วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อย่าสับสน

พระภูมีสอนให้เรา เมตตาตนเองก่อน เพื่อให้ได้เรียนรู้สิ่งที่ถูก เมื่อนำไปปฏิบัติ ผลที่ได้จึงจะถูก

หากแต่การเมตตาตน ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว แล้วไปเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

ตรงกันข้าม ยิ่งเราเมตตาตนเอง อยากให้ตนมีสุขสักเท่าใด ยิ่งต้องน้อมนำธรรม หมวด "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว" มาปฏิบัติจนเป็นนิสัย หรือ สัญชาตญาณ มากยิ่งขึ้น

หาใช่ เมตตาตน แล้วดูแลแต่ตนเอง ให้ได้รับสิ่งดีๆ ก่อนผู้อื่น นำของผู้อื่นมาปรนเปรอตน ใช้ความรู้ที่มีเอาเปรียบผู้อื่น คงไม่ใช่สิ่งที่พระภูมีสอนเป็นแน่แท้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ยกตัวอย่าง แม่ค้าขายผัก กลัวผักจะเน่า ขายไม่ได้ จึงนำไปแช่สารฟอมาลีน เพื่อให้ดูสด หรือฉีดยาฆ่าแมลง เพื่อให้ดูสวย แล้วนำไปขายได้ราคาดี

แม่ค้าผู้นั้นกลับมาบ้านด้วยความภาคภูมิใจ ในกำไรที่งอกเงยขึ้น และมีเงินซื้อสิ่งของมาปรนเปรอตนและครอบครัว ได้มากขึ้น

แต่เมื่อผลของการทำเช่นนั้น ทำให้ผู้อื่นเกิดแผลในกระเพาะ รายแล้วรายเล่า จนสะสมกรรมย้อนกลับมาให้แม่ค้านั้นเป็นมะเร็ง

คนผู้นั้น เมื่อมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ก็กล่าวอ้างว่า ตนไม่เคยฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ทำไมจึงมีกรรมเช่นนี้ได้

ก็ด้วยพฤติกรรมสร้างทุกข์ให้ผู้อื่น จะเรียกเงินที่ได้น้ั้นว่าเป็นสิ่งที่ให้สุขหรือทุกข์ แก่แม่ค้านั้น

ดังนั้น ผู้ที่คิดจะเมตตาตนอย่างแท้จริง หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า คือผู้ที่อยากมีสุข จึงคิดและทำสิ่งที่ให้สุขแก่ผู้อื่นเสมอนั่นเอง เพราะเขาเชื่อในพระภูมีสอน ที่ว่า "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"

เมื่อไม่คิดจะทำร้ายแม้แต่คนอื่น เขาจะคิดทำร้ายตน ด้วยการทานเคมี ให้ไปทำร้ายอวัยวะ ตับไตไส้พุงได้อย่างไร

ตรงกันข้าม หากแม้ตัวเอง ยังทำร้ายตัวเองได้ เชื่อได้หรือว่า เขาจะไม่ทำร้ายเรา แน่ใจหรือว่าเขาคือคนดี ยิ่งได้มาเป็นผู้นำด้วย เราจะวางใจคนคนนี้ได้หรือ

เส้นทางเมตตาตน จึงเดินสวนทาง กับเห็นแก่ตัว อย่างสิ้นเชิง นั่นเอง อย่าไปเหมารวมกันอย่างเด็ดขาด

นิสัย สำคัญไฉน


คนยามเป็นโรค และคำกล่าวขานว่าโรคที่เป็นนั้น เป็นโรคร้ายแรง น่ากลัว ฟังฉายา ฟังอาการที่จะพึงเกิด ฟังมากๆ เข้า จินตนาการก็ใหญ่โต กลัวโรคจนใจฝ่อ

แม้โรคจะร้ายแรงสักฉันใด อำนาจของโรค ก็ทำลายคนได้แค่เพียงคนๆ เดียว ที่โรคนั้นเข้าไปเกาะกินเท่านั้นเอง

หากแต่นิสัยที่เราพึงมี คือ นิสัยสร้างทุกข์ หรือ นิสัยสร้างสุข กลับมีผลกระทบกับสรรพสิ่งมากมาย นับตั้งแต่ตนเอง คนรอบข้าง หรืออาจจะไปถึงทั่วโลก เลยก็ได้

สตีฟ จอบส์ อยากให้คนมีความสุข ใช้นิสัยของตนที่มี สร้าง IPAD Iphone จนมีผู้ซื้อไปใช้หาความสุขกันมากมายทั่วโลก เป็นล้านๆ คน ในขณะที่ฮิตเลอร์ อยากให้เผ่าพันธุ์ที่ตนไม่ชอบ หายไปจากโลก เราจึงได้เห็นคนชาวยิวนับล้าน ต้องถูกฆ่า

ก็เจ้านิสัยนี่แหละ ที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งท่านสอน ว่ามันคือ พรหมลิขิต ที่เราท่านขีดเขียนเอง ให้เราต้องมารับในอนาคต

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ใครที่บอกว่า ฟ้าแกล้ง ฟ้าไม่ยุติธรรม คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ก็ด้วยเหตุที่คนนั้นไม่รู้ศาสนานั่นเอง


เพราะสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน นั่นแหละเป็นผลจากการทำในอดีต แลสิ่งที่เราทำในปัจจุบัน ก็เป็นพรหมลิขิตที่เราเขียนให้ตัวเองในอนาคต

สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักพร่ำสอน คือ มนุษย์หลอกกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่มนุษย์หลอกเพลิน จนหลอกตัวเองได้นี่สิ น่ากลัวนัก

ถ้าตั้งคำถามให้ตอบ "คุณอยากได้อะไร" คำตอบ ย่อมเหมือนกันทุกคน คือ "ความสุข" ใช่หรือไม่

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แล้วสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราเขียน ให้ตัวเองเพื่อเป็นพรหมลิขิตในอนาคต เรากำลังเขียนสิ่งไร ให้สุขหรือให้ทุกข์แก่ตน

ด้วยเราเชื่อนิสัยกรรม เราก็บรรเลงตามนิสัยกรรม ผลก็คือ เรากำลังสร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่น เราไม่พอใจ ก็โกรธ ก็ด่า ก็ยิงกัน ตีกัน ฉ้อโกง เอาเปรียบกัน เบียดเบียนผู้อื่นจนเป็นนิสัย แล้วก็หลอกตนว่ามีความสุขจากพฤติกรรมนั้นๆ แท้ที่จริงเรากำลังสร้างพรหมลิขิตทุกข์ให้กับตนในภายภาคหน้า แล้วเราจะมีสุขได้อย่างไร

จึงน่าสงสัยว่า ทำไมเราไม่นำนิสัยของพระพุทธเจ้า มาสร้างสุขให้ตนเอง เขียนพรหมลิขิตที่สวยหรูตามใจ ไว้ให้ตนเอง ในเมื่อพระภูมีตรัสว่า "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"

การทานสมุนไพร จึงไม่เพียงพอ ก็ด้วยเหตุจากต้นน้ำของทุกข์ที่พึงเกิดจากนิสัยของเราท่านมันยังไม่หยุดไหลนั่นเอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอน ให้เราต้องเปลี่ยนนิสัยด้วย เปลี่ยนต้นน้ำแห่งทุกข์ เป็นต้นน้ำแห่งสุข

เมื่อถึงเวลา น้ำแห่งทุกข์หมดไป สิ่งที่จะได้รับก็จะเป็นน้ำแห่งสุขนั่นเอง

ก็ถ้าเราเชื่อนิสัยเรา หลอกตัวเองไปเรื่อยๆ เมื่อนิสัยมันโตขึ้น อำนาจหน้าที่ในสังคม และครอบครัวเรามากขึ้น ก็มีแต่สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นมากขึ้น พรหมลิขิตในอนาคต ไม่ต้องไปถามหมอดูหรอก ดูเองก็ตรงเผงแน่นอน ว่าอะไรรออยู่

เมื่อเราเรียนรู้พระพุทธศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า "เราก็ใช้สติที่เรามี เขียนพรหมลิขิตให้ตนเอง" พรหมลิขิตที่ดี ย่อมมาจากนิสัยที่ดี นิสัยที่ดี ให้สุขแก่ผู้อื่น จะมาจากนิสัยกรรมคงเป็นไปไม่ได้ หากแต่ต้องนำนิสัยธรรมมาปฏิบัตินั่นเอง

ท่านจึงมักทิ้งท้าย ยามสอนว่า ถ้าเราสงบ ครอบครัวก็สงบ ประเทศชาติก็สงบ โลกก็สงบ

ที่สำคัญท่านมักกล่าวให้คิด แล้วธรรมชาติ เขาจะทำร้ายคนดีได้อย่างไร ไม่มีทาง ไม่ต้องเปลืองเงินสร้างเกราะคุ้มกันภัย เปลืองเปล่าๆ ถ้าคนหมู่นั้นไม่ดีแล้ว จนธรรมชาติลงโทษ อะไรก็ป้องกันไม่ได้หรอก เหล็กที่ว่าหนา ยังขาดยุ่ยราวกระดาษ

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การมีนิสัยธรรม แล้วทำดี ให้เป็นเกราะป้องกันภัย ป้องกันได้ทุกชนิด แถมไม่ต้องเสียเงินด้วย

คิดจะหยุดโรค ก็ต้องเริ่มที่จะหยุดนิสัยกรรม

เราจึงไม่แปลกใจ ที่นักเรียนอยากรู้ว่า อะไรทำให้ครูที่ชอบดุด่า และเฆี่ยนตี กลายเป็นคุณครูใจดี ที่ตั้งใจสอน และดูแลนักเรียนอย่างดี

อำนาจนิสัยกรรม มากับทุกข์ อำนาจนิสัยธรรม มากับสุข ทั้งตนและผู้อื่น อันเป็นคำตอบว่า ทำไมเราต้องมีศาสนา ..... ก็อยากมีสุขไง

ทำไมต้องเมตตาตัวเองก่อน

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายประเด็นนี้ว่า ด้วยเหตุแห่งชีวิตมนุษย์ เป็นสิ่งมีค่าสูงสุดในโลกนี้ แลตัวเราเองก็ชีวิตหนึ่ง และที่ยิ่งไปกว่านั้น วิญญาณของเราต้องผูกติดกับสังขารนี้ด้วย

ดังนั้น จึงเป็นความรับผิดชอบที่ต้องรับไปเต็มๆ ที่จะต้องรักษาไว้ พระภูมีจึงตรัสสอนว่าเรื่องกรรมว่า การทำลายผู้อื่นเป็นบาป แต่การทำลายตัวเองเป็นอนันตรียกรรม คือ เป็นบาปมหันต์ จึงมีบทบัญญัติว่า "ห้ามฆ่าตัวเอง"

ดังนั้น ไม่ว่าเราท่าน จะช่วยคนอื่นสักฉันใด แต่ทำร้ายตนเอง เข้าทำนองที่ว่า "ช่วยเขาแล้วเราตาย" การกระทำนั้นๆ จึงไม่มีน้ำหนักพอ เมื่อเทียบกับการทำร้ายตนเองได้เลย

สาเหตุของโรคส่วนใหญ่ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ในยุคนี้ มักเกิดจากกรรมทำร้ายตนนี้เอง อันเนื่องมาจากนิสัยเลี่ยงกรรม ไม่ยอมใช้กรรม เล็กๆ น้อยๆ หรือฝอยกรรม ที่มานั่นเอง

คนสมัยนี้เชื่อว่า ยาวิทยาศาสตร์ช่วยได้ ไม่เชื่อเรื่องกรรม เมื่อปวดหัว ปวดเมื่อย ก็รีบไปคว้ายาแก้ปวดมาทาน ไม่ยอมที่จะเชื่อตามคำสอนที่ว่า "ทุกสิ่งเป็นไปตามกรรม" จึงไม่ยอมทนที่จะใช้ และเมื่ออาการปวด อาการเมื่อย สามารถถูกระงับไปด้วยสิ่งนี้ จึงฝังใจ และเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นโรคใด ย่อมมียาที่สามารถแก้ไขหรือระงับโรค ได้ดังเช่นอาการปวด อาการเมื่อยนี้ อย่างแน่นอน

แต่ความจริงที่เกิด หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า เรากำลังมีพฤติกรรม "ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า" ก็ด้วยเหตุที่ร่างกายของเรา ธรรมชาติของเรา รับแต่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ถูกสร้างมาให้รับ เคมีใดๆ เมื่อเราทานยาเคมีเข้าไป ร่างกายก็ต้องรับ ไม่สามารถบอกกล่าวหรือร้องได้เลย

ด้วยฤทธิ์ของยาเคมี ที่มีความเป็นกรดสูง ในขณะที่ร่างกายมีความทนทานที่จำกัด เมื่อผ่านไปวันแล้ววันเล่า ผลก็เกิดแผลในกระเพาะ ในระบบทางเดินอาหาร อย่างแน่นอน

แต่ที่ร้ายกว่านั้น ยาเคมีมีสารหนัก ที่มักถูกใช้เป็นตัวนำร่อง เพื่อทะลวงด่านของร่างกาย ที่เรียกกันว่า ภูมิคุ้มกัน มันจึงทำลายภูมิคุ้มกันของเราทาน พร้อมกับหาที่ทิ้งตัวในจุดใด จุดหนึ่ง ของร่างกาย ก็เพราะร่างกายไม่สามารถขับออกได้หมด หรือ ไม่ได้เลยนั่นเอง

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุแห่งชีวิต ต้นเหตุของโรค ที่ทำให้เราท่านเดินไปไม่ถึง "พรหมลิขิต" นั่นเอง

ประจักษ์พยานที่สำคัญ อันจะเห็นได้ว่า มีผู้ป่วยเบาหวานมากมาย แต่ผู้ป่วยเหล่านั้น ไม่ได้ตายดัวยเบาหวาน แต่มักจะตายด้วยอาการไตวาย อันเป็นผลจากการทานยาคุมเบาหวานนั้นเอง จนไตพัง

คนเป็นเก๊าต์ ไม่ได้ตายด้วยโรคเก๊าต์ แต่ตายด้วยโรคมะเร็ง อันเนื่องจากยาลดกรดที่ใช้ควบคุมเก๊าต์นั่นเอง เป็นต้น

จึงเป็นความจำเป็น เมื่อมาใช้หลักสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ที่นำภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้ามาให้ใช้ ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องให้เมตตาตนเองก่อน โดยเริ่มจากการหยุดยาเคมี

แต่ในกรณีที่วิทยากรมักกล่าวเสมอ คือ ผู้ที่อายุมาก ทานมานานมาก น้ำหนักมาก อาจจะใช้วิธีการค่อยๆลด ก็จะดีกว่าหักดิบเลย

แล้ววันนี้ เราท่าน เมตตาตนเองแล้วหรือยัง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ผู้ป่วยบางราย อาจจะไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าหากสภาพร่างกายเขายังดีอยู่ แค่หยุดยาเคมี ก็แทบจะหายแล้ว เพราะร่างกายจะค่อยๆปรับระบบให้คืนกลับมาเป็นปกติเองได้อยู่แล้วตามธรรมชาติ

เมื่อเราเมตตาตัวเรา เราก็ไขว้ขว้าหาหนทาง ถ้าสิ่งที่หามันผิด ผลคือชีวิตก็ดับสูญ ไม่ทันเห็นผมหงอก แต่ถ้าบังเอิญเราเจอสิ่งถูก ชีวิตเรากลับมายืนยาว อยู่จนผมหงอกได้ หมายความว่าอะไร ก็หมายความว่า ความรู้ที่เราได้รับมาถูก เมื่อนำมาปฏิบัติ ผลถูกมันจึงเกิด

ศาสน์แห่งเหตุผล

อุปสรรคใหญ่ของการรักษาโรค ด้วยหลักแม่ชีเมี้ยน ไม่ใช่โรคที่เป็น ไม่ใช่สถานะความหนักเบาที่เกิด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาระสำคัญ ที่ต้องกังวลมากมาย

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า "นิสัย" ของเราท่านต่างหาก ที่เป็นอุปสรรคใหญ่ ในการเดินแนวทางนี้

ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อแม่ชีเมี้ยนสอนวิชาสมุนไพร และให้สาบานว่า จะใช้เพื่อหาบุญ "คือทำให้"

ความปรารถนา ที่จะช่วยมนุษย์ให้มากมายเท่าที่กำลังมี พุ่งขึ้นมาเป็นประกายเจิดจรัส แต่ก็ดับไปด้วยคำกล่าวของแม่ชีเมี้ยน ที่ให้เป็นสติเพื่อไม่ให้ท้อแท้ เสียใจ ในภายหลัง

มนุษย์มีกรรม จึงมีนิสัยกรรม มีทิฐิ ตัณหา มานะชั่ว เพื่อให้เดินตกอยู่ในร่องกรรมตลอดเวลา ดังนั้น การทำสมุนไพร ไม่ใช่ปัญหาหลัก ปัญหาที่สำคัญก็คือ "การพูด"

ท่านจึงต้องใช้เหตุและผล ภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้า เพื่อโน้มน้าวคน ให้มาเชื่อในสิ่งที่ไม่เคยมาก่อน เพราะมนุษย์มีหลายจำพวก ล้วนแล้วแต่คิดว่า ตัวเองมีดีกันทั้งนั้น มีฐานะดี มีความรู้ดี มีอาจารย์ดี มีเกจิดี มีวิชาดี สารพัด สารพัน

ก็แล้วแต่ว่า จะทำอย่างไรที่จะชี้ให้เขาเหล่านั้นเห็นว่า ปัญญาที่เขามีอยู่ สิ่งที่เขามีอยู่ เป็นปัญญาของโลก เป็นสิ่งที่เขาเหล่านั้น สร้างขึ้น ทำขึ้น อันมีรากเง้าจาก "กรรม" "ใช้แก้กรรมไม่ได้"

จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ปัญญา ของผู้ที่ชนะกรรมได้ หรือ ผู้มีปัญญาเหนือโลก นั่นคือ พระพุทธเจ้า

จึงควรทำใจไว้ว่า ผู้ที่จะเชื่อและทำตาม ไม่ใช่ทุกคน เขาเหล่านั้น มาลองและไม่ได้ดั่งใจ ดั่งนิสัย เขาก็ทิ้ง

บุคคลใด ที่มาสัมผัส แล้วฟัง เชื่อและศรัทธา ที่จะมาเดินตาม ลูกก็จะได้เห็นบุคคลนั้น หายจากโรค สมใจ

ให้พึงนำคนเหล่านั้น มาเป็นน้ำทิพย์ ชโลมหัวใจ แม้พูดให้คนพันฟัง มีคนสิบทำได้ ก็ให้ดูที่คนสิบนั้น และวางคนที่ทิ้งไปเสีย

ด้วยน้ำทิพย์ ที่มาเดิน และทำตาม ให้หลวงพ่อนิพนธ์ ได้เห็น กระมัง เราจึงยังได้ฟังเรื่องราว เหตุและผล ของพระพุทธเจ้า ที่แม่ชีเมี้ยนถ่ายทอดมาให้ เพื่อคนรุ่นต่อไป ได้พิจารณาแล้วเดินตาม อย่างไม่รู้เบื่อ อันเป็นการก่อความเชื่อ ศรัทธา เพื่อใช้สู้ความคิด นิสัยเดิมของตนเอง รุ่นแล้ว รุ่นเล่า

ภาพที่ปรากฎ จะเป็นบทพิสูจน์ ว่าเราท่านอยู่ข้างไหน ผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร

อาการปวด ทรมาน ปรากฎ มาพร้อมอารมณ์โกรธ และความคิดถึงยาแก้ปวด คิดถึงหมอ ดุจดั่งอยู่ในกองไฟประลัยกัลป์

หรือ อาการปวด ทรมาน ปรากฎ มาพร้อมกับความสงบ ด้วยเหตุและผลที่ได้ยิน ได้ฟัง พร้อมกับสติที่พึงเกิด "กรรมเราทำมา เมื่อใช้ย่อมมีวันหมด"

ถ้าไม่มีกรรม จะมีโรคได้อย่างไร โรคมันจะอยู่กับเราได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้

เมื่อประตูนรกเปิด ให้เราท่านเดิน ถ้าเรามีสมาธิ มีสติ มีเหตุ มีผล เราจะไม่ร้อนรน แลมองเห็นประตูสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ ทางที่จะเดินไปประตูสวรรค์ บังเอิญมีเส้นทางเดียว อาศัย ซึ่ง ความเชื่อ และศรัทธา พาตนเองไป มองดีดี ทางนั้นเป็นร่องรอยของความเมตตา ที่พระพุทธเจ้าท่านทิ้งไว้ให้เราท่านนั่นเอง

ทางเส้นนั้น หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า "เวลาเดิน ให้หลับตา แล้วใช้ปัญญาของพระพุทธเจ้าเป็นสติ นำทาง จูงเราไป แล้วจะปลอดภัย หากขาดความเชื่อมั่น และศรัทธา เมื่อไร เราจะถูกเสียงรอบข้าง กระตุ้นให้ลืมตาขึ้นมา ภาพของนรกที่เห็น จะทำให้เราปล่อยมือจากสติ ทางเส้นนั้นจะหายไป เดินสักเท่าไร ก็ไม่ถึงประตูสวรรค์"

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความเมตตา

หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้ามักสอนเป็นปฐมบท คือ ความเมตตา นั่นเอง

เหตุเนื่องจาก การเมตตาต้องเริ่มจากตัวของเราท่านเองก่อน ดังนั้นคนมากมาย ที่มักบอกว่าเขามีความเมตตา ต่อผู้อื่น ต่อสรรพสัตว์ อย่างล้นเหลือ แต่กลับพบโรคภัย ทุกขเวทนา ก็ด้วยขาดความรู้นี้เอง

เพราะการกระทำของเรา วิญญาณเราต้องรับผิดชอบ การที่เมตตาคนอื่น แต่ขาดเมตตาในตน ทำให้วิญญาณตนต้องรับทุกขเวทนา ผลของการเมตตาผู้อื่น จึงไร้ค่า ช่วยตนของเราไม่ได้เลย

ดังนั้น แม่ชีเมี้ยนจึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าจึงสอนสาวก ให้เมตตาตัวเองก่อน พัฒนาวิญญาณและร่างกายของตนก่อน เมื่อทำได้ จนผลปรากฎ ก็จะเข้าใจวิธีการได้อย่างถูกต้อง เพราะได้เรียนรู้และสัมผัสด้วยตนเอง

ดังนั้น วิทยากรที่มาให้ความรู้ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงต้องจัดผู้ที่ผ่านประสพการณ์มาแล้ว มีความเข้าใจ และประสพผลในการทำมาแล้ว นั่นเอง

การที่คนไข้ สอบถามด้วยกันเอง ตอบเอง ตามเหตุผลของตน จึงเป็นเรื่องที่อาจจะเสี่ยง เพราะคำตอบที่ให้นั้น อาจจะถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ในสาระที่ให้ไปนั้น หมายถึงชีวิต ดังนั้น หากบอกผิด ก็เท่ากับเป็นการทำลายชีวิตนั้นไปเสียโดยไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้

การทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวว่า เป็นธรรมขันธ์หนึ่งของพระพุทธเจ้า มีไว้เพื่อให้ใช้เมตตาตัวเองก่อน เมื่อประสพผล ก็นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ ไปเมตตาผู้อื่นต่อไป การกระทำที่ได้ ก็จะปลอดภัยทั้งผู้บอก และผู้รับฟังไปปฏิบัติ เพราะผู้บอก ได้ทำแล้ว ผลก็ออกมาแล้ว ว่าถูก นั่นเอง

แลผลของการเมตตาตนเอง หันมาใช้แนวทางสมุนไพร ก็ใช่แต่เพียงช่วยตนเท่านั้น ยังสามารถช่วยครอบครัว ช่วยประเทศชาติ ไม่ต้องเสียงบประมาณไปกับยาเคมี ที่ไม่ช่วย แต่ทำลายชีวิต เหลือเป็นงบประมาณพัฒนาประเทศได้

คิดเล่นๆ แค่ลำพัง ท่าน อ.อร่าม คนเดียว เคยเบิกเงินค่ายาเดือนละสองหมื่นกว่าบาท ตอนนี้หยุดเบิกมาสิบปีแล้ว มหาวิทยาลัยประหยัดไปเท่าไร ถ้ามีข้าราชการมาเดินตามแนวนี้ มากๆ เข้า ก็แทบจะบอกได้ว่า มีเงินพอไปใช้ซื้อแท็ปเล็ตให้เด็กได้อย่างสบาย

และเราคิดว่า คนที่เชื่อในแม่ชีเมี้ยน ทำตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เมตตาตนเอง และผู้อื่น ก็น่าจะเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากคนดี ถ้ามีมากๆ ขึ้น ประเทศเราจะเป็นอย่างไร ....

ฟังมาจากการอบรมคนไข้ใหม่ - ทำอย่างไรเมื่อสมุนไพรคุ้ยโรค

ได้ฟังท่าน อ.อร่าม อบรม ก็เลยนำมาเล่าให้ฟังกัน

เมื่อคนไข้ใหม่เข้ารับการอบรม จะได้รับในสมุนไพร ที่มีรายการของสมุนไพรอยู่ ประมาณ เก้าหรือ สิบ รายการ

ท่านกล่าวว่า สมุนไพรดังกล่าวนี้ จัดว่าเป็นสมุนไพรพื้นฐาน เบื้องต้น มีไว้เพื่อปรับธาตุทั้งสี่ ของร่างกาย ให้กลับมาสมดุลย์อีกครั้ง เป็นสมุนไพร ที่ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ต้องขอ ก็จะจัดให้อยู่แล้ว

ในขณะที่สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ที่มอบให้หลวงพ่อนิพนธ์นั้น มีประมาณ กว่าสี่สิบสูตร ดังนั้น สมุนไพรที่เหลือ จัดเป็นสมุนไพรเฉพาะบุคคล หมายถึง ใช้สำหรับเป็นรายกรณีบุคคลไป เมื่อมีอาการปรากฎ หลังจากสมุนไพรพื้นฐาน เข้าไปคุ้ยโรคนั้นเอง

หรือ อาจจะเป็นอาการที่แทรกซ้อนขึ้นมาเป็นครั้งคราว เช่น อาการไอมีเสมหะ อาการคัน ถ่ายยาก เป็นต้น

ท่านกล่าวว่า สมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนให้มานั้น ครบทุกอาการของมนุษย์ที่จะพึงมี ดังนั้น เมื่อท่านใดมีอาการใดปรากฎ ก็ให้ไปแจ้งอาการกับเจ้าหน้าที่ แล้วเจ้าหน้าที่จะพิเคราะห์และจัดสมุนไพรให้

ส่วนตัวของท่าน อ.อร่าม เอง พูดติดตลกว่า เหตุที่ท่านได้มาเป็นวิทยากร ก็เนื่องจากทานสมุนไพรมากถึง 23 สูตร แล้วนั่นเอง เพราะเป็นถึง 9 โรค ดังนั้นจึงมีประสพการณ์มากในการทาน หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้นำความรู้นั้น มาถ่ายทอดให้สมาชิกใหม่นั่นเอง

ท่านใดที่มีอาการปรากฎ หากถือบัตรสมาชิกสีส้ม ก็ให้แจ้งแก่คุณปุ้ม ที่เป็นเจ้าหน้าที่รับคนไข้ใหม่ หากถือบัตรสมาชิกสีเขียก็ให้แจ้งคุณดา

สิ่งที่น่าเสียดายคือ การขาดแคลนวัตถุดิบ ทำให้การที่จะทำสมุนไพรครบทั้งหมด เพื่อแจกจ่ายฟรี แก่สมาชิกที่ต้องการ จึงทำไม่ได้

คำรำพึงของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่เราได้ยินบ่อยๆ คือ "เราเห็นคนบริจาคโลงศพให้คนตาย กองติดเพดานไม่มีวันไหนที่ต่ำลงมา ถ้าสมาชิกของเรา นำสมุนไพรมากองเช่นนั้นบ้าง การช่วยชีวิตมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก็ทำได้เต็มที่ เราคงได้เห็นคนรอดได้มาเดินเกลื่อน จนเป็นทางเลือกให้คนมาเดินตาม อย่างแน่นอน"

เราจึงสร้างฝันเล่นๆ ว่า อาจจะมีมหาเศรษฐี ใจบุญ ถึงแม้ไม่เป็นโรค เขาก็แกล้งมาสมัครสมาชิก แล้วนำสมุนไพรมากองให้หลวงพ่อนิพนธ์ทำแจกคน และได้เห็นคนหาย ดีกว่าไปสร้างวัด สร้างโบสถ์ ที่แม้แต่จิ้งจก ยังไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่เลย

แต่ฝันนี้คงยากจะเป็นจริง

ผ่านตา - โรคที่สมุนไพรไทยกรุณารักษาได้และไม่ได้

หลายปีที่ผ่านมา คนก็ผ่านมาผ่านไปในชมรมคนรักสุขภาพแห่งนี้ ก็เป็นดังเช่นที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวอยู่บ่อยๆ แทบจะไม่มีโรคอะไรที่ไม่เคยผ่าน

บทพิสูจน์ของสมุนไพร อยู่ที่ความสำเร็จของคนไข้ ที่มาเรียนรู้และทำตน ตามคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ เราจึงอยากยกตัวอย่างของคนที่เป็นโรคต่างๆ ที่เราพบเห็น และยังมีชีวิตมาจนปัจจุบัน ที่สำคัญ ยังเดิน หรือวนเวียนในสถานที่นี้อยู่

ท่านแรก คือครูแอ๋ว ผู้ซึ่งหอบลูกน้อยที่ยังกินนมอยู่ มาพร้อมสามี เพื่อขอรับการรักษามะเร็ง ขั้นสุดท้าย นับตั้งแต่หลวงพ่อนิพนธ์กลับมาเปิดสำนักอีกครั้ง ณ วันนี้ ลูกสาวของเขาเรียนจบ และแต่งงานไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี้ โดยยังมีแม่เป็นเจ้าภาพอยู่

ท่านต่อมา คือ คุณราชัน ที่เป็นเนื้องอกในสมอง รักษาจนสุดท้ายหมอบอกว่า ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ถ้าผ่าตัด แล้วรอด ก็เป็นเจ้าชายนิทรา ปัจจุบันเป็นหัวหน้าห้องยา พร้อมกับการดำรงอยู่ที่ปกติ ไม่ต้องผ่าตัด รอวันที่ก้อนมะเร็งฝ่อจนหมดไป

ท่านต่อมา คือ เฮียแว่น ผู้ซึ่งเป็นโรคกล้ามเนื้อแก่เร็วกว่าปกติ ผลคือ แม้สมองยังมีความสามารถสั่งการ แต่กล้ามเนื้ออ่อนแอลง เหมือนคนสูงวัยอย่างรวดเร็ว

ท่านต่อมา คือ ฟรังโก้ เป็นโรคที่ตรงข้ามกับเฮียแว่น คือ กล้ามเนื้อแข็งแรง แต่สมองการสั่งการ แก่เร็วกว่าปกติ มีอาการคล้ายกับเฮียแว่น

ท่านต่อมา คือ ท่านจันทร์ เป็นลูกเรือจับปลา ไปติดเชื้อ เอดส์มาจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเชื้อที่ต่างจากเอดส์ธรรมดา คือ มีพิษด้วย ทำให้ร่างกายมีลักษณะคล้ายถูกไฟคลอก

ท่านต่อมา คือ หลิว เม่ย หลิง สาวชาวสิงค์โปร์ ผู้ซึ่งเป็นโรคข้อ ใช้เสตียรอยด์ ตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ จนย่างเข้าสามสิบห้า เสตียรอยด์ก็ไม่สามารถช่วยได้ ทำให้ทุกข้อของร่างกาย มีน้ำเหลือเน่าเฟะ ออกมา

ท่านต่อมา คือผู้หญิงชาวมาเลเซีย ไม่ทราบชื่อ เป็นเบาหวาน จนหมอสั่งตัด นิ้วหัวแม่เท้า และมีอาการลุกลาม แผลเน่า จนเห็นกระดูก จนต้องหนีหมอที่สั่งตัดเท้า มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ จากคำแนะนำของเพื่อน

ท่านต่อมา คือ คุณลุง ที่เราท่านมักจะเห็นในวันพฤหัส ในห้องหลวงพ่อนิพนธ์ ผู้ซึ่งเป็นพาร์กินสัน จนไม่สามารถแม้กระทั่งทานข้าวได้ด้วยตัวเอง

ท่านต่อมา คือ คุณศักดิ์ เพื่อนคุณพิศาล ที่สมองไหม้ ด้วยพิษมาเลเรีย จากการไปหาสถานที่ถ่ายทำ จนหมดสติ ขับรถชนสะพานพุทธ และสิ้นใจ หมอศิริราชได้ทำเรื่องมรณะ พาเข้าห้องเย็นแล้ว เมื่อ ผ.อ.ศิริราช ที่เป็นเพื่อนทราบเรื่อง ผู้ซึ่งเป็นหมอหัวใจ อันดับหนึ่งของประเทศ ก็ทำการกระตุ้นหัวใจ จนฟื้นมาอีกครั้ง แต่ก็ช่วยตัวเองไม่ได้

ท่านต่อมา คือ คุณธานินทร์ ผู้ซึ่งคุณพิศาล ไปนำตัวมาจากเตียงผ่าตัด ด้วยอาการเส้นเลือดหัวใจตีบ 4 เส้น

ท่านต่อมา คือ เพื่อนคุณปรียานุช ผู้ซึ่งเป็นเก๊าต์ มาหลายสิบปี

คนเหล่านี้ เราท่าน ยังสามารถพบเห็นได้ที่ชมรมคนรักสุขภาพ เป็นหน้าประวัติศาสตร์ ให้เราได้ดู ได้ศึกษา

บทสรุปที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวทุกครั้ง คือ ไม่มีมนุษย์ หรือ วิทยาการใด เจ้าพ่อ เจ้าแม่ จะมาเหนือธรรมชาติ ผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมาได้เลย ไม่มีหมอใด หรือ เครื่องมือใด จะวินิจฉัย และแก้ไข สิ่งที่เราท่านเป็น ได้ดีกว่า ตัวของเราท่านเอง

สมมุตฐานของโรค ตามหลัก การใช้สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน คือ กรรม

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นย้ำว่า ท่านจะมาทานสมุนไพร โดยไม่เปลี่ยนนิสัย พฤติกรรมใดๆ เลย ย่อมไม่มีทางที่จะประสพผลสำเร็จ

คำที่เราท่านควรนำไปคิด ว่า คนที่กล่าวอ้างข้างต้น เขาสำเร็จได้โดยวิธีใด คือ คำกล่าวของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ว่า "ท่านเป็นโรคใด เราก็ไม่กลัว สิ่งที่เรากลัว คือ นิสัยท่าน"

ดังนั้น สิ่งที่เราควรเรียนรู้ว่า คนที่ประสพผล จึงเป็นผู้ที่มีคำตอบกับตนเองว่า "เมื่อได้กำลังกลับคืนมา เขาควรที่จะนำกำลังนั้น ไปเพื่อใช้ในทางใด"

หลวงพ่อนิพนธ์ มักพูดเล่นๆ ว่า เราไม่กลัวว่าใครจะมาหลอกทานสมุนไพรของเราหรอก เพราะสมุนไพรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขามีวิญญาณ รับรู้ได้ ดังนั้น ถ้ามือปืนเป็นอัมพฤกต์มาทานสมุนไพร แล้วกลับตัวเป็นคนดีได้ เขาก็จะประสพผล แต่ถ้ามาทานแล้ว ให้มีกำลัง เพื่อที่จะกลับไปจับปืนยิงคนอีก มันคงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

ฉันใดก็ฉันนั้น ไม่ว่าเราท่านจะว่าอย่างไร แต่บทพิสูจน์มันชี้ให้เห็นว่า "สิ่งที่เราท่านทำในอดีตมันผิด ผลผิดจึงสนอง เมื่อมีกำลังแล้วจะกลับไปทำเหมือนเดิมอีก มันจะเป็นไปได้หรือ"

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่โง่ให้เราท่านหลอกใช้

ลองไปตรองดู ชอบไม่ชอบ แล้วเลือกทางเดินเอง จะได้ไม่มาเสียเวลา และเสียใจภายหลัง

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้นำตัวจริง

ณ ดินแดนหนึ่ง บนภูเขาสูง ของจังหวัดเชียงราย อันเป็นที่ตั้งของชนเผ่าชาวเขา ที่ห่างไกลแสงสี ชาวบ้านที่นั่น ส่วนใหญ่แม้เป็นคนไทย แต่ก็ยังไม่มีสัญชาติไทย ด้วยไม่ได้ขึ้นทะเบียนราษฏร นั่นเอง

เมื่อผู้นำของเขา ได้ยินเรื่องราวของหลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ร้องขอคนรู้จัก ให้เชิญหลวงพ่อนิพนธ์ ไปเยือนในถิ่นของเขา

การไปเยือนของท่าน มาพร้อมข้อเสนอที่หลวงพ่อนิพนธ์ ปฏิเสธได้ยาก นั่นคือ การอาสาที่จะจัดเก็บสมุนไพรที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องการให้นั่นเอง

เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ได้ไปเยือนหัวหน้าของชนกลุ่มนี้ เขาจึงเล่าปัญหา ให้หลวงพ่อนิพนธ์ฟังว่า พื้นที่ของเขา เป็นที่ลำเลียงผ่านของยาเสพติด ทำให้ ลูกบ้านที่มีอายุเกินสิบขวบขึ้นไป ส่วนใหญ่ล้วนติดยาทั้งสิ้น เนื่องจากพวกขนยาต้องการให้เป็นพวก และจะได้ไม่เข้ากับทางการ

สาเหตุหลัก ก็คือ การที่ลูกบ้าน ไม่มีทะเบียนราษฏร์ ทำให้ขาดโอกาส ไม่สามารถไปทำงานที่อื่นได้ ดังนัี้น จึงต้องกลายเป็นคนเสพยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้นำชุมชนได้ทราบข่าวหลวงพ่อนิพนธ์ และเห็นว่าในพื้นที่ของตนนั้น มีสมุนไพรที่หลวงพ่อนิพนธ์ต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก จึงยื่นข้อเสนอว่า ชุมชนของเขา จะทำหน้าที่จัดหาสมุนไพรให้แก่ท่าน โดยแลกกับการช่วยรับลูกบ้านของเขาไปบำบัด

พร้อมกับร้องขอว่า อยากให้ลูกบ้านของเขามีทะเบียนราษฏร์ หลังได้รับการบำบัดแล้ว ถ้าเป็นไปได้

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้รับปากในการช่วยในเรื่องบำบัดให้ โดยให้ผู้นำรับผิดชอบการจัดส่งลูกบ้าน มาเป็นชุดๆ และมารับกลับไป

คำที่หลวงพ่อนิพนธ์เคยกล่าวกับนายตำรวจใหญ่ คือ พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ฝากไปให้ท่านจอมพล ผู้ทุบบ้องฝิ่น ว่า "หากจะให้ยาเสพติด หมดจากแผ่นดิน ไม่จำเป็นต้องไปปราบให้เปลืองงบ ขอให้นำงบมาช่วยบำบัดคนที่เสพ เมื่อไม่มีผู้เสพ ผู้ขายก็จะหมดไปเอง" จึงสะท้อนขึ้นมาอีกครั้ง

เราเสียดายข้าวสี่ล้านตัน ที่นำไปแลกแท็ปเล็ต น่าจะเก็บไว้ให้คนทุกข์ยาก ได้ทานราคาถูกๆ แล้ว รับรักษาคนเสพยาของเขาแทน

เราเสียดายงบ หลายแสนล้าน ที่เอาไปป้องกันน้ำท่วม น่าจะใช้พัฒนาการศึกษาที่ล้าหลังของคนไทย แล้วหันไปรณรงค์ให้คนน้อมนำธรรมของพระพุทธเจ้า มาป้องกันภัยทุกชนิดแทน ไม่ต้องเสียตังค์สักบาท

เสียดายที่ผู้นำของชนเผ่านี้ ไม่ได้เป็นผู้นำของประเทศไทยเรา หากผู้นำของเรามีจิต และปัญญาเยี่ยงนี้ ประเทศเราคงจะน่าอยู่ยิ่ง

ก็แค่รับคนไข้ยาเสพติด จากทั่วโลก มายังประเทศไทย การบินไทย ที่เจ๊งแล้วเจ๊งอีก แล้วเอางบประมาณไปโป๊ะ ก็กำไรจนเกินงบประมาณแผ่นดินแล้ว

เสียดาย คนไทย มีของดี ไม่รักษา และไม่ใช้ จนทำให้เรานึกถึงคำที่แม่ชีเมี้ยนรำพึง "กรรมอะไรหนอ คนไทย เบาปัญญา น่าใจหาย" ดังในหูเราอีกครั้ง ความไม่เข้าใจในอดีต จึงเริ่มเห็นภาพว่า ท่านหมายถึงอะไร

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

สัปดาห์นี้ ญาติคนไข้ท่านหนึ่ง แจ้งแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า คนไข้ที่มารักษา ตอนนี้กลายเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ จะให้ทำอย่างไร

ประวัติศาสตร์ ที่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้ศึกษาและเลือกทางเดิน ก็คงไม่มีค่า หากแม้นคนรุ่นหลัง ไม่คิดจะศึกษา เรียนรู้ ค้นคว้า เพื่อใช้เป็นอนุสติในการเลือกทางเดินของตน

จากอดีต มาจนถึง คุณหญิง ม.ล. พ.ญ. แสงจันทร์ จนมาถึงท่านนี้ ซึ่งเป็นถึงรองผู้ว่าการ จึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างน่าเสียดาย

ท่านรองผู้ว่าการ มาหาหลวงพ่อนิพนธ์ ด้วยอาการมะเร็งที่ลิ้น รักษาหมอแผนปัจจุบัน จนหมอบอกว่า "หมดทาง" ต้องทำการตัดลิ้น ด้วยความที่ไม่อยากตัดลิ้น จึงหันมาเลือกทางสมุนไพร ตามคำชวนของเพื่อนดู

แต่ทางเลือกนี้ ก็เป็นดังไก่รองบ่อน ดังเช่นหลวงพ่อนิพนธ์กล่าว ผลที่ปรากฎ เมื่อทานสมุนไพรไประยะหนึ่ง อาการมะเร็งที่ลิ้น ก็หยุดการเติบโต

แต่ผลที่ได้ ไม่เร็วดังใจหวัง เมื่อปรึกษาแพทย์ ที่เคยทิ้งเขา ก็เชื่อในสิ่งที่เขาวาดฝันให้ เพื่อให้ท่านผู้ว่าการได้สมหวังเร็วดังใจ

หมอ ให้ท่านผู้ว่าการเข้าคอร์สคีโมฉายแสง ซึ่งผู้ว่าการก็อาจลืมไปว่า หมอเคยทิ้งเขาไปแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยฝันอันใหม่ที่หมอมอบให้นั่นเอง

ท่านผู้ว่าการ ทิ้งสมุนไพร ไปเข้าคอร์สฉายแสงคีโม ตามหมอแนะนำ ผลของการคีโม ทำให้ท่านผู้ว่าการเกิดอาการช็อค หมดสติ กลายเป็นเจ้าชายนิทรา

ญาติคนไข้ กลับมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อขอคำแนะนำ

ประวัติศาสตร์ เยี่ยงนี้ พบเห็นแล้ว เห็นอีก พร้อมกับคำถามที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวว่า เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ใครที่ต้องรับผิดชอบ

นี่แหละผลของการประมาท ไม่เรียนรู้ ความเชื่อ และศรัทธา จึงไม่เกิด เมื่อเจอสิ่งยั่วยวน ความหอมหวาน จากฝันที่เขาวาดให้ จึงไปตามเขา ผลสุดท้าย วิญญาณของรับนั่นแหละเป็นผู้รับ

และในวันเดียวกันนี้เอง ก็มีคนไข้โคมา เป็นมะเร็งที่ขั้วตับ ผ่านการรักษาจากหมอ เสียเงินไปหลายล้านบาท จนมาถึงวันนี้ วาจาอันอมตะ ก็เอ่ยออกมา คือ "ทำใจน่ะ"

เมื่อหมดทาง จึงเหลือแต่ไก่รองบ่อน ที่รักษาฟรี เป็นตัวเลือกสุดท้าย หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า กระนั้นก็ตาม เราก็ต้องช่วย พร้อมกับคำถามที่เราสงสัยว่า ประวัติศาสตร์หน้านี้จะเดินไปทางไหน

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สารถึง คนไข้ใหม่มูลนิธิไทยกรุณา

เราอยากบอกว่า การรักษาตน ต้องเริ่มที่บันไดขั้นที่หนึ่งก่อน ดังนั้น การถามข้ามขั้น ยังไม่น่าจะเป็นประโยชน์สักเท่าใด ในความเห็นของเรา อยากให้เรียนรู้วิธีการทานสมุนไพรที่ถูกต้องก่อน โดยฟังจากวิทยากรที่ให้ความรู้ในครั้งแรกที่ท่านมา

เริ่มจากการเก็บใช้และทานให้ถูกต้อง ตามที่วิทยากรบอก เป็นประการสำคัญ บ่อยครั้งที่ได้ยินเจ้าหน้าที่พูดกับคนไข้ว่า ที่ทำมานั้นผิด โดยเฉพาะ การนำยาเย็น เช่นยาเขียว ไปอุ่นก่อนทาน เป็นต้น

ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรทำความรู้จักวิทยากรทั้งสาม คือ อ.อร่าม อ.สุนทร และ คุณนน เพื่อที่จะซักถามในกรณีที่มีข้อสงสัย ไม่ควรที่จะถามบุคคลอื่น เพราะอาจได้คำตอบที่ไม่ถูกต้อง

การเรียนรู้ว่า อาการใดจะพึงเกิด ในกรณีของเรา จะได้เตรียมใจ เปิดใจรับ ไม่ตกใจ จนกลายเป็นวิตกจริต ว่ามาทานแล้วเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น จนเสียโอกาสทิ้งสมุนไพรไป ดังนั้น สิ่งนี้ควรจะถามจากวิทยากร หรือ คนไข้ที่เป็นโรคเดียวกัน ที่มาก่อนหน้านานพอสมควรแล้ว

จึงอยากขอย้ำว่า สิ่งเหล่านี้ต้องเรียนรู้ก่อน เมื่อยืนระยะการทานได้ และทำตามที่วิทยากรได้บอก นั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทานสมุนไพรอย่างแท้จริง

หลังจากนั้น ถ้าตัดสินใจเดินทางนี้ ก็เริ่มที่จะเรียนรู้สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน เพื่อน้อมนำมาปฏิบัติต่อไป

การทำความรู้จักบุคคลที่เราต้องติดต่อ เมื่อมีอาการ หรือ ขอสมุนไพรเพิ่ม อาทิเช่น คุณปุ้ม คุณดา คุณอ้อ คุณฝน คุณตุ๊ก ก็ค่อยตามมา

และที่สำคัญ หากอาการของเราค่อนข้างรุนแรง การขอเข้าพบหลวงพ่อนิพนธ์ เป็นสิ่งจำเป็น ควรจะถามเจ้าหน้าที่ สำหรับวิธีการนี้ด้วย หรือ เพื่อปรึกษาเป็นการเฉพาะตัว

ประการสุดท้ายที่อยากบอก การเดินทางสายนี้ มันทอดยาว ไม่ต้องด่วนใจร้อน ค่อยๆ ไปตามลำดับขั้น เริ่มจากทานสมุนไพร และอาหารให้ได้ก่อน อย่างอื่นไว้ทีหลัง

เมื่อท่านเริ่มนำเมล็ดฝังดิน แล้วเริ่มรดน้ำ พรวนดิน เมื่อถึงเวลา ไม้นั้นย่อมต้องออกดอก ออกผล อย่างแน่นอน สำคัญแต่ที่หลวงพ่อนิพนธ์ท่านกล่าว คือ ท่านปลูกบนดิน หรือ บนปูน

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไหว้ สำคัญไฉน

ตอนนี้ ระบบต่างๆ ของชมรมคนรักสุขภาพ เริ่มเข้าสู่บัญญัติ "ตนพึ่งตน" ของพระพุทธเจ้า มากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น กระบวนการรับการช่วยเหลือจากด้านอื่นๆ จึงถูกปิดลงไป จนท้ายที่สุด ก็คงเหลือแต่ ระบบ "หมูไปไก่มา"

หลวงพ่อนิพนธ์ได้อรรถาธิบาย ระบบนี้ว่า เป็นระบบที่ทั้งสองฝ่าย คือ ผู้ทำสมุนไพร และ ผู้รับสมุนไพร ต้องพึ่งกันและกัน

ผู้ต้องการทาน มีเจตนาพึ่งตนเอง จึงนำวัตถุดิบมาให้

ผู้ทำ ก็มีเจตนารักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพร จึงทำแล้วแจกให้ฟรี ไม่คิดมูลค่า

ผลจากการทำเช่นนี้ ทำให้สมุนไพร ไม่มีราคา แม้เฟื้องสลึง แต่มีคุณค่ามหาศาล จึงจะรักษามนุษย์ ที่ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดของโลกได้ ตามแนวทางของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยน ถ่ายทอดมาให้นั่นเอง

ดังนั้น กิจกรรมอย่างหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์ อยากให้ทำ อยากให้พิสูจน์ และพูดเป็นเชิงกึ่งท้าทายเล่นๆ ว่า

ถ้าเราเป็นอัมพฤกต์ เมื่อทานสมุนไพร มีแรง พอคลานได้ เราจะซื้อสมุนไพร แล้วใช้ปากคาบ ไปถวายแม่ชีเมี้ยน ทุกครั้งที่มา"

คำท้าทายนี้ ถูกพิสูจน์มาแล้ว จากคนไข้ในอดีต และประสพผล แม้การกระทำดังกล่าว จะดูเหมือนโหดร้าย ก็ตาม แต่เมื่อมีคนเชื่อ แล้วทำตาม ผลก็คือ คนไข้คือ คุณสมศักดิ์ เพื่อนรักของ หลวงพ่อนิพนธ์ และคุณพิศาล ผู้ซึ่งโดนมาเลเรีย ขึ้นสมอง จนไหม้ และหมดสติขณะขับรถ จนรถชนกับราวสะพานพุทธ

ดังที่เคยเล่าแล้วในคราวก่อน มาวันนี้ ผ่านมานับสิบปี จากคุณสมศักดิ์ ที่ช่วยตัวเองแม้แต่การหยิบช้อนทานข้าวไม่ได้ กลับมาเดินโชว์ในชมรมให้คนเห็น

เคล็ดสิ่งหนึ่ง ที่หลวงพ่อนิพนธ์อธิบายว่า ผลเกิดจากอะไร

เกิดจากความเมตตาของแม่ชีเมี้ยน ที่ทนดูผู้ศรัทธา อยู่ในสภาพนี้ไม่ไหวนั่นเอง จึงทำให้คนเหล่านั้นดีวันดีคืน

วิธีนี้ เราจึงมักเห็นเจ้าหน้าที่บางท่านใช้  ในกรณีที่คนไข้มีอาการค่อนข้างหนัก มักจะแนะนำให้ญาติคนไข้ พาคนไข้ไปให้หลวงพ่อนิพนธ์ได้ดูได้เห็น นั่นเอง

หากคนๆ นั้น มีศรัทธา เชื่อ แล้วทำตาม เมื่อรวมกับความเมตตาสงสารอยากให้หาย ก็ทำให้อาการของคนๆนั้น ดีวัน ดีคืน อย่างน่าอัศจรรย์

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ที่นี่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า และสมุนไพร เมื่อเรามาแล้วไปกราบไหว้ ด้วยศรัทธาที่เรามี เมื่อเขาได้เห็นในศรัทธา ความเชื่อ ของเราแล้ว ความเมตตาที่มีต่อมนุษย์อันล้นเหลือ ย่อมทนไม่ได้หรอก ที่จะให้ผู้ศรัทธา มีสภาพทุลักทุเล ท่านกล่าวว่า เสียภาพพจน์ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หมด ด้วยเมตตาอันนี้ จึงมีผลให้ผู้ศรัทธาที่มากราบไหว้นั้นๆ กลับมาเป็นปกติได้อย่างน่าอัศจรรย์นั่นเอง

ใครที่มีศรัทธา อยากลองใช้ดูก็ได้ ... แล้วเราจะรู้ว่า ทำไมเราจึงเห็นบางคนเวลากราบแม่ชีเมี้ยน กราบพระพุทธเจ้า กราบสมุนไพร เขาถึงดื่มด่ำ และตั้งใจซะขนานนั้น

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บุญของพระพุทธเจ้า


ช่วงหนึ่งของคำสอน อันมาจากตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้ยกมาให้ฟัง เพื่อพิจารณา

นั่นคือ การยกตัวอย่างคนไข้ท่านหนึ่ง มีอาชีพเป็นครู มาหาท่าน ด้วยอาการหลักคือ ไมเกรน และโรคอื่นๆ อีกสองสามโรค

คำถาม ที่คุณครูท่านนั้น ถามหลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อได้ยินคำสอนว่า " ให้อดทนยืนระยะทานสมุนไพรให้ได้ แล้วทำบุญ หรือพูดง่ายกว่านั้น คือ ทำความดี "

คือ ตัวเขาเอง ก็เข้าวัดเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่เคยเว้นแม้แต่สัปดาห์ ทำเช่นนั้นถูกหรือไม่

คำตอบที่ได้ คือ ผลจากการเข้าวัดของครู ที่ทำมานานปี ไม่ได้ทำให้ชีวิตครูดีขึ้นเลย นั่นย่อมหมายความว่า สิ่งที่ทำไม่ได้เป็นที่พึ่ง

คำถามที่ยิงกลับมาจากครู คือ แล้วทำบุญอย่างพระพุทธเจ้า ให้มีผลที่ดีกลับมา เป็นอย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สมัยนี้ ที่อื่นเขาสอนให้การทำบุญไกลตัวเหลือเกิน และจำกัดว่าต้องทำกับพระ ทำที่วัด แท้จริงแล้ว ท่านเคยถามแม่ชีเมี้ยนในประเด็นนี้ เพราะเห็นว่า ถ้าบัญญัติเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่เป็นธรรม

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสสอนว่า บุญของพระพุทธเจ้า คือ การทำกับมนุษย์กับสัตว์ ทำที่ไหนก็ได้ วิธีการทำก็คือ หักห้ามนิสัยตน แล้วเอานิสัยของพระพุทธเจ้ามาใช้แทน

อุปมาครู หากอยากทำบุญ ก็ไม่ต้องไปหาให้ไกลตัว เมื่อสอนศิษย์ เกิดอารมณ์โกรธจากเด็ก ที่อาจทำไม่ได้ดังใจ ก็ให้มีสติ ใช้ความเมตตา พูดจาให้ไพเราะ ไม่ใช้การตีด่า

เมื่อครูได้ฟังดังนั้น จึงเริ่มลองปฏิบัติตาม พร้อมกับการทานสมุนไพรควบคู่ไป ผลที่ปรากฎ เมื่ออาการไมเกรน และโรคต่างๆ ที่เป็น เริ่มเบาบางลง การควบคุมอารมณ์ในการสอนมากขึ้น สภาพก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนหายในที่สุด

ผลจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของครู เกิดปรากฎการณ์ที่ดี จนกลุ่มนักเรียนต้องถามถึงการเปลี่ยนไปของครู พร้อมกับยกคณะมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ เพื่อกราบขอบคุณ ที่ทำให้เขาได้ครูที่ดี สอนดี วาจาดี จนพวกเขาประสพผลสำเร็จในการเรียน

บททิ้งท้าย ที่หลวงพ่อนิพนธ์ กล่าวให้คิด " หักคอปลาลงหม้อ ก็เป็นบาป ปล่อยลงน้ำ ก็เป็นบุญ " แล้วพวกเราท่านหล่ะ ไปหาบุญของพระพุทธเจ้ากันที่ไหน

คุยแล้วทำไม - คำถามคาใจคนไข้ไทยกรุณา


กิจกรรมที่หลวงพ่อนิพนธ์ บอกกล่าวว่าจำเป็นต้องให้ทุกคนทำ นั่นคือ การสวดมนต์ และการฟังภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้า เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติ

ด้วยเหตุที่หลักของพระภูมี ต้องฟัง เหตุและผล เพื่อพิจารณา หลังจากได้ไตร่ตรอง แล้วจึงเกิด ศรัทธา ความเชื่อ แล้วเดิน ทางที่เดินจึงเป็นทางที่ปลอดภัย

วิทยากร อ.อร่าม ได้กล่าวในห้องสวดมนต์ว่า เมื่อทุกคนมีความจำเป็นต้องฟัง แล้วเก็บนำไปใช้ปฏิบัติ เพื่อช่วยตนเอง ดังนั้น การรอดก็เกิดเนื่องจากการฟังนี้เอง

ด้วยเหตุที่ไม่มีมนุษย์คนใด ที่สามารถตั้งใจพูด และตั้งใจฟัง ได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน นั่นหมายความว่า เราท่านทุกคน ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง

อ.อร่ามจึงกล่าวว่า เมื่อเราเลือกที่จะเป็นผู้คุย เราก็ไม่ได้ฟังสิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์คุย นั่นเท่ากับเป็นการตัดโอกาสตัวเอง หรือ พูดให้แรงกว่านั้น เท่ากับเป็นการฆ่าตัวเอง ประการหนึ่ง

คนพูดเองตายคนเดียว ก็พอรับไหว แต่คนที่คอยฟังท่าน ก็จะกลายเป็นไม่ได้ฟังคำสอน หรือไม่อยากฟังท่าน แต่เสียงท่านกลบเสียงคำสอน ที่หลวงพ่อนิพนธ์กำลังพูดอยู่ ผลก็คือ ถ้าบังเอิญเสียงนั้น เป็นหนทางที่จะทำให้ผู้นั้นรอด เพราะเกิดความเข้าใจ และนำไปปฏิบัติ ได้ตรงตามพุทธบัญญัติ เสียงของผู้คุย ทำให้คนไข้คนนั้น ไม่ได้ยิน หรือเสียสมาธิไป เสียงที่จะทำให้เขาคนนั้นรอด ก็ไม่สามารถมาถึงยังคนๆ นั้นได้ ผลก็คือ เขาไม่รอดนั่นเอง แล้วใครจะรับผิดชอบ

เมื่อสาวเหตุแห่งการตาย ย่อมหลีกหนีจากผู้ที่คุยไปไม่พ้น วิทยากร อ.อร่าม จึงกล่าวว่า ท่านกำลังเจตนา "ฆ่าคนตาย" จะปฏิเสธสักฉันใด ก็คงไม่พ้น

และด้วยความสามารถของแต่ละคน ไม่เท่ากัน บางท่านรวบรวมสมาธิได้เร็ว บางท่าน ก็อาจจะช้าหน่อย ดังนั้น บรรยากาศ เมื่อเข้าห้องสวดมนต์ แล้ว อ.อร่าม จึงกล่าวว่า ควรจะเงียบ เพื่อให้พร้อมในการทำสมาธิ รอการสวดมนต์ ทั้ง กาย วาจา ใจ และรอรับฟังสิ่งที่ดี เพื่อน้อมนำไปปฏิบัติ

ในการฟังนั้น บางท่านอาจจะกล่าวว่า "พูดนานจัง เมื่่อไหร่จะเลิกสักที" หรือ "พูดซ้ำกันไปมาอยู่นั่นแหละ" ก็ด้วยเหตุที่ว่า

ผู้ฟังมีความสามารถในการรับฟัง ไม่เท่ากัน และมีความพร้อมไม่เหมือนกัน บางท่าน ด้วยกรรมที่มีมา ก็ดลบันดาลให้ เริ่มพูด ก็เริ่มหลับ หรือ งัวเงีย ไม่รู้เรื่อง การที่มีเวลานานในการฟัง ก็เพื่อให้เขาเหล่านั้น ในขณะที่มีสติเพียงชั่วครู่ชั่วยาม อยากฟังสักครู่ หรือ ตื่นมาสักครู่ แล้วบังเอิญได้ยินบางวรรค บางตอน ที่ตนเองทำได้ ก็เก็บนำไปปฏิบัติ นั่นเอง

และเมื่อเริ่มจากหนึ่งประโยค ในช่วงแรกๆ แล้วนำไปปฏิบัติ ผลของการทำ ก็จะทำให้การฟังเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะเริ่มเข้าใจได้มากขึ้น สามารถปะติดปะต่อความคิด และเข้าใจเหตุและผล ในการรักษาด้วยแนวทางสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน และหลัก "ตนพึ่งตน" จนสามารถช่วยตนเองได้ หรือเลยไปถึง ช่วยผู้อื่นได้นั่นเอง

คำถาม ที่ค้างคาใจ ในตอนแรกที่มา ก็จะมีคำตอบ ที่เป็นเหตุเป็นผล ว่า "ทำไมที่นี่ไม่มีหมอตรวจอาการ" "ทำไมต้องสวดมนต์" "ทำไมต้องทำความดี" "ทำไมยาเคมีช่วยเราไม่ได้" "ทำไมเราต้องทำเอง" "ทำไมต้องมีพระพุทธเจ้า" และ อีกหลายทำไม .....

วิทยากร อ.อร่าม จึงเน้นย้ำว่า ผลของการคุยของเราท่าน ในห้องสวดมนต์ เมื่อพิจารณาแล้ว มีผลมากมายมหาศาล สามารทำให้เราฆ่าคนที่เราบอกว่ารักชอบกันได้ และฆ่าคนอื่นได้ หรือ ถ้าเราท่านไม่คุย ย่อมส่งเสริมให้การฟังมีประสิทธิภาพ ก็พึงได้อานิสงฆ์ ช่วยคนให้รอดได้ เช่นกัน

เมื่อมีผู้ทัก ก็เลยมาเล่าให้พิจารณากัน แล้วเลือกเดินกันเอง

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นานาจิตตัง - สมุนไพร vs อำนาจมืด

การกระทำของหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านมักกล่าวเสมอ ว่าไม่มีเหลี่ยม ไม่มีมุม เปิดเผยทุกอย่าง ชัดเจน และพยายามอย่างถึงที่สุด ให้ดำเนินอยู่ในบทบัญญัติของพระพุทธเจ้า

ความจำเป็นที่ต้องใช้วิถีดังกล่าว เพื่อให้เห็นเด่นชัดว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ของเจดีย์แห่งนี้

ท่านจึงเน้นย้ำว่า สถานที่นี้ มีอยู่สองสิ่งเท่านั้นที่สำคัญ และต้องยกเอาไว้ นั่นคือ แม่ชีเมี้ยน กับสมุนไพร

ความสำคัญของแม่ชีเมี้ยน คือผู้ที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้ามาส่งให้ ทำให้เราได้รู้ว่า ธรรมของพระพุทธเจ้าที่แท้จริงเป็นเช่นไร ปฏิบัติกันอย่างไร

ความสำคัญของสมุนไพร เป็นเครื่องมือที่เป็นรูปธรรม ที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของร่างกาย เพื่อให้กลับมามีความสามารถในการปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าได้อีกครั้ง

สองสิ่งนี้ จึงมีความสำคัญ ที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนว่า ให้ตั้งสติ และระลึกว่า เป็นหน้าที่ของเรา เป็นพันธะสัญญาซึ่่งกันและกัน ที่จะมาหาแม่ชีเมี้ยน มารับสมุนไพร และมาแสดงตน ประพฤติตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ดังนั้น กิจกรรมการสวดมนต์และนั่งสงบ แล้วรับฟัง คำสอนของแม่ชีเมี้ยน ที่หลวงพ่อนิพนธ์ถ่ายทอดมาให้ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา แสดงเป็นรูปธรรมออกมาให้เห็น

อย่างไรก็ตาม คนชอบก็มี คนเกลียดก็มาก

ลองมาอ่านที่เขาโพสต์กันในเวปอื่นๆ บ้าง เพื่อให้คนที่รักชอบสถานที่นี้ พึงระวังว่า บุคคลที่ท่านเห็นในชมรมคนรักสุขภาพ มีทั้งคนดี คนไม่ดีปะปนกัน ยากที่จะแบ่งแยกด้วยตา ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอๆ ว่า สถานที่นี้อยู่ได้ด้วยบุญปกป้องรักษา

" พวกโง่อยากได้ของฟรี สงสาร คนเขามาก็อยากจะหายจากความเจ็บป่วยด้วยความหวัง "

" หลวงพ่อก็ไม่ได้โกนหัวห่มจีวร-----นั้นมันสมมุติสงฆ์++++งั้นท่านก็สำเร็จอรหันต์แล้วซิ "

" นี้หละยาหมอเทวดาที่ทำก็มี 4 อย่างหลักๆ ---- 1. มะพร้าวขูดทั้งน้ำทั้งเนื้อคลั๊ก 2. มะกูดเอาผิวออกแล้ว (เขาทิ้งๆ) 3. กระเทียมหัวอย่างไรเอาหมดมีราหรือไม่มีไม่สน 4. พริกไทย ยังไม่รวมส่วนที่ไม่แน่นอน เศษฝุ่นขนหมา+ฝอยขัดหม้อ+ขี้มือ+ขี้ตีน+ที่สำคัญคือ น้ำลาย --- "

" ก็ของฟรีจะเอาอะไรมากมาย++++ใช่ส่วนไหนของส้นตีนคิดเนี่ย "

" คนมันตื่นกันไปเองก็ต้องวางมาดเล่นตัว-------คนป่วยจะรอดและจะไปไหวหรือ++++โอ๊ยรายได้จากไอ้พวกโง่ที่มา 2-3 พันคนต่อวันก็พอ+++มีค่าน้ำแข็ง+ค่าอาหารก็ของพวกเรา+++ก่อนนี้ 4-5 หมื่น เดี่ยวนี้ 3-4 แสน++เรามีการตลาดที่ดี ++++ "

" จ้างเขามาสัมภาษณ์ทำข่าว+++สาธารณะสุขก็ไม่ต้องสนใจ แค่เศษสตังค์++++ค่าข้าวหมายังเยอะกว่ามัน----รับเก็บรีบโกยแล้วไปอยู่ที่ไหมแบบที่สาธุประดิษฐ์ หรือไปนอกใช้เงินสบายๆๆๆ มันโง่กันเอง "

" ต้มเองกินเอง ตายเองแล้วจะมาว่าใคร "

" อ้อ...มันเป็นแบบนี้เอง กูก็โง่ให้มึงหลอกมานาน มิน่ามาก็ร้อยรายพันรายมันตายกันเกลี้ยง... "
" กูไปแล้ว ไอ้ สาดๆๆๆๆๆ นรกขุมไหนก็ไม่รู้ที่มึงหนีเขามาเกิด "

" ขอโทษ เขาเรียกว่า ชิงหมาเกิด "

เรื่องของศาสนาพุทธ แม่ชีเมี้ยน จึงกล่าวว่า ต้องอาศัยปัญญา พิจารณา ทั้งเหตุ และผล พิจารณาแล้วจึงเชื่อ วางศรัทธา แล้วเดินตาม

สิ่งที่ร้ายกว่าข้อความนี้ ได้เริ่มรุกล้ำเข้ามาในชมรม ล่าสุด มีผู้ที่นำกระเป๋ามีซิป ข้างในบรรจุยาบ้า จำนวนหนึ่ง แล้วนำไปวางที่ห้องน้ำ ของชมรมคนรักสุขภาพ  อาจด้วยบุญปกป้อง ทำให้มีคนไข้สงสัย และแจ้งเจ้าหน้าที่ไปตรวจตรา จึงพบเห็นและเก็บทำลาย ได้ก่อน

อย่างไรก็ตาม เราเชื่อที่แม่ชีเมี้ยนสอน ว่า "ผู้อื่นทำลายเราไม่ได้อย่างแน่นอน"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้ยกตัวอย่างเมื่อสมัยถ้ำกระบอก ที่ท่านต้องฉันยาพิษทุกวัน ดุจดังขนม แม้กระทั่งมีผู้จ้างให้มาปาระเบิดใส่ท่าน แต่ก็ปรากฎว่า รถคันดังกล่าวได้ลื่นไถล และเกิดระเบิดขึ้นก่อน

เราจึงอยากบอกกล่าวคนเหล่านั้นว่า อย่าทำเลย ท่านไม่ชอบที่นี่ ก็ต่างคนต่างเดิน สำหรับคนป่วย ก็ให้แล้วแต่พิจารณาของเขาเหล่านั้น ดีกว่าไหม เชื่อเถอะ วิธีการของแม่ชีเมี้ยนแม้จะดีสักฉันใด แม่ชีเมี้ยนก็กล่าวว่า ผู้ที่จะหลุดรอดจากกรรม มาเชื่อพระพุทธเจ้า ทุกยุคทุกสมัย มีไม่มากนักหรอก

นั่นก็หมายความว่า อาชีพของท่านที่ต้มตุ๋นคน ใช้ชีวิตผู้อื่นเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ ย่อมต้องเฟื่องฟู มีผู้คนสนับสนุน แห่แหนกันไปเนืองแน่นอย่างแน่นอน ดังคำของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า "มนุษย์ เห็นกงจักร เป็นดอกบัว" กว่าเขาเหล่านั้นจะรู้ตัว ก็ถูกตัดขา ตัดอวัยวะ และดับชีพไปเสียแล้ว

ส่วนหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านบอกว่า ท่านอุปมาเหมือนวิทยุ ทำหน้าที่ส่งเสียง จะวางอยู่ในฐานะใดก็ตามแต่ใจ ท่านจึงไม่มีความจำเป็นต้องทำตัวให้คนมาหลงในตัวท่าน ซึ่งเป็นการผิดทาง การกระทำของท่าน จึงดำเนินไปเยี่ยงปุถุชน ไม่มีผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพร ใดๆ เลย ขอเพียงสัญญาที่ให้กับแม่ชีเมี้ยน คือ สืบทอดภูมิปัญญาและสอนให้คนนำธรรมของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ โดยไม่มีการเรียกเก็บเงิน จากสมุนไพรและคำสอนนั้น ก็เพียงพอ

การดำรงอยู่ของชมรม ก็ใช้ปัญญาของหลวงพ่อนิพนธ์ สุดแท้แต่จะดำเนินการ เพียงแต่ให้เป็นมาตรฐาน เท่าเทียมกัน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำได้เช่นกัน บนฐานของหลักการ "ตนพึ่งตน" ก็ใช้ได้

ท้ายสุด เราจึงอยากยกคำแม่ชีเมี้ยนที่เคยให้สติ ว่า นิสัยมนุษย์ รู้หนึ่ง พูดไปสิบ ไม่รู้ บอกว่ารู้ ไม่เห็นบอกว่าเห็น ไม่เป็น บอกว่าเป็น

ท่านคิดดีแล้วหรือ ที่จะใช้ชีวิตมนุษย์ มาเป็นเครื่องเลี้ยงตน แต่ถ้าท่านเชื่อว่า สิ่งที่ท่านทำอยู่ช่วยเพื่อนมนุษย์ได้จริง ก็มาช่วยรับคนไข้จากชมรมคนรักสุขภาพ ที่หมอทิ้ง ไปสร้างบุญหน่อยเถอะ ไม่ต้องเสียเวลามาโพสต์เช่นนี้หรอก

และสมาชิก ที่ชอบสถานที่แบบนี้ ถ้าไม่ช่วยกันสอดส่อง รักษาไว้ คนเหล่านั้นก็จะมาทำบาปเพิ่มขึ้นในสถานที่นี้ ช่วยกันดูแล อย่าให้เขามาทำเลย ....

"กรรม นะ กรรม จำไว้ให้ดี " นี่คือคำของแม่ชีเมี้ยนให้เป็นสติ

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รักษาไปทำไม ... ใช้สมุนไพรแล้วลงแดง

ความจำเป็นที่เราท่านต้องการรักษาโรค เพราะเชื่อว่าเรายังมีชีวิตอยู่อีกยาวนาน การเป็นโรคย่อมเป็นอุปสรรค ที่ก่อให้เกิดทุกข์แก่เราท่าน

แต่สำหรับท่านที่สูงอายุ ก็อาจเพียงแค่ขอให้ตายสบายไม่ทรมาน ก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องหายก็อาจยอมรับได้

หรือบางท่าน อาจมีเหตุผลสำหรับตน ในความต้องการรักษาโรคที่เป็นอยู่ ก็ตามแต่

ก็เมื่อเราท่านทุกท่านต้องตาย คำถามก็คือ ถ้าเราตายด้วยโรค หรือหนีโรคด้วยการฆ่าตัวตาย จะเป็นไรไหม

เพราะความรู้ของฝรั่งมังค่า พิจารณาเรื่องนี้ว่าโรคเป็นโรค เมื่ออาการรุนแรง เกิดทุกขเวทนามาก ก็ตรากฏหมายอนุญาตให้ฉีดยาตายได้

แต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และสอนว่า "โรค เกิดจากกรรม" เป็นตัวแทนมาทำให้เราทุกข์ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ "เมื่อตายแล้วต้องเกิด" อันเป็นวัฏสงสารที่พระพุทธเจ้ายืนยัน

ดังนั้น เมื่อเรายืมสังขารเขามาใช้เมื่อตอนเกิด แล้วคืนสังขารให้ในสภาพที่เป็นโรคงอม ไม่ว่าจะหนีด้วยวิธีใด สิ่งนี้ย่อมเป็นกรรมติดตัวติดวิญญาณไปในชาติหน้าด้วย

สรรพสัตว์ที่เกิดมา จึงมีคุณลักษณะของโรค หรือที่เรียกกันว่า "โรคกรรมพันธุ์" ติดมาตั้งแต่เกิด ไม่ต้องเชิญเขาก็มา ก็ด้วยติดมาจากผลของการกระทำในชาติที่แล้วนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แม่ชีเมี้ยนชี้ให้เห็นความสำคัญในการรักษาตน ให้หายจากโรค มีผลทั้งในโลกนี้ และต่อเนื่องไปในโลกหน้า ถ้าเราท่านทำได้ นำธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า บางหมวดบางตอน มาปฏิบัติจนหาย

ท่านกล่าวว่า เท่ากับเป็นการล้างสัญญาเดิม เมื่อตายแล้วเกิดใหม่ก็จะได้กายบริสุทธิ์ไม่มีโรคติดตามมา เรียกสิ่งนี้ว่า "มนุษย์สมบัติ" นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงเน้นย้ำว่า ขอให้เราท่านมีมานะอดทน ยืนระยะเวลาในการทานสมุนไพร และปฏิบัติตามธรรมคำสอน อย่างน้อยก็หมวด "ตนพึ่งตน" เพื่อสุขในโลกนี้ และโลกหน้า ที่จะตามติดวิญญาณเราไป หาใช่เงินทองหรือสิ่งอื่นใดที่แสวงหามาไม่

ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า นั่นหมายถึงเราเชื่อเรื่องกรรม ก็จะเห็นชัดว่า สิ่งที่มนุษย์สร้าง ป้องกันกรรมไม่ได้เลย ตึกระฟ้า สะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก รถยนต์เหล็กกล้า เมื่อกรรมมา กลายเป็นของเล่น พังฉิบหาย หายนะทั้งทรัพย์สิน และชีวิต

วันสิ้นปี มีปรากฎการณ์ใหม่ของประเทศไทย คือ รณรงค์ให้สวดมนต์ข้ามปี เพื่อป้องกันภัยพิบัติ สิ่งนี้ฝังอยู่ในรากเง้าของคนไทยมาแต่โบราณ ไม่มีสิ่งใดในโลก ป้องกันภัยได้ดีไปกว่า "ความดี" คือ การปฏิบัติตามธรรมคำสอนนั่นเอง

ใครจะเชื่อว่าสิ่งใดดี พึ่งได้ ก็ตามแต่ ผลที่ปรากฏจะเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่สิ่งที่ปรากฎให้เห็นเด่นชัดมาจนทุกวันนี้ "ไม่มีใครชนะกรรมได้ นอกจากหนึ่งเดียว คือ พระพุทธเจ้า" แล้วถามใจดู ว่าเราเชื่อว่าโรค เป็นโรค หรือ เป็นกรรม

คำตอบที่จะใช้ในการรักษาตน ก็จะปรากฎเด่นชัด จะเลือกทางไหนก็ตามแต่ใจคิด แต่แม่ชีเมี้ยนตรัสสอนว่า "กว่าจะรู้ความจริง ก็ตอนตาย จะกลับมาบอกก็ไม่ได้เสียแล้ว"

แม่ชีเมี้ยนจึงทิ้งท้ายไว้ให้ ว่า "คนมีบุญ เขาวัดกันตอนตาย" ลองไปตรองดูหาความหมายกัน

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อาการโรคกับอาการคุ้ยของสมุนไพร

รูปรอยของอาการของผู้ป่วย ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้บอกเสมอๆ คือ เมื่อสมุนไพรทำงาน ในระยะแรกสภาวะที่เห็นได้ชัด คือ มีอาการดูเหมือนดีขึ้นหรือหายจากโรคแล้ว

แท้ที่จริงแล้ว ท่านบอกว่า เกิดจากสภาวะที่โรคงงงัน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เคยเจอแต่คู่ต่อสู้ที่อ่อนกว่า คือเคมี เมื่อมาเจอคู่ต่อสู้ตัวจริง จึงเกิดสภาวะที่เหมือนนักมวยตั้งรับไม่ทัน จึงเกิดภาวะชะงักงันนั่นเอง

ผลที่เกิด ร่างกายจะมีสภาวะที่ดีขึ้น ยิ่งได้รับอาหารที่ครบหมู่ ร่างกายก็จะเกิดสภาวะที่พร้อมมากขึ้น เมื่อยืนระยะเวลาการทานสมุนไพร ยิ่งทำให้อวัยวะต่างๆ ฟื้นฟูได้มากยิ่งขึ้น จนในที่สุดเมื่อร่างกายพร้อม ก็จะทำสงครามกับโรค

การที่วิทยากรให้ทานอาหารที่หมอบอกว่าเป็นของแสลง นั่นแหละเป็นสารธรรมชาติที่ทำให้เข้าถึงโรคที่เป็น เมื่อร่างกายพร้อม ก็จะไปคุ้ยโรค เพื่อสร้างภูมิต้านทานขึ้น ในขณะที่โรคยังแก่ตัวไม่เต็มที่นั่นเอง

หมายความว่า สภาวะที่เราเห็นในตอนแรก โรคแค่หยุด แล้วถอยร่นกลับไปตั้งหลักในฐานของตนเอง หลบซ่อนเพื่อฟูมฟักตนให้แก่ และมีฤทธิมากขึ้น นั่นเอง

แต่ร่างกายเราเป็นหมอที่มีความสามารถเฉพาะตัว รู้เขารู้เราเป็นอย่างดี เมื่อสมุนไพร ฟื้นฟูอวัยวะได้ และร่างกายมีสารที่ได้รับจากอาหารครบหมู่ เมื่อพร้อมทำศึก ก็จะสู้กับโรคทันที ไม่รอให้เชื้อนั่นแก่ตัว ทำให้ง่ายต่อการเอาชนะนั่นเอง

แต่เพราะการขาดการเรียนรู้ ทำให้เราไม่รู้ว่า เมื่อร่างกายสู้กับโรค จะเป็นลักษณะเช่นไร ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อนิพนธ์เคยมีดำริหลายครั้ง ที่จะให้มีการแยกผู้ป่วยแต่ละโรค เพื่ออธิบายลักษณะดังกล่าวนี้ที่จะเกิดขึ้น จะได้รู้ก่อน และเตรียมตัว เตรียมใจรับได้ทัน

ที่เห็นได้ชัด คือ ส่วนไหนมีปัญหา อวัยวะนั้นย่อมต้องมีอาการ ถ้าท่านมีอาการไอ หลังจากทานสมุนไพรมาหลายเดือน แสดงว่าร่างกายพร้อมแล้วที่จะเคลียร์ปัญหาที่ปอด หรือส่วนเกินที่อยู่ในปอดนั่นเอง หรือพวกที่เป็นมะเร็งน้ำเหลืองที่คอ ก็จะมีอาการบวมออกมาจนเท่ากับลูกฟุตบอลเล็กๆ ให้เห็น

ความแตกต่างระหว่าง อาการจากโรค กับอาการจากการคุ้ยของสมุนไพร คือ สภาวะของร่างกายนั่นเอง คนที่มีอาการจากโรค ร่างกายย่อมอ่อนแอ พร้อมจะถูกโรคแทรกตลอดเวลา ในขณะที่อาการจากการคุ้ย ผู้ป่วยจะแข็งแรง แต่มีอาการเสมือนเป็นโรคนั้นๆ

วิทยากร อ.อร่าม มักพูดเสมอๆ ให้ฟังว่า กรณีคนเป็นเบาหวาน น้ำตาลอาจขึ้น ถึงทะลุหลักพัน แต่ก็สามารถทำงานปกติ ไม่มีอาการงง ริมฝีปากแห้ง ซึ่้งเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

เมื่ออาการจากการคุ้ยโรคปรากฎ หลายคนจึงตีโพยตีพายว่า สมุนไพรทำให้เป็น บางคนจึงเลิกทาน บางคนกลับไปหาหมอพึ่งเคมีแทน ทั้งที่ความจริงแล้ว นี่แหละคือการทำสงครามกับโรคอย่างแท้จริง ถ้ายืนระยะและผ่านได้ ท่านก็จะกลายเป็นผู้ที่หายจากโรคอย่างถาวรนั่นเอง เพราะจะเกิดสภาวะที่ร่างกายสามารถสร้างภูมิจนเอาชนะโรคได้นั่นเอง เมื่อร่างกายชนะได้ครั้งหนึ่ง ก็จะสามารถป้องกัน และตอบสนองอาการโรคนั้นได้อย่างรวดเร็ว และชนะตลอดไปนั่นเอง จึงเรียกว่า หายโรคนั่นเอง

วิทยากรจึงมักกล่าวให้ได้ยินเสมอว่า ถ้าลักษณะดังกล่าวปรากฎ นั่นหมายความว่า เรากำลังจะหายโรคแล้วนั่นเอง

ลงแดงคืออะไร

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายไว้ว่า คือ การที่สภาพร่างกายปรับเปลี่ยนสภาพ ความปกติ ไปตามนิสัยของเจ้าของนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น สภาพของคนปกติ ที่สภาวะของเลือดทั่วไป เมื่อได้รับสารจากภายนอกก็จะปรับสภาพกลับมาเป็นปกติ นั่นหมายถึง การกระทำนั้นๆ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

หากเจ้าของร่างกายนั้น เริ่มมีนิสัย คือ ทานแอลกอฮอล์ ทุกวัน เป็นประจำ จนมีระยะนานพอสมควร ร่างกายก็จะชินและเริ่มปรับเปลี่ยนความปกติของร่างกาย จากเดิม กลายเป็นสภาวะที่ปกติต้องมีแอลกอฮอล์อยู่ในเลือดนั่นเอง

เมื่อสภาวะปกติกลายเป็นเช่นนั้น หมายความว่าเจ้าของต้องเติมแอลกอฮอล์เข้าไปเสมอ ร่างกายจึงทำงานเป็นปกติ

ก็แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าร่างกายขาดแอลกอฮอล์ อวัยวะต่างๆ จะขาดสารแอลกอฮอล์ ทำให้ทำงานผิดปกติ เกิดอาการมือไม้สั่น ทำงานไม่ได้ สภาวะเช่นนี้ คือ ตัวอย่างของการลงแดง อย่างหนึ่ง

หมายความว่า ร่างกายคุ้นเคยกับการมีเคมีในร่างกาย จนสภาวะปกติคือ การมีสารเคมีในร่างกายนั่นเอง เมื่อไม่ได้รับสารเคมี ก็จะเกิดอาการนั่นเอง

ดังนั้น ความรุนแรงของอาการลงแดง จึงขึ้นกับว่า สารเคมีนั้นเป็นอะไรนั่นเอง ยิ่งสารเคมีก่อให้เกิดผลกระทบมาก ยิ่งทำให้คนคนนั้นทรมานมาก ที่เห็นเด่นชัด คือ สารเคมีในยาเสพติดนั่นเอง ที่ส่งผลให้ เกิดอาการรัดตัวของกระดูก จนรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทงมากมาย อันเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทั่วไป แม้อยากเลิก ก็ทำได้ยาก เพราะกลัวอาการเช่นนี้นั่นเอง

เมื่อใครก็ตาม เลือกที่จะเดินทางเส้นทางการใช้สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ก็คือเลือกที่จะหยุดยาเคมี ผลอันนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ความรุนแรงก็ขึ้นกับประเภทของสารเคมีที่ใช้ และระยะเวลาที่ใช้

แต่ความโดดเด่นของสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ก็คือการลดอาการลงแดงนี้เอง ทำให้ตั้งแต่อดีตยุคถ้ำกระบอก จึงมีผู้มาเลิกยาเสพติดกันมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น คือ การที่สมุนไพรสามารถนำสารเหล่านี้ออกจากร่างกายได้หมด ทำให้สภาวะของเลือดเปลี่ยนกลับไปเป็นปกติเหมือนแรกเกิดอีกครั้ง

ถึงแม้เป็นเรื่องที่คนส่วนมากจะพบเจอ แต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องน่ากลัว ส่วนใหญ่แล้วคนจะผ่านได้ เมื่อมีสมุนไพรช่วยประคอง

สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือ การยอมให้มีสารเคมีวนเวียนอยู่ในร่างกายนั่นเอง เช่น ข่าวของน้องๆ สามคน ที่หยิบยาของน้าสาวมาทาน หนึ่งคนเสียชีวิตทันที สองคนยังอยู่ในห้องฉุกเฉิน

ก็เลือกกันว่า จะเก็บไว้แล้วลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือยอมลงแดง เพื่อให้หมดจากร่างกายไป

บ้านกับผู้อาศัย

วันนี้ขอนำบทความเรื่อง "บ้าน กับ ผู้อาศัย" ของคุณณัฐนนท์ ที่โพสไว้ใน Facebook มานำเสนอในบล็อกนี้ คุณณัฐนนท์ ได้เขียนบทความนี้ แทนการตอบคำถามของผู้ที่มาโพสถามไว้ว่า

" พ่อเป็นมะเร็งปอด ระยะสุดท้ายค่ะ ตอนนี้พ่อทานสมุนไพรมาได้ 4 เดือนแล้วค่ะ ตอนทานแรกๆ อาการดีขึ้นกินข้าวได้ เดินได้ดีดูแข็งแรงขึ้น แต่ตอนนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ได้ มีอาการไอมากขึ้น เหนื่อย หายใจไม่ทัน เมื่อยตามตัว ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรค่ะ แล้วจะดีขึ้นรึป่าวค่ะ ช่วยตอบหน่อยนะค่ะ"

แน่นอนว่า คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดี เท่ากับตัวคนไข้เอง บทความข้างล่างนี้ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป เพียงแต่เป็นข้อคิด และเป็นกำลังใจให้กับสมาชิกหลายๆ ท่านที่ทานสมุนไพรอยู่ ให้อดทน เข้มแข็ง และเชื่อมั่นในทางที่เลือกเดิน แล้วท่านจะประสบความสำเร็จ คือความไม่มีโรค ได้ในที่สุด

หลวงพ่อนิพนธ์เคยเปรียบเทียบให้ฟังว่า การฟื้นฟูร่างกายด้วยการกินสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยนนั้น ก็เปรียบเหมือนบ้านกับผู้พักอาศัย “บ้าน” เปรียบเหมือนสังขาร “ผู้อาศัย” เปรียบเหมือนวิญญาณ

เมื่อบ้านผุพัง สกปรกรกรุงรังก็เปรียบเหมือนสังขารคนที่ ป่วย ผู้ที่อยู่อาศัยคือ วิญญาณ ย่อมอยู่ไม่สบาย การทานสมุนไพรในระยะแรก แล้วสามารถทำให้ทานอาหารได้ อาการดูดีขึ้น ก็เปรียบเหมือนสมุนไพรเป็นช่างซ่อมบ้าน เมื่อเสาบ้านผุก็ต้องหาเสามาค้ำบ้านให้แข็งแรงก่อนในขั้นแรก(นั้นคือระยะ 4 เดือนแรกที่กินข้าวได้)

แล้วหลังจากค้ำบ้านไม่ให้ทรุดพังลงมาได้แล้ว ก็ถึงคราวที่ช่างจะรื้อบ้านในส่วนที่ผุพังออก เช่น กำแพง,เสา,หน้าต่าง,พื้น,หลังคา ฯลฯ ก็จะทำให้บ้านยิ่งรกมีฝุ่นเต็มไปหมด ไม่มีกำแพงกันหนาว ไม่มีหลังคากันร้อน จึงทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกไม่สบายตัวมากขึ้นกว่าเดิม(นั้นคือระยะ 1 สัปดาห์หลังที่มีอาการ) แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่างได้ค้ำยันบ้านไว้แล้ว บ้านจึงไม่พังลงมา ทำให้ยังอยู่อาศัยได้

ขั้นต่อมาคือ ช่างจะทำการสร้างเสาใหม่ คานใหม่ พื้นใหม่ กำแพงใหม่ หลังคาใหม่ ให้เสร็จ เมื่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ก็จะเป็นบ้านที่น่าอยู่อาศัย สะอาด ปลอดภัย ผู้อยู่อาศัยก็รู้สึกสบายตัว(ระยะเวลาในการซ่อมบ้านของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ที่กรรมของแต่ละคน)

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่อยู่อาศัยจะต้องอดทนอยู่ในบ้านที่กำลังซ่อมให้ได้ ถ้าทนให้ช่างซ่อมบ้านจนเสร็จไม่ได้ จนต้องย้ายออกจากบ้านไป จะไม่ประสพผลสำเร็จในการรักษาตัวอย่างแน่นอน

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44