น

ธรรมอีกหมวดหนึ่งที่แม่ชีเมี้ยนหยิบยกพุทธประวัติมาให้พิจารณา นั่นคือ ในพุทธกาล พระโมคคัลลา จักมีพฤติกรรมอันหนึ่งนั่นคือ ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำ วางไว้บนศรีษะ ด้วยเหตุว่า พระโมคคัลลา เมื่อกระทบกับอากาศร้อน ศรีษะโดนแดดมาก ก็จะมีอาการปวดหัว จึงกระทำเช่นนั้น เพื่อบรรเทาอาการปวด

พระพุทธเจ้าจึงสั่งเป็นวินัยให้พระโมคคัลลาหยุดทำเช่นนั้นเสีย ในยามใดที่ต้องเดินกลางแดด ห้ามนำผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำวางโดยเด็ดขาด

พระโมคคัลลาก็ปฏิบัติตาม ผลก็คือ เมื่อยามใดที่โดนแดด อาการปวดหัวก็จะเกิดขึ้น เป็นเช่นนั้นตลอด จนในที่สุดอาการนั้นก็หายไป

พระโมคคัลลาจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทรงตรัสตอบว่า เพราะในอดีตพระโมคคัลลาเคยใช้ความคิด ทำร้ายผู้อื่น ผลของกรรมมาสนอง จึงกำหนดวินัยทุกข์อันนี้ให้แก่พระโมคคัลลา เพื่อล้างกรรมอันนั้นนั่งเอง

พุทธประวัติสองกรณีนี้ แม่ชีเมี้ยนได้หยิบยกมาให้หลวงพ่อพิจารณา ในขณะที่มีอาการมาเลเรียขึ้นสมอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากการออกธุดงค์ในปีแรกของการบวช แลวินัยที่แม่ชีเมี้ยนกำหนดให้ในการเดินธุดงค์นั่นคือ การเดินนั้น ต้องเดินให้ได้ระยะ ๕ กิโลเมตร ในแต่ละช่วงจึงจักหยุดพักได้

หากแต่ในธุดงค์แรกนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ เดินไปเจอแดดร้อนๆ ก็ไม่ทน ดังนั้นเมื่อเห็นร่มไม้ร่มๆยามใด ก็แวะหยุดพักเรื่อยไป ตลอดทั้งการธุดงค์นั้น

เมื่อกลับถึงถ้ำกระบอก หลังจากหมดธุดงค์ แม่ชีเมี้ยนจึงกล่าวว่า ผลแห่งการทำเช่นนั้น นั่นคือ การหนีทุกข์จากวินัยทุกข์ของพระพุทธเจ้า แล้วจักหนีกรรมที่ทำมาได้อย่างไร

แลอีกไม่นาน เมื่อสามเณรเข้าไปเก็บยาในป่า และติดเชื้อมาเลเรีย มีอาการไข้ขึ้นสมอง แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า กรรมที่ท่านทำมา ในการยิงหัวนกมากมายในอดีต มาถึงแล้ว เมื่อท่านปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติวินัยทุกข์ของพระภูมี เมื่อครั้งธุดงค์ ท่านก็ทำใจรับเถิด เพราะหนีมันไม่พ้นแล้ว

นิยายพุทธประวัติ ทั้งพระอานนท์ และพระโมคคัลลา จึงถูกหยิบยกมาให้พิจารณา เพื่อลบคำตัดพ้อของสามเณรนิพนธ์ที่มีต่อแม่ชีเมี้ยน ที่ว่า "ทำดีอย่างนี้ ทำไมต้องมาเป็นแบบนี้อีก" และทำให้มีน้ำอดน้ำทนต่ออาการของไข้มาเลเรียในครั้งนั้น

นอนซม และอดข้าวอยู่ ๔ วัน จึงฟื้นไข้

เหตุในครั้งนั้น จึงกลายมาเป็นวินัยทุกข์ที่จะเรียกว่าบังคับให้ทำก็ว่าได้ นั่นคือ การสวดมนต์ และนั่งฟัง ไม่สนหรอกว่าจะเต็มใจหรือไม่ แต่เมื่อทำ สิ่งที่ได้คือบุญ ที่จะใช้หนีกรรม หรือล้างกรรม เพราะทำเอง

กราบอ้อนวอนให้ตาย ก็ไม่ได้พร หรือล้างกรรมให้ไม่ได้หรอก แต่พาตัวเองมา นั่งสวดมนต์ นั่งความเพียรสงบ และฟังคำสอน นี่แหละฝืนนิสัย ตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ เป็นบุญ ที่จะไปล้างกรรม เมื่อทำได้ จึงให้เราท่าน อุทิศ... ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย ไม่ฝืนนิสัยอะไรเลย แล้วก็กล่าวอุทิศบุญ มันมีแต่ลม ผลจึงเป็นลม ช่วยตนไม่ได้ ดั่งที่คนทั่วไปเขาทำกัน

บุญของพระพุทธเจ้า บัญญัติว่าคือการกระทำให้สุขแก่มนุษย์และสัตว์ การสวดมนต์นั่งสงบ ก็เป็นการฝืนนิสัย หยุดไม่ว่าใคร ไม่ด่าใคร แม้นเพียงชั่วระยะ ก็ถือว่าได้ทำตาม และเป็นรอยให้เดินตาม

การเห็นผลในการทานสมุนไพร จึงจำเป็นต้องอาศัยบุญ ใครมองเห็นแนวทางบุญที่สอนเริ่มต้นนี้ได้ แล้วนำไปทำลดนิสัยตน อยู่ในความสงบ ให้สุขแก่ผู้อื่น อย่าเลยมนุษย์และสัตว์ แม้นจักเพียงวันละหนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง ก็มีผลมหาศาล เพียงพอต่อการช่วยตน ได้สัมผัสลาภอันประเสริฐแล้ว

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า ธรรมสายกลางของพระพุทธเจ้า กำหนดบุญบาปไว้ที่ การกระทำที่มีผลต่อมนุษย์และสัตว์ ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นชนใด ชาติใด นับถือสิ่งใด การล้างกรรม ล้างบาป หาใช่ด้วยการนั่งขอพร ขอให้ตายก็ไม่มีทางสำเร็จ วิธีประการเดียวก็คือ มาเรียนรู้ธรรมคำสอน แล้วเอาไปปฏิบัติเป็นบางสิ่งบางอย่าง ทุกข์อยู่ในวินัยทุกข์ของพระภูมี เช่นไม่โกรธ ไม่ด่าว่าใคร วันละหนึ่งชั่วโมง แล้วจะได้ไม่ต้องไปทุกข์กับกรรม กับโรคที่เป็นมา ...

พวกที่รอชวนให้สร้างโบสถ์สร้างศาลา สร้างพระ สร้างเจดีย์ มีเยอะ ชวนปุ๊บ มาปั๊บ ยินดีจ่าย ... รอไปเถอะ ไม่มีทางในแผ่นดินแม่ชีเมี้ยน เพราะสิ่งนั้น หามีประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์ไม่ จึงหาบุญไม่ได้ หลวงพ่อนิพนธ์ไม่ส่งเสริมให้ทำหรอก จะมีก็แต่สมุนไพร ที่ชวนให้เอามา ทั้งแก่ตัวเอง เหลือก็ทำทานแก่ผู้อื่น และลดนิสัยตัวเอง ที่จะให้ทุกข์แก่ผู้อื่น เพิ่มนิสัยพระพุทธเจ้าที่จะให้สุขแก่ผู้อื่น นี่แหละมีผลต่อมนุษย์และสัตว์ แคบสุดก็คนในบ้าน ... ทำได้บ้านก็ร่มเย็นแล้ว ไม่ต้องไปขอพรจากที่ใดดอก

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กระพี้ หรือ แก่น

ความเป็นปราชญ์ของศาสนา ซึ่งเราอยากจะชี้ให้เห็นในมุมหนึ่ง นั่นคือ การเลือกคน

ธรรมหมวดสมุนไพร เป็นธรรมที่เราจักเห็นความฉลาดปราดเปรื่องของพระพุทธเจ้า ที่นำมาใช้เพื่อคัดสรรคนที่มีคุณสมบัติ แล้วผู้ใดสอบผ่าน ก็สามารถไต่ระดับ สามารถเข้าไปเรียนธรรมหลุดพ้น

เป้าหมายประการเดียวของพระพุทธเจ้า คือ การสร้างคน หากแต่วันเวลามีจำกัดในการเผยแพร่ธรรม ดังนั้น เราท่านจึงได้ยินบาลีที่กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงเลือกบุคคลที่สมควรฝึกได้เท่านั้น

ธรรมหมวดสมุนไพร เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่เราเห็นว่า ใช้ในการคัดกรองคนได้เป็นอย่างดี

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้เห็นว่า การจักประสพความสำเร็จในการช่วยตน มีสองขา ๑ สมุนไพร ๒ บุญ

ความหมายที่อรรถาธิบายให้ฟังนั่นคือ หากเลือกแต่ขาสมุนไพร คนผู้นั้นก็กลายเป็นกระพี้ อันหมายถึง คัดทิ้งไป หากแต่ผู้ใด เลือกทั้งสองขา ทั้งสมุนไพร และบุญ นั่นจึงมีคุณสมบัติเป็นผู้ที่สามารถฝึกได้

ผู้ที่เลือกสมุนไพร อุปมาเหมือนหนีเสือได้ ผู้ที่เลือกทั้งสมุนไพรและบุญ จึงจักหนีทั้งเสือ ทั้งจรเข้ได้ เรียกว่าชีวิตปลอดภัยอย่างแท้จริง

ขาของสมุนไพร จึงเหมือนเครื่องเชิญชวน ให้มาสัมผัส ให้ได้พิจารณา แล้วก้าวเข้ามายังขาบุญ หากแต่คนส่วนใหญ่พอใจแค่นั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ขาของสมุนไพรจึงเหมือนการแสดงปาฏิหารย์ให้เห็นเบื้องต้น สนองความอยากเบื้องต้น แต่ยังไม่พ้นกรรม ดังนั้นอุปมาเหมือนปาหี่ของศาสนา

วันหนึ่่งเมื่อพร้อม เราท่านจะได้เห็นปาหี่ที่แสดงความยิ่งใหญ่ของบุญญาธิการของศาสนา ด้วยการใช้ขาสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทั่วไป ให้ได้เห็น ให้ได้สัมผัส

นั่นคือการรักษาโรค ที่คนทั้งโลกแก้ไม่ได้ โรคเอดส์ มาเลย โรคมะเร็ง มาเลย โรคร้ายแรงต่างๆ มาเลย เข้าคอร์ส ทานสมุนไพร ครบคอร์ส หายโรคเหล่านั้นที่เป็นแน่นอน

แต่... หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า กรรมมันอยังอยู่ ฉะนั้น รับรองว่า หายจากโรคที่เป็น แต่ไปตายด้วยเหตุอื่น อันนี้ช่วยไม่ได้

และนั่นคือ บทแสดงเพื่อใช้ตอบแทนคุณแผ่นดิน ที่ผู้คนจะหลั่งไหลกันมารักษาตัว และประสพความสำเร็จ ยอมรับในอำนาจบุญญาธิการของศาสนา ผลก็คือ ประเทศจะมีรายได้มหาศาลนั่นเอง

คนยุคใหม่ เห็นว่าต้องสร้างเทคโนโลยี ต้องทันสมัย เพื่อแข่งขัน แต่สิ่งดีๆที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ไม่มีที่ใดในโลกทำแข่งได้อย่างแน่นอน กลับไม่มอง ... แต่กระนั้น ก็หยุดไม่ได้หรอก เหมือนดอกบัวเกิดท่ามกลางโคลนตม ฉันใดก็ฉันนั้น

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน จึงชี้ให้เห็นว่า อยากเป็นกระพี้ ก็เลือกเฉพาะสมุนไพร เมินความรู้ เมินพฤติกรรมในการหาบุญ แต่ก็ต้องยอมรับความจริง กระพี้ไม่คงทน เจอปลวกก็ยุ่ยแล้ว หากแต่อดทน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เรียนรู้ แล้วเอาวินัยธรรมบางสิ่งบางอย่างไปปฏิบัติ ไปเปลี่ยนแปลงตน จนกลายเป็นแก่น นั่นคือ สามารถสร้างบุญเลี้ยงตนได้ ชีวิตก็จะมั่นคง ปลอดภัย อยู่ยืนยาวเหมือนแก่นของไม้ ที่ปลวกแทะไม่เข้านั่นเอง

บทสุดท้าย ในการเป็นเคนดีของพระพุทธเจ้า นั่นคือ ต้องทำตัวเหมือนวัวพันหลัก มีพันธนาการกับหลักธรรม ไม่ว่าเดินไปแห่งหนใด ก็วนอยู่กับหลักธรรมนั้น ไม่หลุดไปไหน มิใช่ทำตัวเลื่อนลอย ปล่อยตามนิสัยตน ไม่มีเชือกอันใดไว้เหนี่ยวรั้งเลย

คนที่เป็นแก่น จึงต้องมีเกราะ มีวินัยธรรมของพระพุทธเจ้า บางสิ่งบางอย่าง มาควบคุม เป็นเกราะบังกรรม .... ชีวิตจึงปลอดภัย

เมื่อธรรมหมวดหนึ่งเราท่านทำได้ วันใดที่พระพุ่ทธเจ้าปรากฎโฉม หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เหมือนคนคุ้นเคย จะไปรับธรรมมาปฏิบัติย่อมเป็นเรื่องง่าย เพราะเคยทำมาแล้วเบื้องต้น เคยควบคุมนิสัยบางสิ่งบางอย่างมาก่อน ... แต่วันนี้ แค่หายโรค สำหรับพระพุทธเจ้านั้น เขาเอากันถึงหลุดพ้นเลย

ประเภท จะเข้าไปขอพรพระพุทธเจ้า เหมือนขอพรพระ พรเจ้า เหล่านั้น พระพุทธเจ้าท่านเมินไม่มองหรอก เพราะหลักของท่าน เป็นหลัก "ตนพึ่งตน" แค่หมวดสมุนไพรยังไม่ผ่าน ... ปฏิบัติธรรมของท่านไม่ได้หรอก

การทานสมุนไพรวันนี้ จึงอุปมาเหมือนสอบ เพื่อได้มีโอกาสเข้าถึงพระพุทธเจ้าที่จะอุบัติในไม่ช้านั่นเอง คนทั้งโลก สาวกท่านในยุคพระโคดม ยังมีแค่หลักแสน ไม่นับพระอรหันต์ที่สำเร็จไปนิพพานกันหมดแล้ว

ความนัยที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น คนที่แม้แต่ชีวิตตนยังไม่ให้ความสำคัญ เชื่อได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นจะรักเราจริง ก็ชีวิตตัวเองยังทิ้งได้ ... นี่แหละวัดค่าคนได้ฉมังนัก จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าในอดีตทำไมผู้หญิงอินเดีย จึงต้องไปขอผู้ชาย ... ไม่ใช่ทั่วไป เฉพาะผู้ที่ได้ฝึกกับพระพุทธเจ้าแล้วเท่านั้นเอง นั่นคือ บวชเรียนกับพระพุทธเจ้า จึงเรียกผู้ชายเหล่านั้นว่า สุกแล้ว เพราะมั่นใจได้ว่า เป็นคนดีแน่นอนนั่นเอง

ก็คนดีๆ มันหาง่ายที่ไหน ใครเป็นพ่อแม่ก็อยากให้ลูกสาวตนได้คนดีๆแน่นอน ... จึงต้องแย่งกันไปขอเป็นประวัติศาสตร์ให้เห็นเค้าลางๆ

ความจริงก็คือความจริง ไม่มีใครมาทำสมุนไพรให้กินได้ตลอดทุกวันทุกเวลา ทั้งชีวิตเราท่านหรอก ... มันจึงไม่เป็นแก่น เหมือนบุญ ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่ให้มาฟัง ก็เพื่อได้เรียนรู้เรื่องบุญ เรื่องกรรม เอาไปเลี้ยงตนนั่นเอง ไม่ว่าจักอยู่่ที่ใด

แค่เริ่ม

ข่าวเชื้ออีโบล่า แพร่ระบาด และยังไม่มีหนทางหยุดได้ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่าพันราย ดูแล้วน่าตระหนก

หลวงพ่อนิพนธ์บอกนี่มันแค่เริ่มต้นมหากาพย์ของศาสนา หรือแค่โหมโรง ยังไม่ใช่ของจริง

คำพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยนที่ตรัสเตือนไว้ นั่นหมายถึงกลียุคที่จักพึงเกิด หรือยุคเข็ญที่มนุษย์ต้องเผชิญ แล้วหาผู้ใดแก้ไม่ได้ นั่นแลคือสภาวะที่กรรมเขาบีบเค้น ให้คนต้องไปหาศาสนา ไปหาพระพุทธเจ้า

สัญญาณที่บ่งบอก คือนิสัยที่เลวร้ายมากขึ้นทุกวันของมนุษย์ ก่อให้เกิดกรรมอันมหาศาล จนเสียสมดุลย์ หากแต่ปัญหาใดๆในโลก ก็ไม่สามารถโน้มน้าวให้มนุษย์ไปหาพระพุทธเจ้าได้ ยกเว้นเรื่องเดียวคือเรื่องของชีวิต

ความหมายของศาสนา ก็คือ เรื่องของชีวิต นอกนั้นไม่ยุ่ง ไม่เกี่ยว ศาสน์มีไว้เพื่อแก้ปัญหาชีวิต หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ทุกข์ สุข ของวิญญาณ

เมื่อมนุษย์จนปัญญา เพราะเป็นเรื่องของชีวิต พระพุทธเจ้าจึงมีความสำคัญยิ่ง คนจึงหันไปหา แล้วศึกษาเรียนรู้ นำมาปฏิบัติ เพื่อช่วยตน ไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาพุทธหรอก นี่จึงเรียกธรรมสายกลาง ไม่ใช่ตึงเกินไป หย่อนเกินไป ดังที่เขียนในตำรา

คำพยากรณ์จึงกล่าวว่า โลกจะร้อนขึ้น โรคร้ายที่เป็นเชื้อไวรัส ที่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในอุณหภูมิต่ำ ก็จะถูกกระตุ้นให้กลับมาได้อีกครั้ง

คุณลักษณะของโรคที่เรียกว่าจะมาทำลายล้างโลก หรือ มนุษย์ให้ล้มหายตายจาก จึงมีคุณลักษณะเป็นเชื้อที่ฝังตัวอยู่ในดิน และเมื่อได้อุณหภูมิที่สูงพอ ก็จะเติบโต พุ่งสู่อากาศ และสามารถแพร่เชื้อได้ทางอากาศ

อีโบล่า เป็นแค่เด็กๆ อันจักเห็นได้จาก เชื้อเหล่านี้ ต้องการอุณหภูมิในการเจริญเติบโตที่สูง ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ผลก็คือ เกิดอาการไข้ขึ้นสูง เพื่อให้เหมาะแก่การเจริญเติบโตของมันนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนพยากรณ์ และเห็นในสิ่งนี้ จึงให้ตัวท่านมาปลุกปั่น ยุยง ให้พี่น้องคนไทย ได้ทานสมุนไพร หลีกเลี่ยงภัยพิบัติอันนี้

ด้วยสมุนไพรสูตรของพระภูมี จักมีคุณสมบัติที่สร้างอุณหภูมิธาตุไฟที่สูง ถึง หกสิบองศา เมื่อเราท่านทาน จึงเผ็ดร้อน วูบวาบ บางทีทานหลายขนานพร้อมกัน เรียกว่าร้อนจนนอนไม่ได้เลย

ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายคุ้นชิน กับอุณหภูมิที่สูงนั่นเอง เรียกว่าสร้างภูมิกันไข้ไว้ก่อน หนำซ้ำยังให้เข้ากระโจม ซ้ำอีก ดังนั้น ร่างกายเมื่อผ่านกระบวนการเหล่านี้ ก็จักมีภูมิทนความร้อนได้เป็นอย่างดี

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อถึงวันนั้น วันที่คำพยากรณ์มาถึง แม้นเราท่านจะเดินเข้าไปในดงเชื้อเหล่านั้น เชื้อเหล่านั้น ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ เพราะอุณหภูมิที่เชื้อเหล่านั้นสร้าง อวัยวะต่างๆของร่างกายเราท่าน นั้นบอกว่ากระจอก เพราะเจออุณหภูมิธาตุจากสมุนไพร สูงกว่านี้อีก

ในขณะที่คนทั่วไป เจอเชื้อที่มีพิษไข้สูง ห้าสิบองศา ร่างกายก็ทนไม่ไหว ขนาดในยามปกติ อุณหภูิมไข้แค่ ๔๐ ก็นอนซมแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุให้คนเหล่านั้น ทนพิษไข้ไม่ไหว ตายเป็นใบไม้ร่วง

การทานสมุนไพร ไม่ใช่แค่หายโรค ไม่ใช่แค่เพื่อวันนี้

ถึงวันนั้น เราจะได้เจอพุทธดำรัส ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส ว่า เป็นยุคของ "ผู้ดีเดินตรอก ขี้คลอกเดินถนน"

ซึ่งความหมายก็คือ ผู้ดีตีนแดงที่ ตะแคงตีนเดิน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทานสมุนไพรเผ็ดหน่อย ก็บอกไม่ไหว นั่งสวดมนต์ก็บอกเมื่อย เข้ากระโจม ก็ไม่เอา เจอวินัยของพระพุทธเจ้าร้องยี้ อุปมาผู้ดี ที่ร้อนนิด ลำบากนิด ก็ไม่เอา ไม่ทน ไม่สู้ หากแต่ผู้ที่มีน้ำอดน้ำทน เหมือนเหล่าคนจน ที่มีลักษณะหนักเอาเบาสู้ ไม่ว่าจะเจอรสชาดของสมุนไพร ความร้อน ความเมื่อย ก็สู้ไม่ถอย หาใช่พูดถึงความรวยความจนไม่

คนที่มีพฤติกรรมเหมือนขึ้คลอก นี้แหละ จะสามารถเดินไปในดงเชื้อเหล่านั้นได้อย่างสบาย ส่วนคนที่มีพฤติกรรมแบบผู้ดี จะต้องหลบๆซ่อนๆ อยู่ในห้องปลอดเชื้อ อยู้ในเขตที่ตนคิดว่าปลอดภัย จะออกไปไหนมาไหนก็กลัว ไม่กล้าไป

สมุนไพรเขามีคุณอันมหาศาล เป็นน้ำมิตร มหามิตร กลับรังเกียจเวลาทาน ร้องยี้ ขมไป เผ็ดไป ... คนแบบนี้ หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า พฤติกรรมน่ารังเกียจ มิตรที่ไหนจะเข้าไปช่วย สมุนไพรเขามีวิญญาณรับรู้...

ไม่ต้องเป็นหมอดูหรอก คนไหนที่ว่าเก่ง ล้วนแต่กระจอกทั้งนั้น วิชาพระพุทธเจ้า มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป เรียนแล้วเป็นปราชญ์ เก่งกว่าฝรั่ง ที่มีเครื่องมือทันสมัยเสียอีก รู้ล่วงหน้าอะไรจะพึงเกิด เพราะรู้เรื่องกรรม ที่คนเหล่านั้นไม่เคยรู้

แค่อีโบล่า เจอแค่ยาไพล ก็แทบเผ่นป่าราบแล้ว แต่นี่เป็นแค่บทเริ่ม ของจริงยังไม่มา ดังนั้น อย่าประมาท วันนี้เตรียมตัวได้ ก็ทานซะ ถึงวันนั้น เราท่านจะเป็นหนึ่งในผู้ที่สามารถเดินถนนได้อย่างสบายใจ

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สะกิดให้คิด

หมอหนุ่ม ผู้ซึ่งมาช่วยงานชมรมในวันนี้ กล่าวแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า ตัวเขาและพี่น้องทุกคนล้วนเป็นหมอทุกคน ปัจจุบันร่วมกันเปิดโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ทุกคนลงความเห็นในอาการของพ่อแล้วว่า หนทางการแพทย์ในปัจจุบันไม่มีทางรักษาอย่างแน่นอน และได้ศึกษาข้อมูลของสถานที่นี้จากบุคคลหลากหลายมาอย่างดี จึงพาพ่อมาที่นี่ ตอนนี้จึงบินไปกลับ สัปดาห์ละสองครั้ง ผลตอบรับอาการของพ่อดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา จนกล่าวว่าเมื่อก่อนพ่อไม่ค่อยพูด ตอนนี้คุยไม่หยุดเลย ... หมอจึงขันอาสามาช่วยกิจกรรม ขอเป็นคนสัมภาษณ์คนไข้เอง และอนาคต ก็จักช่วยผู้ป่วยในขณะทานยาตัด ที่อาจมีกรณีฉุกเฉินเช่นเสมหะติดลำคอ เพื่อให้ความปลอดภัยแก่คนป่วยมากยิ่งขึ้น ...บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็น หมอยังเดินมานี่ ... แต่คนกลับเดินไปหาหมอ นี่แหละกรรมของมนุษย์ คนที่มาที่นี่ ไม่ใช่บังเอิญ หากแต่เป็นด้วยบุญที่ทำกับพระพุทธศาสนาในอดีตนั่นเอง จึงแหวกสายกรรมมาถึง มาร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนาขึ้นมาอีกครั้ง

จึงไม่ต้องแปลกใจ ดีแค่ไหน คนที่มานิยมก็มีไม่มากดอก ... คนที่คิดว่า สิ่งดีต้องมีคนนิยมเยอะ ... ไม่เป็นเช่นนั้นแน่ เพราะกรรมมันบังตา สิ่งที่มนุษย์หลงใหล เห็นเป็นดอกบัว ไปนิยมชมชอบ จึงมีแต่กงจักร แต่ดอกบัว กลับเห็นเป็นกงจักร กลัวไม่กล้าเข้า ... นี่แหละผลของกรรม

อยากกันทั้งนั้น

ด้วยนิสัยคนไทย เมื่อได้รับการช่วยเหลือ ก็มักจะอยากให้ในสิ่งที่ตนมีกลับไปแก่ผุ้นั้นบ้าง

ชายผู้หนึ่ง นั่งรถเข็นมา ๒๗ ปี เป็นเจ้าของเกาะ ๓ เกาะที่มีชื่อของภูเก็ต มีกิจการโรงแรม ... หมดเงินไปกับการรักษาตัวมากมายมหาศาล จนหมอทำอะไรไม่ได้อีก ก็นั่งรอวันไปบนรถเข็ญ พร้อมกับมีพยาบาล ๔ คน คอยดูแล

ภรรยาได้ยินข่าว จึงพาสามีมาลองแนวทางนี้ดู เพียงแค่สัปดาห์แรก ที่หยุดยาเคมี แล้วเริ่มทานสมุนไพร ผลตอบรับทางสุขภาพก็เร่ิมปรากฎ จึงเป็นธรรมดาที่สามีเห็นหลวงพ่อนิพนธ์ทำงานหนัก จึงเชิญชวนให้ไปพักผ่อนที่เกาะของเขา แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นประจำ เพราะด้วยคนเหล่านั้นอยากตอบแทนน้ำใจนั่นเอง แต่ล้วนแล้วถูกปฏิเสธเสมอมา

แต่สัปดาห์ที่แล้ว ชาวขลุงและเขาสอยดาว ของ จ.จันทบุรี ได้เชื้อเชิญหลวงพ่อนิพนธ์ไปพักยังรีสอร์ตของพวกเขา ที่เรียกว่ามัลดีฟเมืองไทย

หลวงพ่อนิพนธ์รับคำเชิญ นั่งรถเดินทางไป ๖ ชั่วโมงจึงถึง ...

ถามว่าทำไมท่านจึงไป ไม่ใช่เพราะความสวยของสถานที่ ไม่ใช่เพราะมีอาหารดี หากแต่ข้อตกลงประการเดียวที่ทำให้ต้องไป นั่นคือ หากท่านไป จะถวายพริกไทยให้ ๓๐๐ กิโล นั่นเอง เพื่อนำมาทำสมุนไพรแจก

ดังนั้น คำแรกเมื่อไปถึง หาใช่การดูทัศนียภาพของที่พัก และวิวไม่ แต่เป็น พริกไทยอยู่ไหน ... ขอดูหน่อย

จนเจ้าของพื้นที่บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ให้หลวงพ่อนิพนธ์พักให้สบาย ส่วนเรื่องพริกไทยได้แน่นอน เพราะหนึ่งในกลุ่มสมาชิกของพวกเขา เป็นผู้ส่งออกพริกไทยรายใหญ่นั่นเอง

ใครเชิญไปไหน .. มักจะได้รับการปฏิเสธเสมอ แต่เชิญไปรับบาตรมะพร้าว พริกไทย ... รับรองหลวงพ่อนิพนธ์ไปแน่ ด้วยกลัวเราท่านจะไม่มีสมุนไพรทาน ดังนั้น หากใครคิดจะเชิญ ... สถานที่นำมาใช้ไม่ได้ แต่สมุนไพรใช้ได้แน่นอน

ร่วมด้วยช่วยกัน

ทางออกที่แม่ชีเมี้ยนชี้ไว้ให้ นับจากถ้ำกระบอก คือการบำบัดยาเสพติด ที่ในสมัยนั้น ลูกศิษย์คือ ท่าน พ.ท.อรัญ เป็นผู้ดำเนินการติดต่อ ประสานงานกับสถานทูตสหรํฐให้ มาวันนี้ เส้นทางนี้ปิด เพราะจะทำการขอซ้ำไม่ได้

ดังนั้น คณะกรรมการปัจจุบัน หลังจากทราบข่าวเพื่อหาช่องทางนำเงินทุนนอกมาสนับสนุนเฉกเช่นถ้ำกระบอก เพื่อให้คนไทยได้มีสมุนไพรเป็นทางเลือก และได้ปริมาณ ก็ต้องเบนเป้าไปยัง โรคอื่นที่เป็นปัญหาระดับโลกแทน

จนกระทั่ง คนไข้สองผัวเมียที่เป็นมะเร็ง ซึ่งเป็นคนไทยแต่ไปอาศัยอยู่ในสหรัฐ ได้บินมาฟื้นฟูตนจนหาย มีลูกชายทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐ ได้สืบเสาะ และพบว่า ตอนนี้มีกองทุนที่สนับสนุนการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งในอดีตมีรัฐบาลจากหลายประเทศ ได้เคยส่งผลงานเข้ามาเพื่อขอการสนับสนุน แต่ยังไม่มีที่ไหนได้รับ เพราะไม่ผ่านการทดสอบ จึงเรียนกลับมายังหลวงพ่อนิพนธ์เพื่อส่งผลงานยื่นเสนอเข้าไป

มาวันนี้ การเก็บข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งที่ผ่านการฟื้นฟูมา และประสพความสำเร็จ จึงมีความสำคัญ ในการที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยที่จะมาใช้ทางเลือกสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนในอนาคต

วันนี้ ชมรมจึงได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งตัวผู้ป่วยเอง และที่สำคัญนั่นคือ ลูกหลานของคนไข้ที่เป็นหมอ ก็ได้ขันอาสามาเป็นผู้สัมภาษณ์เอง เพื่อเก็บข้อมูลให้ถูกต้องตามหลักทางการแพทย์

วันพฤหัส ก็จะมีแพทย์หญิง มาทำการสัมภาษณ์ ในขณะที่วันอาทิตย์จะเป็นแพทย์ชาย ร่วมกับทีมเป่าจินจง ของคุณปรียานุช ที่จะทำการเก็บข้อมูลเหล่านี้ เพื่อขอการสนับสนุนประการหนึ่ง และเพื่อทำเป็นสารคดี ให้คนที่มาทีหลังได้ศึกษา เรียนรู้ เพื่อเป็นกำลังใจ

หากแต่ประวัติศาสตร์ของศาสนา ก็ย่อมต้องมีหลายด้าน จนเกิดคำสุภาษิตที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นเครื่องเตือนใจคนมาแต่โบราณ

ผู้ป่วยหลายคน อาจวางเฉย ไม่สนใจในกิจกรรมนี้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นี่แหละเป็นเหตุที่ทำให้เกิดสุภาษิต หนีเสือ ปะจรเข้ เพราะคนเหล่านี้ ที่แม้นว่าจะช่วยตนจนผ่านพ้นวิกฤตของโรคมะเร็ง แต่ทำตนวางเฉย กูไม่เกี่ยว กูไม่อยากยุ่ง กูรอดแล้ว คนอื่นช่างมัน พฤติกรรมเยี่ยงนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ขาดเสียซึ่งคุณธรรม ความเมตตา อันเป็นหลักพื้นฐานที่ใช้ค้ำจุนโลก

ธรรมจักรของศาสน์จะหมุนต่อไปไม่ได้เลย หากทุกคนคิดอย่างนี้หมด เหมือนพระพุทธโคดม เมื่อครั้งสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า หมดกิเลส พิจารณานิสัยมนุษย์ พิจารณาธรรมของตน เห็นว่ามนุษย์คงทำได้ยาก จึงตัดสินพระทัยอดอาหารเพื่อเข้านิพพาน

แต่เมื่อฟ้าดินให้สติ จึงกลับมาฉัน และเริ่มโปรดสัตว์ อาศัยเมตตาอันมหาศาลนั่นเอง

หน้าที่หนึ่งของพระอรหันต์ จึงต้องแยกย้ายกันออกไปโปรดสัตว์ ให้เป็นทางเลือก ไม่บังคับว่าจักต้องนับถือศาสนาพุทธ พิจารณาชอบก็เอาไปปฏิบัติ ศาสน์จึงขจรขจายไปทั่วโลก

เฉกเช่นกัน ธรรมหมวดสมุนไพร หากผู้ที่ช่วยตนเห็นแก่ตน ไม่ทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์แล้วไซร้ เท่ากับปิดทางคนให้มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัส มาได้โอกาสเช่นเดียวกับตน

ผลอันนี้ มีความหมายเช่นไร หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า จะขาดเสียซึ่งคุณสมบัติ คือ ความมีเมตตา ซึ่งครั้งหนึ่งตนก็เคยได้รับเมตตาจากผู้อื่นเช่นกัน กรรมอันนี้จักย้อนมา แม้นจะหนีพ้นมะเร็ง ก็เกิดโรคอื่นแทน จึงเป็นที่มาของภาษิต หนีเสือ ปะจรเข้

ด้วยเหตุนี้เอง พระภูมี จึงสอนการทำตนเป็นพระมาลัย เพื่อให้ผู้ใช้ธรรมสมุนไพรหลังจากช่วยตนแล้ว หนีเสือแล้ว จักได้ไม่ต้องเจอจรเข้อีก ด้วยการทำตนให้มีผลแก่ผู้อื่นต่อไป เป็นวัฐจักรที่ไม่รู้จบรู้สิ้น เกิดบุญคุ้มตรองตนไปตลอดนั่นเอง

ไม่ใช่คำขู่ แต่เอาพุทธประวัติมาให้พิจารณา ไม่อยากทำตนเป็นพระมาลัยก็ไม่ว่า ... เพราะที่นี้ไม่มีค่าตอบแทนใดๆ นอกเสียจากบุญอันเกิดจากการทำตามคำสอนของพระภูมีเท่านั้นแล

หมอยังโดด ขออนุญาติร่วมวง พร้อมกับคำกล่าวที่กล่าวแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า ไม่เคยเห็นที่ใดในโลกที่จะรวมคนไข้มะเร็งมาไว้ในที่เดียวกันมากขนาดนี้ ... นี่แค่โหมโรง ตอนนี้ ยอดเฉพาะคนป่วยมะเร็ง แปดร้อยกว่าคนแล้ว

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวคือ หน้าที่ของพระมาลัย คือ แสดงตนเพื่อให้ผู้อื่นได้พิจารณา อันเป็นการให้โอกาส ให้กำลังใจ ที่จะใช้หนทางบุญของพระพุทธเจ้าเพื่อช่วยตน เมื่อกล่าวแล้วผู้ฟังพิจารณาเลือกหรือไม่ ไม่จำเป็น ... กระนั้นก็ตาม ต้องมีคนที่เชื่อและทำตาม แล้วประสพผล เป็นรุ่นๆต่อไป เหมือนการบำบัดยาเสพติดในยุคถ้ำกระบอก

กงล้อธรรมจักรจึงเคลื่อนไปด้วยแรงแห่งเมตตานี้... ผลที่เกิดย่อมมหาศาล พาหนีจรเข้ได้นั่นเอง ... เพราะคนมีเมตตา มีคุณธรรมของพระภูมี คุณสมบัตินี้ ..กรรมเขาไม่ยุ่ง


วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ตอบคำถามเล็กๆ ... ฉี่เป็นฟอง

หลวงพ่อนิพนธ์อรรถาธิบายว่า ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มนุษย์ต้องมีนั่นคือ ความดัน

ความวิเศษของร่างกาย นั่นคือ จะมีการตรวจสอบระบบของตน ด้วยการเพิ่มความดัน จนถึง ๑๕๐ ถึง ๑๖๐ เพื่อตรวจแล้วส่งสัญญาณหากจุดใดที่ความดันผ่านไปแล้วเกิดการชำรุดไปยังหน่วยซ๋อมบำรุง

เมื่อการตรวจระบบแล้วเสร็จ ร่างกายก็จะสลายความดันอันนี้ทิ้งไป ผลก็คือ เกิดอาการฉี่เป็นฟองนั่นเอง

คนป่วยที่มีอดีตเป็นโรคความดัน ปกติจะทานยาเคมีเพื่อกดความดันเอาไว้ ผลก็คือ ไม่เคยเห็นฉี่เป็นฟองเลย พอเลิกทานยาคุมความดัน แล้วหันมาทานสมุนไพร ร่างกายก็จะสร้างความดันมาเช็คระบบ จึงอาจจะตกใจ ที่เห็นตัวเองฉี่เป็นฟอง

ยิ่งในสภาวะที่ร่างกายกำลังตรวจเช็ค ซ่อมแซมระบบที่เสียไป สภาวะนี้ก็จะเกิดยาวนาน จนน่าตกใจ

โรคความดันไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวหลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า กลายเป็นโรคปอด ... ปอดแหก นี่ซิน่ากลัว เพราะพอเห็นฉี่เป็นฟองปุ๊บ รีบกลับไปหาหมอ ทานยาคุมความดัน เพื่อจะได้เห็นฉี่ไม่เป็นฟองแค่นั้น...

โรคปอดแหกนี้ ต้องอาศัยการเรียนรู้ ... ผู้ไม่ยอมเรียนรู้ เป็นโรคนี้ไปเมื่อไร ... หนทางสำเร็จในแนวทางสมุนไพรเป็นไปไม่ได้เลย ... รอแต่ว่าจะวิ่งกลับไปหาหมอวันไหนเท่านั้นเอง

บ้าไปแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์พูดเสมอ ว่ามนุษย์มีธรรมชาติอย่างหนึ่ง นั่นคือ ความบ้า

ปัญหาก็คือ บ้าสิ่งใดก็ทำตามสิ่งนั้น ผลก็คือ สิ่งที่บ้านั้นผิดหรือถูก

กรณีศึกษา ๓ กรณี ที่อยากหยิบยกมาให้พิจารณา เริ่มจาก พ่อแม่และลูกสาวอายุ ๓ ขวบ ที่มีปัญหาคือ ลูกสาวเป็นมะเร็งเริ่มปรากฎอาการตอนประมาณ ๓ ขวบ

ความรักลูกของพ่อแม่ ก็พาไปหาหมอ ตรวจพบว่าเด็กเป็นมะเร็งที่แกนสมองส่วนกลาง จึงเริ่มทำการรักษาตามหมอบอกทุกประการ

ผ่านไปขวบปี ด้วยความรักลูก ก็ขายทองที่มีไปทีละเส้น จนหมดทองไป ๗ เส้น หมอก็บอกว่าลูกคุณไม่สามารักษาได้อีกแล้ว เพราะมะเร็งโตเร็วมาก จนตอนนี้ ไปกดสมองส่วนกลางทำให้ไม่สามารถเดินได้ การควบคุมร่างกายจะลดลงเรื่อยๆ และขยายไปยังตา ทำให้ตาข้างขวาไม่สามารถมองเห็นได้ ให้ทำใจ

ทั้งคู่ได้ข่าวหลวงพ่อนิพนธ์ ก็พาลูกมาใช้แนวทางสมุนไพร ในขณะที่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงก็บอกว่าพวกมึงมันบ้าไปแล้ว ตังค์ก็มี ที่ก็มี ทำไมไม่พาไปหาหมอ เอาลูกไปเสี่ยงกินสมุนไพรอะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวลูกก็ได้ตายห่าหรอก

ผ่านสัปดาห์แรกของการทานสมุนไพร ลูกสาวสามารถทานสมุนไพรทุกตัวที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ ไม่ว่ายาลูกกลอน ยาเขียว ยามะพร้าว เรียกว่าทานแบบของถูกปาก

ความตอบรับที่พ่อแม่แลเห็น ก็มีมานะพาลูกมา ผ่านไป ๗ เดือน ตอนนี้ลูกสาวแข็งแรงขึ้นจนสามารถวิ่งเล่นได้ ตาข้างขวากลับมามองเห็น เข้าไปทายทัก หนูน้อยก็ชูนิ้วสองนิ้ว บอกสู้ๆ

กรณีที่ ๒ ชายวัยชราอายุเกือบ ๙๐ ปี มีพี่น้อง ๖ คน คนโตอาศัยโรงพยาบาลเป็นบ้านเกือบ ๕ ปี จึงเสียชีวิตไป คนรองเป็นมะเร็ง เสียชีวิตไปแล้ว เหลือสี่พี่น้อง ตัวเขาจึงกลายเป็นคนโต เคยมีอาการความดันถึงขนาดน็อคกลางอากาศ ล้มลงหัวฟาดพื้น และเป็นโรคปอด มีอาการไอรุนแรง เพราะสูบบุหรี่จัดตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่ม

ลูกพามาทานสมุนไพรหลวงพ่อนิพนธ์ได้เกือบสิบปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มทานสมุนไพร ก็ไม่เคยไปหาหมอ ไม่เคยตรวจอะไรอีกเลย

วันสารทที่ผ่านมา พี่น้องได้พบปะกัน ตอนนี้เขากลายเป็นพี่คนโตไปแล้ว วงสนทนาของคนแก่ ที่น้องคนเล็กก็ปาเข้าไป ๘๐ ปี แล้ว หนีไม่พ้น ถามสารทุกข์สุขดิบ เมื่อถามลูกของพี่ชายว่า พาไปหาหมอตรวจบ้างไหม คำตอบคือ ไม่เคย ก็ตามมาด้วยคำว่ากล่าว ทำไมไม่พาไปหาหมอเช็คบ้าง อายุขนาดนี้แล้ว เป็นลูกอย่างไงไม่ดูแลพ่อ

น้องถามเขาว่าเป็นไงบ้าง เขาก็ตอบว่า ก็สบายดี ไปเมืองกาญจน์ทุกอาทิตย์ ทานสมุนไพร ร่างกายก็ปกติดี เดินเหิรช้าบ้างตามวัย ดีที่กินได้ทุกอย่างที่อยากกิน

น้องๆ จึงบอกลูกของเขาว่า ทำไมไม่ดูแลพ่อให้ดี พาไปกินอะไรก็ไม่รู้ ... เขาก็ถามน้องๆว่า เป็นอย่างไงบ้าง คนที่สี่ บอก ตอนนี้ไปหาหมอ เดือนละ ๓ ครั้ง คนที่ห้าบอก ตอนนี้ลุกไม่ค่อยไหว ไปหาหมอให้ตรวจทุกสัปดาห์ คนสุดท้องบอก ก็ไปหาหมอเดือนละครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันทั้งสามคน นั่นคือ หมอบอกว่าต้องงดโน่น คุมนี่่

น้องสามคนบอกแก่ลูกเขาว่า พี่น่ะแก่แล้วยังลำบากอีก ต้องเดินทาง ไปกินอะไรก็ไม่รู้ หมอก็ไม่ยอมไปตรวจ เป็นลูกอย่างไงไม่ดูแล ดูตัวอย่างเขาสามคนซิ ตอนนี้สบาย ไปตรวจทุกเดือน มีหมอคอยดูแล จะเสียก็ตรงที่จะทานอะไรตามปากไม่ได้ นั่งไปไหนไกลๆไม่ไหวแค่นั้นแหละ

กรณีที่ ๓ ลูกสาวสองคน พาแม่ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หมอให้เข้าทำการผ่าตัด เข้าคอร์สมะเร็ง มาหาหลวงพ่อนิพนธ์

สองคนนั่งเถียงกัน คนหนึ่งก็บอกว่า พาแม่มาทำไมที่นี่ สมัยนี้หมอเขาเก่งจะตาย เครื่องมือก็ทันสมัย น่าจะพาแม่ไปหาหมอดีกว่า อีกคนหนึ่ง ก็บอกว่า เขาก็อยู่ในวงการแพทย์ เห็นมามากแล้ว ไม่มีใครรอดสักคน จะมีก็แต่ที่นี่ที่เขาได้เห็นคนรอด จึงอยากให้แม่มาที่นี่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงพูดให้พิจารณาว่า ความเชื่อ ความบ้าของเราที่มีอยู่ ก็จะพาตนและคนรอบข้างไปในสิ่งนั้น หากแต่การจะบ้าสิ่งใดก็ต้องพิจารณาเอาเหตุเอาผล

กรรมอันหนึ่งที่มนุษย์ไม่รู้ นั่นคือการพาพ่อแม่ที่ป่วยไข้ ไปในทางที่ผิด ท้ายที่สุด พ่อแม่ก็จบชีวิตลงทั้งที่ยังไม่ถึงพรหมลิขิต ไม่ว่าจะอ้างอะไรก็แล้วแต่ ผลอันนี้ทำให้ยามตัวเราวัยชรา ก็จะเป็นโรคและถูกพาไปในทางที่ผิดเช่นกัน จะปฏิเสธกรรมอันนี้ไม่ได้เลย

ทั้งสองคนก็พิจารณาเอาว่า หากอาการที่แม่เป็นยังไม่ถึงพรหมลิขิต หากแก้ถูกก็จะทำให้อยู่จนครบพรหมลิขิตได้ หากแก้ผิด แม่ก็จะตายก่อนพรหมลิขิต

การไปพบแพทย์ ตามความเชื่อความบ้าของตน ก็พิจารณาว่าผลของทางเลือกนั้น บังเกิดแก่ผู้ใดเป็นแก่นสารให้เห็น การมาที่นี่ ก็เช่นกัน มีผลที่เป็นแก่นสารให้เห็นบ้างหรือไม่

จะพาแม่ไปที่ใดก็แล้วแต่พิจารณา หากแต่สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึง กรรมอันเกิดจากผลการกระทำย่อมรออยู่

ธรรมของพระภูมี หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า สวนกระแสโลก ใช้การดับทุกข์ ด้วยวินัยทุกข์ แค่คิดจะมา ก็ต้องเผชิญคำด่า คำว่าแล้ว เฉกเช่นพระโคดมทิ้งวังมาบวช ก็ต้องคำติฉินว่าลูกอกตัญญู ทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ เมียและลูก .... แต่ผลสุดท้ายก็พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่บ้านั้นถูก เราท่านจึงได้มีพระพุทธเจ้า

คนทั้งโลก เขาบ้าเอาเงินไปสู้กับโรค แต่แม่ชีเมี้ยน มาเสนอทางเลือกของพระภูมี ให้หลวงพ่อนิพนธ์มาชี้ช่อง เอาธรรมมานำตน ใช้ตนพึ่งตน เพื่อสู้กับโรค มันก็บ้าเหมือนกัน แต่บังเอิญเราท่านเชื่อ จึงมาบ้าพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ... บ้าถูก บ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีจริง ผลถูกจึงเกิด

บ้าก็บ้าซิวะ แต่ไม่โง่... เริ่มก็ต้องทนคำด่า คำว่าไปก่อน แต่หัวเราะทีหลังดังกว่า วันที่ผลเกิด คนด่าบางทีอาจไม่อยู่ด่าแล้ว คนถูกด่ายังอยู่สบายดี

เหมือนป้าแตนคนเก็บใบยา ที่เป็นมะเร็งปอดตัดไปข้างหนึ่ง มีโอกาสได้ไปสวนสมุนไพร ถูกชักชวนให้ไปเก็บใบยา คนข้างบ้านบอกมึงจะบ้า ปอดมีข้างเดียว เดินยังจะไม่ไหวเสือกไปอาสาเก็บใบยา ... ผ่านมา ๘ ปี คนพูดที่ดูสบายดี ไม่เป็นอะไรตอนนั้น ไปซะแล้ว ป้าแตนยังพาปอดข้างเดียวไปเก็บใบยาจนทุกวันนี้

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หวย

ดูตลกระดับประเทศแล้วย้อนกลับมาดูตน

หวย หรือ ล๊อตเตอรี่ ขายเกินราคา ปัญหาที่หลายคนอาจคิดว่า ไม่น่าแก้ยาก แต่ทำไมถึงทำไม่ได้

มีรัฐประหาร ออกมาเย้วๆ ได้พักเดียว ตอนนี้ราคาก็กลับไปเหมือนเดิม

มันทำให้รู้ได้ว่าประเทศนี้ ผลประโยชน์มาก่อน ความถูกต้อง

จึงไม่แปลกใจเลยว่า แม้นประเทศนี้จะมีคนใหญ่โต พูดให้ดูดีสักเพียงไรว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาระดับชาติ ร้องขอให้คนโน้น คนนี้ ช่วยกันแก้

ในขณะเดียวกัน คนใหญ่ที่ว่า ก็รับรู้การดำรงอยู่และทำกิจกรรมของหลวงพ่อนิพนธ์ รู้ถึงอดีตและผลงานที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มีใครสักคนประกาศตนสนับสนุนเป็นตัวตั้งตัวตี เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดของบ้านเมือง

มันก็ไม่ต่างกับราคาสลากของรัฐบาลนั่นเอง

ความจริงข้อนี้ ทำให้เราท่านได้ทราบว่า ความเป็นไปได้ที่สถานที่นี้จะถูกสนับสนุน โดยผู้ใหญ่ หรือ รัฐบาลไทย เป็นไปไม่ได้เลย

แม้นผลงานจะมากสักเพียงใด ความถูกต้อง ความเมตตา ก็ดลจิต ดลใจ ของคนเหล่านั้น ให้กล้าที่จะสนับสนุนไม่ได้เลย

จึงไม่แปลก ที่แม่ชีเมี้ยน จะชี้ช่องให้หลวงพ่อนิพนธ์ไว้เดิน เฉกเช่นยุคถ้ำกระบอก นั่นคือ แสดงให้ชาวต่างชาติเห็นและยอมรับ แล้วยื่นมือข้ามมา โดยเสนอตัวเพื่อช่วยเหลือ ให้การสนับสนุน

บทสรุป ที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ นั่นคือ ถึงเวลาแล้ว ที่ผู้ที่หาย ต้องกระทำตนเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ แสดงตน แสดงเรื่องราว ประวัติแห่งตน ในการฟื้นฟูตนด้วยสมุนไพร รวบรวมกันเป็นพลัง เพื่อผลักดัน ให้คนที่มาทีหลัง ได้มีโอกาส มีทางเลือก ที่สำคัญ มีทรัพยากรที่เพียงพอ ให้แก่คนเหล่านั้น

วันคืนแห่งถ้ำกระบอก ที่โลกยอกมรับ สหรัฐ อังกฤษ ... ที่ให้ความสำคัญแก่ชีวิตพลเมืองเป็นสำคัญ ก็จะทอดสะพานข้ามมาสนับสนุน นั่นคือโอกาส และความพร้อม ที่ธรรมหมวดสมุนไพร จักเป็นทางเลือก ให้แก่มวลมนุษยชาติ พร้อมกับมีคนรอด มาพูด มาคุย ให้กำลังใจ เป็นต้นแบบ และแสงแห่งความหวัง ว่า ทางเลือกนี้ เป็นไปได้ ...



วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กะหรี่

ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องยืนยัน หรืออย่างน้อยก็ทำให้รู้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้เคยมีอยู่ดำรงอยู่ โดยเฉพาะสิ่งที่ยังคงเหลือสืบทอดกันมาจนปัจจุบัน

ผงกะหรี่ คือ สิ่งหนึ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการยืนยันของศาสนาพุทธ ในเรื่องของอายุหรือยุคของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นเช่นนั้นจริง

เมื่อสืบสาวที่มาที่ไป ก็จะพบว่า ก่อนยุคพระโคดม ที่ประสูตรในอินเดีย ก็จะมีพระพุทธเจ้า คือ พระกัสปะ ซึ่งเป็นชาวพม่า และเมื่อย้อนไปยังยุคของพระโคนาคม ซึ่งประสูตรในแผ่นดินเนปาล

นั่นคือแหล่งกำเหนิดของผงกะหรี่นั่นเอง และเมื่อสืบสาวที่มาที่ไปต่อไปอีก จะพบว่ากะหรี่เป็นภาษาทมิฬ แปลว่า เครื่องเทศ ซึ่งศาสตร์แห่งสมุนไพร มีรากเหง้าแห่งพุทธศาสนา จัดทำเป็นสมุนไพรประจำบ้าน

สิ่งนี้่จึงเป็นความจำเป็นยิ่งกว่าสิ่งใด ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อแพร่หลายเข้าไปยังแถบประเทศอินเดีย หลังจากนั้นประมาณสี่ห้าพันปี จะพบว่า ผงกะหรี่เป็นของที่ต้องมีทุกบ้าน เพื่อป้องกันโรคลำไส้ ... ไปจนริดสีดวงทวาร

เพื่อระลึกถึงความเป็นมงคลอันมาจากรากเหง้าของศาสนา ดังนั้นเอกลักษณ์ที่เห็นและยังคงหลงเหลือ จึงเป็นสีของผงกะหรี่นั่นเอง

ชาวอินเดียและชนแถบนั้น ถือว่าผงกะหรี่เป็นของมงคลของศาสนา จึงมีโทนสีส้ม เหมือนสีจีวรของพระพุทธเจ้านั่นเอง

ด้วยความเป็นมงคลที่ยกกันมา ผงกะหรี่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จักต้องมีทุกบ้าน ไม่ว่าบ้านนั้นจะยากจนสักเพียงใด

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักย้ำให้เห็นความสำคัญถึงยุคของพระพุทธเจ้า เพราะนี่ก็ถึงปลายยุคของพระโคดมแล้ว จักต้องมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาอุบัติเพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนา ในไม่ช้า

การหายโรคจากการทานสมุนไพร หรือ ตายสบาย จึงเรียกว่าเป็นเพียงน้ำจิ้ม เหตุสำคัญจึงเป็นการปรับเปลี่ยนนิสัยของเราท่าน ให้คุ้นชิน หรือการตั้งจิต เพื่อที่จะให้โอกาสในการอุบัตินี้ ได้มีตัวของเราท่าน ในแผ่นดินของศาสนานั่นเอง อันหมายความว่าได้สัมผัสพระพุทธ ที่มีชีวิต มีคำสอน มีตัวตนให้เราท่านได้เห็น ได้สัมผัส

นั่นหมายความว่า เราท่าน หรือคนทั้งหลายจะได้สัมผัสเนื้อนาบุญที่แท้จริง เป็นที่พึ่งในภพนี้ และภพหน้า ไม่ใช่เจอแต่ของเก๊ บุญเก๊ ทำจนตายก็ไม่มีอะไรมาช่วยตน

เรื่องของศาสนาพุทธจึงไม่ใช่ลมๆแล้งๆ เรื่องสมมุติ เรื่องแต่ง หากแต่ความจริงของเรื่องถูกบิดเบือนไปเพราะพวกเอาศาสนามาหากิน จึงเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะสืบต่อ โดยเริ่มจากการสังคายนาศาสนานั่นเอง

แม้นจักห่างไกลความจริง แต่อย่างน้อยเค้าลางของศาสนาพุทธก็ดำรงพอจักให้เห็นอยู่ เพียงแต่จะรู้บ้างไม่รู้บ้างเท่านั้นเอง

ถึงตอนนี้คนจักไม่รู้ว่าที่มาเป็นอย่างไร แต่ก็รู้ว่า ไม่ว่าจักทำอาหารประเภทใด อาหารทุกชนิดนั้นต้องใส่ผงกะหรี่ เพื่อความเป็นมงคล ... ทั้งที่อาจไม่รู้ว่ามงคลนั้นคืออะไร

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อย่างไรเรียกสำเร็จ


ความแตกต่างที่ทำให้หลักของพระภูมี มีผลสำเร็จในการหายโรค นั่นคือ การประเมินคู่ต่อสู้

ด้วยความรอบรู้ในเรื่องธรรมชาติ เรื่องของกรรม ทำให้พระภูมีเห็นว่า โรค เป็นเพียงภาพที่ปรากฎ หรือ เรียกรูปธรรม หากแต่สาวลึกลงไป คือ เหตุแห่งที่มาของโรค ก็คือ กรรม อันเป็นนามธรรม และเมื่อสาวลึกลงไปเหตุแห่งกรรม คือ นิสัย

เหตุแห่งความไม่สำเร็จในศาสตร์อื่นๆ ในการรักษาโรค ก็เพราะประเมินคู่ต่อสู้ต่ำ จึงมุ่งเน้นที่รูปธรรม เพียงอย่างเดียว ผลที่ได้จึงหาความสำเร็จมิได้เลย

ด้วยภูมิปัญญาของพระภูมีนี้ ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงต้องเริ่มที่การเรียนรู้ และชี้ให้เหตุและผล ความจริงตามธรรมชาติ อันนี้ก่อน

หากเหตุและผลที่ยกมา ทำให้เชื่อไม่ได้ หรือสร้างศรัทธาไม่ได้แล้วไซร้ นั่นหมายความว่า ผู้ทาน กำลังจะใช้แต่สมุนไพร อุปมาเหมือนไม้ซีก ไปงัด กรรม ที่อุปมาเหมือนซุง จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง หรือ เป็นไปไม่ได้นั่นเอง

พระภูมี จึงสอนให้ประเมินโรคที่เป็นบริวาร ต่ำ แต่ประเมินกรรม ที่เป็นต้นเหตุแห่งโรค และนิสัยตนนั้นให้สูงไว้

เมื่อประเมินสูง ย่อมมีสติระวังระไว ป้องกันกรรม และนิสัยตน

ส่วนเรื่องโรค เมื่อยืนหยัดทานสมุนไพร แล้วสร้างบุญเป็นบางสิ่งบางอย่าง เกื้อหนุน หากไม่ถึงพรหมลิขิต ย่อมผ่านได้อย่างแน่นอน

ปัญหาของโจทย์นี้ ดูเหมือนง่าย หายโรค ก็จบ หากเป็นเช่นนั้นก็ดี ผลสำเร็จก็ไม่ยาก บุญที่เกิดจากการช่วยมนุษย์ก็คงมากมาย

แต่ความจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักเตือนเสมอว่า มันไม่ได้จบกันที่หายโรคในวันนี้

ก็เมื่อนิสัยเดิมที่สร้างกรรม และก่อให้เกิดโรคมันยังอยู่ การหายโรคในวันนี้ ก็เหมือนหนีเสือ แต่หากไปปะจรเข้ หายโรคนี้ เป็นโรคนั้น หรือ พบอุบัติเหตุ เสียชีวิต นั่นก็หมายความว่า ชีวิตไม่ประสพผลในการช่วยตนเหมือนกัน

ผลสำเร็จ จึงมิเพียงแต่หายโรคในวันนี้ หากแต่หมายถึงความปลอดภัยของชีวิต ในภายภาคหน้าด้วย นั่นคือ ปลอดทั้งเสือ ปลอดทั้งจระเข้ ผู้ช่วยจึงจะได้บุญ อันทำให้ชีวิตผู้นั้นรอด

สูตรแห่งความสำเร็จ ในศาสตร์สมุนไพร แท้จริงแล้วคือการใช้สมุนไพรเพื่อให้มนุษย์ได้ซาบซึ้ง และสัมผัสสุข และเกิดความอยากที่จะให้ชีวิตมีสุขเยี่ยงนี้ตลอดไป ทั้งภพนี้ ภพหน้า

เมื่อมนุษย์สัมผัสสุขและอยากได้สุขเยี่ยงนี้ ก็จะมาเรียนรู้และประพฤติตามธรรมคำสอน ... และเมื่อช่วยตนจนสำเร็จ กระบวนการสุดท้ายที่พระภูมีใช้เป็นไม้ตาย ที่จะปกป้องคนผู้นั้นให้รอดปลอดภัยทั้งเสือและจรเข้ อย่างแน่นอนในอนาคต นั่นคือ การเปลี่ยนนิสัยตน มาเป็นนิสัยพระพุทธเจ้า เป็นบางสิ่งบางอย่าง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งนี้ แม่ชีเมี้ยนเรียกว่า การให้สัจจะ หรือสัจจะธรรม เพื่อใช้ปฏิบัติเป็นนิสัยที่ดี เป็นหลักยึดของวิญญาณ

ดังจะเห็นได้จากอดีตถ้ำกระบอก เมื่อผู้ป่วยสามารถช่วยตนจนพ้นจากการเสพยาเสพติดแล้ว พระก็จะให้ผู้ป่วยเหล่านั้น รับสัจจะเพื่อไปปฏิบัติทุกคน

ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ แต่ผู้ทำได้ ก็รอดปลอดภัย ส่วนผู้ที่ผิด ผลที่เกิดมักจะทวีคูณ ดังจะเห็นได้จากข่าวในอดีต ที่ผู้เสพเมื่อกลับไปเสพหรือขาย ก็จะประสพเหตุจนถึงแก่ชีวิต เป็นที่ร่ำลือ

หลวงพ่อนิพนธ์สรุปให้ฟังว่า หากทำตามนิสัยเดิม โรคก็จะหวนได้ ดังนั้น พระภูมีจึงสอนให้วางสัจจะ เป็นหลักปฏิบัติแก่ตน เป็นบางสิ่งบางอย่าง เพื่อความปลอดภัยของชีวิต ผู้ใดทำได้ จึงจะเรียกว่าชีวิตปลอดภัย แต่ผู้ไม่ทำ แม้นวันนี้จะหนีพ้น แต่ก็ไปไม่ตลอดรอดฝั่ง

สัจจะนี้แหละคือไม้ตายของศาสน์ ที่อุปมาเหมือนชะนัก ที่ปักอยู่กลางหลังของผู้ทำ ้เป็นสติเตือนให้เป็นคนดี และใ่ช้คุ้มครองตน เมื่อใดที่สลัดทิ้ง นั่นหมายถึง ชีวิตที่จะต้องวนกลับไปอยู่ในวงเวียนกรรมเดิมของตน อันเป็นเหตุว่าทำไมโรคจึงหวน

จึงไม่แปลกใจว่า ผู้ที่จะประสพความสำเร็จในแนวทางนี้ ท้ายที่สุด จึงมีแต่เฉพาะคนดีเท่านั้น พวกที่หวังแอบมาทานสมุนไพร รักษาตนให้หาย .. รู้ไว้เถอะ เจ้าของเขารู้ทัน

บทจบของผู้ที่สำเร็จ จึงมิใช่แค่หายโรค แต่กลับเป็นข้อปฏิบัติต่างหาก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ ว่า ไม่สนโรคหรอกว่าจะเป็นอะไรมา สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ นิสัยต่างหาก เห็นแล้วหนาว

ทำให้คนหายโรค ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ทำให้คนรอดปลอดภัย ในภายภาคหน้านี้ซิ งานยาก ...

วันหนึ่งเมื่อพร้อมจะเห็นสิ่งมหัศจรรย์ของสมุนไพรที่ทำให้หายโรคได้กันมากมาย ... เพื่อแสดงอำนาจของศาสน์ หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า แต่ไม่ได้บอกน่ะว่า หายโรคนี้แล้วจะไม่เป็นโรคอื่น จะไม่เกิดอุบัติเหตุ เขาแค่แสดงว่า ศาสน์ทำได้ แต่การจะหายจากกรรม ต้องทำเอง ต้องมาเรียนธรรมเอาไปปฏิบัติเพื่อช่วยตนเอง ใครก็ช่วยไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ ธรรมเป็นของจริง การหายโรคเขาเรียกของแถม

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทำไมต้องเริ่มที่วัดความดัน


ความจริงจากปากของแพทย์ทางจักษุของสหประชาติ ที่ได้มีโอกาสติดตาม ผู้ใหญ่ทางการเมืองท่านหนึ่ง มายังมูลนิธิเพื่อรักษาอาการทางตาของตน

หลังจากประสพความสำเร็จในการฟื้นฟูตาของตน จึงเล่าเรื่องให้ฟัง อันเป็นความจริงน่าตระหนก ในการใช้ทฤษฏีสมรู้ร่วมคิดกัน ระหว่างวงการแพทย์ และนักวิชาการ ร่วมกับนักธุรกิจ

นั่นคือ การเปลี่ยนค่ามาตรฐานสำหรับเกณฑ์ที่จะบอกว่า คนไข้มีอาการโรคความดันหรือไม้ จาก ๑๔๐ ถึง ๑๕๐ กลายมาเป็น ๑๑๐ ถึง ๑๒๐ แทน

ผลจากการเปลี่ยนเกฎฑ์นี้ ทำให้เพียงชั่วข้ามคืน จะมีคนไข้เป็นโรคความดันขึ้น หลายร้อยล้านคน หรือ เป็นพันล้านคน

หากนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์เท่านั้นเอง

สิ่งที่เขาชี้ให้เห็นความน่ากลัวที่กลายมาเป็นลูกโซ่แห่งความร่ำรวย นั่นคือ ผลจากการทานยาคุมความดันต่างหาก

เพราะเมื่อเริ่มทานยาคุมความดันแล้ว ก็จะก่อโรคที่สองที่สามตามมาอย่างง่ายดาย การขายยาความดัน จึงเป็นฉากหน้า ที่ให้กำไรต่ำ แต่ผลแห่งกำไรที่แท้จริง นั่นคือ โรคที่จะตามมา ไม่ว่า เก๊าต์ เบาหวาน หัวใจ มะเร็ง ไต อัมพฤกต์... นี่แหละแหล่งขุมทรัพย์ของจริง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงอรรถาธิบายให้เห็นชัด ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะยาเคมี ที่ทานเข้าไป มันไม่สามารถกำจัดได้หมด หากทานเป็นประจำ นั่นหมายถึงต้องทิ้งตัวที่หนึ่งที่ใดในร่างกาย ก่อให้เกิดพื้นที่ ที่เปรียบเสมือนสถานี ในการให้โรคพักอาศัย เพราะบริเวณนั้น ภูมิจะถูกทำลายลง

เมื่อร่างกายมีความดันไม่พอ ผลที่ตามมาก็คือ ระบบการตรวจสอบไม่ทำงาน ไม่รู้ว่าที่ใดมีปัญหา หลอดเลือดที่เปราะจึงไม่ถูกซ่อมแซม เส้นเลือดที่มีไขมันอุดตัน จึงไม่ถูกชะล้าง

หากเป็นภาพที่ใกล้ตัว นั่นคือ สถานีเหล่านี้ จะถูกเชื้อใช้เป็นที่พัก และก่อให้เกิดโรคนั่นเอง บริเวณที่ถูกกดทับ จะมีความเย็นบังเกิดขึ้น เพราะเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงได้ แลเชื้อก็อาศัยที่เย็นเหล่านี้แฝงตน

อาทิเช่น เชื้ออีโบล่า คนที่ทานยาเคมี เชื้อนี้ก็จะใช้สถานีนี้ เพื่อก่อตัวขึ้น และเมื่อเชื้อเจริญขึ้น ลักษณะของเชื้อไวรัส ก็จะมีอุณหภูมิ ที่สูง เพื่อความเหมาะสมในการเติบโตของตน จึงทำให้เกิดอาการไข้ เฉกเช่นเดียวกับไข้หวัด

คุณสมบัติที่โดดเด่น และเห็นชัดของศาสตร์สมุนไพรของพระภูมี ที่รู้ธรรมชาติตรงนี้ของมนุษย์ จึงเห็นได้ว่า สมุนไพรที่เราท่านทานกันอยู่ มักจะเป็นสมุนไพรที่มีอุณหภูมิธาตุสูง นั่นคือ เมื่อทานไปจะร้อนมาก เพื่อสร้างความคุ้นชินให้แก่ร่างกาย ให้ทนกับความร้อนสูงได้

คนมีไข้ ที่ว่าตัวร้อน ก็แค่สี่สิบกว่าองศา แต่สมุนไพรและกระโจม สร้างอุณหภูมิธาตุให้ร่างกายคุ้นชิน มากถึง หกสิบองศา

นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมร่างกายจึงสามารถรีด หรือ ขับของเสียและโรคออกจากร่างกายได้ เพราะ เชื้อเหล่านี้มันอยู่ในสภาวะนี้ไม่ได้นั่นเอง

การหยุดยาเคมี เพื่อไม่ให้มีสถานี แล้วใช้อุณหภูมิธาตุเพื่อทำลาย หรือ ต่อสู้กับเชื้อโรค นั่นจึงเป็นเหตุให้ ทำไมยามะพร้าวจึงมีความสำคัญมาก

หากใครหลงไปในวังวน ถูกจับวัดความดัน และเริ่มที่จะทานยาคุมความดัน นั่นหมายความว่า ตัวของตนเริ่มเข้าวงจรอุบาทว์ ที่ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ยิ่งกิน โรคยิ่งเพิ่ม

การเริ่มทานสมุนไพร จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เราท่านหยุดทานยาเคมี ด้วยประการฉะนี้ ..

ทานยาไพลมะกรูด ทานยามะพร้าว ทานไปร้องไห้ไป เมื่อวันใดที่ร่างกายคุ้นชิน หลวงพ่อนิพนธ์บอก อีโบล่าก็ทำอะไรเราท่านไม่ได้อย่างแน่นอน

ปัญหาของผู้หญิงที่ไม่อยู่ไฟหลังคลอด เมื่อยามชรา ธาตุไฟในตัวอ่อน จึงกลายเป็นคนขี้โรค อ่อนแอ ... ก็ด้วยประการฉะนี้

แต่การอยู่ไฟ นั้นเป็นไฟจากภายนอก การทานยามะกรูด ยามะพร้าว หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า อุปมายกกองไฟไปอยู่ในตัวเลย จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมคนที่มีบุตรยาก เจอยามะพร้าว กลับมามีบุตรได้สบาย

... ใครได้ยิน เชิญชวน วัดความดันฟรี ... แล้ววิ่งเข้าใส่ ก็พึงระวัง

ว่างๆ ลองดูในเวป ในยาเคมีที่เราทาน เขาผสมหินอะไรไว้บ้าง ... นี่แหละขยะทั้งนั้น

บทพิสูจน์ความเป็นปราชญ์

เมื่อครั้งถ้ำกระบอกเปิดการรักษายาเสพติด ย่อมเป็นธรรมดาที่มีคนรัก คนเกลียด

เป้าหมายของคนเกลียด ย่อมมีสิ่งเดียวนั่นคือ ทำอย่างไรจึงล้มถ้ำกระบอกได้

กลวิธีต่างๆ ได้ถูกนำมาใช้ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นเด่นชัด นั่นคือ กระบวนการทางกฎหมาย

จึงไม่แปลก วันหนึ่งในอดีต สาธารณสุขอำเภอ จึงแจ้งข้อหาแก่หลวงพ่่อนิพนธ์ว่า เปิดรับการรักษาโรคโดยไม่มีใบอนุญาต

แต่สาธารณสุขอำเภอ ก็ถูกหลวงพ่อนิพนธ์ตอบกลับไปว่า ให้ไปบอกสาธารณสุขจังหวัด เปิดข้อกฎหมายดูว่า กฎหมายที่ว่านั้น ควบคุมเฉพาะการรักษาโรคใช่หรือไม่ และมีบัญญัติข้อใด หรือ หลักฐานใด ที่กล่าวว่า ยาเสพติดเป็นโรค นั่นคือ ติดจากเชื้อชนิดใด แลหากไม่มีเชื้อโรคใดๆ ทำให้เกิด จะมากล่าวหาพระว่ารักษาโรคได้อย่างไร

ผลของการกระทำโดยภาครัฐในขณะนั้น ไม่เพียงไม่สำเร็จ คือ ปิดถ้ำกระบอกไม่ได้ ซ้ำยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากประชาชน จนในที่สุด กระทรวงสาธารณสุขจึงแก้ปัญหาด้วยการ แต่งตั้งถ้ำกระบอกให้เป็นศูนย์รักษายาเสพติด ออกใบอนุญาต และดำเนินการได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

มาวันนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของการให้บริการ สาธารณสุข รวมทั้งแพทย์หลายท่าน ได้ทำการร้องเรียนเรื่องของมูลนิธิ แต่ก็ติดที่กรมแพทย์แผนไทย ออกใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์และเวชกรรมแพทย์แผนไทยให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์แล้ว ทำให้ทำอะไรไม่ได้

ดังนั้น การย้อนอดีตถ้ำกระบอก เพื่อให้การดำเนินการของมูลนิธิไทยกรุณาหยุดลง จึงใช้มาตราการทางกฎหมายเช่นเดียวกัน นั่นคือ การไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งเป็นสถานพยาบาล อันหมายถึงไม่สามารถรับคนไข้ให้มาพักฟื้นได้นั่นเอง

หากแต่ความนี้ ก็ไม่เหนือความคาดหมายของแม่ชีเมี้ยน ดังนั้น แม้นว่าสมุนไพรจะสามารถให้โอกาสคนในการฟื้นฟูตนได้ทุกโรค แต่ก็ชี้เป้าไปยังโรคมะเร็ง และโรคเอดส์ หากไม่นับยาเสพติด เพื่อเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน สู้กับสาธารณสุข หรือกฎหมาย ในยุคนี้

สาธารณสุขยุคนี้คงกระหยิ่มใจ เพราะหลวงพ่อนิพนธ์กำลังจะเปิดรับคนไข้ใน ในส่วนของโรคมะเร็ง อย่างเป็นทางการ

โอกาสปิดมูลนิธิมาถึงแล้ว ..... แต่คงไม่ง่ายอย่างนั้น

เพราะภูมิปัญญาของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนทรงชี้ทางให้ เป็นเครื่องมือต่อสู้ เรียกว่า เห็นไส้ในคู่ต่อสู้ ย่อมมีช่องทางให้หลวงพ่อนิพนธ์เดิน

ฝ่ายจ้องปิด อาศัยกฎหมาย การไม่มีใบจัดตั้งสถานพยายาล เพื่อรับผู้ป่วยมาพัก เป็นข้ออ้างหลักในการดำเนินการ และใช้ขู่ตลอดมา ว่าเตือนแล้ว หากผิดต้องจับกุม

ช่องโหว่ที่เปิดอ้า ที่แม่ชีเมี้ยนชี้ไว้แต่อดีตจึงถูกนำมาใช้ นั่นคือ ให้สาธารณสุขไปเอาหลักฐานมาว่า มะเร็งเกิดจากเชื้อโรคชนิดใด เป็นโรคแบบไหน .... เฉกเช่นเดียวกับอดีตในการรักษายาเสพติด

หนังเรื่องนี้แม้นยังไม่จบ หากแต่บทจบก็คงไม่ต่างจากถ้ำกระบอก เพราะความจริงที่ปรากฎ มะเร็งไม่ใช่โรค แต่เป็นเซลล์ที่มีอยู่แล้วในกายคน เกิดเป็นรอบวัฐจักรทุก ๖ ปี ไปจนสิ้นอายุขัย หากร่างกายแข็งแรง ก็สามารถกำจัดเซลล์นี้ออกไปได้เอง

ตอนนี้ก็รอการฟ้องร้องจากกฎหมาย เราท่านที่เป็นโรคมะเร็ง ก็เตรียมสู้เหมือนอดีตยาเสพติด นั่นคือ การเก็บประวัติ ความเป็นไปของตัวเอง จากอดีตที่ใช้แนวทางอื่นๆ ก่อนมายังมูลนิธิ และสภาพความเป็นไปตลอดช่วงระยะเวลาในการมาทานสมุนไพร จนปัจจุบัน

เมื่อการนี้หนีไม่พ้น ต้องโดนเขาเล่นงานแน่ หากเราท่านให้ความร่วมมือ เตรียมข้อมูลเตรียมเอกสารไว้สู้ การเปิดรับคนไข้มะเร็งก็ไม่ต้องกลัวสาธารณสุขและ กลุ่มคนที่ต้องการปิดสถานที่นี้แล้ว

แม่ชี่เมี้ยนไม่เพียงให้ตำราสมุนไพร ยังเห็นภัยในอนาคต และวางเกมต่อสู้ให้อีก ... ขอเพียงทำตามคำมั่นสัญญา ไม่ขายสมุนไพร ... อะไรก็หยุดไม่อยู่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า แม้นจะมีที่ยืน แต่ก็คงชวนคนมาไม่ได้มาก เพราะความเชื่อมันฝังลึก แต่อย่างน้อย ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อ ศรัทธาและทำตาม ได้สัมผัส ความไม่มีโรค ทำได้จริง ได้เห็นว่า กรรมมีจริง บุญก็มีจริง ... ศาสนาพุทธ และพระพุทธเจ้า มีตัวตน ไม่เลื่อนลอย ... คำสอนของท่่าน ใครทำ ใครได้

หากไม่แน่จริง ผู้หญิงตัวเล็กๆ คงไม่สามารถยืนหยัดสู้กับจอมพล และกฎหมาย เถรสมาคม ... แบบผ่านตลอดอย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ชวนดูสิ่งมหัศจรรย์


สมุนไพรแม่ชีเมี้ยน สูตรพระภูมี หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอว่า มีวิญญาณ รับรู้

ในอนาคตอันใกล้ จึงอยากเชิญชวนดูความมหัศจรรย์ของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน เมื่อคนไข้ชุดแรกได้มีโอกาสทาน "ยาตัด"

ความมหัศจรรย์ที่ท่านจะได้เห็น นั่นคือ ก่อนทานยา หลวงพ่อนิพนธ์มักจะให้คนป่วยทานอาหารรองท้องก่อนสักชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรืออะไรก็ตาม

สิ่งที่ท่านจะได้เห็นคือ ความสามารถอันมหัศจรรย์ของร่างกาย ที่สามารถแยกของดี ของเสีย ที่ไม่มีเทคโนโลยีอะไรจะทำได้ นั่นคือ เมื่ออาเจียนออกมา จะไม่เห็นอาหารหลุดออกมาเลย จะมีก็แต่เมือก ของเสีย ที่ถูกขับออกมาจำนวนมากจนหน้าตกใจ

และมหัศจรรย์ยิ่งนัก นั่นคือ เมือกเหล่านี้ ของเสียเหล่านี้ อยู่ในร่างกายเรา ตรงไหน... ทำไมตรวจไม่พบ ทำไมยามปกติ ร่างกายไม่สามารถขับออกมาได้ นี่แหละคือความจำเป็นที่เราต้องทานสมุนไพร ให้เป็นตัวช่วยของร่างกาย

และดูหมอวิเศษ คือร่างกายเราท่าน ที่สามารถแม้นกระทั่งรีด รังมะเร็ง ออกมาได้ ... ในขณะที่วิทยาการที่ว่าล้ำ ได้แต่รอรับชะตากรรม วันตาย

บทสรุปหลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า เรื่องของชีวิต จึงต้องใช้หลัก "ตนพึ่งตน" นั่นคือ วางชีวิตในมือตน หากไปยืมมือคนอื่น วางชีวิตไว้กับหมอ กับความเชื่ออะไรก็ตามแต่ ไม่มีทางหายโรคโดยเด็ดขาด หากจะรอด ก็ต้องอาศัยมือตนเพียงอย่างเดียวที่จะทำให้ตนรอด ใครทำ ใครใด้

เลิกวางใจผู้อื่น มาวางใจตนของตนดีกว่าไหม ชัวร์และปลอดภัย อะไรจะมารู้กายของเราดีกว่าตัวของเราเองไม่มี


ขอไปก็ขอมา


ตอนนี้ก็น่าจะมาถึงปลายยุคของการโหมโรง เพื่อเปิดม่านแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า กงล้อประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเดิมของถ้ำกระบอก นั่นคือ สิ่งที่ขอไปในการรับการสนับสนุนจากต่างประเทศ โดยการแสดงผลงานที่โดดเด่น จนเป็นที่ยอมรับและให้การสนับสนุน

มองสองด้าน ด้านหนึ่ง ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสทองที่หลวงพ่อนิพนธ์เปิดโอกาสให้เราท่านได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนวัตถุดิบสมุนไพร อันหมายถึงสร้างรอยประวัติศาสตร์ มีรอยมือรอยตีน หรือ น้ำเหงื่อของเราท่านปนอยู่ในสมุนไพร ที่สร้างชีวิตให้แก่ผู้ทุกข์นั่นเอง

อีกด้านหนึ่ง ก็คือ ประตูบุญอันนี้ ก็จะถูกปิดลงในไม่ช้า เมื่อผลงานเป็นที่ประจักษ์ รอยอดีตดั่งถ้ำกระบอก ที่เมื่อแรกเริ่ม หลวงพ่อนิพนธ์ต้องยืนละล้าละลัง เพราะไม่เคยเอ่ยปากขอใคร จนเมื่อไม่ไหว กว่าจะเอ่ยปากขอข้าวและไข่จากโยมล้วน ที่อาศัยอยู่ตีนเขาถ้ำกระบอก เพื่อมาให้ผู้ที่มาบำบัดยาเสพติดทาน จนได้ทุนนอก สามารถเปิดรักษาฟรี โดยไม่ต้องเบียดเบียนคนไทยอีก

มายุคนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ใช้โรคมะเร็งในการส่งเข้าประกวด ... ผลงานที่โดดเด่นและเข้าตา การสอบประวัติที่มาที่ไป เพื่อจะจัดสรรทุนมาสนับสนุน ก็อยู่ในระหว่างพิจารณา แต่เมื่อเห็นผลงานและประวัติแล้ว ... ทุนสนับสนุนยังไม่มา แต่สิ่งที่กลับมาก่อนนั่นคือ ข้อเสนอ หรืออาจจะเรียกว่าเป็นคำร้องขอก็คงได้ นั่นคือ นอกจากโรคมะเร็งแล้ว สิ่งที่เร่งด่วนและอยากให้ทำคู่กันไปเลยนั่นคือ การบำบัดยาเสพติด

คนไทยก็อดทนกันอีกนิด ตอนนี้ก็คงหวังพึ่งใครไม่ได้ โดยเฉพาะภาครัฐ ก็ต้องช่วยกันไปก่อน จนกว่าทุนนอกจะเข้ามาสนับสนุน ก็คงอีกไม่ช้า แต่ก็ว่าโชคดี ที่จะได้เปิดศักราช ทั้งมะเร็ง และ การบำบัดยาเสพติดไปพร้อมกัน

ช่วงนี้ เราท่านก็จะได้เห็นผู้ป่วยที่หมอตรวจแล้วว่าไม่มีเชื้อมะเร็ง มาให้สัมภาษณ์กันมากหน้าหลายตา กระนั้นก็ตาม ยังไม่สามารถวางใจได้ว่า หายแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

กระบวนการสุดท้าย นั่นคือ การทดสอบร่างกายโดยใช้ "ยาตัด" ซึ่งแม่ชีเมี้ยนเคยตรัสเรียกว่า "ยาตรวจโรค" ดังนั้น ในวันเปิดอาคารมะเร็ง หลวงพ่อนิพนธ์ก็จะจัดให้คนเหล่านี้ ได้ทานยาตัด เพื่อทดสอบ และการันตีในการหายโรคมะเร็ง

คนที่ทานสมุนไพรมาระดับนี้ การอาเจียนก็จะไม่รุนแรง ดูน่ากลัว เรียกว่า นิ่มนวล ไม่เหมือนกับที่หลายคนเคยเห็นในหนังเรื่อง น้ำพุ เพราะนั่นร่างกายยังไม่ได้ปรับสภาพด้วยสมุนไพร จึงดูน่ากลัว ใครที่มีโอกาส ก็เตรียมเสื่อ เตรียมกระโถน

ว่าแต่ว่า ตอนนี้อาคารมุงหลังคาแล้ว ไปทิ้งรอยมือรอยตีนไว้บ้างหรือยัง ทำอะไรไม่ได้ ปัดกวาดก็ยังดี ... เวลาไปนั่งไปนอน จะได้เป็นสุข เพราะได้ชื่อว่า ไม่ได้เบียดเบียนผู้อื่น หรือจะรอเสร็จแล้วไปนั่งก็ตามใจ

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44