วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

โอกาสที่กำลังหวนกลับ


ความมีชื่อเสียงของถ้ำกระบอก ในด้านสมุนไพร ในอดีตเมื่อแรกเริ่มนั้น จนกลายเป็นตำนานบอกเล่ากันปากต่อปาก นั่นคือ การทานสมุนไพร ๕ แก้วจบทุกโรค

ในขณะที่ยุคนี้ สมุนไพรที่นับว่าเป็นหลักที่คนไข้ทุกคน แม้แต่กรรมการทาน ล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรพื้นฐาน ที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูอวัยวะ สร้างภูมิ และปรับสมดุลย์ของธาตุทั้งสี่ของร่างกาย เป็นหลัก

แต่การทานสมุนไพรในยุคแรกของถ้ำกระบอก นับตั้งแต่เปิดถ้ำ จนมีชื่อเสียงโด่งดัง หาเป็นเช่นนี้ไม่

สมุนไพรที่ใช้กันในยุคนี้ เพิ่งถูกเริ่มใช้ที่ถ้ำกระบอก ครั้งแรกในปี ๒๕๐๗ เรียกว่าปลายยุคถ้ำ ซึ่งก็คือ เมื่อมีคนไข้หลั่งไหลกันมาอย่างมากมายนั่นเอง

ในสมัยแรกๆ นั้น คนที่ไปถ้ำกระบอกยังมีน้อย ดังนั้น จึงมีโอกาสและมีเวลา ที่พระจะอบรม ทำความเข้าใจ และสร้างศรัทธาให้เกิด จนคนผู้นั้นมีพฤติกรรมสอดคล้องกับธรรมคำสอนของพระภูมี

เมื่อพฤติกรรมและศรัทธา เข้าตาพระ จึงให้ยาสมุนไพร ที่เรียกกันว่า "ยาตัด" ซึ่งเมื่อทานครบ ๕ แก้วแล้วนั้น สามารถจบโรคทุกโรคได้

อันแรกเริ่มเดิมที พระก็ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้คนเป็นโรคทาน แต่จัดทำให้ผู้ติดยาเสพติดทาน หากแต่ผลที่ปรากฎว่า ผู้เสพติดยา เมื่อทานแล้ว โรคที่เคยเป็นอยู่ก็หายไปด้วย ทำให้คนป่วยปกติที่ไม่ติดยา อยากที่จะขอทานด้วย

ในช่วงแรก พระก็ไม่อนุญาต จนกระทั่งมีชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคร้ายแรง มาขออนุญาต แต่พระไม่ให้ เขาจึงคิดวิธีการ โดยกลับบ้านไปหัดเสพยา หลังจากนั้นไม่นาน ก็กลับมาพร้อมกับบอกพระว่า เขาเป็นผู้ป่วยยาเสพติด

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระซ้ำซ้อน จึงอนุญาตให้ทานได้

หากแต่การที่คนป่วยทั่วไปจะทานสมุนไพร "ยาตัด" ได้นั้น ต้องผ่านการทบสอบจากพระ โดยการปฏิบัติประมาณ ๓ เดือน จนพระแน่ใจ จึงให้ทาน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า สมุนไพร "ยาตัด" ผลสำเร็จจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความศรัทธา และปฏิบัติ หากผู้ใดทำได้ การรักษาก็ประสพผลได้โดยง่าย

เมื่อคนไข้มากขึ้น การอบรม หรือ ห่างเหิน การฟังคำสอน และนำไปปฏิบัติ ก็มากขึ้น ดังนั้น จึงได้ถูกเปลี่ยนมาใช้สมุนไพร ดังเช่น ปัจจุบันแทน อันเสมือนว่า ใช้การวัดบุญวัดวาสนา ของผู้ทานเอา นั่นคือ ใครทำใครได้ ไม่ต้องไปพิจารณาเฉพาะเป็นรายบุคคล ดั่งเช่นกาลก่อน ส่วนยาตัด ก็สงวนไว้สำหรับผู้ป่วยยาเสพติดเท่านั้น

วันนี้ จากคำปรารภของฟ้าหญิง ทำให้หลวงพ่อนิพนธ์ทบทวนอดีตอีกครั้ง ในการที่จะจัดกลุ่มผู้ป่วยโดยเลือกผู้ป่วยมะเร็งที่มีจำนวนมากที่สุดก่อน และคัดกรอง คนที่มีคุณสมบัติ และจัดสถานที่ เพื่อให้คนเหล่านั้น ได้ทานสมุนไพร "ยาตัด" เพื่อลดเวลาในการรักษา และคืนคนดี มีคุณภาพกลับสู่สังคม เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของชาติ แทนที่จะใช้แบบปัจจุบัน ที่ต้องใช้เวลานาน

ยาตัด


ในสูตรสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ แบบที่ออกฤทธิ์โดยต้องอาศัยธรรมชาติของคน คือการย่อยช่วย และแบบที่ออกฤทธิ์ด้วยตัวของตัวเอง หรือที่เรียกสมุนไพรสำเร็จ

สูตรสมุนไพรสำเร็จ ที่เราได้สัมผัสกัน อาทิ เช่น ยาหยอดตา และที่เรียกว่า เป็นพระเอกนับตั้งแต่เปิดถ้ำนั่นคือ "ยาตัด"

แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า เดิมตั้งใจที่จัดทำขึ้นครั้งแรก เพื่อใช้เป็นสมุนไพรที่มีหน้าที่ตรวจร่างกาย ว่าตรงจุดใดมีปัญหา ซึ่งเมื่อทานแล้วจะปรากฎอาการ ให้เห็นในจุดที่ร่างกายมีปัญหา ประมาณครึ่งชั่วโมง

หลังจากนั้นมา จึงได้เพิ่มสมุนไพรที่มีฤทธิ์ ในการรีดสารเคมี เพื่อใช้กับผู้ป่วยยาเสพติด

คำที่ร่ำลือกันในอดีต ที่ว่าสมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ป่วยยาเสพติดรายใด ที่เลิกแล้ว แล้วกลับไปเสพอีก จะทำให้คนคนนั้นตาย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ไม่ใช่

แท้ที่จริงแล้ว สมุนไพร "ยาตัด" จะมีคุณสมบัติที่ออกฤทธิ์รุนแรง โดยเฉพาะกับสารเคมี โดยจะทำหน้าที่ล้างสารออกบริเวณที่ติดอยู่ เช่นกระดูก หรืออวัยวะต่างๆ รวมทั้งทำให้เลือดกลับมาบริสุทธิ์อีกครั้ง

เมื่อผู้ป่วยกลับไปเสพอีกครั้ง โดยไม่รู้ว่า หลังจากการทานสมุนไพร "ยาตัด" แล้วนั้น ร่างกายจะสร้างภูมิต่อต้านสารเคมี ขึ้นในร่างกาย เมื่อเสพยาเข้าไป จึงเกิดอาการช็อค คือ ร่างกายต่อต้านสารยา จนร่างกายรับไม่ไหว นั่นเอง

ต่อมาเพื่อให้คนป่วยทั่วไปใช้ จึงได้เพิ่มตัวยา ที่มีคุณสมบัติสามารถแยกแยะและรีด สิ่งทีไม่ใช่เซลล์และอวัยวะของร่างกาย ออกไปได้

ดังนั้น ภาพที่เห็นจนชินตา นั่นคือ คนไข้มะเร็ง ที่อาเจียนออกมาเป็นวุ้น และมีจุดดำๆ เต็มไปหมด นั่นคือ เซลล์มะเร็ง

และคนที่สามารถ ทำยาตัด ได้ มีเพียงสองท่านคือ ท่านจำรูญ และหลวงพ่อนิพนธ์ จึงเป็นเหตุให้ ท่านจำรูญ บังคับให้หลวงพ่อนิพนธ์สาบาน ในปี ๒๕๑๐ เมื่อออกจากถ้ำว่าจะไม่ไปบวช และตั้งสำนักแข่งกับท่านนั่นเอง

แลครั้นเมื่อปี ๒๕๑๒ ที่ท่านแม่ชีเมี้ยนจะลาสังขาร จึงได้เรียกหลวงพ่อนิพนธ์เข้าไปหา และมอบตำราให้ พร้อมกับกล่าวว่า ในอนาคต จะมีโรคใหม่ที่ร้ายแรง คนจะเป็นกันมาก อีกสามสิบปีข้างหน้า ให้เพิ่มตัวยาบางชนิด ลงไปในสมุนไพร "ยาตัด" เพื่อใช้ในการรักษาโรคนั้น

จนกระทั่งปี ๓๐ เมื่อหลวงพ่อนิพนธ์ได้เปิดสำนักขึ้นอีกครั้ง ก็เริ่มปรากฎโรคเอดส์ขึ้น ทำให้ท่านคิดว่า โรคที่แม่ชีเมี้ยนกล่าวถึง ก็คือโรคนี้นั่นเอง ดังนั้น เมื่อมีคนไข้โรคนี้เข้ามา ท่านจึงรับไว้และทดลองให้การรักษา ก็ประสพผลสำเร็จพอควร และมีคนไข้เอดส์ที่ยังอยู่กับท่าน มาจนทุกวันนี้ ที่อาสาอยู่ช่วยงานท่าน ๔ คน ซึ่งก็ล้วนมีสุขภาพที่แข็งแรง แม้จะผ่านมากว่าสิบปีแล้ว

ปัจจุบัน ก็ยังรับรักษาอยู่เรื่อยๆ รายล่าสุด ก็วิศวกรหนุ่มจากรั้วจุฬา ที่พลาดท่า ไปติดเชื้อ แต่ก็ปิดทางบ้าน และเรียนจนจบ หากแต่อาการได้ปรากฎ จนไม่สามารถไปรับปริญญาได้ มาวันนี้ อาการที่ปรากฎก็เคลียร์ หายจนเป็นปกติ กลับไปรับปริญญา และกลายเป็นอาสาของชมรม

หากแต่ปัจจุบัน หลวงพ่อนิพนธ์ ไม่ได้อนุญาตให้คนทาน สมุนไพร "ยาตัด" อีกเลย นอกจากคนไข้ ยาเสพติด และ เอดส์

คนในชมรมยุคนี้ หลายคน ที่รับสมุนไพร "ยาตัด" ไป ก็เพื่อทาแผลเท่านั้น ไม่ว่าแผลใดๆ และรู้แต่เพียงว่า สมุนไพรตัวนี้ ทำให้แผลหายเร็ว ไม่มีรอยแผลเป็น และเข้าใจว่าเป็นสมุนไพรที่ใช้ทาได้อย่างเดียวเท่านั้น

และที่หลายคนไม่รู้ แต่หลวงพ่อนิพนธ์เตรียมการณ์ตามพยากรณ์ของแม่ชีเมี้ยน นั่นคือ ท่านได้นำเงินส่วนตัวของท่าน จัดหาที่ริมน้ำ หลังเขื่อน ที่ที่มีอากาศ และภูมิทัศน์ ที่เหมาะสมกับคนไข้เอดส์ ไว้ เพื่อการนี้โดยเฉพาะ โดยพื้นที่นี้ ตอนซื้อมีแต่ก้อนหิน และพงหญ้า ปัจจุบัน กลายเป็นสวนต้นไม้ร่มรื่น และมีอาคารเตรียมรองรับคนไข้ ซึ่้งคนไข้ที่เวียนมา ในขณะที่ยังไม่ได้เปิดรับเป็นทางการ ก็จะถูกส่งมาที่นี้ เพื่อพักฟื้น

ท่านมักกล่าวเสมอ ถึงอดีตถ้ำ ที่เมื่อคลื่นมหาชนจะหลั่งมา จะรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน พื้นที่นี้ ได้เตรียมการมานับสิบปี จึงควรเตรียมการณ์ไว้แต่เนิ่นๆ

ใครจะว่าโรคนี้รักษาไม่ได้ก็ช่าง แต่เราเห็นมาจนชินตา ผ่านมามากหลาย และคนที่ท่านเห็นว่าแข็งแรง ทำงานไม่หยุด บางคนในชมรม นั้นก็เป็นตัวอย่าง .....

วันใดที่สมุนไพร "ยาตัด" กลับมาอาละวาดอีกครั้ง ท่านจะรู้ว่า ข้าวแกงที่ท่านทาน น้ำที่ท่านดื่ม ขนมที่ท่านซื้อ มันให้อะไรแก่มนุษย์ผู้ทุกข์ผู้ยากมหาศาลแค่ไหน และวันหนึ่งท่านจะภูมิใจ ว่าประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของโลก ในการช่วยเหลือมวลมนุษย์ชาติ ท่านก็มีส่วนร่วม

ภาพอดีตที่ยังตรึงตรา เมื่อครั้งพระหนุ่ม ที่เป็นเอดส์แบบมีพิษ ด้วยเหตุที่สมัยเป็นฆราวาสนั้นเป็นลูกเรือ ไปหาปลาทางแถบประเทศอินโดนีเซีย แล้วติดเชื้อมา อันมีลักษณะเมื่อถึงที่สุดแล้วร่างกายจะคล้ายถูกไฟไหม้ ทั้งตัว และถูกกัดกินเข้าเนื้อ จนเรียกว่า อวัยวะบางส่วน ดึงแรงหน่อยก็ขาดดามมือมาได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า นี่เป็นกรณีที่สำคัญ หากสามารถทำให้กลับมาปกติได้ ด้วยสูตรของแม่ชีเมี้ยนที่ให้ ก็วางใจได้ว่าโรคนี้มีทางช่วยได้ หลังจากผ่านคอร์สยาตัดหนึ่งเดือน พระรูปนี้ ก็กลับมาปกติ ผิวพรรณไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย และแข็งแรงจนสามารถไปเดินธุดงค์เป็นร้อยๆ กิโลได้

ที่สำคัญ พระรูปนั้นท่านก็มั่นใจว่าท่านเป็นปกติแล้ว พร้อมกับการหนีกลับบ้านทิ้งธุดงค์ เมื่อเดินจากลพบุรี ไปถึงนครสวรรค์ ผ่านแดดผ่านฝน มาเป็นแรมเดือน โดยไม่มีอาการทรุดปรากฎ...

ของดีที่แม่ชีเมี้ยนทิ้งไว้ให้ ได้แต่ร้องเพลง ....ผิดหวังนิดหน่อย น้อยใจในความเป็นไทย ไม่รู้ เมื่อไหร่ คนไทยจะรักของไทย ....

จระเข้ขวางคลอง


สมุนไพรแม้จะดีสักฉันใด ก็แก้ได้แต่เพียงโรค แลการพึ่งพาสมุนไพรเพียงอย่างเดียว เรียกได้ว่าเข็นครกขึ้นภูเขา น้อยคนนักจะประสพผลสำเร็จ

ด้วยพระภูมีทรงตรัสว่า เหตุมูลที่มาของโรคเกิดแต่กรรม การแก้โรคจึงเป็นปลายเหตุ โรคนี้หมดไป โรคอื่นก็มา ดั่งหนีเสือปะจรเข้

วิธีที่แก้ตรงจุด ตรงประเด็น จึงต้องทำนอกเหนือจากการรักษาโรค นั่นคือ การแก้กรรม หรือนิสัยที่ก่อให้เกิดกรรม นั่นเอง

สิ่งที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อเก็บเกี่ยวบุญ ตามคำสอนที่ได้ฟังมา คือ "สติ"

หลายคนไม่ประสพผล หรือ ดีขึ้นแต่เป็นไปอย่างช้ามาก ล้วนเนื่องจาก ขาดสติเพื่อแสวงหาบุญให้กับตน

เมื่อขาดสติ พฤติกรรมที่ทำก็บรรเลงไปตามนิสัย เคยอย่างไรก็ทำอย่างนั้น

หากแต่สิ่งที่สถานที่ของแม่ชีเมี้ยน ของพระพุทธเจ้า ไม่เหมือนกับที่อื่น อุปมาเหมือนน้ำ ทำให้เรือลอยได้ ก็จมเรือได้เช่นกัน

เมื่อไม่พิจารณาด้วยปัญญา สถานที่ที่ไม่ธรรมดา สามารถช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ก็กลายเป็นธรรมดา เพราะมองด้วยตา เมื่อขาดสติ ขาดปัญญา ขาดพิจารณา จึงปล่อยตัวปล่อยใจบรรเลงไปตามนิสัย

พระภูมีตรัสว่า ด้วยบุญญาธิการของศาสนา จึงดลให้คนทุกข์มารวมกัน เป็นแหล่งบุญ เพราะได้มีโอกาสให้สุขแก่คนทุกข์ได้มากเท่าที่สติปัญญาพึงมี

ทุกตารางนิ้วของแผ่นดินแม่ชีเมี้ยน และแผ่นดินของพระพุทธเจ้า จึงเต็มไปด้วยโอกาส ที่จะแสวงหาบุญ และแสวงหาบาป ยิ่งไปกว่านั้น บุญที่ทำในแผ่นดินนี้ บุญมันแรง กลับกัน กรรมที่ทำในแผ่นดินนี้ กรรมมันก็แรงเช่นกัน

ความผิดเดียวกัน เกิดในที่ต่างกัน ลองพิจารณา คนล้วงกระเป๋า จากผู้โดยสาร กับ คนไข้ที่มา พฤติกรรมเหมือนกัน แบบเดียวกัน แต่ผลต่างกันมหาศาล หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ไปทำที่ไหนก็ทำเถิด แต่ทำในสถานที่นี้ ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะที่ที่บุญแรง กรรมมันก็แรงเช่นกัน

ผลของการขาดสติ ทำให้อุปาทานที่มาหาแม่ชีเมี้ยน มาหาพระพุทธเจ้า เพื่อฟังคำสอน ไปปฏิบัติเพื่อช่วยตน ก็ถูกนิสัย นำ ควบคุมตนไม่ได้ การมาเพื่อทำบุญไว้ล้างกรรม จึงกลายเป็นมามีพฤติกรรมเย้ยหยัน ดูถูกสถานที่

ภาพที่ปรากฎให้เห็น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ส่วนใหญ่ เมื่อเข้าบริเวณของแม่ชีเมี้ยนแล้ว ควบคุมตัวเองไม่ได้ แสดงเอกลักษณ์ของศาสนา คือความสงบ ไม่ได้เลย คุยกันราวกับไม่ได้พบเจอะเจอกันมาตั้งนาน

เข้าสวดมนต์ก็คุย ทานสมุนไพรมะพร้าวก็คุย รับสมุนไพรก็คุย

ด้วยนิสัยนี้เอง ที่ทำตนเป็นจระเข้ขวางคลอง การมาหาบุญ จึงไปไม่ถึง เสียดายค่าน้ำมัน ค่ากิน และแรงกายที่ทุุ่มลงไป ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อมา หาบุญนำกลับไปเป็นที่พึ่งไม่ได้เลย

วัตรปฏิบัติพื้นฐาน คือความสงบ ทำไม่ได้เลย สถานที่ที่ไม่ธรรมดา ของแม่ชีเมี้ยน ของพระพุทธเจ้า จึงต่ำต้อย ด้อยค่ากว่าโรงหนัง โรงละคร ที่เข้าไปแล้ว แม้แต่จะกระแอมก็ต้องปิดปาก

บทสรุป จึงย้อนไปเฉกเช่นสมัยถ้ำกระบอก ที่คนหลั่งไหลกันมา หลวงพ่อนิพนธ์นั่งเทศน์ คนนั่งกันเต็ม เมื่อจบท่านก็เดินภาคภูมิใจว่าคนฟังกันมากมาย

หากแต่แม่ชีเมี้ยน ตรัสว่า ฉันไม่เห็นคนฟังสักคน เห็นแต่ควาย เพราะอ้ายที่นั่งฟังอยู่น่ะ ไม่เห็นมีใครมันจะปฏิบัติเลยสักคน สิ่งที่ท่านพูดอยู่ทั้งคืน หาประโยชน์อันใดไม่ได้เลย เพราะไม่มีคนเอาไปทำ

ทั้งนี้ก็เพราะคนเหล่านั้นขาดเสียซึ่งศรัทธานั่นเอง ไม่ใช้สติ ใช้ปัญญา พิจารณา จึงไม่เห็น สิ่งที่พูด ก็อุปมาก้อนหินที่นำไปทับหญ้า เมื่อยกหินออก หญ้าก็งอกตามเดิม

หลวงพ่อนิพนธ์ ย้อนอดีต และกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้หลักของพระภูมี จึงเป็นหลักปราชญ์ สอนให้ดูคน เลือกคน

มาวันนี้ จึงมาถึงจุดที่ต้องคำถามแล้วว่า เมื่อไม่ศรัทธา แล้วมาทำไม เพราะสถานที่นี้ ใช้หลักพระภูมี ซึ่งคนที่จะประสพผล คือคนทำได้

แลคนมีศรัทธา ต้องมีสติ ต้องควบคุมตน ต้องแสดงเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา เมื่ออยู่ในพื้นที่ของแม่ชีเมี้ยน ของพระพุทธเจ้า ต้องสงบ ลดกิริยาลง

เปิดอกคุย ว่ากันตามจริง ไม่กลอกกลิ้ง หากไม่ควบคุมจระเข้นี้ไว้ ไม่สร้างศรัทธา ด้วยการพิจารณาเหตุและผลที่หลวงพ่อนิพนธ์ท่านให้ ผลสุดท้ายก็ไม่ยากที่จะคาดเดา

บทสรุป ง่ายๆ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สถานที่นี้เป็นทางเลือก เมื่อพิจารณาแล้ว ในช่วงเดือนแรก หากเห็นว่าไม่ตรงกับใจ กับนิสัยของตน ก็ควรไปหาในสิ่งที่ตนชอบจะดีกว่า ไม่ควรจะมาเสียเวลากับที่นี่ เพราะเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่กำลังต่อสู้อยู่ คือ กรรม มีอำนาจปกครองโลก แลเดิมพันคือชีวิต มาสบายๆ บรรเลงตามนิสัย ไม่คิดจะควบคุมอันใดเลย หลวงพ่อนิพนธ์บอกว่า ฝันไปหรือปล่าว

วิชาของพระพุทธเจ้า แม้จะเลิศล้ำประการใด มีอำนาจเหนือกรรมสักฉันใด ก็ไม่สามารถช่วยใครได้เลย ..... แต่ แต่ แต่ .... "สอนให้คนเรียนรู้แล้วไปช่วยตนได้" ....

หากแต่คนผู้นั้น ไม่ทำ .... พระพุทธเจ้าก็บ่อมีไก๊ ช่วยอะไรไม่ได้เลย

ประวัติศาสตร์ก็เขียนเด่นชัด คนอินเดียมีกี่ร้อยล้าน แต่สาวกพระพุทธเจ้า ที่เชื่อแล้วทำตาม มีไม่ถึงแสน .....

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

ปราชญ์


ความรู้ของศาสนา เป็นจริงและมีเหตุและผลสมบูรณ์ครบถ้วน เมื่อผู้ใดรู้ แล้วทำ ย่อมเกิดผลที่ถูกอย่างแน่นอน

จึงไม่น่าแปลกที่คนโบราณ มักจะให้ลูกหลานได้บวช ได้เล่าเรียน

เมื่อบวชเรียนแล้ว ก็เรียกว่าผู้นั้น สุกแล้ว

สิ่งที่พระภูมีตรัสรู้ คือ ธรรมชาติ ความจริงของมนุษย์และจักรวาล ดังนั้น ภูมิปัญญาที่ได้กลั่นกรองออกมา จึงสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องพัฒนาประการใดอีก เพราะรู้แจ้งเห็นจริงแล้วนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึง มักเล่าให้ฟังเสมอๆ เพื่อให้เราท่านค้นหาคำตอบกับตัวเอง ว่า สิ่งที่เราแสวงหาคือความสุขใช่ไหม แลสุขที่ว่านั้นเป็นเช่นไร

ท่านจึงมักเปรียบเปรย เวลาเรากลับบ้าน สุนัขที่เลี้ยงไว้วิ่งมาหา ให้ดูแววตา แล้วพิจารณา ว่า สิ่งใดคือความสุข เพราะสัตว์ไม่มีกิเลส สุขที่แท้จริงจึงเป็นการได้กิน แล้วนอนหลับ

พระภูมีจึงชี้ให้เห็นว่า กรรมเป็นต้นเหตุแห่งโรค ทำให้เราท่านเป็นโรค เพื่อผลก็คือ ทำให้เราเป็นทุกข์จากกรรมที่ทำมานั่นเอง ดังนั้นผลของมันจึงปรากฎในที่สุด แห่งรากเง้าความสุขของมนุษย์ คือ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

เมื่อพิจารณา เราจะพบว่า เมื่อใช้ภูมิปัญญาของมนุษย์ ไม่ว่าจากใคร เราก็ไม่อาจที่จะนำสุขอันนี้กลับมาได้เลย เป็นเก๊าต์ไปหาหมอ หมอบอกว่ารักษา แต่ห้ามกินไก่ เป็นมะเร็ง ห้ามกินเนื้อ เป็นนี่ห้ามกินนั่น .....

ก็สุขอยู่ที่การกิน อยากินแล้วได้กิน อยากนอนได้นอน โรคมันจึงมีหน้าที่ทำให้กินไม่ได้ นอนไม่หลับ

ถ้าสิ่งที่มนุษย์คิดแล้วแก้ปัญหาได้ เราท่านก็จะได้ความสุขเหล่านั้นกลับคืนมาให้สุขเหมือนเดิม แต่พิจารณาเท่าไร ก็มีแต่หายเพิ่มขึ้น เบาหวาน จากลดหวาน ท้ายสุดกินได้แต่วุ้นเส้น

เมื่อเจอปราชญ์ คือพระภูมี ที่ทรงรู้แจ้ง แม่ชีเมี้ยนเห็นและนำมาถ่ายทอด หลวงพ่อนิพนธ์ขันอาสา มาทำให้ พร้อมบอกกล่าววิธีที่จะทำให้สุขอันนั้นคืนกลับมา

เราจึงเห็นความแตกต่างที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง ภูมิปัญญาของมนุษย์ ที่เมื่อใช้แล้วมีแต่ลดทอนสุขมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ภูมิปัญญาของพระภูมี เมื่อใช้แล้วสุขนั้นก็จะเริ่มกลับมาเรื่อยๆ

เราจึงเห็นคุณเล็ก ธานินทร์ อินทรเทพ ดีใจ ที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ถ้าเล็กทานสมุนไพรถึง จะกินเหล้าสูบบุหรี่ ก็ตามใจ เราจึงเห็นรอยยิ้มของคนไข้ เมื่อวิทยากร อ.อร่าม กล่าวว่า เมื่อทานสมุนไพรไประยะหนึ่ง คนไข้เบาหวานให้เริ่มทานหวาน คนไข้เก๊าต์ให้ทานสัตว์ปีก คนเป็นมะเร็งให้ทานเนื้อสัตว์

นั่นคือความสุขที่แท้จริง ที่กลับมาทานอาหารได้ครบห้าหมู่ อยากทานสิ่งไรได้ทาน

พิจารณา แค่ประเด็นนี้ ก็เห็นได้ว่า หลักใดเป็นหลักปราชญ์กันแน่แท้ หากผู้พิจารณาเอาเหตุและผล

และเมื่อนำไปโต้เถียงกับผู้อื่น ก็ไม่มีวันแพ้

ใครบอกว่ายาที่นั่นดี ที่โน่นดี แค่บอกว่า ทำให้เราทานอาหารได้ทุกอย่างได้ไหม ก็โกยอ้าวแล้ว...

และยิ่งอวดอ้างสรรพคุณ ได้ผ่านการพัฒนา อย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งต้องหนีให้ไกล เพราะคนที่รู้จริง เขาแก้ตรงจุด ทำครั้งเดียวจบ

มันจึงน่าแปลกใจ ที่คนที่ไม่เคยมีผลงาน กลับมีคนเชื่อมากมาย แต่คนที่มีผลงาน กลับทำใจยอมรับไม่ได้ แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสให้หลวงพ่อนิพนธ์ทำใจ ก็กรรมไง "กรรมมันบังตา"

วาดฝัน


ทุกคนมีความฝัน อยากประสบความสำเร็จ ไปถึงจุดโน้นจุดนั้น ที่ตนเองใฝ่ฝันไว้ หลวงพ่อนิพนธ์ก็เฉกเช่นเดียวกัน

ปัญหาที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก เมื่อพบกับคนไข้ที่มีโอกาสรอดได้ หากแต่อุปสรรคใหญ่ของเขากลับกลายเป็น ความห่างไกลของบ้านกับชมรมนั้นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักเปรยเสมอว่า วันใดที่ท่านมีความพร้อม และคนเข้าใจในหลักการในการช่วยตนเองแล้ว ก็อยากให้คนเหล่านั้นมีทางรอด ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยใช่เหตุ

ฝันของท่าน จึงอยากที่จะตั้งสาขา ให้กระจายไปทั่วภูมิภาคของประเทศไทย นั่นเอง เพื่อให้พี่น้องชาวไทยสามารถไปใช้บริการได้ ในสาขาที่ใกล้บ้านตน

วันนี้ จึงพยายามที่จะสร้างความเข้าใจ ให้ทุกคนได้เห็นว่า การทานสมุนไพรให้ประสพผลต้องทำอย่างไร และทุกคนต้องรับผิดชอบส่วนไหน เพื่อให้กิจกรรมดำเนินต่อไปได้ โดยไม่ต้องอาศัย หรือรอการพึ่งพาจากภายนอก

ความพร้อมในด้านสถานที่ คงไม่น่าจะมีปัญหา เพราะมีผู้ที่ยินยอมจะให้ใช้พื้นที่กันมากมาย ประเด็นจึงอยู่ที่รูปรอยวิธีการ ในการดำเนินกิจกรรม ถ้าทุกคนเข้าใจ และช่วยกัน จนเกิดสิ่งที่แม่ชีเมี้ยนเรียกว่า "พลังสามัคคี" วันนั้นแหละ คือวันที่พร้อมเปิดศึกแล้ว

ส่วนประเด็นปัญหาที่สำคัญอีกประการ ก็คือ การหาแหล่งสมุนไพรที่เป็นธรรมชาติ มาเป็นวัตถุดิบเพื่อป้อน ในการทำแจกนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ปีนี้ ฟ้าก็เริ่มเปิดหนทางให้บ้างแล้ว นับตั้งแต่ ชาวเขาใน จ.เชียงราย พื้นที่ พุน้ำร้อน ในบริเวณ ชายแดนไทยพม่า ที่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ยอมหลีกทางให้ตั้งเป็นศูนย์รับซื้อสมุนไพร และล่าสุดซึ่งเป็นส่วนที่หลวงพ่อนิพนธ์อยากได้ นั่นคือ การตั้งศูนย์รับซื้อสมุนไพรในฝั่งพม่า ในขณะที่ไปแสวงหาก็พบคนพื้นที่ที่บังเอิญเป็นคนไข้ จึงได้ยกบ้านของตนที่ซื้อไว้ในฝั่งพม่าให้หลวงพ่อนิพนธ์ จัดทำเป็นศูนย์รับซื้อสมุนไพร

ฝันของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่จะทำให้ปณิธานที่แม่ชีเมี้ยนมอบให้ นำสมุนไพรมาช่วยเพื่อนพี่น้องชาวไทย ก็คงใกล้จะเป็นจริง เราก็คงจะได้เห็นหมู่บ้านที่ไม่เคยมี ปรากฎขึ้น นั่นคือ หมู่บ้านผู้ป่วยโรคเอดส์ หมู่บ้านผู้ป่วยยาเสพติด หมู่บ้านผู้ป่วยโรคหัวใจ หมู่บ้านผู้ป่วยโรคมะเร็ง และอื่นๆ ที่ซึ่งผู้เข้ามาแล้ว สามารถเดินออก และกลับไปเป็นคนดีของบ้านและของสังคม ไม่ใช่สถานที่ที่เดินเข้าแล้วหามออก เอาไว้ได้เป็นทางเลือก ไม่ใช่ไปให้ฝรั่งหลอกกินหมด เสียทั้งทรัพย์ เสียทั้งชีวิต อย่างที่เป็นอยู่

และที่ฝัน อันสูงสุด นั่นคือ กระบวนการที่ใช้ในการกอบกู้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด นั่นคือ การที่ได้เดินตามรอยและแสดงรูปลักษณ์ของพระภูมีนั่นเอง อันได้แก่การบวช แล้วถือวินัยของพระภูมี ที่เป็นหนทางที่ได้ผลเฉียบขาด ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์ใช้มาตั้งแต่ปี ๓๐ ไม่ว่าผู้ป่วยชนิดใด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เข้าขั้นวิกฤต

ตัวอย่างล่าสุดที่หลวงพ่อนิพนธ์มักชี้ให้เห็น ก็คือ คนไข้โรคหัวใจ ที่หมอลงความเห็นว่าต้องผ่าสถานเดียวมิฉะนั้นตาย คือคุณปรีชา หัวหน้าทีมสมุนไพร หลังจากผ่านคอร์สการบวช ถือวินัย และทานสมุนไพร เพียงพรรษาเดียว ก็กลับมาเป็นปกติ ไม่ต้องผ่า ไม่มีหอบเหนื่อย ทำงานได้ทั้งวัน

เราก็ฝันว่า จะได้เห็นพระพุทธกาลที่แท้จริง อีกครั้ง ซึ่งเลือนหายไปนับแต่ถ้ำกระบอกล่มสลาย กลับมาให้เป็นที่กราบไหว้ และพึ่งพิงอีกครั้ง เร็ววันเช่นกัน อันเป็นเอกลักษณ์ที่แม่ชีเมี้ยนกล่าวว่า พระของพระพุทธเจ้า ไม่มีเป็นโรค ไม่มีหลังงอ ตาฝ้าฟาง แม้นอายุ ๑๒๐ ปี ก็ยังทำกิจเดินธุดงค์ได้ปกติ

ฝันอันนี้ จะแสดงให้เห็น พุทธดำรัสว่า เมื่อพบและทำตามศาสนา อายุจะเป็นเพียงตัวเลข นี่แหละคือที่มาของ "ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ"

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

คิดถึง

คนไข้ชาวจีนอพยพท่านหนึ่ง ได้อพยพไปยังไต้หวัน ในขณะที่น้องชายย้ายมาอยู่เมืองไทย

เขาไปประกอบธุรกิจ ตั้งโรงงานในไต้หวัน จนในช่วงท้ายของชีวิต ประสพปัญหาเป็นมะเร็งปอด รักษาตัวหมดไปหลายสิบล้านบาท จนในที่สุด ก็เข้าวงจรอมตะ นั่นคือ หมอกล่าวว่าหมดหนทางแล้ว

ความเป็นนักธุรกิจ ทำให้มีเพื่อนชาวไทย แนะนำมา จึงบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ หลังจากคำตัดสินสุดท้ายจากหมอว่า "ดีสุดคงไม่เกิน ๔ เดือน"

เผลอแพลบเดียว เขาบินไปบินมา ไต้หวันกับชมรม ผ่านไปสามปีแล้ว และที่สำคัญที่เขาไม่นึกว่าจะได้เจอที่นี่ นั่นคือ เขาพบกับหลานสาว ลูกน้องชายที่ย้ายมาอยู่เมืองไทย ผู้ซึ่งเป็นหมอในโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพฯ

อาหลานคุยกัน ด้วยยิงคำถามแก่หลานว่ามาได้ไง หลานสาวจึงตอบว่า ได้ยินเสียงเล่าลือ จึงตามพรรคพวกมาดูให้เห็นกับตา และกล่าวกับอาว่า คิดถูกแล้วที่มารักษากับหลวงพ่อนิพนธ์

เมื่อเขาบินกลับไปเที่ยวเมืองจีน เห็นโต๊ะทานข้าว จิบน้ำชา ชุดเล็กๆ จึงคิดถึงหลวงพ่อนิพนธ์และซื้อมาฝาก

คนไข้ท่านนี้ พูดไทยได้นิดหน่อย หากแต่ทุกคำที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่งให้ทำ เมื่อล่ามแปลมา เขาปฏิบัติทุกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ตอนนี้เขาสามารถกลับไปทำธุรกิจได้ปกติ และยังบินไปมา เพื่อรับสมุนไพรไปทานเป็นประจำ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การรอดของเขา ทำให้เขานึกถึงเรา แม้เขาจะฟังคำสอนของเรารู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ก็พยายามฟังและทำตาม

อันหมายความว่า ชีวิตเขา ยอมให้ท่านเป็นผู้นำ บอกอย่างไร ทำอย่างนั้น

ในขณะคนที่มาแล้ว ไม่ประสพผล หรือได้ผลไม่เท่าที่ควร ปัญหาก็คือ เขามาที่ชมรม มาพบหลวงพ่อนิพนธ์ แต่เขาไม่คิดจะฟัง ไมคิดที่จะยอมให้ท่านเป็นผู้นำ แล้วจะไปกันอย่างไร

สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ คำสอนทุกครั้งที่เน้นย้ำว่า โรคมันกลัวสมุนไพร กรรมมันกลัวธรรม แลธรรมสอนให้เราเปลี่ยนนิสัย มากลายเป็นคนมีความอดทน และมีเอกลักษณ์คือความสงบ

เมื่อคนที่มา ไม่คิดถึงท่าน ไม่นำคำสอนมานำตน ผลที่ออกมาคือ ผึ้งแตกรังทุกครั้งที่พวกเขาเข้ามาในห้องสวดมนต์

เพราะมันเป็นความจำเป็น เจ้าหน้าที่พูดบ่อยๆ ก็ว่าดุ ไม่พูด ก็เหมือนเห็นคนหลงทาง แล้วไม่ยอมบอกทาง

หากแต่ความจริงคือ คนเหล่านั้น ไม่คิดถึงท่าน ไม่ฟังท่าน ไม่ให้ท่านนำ จึงไม่สนใจที่จะทำตาม

แต่ก็เป็นธรรมดา ในร้อยคน ก็คงมีคนที่ฟัง ที่ชอบ สักยี่สิบคน หากแต่สิ่งที่อยากร้องขอ ก็คือ ตอนนี้คนไข้มากขึ้น ภาระก็มากขึ้น ก็ขอให้คนที่ไม่ฟัง ไม่ทำ ไม่อยากให้ท่านนำ คิดได้เร็ววัน และออกไปจากสถานที่นี้ เพื่อให้คนที่อยากได้ มีพื้นที่ มีสมุนไพร เพียงพอ ...

คนพ้นไป ยามคิดถึง เขาซื้อของมาฝาก คนที่กำลังทำ หากคิดถึง ก็ควรตั้งใจฟัง แล้วทำตาม เพราะหลวงพ่อนิพนธ์ท่านเป็นบัณฑิต เป็นผู้รู้ เมื่อเดินตาม ท่านย่อมพาไปหาผล อย่างแน่นอน...

ฝากผ่าน

กรรมการวีไอพี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองท่านหนึ่ง ได้ฝากคำปรารภของท่านเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์มายังหลวงพ่อนิพนธ์ให้พิจารณาประการหนึ่ง

ใจความว่า "ปัจจุบันนี้ ผู้ป่วยมะเร็งต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างต่ำเบื้องต้นต่อราย ประมาณ หนึ่งล้านห้าแสนบาท และผลท้ายที่สุด ก็ยังคงต้องเสียชีวิตอยู่ดี"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้พิจารณา คนไข้มะเร็งกลุ่มหนึ่ง ที่มาพักรักษาอยู่ในชมรมขณะนี้ ที่มีอาการดีวันดีคืน จึงยกตัวอย่างมากรณีหนึ่ง คือ คนไข้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม ด้านหนึ่งมีแผลลึกขนาดประมาณลูกมะนาวยัดลงไปได้ อีกด้านหนึ่งบวมขึ้นมาเป็นสีคล้ำ

อาการก่อนมา คือ จะมีอาการปวดร้าวที่บริเวณแผล ตลอดเวลา และจะมีอาการไข้ปรากฎเป็นรอบทุกสามวัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้กล่าวแก่คนไข้กลุ่มนั้นว่า อย่ารอจนมะเร็งทำให้แขนเราทำอะไรไม่ได้ ควรที่จะใช้แขนในขณะที่มีกำลังอยู่ แสวงหาบุญให้ตน

คนไข้กลุ่มนี้ จึงได้เป็นลูกมือช่วย คุณเจี๊ยบผู้ซึ่งเป็นคนไข้เก่าเมื่อในอดีตสิบกว่าปีก่อน รักษาตัวจนหาย และกลับไปทำขนมขายจนได้รับโอท็อปห้าดาว จนมีฐานะมั่นคง และอาสาที่จะกลับมาช่วยหลวงพ่อนิพนธ์ปีละสามเดือน พร้อมสอนวิธีการทำขนมให้แก่ผู้สนใจที่จะนำไปประกอบอาชีพ

คนไข้มะเร็งกลุ่มนี้ จึงรับหน้าที่ในการจัดเตรียมทำขนม นวดแป้ง ให้คุณเจี๊ยบ และเรียนการทำขนมไปในตัวด้วย

ผ่านมาสามเดือน คนไข้มะเร็งที่ท่านได้ยกเป็นตัวอย่าง แผลแห้งและปิดสนิท ไม่มีอาการปวดปรากฎ และไม่เคยเป็นไข้อีกเลย เมื่อพิจารณาการปวดร้าวที่เคยปรากฎ ก็ไม่มี ไม่ลามไปด้านข้างลำตัว นั่นหมายถึง มะเร็งไม่ลามไปที่ปอด ไม่มีตุ่มขึ้นที่ใต้คางและแขนหนีบ แสดงว่าไม่ลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง

อันหมายความว่า ผลจากการทำเช่นนี้ ทำให้ร่างกายสามารถบล๊อกเชื้อมะเร็งให้อยู่เพียงที่เดียวได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เหลือก็แต่รอวันแก้ไขให้เซลล์มะเร็งกลับกลายเป็นเซลล์ดี

ด้วยพิจารณาว่า มะเร็งไม่ใช่โรค หากแต่เป็นเซลล์ปกติที่ได้รับความเครียด จึงกลายเป็นเซลล์ร้าย

พิจารณาคนไข้กลุ่มนี้แล้ว จึงอยากจะสนองรับใช้คำปรารภของฟ้าหญิง จึงดำริที่จะจัดสรรพื้นที่ในบริเวณชมรมส่วนหนึ่ง สร้างที่พักให้แก่คนไข้มะเร็งโดยเฉพาะ มาพักรักษาตัว

ช่วงนี้เราจึงเห็น เจ้าหน้าที่กำลังเคลียร์พื้นที่ สร้างอาคารให้คนป่วยทั่วไปพัก หลังใหม่บริเวณสระ ที่กำลังทำอยู่ แล้วก็คงเห็นพื้นที่ที่เตรียมให้คนไข้มะเร็ง ในไม่ช้าเช่นกัน

หลวงพ่อนิพนธ์จึง กล่าวให้นำไปคิดว่า "หากท่านใดเป็นมะเร็ง พิจารณาแล้วจากพระราชดำรัสก็จะเห็นว่า แม้จะหาเงินแล้วทุ่มเทไปเพื่อรักษา ท้ายที่สุดก็ยังคงต้องเสียชีวิตอยู่ดี สมุนไพรแม่ชีเมี้ยนเป็นทางเลือก ถึงอย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว ทางเลือกนี้ แม้นตายก็ตายสบายไม่ทรมาน ไม่ปวดจนตาย แต่ตังค์อยู่ครบ ไม่สร้างหนี้ให้เป็นภาระลูกหลาน นั่นคือเราถึงที่ตาย ถึงพรหมลิขิตแล้ว หากเรายังไม่ถึงพรหมลิขิต ก็สามารถรักษาได้ทั้งทรัพย์สิน และชีวิต"

ขนมปังสูตรใหม่

ช่วงนี้กระแสสมุนไพรกำลังมาแรง เมื่อบทวิจัยที่กล่าวถึงผลกระทบจากการใช้เคมี เริ่มออกมามากขึ้น อันเป็นเหตุให้หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตยาส่งออก ต้องบังคับให้ประชาชนของตน ทานยาเคมีและสมุนไพร อย่างละครึ่ง หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

หากแต่บทวิจัยอีกบทหนึ่ง ที่ระบุเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของความขมที่ได้จากพืช ได้เริ่มแพร่หลายในประเทศที่เจริญแล้ว ทำให้พืชที่มีความขมในตัว อันเป็นพืชพื้นเมืองได้ถูกดัดแปลง และนำไปผสมในอาหารหลักของเขา กลายเป็นอาหารชนิดใหม่ที่กำลังมาแรง เพราะถือได้ว่าเป็นอาหารสุขภาพ นั่นคือ "ขนมปังผักขม"

คนไข้ที่เป็นกรรมการ และมีความเชี่ยวชาญในด้านขนมปัง ได้กรุณานำสูตรมาสอนแก่คนยากไร้ที่ไม่มีอาชีพ และต้องการนำไปเป็นอาชีพเลี้ยงตัว โดยเฉพาะคนไข้ของชมรม วันนี้ เราจึงเริ่มมีขนมปัง ขนมเค้ก มาวางขายให้รับประทาน

กรรมการท่านนั้น คือ หลานสาวของน้าชาติ พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ นั่นเอง ท่านจึงมีความคิด ที่จะดัดแปลงเมื่อมาเห็น คนไข้ทั่วไปที่นำกากยาเขียว ขอกลับไปปั้นกับน้ำผึ้งกินกันอย่างมากมาย

จากความรู้ที่ได้จากหลวงพ่อนิพนธ์ เกี่ยวกับกากยาเขียว ซึ่งท่านกล่าวว่า กากยาเขียวจะมีคุณสมบัติคล้ายไฟเบอร์ เป็นเส้นใยที่คุณสมบัติดูดซับเชื้อราและแบคทีเรีย ในระบบทางเดินอาหาร แล้วรวมตัวกับกากอาหาร เพื่อขับถ่ายออกไป

นอกจากนั้น ด้วยคุณสมบัติของยาเขียวเอง ทำให้มีหน้าที่สมานแผลในระบบทางเดินอาหาร ที่ตัวยาผ่านไป และทำให้ถ่ายง่าย

เหตุที่คนไข้นิยมไปทาน ก็อันเนื่องจากผลจากการทานกากยาเขียวที่ผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน นั้น ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่าย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร

ดังนั้น เมื่อทานกากยาเขียว ผลพลอยได้ นั่นคือ โรคริดสีดวงทวารจะหายไปด้วย จึงเป็นที่นิยมและบอกกันปากต่อปาก ทำให้เห็นว่ามีคนมาเข้าคิวขอกากยา ที่ห้องกระจกในเวลาเย็นกันอย่างมากมายนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ยกตัวอย่างผลของกากยาเขียว ที่ท่านได้ให้สัตว์ทาน ไม่ว่า เป็ด ไก่ ม้า หมู ที่เลี้ยงไว้ ทำให้ไม่ต้องใช้วัคซีนใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่ปรากฎให้เห็นเด่นชัด โดยเฉพาะเป็ดไข่ ที่แม้มีอายุ ๔ ถึง ๕ ปี แล้ว ก็ยังออกไข่อยู่เลย

จากประโยชน์อันนี้เอง กรรมการท่านนี้ จึงขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์ ลองทำขนมปัง สูตรใหม่ คือ "ขนมปังผสมกากยาเขียว" ขึ้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ขืนทำไป คนไม่รู้ซื้อไปทาน มันจะได้บอกว่า "ข้าวแกงแพงฉิบหาย แถมขนมปังยังเสือกขมอีก"

ก็รอคอย และรอชิม กันเน้อ.....

น้อยใจนิดหน่อย ก็เพียงว่า ทำไมต้องฝรั่งก่อนทุกทีที่รู้ค่า....

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

หลงทาง

ตราบใดที่ของจริงยังไม่ปรากฎ หรือยังไม่เป็นที่ประจักษ์ แก่สายตาคนทั่วไป ของปลอมก็ย่อมระบาด ทำมาขายกินกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พระรุ่นเก่า ก็คงไม่มีใครรู้ว่าของจริงหน้าตาเป็นอย่างไร คนค้าพระก็ทำขึ้นแล้วก็บอกว่านี่แหละของจริง แท้แน่นอน อาศัยความน่าเชื่อถือในตัวตน สมอ้างก็มากมี

ตัวอย่างที่เด่นชัด ที่ประสพพบเห็นก็เด็กนักเรียนวัดท่ากระดาน ลูกศิษย์ครูวัลลภ หัวหน้าชุดเก็บยา ที่ห้อยพระท่ากระดาน ที่ตกทอดมาเป็นมรดก หลายชั่วอายุคน

มาวันนี้ มีคนเอาไปให้เซียนพระที่ดังๆ ดู มันบอกว่าของเก๊ ของแท้ต้องแบบที่มันมีโน่น

เรื่องราวของพระพุทธศาสนา ก็เฉกเช่นเดียวกัน ตราบใดที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ มาสังคยานาศาสนาของพระโคดมขึ้นมา อ้ายพวกอ้างศาสนาหากิน ก็เกลื่อนแผ่นดินไทย

แม่ชีเมี้ยนทรงสอนว่า ศาสนาที่แท้จริงไม่เป็นเช่นนั้นดอก แล้วจึงยกความตอนหนึ่งมาให้ฟังว่า เมื่อพระภูมีทรงเสด็จไปที่ใด ก็มักมีเศรษฐี คหบดี กษัตริย์ ที่เลื่อมใส ปรารถนาใคร่ที่อยากจะสร้างที่พักถาวรที่มั่นคง ไว้ให้พระภูมีได้ทรงใช้ หรือทำโน่นทำนี่กันอย่างมากมาย

พระภูมีทรงตรัสตอบคนเหล่านั้นว่า "ธรรมของอาตมา มีไว้เพื่อพัฒนามนุษย์ หาใช่พัฒนาวัตถุไม่"

นั่นจึงเป็นเหตุว่า ทำไมจึงไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ หลงเหลือให้เห็นในแผ่นดินอินเดียในปัจจุบันเลย

เมื่อย้อนกลับมาดูเมืองไทย ที่ว่ากันว่าเมืองแห่งพระพุทธศาสนา กลับปรากฎแต่วัตถุที่สร้างแข่งกันเต็มบ้านเต็มเมือง อ้างผลแห่งบุญกันหน้าตาเฉย

แล้วเอาธรรมของพระโคดมเก็บไว้ในลิ้นชัก ศาสนาทำ ไม่เคยได้ยิน ไปไหนก็ที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ ที่นั่นศักดิ์สิทธิ์ ที่โน่นศักดิ์สิทธิ์ ขออะไรก็ได้หมด

ธรรมของพระภูมีที่ทิ้งไว้ให้มนุษย์เอาไว้ช่วยตน ถูกเก็บเข้าพกเข้าห่อ ไม่มีใครมาสอนให้ทำ เพราะพระภูมีทรงตรัสว่า "อยากได้ก็ทำเอา" จึงกลายเป็น เอาเงินมา เอาบุญไป ไม่ต้องทำ เงินอย่างเดียว

ประเทศที่ได้ชื่อว่า พระพุทธศาสนเฟื่องฟู จึงลุกเป็นไฟ ร้อนไปหมดกันทั้งประเทศ

สัญญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา เขาสงบ และร่มเย็น ไม่มีให้เห็นเลย

แม่ชีเมี้ยน จึงให้หลวงพ่อนิพนธ์ มาปลุกปั่น และชักชวน ให้มาเดินให้ถูกครรลองคลองธรรมที่แท้จริง นั่นคือ การย้อนกลับมาเอาธรรมของพระภูมี มาปฏิบัติ เมื่อทำได้ ก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการ

และที่สำคัญ ชี้ให้เห็นว่าบ่อเกิดของทุกข์และสุข ล้วนมีที่มาจากมนุษย์และสัตว์ การจะได้สุขหรือทุกข์ ก็เป็นผลจากการให้สุขหรือทุกข์ แก่มนุษย์และสัตว์ นั่นเอง ไม่ใช่นั่งขอ ร้องให้ตายก็หาเป็นผลไม่

ทำทำไม?????

คำเดียวสั้นๆ ที่แม่ชีเมี้ยนทรงให้ เพื่อให้มีมานะ ขันติ อดทน ในการทำให้ นั่นคือ "เพื่อให้พระพุทธเจ้ายิ้มได้"

เพราะธรรมที่ทรงทิ้งไว้ให้มนุษย์ มันถูกกลบไป นับตั้งแต่สาวกองค์สุดท้าย ละสังขารเข้านิพพาน

นี่จึงเป็นบทพิสูจน์ ว่าผู้ใดทำธรรม ย่อมเจริญ ผู้ใดเอาไปหากิน ฉิบหายแน่

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า "ไม่มีความจำเป็นที่ต้องขายยา"

ชมรมคนรักสุขภาพเจริญมาได้ทุกวันนี้ ก็ด้วยบุญญาธิการของศาสนาที่อุ้มชู ทำให้มีคนมารับรู้ และเข้าใจ สนับสนุน

คนเหล่านี้มาจากไหน ที่เวียนว่ายเข้ามา เห็นแล้วก็ชอบใจ สนับสนุน และทำตาม

แม่ชีเมี้ยนกล่าวว่า ก็สาวกของพระโคดม พุทธบริษัทสองแสนคนในยุคนั้นนั่นเอง ที่ไม่ได้บวช ยังไม่หวังซึ่งนิพพาน เมื่อเขากลับมาพานพบ ก็เหมือนเจอะเจอเพื่อนเก่า รู้ใจ แค่มองตา ก็เข้าใจแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เรื่องของศาสนา จึงเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ที่เชื่อแล้วทำตาม

บทสรุป สมุนไพรสูตรพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงเป็นทางเลือก ที่จะมีคนชอบเพียงกลุ่มหนึ่ง ที่จะรอดเพราะเดินตามคำสอนของพระภูมี และได้รับผลจากการปฏิบัติ

หากแต่คนส่วนใหญ่ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือก และสามารถอยู่ได้ เพราะทุกคน มีพรหมลิขิตกรรมที่ทำมา เป็นตัวกำหนดให้อยู่ได้อยู่แล้ว

ความแตกต่างของคนทั้งสองกลุ่ม ก็จะปรากฎให้เห็นเด่นชัด วัดกันที่ตอนตายนั่นเอง ก็มีแต่คนที่มีธรรมของพระภูมีเท่านั้น ที่จะได้สมบัติติดวิญญาณไปทุกภพทุกชาติ นั่นคือ ความไม่มีโรค

เมื่อมีผู้ทำได้ นั่นแหละคือรอยยิ้มของพระภูมี ที่บังเกิดจากธรรมที่ทรงทิ้งไว้ให้ มีความหมายแล้วนั่นเอง

การทานสมุนไพร หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า อุปมาเหมือนเครื่องวัดบุญวัดวาสนา ระหว่างเราท่านกับพุทธศาสนา นั่นเอง

หากมีวาสนา แม้นอาการที่มาจะดูสาหัส เมื่อทานสมุนไพร ก็ผ่านได้ดั่งปาฎิหารย์ หากไม่มีวาสนาแล้วไซร้ ท้ายที่สุด ก็พ่ายแพ้นิสัยตน ทำให้หลุด หรือมีอันต้องหยุดทาน ...

โตวัน โตคืน

จากสวดมนต์รอบเดียว ตอนนี้กลายเป็นสามรอบไปแล้ว นั่นคือจำนวนคนทั้งวันพฤหัส และอาทิตย์ ได้ทะลุหลักสามพันต่อวันแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงก็ต้องเกิดเป็นธรรมดา ศาลาพักที่มีอยู่ไม่เพียงพอเสียแล้ว

ตอนนี้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมีดำริให้สร้างอาคารพักของคนป่วยขึ้นใหม่ ที่บริเวณบ่อปลา เมื่อสร้างเสร็จ ก็คงทำให้มีที่พักผ่อน นั่งนอนรอได้เพิ่มขึ้น พอรองรับคนที่เพิ่มมาได้

นี่แหละผลจากการทานข้าวแกง ทานขนม ซื้อน้ำ ของสมาชิก

ดังนั้น เมื่อเราท่านเข้าไปใช้บริการ ก็ใช้ได้เต็มที่ เพราะได้มีส่วนร่วมในอาคารนี้ด้วยนั่นเอง

ส่วนบริเวณโรงอาหารเดิม ต่อไปก็จะกลายเป็นกระโจมอบตัวแทน เพื่อไม่ให้แออัดเกินไป

ดังนั้น ท่านใดที่ทานข้าวแกง ซื้อขนม ซื้อน้ำ ก็จงภูมิใจเถิด เมื่อเห็นคนเจ็บคนป่วย มารับสมุนไพร มานอนในอาคาร มาใช้ห้องน้ำ ซึ่งท่านก็มีส่วนร่วมจากสิ่งที่ท่านทำ เงินจากน้ำพักน้ำแรงของท่าน ได้มีส่วนทำให้คนเหล่านั้น นี่แหละเรียกว่าท่านเป็น "พระเวสสันดร"

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

เสี่ยเปียก

ความไม่รู้ ทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด แก้สักเท่าไรก็ไม่หาย หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า อุปมารถยนต์ที่เสีย แล้วพาไปหาช่าง หากช่างไม่รู้จริง การแก้ไขก็ไม่รู้จบ ฉันใดก็ฉันนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงได้เล่าย้อนอดีตสมัยถ้ำกระบอก มีลูกศิษย์คนหนึ่ง ที่จัดได้ว่าฐานะเข้าขั้นเศรษฐี มาขอคำปรึกษากับท่านว่า ตัวเองไม่รู้ว่าเป็นอะไร เดี๋ยวเป็นนั่นเดี๋ยวเป็นนี่ มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจเล็กๆน้อยๆ มารบกวนตลอดเวลา

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ถามปัญหานี้แก่แม่ชีเมี้ยน ท่านทรงตรัสตอบว่า เป็นเพราะความไม่รู้ของเขานั่นเอง จึงได้ทำกรรมกับศาสนาโดยไม่เจตนา คือการซื้อขายพระ

เมื่อนำของสูงมาตีราคา ทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นของร้อน เมื่อนำมารวมกันมากเข้าในบ้าน บ้านจึงร้อน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้บอกกล่าวกับเสี่ยเปียกว่า วิธีแก้ก็ให้นำพระที่เช่ามาทั้งหมดมาถวายเสีย เสี่ยเปียกจึงได้ขนพระหมดทั้งบ้านมาถวาย หลวงพ่อนิพนธ์จึงได้หล่อพระ แล้วนำพระทั้งหมดใส่ไว้ที่ฐานพระ เก็บไว้

หลังจากนั้นมา เสี่ยเปียกก็ไม่เคยมีเรื่องใดๆ อีกเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ครั้งแต่พุทธกาล ไม่ว่าธรรมคำสอน หรือสิ่งใดก็ตาม มีเอกลักษณ์ คือ สูงค่า แต่ไม่มีราคา นั่นคือรอยที่พระภูมีทำไว้

ภาพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ความสงบ และร่มเย็น

มาวันนี้ ถูกนำมาตีราคา ของสิ่งเดียวกัน จึงกลายเป็นของร้อน

ดูเอาเถิด ว่าสิ่งที่เราท่านกำลังทำ อยู่ในรอยของพระภูมีหรือไม่

รอยที่สร้างเอาไว้ ไม่ว่าสิ่งใด ผู้ทำ ล้วนแต่ ทำให้ เพราะนี่คือเคล็ดของการรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

และรอยของผู้ที่เอาไปทำขาย ไม่ต้องย้อนไปไกลถึงยุคไหน ดูอดีตพระถ้ำกระบอก นับตั้งแต่ท่านจำรูญ และพระที่แตกออกไป ก็น่าจะเป็นตัวอย่างให้เห็นได้ดีอยู่แล้ว

จึงไม่แปลก ที่พระองค์เดิม ที่ให้พุทธคุณมากมาย มาตอนนี้ คนใส่ตายคาเบนซ์เสียแล้ว ทำไมไม่คุ้มครอง ก็เล่นไปตีราคา ห้าล้านสิบล้าน นั่นเอง ในขณะที่สมัยก่อนเขาทำให้กัน จึงรอดปลอดภัย

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

ของใคร

หลักของพระพุทธศาสนา อันเป็นเคล็ด ล้วนแล้วมีที่มาจากวันที่ พระโคม สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพิจารณาสัตว์โลก และทรงเห็นว่า ธรรมของท่าน มนุษย์ทำได้ยาก จึงตัดสินใจอดอาหารเพื่อเข้านิพพาน

หากแต่ฟ้าดิน ให้สติพระโคดมว่า ธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น ยังไม่ได้ทำประโยชน์แก่ผู้ใดเลย พระโคดมจะเอาบุญที่ไหน พาไปนิพพาน

พระโคดม จึงบัญญัติธรรมหมวดแรก เพื่อสอนสาวก นั่นคือ ธรรมหมวด "ตนพึ่งตน" และ แนวทางที่จะทำให้ตนพ้นทุกข์ คือ "ให้สุขแก่เขา สุขนั้นถึงตัว"

หลวงพ่อนิพนธิ์ เป็นผู้ซึ่งชอบการปลีกวิเวกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงถูกแม่ชีเมี้ยน ให้สติว่า การทำเช่นนั้น มันวิสัยของพวกฤาษี คือ พวกเห็นแก่ตน ไม่สนผู้อื่น ไปนิพพานไม่ได้หรอก

เวลาทำบาปทำกรรม ท่านทำกับใคร ไม่ใช่มนุษย์กับสัตว์หรอกหรือ เมื่อจะมาหาบุญ พระภูมีจึงบัญญัติ ว่า ก็ต้องหากับมนุษย์และสัตว์ จะเดินเลยหาได้ไม่

ดังนั้น จึงต้องมาเรียนสมุนไพร มาทำให้ มาคลุกคลีกับมนุษย์และสัตว์ เมื่อการให้นั้นทำให้เขาเป็นสุข จึงได้บุญมาบันดาลให้เราเกิดสุข

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงสรุปให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ถ้ากวาดบ้านเราก็ไม่เป็นบุญ จะเลี่ยมลื่นสักฉันใด ก็หาบุญได้ไม่ หากแต่ไปกวาดบ้านผู้อื่น และเมื่อเขามานั่งมาใช้ นั่นแหละจึงเป็นบุญ

หลักตนพึ่งตน จึงแฝงไว้ว่า จะช่วยตน ต้องใช้สติ เพื่อให้ตนของเราใช้สายตาสอดส่ายเพื่อหาบุญ แล้วบังคับกายไปทำ

สิ่งหนึ่งที่เป็นภูมิปัญญาของพระภูมี นั่นคือ การสร้างที่รวมคนทุกข์ เพื่อให้มีโอกาสได้ทำบุญได้มาก

สถานที่รวมคนทุกข์ จึงมีความหมาย เพราะนั่นคือแหล่งบุญ หรือเนื้อนาบุญ นั่นเอง

เมื่อมีคนเสียสละ เห็นคนทุกข์ลำบาก จึงจัดหาเก้าอี้มาให้นั่ง

เมื่อคนนั่งมีความสุข และปรารถนาจะให้สุขคืนแก่ผู้เสียสละ ที่นำเก้าอี้มา ก็พยายามที่จะรักษาเก้าอี้นั้นไว้ให้ใช้ได้นานที่สุด นั่นคือ เมื่อไม่ใช้ก็เก็บไว้ในที่ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เสียหายชำรุด ก่อนเวลาอันควร เรียกว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ต่างฝ่ายต่างมีน้ำใจ ช่วยกัน

หากแต่ไปเจอคนพาลเข้าให้ ไม่สน ไม่ใช่ของข้า ใช้ก็ไม่รักษา จะเสียหายอย่างไรก็ช่าง เดี๋ยวของใหม่ก็มา

พฤติกรรมอกัตญญูเช่นนี้ น่ากลัวยิ่ง เพราะเป็นอุปสรรคที่ทำให้การทานสมุนไพรล่าช้า หรือไม่เป็นผล นั่นเอง

ของของเรา จะรักษาหรือทิ้งขว้าง ก็หาเป็นไรไม่

หากแต่เป็นของที่เขาตั้งจิตอธิษฐาน จะใช้ทิ้งใช้ขว้าง ไม่รักษา เพราะไม่ใช่ของตน ควรคิดให้ดี

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า การทานสมุนไพรให้หาย ไม่ยากเลยหากรู้เคล็ด

และผลตัดสิน ก็ไม่ต้องรอ พยากรณ์ได้เลยจากพฤติกรรมนั่นแล

การไม่รักษาของใช้ ช้อนส้อม เก้าอี้ สถานที่ อยากทิ้งขยะก็ทิ้ง เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่กำลังสร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่น และโดยเฉพาะสถานที่ที่กำลังจะให้สุข

ที่ที่เดียวกัน ให้คุณอันมหาศาล ก็ให้โทษมหาศาลเช่นกัน ดุจดังธรรม ให้คุณถึงนิพพาน แต่ก็ทำให้ธรณีสูบได้เช่นกัน

จึงไม่แปลก กับคำกล่าว ที่มักได้ยินหลวงพ่อนิพนธ์พูดเสมอ "โรคไม่น่ากลัว นิสัยต่างหากที่น่ากลัว"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวเสมอ ว่า เมื่อคนไข้กลับ แล้วท่านขับรถตรวจตรา เห็นช้อนจานโดนทิ้งขว้าง เป็นเก้าอี้วางเกลื่อนกลาด ทิ้งตากแดดตากฝน เห็นขยะเต็มพื้นที่ ก็ต้องทำใจ

เพราะนั่นคือสิ่งที่บอกว่า คนเหล่านั้น ฟังภาษาที่ท่านพูดไม่เข้าใจ แล้ววันหนึ่ง คนเหล่านี้ก็จะตีโพยตีพายว่า ทำไมมาตั้งนานทานแล้วไม่หาย

ก็เขาหาสุขจากการทำให้ตนเอง หาสักเท่าไร ก็คงหาไม่เจอ

ปากบอกว่าเชื่อ ศรัทธา พระภูมี แต่พฤติกรรมสวนทาง เพราะบัญญัติของพระภูมี ทรงสอนให้หาสุขจากการทำให้ผู้อื่น

ถึงวันนี้จึงไม่แปลกใจในคำสอนที่แม่ชีเมี้ยนทรงให้สติหลวงพ่อนิพนธ์ ที่ว่า เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะช่วยทุกคน ไม่ใช่สมุนไพรไม่ดี ธรรมไม่มีอำนาจ แต่นิสัยของเขาต่างหากที่เป็นอุปสรรค ท่านต้องทำใจ

วันที่เรารู้เรื่องศาสนา จะทำสิ่งใด ไตร่ตรองให้ดี ว่าสิ่งที่ทำนั้น "ให้สุขหรือทุกข์แก่ผู้อื่น" เพราะนั่นคือพรหมลิขิตที่รอเราอยู่วันข้างหน้า

หากสร้างทุกข์ เป็นพรหมลิขิตรออยู่ จะให้กราบ และร้องขอ สักฉันใด ก็คงเป็นเพียงแค่ลม เพราะคำพูดนั้นเป็นลม แต่สิ่งที่ทำนั้นเป็นตน ไปรอเราอยู่เสียแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักสอนให้สติว่า "ของกูช่างมัน ของคนอื่นต้องทำให้ดีที่สุด"

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ผลพลอยได้

ความเมตตาที่มีให้ ย่อมเกิดความซาบซึ้งและอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดที่ตนมีตอบแทน

ภาพที่ปรากฎที่เป็นไปไม่ได้เลย เมื่ออยู่ในสังคมปกติ

หลวงพ่อนิพนธ์เล่าอดีตเมื่อครั้งถ้ำกระบอกให้ฟังว่า เมื่อรักษาผู้ติดยา จนหายดีคืนให้พ่อแม่แล้ว ผู้เป็นพ่อแม่ย่อมดีใจและเป็นสุข อยากที่จะตอบแทนคุณ

หากแต่พระถ้ำกระบอก ถวายเงินก็ไม่รับ จะถวายของก็ต้องรอโอกาส นานๆ จะเปิดสักครั้ง

ดังนั้น หลายคนจึงมักจะใช้วิธีการบอกเคล็ดลับของตน ให้แก่หลวงพ่อนิพนธ์ อาทิเช่น คนที่มีชื่อเสียงในการทำขาหมู ก็จะบอกวิธีทำให้ว่าต้องทำอย่างไรเป็นต้น

ด้วยผลพลอยได้อันนี้เอง นับแต่ครั้งถ้ำกระบอก หากมีลูกศิษย์คนใดที่ยากจนและไม่มีอาชีพ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักบอกสูตรเหล่านี้ให้ไปทำกินเสมอๆ

มาวันนี้ ภาพบรรยากาศเก่าๆ ของถ้ำกระบอกเริ่มหวนคืน เราจึงเห็นจิตอาสาหลายคนที่มีความสามารถพิเศษ มาสอนให้แก่สมาชิกที่ยังไม่มีอาชีพ ได้ฝึกทำ และขายในชมรมค่อนข้างหนาตาขึ้น

ล่าสุด เจ้าของสูตรเค็กที่ขายสูตรให้แก่บริษัทเค็กชื่อดังระดับประเทศ ก็ได้มาสอนให้แก่ผู้ที่สนใจและอยากนำไปประกอบอาชีพ

หลักของพระภูมีที่แม่ชีเมี้ยนนำมา จึงมีคุณอันมหาศาล ไม่เพียงรักษาสุขภาพกาย ยังเปลี่ยนให้เป็นคนดี และให้เครื่องมือทำกินเป็นของแถม

ว่าแต่ว่า อยากกินเค็กแล้วอ่ะ เพราะตอนนี้ทานแต่ขนม ที่คนทำเป็นแชมป์โอท็อปห้าดาว ของ อ.ลาดยาว แบบผูกขาดมานานแย้ว

อีกเหตุผลในการเลือกสมุนไพร

เหตุผลส่วนใหญ่ของคนกลุ่มแรกที่เลือกมาทานสมุนไพร ก็คงหนีไม่พ้น อยากหายจากโรคที่เป็นอยู่

กลุ่มบุคคลที่ทานสมุนไพร แต่เราอาจพบเห็นน้อยก็คือ นักกีฬา รวมทั้งคนที่อยากทานเพื่อป้องกัน ไม่รอให้เป็นโรคก่อนแล้วจึงมาทาน

กลุ่มน้อยๆ ที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นทีละนิด นั่นคือ กลุ่มของเด็กนับแต่แรกเกิด ที่มาทานสมุนไพร เพราะพ่อแม่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อนิพนธ์ นับตั้งแต่รุ่นแรกๆ ก็ลูกของคุณตู่ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เก็บใบยา ซึ่งปัจจุบันก็อายุเกือบจะยี่สิบปีแล้ว ไปจนถึงรุ่นเยาว์ที่เดินตามเป็นขบวนกัน ให้เห็นเป็นประจำในวันอาทิตย์

หากแต่กลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมาใช้บริการสมุนไพรของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่หลายคนอาจไม่คาดคิด ว่ามีด้วยหรือ นั่นคือ กลุ่มคนที่ได้รับการรักษาด้วยแพทย์สมัยใหม่ จนร่างกายบอบช้ำ ไม่อาจสามารถฟื้นฟูสภาพกลับมาได้แล้วนั่นเอง

กลุ่มบุคคลเหล่านี้ มักจะมีความคิดในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่คล้ายกัน นั่นคือ ไม่อยากให้ตัวเองเป็นภาระแก่ผู้อื่น หรือทำบาปครั้งสุดท้ายก่อนตาย ด้วยการทิ้งภาระหนี้สินไว้ให้ลูกหลาน

รายแรกที่เราได้พบเห็นก็คือ หลานสาวของท่านสังฆราชองค์ปัจจุบัน ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง และรับการรักษาจนสภาพไม่ไหวแล้ว เมื่อมาพบหลวงพ่อนิพนธ์ คำกล่าวของเธอที่มีต่อหลวงพ่อนิพนธ์ คือ การร้องขอให้ไปอย่างสบาย ไม่ต้องทนปวดและทรมานอย่างที่เป็น ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่ขอไม่เกินเลยและเป็นไปได้

วันที่เธอจากไป ในตอนเช้า เธอทานสมุนไพร ตามที่หลวงพ่อนิพนธ์สั่งทุกประการ พอสายๆ เธอก็โทรมาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ได้ทำตามที่สั่งเรียบร้อยแล้ว และเธอไม่รู้สึกมีอาการปวดและทรมานใดๆ สมปรารถนาของเธอแล้ว จึงโทรมาเรียนเพื่อขอลา หลังจากเธอหลับตามปกติในช่วงบ่าย เธอก็ไม่ตื่นอีกเลย

จนถึงรายล่าสุดที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน

คนสูงวัย เกือบ ๘๐ ปี เป็นคุณแม่ที่มีลูกที่ดี ดูแลเธออย่างดีตลอดมา หากแต่สิ่งที่เธอเป็น ทำให้สมบัติที่มีหมดลง จนปัจจุบัน ลูกของเธอต้องดิ้นรนหาเงินมารักษา อาการของเธอที่สามวันดี สี่วันไข้ ทุกครั้งที่เข้าโรงพยาบาล ก็หมดเงิน ๗ หมื่น ถึงแสนบาท ทุกครั้ง

ด้วยความที่สงสารลูกต้องวิ่งหาเงิน ด้วยเหตุที่ทนเห็นแม่ทรมานจากอาการไม่ไหว วันที่เธอมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ เธอจึงถามหลวงพ่อนิพนธ์ว่า มีสมุนไพรที่ทานแล้วไม่ทรมาน ตายอย่างสงบ ภายในสามวันไหม ลูกจะได้ไม่ต้องห่วง และเธอจะได้ไม่ต้องทำบาป ทิ้งหนี้สินไว้ให้ลูกหลานต้องชดใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่เธอขอ ก็ไม่เกินเลย เพราะการทานสมุนไพร และการปฏิบัติตามคำสอนของพระภูมี คือ การพึ่งตนเอง เป็นหลักนั้น ก็เพื่อลดบาปที่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น

ลูกของเธอ กล่าวว่า เธอไม่ยอมให้แม่ทำเช่นนั้น อยากให้แม่อยู่นานๆ หากแต่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การอยู่เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น และทำให้ลูกหลานเดือดร้อนย่อมไม่เป็นผลดี การจากไปด้วยความสงบสุุข ย่อมดีกว่าทั้งตัวแม่และตัวลูก

หลวงพ่อนิพนธ์จึงให้ลูกทำใจและยอมรับ เหตุและผล ของแม่

หลังจากทานสมุนไพร ครบสามวัน แม่เธอก็จากไป เธอเล่ากับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ตลอดสามวันที่ทานสมุนไพร แม่ไม่เคยปวด และทรมานจากอาการที่เป็นอีกเลย จนแม่สิ้นลม แม่จากไปด้วยรอยยิ้มอันมีความสุขอย่างยิ่ง

ด้วยเคล็ดอันนี้เอง หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หากคนที่ต้องอาศัยผู้อื่นในการดำรงตน เมื่อมาพบสมุนไพร แลตั้งเจตนา ทำตามหลักพระภูมี คือ จะลดบาปจากการพึ่งผู้อื่น ด้วยการมาพึ่งตนเอง สิ่งนี้ก็จะเป็นพลังอันมหาศาล ที่จะทำให้กลับมาเป็นปกติ เพื่อเดินตามรอยพระภูมีได้นั่นเอง

หลายคนอาจมาทานเพื่อรอด หากแต่หลายคน อาจจะมาทานเพื่อตายแบบชาวพุทธ ที่ซึ่งหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ตายแบบไม่มีความทรมานบีบเค้นวิญญาณ ต้องทุรนทุราย เหงื่อกาฬแตก หากแต่ไปด้วยความสงบ ถึงเวลาก็ร่ำลา แล้วนอนหลับไป ยิ้มเหมือนคนฝันดี ... นี่แหละที่เขาเรียกว่าไม่ได้ตายด้วยโรค เกิดใหม่ชาติหน้าฉันใด ก็ได้สังขารที่ดี

เสียงอนาคต


ผ่านมาผ่านไป ก็ยี่สิบกว่าปี ที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้ดำเนินกิจกรรมในการรับรักษาคน

กลวิธีต่างๆ ที่ใช้ในการหาทุนมาเพื่อดำเนินกิจกรรม ก็แปรผันเปลี่ยนไปตามวันและเวลา

หากแต่เมื่อถึงที่สุด เมื่อกระบวนการเข้ารูปเข้ารอย สิ่งที่ดำเนินการเพื่อเป็นทุนในการหล่อเลี้ยงกิจกรรมก็ต้องเข้ามาอยู่ในรูปรอยตามที่พระภูมีกำหนด นั่นคือ "หมูไปไก่มา"

ภาพที่กำลังจะปรากฎ และเป็นสิ่งที่จะเป็นตำนานเพื่อกล่าวขาน ในยามที่พูดถึง ชมรมคนรักสุขภาพ และมูลนิธิไทยกรุณา นั่นคือ ไม่พึ่งพาคนนอกที่ไม่มีส่วนร่วมและรับประโยชน์จากกิจกรรม

การดำรงอยู่ได้ ไม่ได้มาด้วยการบริจาค หากแต่มาจากความร่วมมือในการอุดหนุนกิจกรรมของชมรมที่จัดขึ้นจากสมาชิกในชมรมนั้นเอง

ภาพที่ปรากฎให้เห็นเป็นแนวทางสำหรับสมาชิกที่มีส่วนร่วมในกิจกรรม ก็เป็นดั่งเช่นที่ คุณระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ได้กล่าวไว้ว่า ตัวท่านเองรู้แล้วว่ามาที่นี่ต้องทำอย่างไร

ท่านมักพูดเสมอเมื่อมาใหม่ๆ ว่า ไม่รู้จะทำตนอย่างไร เพราะจะให้เงิน หลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่รับ จะระดมทุนจากส่วนต่างๆ ก็ไม่ให้ทำ จะให้มารับสมุนไพรไปทานอย่างเดียวก็อึดอัด

วันนี้ท่านจึงมีคำตอบกับตัวท่านเอง โดยกล่าวว่า ถึงวันนี้ท่านรู้ว่า วันใดที่ท่านมารับสมุนไพร จะบอกคนรถไว้ว่า ให้จัดพื้นที่ท้ายรถให้ว่างมากที่สุด เพื่อที่จะได้ไว้ใส่ของที่ชมรมและสมาชิกเหล่าอาสาได้จัดทำมาขายเพื่อนำกำไรไปเป็นทุนดำเนินกิจกรรม

และให้สั่งลูกน้อง นับตั้งแต่ รปภ ไปจนถึงหัวหน้าทุกแผนกว่า วันที่ท่านมารับสมุนไพร เมื่อกลับไป จะมีของฝากให้ไปทาน

เริ่มจากสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนกลับบ้านท่านจึงเดินไปเหมาของที่เหลือจากทุกซุ้มที่จิตอาสาช่วยกันทำมาขายกลับไปแจก

แล้วกล่าวว่า ถึงตอนนี้ท่านรู้แล้วว่า หากมาที่ชมรม แล้วนำเงินมาถวาย หลวงพ่อนิพนธ์คงไม่รับ การจะช่วยก็เพียงแค่ช่วยซื้อของที่จิตอาสาช่วยกันทำมา สิ่งนี้แหละเป็นช่องทางที่หลวงพ่อนิพนธ์เปิดไว้ให้

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมของศาสนา อาศัยหลักพึ่งกันและกัน สิ่งที่จะบังเกิดก็เป็นลักษณะที่เรียกว่า "วินวิน" นั่นคือ ทั้งผู้ทำและผู้ทาน ต่างได้ชื่อว่าเป็น "พระเวสสันดร ไม่มีใครเป็นหนี้ใคร" องค์กรก็จะดำเนินไปได้ด้วยตนเอง พึ่งกันและกัน ไม่ต้องอาศัยบุคคลภายนอก

เสียงที่ควรจะกล่าวในอนาคตของกิจกรรมที่กำลังดำเนินกันต่อไปนี้ นั่นคือ ที่นี่ไม่รับเงิน อยากช่วยก็กินข้าวแกง ซื้อของที่จิตอาสาช่วยกันทำมาขาย แล้วกำไรที่ได้ ก็จะเป็นแหล่งทุนในการซื้อสมุนไพร มาทำเพื่อให้ฟรี

ทุกคนที่ทำที่กิน จึงมีส่วนร่วมในสมุนไพรที่ทานและแจก อันเป็นแนวทางตามพระภูมีทรงบัญญัติ คือ "ตนพึ่งตน" อย่างแท้จริง

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

โอกาสที่สูญไป

วันวานได้เห็นคุณหมอหญิงที่อาการของตาเธอเริ่มดีขึ้น ตอนนี้เธอสามารถอ่านบทสวดมนต์ โดยอาศัยแว่นขยายช่วยในการอ่านได้ ถึงแม้ยังไม่ค่อยสะดวกนักในการเห็น คุณหมอก็พยายามที่จะสวดมนต์ให้ได้

พัฒนาการที่ดี ทำให้เห็นว่าท่านยังโชคดีที่มีโอกาสในการฟื้นฟู และมีหวังที่จะกลับมาได้เห็นเป็นปกติอีกครั้ง

วันเดียวกันนี้เอง มีน้องใหม่ที่มาสมัคร เป็นเด็กอายุยังไม่ถึงสิบขวบ

เธอเป็นก้อนเนื้อที่เปลือกตา

หมอลงความเห็นว่าเป็นมะเร็ง แล้วจึงควักลูกตาของน้องออกไปข้างหนึ่ง

หลวงพ่อนิพนธ์ ท่านวินิจฉัยอาการของน้อง และกล่าวอย่างน่าเสียดาย เพราะอาการของน้องที่เป็นไม่สาหัส ถึงกับต้องเสียดวงตา

แต่น้องเขาไม่โชคดีอย่างคุณหมอ เพราะถูกควักลูกตาไปเสียแล้ว โอกาสที่จะฟื้นฟูตาข้างนั้น ก็ไม่เหลือ

คำโบราณ จึงย้อนกลับมาให้เราได้ยินอีกครั้ง "ผิดเพราะคบคนพาล"

แล้วก็ย้อนคำที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวคือ มนุษย์สมัยนี้เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ทำให้กว่าจะรู้ตัว จักรถึงตรงไหน ตรงนั้นก็ขาด

แม้จะมีตัวอย่างให้เห็นสักฉันใด ผลผิดที่เกิด จากคนพาล จะตำตาตำใจ แต่คนมากมายก็ยังหลงใหล และเชื่อในคนพาลที่สวมเครื่องแบบนั้นอยู่ดี

กรรมอะไรหนอ

คำสอนสุดท้าย

ธุดงค์สุดท้ายของถ้ำกระบอก ที่แม่ชีเมี้ยนยังคงมีชีวิตอยู่นั้น พระได้แบ่งเป็นสามกลุ่ม คือ ท่านจำรูญ ท่านจำเริญ และพระที่อยู่กับแม่ชีเมี้ยน ซึ่งมี ๗ องค์

ท่านเส่ย ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดองค์ ได้เล่าว่า ในธุดงค์นี้พระรู้ดีว่าแม่ชีเมี้ยนท่านใกล้ลาสังขารแล้ว

ความในใจของพระ คือ อยากจะกลับมาไหว้สังขารของท่าน

แม่ชีเมี้ยนทรงทราบ จึงกล่าวคำสอนสุดท้าย เป็นสติให้แก่พระทั้งเจ็ดว่า ไม่จำเป็น

ถ้ำกระบอกแตกแล้ว และจะไม่เหลือซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เมื่อออกไปแล้ว ไม่ให้กลับมาอีก

ที่สำคัญ การกราบไหว้สังขารของท่าน เพื่อแสดงซึ่งความกตัญญูนั้น ไม่มีความจำเป็นแต่ประการใด

หากแต่ถ้าต้องการตอบแทนท่าน และแสดงความกตัญญู ให้นำสิ่งที่ท่านสอนไปปฏิบัติ

ท่านใดทำได้ นั่นแหละเรียกว่ากตัญญู

เมื่อย้อนกลับมา ณ วันนี้ แล้วไซร้ หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวว่า ผู้ที่เป็นชาวพุทธที่แท้ จึงมิใช่อยู่ที่การกราบไหว้พระพุทธ หากแต่อยู่ที่การนำธรรมของท่านมาปฏิบัติต่างหาก

เพราะทรงชี้ให้เห็นว่า "ธรรมคืออำนาจ" ใครทำ ใครได้

ณ.วันนี้ เราท่านจึงมักได้ยินคำนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับคำบอกที่ว่า ถ้ามาแล้วไม่ทำ ก็อย่ามาเสียเวลา ...

ศาสนาพุทธ นี้จึงเรียกอีกชื่อว่า "ศาสนาทำ" นั่นเอง

เพื่อชาติ


คุณแก้ว และเพื่อนนักชก ได้มากราบขอบคุณหลวงพ่อนิพนธ์ พร้อมถ่ายรูปกับเจ้าหน้าที่ของชมรม เป็นที่ระลึก

การเปลี่ยนจากการใช้ยาเคมีเพื่อบำรุงร่างกาย และรักษาอาการบาดเจ็บ มาเป็นการใช้สมุนไพรแม่ชีเมี้ยนแทน ของสมาคมนักมวยและยกน้ำหนัก เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สู้เขาได้

การเปลี่ยนจากการใช้ยาเคมีเพื่อบำรุงร่างกาย และรักษาอาการบาดเจ็บ มาเป็นการใช้สมุนไพรแม่ชีเมี้ยนแทน ของสมาคมนักมวยและยกน้ำหนัก เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า สู้เขาได้

ตอนกลับ คุณแก้วยังขอสมุนไพรไปให้แม่ทานด้วย ...

พร้อมกับ การไม่ได้ค่าตัวในการมา หากแต่กลับควักเงินซื้อวัตถุดิบสมุนไพร มาให้หลวงพ่อนิพนธ์ ทำแจกอีก

อันแสดงให้เห็นว่า สมุนไพรไม่จำเป็นต้องเจ็บป่วยแล้วค่อยทาน คนปกติ ก็ทานเพื่อป้องกันได้เช่นกัน

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

ปฏิเสธ

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า โรคเกิดแต่กรรม

อันเป็นคำตรัสของพระภูมี ที่ผู้ที่ใช้แนวทางนี้ต้องเอามาเป็นเหตุเป็นผล ในการเดิน

หลายแต่หลายคน มักใช้คำกล่าวอ้าง ก็โมเมเอาตามใจตน

นั่นคือ ก็คุยว่าสมุนไพรดี แล้วทำไมมีอาการอย่างนี้ อย่างนั้น

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิเสธกรรมทั้งหมดที่ทำมา แล้วไม่รับอะไรเลย ไม่ยอมเจ็บ ไม่ยอมปวด ใดๆทั้งสิ้น

ท่านจึงยกตัวอย่างคนไข้กรรมการท่านหนึ่ง ที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ ขั้นสุดท้าย จนได้รับวาจาอมตะจากหมอ แล้วจึงมาพบท่าน

การใช้สมุนไพรแทนยาเคมี ก็ดำเนินมา อาการปวดก็ลดลง จนหายไป ครั้นพอหกเดือน คนไข้ท่านนี้ก็มาบอกแก่หลวงพ่อนิพนธ์ว่า มีอาการท้องเดิน

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า เรามาใช้แนวทางที่ถูก จากมะเร็งลำไส้ เหลือมาเป็นแค่อาการท้องเดิน ซึ่งก็เป็นระยะหนึ่ง แล้วก็หายไป ยังไม่พอใจอีกหรือ อุปมาโทษประหาร เหลือแค่ใช้ให้ไปลอกท่อ จะไม่ยอมเชียวหรือ

ลักษณะอาการที่เกิด เมื่อทานสมุนไพร กับอาการที่เกิดจากโรค จึงมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

อาการที่เกิดจากโรค ไม่มีช่วงพัก และมีระยะเวลายาวนาน ที่สำคัญ ไม่เปลี่ยนรูปแบบ จะเป็นซ้ำๆ เดิม เรียกกันว่ารอบของอาการ

อาการที่เกิดจากสมุนไพร อันเป็นอาการที่เราต้องใช้กรรม จะไม่มีรูปแบบ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่อเป็นจะมีอาการเป็นพักๆ มีช่วงหยุดให้ร่างกายฟื้นตัว และมีระยะเวลาหนึ่ง อาจเป็นสัปดาห์ หรือเดือนหนึ่ง เมื่อเป็นแล้วจะหายไป ไม่กลับมาเป็นอีก

การรักษาด้วยสมุนไพร จึงมีลักษณะ แก้ไขตามอาการที่ปรากฎ และไม่มีรูปแบบที่แน่นอน เป็นลักษณะของการชิงไหวชิงพริบ ไม่ให้อาการที่ปรากฎมาทำให้เป็นเหตุเสียชีวิตได้

หลวงพ่อนิพนธ์เคยให้อรรถาธิบายว่า อาทิเช่น อาจมีเสลด ก็ต้องรีบใช้สมุนไพรมะนาว และต้องระวังไม่ให้ก้อนเสลดพันคอ หรือติดคอ โดยเฉพาะคนป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้

เมื่อมีอาการไข้ เพ้อ ก็ต้องรีบลดอาการไข้ เช่นให้ทานยาเขียว หรือ ในกรณีที่ยาเขียวไม่มี ก็ใช้บอระเพ็ด ตำแล้วแช่ปัสสาวะของคนป่วยเอง จนกลายเป็นยางเหนียวๆ แล้วทานเข้าไป เพื่อลดไข้

จึงมีลักษณะที่หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ป้องกันอุบัติเหตุที่ทำให้อาจเสียชีวิตได้ เพราะโรคทำให้ตายไม่ได้หรอก เพราะยังไม่ถึงอายุขัย

ตัวอย่างในอดีต คนไข้เอชไอวี เมื่อทานสมุนไพรแล้ว ร่างกายก็เริ่มฟื้นตัว หากแต่เขากลับต้องเสียชีวิต เพราะอากาศในถังออกซิเจนหมด ในขณะที่คนเฝ้าไม่อยู่

อาการที่พึงเกิด จึงไม่เหมือนกันทุกตัวคน แต่เป็นแล้วผ่าน เพราะมันเป็นกรรมที่เราท่านปฏิเสธไม่รับไม่ได้ ดังนั้นการเรียนรู้วิธีการรับมือกับอาการที่จะพึงเกิด จากรุ่นพี่ที่หายแล้ว จึงมีความสำคัญ

เมื่อปฏิเสธให้มันเกิดไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้เขา รู้เรา ให้พร้อมมากที่สุด โอกาสชนะมันจึงมีมาก

แต่ถ้าจะบอกว่า เมื่อเลือกทานสมุนไพรแล้ว ต้องไม่มีอะไรมาแผ่วพาน หรือเกิดกับตนเลย หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "เราเป็นทาสของพวกท่านแต่ปางไหน จึงต้องทำถึงขนาดนั้น ของของตน จะปฏิเสธไม่รับเลย ก็เรียกว่าไม่เอาเหตุเอาผล"

สงสัย และอยากรู้วิธีการรับมือ อาการใด ติดต่อประชาสัมพันธ์ ตู้สีเหลือง ด้านหน้าตรงทางเข้าชมรมได้ทุกวันทำการ

หายแล้วจริงหรอ?


แม่ชีเมี้ยนตรัสเสมอว่า คนที่ทานสมุนไพร แล้วประสพความสำเร็จ ท้ายที่สุด คนคนนั้นต้องเป็นคนดี

หากแต่หลากหลายคน ที่มาที่ชมรม ตั้งหน้าตั้งตาทานสมุนไพร ด้วยวิริยะมานะ เพื่อหวังผลหายจากโรคที่เป็นอยู่ โดยไม่สนว่าเป้าหมายของคนทำให้เขาต้องการอะไร สนใจเพียงอย่างเดียวคือ หายจากโรคที่เป็นอยู่ เท่านั้นพอ

ก็มีให้เห็นมากมายหลากหลายคน ที่ประสพผลในการทานตามความมุ่งมั่นนั้น หายจากโรคที่เป็นอยู่

แต่ ชีวิตของเราท่าน หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่าไม่ได้จบที่โรค ยังต้องอยู่ต่อ และที่สำคัญ นั่นคือ นิสัย

คนเหล่านี้แม้ประสพผลในปัจจุบัน แต่ก็ไปไม่ได้ไกล เพราะขาดเสียซึ่งกตัญญู ขาดการเปลี่ยนแปลงตนเป็นคนดี

หลายคนจึงอาจได้ยิน คำพูดที่กล่าวว่า "ทนเอาหน่อย พอหายก็ไม่ต้องไปสนใจแล้ว"

พฤติกรรมที่ทำหลังจากคนเหล่านี้หาย จึงไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้รักษา

ตัวอย่างเช่น พลตำรวจเอกท่านหนึ่ง ที่ภรรยานำยาเขียวไปให้ทานถึงห้อง ไอซียู แล้วฟื้นกลับมา จนมาทานสมุนไพรอย่างมุ่งมั่น หกเดือนให้หลังก็กลับมาเป็นปกติ แล้วก็ลาไปทำธุระ

ห้าเดือนต่อมา ภรรยามาหาหลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า คนไข้เสียแล้วด้วยโรคใหม่ แบบเฉียบพลัน

พร้อมกล่าวว่า หลังจากที่กลับมาเป็นปกติ สามีก็ใช้เวลา สามเดือน หลังจากนั้น ไปเดินสายแก้บน ๙ วัด แล้วก็บอกใครต่อใครว่า วัดเหล่านั้นศักดิ์สิทธิ์ ทำให้หาย

เฉกเช่น พ่อเลี้ยงทางเหนือท่านหนึ่ง ที่เป็นโรคเอชไอวี ญาติได้ใส่รถ นอนเปลมาหาหลวงพ่อนิพนธ์

หลวงพ่อนิพนธ์ใช้เวลากอบกู้ จนกลับมาเป็นปกติ กินเวลาเป็นปี

หลังจาก เป็นปกติ พ่อเลี้ยงก็กลับไปแก้บน แก่สิ่งที่ตนเองกราบไหว้และบนบาน ทางเหนือ ที่ช่วยให้ตนพ้นจากโรคภัย

ดั่งเช่นคำกล่าว โรคไม่น่ากลัว แต่นิสัยที่คนเหล่านี้กำลังทำ คือ นิสัยอกตัญญู มันได้ย้อนกลับมาทำร้ายตน แม้พ้นจากโรคเก่า ก็มาตายด้วยโรคใหม่

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า "หนีเสือ ปะจรเข้" ท้ายที่สุดก็ไม่รอดเช่นกัน

ใครจะคิดอย่างไรก็ตามแต่ แม่ชีเมี้ยนได้ตรัสว่า สูตรของพระภูมีในการในการรักษาอย่างเบ็ดเสร็จ จึงมีองค์ประกอบคือ "สมุนไพรรักษาโรค ธรรมรักษากรรม" การหายจากโรคที่เป็นอยู่ ไม่เรียกว่าปลอดภัย การเปลี่ยนนิสัยกรรม เป็นนิสัยธรรม ต่างหาก จึงนำพาชีวิตให้รอดปลอดภัยอย่างแท้จริง

สมุนไพรยังแต่รักษาโรค ธรรมที่ปฏิบัติ ให้ผลความไม่มีโรค อันเป็นลาภอันประเสริฐ ที่ติดตามเราไปได้ทุกภพทุกชาติ

เราจึงต้องตรวจสอบว่า เมื่อโรคที่เป็นกำลังจะหายไป แล้วนิสัยที่ทำให้เกิดโรค มันจางลงบ้างหรือเปล่า

เพราะทางสองแพร่งที่จะเจอ หลังจากหายโรค คือ ทางที่เป็นลาภอันประเสริฐ หรือ ทางที่มีจรเข้ดักรอเราอยู่

อยากไปเส้นไหน ก็เลือกเอง ทำเอง และพยากรณ์ชีวิตตนเอง

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า "ใครที่บอกว่าชีวิตเลือกเกิดไมได้ ก็เพราะคนคนนั้นไม่รู้เรื่องศาสนานั่นเอง"

เชื่อใครดี

ความเชื่อที่สะสมไว้ในตัวตน จะถูกแสดงออกเมื่อยามที่ชีวิตตกอยู่ในวิกฤต

แลเมื่อนั้น ทุกคนก็จะทุ่มเททำตามความเชื่อของตน พร้อมกับวาดฝันว่าสิ่งที่ตนเชื่อ จะช่วยให้รอดพ้นจากวิกฤตอันนั้นได้

สิ่งที่น่าเสียดาย ที่แม่ชีเมี้ยนทรงตรัสก็คือ สิ่งที่มนุษย์ยึดถือโดยส่วนใหญ่นั้น ไม่มีจริง ไม่มีตัว ไม่มีตน และที่สำคัญไม่มีอำนาจ ด้วยเหตุเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น อุปโลกขึ้น ดังนั้น เมื่อถึงเวลาวิกฤต จึงไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย

หากแต่สิ่งที่มีจริง คือ พระพุทธเจ้า ก็บิดเบือน ศาสนาทำ เป็นศาสนาขอ กราบไหว้แต่พระพุทธเพื่อขอพร ไม่มีผู้ใดเอ่ยอ้าง ที่จะใช้ธรรมของพระภูมี น้อมนำมาปฏิบัติเพื่อช่วยตน

และจุดสำคัญที่หลวงพ่อนิพนธ์ชี้ให้เห็นว่า คือความจริง ที่ว่า มนุษย์เป็นไปตามกรรม

เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกบิดเบือน และปกปิด เวลาช่วย ก็กล่าวอ้าง คนโน้นช่วยได้ คนนี้ช่วยได้ วิธีนั้นช่วยได้ แต่เวลาที่ตาย ก็อ้างอีก ...

โดยเนื้อแท้ของเรื่องกรรม จึงถูกปกปิดไม่ว่าจากคนทั่วไป หรือแม้กระทั่งพระ ก็ไม่ยืนยัน เน้นย้ำ

เมื่อความคิดถูกมอมเมา การแก้ปัญหาที่ง่าย ก็กลายเป็นเรื่องยาก และก่อความเสียหายอันมหาศาล

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักยกตัวอย่าง โรคบางประเภท อันเป็นโรคที่มาเพื่อการทรมาน ไม่ได้มาเพื่อฆ่า ดังนั้น คนที่เป็นโรคประเภทนี้ เมื่อเกิดอาการ ไม่ว่าจะรุนแรงสักฉันใด แม้นจะไม่มีใครช่วย สภาพร่างกายก็ต้องฟื้นกลับมา เพื่อดำรงอยู่และรับทัณฑ์ทรมานอันนี้ต่อไป

โรคอัมพฤกต์ ที่เป็นแล้วร่างกายก็ฟื้นตัว ถึงรอบใหม่ ก็ทรุดอีก แล้วก็ฟื้นอีก เป็นดั่งลูกบอลที่ตกพื้น แล้วกระดอนขึ้น การฟื้นก็อุปมาเหมือนความสูงของลูกบอล ที่มีแต่น้อยลง สภาพการฟื้นที่น้อยลงเรื่อยๆ ก็รอจนกว่าจะไม่กระดอน นั่นคือ หมดอายุขัยนั่นเอง

คนที่มีอาการชัก ก็เฉกเช่นกัน รวมไปถึง คนที่เป็นหอบหืด ด้วย

คนที่ไม่เคยสัมผัส แลก็ถูกการโฆษณา การชวนเชื่อ มอมเมา กลายเป็นโรคที่เป็นไม่น่ากลัว แต่โรคใหม่คือปอดแหก กลับน่ากลัวกว่า

ตัวอย่างล่าสุดที่เพิ่งเกิด ก็คือ คนไข้สาวเพิ่งจบปริญญาได้ไม่นาน เป็นโรคหอบหืด รุนแรง พ่อและแม่จึงได้พามาหาหลวงพ่อนิพนธ์

อยู่มาวันหนึ่ง อาการลงแดงของเธอปรากฎขึ้น ลักษณะดูแล้วรุนแรง หายใจได้ลำบาก พ่อแม่และญาติได้นำส่งโรงพยาบาลดัง

โรงพยาบาลแจ้งแก่พ่อแม่ว่า หมอแจ้งว่า คนไข้ต้องเข้าห้องพิเศษเฉพาะโรค ค่าห้องคืนละ ๔,๕๐๐๐ บาท ไม่รวมค่าหมอ ค่ายา

ด้วยเห็นอาการที่หายใจลำบากของลูก และคิดว่าวิกฤต ก็ตัดสินใจตกลง หมอมาดูอาการ แล้วฉีดมอร์ฟีน และใช้ยาเพื่อขยายหลอดลม แต่ทำอย่างไร คนไข้ก็ไม่ดีขึ้น

พ่อแม่คนไข้ จึงได้โทรศัพท์มาปรึกษาหลวงพ่อนิพนธ์ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็ลองตัดสินใจดู ถ้าเชื่อท่าน ก็ให้กลับไปบอกลูกว่า ให้ทำใจให้สบาย อย่าวิตก เพราะสิ่งที่เกิดไม่ใช่มาเพื่อฆ่าเรา การที่เราวิตก จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดความเครียด เกร็ง และเกิดอาการบีบหลอดลม ไม่ยอมคลายตัว

แล้วให้พ่อแม่เตรียมพัดลมเล็กๆ เป่าอากาศสวนปากและจมูก เพื่อช่วยหายใจ

แล้วให้ออกจากโรงพยาบาลทันที เพราะยาเคมีที่ได้รับ จะทำให้ร่างกายไม่สามารถช่วยตัวเองได้

ในตอนแรกหมอไม่ยอม และยืนยันที่จะให้คนไข้พักอยู่ที่ ร.พ. อย่างน้อยสามวันก่อน เพื่อดูอาการ แต่เมื่อพ่อแม่คนไข้ยืนยัน หมอจึงให้เซ็นต์ชื่อยินยอมไม่เอาความ หากเกิดอะไรขึ้น

คนไข้เริ่มคลายวิตก และถูกส่งมาพักฟื้นยังชมรม โดยอาการเริ่มดีขึ้น การเกร็งและบีบตัวของหลอดลมเริ่มผ่อนคลาย หายใจได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องใช้สิ่งใดเลย นอกจากนอนนิ่งๆ ทำใจ และพัดลมตัวเดียว

หลังจากผ่านวิกฤต พักฟื้นด้วยสมุนไพรสองสัปดาห์ หลวงพ่อนิพนธ์ก็ให้คนไข้กลับบ้านไปทำงานได้ตามปกติ

หลายต่อหลายคน โดยเฉพาะคนที่มีอาการชัก ก็เฉกเช่นเดียวกัน แค่อาศัยการนวดไม่ให้เกิดการเกร็ง จนตะคริวขึ้น การกัดลิ้น และรอเวลาที่ร่างกายต่อสู้

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า จะรบชนะ ต้องรู้เขารู้เรา จึงมีโอกาส

ความเชื่อที่มี จึงขึ้นกับว่า มาจากเหตุและผล ประเภทใด เพราะ สิ่งถูก เมื่อทำ ผลถูกย่อมปรากฎ สิ่งผิด เมื่อทำ ผลผิดย่อมปรากฎ การแก้ไขในยามวิกฤต ก็อาศัยซึ่งความเชื่อเป็นแนวปฏิบัติ ผลที่ได้ก็ย่อมคาดได้ ว่าเป็นเพราะเราเชื่อใคร จึงรอดหรือไม่รอด

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

ยอม


สิ่งที่ไม่ชอบ จนเรียกได้ว่าไม่เคยอยู่ในความคิด ไม่เคยชายตาแลมอง

วันหนึ่ง เมื่อถึงที่สุด สิ่งที่คิดว่าพึ่งได้ ผลปรากฎว่าเป็นเพียงความฝัน สิ่งที่ไม่เคยคิด ก็ต้องกลับนำมาคิด อีกครั้ง

เมื่อครั้ง หลวงพ่อนิพนธ์เปิดการรักษาที่บ่อพลอย ใช้เวลาไม่นาน ผู้คนก็หลั่งไหลกันมาใช้บริการ

ผลกระทบที่เกิด นั่นคือ ร้านขายยาในละแวกนั้น ขายไม่ได้เลย จนต้องจ้างรถกระจายเสียง มาประกาศว่า มีผู้ที่ทานสมุนไพรแล้วปรากฎอาการ กัดไส้ขาด จนเสียชีวิต

หากแต่ แม่ของเจ้าของร้าน ผู้ซึ่งป่วยเป็นอัมพฤกต์ ได้กล่าวกับลูกชายว่า การทำให้เช่นนี้ ทำให้แม่ไปรักษาไม่ได้

ความที่อยู่กับยามานาน และความรักที่มีต่อแม่ ในที่สุดเขาก็ต้องยอมเลิกกิจการขายยาทิ้ง เปลี่ยนไปขายของชำแทน แล้วพาแม่ที่เป็นอัมพฤกต์มานาน ไปรักษาที่สำนักบ่อพลอย จนแม่ของเขากลับมาเดินได้ปกติ

เฉกเช่นกัน ตอนนี้มี พ.ญ.ท่านหนึ่ง ที่มีอาการ กระดูกทับเส้น เดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น และมีปัญหาด้านตา ใช้วิธีทางการแพทย์จนท้ายที่สุด หมอผู้ให้การรักษาก็กล่าววาจาอมตะ

สภาพความจริงที่ปรากฎ ทำให้สิ่งที่ไม่เคยคิดในหัว นั่นคือสมุนไพร ก็กลายมาเป็นทางเลือกของเธอ

จาก คนที่เศร้าซึม เดินไม่ได้ ตามืดบอดสนิท เพียงแค่สามอาทิตย์ ความร่าเริงก็ได้กลับมาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อตาของเธอเริ่มเห็นเงาแล้ว

สมุนไพรของแม่ชีเมี้ยน กำลังพิสูจน์คุณค่าของตน ให้ประจักษ์ แม้จะเป็นไก่รองบ่อน ที่ไม่เคยถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ ในการรักษา ไม่ว่าผู้ใด

แต่ถ้าหากวันใด ที่ยอมเปิดใจ จะพบว่า เส้นทางนี้แม้จะเดินด้วยความยากลำบากกว่าทุกทาง แต่ปลายทาง ไม่เป็นเส้นทางตัน หากยังเป็นเส้นทางที่งดงามอย่างยิ่ง ให้คุณค่ามหาศาล

ว่าแต่ว่า ส่วนใหญ่กว่าจะยอมมาเดิน ก็แทบจะไม่เหลือเวลาแล้ว

สุดยอดภูมิปัญญา



แม่ชีเมี้ยนตรัสว่า สมุนไพรที่ให้ เป็นสูตรของพระภูมี

ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงรู้แจ้งในธรรมชาติ และจักรวาล ดังนั้น สูตรที่ได้จึงเป็นสูตรที่ครบถ้วน สมบูรณ์ ไม่มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ปรับปรุง ใดๆ ทั้งสิ้น

ในขณะที่สูตรของมนุษย์ ต้องค้นคว้า และปรับปรุงตลอดเวลา และก็เป็นดั่งที่ผู้หญิงในคลิปได้กล่าวไว้ ล้วนแล้วแต่ไม่มีผลในการรักษาแต่ประการใด อาศัยการโฆษณา เพียงหวังผลทางธุรกิจเท่านั้นเอง

สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องลึกซึ้ง และกระบวนการทางยาเคมี เข้าไม่ถึง และทำไม่ได้ นั่นคือ ภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งของมนุษย์นั่นเอง

อันเป็นเหตุ ที่ทำให้ ยาเคมีไม่สามารถเข้าถึงโรคได้ เพราะโรคได้อาศัยอยู่ด้านหลังของภูมิคุ้มกันนี้เอง เมื่อเข้าไม่ถึงจึงทำได้ดีที่สุดก็แค่การระงับอาการที่เกิดจากโรค

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ความละเอียดอ่อนนี้ เปรียบเสมือน กุญแจกับแม่กุญแจ เมื่อไม่ตรงกันย่อมไขกันไม่ได้

แต่ภูมิปัญญาของพระภูมี ได้รู้แจ้งเห็นจริง เรื่องของธรรมชาติ อาทิเช่น เมื่อทรงทราบว่า พืชที่มีคุณค่าในการสร้างอุณหภูมิธาตุ และช่วยในการฟอกน้ำเหลือง ให้บริสุทธิ์ ได้คือ "ไพร"

หากแต่ไพร เป็นพืชที่ร่างกายโดยปกติแล้วจะปฏิเสธ ไม่รับเลย ดังนั้น จึงไม่สามารถทานได้โดยตรง

ด้วยความรอบรู้ในธรรมชาติ ว่าการที่จะทำให้ไพรสามารถผ่านด่านภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ ต้องอาศัยกุญแจ คือ สารนำร่องธรรมชาติ ที่ร่างกายตอบรับ นั่นคือ การนำ พริกสด เกลือ มะกรูด มารวมเข้าด้วยกัน เพราะเป็นสารที่ร่างกายรับได้ดีเป็นตัวนำ

ความรู้เช่นนี้ เกินขีดของมนุษย์จะเข้าถึง

เหตุและผล ที่จะใช้แนวทางใดมาช่วยตน ก็ต้องถามตนก่อนว่า ผู้ที่เราไปพึ่ง เป็นผู้วินิจฉัย และเป็นผู้แก้ ด้วยตนเองจนตลอดหรือไม่ หลวงพ่อนิพนธ์จึงอุปมาเหมือน รถเราเสีย คนวินิจฉัย หากเป็นผู้คิด ผู้สร้าง ย่อมแก้ไขได้โดยง่าย ถูกจุด

แล้วเรานำชีวิตไปผูกกับ ผู้ที่รักษา แต่ไม่ได้ทำยา แลผู้ทำยา ไม่ได้รักษา เราเชื่อเขาได้อย่างไร

ธรรมชาติสร้างมนุษย์ ย่อมสร้างสิ่งที่แก้ปัญหาแก่มนุษย์เพื่อดำรงอยู่ได้ ติดก็แต่เพียง ต้องรอผู้มีคุณธรรม เท่านั้นเอง วิชานี้จึงกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง

บุญรักษา

เมื่อครั้งถ้ำกระบอก หลวงพ่อนิพนธ์ได้เคยกล่าวกับแม่ชีเมี้ยนว่า "คนมาเยอะขนาดนี้ ถ้าจะให้เดินดูทุกคน คงไม่ไหว"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงร้องขอแับแม่ชีเมี้ยนว่า "ขอให้หน้าที่ดูแลทั้งหมด ขึ้นกับ บุญรักษา ได้ไหม"

แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสว่า การจะให้ได้มาซึ่งบุญรักษานั้น ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ทำ ว่าเป็นผู้มีคุณธรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ความเมตตา

ที่สำคัญ ผู้ที่ทำต้องไม่ต้องภาษิตที่ว่า "เล่นของ กินของ"

อันหมายความถึง พฤติกรรมของผู้ทำต้องไม่เป็นลักษณะของ ต้นตรงปลายคด คือ เริ่มจากคุณธรรม จนความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพรพอกพูนขึ้น อันหมายถึง การเรียกคนมากมาย เพื่อมาพึ่ง แล้วนำมาหากิน ขายกิน

การหากิน หรือ ขายกิน ก็คือการกินของ นั่นเอง จะมีผลทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของสมุนไพร เสื่อมถอยลง จนหมดค่าในที่สุด

พูดง่ายๆ ก็คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เขาเผ่นหนีแล้วนั่นเอง

อันเป็นที่มาว่า การทำสมุนไพรของหลวงพ่อนิพนธ์ ไม่สนว่าจะทำในสถานะใด จะนุ่งกางเกงทำก็แล้วแต่ หากแต่สัญญาประการเดียว ที่จะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของตำราสมุนไพรแม่ชีเมี้ยนดำรงคงอยู่ นั่นคือ "ไม่นำสมุนไพรไปขายกิน"

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า คนไข้หลายคนอาจจะคิดว่า มาที่นี่ ไม่เห็นได้เคยพบ เคยคุย กับคนรักษาเลย หรือ ไม่เห็นว่าจะตรวจอะไรเลย แล้วเขารักษากันอย่างไร

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายว่า อะไรก็วินิจฉัยได้ไม่ดีเท่าบุญ นั่นคือ ใช้อำนาจบุญจากการสวดมนต์ ในการวินิจฉัย นั่นเอง

สวดมนต์เอง เพื่อวินิจฉัยตัวเอง แล้วรับสมุนไพรไปแก้โรค ตามที่ได้วินิจฉัย ฟังเหตุและผลของพระภูมี แล้วไปปฏิบัติ เพื่อแก้กรรม

วิธีของบุญรักษา ที่พระภูมีทรงตรัสรู้ จึงสรุปได้ว่า ช่วยใครไม่ได้เลย หากแต่สอนให้คนที่ต้องการ นำไปปฏิบัติ เพื่อช่วยตนเองได้

เพราะกรรมใดใครก่อ กรรมใดใครผูก คนผู้นั้นย่อมต้องเป็นผู้แก้

แล้วใครเล่าที่มีความรู้เรื่องกรรม ....

มันจึงเป็นคำตอบที่ว่า หากพึ่งคนอื่น ย่อมหาผลไม่ได้เลย นอกจากฝันลมลมแล้งแล้ง เมื่อความจริงปรากฎ ก็ตอนตายนั่นเอง

และสิ่งเดียว ทางเดียว ที่ทำให้รอด ก็ด้วยสองมือเรา ที่ต้องสร้างบุญมาเพื่อช่วยตนนั่นเอง บุญรักษา ที่ว่า จึงต้องเป็นบุญที่เกิดจากตัวเราเท่านั้นเอง

ต่างกรรมต่างวาระ

เรื่องของชีวิต เรื่องของวิญญาณ พระภูมีทรงตรัสว่า เป็นเรื่องเฉพาะตน ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น หลวงพ่อนิพนธ์ได้ขยายความให้ฟังว่า หมายถึง เมื่อเราเจ็บ เราก็เจ็บคนเดียว เมื่อเราตาย เราก็ตายคนเดียว นั่นเอง

สถานที่นี้ แม้นมีวิธีสอนให้รอด ตามแนวของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมาให้ก็ตามที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนที่มาต้องรอด ต้องหาย ไม่ใช่เลย

แม่ชีเมี้ยน จึงตรัสให้สติแก่หลวงพ่อนิพนธ์ เมื่อครั้งถ้ำกระบอกว่า เป็นไปไม่ได้ ที่จะช่วยทุกคนให้รอด เพราะทุกคนล้วนมีนิสัย และที่สำคัญ มูลเหตุต่างกรรมต่างวาระ อันหมายถึง ความหนักเบาของกรรม นั่นเอง

หลายคน แรกเริ่มเดิมที หมายมุ่งมาสถานที่นี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใด แต่เป้าหมายหลัก คือ "ช่วยตนให้พ้นทุกข์" จากโรคที่รุมเร้า

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักสอนว่า ให้จดจำวันแรก อันเป็นเป้าหมายอันนี้ไว้ และคอยสอบถามตัวเองเสมอว่า สิ่งที่ทำ ทำไปเพื่อเป้าหมายนี้อยู่หรือไม่

เพราะประวัติศาสตร์ มีให้เห็นกันดาษดื่น เมื่อวันเวลาผ่านไป เจตนารมณ์เดิมก็ผิดเพี้ยน จากมาเพื่อช่วยตน ก็กลายมาเป็น มาหาเพื่อนคุย มาหาเพื่อนทำธุรกิจ มาหา...

และที่สำคัญ จากที่มาเพื่อตน กลายเป็นมาผูกติด นำชีวิตตนไว้กับผู้อื่น เขามาเราก็มา เขาไม่มาเราก็ไม่มา เขากินดี เรากินด้วย เขากินม้วย เราก็เลิก ...

เมื่อเกิดความคิดเช่นนี้ ย่อมอันตรายต่อการบรรลุเป้าหมายแรกที่ตั้งเอาไว้อย่างยิ่ง เพราะคนต่างกรรม ต่างวาระ เรามาเพื่อหาย แต่คนที่เราผูกติด เขาอาจมาเพื่อผลประโยชน์ ทานสักเท่าไหร่ก็ไม่หาย

บทสรุป ก็เหมารวม อ้ายคนนั้น มาก่อนเราอีก ไม่เห็นดีขึ้น มีแต่ทรุดลง ในที่สุดก็ตาย แล้วก็นำผลนี้มาผูกติดกับตัว โดยไม่ดูเหตุซึ่ง คนๆ นั้นกระทำ ว่าเป็นแบบใด

ในที่สุด ก็กลายเป็นว่า ประตูรอดของตน ก็ได้ปิดลงตามบุคคลนั้นๆ ไปด้วย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้สติว่า เมื่อกรรมเขามาทำให้ตาย แต่ฆ่าเราด้วยโรคไม่ได้ เพราะเราทานสมุนไพร เขาก็มาเป็นความคิด อาศัยนิสัยเรา เป็นเหตุให้ น้อยใจ ท้อใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้เราท่านหยุดทานสมุนไพร เห็นผิด เลิกลาไปเสีย

การมาสถานที่นี้ จึงควรดำรงจุดมุ่งหมายเดิม ให้เป็นสติ ว่าเราท่าน มาหาแม่ชีเมี้ยน มาหาพระพุทธเจ้า มารับสมุนไพร มาฟังคำสอน เอาเหตุและผล ไปปฏิบัติเพื่อช่วยตน

หากไม่เตือนตนทุกครั้ง โอกาสที่นิสัยจะทำให้ไข้วเขว และเดินออกนอกเส้น จนไม่สามารถบรรลุผล ย่อมมีสูง

คำโบราณ กล่าวว่า "รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดคน"

หากขาดสติ เพื่อเดินให้ถึงเป้าหมาย คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะเราเดินเพลิน จนหลงเส้นทางไปแล้วนั่นเอง

ดังนั้น หากจะช่วยตน อย่านำชีวิตไปผูกติดกับสิ่งอื่นใด มาสถานที่นี้ หาใคร เพื่ออะไร ต้องมีคำตอบ มิฉะนั้น ก็เสียเวลาเปล่า

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

เล่าเรื่องพุทธกาล

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ยกเรื่องครั้งพุทธกาล ที่แม่ชีเมี้ยนทรงสอนมาให้ฟังว่า

ครั้งหนึ่งพระภูมีทรงคิดโปรดโยมท่านหนึ่ง จึงเดินไปบิณฑบาตยังบ้านของโยมผู้นั้น

โยมผู้นั้นเห็นพระภูมี จึงได้นำอาหารมาใส่บาตร

ครั้นใส่บาตรเสร็จ พระภูมีก็ยังไม่ทรงปิดฝาบาตร หากแต่ทรงตรัสแก่โยมผู้นั้นว่า ให้ใส่สิ่งที่มีค่าที่สุดของโยมลงในบาตรด้วย

โยมผู้นั้น ก็งงงวยด้วยไม่รู้ความนัยที่พระถูมีทรงตรัส

พระภูมีจึงทรงตรัสสอนว่า ก็โยมปรารถนาความสุข ก็ควรนำนิสัยที่สร้างทุกข์ใส่ในบาตร ยิ่งมากก็ยิ่งดี

แล้วจึงตรัสว่า อาหารเป็นเครื่องประทังสังขาร ทานแล้วถึงเวลาก็หิวอีก จัดว่าเป็นวัตถุทาน

นิสัยที่สร้างทุกข์ อันทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ เมื่อลดละเลิกได้ ไม่ทำต่อ ก็จะเป็นบุญ สร้างสุขให้แก่ตน

โลกสมัยนี้ กลับตาลปัตร มุ่งเน้นสอนให้ทำวัตถุ แล้วกล่าวว่าเป็นบุญ ทั้งที่สมัยพุทธกาลนั้น ทรงบัญญัติว่า การลดนิสัยกรรม แล้วทำนิสัยธรรม ได้ นั่นแหละบุญ

เพราะนิสัยของเรา สามารถให้ทุกข์แก่คนได้อย่างมากมาย ไม่ว่าเจตนาหรือไม่ อาทิ แค่ความโกรธ ความไม่ชอบ ก็สั่งฆ่าล้างเผ่าพันธ์ได้ อารมณ์โกรธชั่ววูบ ก็ทำร้ายคนได้

พระภูมีทรงตรัสว่า บุญบาป อยู่ที่มนุษย์และสัตว์ ให้ทุกข์ก็เป็นบาป ให้สุขก็เป็นบุญ

และการทำ ควรจะทำ "บุญและทาน" พร้อมกันไป นั่นคือ เมื่อถวายอาหาร ก็ควรถวายนิสัย ลงในบาตรด้วย

ฟังไปพิจารณา .... ซึ่งเหตุและผล

บาตรจึงเป็นสัญญลักษณ์ของพุทธศาสนา ที่ไม่มีในศาสนาอื่นใด เพราะหมายถึง "ศาสนาทำ" อยากได้มาเรียนรู้แล้วทำ

เมตตา หรือ เหี้ยม

หลักใหญ่ใจความของพระพุทธศาสนา คือ "การเอาเหตุเอาผล"

ด้วยเหตุนี้ การทำอะไร จะต้องดูที่ผลที่เกิด แล้วจึงค่อยวิจารณ์ หากดูแค่เหตุแล้วไซร้ ก็มาตัดสิน วิพากวิจารณ์ในสิ่งที่ทำ ว่าไม่ถูกไม่ต้อง ไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องของศาสนา ที่มักสวนกระแส เรียกได้ว่า มักมีพฤติกรรม เสมือนปลาว่ายทวนน้ำ

หลวงพ่อนิพนธ์จึงยกตัวอย่างให้เห็น ดังเช่น หากคนผู้หนึ่งมีพ่อแม่ที่แก่ชรา เดินเหินไม่สะดวก มือไม้สั่น คนผู้นั้นปล่อยให้พ่อแม่ เดินอย่างลำบากไปหยิบยา รินยา แล้วทานเองอย่างลำบาก กว่าจะอุ่นยาได้ ก็เสียเวลาเนิ่นนาน ครึ่งค่อนวันกว่าจะได้ทาน เพราะสภาพที่เป็นไม่เอื้ออำนวยนั่นเอง

ภาพนี้ หากปรากฎให้ผู้อื่นเห็น ย่อมวิพากษ์วิจารณ์ และเรียกคนผู้นั้นว่า "ไอ้ลูกอกตัญญู ไม่ปรนนิบัติพ่อแม่ ไอ้ลูกเลว"

ด้วยเพราะคนเหล่านั้นวิจารณ์จากเหตุที่ปรากฎ ไม่เอาซึ่งผล

ตัวอย่างที่คลาสสิคที่หลวงพ่อนิพนธ์มักยกมาให้พิจารณา นั่นคือ คุณสมศักดิ์ เพื่อนสนิทคุณพิศาล อัครเศรณี ผู้ซึ่งสมองไหม้จากไข้มาเลเรีย ขึ้นสมอง จนขับรถชนราวสะพานพุทธ

อาการของเขา วันที่มา ช่วยตัวเองไม่ได้ มีลักษณะหนักกว่าอัมพาต มือไม้สั่น อุปมาเหมือนโรคพากินสัน ไม่สามารถตักข้าวเข้าปากได้เอง

หลวงพ่อนิพนธ์ ให้คนดูแล จัดสมุนไพร และข้าวน้ำให้ โดยสั่งว่า ให้เทใส่จาน เขาตักทานไม่ได้ ก็ให้ใช้ลิ้นเลียเอาเอง ห้ามช่วยโดยเด็ดขาด

คนทั่วไป เห็นภาพที่ปรากฎ สภาพคนไข้ ต้องคลานไปทานข้าว น้ำ และสมุนไพร อุปมาเหมือนหมาก็ปานนั้น ทุกคนจึงลงความเห็นเป็นเสียงเดียวว่า "โหตฉิบหาย ไร้เมตตา ไร้คุณธรรม"

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ถ้าเราไม่ใจแข็ง เราก็ช่วยเขาไม่ได้ เพราะหลักของพระภูมี เป็นหลัก พึ่งตนเอง ถ้าเราทำให้เขา เขาจะไม่มีวันหายได้เลย

คุณสมศักดิ์ ก็มีมานะ ทำด้วยตนเองตามหลวงพ่อนิพนธ์สั่งทุกประการ

เวลาผ่านไป ๑ ปี ๗ เดือน คุณสมศักดิ์กลับมาเดินได้ และมีสภาพเป็นปกติ ความจำดีเยี่ยม จนท้ายที่สุด มาขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์กลับไปแต่งงานอีกครั้ง

ลูกที่รักพ่อแม่ ต้องใจแข็ง และทนต่อการเสียดสี นั่นแหละคือลูกที่ดี เอาเหตุเอาผล และจะได้เห็นพ่อแม่กลับมาเหมือนเดิม

หากทนเสียดสีไม่ได้ ทนใจแข็งไม่ได้ ทำตัวเหมือนกตัญญู คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ ป้อนสมุนไพร ทำตนอุปมาเป็นคนดี ผลที่ได้กลับกลายเป็นฆ่าพ่อและแม่ และจะไม่มีโอกาสให้พ่อและแม่กลับมาเป็นปกติดังเดิมได้เลย

รอยของพระภูมีที่ทำไว้ เมื่อเริ่มก่อเหตุ เปลี่ยนองค์จากกษัตริย์มาเป็นพระ ก็ต้องรับคำเสียดสี ด่าทอ จากชาวเมืองกบิลพัสด์ และโดยเฉพาะแม่น้าโคตมี มากมาย จวบจนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ผลเกิดแล้ว จึงได้รับสรรเสริญว่าเป็น "เอกบุรุษของโลก"

ก็เดินรอยเดียวกัน จะให้เป็นอื่นได้อย่างไร เพราะเรา ต้องเอาเหตุ เพื่อที่จะเอาผล ....

เรื่องอื่น จะใช้ใครก็ได้ แต่เรื่องของชีวิต "ต้องทำเอง" เป็นไม้ไผ่ลำเดียว ที่เป็นทางรอด

ทำเอาเงิน หรือ เอาบุญ

โรคอะไรก็ไม่น่ากลัว เรากลัวแต่นิสัยท่าน

เป็นคำกล่าวของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่เราท่านมักได้ยินอยู่เป็นประจำ

ด้วยนิสัยของคนนี่เอง อันเป็นจุดเปราะบางที่ตัดสิน ว่า "รอดหรือไม่"

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้ชี้ให้เห็นตัวอย่าง คนไข้เอดส์ ที่ท่านได้รับรักษา และอยู่กับท่านมานานกว่าสิบปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันรับหน้าที่ ดูแลเตาห้องกระโจม และรถเข็น

นับจากวันแรก ที่แม่ของคนไข้ นำคนไข้ในสภาพใส่เปลหาม มาวางไว้ที่หน้าบ้านของหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วกล่าวว่า ยกให้ท่าน พร้อมเงินที่มอบให้แก่ลูกชาย หนึ่งพันบาท และไม่เคยมาอีกเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ พิจารณาดูแล้วเห็นว่า ชายหนุ่มผู้นี้ ติดเอดส์มาจากการใช้เข็มฉีดยา เนื่องจากการเสพยาเสพติด ไม่ใช่เกิดจากนิสัย จึงรับไว้ และกล่าวว่า "ทางรอดของเอ็ง คือการเสียสละ"

สิ่งหนึ่งที่คนภายนอกไม่รู้ อันเป็นเหตุผลหลักอย่างหนึ่งในการที่จะต้องปิด หรือย้ายสำนัก ก็อันเนื่องจากความเจริญ หรือ การโตขึ้นของกิจกรรมนั่นเอง

เพราะเมื่อโตขึ้น ช่องทางก็มากขึ้น ดังเช่นในปัจจุบัน

นั่นหมายความว่า โอกาสที่คนของท่านที่ปลุกปั้นมา จะเสียก็มีโอกาสเสีย จากกิเลสที่มายวนยั่ว ก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

การปิดหนี ก็เพื่อรักษาคนเหล่านี้ไว้ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่ง ในการตัดสินใจ

มาวันนี้ แม้นจะพาหนีมานับสิบปี เป็นวันที่หลวงพ่อนิพนธ์ตัดสินใจ จะลงหลักปักฐานสู้เต็มตัว กิจการก็โตขึ้นอย่างรวดเร็ว

งานเยอะขึ้น เวลาที่จะอบรมคนเหล่านี้ก็น้อยลง

จากแนวทางเดิมที่ใช้เอาชีวิตรอด คือ การเสียสละ มาเจอนิสัยคนที่อ้างว่าเมตตา สงสาร ทำให้ชีวิตหันเหเสียแล้ว

คนไข้ วีไอพี คนมีตังค์ ไปไหนมาไหน ต้องโชว์รวย นั่นคือ ต้องทิป ต้องมีของฝาก

น้อยๆ ก็พอทน แต่นานวันเข้า จากเดิมที่ทำเพื่อเสียสละ เอาบุญเลี้ยงตน กลายเป็น ทำเอาทิป เอาค่าแรง ไปเสียแล้ว

คำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ ที่กล่าวว่า เรายังไม่พ้นกรรม จะทำเหมือนคนอื่นไม่ได้ ต้องแบ่งส่วนหนึ่ง ทำเพื่อเป็นบุญมาเลี้ยงตน ก็หูอื้อ ตาลาย ลืมเลือนไปเสียแล้ว

เมื่อสัญญาณไม่ดี เริ่มมา หลวงพ่อนิพนธ์ สั่งห้ามให้ทิป เด็ดขาด

แต่นิสัยมันกู่ไม่กลับแล้ว เพราะตอนได้ทิป มันเริ่มฝึกใช้มือเติบ มีตังค์ ดื่มเบียร์ทุกวัน จึงต้องหาหนทาง

ในที่สุด ก็ตั้งแก๊งค์ เก็บเงิน อ้างเป็นค่าบำรุงดูแลรถเข็น

คนไข้ก็เออออ เห็นด้วย แล้วมาคุยให้ฟังว่า ฉันให้ทุกครั้งแหละ ช่วยชมรม

วันนี้ โรคเอดส์ไม่สามารถฆ่าเขาได้ หากแต่พฤติกรรม ที่เก็บเงิน กลายเป็นบาป มาทับจนตัวเองไม่ไหว ใกล้จะตาย แลไม่รู้จะกู้ได้หรือไม่

สถานที่นี้ มีทางรอด บนทางเสียสละ ความเมตตา สงสาร แม้กระทั่งอยากทำ โดยไม่ดูรายละเอียด ทำให้พวกที่มีความโลภเป็นทุน ได้โอกาสสบช่องให้นิสัยเดิมออกมา

หลวงพ่อนิพนธ์จึงประกาศว่า ใครที่ให้เงิน ไม่ว่า แก่คนทำงาน เจ้าหน้าที่ จิตอาสา เพื่อการใดก็ตาม ที่ไม่ใช่สิ่งที่ทานระบุ หรือกล่าวให้ทำ เรียกว่าเป็นผู้ทำลาย จงใจทำบาป

และที่สำคัญ คนที่ทำหรือส่งเสริมกำลังจะทำบาปใหญ่ คือฆ่าคนตายโดยเจตนา ดั่งเช่นเหตุที่กำลังเกิดกับคนของท่านอยู่ในขณะนี้

สถานที่นี้ ให้บริการฟรี สมุนไพรฟรี อยู่ฟรี ไม่มีการเรียกเก็บเงินใดๆ ทั้งสิ้น จากคนไข้

หากจะช่วยกันรักษาสถานที่นี้ไว้ ต้องช่วยสอดส่องดูแล ไม่ให้มีการรับเงินโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้ว หากผลของการทำส่งผลต่อคุณค่าของสมุนไพร ดั่งเช่นอดีตถ้ำกระบอกแล้วไซร้ หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า "ฉิบหายแน่" เพราะเราท่านจะหมดที่พึ่งแล้วนั่นเอง ตัวใครก็ตัวมัน


หางออก

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน วจีอมตะที่จริงแท้แน่นอน

แผ่นดินที่เป็นที่รวมผู้คน นั่นก็คือขุมทองของนักค้ากำไร

เราจึงเห็นนักบุญจอมปลอมที่ปลอมปนเข้ามาในพื้นที่ของชมรมคนรักสุขภาพมากมาย หลากหลายรูปแบบ

บางคน ก็ไม่ได้ตั้งใจมาแต่แรกเริ่ม แต่เมื่ออยู่ไปอยู่มา ความโลภก็เกิด เริ่มมองหาช่องทาง

ก็คงว่ากันไม่ได้ เพราะมนุษย์ยังมีกิเลส ขนาดท่านจำรูญ ที่เคร่งยังพ่ายแพ้ได้

เริ่มจากที่ขันอาสามาช่วยทำสมุนไพร แล้วออกไปทำมาขายหน้าชมรม

ตอนนี้รูปแบบเริ่มหลากหลายกว่าเดิม ด้วยเห็นช่องทางที่คนเริ่มมามาก ก็มีการรับจ๊อบ หยิบสมุนไพรให้ก่อน โดยไม่ต้องมาต่อแถวให้เมื่อย

จองคิวให้พรรคพวกตน

เรียกพรรคพวกตน โดยไม่ต้องรอคิวเหมือนคนอื่น

อ้างชมรม เก็บเงินช่วยซื้อสมุนไพร

หลากหลายรูปแบบที่ปรากฎ จนเราแปลกใจว่า คนเหล่านั้น ไม่คิดที่จะรักษาแผ่นดินนี้ไว้ให้เป็นที่พึ่งของลูกหลาน หรือคนที่รักหรือไง

เราจึงอยากร้องขอ เหลือไว้สักที่ ประเทศสูญเสียถ้ำกระบอกไปแล้ว อันหมายถึงร่มโพธิ์ก็ได้ถูกโค่นไป คนไทยก็อุปมาเหมือนอยู่กลางแดด กลางทะเล ของกรรม

มาบัดนี้ เกิดร่มไทร แม้ไม่ใหญ่เท่าโพธิ์เดิม แต่ก็พอได้พัก ได้อาศัย หลบกรรม

หากมาคิดโค่น ทำลายเสีย ไม่สงสารคนอื่น ก็สงสารลูกหลาน และคนที่ตนรัก ว่าวันหนึ่งอาจต้องมาพึ่งพิงก็เป็นได้

ไปเถอะไปหาผลประโยชน์ที่อื่น

คิดได้แค่นี้ ก็ขออนุโมทนาแล้ว

ธรรมเป็น ธรรมตาย

สิ่งที่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมชมรมจึงไม่จัดทำคำสอนของหลวงพ่อนิพนธ์ไว้เป็นเรื่องราว แล้วนำมาเปิด ให้ดู ให้ฟัง ดังเช่นที่พระนักเทศน์เขาทำกันทางทีวี

ภาพที่เราท่านเห็น นั่นคือการพูดสดทุกครั้ง ทุกรอบ ทุกสัปดาห์

หลวงพ่อนิพนธ์ ได้อรรถาธิบายประเด็นนี้ว่า ก็เพราะธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมเป็น จึงมีอายุขัย

เมื่อเลยอายุขัย นั่นก็คือ หมดซึ่งอำนาจ แม้นคำกล่าวจะเช่นเดิม คนที่ปฏิบัติ ก็ยังทำเหมือนเดิม หากแต่ผลที่ได้ไม่เหมือนเดิมแล้วนั่นเอง

ธรรมเป็น จึงมีลักษณะเป็นเรื่องเฉพาะหน้า แลเมื่อจบ ก็สิ้นไป เมื่อเวลาเปลี่ยน นั่นคือ กรรมที่บังเกิดเปลี่ยนไป ธรรมก็เปลี่ยนตาม จึงมีลักษณะหมายถึง การชิงไหวชิงพริม ซึ่งกันและกันนั่นเอง

หลวงพ่อนิพนธ์ได้ยกตัวอย่างให้ฟังว่า สมมุติว่าเราไปด่าว่าคนผู้หนึ่ง และบังเอิญคนผู้นั้นมีธรรม จึงมีสติ เมื่อเราไปด่าว่าเขา เขาเกิดอารมณ์โกรธชั่วครู่ แล้วใช้สติธรรมข่มความโกรธนั้นลงได้ การด่าว่าของเราในครั้งแรกนี้ ก็ถือว่าเราเป็นเหตุ ทำให้คนผู้นั้นข่มกิเลสได้ ผลที่เราได้จึงเป็นบุญ อันเกิดเนื่องจากการทำได้ของคนมีธรรมคนนั้น

เมื่อคนมีธรรมคนนั้น ทำนิสัยไม่โกรธได้แล้ว เราก็ยังไปด่าว่าเขาอีกเป็นครั้งที่สอง ผลที่เราทำ กลายเป็นเหตุให้ผู้อื่นทุกข์ อันจะเป็นบาปย้อนกลับมาหาเราให้ทุกข์เช่นกัน

พระพุทธเจ้า จึงกำหนดวันพระขึ้น เพื่อที่จะให้คนมาฟังธรรม และรับธรรมไปปฏิบัติ อายุขัยของสิ่งที่ฟัง ก็มีอายุหนึ่่งสัปดาห์ สิ่งที่ทำในวันพระ ก็จะคุ้มครองตนได้หนึ่งสัปดาห์ พอครบอายุขัย ก็มาฟังใหม่ ก็จะได้รับวินัยข้อใหม่ไปทำ จึงเรียกว่า ธรรมเป็น

หากแต่จะยึดถือ ธรรมตาย คือทำตามคำเดิมไปตลอด เพราะถือว่าพระภูมีตรัส ก็จะกลายเป็นกรรมดี หาใช่บุญไม่

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงแยกให้ฟังว่า บุญต่างจากกรรมดี กรรมชั่ว ตรงที่มันใช้ซื้อบาปที่ทำมาได้นั่นเอง

เราจึงเห็นคนที่มีกรรมดี มี ลาภ ยศ สมบัติ หากแต่ใช้แก้ปัญหาที่เกิดกับสังขารไม่ได้เลย เพราะกรรมดีมันซื้อบาปไม่ได้นั่นเอง ภาพที่คนรวยขึ้นรวยขึ้น แต่สภาพร่างกายกับทรุดลง ก็เป็นด้วยเหตุนี้เอง

แม่ชีเมี้ยน จึงให้เป็นวินัย ที่ต้องมาทุกสัปดาห์ เพื่อมาฟังแล้วนำไปปฏิบัติ

สิ่งที่เห็นได้ชัด และมีผลเด่นชัด ที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวเสมอนั่นคือ "ต่อให้มากราบแม่ชีเมี้ยนทุกวัน หากแต่วันงานของท่านไม่มา การทำนั้นก็ไร้ค่า"

เราจึงได้เห็นคนป่วยที่หายโรคแล้ว กลับมาในวันงานของแม่ชีเมี้ยนอย่างมากมายนั้นเอง

การได้ฟัง จึงมีความหมาย แม้นจะจับใจความได้เพียงประโยคเดียว แล้วนำไปปฏิบัติ หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า เพียงพอต่อการรอดแล้ว

ท่านจึงมักให้สติว่า มีบุญย่อมดีกว่า กรรมดี หากแม้นไม่มีโรคภัย หรืออันตราย บุญนั้นก็แปลงเป็นกรรมดีให้เราได้เสวย

เราท่านจึงมักได้ยินท่านพูดเสมอ กิจการของเรา เมื่อคนมามากเท่าไร เปิดลิ้นชักดู แม้นไม่มีเงินสักแดงเฟื้อง หากแต่มีเงินบุญอยู่เต็ม ซึ่งดีกว่าเงินมากมายนัก

แม่ชีเมี้ยน จึงให้ท่าน มายุยงปลุกปั่น คน ให้หาบุญ มาคุ้มครองตน กิจการที่ให้มาทำ จึงอาศัยคุณธรรม เป็นพื้นฐาน ผลที่ได้ จึงเรียกว่า กิจการบุญ

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

แล้วแต่คิด

สิ่งหนึ่งที่เกิดทุกยุคทุกสมัย นั่นคือปฏิกิริยาสะท้อนกลับ จากคำสอน

แม่ชีเมี้ยนเคยตรัสว่า คำสอนนั้น เรียกได้ว่า "ยิงปุทะลุใจ"

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า หากใครรับไม่ได้ และคิดว่า มานั่งให้ด่าทำไม ก็แล้วแต่

เพราะนี่เป็นเครื่้องมือชนิดหนึ่ง ที่พระภูมีใช้คัดกรองคนว่า เอาเหตุเอาผลหรือไม่

และที่สำคัญ ฟังแล้วก็อึ้ง เพราะมันทำยาก

คนที่ได้ฟัง แล้วไม่เอาไม่ชอบ ก็ไม่ว่ากัน เพราะเป็นเรื่องปกติแล้วแต่ตัวคน

คนที่ทำได้ ผลจึงมหาศาล นั่นคือ ทำสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ให้เป็นได้ พูดง่ายๆ ก็คือปาฏิหารย์ที่เกิดจากมือตนนั่นเอง

อย่าแค่ฟัง แล้วเชื่อ วาดฝัน สมุนไพรดีอย่างงั้น ดีอย่างนี้

แม่ชีเมี้ยนจึงมักให้สติสงฆ์เสมอว่า ตราบใดที่ยังเรียนอยู่ ก็ต้องให้สติ เมื่อฟังก็ต้องสะกิดใจ เมื่อใดที่ไม่อยากฟัง ไม่อยากทำตามที่สอน นั่นหมายความว่า หลักนี้ไม่มีผลต่อบุคคลนั้นๆ แล้ว

คำโบราณ "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" ใช้ได้เสมอ

เมื่อถึงบทจบ คนทั่้วไปจึงมักระลึกถึงครูบาอาจารย์ เพราะไม้เรียวทำให้เรามีวันนี้

เราจึงเห็นด้วยกับคำหลวงพ่อนิพนธ์ ว่า ผู้ที่ทำตนจนสำเร็จได้ ต้องยอมรับว่า "คุณแน่มาก จัดว่าเป็นยอดคน"

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ที่มาของคำเชิญ

ไม่ได้อวดอ้าง แต่แค่อยากกล่าวว่า "ไม่ใช่ไม่มีที่ไป ไม่ใช่ต้องง้อ"

หลวงพ่อนิพนธ์ มักพูดเสมอ เมื่อพบเห็นบุคคลที่ไม่ให้ หรือ ไม่เน้นความสำคัญ ในการทำตนเพื่อให้สำเร็จ

หลายคำเชิญ ที่ผ่านมาในอดีต จนปัจจุบัน จึงถูกนำมาเล่า เพื่อปลุกขวัญ กำลังใจ ให้คนไข้หึกเหิม เชื่อมั่น ไม่ท้อถอย

ประเทศมาเลเซีย เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่ส่งทูตมาเชิญท่าน เพื่อไปอยู่ที่ประเทศของเขา อย่างทรงเกียรติ

แม้กฎหมายยาเสพติดของประเทศมาเลเซียจะรุนแรงสักปานใด แต่ความจริง ปัญหาผู้ติดยาของมาเลเซียก็ไม่ด้อยกว่าประเทศใดเลยเช่นกัน

คำเชิญครั้งแรก นับแต่สมัยถ้ำกระบอก เพื่อไปช่วยกิจการศูนย์บำบัดยาเสพติดของมาเลเซีย ได้ส่งมา แต่ก็ถูกปฏิเสธ จากหลวงพ่อนิพนธ์ ด้วยข้ออ้างของการเป็นพระ

ความตั้งใจก็ยังไม่หมดไป หลังจากหลวงพ่อนิพนธ์ได้ตั้งสำนักขึ้นใหม่ที่ลพบุรี และเปิดรักษาอีกครั้ง ความก็ล่วงรู้ไปถึง

ประเทศมาเลเซีย ได้ส่งคนมาบำบัด ที่ลพบุรี เมื่อตรวจสอบผลแล้ว ทราบว่า ประสิทธิภาพยังคงดี เหมือนเดิม เช่นครั้งที่ถ้ำกระบอก

จึงได้ส่งทูตมาเชิญอีกครั้ง พร้อมกับการกล่าวอ้างคำในอดีต ที่ว่า "เป็นพระ" นั้นได้หมดลงไปแล้ว

ข้อเสนอ พลเมืองกิติมศักดิ์ และจัดพื้นที่โซนพิเศษให้โดยเฉพาะ ก็ได้ถูกปฏิเสธไปอีกครั้ง ด้วยประเด็น "คนไทยต้องมาก่อน"

มาเลเซียจากไป พร้อมกับคำทิ้งท้าย หากเมืองไทยปฏิเสธ ก็พร้อมที่จะมารับไปในทันที

ช่างน่าเสียดายนัก ที่สุภาษิต ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ คำโบราณ ที่ว่า "อยู่ใกล้ช้างไม่เห็นงา" ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

ของดี มีคุณค่ามหาศาล ที่แม่ชีเมี้ยนทรงทิ้งไว้ให้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนไทย หากแต่คนไทยไม่หวงแหนและรักษามันไว้

ตลกฝืด กลับปรากฎให้เห็น เมื่อกฎหมายที่พวกพ่อค้ายาทั้งหลายสนับสนุน ดันให้เกิด คือ กฎหมาย ที่ว่า พืชที่ใช้ประกอบเป็นสมุนไพร กลายเป็นวัตถุอันตราย ต้องห้าม

ก็ยังดีที่มาเร็ว ไปเร็ว

แต่ในไม่ช้า มันคงกลับมาอีก

อันเป็นคำที่สมาชิกสายทหาร ได้รับข่าวกรองที่แน่นอน และกล่าวกับหลวงพ่อนิพนธ์ให้เตรียมตัว

ฤาแผ่นดินไทย ไม่ต้องการของดี กระนั้นหรือ

คนรู้ค่า

หลายคน พูดในสิ่งที่ตนไม่รู้ ด้วยเอาความคิดตนเป็นเครื่องตัดสิน

อาทิเช่น ชมรมบอกไม่รับเงิน แต่บังคับให้ซื้อกระเป๋า ให้กินข้าวแกง ให้ซื้อน้ำ ซื้อขนม มันก็ไม่ต่างกัน

หากแต่คนรู้ ก็ใคร่อยากที่จะคว้าพุงปลานี้ไปกิน

ลูกศิษย์เก่า เมื่อครั้งถ้ำกระบอกท่านหนึ่ง ที่เพิ่งได้ข่าวหลวงพ่อนิพนธ์อีกครั้งในปัจจุบัน ทราบข่าวก็รีบมาหาหลวงพ่อนิพนธ์

เมื่อเล่าเรื่องราวความหลัง ความเป็นไปนับจากถ้ำกระบอก ก็สรุปได้ว่า ตัวเขาเอง ก็ได้ประพฤติตามที่หลวงพ่อนิพนธ์ได้สอน มาตลอด สุขภาพก็โอเค ไม่เคยต้องเข้าโรงพยาบาล อาชีพการงานก็ใช้หลักตามที่สอน ทำให้ปัจจุบันเรียกได้ว่าเข้าขั้นเศรษฐีคนหนึ่ง

ผลจากการทำในอดีต ได้ตราตรึงแก่เขา และรู้ซึ้งดีว่า ผลของการทำเช่นนั้น มีคุณค่าเอนกอนันต์เพียงใด

เขาจึงเอ่ยกับหลวงพ่อนิพนธ์ว่า ทราบว่าท่านอาจารย์ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายเยอะ ตัวของเขาเองจึงอยากจะรับภาระนั้นแทน อยากสนับสนุนชมรม เพราะตอนนี้ฐานะก็มั่นคงแล้ว เสนอว่าขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกเดือน เดือนละหนึ่งล้านบาท

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ก็รู้ดีอยู่แล้วมิใช่หรือว่าอดีตเราทำกันมาเป็นอย่างไร ใช้หลักอะไร

ก็ใครทำใครได้ จะให้คนเดียวแบกภาระ ก็คงได้บุญไปเพียงคนเดียว แล้วคนอื่นก็ต้องเป็นหนี้ มากินมาใช้ของคนอื่น ไม่คิดที่จะพึ่งตนเลย มันคงเป็นไปไม่ได้

หลักพระภูมี อยู่ได้ด้วยสังคม เกื้อกูลกัน หมูไปไก่มา สร้างเป็นโรงทานที่ทุกคนมีส่วนร่วม ตามกำลังที่ตนมี มารวมไว้เป็นโรงทาน แล้วแปรผลให้แก่สรรพสัตว์ทุกถ้วนตัวคน

ด้วยหลักนี้ ก่อให้เกิด การพึ่งตนเอง ของทุกคน และผลที่เกิด ทุกคนก็จะไม่เป็นหนี้ซึ่งกันและกัน

คนรู้ค่าของผลการช่วยเพื่อนมนุษย์ อยากทำใจจะขาด แต่คนไม่รู้ค่า กลับมองเห็นว่าเป็นการเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ เป็นเล่ห์เป็นกล ในการหากิน

หากแต่ศาสนาของพระภูมี ที่แม่ชีเมี้ยนนำมา ไม่มีเหลี่ยมมีมุม ซ่อนเร้น ปริศนาลึกลับ กลัวคนรู้

ดังนั้น หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า เมื่อเราใช้หลักนี้ในการรักษาตน เราก็ต้องใช้หลักนี้ในการดำรงอยู่ของสังคมของเราเช่นกัน

หลักหมูไปไก่มา จึงก่อเกิดให้สังคมของชมรม ดำรงกิจกรรมอยู่ได้ ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาเศรษฐี หรือบุคคลภายนอก ที่ไม่ได้มามีส่วนรับประโยชน์จากกิจกรรม

ภาพที่ปรากฎ จึงเด่นชัด ไม่มีการขายน้ำให้คนภายนอก ไม่มีการขายขนมให้ร้านค้าภายนอกรับไปขาย ไม่เรียกคนนอกมาทานข้าวแกง

จะมองอย่างไร ก็ตามแต่ จะเป็นพระเวสสันดรหรือไม่ก็ตามใจ จะเอาเปรียบทุกสิ่งอย่าง มูมมามดั่งชูชก ก็ไม่ว่า

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงให้บทสรุปว่า ศาสนาของพระภูมี "ใครทำอย่างไร ได้อย่างนั้น"

เช่นคำพูดที่ท่านกล่าว "หากสอนผิดก็เป็นบาป หากสิ่งที่สอนถูก ก็เป็นบุญ" แลตัวท่านก็ไม่ใช่ควาย หรือคนไร้สติ จะมาทำบาปโดยไม่เอาเงิน อย่างแน่นอน

เมื่อกรรมเขาเป็นพี่

ไม่น่าแปลกใจ ที่โลกตะวันตก ถึงไม่ชอบ แต่ก็ต้องยอมรับว่า หลักของพระภูมี โต้แย้งไม่ได้ ก็เพราะเป็นหลักของเหตุและผลนั่นเอง

แลเหตุและผล ที่พระภูมีตรัสให้เป็นแนวทางเพื่อแก้ปัญหาของชีวิต มีบทสรุปสั้นๆ คือ "ทุกข์วันนี้ สุขวันหน้า"

เหตุผลนี้ หากมีน้ำหนักแก่ผู้ใด ย่อมทำให้เกิด ขันติ มานะ อดทน แล้วทำตาม

หากแต่กรรมเขาเป็นพี่ เขามาก่อน และเป็นตัวเป็นตนแล้ว ผลของเขาจึงปรากฎ ให้ผล ณ วันนี้แล้ว

เมื่อมาเจอธรรมคำสอน เหมือนเด็กเริ่มหัดเดิน หัดวิ่ง ต้องใช้เวลา

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นเหตุให้ คนทั่วไปเกิดความท้อ เพราะสิ่งที่ตำตา ตำใจ คือ ขณะที่ก้มหน้า ก้มตา ประพฤติธรรม ตนเองก็ทุกข์แสนสาหัส

ความรู้สึกนี้ ค่อยๆ กัดกร่อน ทำให้ในที่สุด กรรมก็สามารถเบียดบัง เหตุและผลของพระภูมีไป จนกลายเป็นคำประชด ว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป"

เหตุและผล ที่พระภูมีทรงชี้ให้เห็น ก็ได้แต่เป็นแค่คำพูด "กงกรรม กงเกวียน" อันหมายถึง ผลของการทำในอดีต ย่อมปรากฏเป็นผลในชาตินี้ แลผลการทำในชาตินี้ ย่อมหมายถึง สิ่งที่จะเกิดในอนาคต

ขณะที่วันนี้เราทำดี จะทำสักฉันใด ก็ยังลำบากแสนเข็ญ ก็ด้วยเหตุแห่งชาติที่แล้ว ยังไม่หมด จะปฏิเสธสักฉันใด ก็คงไม่ได้ แล้วนำสิ่งนี้มาเป็นเหตุ ให้เลิกทำความดีตามพระภูมี จะควรหรือ

เพราะกรรมเขาเป็นพี่ ย่อมส่งเสริมนิสัย รับแต่สุข ปฏิเสธทุกข์

จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า ทำไมคนอินเดียเป็นร้อยล้านคน ในสมัยพระโคดม จึงมาทำตามพระพุทธเจ้าแค่ไม่ถึงแสน และเป็นพุทธศาสนิกชน แค่ไม่กี่แสน เท่านั้นเอง

ก็ด้วยหวังแต่สุข ในวันนี้ วันหน้าจะเป็นอย่างไรไม่สน ไม่รับรู้ ไม่รับผิดชอบ

หากแต่เมื่อผลเกิด ก็ต้องถามว่า มีใครแกล้งให้เป็นหรือ ก็เปล่า ล้วนแล้วแต่ตัวทำทั้งสิ้น

เมื่อถึงเวลา ไม่ว่าจะยากดีมีจน มันก็มา จะใช้อะไรป้องกันหาได้ไม่ ถึงเวลา มันก็เจ็บ จะปฏิเสธสักฉันใด ไม่ได้เลย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า ก็ในเมื่อปฏิเสธทุกข์ไม่ได้ พระภูมีจึงบัญญัติ วินัยของท่านไว้ว่า แทนที่จะทุกข์กับกรรม ก็มาทุกข์กับวินัยแทน แลเมื่อยอมรับ ยอมใช้ ย่อมต้องมีวันหมด

หลักของพระภูมี จึงมิใช่หลักหนีกรรม ปฏิเสธกรรม หากแต่เป็นหลักใช้กรรม

เมื่อไม่มีกรรม อันเป็นนายของโรค ไม่มีทุกข์ที่จะต้องใช้อีก นั่นก็หมายความว่า โรคมันหมดพลัง แล้วมันจะอยู่สร้างทุกข์ได้อีกหรือ

เส้นทางนี้ เมื่อพิจารณาแล้ว จึงเห็นว่าเป็นไปได้ ทำได้

พิจารณาก็เห็นว่า เหตุแห่งโรคที่แท้จริง ไม่ใช่เชื้อโรค แต่มันคือกรรมที่เราทำมานั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีมนุษย์คนใด สามารถหาทาง หายา หรือกรรมวิธีใดๆ เพื่อทำให้หายโรคได้ เพราะวิชาของเขาเหล่านั้น ไม่ใช่วิชาแก้กรรมนั่นเอง

อย่างดีที่ทำได้ ก็คือ วิชาปฏิเสธกรรม คือ ระงับ ชั่วคราว หากแต่เมื่อถึงที่สุด ผลแห่งกรรมก็ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้

เมื่อกรรมเขาเป็นพี่ บันดาลโรคมาให้ สิ่งที่จะทำให้กรรมดำรงต่อไปในภายภาคหน้าได้ นั่นก็คือ การทำให้เราท่านมีนิสัยกรรม นั่นเอง

นิสัยนี้ สร้างทุกข์ในวันนี้ ยังไม่พอ หากแต่ยังสร้างทุกข์ในวันข้างหน้าอีก ไม่รู้จบ

แม่ชีเมี้ยนจึงตรัสว่า เมื่อไม่มีศาสนา ก็เหมือนเดินทางในความมืด ศาสนา จึงอุปมาเหมือนไฟ ที่ช่วยส่องนำทาง ให้พ้นทุกข์

บทบัญญัติของพระภูมี ในการรักษาตน จึงหนีไม่พ้น ให้ต้องเปลี่ยนนิสัยกรรม เป็นนิสัยธรรม

แลหากขาดซึ่งเหตุผล เพื่อก่อให้เกิดขันติ และอดทน ท้ายที่สุดก็คงพ่ายแพ้ แก่กรรม ผู้ซึ่งเป็นพี่ ที่เชี่ยวชาญ ช่ำชอง ในการหลอกล่อ ให้ตกอยู่ในบ่วงกรรมอันนี้ไม่มีสิ้นสุด

คำที่หลวงพ่อนิพนธ์ มักกล่าวเตือนสติอยู่เสมอ คือ "ถ้ากรรมเขาไม่แน่จริง ก็คงทำให้เราหลงเวียนว่ายตายเกิดมาจนทุกวันนี้ไม่ได้หรอก หากนับกองกระดูกของตนเอง อาจจะใหญ่กว่าภูเขาที่ว่าใหญ่เสียอีก"

ดังนั้น หากขาด สติ ศรัทธา ความเชื่อ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับกรรม รวมกับ การเอาเหตุและผลแล้ว ผลการรบก็ชี้ได้เลยว่า "ศึกนี้แพ้แน่" อย่ามาเสียเวลาเลย

หากเรียนรู้ แล้วทำตาม ก็มั่นใจได้ว่า "ธรรมย่อมชนะอธรรม" อย่างแน่นอน

พิจารณาจึงเข้าใจว่า หลวงพ่อนิพนธ์ทำไมจึงชอบกล่าวว่า "เราไม่กลัวโรคของท่านหรอก ไม่ว่าโรคใดๆ แต่เรากลัวนิสัยของท่าน"

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

คุณค่าของการให้


เพราะคนไม่รู้ค่าจึงไม่ซึ้ง สิ่งที่หลวงพ่อนิพนธ์พยายามฝึกให้เรามีนิสัยพระเวสสันดร ก็เฉกเช่นนี้

แม้จะดูน้อยนิด จากผลของข้าวแกงที่เราทาน น้ำที่เราซื้อ ขนมที่เราหิ้วกลับบ้าน ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่

หากแต่กำไรจากหยาดเหงื่อของทุกคนที่ร่วมเข้ามา เทรวมกันลงในสมุนไพร แลเมื่อคนทุกข์มารับไป ย่อมจินตนาการได้ถึงผลอันมหาศาล

เราอาจมีวิศวกรไทยที่เก่งกาจ พัฒนาประเทศให้เจริญ แต่จะมีวันนั้นได้อย่างไร เพราะเขาไม่มีสมุนไพร และไม่มีชีวิตรอดไปถึงแม้วันรับปริญญา หลังจากเรียนจบ

เราอาจมีผู้หญิงไทยที่เก่งระดับโลกอีกคน หากจะมีวันนั้นได้อย่างไร ในเมื่อน้องคนนั้น หมอสั่งตัดขา ด้วยโรคมะเร็ง จนต้องเลิกเรียน แม้นจะได้ที่หนึ่งของห้องก็ตาม

เสาหลักของครอบครัวอีกเท่าไรที่ต้องล้ม ตามมาด้วยครอบครัวที่แตกกระสานซ่านเซ็น ด้วยผลของหนี้ที่ใช้ในการรักษา หากไม่มีสมุนไพร

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักกล่าวว่า จงภูมิใจ และสุขใจเถิด ทุกครั้งที่เราทานข้าวแกง แม้นไม่สุขจากรสอาหาร แต่สุขที่ได้เดินตามพระภูมี สุขที่ได้เป็นผู้ให้ แลมองสุขของผู้ที่มารับสมุนไพร อันเป็นผลจากหยาดเหงื่อของเรา เห็นเขาหัวเราะได้ เห็นครอบครัวเขากลับมามีสุข แลเชื่อเถิด สุขนั้นจะย้อนกลับมาหาตนของเรา

อย่าไปเพลินกับสุข จากการเป็นชูชก เอาเปรียบผู้อื่น เพราะผลท้ายสุดย่อมหนีไม่พ้น "ท้องแตกตาย"

ศาสนา จึงสอนให้เราเป็นพระเวสสันดร เป็นผู้ให้ สิ่งที่เรากินเราใช้ จึงต้องมีหยาดเหงื่อของเราผสมอยู่ไม่มากก็น้อย จึงไม่มีหนี้ ไม่มีกรรม มาตามทวง ให้เกิดทุกข์แก่ตนของเราในภายภาคหน้า

แค่เห็นและมองพิจารณา เด็กและเยาวชนที่มาทานสมุนไพร จะได้กลับไปมีชีวิตที่สมบูรณ์ เป็นกำลังที่มีคุณภาพ ทั้งสติปัญญาและคุณธรรม ในอนาคต ไม่ต้องอิ่มข้าว ก็อิ่มบุญแล้ว

เชื่อแต่ตัวเลข

คนสมัยนี้ ถูกหล่อหลอมด้วยตัวเลข จนกลายเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งไปแล้ว ยากที่แก้

หลายคน ที่ทิ้งยาเคมี แล้วหันมาทานสมุนไพร ผ่านมาเนิ่นนาน หลวงพ่อนิพนธ์ก็กล่าวว่า ไม่เป็นไรแล้ว แม้นจะเชื่อในสมุนไพร เพราะอาการที่เคยเป็น ก็หายไป ไม่กลับมาปรากฎอีกเลยก็ตาม ก็ยังวิตกจริต จนต้องกลับไปขอตัวเลขจากผลตรวจร่างกาย เพื่อยืนยันกันแทบทุกตัวคน

แต่ที่น่าเสียดาย กลับเป็นคนที่อยู่ระหว่างทาง ที่อาการทุกอย่าง ดีวันดีคืน กลับมาเป็นปกติ ทำงานได้ หากแต่กังวลกับตัวเลขทางการแพทย์เหล่านั้น จนในที่สุดก็ต้องสูญเสียโอกาสไปเพราะตัวเลขนั่นเอง

ตัวอย่างที่หลวงพ่อนิพนธ์มักกล่าวให้ฟัง คือ นักธุรกิจหมื่นล้าน เจ้าของ ซีคอนฯ บนถนนศรีนครินทร์

ท่านป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ ก็ได้อาศัยวิชาการทางการแพทย์รักษาตัวเรื่อยมา หลังจากหมดไป ๖๐ ล้าน พร้อมกับอาการมะเร็งลามไปที่ปอด และตับ จนหมอทิ้ง และต้องอยู่ในห้อง ไอซียู รอวัน

ลูกชายมีเพื่อนเป็นสมาชิกของชมรม ได้รับคำแนะนำ จึงมาเรียนหลวงพ่อนิพนธ์ ท่านก็กล่าวว่า ลองเอายาเขียวไปกรอกดู ได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ค่อยว่ากัน

สองวันหลังจากได้รับยาเขียว คนไข้ฟื้นมามีแรง และออกจากห้องไอซียูได้ ลูกชายจึงพาคนไข้มาพบหลวงพ่อนิพนธ์ ด้วยสภาพที่ต้องมีคนหิ้วพยุงทั้งสองข้าง

หลังจากทานสมุนไพรไปได้สองอาทิตย์ สภาพดีวันดีคืน คนไข้สามารถขับรถยนต์ บีเอ็ม ซีรี่ย์ ๗ มารับสมุนไพรได้ด้วยตนเอง

เมื่อทอดวันเวลาไปเรื่อยๆ คนไข้มีสภาพแข็งแรงดีวันดีคืน กลับไปทำงานได้ อาการเป็นปกติทุกอย่าง ไม่มีสภาพของคนเป็นมะเร็งปรากฎ

หากแต่สิ่งหนึ่งอันเป็นที่กังวลของคนไข้ท่านนี้ตลอด ๖ เดือนที่ผ่านมา คือ ค่าของมะเร็งในเลือดไม่ได้ลดลงเลย กลับสูงขึ้นตลอด เช่นเดียวกับสุขภาพตน

ความเชื่อมั่นในคำของแพทย์ หากหายต้องไม่มีค่านี้ หลอกหลอนเขามาตลอด

จนวันหนึ่ง เขามาขออนุญาตหลวงพ่อนิพนธ์ลาไปทำธุระหนึ่งเดือน หลวงพ่อนิพนธ์ก็ไม่ว่าอะไร แต่เมื่อเขาขับรถออกไป ลูกชายก็มาถึง และกล่าวขอโทษกับหลวงพ่อนิพนธ์ แล้วเล่าว่า

พ่อเขาดื้อ เพราะเพื่อนพ่อ คือ เจ้าของเบียร์ดัง ได้แนะนำว่า เพื่อนของเขาเป็นหมอเยอรมัน บอกว่า มีครีโมตัวใหม่ สามารถทำให้เชื้อมะเร็งหมดไป รับรองผล คอร์สนี้ใช้ฉีดวันละเข็ม ทั้งหมด ๓๐ เข็ม แต่แพงหน่อย เข็มหลายแสน

หลังจากหนึ่งเดือนผ่านไป เมื่อจบคอร์สของหมอเยอรมัน สภาพคนไข้ก็กลับทรุดลงไปเหมือนแรกเริ่มที่เป็น พร้อมกับการโกบแน่บกลับเยอรมันพร้อมเงินของหมอคนนั้น ทิ้งคนไข้โดยไม่รับผิดชอบใดๆ

ลูกชายได้พาคนไข้กลับมาหาหลวงพ่อนิพนธ์ แลท่านก็กล่าวว่า การจะกลับมาเหมือนดังเดิมคงเป็นไปไม่ได้ แต่ปรารถนาสุดท้าย คือไม่ทรมาน นั้น ไม่ยาก

สองเดือนต่อมา เจ้าของซีคอน ก็ได้ลาจากโลกนี้ไป พร้อมกับคำสั่งเสียให้ลูกชายมาขอขมาหลวงพ่อนิพนธ์ในสิ่งที่ทำ และขอบคุณที่ทำให้ไม่ทรมาน

หลวงพ่อนิพนธ์จึงมักกล่าวทุกครั้งว่า แม้นเราจะมีความรู้ช่วยให้คนรอดสักฉันใด ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาโรคจิต ทีทุกคนพะวงกับตัวเลขทางการแพทย์นี้ได้ เรียกง่ายๆ ก็คือ ท้ายที่สุด คนเขายอมรับตัวเลขแต่ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของท่าน

คนสมัยนี้ ไม่เชื่อมั่นธรรมชาติ ไม่เชื่อมั่นร่างกาย อวัยวะของตน ว่าเป็นสุดยอดหมอ แม้นสภาพจะดี จะปกติสักฉันใด หากแต่ต้องไปตรวจ เมื่อตรวจแล้ว ก็เกิดโรคแทรก คือโรคปอดแหกตามมาอีก

คนเป็นเบาหวาน ไปตรวจ เบาหวานก็พุ่งปรี๊ด คนเป็นความดัน ความดัน ก็สูงลิ่ว ซึ่งเป็นอาการปกติของร่างกาย ในระหว่างที่กำลังฟื้นฟูแก้ไข

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า แล้วจะไปตรวจทำไม ตรวจแล้วรู้แล้ว มีประโยชน์อะไร มีแต่โทษ คอยหลอกหลอนตัว

ใครหน้าไหนมันจะมารู้ดีกว่าตนของเรา ไม่มีเลย แล้วทำไมจึงเชื่อผู้อื่น เชื่อตัวเลข ไม่เชื่อตัวตนของเรา การกระทำของเรา

พูดนานไปไหม

หลายคนมักมีความคิดที่ผุดขึ้นเป็นคำถาม ว่าเมื่อไหร่จะเลิก พูดนานไปหรือเปล่า เบื่อเหลือเกิน เมื่อไหร่จะจบ

หลวงพ่อนิพนธ์กล่าวว่า การพูดก็ต้องมีเหตุมีผลของการทำ ไม่ใช่เพราะพูดเพราะอยาก พูดเอามัน

อันด้วยเหตุที่คนเรามีภูมิปัญญา สมาธิ ที่ไม่เท่ากัน เป็นปฐมเหตุ

แลผลสำเร็จของแนวทางสมุนไพรแม่ชีเมี้ยน ก็ต้องอาศัยองค์ประกอบของการทำที่ถูกต้อง เป็นปัจจัยหลัก

การฟังสิ่งที่ถูกต้อง แล้วจับประเด็นนำไปปฏิบัติ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และถือได้ว่า เป็นเครื่องวัดผลเลยก็ว่าได้ เพราะการกระทำถูกหรือผิด ก็ขึ้นกับการเรียนรู้ แล้วไปทำนั่นเอง

ก็ด้วยเหตุที่คนมีสมาธิไม่เท่ากัน อาจด้วยความบกพร่องอันเนื่องจากร่างกาย ทำให้สมาธิในการฟังลดน้อยลง จึงต้องอาศัยเวลาที่ทอดนาน โดยหวังว่า อาจจะมีสักช่วงหนึ่ง ที่มีสติสมบูรณ์ได้ฟังได้พิจารณา แล้วนำไปทำ เพื่อช่วยตน

การที่มีเวลา นั่นก็คือการให้โอกาส หลวงพ่อนิพนธ์มักเรียกว่า นาทีทอง ที่ทำให้รอด

การนิ่งสงบของคนทุกคน จึงมีความหมาย การคุยก็มีความหมาย เพราะในชั่วโมงที่นั่งฟัง คนคนนั้น อาจมีสมาธิแค่ช่วงหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจฟังและจะนำไปช่วยตน ถ้าคนด้านข้างสงบ เขาก็ได้ยิน ได้ฟัง ได้นำไปพิจารณา แล้วทำตนให้รอด หากแต่คนด้านข้างคุย ในจังหวะที่เขามีสมาธิ ที่แสนสั้นนั้น เขาก็ไม่ได้ยินสิ่งที่ทำให้เขารอด นั่นจึงกลายเป็นคนที่คุย ได้ทำลายโอกาสรอดของเขาไปเสียแล้ว

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงกล่าวว่า การที่มีเวลา ก็เพื่อให้พร้อม กายพร้อม ใจพร้อม จึงไม่จำเป็นเลยที่ต้องนั่งฟังตลอดเวลา หากแต่พยายามรวบรวมสมาธิ ให้ได้สักช่วงหนึ่งช่วงใด ฟัง แล้วพิจารณาเหตุผล นำไปคิด แล้วปฏิบัติเพื่อช่วยตน

หากใครยังไม่มีความพร้อม ก็สามารถเปลี่ยนกิริยา ออกมาคุยข้างนอกสักพัก ออกมาเดินยืดแข้งยืดขา ล้างหน้าล้างตา แล้วเข้าไปตั้งสมาธิ ฟังใหม่

ความสงบจึงจำเป็น ทั้งตัวเราและผู้อื่น แม้เรายังทำไม่ได้ หากแต่ความสงบของเรา ทำให้ผู้อื่นรอด อานิสงค์นี้ ก็ย่อมมีมูลเหตุมาจากความสงบของเราเช่นกัน ผลอันนี้ก็จะทำให้เรามีสมาธิ ในการฟัง และคิด เอาเหตุเอาผล ไปปฏิบัติจนตัวรอดเช่นกัน

จึงไม่จำเป็นเลย ที่เข้าสวดมนต์และฟัง จะต้องนั่งฟังตลอด ไม่ลุกไปไหนเลย หากแต่จับใจความไม่ได้เลย ไม่สามารถนำสิ่งไรไปปฏิบัติได้เลย ออกจากห้องก็ว่างเปล่า การฟังนั้นก็ไร้ผล

การฟังที่ดี คือ พยายามหาช่วงที่เราตื่นตัวให้ได้ เพื่อฟัง แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผล มิฉะนั้น เราก็จะปล่อยตัวปล่อยใจ ฟังผ่าน หรือ ถูกกิเลสยวนยั่ว ตัวนั่ง แต่ปากคุย หรือ ใจลอย หรือทำอย่างอื่น รอให้หมดเวลา จนจบก็ไม่ได้สักคำหนึ่งคำใดสะกิดใจ ให้เดินในร่องของพระภูมีเลย

หลวงพ่อนิพนธ์จึงกล่าวว่า ในเวลาทั้งหมด หากแม้นฟังแล้วจับได้เพียงประโยคเดียว ไปปฏิบัติ จนช่วยตนได้ นั่นแหละเรียกว่า ฟังแล้วเกิดผล

หากแต่บุคคลใดที่มาใหม่ ยังไม่รู้เหตุและผล ก็ถูกสภาพบังคับให้สงบเงียบ แม้นฟังยังไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ก็ยังได้อานิสงฆ์ช่วยให้คนอื่นรอด ผลก็จะย้อนมาสู่ตนให้ฟังรู้เรื่อง และช่วยตนรอดได้

ห้องสวดมนต์ จึงสามารถให้คุณและโทษได้ ในที่ที่เดียวกัน ช่วยให้คนรอด และทำให้คนตายได้

และด้วยเหตุและผล อาจจะไม่ได้มาในครั้งเดียว จึงต้องฟังบ่อยๆ ค่อยๆ ต่อยอด สร้างความเข้าใจที่ถูก เพื่อเดินทางถูก ทำถูก ผลถูกจึงเกิด

ไม่มีใคร ไม่เคยผิด ดังนั้น เมื่อฟังแล้วไปทำ จึงเป็นการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง หากผลผิดเกิด ก็ฟังอีกแล้วพิจารณา ว่าผิดตรงไหน ก็แก้ไข

จนผลถูกเกิด นั่นแหละ สิ่งที่เรียนรู้ แล้วทำให้ตนรอด จึงเป็นความรู้ที่ถูกร้อยเปอร์เซนต์ นำไปสอนใครก็ไม่พลาด

อันเป็นที่มาของคำสอน ว่า "ให้ช่วยตนเองก่อน เมื่อรอดจึงไปช่วยผู้อื่น"

หลายต่อหลายครั้ง สิ่งที่ฟัง ก็ขัดกับความเห็นของตน ด้วยความเห็นที่ขัดแย้งนี้เอง จึงทำให้เกิดการลองผิดลองถูก

ลองทำ แล้วดูผล แลผลที่เกิดก็จะเป็นตัวฟ้องว่า ความคิดความเห็นใด ถูกหรือผิด

ความรู้ที่ฟังแล้วนำไปเพื่อคุย แม้นมีมากสักเท่าไรก็หาประโยชน์ไม่ ได้แต่คุยเอามัน ความรู้ที่ฟังแล้วนำไปทำ แม้นมีน้อย แค่พอตัวรอด ก็ยังประโยชน์มหาศาลแล้ว

ดูนักกีฬาเวลาลงแข่ง ก่อนแข่งต้องทำสมาธิ ฉันใดก็ฉันนั้น ปัญหาที่เรามี คือสิ่งที่เราต้องแข่ง เราจึงต้องมีสมาธิเพื่อฟังแล้วนำมาปฏิบัติ แก้ปัญหาที่มี

การรวบรวมสมาธิ ช้าเร็ว ไม่เท่ากัน การคงสมาธิ มากน้อยไม่เท่ากัน คนพูดจึงต้องพูดนาน เพื่อให้ทุกคนมีโอกาส

เราจึงต้องฝึกให้รู้ทันตน เมื่อสมาธิเสียไป ก็ต้องรีบทำให้กลับมาเร็วที่สุด ลุกไปเดินให้หายง่วง ล้างหน้าล้างตา ออกไปยืดแข้งยืดขา นั่งกับคนไม่รู้จัก ...

มิใช่ว่า นั่งหลับจนจบ นั่งคุยจนจบ หรือ เล่นโทรศัพท์ อ่านหนังสือ รอจนจบ ... การเข้ามาก็เสียเวลาเปล่า เพราะไม่ได้สิ่งไรกลับไปช่วยตนเลย

หลวงพ่อนิพนธ์ จึงมักย้ำว่า หลักของพระภูมี คือ หลัก "ตนพึ่งตน" อยากได้ ต้องเรียนรู้ แล้วทำเอง

ก็ต้องเสียเวลาตื่นแต่เช้า เสียน้ำมัน เสีย ... แล้วต้องทนมานั่ง หากแต่กลับออกไป ไม่ได้อะไรเลย กลับไปแม้แต่น้อย .... จะมาเสียเวลาทำไม

ติดต่อสั่งซื้อสินค้า หาโปรโมชั่นเอมมูร่าเซซามินที่ดีที่สุด โทรหาเรา 086 6O4 7O44