วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ถามใครดี

สมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา มีองค์สอง คือ ธรรมรักษากรรม แล สมุนไพรรักษาโรค

อันว่าเรื่องของธรรม ก็ต้องฟังจากคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วพิจารณา ปัญหาขององค์นี้ก็คือ ความรู้เดิมที่มีมานั่นเอง อันนี้พระภูมีจึงว่า ต้องใช้ปัญญา พิจารณาเอาเหตุและผล มาหักล้างความคิดตนให้ได้

เรื่องขององค์ธรรม จึงเป็นเรื่องเฉพาะตน ใครก็ช่วยใครไม่ได้ หลักนี้จึงเรียก หลักตนพึ่งตน เพราะใครจะมาบังคับให้ทำไม่ได้เลย ส่วนนี้หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ใครทำ ใครได้

ในขณะที่องค์ของสมุนไพร แยกย่อยเป็นสองส่วน หนึ่งก็คือ ควรใช้สมุนไพรชนิดใด อันนี้ก็ต้องอาศัยการชี้แนะจากหลวงพ่อนิพนธ์เป็นหลัก อีกส่วนหนึ่งก็คือ การทานแลอาการที่พึงเกิด อันนี้ก็ต้องอาศัยประสพการณ์ของผู้ทานที่ผ่านมาเล่าให้ฟัง

การได้ยินได้ฟัง แลรับรู้ว่า อาการหรือสิ่งที่อาจจะพึงเกิด เมื่อทานสมุนไพรในการฟื้นฟูโรคนั้นๆ จะทำให้ผู้ที่กำลังจะมาทาน ได้เตรียมตัวเตรียมใจ หลวงพ่อนิพนธ์มักเรียกคนที่มาทำหน้าที่นี้ว่า ผู้ที่ทำตนเป็นพระมาลัย

ในยุคนี้ คนที่เราเห็นว่า มีประสพการณ์สูงสุด ในการทานสมุนไพร ผ่านอาการต่างๆมามากมาย ด้วยตนของตนเป็นโรค ชนิดที่เรียกว่า สารพันโรคหนักๆ มารวมอยู่ที่ตนคนเดียว คงไม่มีใครเกิน อ.อร่าม ผู้ที่เป็นวิทยากรในการบรรยาย การทานสมุนไพรนั่นเอง

หลายคนที่ทานสมุนไพรมานาน อาจไม่รู้เลยว่า สมุนไพรที่แม่ชีเมี้ยนทรงทิ้งไว้ให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ นั้นมีกว่าครึ่งร้อยขนาน เพราะที่เห็นทุกเมื่อเชื่อวัน ก็ ยาเขียว ไพลเหลือง ไพลดำ ปอด เบาหวาน ตำลึง มะพร้าว ... สิบกว่าชนิด ก็คิดว่าคงจะมีเท่านี้แหละ

อ.อร่าม เคยเล่าให้ฟังว่า ท่านนับชนิดของสมุนไพรที่หลวงพ่อนิพนธ์เมตตาทำให้ทาน จนถึงวันนี้ ก็ปาเข้าไป ๓๒ ขนานแล้ว

ด้วยประสพการณ์ของท่าน อ.อร่าม ประสพมาเอง ดังนั้น การเล่าถึงสมุนไพรว่า อาการเมื่อสมุนไพรคุ้ยโรค ในสมุนไพรชนิดต่างๆ เป็นอย่างไร จึงเรียกได้ว่า ไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน

สิ่งหนึ่งที่เราได้ฟัง แลคนมักเข้าใจผิด นั่นคือ ความหวังที่ทานสมุนไพรไปแล้ว อาการจะเบาบางลง หรือหายไปเลย

อาทิเช่น หากเราท่านมีอาการไอ มีเสมหะมาก ก็มักจะมีคนแนะนำให้ไปขอสมุนไพรมะนาว จะได้หาย

อ.อร่าม เล่าว่า หากแต่ความเป็นจริง การทานสมุนไพรมะนาว อาจจะไม่ทำให้การไอน้อยลงเลย บางครั้งกลับไอมากขึ้น แต่สมุนไพรมะนาว ทำให้การไอของเราท่านมีคุณภาพ อันหมายถึง ไม่จำเป็นต้องไอแบบขากเสลด โครกคราก เสมหะก็หลุดออกมาแล้ว ที่สำคัญ ปกติเมื่อไอมาก จะทำให้ร่างกายเสียกำลัง โดยเฉพาะคนไข้ที่สูงอายุ หรือเป็นหนัก แต่เมื่อทานสมุนไพรมะนาว จะช่วยให้ไม่เหนื่อย หรือเพลีย เมื่อมีอาการไอ

เราจึงเสียดาย หลายคนไม่ให้ความสำคัญ แลไม่ฉวยโอกาสในการถามไถ่ ท่าน อ.อร่าม ในยามที่มาบรรยาย

ผลก็คือ เมื่ออาการเกิด ก็จะมาโทษว่า เป็นเพราะทานสมุนไพร อาการนี้ อาการนั้นจึงเกิด อาจลามปามไปถึง หากมีการเสียชีวิต ก็โทษว่าเป็นเพราะทานสมุนไพรไปเลย

หลักแต่โบราณ รู้เขา รู้เรา เป็นเรื่องสำคัญ แต่หลายคนไม่รู้ยังพอว่า แต่ไม่ยอมฟัง เอาแต่หวังลมๆแล้งๆ เอาง่าย จบแค่ทานสมุนไพรพอ ช่างน่าเสียดายเวลา แลโอกาส ของคนเหล่านั้นนัก เพราะมาแล้ว เสียแล้ว แต่ท้ายที่สุดย่อมช่วยตนไม่ได้

เราจึงอยากเตือนว่า การถามไถ่ผู้ที่ไม่รู้จริง ย่อมเสี่ยง เพราะเป็นเรื่องของชีวิต คนมากมาย แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า รู้หนึ่งพูดไปสิบ ดังนั้น หากอยากรู้เกี่ยวกับการทานสมุนไพร และอาการที่อาจจะพึงเกิด เข้าไปฟัง อ.อร่าม แลถามไถ่ แน่นอนที่สุด

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

คิดจะเอาผล


คนไทยมีนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นคือ ความง่าย อะไรก็ได้ สบายๆ แล้วๆกันไป

แลที่สำคัญ นั่นคือ ความเชื่อ หรือมักจะแฝงว่า ศรัทธา

ดังนั้น การกระทำใดเมื่อทำแล้ว ตนพอใจ ก็จบตรงนั้น ไม่สนว่าทำแล้วผลจะเกิดอะไร พอใจที่ได้ทำ แล้วก็ตู่คิดเอาเองว่า เมื่อทำแล้วต้องได้ผล

คร้ันมาเจอศาสนา หลวงพ่อนิพนธ์่ชี้ให้เห็นว่า นั่นคือความคิด ความฝัน นึกไปเอง ว่าทำแล้วต้องได้ ความจริง มันมีแต่ลม

เพราะสิ่งที่มีผลอันแท้จริง ต้องดูที่ผลแห่งการกระทำ ว่าให้คุณให้โทษแก่ผู้ใดบ้าง

คำสอนที่เราท่านมักได้ฟังเสมอ ที่หยิบยกมา โดยเฉพาะนิสัยคนไทย ที่ชอบสร้างโบสถ์ สร้างศาลา ทำบุญ ตักบาตร แล้วก็อุปโลกเอาเองว่า ทำตามคำสอนของพระภูมี สิ่งที่ทำนั้นเป็นบุญ เมื่อทำแล้วบุญย่อมย้อนมาอุปถัมภ์ตนในภายภาคหน้า แลได้สมหวังตามปรารถนาที่อธิษฐานเอาไว้

แต่ครั้นเวลาผ่านไป ความจริงก็ปรากฎ สิ่งที่ทำไม่ช่วยตนได้เลยแม้นแต่สักนิด เมื่อกรรมมาถึง ทุกข์ก็บังเกิด โรคภัยก็เบียดเบียน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนว่า พระภูมีสอนให้พิจารณาซึ่งเหตุและผล การพิจารณาแต่เหตุแล้วด่วนสรุป พูดเองเออเอง ไม่เป็นแก่นสาร เอามาอ้างไม่ได้ หากแต่เมื่อผลปรากฎ จึงจักพิจารณาว่า เหตุแห่งการเกิดผลนั้นถูกหรือผิด ถ้าผลถูกปรากฎ การกระทำย่อมถูก ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ผิดกฎของค่านิยม กฎหมาย กฎสังคม หรือ ข้อบังคับลัทธิพิธีกรรมใดๆก็ตาม

นั่นหมายความว่า หากเราท่านคิดจะเอาผล อย่าไปพึงดูที่การกระทำหรือวิธีการ เพราะจะมีอคติ ให้ดูผลแห่งการกระทำนั้นๆ

ดังนั้น การกระทำใดที่เป็นผล จึงต้องอาศัยซึ่งองค์ประกอบ ผู้รับ แล ผู้ให้ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ปรบมือ ผลจึงเกิด

หลวงพ่อนิพนธ์ยกตัวอย่าง หากเรามีน้ำแก้วหนึ่ง แล้วเลือกที่จะให้แล้วไซร้ หากเรานำน้ำแก้วนั้นไปให้ผู้ที่มีน้ำเป็นตุ่ม น้ำของเราก็ไร้ค่า เรียกว่าผู้ให้เต็มใจให้ แต่ผู้รับไม่ต้องการ หรือไม่อยากได้ ค่าของน้ำจึงแทบไม่มี หรือไม่มีเลย เพราะเขาเทน้ำเราทิ้ง หรือวางทิ้งไม่ใช้

หากแต่น้ำแก้วเดียวกัน เรานำไปให้แก่ผู้ที่เดินทางมาเหน็ดเหนื่อย กระหายน้ำจนแทบสิ้นชีวิต น้ำแก้วเดียวกันกลับมีค่ามหาศาล เพราะหมายถึงชีวิตคนเลยทีเดียว

อุปมาข้าวมธุปายาส ของนางสุชาดา ก้อนเดียว แทบทำให้นางสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ด้วยผลแห่งข้าวก้อนนั้น ทำให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์มากมาย แลมีพระอรหันต์ถึงเกือบแสนรูปนั่นเอง

ก็แล้วข้าวที่เราท่านบรรจงทำ ไปใส่บาตรทุกวันนี้ ทำไมจึงไร้ค่า เพราะผู้ทาน ทานแล้วนำแรงหรือกำลังที่ได้ไปทำอะไร

จึงไม่แปลกว่า ในการทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์เน้นย้ำว่า ขอให้เราท่าน มีมานะในการทานสมุนไพร และประพฤติตามธรรมคำสอนของพระภูมีที่ชี้แนะให้ เพราะผลบุญจักบังเกิด ก็ต่อเมื่อมีผู้ทาน ทำตนจนหายโรค และเป็นคนดีได้นั่นเอง มิเช่นนั้น การกระทำทั้งหมดที่ทำไปก็ไร้ค่า เพราะไม่มีผลแก่ผู้ใด

สิ่งที่แทรกเข้ามา และเป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จ เรียกว่าเป็นกระไดขั้นแรกแห่งความสำเร็จ ในการใช้ทางเลือกนี้ แม่ชีเมี้ยนยกมาให้ฟังว่า พระภูมีทรงตรัส นั่นคือ "ความกตัญญู"

ธรรมหมวดสมุนไพร จะใช้ให้สำเร็จ ผู้ทานจึงต้องมีจิตกตัญญู และด้วยสิ่งนี้ ทำให้มุ่งมั่น มานะทาน และปฏิบัติตน

เมื่อขาดสิ่งนี้ ก็ขาดคุณสมบัติ แลไม่มีวันประสพผล

พูดง่ายๆ ธรรมของพระภูมีเป็นหลักปราชญ์ สอนให้เราท่านพิจารณาคนได้ จากพฤติกรรมนั่นเอง

คนขาดกตัญญู ย่อมไม่มีการควบคุมตน ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมคนเหล่านี้ เมื่อเข้าห้องสวดมนต์ จึงรักษาความสงบไม่ได้ แลคนรู้ ย่อมไม่อยากคบค้าสมาคม หรือพูดดีด้วย

คิดจะเอาผลในการช่วยตน ต้องเป็นคนดี แลรากฐานที่สำคัญ นั้น ย่อมมีจุดเริ่มจากความกตัญญููแก่ผู้ให้นั่นเอง ใครตกกระไดขั้นนี้ สิ่งที่ทำหลวงพ่อนิพนธ์อุปมาเหมือนสร้างเจดีย์ที่มีพื้นฐานไม่มั่นคง ไม่ว่าเจดีย์นั้นจะใหญ่สักแค่ไหน โดยเขย่าเบาๆก็พังครืนแล้ว ไม่ต้องพายุหรอก

เมื่อมีกตัญญู ย่อมมีมานะ พยายาม ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นคนดี แล้วทานสมุนไพร ผลสำเร็จย่อมบังเกิดอย่างแน่นอน นี่แลเครื่องตอบแทนที่แม่ชีเมี้ยน พระพุทธเจ้า แลหลวงพ่อนิพนธ์ต้องการ ...

บทสรุป หลวงพ่อนพิพนธ์ย้ำคำแม่ชีเมี้ยนที่ตรัสว่า ศาสนาของพระภูมี มีไว้เพื่ออะไร ไม่ใช่สร้างวัตถุ หากแต่มีไว้เพื่อสร้างคน นั่นหมายความว่า อยากจะเอาผล ต้องสร้างตนเป็นคนดีให้ได้นั่นเอง

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เรื่องเล่าที่หายไป

โลกวันนี้ หล่อหลอมคน โดยการนำเอาผลเลิศ มาหลอกล่อ ให้ทำตาม

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คนทั้งหลายเมื่อได้ยินได้ฟัง เรื่องใดสอดคล้องกับความอยากของตน ก็รีบกระโจนเข้าใส่ คาดหวังผลเลิศนั้น จะบังเกิดกับตน ไม่ได้ดูรายละเอียด เส้นทางที่จะเดินไป เป็นอย่างไร ผลก็คือ น้อยกว่าน้อย ที่คนเหล่านี้จะไปถึงซึ่งความฝันของตน

ตัวอย่างที่เด่นชัด สมัยนี้ เดินเข้าร้านหนังสือ หรือห้องสมุด จะหาหนังสือดีๆสักเล่มก็ยากยิ่ง แต่หนังสือ ... แล้วรวย มีขายวางให้เกลื่อน ก็ไม่แปลกเพราะคนทั้งหลายก็อยากรวยทั้งนั้น ยิ่งเป็นทางที่ไม่ต้องทำงานหนัก แล้วรวย

เมื่ออ่านบรรดาหนังสือเหล่านั้น ก็จะเห็นตัวโตๆ ว่าประสพผลอย่างนั้น อย่างนี้ แต่รายละเอียดในการที่จะก้าวมาถึงตรงนั้น มันหายไป ... หรือมีก็ลางเลือน ใช้กับตนไม่ได้

ย้อนกลับมายังแนวทางสมุนไพรก็เช่นกัน หลายคนที่มา ก็ด้วยเรื่องเล่าขาน หรือเห็นผู้ซึ่งประสพผล

จิตจึงมุ่งหวังว่า เมื่อตนมาย่อมประสพผลเช่นเดียวกัน

หากแต่ความจริง สถานที่นี้ผ่านคนมาเป็นแสนคนแล้วในวันนี้ แต่ผู้ที่ประสพผลในการช่วยตน ประมาณคร่าวๆ ก็ไม่น่าจะเกินร้อยละ ๕ เท่านั้นเอง

แต่เรื่องราวที่คนประสพผล ย่อมเป็นที่คนอยากฟัง เพื่อความหวัง หากแต่เรื่องที่ฟัง มีแค่ส่วนเดียวคือตอนจบของคนเหล่านั้น ว่าเขาประสพผล แต่เรื่องราวระหว่างทาง กว่าจะประสพผลนั้นเป็นอย่างไร ผ่านอะไรมาบ้าง แทบจะไม่เคยได้ยิน

แลก็มีเรื่องราวอีกอย่างหนึ่ง ที่เราคิดว่าสำคัญ นั่นคือ เรื่องของคนส่วนใหญ่ ที่ไม่ประสพผลในแนวทางนี้ นี่แหละคือเรื่องเล่าที่หายไป ที่สำคัญ

แม้นธรรมจะวิเศษสุดสักฉันใด สมุนไพรจะดีสักฉันใด ก็แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ จึงละทิ้งหรือไปไม่ถึงฝั่งฝัน

การประเมินกรรมต่ำไป นั่นเอง ทำให้ประมาท

แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสเตือนสติว่า เมื่อวาระสุดท้ายแห่งกรรมยังมาไม่ถึง เราท่านก็ยังไม่ซึ้งซึ่งความทุกข์ กว่าจะรู้ตัวก็กลับตัวไม่ทันแล้ว จะกลับมาบอกก็ไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้มาเตือนสติ อย่าประมาท ตีงูต้องตีให้ตาย หากจะช่วยตน ก็ต้องทำให้จบในคราวเดียว

คำตอบที่สะท้อนกลับมา นั่นคือ ไม่มีเวลา ต้องทำมาหากิน ต้อง... สารพันสารเพ ที่ใช้เป็นข้ออ้าง แล้วทำให้งานสำคัญคือกอบกู้ชีวิตตน กลายเป็นงานกระจอก ไว้ทำเมื่อไหร่ก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้

จึงอยากจะหยิบยกภาพที่หายไปเหล่านี้มาให้ฟังบ้าง คนหลายคนที่ผ่านมาสถานที่นี้ มักจะเริ่มจากการไปรักษาตัวที่อื่น จนหมดหนทาง แล้วจึงมาใช้สถานที่นี้

เมื่อมาทำถูก ผลถูกก็เกิด ร่างกายตอบรับการกระทำของตน แล้วดีวันดีคืน

หลายคน กลับมาช่วยตนเองได้ ทิ้งไม้เท้า ทิ้งรถเข็นได้

พอร่างกายเริ่มกลับมามีสภาพช่วยตัวเองได้ ที่นี้ก็เริ่มมีความเห็น ... ไม่ว่าด้วยเหตุใด ความห่างเหินก็เริ่มเกิด หรือแม้นกระทั่งห่างหายไปเลยก็มี

เมื่อยังช่วยตนไม่แล้วเสร็จ ท้ายที่สุดงูที่ยังไม่ตายก็แว้งกลับมาฉก อาการที่เคยเป็นก็หวนคืน ทีนี้จะกลับมาก็อายบ้าง ทิฐิบ้าง หรืออาหารหวนเฉียบพลันจนมาไม่ได้ก็มาก

เราจึงเสียดายเรื่องเล่าเหล่านั้น เพราะมันจะเป็นอุทาหรณ์ให้คนรุ่นหลัง ได้รู้ว่า หนทางนี้ มันไม่ราบเรียบ กรรมมันพร้อมที่จะฉุดกระชากเราท่านให้ออกจากวงจรการช่วยตนนี้ทุกวิถีทาง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า สิ่งที่เรากำลังสู้คือกรรม ย่อมไม่ปล่อยให้เราพ้นจากการเป็นบริวารง่ายๆอย่างแน่นอน ย่อมใช้ทุกสิ่งอย่างมาเป็นเหตุให้เราท่านทิ้งสิ่งดีๆที่ช่วยตนไป กลับไปอยู่ในสายกรรม

แลคนที่ไม่ประสพผล ก็ไม่เคยหวนกลับมาเล่าให้ฟังเลยว่า เพราะเหตุใด แต่ความจริงก็ประจักษ์ คนที่ไม่ประสพผลมีมากกว่ามาก

จึงอยากเตือนว่า หากคิดจะประสพผล หลวงพ่อนิพนธ์เตือนเสมอ อย่าประมาท ประเมินกรรมต่ำ มิฉะนั้น เมื่อรู้ตัว ก็หลุดวงโคจรไปเสียแล้ว โอกาสในการช่วยตนก็หมดลง

เมื่อมาแล้ว จึงหนีไม่พ้นที่ต้องเผชิญเหตุ ไม่ต้องโทษผู้ใด เหตุอันนั้น นั่นแลกรรมของเราท่าน มาดลบันดาล

สู้กับกรรม สู้กับโรค


จุดเริ่มที่แตกต่างอย่างเด่นชัด ที่พระภูมี ทรงชี้ให้เห็น แลหลวงพ่อนิพนธ์เน้นย้ำว่า คู่ต่อสู้ที่แท้จริงมิใช่โรค หากแต่เป็นกรรม ที่เราท่านทำมาต่างหาก

แนวทางนี้ จึงเริ่มต้นคำสอนที่ว่า ความคิดใดๆในโลก ล้วนแล้วแต่เป็นความคิดที่มีรากฐานมาแต่กรรม จะนำมาใช้ซึ่งการรักษาโรค รักษากรรมไม่ได้เลย

วิทยากรจึงกล่าวบ่อยๆในการบรรยายแก่สมาชิกใหม่ ว่า หากพร้อม ก็ควรเลิกเสียทั้งหมด ในวิธีการเดิมๆ ไม่ว่าจะยาเคมี สมุนไพรอื่นๆ ลัทธิ พิธีกรรม ชีวจิต มังสวิรัต กินเจ รวมไปถึงอาหารเสริมทุกขนาน เพราะสิ่งนั้น มิเพียงไม่ช่วยให้หายโรค แต่ยังอาจสร้างโรคใหม่ให้เกิดขึ้นได้ อันหมายถึงไม่ช่วยยังซ้ำให้อาการหนักขึ้นไปอีกนั่นเอง

คำถามที่มักย้อนแย้งมาเสมอ นั่นคือ ทำไมมีคนหายด้วยวิธีเหล่านั้นให้เห็นเล่า หลวงพ่อนิพนธ์จึงอรรถาธิบายให้ฟังว่า ก็ด้วยคนผู้นั้น ยังมีพรหมลิขิตนั่นเอง เมื่อยังไม่ถึงที่ตาย ไม่ต้องยาเม็ดละล้านหรอก แค่เม็ดละบาท ก็รอด

ปัญหาก็คือ เราท่านพรหมลิขิต ดีอย่างเขาหรือไม่นั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้จุดให้ดูว่า เพราะมนุษย์เกิดมาต่างกรรม ต่างวาระ จึงจะเอาเหมือนกันไม่ได้

พวกที่โลภ เห็นความอยากตรงนี้ จึงเอามาเป็นจุดขาย ดูซิ คนนั้นทำอย่างนี้หายเห็นไหม ... แต่ความจริงมันใช้ไม่ได้กับทุกคน เรียกว่าไม่มีมาตรฐาน

สิ่งที่ช่วยได้จริง ต้องมีมาตรฐาน ผู้ใดทำเหมือนกัน ย่อมได้ผลเฉกเช่นเดียวกัน

แลย้อนกลับมา หลวงพ่อนิพนธ์จึงสรุปให้ฟังว่า โลกนี้แต่โบราณกาล พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า หนทางเดียวที่จะชนะโรค ชนะกรรม นั่นคือ ต้องใช้ "ธรรม"

ทีนี้มาพิจารณาในรายละเอียด หลวงพ่อนิพนธ์ก็สอนว่า ด้วยเราท่าน ต่างกรรม ต่างวาระ เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง ต้องพิจารณาความเป็นจริง ไม่ใช่ตามความอยาก

หลายคนมาสถานที่นี้ เขาอาจไม่ต้องทำอะไรมาก แค่มาสวดมนต์ เข้ากระโจม ทานสมุนไพร ก็ช่วยตนได้แล้ว เราเห็นเราก็ทำตาม แต่เขาหาย เราไม่หาย นี่แหละไม่พิจารณาตน

คนที่เอาเหตุเอาผล แลฟังคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์นำมาพิจารณา ก็ต้องได้คิดว่า เพราะกรรมของเรามันหนัก สาหัสกว่าผู้นั้นนั่นเอง การกระทำที่เราทำมันจึงไม่พอที่จะช่วยตน

ก็ต้องสร้างตัวกระทำที่มากกว่าเดิม อาศัยธรรมนำตน หลวงพ่อนิพนธ์ก็ชี้ช่อง ให้ว่า ก็ให้มีสติ รักษากรรมฐาน คือ ความสงบ ใน ๓ สถานที่ นั่นคือ ห้องสวดมนต์ ห้องอบ และขณะรับสมุนไพร

เมื่อเรียนก็ต้องสอบ เมื่อสอบ ก็ดูผล เมื่อทำตามคำสอนแล้ว ยังเอาไม่อยู่ หลวงพ่อนิพนธ์ก็บอกว่า ก็ต้องเริ่มใส่ยาแรงขึ้น นั่นคือ การเสียสละ ทำตนเป็นพระเวสสันดร ด้วยการเป็นจิตอาสา ให้สุขแก่ผู้อื่น

ยายังแรงไม่พอ อาสาแล้วก็ยังกระเตื้องยาก ก็ต้องเพิ่มธรรมหมวดใจเข้ามาประกบ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนให้เราทำใจ "ไม่โกรธ ไม่เห็นผู้อื่นผิด และไม่ติเดียนผู้อื่น" สักวันละชั่วโมงสองชั่วโมง ตามแต่กำลัง

หากแต่ว่ากรรมที่ทำมามันแรงนัก ขั้นตอนพิธีกรรม ที่กระทำที่มูลนิธิ ก็ยังหยุดไม่อยู่ ทีนี้ก็ต้องเพิ่มความเข้มข้น หาเวลามาสร้างตัวกระทำที่มีน้ำหนัก เลียนแบบพระนั่นคือ มีการกระทำ กาย วาจา ใจ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง สักระยะหนึ่ง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงเปิดให้มีการมาบวชชี หรือ มาพักอาศัยที่วัด อันจะทำให้มีกิจกรรมมากขึ้น และตลอดวัน ไม่ว่า ทานมื้อเดียว หรือ สองมื้อ มีการสวดมนต์ เช้า เย็น มีการสละแรงกายเป็นทาน มีการกระทำใจ แลมีการกระทำสนับสนุนเกื้อกูลพระ

คนส่วนใหญ่ หากมาถึงระดับนี้ ก็เรียกได้ว่า สามารถช่วยตนได้แล้ว หากแต่กรรมของตนถึงขั้นสาหัสสากรรจ์ เรียกว่า เอากันถึงตาย ในปัจจุบันทันด่วน ทั้งที่ยังไม่ครบพรหมลิขิต ก็ต้องใช้วิธีการที่เด็ดขาด ให้ผลเฉียบ่พลัน นั่นคือ การบวช

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสอนเคล็ดว่า เมื่อกรรมจะทำให้เราตาย พระภูมีก็อาศัยธรรมวินัย ทำให้เราตายก่อน เพื่อใช้กรรม

การบวช เป็นการละทางโลก ทิ้งทางโลกไปทั้งหมด มาถือวินัย ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ มีธุดงค์เป็นวัตร นั่นก็เหมือนตัดขาดทางโลก คือ ตายจากโลก ทั้งที่ยังมีชีวิตนั่นเอง

การบวช จึงเป็นวิธีการที่เรียกว่า โหดสุด ทำได้ยาก แต่ก็สมน้ำสมเนื้อ สำหรับผลที่พึงได้ หากไม่ถึงพรหมลิขิต หนทางนี้ หลวงพ่อนิพนธ์มั่นใจเสมอมาว่า ไม่ว่าโรคอะไร ใครทำได้ รอดแน่นอน

หนทางสู้โรค ในอนาคต จึงแบ่งแยกคนออกเป็นสี่กลุ่ม

ใครไม่อยากทำอันใดเลย ก็สวดมนต์รอบสอง ฟังบ้าง คุยบ้าง เล่นโทรศัพท์บ้าง อ่านหนังสือ ทำความอยากของตน ก็เข้ากลุ่มนี้ไป

ใครที่อยากช่วยตน โดยสร้างตัวกระทำมากขึ้นหน่อย ก็เริ่มมาเข้าสูตร ๓ สงบ ของหลวงพ่อนิพนธ์ เริ่มจากการเข้าสวดมนต์รอบแรก ด้วยความสงบ มีสติ รักษากรรมฐาน เน้นอีกนิด ก็ไปเป็นจิตอาสา

ใครที่ทำแล้ว ยังหยุดอาการไม่อยู่ หรือ อยากประสพผลเร็ว มีวันเวลา ก็ไปเข้าคอร์ส อยู่กับพระ เริ่มฝึกตนให้เป็นคนดีอย่างจริงจัง

ใครที่อยากเป็นคนดี แลอยากช่วยตนเบ็ดเสร็จ ก็ใช้วิธีการบวช เรียนธรรมคำสอน และปฏิบัติ นำมาช่วยตน เปลี่ยนตนให้เป็นคนดี ตามแนวคำสอนของพระภูมี

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์พูดให้ฟังง่าย นั่นคือ เราท่านที่มาก็มีความอยาก คือ อยากหายโรค พระภูมีทรงบัญญํติธรรมหมวดสมุนไพร ก็มีความอยาก คือ อยากให้เราท่านทำตนเป็นคนดี มีธรรมนำตน คนที่จะประสพผล นั่นก็คือ ทำความอยากของพระภูมีให้บรรลุ ทำได้แค่ไหน ความอยากของตนก็ประสพผลเท่านั้น

โรคจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ นิสัยเราท่านต่างหากที่เป็นอุปสรรคใหญ่ แลเงินหรือความร่ำรวย ไม่ใช่ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการช่วยตน คนทำนิสัยได้ เปลี่ยนตนเป็นคนดีได้ ใครทำ ใครได้

คำสอนที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนพระยามธุดงค์ กล่าวว่า พระพุทธเจ้าแลสาวกไปที่ได้ สถานที่นั้นก็โล่งเตียน สวยงาม น่านั่ง ยามทำกิจธุระ ก็ขุดหลุมกลบเสียให้มิดชิด คนที่มาทีหลัง ดูแล้วก็สบาย นั่งสบาย ... แล้วเราเล่า ไปที่ใด ฉันแล้วก็ทิ้งขยะไว้ให้แก่เจ้าของที่ สมควรหรือ ส่วนเราท่าน ไปมูลนิธิ ทำเช่นไร พิจารณาก็รู้เองได้ว่าเดินตามรอยใคร


วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กรรมอะไรหนอของคนไทย

วันพฤหัสที่ผ่านมา คณะสาธารณสุข จากภาคอีสาน ได้เดินทางมาเยี่ยมชมกิจการ เพื่อศึกษาและดูงาน ของมูลนิธิในการฟื้นฟูสุขภาพด้วยสมุนไพร

ไม่ใช่คณะแรก นั่นก็หมายความว่า กิจกรรมนี้ ย่อมเป็นที่รู้จักและทราบกันดีอย่างกว้างขวางในหมู่ของผู้ที่ทำงานด้านการแพทย์ ในประเทศไทย

และที่สำคัญ คนที่มาเหล่านี้ ย่อมทราบดีถึงผลในการฟื้นฟูตนด้วยสมุนไพรของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา เป็นอย่างดี

แลคำเปรยที่มักจะได้ยินจากคนเหล่านี้ที่มา ไม่ว่าคณะไหน นั่นคือ อยากให้คนในพื้นที่ตน มีโอกาสได้ใช้ทางเลือกนี้บ้าง

การเสนอตัว เพื่อเป็นแหล่ง หรือ ศูนย์ ในพื้นที่ตน จึงมีมาเสมอๆ แต่ที่ยังเกิดไม่ได้ ก็เพราะมูลนิธิยังไม่มีความพร้อม ในการแสวงหาวัตถุดิบเพื่อป้อนให้ได้อย่างเพียงพอนั่นเอง

นับตั้งแต่ปี ๓๐ เป็นต้นมา หลวงพ่อนิพนธ์ไม่เพียงมิได้รับการสนับสนุน บางครั้ง ยังต้องหลบเลี่ยง ด้วยข้อกฏหมายที่มี ในการรับผู้ป่วย เพื่อเข้ามาฟื้นฟูตัว

ฤาสิ่งนี้ สำหรับประเทศนี้ เป็นที่น่ารังเกียจ ผู้คนจึงสงบนิ่ง ไม่สนับสนุน

ว่ากันในปัจจุบัน ที่เรามองเห็น พื้นที่รถไฟ หรือ พื้นที่ที่เป็นของหลวง ตลอดแนวที่เดินทางไปยังจังหวัดกาญจนบุรี ถูกบุกรุกพื้นที่ กันอย่างมากมายตลอดแนว ล้วนแล้วแต่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

ในขณะที่หลวงพ่อนิพนธ์ ซื้อพื้นที่ที่ถูกทางหลวงตัดผ่าน แล้วมีการตกลงกันให้ใช้พื้นที่รถไฟได้ อันเนื่องจากความสูญเสียจากการถูกเวนคืนเพื่อทำถนนหลวง และจะจัดทำร้านค้าเล็กๆ เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรม แต่เจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วนไม่อนุญาต ในขณะที่พื้นที่ติดกัน ทำเพื่อส่วนตน อนุญาตซะงั้น

ที๋ดูแล้วเจ็บแสบกว่านั้นอีก บริเวณริมน้ำ ถูกชาวบ้านรุกล้ำ ใช้พื้นที่ ปลูกบ้านใหญ่โต รัฐไม่เพียงแต่ไม่สั่งรื้อ ยังให้บ้านเลขที่ เดินน้ำ เดินไฟให้ ยังไม่พอ ปีนี้รัฐมีโครงการ "บ้านน่าอยู่" ที่อุดหนุนให้คนที่บุกรุกเหล่านี้ ได้ซ่อมแซมบ้านฟรีอีกหลังละ 25000 บาท

แลรายการคืนความสุขที่เจ็บแสบยิ่งกว่าแก่คนไทย นั่นคือ สถานที่ที่คนบุกรุกป่า ของจังหวัดกาญจน์ สร้างรีสอร์ต มากมาย ไม่ไปเรียกคืน แต่พื้นที่ที่ทหารที่อนุญาตให้ชาวบ้านใช้ หลวงพ่อนิพนธ์ซื้อมา เพราะมีสมุนไพรมากมาย และปลูกเพิ่ม ทหารบอกขอพื้นที่คืน แม้นจะบอกว่าสถานที่นี้มีเพื่อทำประโยชน์แก่คน ไม่ได้มีไว้เพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตน กลับบอกว่าไม่ได้ ต้องเอาพื้นที่คืน นายชอบ

เราจึงคิดว่า กรรมอะไรหนอ สิ่งที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ นี่คือของจริง ที่ให้พี่น้องไทย ได้มีทางเลือกที่ดี ในการฟื้นฟูตน ผลงานมีให้เห็นประจักษ์มากมาย ไม่มีหน้าไหน กล้าประกาศตนสนับสนุน กล้าตีแผ่ หรือรวมตัวคิดปกป้อง

แต่เราก็เชื่อว่า คนโลภเหล่านี้ ไม่สามารถล้มล้างกิจกรรมนี้ของแม่ชีเมี้ยนได้หรอก มันต้องแพ้ภัยตัวเอง เฉกเช่นอดีต คนคิดล้มถ้ำกระบอกนั่นเอง

แลก็เชื่อว่า ประวัติศาสตร์ ของอดีตถ้ำกระบอก ที่ดังเพราะจอมพลสฤษด์ จับ มันจะย้อนมา จากความโลภของคนบางคนในวันนี้ ก็จะทำให้ทางเลือกสมุนไพรนี้ โดดเด่น เช่นกัน แลมีผู้คนแห่แหนมาใช้เป็นทางเลือก เพื่อช่วยตน

แลก็อาจได้เห็นหลวงพ่อนิพนธ์ถูกจับอีกครั้ง ก็อาจเป็นได้

เตรียมข้าวห่อ กาแฟถุง ไว้ก็แล้วกัน

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

รอด

หลายคนที่มาสถานที่นี้ ย่อมมีความคิดเดียวเป็นทุนเดิม นั่นคือ หายโรค หรือ รอดชีวิตจากโรคภัยที่เป็นอยู่

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงชี้ให้พิจารณาว่า การมองตามทางโลก นั่นคือ โรค คือ โรค ทำให้การแก้ไขไม่ตรงเป้า แลไม่ประสพความสำเร็จ

หากแต่พระภูมีทรงชี้ว่า ทุกสรรพสิ่งมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน คือ มีสมุฐานมาจาก "กรรม"

ดังนั้น คำว่า "รอด" ของพระภูมี เมื่อเราท่านได้เวียนมาพบ จึงมิใช่จบที่การหายโรคแต่เพียงนั้น

นี่เองจึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมแนวทางสมุนไพรของพระภูมี จึงจำเป็นต้องมีสองขา โดยมีขาธรรมนำหน้า แล้วมีขาสมุนไพรเดินตาม

ก็ด้วยเหตุที่หนทางรอด คือ ความสุขของวิญญาณ ต้องรอดจากผลแห่งกรรม ทั้ง ตายห่า ซึ่งหมายถึงการตายด้วยโรค และตายโหง ซึ่งหมายถึงการตายด้วยอุบัติเหตุ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอว่า เหตุหนึ่งในการสวดมนต์ นั่นคือ ทำให้คลาดแคล้วจากอุบัติเหตุนั่นเอง แลผลแห่งการทำเช่นนี้ ก็จะมีผลคุ้มครองได้ ๗ วัน

นี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมทุกสัปดาห์จึงต้องมีวันพระ ให้เราท่านไปวัด

ไม่ใช่อยากได้ผลประโยชน์ จึงกำหนดให้ต้องมารับสมุนไพร มาสวดมนต์ กันทุกสัปดาห์

คนไม่รู้ค่า ก็บอกว่า เปลืองค่าใช้จ่าย ทำไมไม่จ่ายให้ไปทานอย่างน้อยก็สองสัปดาห์ ก็ยังดี

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า คนทำงานอย่างขันแข็ง เพราะทำแล้วเห็นเงิน แต่คนทำตามคำสอนของพระภูมี ไม่เห็นบุญ เขาไม่รู้หรอกว่า เขารอดมาด้วยเหตุใด เขาจึงไม่มีใจอยากทำ เพราะศาสนาเสมือน ปิดทองหลังพระนั่นเอง

การมาทำกิจกรรมทุกสัปดาห์ จึงเปรียบเสมือนบททดสอบเบื้องต้น

ผลแห่งการทำถูก แม้เพียงเริ่มต้น ก็ย่อมแสดงผล คนที่มีปัญญามองเห็น อยากทำเพื่อช่วยตน แลมีวันเวลา ทีนี้ ก็เข้าคอร์ส ทำแบบเต็มร้อย คือ กาย วาจา ใจ การช่วยตนให้รอด ก็เป็นเรื่องที่ง่าย และเป็นไปได้ ไม่ว่าโรคใด

บทสรุป เมื่อโรคเกิดจากกรรม หรือ นิสัยกรรม ทางแก้ ก็ต้องอาศัยธรรม หรือ นิสัยธรรม แลเช่นเดียวกัน กรรมยามทำ พร้อมกาย วาจา ใจ ยามสร้างธรรม จะขาดองค์ใดย่อมไม่ได้เช่นกัน

คนที่รอด จึงดูง่าย ผู้นั้นต้องมีนิสัยธรรมติดตัวไปเป็นบางสิ่งบางอย่าง อันเป็นผลให้พ้นกรรม ... จะมารอดแบบไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ใช่ทางของพระภูมีแล้ว นั่นเป็นเพียงคำพูดชวนฝัน ตื่นมาพบความจริง โรคก็ยังอยู่เหมือนเดิม

ยาเคมีหรือลัทธิ พิธีกรรม ใดๆ จึงไม่มีทางรักษาโรคได้อย่างแน่นอน ก็ขนาดทานสมุนไพรโชคดีหายโรค ก็ยังไม่รอดอุบัติเหตุ มีให้เห็นมากมาย แลก็ไม่เรียกว่ารอดด้วย

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า อดีตครั้งพุทธกาลทุกยุคทุกสมัย ทำไมจึงมีผู้ที่มาเดินตามทางเลือกนี้น้อย เพราะมันลำบาก กว่าจะรอด สู้ไปนั่งขอแล้วฝันว่ารอด รู้ตัวอีกทีก็ตอนจะตายว่า มันเป็นเพียงฝัน ก็กลับมาบอกลูกหลานไม่ได้แล้ว พวกฝันมันจึงมีเยอะ

คนนอกไม่รู้อะไร ก็ชมว่าเทคโนโลยีทันสมัย ยิ่งประเทศที่เจริญ อย่างอเมริกา ยุโรป ทั้งหลาย โรคแค่นี้สมัยนี้กระจอก แต่ความจริง มีเศรษฐีอเมริกา ที่เห็นพรรคพวกที่เคยมาฟื้นฟูตัวที่นี่ หลายราย ติดต่อมาเพื่อขอมาฟื้นฟูตัว เพราะหมอทิ้งแล้ว แต่หลวงพ่อนิพนธ์ก็ปฏิเสธไปยังไม่รับ เพราะต้องช่วยคนไทยก่อนนั่นเอง

ใครที่สงสัยว่า ตนเองมารักษาโรค ทำไมต้องมาปฏิบัติและเดินตามวินัยธรรมของพระภูมีด้วย ก็รู้ไว้เถอะ หายโรคน่ะไม่ยาก แต่หายแล้วไม่ได้แปลว่าชีวิตจะรอดปลอดภัย ... ปราชญ์ฺจึงไม่สนับสนุน ไหนๆก็มาแล้ว ทำแล้ว ทำไมไม่ทำให้รอดจริงๆ หรือถ้าไม่อยากทำ ก็อย่าเสียเวลาทานสมุนไพรเลย ไปหาทางเลือกอื่นดีกว่า เพราะผลลัพธ์ มันไม่ต่างกันคือ ไม่รอด แต่อย่างน้อยก็ได้ทำตามนิสัยเดิม ทำในสิ่งที่เลือก ถึงไม่รอดก็ยังมีความสุข แถมยังได้บุญติดปลายนวม ที่เก็บสมุนไพรไว้ให้คนที่อยากรอดจริงๆ

การสร้างบุญให้รอดด้วยวัตถุ นั้นยากยิ่ง เพราะต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นอีกมากหลาย เช่น สร้างห้องน้ำให้วัด ก็ต้องรอคนมาเข้ามาใช้ หลักปราชญ์จึงเน้นสอนทางรอดด้วยวิธีการสร้างนิสัย ที่สามารถสร้างบุญได้ทุกขณะ ตลอด๒๔ ชั่วโมง แลไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นใด นอกจากตนของตน นี่จึงกลายเป็นบัญญัติทางสายกลางของพระภูมี อันหมายถึง ทางบุญ ที่ทุกคนไม่ว่ายากดีมีจนอยากรอด ล้วนทำได้

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทางปิด ทางเปิด

ด้วยเหตุที่ศาสนา คือ พระพุทธเจ้า กำลังจะอุบัติในไม่ช้า การที่แม่ชีเมี้ยนให้โอกาสหลวงพ่อนิพนธ์กลับมา พร้อมคำกล่าว ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ เพื่อทำตนรับกับการมานี้

จึงไม่แปลกว่า หลังจากการกลับมาครั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงย่อมต้องเกิดขึ้นมากมาย และรวดเร็ว จนหลายคนอาจตั้งตัวไม่ทัน

จากความผิดพลาดในอดีต ที่มุ่งเน้นสมุนไพร โดยละเลยธรรมคำสอน ทำให้การประสพผลในอดีต ต้องพึ่งพาบุญส่วนกลาง หรือจะเรียกบุญส่วนตัวของหลวงพ่อนิพนธ์เป็นหลัก โดยที่คนที่มาทานสมุนไพร ไม่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆเลย

ผลก็คือ สิ่งที่ได้ หาตรงเป้าหมายของพระภูมีไม่ นั่นก็คือ ได้แต่คนหายโรค แต่ได้คนดีของศาสนาน้อยนิด

การกลับมาครั้งนี้ พร้อมคำเตือน จึงทำให้เราท่านมั่นใจได้ว่า หนทางต่อไปนี้ ย่อมมุ่งเข้าสู่เป้าหมาย ของศาสนาเป็นหลัก นั่นคือ สนองความอยากทั้งผู้มาทานสมุนไพร นั่นคือ หายโรค และก็ความต้องการของพระภูมี นั่นคือ คนดี

วันนี้ เราท่านจึงจะเห็นว่า คำว่า "ตัวกระทำ" จะเป็นคำที่เราท่านได้ยินบ่อยขึ้น นั่นคือ ทุกคนที่อยากจะเดินเส้นทางนี้แล้วประสพผล ย่อมต้องสร้างตัวกระทำ นั่นคือ ต้องมีพฤติกรรม บางสิ่งบางอย่าง ตามพุทธบัญญัติ พูดง่ายๆ ต้องมีนิสัยของพระพุทธเจ้า มานำตนบ้างนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า นี่คือความจำเป็น ที่จะต้องแยกบุคคลที่มาเป็นสองกลุ่มให้เด่นชัด กลุ่มแรก คือคนที่อยากได้แล้วทำ เรียกว่าทำตนเป็นพระเวสสันดร กลุ่มหลัง คือ คนที่อยากได้แต่ไม่ทำ เรียกว่าทำตนเป็นชูชก

กลุ่มแรก คนที่อยากทำ ตอนนี้ก็เริ่มถูกจัดให้เข้าสวดมนต์และฟัง ในรอบแรก กลุ่มหลัง คนที่ยังไม่พร้อม หรือไม่อยากทำ ก็จัดเข้าสวดมนต์ในรอบสอง

ในขณะเดียวกัน ก็จัดเตรียมพื้นที่ ไม่ว่าบ่อพลอย ลพบุรี ศรีสวัสดิ์ ไว้ให้พร้อม

และก็ใช้เข้าพรรษานี้ ทำตัวอย่างให้ดูว่า อยากหายต้องทำอย่างไร เปิดหนทางประตูธรรมหมวดสมุนไพร เต็มรูปแบบ นั่นคือ "นักปฏิบัติ"

เมื่อปฏิบัติได้ มีคุณสมบัติ ท้ายที่สุดเมื่อเตรียมร่างกายพร้อมด้วยการทานสมุนไพรไประยะหนึ่ง พิจารณาเห็นควร ก็จบโรคด้วย ยาขนานเอก นั่นคือ "ยาตัด" อันเป็นการสิ้นสุดกระบวนการ

คุณสมบัติที่ว่า นั่นคือ การมาฝึกนิสัยของพระพุทธเจ้า เป็นบางสิ่งบางอย่าง เพื่อนำตน แล้วให้พิจารณาผลแห่งการกระทำที่ตนทำ

ผลที่เกิดที่เด่นชัด ก็ดูจากการตอบรับของร่างกายนั่นเอง เพราะหากทำถูก ผลถูกย่อมเกิด

สถานที่ต่างๆ จึงเตรียมไว้รอรับ คนกลุ่มแรก ที่พร้อมและมีวันเวลา ก็เลือกสถานที่ที่ตนสะดวก เพื่อใช้ในการปฏิบัติเพื่อช่วยตน

ผ่านคอร์สการปฏิบัติเพื่อช่วยตน ย่อมเห็นทางว่า คนดีเป็นเช่นไร และทำอย่างไรจึงช่วยตนได้ ที่แน่ๆ ไม่ใช้สร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างวัตถุเป็นแน่แท้

ในขณะเดียวกัน กลุ่มหลังที่มุ่งทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ก็ทานไป หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า จะหวังผลคงไม่ได้ แต่เมื่อเขาทำได้แค่นี้ พอใจแค่นี้ ก็ให้เช่นกัน

แต่คนกลุ่มหลัง หนทางในการก้าวไปในพื้นที่ปฏิบัติธรรม ก็ถูกปิดลงด้วยเช่นกัน แลกลุ่มนี้ ก็จะกลายเป็นตำนานของยักษ์หน้าโบสถ์ ในยุคนี้

สถานที่นี้เป็นทางเลือก แต่ไม่ง้อ หากเราท่านอยากแต่ทานสมุนไพร ไม่อยากบังคับตนแต่อย่างไร ก็เข้าสวดมนต์รอบสอง

หากจะมุ่งหวังจะหายโรค ก่อนจะก้าวไปถึงการปฏิบัติเต็มรูปแบบ ก็เริ่มจากการเข้าสวดมนต์รอบแรก โดยมีสติ นั่นคือ รักษาความสงบ ไม่พูดคุย ไม่เล่นโทรศัพท์ ไม่อ่านหนังสือ รวมไปถึง ต้องใช้ขันติอดทน ไม่พัด

ผ่านด่านแรกได้ จึงมุ่งหวังไปเข้าคอร์สได้ นั่นก็หมายถึง เราท่านจะกลายเป็นคนดี ตามศาสนาบัญญัติได้ แลได้หายโรคเป็นของแถมอย่างแน่นอน

ในไม่ช้า ภาพที่หลวงพ่อนิพนธ์เคยกล่าวเสมอ นั่นคือ การรอคิว เพื่อเข้าไปปฏิบัติยังสถานที่นั้นๆ จะมีให้เห็นอย่างแน่นอน ไม่ใช่อยากก็ไปได้ ...

เพราะของจริง เขาเล่นตัว ดั่งอดีตกาล แม้นกษัตริย์จะขอเข้าพบพระโคดม พระโคดมทรงพิจารณาแล้วไม่มีคุณสมบัติที่จะทรงสอนได้ ท่านก็เดินผ่าน ไม่ให้เข้าพบ

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทำถูกที่เหลือก็วัดกันที่ใจ

พระที่ติดยาเสพติด มากว่ายี่สิบปี สารภาพกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า การปลอมปนเข้ามาบวช เพราะรู้มาว่าที่นี่มียาดี โดยเฉพาะ "ยาตัด" ที่เมื่อผู้เสพทานแล้ว ไม่ทำให้อาการที่เกิดจากการลงแดง รุนแรงจนทนไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ด้วยความตั้งใจ ก็อยากช่วย จะทำยาตัดให้ทาน แต่ครั้นถึงเวลาจะทานจริง ปรากฎว่าผลจากการเสพมาทานทำให้ลำไส้เป็นแผล ทานไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ถ้าท่านมุ่งมั่นจริง และเชื่อในบุญของพระพุทธเจ้า ท่านก็ทานสมุนไพรเท่าที่มี เท่าที่ทานได้

พระก็ตอบตกลง ทานยาเขียว ยาปกติที่คนทุกคนทาน ช่วงไหนพอไหวก็ไปทำงาน ไม่ไหวก็พัก ผ่านไปสองวัน ร่างกายก็ปรับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้จะทานมื้อเดียว ก็ไม่มีอาการลงแดงหลงเหลืออีก วันที่สามเมื่อญาติมาเยี่ยมพร้อมพาลูกสาวมา ที่เป็นโรค ก็ขออนุญาตให้หลวงพ่อนิพนธ์จับศรีษะเด็กทันที

ในช่วงเดียวกัน มีแม่ชีรูปหนึ่ง อาการถ่ายเป็นเลือดรุนแรง ประมาณวันละสองกระโถน หลวงพ่อนิพนธ์ก็ถามว่าไหวไหม ไม่ไหวก็ไปโรงพยาบาล

แม่ชีกล่าวว่า ที่มานี่ก็เพราะหมอเขาทิ้งแล้ว ถ้าจะตายก็ขอตายที่นี่แหละ หลวงพ่อนิพนธ์บอกจะไหวหรือ ทานมื้อเดียวน่ะ แม่ชีก็ยืนยันไม่ยอมไป หลวงพ่อนิพนธ์จึงบอกว่า หากช่วงไหนมีแรง ก็ไปรดน้ำต้นสมุนไพร ทำเท่าที่ทำได้

ถ่ายเป็นเลือดไม่กี่วัน ถึงวันพุธที่ผ่านมา อาการถ่ายเป็นเลือดก็หยุด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อเราทำถูกตามแนวทางบุญของพระภูมี ใช้ธรรมนำ สิ่งที่เป็นก็เบาไปเยอะ หากวิกฤตเกิด ก็ต้องวัดกันที่ใจ ถ้าไม่ถึงพรหมลิขิต ย่อมผ่านได้ แต่ใครหละจะผ่านได้

คนที่มีความหวังและมักจะประสพผล จึงมักจะเป็นคนที่หมดหนทาง หมอทิ้งแล้วนั่นเอง เพราะรู้ดีแก่ใจว่า หนทางอื่นตนนั้นลองมาหมดแล้ว

ยิ่งประเภทลองมาจนหมดตัว ทางเลือกนี้ จึงต้องทุ่มเทสุดตัว แล้วเขาก็ประสพผล

เมื่อผลปรากฎเยี่ยงนี้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็เปิดโอกาสให้คนได้สัมผัสมากขึ้น ในหนทางช่วยตนเอง แบบพุทธกาล ที่มีธรรมนำหน้า แล้วสมุนไพรเดินตาม

อีกไม่ช้า เราก็จะมีสถานปฏิบัติธรรม นอกจากที่บ่อพลอย สถานที่จะเปิดใหม่ ก็คือแผ่นดินของแม่ชีเมี้ยนที่ท่าน เปลี่ยนสถานะจากแม่ชีห่มขาว เป็นนุ่งหมสีกลัก แล้วพาพระขึ้นถ้ำกระบอก ซึ่งเป็นสำนักดั่งเดิมที่หลวงพ่อนิพนธ์ใช้เปิดเป็นปฐมฤกษ์ในปี ๓๐ นั่นเอง

แลจะได้ชื่อว่า สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเมี้ยนกรุณา ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.ลพบุรี

ในขณะเดียวกัน หลังจากพระยาเสพติดนี้สมบูรณ์ แลอาคารผู้ป่วยยาเสพติดแล้วเสร็จ ก็จะเปิดรับบำบัดยาเสพติดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

นี่ย่อมเป็นบทสรุป ที่แม่ชีเมี้ยนชี้ให้เดิน ใช้ธรรมนำหน้า สมุนไพรเดินตาม ไม่เพียงจะหายโรค แต่จะได้คนดีมีธรรม สมเจตนามุ่งหมายของพระภูมีผู้บัญญัติธรรม

รุ่นพี่เขาทำให้ดูเป็นตัวอย่าง อยากหายก็ต้องผ่านการลงแดง หนักบ้างเบาบ้าง แล้วแต่บุคคล ... ใครที่ใจแข็งยืนหยัดได้ ผ่านได้ ก็คือ หายโรค ใครที่ถอดใจ ก็ย้อนกลับไปหายาเคมี แลอยู่ในวังวนนั้นไป

จึงอยากเตือนว่า พวกที่คิดจะมาทานสมุนไพร แล้วไม่ต้องทำนิสัย ไม่ต้องปฏิบัติอะไรเลย ไม่สนธรรมของพระโคดม อยากรู้นัก ท่านจะเอาชนะกรรมที่ทำให้เกิดโรคได้โดยวิธีใด จะหวังสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ยากน่ะ

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้หนทางการฟื้นฟูตน เคล็ดที่พระภูมีให้ ก็อยู่ที่คำ "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว" นั่นเอง

นี่แลทำไมพระของแม่ชีเมี้ยน จึงกินแล้วไม่นอน ก็เพราะอยากได้สุข ก็ต้องไปทำสิ่งที่ให้สุขแก่ผู้อื่นก่อน สุขนั้นจึงย้อนมายังตนไง

เมื่อทำถูกแล้ว เมื่อถึงวัน ก็วัดกันที่ความเชื่อ และศรัทธา ตอนอาการลงแดงนั่นแหละ ว่าไอ้ที่เชื่อเรื่องบุญเรื่องกรรม นั้นน่ะ เชื่อจริงหรือปลอม เชื่อจริง ก็ก้มหน้าขันติ อดทน ใช้ เมื่อใช้ หลวงพ่อนิพนธ์บอก มันก็ต้องหมด เมื่อหมด นั่นแลหายโรค

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทำแล้วรอด

จุดมุ่งหมายของผู้คนที่มายังสถานที่นี้ หากไม่วิกฤตจนสภาพของตนฟื้นฟูตัวเองไม่ไหว นั่นย่อมมุ่งหมายการรอดเป็นสำคัญ

หากแต่ความเป็นจริง การรอดนั้นมิได้หมายเฉพาะแก่ผู้มาเพียงเท่านั้น ยังหมายรวมถึงผู้ทำด้วย

มิใช่ทำไปแล้วตกที่นั่งอย่างเช่นอดีตถ้ำกระบอก นั่นคือ ช่วยเขาแล้วเราตาย สุดท้าย กิจกรรมของถำ้กระบอก ก็เหลือแต่อดีตไว้กล่าวขาน ไม่สามารถยั่งยืน และเป็นที่หวังหรือทางเลือกได้อีกต่อไป

ประเด็นที่สำคัญ และเป็นอดีตที่บ่งชี้ความล่มสลายของถ้ำกระบอก หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า มีปัจจัยอยู่สองอย่าง

หนึ่ง คือ ผู้ทำ ละเลยธรรมของพระพุทธเจ้า มุ่งไปที่สมุนไพร เป็นที่สุด ทำให้เดินผิดทางทั้งผู้ปฏิบัติแลผู้ที่มาพึ่ง ผิดเป้าหมายของบัญญัติธรรม นั่นคือ ธรรมหมวดสมุนไพรมีไว้เพื่อสร้างคน ให้เป็นคนดี

คำตรัสสอนเพื่อเตือนสติ ที่แม่ชีเมี้ยนให้แก่สงฆ์ในยุคนั้น จึงตรัสว่า "ขันติสงฆ์บวชมาเพื่อฆ่าคน หรือค้นธรรม"

เมื่อผู้ทำละเลยธรรมคำสอนของพระภูมี แลการหลั่งไหลมาของคลื่นมหาชน นั่นเท่ากับ คลื่นศรัทธาที่ถาโถมทับเข้ามายังผู้ปฏิบัติ เมื่อตบะแตก จากไม่เคยรับเงินรับทอง ก็เริ่มรับ จากไม่สร้างโบสถ์ ศาลา ก็เริ่มสร้าง

ศรัทธาของคนเหล่านั้น ก็ได้ทำลายพระถ้ำกระบอกที่มุ่งหมายบวชเพื่อตัดกิเลสไปจนสิ้น พ่ายแพ้ต่อศรัทธา จนในที่สุด เหลือแต่พระนิพนธ์ กลายเป็นผู้แตกเหล่าแตกกอ และถูกให้สึก ออกจากถ้ำกระบอกในที่สุด

มายุคนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ว่า ความผิดพลาดเช่นเดียวกัน กำลังเกิด นั่นคือ การที่ท่านทิ้งสำนัก ไม่เอาพระ แล้วมุ่งหนทางสมุนไพร โดยมีมูลนิธิเป็นตัวขับเคลื่อน

คนที่มา จึงเสมือนถูกปิดกั้น ไปไม่ถึงฝั่ง แม้นจะมีคนหายโรค แต่ไม่บรรลุปณิธานของพระภูมี นั่นคือ ไม่ได้คนดีมีธรรม

การกระตุกขาของแม่ชีเมี้ยนที่มีต่อหลวงพ่อนิพนธ์ อย่าลืมอดีต จึงเกิดขึ้น และก็ทำให้ หนทางรอดที่ถูกตามครรลองคลองธรรมกลับมาอีกครั้ง

การจะรอดทั้งผู้รับและผู้ให้ ต้องเดินอยู่บนสายธรรม มีจุดมุ่งหวังเพื่อฝึกตนให้เป็นคนดี พูดฟังง่ายก็คือ ต้องฝึกจนมีนิสัยพระพุทธเจ้าเป็นบางสิ่งบางอย่าง และกลายเป็นคนกลัวกรรม

อีกทั้ง ยังต้องฝึกมิให้ศรัทธาของตน ถาโถมคนที่กำลังปฏิบัติ จนพ่ายแพ้ดั่งอดีตถ้ำกระบอก

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า ความตั้งใจดี แต่มักง่าย เช่นการนำเงินไปให้หรือฝากคนนั้นคนนี้ เพื่อร่วมในกิจกรรม หากผู้ที่กำลังปฏิบัติตน เกิดกิเลสวันใด แทนที่เงินนั้นจะสมเจตนา ก็กลายเป็นถูกยักยอก เสียผลทั้งผู้ให้ และผู้ปฏิบัติ

มาวันนี้ ความจริงก็เด่นชัด ธรรมหมวดสมุนไพร ให้ทางรอดไม่ใช่ทุกคนที่เข้ามา จะมีก็แต่ผู้ทำได้

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ว่า ต้องประพฤติธรรม เป็นหลัก บางสิ่งบางอย่าง จนเป็นนิสัยใหม่ เป็นสำคัญ และต้องทานสมุนไพร เป็นกำลังเสริม ในการล้างโรค

เรียกง่ายๆ ก็ต้องรุมกินโต๊ะโรค ใช้ทั้งไม้แข็งไม้นวม

อดีต อาจมุ่งหวังเพียงคนหายโรค แต่วันนี้ แม่ชีเมี้ยนบอกไม่ใช่ ธรรมไม่ได้มีไว้เพื่อสิ่งนั้น มีเพื่อสร้างคน เป็นคนดี หรือจะเรียกว่า มีเพื่อให้คนได้สร้างคุณสมบัติ วันใดที่พระพุทธเจ้าอุบัติ ก็จักได้เป็นพุทธบริษัทนั่นเอง หายโรคนั้นเป็นของแถม

การทานยาที่อื่น ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่การทานสมุนไพรของพระภูมี จะเลยซึ่งธรรมของพระภูมี ไม่ทำไม่ได้

วันนี้จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่หลวงพ่อนิพนธ์เปิดไพ่เล่น ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลือก คัดเฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ เต็มใจที่จะฝึกตน และทำตนสนองความต้องการของพระภูมี นั่นคือ เป็นคนดี

พวกที่อยากได้เฉพาะสมุนไพร ก็ต้องแยกออกไป ไม่ว่ากัน

แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่า ไม่รับรองผล แลถึงแม้จะหายโรคนี้ได้ มันก็เป็นโรคอื่นได้

แลใครที่อยากช่วยกิจกรรม ก็ผ่านมูลนิธิ ที่สำคัญขอใบเสร็จด้วย อย่าให้ศรัทธาท่านไปทำให้ผู้ปฏิบัติเสีย พ่ายแพ้ความโลภ เหมือนถ้ำกระบอก

สมาชิกอาจจะน้อยลง แต่ผลที่ได้ ประเทศไทยจะได้คนดีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

นี่คือหลักศาสนา ที่มุ่งเน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ

และที่สำคัญ รอดทั้งคนทำและคนทาน ได้อยู่จนพานพบพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ที่กำลังอุบัติอย่างแน่นอน และจะรู้ว่า รอยที่เดินนั้นตามคำสอนเป๊ะ

ใครสงสัยว่า สถานที่นี้ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ไม่เก็บเงินเก็บทอง ไม่หวังลาภยศ สรรเสริญ นี่แหละคำตอบ ก็หวังการเป็นพุทธบริษัท นั่นเอง เป็นที่พึ่งแห่งตนทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า เป็นสมบัติติดตัวไปทุกภพทุกชาติ และไม่ว่าเกิดชาติใด จะได้ไม่เป็นโรคอีก ที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "มนุษย์สมบัติ" นันแล

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ความจริงที่ทำลายความหวัง

ความคุ้นชินและเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป นั่นคือ ชอบยาที่เมื่อทานแล้ว อาการที่เป็นอยู่หายไป

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า นิสัยอันนี้ คือ การปฏิเสธกรรม แลไม่ได้ดูในรายละเอียดเลยว่า การกระทำเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการรักษาโรคเลย เพียงแค่ระงับเท่านั้นเอง แต่ก็ถูกหยิบยกอวดอ้างว่าเป็นการรักษาโรค

ความจริงที่ปรากฎ คนเหล่านั้นจึงต้องทานยานั้นไปเรื่อยๆ แลมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน

ผลที่ตามมา อันหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นคือ เมื่อทานไปสักระยะหนึ่ง ก็จะเกิดอาการแทรกซ้อน หรือ อาการข้างเคียงเกิดขึ้น

นั่นหมายความว่า จากเดิมที่ทานยาเพียงขนานเดียว โรคเดียว ก็จักต้องเพิ่มเป็นสองเป็นสาม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท้ายที่สุด ก็คล้ายดั่ง วิทยากร อ.อร่าม กล่าวในการบรรยายเสมอ ในสภาพของตัวท่านเมื่อมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ นั่นคือ ทานยา มื้อละ 16-20 เม็ด วันละสามมื้อ เรียกว่าทานจนอิ่มแทนข้าว

ทีนี้ เมื่อมาทานสมุนไพร ซึ่งหลักการที่เด่นชัดตามธรรมชาติ คือ การคุ้ยอาการ ให้ร่างกายรับรู้ปัญหา แล้วสร้างภูมิขึ้นมา แก้ไขตัวเอง

แลที่สำคัญ คนที่เป็นไม่เคยรู้ว่า อาการสุดท้ายที่แท้จริงของตน นั้นเลวร้ายประมาณใด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า อาการกระต่ายตื่นตูม จึงเกิดกับคนเหล่านี้

คนเหล่านี้ มาด้วยความหวังว่า สมุนไพรดี ต้องทำให้เขาผ่านอาการ ผ่านโรค โดยไม่เป็นอะไรเลย เพราะคาดหวังว่าสมุนไพรดีเป็นอย่างนี้ เหมือนที่ได้รับการระงับจากการทานยาเคมีนั้นเอง

แต่เมื่อความจริงปรากฎ เมื่อร่างกายพร้อม มีวัตถุดิบสมุนไพรเพียงพอในร่างกาย และฟื้นฟูให้รับอาการได้ สมุนไพรก็จะเริ่มคุ้ยอาการที่เป็นอยู่ ความหวังที่จะไม่ให้เกิดอาการ หรือความหวังของผลจากการทานสมุนไพร เริ่มจะลังเลแล้ว

ประกอบกับคำขู่ ของทางการแพทย์ อาการอย่างนี้ ปล่อยไว้หากไม่แก้ไข อาจถึงตาย ... ตาย .. ตาย ... พูดจนไขว้เขว ทั้งที่ความจริง ไม่ขนาดนั้น แต่ทุกคนก็กลัวตาย

ความรู้ที่หลวงพ่อนิพนธ์ให้ นั่นคือ เชื่อมั่นในพรหมลิขิตของเราท่านที่ทำมา ก็ค่อยๆมลายหายไป เพราะภาพความตายที่ถูกมโน หลอกหลอน แลอาการที่ปรากฎก็ดูเสมือนรุนแรง

ท้ายที่สุด คนเหล่านี้ก็จะไม่ยอมทนกับความจริง แลไม่ให้โอกาสร่างกายในการฟื้นฟูตน หวนกลับไปหายาเพื่อระงับอาการที่เกิด

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักยกเรื่องที่ให้เป็นสติเสมอ ดั่งตัวท่านที่มีอาการไส้ติ่งแตก ลูกศิษย์ที่เป็นหมอพยาบาล พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากไม่ผ่าตายแน่ แต่หลวงพ่อนิพนธ์ปฏิเสธ ปิดประตูขังตัวเองไว้ หน้าแดงหน้าเขียว ทนปวดอยู่ 48 ช.ม. แล้วร่างกายก็แก้ไขตัวเอง อาการปวดหายไป

ผลก็คือ ไส้ติ่งที่แตก หดเข้าไปในระบบลำไส้ และถูกขับถ่ายออกมาเป็นของเสีย เลือดเสีย ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ต้องผ่าแต่อย่างใด

นี่เอง จึงเป็นเหตุที่ว่า ทำไมความรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ไม่ว่าใคร วันหนึ่งหากเลือกเดินทางสมุนไพร ก็จะต้องผ่านด่านสุดท้าย คือการลงแดง หนักบ้างเบาบ้าง ผ่านได้นั่นแหละคือหายโรค

ผู้ป่วยหญิงมะเร็งเต้านมหลายราย ที่ อ.อร่าม เล่าให้ฟังเสมอ เมื่อตอนร่างกายไล่ก้อนมะเร็งออกจนหลุดออกมา จากเต้านม อุปมาตอนก่อนที่จะหลุดไว้ว่า ปวดทรมาน ยิ่งกว่าการคลอดลูกของเธอ 3 ท้อง รวมกันเสียอีก

แต่พอหลุดออกปุ๊บ อาการปวดก็หาย และไม่เคยปวดอีกเลย เหมือนพ้นประตูนรกเข้าประตูสวรรค

หนทางนี้ จึงต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ เพราะเป็นหนทางใช้กรรม การกระทำใดๆ ก็ต้องทุกข์ แต่เป็นทุกข์กับวินัย ทุกข์กับกรรมที่ทำมา ยอมรับ

หลวงพ่อนิพนธ์สอนเสมอว่า เมื่อใช้ ย่อมหมด

ใครที่หวังว่าทานสมุนไพร แล้วหนทางจะโรยด้วยกลีบกุหลาย หายได้โดยไม่มีอะไรมาแผ่วพานเลย ... เจอของจริง ก็เผ่นป่าราบหมด

ก็โรคเป็นบริวารกรรม กรรมมีไว้ให้ทุกข์ จะผ่านโดยไม่ทุกข์เลย ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ ... นี่แหละโลกนี้จึงไม่มียา เพราะมันปฏิเสธทุกข์ ปฏิเสธกรรม

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วัดไหนกล้ารับ

การบวชครั้งแรก ในการเปิดรับอย่างเป็นทางการ ของสำนักสงฆ์ตามหลักพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ก็เรียกได้ว่าถูกลองของซะแล้ว

พระจำนวน ๙ รูป ที่บวชเข้ามา ครึ่งหนึ่งเป็นมะเร็ง ที่หมอทิ้ง องค์หนึ่งตอนมาแจ้งว่าเป็นอัลกอฮอร์ริซึ่ม บวชเสร็จไล่เรียงไปมา บอกว่ามีรถพ่วงมาอีกสองโรค นั่นคือ มะเร็งตับตอนนี้ตับแข็งแล้ว แถมโรคเก๊าต์มาอีกต่างหาก

อีกองค์หนึ่ง ติดยาเสพติดมา ประมาณยี่สิบปีแล้ว

เหลืออีกองค์ พ่อเป็นคนป่วยมากินยาสมุนไพร เห็นลูกไม่แข็งแรง เดินยังต้องประคอง ก็เลยอยากให้บวช ถามไปถามมา ท่านบอกว่าเป็นโรคเอดส์

พอไล่เรียงไปยังบรรดาชี ก็มีมะเร็งมาบวช ๒๑ คน ส่วนใหญ่ก็ประเภทหมอทิ้งแล้วทั้งนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ที่ไหนๆก็อ้างว่าเป็นแหล่งบุญ วัดดังเกจิเด่น พุทธคุณสูง เมตตาสูง ถามไหน วัดไหนที่จะกล้ารับคนเหล่านี้ไว้

นี่แหละเป็นเครื่องชี้ ว่าเมื่อเจอของจริง อะไรจึงเป็นของแท้

และก็เป็นการพิสูจน์ว่า แผ่นดินของแม่ชีเมี้ยน ไม่ธรรมดา ธรรมของพระภูมีที่นำมา ใครเรียนแล้วทำ เป็นบุญช่วยตนได้จริง

ผลแห่งการทำถูก ผลถูกย่อมเกิด ผ่านไปแค่สัปดาห์แรก พระทุกองค์ ล้วนแล้วแต่มีพลานัยที่กลับมาดี แม้นแต่พระเอดส์ที่เดินต้องพยุง วันนี้ สามารถแบกถุงปูน ทำงานทั้งวันได้ ยาเสพติด ก็ไม่มีอาการลงแดง อัลกอฮอร์ริซึ่ม ก็ไม่มีอาการสั่น หรือผลของการขาดเหล้าให้เห็น

ยิ่งไปกว่านั้น หนทางที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้พระและชีเดิน นั่นคือ ก้มหน้าก้มตาปฏิบัติวินัยไป ใช้ธรรมนำเดิน ไม่ต้องไปให้ความสำคัญว่า ตัวเราเป็นโรคอะไร ถึงเวลาทุกคนก็ทานสมุนไพรเหมือนๆกัน .. แล้วดีเอง

สิ่งนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า หนทางที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเฉียบขาด ในการใช้หลักสมุนไพรพระภูมี นั่นคือ การใช้ธรรมล้างกรรม เป็นหลัก แล้วใช้สมุนไพรล้างโรค เดินตาม

อีกไม่นาน เมื่อผลของการกระทำปรากฎเป็นรูปธรรม .. หนทางนี้ ย่อมมีคนอยากที่จะเดินตามอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การบวชก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่ใครอยากบวชก็ให้บวช ต้องดูคุณสมบัติกันก่อน

สิ่งหนึ่งที่อยากจะชี้ให้เห็น นั่นคือ บุญ ไม่ใช่ของสาธารณะ

แม้นว่าที่ใด จะลอกเลียนพฤติกรรมดั่งเช่นที่ทำในสำนักสงฆ์สวนสมุนไพรไปทำ อาจจะเคร่งกว่าด้วย เชื่อเถอะมันไม่เป็นบุญ หยุดโรคมะเร็ง ไม่ได้แน่

นี่แหละความสำคัญของพระพุทธเจ้า ที่เป็นต้นอำนาจบุญ อยากได้บุญ จึงต้องดั้นด้นไปหา

การกระทำดั่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สอน แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า ก็เพื่อให้ได้คุณสมบัติ ได้โอกาส เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติยามใด เราท่านที่ทำตาม ก็จะได้มีคุณสมบัติเป็นพุทธบริษัทได้ นั่นเอง

ก็ของเขา เป็นของสงวนสิทธิ์ ตราบใดยังไม่มีพระพุทธเจ้า ... ไม่ต้องพูดเรื่องพระอรหันต์เลย... ไม่มีทาง ใครพูด ก็อวดอ้าง อุตริ อย่างแน่นอน ... เพราะศาสน์ เขาต้องมีองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

วันใดที่พระพุทธเจ้าประกาศตน นั่นแลเราท่านจะได้เห็นพระอรหันต์ สาวกของพระพุทธเจ้า เดินกันสลอน

และก็เป็นวันที่พระพุทธเจ้าจะสังคยานาศาสนา พวกที่เอาศาสนามาหากิน แอบอ้าง ถ้าไม่รีบเลิก ถอดผ้าเหลืองออก ก็จะได้เห็นว่า บุญญาธิการของศาสนาเป็นเช่นไร ทำถูกก็ผลถูกมหาศาล ทำผิด ก็ทวีคูณเช่นกัน ... เรียกว่าถอดจีวรกันแทบไม่ทันแล้วกัน เหลือพระที่ทรงวินัยเท่านั้นแล

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า โลกุตระ จึงเรียกสงฆ์ของพระพุทธเจ้าว่า ขันติสงฆ์ แลเรียกสงฆ์ที่แอบอ้างเหล่านั้นว่าสมมุติสงฆ์

หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เห็นว่า อยากรู้ที่ไหนเป็นแหล่งบุญ ก็เอาคนทุกข์ไปถวายซิ เกจิใดที่ว่าแน่ ที่ไหนที่ว่าบุญหนัก เอาเอดส์ไปถวาย บุญย่อมคลี่คลายทุกข์ได้ เห็นแต่ปฏิเสธกันแทบไม่ทัน หรือรับก็ตายหมด

พระเจ้าที่ว่าแน่ๆ ยังเผ่นป่าราบ ก็เพราะมันไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีจริง มนุษย์มันสร้างของมันมา เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้นเอง มันจึงช่วยไม่ได้

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สุภาษิต

ต้นกำเนิดที่มาล้วนแล้วแต่มาจากคำตรัสเปรียบเทียบของพระภูมีทั้งสิ้น

หากแต่ความไม่รู้เนื้อหาใจความ อันเป็นที่มาของคำกล่าว จึงทำให้ความหมายผิดเพี้ยน เอาความเห็นส่วนตนมาใส่แทน

ยกตัวอย่างเช่น "หมองูตายเพราะงู" ก็จะกลายเป็นนึกถึงคนเลี้ยงงู ไปซะฉิบ

หลวงพ่อนิพนธ์ อรรถาธิบายว่า พระภูมีหมายถึง คนเป็นหมอที่รักษาคน หรือใครก็แล้วแต่ ที่อวดอ้างว่ามียาดี รักษาคนได้

เพราะโลกนี้ไม่มียารักษาโรค อันหมายถึงโรคที่ทำให้ตาย หรือโรคกรรมตาย ไม่ใช่โรคผ่าน หรือกรรมผ่าน เช่นหวัด เพราะพระภูมีทรงตรัสรู้ที่มาแห่งโรค คือ กรรม ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในโลก ความคิดของมนุษย์ ก็เกิดแต่กรรม จะมาเอาชนะ ย่อมเป็นไปไม่ได้

หนทางเดียวที่จะช่วยตนได้ คือต้องพึ่งพาตนเอง ..,วิธีการก็ฟังจากคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์

กลับมาที่เดิม ผลแห่งการก้าวล่วง พระภูมีเรียกคนเหล่านี้ว่า พวกละเมิดกรรม หรือท้าทายกรรม ตนเองก็อยู่ใต้อำนาจกรรม แต่กลับไปอวดตน ที่จะชนะโรค ที่เป็นบริวาร ... ก็ถ้าชนะโรคได้ ก็ชนะกรรมได้ โลกใบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีธรรม หรือมีพระพุทธเจ้าแล้ว

ผลก็คือ โลกจะวุ่นวายกันมหาศาล คนทำชั่ว จนผลกรรมสนองกลายเป็นโรค ก็นำเงินจากการทำชั่วนั้นมาจ้างหมอ ทำให้หายโรค หากเป็นได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำความดีแล้ว ไม่ต้องมีธรรมเช่นกัน

ผลแห่งการกระทำอวดตน เขาเรียกอุตริ มันก็ย้อนมายังตน กลายเป็นโรค หมอรักษาโรคจึงตายด้วยโรคนั่นเอง พระภูมีจึงเปรียบเปรย เพราะอยู่ในอินเดีย คนเหล่านี้เสมือนหมองูนั่นเอง

สถานที่นี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอ สมุนไพรไม่ใช่มีไว้รักษาโรค ที่ใช้คำว่ารักษาโรค หมายถึง ใช้เป็นวัตถุดิบให้ร่างกายนำไปฟื้นฟูช่วยตนเอง จึงไม่มีหรอก เป็นโน่นต้องกินตัวไหน เป็นนี่ต้องทานอะไร

สมุนไพรจึงเป็นการฟื้นฟูระบบอวัยวะ เพียงแต่ส่วนใดที่เสียหายมาก ก็ต้องทานสมุนไพรที่เสริมอวัยวะนั้นมากหน่อย เพื่อให้เพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกาย

แต่ด้วยโรคเป็นปลายเหตุ หากกรรมยังอยู่ นิสัยกรรมยังอยู่ หายโรคนี้ ก็เป็นโรคนั้น เป็นโรคช้า ก็เล่นให้เกิดอุบัติภับเลย เรียกว่าปิดโอกาสกลับมาทานสมุนไพรอีก พระภูมีจึงสอนให้แก้ต้นเหตุ คือกรรม แลตรัสรู้ด้วยพระองค์เองว่า หนทางเดียวที่จะชนะได้ คือการใช้นิสัยธรรมมานำตน แทนนิสัยที่สร้างกรรมเดิมนั่นเอง

จึงเป็นความจำเป็น หากจะใช้ธรรมหมวดสมุนไพร โดยไม่เอาธรรมของพระโคดมเลย หลวงพ่อนิพนธ์อุปมาก็เหมือนช่วยโจรให้มีกำลัง

หากแม้นโจรมีกำลังแล้วกลับไปฆ่าคนอีก คนที่ถูกฆ่าย่อมฟ้องฟ้าดินว่า ช่วยโจรทำไม

นี่แลคือเหตุผลที่ทำไมใช้สมุนไพรอย่างเดียวไม่ได้ หรือทำไมโลกนี้ไม่มียารักษาโรค เพราะคนที่จะพ้นโรคตาย ต้องทำตนให้มีคุณสมบัติ ฟ้าดินยอมรับ ว่าไม่มีพิษมีภัยแกผู้อื่น นั่นคือ คนดี มีธรรมวินัยของพระภูมีกำกับตนนั่นเอง

ธรรมหมวดสมุนไพรจึงอุปมาดังกิ่งทอง รอคนมีคุณสมบัติ ทำตัวเป็นใบหยกมาเสริมเข้าด้วยกัน โรคอะไรก็ไม่กลัว

บทสรุป หลวงพ่อนิพนธ์จึงสอนเสมอว่า อย่าไปสนที่จะรักษาโรคเลย จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ล่อตัวแม่คือนิสัยกรรม ที่ทำให้เกิดโรคดีกว่า น้อมนำนิสัยธรรมมานำตนเป็นบางสิ่งบางอย่าง มีที่ที่เว้น ข้างนอกจะทำอย่างไรก็พอไหว แต่เขตพัทธสีมา ที่มาทำเพื่อชีวิต ต้องหยุดนิสัยตน แสดงเอกลักษณ์ความสงบ เพื่อสื่อถึงความเชื่อ ความศรัทธา

ช้าเร็ว ที่นี่ก็ต้องแบ่ง ใครเชื่อใครศรัทธา ก็ทำตาม อยู่พวกหนึ่ง ใครที่จะมาเอาแต่สมุนไพรก็อยู่อีกพวกหนึ่ง แยกเด่นชัด ว่าจะเป็นพระเวสสันดร พระมาลัย หรือจะเป็นชูชก

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ช่วยเขาแล้วเราตาย

ความจริงที่พระภูมีทรงตรัส นั่นคือ แม้นธรรมจะวิเศษล้ำเลิศสักเพียงใด แต่ก็ช่วยใครไม่ได้เลย ผู้ใดอยากได้ ผู้นั้นต้องทำเอง ... จึงเรียกหลักนี้ว่า "หลักตนพึ่งตน"

เมื่อธรรมหมวดสมุนไพร เป็นหนึ่งในบัญญัติธรรม ก็หนีสัจธรรมความจริงนี้ไม่พ้น

หลายคน เมื่อมาพบประสพผล หรือ รู้ ก็อยากให้คนที่รัก คนที่ชอบ ได้มีโอกาสสัมผัส และประสพผลเฉกเช่นเดียวกัน

ดังนั้น ภาพที่พบเห็นบ่อยครั้ง นั่นคือ การขอสมุนไพรไปให้ คนที่รัก คนที่ชอบ ทาน

หลวงพ่อนิพนธ์ สอนเสมอว่า ชี้ให้เห็นถึงความจริง ของหลักธรรมคำสอนนี้ ว่า ใครทำใครได้ ... การทำเช่นนั้น จึงมีข้อจำกัด

อำนาจสมุนไพร จึงมีได้แค่ให้โอกาส ... หากแต่เมื่อผู้นั้นสัมผัสแล้ว ก็ต้องทำเอง นั่นหมายความว่า การนำสมุนไพรไปให้ทาน มีผลแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดอายุขัย แม้นจะทานสมุนไพรสักฉันใดก็ไร้ผล เพราะพฤติกรรมเสมือนปีนรั้ว ข้ามกำแพง นั่นเอง

จึงเป็นความจำเป็นที่ว่า แม้นสมุนไพรจะแจกฟรี อยากให้คนทุกข์ไม่ต้องลำบากสักฉันใด ก็ต้องให้ผู้นั้น แสดงความอยากได้ และมารับเอง

หลายคน ผู้ป่วยอาจจะเป็นบิดามารดา ที่อายุมาก ความรักก็ไม่อยากให้ลำบาก ไม่อยากให้ทำอะไรเลย ... ตัวเองมาทำแทนเสียหมด เอาความรักมาปิดโอกาส จนผู้ป่วยไม่มีการกระทำใดเพื่อช่วยตนเลย เรียกว่า ละเมิดหลักตนพึ่งตนไปเสียแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อการกระทำเช่นนี้ ซึ่งให้ผลดีในระยะแรกของการทานสมุนไพร คนเหล่านั้น ก็ยิ่งติดยึดในสมุนไพร กลายเป็นว่าจิตมุ่งแต่ทานสมุนไพร ลืมพื้นฐานความเป็นจริงที่ว่า นี่เป็นธรรมบัญญัติ สมุนไพรเป็นเพียงบันไดชั่วคราว เพื่อให้โอกาส บันไดที่มั่นคงแท้จริง คือการมาเรียนรู้ธรรมคำสอน แล้วนำไปปฏิบัติ ลดนิสัยเป็นบางสิ่งบางอย่าง เพื่อช่วยตน

ด้วยต้นเหตุแห่งโรค คือ กรรม หากไม่ใช้ธรรมล้างกรรมแล้วไซร้ ปัญหาก็เหมือนปมที่แก้ไม่รู้จักจบจักสิ้น

เคล็ดอันหนึ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนคนป่วยนับตั้งแต่ปี ๓๐ นั่นคือ การที่เราท่านได้มาในแผ่นดินของศาสนา มากราบแม่ชีเมี้ยน กราบพระพุทธ เสมือนมาแสดงซึ่งความศรัทธา แต่ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ จึงดูทุกลักทุเล นี่แหละทำให้แม่ชีเมี้ยน และพระพุทธ ผู้ซึ่งมีความเมตตาสูง ย่อมดลบันดาลให้ผู้ศรัทธาเหล่านี้ หายเป็นปกติ

แปลความง่ายๆ หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวว่า ศาสนาเขาก็มีหน้ามีตา มีความโดดเด่น จะยอมให้ผู้ศรัทธา มาเดินหลังค่อม ง่อยเปลี้ยเสียขา ได้อย่างไรนั่นเอง

ผู้ศรัทธาในศาสนา จึงมีเอกลักษณ์ นั่นคือ มีวินัยหรือสัจธรรม บังคับตนเป็นบางสิ่งบางอย่าง อาทิเช่น ไม่โกรธ ไม่เห็นผู้อื่นผิด

เลยไปหน่อย ก็ผู้ปฏิบัติ หรือพระ ก็เพิ่มขึ้นอีกหน่อย ฉันมื้อเดียว รถเรือไม่ขึ้น เงินทองไม่รับ ....

บทสรุปก็คือ ก็แล้วผู้ที่มุ่งมั่นจะทานแต่สมุนไพรเพียงอย่างเดียว โดยที่เราท่านไม่ให้เขาทำอะไรเลย เราท่านจึงกลายเป็นผู้ละเมิดบัญญัติของพระภูมี หรือ เป็นผู้ทำลายไปเสียแล้ว ท้ายที่สุด ไม่เพียงแต่ผู้นั้นไม่ประสพผล เราท่านก็จะจมดิ่งไปด้วย

ทางที่ปลอดภัย หลวงพ่อนิพนธ์จึงชี้ให้เดินว่า ไม่ต้องไปสนหรอกว่าสิ่งที่เป็น จะดูแล้วหนักหนาสาหัสสักเพียงใด หากแต่ทานสมุนไพรไป แล้วประพฤติธรรมวินัย อย่างน้อยสักข้อสองข้อ วันละชั่วโมงสองชั่วโมง ผลแห่งการประพฤติธรรม ก็จักเป็นบุญ เป็นอำนาจคลี่คลายได้เอง

แก้ปัญหา ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ อำนาจกรรม ที่ทำมา อย่าไปพะวงกับปลายเหตุ คือ โรค

เมื่อประพฤติธรรมวินัย จนกลายเป็นนิสัย สันดานใหม่ ก็แทบไม่จำเป็นต้องทานสมุนไพรแล้ว ใช้เฉพาะตอนที่กรรมหนักมาก็เพียงพอ

หนทางที่หลวงพ่อนิพนธ์สอนพระป่วยทั้งหลายในอดีต นั่นคือ เมื่อเราท่านรู้ว่ากรรมที่มามันหนักหนา ก็ยิ่งต้องเคร่งครัดธรรมวินัยให้มากขึ้น ไม่ว่าจะมากข้อ หรือ มากเวลา จึงจะสู้กับกรรมได้

จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ผู้ป่วยที่หมอทิ้ง ทำไมหลวงพ่อนิพนธ์จึงยุให้บวช แล้วสอนให้ปฏิบัติธรรมวินัย แล้วกล่าวว่าหากทำได้ รับรองว่ารอด

ก็หนทางนี้พิสูจน์มาแล้ว ไม่ว่า เอดส์ มะเร็งสมอง โปลิโอ พากินสัน ไวรัสตับอักเสบ .... ผ่านมาหมดแล้ว ที่ใช้หนทางธรรม ล้วนประสพผลในการช่วยตนทั้งสิ้น

ย้ำเตือนอีกครั้ง รักใครชอบใคร อย่าให้คนเหล่านั้นทานสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ... มิเช่นนั้น จะตกข่าย ... ช่วยเขาแล้วเราตาย อย่างแน่นอน

หากคนที่อยากช่วย ไม่เอาธรรมของพระโคดมเลย ก็ทำใจเถอะ เพราะผลมันรู้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว อย่างไรก็แพ้

ภาพที่เราจำได้ นั่นคือ เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ช่วยแม่ของเด็กที่มีปัญหาไม่สามารถมีบุตรได้ จนมีบุตรได้ หลวงพ่อนิพนธ์สั่งให้แม่ของเด็กเตรียมของใส่บาตร แล้วก็จับมือเด็กตักของใส่บาตรพระ ... ภาพนี้ย่อมยืนยันว่า ... รักใคร ก็ต้องให้เขาทำเอง ทำไม่ได้ ก็จับมือให้ทำ... จะไม่ทำอะไรเลยนั้น ... เราท่านเดินผิดทางแล้ว

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44